บทที่ 10 การจัดการชุมชนเชิงกลยุทธ์กับการป้องกันและแก้ไข ปัญหาอุทกภัย การจัดการชุมชนเชิงกลยุทธ์เป็นกระบวนการต่อเนื่องในการกำหนด ภารกิจและเป้าประสงค์ของชุมชนภายใต้บริบทของสิ่งแวดล้อมภายนอก การ กำหนดกลวิธีที่เหมาะสม การปฏิบัติงานตามกลวิธีที่กำหนดไว้ การใช้อำนาจหน้าที่ ในการควบคุมกลยุทธ์ เพื่อทำให้มั่นใจว่ากลวิธีของชุมชนที่นำมาใช้สามารถนำไปสู่ ความสำเร็จตามเป้าประสงค์ที่กำหนดไว้๑ ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ต้นน้ำเจ้าพระยา จังหวัดนครสวรรค์ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด นครสวรรค์ได้สรุปภาพรวมความเสียหายของจังหวัดนครสวรรค์จากมหาอุทกภัย ๒๕๕๔๒ พบว่า มีพื้นที่ประสบภัยพิบัติจากอุทกภัยทั้งจังหวัด ๑๕ อำเภอ ๑๒๓ ตำบล ๙ เทศบาล ๑.๒๔๔ หมู่บ้าน โดยแบ่งเป็นพื้นที่ประสบภัยจากน้ำหลาก ๕ อำเภอ ๔๕ ตำบล ๕๘๐ หมู่บ้าน พื้นที่ประสบภัยจากน้ำท่วมขัง ๑๐ อำเภอ ๗๘ ตำบล ๖๖๔ หมู่บ้าน ๗๕ ชุมชนเมือง ๑๑๓,๐๙๙ ครัวเรือน ประชาชนได้รับ ผลกระทบและความเดือดร้อน ๓๕๖,๐๑๒ คน เสียชีวิต ๙๑ ราย บ้านเรือนถูกน้ำ ท่วม ๑๑๒,๒๑๙ หลังคาเรือน โรงเรียน ๑๐๕ แห่ง วัด ๑๙๐ แห่ง สถานบริการ สารธารณสุข ๔๕ แห่ง ถนน ๖๒ สายและอื่น ๆ รวมถึงพื้นที่การเกษตรได้รับความ เสียหายหนักใน ๑๓ อำเภอ ๙๐๓,๔๐๐ ไร่ การปศุสัตว์ การประมงก็ได้รับ ผลกระทบไม่น้อยหน้ากัน นอกจากนั้นหอการค้าจังหวัดนครสวรรค์ยังประเมิน ๑ เนื้อหาในบทนี้เป็นการถอดองค์ความรู้จากการวิจัยเรื่อง “การจัดการชุมชน พื้นที่กลางน้ำเชิงกลยุทธ์กับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย” ๒ ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัยและดินถล่ม จังหวัดนครสวรรค์, สรุปสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดนครสวรรค์. (อัดสำเนา).
[๒๔๔] มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ๓ โดยเฉพาะในภาคการพาณิชยกรรมและ อุตสาหกรรมในพื้นที่ว่า มีร้านค้า บริษัท ห้างร้าน และโรงงานอุตสาหกรรมได้รับ ความเสียหายจากมหาอุทกภัยครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า ๖,๐๐๐ ราย รวมมูลค่ากว่า ๙,๐๐๐ ล้านบาท โดยแบ่งเป็นทรัพย์สินและเครื่องมือประกอบอาชีพรวมไปถึงภาคสินค้า คงคลังที่จมไปกับน้ำ ขณะที่ในภาคอุตสาหกรรมก็มีเครื่องจักรและสินค้าได้รับ ความเสียหายเช่นกัน นอกจากนั้นยังหมายรวมถึงความเสียหายจากโอกาสในการที่ จะประกอบธุรกิจที่จะต้องอาศัยระยะเวลาฟื้นฟูทางกายภาพและสร้างความ เชื่อมั่นให้กับลูกค้าและคู่ค้าอีกนับไม่ถ้วน ปัจจุบันลุ่มน้ำเจ้าพระยามีพื้นที่รองรับน้ำรวม ๒๐,๑๒๕ ตาราง กิโลเมตร หรือประมาณ ๑๒,๕๗๘,๑๒๕ ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน ตั้งแต่ต้นน้ำเจ้าพระยารวมถึงบึงบอระเพ็ดและจังหวัดใกล้เคียงที่มีลำน้ำปิง วัง ยม น่านไหลผ่านสามารถรองรับน้ำได้ ๓,๗๑๘ ตารางกิโลเมตรหรือประมาณ ๒,๓๒๓,๗๕๐ ไร่ และที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ใต้สะพานเดชาติวงศ์ลงไปมี พื้นที่รับน้ำ ๑๖,๔๐๗ ตารางกิโลเมตรหรือประมาณ ๑๐,๒๕๔,๓๗๕ ไร่ ปัญหา อุทกภัยในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนส่วนมากเกิดจากปริมาณน้ำฝนที่ตกหนัก ติดต่อกันหลายวันในพื้นที่ภาคเหนือและตามแนวผืนป่าตะวันตก เมื่อมีปริมาณฝน ตกมากทำให้เกิดปริมาณน้ำสะสมมากติดตามมา ในขณะที่สภาพความเป็นจริงใน ภูมิภาคนี้กลับไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีจำนวนมากพอจะรองรับปริมาณ น้ำขนาดมหาศาล ประกอบกับแหล่งกักเก็บน้ำที่มีอยู่เดิมในก็มีความตื้นเขินไม่ สามารถรองรับน้ำในปริมาณที่มากได้ ทำให้น้ำในแม่น้ำสายหลักได้ไหลเอ่อล้นเข้า ท่วมพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ชุมชน นอกจากนี้การระบายน้ำออกจากเขื่อนหรือ อ่างเก็บน้ำเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำในเขต ภาคเหนือและลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งซึ่งเพิ่มปริมาณมวลน้ำ ให้มีจำนวนมหาศาลยิ่งขึ้น เมื่อน้ำที่ระบายออกมาจากเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำรวม กับน้ำท่าที่เกิดจากปริมาณน้ำฝนที่ตกจึงทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมหรืออุทกภัย เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ๓ หอการค้าจังหวัดนครสวรรค์, “มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมหา อุทกภัย ๒๕๕๔”, วารสารหอการค้า, ปีที่ ๑๔ ฉบับที่ ๑๕๕ (ธันวาคม ๒๕๕๔): ๑๕-๒๔.
[๒๔๕] ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ บริเวณนี้คือ ปัญหาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และความหนาแน่นของ ประชากรในเขตเมือง ทำให้เกิดโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งเพื่อการพาณิชย์และ เพื่อที่อยู่อาศัย รวมถึงโครงข่ายคมนาคมหลายเส้นทางที่เป็นปัญหาในการปิดกั้น หรือกีดขวางทางเดินของน้ำซึ่งถือเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขัง ที่มีระยะเวลาที่ยาวนานขึ้นกว่าในอดีต ภาพที่ชัดเจนและปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน นี้คือในปี ๒๕๕๔ น้ำท่วมสูงเท่าใดหากจะสร้างที่อยู่อาศัยในปัจจุบันนี้ประชาชน ส่วนใหญ่นิยมที่จะถมพื้นที่ก่อสร้างโครงการให้สูงกว่าระดับน้ำท่วม ๑ เมตรเป็น อย่างน้อย ซึ่งสภาพที่พบเห็นในเขตชุมชนต้นน้ำเจ้าพระยาและชุมชนต้นน้ำสาขา ขณะนี้พบว่าเกือบ ๑๐๐ % ที่นิยมใช้กระบวนความคิดและการตัดสินใจในการ แก้ไขปัญหาน้ำท่วมในลักษณะนี้มาประยุกต์ใช้ในชุมชน สำหรับการป้องกันปัญหาอุทกภัยในเขตชุมชนพื้นที่กลางน้ำ (ต้นแม่น้ำ เจ้าพระยา) หากศึกษาลงไปในเชิงลึกถึงต้นตอของปัญหาอุทกภัย ส่วนหนึ่งเราจะ พบว่าหนึ่งในปัญหาที่สำคัญที่น่าจะเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุทกภัยหรือปัญหา น้ำท่วมก็คือ ปัญหาการบุกรุก ผ้าถาง ขุดเจาะ และทำลายพื้นที่ต้นน้ำลำธาร โดย ในแต่ละปีในเกือบทุกตำบล อำเภอ และจังหวัด เราจะพบว่าพื้นที่ป่าต้นน้ำได้ถูก ทำลายลงเป็นจำนวนมาก ผลที่ตามมาความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ป่าไม้ที่ เปรียบเสมือนฟองน้ำขนาดใหญ่ที่จะช่วยดูดซึม ดูดซับ หรือเก็บกักน้ำก่อนที่จะ ค่อยๆ ปล่อยออกสู่ลำห้วย ลำธารและไหลลงสู่แม่น้ำขนาดใหญ่หมด ซ้ำร้ายใน พื้นที่สูงตามที่ลาดเชิงเขาเมื่อเกิดกรณีฝนตกหนักติดต่อกันปัญหาน้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มก็เกิดขึ้นติดตามมาและก็มักจะเกิดปัญหาลักษณะนี้ขึ้นบ่อยครั้ง ในปัจจุบัน การแก้ไขปัญหาอุทกภัยหลังจากเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี ๒๕๕๔ ได้มีการ จัดหาแหล่งรองรับน้ำหรือแก้มลิง การจัดวางระบบผังเมือง การจัดสร้างกำแพง คอนกรีตป้องกันน้ำในเขตเศรษฐกิจ การจัดระบบโครงข่ายคมนาคมที่ไม่ทำให้เกิด การกีดขวางทางน้ำ การขุดลอกคูคลองหรือแม่น้ำ หรือแม้แต่การผันน้ำข้ามเขต ขณะเดียวกันการฟื้นฟูสภาพป่าไม้ การเพิ่มเนื้อที่ป่าไม้ การป้องกันไม่ให้เนื้อที่ป่า ไม้ที่เหลืออยู่และกำลังถูกทำลายเพิ่มเติม รวมถึงการสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ป่า เพื่อการบริหารจัดการน้ำกลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ทั้งที่การป้องกัน ลักษณะนี้นอกจากจะทำให้มีน้ำใช้สม่ำเสมอทั้งปีแล้วยังเป็นการช่วยแก้ปัญหา สภาวะโลกร้อนอีกทางหนึ่งด้วย
[๒๔๖] ความเป็นชุมชนในบริบทสังคมไทย ชุมชนในบริบทสังคมไทยภายใต้กรอบคิดของโครงการเพื่อการลงทุน ทางสังคมเนื่องจากทุนทางสังคมที่มีอยู่ตามชุมชนในสังคมไทย ถือเป็นฐานชีวิตที่ คนรุ่นก่อนสะสมไว้ให้เป็นพลังร้อยรัดจิตใจของคนในชุมชนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ทุน ทางสังคมเหล่านี้มีอยู่หลากหลายในสังคมไทยซึ่งถือได้ว่าเป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดทุน ทางสังคม 1. แนวคิดการจัดการชุมชน การบริหารจัดการเพื่อความเป็นชุมชนเข้มแข็งสามารถทำได้โดย ๑) การจัดตั้งกลุ่ม ๒) การประชุมร่วมคิด ต้องพบปะ ประชุม แบบมีส่วนร่วม ๓) สร้าง จิตอุดมการณ์ ต้องร่วมกันปลูกฝังอุดมการณ์และจิตสำนึก ๔) ต้องทำงานเป็น เครือข่าย ต้องขยายเครือข่ายทั้งแนวดิ่งและแนวราบ ๕) ต้องเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ต้องมีกิจกรรมและกิจกรรมร่วม ๖) นำเสนอแนวทางว่าอะไรดี ไปทางไหน อะไร ถูกผิด ๗) สร้างอำนาจต่อรอง เราต้องกำหนดและสร้างอำนาจต่อรองได้ หลักการพัฒนาและจัดการชุมชนต้องพัฒนาจาก ๕ หลัก ๕ ฐาน ๕ การพัฒนา และ ๕ กรอบกลุ่มคิด อันได้แก่ ๕ หลัก คือ หลักความเข้าใจ หลักการ เข้าถึง หลักการมีส่วนร่วม หลักการบูรณาการ และหลักความสมดุล ๕ ฐาน คือ ฐานทรัพยากร ฐานวิชาการ ฐานคุณธรรม ฐานวัฒนธรรม และฐานคุณค่า อรรถประโยชน์ร่วม ๕ การพัฒนา คือ การพัฒนาคน การพัฒนาระบบ การพัฒนา เทคโนโลยี การพัฒนาองค์การหน่วยงาน และการพัฒนาสภาพบรรยากาศการ ทำงาน ๕ กรอบกลุ่มคิด คือ กลุ่มปรัชญาแนวคิดหลัก กลุ่มนโยบายเป้าหมายและ ทิศทาง กลุ่มอุดมการณ์จิตสำนึก กลุ่มวิสัยทัศน์ ปณิธาน พันธกิจ และกลุ่ม ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี กลยุทธ์ แผนแม่บท แผนปฏิบัติการ และการติดตามประเมิน โดยมีกระบวนการพัฒนาที่สำคัญ คือ ต้องมีการ ๑) การศึกษาหาข้อมูล ๒) การ อนุรักษ์ ๓) การปรับตัว ๔) การปรับปรุง ๕) การเปลี่ยนแปลง ๖) การแข่งขัน ๗) การต่อสู้ ๘) การแก้ไข ๙) การพัฒนา ในส่วนของหลักการบริหารจัดการชุมชนนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประกอบไปด้วย ๑) การบริหารนโยบาย ระบบ รูปแบบ หลักการ หรือวิธีการ ๒) การบริหารการเงิน ๓) การบริหารคน ๔) การบริหาร ตนเอง ๕) การบริหารเวลา ๖) การบริหารทรัพยากร โดยยึดทฤษฎีการบริหารที่ สำคัญคือจะต้องมี ๑) การวางแผน (Planning) ๒) การจัดองค์การ (Organization)
[๒๔๗] ๓) การรับคนเข้าทำงาน (Staffing) ๔) การสั่งการ (Directing) และ ๕) การ ควบคุม (Controlling) แนวคิดชุมชนในมุมมองของนักคิดตะวันตกจาก ๓ แหล่งข้อมูลคือของ Robert D. Putnam, Jame S. Coleman และ The World Bank๔ สรุปสาระ ร่วมที่สำคัญที่เป็นองค์ประกอบของชุมชนได้ว่า ชุมชนเป็นระบบความสัมพันธ์ทาง สังคมบนพื้นฐานขององค์ประกอบที่สำคัญ ๓ ประการ คือ ๑. ความไว้วางใจ (Trust) ประกอบด้วย ๑) ความไว้เนื้อเชื่อใจ ๒) การ ช่วยเหลือกัน/ความร่วมมือร่วมใจ ๓) ความเอื้ออาทร ๒. บรรทัดฐานของการพึ่งพาอาศัย (Norms of Reciprocity) ประกอบด้วย ๑) กฎกติกาเพื่อสร้างและควบคุมการพึ่งพาอาศัยกัน ๒) การ ถ่ายทอด อบรม สั่งสอน และสนับสนุนให้เกิดการพึ่งพาอาศัยกัน ๓) สร้างความ ตระหนักในผลประโยชน์ร่วมกัน และความคาดหวังในการพึ่งพาอาศัยกันทั้งใน ปัจจุบันและอนาคต ๓. เครือข่ายความเป็นพลเมืองเพื่อส่วนรวม (Networks of Civic Engagement) ประกอบด้วย ๑) เครือข่ายทางสังคม ประกอบด้วย (๑) การรวมกลุ่ม เครือข่าย เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ร่วมกัน (๒) การติดต่อสื่อสารปฏิสัมพันธ์(๓) ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้(๔) ประสบการณ์(๕) ผลประโยชน์และ (๖) ความกระตือรือร้น เพื่อส่วนรวมซึ่งเป็นความรู้สึกว่าเป็นพันธะหน้าที่ที่ต้องทำ ๒) ระบบความสัมพันธ์แนวราบ มีการติดต่อสัมพันธ์กันใน ลักษณะดังนี้(๑) ไม่เป็นทางการ (๒) ไม่ยึดถือสถานภาพหรือตำแหน่งอย่างเคร่ง คัด (๓) ความโปร่งใสสามารถเปิดเผยได้ ชุมชนในบริบทสังคมไทยภายใต้กรอบคิดของโครงการเพื่อการลงทุน ทางสังคมเนื่องจากทุนทางสังคมที่มีอยู่ตามชุมชนในสังคมไทย ถือเป็นฐานชีวิตที่ คนรุ่นก่อนสะสมไว้ให้เป็นพลังร้อยรัดจิตใจของคนในชุมชนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ทุน ๔ Putnam D. Robert, Bowing Alone: The Collapse and Revival of American Community, (Touchstone Rockefeller Center: New York, 2000), p. 169.
[๒๔๘] ทางสังคมเหล่านี้จึงมีอยู่หลากหลายในสังคมไทย ซึ่งถือได้ว่าเป็นแหล่งที่ก่อให้เกิด ทุนทางสังคมได้ดังนี้ ๑. วัฒนธรรมชุมชน เป็นสิ่งซึ่งผูกพันแนบแน่นกับวิถีชีวิตของคนใน ชุมชน เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิด การมองโลก ความเชื่อ และจิตสำนึกที่ สัมพันธ์กับบุคคลในระดับปัจเจกบุคคล ชนเผ่าและเชื้อชาติ ได้แก่ ความเชื่อในสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ พิธีกรรม และประเพณีต่าง ๆ ในบาง พื้นที่ความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีส่วน ในการช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ และแหล่งน้ำไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ๒. กฎเกณฑ์ ระเบียบปฏิบัติ จารีต ประเพณี อันเป็นลักษณะ เฉพาะ อย่างของท้องถิ่นที่หล่อหลอมมาจากประสบการณ์ของคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่น หนึ่งเป็นสำนึกร่วมของคนในชุมชน ที่มุ่งสร้างระบบขึ้นมาเพื่อดูแลควบคุมชุมชนให้ ดำเนินชีวิตไปตามระบบคุณค่าและระบบคิดของคนชุมชนนั้น ๆ เช่น กฎของการ แบ่งปันน้ำ ๓. ภูมิปัญญาท้องถิ่น และกระบวนการเรียนรู้ที่ชุมชนสั่งสมมา เช่น ภูมิปัญญา ด้านการเกษตร การแพทย์พื้นบ้าน ศิลปหัตถกรรม และการดูแล ทรัพยากรธรรมชาติ องค์กรเหล่านี้กลั่นกรองจากประสบการณ์ที่ละเอียดลึกซึ้ง แนบแน่นกับธรรมชาติอย่างแยกไม่ออก ๔. ระบบกรรมสิทธิ์ และการจัดการทรัพยากรของชุมชน อันได้แก่ ทรัพยากรธรรมชาติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ที่ต้อง ปกป้อง บำรุงรักษา ทั้งแหล่งน้ำ ผืนดินผืนป่า แร่ธาตุ ที่เกี่ยวพันกับวิถีแห่งการ ดำรงชีวิตของชุมชนเกษตรกรรม ส่วนโบราณสถานโบราณวัตถุ มีความหมายใน ด้านจิตใจที่สำนึกผูกพันในเชิงประวัติศาสตร์มากกว่าความหมายในเชิงธุรกิจ ๕. ระบบความสัมพันธ์ของคนในชุมชนที่มีลักษณะของครอบครัวเครือ ญาติ มีความเอื้ออาทร เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ ๖. ทรัพยากรบุคคล ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง แบ่งออกเป็น 2กลุ่ม คือ ๑) ผู้นำชาวบ้าน พระ ผู้อาวุโส ผู้นำเกษตรกร ปราชญ์ชาวบ้าน เหล่านี้มีความสำคัญในกระบวนการเรียนรู้ของชาวบ้าน การเสริมสร้างภูมิปัญญา ท้องถิ่น และการพึ่งตนเองอันเป็นเงื่อนของความเข้มแข็งของชุมชน ๒) กลุ่มองค์กรชุมชนที่ดำเนินกิจกรรมสาธารณะ เป็นกลุ่มที่ รวมกันเป็น กลุ่มนักคิด กลุ่มอาชีพ กลุ่มศาสนา เพื่อทำกิจกรรมอันเกิดประโยชน์
[๒๔๙] แก่ชุมชน เช่น กลุ่มแม่บ้านทอผ้า กลุ่มเยาวชนต้านยาเสพติด กลุ่มหมอพื้นบ้าน คณะกรรมการรักษาป่าต้นน้ำ องค์กรชุมชนเหล่านี้เป็นกลุ่มในภาคประชาชนที่ สามารถขยายเครือข่ายให้กว้างขวางและเข้มแข็งได้ต่อไป จากการศึกษาชุมชนในมุมมองของสำนักงานกองทุนเพื่อสังคมจะเห็น ได้ว่าคำว่าชุมชนมีความหมายครอบคลุมไปในหลายๆ บริบท เช่น ในเรื่องของ วัฒนธรรม ได้แก่ เรื่องของภูมิปัญญา ประเพณี ความเชื่อ กฎเกณฑ์ จารีต หรือ เรื่องของความเป็นชุมชน ได้แก่ ระบบความสัมพันธ์ของคนในชุมชน ความมีน้ำใจ ความเอื้ออาทร การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมทั้งเรื่องขององค์กรประชาชน เครือข่าย ผู้นำ เป็นต้น การจัดการชุมชนกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย การจัดการชุมชนพื้นที่กลางน้ำเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหา อุทกภัยนั้น คนในชุมชนจะต้องมีความเมตตาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ พร้อมที่จะเสียสละ ประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มีความกรุณาที่เปี่ยมด้วยจิตอาสา จิต สาธารณะ ช่วยเหลือเกื้อกูล ผ่อนหนักเป็นเบาช่วยกัน ความมีมุทิตาที่ยินดีกับผู้ที่ บ้านเรือนยังไม่ถูกน้ำท่วมขณะเดียวกันผู้ที่บ้านเรือนไม่ถูกท่วมก็ยินดีที่เห็นผู้ที่ถูก ท่วมได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือทั้งจากชุมชนและจากภาครัฐ พร้อมกันนั้นยัง ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความมีอุเบกขาธรรมคือสามารถยอมรับกับปัญหาวิกฤตได้ โดยเป็นทุกข์ร้อนน้อยที่สุด ขณะเดียวกันก็ปรับประยุกต์วิถีชีวิตให้สอดคล้องกับ สถานการณ์โดยการปรับเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยมองว่าเมื่อน้ำมาปลาก็มา ฉะนั้นก่อนที่จะประสบกับภาวะน้ำท่วมหรืออุทกภัย หลายครัวเรือนก็จะมีการ ตระเตรียมเครื่องมือดักจับสัตว์น้ำเพื่อนำมาสู่การจัดเก็บเป็นคลังอาหารและเป็น รายได้เสริม ทั้งปลาส้ม ปลาจ่อม ปลาร้า ปลากรอบ ปลาแห้ง เป็นต้น ในส่วนของ รูปแบบการจัดการชุมชนกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยนั้นจากการ วิเคราะห์ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ได้ควรประกอบด้วย รูปแบบที่ ๑ การจัดการชุมชนกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ก่อนเกิดเหตุ พบว่า ในการเตรียมความพร้อมและมีแผนรองรับในแก้ไขกับปัญหา อุทกภัยของทุกครอบครัวในชุมชนนั้นจะการหล่อหลอมประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น ทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุน้ำท่วม โดยตั้งอยู่บนฐานภูมิปัญญา
[๒๕๐] ท้องถิ่นและกระบวนการเรียนรู้ที่ชุมชนสั่งสมมาจนทำให้เกิดการอยู่ร่วมกับปัญหา อุทกภัยอย่างปกติ ซึ่งผู้ให้ข้อมูลสำคัญต่างให้ข้อมูลที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันชุมชนมีประสบการณ์และมีการวางแผนที่จะรองรับกับ ปัญหาทั้งก่อนเกิดปัญหาน้ำท่วม เช่น มีการคัดแยกและเก็บทรัพย์สินหรือข้าวของ อย่างเป็นระบบเพื่อง่ายต่อการขนย้ายหรือการลำเลียงไปสู่ระบบการจัดเก็บในที่ ปลอดภัย มีการเตรียมยานพาหนะ เช่น เรือตะเข้ เรือพาย แพ หรือพาหนะที่คล้าย เรือเพื่อจะได้ใช้ในการสัญจรหรือเดินทางในวันที่ประสบปัญหาน้ำท่วม มีการร่วม แรงร่วมใจกันช่วยเหลือเพื่อนบ้านในชุมชน โดยเริ่มตั้งแต่ครัวเรือนที่มีความเสี่ยง สูงสุดหรือที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำสุด จากนั้นก็จะไล่เรียงตามลำดับเพื่อให้ทุกคนทุก ครัวเรือนได้เคลื่อนไหวหรือเคลื่อนย้ายไปสู่จุดที่ปลอดภัยที่สุด ทั้งในมิติของชีวิตคน ชีวิตสัตว์เลี้ยง ทรัพย์สินหรือข้าวของทุกชนิด ขณะเดียวกันหลังจากน้ำลดก็จะเริ่ม ขนย้ายทุกสิ่งอย่างไล่เรียงกลับยังบ้านเรือนทุกครัวเรือนในชุมชน ในลักษณะที่เริ่ม ตั้งแต่หลังคาเรือนที่อยู่สูงสุดไปยังหลังคาเรือนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำสุด โดย ดำเนินการไปตามระดับการลดของน้ำที่ท่วมขัง ในส่วนของการเตรียมการหรือการวางแผนของทุกครอบครัวในช่วง ก่อนเกิดเหตุ ได้มีการเตรียมความพร้อมและมีแผนรองรับและแก้ไขกับปัญหา อุทกภัยอย่างเป็นระบบ และเป็นไปตามวงรอบของวิถีชีวิตของคนในพื้นที่กลางน้ำ ซึ่งในหนึ่งปีจะมีปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้มาเยือนทุกปี ขณะเดียวกันก็จะมี ปัญหาในลักษณะนี้ที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในลักษณะวิกฤตหรือเกิดกรณีน้ำท่วมใหญ่ ในทุก ๔ ปี หรือ ๑๐ ปี ทั้งนี้ก็จะเป็นไปตามวงรอบของสภาวะอากาศ จากสภาพ ความเป็นจริงที่ชุมชนและประชาชนประสบในห้วงเวลาที่ผ่านมาทำให้เกิดการ เรียนรู้และการเตรียมการหรือการวางแผนที่เป็นไปตามแนววิถีชีวิตที่ถูกสั่งสมจาก รุ่นสู่รุ่น ทำให้ใกล้ถึงห้วงเวลาในฤดูน้ำหลากประชาชนและคนในชุมชนก็จะมีการ เตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบเพื่อง่ายต่อการขนย้ายหรือการลำเลียงไปสู่ ระบบการจัดเก็บในที่ปลอดภัย มีการเตรียมยานพาหนะเช่นเรือตะเข้ เรือพาย แพ หรือพาหนะที่คล้ายเรือเพื่อจะได้ใช้ในการสัญจรหรือเดินทาง รวมถึงมีการวางแผน ที่จะพลิกวิกฤตหรือปัญหาอุทกภัยหรือน้ำท่วมให้เป็นโอกาสโดยการเตรียม เครื่องมือในการหาปลาหรือดักจับสัตว์น้ำมาทำอาหาร มาเป็นวัตถุดิบในการถนอม อาหารทั้งทำปลาร้า ปลาเกลือ ปลาแห้ง ปลากรอบ ปลารมควัน หรืออื่น ๆ ซึ่งปี
[๒๕๑] ไหนโชคดีได้มากก็จะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนที่จะนำไปสู่ การจำหน่ายจ่ายแจกหรือการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัย ๔ ด้านอื่น ๆ ขณะเดียวกันในด้านการรวมตัวในชุมชนทั้งในมิติการรวมตัวกันของ คนในชุมชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยเป็นไปในลักษณะองค์กรทางจิต วิญญาณที่เกิดจากจิตสำนึกที่มีต่อถิ่นฐานบ้านเกิดเป็นไปด้วยความเสียสละเพื่อ ชุมชนที่รักและผูกพัน ซึ่งตั้งอยู่บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นและกระบวนการเรียนรู้ที่ ชุมชนสั่งสมมามีการสืบสานกันรุ่นต่อรุ่น จากอาวุโสไปสู่รุ่นกลางและรุ่นใหม่และ เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และชุมชนกับชุมชน ข้างเคียง ซึ่งผู้ให้ข้อมูลสำคัญต่างให้ข้อมูลว่าในการรวมตัวกันของคนในชุมชนเพื่อ การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในแต่ละปีหรือแต่ละครั้งนั้นส่วนใหญ่ จะเป็นไปด้วยความเสียสละ และตั้งอยู่บนพื้นฐานของจิตอาสา จิตสาธารณะ ที่จะ คิดหรือทำเพื่อชุมชนที่ตนเองรักและผูกพันมากกว่าที่จะเป็นไปตามการขับเคลื่อน ของหน่วยงานภาครัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการรวมตัวกันนั้นจะ เป็นการรวมตัวกันในลักษณะที่ไม่เป็นทางการที่มีลักษณะเป็นองค์กรแนวราบ มี ความเสมอภาคเท่าเทียมและอาจจะมีผู้ที่มีความเหมาะสมทั้งอาจจะเป็นความ อาวุโสหรือความเหมาะสมในมิติอื่น ๆ ทั้งนี้เพราะเป็นเรื่องที่เป็นไปในลักษณะ องค์กรทางจิตวิญญาณที่เกิดจากจิตสำนึกที่มีต่อถิ่นฐานบ้านเกิดมากกว่าที่จะ เป็นไปในรูปแบบคณะกรรมการที่มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการหรือเป็นไปตาม ลักษณะขององค์กรแนวดิ่งที่นิยมกันในระบบราชการ การรวมตัวหรือการจัดโครงสร้างในระดับชุมชนเพื่อการป้องกันและ แก้ไขปัญหาอุทกภัยในรูปแบบคณะกรรมการ ส่วนใหญ่การรวมตัวกันจะเกิดจาก ความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนด้วยกันเอง โดยจะมีการสานต่อภารกิจ แนวคิด อุดมการณ์ ความรู้ ความเข้าใจ การปรับตัว รวมถึงการยอมรับในความเป็น ธรรมชาติและภัยจากธรรมชาติ ถือเป็นภูมิปัญญาในการผนึกกำลังแรงกาย แรงใจ ที่ถูกสั่งสมและถ่ายทอดจากรุ่นต่อรุ่น ทั้งนี้ไม่ว่าจะท่วมหรือแล้งคนในชุมชนใน ภาคพื้นนี้ก็จะมีการรวมตัวกันที่จะต่อสู้กับทุกปัญหา และส่วนหนึ่งก็ยังมีการ ประยุกต์ใช้จังหวะและโอกาสที่จะหาประโยชน์หรือสร้างอรรถประโยชน์จาก สถานการณ์ต่าง ๆ ของปัญหา การรวมตัวหรือการจัดโครงสร้างในชุมชนเพื่อการ ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่กลางน้ำ ในห้วงเวลาที่ผ่านมาโดยบริบท และภูมิปัญญาชุมชนยังให้ความสำคัญและยึดลำดับอาวุโสและความสามารถหรือ
[๒๕๒] ความถนัดในด้านนั้น ๆ เป็นหลัก โดยคณะกรรมการชุมชนจะประชุมเพื่อทำ ข้อตกลงร่วมกันและระบุขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละคนแต่ละกลุ่มไว้ อย่างชัดเจน ในขั้นแรกจะมีการจัดบุคคลเข้าประจำการหรือทำหน้าที่ตามลำดับผู้ที่ มีอาวุโสมาเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ผู้อาวุโสน้อยหรือมี ความรู้ ความสามารถพิเศษ ในงานนั้น ๆ ได้มีโอกาสมามีส่วนร่วมรับผิดชอบงาน ในแต่ละภารกิจ ทั้งนี้เพราะในชุมชนและสังคมที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มนั้นมักจะมีผู้ที่ มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน เมื่อมีการมาอยู่ร่วมกันด้วย ความเสียสละเป็นที่ตั้ง ก็จะมีการยอมรับนับถือกันในเบื้องต้นเพื่อให้ภารกิจนั้น ๆ ดำเนินไปสู่ความสำเร็จ นอกจากนั้นการจัดการชุมชนในพื้นที่กลางน้ำยังมีรูปแบบ การรวมตัวหรือการจัดโครงสร้างในชุมชนในลักษณะของเครือข่าย โดยเฉพาะการ เชื่อมประสานไปยังหมู่บ้านหรือชุมชนข้างเคียง ทั้งในรูปแบบการเชื่อมประสานใน ลักษณะของเครือญาติหรือการบริหารจัดการและตั้งองค์การในเครือข่ายของการ ปกครองส่วนท้องที่หรือผ่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน แพทย์ประจำตำบล หรือการจัดตั้งผ่านระบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะ มีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลประจำอยู่ทุกหมู่บ้านหรือตาม เขตเลือกตั้ง เมื่อจะถึงฤดูน้ำหลากหรือน้ำท่วมคณะกรรมการเหล่านี้ก็จะมีการ ประชุม ปรึกษาหารือ และวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ความรุนแรงของปัญหาที่อาจจะ เกิดขึ้น ก่อนที่จะประสานไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งองค์การบริหารส่วน ตำบล (อบต.) เทศบาล นายอำเภอ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อขอรับการ สนับสนุนอุปกรณ์ เครื่องมือ หรืองบประมาณที่จะมาสนับสนุนการดำเนินการ ขณะเดียวกันในขณะที่เกิดเหตุหรือประสบปัญหาน้ำท่วมก็จะมีการประสานงาน เพื่อส่งมอบส่งสนับสนุนช่วยเหลือ ทั้งน้ำดื่ม ข้าวสารอาหารแห้ง ยารักษาโรค เต้นท์ที่พักพิงชั่วคราว และอื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา เมื่อน้ำแห้งหรือน้ำลดก็จะประสาน สนับสนุนช่วยเหลือกันในการจัดการสภาวะแวดล้อมของชุมชนให้เกิดความเป็น ระเบียบเรียบร้อย ปลอดภัยจากโรคและแมลงที่จะมารบกวน รวมถึงสนับสนุน ช่วยกันในการปรับปรุงและแก้ไขระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้กับมาใช้การได้ ตามปกติด้วย กล่าวโดยสรุปว่า การจัดการชุมชนกับการป้องกันและแก้ไขปัญหา อุทกภัย รูปแบบที่ ๑ ว่าด้วยการจัดการชุมชนกับการป้องกันและแก้ไขปัญหา อุทกภัยก่อนเกิดเหตุ ทุกครอบครัวจะต้องมีการหล่อหลอมประสบการณ์จากรุ่นสู่
[๒๕๓] รุ่นโดยตั้งอยู่บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นและกระบวนการเรียนรู้ที่ชุมชนสั่งสมมาจน ทำให้เกิดการอยู่ร่วมกับปัญหาอุทกภัยอย่างปกติ และเป็นไปตามวงรอบของวิถี ชีวิตรวมถึงวงรอบของสภาวะอากาศ ที่คนในพื้นที่กลางน้ำจะต้องประสบ เช่น การ คัดแยกและและจัดเก็บทรัพย์สินหรือข้าวของอย่างเป็นระบบเพื่อง่ายต่อการขน ย้ายหรือการลำเลียง มีการเตรียมยานพาหนะ เช่น เรือตะเข้ เรือพาย แพ หรือ พาหนะที่คล้ายเรือเพื่อจะได้ใช้ในการสัญจรหรือเดินทาง รวมถึงการเตรียม เครื่องมือในการหาปลาหรือดักจับสัตว์น้ำมาทำอาหาร มาเป็นวัตถุดิบในการถนอม อาหารทั้งทำปลาร้า ปลาเกลือ ปลาแห้ง ปลากรอบ ปลารมควัน หรืออื่น ๆ ขณะเดียวกันในด้านการรวมตัวหรือการจัดโครงสร้างในชุมชนเพื่อการป้องกันและ แก้ไขปัญหาอุทกภัย โดยเป็นไปในลักษณะองค์กรทางจิตวิญญาณที่เกิดจาก จิตสำนึกที่มีต่อถิ่นฐานบ้านเกิดเป็นไปด้วยความเสียสละเพื่อชุมชนที่รักและผูกพัน และตั้งอยู่บนพื้นฐานของจิตอาสา จิตสาธารณะ ที่จะคิดหรือทำเพื่อชุมชนที่ตนเอง รักและผูกพัน มีความเสมอภาคเท่าเทียมและยึดถือความอาวุโสหรือความ เหมาะสมในมิติอื่น ๆ และที่สำคัญจะต้องมีการสร้างเครือข่ายที่เชื่อมประสานไปยัง หมู่บ้านหรือชุมชนข้างเคียง รูปแบบที่ ๒ การจัดการชุมชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ในขณะที่เกิดเหตุ พบว่า ในมิติการแบ่งงานกันทำของคนในชุมชนในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอุทกภัยถือเป็นระบบของการบ่มเพาะทางความคิดและเป็นความ รับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในชุมชน และเป็นความเสียสละของผู้มีจิตอาสา จิต สาธารณะในการทำหน้าที่เพื่อการปกป้องผลประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกในชุมชน ซึ่งผู้ให้ข้อมูลสำคัญต่างให้ข้อมูลว่าในการแบ่งงานกันทำของคนในชุมชนเพื่อการ ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยนั้นถือเป็นพันธะทางสังคมที่จะต้องมีความร่วมแรง ร่วมใจกัน ร่วมไม้ร่วมมือกัน และเป็นการตอบแทนคุณซึ่งกันและกัน โดยผู้คนใน ชุมชนจะมีการแบ่งงานกันทำ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีความเสียสละแบ่งปัน ไม่ สะดวกที่จะสนับสนุนด้วยแรงกายก็จะสนับสนุนด้วยแรงใจ มีการจัดหาน้ำท่าข้าว ปลาอาหารไปสู่กันกิน ถือเป็นการแบ่งเบาความเหน็ดเหนื่อย การร่วมแรงร่วมใจใน การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของชุมชนร่วมกัน ในการแบ่งงานกันทำของคนในชุมชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหา อุทกภัยนั้นปัจจุบันยังมีการเปิดกว้างและเคารพในความหลากหลายทางความคิด แต่เมื่อมีการมาทำงานร่วมกันทุกคนก็จะระดมความคิดเห็นเพื่อนำมาพัฒนา
[๒๕๔] รูปแบบหรือกระบวนการที่บรรพบุรุษได้ส่งทอดต่อมา ทั้งนี้เนื่องจากสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และสภาพแวดล้อมในชุมชนหรือรอบชุมชนเกิดการ เปลี่ยนแปลงไป การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยจึงมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ฉะนั้นการเปิดรับฟังความคิดเห็นใหม่ๆ ก็จะมีส่วนสนับสนุนและเติมเต็มให้การ บริหารจัดการชุมชนเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะการ ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยนั้นถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนใน ชุมชน เป็นการยึดถือเอาเสมอภาคและเท่าเทียมที่จะเสียสละ ร่วมแรงร่วมใจและ ร่วมมือ กันเป็นที่ตั้ง และถือเป็นระบบการบ่มเพาะทางความคิดของคนในชุมชนที่ ถูกส่งทอดมายังคนรุ่นหลัง ที่ทุกคนจะต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สามัคคีกัน เสียสละ ร่วมแรงร่วมใจกัน และถือเป็นกิจกรรมที่ทำให้คนในชุมชนได้หันมาพูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมากกว่าในภาวะปกติทั่วไป ในด้านการตัดสินใจและสั่งการ (Directing) ทั้งในมิติการตัดสินใจใน การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยชุมชนยึดถือความรับผิดชอบร่วมกันเพื่อ ตอบสนองความต้องการของชุมชนเป็นปรากฏการณ์ทางปฏิสัมพันธ์ของสมาชิกที่ อาศัยอยู่ในชุมชนและตั้งอยู่บนพื้นฐานความคิดในการพึ่งตนเองโดยเฉพาะใน สถาบันครอบครัว นอกจากนั้นยังเป็นการตัดสินใจที่มาจากการเรียนรู้ตลอดชีวิตทั้ง ที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ซึ่งผู้ให้ข้อมูลสำคัญต่างให้ข้อมูลว่าการสั่งการ หรือการตัดสินใจในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยชุมชนนั้น ทุกคนในชุมชน จะยึดถือและดำเนินการบนพื้นฐานของความรับผิดชอบร่วมกันเพื่อตอบสนอง ความต้องการของกันและกัน และในบางครั้งในการตัดสินใจหรือจะสั่งการในเรื่อง ใด ๆ ก็จะตั้งอยู่บนพื้นฐานของเรียนรู้ตลอดชีวิตหรือในชั่วชีวิตของบุคคลๆ นั้น ซึ่ง อาจจะเกิดจากประสบการณ์หรือการถูกสอนสั่งทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็น ทางการจากครั้งบรรพบุรุษ และทุกครั้งที่เกิดปัญหาอุทกภัยหรือปัญหาน้ำท่วมก็จะ กลายเป็นปรากฏการณ์ทางชุมชนหรือสังคมที่จะนำพาให้ผุ้คนในชุมชนและสังคม หันมามีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน เพื่อร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมลงมือ และร่วมประเมินผล หรือประเมินสถานการณ์ ทั้งในมิติของการป้องกันและการแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่ เกิดขึ้นในซึ่งหน้าหรือกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต การตัดสินใจและสั่งการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยของคน ในชุมชนนั้น พื้นฐานที่สำคัญก็คือการมีความคิดในการพึ่งตนเองเป็นเบื้องต้น โดยเฉพาะในสถาบันครอบครัวที่ทุกครอบครัวจะต้องมีการเตรียมการหรือเตรียม
[๒๕๕] ความพร้อมในการรองรับกับความเสี่ยงหรือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยแต่ละ ครอบครัวจะมีการเตรียมความพร้อมและมีแผนรองรับอย่างเป็นระบบ และเป็นไป ตามวงรอบของวิถีชีวิตของคนในพื้นที่กลางน้ำ ซึ่งในหนึ่งปีจะมีปัญหาในลักษณะ เดียวกันนี้มาเยือนทุกปีหรือในทุก ๔ ปี หรือ ๑๐ ปี ทำให้เกิดการเรียนรู้ การ เตรียมการ การวางแผน หรือการตัดสินใจที่เป็นไปตามแนววิถีชีวิตที่ถูกสั่งสมจาก รุ่นสู่รุ่น ทำให้ใกล้ถึงห้วงเวลาในฤดูน้ำหลากผู้คนในชุมชนก็จะมีการเตรียมความ พร้อมโดยการคัดแยกและเก็บทรัพย์สินหรือข้าวของอย่างเป็นระบบเพื่อง่ายต่อ การขนย้ายหรือการลำเลียงไปสู่ระบบการจัดเก็บในที่ปลอดภัย มีการเตรียม ยานพาหนะเช่นเรือตะเข้ เรือพาย แพ หรือพาหนะที่คล้ายเรือเพื่อจะได้ใช้ในการ สัญจรหรือเดินทาง รวมถึงมีการวางแผนที่จะพลิกวิกฤตหรือปัญหาอุทกภัยหรือน้ำ ท่วมให้เป็นโอกาสโดยการเตรียมเครื่องมือในการหาปลาหรือดักจับสัตว์น้ำมา ทำอาหาร มาเป็นวัตถุดิบในการถนอมอาหารทั้งทำปลาร้า ปลาเกลือ ปลาแห้ง ปลากรอบ ปลารมควัน หรืออื่น ๆ ซึ่งปีไหนโชคดีได้มากก็จะก่อให้เกิดมูลค่าทาง เศรษฐกิจในระดับครัวเรือนที่จะนำไปสู่การจำหน่ายจ่ายแจกหรือการแลกเปลี่ยน เพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัย ๔ ด้านอื่น ๆ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานการ ตัดสินใจโดยคนในชุมชนทั้งสิ้น นอกจากนั้นการตัดสินใจและสั่งการในการป้องกันและแก้ไขปัญหา อุทกภัยของชุมชนยังให้ความความสำคัญที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานในการใช้ทรัพยากร ภายในชุมชนหรือที่มีตามศักยภาพส่วนบุคคลในชุมชนนั้น ๆ มาสนับสนุน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันก่อนเป็นอันดับแรกและเป็นปัจจัยสนับสนุนหรือเกื้อหนุน เป็นหลัก หากมีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาในขั้นวิกฤตก็จะมีการประสานไปยังองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอ หรือจังหวัดให้จัดหาหรือจัดซื้อสิ่งของที่จำเป็นมา สนับสนุนช่วยเหลือในขั้นต่อมาและในการตัดสินใจในการป้องกันและแก้ไขปัญหา อุทกภัยของชุมชนนั้นส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญและน้ำหนักที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ของคนในชุมชน ทั้งนี้เพราะเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ชุมชนที่ถูกสั่งสมมาอย่าง ยาวนานจนกลายเป็นวิถีชีวิตหรือวิถีประชาที่มีระบบและเป็นกระบวนการที่ถูก ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ถือเป็นความเข้มแข็งของชุมชนที่มีการสานต่อภารกิจ แนวคิด อุดมการณ์ ความรู้ ความเข้าใจ การปรับตัว รวมถึงการยอมรับในความ เป็นธรรมชาติและภัยจากธรรมชาติ ถือเป็นภูมิปัญญาที่ถูกสั่งสมและถ่ายทอดจาก รุ่นต่อรุ่น ทั้งนี้ไม่ว่าจะท่วมหรือแล้งคนในชุมชนก็จะมีการเตรียมความพร้อมและ
[๒๕๖] วางแผนที่จะตัดสินใจดำเนินการอะไร อย่างไร เพื่อที่จะให้สามารถที่จะอยู่ร่วมกับ ทุกปัญหาอย่างกลมกลืน และที่สำคัญที่สุดคือความเป็นเครือญาติในชุมชนได้ส่งผล ให้เกิดการตัดสินใจในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยเป็นไปด้วยความ เอื้อ อาทร เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่และช่วยเหลือเจือจุนกัน ทุกคนต่างมุ่งให้ความสนใจไปหาผู้ ที่เดือดร้อนในชุมชนและหมู่บ้านเป็นอันดับแรก และในทุกการตัดสินใจไม่ว่าจะ ก่อนเกิดปัญหา ระหว่างที่ประสบปัญหา หรือปัญหาคลี่คลายลงแล้ว ต่างก็มี วัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายสำคัญในการตัดสินใจก็คือการสนับสนุนช่วยเหลือกัน การยินยอมพร้อมใจกัน ร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้และฟันฝ่าในทุกอุปสรรคปัญหา เพื่อให้ ทุกครอบครัวในชุมชนและสังคมได้รับผลกระทบหรือได้รับความเสียหาย น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ กล่าวโดยสรุปว่า การจัดการชุมชนกับการป้องกันและแก้ไขปัญหา อุทกภัย รูปแบบที่ ๒ ว่าด้วยการจัดการชุมชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหา อุทกภัยในขณะที่เกิดเหตุ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยถือเป็นความ รับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในชุมชน และเป็นความเสียสละของผู้มีจิตอาสา จิต สาธารณะ มีการแบ่งงานกันทำ ร่วมแรงร่วมใจกัน ร่วมไม้ร่วมมือกัน ตอบแทนคุณ ซึ่งกันและกัน เปิดกว้างและเคารพในความหลากหลายทางความคิด และหมั่นบ่ม เพาะความคิดส่งทอดไปยังคนรุ่นหลังให้เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สามัคคีกัน เสียสละ ร่วมแรงร่วมใจกัน และหันมาพูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมทุกข์ร่วมสุข รูปแบบที่ ๓ การจัดการชุมชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย หลังเกิดเหตุ พบว่า ในการติดตามและประเมินสถานการณ์ในการป้องกันและ แก้ไขปัญหาอุทกภัยของชุมชนนั้นยังมีการสร้างความร่วมมือและเครือข่ายร่วมกัน ในระดับตำบลและอำเภอ ทั้งโดยมีการติดตามตรวจสอบและสำรวจสภาพแวดล้อม ชุมชน การติดตามตรวจสอบเพื่อส่งมอบการสนับสนุนช่วยเหลือ และที่สำคัญ ในช่วงหลังจากเกิดเหตุน้ำท่วมขังในชุมชนก็จะมีการประเมินและเร่งฟื้นฟู สภาพแวดล้อมชุมชนให้กลับมาดีดังเดิม ซึ่งผู้ให้ข้อมูลสำคัญต่างให้ข้อมูลว่าที่ผ่าน มามีการกำหนดพื้นที่เป้าหมายอย่างชัดเจนเพื่อให้การบริหารจัดการหรือการ คลี่คลายปัญหาบรรลุยังวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายสูงสุด โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายหลักที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชุมชนและสังคม คณะกรรมการชุมชนหรือส่วนงานที่เกี่ยวข้องก็จะให้ความสนใจเป็นพิเศษ มีการ ตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลในทุกชั่วโมงหรือนาทีต่อนาที
[๒๕๗] นอกจากนั้นในการฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาอุทกภัยของชุมชนหลังเกิด เหตุ คณะกรรมการชุมชนหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายก็จะให้ความสนใจและมีการ ดำเนินการหรือขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนที่จะเกิดเหตุก็จะมีการสำรวจ สภาพแวดล้อมชุมชนโดยละเอียด มีการตรวจสอบอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ หรือสิ่งสนับสนุนช่วยเหลือในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย อย่างเต็มที่ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาข้อมูลในการแจ้งเตือนภัย โดยเฉพาะการจัดระบบติดตามการรายงานข่าวพยากรณ์อากาศ พยากรณ์ระดับ น้ำ หรือการคาดหมายกำลังลม ปริมาณน้ำฝน และพื้นที่ที่คาดว่าจะเกิดความ เสียหาย ขณะเดียวกันก็จะมีการกำหนดจุดวัดระดับน้ำของแม่น้ำลำคลองในพื้นที่ ในบริเวณจุดเสี่ยงหรือที่คาดคะเนว่าจะเกิดน้ำท่วมก่อนจุดอื่น ๆ ในชุมชน พร้อม กับมีการกระจายข่าวสารไปยังประชาชนในพื้นที่เพื่อประโยชน์ในการป้องกันภัย เป็นการล่วงหน้า พร้อมกันนั้นทางผู้นำท้องที่ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้ที่ได้รับ มอบหมายก็จะประสานงานไปยังกองอำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของ รัฐที่เกี่ยวข้องซึ่งมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ในขณะที่เกิดเหตุก็จะมีการส่งมอบความช่วยเหลือไปยังประชาชนหรือ ครัวเรือนที่ประสบปัญหาหรือได้รับความเสียหาย โดยสนับสนุนช่วยเหลือในทุก ๆ ด้าน ทั้งเครื่องอุปโภคบริโภค ข้าวสารอาหารแห้ง น้ำดื่ม ที่พักพิง ยารักษาโรค และให้การบำบัดรักษาผู้บาดเจ็บหรือผู้ป่วยโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจาก โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหรือโรงพยาบาลชุมชนประจำอำเภอเพื่อรักษา ชีวิตผู้ได้รับบาดเจ็บในระยะแรกอย่างทันท่วงที รวมทั้งคณะจิตแพทย์หรือ นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญที่จะเข้ามาสนับสนุนช่วยเหลือในการลดทอนปัญหาความ ซึมเศร้าและความเครียดและอื่น ๆ พร้อมกันนั้นก็จะมีการเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน ของประชาชนและของทางราชการไปไว้ในที่ปลอดภัย โดยใช้กำลังแรงกายแรงใจ ของคนในชุมชนและอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในพื้นที่ และเร่งจัดส่ง เครื่องอุปโภคบริโภค น้ำดื่ม หรือสิ่งของจำเป็นต่อการดำรงชีพเข้าไปช่วยเหลือ ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยโดยเร่งด่วน ในกรณีที่เกินขีดความสามารถของคนใน ชุมชนและสังคมก็จะมีการประสานงานเพื่อขอรับการสนับสนุนไปยังหน่วยงาน ราชการและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เป็นต้นว่า องค์การบริหารส่วนตำบล อำเภอ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตำรวจ ทหาร หรืออื่น ๆ เข้ามา
[๒๕๘] สนับสนุนช่วยเหลือ โดยเฉพาะการจัดระบบการรักษาความสงบเรียบร้อย ความ ปลอดภัยในชุมชนที่ประสบภัย ในส่วนของการติดตามแก้ไขปัญหาอุทกภัยของชุมชนหลังเกิด เหตุการณ์น้ำท่วม ก็จะมีการตรวจสอบและสำรวจความเสียหายทุกด้านอย่าง ละเอียด ทั้งด้านชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและสิ่งสาธารณะประโยชน์ เพื่อ ประโยชน์ในการช่วยเหลือและเร่งฟื้นฟูสภาพแวดล้อมชุมชน ทรัพย์สิน สาธารณประโยชน์ ถนนหนทาง ตลอดทั้งบ้านเรือนประชาชน เพื่อให้กลับคืนสู่ สภาพปกติมากที่สุด มีการซ่อมแซมส่วนที่เสียหายโดยพิจารณาเห็นว่าเป็นสิ่งที่ สามารถซ่อมแซมได้ก็จะดำเนินการโดยเร็วเพื่อให้สามารถใช้การได้ตามปกติ ใน กรณีที่ไม่สามารถซ่อมแซมได้ก็จะมีการรื้อถอนออกไปเพื่อป้องกันความเสียหายที่ อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้นอกจากประชาชนในชุมชนหรือหมู่บ้านจะร่วมแรงร่วมใจกันฟื้นฟู ชุมชนอันเป็นที่รักของตนแล้ว ส่วนหนึ่งทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก็จะเข้ามาสนับสนุนช่วยเหลือและเยียวยา รวมทั้ง เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนช่วยเหลือเครื่องจักรกลหนักเข้ามาปรับปรุงและ พัฒนาในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การขุดลอกคูคลอง ระบบการระบายน้ำ คันคลอง ประคองน้ำ หรือบางส่วนก็มีการจัดทำหรือจัดสร้างสันเขื่อนหรือแนวเขตป้องกัน น้ำท่วมในเขตชุมชน ทั้งนี้เพื่อให้ชุมชนได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในครั้งต่อไป น้อยที่สุด ขณะเดียวกันจากประสบการณ์ที่เลวร้ายจากปัญหาอุทกภัยในครั้งที่ ผ่านๆ มา ยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ประชาชนและชุมชนมีแนวคิดแผนงาน แผนปฏิบัติการ และก่อเกิดเครือข่ายที่จะสร้างความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกันทั้งใน ระดับตำบลและอำเภอในการป้องกัน การเตือนภัย การสนับสนุนช่วยเหลือ การ เยียวยาหรือฟื้นฟูหากจะเกิดปัญหาอุทกภัยขึ้นในครั้งต่อไป กล่าวโดยสรุปว่า การจัดการชุมชนกับการป้องกันและแก้ไขปัญหา อุทกภัย รูปแบบที่ ๓ ว่าด้วยการจัดการชุมชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหา อุทกภัยหลังเกิดเหตุ จะต้องมีการประเมินและเร่งฟื้นฟูสภาพแวดล้อมชุมชนให้ กลับมาดีดังเดิม โดยการกำหนดพื้นที่เป้าหมายที่ชัดเจน มีการตรวจสอบอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ หรือสิ่งสนับสนุนช่วยเหลือในการฟื้นฟูชุมชนอย่าง เต็มที่ พร้อมกันนั้นก็จะมีการตรวจสอบและสำรวจความเสียหายทุกด้านอย่าง ละเอียด ทั้งด้านชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและสิ่งสาธารณะประโยชน์ ถนน หนทาง ตลอดทั้งบ้านเรือนประชาชน มีการซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย ที่สำคัญ
[๒๕๙] จะต้องมีแผนงาน แผนปฏิบัติการ และเครือข่ายความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจทั้งใน ระดับตำบลและอำเภอเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในครั้ง ต่อไป รูปแบบที่ ๔ การจัดการชุมชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย เพื่อความยั่งยืน พบว่า การทำใจยอมรับและอยู่ร่วมกับปัญหาอุทกภัยอย่างปกติ หรือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และเป็นสิ่งที่จะต้องพบ ต้องเจอ จนถือว่าเป็นสิ่งที่ชีวิต นั้นขาดไม่ได้ของคนในพื้นที่กลางน้ำ ถือเป็นการป้องกันและแก้ไขอย่างยั่งยืนที่ แท้จริง ทั้งนี้เพราะปัญหาอุทกภัยหรือปัญหาน้ำท่วมถือเป็นส่วนหนึ่งในวิถีแห่งการ ดำเนินชีวิตของคนในชุมชนในพื้นที่แห่งนี้ และความคุ้นชินเหล่านี้ทำให้ทุกคนไม่ได้ รู้สึกว่าการเกิดกรณีน้ำหลากหรือน้ำท่วมเป็นปัญหาของชีวิต หากแต่เขาเหล่านั้น ยอมรับได้ว่าการเกิดน้ำแห้ง น้ำแล้ง น้ำท่วมหรือน้ำหลาก ซึ่งอาจจะมีมากบ้าง น้อยบ้างนั้น มันเป็นวิถีชีวิตที่จะต้องประสบหรือพบเจอในรอบปี ในรอบ ๔ ปี หรือ ในรอบ ๑๐ ปี จนเกิดการเข้าใจและวางแผนในการดำเนินชีวิตได้อย่างไม่ติดขัด เช่น ปีนี้ท่วมหนักข้าวของหรือพืชผลทางการเกษตรอาจจะเสียหายไปบ้าง แต่ใน อีก ๓ ถึง ๔ ข้างหน้าต่อไปปัญหาวิกฤตถึงจะเวียนมาเกิดซ้ำอีก และหากผ่านพ้นใน ปีที่ ๔ ไปแล้วยังไม่เกิดปัญหาน้ำท่วมหรือวิกฤต ก็จะเป็นเครื่องย้ำเตือนหรือเป็น ลางบอกให้ทราบว่าปัญหาน้ำท่วมหนักอาจจะขยายยาวไปถึงรอบใหม่ในปีที่ ๑๐ ซึ่งในห้วงเวลานี้ก็จะเร่งเตรียมตัวและกักตุนในหลายสิ่งหลายอย่างให้พร้อมเพื่อรอ รับกับปัญหาที่จะตามมาในรอบใหม่ ถือเป็นการเข้าใจ เข้าถึง แล้วพัฒนาชีวิต ความเป็นอยู่ และชุมชนให้อยู่กับปัญหาได้อย่างเป็นปกติชีวิตนั่นเอง สำหรับการหล่อหลอมประสบการณ์จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตาทวดจนมาถึงปัจจุบัน บรรพบุรุษได้สอนสั่งให้ลูกหลานได้เรียนรู้ที่ จะต้องเตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมพร้อมที่จะรองรับกับปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น ใน ชุมชนบางปรอง เกาะยม แควใหญ่ เกรียงไกร แล้วไล่เรียงไปจนถึงชุมชนบางพระ หลวง บางเคียน ส่วนใหญ่ปู่ย่าตาทวดก็จะพาลูกหลานสร้างบ้านบนแพไม้ไผ่หรือ บนลูกบวบอีกหนึ่งหลัง พอน้ำมาก็จะขนข้าวของจากบ้านบนบกขึ้นมาไว้บน บ้านเรือนแพเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง พอน้ำลดก็จะขนข้างของจากบ้านแพคืน กลับบ้านบนบก ส่วนบ้านแพก็จะผูกไว้ริมตลิ่งตามแนวแม่น้ำน่านไว้นอนพักในช่วง หน้าแล้วร้อนๆ ก็จะย้ายจากบ้านบนบกมานอนบ้านแพให้ชุ่มเย็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ก็มีหลายครอบครัวที่เบื่อการที่จะขนข้าวของไปกลับระหว่างบ้านบนบกกับบ้าน
[๒๖๐] บนแพ สุดท้ายก็เลยตัดสินใจพักอาศัยถาวรบนแพเลยก็มีและส่วนหนึ่งก็ยังมีการ ลากแพไปผูกพักนอนในคุ้งน้ำต่าง ๆ เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศได้ด้วย ขณะเดียวกันส่วนหนึ่งยังมีการลากแพไปผูกโยงกับแพอื่น ๆ เพื่อรวมตัวกันเป็น ตลาดย่านการค้าทางน้ำก็มี ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นการวางแผนในการป้องกันและ แก้ไขปัญหาอุทกภัยที่เป็นรูปธรรมของคนในพื้นที่กลางน้ำและเป็นวิถีชีวิตที่ยัง หลงเหลือหลักฐานมาจนถึงปัจจุบัน ในเรื่องของภูมิปัญญาท้องถิ่นและกระบวนการเรียนรู้ที่ชุมชนที่ถูกสั่ง สมมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นวิถีชีวิตหรือวิถีประชาจนกลางเป็นการวางแผน ในการเผชิญความเสี่ยงที่มีระบบและเป็นกระบวนการที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ถือเป็นความเข้มแข็งของชุมชนที่มีการสานต่อภารกิจ แนวคิด อุดมการณ์ ความรู้ ความเข้าใจ การปรับตัว รวมถึงการยอมรับในความเป็นธรรมชาติและภัยจาก ธรรมชาติ ถือเป็นภูมิปัญญาที่ถูกสั่งสมและถ่ายทอดจากรุ่นต่อรุ่น และที่ผ่านมา ผู้คนที่ปักหลักหรือถิ่นฐานอยู่ในบริเวณนี้ก็สืบสานกันมาเช่นนี้ ทั้งนี้ไม่ว่าจะท่วม หรือแล้งคนในชุมชนในภาคพื้นนี้ก็จะมีการเตรียมความพร้อมและวางแผนที่จะอยู่ กับทุกปัญหา และส่วนหนึ่งก็ยังมีการประยุกต์ใช้จังหวะและโอกาสที่จะหา ประโยชน์หรือสร้างอรรถประโยชน์จากสถานการณ์ต่าง ๆ ของปัญหา เช่น น้ำมาก็ จะเตรียมเครื่องมือจับปลาสร้างรายได้ เป็นต้น และที่สำคัญที่สุดความเป็นเครือ ญาติในชุมชนได้ส่งผลให้เกิดการวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยเป็นไป ด้วยความ เอื้ออาทร เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่และช่วยเหลือเจือจุนกัน ทุกคนต่างยื่นมือไป ฉุดดึงผู้ที่เดือดร้อนในชุมชนและหมู่บ้านให้ก้าวข้ามผ่านพ้นวิกฤต มีน้อยมีมากก็ แบ่งกันกิน อยู่กันด้วยความรักและสามัคคี ที่สำคัญคืออยู่ด้วยความเคารพต่อ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำหรับปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ส่วน หนึ่งก็เป็นเพราะคนขาดความเคารพในธรรมชาติ คนกลั่นแกล้งหรือเปลี่ยนแปลง ธรรมชาติ และส่วนหนึ่งก็เพราะสังคมและชุมชนมีความหลากหลายและซับซ้อน ขึ้น มีคนจากพื้นที่อื่นแหล่งอื่นเข้ามาอยู่ในชุมชนและสังคมมากขึ้น และที่สำคัญคือ เพราะความเจริญทำให้คนพื้นที่อื่นและคนในชุมชนรับเอาประเพณี วัฒนธรรม หรือแนวความคิดจากพื้นที่อื่นเข้ามาประยุกต์ใช้ในสังคมมากขึ้น ทำให้ปัญหา หลายหลากที่เกิดขึ้นจากพิษผลของการไม่เข้าใจธรรมชาติ เปลี่ยนแปลงธรรมธรรม หรือรังแกธรรมชาติจึงเกิดขึ้นติดตามมา เช่น การสร้างบ้านของคนรุ่นใหม่นิยมที่จะ สร้างบ้านแบบยุโรป โดยหลงลืมบ้านแบบไทย ๆ ที่ยกพื้นสูงแล้วมาสร้างเป็นบ้าน
[๒๖๑] ชั้นเดียวในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ ซึ่งจะต้องมีการถมพื้นดินให้สูงขึ้นเพื่อ หนีน้ำท่วม ปัญหาที่ตามมาคือทำให้พื้นที่อยู่ของน้ำหรือแก้มลิงในการรองรับน้ำ เริ่มแคบลงและแคบลง และเมื่อถมกันมากขึ้นก็ยังก่อให้เกิดการขัดขวางทิศ ทางเดินของกระแสน้ำหลากหรือน้ำไหล ต้นไม้และกอไผ่ที่เคยมีมากก็มีกุดขุดเผา ทำลายเพื่อให้เกิดความโล่งแจ้ง ทำให้ไม่มีกำแพงหรือกันชนธรรมชาติในการลด แรงหรือความเชี่ยวกรากของสายน้ำ ถือเป็นการเยียบย่ำและซ้ำเติมธรรมชาติ สุดท้ายธรรมชาติเลยลงโทษทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมหนักมากยิ่ง ๆ ขึ้นไป กล่าวโดยสรุปว่า การจัดการชุมชนกับการป้องกันและแก้ไขปัญหา อุทกภัย รูปแบบที่ ๔ ว่าด้วยการจัดการชุมชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหา อุทกภัยเพื่อความยั่งยืน สิ่งที่สำคัญก็คือการทำใจยอมรับและอยู่ร่วมกับปัญหา อุทกภัยอย่างปกติหรือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มีการหล่อหลอมประสบการณ์จากรุ่น สู่รุ่น เช่น การสร้างบ้านบนแพไม้ไผ่เพื่อพักอาศัยในขณะน้ำท่วม มีการพลิกวิฤตให้ เป็นโอกาสโดยน้ำมาก็จะเตรียมเครื่องมือจับปลาสร้างรายได้ การสร้างบ้านแบบ ไทยๆ ที่ยกพื้นสูง และที่สำคัญคือการสร้างพื้นที่รองรับน้ำหรือแก้มลิง การปลูก ต้นไม้และกอไผ่เพื่อเป็นกำแพงหรือกันชนธรรมชาติ การจัดการชุมชนเชิงกลยุทธ์กับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย การบริหารจัดการภาวะวิกฤติจากปัญหาอุทกภัยนั้น ชุมชนจะต้องมี การบูรณาการหรือนำหลักการบริหารภาวะวิกฤติที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ในหลายประเทศหรือหลายพื้นที่มาประยุกต์ใช้ คือ หลัก 2P2R ซึ่งประกอบด้วย หลักการเตรียมพร้อม (Preparation) หลักการป้องกัน (Prevention) หลักการ จัดการหรือตอบสนองต่อภัย (Response) และหลักการฟื้นฟู (Recovery) ในการ จัดการชุมชนเชิงกลยุทธ์เพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยนั้น ประกอบด้วย
[๒๖๒] ตารางที่ 10.1 การวิเคราะห์การจัดการชุมชนในพื้นที่กลางน้ำเชิงกลยุทธ์ SWOT MATRIX Strengths Weaknesses Opportunities SO Strategies (ทำทันที) ๑. สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ตลอดชีวิตเพื่อการป้องกันและ แก้ไขโดยวิถีทางตามธรรมชาติ ๒. สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการสืบ สานและสืบทอดความคิด ความ เชื่อจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อการแก้ไข ปัญหาที่ยั่งยืน ๓. สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการ อนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อเป็น ภูมิคุ้มกันในการเผชิญกับปัญหา ๔. สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดพลังในการ ขับเคลื่อนชุมชนและพลิกวิกฤติให้ เป็นโอกาส ๕. สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา องค์การทางจิตวิญญาณที่เกิดจาก ความเป็นเครือญาติเพื่อจิตสำนึกที่ มีต่อถิ่นฐานบ้านเกิด WO Strategies (เติมเต็ม) ๑. ริเริ่มในการสร้างกรอบความคิด ใ ห ม ่ ใ ห ้ อ ุ ท ก ภ ั ย ค ื อ ค ว า ม รับผิดชอบร่วมกันของชุมชน และภาครัฐ ๒. ริเริ่มให้รัฐสนับสนุนและส่งเสริม การเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการ แก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ๓. ควรริเริ่มให้รัฐสนับสนุนสมาชิก ในชุมชนทำงานร่วมกันเพื่อให้ เกิดพลังในการขับเคลื่อน ๔. ควรริเริ่มให้หน่วยงานรัฐต้อง ปรับลดระเบียบและขั้นตอน เพื่อให้ภาคประชาชนสามารถ ขับเคลื่อนได้ง่ายขึ้น ๕ . ค ว ร ร ิ เ ร ิ ่ ม ใน ก า ร เ ป ิ ด รั บ แนวนโยบายและกรอบความคิด มาจากระดับล่างหรือประชาชน มากขึ้น Threats ST Strategies (ริเริ่ม) ๑. สร้างรูปแบบการบริหารจัดการ ของรัฐแนวใหม่ควรมุ่งเป้าหมาย ทางคุณค่ามากกว่าตัวเลขสถิติ ๒. สร้างรูปแบบการบริหารจัดการ ของรัฐจะต้องสอดคล้องกับวิถี ธรรมชาติและวิถีของชุมชน ๓. สร้างรูปแบบการบริหารจัดการ ของรัฐต้องเกิดจากการสืบสานและ สืบทอดอย่างต่อเนื่อง WT Strategies (ทบทวน) ๑. ทบทวนนโยบายของรัฐเพื่อให้ เกิดความสอดคล้องกับบริบท ทางปัญหา ๒. ทบทวนที่จะให้หน่วยงานของรัฐ เป็นหน่วยนำ และควรส่งเสริม ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่า ที่เป็นอยู่ ๓. ทบทวนการบริหารจัดการใน รูปแบบองค์การที่เป็นทางการ
[๒๖๓] SWOT MATRIX Strengths Weaknesses ๔. สร้างเสถียรภาพนโยบายของรัฐให้ ตั้งอยู่บนฐานแห่งภูมิปัญญา ท้องถิ่น ๕. สร้างความร่วมมือและเครือข่ายใน การจัดการปัญหาของชุมชนบน ฐานของความเป็นเครือญาติ หรือองค์การแนวดิ่ง ให้เป็น องค์การแนวราบมากขึ้น ๔. ทบทวนระเบียบและขั้นตอนใน การบริหารจัดการภาครัฐเพื่อให้ ทันต่อสภาพปัญหาและ สถานการณ์ ๕. ทบทวนโครงการพัฒนาจาก ภาครัฐให้สัมพันธ์และสอดคล้อง กับวิถีแวดล้อมของชุมชน กล่าวได้ว่า หลายฝ่ายมองว่าปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ นั้นส่วนใหญ่ถือเป็นภาวะวิกฤติ (Crisis) ที่เกิดขึ้นบางครั้งก็เป็นไปอย่างที่คาดคิด หรือในบางครั้งก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิดก็กลับเกิดขึ้น ขณะเดียวกันบางครั้งก็มีการ ประเมินกันไว้ว่าจะไม่ความรุนแรง แต่ในความเป็นจริงกลับมีความรุนแรงหรือท่วม ขังอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ส่งผลกระทบกับทุกสาขาวิชาชีพในชุมชน นั้น ๆ เพราะเมื่อชุมชนเกิดวิกฤติการณ์จากปัญหาอุทกภัยเกิดขึ้น วิกฤติการณ์นั้นก็ จะเกิดผลกระทบต่อชุมชน ฉะนั้นในการป้องกันและแก้ไขชุมชนนั้นจะต้อง ดำเนินการบริหารภาวะวิกฤติ (Crisis Management) ที่เกิดขึ้นให้ได้โดยเร็ว และ การจัดการโดยอาศัยวิธีการต่าง ๆ เพื่อคลี่คลายเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นให้เข้าสู่ ภาวะปกติ รวมถึงการปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย บรรเทาภัยและการฟื้นฟู อื่น ๆ หลังเกิดวิกฤติด้วย ในการบริหารจัดการภาวะวิกฤติจากปัญหาอุทกภัยนั้น สิ่งที่ชุมชน จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนควบคู่กันไปด้วยก็คือการเร่งกระจายข่าวสารให้ ประชาชนในชุมชนให้ได้รับทราบโดยเร็ว ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการ ในภาวะวิกฤติที่จะมีผลต่อความน่าเชื่อถือศรัทธาของชุมชน ทั้งนี้จะต้องมีการบูร ณาการหลักการบริหารภาวะวิกฤติที่มีประสิทธิภาพและที่ผ่านมาก็ได้รับการ ยอมรับในนานาอารยะประเทศว่ามีการประยุกต์ใช้แล้วเกิดทั้งประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล คือ หลัก 2P2R ซึ่งประกอบด้วยหลักการเตรียมพร้อม (Preparation) หลักการป้องกัน (Prevention) หลักการจัดการหรือตอบสนองต่อภัย (Response)
[๒๖๔] และหลักการฟื้นฟู (Recovery) โดยทั่วไปมองว่า หลัก 2P คือ การดำเนินการก่อน เกิดวิกฤติ ส่วนหลัก 2R คือเครื่องมือในการขับเคลื่อนในระหว่างการเกิดภาวะ วิกฤติและภายหลังการเกิดวิกฤติ ดังนี้ การเตรียมพร้อม (Preparation) ในการเผชิญกับภาวะวิกฤตจาก ปัญหาอุทกภัย ผู้นำชุมชนจะต้องมีเชื่อว่าภาวะวิกฤตจากปัญหาอุทกภัยนั้น สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ซึ่งมี สภาพภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะในช่วงกึ่งกลางของจังหวัด และเป็นศูนย์รวมของ แม่น้ำ ๔ สายสำคัญที่ไหลมาบรรจบกัน (ปิง วัง ยม น่าน) มาประสานเป็นแม่น้ำ เจ้าพระยา เช่น ในกรณีน้ำท่วมใหญ่ในปี ๒๕๕๔ ที่มีการท่วมขังนานนับ ๓ เดือน ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการภาวะวิกฤติ ด้วยการ วางแผนหรือกลยุทธ์ไว้ล่วงหน้าและเมื่อเกิดเหตุการณ์คับขันก็สามารถที่จะนำมา ประยุกต์ใช้ได้ทันทีเมื่อเกิดภาวะวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมปัจจัยในการทำงาน 4Ms ได้แก่ บุคลากร (Man) งบประมาณ (Money) เครื่องมืออุปกรณ์อาคาร สถานที่ หรือยานพาหนะในการขนย้าย (Material) และระบบหรือกลไกในการ บริหารจัดการ (Management) ทั้งการกำหนดหน้าที่ การกำหนดกระบวนการ และขั้นตอนในการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดความชัดเจน เข้าใจที่ตรงกัน และ ขับเคลื่อนดำเนินการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อเตรียมความพร้อมเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะต้องสร้างระบบหรือ แนวทางในการป้องกัน (Prevention) ล่วงหน้า ทั้งนี้เพื่อกำจัดจุดอ่อน เพิ่มจุดแข็ง อุดรูรั่ว หรืออุปสรรคปัญหาในทุกวิถีทางที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้การ ดำเนินการป้องกันและแก้ไขภาวะวิกฤตจากปัญหาอุทกภัยให้เป็นไปตามแผนที่วาง ไว้ ขณะเดียวกันควรที่จะมีการคาดการณ์ล่วงหน้าทั้งระดับเลวร้ายที่สุด (Worst case scenario) จนถึงเบาบางที่สุดต่อสภาพปัญหาหรือภาวะวิกฤตต่าง ๆ ที่จะ เกิดขึ้นด้วย จากนั้นผู้นำชุมชนหรือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรที่จะมีการ กำหนดให้เกิดกระบวนการซักซ้อมหรือเตรียมการในทุกระดับ ทั้งการซักซ้อมที่ เกิดขึ้นแบบประชุมชี้แจงหรือวางแผนบนโต๊ะ (Tabletop Exercise) การซักซ้อมที่ เกิดขึ้นโดยการกำหนดหน้าที่ (Functional Exercise) หรือแยกกลุ่ม กระขายกลุ่ม กันไปซักซ้อมย่อยเป็นจุด ๆ หรือบางครั้งอาจจะมีเวลาหรือโอกาสเอื้ออำนวยก็ควร ที่จะมีการซักซ้อมแบบเต็มรูปแบบ (Full Scale Exercise) หรือการซักซ้อมใหญ่ เสมือนจริง ทั้งนี้ในขั้นตอนการซักซ้อมหรือการเตรียมความพร้อมในการป้องกัน
[๒๖๕] และแก้ไขปัญหาวิกฤตในลักษณะนี้ ถือเป็นสิ่งที่ผู้นำชุมชนและหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องจะต้องกระทำให้เกิดขึ้นมากที่สุด เพื่อสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นในชุมชน โดยทุกคนในชุมชนจะได้ทราบแนวคิด ทิศทางของชุมชน หรือข่าวคราวความ เคลื่อนไหวของชุมชนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้ชุมชนเกิดการ ติดตามข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวของปัญหาภาวะวิกฤตอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันผู้นำชุมชนหรือคณะกรรมการชุมชนทุกคนในชุมชนจะต้องเป็นแกน นําในการสร้างความเข้าใจที่ดีให้เกิดขึ้นกับคนในชุมชนหรือภาคีเครือเครือข่าย ตลอดจนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะได้ร่วมมือกันป้องกันและแก้ไข อย่างเต็มศักยภาพเมื่อเกิดภาวะวิกฤติ เมื่อชุมชนเตรียมความพร้อมและป้องกันแล้ว แต่ยังเกิดภาวะวิกฤติ จากปัญหาอุทกภัยเกิดขึ้นอีก ผู้นำชุมชนหรือผู้รับผิดชอบจะต้องรีบดำเนินการ จัดการหรือตอบสนอง (Response) ต่อการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว ซึ่งการ ตอบสนองหรือการรับมือกับภาวะวิกฤตจากปัญหาอุทกภัย โดยจะต้องดำเนินการ ยึดหลักการเร่งระงับ การกำกับควบคุม และเร่งขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเสียหายหรือสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินให้น้อยที่สุด นอกจากนั้นควรที่จะมีการทำงานเชิงรุกในขณะที่เกิดภาวะวิกฤติ กล่าวคือ จะต้อง ทำงานด้วยความรวดเร็ว มีความต่อเนื่อง และมีการปรับกลยุทธ์ตามสถานการณ์ที่ เปลี่ยนแปลง สุดท้ายเมื่อวิกฤติการณ์ผ่านไปชุมชนและส่วนงานที่เกี่ยวข้องรวมถึง ประชาชนจะต้องร่วมด้วยช่วยกันทำการฟื้นฟู (Recovery) หลังเกิดภาวะวิกฤติ จากปัญหาอุทกภัย และจะต้องทำการชี้แจงสิทธิในการช่วยเหลือฟื้นฟูให้ผู้ได้รับ ผลกระทบทราบ พร้อมยอมรับถึงข้อผิดพลาดบางประการหรือบางจุดที่ไม่สามารถ ที่จะป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที ขณะเดียวกันก็จะต้องมีการ ทบทวนอุปสรรคปัญหาเพื่อการสร้างแนวทางหรือรูปแบบในการป้องกันและแก้ไข ทั้งนี้เพื่อที่จะไม่ยอมให้เกิดปรากฏการณ์แบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกใน อนาคต ดังแสดงกรอบความคิดในแบบจำลองเชิงกลยุทธ์ในการจัดการชุมชนกับ การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ตามตาราง 10.2 ดังนี้
[๒๖๖] ตารางที่ 10.2 แบบจำลองเชิงกลยุทธ์ในการจัดการชุมชนเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหา สถานการณ์ ระบบการบริหาร จัดการ การจัดการเชิงกลยุทธ์ ก่อนเกิดเหตุ2P Preparation และ Prevention การวางแผน (Planning) ๑. ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐเพื่อให้เกิดความ สอดคล้องกับบริบททางปัญหา ๒. ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมร่วมในการ ป้องกันปัญหาอุทกภัย ๓. จัดวางรูปแบบการบริหารจัดการในชุมชนให้ เป็นรูปแบบองค์การแนวราบ ๔. ลดระเบียบและขั้นตอนในทางภาครัฐเพื่อให้ สอดคล้องกับปัญหา ๕. มุ่งพัฒนาโครงการที่สัมพันธ์และสอดคล้อง กับวิถีแวดล้อมของชุมชน หน่วยงานหรือ องค์กรที่รับผิดชอบ (Organizing) ชุมชน / ผู้นำชุมชน / ประชาชน / องค์กรภาค ประชาชน / อปท. / หน่วยงานภาครัฐ การกำหนดภารกิจ หน้าที่ (Staffing) ๑. สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตามวิถีทางตามธรรมชาติเพื่อการอยู่ร่วมกับ ธรรมชาติ ๒. สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการสืบสานและสืบ ทอดความคิด ความเชื่อ จากรุ่นสู่รุ่นเพื่อการ แก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ๓. สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์ภูมิ ปัญญาท้องถิ่นเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันในการเผชิญ กับปัญหา ๔. สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดพลังในการขับเคลื่อน ชุมชนและพัฒนารูปแบบหรือแนวทางในการ พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ๕. สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาองค์การ ทางจิตวิญญาณที่เกิดจากจิตสำนึกที่มีต่อถิ่น ฐานบ้านเกิด
[๒๖๗] สถานการณ์ ระบบการบริหาร จัดการ การจัดการเชิงกลยุทธ์ การตัดสินใจหรือ สั่งการ (Directing) ผู้นำชุมชน / ผู้นำท้องที่ / ผู้นำท้องถิ่น / ประชาชน / ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ การติดตาม ประเมินผล (Controlling) การติดตาม / การสอบถาม / การสังเกต / การ สังเกตแบบมีส่วนร่วม /แบบประเมินผล / แบบสอบถาม / การร่วมลงประชามติ ระหว่างเกิด เหตุ จะต้อง ตอบสนอง (Response) การวางแผน (Planning) ๑. อุทกภัยคือความรับผิดชอบร่วมกัน ๒. อุทกภัยคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต ๓. สมาชิกในชุมชนคือพลังในการขับเคลื่อน แก้ไขปัญหา ๔. หน่วยงานรัฐต้องปรับลดระเบียบและขั้นตอน เพื่อให้ขับเคลื่อนได้ง่ายขึ้น ๕. หน่วยงานรัฐต้องทุ่มสรรพกำลังอย่างเต็มที่ เพื่อการกอบกู้วิกฤตแห่งปัญหา หน่วยงานหรือ องค์กรที่รับผิดชอบ (Organizing) ประชาชน / ผู้มีส่วนได้เสีย / ผู้นำชุมชน / ผู้นำ ท้องที่ / ผู้นำท้องถิ่น / ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ การกำหนดภารกิจ หน้าที่ (Staffing) ๑. จัดตั้งศูนย์บัญชาการหรือศูนย์อำนวยการ แก้ไขปัญหาฉุกเฉินชุมชน ๒. ประชาสัมพันธ์ข้อมูลแก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้พร้อมรับกับภาวะวิกฤต ๓. จัดเตรียมความพร้อมเครื่องมืออุปกรณ์เพื่อ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทันที ๔. ประสานงานกับทางองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นเพื่อการสนับสนุนช่วยเหลือ ๕. เร่งขุดลอกลำคลองและเพิ่มช่องทางในการ ระบายน้ำออกจากชุมชน ๖. จัดสร้างเพิงพักหรือที่พักสำรองกรณีที่มีการ อพยพประชาชนไปอยู่ที่สูง ๗. ทำการอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงหรือจุด อันตราย ๘. จัดชุดเจ้าหน้าที่ปฐมพยาบาลในกรณีที่มี บาดเจ็บหรือเจ็บป่วย
[๒๖๘] สถานการณ์ ระบบการบริหาร จัดการ การจัดการเชิงกลยุทธ์ ๙. สนับสนุนเครื่องยั้งชีพทั้งข้าวสารอาหารแห้ง การตัดสินใจหรือ สั่งการ (Directing) ผู้นำชุมชน / ผู้นำท้องที่ / ผู้นำท้องถิ่น / ประชาชน / ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ การติดตาม ประเมินผล (Controlling) การติดตาม / การสอบถาม / การสังเกต / การ สังเกตแบบมีส่วนร่วม /แบบประเมินผล / แบบสอบถาม / การร่วมลงประชามติ หลังเกิดเหตุ จะต้องทำการ ฟื้นฟู (Recovery) การวางแผน (Planning) ๑. การบริหารจัดการของรัฐที่มุ่งเน้นเป้าหมาย ทางคุณค่ามากกว่าทางสถิติ ๒. ปรับประยุกต์รูปแบบการบริหารจัดการของ รัฐที่สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติและวิถีของ ชุมชน ๓. การบริหารจัดการของรัฐต้องเกิดจากการสืบ สานและสืบทอดอย่างต่อเนื่อง ๔. สร้างเสถียรภาพนโยบายของรัฐให้ตั้งอยู่บน ฐานแห่งภูมิปัญญาท้องถิ่น ๕. สร้างความร่วมมือและเครือข่ายในการจัดการ ปัญหาของชุมชนบนฐานของความเป็นเครือ ญาติ หน่วยงานหรือ องค์กรที่รับผิดชอบ (Organizing) ชุมชน / ผู้นำชุมชน / ประชาชน / องค์กรภาค ประชาชน / อปท. / หน่วยงานภาครัฐ การกำหนดภารกิจ หน้าที่ (Staffing) ๑. ติดตามการให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้ง ทางร่างกายและจิตใจ ๒. ติดตามต่อเนื่องถึงการปรับปรุงแก้ไข สภาพแวดล้อมในชุมชน ๓. จัดวางมาตรการในการฟื้นฟูจุดเสี่ยง จุด อันตราย ให้เกิดความมั่นคงเข้มแข็ง ๔. ทบทวนระเบียบ ข้อบังคับ หรือเงื่อนไขของ ภาครัฐเพื่อความยืดหยุ่น
[๒๖๙] สถานการณ์ ระบบการบริหาร จัดการ การจัดการเชิงกลยุทธ์ ๕. ปรับประยุกต์การนำเทคโนโลยีเข้ามา สนับสนุนในการเตือนภัย การระวังภัย และ การบริหารจัดการ การตัดสินใจหรือสั่ง การ (Directing) ผู้นำชุมชน / ผู้นำท้องที่ / ผู้นำท้องถิ่น / ประชาชน / ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ การติดตาม ประเมินผล (Controlling) การติดตาม / การสอบถาม / การสังเกต / การ สังเกตแบบมีส่วนร่วม /แบบประเมินผล / แบบสอบถาม / การร่วมลงประชามติ การป้องกันและ แก้ไขอย่าง ยั่งยืน (Sustainable) การวางแผน (Planning) ๑. การสร้างจิตสำนึกและความรับผิดชอบ ร่วมกันของชุมชน ๒. การเรียนรู้ตลอดชีวิตเกี่ยวกับปัญหาอุทกภัย และการอยู่ร่วมกับปัญหาอุทกภัยอย่างเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ๓. การสร้างจิตสำนึกร่วมกันในการป้องกันและ แก้ไขปัญหาอุทกภัย ๔. การปรับลดระเบียบและขั้นตอนภาครัฐเพื่อ การขับเคลื่อนป้องกันและแก้ไขปัญหา อุทกภัย ๕. การบริหารจัดการภาครัฐที่มุ่งเน้นตัวชี้วัดเชิง คุณค่าที่สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติและวิถี ของชุมชน ๖. การสร้างความร่วมมือและเครือข่ายในการ จัดการปัญหาของชุมชนบนฐานของความ เป็นเครือญาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น หน่วยงานหรือ องค์กรที่รับผิดชอบ (Organizing) ชุมชน / ผู้นำชุมชน / ประชาชน / องค์กรภาค ประชาชน / อปท. / หน่วยงานภาครัฐ การกำหนดภารกิจ หน้าที่ (Staffing) ๑. จัดกิจกรรมเสริมสร้างจิตสำนึกและความ รับผิดชอบร่วมกันในทุกชุมชน ๒. สร้างชุดความรู้เกี่ยวกับปัญหาอุทกภัยและ การอยู่ร่วมกับปัญหาอุทกภัย
[๒๗๐] สถานการณ์ ระบบการบริหาร จัดการ การจัดการเชิงกลยุทธ์ ๓. จัดกิจกรรมเสริมสร้างจิตสำนึกสาธารณะเพื่อ การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ๔. ทบทวนและแก้ไขระเบียบและขั้นตอนใน องค์กรของรัฐเพื่อการป้องกันและแก้ไข ปัญหาอุทกภัย ๕. ปรับปรุงหลักเกณฑ์หรือตัวชี้วัดในโครงการ พัฒนาของรัฐให้สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ และวิถีของชุมชน ๖. จัดกิจกรรมเสริมสร้างความร่วมมือและ เครือข่ายในการจัดการปัญหาของชุมชนบน ฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น การตัดสินใจหรือสั่ง การ (Directing) ผู้นำชุมชน / ผู้นำท้องที่ / ผู้นำท้องถิ่น / ประชาชน / ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ การติดตาม ประเมินผล (Controlling) การติดตาม / การสอบถาม / การสังเกต / การ สังเกตแบบมีส่วนร่วม /แบบประเมินผล / แบบสอบถาม / การร่วมลงประชามติ กล่าวโดยสรุป การจัดการชุมชนเชิงกลยุทธ์กับการป้องกันและแก้ไข ปัญหาอุทกภัย๕ จากการวิเคราะห์และสังเคราะห์แบบจำลองเชิงกลยุทธ์ในการ จัดการชุมชนกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยตามตารางที่ 10.2 สามารถ พัฒนาเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหา ข้างต้น ประกอบด้วย กลยุทธ์ที่ ๑ ด้านการป้องกันก่อนเกิดอุทกภัย กลยุทธ์ที่ ๒ ด้านการแก้ไขสถานการณ์ระหว่างประสบอุทกภัย กลยุทธ์ที่ ๓ ด้านการเยียวยา และฟื้นฟูหลังประสบอุทกภัย และกลยุทธ์ที่ ๔ ด้านการบูรณาการเพื่อความยั่งยืน ดังแผนภาพ ๕ อัครเดช พรหมกัลป์ และ พระครูนิวิฐศีลขันธ์. “การจัดการชุมชนพื้นที่กลาง น้ำเชิงกลยุทธ์กับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย”. นำเสนอใน งานประชุมวิชาการ การ พัฒนาชุมชน ท้องถิ่น และสังคมระดับชาติ ครั้งที่ 17 และระดับนานาชาติ ครั้งที่ 1 CSD สัมพันธ์, ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัด พระนครศรีอยุธยา ในระหว่างวันที่ 28 - 31 มกราคม 2561: 239–255.
[๒๗๑] แผนภาพที่ 10.1 การจัดการชุมชนเชิงกลยุทธ์กับการป้องกันและแก้ไขปัญหา อุทกภัย
[๒๗๒] การจัดการชุมชนเชิงกลยุทธ์กับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย จากการศึกษาวิเคราะห์ พบว่า ประกอบด้วย กลยุทธ์ที่ ๑ ด้านการป้องกันก่อนเกิดอุทกภัย ในการจัดการชุมชนกับ การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยก่อนเกิดอุทกภัยนั้น พันธกิจที่สำคัญที่ ประชาชน ผู้นำชุมชน ตลอดทั้งส่วนงานราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องช่วยกัน ดำเนินการ คือ ๑) ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐที่สัมพันธ์และสอดคล้องกับวิถี แวดล้อมของชุมชน และลดระเบียบและขั้นตอนในทางภาครัฐเพื่อให้สอดคล้องกับ บริบททางปัญหา ๒) สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตตามวิถีทางตาม ธรรมชาติบนพื้นฐานมีส่วนร่วมร่วมในการป้องกันปัญหาอุทกภัยจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อ การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ๓) ปลูกจิตสำนึกที่มีต่อถิ่นฐานบ้านเกิดและการอนุรักษ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งในการเผชิญกับปัญหา ๔) จัดรูปแบบการบริหารจัดการในชุมชนให้เป็นรูปแบบองค์การแนวราบ เพื่อ ก่อให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนชุมชน และ ๕) จัดเตรียมอุปกรณ์ เครื่องมือ และ ทรัพยากรสนับสนุนที่จำเป็นในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย เช่น เครื่องสูบ น้ำ เครื่องจักรกล ยานพาหนะ เป็นต้น ทั้งนี้ ในการจัดการชุมชนกับการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอุทกภัยก่อนเกิดอุทกภัย มีตัวชี้วัดคือ ๑) จำนวนโครงการ/ กิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมโดยชุมชนหรือทางภาครัฐ ๒) ร้อยละของ จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม และมีโครงการ/กิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อการป้องกันและ แก้ไขปัญหาอุทกภัยในชุมชน กลยุทธ์ที่ ๒ ด้านการแก้ไขสถานการณ์ระหว่างประสบอุทกภัย ในการ จัดการชุมชนกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยระหว่างที่ประสบอุทกภัยนั้น พันธกิจที่สำคัญที่ประชาชน ผู้นำชุมชน ตลอดทั้งส่วนงานราชการที่เกี่ยวข้อง จะต้องช่วยกันดำเนินการ คือ ๑) ชุมชนและส่วนงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดตั้งศูนย์ บัญชาการหรือศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาฉุกเฉินของชุมชนเพื่อป้องกันและแก้ไข ปัญหาวิกฤตทางอุทกภัย ๒) เร่งประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ทราบข่าวความเคลื่อนไหวและความรุนแรงของปัญหา เพื่อจะได้เตรียม ความพร้อมในการรองรับกับภาวะวิกฤต ๓) สนับสนุนช่วยเหลือกันในการ จัดเตรียมความพร้อมเครื่องมืออุปกรณ์ เช่น เครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรกล ยานพาหนะ เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทันทีที่เกิดเหตุ ๔) เร่ง ประสานงานกับทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ รวมถึงส่วนงานราชการ
[๒๗๓] องค์กรภาคเอกชน มูลนิธิ สมาคม เพื่อขอรับการสนับสนุนช่วยเหลือในกรณี เร่งด่วน ๕) เร่งขุดลอกลำคลองและเพิ่มช่องทางในการระบายน้ำออกจากชุมชน รวมถึงการสร้างแนวป้องกันในจุดเสี่ยงหรือจุดอันตรายในชุมชน ๖) ดำเนินการ จัดสร้างศูนย์พักพิงเพื่อรองรับประชาชนในกรณีที่มีการอพยพจากพื้นที่วิกฤตไปอยู่ ในจุดที่ปลอดภัย ๗) สนับสนุนและร่วมมือกันส่วนงานที่เกี่ยวข้องในการอพยพ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่อันตรายไปยังพื้นที่ปลอดภัยหรือศูนย์พักพิงที่ได้ เตรียมไว้๘) จัดชุดเจ้าหน้าที่หรือขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานในสังกัด กระทรวงสาธารณสุขเพื่อเข้ามาทำการรักษาพยาบาลในกรณีที่ได้รับบาดเจ็บ กรณี เจ็บป่วย หรือเกิดความเครียดจากปัญหา และ ๙) เร่งส่งมอบความช่วยเหลือทั้ง ข้าวสารอาหารแห้ง ยารักษาโรค หรืออื่น ๆ ทั้งนี้ในการจัดการชุมชนกับการ ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยระหว่างที่ประสบปัญหาอุทกภัย มีตัวชี้วัดคือ ๑) จำนวนโครงการ/กิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมโดยชุมชนหรือทางภาครัฐ ๒) ร้อยละของจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม และมีโครงการ/กิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อการ ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในชุมชน กลยุทธ์ที่ ๓ ด้านการเยียวยาและฟื้นฟูหลังประสบอุทกภัย ในการ จัดการชุมชนกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยหลังประสบอุทกภัยนั้น พันธ กิจที่สำคัญที่ประชาชน ผู้นำชุมชน ตลอดทั้งส่วนงานราชการที่เกี่ยวข้องจะต้อง ช่วยกันดำเนินการ คือ ๑) จัดชุดปฏิบัติการหรือทีมงานในการติดตามให้การ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ ๒) จัดชุดปฏิบัติการหรือทีมงานใน การปรับปรุงแก้ไขสภาพแวดล้อมในชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงพัฒนาให้ จุดอ่อนกลับกลายเป็นจุดแข็ง ๓) จัดวางมาตรการเพื่อขอรับการสนับสนุนจากทาง ภาครัฐในการฟื้นฟูหรือแก้ไขจุดเสี่ยง จุดอันตราย เพื่อให้เกิดความมั่นคงเข้มแข็ง ในอนาคต ๔) ประชุม สัมมนาเพื่อทบทวนระเบียบ ข้อบังคับ หรือเงื่อนไขของ ภาครัฐเพื่อปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และเวลา เพื่อให้เกิดความ ยืดหยุ่นมากกว่าที่ผ่านมา และ ๕) ปรับประยุกต์วิธีการบริหารจัดการโดยการนำ เทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนในการแจ้งเตือนภัย การบริหารสถานการณ์ที่เป็นสา ธารณภัย และการบริหารจัดการที่เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทั้งนี้ในการ จัดการชุมชนกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยก่อนเกิดอุทกภัย มีตัวชี้วัดคือ ๑) จำนวนโครงการ/กิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมโดยชุมชนหรือทาง
[๒๗๔] ภาครัฐ ๒) ร้อยละของจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม และมีโครงการ/กิจกรรมที่จัดขึ้น เพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในชุมชน กลยุทธ์ที่ ๔ ด้านการบูรณาการเพื่อความยั่งยืน ในการจัดการชุมชน กับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างยั่งยืนนั้น พันธกิจที่สำคัญที่ประชาชน ผู้นำชุมชน ตลอดทั้งส่วนงานราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องช่วยกันดำเนินการ คือ ๑) สร้างจิตสำนึกร่วมกันในชุมชนและผู้คนทุกเพศทุกวัยว่าอุทกภัยคือความรับผิดชอบ ร่วมกัน ๒) ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเกี่ยวกับปัญหาอุทกภัยและการอยู่ร่วมกับ ปัญหาอุทกภัยอย่างเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ๓) สร้างจิตสำนึกร่วมกันระหว่าง สมาชิกในชุมชนเพื่อเสริมสร้างพลังในการขับเคลื่อนเพื่อการแก้ไขปัญหาอุทกภัย ๔) หน่วยงานรัฐจะต้องทุ่มสรรพกำลังอย่างเต็มที่และปรับลดระเบียบและขั้นตอน ในการทำงานเพื่อให้ขับเคลื่อนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยได้ง่ายขึ้น และสะดวกขึ้น ๕) หน่วยงานรัฐจะต้องการบริหารจัดการที่มุ่งเน้นเป้าหมายทาง คุณค่าที่สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติและวิถีของชุมชนมากกว่าที่จะเน้นสถิติข้อมูล หรือตัวเลขทางงบประมาณ และ ๖) ชุมชนจะต้องสร้างความร่วมมือและเครือข่าย ในการจัดการปัญหาของชุมชนบนฐานของความเป็นเครือญาติและภูมิปัญญา ท้องถิ่น ทั้งนี้ในการจัดการชุมชนกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่าง ยั่งยืน มีตัวชี้วัดคือ ๑) จำนวนโครงการ/กิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมโดย ชุมชนหรือทางภาครัฐ ๒) ร้อยละของจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม และมีโครงการ/ กิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในชุมชน
บทที่ 11 โมเดลการจัดการชุมชนอัจฉริยะเชิงพุทธ เมืองอัจฉริยะ (Smart City) ได้เกิดขึ้นครั้งแรกจากการศึกษาของ IBM ใน ปี 2553 เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของพลเมือง เป็นเมืองที่ใช้ประโยชน์จาก เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยและชาญฉลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการ ให้บริการและการบริหารจัดการเมือง ลดค่าใช้จ่ายและการใช้ทรัพยากร โดยเน้น การมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจและภาคประชาชนในการพัฒนาเมือง ภายใต้แนวคิด การพัฒนาเมืองน่าอยู่ ทันสมัย ให้ประชาชนอยู่ดี มีสุข อย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึง คุณภาพสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคม เหมาะสมต่อ การอยู่อาศัย สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ปลอดภัย ไม่มีอาชญากรรม และเป็นสังคมแห่ง การเรียนรู้สำหรับคนทุกกลุ่มในสังคม โดยมีบริการระบบอัจฉริยะด้านสิ่งแวดล้อม (Smart Environment) และจัดให้มีบริการระบบอัจฉริยะอย่างน้อย 1 ด้านจาก 6 ด้าน (Smart Mobility, Smart People, Smart Living, Smart Economy, Smart Governance, Smart Energy) แนวคิดเมืองอัจฉริยะ จากการที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้ความสำคัญกับการ กระจายความเจริญอย่างเท่าเทียมกันในทุกภูมิภาคของประเทศไทย ทั้งกรอบ ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 โมเดลการขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 และแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและ สังคมโดยการพัฒนาเมืองนี้ ถือเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน เพื่อลด ความเหลื่อมล้ำ สร้างความเจริญสู่ทุกภูมิภาคของประเทศในบริบทของพื้นที่ จะต้องพัฒนาเมืองให้มีความน่าอยู่ มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ มีการบูร ณาการสาธารณูปโภครวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญได้แก่ ด้านคมนาคม ด้าน พลังงาน และด้านดิจิทัล อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านเป็นเมืองอัจฉริยะประชาชน
[๒๗๖] อยู่ดี มีสุข อย่างยั่งยืน๑ รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง อัจฉริยะโดยมอบหมายรองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง เป็น ประธาน และมีสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Depa) สำนักงานนโยบายและ แผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม โดยคณะกรรมการฯ นี้ มีอำนาจหน้าที่ในการ เสนอร่างยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้สอดคล้องกับทิศ ทางการพัฒนาประเทศ พร้อมบูรณาการติดตามประเมินผลการดำเนินงานและให้ ข้อเสนอแนะในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะทั้งประเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ๒ ในส่วนของมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนเมืองอัจฉริยะนั้น รัฐบาลกระตุ้นการ ลงทุนในเมืองอัจฉริยะผ่านกลไกการจัดทำนโยบายการขับเคลื่อนนำร่อง การสร้าง ระบบนิเวศน์ให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการประยุกต์ใช้งาน เมืองอัจฉริยะ การพัฒนาบุคลากรและกำลังคนตลอดจนให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (BOI) ทั้งในพื้นที่เมืองเดิม และเมืองใหม่แก่ผู้ประกอบการเมืองอัจฉริยะมาตรการ ส่งเสริมการลงทุนกิจการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เพื่อส่งเสริมให้เกิด การลงทุนพัฒนาทั้งพื้นที่ ระบบ และนิคมหรือเขตอุตสาหกรรมเมืองอัจฉริยะ เพื่อ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้สอดคล้องกับการเป็นประเทศไทย 4.0 ตามนโยบายของ รัฐบาล๓ ความเป็นอัจฉริยะของแต่ละเมืองจะเริ่มจากการพัฒนาระบบนิเวศน์ที่ เน้นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หรือความสำคัญของข้อมูล การแปลงข้อมูลเป็นดิจิทัล (Digitize) ทั้งเมือง ที่ผ่านมายในปี 2561 ดำเนินโครงการ City Data Platform ดำเนินการใน 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต เชียงใหม่ และขอนแก่น เพื่อสร้าง รูปแบบการเชื่อมโยง จัดเก็บ และเผยแพร่ข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ในเมือง เช่น เชื่อมโยงข้อมูลกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ของเทศบาล เพื่อให้ตำรวจ ติดตามอาชญากร เชื่อมโยงข้อมูลจาก IoT Sensors สิ่งแวดล้อม เพื่อเฝ้าระวังภัย ๑ คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 267 / 2560 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน การพัฒนาเมืองอัจฉริยะลงวันที่ 15 ตุลาคม 2560. ๒ ประจิน จั่นตอง, ปาฐกถาพิเศษ ในงาน Smart City Thailand Takeoff, 11 มีนาคม 2562. ๓ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, “มาตรการส่งเสริม “สมาร์ทซิตี้”, BOI e-Journal, ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 (มกราคม-กุมภาพันธ์ 2562): 14.
[๒๗๗] พิบัติเชื่อมโยงข้อมูลการใช้ Free Wi-Fi ของทั้งเมือง มาวิเคราะห์พฤติกรรม นักท่องเที่ยวสำหรับใช้ในการวางแผนระบบโลจิสติกส์ (Logistics)ข้อมูลจะถูก รวบรวมมายังระบบคลาวด์ (Cloud) ของเมือง เพื่อให้ง่ายต่อการแลกเปลี่ยน บูรณาการ นำไปต่อยอดวิเคราะห์ (Big Data Analytics) โดยการสร้างเป็น API ใน การดึงข้อมูล และมีมาตรฐานของข้อมูล สามารถเปิดให้ภาครัฐหรือเอกชนนำไปต่อ ยอดเป็นบริการของเมือง และขณะเดียวกันผู้บริหารเมืองจะได้ศูนย์ปฏิบัติการแบบ อัจฉริยะที่มองเห็นภาพแบบเวลาจริงของเมืองใช้ในการตัดสินใจสั่งการ การพัฒนา เมืองอัจฉริยะยังมีอีกหลายส่วนประกอบกันแต่เป้าหมายรวม ๆ คือ การสร้างสังคม คุณภาพที่จะรองรับการขยายตัวของสังคมเมือง โดยเชื่อมโยงระบบโครงสร้าง พื้นฐานของเมืองเข้าด้วยกันแบบบูรณาการ ผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้การ บริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า ทำให้ได้รับคุณภาพชีวิตที่ดี มีความเป็นเมืองที่น่าอยู่ในลักษณะของการเป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม และจะเกี่ยวพันไปถึงการเพิ่มโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจ การ เสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจของเมือง ฯลฯ กระทั่งเป็นเมืองที่สามารถพึ่งพา ตนเองได้อย่างยั่งยืน สำหรับแนวคิดของเมืองอัจฉริยะนั้นได้เกิดขึ้นครั้งแรกจาก การศึกษาของ IBM ในปี2553 เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของพลเมือง อุปสรรค พื้นฐานของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เกิดจากขอบเขตงานที่เป็นพื้นที่สาธารณะ จึง มีประเด็นเชิงกฎหมายเกี่ยวข้องกับภาครัฐอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ยัง ไม่มีความชัดเจนเป็นรูปธรรมว่า เมืองอัจฉริยะจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียแค่ไหนหรือจะสร้างผลกำไรให้กับผู้ลงทุนอย่างไร๔ เมืองอัจฉริยะ (Smart City) เป็นเมืองที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ทันสมัยและชาญฉลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการ และการบริหารจัดการเมือง ลดค่าใช้จ่ายและการใช้ทรัพยากร โดยเน้นการมีส่วน ร่วมของภาคธุรกิจและภาคประชาชนในการพัฒนาเมือง ภายใต้แนวคิดการพัฒนา เมืองน่าอยู่ ทันสมัย ให้ประชาชนอยู่ดี มีสุข อย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงคุณภาพ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคม เหมาะสมต่อการอยู่ อาศัย สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ปลอดภัย ไม่มีอาชญากรรม และเป็นสังคมแห่งการ ๔ วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย, “เมืองอัจฉริยะ: โอกาสและความท้าทายสำหรับ วิศวกร”, หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ, ฉบับวันที่ 11-14 กรกฎาคม 2562, หน้า 17.
[๒๗๘] เรียนรู้สำหรับคนทุกกลุ่มในสังคม โดยให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานที่ตั้งอยู่บน พื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม สามารถตอบสนองความต้องการ ตามบริบทและศักยภาพของเมืองที่ต้องการพัฒนา 1. กรอบการพัฒนาเมืองอัจฉริยะตามหลักสากล การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ จะใช้กรอบการพัฒนาเมืองตามหลักสากล 6 ด้าน ประกอบด้วย 1) เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) มุ่งเน้นเพิ่ม ประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ สร้างให้เกิดความเชื่อมโยง และความร่วมมือทางธุรกิจ และประยุกต์ใช้นวัตกรรมในการพัฒนาเพื่อ ปรับเปลี่ยนธุรกิจ โดยจะผลักดันเมืองเป้าหมายเป็นศูนย์กลางธุรกิจด้านใดด้าน หนึ่งบนฐานนวัตกรรม เช่น Smart Manufacturing, Smart Agriculture and Farming, Smart Tourism เป็นต้นตัวชี้วัดประกอบด้วยโมเดลทางธุรกิจ นวัตกรรมรูปแบบการลงทุน ความสร้างความสามารถในการแข่งขัน การมีส่วนร่วม ความเป็นหุ้นส่วน การบริหารรายได้ ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการเมืองที่ยั่งยืน การส่งเสริมการเจริญเติบโตของเขต 2) ระบบขนส่งและการสื่อสารอัจฉริยะ (Smart Mobility) มุ่งเน้นเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงระบบขนส่งมวลชน การเดินทางสะดวก ปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการระบบโลจิสติกส์ รวมไปถึงการแบ่งปัน และ ใช้ยานพาหนะเพื่อประหยัดพลังงานตัวชี้วัดประกอบด้วยการวางผังโครงสร้าง พื้นฐานของระบบพลังงาน ระบบการจ่ายน้ำ ระบบการขนส่ง ระบบโดยสาร สาธารณะ การบริหารที่จอดรถ การส่งเสริมการเดิน การใช้จักรยาน การจัดเตรียม สถานพยาบาล ระบบฉุกเฉิน ระบบความปลอดภัย สถานศึกษา สถานที่ท่องเที่ยว การบริหารจัดการขยะ น้ำเสีย 3) พลังงานและสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Energy & Environment) มุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของเมือง หรือใช้พลังงาน ทางเลือกอันเป็นพลังงานสะอาด เพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผลการจัดการของเสีย และการติดตามสภาวะแวดล้อม ตลอดจนเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติตัวชี้วัดพลังงานอัจฉริยะประกอบด้วยค่าพลังงานการ ใช้ต่อประชากร การผลิตพลังงานทดแทน การผลิตพลังงานณ จุดใช้งานการสะสม
[๒๗๙] พลังงาน ระบบทำความเย็นและความร้อนรวมศูนย์ ระบบบริหารจัดการพลังงาน อัจฉริยะ การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ การส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้า 4) ระบบบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance) มุ่งเน้น พัฒนาระบบบริการเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐ เช่น ผ่าน Smart Portal เพิ่มช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล ทำให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ตัวชี้วัดประกอบด้วยหลักความเป็นเมือง อัจฉริยะ ภาวะความเป็นผู้นำ ยุทธศาสตร์ โครงสร้างองค์กร กระบวนการบริหาร จัดการ ระบบการวัดผลสำเร็จ 5) พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) มุ่งเน้นพัฒนาผู้บริหาร เมืองหรือผู้นำท้องถิ่นที่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาเมือง สร้างพลเมืองที่มีความรู้และสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยี สร้างสภาพแวดล้อมที่ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการเรียนรู้นอกระบบ รวมถึงการส่งเสริมการอยู่ ร่วมกันด้วยความหลากหลายทางสังคม 6) การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) มุ่งเน้นสนับสนุนให้มี ระบบบริการที่อำนวยความสะดวกต่อการดำรงชีวิต เช่น บริการด้านสุขภาพให้ ประชาชนมีสุขภาพและสุขภาวะที่ดี การเพิ่มความปลอดภัยของประชาชนด้วยการ เฝ้าระวังภัยจากอาชญากรรม ไปจนถึงการส่งเสริมให้เกิดสิ่งอำนวยความสะดวก สำหรับการดำรงชีวิตที่เหมาะสม แนวคิดเมืองอัจฉริยะตามแนวพระพุทธศาสนา ในทางพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงการพัฒนาในส่วนของสังคมและตัว มนุษย์ โดยจะเน้นที่การพัฒนาคน เพราะเมื่อคนพัฒนาแล้ว ทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ จะนำไปสู่การพัฒนาชุมชน สังคม และเป็นการพัฒนาที่ทำให้เกิดผลของ การพัฒนาอย่างแท้จริง เป้าหมายของการพัฒนา คือการปลดปล่อยตนเองให้พ้น จากความทุกข์ทั้งทางกายและทางจิตใจ โดยการให้ความสำคัญกับความสุขทาง จิตใจ อันเกิดจากความมีอิสรภาพที่พึ่งตนเองได้และความเข้มแข็งของบุคคลและ สังคม ซึ่งเป็นเครื่องชี้ให้เห็นระดับการพัฒนาประการหนึ่ง การพัฒนาเป็น กระบวนการของการเคลื่อนไหวจากสภาพที่ไม่น่าพอใจไปสู่สภาพที่น่าพอใจ การ พัฒนาเป็นกระบวนการที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่หยุดนิ่งและมีความสัมพันธ์ โดยตรง กับความเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ การพัฒนาเป็นกระบวนการของการ
[๒๘๐] เปลี่ยนแปลงที่มีการวางแผนไว้แล้ว คือ การทำให้ลักษณะเดิมเปลี่ยนไปโดยมุ่ง หมายว่าลักษณะใหม่ที่เข้ามาแทนที่นั้นจะดีกว่า ลักษณะเก่าหรือสภาพเก่า แต่โดย ธรรมชาติแล้วการเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดปัญหาในตัวเอง เพียงแต่ว่าจะมีปัญหามาก หรือปัญหาน้อย การพัฒนาสามารถตีความหมายได้ 2 นัย ประการแรก องค์กรทางพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งของสังคมในยามวิกฤต ดังในปัจจุบันวัดหลาย ๆ แหง กลายเป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือชาวบ้าน ด้วย การใช้วัดเป็นสถานที่ฝึกอาชีพและจัดกิจกรรมต่าง ๆ แก่ผู้ตกงาน วัดในชนบท หลายแหงกลายเป็นที่พึ่งสำหรับผู้ตกงานเป็นสนามกีฬาสำหรับเยาวชน (ใน โครงการลานวัด ลานใจ ลานกีฬา) โดยมีพระสงฆ์เป็นผู้นำในการส่งเสริมอาชีพแก ประชาชน ประการที่ 2 หลักธรรมทางพุทธศาสนาที่แทรกซึมอยู่ในจิตใจของ ผู้คนที่สามารถประยุกต์ใช้กับสถานการณปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม จะโดยรูตัว หรือไม่รูตัวก็ตาม แต่ก็มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนไทย ทำให้ไม่เกิดความวุ่นวาย ระส่ำระสายเกิดขึ้น หลักธรรมเหล่านั้น ได้แก่ 1) ความเมตตาปราณี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อมนุษย์ด้วยกัน มี การช่วยเหลือคนตกงานด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ดูถูกซ้ำเติม เช่น ช่วยจัดหางานให้จัด โรงทานอาหารฟรี และให้กำลังใจในการต่อสู้ชีวิต ทั้งจากการแนะนำของผู้ใกล้ชิด และจากสื่อมวลชนต่าง ๆ 2) ให้อภัยและโอนอ่อนผ่อนตาม เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เช่น ปัญหา ระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง หรือระหว่างหน่วยงานเอกชนกับรัฐที่ต้องปิดกิจการ ก็ ไม่มีเหตุการณรุนแรงเกิดขึ้นด้วยการใช้ถ้อยทีถ้อยอาศัย ผ่อนปรนต่อกันได้ 3) ความสันโดษ แม้จะถูกออกจากงานที่ทำก็ยินดีเต็มใจที่จะ ทำงานอื่น แม้จะมีรายได้น้อยกว่าก็ยินดีทำ เคยเป็นผู้จัดการบริษัทมาก่อนแต่มา ขับรถแท็กซี่ก็ทำได้ เคยเป็นพนักงานธนาคารแล้วมาขายกล้วยทอดก็ทำได้อีก ประการหนึ่งคือ การรูประมาณในการบริโภคในการใช้จ่ายมุ่งให้ประหยัด ทำให้ เกิดเศรษฐกิจแบบพอเพียง 4) ความสมานสามัคคี ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของ ประชาชนในชาติในอันที่จะพร้อมใจกันกอบกูเศรษฐกิจให้กลับมากินดีอยู่ดี แม้จะ เสียสละเงินทองบริจาคช่วยชาติก็เต็มใจที่จะบริจาค
[๒๘๑] การน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา สังคมจะยังผลให้คนรูจักคิด พิจารณาไตรตรอง ไม่เชื่องมงาย แกไขปัญหาให้ ดำรงชีวิตอย่างมีความสุข มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์๕ ดังนี้ 1) การพิจารณาให้เกิดความเข้าใจถึงลักษณะของชีวิตและสังคม ที่ถูกต้อง โดยเฉพาะลักษณะที่เป็นปัญหา สาเหตุของปัญหาความเป็นไปได้ของการ แก้ไขปัญหาและแนวทางของการดำเนินชีวิตไปสูเป้าหมายอย่างไม่มีปัญหาด้วย ความเข้าใจในทุกขั้นตอน ในหลักพุทธธรรมจะต้องเป้นความเข้าใจที่มาจากการ พิจารณาไตรตรองตลอดจนการทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง มิใช่จากความเชื่อใน ธรรมเนียมที่มีมาแต่โบราณ หรือเชื่อในตำรา หรือเชื่อในบุคคล หรือเชื่อเพราะการ นึกคาดเดาหรือเพราะเห็นว่าตรงกับความเชื่อเกาของตน เป็นต้น การที่หลักพุทธ ธรรมเน้นการสร้างความเข้าใจเป็นพื้นฐานตั้งแต่ตอนต้นนั้นก่อให้เกิดผลดีหลาย ประการ คือ 1.1) ทำให้คนดำรงชีวิตอยู่บนรากฐานแห่งสัจจะหรือความ เป็นจริง ไม่หลงงมงาย 1.2) การที่ต้องเรียนรูและทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง จะทำ ให้คนรูจัดการพึ่งพาตนเองเพราะพุทธเจทรงย้ำว่า “อตฺตาหิ อตฺตาโน นาโถ” ตน นั้นแลเป็นที่พึ่งแห่งตน 1.3) ความเข้าใจนี้จะเป็นรากฐานแห่งศรัทธาที่มั่นคง คือ มี ความเชื่อมั่นและความชัดเจนถึงแนวทางการพัฒนาตนเอง และสังคมไปสูชีวิตที่ ลดละความทุกข์ ศรัทธาที่มั่นคงนี้ก่อให้เกิดความวิริยะอุตสาหะที่จะพัฒนาไปให้ถึง ป้าหมายอย่างไม่ย่อท้อ มีความปีติในการพัฒนาฉะนั้น จึงทำให้คนในสังคมเป็นคน พากเพียรทำดี มีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาความดีงามทั้งแกตนและสังคม ส่วนรวม 2) แนวทางการดำเนินชีวิตตามหลักพุทธธรรมเน้นความเป็นอยู่ ที่เป็นสุขกับความเรียบง่าย สอดคลองสัมพันธ์กับธรรมชาติ ข้อนี้จะนำตนให้รู้จัก การดำรงอยู่อย่างประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินเหตุ ทั้งไม่ทำลายธรรมชาติ เพื่อ สนองความเห็นแกตัวและความอยากในทางวัตถุของตน ๕ สุภาพรรณ ณ บางชาง, ประวัติวรรณคดีบาลีในอินเดียและลังกา, (กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2526), หน้า 83-86.
[๒๘๒] 3) หลักพุทธธรรมยังเน้นถึงการดำรงชีวิตที่สงบ นอมนำให้เกิด ความใฝ่ในสันติ 4) หลักพุทธธรรมสอนให้คนรูจักเผื่อแผ่ความรัก การพัฒนาชุมชนและสังคมนั้นต้องพัฒนาคนควบคูไปด้วย เพื่อให้คนมี ความเข้มแข็งทั้งร่างกาย จิตใจ และปัญญา โดยการประพฤติปฏิบัติอยู่ในศีลธรรม อันดีงาม ดำรงชีวิตอยู่บนรากฐานแห่งสัจจะหรือความจริง ไม่หลงงมงาย มีความ พอเพียง รู้จักช่วยเหลือตนเอง ให้สามารถพึ่งตนเองได้ และดำรงชีวิตอย่างมี ความสุข หลักธรรมที่นำมาใช้ในการพัฒนาสังคม ได้แก หลักกรรมคือความเพียร หรือความพยายาม หลักไตรสิกขาคือการพัฒนาพฤติกรรม จิตใจและปัญญาให้ดี ยิ่งขึ้น หลักอัปปมาทะ คือ การไม่รอเวลาและไม่ประมาท และหลักอิสรภาพแห่ง การพึ่งตนเองได้คือการพึ่งตนเองและเป็นอิสระ พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีความเหมาะสมกับการพัฒนาสังคมไทย ทั้งนี้เพราะหลักพุทธธรรมเป็นการสร้างคนที่มีคุณภาพชีวิต ทำให้คนในสังคม ดำเนินชีวิตบนฐานแห่งความจริง รู้จักพึ่งพาตนเอง ขยัน ประหยัด เรียบง่าย ใฝ่ สันติ มีศีลธรรม เผื่อแผ่ความรักและปราศจากความเห็นแก่ตัวดังนั้นในการ แก้ปัญหาสังคมจำเป็นต้องมีการนำหลักพุทธศาสนาซึ่งมีหลักการและแนวทางแห่ง การพัฒนาอย่างเหมาะสม เข้าไปเผยแผ่ ฟื้นฟูให้แก่ประชาชน เพื่อให้คนในสังคม สามารถประสานการพัฒนาทางด้านวัตถุและจิตใจให้สอดคล้องกลมกลืนกันเพื่อ เป้าหมายแห่งความพ้นจากความทุกข์ยากทั้งกายและใจได้อย่างหมดจด ในยามที่ สังคมไทยเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจหรือสังคม พุทธศาสนามีบทบาทสำคัญในการ แก้ไขปัญหาของประชาชนให้อยู่อย่างสงบสุข ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าประเทศไทยเรา มีพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมที่ดี คือ มี “ทุนทางสังคม” ได้แก่ มีฐานทาง เศรษฐกิจที่มั่นคงโดยเฉพาะการเกษตรฐานทางทรัพยากรธรรมชาติที่มั่นคงโดยมี ทรัพยากรของประเทศมากมาย มีดินดี น้ำดี เหมาะแก่การเพาะปลูก และฐานทาง วัฒนธรรมแข็งแกร่ง คือ มีพระพุทธศาสนาเป็นวัฒนธรรมทางด้านจิตใจสามารถ แก้ปัญหาในยามวิกฤตได้ วัฒนธรรมแบบพุทธยังได้โอบอุ้มสังคมไทยให้สงบร่มเย็น ได้ด้วยองค์ประกอบ 2 ประการ คือ ประการแรก องค์กรทางพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งของสังคมในยามวิกฤต เช่น ในปัจจุบันวัดหลายแห่ง กลายเป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือชาวบ้าน ด้วย
[๒๘๓] การใช้วัดเป็นสถานสงเคราะห์ฝึกอาชีพและกิจกรรม และยังเป็นสนามกีฬาสำหรับ เยาวชน (ในโครงการลานวัด ลานใจ ลานกีฬา) โดยมีพระสงฆ์เป็นผู้นำ ประการที่ 2 หลักธรรมทางพุทธศาสนาที่แทรกซึมอยู่ในจิตใจของ ผู้คนสามารถประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม จะโดยรู้ตัว หรือไม่รู้ตัวก็ตาม แต่ก็มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนไทย ทำให้ไม่เกิดความวุ่นวาย หรือทำให้สังคมเกิดความระส่ำระสายเกิดขึ้น หลักธรรมเหล่านั้น ได้แก่ 1) หลักความเมตตาปราณี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน มีการช่วยเหลือเจือจุลกันด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ดูถูกซ้ำเติมและให้กำลังใจในการ ต่อสู้ชีวิต 2) หลักให้อภัยและโอนอ่อนผ่อนตาม เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นก็ไม่มี เหตุการณ์รุนแรง แต่ได้ใช้กระบวนการแก้ไขปัญหาร่วมกันแบบการใช้ถ้อยทีถ้อย อาศัย ผ่อนปรนต่อกันได้ 3) หลักความสันโดษ คือ การรู้ประมาณในการบริโภคในการใช้ จ่าย มุ่งให้ประหยัด ทำให้เกิดเศรษฐกิจแบบพอเพียง 4) หลักความสมานสามัคคี ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของ ประชาชนในชาติในอันที่จะพร้อมใจกันกอบกู้เศรษฐกิจให้กลับมาอยู่ดีกินดี ในส่วนของหลักพุทธธรรมที่จะมีส่วนในการพัฒนาชุมชนและสังคม นั้น จากการศึกษาพบว่ามีหลักธรรมที่น่าสนใจที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อการ พัฒนาสังคม ดังนี้ 1. หลักจักร 4๖ หมายถึง หลักธรรมที่จะนำชีวิตไปสู่ความ เจริญรุ่งเรือง ดุจดังกงจักรของล้อรถที่จะนำพาไปสู่เป้าหมาย ประกอบด้วย ๑) ปฏิรูปเทสวาสะ หมายถึง หลักการอยู่ในพื้นที่หรือภูมิประเทศ อันสมควร เป็นการส่งเสริมให้คนอยู่ในท้องถิ่นนั้นจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ หรือท้องถิ่นของตนเอง ทั้งในเรื่องของ การศึกษา การประกอบอาชีพ การปฏิบัติ ธรรม ที่ทุกคน ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้เกิดขึ้นทั้งดิน น้ำ เพื่อให้เหมาะกับการประกอบอาชีพการเกษตร หรือการพัฒนาบ้านเมืองให้มี เศรษฐกิจดี ทำมาค้าขายคล่อง ซึ่งจะนำพามาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน ๖ องฺ จตุกกฺ (ไทย) 21/31/41
[๒๘๔] 2) สัปปุริสูสังเสวะ หมายถึง การคบคนดี การคบเพื่อนดี การคบ สัตบุรุษที่เป็นคนรู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาล รู้ชุมชน และรู้บุคคล เปรียบดัง สุภาษิตคำพังเพยที่ว่า คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล ทั้งนี้เพราะการมีสมาคมหรือคบกับเหล่าคนดีนั้น คนดีเหล่านั้นย่อมแนะนะซึ่ง ประโยชน์ และช่วยกันสร้างสรรค์ประโยชน์และการพัฒนา 3) อัตตสัมมาปณิธิ หมายถึง การตั้งกาย วาจา และใจของตนไว้ ในที่ชอบ หรือการประพฤติปฏิบัติตนให้สะอาด บริสุทธิ์ตามหลักแห่งศีลทั้ง ๕ ได้แก่ การไม่เบียดเบียน การไม่เบียดบัง การเคารพ ให้เกียรติ และไม่ก้าวล่วง ความสัมพันธ์หรือประพฤติผิดในกาม รวมถึงการไม่พูดเท็จ การไม่พูดส่อเสียด การ ไม่พูดคำหยาบ การไม่พูดเพ้อเจ้อ นอกจากนั้นยังเป็นคนที่ไม่มีความคิดละโมบหรือ เห็นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ของส่วนรวม การไม่คิดพยาบาทอาฆาต แค้นกัน การเห็นชอบประกอบด้วยธรรมและเป็นไปตามทำนองคลองธรรม หรืออีก นัยหนึ่งเป็นการมุ่งหมายถึงการที่คนในสังคมต่างประกอบสัมมาชีพ หมั่นหาทรัพย์ การรักษาทรัพย์ การมีเพื่อที่ดี การเลี้ยงชีพพอเหมาะพอดีตามแนวปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ตั้งมั่นอยู่ในประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ต่างคนต่าง มีความสมบูรณ์ด้วยศรัทธา ความสมบูรณ์ด้วยศีล ความสมบูรณ์ด้วยจาคะ ความ สมบูรณ์ด้วยปัญญา และหมั่นเข้าหาหรือสมคบกับเหล่าสัตบุรุษ ๔) ปุพเพกตปุญฺญตา หมายถึง การสั่งสมพัฒนาสังคมให้เจริญ งอกงามตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และพร้อมที่จะสืบทอดหรือส่งทอดไปยังอนาคต เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์และความสุขแก่สังคมและประชาชนทั้งในปัจจุบันและจะ ยังผลสืบเนื่องให้เกิดขึ้นในอนาคต ถือเป็นการสร้างความเจริญรุ่งเรือง ความพรั่ง พร้อมสมบูรณ์ ความสงบและร่มเย็น หรือความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้เกิดขึ้น ตลอดไป 2. ทิฏฐธัมมิกัตถะ ๔ หมายถึง หลักแห่งการสร้างสรรค์พัฒนา ประโยชน์สุขให้เกิดขึ้นในกาลปัจจุบัน เพื่อจะได้เป็นมรดกตกทอดและส่งผล สืบเนื่องไปให้ลูกหลานในอนาคต ดังนี้ 1) อุฏฐานสัมปทา หมายถึง การพัฒนาให้ถึงพร้อมด้วยความ เพียรหรือความขยันหมั่นสร้างสรรค์ความเจริญให้เกิดขึ้นในชุมชนและท้องถิ่น มีจิต อาสา จิตสาธารณะที่จะพัฒนาชุมชน ท้องถิ่น และสังคมเพื่อให้เกิดความมั่นคง มั่ง คั่ง และยั่งยืน
[๒๘๕] 2) อารักขสัมปทา หมายถึง การร่วมแรงร่วมใจกันรักษามรดก ทางวัฒนธรรม ประเพณี อันดีงามในชุมชน สังคม และท้องถิ่นให้คงไว้ เพื่อความ ภาคภูมิใจของลูกหลานและร่วมกันสืบสานอนุรักษ์รักษาให้คงอยู่สืบไป 3) กัลยาณมิตตา หมายถึง ความเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกันของ คนในสังคม ที่คอยร่วมสุขร่วมทุกข์ ช่วยกันติช่วยกันแนะ ช่วยกันส่งช่วยกันเสริม มี แต่ความรักสมัครสมานสามัคคี ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และสนับสนุนส่งเสริมกัน ในทางที่ดี ทางที่เจริญ 4) สมชีวิตา หมายถึง การพัฒนาชุมชน ท้องถิ่น และสังคมตาม แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีการสร้างสรรค์พัฒนาสังคมเป็นพื้นฐานของ ความพอดี พอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน และตั้งอยู่บนฐานของความรู้และ คุณธรรม 3. หลักไตรสิกขา หมายถึง การพัฒนาหรือการเรียนรู้เพื่อเป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์ เพราะเป็นการพัฒนาทั้งทางกาย จิตใจ และปัญญา ดังนั้นมนุษย์ที่สมบูรณ์ใน พระพุทธศาสนาจึงหมายถึงผู้บรรลุวิมุตติ คือเป็นอิสระหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงเพราะ ฉะนั้นวิมุตติจึงเป็นเป้าหมายของการศึกษาตามหลักไตรสิกขาดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรง ตรัสไว้ว่า “สมาธิที่มีศีลอบรมแล้วย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก ปัญญาที่มีสมาธิอบรม แล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก จิตที่มีปัญญาอบรมแล้วย่อมหลุดพ้นจากอาสวะโดย ชอบ” ความหลุดพ้นนี้ก็คือวิมุตติซึ่งเป็นบรมสันติ เมื่อคนเราบรรลุถึงวิมุตติแล้วถือว่า เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เรียกว่า พระอเสขะ หมายถึงผู้จบการศึกษาสูงสุดใน พระพุทธศาสนา๗ 1) การพัฒนาตามหลักศีลหรืออธิศีลสิกขา หมายถึง ข้อปฏิบัติ สำหรับฝึกอบรมในทางความประพฤติ ความสำรวม ความระวัง๘ เป็นเกราะกั้น กิเลสทั้งหลายที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนและการเบียดเบียนกัน การรักษาศีลมี เป้าหมายหลัก ๒ ประการ คือ ขัดเกลากิเลสพัฒนาตนเองให้เป็นคนดี สามารถอยู่ ร่วมกันในสังคมได้อย่างสันติสุข และเพื่อเกื้อกูลประโยชน์ต่อผู้อื่นและต่อสังคม๙ ๗ พระเทพโสภณ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), ทิศทางการศึกษาไทย, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖), หน้า ๔๑-๔๒. ๘ ขุ.ม. (ไทย) ๒๙/๑๐/๔๘. ๙ พระเมธีวราภรณ์ (สุทัศน์ วรทสฺสี), เบญจศีลเบญจธรรม: อุดมชีวิตของ มนุษย์, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ต้นบุญ, ๒๕๕๑), หน้า ๔๒-๔๓.
[๒๘๖] ในเรื่องนี้พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้แบ่งศีลออกเป็นหมวดใหญ่ ๔ หมวด๑๐ คือ (๑) การรักษาวินัยแม่บทของชุมชน (ปาฏิโมกขสังวร) เมื่อ คนอยู่ร่วมกันหรือทำงานทำกิจการร่วมกัน เป็นชุมชน เป็นหน่วยงาน เป็นองค์กร ตลอดจนเป็นประเทศชาติ จะต้องมีกฎเกณฑ์กติกาตลอดจนกฎหมาย เพื่อจัด ระเบียบระบบให้เกิดความเรียบร้อย ความประสานสอดคล้อง ความเกื้อหนุนต่อ กันความร่วมรับผิดชอบและสามัคคี ที่จะเอื้อโอกาส หรือเป็นหลักประกันให้ชีวิต ความเป็นอยู่ และกิจการต่าง ๆ ดำเนินไปด้วยดี สมตามวัตถุประสงค์แห่งชีวิตหรือ กิจการของชุมชนนั้น เช่น โรงเรียนก็ต้องมีกฎกติกาที่เป็นวินัยแม่บทของตน เช่นเดียวกัน สำหรับสังคมคฤหัสถ์หรือสังคมแห่งมนุษยชาติทั้งหมด ก็คือ ศีล ๕ (๒) การรู้จักใช้อินทรีย์ (อินทรียสังวร) เรารับรู้สิ่งแวดล้อม โดยผ่านทางอินทรีย์ คือ ตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้ารับรู้ใช้หูตาไม่เป็น เช่น ดูไม่เป็น ฟังไม่เป็น แทนที่จะได้ประโยชน์ก็จะเกิดโทษ เช่นเกิดความลุ่มหลงมัวเมา ถูก หลอกลวงและเสื่อมเสียสุขภาพเป็นต้น ตลอดจนนำไปสู่การใช้มือและสมองเพื่อ การแย่งชิงหรือทำลาย จึงต้องพัฒนาพฤติกรรมในการใช้ อินทรีย์ให้ดูฟัง เป็นต้น อย่างมีสติ เมื่อดูเป็น ฟังเป็นเช่น ดูทีวีเป็น ฟังวิทยุเป็น รู้จักใช้ตาหูแสวงหาความรู้ เป็นต้น ก็จะได้ปัญญา ได้คุณภาพชีวิต และนำไปสู่การใช้มือและสมองเพื่อ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและทำการสร้างสรรค์ (3) การพัฒนาสัมมาชีพและส่งเสริมให้ประชาชนฝึกฝนตน ให้สามารถประกอบสัมมาชีพหรือการหาเลี้ยงชีวิตโดยทางสุจริต ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ก่อเวรภัย หรือสร้างความเดือดร้อนเสียหายแก่สังคม เป็นอาชีพ การงานที่ช่วยแก้ไขปัญหาหรือสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมทางใดทางหนึ่ง และเป็น อาชีพการงานที่ทำให้ได้ปัจจัยเลี้ยงชีวิตมาด้วยเรี่ยวแรงกำลังกายกำลังสติปัญญา ความเพียรพยายาม ความสามารถและฝีมือของตน และทำให้ได้ฝึกฝนพัฒนา ความเชี่ยวชาญจัดเจน หรือฝึกปรือฝีมือในทางสร้างสรรค์ยิ่งขึ้นไป (4) การเสพบริโภคปัจจัยโดยใช้ปัญญา (ปัจจัยปฏิเสวนา) พฤติกรรมของมนุษย์ในที่สุดก็มาลงที่การกิน ใช้เสพบริโภค ถ้ามนุษย์ไม่พัฒนา ๑๐ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พระพุทธศาสนา พัฒนาคนและสังคม, (กรุงเทพมหานคร: กรมการปกครอง, 2540), หน้า 55.
[๒๘๗] พฤติกรรมในการเสพบริโภค ก็จะก่อปัญหาอย่างมากทั้งแก่ชีวิต แก่สังคม และแก่ โลก เพราะเขาจะกิน ใช้ บริโภคปัจจัย ๔ และสิ่งของเครื่องใช้ทั้งหลาย รวมทั้ง เทคโนโลยีด้วยโมหะ ก่อให้เกิดความลุ่มหลง มัวเมา ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย ความเสื่อม เสียคุณภาพชีวิตการใช้จ่ายสิ้นเปลือง การขัดแย้งแย่งชิงเบียดเบียนกันในสังคม การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และการก่อมลภาวะ เป็นต้น ฉะนั้นจึงต้องพัฒนา พฤติกรรมในการกิน ใช้ เสพ บริโภค ให้เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากปัญญาที่รู้เข้าใจ และปฏิบัติให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของปัจจัย ๔ ตลอดจนเทคโนโลยีนั้น ๆ กล่าวได้ว่า การพัฒนาระบบของศีลเป็นการพัฒนาในขั้นศีล ได้แก่ การเว้นชั่ว ประพฤติดี ปฏิบัติเพื่อความปกติสงบเรียบร้อยไม่ทำให้ตนและผู้อื่น เดือนร้อน ข้อปฏิบัติเหล่านี้เรียกว่า ศีลสิกขา แปลว่า สิ่งที่ควรศึกษาอบรม เป็นขั้น ศีล๑๑ เพราะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ดีหรือพฤติกรรมในระดับหยาบ ๆ ได้ แต่กระนั่น การพัฒนาศีลหรือการตั้งใจที่จะพยายามรักษาศีลนั้นจะต้องมีความ ตั้งใจเชื่อในองค์คุณของศีลว่าสามารถจะส่งผลให้สังคมเกิดความสงบสุขได้อย่าง แท้จริง ๒) การพัฒนาตามหลักสมาธิหรือหลักอธิจิตสิกขา ถือเป็นการ ฝึกอบรมจิตเพื่อให้เกิดคุณธรรมให้สูงขึ้น มุ่งเน้นที่ความตั้งมั่นแห่งจิต การทำใจให้ สงบแนวแน่เพื่อให้จิตบริสุทธิ์ ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นกลาง ปราศจากอคติ๑๒ หลักการฝึก สมาธิให้มีคุณภาพนั้นคือการฝึกเรียนรู้ที่จะควบคุมใจไม่ให้ตกอยู่ในอำนาจแห่ง โลภะ โทสะ โมหะ เพื่อให้เกิดสติและรู้เท่าทันอยู่เสมอ๑๓ ฉะนั้นจิตที่เป็นสมาธิจึง เป็นการพัฒนาจิตในส่วนการกำจัดกิเลสอย่างกลาง เพื่อให้เห็นถึงวิธีการปฏิบัติ สมาธิอย่างถูกต้องจึงกล่าวแนวคิดการพัฒนาสมาธิตามแนวพระพุทธไว้๓ หลัก คือ ๑) สัมมาวายามะ ๒) สัมมาสติ และ ๓) สัมมาสมาธิ ซึ่งการพัฒนาตนหรือฝึกฝน ตนเองให้มีความตั้งมั่นอย่างดีไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด เป็นจิตที่มีภาวะความสงบเกิดขึ้น ปราศจากกิเลสรบกวน ไม่ฟุ้งซ่านรำคาญ ปราศจากอคติ มีใจเป็นกลางและเป็น อารมณ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอกุศลธรรมใด ๆ ถือเป็นคุณลักษณะที่เอื้อต่อให้มนุษย์มี ๑๑ บุญมี แท่นแก้ว, จริยศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์, ๒๕๓๙), หน้า ๑๙๘. ๑๒ ขุ.ป. (ไทย) ๓๐/๔๑/๖๐๖-๖๐๗. ๑๓ ที.ปา.(ไทย) ๑๑/๓๐๗/๒๗๘.
[๒๘๘] ความรอบคอบ มีจิตตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่มากระทบจากภายนอกซึ่งอาจจะทำ ให้จิตมีความเศร้าหมอง ขุ่นมัว และเดือดร้อนใจได้ 3) การพัฒนาตามหลักปัญญาหรืออธิปัญญาสิกขา เป็นการ พัฒนาเพื่อให้เกิดความรู้แจ้ง รู้ชัด รู้เหตุรู้ผล รู้ดีรู้ชั่ว รู้ถูกรู้ผิด รู้ควรไม่ควร รู้คุณรู้ โทษ รู้ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ รู้เท่ารู้ทัน รู้องค์ประกอบ รู้เหตุปัจจัย รู้ที่ไปที่มา รู้ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งหลาย๑๔ และเมื่อกล่าวถึงแหล่งกำเนิดแห่งปัญญาซึ่ง ปรากฏอยู่ในสังคีติสูตรมี ๓ ประการคือ ๑) สุตามยปัญญา (ปัญญาสำเร็จด้วยการ ฟัง) ๒) จินตามยปัญญา (ปัญญาสำเร็จด้วยการคิด) และ ๓) ภาวนามยปัญญา (ปัญญาสำเร็จด้วยการอบรม)๑๕ ดังนี้ (๑) สุตามยปัญญา หมายถึง ความรู้ที่เกิดจากการสดับ ตรับฟัง และรวมไปถึงการศึกษาเล่าเรียน การถ่ายทอดต่อ ๆ กันมาจากผู้อื่น การ ได้ยินได้ฟังและการได้เห็นจากสื่อต่าง ๆ มีหนังสือหรือตำราเรียน และตำราทาง วิชาการต่าง ๆ สิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ ข่าวสารข้อมูลทั้งหลาย เป็นต้น (2) จินตามยปัญญา หมายถึง ความรู้ที่เกิดจากการคิด การ พิจารณา การค้นคว้า วิจัย วิเคราะห์ ใคร่ครวญหาเหตุผลตามความเป็นจริงของสิ่ง ต่าง ๆ จนรู้ที่มาที่ไปของสิ่งทั้งหลายว่าสิ่งนี้มีเหตุปัจจัยอย่างนี้ แล้วทำให้เกิดผล อย่างนี้ ซึ่งเป็นการคิดด้วยตนเอง อีกอย่างหนึ่ง ความรู้ชนิดนี้อาจจัดเป็นความรู้ โดยอ้อม เพราะก่อนจะคิดจะต้องได้เห็นได้ฟัง หรือได้อ่านมาก่อนการได้เห็น การ ได้ฟัง หรือ ได้อ่านนั่นเองเป็นสื่อกลาง จึงเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นโดยอ้อม (3) ภาวนามยปัญญา หมายถึง ความรู้ที่เกิดจากการฝึกฝน อบรม จากประสบการณ์ตรง ทั้งนี้ในการฝึกฝนให้เกิดความรู้บางอย่างเพียงแต่ฟัง หรืออ่านแล้วนำมาขบคิดก็เกิดขึ้นได้ แต่การฝึกฝนกลับถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะ ทำให้คนเราเกิดความรู้ ความชำนาญ หรือความเชี่ยวชาญที่แท้จริง 4. มรรควิธี หมายถึง หนทางถึงความดับทุกข์หรือทางในการลงมือ ปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากทุกข์ใน ๘ ประการหรือ 8 แนวทาง๑๖ ถือเป็นหลักธรรมที่ พระพุทธองค์ได้ทรงวางเป็นแนวทางการพัฒนาสร้างเสริมศักยภาพการดำเนินชีวิต ๑๔ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘), หน้า ๒๒. ๑๕ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๒๘/๒๓๑. ๑๖ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๓๖/๑๗๔-๑๗๕.
[๒๘๙] ที่สมบูรณ์และประเสริฐ เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” แปลว่า ทางสายกลาง นับเป็น ข้อปฏิบัติอันพอดีที่จะนำไปสู่จุดหมายของการอยู่ร่วมกันของสังคมมนุษย์ได้อย่าง เหมาะสม ทั้งสามารถนำไปสู่การพัฒนาหมู่บ้าน ชุมชน หรือสังคมให้อยู่เย็นเป็นสุข ได้อย่างมั่งคงและยั่งยืน ประกอบด้วย ๑) สัมมาทิฏฐิ(ปัญญาเห็นชอบ) หมายถึง การปฏิบัติอย่าง เหมาะสมตามความเป็นจริงด้วยปัญญา ที่เกี่ยวกับมุมมองหรือทัศนคติในเชิงบวก ทั้งนี้เพราะชีวิตคนเราเมื่ออยู่ร่วมเป็นสังคมก็จะต้องเผชิญกับอารมณ์ที่ขัดเคืองใจ อยู่เป็นประจำ แต่เมื่อปรับใจให้ประกอบไปด้วยเมตตา พฤติกรรมของคนอื่นก็ไม่มี ผลกระทบต่อเรามากนัก เพราะถึงแม้จะยังไม่เข้าใจรู้แจ้ง แต่ก็ทำใจให้รู้สึกตัว เมื่อ รู้เท่าทันอารมณ์ตนเองก็มองคนอื่นหรือสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยจิตที่เมตตา เป็นเมตตา ภาวนา เมื่อจิตไม่เบียดเบียน อาการเบียดเบียนทางกายวาจาก็จะไม่มีหรือไม่เกิด ศีลก็จะสำรวมด้วยการเริ่มต้นจากภายในจิต ถือเป็นการปรับเข็มทิศทางของจิตให้ ชี้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง ๒) สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ) หมายถึง การใช้สมองความคิด พิจารณาแต่ในทางกุศลหรือความดีงาม เป็นการตรึกตรองในทางที่เป็นกุศล เป็น ความนึกคิดที่ดีงาม คือประกอบด้วยกุศลวิตก 3 ประกอบด้วย การตรึกตรองออก จากกามด้วยความนึกคิดในทางเสียสละ ไม่ติดในการสนองความอยากของตน การ ตรึกตรองออกจากความพยาบาทด้วยความนึกคิดที่ประกอบด้วยเมตตา ไม่ขัด เคืองหรือเพ่งมองในแง่ร้าย และการตรึกตรองออกจากการเบียดเบียนด้วยความ กรุณาไม่คิดร้ายหรือมุ่งทำลาย ทั้งนี้การปฏิบัตินั้นต้องสอดคล้องและเป็นประโยชน์ ต่อตนเองและผู้อื่น เพราะเราปรารถนาดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีปัญญาในการที่จะ เอื้อเฟื้อผู้อื่นด้วย ๓) สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) หมายถึง การพูดสุภาพ พูดในสิ่งที่ สร้างสรรค์ดีงามตามหลักวจีสุจริต 4 ประกอบด้วย การไม่พูดเท็จ การไม่พูด ส่อเสียด การไม่พูดหยาบ การไม่พูดเพ้อเจ้อ โดยจะต้องพยายามที่จะแสวงหา ถ้อยคำหรือการสื่อสารที่เป็นกุศลและสร้างปัญญาให้กับคนอื่น ทั้งการพูด เขียนที่ ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านสาระและความบันเทิงใจ ด้วยความพยายามที่จะให้ เป็นการสื่อสารสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ๔) สัมมากัมมันตะ หมายถึง การประพฤติดีงามทางกายหรือการ ประพฤติที่จะก่อให้เกิดกายสุจริตทั้ง 3 ด้าน ประกอบด้วย การไม่ฆ่าสัตว์ การไม่
[๒๙๐] ลักทรัพย์ การไม่ประพฤติผิดในกาม การประคองตนไม่ให้เผลอพลาดทำสิ่งที่เป็น กายทุจริต ฉะนั้นจะต้องพยายามกระทำหรือสร้างสรรค์ชีวิตให้เป็นไปเพื่อฝึกตน และสร้างบารมีธรรม และพยายามไม่ให้การประพฤติปฏิบัติของเราไปกระทบหรือ เบียดเบียนผู้อื่น และจงควรทำสิ่งที่คิดว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด ๕) สัมมาอาชีวะ หมายถึง การทำมาหากินอย่างสุจริตชน ไม่คด โกง เอาเปรียบผู้อื่น เว้นมิจฉาชีพ หันมาประกอบสัมมาชีพที่มีการเลี้ยงชีวิตที่เรียบ ง่าย เลี้ยงชีวิตด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคด้วยการพิจารณาอย่างมีสติ ไม่หลงเมาใน สิ่งของหรือลาภ ยศ สรรเสริญ เพื่อให้การเลี้ยงชีพด้วยปัจจัย 4 ไม่เป็นอันตราย ต่อตนเอง ชุมชน หรือสังคม ๖) สัมมาวายามะ หมายถึง ความอุตสาหะ พยายาม ประกอบ ความเพียรในการกุศลกรรมตามหลักสัมมัปปธาน 4 ที่ประกอบด้วย การเพียร ระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น การเพียรละหรือเพียรกำจัดบาป อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว การเพียรเจริญหรือเพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดมี ขึ้น และการเพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่นและให้เจริญยิ่งขึ้นไป ใน เรื่องนี้โดยปกติแล้วก็จะมีเมตตาภาวนาเป็นฐานสำหรับวางใจอยู่แล้ว ฉะนั้นจึงควร ที่จะพยายามเพิ่มเมตตาและลดภาวะอารมณ์ที่เป็นพิษ โดยพยายามเจริญเมตตา ภาวนาเพื่อลดละกิเลสและเพิ่มเหตุแห่งความดีงามให้กับชีวิตให้มากขึ้น ๗) สัมมาสติ หมายถึง การไม่ปล่อยให้เกิดความพลั้งเผลอ จิต เลื่อนลอย ดำรงอยู่ด้วยความรู้ตัวอยู่เป็นปกติตามหลักสติปัฏฐาน 4 ที่ ประกอบด้วย การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต และการตั้งสติพิจารณาธรรม โดยปกติแล้วฝึกตน ด้วยการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว มีกายใจไปด้วยกันอย่างรู้เท่าทัน ฉะนั้นในการใช้ ชีวิตประจำวันก็ควรที่จะมีการเจริญสติตนเองอยู่เสมอ โดยกำหนดรู้ในปัจจุบัน ขณะยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องใช้จิตพิจารณาให้ เห็นปัจจุบัน ไม่หลงไปในอดีต ไม่ติดไปในอนาคต แม้บางครั้งจะอดไม่ได้แต่ก็ถือว่า ได้ตามรู้เพราะไม่ได้กดดันตัวเองอะไรมากมาย ให้รู้สิ่งที่เป็นธรรมชาติรู้สึกอย่างไรก็ วางใจรู้สึกตัวอย่างนั้นและปรับใจให้รู้สึกดีไปด้วย ๘) สัมมาสมาธิ หมายถึง การฝึกจิตให้ตั้งมั่น สงบ สงัดจากกิเลส นิวรณ์อยู่เป็นปกติ ตามหลักฌาน 4 ที่ประกอบด้วย ปฐมฌาณ ทุติยฌาน ตติย ฌาน จตุตถฌาณ แม้จะยกฌานมาประกอบแต่ก็เพื่อให้เห็นว่าทราบในหลักการดี
[๒๙๑] แต่วิถีปฏิบัติในชีวิตประจำวันนั้นมิได้มีองค์ฌานครบจนพบเห็นอะไรในฌาน เพียงแต่มีความมั่นใจและมุ่งมั่นในการที่จะพัฒนาตนเองให้เป็นไปตามมรรค 7 องค์ก่อนหน้านี้ โดยมีสัมมาสมาธิเป็นฐานที่มั่นของใจไม่ให้หวั่นไหวไปในสิ่งที่เข้ามา ยั่วยุหรือล่อลวงให้ไขว้เขว การสวดมนต์ทำวัตรและปฏิบัติสมาธิก็ช่วยข่มได้ใน บางครั้ง และเป็นเครื่องมือในการหลีกเร้นอารมณ์อ่อนไหวนั้นได้ดีและการอ่าน หนังสือก็ช่วยให้จดจ่อใจมีสมาธิไปกับเนื้อหา โมเดลการจัดการชุมชนอัจฉริยะเชิงพุทธ จากการประเมินผลภาพรวมของตั้งแต่เรื่องของบริบท ปัจจัยป้อน กระบวนการ ผลผลิตและผลกระทบของโครงการ เพื่อการตัดสินใจโดยวิธีเชิง ระบบ (System decision-oriented evaluation) ที่เน้นการใช้วิธีเชิงระบบโดยมี จุดมุ่งหมายหลักเพื่อศึกษาประสิทธิผลของการนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ ทางการบริหารและการปฏิบัติ และสนับสนุนการตัดสินใจที่จะก่อให้เกิด ประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยใช้การประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment) ผ่านกระบวนการสังเกต บันทึก การรวบรวมข้อมูล ทักษะการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา และการแสดงออกที่เกิดจาการปฏิบัติจากแกนนำ และคณะทำงานที่ได้ร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมโครงการ จำนวน 18 รูปหรือคน พบว่า 1. การประเมินด้านบริบท (Context Evaluation) โดยการศึกษา ปัจจัยพื้นฐานที่นำไปสู่การพัฒนากิจกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ พบว่า 1) เป้าหมายโครงการมีความเป็นไปได้และในการกำหนด กิจกรรมต่าง ๆ มีความสอดคล้องกับสภาพชุมชน เนื่องจากก่อนการกำหนด กิจกรรมเพื่อพัฒนาชุมชนได้มีการประชุมระดมความคิดเห็นกับตัวแทนชุมชน จำนวน 41 รูป/คน ประกอบด้วย เจ้าอาวาสวัดหนองกระดูกเนื้อ ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ครูใหญ่โรงเรียนบ้านดอนกระดูกเนื้อ ตัวแทนสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอลาดยาว สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วน ตำบลหนองนมวัว ประชาชนและจิตอาสาเพื่อกำหนดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับ ชุมชนและสอดคล้องกับสภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ทั้งยังมี ความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของงานวิจัย
[๒๙๒] 2) ทุนทางวัฒนธรรมมีความเข้มแข็ง ชุมชนบ้านหนองกระดูก เนื้อ-ดอนยาว เป็นชุมชนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ประกอบด้วย ลาวครั่ง มอญและไทย แต่ขณะเดียวกันยังมีประเพณีวัฒนธรรมที่ผูกพันกับพระพุทธศาสนา เช่น การทำบุญในวันพระ ประเพณีสู่ขวัญข้าว ประเพณีขึ้นปีใหม่ สงกรานต์ ชาวบ้านหนองกระดูกเนื้อมีความหลากหลายชาติพันธุ์ เช่น ไทยลาวมอญมี ธรรมชาติที่สวยงาม เป็นระเบียบ มีอัตลักษณ์ของชุมชนมีศิลปะหลากหลายด้าน เช่น ด้านอาหาร ด้านงานอาชีพฝีมือ ด้านศิลปะและดนตรี มีปราชญ์ชาวบ้านใน ด้านดนตรีแคนประยุกต์ จักสาน ตีเหล็ก การทำไม้กวาดก้านมะพร้าว ที่ทำหน้าที่ ในการสืบสาน รักษาและต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นจากบรรพบุรุษมายังรุ่นลูก รุ่น หลานและผู้ที่สนใจ ผ่านศูนย์วัฒนธรรมลาวครั่ง ไทย มอญ 3) ทุนชุมชนมีความเข้มแข็ง ชุมชนบ้านหนองกระดูกเนื้อ-ดอน ยาวมีวิสัยทัศน์ซึ่งบ่งบอกทิศทางการพัฒนาของหมู่บ้านหนองกระดูกเนื้อ คือ “หมู่บ้านรู้รักสามัคคี มีคุณภาพชีวิต มีวิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง” โดยมีการ จัดเวทีประชาคมเป็นประจำทุกเดือน และมีสภากาแฟยามเช้าเป็นประจำทุกวัน เพื่อแจ้งข่าวสารให้ชาวบ้านทราบในแต่ละเดือน รวมทั้งมีการประชุมตามกิจกรรม ต่าง ๆ ซึ่งจะมีการนำข้อมูลที่มีอยู่มาพูดคุยร่วมกัน หาทางแก้ไขร่วมกัน วิเคราะห์ และร่วมกันพัฒนาระบบข้อมูลให้ดียิ่งขึ้น โดยมีการจัดตั้งกองทุนในหมู่บ้าน บรรเทาความเดือดร้อนของชุมชนผ่านกฎ กติกา ระเบียบที่เป็นข้อตกลงร่วมกัน เพื่อให้คนในชุมชนปฏิบัติมีกฎระเบียบของหมู่บ้าน เป็นข้อตกลงกันภายในชุมชน ร่วมกัน และมีบทลงโทษเมื่อฝ่าฝืนข้อบังคับ มีกฎระเบียบข้อตกลงที่ใช้บังคับทั่วไป ในหมู่บ้าน และมีข้อตกลงหมู่บ้านต่อต้านยาเสพติดมาเป็นข้อบังคับใช้ในหมู่บ้าน อีกด้วย 2. การประเมินปัจจัยป้อน (Input Evaluation) โดยการศึกษา ปัจจัยภายนอกที่นำไปสู่การพัฒนากิจกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ พบว่า 1) ความศรัทธาในภาวะผู้นำทางจิตวิญญาณ การมีวิสัยทัศน์ของ พระมหาสุภัค วิรโช เจ้าอาวาสวัดหนองกระดูกเนื้อ ตำบลหนองนมวัว อำเภอ ลาดยาวที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจและยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ก่อให้เกิดกิจกรรม การพัฒนาในด้านต่าง ๆ เช่น การรณรงค์และชี้แจงข่าวสารต่าง ๆ แก่ชาวบ้าน แบบเคาะประตูบ้าน การดูแลให้ความช่วยเหลือ ให้กำลังใจแก่ผู้สูงอายุ เด็กและ คนในชุมชน การใช้ประโยชน์จากพื้นที่วัดเพื่องานสาธารณะประโยชน์ของชุมชน