The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสงัคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พระครูใบฎีกามณฑล เขมโก (ชูโตศรี)

ดุษฎีนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พุทธศักราช ๒๕๖๓

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kunnisa sy, 2020-09-15 04:19:40

รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสงัคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสงัคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พระครูใบฎีกามณฑล เขมโก (ชูโตศรี)

ดุษฎีนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พุทธศักราช ๒๕๖๓

รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา

ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

A MODEL OF THE BUDDHIST METHOD FOR THE ADMINISTRATION OF BACHELOR

OF ARTS PROGRAM IN SOCIAL STUDIES OF THE ADMINISTRATORS OF

MAHACHULALONGKORNRAJAVIDYALAYA UNIVERSITY










พระครูใบฎีกามณฑล เขมโก (ชูโตศรี)



















ดุษฎีนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา
ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต


สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา


บัณฑิตวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พุทธศักราช ๒๕๖๓

รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา


ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย












พระครูใบฎีกามณฑล เขมโก (ชูโตศรี)



















ดุษฎีนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา

ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต

สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา



บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พุทธศักราช ๒๕๖๓



(ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)

A Model of the Buddhist Method for the Administration of Bachelor

of Arts Program in Social Studies of the Administrators of

Mahachulalongkornrajavidyalaya University








Phrakhrubaidika Monthon khamako (Chutosri)


















A Dissertation Submitted in Partial Fulfillment of

the Requirements for the Degree of

Doctor of Philosophy

(Buddhist Educational Administration)



Graduate School
Mahachulalongkornrajavidyalaya University

C.E. 2020



(Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University)

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อนุมัติให้นับดุษฎีนิพนธ์
เรื่อง “รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารใน

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญาพทธ

ศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา



........................................................

(พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร, รศ. ดร.)
คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย


คณะกรรมการตรวจสอบดุษฎีนิพนธ์ ........................................................ ประธานกรรมการ
(พระเมธาวินัยรส, รศ. ดร.)

........................................................ กรรมการ
(รศ. ดร.สมศักดิ์ บุญปู่)

........................................................ กรรมการ


(พระมหาอดร อุตฺตโร, ผศ. ดร.)
........................................................ กรรมการ

(รศ. ดร.วรกฤต เถื่อนช้าง)

........................................................ กรรมการ
(ผศ. ดร.อานนท์ เมธีวรฉัตร)


คณะกรรมการควบคุมดุษฎีนิพนธ์ รศ. ดร.วรกฤต เถื่อนช้าง ประธานกรรมการ


ผศ. ดร.อานนท์ เมธีวรฉัตร กรรมการ






ชื่อผู้วิจัย ........................................................

(พระครูใบฎีกามณฑล เขมโก)




ชื่อดุษฎีนิพนธ์ : รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคม
ศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ผู้วิจัย : พระครูใบฎีกามณฑล เขมโก (ชูโตศรี)
ปริญญา : พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พุทธบริหารการศึกษา)

คณะกรรมการควบคุมดุษฎีนิพนธ์

: รศ.ดร.วรกฤต เถื่อนช้าง ป.ธ. ๙, ศษ.บ. (มัธยมศึกษาสังคมศึกษา),
ศศ.ม. (ภาษาสันสกฤต), ปร.ด. (การบริหารอุดมศึกษา),

: ผศ.ดร.อานนท์ เมธีวรฉัตร พธ.บ. (ปรัชญา) เกียรตินิยมอันดับสอง,
ศษ.ม. (มัธยมศึกษา สังคมศกษา), กศ.ม. (การบริหารการศกษา), ค.ด.


(การบริหารการศึกษา)

วันสำเร็จการศึกษา : ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๓


บทคัดย่อ


ดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคม

ศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ

๑) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารใน
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒) เพื่อสร้างรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธ

ศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและ
๓) เพื่อประเมินรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของ

ผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ ๑ ศึกษา

สภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัย

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยโดยสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน ๑๕รูป/คน และวิเคราะห์เนื้อหา
ขั้นตอนที่ ๒ ศึกษาการสร้างรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคม

ศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยโดยการจัดสนทนากลุ่ม

จำนวน ๙ รูป/คน และวิเคราะห์เนื้อหา ขั้นตอนที่ ๓ ประเมินรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพทธ
ศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยมี

ผู้ประเมินรูปแบบ จำนวน ๗ รูป/คน แล้ววิเคราะห์เนื้อหา




ผลการวิจัยพบว่า

๑) การบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารใน

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมี ๕ ด้าน คือ ๑) การบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียน
การสอน ๒) การบริหารบุคลากร ๓) การส่งเสริมวิชาการ ๔) การวัดและประเมินผล และ

๕) การบริหารงบประมาณ

๒) รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของ

ผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ประกอบด้วย
๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ อย่างน้อยเดือนละ ๑ ครั้ง เพื่อวิเคราะห์จุดเด่น จุดด้อย อุปสรรค โอกาส

ในการบริหารหลักสูตร ๒) เมื่อเลิกประชุมแล้ว ต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เพื่อทำงาน

อย่างเป็นระบบ เป็นทีม และนำไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ๓) ต้องไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ได้บัญญัติ ไม่เลิกสิ่งที่
บัญญัติไว้แล้ว เมื่อประชุมกันแล้ว ได้มาตรฐานตามมติของที่ประชุมเป็นอย่างเดียวกัน ก็ให้ดำเนินการ

ตามกรอบเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ๔) ให้ความเคารพต่อประธานในที่ประชุม คือ ให้เกียรติความเป็นผูนำ

และเคารพการตัดสินของท่านประธาน ๕) ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น คือ ให้ความเหมาะสม

ความยุติธรรม แก่ทุกคน ๖) ต้องเคารพซึ่งกันและกันคือ ยึดต้นแบบทางวัฒนธรรม สถาบันท้องถิ่นที่มี

คุณค่า เกณฑ์บุคคลเป็นสำคัญ ๗) ดูแลรักษา คุ้มครองยกย่องคุณความดี ให้ความสำคัญต่อคนดี
ยกย่องและให้กำลังใจ


๓) รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยผลประเมินเห็นว่ารูปแบบมีความถูกต้อง

อยู่ในระดับมาก รูปแบบมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากรูปแบบมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก

และรูปแบบมีความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมาก




Dissertation Title : A Model of the Buddhist Method for the Administration
of Bachelor of Arts Program in Social Studies of the

Administrators of Mahachulalongkornrajavidyalaya
University

Researcher : Phrakru Baidika monthon Khemako (Chutosri)

Degree : Doctor of Philosophy (Buddhist Educational Administration)
Dissertation Supervisory Committee

: Assoc. Prof. Dr. Worakit Thuenchang, Pali IX, B.Ed.
(Secondary Education– Social Studies), M.A. (Sanskrit),

Ph.D. (Higher Education Administration)

: Asst. Prof. Dr. Anon Methiworachat Pali VI, B.A.
(Philosophy) (Second-Class Hons), B.Ed. (Secondary

Education– Social Studies), M.Ed. (Educational

Administration), Ph.D. (Educational Administration)
Date of Graduation : August 17, 2020


Abstract



The dissertation entitled “A Model of the Buddhist Method for the
Administration of Bachelor of Arts Program in Social Studies of the Administrators of

Mahachulalongkornrajavidyalaya University” consisted of 3 objectives: 1) to study the
conditions of the administration of the Bachelor of Arts Program in social studies of the
administrators of Mahachulalongkornrajavidyalaya University, 2) to create a model of the

Buddhist method for the administration of Bachelor of Arts Program in social studies of

the administrators of Mahachulalongkornrajavidyalaya University, and 3) to assess a model
of the Buddhist method for the administration of Bachelor of Arts Program in social studies
of the administrators of Mahachulalongkornrajavidyalaya University.

The study was a qualitative research which was divided into 3 phases as

follows: 1st phase was the study of the conditions of the administration of the Bachelor
of Arts Program in social studies of the administrators of Mahachulalongkornrajavidyalaya
1
University by means of the interview with 5 key informants and content analysis; 2nd
phase was the study for creating a model of the Buddhist method for the administration



of Bachelor of Arts Program in social studies of the administrators of

Mahachulalongkornrajavidyalaya University by means of focus group discussion with 9
persons and content analysis; and 3rd phase was the assessment of a model of the

Buddhist method for the administration of Bachelor of Arts Program in social studies of
the administrators of Mahachulalongkornrajavidyalaya University by having 7 assessors

and content analysis.
From the study, it was found as follows:

1) The administration of the Bachelor of Arts Program in social studies of the
administrators of Mahachulalongkornrajavidyalaya University consisted of 5 aspects: 1)

the curriculum administration and the learning and teaching management; 2) personnel
management; 3) the academic promotion; 4) measurement and assessment; and 5)

budget management.
2) A model of the Buddhist method for the administration of Bachelor of Arts

Program in social studies of the administrators of Mahachulalongkornrajavidyalaya
University according to the sevenconditions of welfare (aparihāniyadhamma) which

were: 1) a regular meeting with at least one time a month in order to analyze the

weaknesses, obstacles, and opportunities in administrating the program; 2) a session to
listen to other’s opinions after the meeting in order to work systematically and as a
team which would lead to the set goals; 3) a mutual meeting’s resolution which must

be followed according to the specified conditional framework as well as neither doing
what was not designated nor canceling what was designated; 4) a respect towards the

chairman of the meeting i.e., honoring the leadership and respecting the decision made
by the chairman; 5) the absence of the abuse of power, namely, treating everyone with

appropriateness and justice; 6) a respect towards each other by adhering to the cultural
model, a valuable local institution, and important role models; and 7) an admiration of

virtue as well as an importance to good people by praising and encouraging.
3 ) From the assessment of a model of the Buddhist method for the

administration of Bachelor of Arts Program in social studies of the administrators of
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, it was found that the accuracy of a model

was at a high level, the propriety of a model was at a high level, the feasibility of a
model was at a high level, and the utility of a model was at a high level.




กิตติกรรมประกาศ



ดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้สำเร็จได้ด้วยดี โดยได้รับความกรุณาอย่างยิ่งจาก รองศาสตราจารย์

ดร. วรกฤต เถื่อนช้าง ประธานผู้ควบคุมดุษฎีนิพนธ์ ผู้ช่วยศาสตรจารย์ ดร. อานนท์ เมธีวรฉัตร
กรรมการผู้ควบคุมดุษฎีนิพนธ์ ที่คอยดูแลช่วยเหลือ แนะนำอย่างดียิ่ง ผู้วิจัยขอเจริญพรขอบคุณใน

ความกรุณาเป็นอย่างสูง ณ โอกาสนี้ พร้อมทั้งขอขอบคุณคณาจารย์สาขาพุทธบริหารทุกรูป/คน ที่ได้

ประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้แก่ผู้วิจัยตลอดระยะเวลาการศึกษา

ขอกราบขอบพระคุณ พระราชสุตาภรณ์ รศ.ดร. พระครูโสภณพุทธิศาสตร์ ผศ.ดร.

พระครูสิริภูรินิทัศน์ ผศ. พระมหาอาวรณ์ ชัยประสิทธ์ ดร. พระครูสิริปริยัตยาภิรัต ดร. พระวิทวัส
ปภสฺสรญาโณ ขอเจริญพรขอบคุณ รศ.ดร.สุพรต บุญอ่อน รศ.ฉวีวรรณ สุวรรณาภา อาจารย์กิตติศักดิ์

ณ สงขลา ผศ.นวัชโรจน์ อินเต็ม ผศ.จักรแก้ว นามเมือง ผศ.มงคลกิตติ์ โวหารเสาวภาคย์ อาจารย์ประ
เด่น แดนปิง อาจารย์ประภัสสร ไชยชนะใหญ่ อาจารย์กิตติศักดิ์ แท่งทอง ที่ได้กรุณาให้สัมภาษณ์


ขอเจริญพรขอบคุณ ผศ.ดร.ปฏิธรรม สำเนียง รศ.ดร.ธานี เกสทอง ผศ.ดร.สาธร ทรัพย์
รวงทอง ที่กรุณาตรวจเครื่องมือการวิจัย


ขอขอบคุณเพื่อนนิสิตพุทธบริหารรุ่น ๑ และบุคลากรสาขาพุทธบริหารการศึกษาและ
สาขาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสวรรค์ ที่ได้ให้ความ

ช่วยเหลือและเป็นกำลังใจในการดำเนินงานดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้สำเร็จด้วยดี

ขอเจริญพรขอบคุณโยมมารดา ที่เสียสละเป็นกำลังใจส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้วิจัยได้มี

โอกาสได้เรียนไนระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิตขอขอบคุณโยมพี่พี่สาวที่คอยดูแลทุกเรื่อง

คุณค่าที่เกิดจากดุษฎีนิพนธ์เล่มนี้ขอมอบเป็นเครื่องสักการบูชาคุณบิดา มารดา คณาจารย์

ตลอดจนผู้มีคุณูปการต่อผู้วิจัยทุกท่าน





พระครูใบฎีกามณฑล เขมโก (ชูโตศรี)
๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๓




สารบัญ


เรื่อง หน้า


บทคัดย่อภาษาไทยก


บทคัดย่อภาษาองกฤษข

กิตติกรรมประกาศ จ

สารบัญ ฉ

สารบัญตาราง ญ


สารบัญภาพ ฎ

คำอธิบายสัญลักษณ์และคำย่อ ฏ

บทที่ ๑ บทนำ ๑

๑.๑ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ๑

๑.๒ คำถามการวิจัย ๕
๑.๓ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๕

๑.๔ ขอบเขตการวิจัย ๖

๑.๕. นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย ๙
๑.๖ ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ๑๑


บทที่ ๒ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๑๒
๒.๑ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับรูปแบบ ๑๒

๒.๑.๑ ความหมายของรูปแบบ ๑๒
๒.๑.๒ ประเภทของรูปแบบ ๑๕

๒.๑.๓ คุณลักษณะที่ดีของรูปแบบ ๑๘

๒.๑.๔ องค์ประกอบของรูปแบบ ๒๑
๒.๑.๕ การประเมินรูปแบบและมาตรฐานการประเมิน ๒๔

๒.๒ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารหลักสูตร ๒๘
๒.๒.๑ ความหมายของหลักสูตร ๒๘

๒.๒.๒ องค์ประกอบของหลักสูตร ๓๙

๒.๒.๓ กระบวนการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา ๔๑




๒.๒.๔ ความสำคัญของหลักสูตรสถานศึกษา ๔๔
๒.๒.๕ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ๔๘



๒.๓ หลักพทธธรรมในการบริหารหลักสูตรหลักสูตรพทธศาสตรบัณฑิต สาขาสังคมศึกษา ๑๒๑
๒.๓.๑ สัปปุริสธรรม ๗ ๑๒๑
๒.๓.๒ พรหมวิหาร ๔ ๑๒๓

๒.๓.๓ อิทธิบาท ๔ ๑๒๔
๒.๓.๕ ตามหลักสุจริต ๓ ๑๒๗

๒.๓.๕ หลักอปริหานิยธรรม ๑๒๘

๒.๔ พทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๑๓๒
๒.๕ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๑๔๓

๒.๕.๑ งานวิจัยในประเทศ ๑๔๓
๒.๕.๒ งานวิจัยต่างประเทศ ๑๕๖

๒.๖ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๑๖๔

บทที่ ๓ วิธีดำเนินการวิจัย ๑๖๕

๓.๑ รูปแบบการวิจัย ๑๖๕

๓.๒ ขั้นตอนการวิจัย ๑๖๘
๓.๒.๑ การวิจัยเชิงคุณภาพ ๑๖๘

๓.๒.๒ การวิจัยเชิงปริมาณ ๑๗๘
๓.๓ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ๑๘๑

๓.๓.๑ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก ่ ๑๘๑

๓.๓.๒ เกณฑ์การประเมิน ๑๘๒

บทที่ ๔ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ๑๙๔

๔.๑ ขั้นตอนที่ ๑ ผลการวิเคราะห์สภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา

สังคมศกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๑๙๔
๔.๑.๑ สภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ดังนี้ ๑๙๖

๔.๑.๒ สภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ด้านการบริหารบุคลากร ดังนี้ ๒๐๒




๔.๑.๓ สภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในด้านการส่งเสริมงานวิชาการ (เอกสาร ตำราเรียน

หลักสูตร) ดังนี้ ๒๐๖
๔.๑.๔ สภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ด้านการวัดและประเมินผล ดังนี้ ๒๑๐

๔.๑.๕ สภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ด้านการบริหารงบประมาณ ดังนี้ ๒๑๔

๔.๒ ขั้นตอนที่ ๒ การสร้างรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต

สาขาวิชาสังคมศกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒๑๘
๔.๒.๑ รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา

ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ๒๑๘
๔.๒.๒ รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา

ด้านการบริหารงานบุคลากร ๒๒๕

๔.๒.๓ รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
ด้านการส่งเสริมงานวิชาการ ๒๓๐

๔.๒.๔ รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
ด้านการวัดและประเมินผล ๒๓๕

๔.๒.๕ รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา

ด้านงบประมาณ ๒๔๑
๔.๒.๖ รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาสังคมศึกษา

ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒๔๖
๔.๓ ขั้นตอนที่ ๓ การประเมินรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต

สาขาวิชาสังคมศกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒๕๔

๔.๔ องค์ความรู้ที่ได้ในการวิจัย ๒๕๖

บทที่ ๕ สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ๒๕๙

๕.๑ สรุปผลการวิจัย ๒๕๙

๕.๑.๑ สรุปสภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศกษา ของ
ผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ดังนี้ ๒๖๐

๕.๑.๒ สรุปผลการสร้างรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาสังคมศกษา ๒๖๓





๕.๑.๓ ผลการประเมินรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาสังคมศกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒๖๗

๕.๒ อภิปรายผลการวิจัย ๒๖๗

๕.๒.๑ ผลการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศกษา มหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ดังนี้ ๒๖๗


๕.๒.๒ ผลการสร้างรูปแบบพทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา
สังคมศกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒๗๖

๕.๒.๓ ผลการประเมินรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต

สาขาวิชาสังคมศกษา ๒๘๓
๕.๓ ข้อเสนอแนะ ๒๘๔

๕.๓.๑ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ๒๘๔
๕.๓.๒ ข้อเสนอแนะสำหรับนำผลการวิจัยไปปฏิบัติ ๒๘๕

๕.๓.๓ ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป ๒๘๖

บรรณานุกรม ๒๘๗


ภาคผนวก ๓๐๑
ภาคผนวก ก. รายนามผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ๒๕๙


ภาคผนวก ข. หนังสือขอความอนุเคราะห์ในการตรวจเครื่องมือ/สัมภาษณ์/สนทนากลุ่ม/ประเมิน ๒๖๔
ภาคผนวก ค. เครื่องมือในการวิจัย/ แบบสัมภาษณ์/ แบบประเมิน ๒๙๐
ภาคผนวก ง. ประมวลภาพจากกิจกรรม/ การสนทนากลุ่ม/ ประชาพิจารณ์ ๒๙๕


ประวัติผู้วิจัย ๒๙๗




สารบัญตาราง

ตารางที่ หน้า
๒.๑ การสังเคราะห์คุณลักษณะที่ดีของรูปแบบ ๒๑

๒.๒ การสังเคราะห์การประเมินรูปแบบหรือตรวจสอบรูปแบบ ๒๗
๓.๑ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการวิจัย ๑๗๐

๓.๒ รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจเครื่องมือการวิจัย ๑๗๒
๓.๓ ผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) ๑๗๖

๓.๔ แสดงรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิประเมินรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธ

ศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย ๑๗๙

๔.๑ รูปแบบการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ด้าน

หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนตามหลักอปริหานิยธรรม ๒๒๔
๔.๒ รูปแบบการบริหารตามหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษาด้าน

การบริหารงานบุคลากรตามหลักอปริหานิยธรรม ๒๒๙

๔.๓ รูปแบบการบริหารตามหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษาด้าน
การส่งเสริมงานวิชาการตามหลักอปริหานิยธรรม ๒๓๔

๔.๔ รูปแบบการบริหารตามหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ด้าน
การวัดและประเมินผลตามหลักอปริหานิยธรรม ๒๔๐

๔.๕ รูปแบบการบริหารตามหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษาด้าน

การบริหารงบประมาณตามหลักอปริหานิยธรรม ๒๔๕
๔.๖ แสดงค่าเฉลี่ย (  ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.) ของรูปแบบพทธวิธีการ


บริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารใน
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยภาพรวม ๒๕๔




สารบัญภาพ

ภาพประกอบที่ หน้า
๒.๑ การบริหารจัดการหลักสูตรระดับสถานศึกษา ๓๐

๒.๒ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๑๖๓
๓.๑ รูปแบบการวิจัย ๑๖๖

๔.๑ องค์ความรู้ในการวิจัย ๒๕๖




คำอธิบายสัญลักษณ์และคำย่อ


๑. คำย่อชื่อคัมภีร์พระไตรปิฎก


อักษรย่อในวิทยานิพนธ์เล่มนี้ ผู้วิจัยได้ใช้คัมภีร์พระไตรปิฎกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๙. และ ในการศึกษาค้นคว้า

วิทยานิพนธ์เล่มนี้ ผู้วิจัยใช้ชื่อย่อและคำเต็ม ชื่อของพระคัมภีร์พระไตรปิฎก และอรรถกถาพระ

อภิธรรมปิฎก ดังต่อไปนี้.


พระสุตตันตปิฎก
คำย่อ ชื่อคัมภีร์ ภาษา

ที.ม. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค (ภาษาไทย)
ที.ปา. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (ภาษาไทย)

องฺ.สตฺตก. ไทย = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต (ภาษาไทย)


๒. การระบุเลขหมายพระไตรปิฎก

ในดุษฎีนิพนธ์เล่มนี้ใช้พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พุทธศักราช ๒๕๓๙ เป็นหลักการอ้างอิงพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย จะระบุ เล่ม/ข้อ/หน้า เช่น ที.สี.

(ไทย) ๙/๑๙๘/๑๖๑. หมายความว่า ระบุถึงสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ฉบับภาษาไทย
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ ข้อที่ ๑๙๘ หน้า ๑๖๑ เป็นต้น

บทที่ ๑




บทนำ




๑.๑ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา


ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ในโลกไดมีการเคลื่อนไหวในการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาของตน โดยมีการกำหนดมาตรฐานการเรียนรูขึ้น เพื่อเป็นเป้าหมายและใช้เป็นเกณฑ์ในการ

ประเมินคุณภาพ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความรูทันกับการเปลี่ยนแปลงด้านสังคม เศรษฐกิจและ

เทคโนโลยีในโลกยุคปัจจุบัน มาตรฐานการเรียนรูเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงสิ่งที่คาดหวัง หรือจุดหมาย
ปลายทางของการศึกษาว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องการให้นักเรียนทุกคนรูและปฏิบัติได เพื่อการดำเนินชีวิต

เป็นพลเมืองดีในสังคม และสำหรับการศึกษาต่อในระดับสูงต่อไป สำหรับประเทศไทยนั้นไดมีการ

กำหนดมาตรฐานการเรียนรูเป็นเป้าหมายและเกณฑ์ในการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของผู้เรียน
ในระดับอุดมศึกษาให้เป็นมาตรฐาน


การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศ ประเทศจะเจริญก้าวหน้าต้องอาศัย
การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม การพัฒนาในด้านต่างๆ ต้องอาศัย

กำลังคนเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะคนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ายิ่งกว่าทรัพยากรใดๆ แต่คนจะมี
ประสิทธิภาพเพียงใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาพระราชบัญญัติการศึกษา

แห่งชาติ แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙ โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา

๔ ประการ คือ ๑) เพื่อพัฒนาระบบและกระบวนการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ
๒) เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นพลเมืองดี มีคุณลักษณะทักษะและสมรรถนะที่สอดคล้องกับบทบัญญัติ

ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติและยุทธศาสตร์ชาติ
๓) เพื่อพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และคุณธรรม จริยธรรม รู้รักสามัคคี และร่วมมือ


ผนึกกำลังมุ่งสู่การพฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยง และ ๔) เพอนำ

ื่

ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง และความเหลื่อมล้ำภายในประเทศลดลง


๑ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, แผนการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙,

(กรุงเทพมหานคร: บริษัท พริกหวานกราฟฟิค จำกัด, ๒๕๖๐), หน้า ฉ.




สถาบันการศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย มีภารกิจหลัก คือ เพื่อผลิต
บัณฑิตให้เป็นผู้ใฝ่รู้ศึกษา ค้นคว้า วิจัย และสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มีคุณธรรม จริยธรรม มีเหตุผล รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม สามารถบูรณาการ
พระพุทธศาสนากับการสอนสังคมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปัจจุบันความท้าทายของ

สถาบันการศึกษา คือ การสร้างความมั่นใจแก่สังคมว่าสามารถผลิตบัณฑิตและพัฒนาองค์ความรู้

ที่ตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ระดับท้องถิ่น
และชุมชน อีกทั้งต้องสร้างขีดความสามารถของประเทศในการแข่งขันระดับสากล อันเนื่องมาจากการ

รวมตัวของประเทศในภูมิภาคอาเซียน ด้วยความจำเป็นดังกล่าว สถาบันการศึกษาจึงต้องพัฒนาระบบ
และกลไกการประกันคุณภาพการศึกษา เพื่อใช้ในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินการดำเนินงาน

ให้เป็นไปตามนโยบาย เป้าหมาย และมาตรฐานคุณภาพที่กำหนดโดยสถานศึกษาหรือหน่วยงานต้น

สังกัด มาตรฐานตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในหลักสูตรนี้ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกระดับเห็นผล
คาดหวังที่ต้องการในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ชัดเจนตลอดแนว ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานที่

เกี่ยวข้องร่วมกันพัฒนาหลักสูตรได้อย่างมั่นใจทำให้การจัดทำหลักสูตรในสถานศึกษามีคุณภาพ อกทั้ง

ยังช่วยให้เกิดความชัดเจนในเรื่องของการวัดผลประเมินผลการเรียนรู้และยังช่วยแก้ปัญหาในด้านต่าง
ๆ ได้ เพราะเป็นตัวสะท้อนคุณภาพมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในการศึกษาถึงกรอบ

ทิศทางในการจัดการศึกษาทุกรูปแบบ และครอบคลุมผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายในระดับการศึกษา

ระบบการศึกษาที่ยังมีปัญหาหลายประการ นับตั้งแต่ปัญหาคุณภาพและมาตรฐาน

การจัดการศึกษาในทุกระดับ จุดอ่อนของระบบการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์
ภาษาอังกฤษ เทคโนโลยีและการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่ยังไม่เหมาะสม ขาดความ

คล่องตัว ยังมีความเหลื่อมล้ำในด้านโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา รวมทั้งปัญหาด้าน

คุณธรรม จริยธรรม และการขาดความตระหนักถึงความสำคัญของการมีวินัย ความซื่อสัตย์สุจริต และ
การมีจิตสาธารณะของคนไทยส่วนใหญ่ ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษา ผลการพัฒนาการศึกษา

ในช่วงปี ๒๕๕๒ - ๒๕๕๙ พบว่า ด้านโอกาสทางการศึกษา ส่งผลให้ประชากรในวัยเรียน ยังเข้าเรียน
ได้ไม่ครบทุกคนและมีปัญหาการออกกลางคันอยู่บ้าง นอกจากนี้ ประชากรที่อยู่ในวัยกำลังแรงงานแม้

จะได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้น แต่จำนวนแรงงานที่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษาตอนต้นยังมีอยู่

จำนวนมาก ด้านคุณภาพการศึกษา ผลการพัฒนายังไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ เนื่องจากผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาก และต่ำกว่าหลายประเทศในแถบเอเชีย

ส่วนประเด็นคุณธรรม จริยธรรมของเด็กและเยาวชนยังต้องมีการพัฒนาเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ คุณภาพ

ของกำลังแรงงานอายุ ๑๕ ปีขึ้นไป ยังไม่ตรงกับความต้องการของตลาดงาน และผู้เรียนมัธยมศึกษา
ตอนปลายประเภทอาชีวศึกษามีสัดส่วนน้อยกว่าประเภทสามัญศึกษา ทำให้มีการขาดแคลนแรงงาน

ระดับกลาง ส่วนแรงงานที่สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษามีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปีแต่ไม่ตรงกับความ




ื่
ต้องการของตลาดงาน และยังมีสมรรถนะหรือคุณลักษณะอน ๆ ที่ไม่ตรงตามความต้องการของสถาน
ประกอบการ ทำให้มีผู้ว่างงานอยู่จำนวนมาก จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนและ

กำลังแรงงานที่มีทักษะ และคุณลักษณะที่พร้อมเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของภาคส่วนต่าง ๆ
โดยจะต้องมีการวิเคราะห์ความต้องการกำลังคน เพื่อวางเป้าหมายการจัดการศึกษา ทั้งเพื่อการผลิต

กำลังคนเข้าสู่ตลาดงานและการพัฒนากำลังคนเพื่อยกระดับคุณภาพกำลังแรงงานให้สูงขึ้น ด้าน

ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอน การบริหารจัดการ และการใช้จ่ายงบประมาณทางการ
ศึกษา ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและระบบการจัดการที่ต้องได้รับการปรับปรุงเป็นลำดับแรก

โดยเฉพาะเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษาและลดภาระงบประมาณ การใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการศึกษา
ซึ่งได้รับค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่ใช้จ่ายเพื่อพัฒนาผู้เรียน พัฒนาการเรียนการสอน

ื่
และพัฒนาครูค่อนข้างน้อย การพัฒนาระบบข้อมูลและสารสนเทศทางการศึกษาที่เชื่อมโยงกันเพอใช้
ในการบริหารจัดการ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดและสนับสนุนการศึกษาเพอ
ื่

ลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐ และปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษา

การจัดการศึกษาในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาหลักสูตรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
การพัฒนาและใช้หลักสูตรจะประสบความสำเร็จไดจำเป็นต้องอาศัยการบริหารจัดการหลักสูตรที่มี

ประสิทธิภาพ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนตรงกันเกี่ยวกับหลักสูตร รวมทั้งเข้าใจถึง

บทบาทหน้าที่ของตนเอง และสามารถปฏิบัติหน้าที่ไดอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อก่อให้เกิดประโยชน
สูงสุดต่อการพฒนาคุณภาพผู้เรียน การบริหารจัดการหลักสูตรในยุคปัจจุบันได้มีการให้บุคคลที่มีส่วน

เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมคิดร่วมตัดสินใจในการพัฒนาหลักสูตรของตนเองนั้น ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลง
แนวคิด วิธีการ รูปแบบ และปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm shift) จากกรอบแนวคิดเดิม

สูแนวคิดใหม่ ความรูใหม่ วิธีการบริหารจัดการและแนวปฏิบัติใหม่ ๆ ซึ่งต้องมีความเกี่ยวเนื่องสัมพนธ์

กันหลายระดับ ตั้งแต่ระดับชาติ ระดับท้องถิ่น และระดับสถานศึกษา

อาจกล่าวได้ว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีความสำคัญต่อการจัดการศึกษาหรือพัฒนาคุณภาพ

การศึกษา เพราะการจัดการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา จะประสบผลสำเร็จได้นั้น ต้องอาศัย
ความรู้ความสามารถ ความเข้าใจในหลักการบริหารหรือการจัดการ ตลอดจนมีทักษะในการบริหาร


หรือการจัดการ ซึ่งสอดคล้องกับความคดเห็นของแคทซ์ ที่ได้กล่าวไว้ว่า ทักษะการบริหารที่ผู้บริหาร




๒ เรื่องเดียวกัน, หน้า ง-จ.

๓ Katz, Robert L., “Skills of an Effective Administrator”, Harvard Business Review, (January-
February 1955): pp.33 - 42. อ้างใน วิโรจน์ สารรัตนะ, การบริหาร หลักการ ทฤษฎี ประเด็นทางการศึกษาและ

บทวิเคราะห์องค์การศึกษาไทย, (กรุงเทพมหานคร: พิมพ์พิสุทธ์, ๒๕๕๕), หน้า ๗๑.




จำเป็นต้องมีเพื่อให้การดำเนินการบริหารประสบผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องมี ๓ ทักษะ คือ
ทักษะด้านเทคนิควิธี (Technical Skills) ได้แก่ ทักษะทางด้านการวางแผนงานและโครงการ ทักษะ

การใช้กระบวนการกลุ่ม ทักษะทางด้านการจัดการ การจัดทำข้อมูลสารสนเทศ การให้คำแนะนำการ
จัดกิจกรรมการเรียนการสอน การวัดผลประเมินผล ความรอบรู้ในงานที่ปฏิบัติ ความเป็นผู้นำ และ

การศึกษาค้นคว้า ทักษะด้านมนุษย์ (Human Skills) ได้แก่ ความสามารถในการประสานงานกับ

ผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชาหน่วยงาน ความเป็นกันเองกับผู้ร่วมงาน ปฏิบัติกับผู้ร่วมงานโดยเท่า
เทียมกัน ตลอดจนต้องให้ความสำคัญกับผู้ร่วมงาน และทักษะด้านความคิดรวบยอด (Conceptual

Skills) ได้แก่ ความสามารถในการกำหนดวิสัยทัศน์ นโยบายของสถานศึกษา เข้าใจนโยบายการจัด
การศึกษาของชาติ สามารถกำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมายของหน่วยงาน สามารถวางแผนในการ

ปฏิบัติงาน ใช้เกณฑ์ที่เหมาะสมในการปฏิบัติงาน ทักษะทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นคุณลักษณะที่ผู้บริหาร

สถานศึกษาในปัจจุบันต้องให้ความสนใจอย่างยิ่ง เพราะการบริหารสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพนั้น
ื่
ผู้บริหารจำเป็นต้องมีความรู้และทักษะการบริหาร ในการที่จะผสมผสานเพอบริหารการศึกษา และใน
การบริหารการศึกษา ผู้ที่มีอิทธิพลส่งผลต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีคุณภาพนั้นขึ้นอยู่กับ

ผู้บริหารสถานศึกษา นโยบายต่างๆ ของการจัดการศึกษา สถานศึกษาจะนำไปใช้หรือไม่ขึ้นอยู่กับ
ผู้บริหารสถานศึกษาทั้งสิ้น ถ้าผู้บริหารสถานศึกษาไม่เข้าใจในหน้าที่ของตนเอง ไม่ดำเนินการตาม

นโยบายในการจัดการศึกษาให้ถูกต้อง การบริหารก็จะเกิดความล้มเหลว และเกิดความสูญเปล่าทาง
การศึกษา จะเห็นว่าบทบาท ภาระหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษามีมากมาย ดังนั้นทักษะการบริหาร

ของผู้บริหารสถานศึกษา จึงเป็นคุณลักษณะที่ผู้บริหารสถานศึกษาในปัจจุบันต้องให้ความสนใจเป็น

อย่างยิ่ง ผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่จะต้องมีลักษณะ มองกว้าง คิดไกล ใฝ่สูง มุ่งความสำเร็จ การที่
ผู้บริหารสถานศึกษาจะบริหารงานให้มีคุณภาพ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ตัวผู้บริหารต้องมีคุณภาพผู้บริหาร

ต้องพัฒนาตนเอง มีความเป็นผู้นำ ต้องนำความเปลี่ยนแปลง มีความสามารถในการใช้ทักษะการ
บริหารได้เป็นอย่างดี ซึ่งทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้บริหารสถานศึกษานี้ ผู้บริหารสถานศึกษาแต่ละคน

จะมีและใช้ไม่เท่ากัน นำไปสู่ปัญหาในการบริหารสถานศึกษา สถานศึกษาบางแห่งมีการบริหารเป็นไป

ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากเป็นที่เชื่อถือ และศรัทธาจากผู้ปกครองและชุมชน สถานศึกษาบางแบ่ง
ขาดประสิทธิภาพในการในการบริหารซึ่งมีปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดปัญหาดังกล่าวอยู่หลายประเด็น แต่

ปัจจัยที่สำคัญที่สุดอยู่เป็นหนึ่ง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้บริหาร







๔ ไพโรจน์ กลิ่นกุหลาบ, “ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนประถมศึกษา ในจังหวัดชายแดน
ภาคใต้ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน”, รายงานวิจัย, (ภาควิชาการบริหารการศึกษา: คณะ

ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ๒๕๕๐), หน้า ๑๓.




สถานศึกษาแต่ละคน ที่จะแสวงหาให้ได้มาซึ่งความรู้ ความสามารถและทักษะเพื่อทำให้สามารถ

บริหารงานอย่างผู้บริหารมืออาชีพได้

จากปัญหาที่กล่าวมานั้นทำให้ผู้วิจัยสนใจศึกษาเรื่องรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตร
พุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เพื่อจะได้ทราบปัญหาการบริหารหลักสูตร และนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการ
บริหารหลักสูตร อันจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนปรับปรุงการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพและ

ประสบผลสำเร็จต่อไป





๑.๒ คำถามการวิจัย

๑.๒.๑ สภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหาร

ในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีลักษณะอย่างไร


๑.๒.๒ สร้างรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีลักษณะอย่างไร

๑.๒.๓ ประเมินรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคม

ศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อยู่ในระดับใด




๑.๓ วัตถุประสงค์ของการวิจัย


๑.๓.๑ เพื่อศึกษาสภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา

ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑.๓.๒ เพื่อสร้างรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคม

ศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย


๑.๓.๓ เพื่อประเมินรูปแบบพทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา
สังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย






๕ ธีระ รุญเจริญ, ความเป็นมืออาชีพในการจัดและบริหารการศึกษายุคปฏิรูปการศึกษา (ฉบับ



ปรับปรุง) เพื่อปฏิรูปรอบสองและประเมินภายนอกรอบสาม, (กรุงเทพมหานคร: ขาวฟาง, ๒๕๕๓), หน้า ๕.







๑.๔ ขอบเขตการวิจัย

ในการศึกษาวิจัยเรื่อง “รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา

สังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตของ

การวิจัยไว้ ไว้ ๔ ด้าน คือ ๑) ขอบเขตด้านเนื้อหา ๒) ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
๓) ขอบเขตด้านสถานที่ และ ๔) ขอบเขตด้านระยะเวลา ประกอบด้วย ดังนี้


๑.๔.๑ ขอบเขตด้านเนื้อหา

ในการดำเนินการวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษารูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตร

บัณฑิต สาขาวิชาสังคมศกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยมีเนื้อหา
ประกอบด้วยแนวคิด ทฤษฎี และการบริหารหลักสูตรของผู้บริหารของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ

ราชวิทยาลัย ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยเป็น ๓ ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ ๑ เพื่อศึกษาสภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคม

ศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้วิจัยดำเนินการดังนี้

๑. ขอบเขตด้านเนื้อหา

การวิจัยขั้นตอนนี้เป็นการศึกษาสภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต

สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีขอบเขตเนื้อหา ดังนี้

การบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา


๑) ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน

๒) ด้านการบริหารบุคลากร


๓) ด้านการส่งเสริมวิชาการ

๔) ด้านการวัดและประเมินผล

๕) ด้านการบริหารงบประมาณ







๖ วินัย ภูมิสุข, “การพัฒนาการบริหารหลักสูตรสาขาวิชารัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัย

มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, ๒๕๕๘).




๒. ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ

ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ คณบดี หัวหน้าภาควิชา อาจารย์ประจำหลักสูตร ผู้บริหาร

และอาจารย์ผู้สอนในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาสังคมศึกษา จำนวน ๑๕ รูป/คน ประกอบด้วย ๑) ผู้บริหารระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งคณบดี

๒) กลุ่มผู้บริหารระดับกลางที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการ ๓) กลุ่มผู้บริหารระดับต้น

ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสาขาสังคมศึกษาและกรรมการบริหารหลักสูตรสาขาสังคมศกษา

ขั้นตอนที่ ๒ การสร้างรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา
สังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้วิจัยดำเนินการ ดังนี้


๑. ขอบเขตด้านเนื้อหา

การวิจัยขั้นตอนนี้เป็นการศึกษารูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตร

บัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีขอบเขต
เนื้อหา ดังนี้


๑) การบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา

(๑) ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน


(๒) ด้านการบริหารบุคลากร

(๓) ด้านการส่งเสริมวิชาการ

(๔) ด้านการวัดและประเมินผล


(๕) ด้านการบริหารงบประมาณ

๒) หลักพุทธบริหารการศึกษา ใช้หลักธรรม ได้แก่ หลักอปริหานิยธรรม ๗

๒. ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ


การวิจัยขั้นตอนนี้เป็นการสร้างรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตร
บัณฑิต สาขาวิชาสังคมศกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในขั้นตอนนี้

ได้ทำการจัดสนทนากลุ่มเฉพาะ (Focus Group Discussion) เพื่อสร้างรูปแบบพุทธวิธีการบริหาร









๗ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๖๘/๘๖, อง.สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๒๐/๑๘.




หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย โดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน ๙ รูป/คน โดยเลือกแบบเจาะจง ซึ่งประกอบด้วย


๑) ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านพระพุทธศาสนา จำนวน ๓ รูป/คน

๒) ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการบริหารการศึกษา จำนวน ๓ คน

๓) ผู้ทรงคุณวุฒิ หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา จำนวน ๓ คน


ขั้นตอนที่ ๓ ประเมินรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา
สังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย


๑. ขอเขตด้านเนื้อหา

แบบประเมินที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นประกอบด้วย ๔ ด้าน ได้แก ่

๑) ความถูกต้องของรูปแบบ


๒) ความเหมาะสมของรูปแบบ

๓) ความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติ

๔) ประโยชน์ของรูปแบบ


๒. ขอบเขตด้านประชากร

คณบดี หัวหน้าภาควิชา อาจารย์ประจำหลักสูตร ผู้บริหาร และอาจารย์ผู้สอนใน

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคม

ศึกษา รวม ๗ รูป/คน

๑.๔.๓ ขอบเขตด้านพื้นที่


การดำเนินการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดพื้นที่ในการวิจัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย


๑.๔.๔ ขอบเขตด้านระยะเวลา

การดำเนินการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ถึง

พฤษภาคม ๒๕๖๓ รวมระยะเวลา ๓ ปี




๑.๕. นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย

รูปแบบ หมายถึง กระบวนการ การสังเคราะห์ความคิดที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรมที่

แสดงออกมาเป็นคำอธิบาย แผนผัง ไดอะแกรมหรือแผนภาพที่ช่วยให้ตนเองและผู้อนเข้าใจได้ชัดเจน
ื่
ยิ่งขึ้น เป็นเครื่องมือทางความคิดสำหรับใช้ในการสืบค้นหาคำตอบ สร้างความรู้ ความเข้าใจใน

ปรากฏการณ์รูปแบบสร้างขึ้น มีการพิสูจน์ทดสอบ หากเป็นจริง สามารถนำไปดำเนินการตาม

วัตถุประสงค์ของรูปแบบได้

พุทธวิธีการบริหารหลักสูตร หมายถึง กระบวนการบริหารจัดการหลักสูตรโดยนำ

หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ หลักอปริหานิยธรรม ๗ ประการ นำมาบูรณาการเพื่อการ
บริหารจัดการหลักสูตรสาขาวิชาสังคมศึกษา ๗ ประการได้แก ่


๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ หมายถึง การประชุมพบปะปรึกษาหารือกันในกิจการ
งานต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อแก้ปัญหาในการสื่อสาร แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน


๒. พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจที่
ควรทำ หมายถึง เข้าประชุม เลิกประชุม และทำกิจที่ได้รับมอบหมายตามมติที่ประชุมอย่างพร้อม

เพรียงกัน เพื่อสร้างความรับผิดชอบร่วมกัน และกำหนดมาตรฐานต่างๆ ในการทำงาน เป็นการวาง

ระบบให้ทำงานอย่างพร้อมเพรียงกัน ไปในแนวทางเดียวกัน


๓. ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว หมายถึง ไม่บัญญัติสิ่ง
ใหม่ๆ หรือล้มเลิกบัญญัติเดิม ตามอำเภอใจ โดยผิดหลักการเดิมที่หมู่คณะได้วางไว้ ถือปฏิบัติมั่นตาม
หลักการเดิมของหมู่คณะทำตามกฎระเบียบ ตามกติกาข้อบังคับตามหลักเกณฑ์ของหมู่คณะ


๔. สักการะเคารพนับถือบูชาท่านผู้ใหญ่ทั้งหลาย หมายถึง ให้ความเคารพและรับ
ฟังความคิดเห็นคำแนะนำของผู้ใหญ่ เคารพนับถือผู้เป็นใหญ่เป็นประธาน เคารพผู้บริหารหมู่คณะ


๕. ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น หมายถึง ให้เกียรติและคุ้มครองสตรีและ
กุมารีทั้งหลาย ให้อยู่ดี ไม่ละเมิดสิทธิหรือข่มเหงรังแก ให้ความเสมอภาค ให้เกียรติซึ่งกันและกัน


๖. การให้ความสำคัญและเคารพสักการบูชาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หมายถึง ให้การ
สักการะ เคารพ นับถือ บูชาและปกป้องรักษาปูชนียถานที่สำคัญของชุมชนให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ


๗. การให้รักษาดูแลการคุ้มครองพระสงฆ์และผู้มีศีลธรรม หมายถึง จัดการให้
ความอารักขา บำรุง คุ้มครอง อันชอบธรรมแก่บรรพชิต ผู้ทรงศีล ซึ่งเป็นผู้สืบทอดพระพทธศาสนาให้

คงอยู่ โดยการทำบุญด้วยปัจจัย ๔ แด่ท่านเป็นประจำ การฟังคำสั่งสอนของท่าน

๑๐


การบริหารหลักสูตร หมายถึง กระบวนกวนจัดการหลักสูตรสาขาวิชาสังคมศึกษาให้
เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ในกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (มคอ.) ที่

สอดคล้องกับสภาพบริบทของมหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

การบริหารหลักสูตรสาขาสังคมศึกษา หมายถึง กระบวนการดำเนินการจัดการหลักสูตร

พุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ที่สอดคล้องกับสภาพบริบทของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วย ๕ ด้าน ได้แก ่


๑. ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน หมายถึง การบริหารจัดการ
หลักสูตรสาขาวิชาสังคมศึกษา โดยให้สอดคล้องกับความต้องการของนิสิต มีบทบาท สนับสนุนให้

บุคลกรทางการศึกษามีส่วนร่วมในการกำหนดเนื้อหาสาขาวิชาสังคมศึกษา ซึ่งกระบวนการการเก็บ

รวบรวมข้อมูลและการประมวลผลข้อมูลเพื่อนำมาตัดสินใจเกี่ยวกับคุณภาพทั้งประสิทธิภาพ และ
ประเมินผลของหลักสูตรรวมถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการใช้หลักสูตรนั้นในอนาคต


๒. ด้านการบริหารบุคลากร หมายถึง การปฏิรูปอาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา
ทำให้เกิดการส่งเสริมค้นคว้าหาความรู้และการศึกษาอบรมสัมมนารวมไปถึงการจัดสวัสดิการให้ทั่วถึง


๓. ด้านการส่งเสริมวิชาการ หมายถึง ส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการด้านสาย
สาขาวิชาสังคมศึกษา โดยให้ความสำคัญในการจัดกิจกรรมเสริมของหมวดวิชาสนับสนุนการให้บริการ

ห้องสมุด ห้องคอมพิวเตอร์ ห้องสืบค้นข้อมูล

๔. ด้านการวัดและประเมินหลักสูตร หมายถึง ปฏิรูประบบการวัดและประเมินผล

ให้เป็นไปตามมาตรฐานและนำผลการประเมินมาปรับปรุง พัฒนากระบวนการเรียนการสอนให้เกิด
คุณลักษณะที่พึงประสงค์


๕. ด้านการบริหารงบประมาณ หมายถึง ศึกษา วิเคราะห์ และร่วมมือกับหน่วยงาน
กลางในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านการงบประมาณ ดำเนินการเกี่ยวกับการวางแผนและพัฒนา

บุคลากรด้านงบประมาณและดำเนินการเกี่ยวกับทุนและความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรด้าน

งบประมาณ

ผู้บริหารหลักสูตร หมายถึง อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร และอาจารย์ประจำหลักสูตร


หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาสังคมศึกษา หมายถึง หลักสูตรพทธศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาสังคมศึกษา (หลักสูตร ๕ ปี) หลักสูตรปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๕๖ ของมหาวิทยาลัยมหา

จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๑


มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หมายถึง มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย ในเขตภาคเหนือ


รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของ
ผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หมายถึง กระบวนการบริหารจัดการ

หลักสูตรหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาสังคมศึกษา (หลักสูตร ๕ ปี) หลักสูตรปรับปรุง
พุทธศักราช ๒๕๕๖ ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ใน ๕ ด้านตามหลักอปริหานิย

ธรรม ได้แก่ ๑) ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ๒) ด้านการบริหารบุคลากร ๓) ด้านการ

ส่งเสริมวิชาการ ๔) ด้านการวัดและประเมินผล ๕) ด้านการบริหารงบประมาณ




๑.๖ ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย


๑.๖.๑ ได้ทราบสภาพทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา
สังคมศึกษาของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย


๑.๖.๒ ได้รูปแบบของพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคม
ศึกษา.ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่มีความเหมาะสม เกิดประโยชน์ต่อ

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

๑.๖.๓ ผลการวิจัยครั้งนี้ จะได้นำเสนอเป็นข้อมูลเพื่อพัฒนาการบริหารหลักสูตรพุทธ

ศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษาของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

บทที่ ๒




แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง





การศึกษาวิจัยเรื่อง “รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา

สังคมศึกษาของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตของ
แนวคิดและทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วย


๒.๑ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับรูปแบบ

๒.๒ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารหลักสูตร

๒.๓ หลักพุทธธรรมในการบริหารหลักสูตร


๒.๔ หลักสูตรสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒.๕ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

๒.๖ กรอบแนวคิดในการวิจัย





๒.๑ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับรูปแบบ


๒.๑.๑ ความหมายของรูปแบบ

ในทางศึกษาศาสตร์ มีคำที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบ คือ รูปแบบการสอน Model of

Teaching หรือ Teaching Model และรูปแบบการเรียนการสอนหรือรูปแบบ การจัดการเรียนการ
สอน Instructional Model หรือ Teaching-Learning Model คำศัพท์ดังกล่าวมีการเรียกแตกต่าง

กันในภาษาไทย บ้างก็เรียกว่า “รูปแบบ” หรือบางกลุ่มเรียกว่า “หุ่นจำลอง” หรือ “แบบจำลอง”
บางคนอาจเรียกทับศัพท์ว่า “โมเดล” ก็มี ลักษณะคำที่เรียกใช้แตกต่างกันตามลักษณะที่นำมาใช้ เช่น

ในวงการวิทยาศาสตร์ แพทยศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ มักใช้คำว่า “หุ่นจำลอง” จะทำให้เกิดความ

เข้าใจที่ลึกซึ้งได้อย่างดี เป็นต้น ในวงการวิชาการมีการใช้คำว่า ตัวแบบหรือรูปแบบ แต่ในที่นี้ของใช้
คำว่า รูปแบบ เพื่อทำความเข้าใจและนำไปสู่การศึกษาถึงรูปแบบคุณธรรมที่ส่งเสริมความเป็น

กัลยาณมิตรต่อไป คำว่า รูปแบบ (Model) มีนักวิชาการให้ความหมายไว้หลายลักษณะ ดังนี้

๑๓


ทิศนา แขมมณี ให้ความหมายว่า รูปแบบเป็นรูปธรรมของความคิดที่เป็นนามธรรม ซึ่ง
บุคคลแสดงออกมาในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เช่น เป็นคำอธิบาย เป็นแผนไดอะแกรมหรือแผนภาพ

เพื่อช่วยให้ตนเองและบุคคลอื่นสามารถเข้าใจได้ชัดเจนมากขึ้น รูปแบบเป็นเครื่องมือทางความคิด
ที่บุคคลใช้ในการสืบสาวหาคำตอบ ความรู้ความเข้าใจในปรากฏการณ์ทั้งหลาย ปกติในการศึกษาวิจัย

ในเรื่องใดๆ ก็ตามผู้ศึกษาจะต้องตั้งคำถามที่ต้องการคำตอบ ซึ่งในกระบวนการวิจัยจะมีการ

ตั้งสมมติฐานขึ้นมา ซึ่งก็คือคำตอบที่คาดคะเนไว้ล่วงหน้า สมมติฐานเหล่านี้มักจะได้มาจากข้อความรู้
หรือข้อค้นพบที่ผ่านมา หรืออาจจะเกิดจากประสบการณ์หรือการหยั่งรู้ (Intuition) ของผู้ศึกษาวิจัย

หรืออาจจะเกิดจากทฤษฎีหลักการต่างๆ สมมติฐานเป็นข้อความที่บงบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่าง
องค์ประกอบหรือตัวแปรต่างๆ ของเรื่องหรือสถานการณ์ปัญหานั้นๆ ซึ่งจะยังเป็นเพียงเครื่องมือ

ในการแสวงหาคำตอบเท่านั้น จนกว่าจะได้รับการนำไปพิสูจน์ทดสอบ หากสมมติฐานเป็นจริง

ข้อความนั้นก็สามารถนำไปใช้ในการทำนายหรืออธิบายปรากฏการณ์นั้นๆ ได้ รูปแบบก็เช่นเดียวกัน
กับสมมติฐานที่บุคคลอาจสร้างขึ้นจากความคิด ประสบการณ์ การใช้อุปมาอุปไมยหรือจากทฤษฎีและ

หลักการต่างๆ ได้แต่รูปแบบไม่ใช่ทฤษฎี

ศักดิ์จิต มาศจิตต์ กล่าวถึง รูปแบบ หมายถึง ชุดของแนวคิดซึ่งได้เรียบเรียงไว้ในลักษณะ

โครงสร้างอย่างเป็นระบบและมีองค์ประกอบต่างๆ ที่สัมพันธ์กัน เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงาน

ประกอบด้วย หลักการพื้นฐาน โครงสร้างระบบการบริหาร ขอบข่ายการดำเนินงาน กลยุทธ์พื้นฐาน
เงื่อนไขและข้อจำกัดในการนำรูปแบบไปใช้ เป็นต้น


พรพิมล หรรษาภิรมย์โชค กล่าวถึง รูปแบบหมายถึง แบบจำลอง โครงสร้างหรือตัวแบบ

ที่จำลองปรากฏการณ์จริง โดยทำให้ความเข้าใจถึงความสัมพนธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ที่ปรากฏ

ในรูปแบบนั้น
รัตนะ บัวสนธ์ กล่าวถึง ความหมายของรูปแบบจำแนกออกเป็น ๓ ความหมาย ดังนี้









๑ ทิศนา แขมมณี, ศาสตร์การสอน องค์ความรู้เพื่อการจักกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. (พิมพ์
ครั้งที่ ๗), (กรุงเทพมหานคร: ด่านสุทธาการพิมพ์, ๒๕๕๑), หน้า ๒๒๐.
๒ ศักดิ์จิต มาศจิตต์, “การพัฒนารูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานสำหรับสถานศึกษา

ขั้นพื้นฐานในเขตตรวจราชการที่ ๑๑”, วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา
(มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ๒๕๕๐).
๓ พรพิมล หรรษาภิรมย์โชค, การพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้สำหรับหน่วยงานภาครัฐ,

(กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๐).

๑๔


๑. แผนภาพหรือภาพร่างของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่ยังไม่สมบูรณ์เหมือนของจริงรูปแบบใน
ความหมายนี้มักจะเรียกทับศัพท์ในภาษาไทยว่า “โมเดล” ได้แก่ โมเดลบ้าน โมเดลรถยนต์ โมเดลเสื้อ


๒. แบบแผนความสัมพันธ์ของตัวแปร หรือสมการทางคณิตศาสตร์ที่รู้จักกันในชื่อ
ที่เรียกว่า “Mathematical Model”


๓. แผนภาพที่แสดงถึงองค์ประกอบการทำงานของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง รูปแบบใน
ความหมายนี้บางทีเรียกกันว่าภาพย่อส่วนของทฤษฎีหรือแนวคิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น รูปแบบการ


สอน รูปแบบการบริหาร รูปแบบการประเมิน เป็นต้น
รุจิร์ ภู่สาระ กล่าวถึง รูปแบบเป็นความสัมพันธ์ทางตรรกวิทยาที่อาจเป็นทั้งเชิงคุณภาพ

หรือเชิงปริมาณ ซึ่งเชื่อมโยงกันกับสิ่งที่เป็นจริงที่เราต้องการ บทบาทของรูปแบบ ใช้เป็นตัวแทน
ของเหตุการณ์หรือความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ที่สามารถอธิบายออกมาเป็นภาพได้ ดังนั้นรูปแบบ

จึงไม่ใช่ความจริงแต่เป็นเพียงภาพหรือเรื่องราวที่เขียนอธิบายความคิดที่คาดว่าจะเป็นจริง

จุดมุ่งหมายของรูปแบบเพื่อช่วยให้สามารถจัดการกับสิ่งที่รู้แล้วเพื่อให้มองเห็นความสัมพันธ์และ
ไม่สับสนกับเนื้อหาที่ซับซ้อน


สโตนเนอร์ และแวนเคล (Stoner & Wankel) กล่าวว่า รูปแบบ หมายถึง การแสดง

โครงสร้างเพื่อใช้ศึกษาความสัมพันธ์ของตัวแปร

สมิธ และคนอื่นๆ (Smith, et al.) ได้กล่าวว่า รูปแบบ หมายถึง การย่อส่วนของจริงให้
เล็กลงเพื่อให้พิจารณาและช่วยทำความเข้าใจในข้อเท็จจริง ปรากฏการณ์หรือพฤติกรรมต่างๆ โดย

การจัดวางแบบแผนให้เข้าใจง่ายขึ้น ซึ่งเป็นเหมือนตัวแทนความจริง แต่มิใช่ข้อเท็จจริงหรือ
ปรากฏการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น


ราจ (Raj) ได้ให้ความหมายของคำว่า รูปแบบ (Model) ในหนังสือ Encyclopedic of
Psychology and Education ไว้ ๒ ความหมาย ดังนี้









๔ รัตนะ บัวสนธ์, การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร: คำสมัย, ๒๕๕๒).
๕ รุจิร์ ภู่สาระ, การพัฒนาหลักสูตร: ตามแนวปฏิรูปการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร: บุ๊คพอยท์,

๒๕๕๑).
๖ Stoner & Wankel, Management, (New Delhi: Prentice-Hill, 1997), p. 559.
๗ Smith, et al., “The contract net protocol: High-level communication and control in a

distributed problem solver”, IEEE Transactions on computers, (12) (1980): 1140-1113,

๑๕


๑. รูปแบบ คือ รูปย่อของความจริงของปรากฏการณ์ ซึ่งแสดงด้วยข้อความ จำนวน
หรือภาพ โดยการลดทอนเวลาและเทศะ ทำให้เข้าใจความจริงของปรากฏการณ์ได้ดียิ่งขึ้น


ี่
๒. รูปแบบ คือ ตัวแทนของการใช้แนวความคิดของโปรแกรมทกำหนดเฉพาะ

ฮาร์ทแมน (Bardo & Hartman) กล่าวว่า รูปแบบในทางสังคมศาสตร์ว่าเป็นนามธรรม

เกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เราสนใจ เพื่อใช้ในการนิยามคุณลักษณะและ/หรือบรรยายคุณลักษณะนั้นๆ

ดาฟท์ (Daft) กล่าวถึง รูปแบบ หมายถึง ตัวแทนอย่างง่ายที่ใช้เป็นเครื่องมืออธิบายมิติ

หรือปรากฏการณ์ที่สำคัญๆ บางมิติขององค์การ
๑๐
ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับความหมายของรูปแบบ ได้สรุปความหมายของ

รูปแบบ หมายถึง สิ่งที่เป็นโครงสร้างทางความคิดองค์ประกอบและความสัมพันธ์ขององค์ประกอบ
ต่างๆ ที่สำคัญของเรื่องที่ศึกษาอย่างเป็นระบบ มีลักษณะเป็นตัวแทนของความเป็นจริง เปลี่ยนความ

สลับซับซ้อนให้มีความเข้าใจง่ายขึ้นและสะท้อนลักษณะบางส่วนออกมาให้เป็นความสัมพันธ์ต่อเนื่อง

เชื่อมโยงมีความเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกน โดยใช้เหตุผลและสมมติฐานมาประกอบอาจเป็นได้ทั้งรูปแบบที่
เป็นแบบจำลองของสิ่งที่เป็นรูปธรรมและรูปแบบที่เป็นแบบจำลองของสิ่งที่เป็นนามธรรม

๒.๑.๒ ประเภทของรูปแบบ


ประเภทของรูปแบบมีนักวิชาการจำแนกไว้หลายแนวทาง ดังนี้

คลีแลนด์ และคิง (Clealand & King) เมียคอน อัลเบร์ต และฮีดัวร์ (Meacon,

Albert & Khedour, 1985) แอนเดอร์สัน สวีเนย์ และวิลเลียม (Anderson, Sweeney & Willian)
มีความเห็นสอดคลองกันว่า ประเภทของรูปแบบสามารถแบ่งออกได้เป็น ๓ ประเภท คือ


๑. รูปแบบเชิงกายภาพ (Physical Model) หรือรูปแบบรูปจำลอง (Iconic
Model) คือ รูปแบบหรือรูปจำลองที่เกิดจากการเปลี่ยนสัดส่วนหรือย่อสัดส่วนไปจากของจริง โดยคง

ลักษณะที่สำคัญไว คือ ความเหมือนและอาจตัดทิ้งลักษณะบางอย่างออกไป ตัวอย่างเช่น รูปจำลอง







๘ Raj, Encyclopedic Dictionary of Psychology and Education Volume 3 (M-Z), (New
Delhi: ANMOL Publications PVT, 1996).
๙ Bardo & Hartman, Urban society: A systematic introduction, (New York: F. E. Peacock,

1982).
๑๐ Daft, Organization Theory and Design International Thomson son, Ohio: South-

Western College Publishing, 1998.

๑๖



เครื่องบิน โครงสร้างเหมือนเครื่องบินจริงแต่ย่อส่วนลงมา ไมมีรายละเอยดบางอย่าง เช่น ระบบ
อิเล็กทรอนิกส์ภายใน เป็นต้น


๒. รูปแบบอะนาลอก (Analog Model) คือ รูปแบบที่เลียนแบบธรรมชาติและแสดง
ถึงลักษณะที่เป็นนามธรรม ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงการแสดงลักษณะคุณสมบัติบางอย่าง

ไมเหมือนเดิมมากขึ้น คุณสมบัติของเดิมหนึ่งอย่างอาจถูกนำเสนอในลักษณะต่างๆ ไดหลายลักษณะ
รูปแบบประเภทนี้ จะช่วยให้ง่ายต่อการเข้าใจสิ่งที่กำลังศึกษาอยู่ ตัวอย่างเช่น กราฟเส้นที่แสดงราคา

และปริมาณของสินคาหรือแผนภูมิองค์การ เป็นต้น

๓. รูปแบบสัญลักษณ์ (Symbolic Model) หรือรูปแบบทางคณิตศาสตร์

(Mathematical Model) เป็นรูปแบบที่แสดงลักษณะที่เป็นนามธรรมที่สุด คือ จะใช้สัญลักษณ์หรือ

๑๑
เครื่องหมายแทน คุณสมบัติของจริงทั้งหมด ของเดิมจะถูกเปลี่ยนรูปไปหมดสิ้น
โทนี่ และแคโรล (Tosi & Carroll) กล่าวไว้ว่า รูปแบบอาจจะมีรูปแบบอย่างง่ายๆ ไป

จนกระทั่งถึงรูปแบบที่มีความซับซ้อนมากๆ และมีทั้งรูปแบบเชิงกายภาพ (Physical Model) ที่เป็น
แบบจำลองของวัตถุ และรูปแบบเชิงคุณลักษณะ (Qualitative Model) ที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์

ด้วยภาษาหรือสัญลักษณ์ รูปแบบในทางสังคมศาสตร์ มักหมายถึง เป็นชุดของข้อความเชิงนามธรรม
เกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เราสนใจ เพื่อใช้ในการนิยามคุณลักษณะ หรือบรรยายคุณสมบัตินั้นๆ ให้เกิด


ความเข้าใจได้ง่าย ดังนั้น รูปแบบจึงไม่ได้บรรยายหรืออธิบายปรากฏการณ์อย่างละเอยด ทุกแง่ทุกมุม
เพราะจะทำให้โมเดลมีความซับซ้อนและยุ่งยากเกินไปในการที่จะทำความเข้าใจ
๑๒
สไตเนอร์ (Steiner) จำแนกรูปแบบออกเป็น ๒ ประเภท คือ

๑. รูปแบบเชิงปฏิบัติ (Practical Model or Model-of) รูปแบบประเภทนี้ เป็น

รูปแบบจำลองทางกายภาพ เช่น แบบจำลองรถยนต์ เครื่องบิน ภาพจำลอง

๒. รูปแบบเชิงทฤษฎี (Theoretical Model of Model-for) เป็นแบบจำลองที่สร้าง

ขึ้นจากกรอบความคิดที่มีทฤษฎีเป็นพื้นฐาน ตัวทฤษฎีเองไม่ใช่รูปแบบหรือแบบจำลอง แต่เป็นตัวช่วย

๑๓
ให้เกิดรูปแบบที่มีโครงสร้างต่างๆ ที่สัมพันธ์กัน




๑๑ Clealand & King, Management: a systems approach, (New York: Mc Graw-Hill, 1982).
๑๒ Tosi, H. L., & Carroll, S. J., Management, ๒ ed., (New York: John Wiley and Sons,
nd
1982).
๑๓ Steiner, The child's changing consciousness and Waldorf education, (Hudson, N.Y.:

Anthropomorphic Press; London: R. Steiner Press, 1988).

๑๗


เฮอร์เซย์ และจอร์นสัน (Hersey & Johnson) กล่าวไว้ว่ารูปแบบกับทฤษฎีไม่ใช่สิ่ง
เดียวกัน แต่มีความสัมพันธ์กันใน ๒ ลักษณะ คือ


๑. รูปแบบเชิงทฤษฎี (Theoretical Model) คือ โมเดลที่สร้างขึ้นจากประสบการณ์
งานวิจัย หรือทฤษฎีที่มีอยู่แล้ว เพื่อหาข้อสรุปที่ใช้อธิบาย ทำนายหรือควบคุมปรากฏการณ์ของเรื่อง

ที่ศึกษา เมื่อทดสอบโมเดลกับข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้แล้ว ถ้ามีความสอดคล้องกันโมเดลนั้นก็มีความ
น่าเชื่อถือ อันอาจนำไปสู่การสร้างทฤษฎีในเรื่องนั้นๆ ต่อไป ดังนั้นการสร้างโมเดลเชิงทฤษฎีจึงอาจ

เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการสร้างทฤษฎีใหม่ๆ เท่านั้น

๒. รูปแบบเชิงปฏิบัติ (Practical Model) คือ โมเดลที่สร้างขึ้นจากทฤษฎีที่มีอยู่แล้ว

เพื่อทำให้เข้าใจทฤษฎีนั้นได้ง่ายขึ้น หรือเพื่อนำไปใช้อธิบาย ทำนายหรือควบคุมปรากฏการณ์ที่ศึกษา

๑๔
ดังนั้น โมเดลจึงเป็นเพียงแบบจำลองอย่างหนึ่งที่ได้จากการถ่ายทอดจากทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติ
คีฟส์ (Keeves) กล่าวถึง การแบ่งประเภทของรูปแบบทางการศึกษาและสังคมศาสตร์ไว้

๔ ประเภท คือ


๑. Analogue Model เป็นรูปแบบที่ใช้ในการอุปมาอุปมัยเทียบเคียงปรากฏการณ
ซึ่งเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเข้าใจในปรากฏการณ์ที่เป็นนามธรรม เช่น รูปแบบในการทำนาย
จำนวนนักเรียนที่เข้าสู่ระบบโรงเรียน ซึ่งอนุมานแนวคิดมาจากการเปิดน้ำเข้าและปล่อยน้ำออกจากถัง

นักเรียนที่จะเข้าสู่ระบบเปรียบได้กับน้ำที่ไหลเข้าถัง นักเรียนที่ออกจากระบบเปรียบได้กับน้ำที่เปิด
ออกจากถัง ดังนั้น นักเรียนที่คงอยู่ในระบบจึงเท่ากับนักเรียนที่เข้าสู่ระบบลบด้วยนักเรียนที่ออกจาก

ระบบ เป็นต้น

๒. Semantic Model เป็นรูปแบบที่ใช้ภาษาเป็นสื่อในการบรรยายหรืออธิบาย

ปรากฏการณ์ที่ศึกษาด้วยภาษา แผนภูมิหรือรูปภาพ เพื่อให้เห็นโครงสร้างทางความคิดองค์ประกอบ

และความสัมพันธ์ขององค์ประกอบของปรากฏการณ์นั้นๆ เช่น รูปแบบการเรียนรู้ในโรงเรียน รูปแบบ
การสอน รูปแบบการควบคุมวิทยานิพนธ์และรูปแบบการบริหารการศึกษาประชาบาล


๓. Mathematical Model เป็นรูปแบบที่ใช้สมการทางคณิตศาสตร์เป็นสื่อในการ
แสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ รูปแบบประเภทนี้นิยมใช้กันมากในสาขาจิตวิทยาและการศึกษา

รวมทั้งการบริหารการศึกษา







๑๔ Hersey & Johnson, “ Great ideas revisited: Revisiting the life-cycle theory of

leadership”, Training & Development, 50 (1) (1996): 42-48.

๑๘


๔. Causal Model เป็นรูปแบบที่พัฒนามาจากเทคนิคที่เรียกว่า Path Analysis
และหลักการสร้าง Semantic Model โดยการนำเอาตัวแปรต่างๆ มาสัมพันธ์กันเชิงเหตุและผล เช่น

The Standard Deprivation Model ซึ่งเป็นรูปแบบที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างสภาพทางเศรษฐกิจ
สังคมของบิดามารดา สภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่บ้าน และระดับสติปัญญาของเด็ก เป็นต้น
๑๕

บาร์โด และฮาร์ทแมน (Bardo & Hartman) และทาดาโอะ มิยากาวะ (คงศักดิ์
สันติพฤกวงษ์ (ผู้แปล)) มีความคิดสอดคล้องกันว่า การแบ่งประเภทของรูปแบบไม่มีหลักเกณฑ์

ตายตัว ว่าควรมีรายละเอยดขององค์ประกอบอย่างไร เนื่องจากรายละเอียดและองค์ประกอบที่

เหมาะสมของรูปแบบนั้นจะขึ้นอยู่กับปรากฏการณ์ที่ศึกษา
๑๖
จากการศึกษาผู้วิจัยได้สรุปว่า รูปแบบ หมายถึง วิธีการ กระบวนการ การสังเคราะห์

ความคิดที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรมที่แสดงออกมาเป็นคำอธิบาย แผนผัง ไดอะแกรมหรือ
แผนภาพที่ช่วยให้ตนเองและผู้อื่นเข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เป็นเครื่องมือทางความคิดสำหรับใช้ในการสืบ

ค้นหาคำตอบ สร้างความรู้ ความเข้าใจในปรากฏการณ์รูปแบบสร้างขึ้นจากความคิด ประสบการณ์
การอุปมาอปไมย หรือจากทฤษฎีและหลักการต่างๆ แต่รูปแบบไม่ใช่ทฤษฎี มีการพิสูจน์ทดสอบ หาก

เป็นจริง สามารถนำไปดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของรูปแบบได้

๒.๑.๓ คุณลักษณะที่ดีของรูปแบบ


รูปแบบช่วยในการสร้างทฤษฎี เช่น ลดการอ้างอิงหลักฐานจำนวนมาก อธิบายและ
พยากรณ์สิ่งต่างๆ แต่รูปแบบก็มีข้อจำกัดกล่าว คือ รูปแบบอาจไม่สอดคล้องความเป็นจริง บางครั้ง

รูปแบบก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเรื่องจริงหรือเรื่องนั้นเป็นเรื่องง่ายๆ (Oversimplification) เช่น ใน

การสร้างรูปแบบโครงสร้างของร่างกายมนุษย์จำเป็นต้องตัดอวัยวะต่างๆ ออกไปเป็นจำนวนมาก แต่
ถ้าส่วนที่ขาดไปเป็นส่วนที่มีความสำคัญรูปแบบนั้นก็เป็นอันตรายต่อผู้ใช้เพราะจะก่อให้เกิดความ

เข้าใจผิด อันตรายของการใช้รูปแบบยิ่งจะมีมากขึ้นหากแบบจำลองนั้นเป็นตัวแทนของปรากฏการณ์

จริงที่มีความซับซ้อนสูง เช่น ปรากฏการณ์ทางสังคมและปรากฏการณ์ทางจิตวิทยา เป็นต้น บ่อยครั้ง
ที่พบว่าทฤษฎีที่สำคัญและมีชื่อเสียงหลายทฤษฎีมีรูปแบบที่ไม่สมบูรณ์ เช่น เสนอข้อเท็จจริงของ

ทฤษฎีผิดพลาด แปลความหมายผิด เสนอข้อสรุปโดยอ้างเหตุผลผิดเป็นต้นซึ่งสิ่งเหล่านี้ นักวิจัยควร






๑๕ Keeves Educational research methodology, and measurement: An international
,
handbook, (Oxford, England: Pergamon Press, 1988).
๑๖ Bardo & Hartman), Urban society: A systematic introduction, (New York: F. E.

Peacock, 1982).

๑๙


ระมัดระวังทาคาโอะ มิยากาวะ กล่าวว่า รูปแบบที่ดีเปรียบเสมือนสิ่งที่จะทำให้ผู้สนใจศึกษาในเรื่อง
นั้นๆ ได้มีความเข้าใจเป็นเบื้องต้นก่อนการศึกษาในแนวลึกต่อไป ดังนั้น การสร้างที่ดีควรมีลักษณะ

ดังนี้
๑๗
๑. รูปแบบควรประกอบด้วยความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่างตัวแปรมากกว่าเน้น

ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรแบบรวม

๒. รูปแบบควรนำไปสู่การพยากรณ์ผลที่ตามมาซึ่งสามารถตรวจสอบได้ด้วยข้อมูล

เชิงประจักษ์ โดยเมื่อทดสอบรูปแบบแล้วถ้าปรากฏว่าไม่สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์รูปแบบนั้น
ต้องถูกยกเลิกไป


๓. รูปแบบควรอธิบายโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงเหตุเชิงผลของเรื่องที่ศึกษาได้อย่าง
ชัดเจน


๔. รูปแบบควรนำไปสู่การสร้างแนวคิดใหม่หรือความสัมพันธ์ของเรื่องที่ศึกษาได้

๕. รูปแบบในเรื่องใดจะเป็นเช่นไรขึ้นอยู่กับกรอบของทฤษฎีในเรื่องนั้นๆ


รุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์ กล่าวถึง คุณลักษณะที่ดีของรูปแบบ ๕ ประการ คือ
๑๘
๑. รูปแบบต้องมีความสัมพันธ์อย่างมีโครงสร้างตัวแปรที่ศึกษา

๒. รูปแบบสามารถใช้ในการพยากรณ์ผลที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์และ

หาข้อสนับสนุนด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ได้

๓. รูปแบบควรอธิบายโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงคุณภาพของเรื่องที่จะศึกษาได้

อย่างชัดเจนแล้วยังใช้เป็นเครื่องมือในการอธิบายปรากฏการณ์ได้ด้วย

๔. แบบจำลองควรเป็นเครื่องมือในการสร้างความคิดรวบยอด (Concept) ใหม่ และ

การสร้างความสัมพันธ์ของตัวแปรใหม่ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มองค์ความรู้ (Body of Knowledge) ในเรื่อง
ที่กำลังจะศึกษาด้วย


๕. สอดคล้องกับทฤษฎีของเรื่องที่จะนำการศึกษา






๑๗ ทาคาโอะ มิยากาวะ, เศรษฐมิตเบื้องต้น, อ้างถึงใน คงศักดิ์ สันติพฤกษ, (แปล), (กรุงเทพมหานคร:
รู้แจ้ง, ๒๕๑๕), หน้า ๑๕.
๑๘ รุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์, “การพัฒนารูปแบบการบริหารของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
สำหรับประเทศไทย”, วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, (จุฬาลงกรณ์

มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๘).

๒๐


คีฟส์ (Keeves) ได้กล่าวถึง หลักการอย่างกว้างๆ เพื่อกำกับการสร้างรูปแบบไว้ ๔
ประการ คือ
๑๙


๑. รูปแบบควรประกอบขึ้นด้วยความสัมพันธ์อย่างมีโครงสร้างมากกว่าความสัมพนธ์
เชิงเส้นตรงแบบธรรมดา อย่างไรก็ตามความเชื่อมโยงแบบเส้นตรงธรรมดาทั่วไปนั้นก็มีประโยชน์

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการศึกษาวิจัยในช่วงต้นของการพัฒนารูปแบบ

๒. รูปแบบควรใช้เป็นแนวทางในการพยากรณ์ผลที่จะเกิดขึ้นจากการใช้รูปแบบได้

สามารถตรวจสอบได้ โดยการสังเกตและหาข้อมูลสนับสนุนด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ได้

๓. รูปแบบควรจะต้อง ระบุหรือชี้ให้เห็นถึงกลไกเชิงเหตุผลของเรื่องที่ศึกษา ดังนั้น

นอกจากรูปแบบจะเป็นเครื่องมือในการพยากรณ์ได้ ควรใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ได้ด้วย

๔. รูปแบบควรเป็นเครื่องมือในการสร้างมโนทัศน์ใหม่ และสร้างความสัมพันธ์ของตัว

แปรในลักษณะใหม่ ซึ่งเป็นการขยายองค์ความรู้ในเรื่องที่เรากำลังศึกษาด้วย

ดังนั้น คุณลักษณะของรูปแบบที่ดีควรมีลักษณะ ดังนี้ ๑) รูปแบบควรประกอบด้วย

ความสัมพันธ์อย่างมีโครงสร้างของตัวแปร ๒) รูปแบบควรนำไปสู่แนวทางการพยากรณ์ผลและ
สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ๓) รูปแบบควรมีโครงสร้างหรือกลไกเชิงเหตุผลเพื่ออธิบาย

ปรากฏการณ์ ๔) รูปแบบควรนำไปสู่แนวคิดใหม่เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับเรื่องที่ศึกษา และ ๕)

สอดคล้องกับทฤษฎีของเรื่องที่จะใช้รูปแบบ
























๑๙ ค ี ฟ ส ์ ( Keeves), Educational research methodology, and measurement: An

international handbook, (Oxford, England: Pergamon Press, 1988).

๒๑


ตารางที่ ๒.๑ การสังเคราะห์คุณลักษณะที่ดีของรูปแบบ

รายชื่อนักวิชาการ



)
) ๑๙๘๖
คุณลักษณะของรูปแบบที่ดี ๒๕๔๐ รุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์ (๒๕๔๘)
พูลสุข หิงคานนท์ ( ทาดาโอะ มิยากาวะ ( Keeves (๑๙๙๘)






๑. การแสดงถึงความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่างตัวแปร √ √ √ √ √ ผู้วิจัย

๒. สามารถตรวจสอบได้ นำไปสู่การทำนายผลที่จะตามมา โดยด้วย

ข้อมูลเชิงประจักษ์ √ √ √ √ √
๓. อธิบายถึงโครงสร้างหรือกลไกความสัมพันธ์เชิงเหตุผลของเรื่อง

ที่ศึกษาอย่างชัดเจน √ √ √ √ √

๔ . นำไปสู่การสร้างแนวคิดใหม่หรือความสัมพันธ์ใหม่หรือขยาย
องค์ความรู้ √ √ √ √ √

๕. สอดคล้องกับทฤษฎีของเรื่องที่จะใช้รูปแบบ √ √ √ √


จากการสังเคราะห์คุณลักษณะของรูปแบบที่ดี ควรมีลักษณะ ดังนี้ ๑) รูปแบบควร
ประกอบด้วยความสัมพันธ์อย่างมีโครงสร้างของตัวแปร ๒) รูปแบบควรนำไปสู่แนวทางการพยากรณ์

ผลและสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ๓) รูปแบบควรมีโครงสร้างหรือกลไกเชิงเหตุผลเพื่ออธิบาย

ปรากฏการณ์ ๔) รูปแบบควรนำไปสู่แนวคิดใหม่เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับเรื่องที่ศึกษา และ ๕)
สอดคล้องกับทฤษฎีของเรื่องที่จะใช้รูปแบบ


จากการศึกษาผู้วิจัยได้สรุปว่า รูปแบบที่ดีต้องเป็นแบบในการสร้างทฤษฎีและการเสนอ
ข้อเท็จจริงของทฤษฎีที่ถูกต้องไม่แปลความหมายผิด เสนอข้อสรุปโดยอ้างเหตุผล สามารถตรวจสอบ

ได้ อธิบายในการศึกษาข้อมูลที่ชัดเจนสามารถนำไปพัฒนาเป็นแนวคิดใหม่ให้เหมาะสมกับเรื่องนั้นๆ
ได้


๒.๑.๔ องค์ประกอบของรูปแบบ

จินตนา ศักดิ์ภูอร่าม กล่าวถึง องค์ประกอบของรูปแบบ ประกอบด้วย ๔ ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ ๑

ความนำ เน้นบริบทและความเป็นมาของแนวคิด ส่วนที่ ๒ รูปแบบการบริหารโรงเรียนในกำกับของรัฐ
สำหรับประเทศไทย มีองค์ประกอบ ๕ ส่วน ประกอบด้วย ๑) หลักการ แนวคิดในการกำหนดรูปแบบ

๒๒


ได้แก่ หลักการกระจายอำนาจโดยเน้นการมีส่วนร่วมหลักสิทธิและสิทธิประโยชน์ของบุคคล กลุ่ม
บุคคล องค์กรในการรับและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน หลักความเป็นอิสระจากกฎระเบียบที่ใช้

บังคับกับโรงเรียนทั่วไป หลักการมีกฎหมายรองรับสถานะของโรงเรียน หลักความพร้อมที่ให้
ื่
ตรวจสอบได้และหลักการจัดการศึกษาทมุ่งเน้นคุณภาพเป็นหลัก ๒) วัตถุประสงค์ของรูปแบบเพอเป็น
ี่
ทางเลือกในการจัดการศึกษารูปแบบหนึ่งที่เปิดโอกาสให้บุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร ร่วมกันจัดตั้งหรือ

มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของโรงเรียนในกำกับของรัฐ ๓) ลักษณะเฉพาะของโรงเรียนในกำกับ
ของรัฐ ประกอบด้วย ความหมาย กฎบัตร ผู้จัดตั้ง ผู้สนับสนุนผู้อนุมัติการจัดตั้ง ประเภทของโรงเรียน

จำนวนโรงเรียน การรับนักเรียน การมีอิสระในการบริหาร การได้รับเงินอุดหนุนรายหัวจากรัฐ และ
ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ ๔) กฎบัตรของโรงเรียนในกำกับของรัฐ ๕) การบริหารโรงเรียนใน

กำกับของรัฐ ประกอบด้วย การบริหารโดยคณะกรรมการบริหารโรงเรียน และการบริหารงาน

โรงเรียนในกำกับของรัฐ ๔ ด้าน ได้แก่ งานวิชาการ งานบุคคล งานการเงิน และงานบริหารทั่วไป ส่วน
ที่ ๓ แนวทางการนำรูปแบบไปใช้ มุ่งเน้นการเร่งดำเนินการให้มีกฎหมายรองรับการดำเนินงานของ

โรงเรียนในกำกับของรัฐ และมีโครงการนำร่อง ส่วนที่ ๔ เงื่อนไขหรือข้อจำกัดของรูปแบบที่สำคัญคือ

ต้องมีกฎหมายรองรับและการคัดเลือกผู้บริหารโรงเรียนและคณะกรรมการบริหารโรงเรียนที่มี
ความสามารถตรงความต้องการ
๒๐

วิสุทธิ์ วิจิตรพัชราภรณ์ กล่าวถึง องค์ประกอบของรูปแบบการจัดการศกษาแบบกระจาย

อำนาจในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย ๓ ส่วน คือ ส่วนที่ ๑ ความนำ ประกอบด้วย แนวคิด

หลักการ วัตถุประสงค์ และอำนาจหน้าที่ ส่วนที่ ๒ องค์ประกอบของรูปแบบและสาระสำคัญของการ
๒๑
กระจายอำนาจ ส่วนที่ ๓ ยุทธศาสตร์การดำเนินงานเงื่อนไขความสำเร็จ

ศักดิ์จิต มาศจิตต์ กล่าวถึง รูปแบบมีองค์ประกอบ ๓ ส่วนที่ ๑ หลักการพื้นฐาน
(Foundations) (๑) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ (๒) หลักการบริหารหลักการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็น

ฐาน (๓) เงื่อนไขการนำรูปแบบส่วนที่ ๒ โครงสร้างระบบการบริหาร สวนที่ ๓ ขั้นตอนการดำเนินงาน









๒๐ จินตนา ศักดิ์ภู่อร่าม, “การนำเสนอรูปแบบการบริหารโรงเรียนในกำกับของรัฐสำหรับประเทศไทย”,
วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, (บัณฑิตวิทยาลัย: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,

๒๕๔๕).
๒๑ วิสุทธิ์ วิจิตรพัชราภรณ์, “การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาแบบกระจายอำนาจในสถานศึกษา ขั้น
พื้นฐานตามแนวทางพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒”, วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต

สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๘).

๒๓


(Procedure Phases) (๑) การเตรียมการดำเนินงาน (๒) การดำเนินงาน (๓) การประเมินผล และ
๒๒
(๔) สรุปและรายงานผล

เยาวเรศ ตระกูลวีรยุทธ์ กล่าวถึง รูปแบบการบริหารองค์กรสมรรถสูงของสถานศึกษา
สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์ประกอบของรูปแบบ มี ๔ ส่วน ประกอบด้วย

ส่วนที่ ๑ ส่วนนำ ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ และบริบท ส่วนที่ ๒ ตัวแบบ ประกอบด้วย
วิธีการบริหาร องค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ ส่วนที่ ๓ การนำรูปแบบไปใช้ ประกอบด้วย ขั้นตอน

การเตรียม ขั้นดำเนินการ ขั้นประเมินผล และขั้นสรุปผลการดำเนินงาน ส่วนที่ ๔ เงื่อนไขและ


๒๓
ข้อจำกัด ประกอบด้วย เงื่อนไขความสำเร็จและเงื่อนไขที่เป็นอปสรรค
นรินทร์ ลีกระโทก (๒๕๕๘) กล่าวถึง รูปแบบการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานแบบมี

ื่
ส่วนร่วมกับองค์กรในชุมชนเพอการอนุรักษและสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

องค์ประกอบของรูปแบบ มี ๓ ส่วน ประกอบด้วย ส่วนที่ ๑ ส่วนนำ ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์
และบริบท ส่วนที่ ๒ ตัวแบบ ประกอบด้วย วิธีการบริหาร ส่วนที่ ๓ การนำรูปแบบไปใช้
๒๔
ประกอบด้วย ขั้นตอนการเตรียม ขั้นดำเนินการ ขั้นประเมินผล และขั้นสรุปผลการดำเนินงาน

วินัย ภูมิสุข กล่าวถึง ปัจจัยหรือองค์ประกอบของรูปแบบการบริหารหลักสูตรที่พง
๒๕

ประสงค์ควร ประกอบด้วย ๕ ด้าน ได้แก่ ๑) ด้านหลักสูตรและการเรียนการสอน ๒) ด้านบุคลากร
๓) ด้านการส่งเสริมวิชาการ ๔) ด้านการวัดและประเมินผล และ ๕) ด้านงบประมาณ









๒๒ ศักดิ์จิต มาศจิตต์, “การพัฒนารูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานสำหรับสถานศึกษาขั้น
พื้นฐานในเขตตรวจราชการที่ ๑๑”, วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา

(บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ๒๕๕๐).
๒๓ เยาวเรศ ตระกูลวีรยุทธ์, “รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงของทหารกองประจำการ สังกัดกองทัพบก, วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการ

บริหารการศึกษา, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์, ๒๕๕๘).
๒๔ นรินทร์ ลีกระโทก, “รูปแบบการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานแบบมีส่วนร่วมกับองค์กรในชุมชน
เพื่อการอนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”, วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรดษฎีบัณฑิต

สาขาวิชาการบริหารการศึกษาและผู้นำการเปลี่ยนแปลง, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย, ๒๕๕๘).
๒๕ วินัย ภูมิสุข, “การพัฒนาการบริหารหลักสูตรสาขาวชารัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณ

ราชวิทยาลัย”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (รัฐประศาสนศาสตร์), (บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหา

จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, ๒๕๕๘).

๒๔


ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้นำแนวคิดของวินัย ภูมิสุข มาประยุกต์ใช้เป็นกรอบในการสร้าง
รูปแบบ ประกอบด้วย ๕ ด้าน ได้แก่ ๑) ด้านหลักสูตรและการเรียนการสอน ๒) ด้านบุคลากร ๓)

ด้านการส่งเสริมวิชาการ ๔) ด้านการวัดและ และ ๕) ด้านงบประมาณ

๒.๑.๕ การประเมินรูปแบบและมาตรฐานการประเมิน


ก. ความหมายของการประเมินรูปแบบ

การประเมินรูปแบบหรืออาจเรียกว่าการตรวจสอบรูปแบบ มีความจำเป็น และมี

ความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นการตรวจสอบรูปแบบนั้นๆ ว่ามีคุณภาพ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล
เที่ยงตรง เชื่อถือได้เพียงใด ซึ่งมีผู้กล่าวถึงการประเมินรูปแบบหรือการตรวจสอบรูปแบบ ดังนี้


ครอนบัค (Cronbach) ได้กล่าวไว้ว่า การประเมินเป็นกระบวนการที่เป็นระบบในการ
เก็บรวบรวมและใช้สารสนเทศสำหรับการตัดสินใจ จุดมุ่งหมายหลักของการประเมินโครงการอยู่ที่

ความต้องการทราบผลของโครงการ การเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน และส่วนใดของ
โครงการที่ควรปรับปรุงแก้ไข
๒๖

อัลคิน (Alkin) กล่าวว่า การประเมินเป็นกระบวนการทำให้เกิดความมั่นใจในการ
ตัดสินใจ ด้วยการคัดเลือกข้อมูลที่เหมาะสม รวบรวมและวิเคราะห์เพื่อจัดทำรายงานสรุปสารสนเทศที่

เป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารในการตัดสินใจเลือกทางเลือกที่เหมาะสม
๒๗
สตัฟเฟิลบีม และคนอื่นๆ (Stufflebeam, et al.) ได้กล่าวไว้ว่า การประเมิน

เป็นการระบุปัญหาการจัดหาและการเสนอสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเลือกทางเลือก
วิธีการดำเนินงานที่เหมาะสม
๒๘

ไอส์เนอร์ (Eisner) ได้กล่าวถึง แนวคิดในการประเมินรูปแบบ โดยใช้ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีวิธีการ
แตกต่างจากการดำเนินการเชิงวิทยาศาสตร์ หรือเชิงปริมาณ เนื่องจากการศึกษาในบางเรื่องต้องการ

ความละเอียดอ่อนมากกว่าตัวเลขที่นำมาพิจารณาสรุป ดังนั้น จึงได้เสนอแนวทางการประเมินรูปแบบ

โดยผู้ทรงคุณวุฒิไว้ ดังนี้







๒๖ Cronbach, Educational psychology, (New York: Harcourt, Brace & World, 1963).
๒๗ Alkin, Evaluating the cost-effectiveness of instructional programs, (Los Angeles:

University of California, 1969).
๒๘ Stufflebeam, et al., Educational evaluation & decision making, (Itasca, IL: Peacock,

cop, 1981).

๒๕


๑. การประเมินโดยแนวทางนี้จะเน้นการวิเคราะห์วิจารณ์อย่างลึกซึ้งเฉพาะใน
ประเด็นที่ถูกนำมาพิจารณา ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกี่ยวโยงกับวัตถุประสงค์หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการ

ตัดสินใจเสมอไป แต่อาจจะผสมผสานปัจจัยต่างๆ ในการพิจารณาเข้าด้วยกันตามวิจารณญาณของ
ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับคุณภาพ ประสิทธิภาพและความเหมาะสมของสิ่งที่จะทำการ

ประเมิน

๒. รูปแบบการประเมินที่เป็นความเฉพาะทาง ในเรื่องที่จะประเมินโดยที่พัฒนามา

จากแบบการวิจารณ์งานศิลปะ ที่มีความละเอียดออนลึกซึ้งและต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญระดับสูง มาเป็น

ผู้วินิจฉัย แนวคิดนี้ได้นำมาประยุกต์ในวงการอดมศึกษา ซึ่งนิยมนำรูปแบบนี้มาใช้ในเรื่องที่ต้องการ

ความลึกซึ้งและความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง


๓. รูปแบบที่ใช้ตัวบุคคล คือ ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นเครื่องมือในการประเมินโดยจากให้
ความเชื่อถือว่าผู้ทรงคุณวุฒินั้นเที่ยงธรรมและมีดุลพนิจที่ดี มาตรฐานและเกณฑ์มาจากประสบการณ์

ของผู้ทรงคุณวุฒินั้นๆ

๔. รูปแบบที่ยอมให้มีความยืดหยุ่นในกระบวนการทำงานของผู้ทรงคุณวุฒิตามอัธยาศัย

และความถนัดของแต่ละคน นับตั้งแต่การกำหนดประเด็นสำคัญที่จะนำมาพิจารณาการบ่งชี้ข้อมูลที่
ต้องการการเก็บรวบรวมข้อมูล การประมวลผล การวินิจฉัยข้อมูล ตลอดจนวิธีการนำเสนอ
๒๙

จะเห็นได้ว่า ความหมายของการประเมิน ดังกล่าวมีข้อดีที่สำคัญประการหนึ่งคือ
ทำให้มองเห็นหน้าที่หนึ่งของการประเมิน ได้แก่ การเสนอสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ

ในการบริหารงาน ซึ่งเป็นประโยชน์ที่สำคัญยิ่งของการประเมินในการทำให้การตัดสินใจเกิดขึ้นอย่างมี

เหตุมีผล การประเมินจึงขยายขอบเขต นอกเหนือไปจากการประเมินมนุษย์ เช่น ประเมินโครงการ
ทรัพยากร มาตรการดำเนินงาน เป็นต้น อย่างไรก็ตามคำจำกัดความดังกล่าว ยังขาดความชัดเจน

ของเป้าหมายและการประเมินว่าจุดหมายที่แท้จริงของการประเมินอยู่ที่ไหน

ในส่วนของมาตรฐานการประเมินผู้วิจัยนำหลักเกณฑ์การประเมินตามาตรฐานการ

ประเมินของนักวิชาการมาใช้ ดังนี้

แมคมิลแลน และชูมาเคอร์ (McMillan & Schumacher) ได้กล่าวว่า ในปี ค.ศ. 1981

คณะกรรมการด้านการประเมินผลทางการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้พัฒนาและกำหนด







๒๙ Eisner, “ Educational connoisseurship and criticism: Their form and functions in

education evaluation”, Journal of Aesthetic Education, 39 (2), 192-193, 1986.

๒๖


มาตรฐานสำหรับการประเมินผลระบบแผนงาน โครงการและวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ประกอบด้วย
มาตรฐาน ๔ ด้าน ดังนี้


๑. มาตรฐานด้านความเป็นประโยชน์ (Utility Standard) เป็นมาตรฐานเพื่อให้
แน่ใจว่า การประเมินผลจะช่วยให้การปฏิบัติงานของผู้ประเมินผลได้ข้อมูลตามต้องการมุ่งเน้นในด้าน

ผลของการประเมินที่ต้องใช้ข้อมูลหรือสารสนเทศ ที่ผู้ใช้ผลการประเมินต้องการและนำไปใช้ประโยชน์
ในการพัฒนาปรับปรุงการดำเนินงานได้


๒. มาตรฐานความเป็นไปได้ (Feasibility Standard) เป็นมาตรฐานเพื่อให้แน่ใจว่า
การประเมินผลจะต้องเป็นจริง ประหยัดและมีข้อความที่เหมาะสม


๓. มาตรฐานด้านความเหมาะสม (Propriety Standard) เป็นมาตรฐานเพอ
ื่
ดำเนินการ ให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ จริยธรรมและคำนึงถึงสวัสดิการของผู้เกี่ยวข้องและผู้รับ

ผลกระทบ

๔. มาตรฐานด้านความถูกต้อง (Accuracy Standard) เป็นมาตรฐานที่ให้ข้อมูล

เกี่ยวกับลักษณะของการปฏิบัติที่กำหนดคุณค่า ได้กำหนดว่า วิธีการใช้ในการประเมินต้องมีความ

ถูกต้อง โดยผู้ให้ข้อมูลหรือสารสนเทศที่เชื่อถือได้ ต้องสามารถวัดในสิ่งที่ต้องการวัดได้จริงใช้วิธี
๓๐
วิเคราะห์และเสนอผลการประเมินที่ถูกต้อง

Joint Committee on Standards for Educational Evaluation (Maduas,
Scriven & Stufflebeam) ได้เสนอแนวทางการประเมินรูปแบบ ดังนี้

๑. มาตรฐานด้านความเป็นไปได้ เป็นลักษณะการประเมินความเป็นไปได้ในการ

นำไปปฏิบัติจริง

๒. มาตรฐานด้านความเป็นประโยชน์ เป็นลักษณะการประเมินการสนองตอบ

ต่อความต้องการของผู้ใช้รูปแบบ

๓. มาตรฐานด้านความเหมาะสม เป็นลักษณะการประเมินความเหมาะสมทั้งในด้าน

กฎหมายและคุณธรรม

๔. มาตรฐานด้านความถูกต้องครอบคลุม เป็นลักษณะการประเมินความน่าเชื่อถือ

และได้เนื้อหาครอบคลุม ครบถ้วนตามความต้องการที่กำหนดไว้อย่างแท้จริง





๓๐ McMillan & Schumacher, Research in education: a conceptual introduction, (New

York: Longman, 2001).

๒๗


ศิริชัย กาญจนวาสี ได้กล่าวถึง มาตรฐานของการประเมินสำหรับการประเมินเอกสาร
และโครงการทางการศึกษา จัดเป็น ๔ หมวด ดังนี้


๑. มาตรฐานการใช้ประโยชน์ (Utility Standard) เป็นมาตรฐานที่ต้องการ
ประกันถึงความเป็นประโยชน์ของผลการประเมิน ในการตอบสนองต่อความต้องการใช้สารสนเทศ

ของผู้เกี่ยวข้องอย่างครอบคลุม ทันเวลา และมีผลต่อการนำไปใช้

๒. มาตรฐานความเป็นไปได้ (Feasibility Standard) เป็นมาตรฐานที่ต้องการ

ประกันถึงการประเมินที่มีความสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เหมาะสมกับสถานการณ์ ปฏิบัติได้
ยอมรับได้ ประหยัดและคุ้มค่า


๓. มาตรฐานด้านความเหมาะสม (Propriety Standard) เป็นมาตรฐานที่ต้องประกันว่า
การประเมินได้ทำอย่างเหมาะสมตามกฎ ระเบียบ จรรยาบรรณ มีการคำนึงถึงสวัสดิภาพของ

ผู้เกี่ยวข้องในการประเมินและผู้ที่รับผลกระทบจากการประเมิน

๔. มาตรฐานด้านความถูกต้อง (Accuracy Standard) เป็นมาตรฐานที่ต้องประกันว่า การ
ประเมินได้มีการใช้เทคนิคที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ข้อสรุป ข้อค้นพบและสารสนเทศที่เพียงพอสำหรับ

๓๑
ตัดสินคุณค่าของสิ่งที่ประเมิน
ตารางที่ ๒.๒ การสังเคราะห์การประเมินรูปแบบหรือตรวจสอบรูปแบบ


รายชื่อนักวชาการ
McMilliance&Schumacker (2001) Joint Committee (1983) Stufflebeam, et al. (1981) ศิริชัย กาญจนวาสี (๒๕๕๔) ไอส์เนอร์ (1986)




การประเมินรูปแบบหรือตรวจสอบรูปแบบ









- ด้านความเป็นประโยชน์ √ √ √ √ √ √ ผู้วิจัย

- ด้านความเป็นไปได้ √ √ √ √ √ √
- ด้านความเหมาะสม √ √ √ √ √ √

- ด้านความถูกต้อง √ √ √ √ √ √





๓๑ ศิริชัย กาญจนวาสี, การเลือกใช้สถิติที่เหมาะสมสำหรับการวิจัย, พิมพ์ครั้งที่ ๖, (กรุงเทพมหานคร:

โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๕).

๒๘


สรุปว่า นักวิชาการได้ให้ความหมายการประเมินรูปแบบหรือตรวจสอบรูปแบบ และแยก
ประเภทการประเมิน โดยครอบคลุม ๔ ด้าน คือ ด้านความเป็นประโยชน์ ด้านความเป็นไปได้ ด้าน

ความเหมาะสม และด้านความถูกต้อง ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้การประเมินรูปแบบ ๒ วิธีการ คือ
(๑) การประเมินรูปแบบเชิงคุณภาพ โดยใช้ตัวบุคคล คือ ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นเครื่องมือในการประเมิน

รูปแบบโดยวิธีการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) (๒) การประเมินรูปแบบเชิงปริมาณ โดย

ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้ให้ข้อมูลที่สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ตามแนวคิดของ ไอส์เนอร์
(Eisner), McMilliance & Schumacker, Joint Committee, Stufflebeam, et al. และศิริชัย กาญ

จนวาสี




๒.๒ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารหลักสูตร


การบริหารหลักสูตรเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ และมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อสถานศึกษา

เพราะจะทำให้สามารถดำเนินไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ได้มี
นักวิชาการ นักศึกษาได้ให้ความหมายเกี่ยวกับการบริหารหลักสูตรของสถานศกษาไว้ ดังนี้


๒.๒.๑ ความหมายของหลักสูตร

หลักสูตรเป็นสิ่งสำคัญของการจัดการศึกษา เพราะเป็นสิ่งที่กำหนดแนวทางการปฏิบัติใน

การจัดการเรียนการสอนให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ หลักสูตรที่ดีต้องมีการพัฒนาอยู่เสมอ เพื่อให้
มีเนื้อหาสาระทันกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการเมือง ซึ่งมี

นักวิชาการ นักการศึกษาได้อธิบายและให้ความหมายของหลักสูตรดังนี้

สถานศึกษามีภารกิจหลักในการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนไดรับการพัฒนาอย่างเต็มตาม

ศักยภาพ สถานศึกษาจึงมีบทบาทสำคัญในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาและดำเนินการนำหลักสูตร

สูการปฏิบัติในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องสร้างความมั่นใจต่อ
พ่อแม่ ผู้ปกครองและชุมชนว่าผู้เรียนจะมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู/ ตัวชี้วัดและเกิดสมรรถนะ

สำคัญ ตลอดจนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่กำหนดไวในหลักสูตร เพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์
ดังกล่าว สถานศึกษาจะต้องออกแบบหลักสูตรให้ครอบคลุมส่วนที่เป็นหลักสูตรแกนกลางการศึกษา

ขั้นพื้นฐาน ตามที่กระทรวงศึกษาธิการไดประกาศใช้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุถึงคุณภาพตาม

มาตรฐาน อันเป็นความคาดหวังที่กำหนดไวร่วมกันในการพัฒนาเยาชนทุกคนในชาติ นอกจากนั้น
หลักสูตรสถานศึกษายังต้องสอดคลองกับสภาพ ปัญหา และความต้องการของชุมชน และท้องถิ่น เพื่อ

พัฒนาให้เรียนเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชน สามารถอยู่ในสังคมแวดล้อมไดอย่างมีความสุข และเกิดความ
รักความผูกพันในบ้านเกิดเมืองนอน มีบทบาทในการร่วมพัฒนาชุมชน

๒๙


ในการจัดการศึกษาให้บรรลุมรรคผลดังกล่าว นอกจากสถานศึกษาจะต้องพฒนาหลักสูตร

ที่ครอบคลุมส่วนสำคัญดังกล่าวแลว ยังต้องมีการบริหารจัดการหลักสูตรที่มีประสิทธิภาพ สถานศึกษา

ต้องมีการเตรียมวางแผนเพื่อใช้หลักสูตรใหม่ผู้บริหารสถานศึกษาและคณะกรรมการสถานศึกษา
จะต้องศึกษาและทำความเข้าใจหลักสูตรใหม่ และเตรียมความพรอมในการใช้หลักสูตร พิจารณาถึง

งบประมาณ และอาคารสถานที่ ว่าพอเพียงหรือไม การเตรียมบุคลากรเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรจะ

ดำเนินการโดยวิธีใด การวางแผนงานเพื่อใช้หลักสูตรอย่างละเอียดรอบคอบและมีขั้นตอน จะทำให้
การใช้หลักสูตรประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย โรงเรียนควรมีการส่งเสริมสนับสนุนการนำหลักสูตร

ไปสูการปฏิบัติอย่างเหมาะสม เนื่องจากสถานศึกษาแต่ละแห่งมีบริบทต่างกัน ความพร้อมต่างกัน อก

ทั้งมีความแตกต่างกันในด้านงบประมาณ ทรัพยากร สถานที่ และบุคลากร รวมทั้งผู้เรียนใน

สถานศึกษาแต่ละสถานศึกษาก็มาจากพื้นเพครอบครัวฐานะทางเศรษฐกิจ สังคมที่ต่างกัน มีความรู

ความสามารถตลอดจนความต้องการที่แตกต่างกัน ดังนั้น การวางแผนในการบริหารจัดการหลักสูตร
จึงควรพิจารณาให้สอดคลองสัมพันธ์กับปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวด้วย


นอกจากนั้น สถานศึกษาจะต้องมีการติดตาม ดูแลคุณภาพการจัดทำหลักสูตรและการ
จัดการเรียนรูอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่องและครบวงจรและนำผลจากการติดตาม กำกับดูแลคุณภาพนั้น

๓๒
มาพิจารณาปรับปรุงหลักสูตรและการจัดการเรียนรูให้มีคุณภาพ และประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

























๓๒ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, แนวทางการ
บริหารจัดการหลักสูตรตามหลักแกนกลางการบริหารขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑, (กรุงเทพมหานคร:

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๕๑), หน้า ๓๕.

๓๐


สถานศึกษา





ส่งเสริม สนับสนุน การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา กำกับดูแลคุณภาพ




คณะกรรมการสถานศึกษา



-พัฒนาบุคลากร (พิจารณาให้ความเห็นชอบ) -นิเทศติดตามการใช ้
- จ ั ด ส ร ร ง บ ป ร ะ ม า ณ หลักสูตร
- จ ั ด ร ะ บ บ ป ร ะ กั น
ทรัพยากร ใช้หลักสูตรการเรียนการสอน

-ดำเนินงานแบบมีส่วนร่วม ระดับชั้นเรียน คุณภาพภายใน
-ส่งเสริมสนับสนุนทาง -วิจัยติดตามผลการใช ้
หลักสูตร
วิชาการ

วิจัยและติดตามการใช้หลักสูตร



๓๓
ภาพที่ ๒.๑ การบริหารจัดการหลักสูตรระดับสถานศึกษา
การบริหารหลักสูตรสถานศึกษา เป็นสิ่งที่สำคัญในการพัฒนาสถานศึกษา มีผู้กล่าวถึงการ

บริหารหลักสูตรสถานศึกษา ได้เสนอไว้ดังนี้

รัจนียา แพไธสง และวัลลภา อารีรัตน์ กล่าวว่า การบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา


หมายถึง กระบวนการดำเนินงานในการพฒนาหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อให้ได้มาซึ่งหลักสูตร
สถานศึกษาที่มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วยการดำเนินงานใน ๓ ด้าน ได้แก ่



๑. ด้านการส่งเสริมสนับสนุน หมายถึง การที่สถานศึกษาต้องมีการพฒนาบุคลากร
การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากร การดำเนินงานอย่างมีส่วนร่วม และการส่งเสริมสนับสนุนทาง

วิชาการ

๒. ด้านการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา หมายถึง ขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อให้ได้มา

ซึงหลักสูตรสถานศึกษา ได้แก่การแต่งตั้งคณะกรรมการในการทำงาน การวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่ง







๓๓ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๖.

๓๑


ต่างๆ การจัดทำสาระของหลักสูตรสถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาพิจารณาให้ความเห็นชอบ
และดำเนินการใช้หลักสูตรสถานศึกษา


๓. ด้านการกำกับดูแลคุณภาพ หมายถึง การนิเทศติดตามการใช้หลักสูตร
สถานศึกษา การจัดระบบประกันคุณภาพภายใน การวิจัยและติดตามผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษา

๓๔
เพื่อให้สามารถจัดหลักสูตรการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ณรงค์ อยู่ถนอม ได้กล่าวถึงการบริหารหลักสูตรไว้ว่า


๑. การบริหารงานด้านการสนับสนุนการศึกษามีพันธกิจ ๔ ด้านของมหาวิทยาลัย ได้แก่
การผลิตบัณฑิต การวิจัยและพฒนา การบริการทางวิชาการและการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม รวมทั้ง

ภารกิจสำคัญอีก ๒ ด้าน คือ กิจการนักศึกษา และการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยได้สรุป
รายละเอียดของพันธกิจทั้ง ๔ ด้าน ดังนี้


๑.๑ การผลิตบัณฑิต บัณฑิต คือ ผู้มีความรู้ ความสามารถในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง
พร้อมที่จะปฏิบัติงานโดยมีคุณธรรมและจริยธรรมในการใช้ความรู้นั้น การผลิตบัณฑิตเกี่ยวข้องกับ

หลักสูตร ซึ่งเป็นแผนการจัดวิชาความรู้อย่างเป็นระบบเหมาะสมกับระดับปริญญา และเพียงพอต่อ

การปฏิบัติงานในตลาดแรงงาน คณาจารย์ คือ กลุ่มผู้ร่วมสร้างและบริหารหลักสูตรหล่อหลอมให้
นักศึกษาเป็นบัณฑิตตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร การเรียนการสอนต้องเป็นไปตามข้อบังคับว่าด้วย

การศึกษาระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา ซึ่งมีองค์ประกอบ เช่น ระบบการศึกษา คุณสมบัติของ
นักศึกษา การลงทะเบียนเรียน การวัดประเมินผลการศึกษา การรักษาสภาพนักศึกษา ระยะเวลา

การศึกษา การสำเร็จการศึกษา ฯลฯ

๑.๒ การวิจัยและพัฒนา เป็นการศึกษา ค้นคว้าอย่างมีระบบ เพื่อนำไปสู่

ความก้าวหน้าทางวิชาการหรือการประยุกต์ใช้ มีการบันทึกเป็นเอกสารตามรูปแบบของการวิจัย เช่น

มีการตั้งสมมุติฐาน มีการกำหนดปัญหาที่ชัดเจนสมเหตุสมผล มีวัตถุประสงค์ชัดเจน มีการรวบรวม
ข้อมูล วิเคราะห์ ตีความ และสรุปผลการวิจัยที่สามารถให้คำตอบตรงตามวัตถุประสงค์ การส่งเสริม

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยต้องประกอบด้วย การมีนโยบายด้านการวิจัย มีหลักเกณฑ์สนับสนุนการ

วิจัยการรับทุนวิจัยจากแหล่งภายนอก การดูแลด้านสิทธิบัตร และทรัพย์สินทางปัญญา และการ








๓๔ รัจนียา แพไธสง และวัลลภา อารีรัตน์, “การบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียน
ต้นแบบการใช้หลักสูตร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต ๒”, การศึกษาอิสระ, (บัณฑิตวิทยาลัย:

มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ๒๕๕๓), หน้า ๕.

๓๒


สนับสนุนการเผยแพร่ผลงานวิจัยรวมทั้งมีการยกย่องผู้มีผลงานวิชาการ และการจัดทำ profile
ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ


๑.๓ การบริการทางวิชาการ มี ๒ ลักษณะ คือ การบริการวิชาการแก่สังคมแบบให้
เปล่า และการบริการวิชาการแบบมีรายได้


๑.๔ การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ส่วนใหญ่เป็นการจัดพิธีการทางศาสนาที่ให้
นักศึกษาและบุคลากรเข้าร่วม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมแบบอื่นๆ เช่น การจัดสร้างถาวรวัตถุ การ

ทอดกฐินพระราชทาน การทอดผ้าป่าสามัคคี

๑.๕ กิจการนักศึกษา ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับของแต่ละมหาวิทยาลัย

ที่ว่าด้วยวินัยนักศึกษา ระเบียบว่าด้วยสโมสรนักศึกษา การดูแลด้านการแต่งกาย กิจกรรมนักศึกษา

๑.๖ การรับผิดชอบต่อสังคม (University Social Responsibility –USR) เป็น

กิจกรรมที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ที่ดำเนินการโดยนักศึกษา บุคลากรของสถาบัน กิจกรรม
ดังกล่าว เช่น การพัฒนาชุมชน การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส การพัฒนาสิ่งแวดล้อมผู้บรรยายมี


กรณีศึกษาซึ่งเป็นการแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นให้ผู้เข้าประชุมพจารณาหาคำตอบในฐานะเป็นผู้บริหาร
แล้วสรุปตอนท้ายว่าผู้บริหารควรดำเนินการ ๓ ด้านคือ การครองคนเพื่อให้คนมีความสุข มีความรู้ มี
ความก้าวหน้า มีการช่วยเหลือเพื่อไม่ให้เขาเดินทางผิด การบริหารงานโดยจัดงานให้เป็นส่วนย่อย

มอบหมายงานแก่ผู้ที่เหมาะสม ชี้แจงเป้าหมายที่ต้องการ ติดตามงานเป็นระยะ และดูแลเรื่องทีมงาน
รวมทั้งการบริหารเงินที่ต้องทำตามระเบียบ และตรวจสอบสม่ำเสมอ


๒. บทบาทหน้าที่และภารกิจของผู้บริหารในการบริหารงานสถาบันอุดมศึกษา
(ภาคเอกชน) มหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวิทยาลัยเอกชนมีความแตกต่างกันในเชิงกฎหมายที่ใช้

ควบคุม และแนวทางการควบคุมมาตรฐานวิชาการ โดยมหาวิทยาลัยของรัฐดำเนินการภายใต้

กฎหมายจัดตั้งของตนเอง มีรัฐลงทุนให้ทั้งในเรื่องที่ดิน อาคาร สิ่งก่อสร้าง สามารถควบคุมมาตรฐาน
ทางวิชาการของตนเองได้ภายใต้เกณฑ์มาตรฐานที่ส่วนกลางกำหนด มีโอกาสในการคัดเลือกนักศึกษา

มากกว่า สามารถดำเนินการ สรรหาสภามหาวิทยาลัยได้ภายใต้กฎหมายของตนเอง ในขณะที่

มหาวิทยาลัยเอกชนต้องดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.อุดมศึกษาเอกชน การดำเนินงานด้านวิชาการอยู่
ภายใต้การควบคุมของ สกอ. ต้องลงทุนด้วยตนเอง และไม่มีโอกาสในการคัดเลือกนักศึกษาเหมือน

อุดมศึกษาของรัฐ ต้องบริหารงบประมาณอย่างเหมาะสมเพราะต้องคำนงถึงการลงทุนระยะยาว ส่วน
ที่ดีกว่าของอุดมศึกษาเอกชน คือ นักศึกษาสามารถเลื่อนไหลเปลี่ยนคณะได้ และการบริหารการเงินที่

มีความคล่องตัวกว่าอุดมศึกษาของรัฐ ด้วยธรรมชาติที่แตกต่าง ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาของ

ภาคเอกชนจึงต้องคิดโจทย์ที่แตกต่างกับภาครัฐ สิ่งที่ภาคเอกชนควรต้องคำนึงถึงคือ ทำอย่างไรจะได้

๓๓



นักศกษาคุณภาพดีจำนวนมาก และจะพัฒนาคุณภาพบัณฑิตอย่างไรภายใต้ทรัพยากรที่ลงทุนเอง การ
บริหารงบประมาณต้องเน้นแนวคิดต้นทุนเพื่อให้มหาวิทยาลัยอยู่รอดได้
๓๕

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ได้กล่าวว่า หลักสูตร
สถานศึกษา (School – Based Curriculum) หมายถึง แผน หรือแนวทาง หรือข้อกำหนด ของการ

จัดการศึกษาทจะพัฒนาให้ผู้เรียน มีความรู้ความสามารถ ซึ่งจัดทำโดยคณะบุคลของสถานศึกษา และ
ี่
ผู้เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาผู้เรียน ชุมชน สังคม ให้มีคุณภาพมาตรฐานการเรียนรู้ และส่งเสริมให้ผู้เรียน

รู้จักตนเอง มีชีวิตอยู่ในชุมชน สังคมอย่างมีความสุข ซึ่งต้องไม่ขัดต่อความมั่นคงของชาติ และสิทธิ

มนุษย์
๓๖
รัจนียา แพไธสง และวัลลภา อารีรัตน์ กล่าวว่าการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา

หมายถึง กระบวนการดำเนินงานในการพฒนาหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อให้ได้มาซึ่งหลักสูตร

สถานศึกษาที่มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วยการดำเนินงานใน ๓ ด้าน ได้แก่


๑. ด้านการส่งเสริมสนับสนุน หมายถึง การที่สถานศึกษาต้องมีการพฒนาบุคลากร

การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากร การดำเนินงานอย่างมีส่วนร่วม และการส่งเสริมสนับสนุนทาง

วิชาการ

๒. ด้านการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา หมายถึง ขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อให้ได้มา

ซึ่งหลักสูตรสถานศึกษาได้แก่การแต่งตั้งคณะกรรมการในการทำงาน การวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่ง
ต่างๆ การจัดทำสาระของหลักสูตรสถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาพิจารณาให้ความเห็นชอบ

และดำเนินการใช้หลักสูตรสถานศึกษา


















๓๕ ณรงค์ อยู่ถนอม, “หลักการบริหารสถาบันอุดมศึกษา”, รายงานผลการฝึกอบรม โครงการอบรม
เชิงปฏิบัติการหลักสูตร “การบริหารงานอุดมศึกษาระดับสูง” (สำหรับผู้บริหารสายสนับสนุน) รุ่นที่ ๔, [ออนไลน์],

แหล่งที่มา: http://www.sport.ru.ac.th/RuDocumemt/1business-skill.pdf.[๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๐].
๓๖ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย, หลักสูตรการศึกษานอกระบบ
ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ แนวทางการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา, (กรุงเทพมหานคร:

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๕๓), หน้า ๑.

๓๔


๓. ด้านการกำกับดูแลคุณภาพ หมายถึง การนิเทศติดตามการใช้หลักสูตร
สถานศึกษา การจัดระบบประกันคุณภาพภายในการวิจัยและติดตามผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษา

๓๗
เพื่อให้สามารถจัดหลักสูตรการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำนักวชาการและมาตรฐานการศึกษา ได้กล่าวถึงการบริหารจัดการหลักสูตรระดับ

สถานศึกษาดังต่อไปนี้

สถานศึกษามีภารกิจหลักในการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนได้รับการพฒนาอย่างเต็มตาม

ศักยภาพ สถานศึกษาจึงมีบทบาทสำคัญในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา และดำเนินการนำหลักสูตร
สู่การปฏิบัติในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องสร้างความมั่นใจต่อ

พ่อแม่ผู้ปกครอง และชุมชนว่าผู้เรียนจะมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัดและเกิดสมรรถนะ



สำคัญ ตลอดจนมีคุณลักษณะอนพงประสงค์ตามที่กำหนดไว้ ในหลักสูตรเพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์
ดังกล่าว สถานศึกษาจะต้องออกแบบหลักสูตรให้ครอบคลุมส่วนที่เป็นหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขั้นพนฐานตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้เพื่อพฒนาผู้เรียนให้บรรลุถึงคุณภาพตาม

ื้

มาตรฐาน อนเป็นความคาดหวังที่กำหนดไว้ร่วมกันในการพฒนาเยาชนทุกคนในชาติ นอกจากนั้น




หลักสูตรสถานศกษายังต้องสอดคล้องกบสภาพปัญหา และความต้องการของชุมชน และทองถิ่น เพอ
ื่
พัฒนาให้ผู้ เรียนเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชน สามารถอยู่ในสังคมแวดล้อมได้อย่างมีความสุข และเกิด
ความรักความผูกพนในบ้านเกิดเมืองนอน มีบทบาทในการร่วมพฒนาชุมชน




ในการจัดการศกษาให้บรรลุมรรคผลดังกล่าว นอกจากสถานศึกษาจะต้องพฒนาหลักสูตร
ที่ครอบคลุมส่วนสำคัญดังกล่าวแล้ว ยังต้องมีการบริหารจัดการหลักสูตรที่มีประสิทธิภาพสถานศึกษา
ตองมีการเตรียมวางแผนเพื่อใช้หลักสูตรใหม่ ผู้บริหารสถานศึกษาและคณะกรรมการสถานศึกษา

จะต้องศึกษาและทำความเข้าใจหลักสูตรใหม่ และเตรียมความพร้อมในการใช้หลักสูตรพิจารณาถึง
งบประมาณและอาคารสถานที่ว่าพอเพียงหรือไม่ การเตรียมบุคลากรเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรจะ


ดำเนินการโดยวิธีใด การวางแผนงานเพื่อใช้หลักสูตรอย่างละเอยดรอบคอบและมีขั้นตอน จะทำให้
การใช้หลักสูตรประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย โรงเรียนควรมีการส่งเสริมสนับสนุนการนำหลักสูตร



ไปสู่การปฏิบัติอย่างเหมาะสม เนื่องจากสถานศึกษาแต่ละแห่งมีบริบทต่างกน ความพร้อมต่างกัน อก
ทั้งมีความแตกต่างกันในด้านงบประมาณ ทรัพยากร สถานที่ และบุคลากร รวมทั้งผู้เรียนใน
ื้
สถานศึกษาแต่ละสถานศึกษาก็มาจากพนเพครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจ สังคมที่ต่างกัน มีความรู้




๓๗ ัจนียา แพไธสง และวัลลภา อารีรัตน์, “การบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนตนแบบ
การใช้หลักสูตร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต ๒”, การศึกษาอิสระ, (บัณฑิตวิทยาลัย:

มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ๒๕๕๓), หน้า ๕.


Click to View FlipBook Version