The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสงัคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พระครูใบฎีกามณฑล เขมโก (ชูโตศรี)

ดุษฎีนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พุทธศักราช ๒๕๖๓

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kunnisa sy, 2020-09-15 04:19:40

รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสงัคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสงัคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พระครูใบฎีกามณฑล เขมโก (ชูโตศรี)

ดุษฎีนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พุทธศักราช ๒๕๖๓

๘๕


๑๐) การแนะแนว

๑๑) การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา

๑๒) การส่งเสริมชุมชนให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการ


๑๓) การประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาและองค์กรอื่น

๑๔) การส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคล ครอบครัว องค์กรหน่วยงาน

สถานประกอบการและสถาบันอื่นที่จัดการศึกษา

๑๕) การจัดทำระเบียบและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับงานด้านวิชาการของสถานศึกษา

๑๖) การคัดเลือกหนังสือ แบบเรียนเพื่อใช้ในสถานศึกษา


๑๗) การพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
๑๒๘
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ ได้เสนอขอบข่ายการบริหารงานวิชาการ ซึ่งประกอบด้วย

๑) การวางแผนเกี่ยวกับงานวิชาการ


(๑) แผนปฏิบัติงานวิชาการ

(๒) โครงการสอน


(๓) บันทึกการสอน

๒) การจัดดำเนินงานเกี่ยวกับการเรียนการสอน

(๑) การจัดตารางสอน


(๒) การจัดชั้นเรียน

(๓) การจัดครูเข้าสอน

(๔) การจัดแบบเรียน


(๕) การปรับปรุงการเรียนการสอน

(๖) การฝึกงาน






๑๒๘ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, แนวทางการกระจายอำนาจกรบริหารและการ
จัดการการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จํากัด, สำนักงานคณะกรรมการ

การศึกษาขั้นพื้นฐาน, สำนักงานวิชาการและพัฒนาคุณภาพการศึกษา, ๒๕๕๐) หน้า ๒๙-๓๐.

๘๖


๓) การจัดบริหารเกี่ยวกับการเรียนการสอน

(๑) การจัดสื่อการเรียนการสอน

(๒) การจัดห้องสมุด


(๓) การนิเทศการสอน

(๔) การวัดและประเมินผล
๑๒๙

กระทรวงศึกษาธิการ ไดกำหนดแนวทางการพฒนางานวิชาการไวให้ทุกสถานศึกษา ทุก


ระดับและทุกสังกดที่เขาโครงการ โดยแบงออกเป็น ๗ ด้านดังนี้ คือ
๑) ด้านหลักสูตร


๒) ด้านการบริหารจัดการวิชาการ

๓) ด้านการจัดการเรียนรู้

๔) ด้านห้องสมุดและแหล่งเรียนรู


๕) ด้านการพัฒนาบุคลากร

๖) ด้านการประเมินผล


๗) ด้านการประกนคุณภาพ
๑๓๐

ในแต่ละสถานศึกษาย่อมมีการกำหนดขอบข่ายของงานด้านวิชาการแตกต่างกันไปตาม

ความเหมาะสมของแต่ละสถานศึกษา เพื่อให้มีความเป็นอิสระ คล่องตัว รวดเร็ว สอดคล้องกับความ
ต้องการของผู้เรียน สถานศึกษา และชุมชน รวมทั้งการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานด้าน

วิชาการ












๑๒๙ ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์, การบริหารงานวิชาการ, (กรุงเทพมหานคร: ศูนย์สื่อเสริมกรุงเทพ),

๒๕๔๕), หน้า ๓-๔.
๑๓๐ กระทรวงศึกษาธิการ, โครงการหนึ่งอำเภอ หนึ่งโรงเรียนในฝัน, (กรุงเทพมหานคร: สถาบันราช

ภัฏสวนดุสิต, ๒๕๔๖), หน้า ๗๑-๗๔.

๘๗


๓.๔ หลักการบริหารวิชาการ

การบริหารงานของแต่ละสถานศึกษามีคุณภาพมากน้อยเพียงใดนั้น ขั้นอยู่กับการ

บริหารงานทางด้านวิชาการทั้งสิ้น ซึ่งในการบริหารงานของวิชาการนั้นจะต้องมีหลักในการบริหารงาน
ดังมีนักวิชาการ และนักศึกษาได้ให้ความหมายและกล่าวสรุปไว้ดังนี้



ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน ไดกล่าวไว้ว่าหลักการบริหารวิชาการมหลักดังนี้
๑) หลักแห่งประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง การไดมีผลผลิตเพิ่มขึ้นโดยไมเพม
ิ่
การลงทุน นั่นคือ นักเรียนนักศึกษาสามารถสำเร็จการศึกษาตามกำหนดของหลักสูตร โดยไมลาออก
กลางคัน เรียนเกินเวลา และช้ากว่ากำหนด


๒) หลักแห่งประสิทธิผล (Effectiveness) หมายถึงผลผลิตไดตามจุดมุ่งหมายที่วาง
ไว้นั้นคือ นักเรียนนักศึกษามีคุณภาพตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรมีความรูความสามารถ ทักษะ

คุณภาพ และการจัดการได้
๑๓๑
อุทัย บุญประเสริฐ และจิราภรณ จนทร์สุพัฒน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงาน

วิชาการมีขอบข่ายที่กว้างขวางและมีความเกี่ยวโยงสัมพนธ์กับงานบริหารด้านอนๆ ของโรงเรียน

ื่

เทคนิคและหลักการบริหารจึงอาจจะมีความแตกต่างกันในรายละเอยดของงาน แต่หลักการสำคัญที่
ควรนำไปปฏิบัติงานบริหารงานวิชาการ อาจสรุปได้ ดังนี้

๑) จัดทำแผนงานวิชาการที่มีความสัมพนธ์และสอดคลองกับหลักสูตรแผนการศึกษา

แห่งชาติ แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติและนโยบายของรัฐ

๒) จัดตั้งคณะกรรมการวิชาการของโรงเรียน


๓) กระจายอำนายและความรับผิดชอบให้ผู้ปฏิบัติ

๔) ริเริ่ม สร้างสรรค์ และพัฒนางานวิชาการอย่างสม่ำเสมอ

๕) จัดทำโครงการพัฒนาครูขึ้นในโรงเรียน


๖) ส่งเสริมสวัสดิภาพ สร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน











๑๓๑ ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์, การบริหารงานวิชาการ, (กรุงเทพมหานคร: ศูนย์สื่อเสริมกรุงเทพ,

๒๕๔๕ หน้า ๖.

๘๘


๑๓๒
๗) มีการติดตามและประเมินผลงาน
ชุมศักดิ์ อินทรรักษ ได้กล่าวถึง หลักการบริหารงานวิชาการที่สำคัญๆ ดังนี้

๑) หลักการพัฒนาคุณภาพ (Quality Circle) เป็นการบริหารเพื่อนำไปสูความเป็นเลิศ

ทางวิชาการองค์ประกอบของคุณภาพที่เป็นตัวชี้วัด คือ ผลผลิตและกระบวนการเป็นปัจจัยสำคัญทำ

ให้บุคลากรและรับบริการไดรับความพงพอใจ พัฒนาศักยภาพเป็นที่ยอมรับของสังคมในระดับสากล

มากขึ้น โดยอาศัยกระบวนการประกันคุณภาพการศึกษา ได้แก่ การควบคุมคุณภาพการตรวจสอบ

คุณภาพ และการประเมินผล

๒) หลักการมีส่วนร่วม (Participation) การปรับปรุงคุณภาพของกระบวนการบริหารได

พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอโดยหลักการมีส่วนร่วม การเสนอแนะและการพัฒนาในงานวิชาการ
ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายจึงอาจดำเนินงานในรูปของคณะกรรมวิชาการโดยมีเป้าหมาย

นำไปสูการพฒนาคุณภาพไดมากขึ้น การมีส่วนร่วมต้องเริ่มจากการร่วมคิดร่วมทำและร่วมประเมินผล


๓) หลักการ ๓ องค์ประกอบ (3 – Es) ได้แก ประสิทธิ์ภาพ ประสิทธิ์ผล ประหยัด

(๓.๑) หลักประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง การปฏิบัติตามแผนที่กำหนดไว

เป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการ มีปัญหาและอปสรรคขณะดำเนินการก็สามารถปรับปรุงแกไขได
การมีประสิทธิภาพเน้นไปที่กระบวนการ (Process) การใช้กลยุทธ์และเทคนิควิธีต่างๆ ที่ทำให้บรรลุ

วัตถุประสงค์มากที่สุด

(๓.๒) หลักประสิทธิผล (Effectiveness) หมายถึง ไดผลผลิต (Outcome) ตาม
วัตถุประสงค์ที่กำหนดไวตรงตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรมีความรูความสามารถ มีทักษะเพิ่มขึ้น

รวมทั้งการคำนึงถึงผลประโยชนที่ไดรับ อย่างไรก็ตามมักใช้สองคำนี้ควบคูกันคือมีประสิทธิภาพและ

ประสิทธิผล

(๓.๓) หลักประหยัด (Economy) หมายถึง การใช้เวลาน้อยการลงทุนน้อยการใช้

กำลังหรือแรงงานน้อยโดยไมตองเพิ่มทรัพยากรการบริหารแต่ไดผลผลิตตามที่คาดหวัง ดังนั้น การ
ลงทุนทางวิชาการจึงต้องคำนึงหลักความประหยุดด้วยเช่นกัน










๑๓๒ อุทัย บุญประเสริฐ และจิราภรณ์ จันทร์สุพัฒน์, “โครงสร้างและอัตรากำลังของสถานศึกษา ตาม
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒”, รายงานการวิจัย, (กรุงเทพมหานคร: สำนักนายกรัฐมนตรี,

๒๕๔๔), หน้า ๒๐.

๘๙


๔) หลักความเป็นวิชาการ (Academics) หมายถึง ลักษณะที่ครอบคลุมเนื้อหาสาระของ
วิชาการไดแกหลักการพัฒนาหลักสูตร หลักการเรียนรูหลักการสอน หลักการวัดผลประเมินผล

หลักการนิเทศการศึกษาและหลักการวิจัย เป็นต้น หลักการเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ก่อให้เกิด
๑๓๓
การเปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์

ทัศนีย์ วงศ์ยืน กล่าวถึง การบริหารงานวิชาการเป็นงานหลักที่สำคัญของสถานศึกษา
ควรมีหลักการบริหารงานวิชาการดังนี้


๑) สถานศึกษาต้องคำนึงถึงองค์ประกอบที่สำคัญของงานวิชาการ ได้แก่ การพัฒนา
หลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การพัฒนาสื่อนวัตกรรมการเรียนการสอน และการจัด

ประเมินการเรียนการสอน

๒) สถานศึกษาต้องมีกลไกควบคุมมาตรฐานทางวิชาการของสถานศึกษาให้มี

คุณภาพเพื่อการพัฒนาทางวิชาการและให้มีทิศทางการพัฒนางานวิชาการอย่างชัดเจน และไปใน

ทิศทางเดียวกัน สอดคล้องกับการประเมินคุณภาพภายใน และการประเมินจากหน่วยงานภายนอก

๓) สถานศึกษาต้องมีการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ ความ

เข้าใจ เกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร การพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอน การวัดประเมินผล
การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยคำนึงถึงผู้เรียนเป็นสำคัญ


๔) สถานศึกษาต้องมีโครงสร้างการบริหารงานวิชาการที่ชัดเจน มีการกระจาย
อำนาจและความรับผิดชอบให้ผู้ปฏิบัติงาน โดยคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และความเหมาะสม

ของผู้ปฏิบัติงาน

๕) สถานศึกษาต้องมาการประเมินติดตามผลการปฏิบัติงานทางวิชาการเพื่อให้ได้

มาตรฐานของงานวิชาการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

๖) สถานศึกษาต้องมีเครือข่ายการประสานงานความร่วมมือระหว่างครอบครัว

ชุมชน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนทางวิชาการของสถานศึกษาในการพัฒนาผู้เรียน














๑๓๓ ชุมศักดิ์ อินทร์รักษ์, การบริหารงานวิชาการ, (ปัตตานี: ภาควิชาการบริหารการศึกษา คณะ

ศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี, ๒๕๔๕), หน้า ๙.

๙๐


๗) สถานศึกษาต้องสามารถบริหารงานวิชาการได้อย่างมีอิสระคล่องตัว และ
๑๓๔
สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและชุมชน

ในการบริหารงานวิชาการจะต้องมีหลักการและวิธีการดำเนินงาน เพอให้เกิดความ
ื่
คล่องตัวในการบริหาร ดังนั้น ในหลักการเบื้องต้นของการบริหารจึงต้องมีข้อความชัดเจนในเรื่องต่าง

ๆ ที่ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบที่สำคัญของงานวิชาการ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร การจัดกิจกรรมการ
เรียนการสอน การพัฒนาสื่อนวัตกรรมการเรียนการสอน และการจัดประเมินการเรียนการสอน

หลักการเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์ เพื่อเพม
ิ่
ประสิทธิภาพและคุณภาพในการจัดและพัฒนาคุณภาพการศึกษาต่อไป

๓.๕ การส่งเสริมวิชาการของหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาสังคมศึกษา

สภาพการบริหารงานของวิทยาเขตนครสวรรค์ ด้านการส่งเสริมวิชาการ เมื่อพิจารณา

การบริการวิชาการและถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาแก่ชุมชนและสังคมมีหลาย

รูปแบบ การบริการวิชาการม การพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรมที่มีต่อพันธกิจของมหาวิทยาลัยที่มุ่ง

สู่ความเป็นเลิศในการจัดการศึกษาพระพุทธศาสนา บูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ พัฒนาจิตใจและ

สังคม และมุ่งธำรงปณิธานในการศึกษาพระไตรปิฎกและวิชาชั้นสูงสำหรับพระภิกษุสามเณรและ
คฤหัสถ์ เพื่อผลิตบัณฑิตที่เป็นคนดีและเก่งอย่างมีสมรรถภาพ การจัดการศึกษาและวิจัยดีอย่างมี

คุณภาพ บริการวิชาการดีอย่างมีสุขภาพ และบริหารดีอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งส่งเสริม

พระพุทธศาสนาและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมคุณภาพและเป็นที่ยอมรับของสังคมงานวิชาการทาง
พระพุทธศาสนาถูกนำมาใช้ในการศึกษาจนเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่และเผยแผ่สู่สังคม


๑) ปรัชญา ความสำคัญ และวัตถุประสงค์ของหลักสูตร

(๑) ปรัชญา

หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช


วิทยาลัย เป็นหลักสูตรที่มีความเชื่อว่าบัณฑตสาขาวิชาสังคมศึกษา จะต้องเป็นผู้มีความรอบรู้และใฝ่รู้
ด้านวิชาการ มีจิตวิทยาของความเป็นครู และจิตสำนึกในการบริการ และช่วยเหลือบุคคลตาม
จรรยาบรรณวิชาชีพบนพื้นฐานของคุณธรรม ศีลธรรม มนุษยธรรม และเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม


(๒) วัตถุประสงค์






๑๓๔ ทัศนี วงศ์ยืน, การบริหารงานวิชาการ, (กรุงเทพมหานคร: คณะบริหารการศึกษา จุฬาลงกรณ์

มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๓), หน้า ๑๑-๑๒.

๙๑


เพื่อผลิตบัณฑิตสาขาวิชาสังคมศึกษาให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ดังนี้

(๒.๑) มีความรู้ ความเข้าใจ ในสังคมศึกษา

(๒.๒) มีทักษะด้านการสอน ด้านการคิดวิเคราะห์เชิงตัวเลข และการสื่อสาร

เทคโนโลยี

(๒.๓) สามารถพัฒนารูปแบบการสอน และจัดการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษาอย่าง

ต่อเนื่อง

(๒.๔) สามารถนำความรู้ทางสังคมศึกษาไปประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ


(๒.๕) เป็นผู้นำด้านการสอนสังคมศึกษาที่มีคุณธรรม ศีลธรรม และมนุษยธรรม

(๒.๖) มีจิตอาสาในการให้บริการช่วยเหลือบุคคลตามจรรยาบรรณวิชาชีพ

(๒.๗) มีความรับผิดชอบและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน


(๓) คุณลักษณะบัณฑิต

(๓.๑) มีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ถ่อมตน เป็น

แบบอย่างที่ดี และทำหน้าที่ผลเมืองดี รับผิดชอบต่อตนเองและสังคม เคารพในศักดิ์ศรีความเป็น
มนุษย์ เข้าใจ เห็นคุณค่าตนเอง และผู้อื่นตามความเป็นจริง


(๓.๒) มีความอดทน ใจกว้างและมีความเชี่ยวชาญในการจัดการเรียนรู้ รวมทั้ง
การทำงานร่วมกนกับผู้เรียนและผู้ร่วมงานทุกกลุ่ม


(๓.๓) มีความรอบรู้และมีความสามารถประยุกต์ความเข้าใจอันถ่องแท้ใน
ทฤษฏี และระเบียบวิธีการศึกษาวิจัย เพื่อสร้างความรู้ใหม่


(๓.๔) มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหา และข้อโต้แย้งโดยการ
แสดงออกซึ่งภาวะผู้นำในการแสวงหาทางเลือกใหม่ที่เหมาะสมและปฏิบัติได้


(๓.๕) มีความสามารถในการพิจารณาแสวงหา และเสนอแนะแนวทางในการ
แก้ปัญหาทางวิชาการ วิชาชีพและสังคมอย่างมีเหตุผล โดยการบูรณาการศาสตร์แบบสหวิทยาการ

และพหุวิทยาการเพื่อเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน

๙๒


(๓.๖) มีความสามารถในการติดตามพัฒนาการของศาสตร์ทั้งหลาย และมี
๑๓๕
ความมุ่งมั่นในการพัฒนาสมรรถนะของตนอยู่เสมอ

๒) การบริการทางวิชาการแก่สังคม

เป็นหนึ่งในภารกิจหลักที่พึงให้บริการทางวิชาการแก่ชุมชน สังคม ทั้งระดับชาติในรูปแบบ

ต่างๆ ตามความถนัดและมีความเชี่ยวชาญ การให้บริการทางวิชาการเป็นการทำประโยชน์แก่สังคม
ทั้งยังช่วยเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ของอาจารย์ อันจะนำไปสู่การบูรณาการการจัดการเรียน

การสอนและการวิจัย การพัฒนาหลักสูตร พัฒนาตำแหน่งทางวิชาการ ของอาจารย์ สร้างเครือข่าย
กับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งงานของนิสิต การบูรณาการงานบริการวิชาการกับการเรียนการสอน

จะทำให้นิสิตมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง มีศักยภาพทางวิชาการดี มีความสามารถในการแก้ปัญหา

ประยุกต์ใช้ความรู้กับชุมชนได้มากขึ้น มีเจตคติที่ดีต่อการรับใช้ชุมชนและสังคม ด้านการส่งเสริม
พระพุทธศาสนาและบริการวิชาการแก่สังคม จึงมีดังนี้


(๑) การจัดโครงการบริการวิชาการที่ตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนโดย
อาจารย์นำองค์ความรู้ที่ได้จากการบริการวิชาการมาบูรณาการในรายวิชาที่มีเนื้อหาสอดคล้อง และให้

นิสิตฝึกปฏิบัติจริงร่วมกับชุมชนภายใต้โครงการบริการวิชาการ

(๒) จัดให้นิสิตมีส่วนร่วมบริการวิชาการในโครงการบริการวิชาการ เช่น การเป็น

วิทยากรเป็นผู้ช่วยวิทยากร เป็นผู้ร่วมดำเนินโครงการกับท้องถิ่น

(๓) จัดทำโครงการสัญญาประชาคมกับหน่วยงานของรัฐและเอกชน

(๔) สำรวจความต้องการของผู้รับบริการวิชาการ ได้แก่ ชุมชน องค์กรภาครัฐ

ภาคเอกชน หน่วยงานวิชาชีพ

(๕) สนับสนุนให้อาจารย์และนิสิตนำความรู้ในรายวิชาไปจัด โครงการ/กิจกรรมที่

เป็นประโยชน์แก่องค์กร ชุมชน หรือสังคม

(๖) จัดทำระบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับการให้บริการวิชาการแก่ชุมชนทั้งในส่วนของ

ความรู้ความสามารถของคณาจารย์และนิสิต ให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน









๑๓๕ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
(๕ ปี) หลักสูตรปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๕๖ ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (มคอ.๒), (คณะครุ

ศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๖), หน้า ๕.

๙๓


(๗) จัดให้มีแหล่งบริการวิชาการที่อาจารย์และนิสิตสามารถฝึกปฏิบัติงานบริการ
วิชาการแก่สังคม โดยใช้องค์ความรู้และประสบการณ์จากการเรียนการสอน


(๘) จัดทำโครงการบริการวิชาการแก่สังคมที่หลากหลายและเป็นที่ต้องการของ
สังคม


(๙) ควรจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมต่อการจัดกิจกรรมการให้บริการวิชาการ

(๑๐) จัดหาแหล่งทุนสนับสนุนงบประมาณให้กับโครงการบริการวิชาการ

(๑๑) จัดตั้งงบประมาณในด้านการบริการวิชาการแก่สังคมให้กับอาจารย์และนิสิต

ของมหาวิทยาลัย

(๑๒) จัดทำโครงการความร่วมมือกับหน่วยงานองค์กรต่างๆ เพื่อเป็นแหล่งทุนและ

แหล่งปฏิบัติงานบริการวิชาการของนิสิต

(๑๓) ส่งเสริมการนำผลการบริการวิชาการมาบูรณาการกับการเรียนการสอนและ

การวิจัย

(๑๔) สร้างหลักสูตรในการเรียนรู้เรื่องเครือข่ายความร่วมมือ
๑๓๖

สรุปได้ว่า การส่งเสริมวิชาการของสาขาสังคม คือ มาตรฐานวิชาการในระดับอุดมศึกษามุ่ง
ผลิตกำลังคนที่สนองความต้องการของท้องถิ่นและสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

แห่งชาติ มีความยืดหยุ่นสามารถปรับตามสภาพการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจสังคมและ
ความก้าวหน้าของวิทยาการ ในการจัดกิจกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้โดยมุ่งเน้นการปฏิบัติ

ควบคู่ทฤษฎีและยึดหลักความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและชุมชน นำไปสู่การพัฒนา

ก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการ และการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถภาพในวิชาชีพ ทั้งในด้าน
เทคนิควิธีและการจัดการงานอาชีพ และด้านคุณธรรมมาบูรณาการกับการเรียนการสอนและการวิจัย

มีศักยภาพทางวิชาการดี มีความสามารถในการแก้ปัญหา ประยุกต์ใช้ความรู้กับชุมชนได้มากขึ้น มีเจต
คติที่ดีต่อการรับใช้ชุมชนและสังคม ด้านการส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการวิชาการแก่สังคม










๑๓๖ พระมหานุสรณ์ เสถียรดี, “แนวทางการบริหารงานของวิทยาลัยสงฆ์นครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหา
จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”, วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์, ครั้งที่ ๑๕ (๒๓

กรกฎาคม ๒๕๕๘): ๘๖๘-๘๖๙.

๙๔


๔. ด้านการประเมินหลักสูตร

การประเมินหลักสูตรเป็นกระบวนการในการจัดเตรียมสารสนเทศสำหรับใช้ประกอบการ

ตัดสินใจเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร ปรับปรุงการบริหารหลักสูตร การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรให้
เหมาะสมกับสภาพและความต้องการของผู้เรียน ผู้ปกครอง และสังคม ในการประเมินหลักสูตรทำได้

หลายลักษณะ การประเมินหลักสูตรเพื่อตรวจสอบสัมฤทธิ์ผลของหลักสูตร

๔.๑ ความหมายของการประเมินหลักสูตร


คำว่า “การประเมิน” ความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒
๑๓๗
หมายถึง การกะประมาณค่าหรือราคาเท่าที่ควรจะเป็นจริง การประเมินผล หมายถึง การพิจารณา

และวัดคุณค่าของกิจการใดๆ ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เช่น ประเมินผลการสัมมนา ประเมินผลการ
ปฏิบัติงานในรอบปี ของสถานศึกษานักวิชาการทางการวัดและประเมินส่วนใหญ่ได้ให้ความหมายของ

การประเมินหลักสูตรไว้ ดังนี้

มารุต พัฒผล การประเมินหลักสูตร คือ การตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรในลักษณะ

การตัดสินคุณค่า (value judgment) ประเด็นต่างๆ ว่ามีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนดไว้หรือไม่

เพียงใด โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์และนำผลการประเมินมาปรับปรุงหลักสูตรให้มีคณภาพมากขึ้น เช่น

ความทันสมัยของเอกสารหลักสูตร คุณภาพการจัดการเรียนรู้ คุณภาพการวัดและประเมินผล

คุณภาพของผู้เรียน เป็นต้น
๑๓๘
ื่
พิชิต ฤทธิ์จรูญ ได้กล่าวสรุป การประเมินหลักสูตร หมายถึง กระบวนการเชิงระบบเพอ
จัดหาสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ ต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับการปรับปรุง พัฒนาหลักสูตร การบริหาร
หลักสูตร การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรจากความหมายดังกล่าวนี้ ชี้ให้เห็นลักษณะสำคัญของการประเมิน

หลักสูตร ดังนี้

๑) การประเมินหลักสูตรเป็นกระบวนการที่จัดทำขึ้นอย่างเป็นระบบเพื่อให้ได้

สารสนเทศที่เชื่อถือได้และเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของผู้บริหาร หรือผู้เกี่ยวข้องกบหลักสูตร










๑๓๗ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒, (กรุงเทพมหานคร: นานมี

บุคสพับลิเคชั่นส์, ๒๕๔๖), หน้า ๖๖๔.
๑๓๘ มารุต พัฒผล, การประเมินหลักสูตรเพื่อการเรยนรู้และพัฒนา, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท จรัล

สนิทวงศ์การพิมพ์ จำกัด, ๒๕๕๘), หน้า ๒๙.

๙๕


๒) การประเมินหลักสูตรเป็นกระบวนการในการจัดเตรียมสารสนเทศ เพื่อใช้ในการ
ตัดสินใจเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร ปรับปรุงการบริหารหลักสูตร การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรให้

เหมาะสมกบสภาพและความต้องการของผู้เรียน ผู้ปกครอง และสังคม

๓) จุดเน้นที่สำคัญของการประเมินหลักสูตร อยู่ที่การเพิ่มประสิทธิภาพ (efficiency)

และประสิทธิผล (effectiveness) ของการใช้หลักสูตรในการจัดเรียนการสอนเพื่อพัฒนาคุณภาพ
ผู้เรียน
๑๓๙

สุภาพร ตรีนภา ได้กล่าวสรุปว่า การประเมินผลหลักสูตร หมายความว่า กระบวนการ
พิจารณาอย่างเป็นระบบเพื่อให้รู้ถึงคุณภาพและประสิทธิภาพของหลักสูตร โดยการประเมินผล

หลักสูตรต้องทำการประเมินอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทราบผลดีและผลเสียของการบริหารจัดการ โดย


นำข้อบกพร่องมาทำการแกไขปรับปรุงและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น
๑๔๐
รุจิร ภูสาระ ไดให้ความหมายของการประเมินหลักสูตรไวหลายนัยว่า การประเมิน

หลักสูตร หมายถึง ๑) การวัดผลการปฏิบัติของผู้เรียนตามจุดประสงค์ที่กำหนดไวในเชิงปริมาณ ๔)
การเปรียบเทียบพฤติกรรมการปฏิบัติของผู้เรียนกับมาตรฐาน ๓) การอธิบายและการตัดสินใจ

เกี่ยวกับหลักสูตร ๔) การอธิบายการตัดสินใจเกี่ยวกับหลักสูตรและการเลือกการวิเคราะห์ข้อมูลที่
เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเรื่องหลักสูตร ๕) การใช้ความรูเกี่ยวกับวิชาชีพในการตัดสินใจเกี่ยวกับการ

นำหลักสูตรไปใช้
๑๔๑
กูด (Good) สตัฟเฟลบีมและคณะ (Stufflebeam et al.) ไดให้ความหมายของการ



ประเมินหลักสูตรไวสอดคลองกนว่า หมายถึง กระบวนการหาข้อมูล เก็บขอมูล กิจกรรมการเรียนการ














๑๓๙ พิชิต ฤทธิ์จรูญ, “การประเมินหลักสูตร:แนวคิด กระบวนการและการใช้ผลการประเมิน”, วารสาร
ศึกษาศาสตร์ มสธ., ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๑ (ม.ค. – มิ.ย. ๒๕๕๘): ๑๖.
๑๔๐ สุภาพร ตรีนภา, “การประเมินหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการประกันภัย

และการบริหารความเสี่ยง พ.ศ.๒๕๕๒ คณะสถิติประยุกต์”, งานวิจัย, (บัณฑิตวิทยาลัย: สำนักวิจัยสถาบัน
บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, ๒๕๕๔), หน้า ๑๐.
๑๔๑ รุจิร์ ภู่สาระ, การพัฒนาหลักสูตร: ตามแนวปฏิรูปการศึกษา, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร:

บุ๊ค พอยท์, ๒๕๔๖), หน้า ๑๔๓.

๙๖


สอนภายในขอบข่ายของการสอน ซึ่งนำไปสูการตัดสินใจการวางแผนการจัดโครงการและกิจกรรม
๑๔๒
ต่างๆ ให้ดีขึ้น และเป็นประโยชนในการตัดสินใจหาทางเลือกที่ดีกว่าเดิม

สตัฟเฟิลบีม และชิกฟิลด์ (Stufflebeam and Shinkfield) ให้ความหมายว่า การ
ประเมินหลักสูตร เป็นกระบวนการของการแสวงหาข้อมูล และการจัดเตรียมสารสนเทศที่เป็น

ี่
ประโยชน์ต่อการตัดสินใจและแสวงหาทางเลือกที่เหมาะสมในการดำเนินการเกยวกับหลักสูตร
๑๔๓
ฟิทซ์แพททริค แซนเดอร์ และวอร์เธน (Fitzpatrick, Sanders, and Worthen) ให้

ความหมายของการประเมินหลักสูตรว่า เป็นวิธีการสืบหาข้อมูลและพิจารณาตัดสินเกี่ยวกับหลักสูตร
๓ ประเด็น คือ (๑) การกำหนดมาตรฐานเพื่อใช้ตัดสินคุณภาพโดยเทียบกับมาตรฐานที่กำหนด (๒)

การรวบรวมข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร และ (๓) การประยุกต์ใช้มาตรฐานเพื่อตัดสิน

คุณค่า คุณภาพ คุณประโยชน์ ประสิทธิผล หรือความสำคัญของหลักสูตร ซึ่งจะช่วยให้ได้ข้อเสนอแนะ
ที่จะทำให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ ที่กำหนดไว้ หรือช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องตัดสินใจได้ว่าควรดำเนินการใช้

หลักสูตรต่อไปปรับปรุงพัฒนา หรือเปลี่ยนแปลงหลักสูตรอย่างไร
๑๔๔
การประเมินหลักสูตรจากความหมายที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น ผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า

คือ การพิจารณาองค์ประกอบหลักสูตรว่า มีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด มีความสอดคล้องกับ
สภาพของสถานศึกษามากน้อยเพียงใดการวิเคราะห์ข้อมูล แล้วนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินหา

ข้อบกพร่องหรือปัญหา เพื่อหาทางปรับปรุงแก้ไขส่วนประกอบทุกส่วนของหลักสูตรให้มีคุณภาพดี

ยิ่งขึ้น และเมื่อได้นำหลักสูตรไปใช้แล้วบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ต้องการหรือไม่ โดยในการประเมิน
หลักสูตรจะใช้เครื่องมือชนิดต่างๆ ที่มีความเหมาะสมในการเก็บรวบรวมข้อมูล ทั้งนี้ผลที่ได้จากการ

ประเมินจะถูกนำไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้นต่อไป

๔.๒ ความสำคัญของการประเมินหลักสูตร


การประเมินหลักสูตรมีความสำคัญ ดังนี้







๑๔๒ Good, C. V., Dictionary of education, (New York: McGraw–Hill, 1945), p. 209.,
Stufflebeam, D.L., et al., Educational Evaluation and Decision Making, (Itasca, Illinois: Peacock.
1971), p. 128.
๑๔๓ Stufflebeam, D.L. and Shinkfield, A.J., Systematic evaluation, (Boston: Kluwer–

Nijhoff, 1990), p.195.
๑๔๔ Fitzpatrick,J.L., Sanders, J.R. and Worthen, B.R., Program evaluation, alternative

approaches and practical guidelines, (New York: Longman, 2004), p. 5.

๙๗


๑) ช่วยให้ได้สารสนเทศเกี่ยวกับหลักสูตรสำหรับผู้บริหารหรือผู้เกี่ยวข้องใช้
ประกอบการตัดสินใจเพื่อการพัฒนาหลักสูตร การตรวจสอบความพร้อมของหลักสูตรและทรัพยากร

ในการดำเนินการใช้หลักสูตร

๒) ช่วยให้ทราบความก้าวหน้า ปัญหาและอุปสรรคในระหว่างดำเนินการใช้หลักสูตร

ซึ่งจะนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจเพื่อการปรับปรุงการบริหารหลักสูตร หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขแผน
หรือวิธีการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


๓) ช่วยให้ได้สารสนเทศเกี่ยวกับสัมฤทธิผลของหลักสูตร จุดเด่น จุดด้อยของ
หลักสูตรซึ่งจะนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจและวินิจฉัย ว่าจะปรับปรุง เปลี่ยนแปลงหลักสูตรอย่างไร

ให้มีความเหมาะสมกบสภาพการเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มของการศึกษา เศรษฐกิจ สังคมและ

การเมือง

๔) ช่วยให้ได้สารสนเทศที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพของหลักสูตรวาเป็นอย่างไร คุ้มค่า

กับการลงทุนหรือไม่ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจของผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องในการดำเนินการใช้
หลักสูตรต่อไป ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกหลักสูตร


๕) ช่วยให้เกิดการเสริมแรง สร้างพลังจูงใจให้กบผู้บริหารหลักสูตรครูผู้สอนและ
ผู้เกี่ยวข้องกบการใช้หลักสูตรเมื่อทราบสัมฤทธิผลของหลักสูตร จุดเด่น หรือจุดด้อยของหลักสูตรโดย

จะมุ่งมันปรับปรุง และพัฒนาการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพและ
๑๔๕
มาตรฐานสูงขึ้นซึ่งจะเกิดคุณค่าและประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน หรือสถานศึกษา

ชฎาวัลย์ รุณเลิศ กล่าวไว้ว่า การประเมินหลักสูตร มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจ
ปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรหลายประการ ดังนี้


๑) ทำให้ได้ข้อมูลสารสนเทศต่างๆ ทราบความจำเป็นและความต้องการของ
ประชากรเป้าหมายของหลักสูตร เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความ

ต้องการของสภาพสังคมและผู้เรียน

๒) ได้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงแผนงาน กิจกรรม และหลักสูตรให้

เหมาะสมก่อนนำไปปฏิบัติ เพื่อลดโอกาสเสี่ยง อุปสรรค ที่จะให้หลักสูตรล้มเหลว









๑๔๕ พิชิต ฤทธิ์จรูญ, “การประเมินหลักสูตร: แนวคิด กระบวนการและการใช้ผลการประเมิน”, วารสาร

ศึกษาศาสตร์ มสธ., ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๑ (ม.ค. – มิ.ย. ๒๕๕๘): ๑๖.

๙๘


๓) การประเมินความสำเร็จของหลักสูตรจะทำให้ทราบว่า การใช้หลักสูตรบังเกิดผล
ตามจุดมุ่งหมายหรือไม่ ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถเพียงใด ผู้สำเร็จการศึกษานำความรู้ไปใช้ได้มาก

น้อยเพียงใด คุ้มค่าหรือไม่ ควรจะปรับปรุงและพัฒนาส่วนใด เพื่อเป็นการลดโอกาสสูญเปล่าอีกทาง
หนึ่ง


๔) การประเมินผลหลักสูตร จะทำให้ผู้รับผิดชอบหลักสูตรและผู้ใช้หลักสูตรเห็น
จุดเด่นจุดอ่อนของตน และจะเกิดแรงจูงใจในการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

รวมทั้งหากผู้รับผิดชอบมองเห็นความสำเร็จในการนำหลักสูตรไปใช้ ก็จะทำให้เกิดแรงจูงใจหรือสร้าง

๑๔๖
ขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานต่อไป
การประเมินหลักสูตรมีความสำคัญหลายประการ ซึ่งเมื่อวิเคราะห์จำแนกตามช่วงเวลา

การประเมินหลักสูตร ๓ ระยะ ได้แก่ การประเมินก่อนการใช้หลักสูตร การประเมินระหว่างการใช้
หลักสูตรและการประเมินหลังการใช้หลักสูตร แต่ละระยะมความสำคัญดังต่อไปนี้


๑) การประเมินก่อนการใช้หลักสูตร ช่วยทำให้ทราบว่าเอกสารหลักสูตรมีความ
ถูกต้อง หรือไม่ มีความชัดเจนอ่านแล้วเข้าใจตรงกันหรือไม่ ทรัพยากรที่ใช้ในหลักสูตรมีเพียงพอ

หรือไม่ ผู้บริหาร และผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจในหลักสูตรที่จะใช้เพียงใด แผนการใช้หลักสูตรมี
ความชัดเจนเพียงใด ซึ่งการประเมินหลักสูตรก่อนการใช้หลักสูตร เป็นปัจจัยเอื้อต่อการใช้หลักสูตร

อย่างมีประสิทธิภาพ

๒) การประเมินระหว่างการใช้หลักสูตรช่วยทำให้ทราบว่าการใช้หลักสูตร

มีประสิทธิภาพเพียงใด เช่น การบริหารงานวิชาการ การจัดการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล

สื่อการเรียนรู้ แหล่งการเรียนรู้ คุณภาพผู้เรียน เป็นต้น การประเมินระหว่างใช้

หลักสูตรเน้นการประเมินเพื่อปรับปรุงและพัฒนา (evaluation for improvement) เป็นสำคัญ

๓) การประเมินหลังการใช้หลักสูตรช่วยทำให้ทราบประสิทธิผลของหลักสูตร คือ

คุณภาพของผู้เรียนตามที่หลักสูตรกำหนดไว้ซึ่งโดยทั่วไปแบ่งเป็น ๓ ด้าน คือ ด้านการรู้คิด

(cognitive) ด้านทักษะการปฏิบัติ (psychomotor) และด้านอารมณ์และเจตคติ (affective) ซึ่ง
๑๔๗




๑๔๖ ชฎาวัลย์ รุณเลิศ, การประเมินผลหลักสูตรวิชาการศึกษาทั่วไป ของวิทยาลัยเทคโนโลยีทาง

การแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก, (นนทบุรี: วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุขกาญจนา
ภิเษก, ๒๕๕๒), หน้า ๙-๑๐.
๑๔๗ มารุต พัฒผล, การประเมินหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้และพัฒนา, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท จรัล

สนิทวงศ์การพิมพ์ จำกัด, ๒๕๕๘), หน้า ๓๖-๓๗.

๙๙


ใน Oxford Advanced Learner’s Dictionary ให้ความหมายของ affective ว่า “connected with
๑๔๘
motions and attitudes”

ประไพพิศ บุญชิต กล่าวถึงการประเมินหลักสูตรเป็นการสอบคุณค่าหรือหลักสูตร เป็น
กระบวนการที่จำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลดังนี้


๑) การประเมินหลักสูตร เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการหลักสูตร หรือเป็นกิจกรรม
ประกอบอย่างหนึ่งของการสร้างและพัฒนาหลักสูตร ที่ช่วยชี้ถึงระดับความสำเร็จของการใช้หลักสูตร

และคุณค่าของหลักสูตร

๒) การประเมินหลักสูตร จะช่วยให้ได้ข้อมูลด้านคุณภาพของหลักสูตรในภาพรวม

และในส่วนประกอบแต่ละส่วน ทั้งในด้านความเหมาะสมของจุดมุ่งหมาย เนื้อหา การบริหารหลักสูตร
โครงสร้าง และการใช้หลักสูตร อันเป็นประโยชน์ในการพัฒนา แก้ไข ปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสม

๑๔๙
ต่อไป
สรุปความสำคัญของหลักสูตรได้ว่า หลักสูตรมีความสำคัญต่อการจัดการเรียนการสอนใน

ห้องเรียน กล่าวคือ ผู้สอนจะใช้หลักสูตรเป็นเสมือนแม่แบบในการดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน

ต่างๆ เพื่อให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไม่หลงทางและบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างครบถ้วน
หากหลักสูตรนั้นเป็นหลักสูตรที่ดีจะสามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อเป็นการ

เตรียมความพร้อมให้การนำหลักสูตรไปใช้ในการเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

๔.๓ ประเภทของการประเมินหลักสูตร

การประเมินหลักสูตรมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจำแนกประเภท ดังนี้


๑) การจำแนกตามวัตถุประสงค์ของการประเมิน แบ่งการประเมินหลักสูตรออกเป็น ๒
ประเภท คือ


(๑) การประเมินความก้าวหน้า (formative evaluation) เป็นการประเมินขณะกา
ลังดำเนินการใช้หลักสูตร โดยมุ่งตรวจสอบ กำกับดูแลการบริหารหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน

ในแต่ละขั้นตอนของแผนการบริหารหลักสูตรและแผนการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนการศึกษา






๑๔๘ Oxford University, Oxford Advance Learner’s Dictionary, 7 ed., (New York: Oxford
th
University Press, 2005), p. 25.
๑๔๙ ประไพพิศ บุญชิต, การประเมินหลักสูตร, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http://www.sobkroo.

com/img_news/file/A28592198.pdf. [๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๙]. หน้า ๒.

๑๐๐


ความก้าวหน้า ปัญหา อุปสรรค และข้อบกพร่องต่างๆ ในระหว่างการดำเนินการใช้หลักสูตร เพื่อให้ได้
สารสนเทศสำหรับปรับปรุงกระบวนการบริหารและการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปด้วยความ

ราบรื่น สอดคล้องกบแผนหรือมาตรฐานการดำเนินการใช้หลักสูตรที่กำหนดไว้

(๒) การประเมินผลสรุปรวม (summative evaluation) หรือประเมินผลสัมฤทธิ์

ของหลักสูตร เป็นการประเมินผลสรุปรวมของหลักสูตรหลังจากดำเนินการใช้หลักสูตรครบวงจรแล้ว
เพื่อให้ได้สารสนเทศสำหรับตัดสินผลสำเร็จของหลักสูตร ผลการประเมินจะเป็นประโยชน์ต่อการ

ตัดสินใจวาควรปรับปรุง พัฒนา เปลี่ยนแปลงหลักสูตรหรือไม่ อย่างไร

๒) การจำแนกตามหลักที่ยึดในการประเมิน แบ่งการประเมินหลักสูตรออกเป็น ๒

ประเภท คือ

(๑) การประเมินแบบอิงวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของหลักสูตร(goal based

evaluation) เป็นการประเมินที่ตัดสินคุณค่าของหลักสูตรโดยการเปรียบเทียบผลผลิตของหลักสูตร

กับผลที่คาดหวังตามวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายของหลักสูตรว่าบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือ
เป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่เพียงใด


(๒) การประเมินแบบไม่อิงวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของหลักสูตร (goal-free
evaluation) เป็นการประเมินผลทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการใช้หลักสูตร ไม่จำเป็นต้องกำหนด

วัตถุประสงค์ของการประเมินให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของหลักสูตร กล่าวคือ การตัดสินคุณค่า
ของหลักสูตรควรเน้นที่การตีค่าของผลที่เกิดขึ้นทั้งหมด (actual outcomes) ของหลักสูตร ซึ่ง

ประกอบด้วยผลทางตรง ผลทางอ้อม หรือผลกระทบ โดยไม่ยึดเฉพาะการประเมินผลที่คาดหวังตาม

วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของหลักสูตร

๓) การจำแนกตามช่วงเวลาของการดำเนินการหลักสูตร แบ่งการประเมินหลักสูตร

ออกเป็น ๕ ประเภท คือ

(๑) การประเมินก่อนพัฒนาหลักสูตร เป็นการประเมินในขั้นตอนของการวางแผน

หลักสูตร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาหลักสูตร
โดยศึกษาความเหมาะสมของหลักสูตรที่จะพัฒนา พิจารณาสภาพปัญหาและความจำเป็นในการ

พัฒนาหลักสูตรวาหลักสูตรที่จะพัฒนานั้นมีความสอดคล้องกับนโยบายทางการศึกษา สภาพสังคม

เศรษฐกิจ การเมือง และการเปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือไม่อย่างไร ซึ่งอาจใช้
เทคนิคของการประเมินความต้องการจำเป็น (needs assessment) หรือใช้เทคนิคของการศึกษา

ความเป็นไปได้ (feasibility study)

๑๐๑


(๒) การประเมินร่างหลักสูตรหรือการวิเคราะห์หลักสูตร (curriculum appraisal or
analysis) เป็นการตรวจสอบความเหมาะสม ความชัดเจนและความสมบูรณ์ของตัวหลักสูตรและ

เอกสารประกอบหลักสูตร รวมทั้งตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างองค์ประกอบของหลักสูตร เช่น
ปรัชญา วัตถุประสงค์หรือจุดหมาย โครงสร้างของหลักสูตร การบริหารหลักสูตร การจัดการเรียนการ

สอน การวัดและประเมินผลการเรียน เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อจะได้ปรับปรุงหลักสูตรฉบับร่างให้มีความ


สมบูรณ์มากที่สุดและพร้อมที่จะนำไปใช้ดำเนินการจัดการศกษาต่อไป
(๓) การประเมินก่อนการใช้ หลักสูตร (intrinsic evaluation) เป็นการประเมินความ

พร้อมก่อนนำหลักสูตรไปใช้ โดยมุ่งเน้นประเมินความพร้อมและความพอเพียงด้านปัจจัยหรือ
ทรัพยากรในการใช้หลักสูตร เช่น ความพร้อมด้านบุคลากรทั้งจำนวนและคุณลักษณะ ความพร้อมด้าน

เอกสารหลักสูตร ความพร้อมด้านระบบการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน รวมทั้งสิ่ง
อำนวยความสะดวกและปัจจัยสนับสนุนการใช้หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน เป็นต้น


(๔) การประเมินระหว่างการใช้ หลักสูตร (ongoing evaluation) เป็นการประเมิน
กระบวนการใช้หลักสูตรเกี่ยวกับการบริหารหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการสนับสนุน

ส่งเสริมการใช้หลักสูตร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการศึกษาความก้าวหน้าของการใช้หลักสูตรเป็นช่วงๆ

(formative evaluation) ว่าการดำเนินการใช้หลักสูตรเป็นไปตามแผนดำเนินงานที่กำหนดไว้หรือไม่
มีปัญหาหรืออุปสรรคอย่างไรในแต่ละช่วงของการดำเนินงาน ประเด็นการประเมินที่เกี่ยวกับการ

บริหารหลักสูตร ได้แก่ การวางแผนการใช้หลักสูตร การเตรียมความพร้อมของครูและบุคลากร การ

นิเทศ การฝึกอบรมและพัฒนาครูและบุคลากรเพิ่มเติมระหว่างการใช้หลักสูตร การจัดปัจจัยและสิ่ง
สนับสนุนการใช้หลักสูตร ประเด็นการประเมินเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน ได้แก่ ความรู้

ความสามารถของครู การจัดกิจกรรม/ พฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ การจัดการชั้นเรียน การวัดและ
ประเมินผลการเรียน สารสนเทศที่ได้จากการประเมินจะนำมาใช้เพื่อการปรับปรุงการบริหารหลักสูตร

และการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

(๕) การประเมินหลังการใช้หลักสูตรครบวงจร (pay-off evaluation) เป็นการประเมน

หลักสูตรทั้งระบบเมื่อการดำเนินการใช้หลักสูตรครบวงจรแล้ว โดยมีจุดมุ่งหมายเพอการตรวจสอบว่า
ื่
ผลการดำเนินการใช้หลักสูตรได้รับความสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้มากน้อย
เพียงใด ตลอดจนการติดตามตรวจสอบผลกระทบหรือผลข้างเคียงว่ามีอะไรเกิดขึ้นตามมาอีกบ้าง

กล่าวโดยสรุป การประเมินหลังการดำเนินการใช้หลักสูตรครบวงจร มีจุดเน้นโดยเป็นการประเมินผล
ที่เกิดขึ้น (outcome) และผลกระทบ (impact) ของหลักสูตรและเป็นการประเมินผลสรุปรวมของ

หลักสูตรทั้งหมด (summative evaluation) คือการประเมินตั้งแต่การวางแผนหลักสูตร การใช้

หลักสูตร และผลผลิตของหลักสูตร

๑๐๒


๔) การจำแนกตามสิ่งที่ถูกประเมิน โดยใช้รูปแบบการประเมินซิป (CIPP Model)

ของสตัฟเฟลบีม แบ่งการประเมินหลักสูตรออกเป็น ๔ ประเภท คือ

(๑) การประเมินบริบทหรือสภาวะแวดล้อม (context evaluation) เป็นการ
ประเมินเกี่ยวกับนโยบายเป้าหมาย สภาพเศรษฐกิจและสังคม ปัญหาและความต้องการของบุคคล

และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกบหลักสูตรว่า มีความสอดคล้องเอื้อต่อการจัดทำหลักสูตรหรือไม่ ตลอดจน
ทรัพยากรและข้อจำกดต่างๆ ในการดำเนินการใช้หลักสูตร สารสนเทศที่ได้นำมาใช้ในการตัดสินใจ

เกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของหลักสูตรให้มีความสอดคล้องกบ

นโยบายหรือแผนการศึกษาและบริบทหรือสภาพของสังคม

(๒) การประเมินปัจจัยเบื้องต้น (input evaluation) เป็นการประเมินความพร้อมทั้ง

ในเชิงคุณภาพและความพอเพียงของทรัพยากรต่างๆ ก่อนเริ่มใช้หลักสูตรว่า มีทรัพยากรพร้อมที่จะ
ดำเนินการได้หรือไม่สารสนเทศที่ได้นำมาใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีการบริหารหลักสูตรและการ

จัดการเรียนการสอน รวมทั้งวิธีการใช้ทรัพยากรต่างๆ ให้เหมาะสมเพื่อให้การดำเนินการใช้หลักสูตร
สามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้


(๓) การประเมินกระบวนการใช้หลักสูตร (process evaluation) เป็นการประเมิน
ระหว่างดำเนินการใช้หลักสูตร โดยมุ่งประเมินกระบวนการบริหารหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน

และการส่งเสริมสนับสนุนการใช้หลักสูตร สารสนเทศที่ได้นำมาใช้ในการตัดสินใจเพื่อการปรับปรุง

กระบวนการบริหารหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการส่งเสริมสนับสนุนการใช้หลักสูตรให้มี
ประสิทธิภาพมากขึ้น


(๔) การประเมินผลผลิตหรือผลสัมฤทธิ์ของหลักสูตร (product evaluation) เป็น
การประเมินหลังจากการดำเนินการใช้หลักสูตรครบวงจรแล้ว ประกอบด้วยการประเมินผลลัพธ์

(output evaluation) โดยพิจารณาจากปริมาณและคุณภาพของผลผลิตเปรียบเทียบกบวัตถุประสงค์

ของหลักสูตร สารสนเทศที่ได้นำมาใช้ในการตัดสินคุณค่าของผลผลิตของหลักสูตรทั้งในด้านปริมาณ
และคุณภาพเพอการตัดสินใจว่า ควรจะดำเนินการใช้หลักสูตรปรับปรุง พัฒนา เปลี่ยนแปลงหลักสูตร
ื่
หรือยกเลิกหลักสูตร
๑๕๐
ประเภทของการประเมินหลักสูตร คือ การ จำแนกโดยยึดระดับของหลักสูตรเป็นเกณฑ์

การประเมินองค์ประกอบของหลักสูตร การประเมินหลักสูตรโดยภาพรวม โดยยึดจุดมุ่งหมายและ





๑๕๐ พิชิต ฤทธิ์จรูญ, “การประเมินหลักสูตร:แนวคิด กระบวนการและการใช้ผลการประเมิน”, วารสาร

ศึกษาศาสตร์ มสธ., ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๑ (ม.ค. – มิ.ย. ๒๕๕๘): ๑๖-๑๙.

๑๐๓


ลักษณะการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเป็นเกณฑ์ การประเมินเพื่อปรับปรุงหรือการประเมิน
ความก้าวหน้า การประเมินเพื่อสรุปรวม จำแนกโดยยึดช่วงเวลาที่ทำการประเมินเป็นเกณฑ์ก่อนการนำ

หลักสูตรไปใช้ ระหว่างการดำเนินการใช้หลักสูตร การประเมินหลักสูตรหลังการใช้หลักสูตร

๔.๔ รูปแบบการประเมินหลักสูตร


รูปแบบการประเมินหลักสูตรในรูปแบบต่างๆ ดังนี้ ในการออกแบบประเมิน ผู้ประเมิน
จะต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการประเมินอย่างไร จึงจะทำให้ผลการประเมินที่ถูกต้องตามสภาพความ

เป็นจริง ครอบคลุมและตอบสนองความต้องการของผู้ที่จะใช้ผลประเมินถ้าพิจารณาให้ละเอียด
รูปแบบการประเมินบางรูปแบบจะมีความคล้ายคลึงกันรูปแบบของการประเมินหลักสูตร มี

นักวิชาการซึ่งเชี่ยวชาญทางด้านหลักสูตรและการประเมินผลเสนอแนะหลายรูปแบบด้วยกัน ซึ่ง

สามารถนำมาศึกษาเพื่อเลือกใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการ ในปัจจุบันรูปแบบของการประเมิน
หลักสูตรสามารถแบ่งได้เป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ


๑) รูปแบบของการประเมินหลักสูตรที่สร้างเสร็จใหม่ๆ เป็นการประเมินผลก่อนนำ
หลักสูตรไปใช้กลุ่มนี้จะเสนอรูปแบบที่เดนๆ คือ รูปแบบการประเมินหลักสูตรด้วยเทคนิคการ

วิเคราะห์แบบปุยแซงค์ (Puissance Analysis Technique)

๒) รูปแบบของการประเมินหลักสูตรในระหว่างหรือหลังการประเมินหลักสูตรสามารถ

แบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ ไดเป็น ๔ กลุ่มดังนี้

(๑) รูปแบบการประเมินหลักสูตรที่ยึดจุดมุ่งหมายเป็นหลัก (Goal Attainment

Model) เป็นรูปแบบการประเมินที่จะประเมินว่าหลักสูตรมีคุณค่ามากน้อยเพียงใด โดยพิจารณาจาก
จุดมุ่งหมายเป็นหลัก กล่าวคือ พิจารณาว่าผลที่ไดรับเป็นไปตามจุดมุ่งหมายหรือไม เช่น รูปแบบการ

ประเมินหลักสูตรของไทเลอร (Ralph W. Tyler) และรูปแบบการประเมินหลักสูตรของแฮมมอนด์


(Robert L. Hammond)
(๒) รูปแบบการประเมินหลักสูตรที่ไมยึดเป้าหมาย (Goal Free Evaluation

Model) เป็นรูปแบบการประเมินที่ไมนำความคิดของผู้ประเมินเป็นตัวกำหนดความคิดในโครงการ
ประเมินผู้ประเมินจะประเมินเหตุการณที่เกิดตามสภาพความเป็นจริง มีความเป็นอิสระในการ

ประเมินและต้องไมมีความลำเอียง เช่น รูปแบบการประเมินหลักสูตรของสคริฟเวน (Michael

Scriven)

(๓) รูปแบบการประเมินหลักสูตรที่ยึดเกณฑ์เป็นหลัก (Criterion Model) เป็น

รูปแบบการประเมินที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการตัดสินคุณค่าของหลักสูตรโดยใช้เกณฑ์เป็นหลัก เช่น
รูปแบบการประเมินหลักสูตรของสเตค (Robert E. Stake)

๑๐๔


(๔) รูปแบบการประเมินหลักสูตรที่ช่วยในการตัดสินใจ (Decision–Making Model)
เป็นรูปแบบการประเมินที่เน้นการทำงานอย่างมีระบบเกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลการวิเคราะห์ ข้อมูล

และการเสนอผลที่ไดจากการวิเคราะห์ข้อมูลนั้นๆ เพอช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหารหรือผู้ที่
ื่
เกี่ยวข้อง เช่น รูปแบบการประเมินหลักสูตรของโพรวัส (Provus) รูปแบบการประเมินหลักสูตร

ของสตัฟเฟลบีม (Stufflebeam) และรูปแบบการประเมินหลักสูตร ของดอริส โกว (Doris T.

๑๕๑
Gow) เป็นต้น
จากรูปแบบการประเมินหลักสูตรที่ไดกล่าวมาข้างต้นจะพบว่า แต่ละรูปแบบต่างพยายาม

ี่
ประเมินสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับหลักสูตรให้มากทสุด ซึ่งในการประเมินหลักสูตรครั้งนี้ ผู้วิจัยไดนำรูปแบบ
การประเมินของ ของไทเลอร (Ralph W. Tyler) ของแฮมมอนด์ ( Robert L. Hammond) ของสคริฟ

เวน (Michael Scriven) ของสเตค (Robert E. Stake) โพรวัส (Provus) ของสตัฟเฟ ลบีม
(Stufflebeam) และรูปแบบการประเมินดอริส โกว (Doris T. Gow) มาใช้ในการประเมินหลักสูตร

การประเมินเป็นการประเมินค่าของเรื่องที่ตัดสินใจที่ชัดเจน มีประเด็นที่ครอบคลุมและเหมาะสมกับ

เนื้อหาและสอดคล้องกับแนวคิดของแบบจำลองเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจ

๕. ด้านการบริหารงบประมาณ

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า การบริหารงบประมาณมีส่วนสำคัญที่จะทำให้การบริหาร

สถานศึกษาบรรลุผลตามเป้าหมายและในทำนองเดียวกันการบริหารงบประมาณจะสัมฤทธิผลได้ก็

ด้วยการที่มีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น เพื่อให้การบริหารจัดการวิจัยประสบ
ผลสำเร็จตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ก็ควรที่จะมีระบบการบริหารงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ และ

ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารงบประมาณ เพื่อเป็นแนวทางในการ

ดำเนินงาน ซึ่งผู้วิจัยได้นำเสนอไว้พอสังเขป ดังนี้

๕.๑ ความหมายการบริหารงบประมาณ

กระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้แนวทางการบริหารงานงบประมาณว่า เป็นภารกิจงาน

เกี่ยวกับการศึกษา วิเคราะห์ การจัดและพัฒนาการศึกษาของสถานศึกษา มีการวางแผนกลยุทธ์













๑๕๑ สุนีย์ ภู่พันธ์, แนวคิดพื้นฐานการสร้างและการพัฒนาหลักสูตร, (ชียงใหม่: The Knowledge

Center, ๒๕๔๖), หน้า ๒๕๙.

๑๐๕


ื่
จัดทำข้อมูลทรัพยากร การทำระบบฐานข้อมูล สินทรัพย์ และจัดตั้งกองทุนเพอการศึกษา มีการกำกับ
๑๕๒
ตรวจสอบติดตาม ประเมินผลและรายงานผลการใช้งบประมาณของสถานศึกษา

ทองใบ ธีรานันทางกูร ได้ให้ความหมาย “งบประมาณ” หมายถึง การประมาณรายรับและ
รายจ่าย ในแง่ของบัญชีงบประมาณเป็นการแสดงรายรับรายจ่ายในแง่ของแผนงาน เป็นแผนการใช้

จ่ายทรัพยากรของรัฐในการดำเนินการใดๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในช่วงระยะเวลา
๑๕๓
หนึ่ง

วรกาญจน์ สุขสดเขียว ให้ความหมายว่า การบริหารงานงบประมาณ หมายถึง การ
ดำเนินการใช้เงินงบประมาณที่ได้รับอย่างเป็นระบบ ตรงตามวัตถุประสงค์ ถูกต้องตามระเบียบ

ทันเวลาและเพื่อประโยชน์สูงสุดในการพัฒนานักเรียน
๑๕๔
พรจันทร์ พรศักดิ์กุล กล่าวสรุปไว้ว่า งบประมาณมีส่วนสัมพันธ์ ดังต่อไปนี้


๑. เป็นการวางแผนการไวลวงหน้าสำหรบการใช้จ่ายเงิน การใช้จ่ายเงินนั้นจะต้องมี
ื่
การวางแผนไวอย่างดีเพอให้สามารถดำเนินงานไดอย่างราบรื่น และสามารถบรรลุเป้าหมายตาม
วัตถุประสงค์ขององค์กรหรือหน่วยงาน

๒. เป็นการแปลความต้องการด้านการศึกษาไปเป็นเงิน โดยมีการจัดลำดับ

๑๕๕
ความสำคัญ สิ่งที่ความสำคัญสูงสุดจะไดรับงบประมาณ












๑๕๒ กระทรวงศึกษาธิการ, แนวทางการดำเนินงานโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการบริหาร

โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ตามยุทธศาสตร์ที่ ๕ การปรับปรุงโครงสร้างเพื่อรองรับการกระจายอำนาจ
ปีงบประมาณ ๒๕๔๕, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๕๐), หน้า ๔๐-๔๑.
๑๕๓ ทองใบ ธีรานันทางกูร, พจนานุกรมไทยสำหรับนักเรียน, (กรุงเทพมหานคร: ดวงแก้ว, ๒๕๕๒),

หน้า ๑๐๕.
๑๕๔ วรกาญจน์ สุขสดเขียว, การบริหารงบประมาณสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคล สังกัด
สำนักงานเขตที่เป็นพื้นที่การศึกษา เขต ๙, (กรุงเทพมหานคร: คณะศึกษาสาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย

ศิลปากร, ๒๕๕๖), หน้า ๔๐.
๑๕๕ พรจันทร์ พรศักดิ์กุล, “รูปแบบกระบวนการงบประมาณของโรงเรียนที่บริหารงบประมาณแบบใช ้
โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน”, ปริญญาการศึกษา

ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ๒๕๕๐), หน้า ๔๑.

๑๐๖


เคท และเกิร์ลลิ่ง (Keith & Girling) กล่าวถึง งบประมาณ หมายถึง แผนทางการเงินที่
รองรับแผนปฏิบัติการโดยการแปลแนวคิดและความตั้งใจไปเป็นงบประมาณที่สะท้อนลำดับความสำคัญ

๑๕๖
ของหน่วยงาน
ทอมป์สันและวูดส์ (Thompson & Woods) กล่าวถึง งบประมาณ คือ ข้อความที่

แสดงถึงลำดับความสำคัญ เนื่องจากงบประมาณมีจำกัดแต่ความต้องการมีไมจำกัดจึงต้องมีการ
๑๕๗
จัดลำดับความสำคัญ โดยสิ่งที่ไดรับการจัดลำดับความสำคัญสูงสุดก็จะไดรับงบประมาณ

Gold & Szemerenyi งบประมาณ หมายถึง ค่าใช้จ่ายของสิ่งที่โรงเรียนต้องการให้
๑๕๘
บรรลุผล เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการตามจุดมุ่งหมาย และลำดับความสำคัญของโรงเรียน

จากที่กล่าวมาแล้วนั้น การบริหารงบประมาณ สามารถสรุปได้ว่า เป็นการวางแผนเรื่อง
ค่าใช้จ่าย ในรูปตัวเงิน มีการแสดงโครงการดำเนินงานทั้งหมดในระยะหนึ่ง รวมถึงการกะประมาณ

การบริหารกิจกรรม โครงการและค่าใช้จ่ายตลอดจนทรัพยากรที่จำเป็นในการสนับสนุน การ

ดำเนินงานให้บรรลุตามแผน ประกอบด้วยการทำงาน คือ การจัดเตรียมการ การอนุมัติและการ
บริหาร


๕.๒ ความสำคัญของการบริหารงบประมาณ

จากความหมายของงบประมาณ จะเห็นได้ว่างานงบประมาณเป็นเรื่องทีสำคัญทีผู้บริหาร

ต้องเอาใจใส่และดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากงบประมาณเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนให้การ
ดำเนินงานหรือภารกิจอื่นๆ ในองค์การสามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์ได้ด้วยดี ซึงได้มีผู้กล่าวถึง

ความสำคัญและประโยชน์ของงบประมาณ ไว้ดังนี้

งบประมาณมีความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อการบริหาร หน่วยงานสามารถนำเอา

งบประมาณมาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารหน่วยงานให้เจริญก้าวหน้า ความสำคัญและประโยชน์
ของงบประมาณมีดังนี้









๑๕๖ Keith, Sherry & Girling, Robert Henriques, Education, Management, and Participation:
New Directions in Educational Administration, (Boston: Allyn and Bacon, 1991), p. 153.
๑๕๗ Thompson, David C. & Wood, R. Craig., Money and Schools: A Handbook for

Practitioners, (New York: Eye on Education, 1998), p. 107.
๑๕๘ Gold, Richard & Szemerenyi Stephen, Running a School 2000/01: Legal Duties and

Responsibility, (Bistrol: Jordans, 1999), p. 395.

๑๐๗


๑. ใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารหน่วยงาน ตามแผนงานและกำลังเงินที่มีอยู่โดยให้
มีการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับแผนงานที่วางไว้ เพื่อป้องกันการรั่วไหลและการปฏิบัติงานที่ไม่จำเป็น

ของหน่วยงานลดลง

๒. ให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาหน่วยงาน ถ้าหน่วยงานจัดงบประมาณการใช้จ่าย

อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ จะสามารถพัฒนาให้เกิดความเจริญก้าวหน้าแก่หน่วยงานและสังคม
โดยหน่วยงานต้องพยายามใช้จ่ายและจัดสรรงบประมาณให้เกิดประสิทธิผลไปสู่โครงการที่จำเป็นเป็น

โครงการลงทุนเพื่อก่อให้เกิดความก้าวหน้าของหน่วยงาน

๓. เป็นเครื่องมือในการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดให้มีประสิทธิภาพ เนื่องจาก

ทรัพยากรหรืองบประมาณของหน่วยงานมีจำกัด ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือ

ในการจัดสรรทรัพยากรหรือใช้จ่ายเงินให้มีประสิทธิภาพ โดยมีการวางแผนในการใช้และจัดสรรเงิน
งบประมาณไปในแต่ละด้าน และมีการวางแผนการปฏิบัติงานในการใช้จ่ายทรัพยากรนั้นๆ ด้วย

เพื่อที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในเวลาที่เร็วที่สุด และใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด

๔. เป็นเครื่องมือกระจายทรัพยากร และเงินงบประมาณที่เป็นธรรม งบประมาณ

สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการจัดสรรงบประมาณที่เป็นธรรมไปสู่จุดที่มีความจำเป็นและทั่วถึงที่จะทำ
ให้หน่วยงานนั้นสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ


๕. เป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ งานและผลงานของหน่วยงาน เนื่องจากงบประมาณ
เป็นที่รวมทั้งหมดของแผนงานและงานที่จะดำเนินการในแต่ละปี พร้อมทั้งผลที่จะเกิดขึ้น ดังนั้น

หน่วยงานสามารถใช้งบประมาณหรือเอกสารงบประมาณที่แสดงถึงงานต่างๆ ที่ทำเพื่อเผยแพร่และ

๑๕๙
ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ
เสริมศักดิ วิศาลาภรณ์และจรินทร์ เทศวานิช กล่าวถึงความสำคัญของงบประมาณไว้ว่า

เป็นเครื่องมือในการบริหารงาน เพราะเป็นแผนงานการเงินทีมีการกำหนดรายรับและรายจ่ายของ
งาน/ โครงการต่างๆ ไว้ล่วงหน้า จึงทำให้ผู้บริหารใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือในการควบคุมนโยบาย

ของหน่วยงานในการดำเนินงานตามแผนงานและโครงการต่างๆ ของหน่วยงาน เป็นเครื่องมือในการ











๑๕๙ ทิชเชอร์ ติวเตอร์, เตรียมสอบผู้บริหารสถานศึกษา การบริหารงบประมาณการเงินใน
สถานศึกษา, [ออนไลน์], แหล่งข้อมูล: http://www.bpi.ac.th/subsite/cdaat/2012/images/stories/pdf/ef.

pdf [๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๓].

๑๐๘


ตรวจสอบการปฏิบัติงาน ว่าได้ดำเนินการตามแผนทีตังไว้หรือไม่ซึงเป็นการวัดความสามารถของ
๑๖๐
ผู้บริหารไปพร้อมกันด้วย

รุ่ง แก้วแดง จะเห็นว่าระบบบริหารจัดการงบประมาณที่สอดรับกับพระราชบัญญัติการ
วิจัยแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งของ

นโยบายการปฏิรูปการวิจัยตามพระราชบัญญัติการวิจัยแห่งชาติที่ให้มีการกระจายอำนาจการวิจัยไป
ื้
ยังเขตพนที่การวิจัย โดยการกระจายอำนาจดังกล่าวต้องรวมทั้งเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรและ
งบประมาณการเงิน เพราะมิเช่นนั้น การกระจายอำนาจจะไม่มีประโยชน์ การกระจายอำนาจการ

บริหารงบประมาณให้มีการจัดสรรค่าใช้จ่ายรายหัวตรงไปยังสถานศึกษา จะเป็นการกระจายอำนาจให้
สถานศึกษามีอิสระในการตัดสินใจเรื่องการบริหารงบประมาณ โดยรัฐจัดสรรเงินอุดหนุน (Block

Grant) ให้เป็นค่าใช้จ่ายรายบุคคลตามจำนวนนักเรียน สถานศึกษาจะมีอำนาจและอสระในการใช้เงิน

๑๖๑
มากและถามีเงินเหลือถานศึกษาก็สามารถเก็บงบประมาณและทรัพยากรไว้ใช้ต่อไปได้

การบริหารงบประมาณมีความสำคัญ สามารถสรุปได้ว่า การบริหารงบประมาณเป็นเรื่อง
ของการเงินที่ต้องมีการการติดตามและประเมินผลการใช้จ่ายว่าบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

หรือไม่ เพราะการบริหารงบประมาณนั้น ใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารหน่วยงาน ตามแผนงานและ

กำลังเงินที่มีอยู่ โดยให้มีการปฏิบัติงานให้สอดคลองกับแผนงานที่วางไว และการปฏิบัติงานที่ไม
จำเป็นของหน่วยงานลดลง เนื่องจากทรัพยากรหรืองบประมาณของหน่วยงานมีจำกัด ดังนั้นจึงจำเป็น

ที่จะต้องใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือในการจัดสรรทรัพยากรหรือใช้จ่ายเงินให้มีประสิทธิภาพ โดยมี

การวางแผนในการใช้และจัดสรรเงินงบประมาณไปในแต่ละด้าน และมีการวางแผนการปฏิบัติงานใน
การใช้จ่ายทรัพยากรนั้น ๆ ด้วย เพื่อที่จะก่อให้เกิดประโยชนสูงสุดในเวลาที่เร็วที่สุดและใช้ทรัพยากร

น้อยที่สุด













๑๖๐ เสริมศักดิ วิศาลาภรณ์ และจรินทร์ เทศวานิช, “สภาพการจัดการศึกษาในจังหวัดชายแดนภายใต้”,

รายงานวิจัย, (กรุงเทพมหานคร: สำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๕๐), หน้า ๘.
๑๖๑ รุ่ง แก้วแดง, โรงเรียนนิติบุคคล, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช จำกัด, ๒๕๔๖),

หน้า ๑๒๗.

๑๐๙


๕.๓ ขอบข่ายการบริหารงบประมาณ

จะเห็นได้ว่างานการบริหารงบประมาณนั้นเป็นงานที่มีความสำคัญ และมีกระบวนการ

และแนวปฏิบัติที่ค่อนข้างจะยุ่งยากซับซ้อน ผลการปฏิบัติงานด้านนี้จะกระทบกระเทือนต่อ
สถานศึกษาและผู้บริหารเอง เพราะการเงินเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการบริหารงาน


แนวทางการปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ.๒๕๔๘ และที่แก้ไข
เพิ่มเติม (ฉบับที่๔) พ.ศ. ๒๕๔๕ มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง ดังนี้


๑) การจัดสรรงบประมาณรายจ่าย การจัดสรรงบประมาณ หมายถึง การจัดสรร
งบประมาณรายจ่ายให้ส่วนราชการใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันตามวัตถุประสงค์และภายในระยะเวลาที่

กำหนด ตามวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับอนุมัติจากรัฐสภา ตามพระราชบัญญัติงบประมาณ
รายจ่ายประจำปีหรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมแล้วแต่กรณีดังนี้


(๑) เมื่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือร่างพระราชบัญญัติ
งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมแล้วแต่กรณีผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้วส่งให้สำนัก

งบประมาณพจารณาให้ความเห็นชอบไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ (ไม่เกนวันที่ ๑๖


กันยายน ของทุกปี) และให้เริ่มดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบว่าด้วยการพัสดุฯ เพื่อพร้อมที่จะ
ใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันได้ทันทีเมื่อได้รับการจัดสรรงบประมาณ สำนักงบประมาณจะพิจารณาให้

ความเห็นชอบแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณโดยไม่ชักช้า เพื่อให้ส่วนราชการ
สามารถใช้จ่ายและก่อหนี้ผูกพนได้ตั้งแต่วันเริ่มต้นปีงบประมาณหรือวันที่พระราชบัญญัติงบประมาณ

รายจ่ายประจำปีประกาศบังคับใช้โดยสำนักงบประมาณจะจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้กับส่วน

ราชการโดยไม่ต้องมีคำขอ ดังนี้

(๑.๑) จัดสรรงบประมาณรายจ่ายเต็มตามรายการและจำนวนเงินงบประมาณ

รายจ่ายสำหรับส่วนราชการ ตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือพระราชบัญญัติ
งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมแล้วแต่กรณีโดยต้องสอดคล้องกับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่าย

งบประมาณที่ได้รับความเห็นชอบแล้ว

(๑.๒) การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายจะระบุจำนวนเงินงบประมาณรายจ่ายใน

แต่ละแผนงบประมาณ ผลผลิตหรือโครงการประเภทงบรายจ่ายและรายการในงบรายจ่ายไว้ที่สำนัก

เบิกส่วนกลาง ยกเว้นส่วนราชการที่มีที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาคจะระบุสำนักเบิกไว้ที่สำนักเบิกส่วน
ภูมิภาคตามที่ตั้งของส่วนราชการนั้น


(๒) งบประมาณรายจ่ายที่สำนักงบประมาณจัดสรรให้แล้ว มีผลนับตั้งแต่วันที่
พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม

๑๑๐


ประกาศใช้บังคับแล้วให้ส่วนราชการใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันได้ถัดจากวันประกาศใช้พระราชบัญญัติ
ดังกล่าว ยกเว้นงบประมาณรายจ่ายที่เป็นรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณให้ส่วนราชการ

ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณก่อน คือต้องได้รับอนุมัติจาก
คณะรัฐมนตรีให้ก่อหนี้ผูกพันก่อน และให้ดำเนินการตามระเบียบว่าด้วยการก่อหนี้ผูกพันข้าม

ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๔ และที่แก้ไขเพิ่มเติมก่อน จึงจะก่อหนี้ผูกพันได้ทั้งนี้ให้ส่วนราชการใช้

แผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงบประมาณแล้ว
ในการใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันและขอเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่าย


๓) ในการกำหนดรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะครุภัณฑ์การสำรวจออกแบบรูป
รายการก่อสร้างโดยละเอียด การกำหนดจำนวนเนื้อที่ของที่ดิน สถานที่ตั้งและราคาตลอดจนการ

ดำเนินการจัดหาให้หัวหน้าส่วนราชการรับผิดชอบควบคุมดูแลให้การจัดหาครุภัณฑ์ที่ดินและ
สิ่งก่อสร้างเป็นไปตามความจำเป็นเหมาะสม อย่างโปร่งใส คุ้มค่าและประหยัด รวมทั้งเป็นไปตาม

กฎหมายระเบียบข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และมาตรฐานของทางราชการอย่างเคร่งครัด


รวมทั้งให้แกไขรายละเอียดของรายการงบประมาณรายจ่ายที่ระบุในเอกสารประกอบพระราชบัญญัติ
ิ่
งบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพมเติมแล้วแต่กรณีได้ในส่วนที่
ไม่กระทบต่อการเพิ่มขึ้นหรือลดลงในสาระสำคัญของรายการดังกล่าว

๔) ในกรณีที่ส่วนราชการได้จัดหาครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้างในงบลงทุน งบเงิน

อุดหนุนหรืองบรายจ่ายอื่นแล้วแต่กรณีที่ไม่ใช่รายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณที่ได้รับการ

จัดสรรงบประมาณแล้วมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของรายการโดยไม่เพิ่มวงเงิน
งบประมาณรายจ่าย และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อสาระสำคัญของรายการที่ได้รับ

จัดสรรให้หัวหน้าส่วนราชการแก้ไขได้โดยไม่ต้องทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ (ตามระเบียบฯ
๑๖๒
ข้อ ๑๘)

สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ กล่าวว่าระบบงบประมาณแบบ
มุ่งเน้นผลงาน PBB เป็นระบบงบประมาณที่แสดงถึงความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรที่ได้ใช้ไปกับ

ึ้
ผลงานที่เกิดขนว่ามีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างไร คุ้มค่ามากน้อยเพียงไร การนำระบบงบประมาณ
ไปใช้ให้ประสบผลสำเร็จหน่วยงานต้องพัฒนาการจัดการทางการเงินให้มีมาตรฐาน ๗ ด้าน คือ การ




๑๖๒ สำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

กระทรวงศึกษาธิการ, แนวทางการจัดทำงบประมาณและบริหารงบประมาณของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศึกษา, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด, ๒๕๕๔), หน้า ๒๔๔-

๒๔๕.

๑๑๑


วางแผนงบประมาณ การกำหนดผลผลิต และการคำนวณต้นทุน การจัดระบบการจัดซื้อจัดจ้าง การ
บริหารทางการเงินและควบคุมงบประมาณ การรายงานทางการเงินและผลการดำเนินงาน การบริหาร

๑๖๓
ทรัพย์สินและการตรวจสอบภายใน
ขอบข่ายของการบริหารงานงบประมาณ ผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า เป็นการวางแผนทาง

การเงิน การจัดทำและเสนอของบประมาณ การจัดสรรงบประมาณ การตรวจสอบ ติดตาม
ื่
ประเมินผล และรายงานผลการใช้เงินและผลการดำเนินงานการระดมทรัพยากรและการลงทุนเพอ
การศึกษา การบริหารการเงิน การบริหารบัญชี การบริหารพัสดุและสินทรัพย์ ซึ่งเป็นการบริหาร

งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับหลักการเศรษฐศาสตร์ หลักการทางบริหารรวมทั้ง
หลักการคลังทั่วไป


๕.๔ กระบวนการบริหารงบประมาณ

ชัยสิทธิ์ เฉลิมมีประเสริฐ ได้นำเสนอกระบวนการและขั้นตอนการบริหารงบประมาณของ

กรมควบคุมโรค มี ๔ ขั้นตอนที่สำคัญ

๑) ขั้นตอนการจัดทำงบประมาณ เมื่อหน่วยงานกลาง ๔ หน่วยงาน คือ สำนัก

งบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกระทรวงการคลัง และ
ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันกำหนดนโยบายงบประมาณของประเทศ โดยพิจารณาจาก

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ประมาณการรายได้ล่วงหน้า กำหนดกรอบการคลังมหภาค นโยบายและ
ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ เพื่อนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว สำนัก

งบประมาณจะแจ้งเวียนเอกสารดังกล่าว พร้อมกับปฏิทินงบประมาณ แบบฟอร์มและคู่มือปฏิบัติ

เกี่ยวกับการจัดทำคำของบประมาณให้กับทุกส่วนราชการ เพื่อจัดทำคำของบประมาณประจำปี
กระทรวงสาธารณสุขแจ้งนโยบายและยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล ยุทธศาสตร์/

เป้าหมายการให้บริการกระทรวงฯ ให้กรมควบคุมโรคจัดทำแผนคำของบประมาณประจำปี โดยกอง

แผนงานแจ้งกรอบแนวคิดและกรอบวงเงินในการจัดทำงบประมาณประจำปีให้ทุกหน่วยงานในสังกัด
กรมฯ จัดทำคำของบประมาณประจำปีแยกเป็นรายแผนงาน/งาน ส่งกลับให้กองแผนงานรวบรวม

จัดทำเป็นแผนคำของบประมาณของกรมฯ ในระดับแผนงาน/งาน/โครงการ เสนอให้คณะผู้บริหาร
ระดับสูงของกรมฯ พิจารณาให้ความเห็นชอบ และจัดส่งให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาให้ความ







๑๖๓ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, แนวทางการประกันคุณภาพภายใน
สถานศึกษาเพื่อพร้อมรับการประเมินภายนอก, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร: บริษัทพิมพ์ดีจำกัด, ๒๕๔๕),

หน้า ๗.

๑๑๒


เห็นชอบก่อนส่งให้สำนักงบประมาณ ในส่วนของแผนงานที่เกี่ยวข้องกับเอดส์ สำนักโรคเอดส์ วัณโรค
และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นหน่วยงานเจ้าภาพในการจัดทำเป็นแผนบูรณาการร่วมกับสวน

ราชการอื่นส่งให้สำนักงบประมาณ และแยกวงเงินเฉพาะส่วนที่ดำเนินการโดยกรมควบคุมโรค มาตั้ง
ไว้รวมเป็นแผนงบประมาณของกรมก่อนจัดส่งให้สำนักงบประมาณ


๒) ขั้นตอนการอนุมัติงบประมาณ เมื่อสำนักงบประมาณพิจารณาวงเงินคำขอของ
ทุกส่วนราชการแล้วจัดทำเป็นร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ เสนอให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ

ก่อนนำเสนอเข้าสู่การประชุมพิจารณางบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรหลังจากผ่านความเห็นชอบ

จากการประชุมพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี ในวาระที่ ๑ แล้วกรมควบคุมโรคจะต้องเข้า
ร่วมชี้แจงงบประมาณต่อคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี พร้อมกับหน่วยงาน

ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ลำดับต่อไปจะถูกนำไปพิจารณาในการประชุมพิจารณางบประมาณของ

สภาผู้แทนราษฎร วาระ ๒, ๓ และการพจารณาของวุฒิสภาก่อนประกาศใช้เป็นพระราชบัญญัติ
งบประมาณรายจ่ายประจำปี

๓) ขั้นตอนการบริหารงบประมาณ ในขั้นตอนของการบริหารงบประมาณสำนัก

งบประมาณ แจ้งเวียนให้ทุกส่วนราชการจัดทำแผนปฏิบัติงาน และแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ตาม

วงเงินที่ปรากฏอยู่ในเอกสารงบประมาณประจำปี กรมควบคุมโรคจะให้ความเห็นชอบบัญชีจัดสรร
งบประมาณให้กับหน่วยงานในสังกัดกรมควบคุมโรค และแจ้งให้ทุกหน่วยงานจัดทำแผนปฏิบัติงาน

แผนการใช้จ่ายงบประมาณตามวงเงินที่ไดรับจัดสรรพรอมกับอนุมัติให้ดำเนินการตามแผน โดยกอง

แผนงานเป็นผู้รวบรวมแผนปฏิบัติการ และแผนการใช้จ่ายงบประมาณในภาพรวมของกรมฯ จัดส่งให้
กรมบัญชีกลางและสำนักงบประมาณใช้ในการกำกับ ติดตามรายงานการเบิกจ่ายงบประมาณตามแผน

และระยะเวลาที่กำหนดและในระหว่างปีงบประมาณหากมการปรับแผนการดำเนินงานหรือมีการโอน

เปลี่ยนแปลงงบประมาณหน่วยงานจะต้องเสนอขออนุมัติปรับแผนโดยมีกองคลังเป็นผู้รับผิดชอบ

ดำเนินการในขั้นตอนการอนุมัติเงินประจำงวด การเบิกจ่ายงบประมาณและการโอนเปลี่ยนแปลง

งบประมาณ

๔) ขั้นตอนการติดตามประเมินผลงบประมาณ ในระหว่างปีงบประมาณจะมีการ

ติดตามประเมินผลการใช้จ่ายงบประมาณโดยหน่วยงานหลัก ๒ หน่วยงาน คือ

(๑) กองคลัง รับผิดชอบแต่งตั้งคณะกรรมการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณมี

หน้าที่ในการติดตาม ตรวจสอบ เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามแผนและสรุปรายงานการ
ใช้จ่ายงบประมาณจำแนกตามแผนงาน งาน และงบรายจ่าย จัดส่งให้กับสำนักนโยบาย และ

ยุทธศาสตร์ เป็นรายเดือน

๑๑๓


(๒) กองแผนงาน รับผิดชอบการติดตามประเมินผลการดำเนินงานตาม
แผนการใช้จ่ายงบประมาณ และจัดทำรายงานตามแบบฟอรมของสำนักงบประมาณในภาพรวมของ

กรมฯ จำแนกตามแผนงาน งาน และงบรายจ่าย จัดส่งให้สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์สำนักตรวจ
และประเมินผล และสำนักงบประมาณเป็นรายไตรมาส และเมื่อสิ้นปีงบประมาณ
๑๖๔

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไดกำหนดขั้นตอนการบริหารจัดการ
งบประมาณของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สรุปได ดังนี้


๑) การจัดทำและเสนอของบประมาณ ให้สถานศึกษาจัดทำคำของบประมาณ
รายจ่ายประจำปี งบลงทุน งบดำเนินการ งบเงินอุดหนุน งบบุคลากร โดยความเห็นชอบของ

คณะกรรมการสถานศึกษาและจัดส่งให้เขตพื้นที่การศึกษา เป็นผู้พิจารณาและเรียงลำดับความสำคัญ

ตามมติของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา และหลักเกณฑ์การจัดตั้งงบประมาณส่งสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภายในวันที่ ๑๕ ธันวาคม ทุกปี


๒) การบริหารงบประมาณ เมื่อไดรับงบประมาณให้สถานศึกษาจัดทำแผนปฏิบัติ
งาน แผนการใช้จ่ายงบประมาณให้สอดคลองกับยุทธศาสตร์ นโยบายและงบประมาณที่ได้รับ ส่งให้

สำนักงานเขตพนที่การศึกษา เพื่อรวบรวมเสนอสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนฐาน และ
ื้
ื้
สถานศึกษาจะต้องมีหน้าที่ตรวจสอบบัญชี การจัดสรรกับใบโอนจัดสรรหรือหนังสือแจ้งโอนการ
จัดสรร จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และจัดทำทะเบียนคุมค่าใช้จ่ายงบประมาณ

๓) การรายงานผลการบริหารงบประมาณ สถานศึกษาจัดทำรายงานผลการบริหาร

งบประมาณตามแบบที่กำหนดส่งให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาภายใน ๗ วัน นับแต่วันสิ้นไตรมาส


เพื่อสำนักงานเขตพื้นที่การศกษา รวบรวมส่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานต่อไป
จากการศึกษากระบวนการงบประมาณขององค์กรต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น สรุปไดว่าแม้

องค์กรต่างๆ จะมีกระบวนการงบประมาณทแตกต่างกน แต่จะแตกต่างกันในรายละเอียดแต่องค์กร ส
ี่

วนใหญ่มีกระบวนการงบประมาณที่ประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ ๔ ขั้น คือ










๑๖๔ ชัยสิทธิ์ เฉลิมมีประเสริฐ, ความพรอมของหน่วยงานภาครัฐในการบริหารจัดการระบบ

งบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ชาติ (Strategic Performance Based Budgeting: SPBB)
และกรณีตัวอย่างกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, (กรุงเทพมหานคร: ธนรัชการพิมพ์, ๒๕๔๖),

หน้า ๘๘-๘๙.

๑๑๔


๑) การจัดทำงบประมาณ เป็นการกำหนดจุดมุ่งหมายวัตถุประสงค์ แผนงาน/
โครงการ และกำหนดค่าใช้จ่าย เป็นการจัดทำแผนทางการศึกษา ประมาณการรายจ่ายประมาณการ

รายรับ และสร้างสมดุลระหว่างรายจ่ายกับรายรับ

๒) การอนุมัติงบประมาณ เป็นการนำเสนอแผนงบประมาณต่อผู้มีอำนาจอนุมัติ

ตามที่กฎหมายกำหนด

๓) การบริหารงบประมาณ เป็นการบริหารควบคุม การใช้จ่ายงบประมาณ ให้เป็นไป

ตามแผน หรือปรับแผนหากมีกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

๔) การประเมินผล เป็นการการประเมินผล เป็นการตรวจสอบว่าได้ใช้จ่าย

๑๖๕
งบประมาณ บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้หรือไม่
จอรแดน (Jordan) ไดนำเสนอกระบวนการจัดทำงบประมาณของเขตการศึกษาให้มี

ประสิทธิภาพ มี ๖ ขั้นตอน คือ

๑) การกำหนดจุดมุ่งหมาย คณะกรรมการโรงเรียนของแต่ละเขตการศึกษาอาจมี

ส่วนร่วมในการจัดทำงบประมาณ และการบริหารงบประมาณแตกต่างกันไป แต่มีเรื่องหนึ่งที่
คณะกรรมการโรงเรียนต้องมีส่วนร่วม คือ การกำหนดจุดมุ่งหมายของโรงเรียน โดยปกติการกำหนด

จุดมุ่งหมายของโรงเรียน จะคลุมเครือไมชัดเจน คณะกรรมการโรงเรียนต้องพยายามแปลจุดมุ่งหมาย

ให้เป็นข้อความการปฏิบัติจริง ซึ่งจะช่วยลดความเข้าใจผิดในจุดมุ่งหมายของผู้ปฏิบัติ ครู
คณะกรรมการ และคนอื่นที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสนใจในการกำหนดจุดมุ่งหมายของโรงเรียนให้

จุดมุ่งหมายของโรงเรียนแสดงถึงความปรารถนาของประชาชน และเป็นการช่วยสื่อสารให้คนอื่นๆ
เข้าใจ


๒) การจัดองค์กร การกำหนดจุดมุ่งหมายอย่างเดียวไมมั่นใจว่า จะมีการดำเนินการ
เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายหรือไม ดังนั้น ตองมีการจัดองค์กร เพื่อดำเนินการให้บรรลุผลจุดมุ่งหมาย


และมีการกำหนดโครงสร้างขององค์กรเพื่อรวบรวมขอมูลสารสนเทศที่จำเป็นต้องใช้
๓) การจัดลำดับความสำคัญ การจัดลำดับความสำคัญเป็นการการวิเคราะห์และ

ตรวจสอบ การแปลงจุดมุ่งหมาย และข้อมูลสารสนเทศที่มีอยู่ให้เป็นกิจกรรม เป็นการจัดลำดับ









๑๖๕ กระทรวงศึกษาธิการ, คูมือการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคล, (กรุงเทพมหานคร:

องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์, ๒๕๔๖), หน้า ๑๔.

๑๑๕


ความสำคัญของสิ่งอำนวยความสะดวกบุคลากรที่มีอยู่โครงการที่ทำอยู่ความปรารถนาของชุมชน ฯลฯ
วาเรื่องใดมีความสำคัญก่อนหลังในการสนับสนุนงบประมาณ


๔) การอนุมัติงบประมาณ คณะกรรมการโรงเรียนเป็นองค์กรที่กฎหมายกำหนดให้
เป็นผู้อนุมัติงบประมาณของโรงเรียน โดยจะอนุมัติ ไมอนุมัติ หรือเปลี่ยนแปลงงบประมาณที่โรงเรียน

นำเสนอ โดยปกติคณะกรรมการโรงเรียนจะตรวจสอบงบประมาณก่อนที่จะนำเสนอให้อนุมัติอย่าง
เป็นทางการ


๕) การบริหารงบประมาณ งบประมาณที่กำหนดไวในเอกสารงบประมาณที่ในการ
อนุมัติแลว จะถูกใช้เป็นแนวทางในการบริหารงบประมาณของโรงเรียน แต่ในระหว่างนี้อาจมีการปรับ

งบประมาณ เนื่องจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ตองมีการพิจารณาว่าจะให้โรงเรียนมีอิสระปรับ

งบประมาณไดเท่าไร แต่การให้มีอิสระปรับงบประมาณทั้งหมดก็มีปัญหาว่างบประมาณที่ตั้งไวเดิมเป็น
การสนองจุดมุ่งหมายที่ไดกำหนดไวแลว หากมีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ ก็จะมีผลกระทบกับ

โครงการ ที่จะตอบสนองจุดมุ่งหมายที่กำหนดไวเดิม

๖) การประเมินงบประมาณ ควรทำ ๒ ระยะ คือ ระหว่างที่ใช้งบประมาณและหลังจาก

ใช้งบประมาณ ซึ่งการประเมินระหว่างใช้งบประมาณจะเป็นประโยชนมาก ควรมีการเก็บข้อมูล
๑๖๖

งบประมาณทกวัน และประมวลผล และวิเคราะห์เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำงบประมาณปีต่อไป
สทูพ (Stoops) กล่าวถึงกระบวนการงบประมาณว่า


๑) ทำให้การวางแผนการศกษาพฒนาขึ้น

๒) ทำให้เห็นภาพรวมของแผนงานของโรงเรียนทั้งหมด


๓) ช่วยในการวิเคราะห์รายละเอียดของงบประมาณ

๔) ทำให้เกิดการประสานงานและความร่วมมือในโรงเรียน


๕) ทำให้ผู้เสียภาษีมีความมั่นใจในการใช้งบประมาณ

๖) ทำให้งบประมาณสมดุลกับรายได

๗) ทำให้มีการควบคุมค่าใช้จ่าย


๘) ช่วยในการบริหารการเงินของโรงเรียน





๑๖๖ Jordan, K. Forbis, School Business Administration, (New York: The Ronald Press,

1969), p. 101-114.

๑๑๖


๙) ช่วยในการบริหารกิจกรรมเสริมหลักสูตร

๑๐) ทำให้มีการคาดคะเนภาพอนาคตขององค์กร ซึ่งกระตุ้นให้มีการวางแผนระยะ

ยาวและประมาณต่างๆ
๑๖๗
กูเทค (Gutek) ไดนำเสนอกระบวนการงบประมาณของเขตการศึกษา มี ๓ ขั้นตอน คือ

๑) การจัดทำงบประมาณ เริ่มด้วยการกำหนดทิศทางทางการศึกษา ในรูปของ

จุดมุ่งหมาย และวัตถุประสงค์จากนั้นก็กำหนดแผนงาน โครงการ บุคลากร และสิ่งสนับสนุนต่างๆ

เพื่อตอบสนองจุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์และปรับให้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดตามแผนให้สมดุลกับรายไดที่
มีอยู่ สิ่งสำคัญในขั้นตอนนี้คือ ตองให้ครู ครูใหญ่ เจาหน้าที่สำนักงานเข้ามามีส่วนรวมในการจัดทำ

งบประมาณ

๒) การนำเสนอและการอนุมัติงบประมาณ เมื่อจัดงบประมาณเสร็จแล้วก็จัดพิมพ ์

เป็นร่างเอกสารงบประมาณ ส่งให้คณะกรรมการศึกษา และผู้ที่สนใจศึกษา และให้ข้อเสนอแนะ
จากนั้นก็จัดพิมพ์ร่างเอกสารงบประมาณ เพื่อประชาพิจารณ์ แล้วนำเสนอผู้มีอำนาจอนุมัติ

งบประมาณ

๓) การประเมินผล เป็นการประเมินว่า วัตถุประสงค์ที่กำหนดไวบรรลุผลหรือไม การ

ประเมินผล เป็นการตรวจสอบค่าใช้จ่ายกับผลที่เกิดขึ้นกับการศึกษา
๑๖๘
โอดเดนและ ปกัส (Odden & Picus) ไดนำเสนอ การจัดทำงบประมาณของเขต

การศึกษามีขั้นตอนที่สำคัญ ๕ ขั้นตอน คือ

๑) จัดทำแนวทางการจัดทำงบประมาณ รายการที่ควรกำหนดในแนวทางการจัดทำ

งบประมาณ ไดแก ่

(๑) จดหมายจากผู้อำนวยการที่กล่าวถึงสาระของงบประมาณในปีนั้นโดยบอกถึง

จำนวนงบประมาณที่มีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของรายได และการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการจัดลำดับ
ความสำคัญของปีนี้และปีถัดไป









๑๖๗ Stoops, et al., Handbook of Educational Administration: A Guide for Practitioner,

nd
2 ed., (Boston: Allyn and Bacon, 1980), p. 122-123.
๑๖๘ Gutek, Gerald L., Education and Schooling in America, (New Jersey: Prentice Hall,

1983), p. 136-137.

๑๑๗


(๒) ปฏิทินงบประมาณ โดยระบุเวลาสำหรับขั้นตอนที่สำคัญในการจัดทำ
งบประมาณ ปฏิทินนี้ควรกำหนดเวลาในการจัดเตรียมงบประมาณ การนำงบประมาณไปใช้และการ

ประเมนงบประมาณ

(๓) กำหนดแนวทางการมีส่วนร่วมของบคลากรและชุมชนทั้งในระดับเขตพื้นที่

ี่
การศึกษาและระดับโรงเรียน รวมทั้งขั้นตอนในการจัดทำประชาพิจารณ์ตามทกฎหมายกำหนด
(๔) แบบฟอร์มการจัดทำงบประมาณที่โรงเรียนหรือเขตการศึกษาจะต้องกรอก

ข้อมูล

(๕) กรอกข้อมูลเกี่ยวกบโครงสร้างทางบัญชี หรือรหัสบัญชีของเขตการศึกษาที่ต้อง

ใช้ในการจัดเตรียมงบประมาณ และใช้ในการทำรายรับรายจ่ายในระหว่างปีงบประมาณ


(๖) ข้อมูลอื่นที่จำเป็นต้องใช้เพื่อให้การจัดทำงบประมาณถกต้องทันเวลา

๒) การจัดเตรียมงบประมาณ หัวใจของการกระบวนการงบประมาณ คือ การคาดคะเน
รายไดและรายจ่าย และการทำให้งบประมาณสมดุลโดยรายจ่ายต้องไมมากกว่ารายรับ


(๑) การประมาณรายได ขั้นแรกของการประมาณรายได คือ การคาดคะเนจำนวน
นักเรียน เนื่องจากงบประมาณส่วนใหญ่จัดสรรเป็นรายหัว ตามด้วยการคาดคะเนรายไดจากภาษี

ทรัพย์สิน งบประมาณจากมลรัฐ งบประมาณจากโครงการ พิเศษต่างๆ ทั้งจากมลรัฐและรัฐบาลกลาง
และงบประมาณจากแหล่งอื่นๆ


(๒) การประมาณรายจ่าย ควบคูไปกับการประมาณการรายได ต้องมีการประมาณ
การรายจ่ายที่จำเป็นต้องใช้ วิธีประมาณการรายจ่ายมีหลายวิธี วิธีที่ใช้กันมาก คือ การคิดค่าใช้จ่ายที่

จะจัดบริการให้นักเรียนในปีหนา โดยปรับบุคลากรที่มีอยู่และวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องการโดยปรับเปลี่ยน
ค่าใช้จ่ายต่างๆ ของรายการเหล่านั้นการกำหนดผังบัญชีของค่าใช้จ่ายและรายรับ เมื่อมีการจัดทำ

งบประมาณกต้องมีกลไกควบคุมการใช้จ่าย ซึ่งทำไดโดยมีระบบบัญชีที่แสดงการใช้จ่ายงบประมาณใน

แง่มุมต่างๆ เช่น การใช้ตามหน้าที่ ตามหมวดรายจ่าย ตามแผนงาน เป็นต้น

๓) การปรับเปลี่ยนงบประมาณ ถารายจ่ายที่คำนวณไดมีมากกว่ารายรับที่คาดการณไว ก็

ต้องมีการปรับรายจ่ายหรือรายรับด้านใดด้านหนึ่ง หรือทั้งสองด้านโดยปกติการปรับลดรายจ่ายจะทำ
ไดง่ายกว่าการปรับรายรับ การปรับเปลี่ยนรายรับค่อนข้างจะทำไดยากเพราะงบประมาณที่รัฐบาล

กลางและมลรัฐจัดสรรให้มาค่อนข้างจะคงที่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอาจหารายรับเพมโดยการ
ิ่
เพิ่มอัตราเก็บภาษีทรัพย์สิน แต่ก็ต้องผ่านการอนุมัติจากสภา และมีกฎหมาควบคุมเกี่ยวกับการอัตรา
เก็บภาษี การลดค่าใช้จ่ายที่ทำกันส่วนใหญ่มักลดค่าตอบแทนของบุคลากร หรือตัดตำแหน่งบางตำ

๑๑๘


แหนงออกไป แต่การลดบุคลากรไมใช่เรื่องง่าย ซึ่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาส่วนใหญ่พยายามตัด
บุคลากรที่ไมไดทำการสอนออกไป


๔) การอนุมัติงบประมาณ เมื่อจัดทำงบประมาณเสร็จแล้วต้องเสนอให้คณะกรรมการ
ศึกษาของเขตการศึกษาอนุมัติงบประมาณ กฎหมายของรัฐจะกำหนดเวลาที่จะขออนุมัติงบประมาณ

เอกสารที่จะต้องนำเสนอตอนขออนุมัติ และเวลาทสาธารณชนจะให้ข้อเสนอแนะ โดยปกติ
ผู้อำนวยการเขตการศึกษา เมื่อเสนอเอกสารงบประมาณต่อคณะกรรมการเขตการศึกษาแล้วจะจัดทำ

สำเนาแจกสาธารณชนทั่วไป และช่วยรับฟงความคิดเห็นจากประชาชน ในการอนุมัติงบประมาณ

ื่
คณะกรรมการจะปรับเปลี่ยนงบประมาณเพอให้ตอบสนองนโยบายและจุดมุ่งหมายที่คณะกรรมการ
กำหนด


๕) การบริหารงบประมาณ การอนุมัติงบประมาณเป็นการกำหนดแนวทางการใช้จ่าย
งบประมาณตลอดปี แต่คงเป็นไปไมไดที่จะคาดคะเนค่าใช้จ่ายไดอย่างสมบูรณในช่วงของการจัดทำ

งบประมาณ ดังนั้น ตองมีการกำกับติดตามดูรายรับรายจ่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นไปตามที่
คาดคะเนไว้ตอนทำงบประมาณ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไม่ว่าด้านรายรับหรือรายจ่าย ตองเสนอ

การปรับเปลี่ยนต่อคณะกรรมการเพื่อขออนุมัติ การปรับเปลี่ยนงบประมาณอาจมีผลมาจากการที่

นักเรียนเข้ามาเรียนเพิ่มขึ้นมากโดยไมไดคาดหมาย ทำให้มีความต้องการครูและห้องเรียนเพิ่มขึ้น หรือ
อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงรายรับของโครงการใดโครงการหนึ่ง ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงจะต้องมี

การปรับงบประมาณให้สมดุล โดยลดค่าใช้จ่ายถ้ารายไดที่คาดคะเนไว้ลดลง และเพิ่มค่าใช้จ่ายเพอ
ื่
ตอบสนองความต้องการของนักเรียนที่เพมขึ้นโดยจัดหารายไดเพิ่ม ดังนั้น งบประมาณจะกลายเป็น
ิ่
เครื่องมือทางการบริหารที่ช่วยให้เกิดความมั่นใจว่าไดใช้ทรัพยากรทางการศึกษาตามลำดับ

๑๖๙
ความสำคัญของการศึกษาตามที่กำหนดไวในช่วงต้นของวงจรงบประมาณ

ทอมปสัน และ วด (Thompson & Wood) ได้เสนอกระบวนการงบประมาณในระดับ

ท้องถิ่น มี ๔ ขั้นตอน ที่ต่อเนื่องกันและมีความสัมพนธ์ซึ่งกันและกัน
๑) การประมาณการรายได เป็นขั้นตอนแรกของการจัดทำงบประมาณของเขต

การศึกษา เป็นขั้นตอนที่ง่ายที่สุด เพราะรายไดจากรัฐบาลกลางและมลรัฐไมใครเปลี่ยนแปลงยกเว้นมี
การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และกฎหมายก็มักจะกำหนดออกมาสมบูรณก่อนที่เขตการศึกษาจะมี









rd
๑๖๙ Odden, Allan & Picus, Lawrence O., School Finance: A Policy Perspective, 3 ed.,
(Boston: McGraw Hill, 2004), p. 258-262.

๑๑๙


การประมาณการรายได การประมาณการรายไดจะประกอบด้วยการประมาณรายไดจากรัฐบาลกลาง
มลรัฐ และท้องถิ่น


๒) การกำหนดแผนงานทางการศึกษาเป็นการจัดทำแผนงานเพื่อรักษางานเดิมและ
พิจารณาแผนงานพัฒนา การจัดทำแผนงานมีหลายวิธี วิธีที่หนึ่ง คือ การคิดว่าแผนงานที่ดำเนินการใน

ปัจจุบันเพียงพอแลว จึงจัดทำงบประมาณเพื่อรักษางานเดิม วิธีที่สอง คือ การทำแผนงานเพื่อการ
พัฒนา โดยไดแนวคิดมาจากการปรึกษาหารือบุคคลต่างๆ ทำให้เกิดการพัฒนาหรือการปฏิรูป ดังนั้น

ทุกเขตการศึกษาจะมีการทำแผนงานพัฒนาโรงเรียนเพอพัฒนาคุณภาพของนักเรียน การทำแผนงาน
ื่
ทางการศึกษาเป็นกระบวนที่ซับซ้อน แต่ถือว่าเป็นหัวใจของการจัดทำงบประมาณ เพราะถ้าไมมี
ความคิดรอบคอบในการจัดทำแผนงาน ก็จะไมเกิดโครงการใหม่เพื่อพฒนา งบประมาณที่ใช้เพอรักษา
ื่

งานเดิมที่มีอยู่ การกำหนดแผนงานเป็นการเชื่อมโยงการประมาณรายได และประมาณรายจ่ายเข้า
ด้วยกัน


๓) การประมาณการค่าใช้จ่าย เป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการ
งบประมาณ เพราะหากประมาณต่ำกว่าค่าใช้จ่ายจริง จะทำให้เกิดความเสียหายได เช่น การประมาณ

ค่าใช้จ่ายจ้างครูผิดพลาด อาจทำให้ต้องยกเลิกสัญญาจ้างครู และทำให้โรงเรียนถูกปิดประมาณการ

รายจ่ายต้องพอดีกับรายได การประมาณรายจ่ายเป็นการวิเคราะห์ตัวกำหนดค่าใช้จ่ายที่สำคัญและ
คำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆ ของปีหนา รายการที่ไดอนุมัติในแผน สิ่งที่มีความคลองตัวอีกอย่างหนึ่งคือ

การให้โรงเรียนสามารถใช้งบประมาณข้ามหมวดได้สิ่งที่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ การเปลี่ยน

การควบคุมการใช้งบประมาณจากเดิมที่ดำเนินการโดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามาเป็นให้โรงเรียน
ควบคุมเอง


๔) การประเมินผลการใช้งบประมาณ เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู การประเมินผล
งบประมาณ จะใช้หลัก ๔ ประการ คือ ประสิทธิผล ประสิทธิภาพ ประหยัด และเสมอภาค ผลการ

ประเมินจะนำไปใช้ในการตัดสินใจทำงบประมาณต่อไป
๑๗๐
คันนิงแฮมและคอร ดีโร (Cunningham & Cordeiro) ได้เสนอกระบวนการ

งบประมาณ มี ๕ ขั้นตอน คือ

๑) การวางแผน (Planning) แผนงานทางการศึกษาจะเป็นตัวขับเคลื่อนงบประมาณ

ในขั้นของการวางแผนงบประมาณ จะต้องมีการพิจาณาเกี่ยวกับความต้องการจุดมุ่งหมาย และ





๑๗๐ Thompson & Wood, Money and Schools: A Handbook for Practitioners, (New York

: Eye on Education, 1998), pp. 119-131.

๑๒๐


วัตถุประสงค์ของแผนงาน ทางเลือกที่จะนำไปสูการบรรลุผลตามจุดมุ่งหมายการเลือกทางเลือกที่ทำ
ให้เกิดประสิทธิผลของการใช้จ่าย


๒) การจัดทำงบประมาณ (Formulating) การจัดทำงบประมาณจำเป็นอย่างยิ่งที่
จะต้องไดรับข้อมูลจากทุกฝ่ายในโรงเรียน โรงเรียนจะต้องบอกให้ครูไดรับรูว่าทำงบประมาณอย่างไร

และทำไมจึงใช้งบประมาณอย่างนั้น ครูจะต้องเข้ามามีบทบาทในกระบวนการจัดทำงบประมาณมาก
ขึ้น โดยเฉพาะโรงเรียนที่บริหารแบบใช้โรงเรียนเป็นฐาน การรังสรรค์และการจัดทำรายละเอียด

งบประมาณจะต้องไดข้อมูลและความคิดเห็นจากทุกฝ่ายในโรงเรียนและชุมชน

๓) การนำเสนอ (Presenting) สิ่งที่เป็นเรื่องสำคัญของการนำเสนอ คือ เหตุผลที่จะ

สนับสนุนงบประมาณที่จัดทำ เมื่อมีการนำเสนองบประมาณต่อผู้มีอำนาจอนุมัติหรือประชาชนทั่วไป

ผู้เสนอจะต้องสามารถอธิบายเหตุผลที่ชัดเจน ในการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ

๔) การบริหารงบประมาณ (Administering) เป็นการจัดสรรงบประมาณให้กับ

โครงการและฝ่ายต่างๆ ใช้ตามความต้องการ ซึ่งจะต้องมีการจัดซื้อจัดจ้าง และการจัดทำบัญชีมีการ
จัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยผู้บริหารโรงเรียนในการบริหารจัดการงบประมาณเพื่อให้มั่นใจ

ว่า ไมใช้เงินเกินกว่าที่ไดรับจัดสรร

๕) การประเมินผล (Evaluating) โดยปกติจะมีการแบ่งงบประมาณออกเป็นหลาย

ประเภท เช่น แบ่งตามโครงการ ไดแก โครงการปฐมวัย โครงการสองภาษา แบ่งตามหน้าที่ ไดแก งบ
เกี่ยวกับการเรียนการสอน การขนส่งนักเรียน และแบ่งตามหมวดรายจ่าย เช่น เงินเดือน วัสดุ การ

พัฒนาบุคลากร การประเมินผลงบประมาณก็ต้องประเมินจำแนกตามประเภท หรือรวมกันทุก

ประเภท คำถามที่มักจะถามในการประเมิน คือ งบประมาณตอบสนองให้บรรลุจุดมุ่งหมายไดดีแค
ไหน เราจะวัดอย่างไรว่า ไดบรรลุจุดมุ่งหมาย และวัตถุประสงค์แล้ว ควรจะขยายผลโครงการอะไร

และควรจะยุบเลิกโครงการอะไร สิ่งที่ต้องคำนึงถึงตลอดเวลาในการประเมิน มี ๒ คำ คือ

ประสิทธิภาพและประสิทธิผล เมื่อมีการประเมินโครงการผู้บริหารต้องถามว่า วิธีการที่ใช้มีประสิทธิผล
มากที่สุดและมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการทำให้จุดมุ่งหมายบรรลุหรือไม่
๑๗๑

กระบวนการบริหารงานงบประมาณ เป็นกระบวนการสนับสนุนที่สำคัญในการปฏิบัติงาน
ตามภารกิจของงบประมาณที่เกี่ยวกับการจักสรรงบประมาณ โดยมีการเริ่มตั้งแต่ต้องมีการทำการ

วางแผนงบประมาณ จัดทำงบประมาณ การนำเสนองบประมาณ การนำงบประมาณไปบริหาร จนถึง





nd
๑๗๑ Cunningham & Cordeiro, Educational Leadership: A Problem Based Approach, 2
ed., (Boston: Allyn and Bacon, 2003), pp. 318-321.

๑๒๑


กระบวนการประเมินผลงบประมาณที่ทำแล้วเพื่อประเมินประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณ
นอกจากนี้ ระหว่างที่ใช้งบประมาณและหลังจากใช้งบประมาณ ควรมีการเก็บข้อมูลงบประมาณทุก

วัน และประมวลผล และวิเคราะห์เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำงบประมาณปีต่อไป




๒.๓ หลักพุทธธรรมในการบริหารหลักสูตรหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาสังคมศึกษา


นักบริหารมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีธรรมประจำใจ เพราะนักบริหารเป็นผู้มีส่วน

สำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้สังคมเสื่อมหรือเจริญ เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ หากนักบริหารเป็นคนดีมี
ศีลธรรมก็ย่อมทำให้องค์กรมีความเจริญก้าวหน้าและมีความสุข นอกจากนั้น การปฏิบัติตัวของนัก


บริหารแต่งเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นปฏิบัติตามด้วยพระพทธศาสนามีหลักธรรมสำหรับนำมาประยุกต์กับ
การพัฒนาผู้บริหารการศึกษามากมาย การนำเอาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้เพอ
ื่
ส่งเสริมผู้บริหารการศึกษาให้มีบารมี เป็นที่เคารพศรัทธายอมรับจากประชาชนหรือลูกน้องผู้อยู่ ใต้

บังคับบัญชา นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง การนำธรรมมาประยุกต์ใช้กับการบริหารการจัดการนั้นทำ
ให้เกิดผลดีหลายประการ ทั้งแก่ ผู้บริหารเอง และเพื่อนร่วมงาน หรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาทุกคน ในแง่

ของผู้บริหาร หากมีธรรมประจำใจก็ย่อมจะทำให้เกิดความสุขความสบายใจ ไม่มีความเดือดร้อนทั้งใน

ื่
ปัจจุบัน ในอนาคต ให้ดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน เพอบรรลุเป้าหมายที่วางไว้
๒.๓.๑ สัปปุริสธรรม ๗

หลักสัปปุริสธรรม ๗ นี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในธัมมัญูญสูตร ความว่าภิกษุทั้งหลาย
๑๗๒
ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ นี้ เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย ฯลฯ เป็นเนื้อนาบุญอนยอด

เยี่ยมของโลก สัปปุริสธรรมธรรม ๗ ประการ ได้แก่อะไรบ้าง กล่าวคือภิกษุในธรรมวินัยนี้ คือ ๑)
เป็นธัมมัญญู ๒) เป็นอัตถัญญู ๓) เป็นอัตตัญญู ๔) เป็นมัตตัญญู ๕) เป็นกาลัญญู ๖) เป็นปริสัญญู

และ ๗) เป็นปุคคลปโรปรัญญู ๔ ในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงธัมมัญญูบุคคล ซึ่งหมายถึง ผู้รู้
ธรรม ซึ่งเป็นคุณสมบัติประการที่ ๑ ในคุณสมบัติ ๗ ประการของภิกษุ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗

ประการย่อมเป็นผู้ควรของการคำนับ นับถือ ยกย่องของบุคคลทั้งหลาย ถือเป็นผู้มีคุณค่าอย่างแท้จริง

ของมนุษยชาติคุณสมบัติ ๗ ประการนั้น คือ

๑. ธัมมัญญุตา คือรู้หลักการ








๑๗๒ องฺ.สตฺตก, (ไทย), ๒๓/๖๘/๑๔๓-๑๔๖.

๑๒๒


ธัมมัญญุตา คือ รู้จักเหตุรู้หลักการ รู้งาน รู้หน้าที่รู้กติกาที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงาน
กล่าวคือ ผู้นำนั้นจะต้องรู้จักเหตุ รู้หลักการ รู้กฎ กติกา เหล่านี้ให้ชัดเจน เพื่อที่จะเป็นแนวทางในการ

ปฏิบัติงานให้บรรลุถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

๒. อัตถัญญุตา คือ รู้จักผลรู้จุดหมาย


อัตถัญญุตา คือ รู้จุดหมาย รู้ความมุ่งหมายและรู้จักผล กล่าวคือ ผู้นำที่ดีจะต้องรู้จัก
ื่
จุดหมาย หรือเป้าหมายของหลักการที่ตนปฏิบัติ เข้าใจวัตถุประสงค์องค์กรว่าจะไปทางไหน เพอ
ประโยชน์อะไรเพื่อให้สามารถดำเนินการไปได้อย่างถกต้องตามเป้าหมายนั้น

๓. อัตตัญญุ คือ รู้ตน


อัตตัญญุตา คือ รู้ตน รู้ว่าตนเองมีคุณสมบัติมีความสามารถอย่างไร และต้องรู้จัก
พัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ ผู้นำที่ดีนั้นจะต้องสำรวจตนเองอยู่เสมอว่าตนเองมีจุดอ่อนจุดแข็งอะไร

แล้วดำเนินการปรับปรุงจุดอ่อนของตน ในขณะเดียวกันก็พัฒนาจุดแข็งของตนให้ดีข้นเรื่อย กล่าวคือ
ผู้นำที่ดีควรมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงแห่งโลกอย่าง

แท้จริง เพื่อให้สามารถนำพามวลชนและองค์กรไปสู่จุดหมายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

๔. มัตตัญ ุตา คือรูจักประมาณ


มัตตัญญุตา คือ รูจักประมาณ รูจักความพอดีกล่าวคือ ตองรูจักขอบเขตความ
พอเหมาะในการทำงานในเรื่องต่างๆ ดังนั้น ผู้นำที่ดีนั้นจะต้องรูจักความพอเหมาะพอควรในการที่จะ

ทำกิจการทุกอย่างให้ลุล่วงไปด้วยดีตามเป้าหมายที่วางไว

๕. กาลัญ ุตา คือรูจักเวลา


กาลัญญุตา คือรูจักเวลา รูจักเวลาที่ควรประกอบกิจการงานต่างๆ หรือทำงานให้ทัน
กับเวลา เหมาะกับเวลา และรูคุณค่าของเวลา ผู้นำที่ประสบความสำเร็จนั้นจะต้องเป็นผู้รูจักการ

บริหารเวลาหรือวางแผนให้เหมาะสมกับเวลาอย่างถูกต้อง

๖. ปริสัญ ุตา คือรูชุมชน


ปริสัญญุตา คือ รูชุมชน รูสังคม ตั้งแต่ในขอบเขตที่กว้างขวางจากสังคมโลก สังคม
ประเทศชาติว่าอยู่ในสถานการณอย่างไร มีปัญหาอย่างไร จะไดสามารถเขาใจความต้องการของสังคม

นั้นไดถูกต้อง หรือแกไขปัญหาไดตรงจุด นอกจากนี้ยังต้องรูเข้าใจกฎเกณฑ์ วัฒนธรรมประเพณีของ
สังคมนั้นๆ ไดอย่างถูกต้อง เพอให้สามารถอยู่ในสังคมนั้นไดอย่างเหมาะสม
ื่

๗. ปุคคลปโรปรัญ ุตา คือรูจักบุคคล

๑๒๓


ปุคคลปโรปรัญญุตา คือการรูบุคคลรูประเภทของบุคคลที่จะต้องเกี่ยวข้องด้วยรูว่า
ควรจะปฏิบัติต่อเขาไดถูกต้องเหมาะสมและไดผลอย่างไร ดังนั้น ผู้นำที่ดีย่อมต้องรูบุคคล รูประเภท

ของบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี เพอให้สามารถเลือกใช้คนให้เหมาะสมกับงานในการบริหารงานทุกๆ
ื่
ื่
ด้านเพอให้เกิดประโยชนและคุณค่าแกผู้ปฏิบัติงานทุกคน ตลอดจนสามารถสร้างความเจริญก้าวหน้า
ให้กับหมูคณะและองค์กรไดตามเป้าหมายที่วางไว

๒.๓.๒ พรหมวิหาร ๔


ในพระพุทธศาสนา ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหมหรือผู้ประเสริฐ เรียกว่า พรหมวิหาร ได
แก ผู้มีจิตใจยิ่งใหญ่กว้างขวางประดุจพระพรหม ซึ่งเป็นคุณธรรมที่บุคคลควรปฏิบัติต่อกัน ตลอด

๑๗๓
จนถึงการปฏิบัติต่อสัตว์และธรรมชาติสิ่งแวดล้อมด้วย
พจนานุกรม ศัพท์ศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายความหมาย

ของพรหมวิหาร ๔ ว่าเป็นธรรมหมวดหนึ่งในพระพุทธศาสนา มีความหมายหลายนัย คือ

๑. เป็นธรรมเครื่องอยู่ของพรหม เครื่องอยู่อย่างพรหมและทำให้พรหมเสมอด้วย

พรหมโดยมุ่งประเด็นที่ว่า เมื่อผู้บำเพญสมาธิ เจริญเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาแล้ว ย่อมส่งผล

ให้บรรลุฌานได้ตามลำดับ

๒. เป็นธรรมเครื่องอยู่ของผู้ประเสริฐธรรมประจำใจอันประเสริฐหลักความประพฤติ

ที่ประเสริฐ เมื่อมีธรรม ๔ ประการนี้ประจำใจ ย่อมมีความรักสรรพสัตว์ ปรารถนาช่วยสรรพสัตว์ที่
ประสบทุกข์ให้พ้นทุกข์ ไม่ริษยาในความได้ดีมีสุขของสรรพสัตว์และวางใจเป็นกลางได้เมื่อช่วยสรรพ

สัตว์นั้นๆไม่สำเร็จ

๓. เป็นธรรมเครื่องอยู่ของผู้เป็นใหญ่ คือ ผู้นำหรือผู้ปกครอง โดยมุ่งให้ผู้นำหรือ

ผู้ปกครองมีความรัก ความปรารถนาดีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นพื้นฐานช่วยเหลือเขาเมื่อเขาประสบ
ทุกข์ ยินดีด้วยเมื่อเขาได้รับความสำเร็จ และวางใจเป็นกลางไม่ตกอยู่ในอคติ พรหมวิหาร ๔ เรียกได้

อีกอย่างหนึ่งว่า อัปปมัญฺญา ๔ เพราะมุ่งประเด็นที่ว่า แผ่ไปไม่จำกัดในมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย เป็น

พรหมวิหารของพระอริยะ














๑๗๓ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๕/๒๗๕.

๑๒๔


พรหมวิหาร ๔ คือ ธรรมเครื่องอยู่อย่างประเสริฐ, ธรรมประจำใจอันประเสริฐ, หลักความ
ประพฤติที่ประเสริฐบริสุทธิ์, ธรรมที่ต้องมีไวเป็นหลักใจและกำกับความประพฤติ จึงจะชื่อว่าดำเนิน

๑๗๔
ชีวิตหมดจด และปฏิบัติตนต่อมนุษย์สัตว์ทั้งหลายโดยชอบประกอบด้วย

๑. เมตตา ความรักใคร ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคดทำ
ประโยชนแกมนุษย์สัตว์ทั่วหนา


๒. กรุณา ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้อง บำบัดความทุกข์
ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์

๓. มุทิตา ความยินดี ในเมื่อผู้อนอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการแช่ม
ื่
ชื่นเบิกบานอยูเสมอ ต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาไดดีมีสุข เจริญงอกงาม
ยิ่งขึ้นไป


๔. อุเบกขา ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วย
ปัญญา คือ มีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราชั่ง ไมเอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์

ทั้งหลายกระทำแลว อันควรไดรับผลดีหรือชั่ว สมควรแกเหตุอันตนประกอบ พรอมที่จะวินิจฉัยและ

ปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรูจักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไมมีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได
ดีแลว เขาสมควรรับผิดชอบตนเองหรือเขาควรไดรับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน


๒.๓.๓ อิทธิบาท ๔

จากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในอังคุตตรนิกายทุกนิบาต
ได้กล่าวถึง อิทธิบาท ในอิทธิปาทสูตร ดังนี้ อิทธิบาท (คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ) ๔ ภิกษุในพระ

ธรรมวินัยนี้

๑. เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร (สมาธิที่เกิดจากฉันทะ และ

ความเพียรสร้างสรรค์)

๒. เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร (สมาธิที่เกิดจากวิริยะ และ

ความเพียรสร้างสรรค์)

๓. เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร (สมาธิที่เกิดจากจิตตะ และ

ความเพียรสร้างสรรค์)





๑๗๔ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่

๑๒, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท สหธรรมิก จำกัด, ๒๕๔๖), หน้า ๑๒๔.

๑๒๕


๔) เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขาร (สมาธิที่เกิดจากวิมังสา
๑๗๕
และความเพียรสร้างสรรค์)

ธรรม ๔ อย่างนี้ ย่อมเนื่องกัน แต่ละอย่างๆ มีหน้าที่เฉพาะของตน

ฉันทะ คือความพอใจ ในฐานะเป็นสิ่งที่ ตนถือว่า ดีที่สุด ที่มนุษย์เรา ควรจะได้ ข้อนี้เป็น

กำลังใจ อันแรก ที่ทำให้เกิด คุณธรรม ข้อต่อไป ทุกข้อ

วิริยะ คือความพากเพียร หมายถึง การการะทำที่ติดต่อ ไม่ขาดตอน เป็นระยะยาวจน

ประสบ ความสำเร็จ คำนี้ มีความหมายของ ความกล้าหาญ เจืออยู่ด้วย ส่วนหนึ่ง

จิตตะ หมายถึงความไม่ทอดทิ้ง สิ่งนั้น ไปจากความรู้สึกของตัว ทำสิ่งซึ่งเป็นวัตถุประสงค์

นั้นให้เด่นชัดอยู่ในใจเสมอ คำนี้ รวมความหมาย ของคำว่า สมาธิ อยู่ด้วยอย่างเต็มท ี่

วิมังสา หมายถึงความสอดส่องใน เหตุและผล แห่งความสำเร็จ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้

ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดเวลา คำนี้รวมความหมาย ของคำว่า ปัญญา ไว้อย่างเต็มท
ี่
๑๗๖
๒.๓.๔ สังคหวัตถุ ๔

สังคหวัตถุ ๔ คือหลักธรรม ที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจคนและประสานหมู่ชนไว้ให้มีความ


สามัคคกันประกอบด้วย
๑. ทาน ให้ปัน คือ ความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือสงเคราะห์ด้วย

ปัจจัยสี่ ทุน หรือ ทรัพย์สิน สิ่งของ ตลอดจนให้ความรู้ ความเข้าใจและศิลปวิทยา

๒. ปิยวาจา พูดอย่างรักกัน คือ กล่าวคำสุภาพ ไพเราะ น่าฟัง ชี้แจง แนะนำสิ่งที่เป็น

ประโยชน์ มีเหตุผล เป็นหลักฐาน ชักจูงในทางที่ดีงามหรือแสดงความเห็นอกเห็นใจ ให้กำลังใจ รู้จัก
พูดให้เกิดความเข้าใจดี สมานสามัคคี เกิดไมตรีทำให้รักใคร่นับถือและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน


๓. อัตถจริยา ทำประโยชน์แก่กัน คือ ช่วยเหลือด้วยแรงกายและขวนขวายช่วยเหลือ
กิจการต่างๆบ าเพ็ญประโยชน์ รวมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาและช่วยปรับปรุงส่งเสริมในด้านจริยธรรม













๑๗๕ ที.ป.(ไทย). ๑๑/๓๐๖/๒๗๗.
๑๗๖ พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), ทำอย่างไรจึงจะเรียนเก่ง, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๑), หน้า ๓๙.

๑๒๖


๔. สมานัตตตา เอาตัวเข้าสมาน คือ ทำตัวให้เข้ากับเขาได้ วางตนเสมอต้นเสมอ
ปลายให้ความเสมอภาค ปฏิบัติสม่ำเสมอกันต่อคนทั้งหลาย ไม่เอาเปรียบและเสมอในสุขทุกขคือ ร่วม

๑๗๗
สุข ร่วมทุกข์ ร่วมรับรู้ ร่วมแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขร่วมกัน
สังคหวัตถุ ๔ คือ สิ่งที่เป็นเครื่องสงเคราะห์และยึดเหนี่ยวน้ำใจซึ่งกันและกัน ๔ ประการ


ทาน คือ การแบ่งปันวัตถุสิ่งของ รวมถึงอุปกรณ์ในการทำงานหรือเอกสารที่ใช้ในการ
ทำงาน เช่น หากเพื่อนร่วมงานขาดเหลืออุปกรณ์สิ่งของ ก็นำมาแบ่งปันกันใช้ การเริ่มต้นด้วยการ

แบ่งปันวัตถุสิ่งของภายนอก จะช่วยสร้างนิสัยให้บุคลากรในหน่วยงานมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน มี
การให้และรับ (Give and Take) เพราะนอกเหนือจากการแบ่งปันเรื่องของความรู้ ประสบการณ์ อน

เป็นความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) แล้ว การแบ่งปันเอกสารต่างๆ ที่ใช้ในการทำงานก็

เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้วงจรของความรู้มีการขับเคลื่อนโดยเป็นการแบ่งปันความรู้ที่เป็นความรู้ที่ชัด
แจ้ง (Explicit Knowledge) ด้วย


ปิยวาจา คือ การแบ่งปันคำพูดดีๆ คำพูดที่ไพเราะ พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์เหมาะกับ
กาลเทศะ พูดให้กำลังใจกัน ซึ่งในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า “ปิยวาจา” มีความสำคัญมากต่อการ

จัดการความรู้ในองค์กรเพราะการจะนำเครื่องมือต่างๆ มาใช้ในกระบวนการจัดการความรู้ เพื่อที่จะ
ดึงความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) ออกมาแลกเปลี่ยนกันนั้นต้องใช้ลักษณะของการ

“พูดแลกเปลี่ยนกัน” เป็นหลัก

อัตถจริยา คือ การแบ่งปันความรู้ การให้ความช่วยเหลือในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น การ

แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ที่เป็นความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เป็นสิ่งที่ทำได้

ยากกว่าการแบ่งปันความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ดังนั้น หากองค์กรใดสามารถปลูกฝังให้
บุคลากรในองค์กรมี “อัตถจริยา”แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปที่จะทำให้คนในองค์กรมีการ

แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน รวมทั้งทำให้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน

ื่
เพราะเมื่อเพอนร่วมงานขาดความรู้ในเรื่องใด หรือต้องการแลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องใด ผู้ที่มีความรู้ก็
จะแบ่งปันให้โดยไม่หวงความรู้ หรือถ้าไม่ได้ขาดความรู้แต่ขาดกำลังคนเพื่อนคนอื่น ๆ ก็ยินดีที่จะเข้า

ไปช่วยให้งานสำเร็จ หรืออาจเรียกได้ว่า ทำให้พนักงานในองค์กรเป็นกัลยาณมิตรซึ่งกันและกัน

สมานัตตา คือ การมีความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย การเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ จริงใจ

ต่อกันความเสมอต้นเสมอปลายจะช่วยให้เกิดความรู้สึกปลอดภัย ไม่ระแวงกันและเป็นการสร้างความ





๑๗๗ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), ธรรมนูญชีวิต, พิมพ์ครั้งที่ ๘๒,(กรุงเทพมหานคร: บริษัทพิมพ์

สวย จำกัด, ๒๕๕๐), หน้า ๒๕

๑๒๗




ไว้วางใจกัน เชื่อใจกัน (Trust) เพราะถ้าคนในองค์กรไม่มความไว้วางใจกัน หรือไม่เชื่อใจกน พนักงาน
ก็จะไม่อยากน าความรู้ประสบการณ์ เทคนิคในการทำงานต่างๆ มาแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
ดังนั้น จึงถือได้ว่า “สมานัตตา” เป็นแรงกระตุ้นในระยะยาวที่จะผลักดันให้คนในองค์กรเกิดการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
๑๗๘

นอกจากนี้ การเป็นผู้มีความสม่ำเสมอในการร่วมแบ่งปันความรู้ต่างๆ จะช่วยให้การ
จัดการความรู้ “มีชีวิต” อยู่เสมอ การที่พนักงานในองค์กรเป็นผู้ที่มีความสม่ำเสมอจริงใจต่อกัน ถือ

เป็นนิสัยความรับผิดชอบอย่างหนึ่ง กล่าวคือ ในการท างานหากงานที่ทำประสบผลสำเร็จ ก็จะไม่แย่ง

กันเอาความดีความชอบใส่ตัวว่าฉันเป็นคนทำงานนั้นเอง หรือหากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น พนักงานก็จะ
ไม่มีการกล่าวโทษกัน แต่จะช่วยกันแก้ไขปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นบรรยากาศของความร่วมแรงร่วมใจก็จะ

เกิดขึ้น พนักงานรู้สึกว่าการแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การทำงานของตนเองและ
องค์กรดีขึ้น


๒.๓.๕ ตามหลักสุจริต ๓

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๕๔๒ ไดให้ความหมายกายสุจริต ไว

ว่า “กายสุจริต หมายถึง ความประพฤติชอบทางกาย ไดแก การไมฆ่าสัตว์ ๑ การไมลักทรัพย์ ๑ การ
ไมประพฤติผิดในกาม ๑”
๑๗๙

พระเทพดิลก (ระแบบ ิต าโณ) ไดให้ความหมายไววา “กายสุจริต หมายถึงการปฏิบัติดี
ปฏิบัติชอบทางกาย ๓ ประการ คือ เว้นจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจา

ของมิไดให้โดยอาการแห่งขโมย เว้นจากการประพฤติผิดในทางกาม”
๑๘๐
พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ไดให้ความหมายไววา “กายสุจริต หมายถึงประพฤติชอบ

ด้วยกาย ประพฤติชอบทางกาย มี ๓ อย่าง คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการ

๑๘๑
ประพฤติผิดในกาม”



๑๗๘ อรศิริ เกตุศรีพงษ์, “สังคหวัตถุ ๔ : วัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการจัดการความรู้”, วารสาร

Productivity World เพื่อการเพิ่มผลผลิต, ปีที่ ๑๒ ฉบับที่ ๖๘ (พฤษภาคม - มิถุนายน ๒๕๕๐): ๔๓ – ๔๖.
๑๗๙ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๕๔๒, (กรุงเทพมหานคร
:บริษัทนานมีบุคสพับลิเคชั่นส จำกัด, ๒๕๔๖), หนา ๑๑๔.
๑๘๐ พระเทพดิลก (ระแบบ ิต าโณ), นิเทศธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท แปดสิบ

เจ็ด (๒๕๔๕) จำกัด, ๒๕๔๘), หนา ๑๗๐-๑๗๑.
๑๘๑ พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ ๙,

(กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๕), หนา ๑๒

๑๒๘


สุจริต ๓ หมายถึง ความประพฤติดี ประพฤติชอบ ความประพฤติที่ดีงาม มี ๓ อย่าง คือ

๑. กายสุจริต ความประพฤติชอบด้วยกาย มี ๓ คือ งดเว้นและประพฤติตรงข้ามกับ

ปาณาติบาต อทินนาทาน และกาเมสุมิจฉาจาร

๒. วจีสุจริต ความประพฤติชอบด้วยวาจา มี ๔ คือ งดเว้นและประพฤติตรงข้ามกับ

มุสาวาท ปิสุณวาจา ผรุสวาจา และ สัมผัปปลาปะ

๑๘๒
๓. มโนสุจริต ความประพฤติชอบด้วยใจ มี ๓ คือ อนภิชฌา อพยาบาทและสัมมาทิฏฐ
๒.๓.๕ หลักอปริหานิยธรรม


อปริยหานิยธรรม หมายถึง ธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดความเจริญโดยส่วนเดียว ไม่มีเสื่อม
๑๘๓
๑๘๔
พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงแก่เจ้าลิจฉวี มี ๗ ข้อ คือ

(๑) หมั่นประชุมกันเนื่องนิตย์ ประชุมกันบ่อยๆ

(๒) เมื่อจะประชุมก็พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกประชุมก็พร้อมเพรียงกันเลิก


และพร้อมเพรียงกันช่วยทำกจที่ควรจะช่วยกัน
(๓) ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติ ไม่ลบล้างสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว ถือปฏิบัติมั่นในวัชชี

ธรรมที่วางไว้ตามเดิม
๑๘๕
(๔) สักการะ เคารพ นับถือผู้ใหญ่ในชุมชน และพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอแนะจาก

ท่านเหล่านั้น

(๕) ไม่ข่มเหง ไม่ฉุดคร่าขืนใจกุลสตรี หรือกลกุมารี

(๖) สักการะ เคารพ นับถือ บูชาเจดีย์ทั้งในเมือง และนอกเมือง และไม่ละเลยการ

บูชาอันชอบธรรมที่เคยให้ เคยกระทำต่อเจดีย์เหล่านั้นให้เสื่อมสูญไป





๑๘๒ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๑๖,

(พิมพ์ที่ บริษัท เอส. อาร์. พริ้นติ้ง แมส โปรดักส์ จำกัด, ๒๕๕๑), หน้า ๑๐๕-๑๐๖.
๑๘๓ อปริหานิยธรรมมี ๒ ประเภท คือ ราชอปริหานิยธรรม และภิกขุอปริหานิยธรรม ดูรายละเอียดใน
ที.ม. อ. (ไทย) ๒/๑๓๔-๑๓๖/๑๖๖-๑๒๘.
๑๘๔ อง.สตฺตก. (ไทย) ๒๐/๑๙/๓๑-๓๒. ดูลายละเอียดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๓๔/๖๖-๖๘.

๑๘๕ วัชชธรรมที่วางไว้ตามเดิม หมายถึง ประเพณีที่สืบต่อกันมานาน เช่น จับผู้ต้องสงสัยว่าเป็นโจร ผู้

จับจะไม่สอบสวนเอง แต่จะส่งให้ฝ่ายสอบสวน ฝ่ายสอบสวนสืบสวนแล้วรู้ว่าไม่ใช่ผู้กระทำผิดก็ปล่อยตัวไป ถ้ายัง

สงสัยก็ส่งต่อขึ้นไปตามลำดับชั้น บางกรณีอาจจะส่งถึงเสนาบดี บางกรณีอาจส่งถึงพระราชาเพื่อทรงวินิจฉัย

๑๒๙


(๗) จัดการ รักษา คุ้มครอง ป้องกันพระอรหันต์ทั้งหลายโดยชอบธรรมด้วยตั้งใจว่า
“ทำอย่างไร พระอรหันต์ที่ยังไม่มี พึงมาสู่แว่นแคว้นของเรา และท่านที่มาแล้วพึงอยู่อย่างผาสุก”


นอกจากนี้ก็มีหลักธรรมที่เรียกว่า วัชชีอปริหานิยธรรม ๗ ประการ อันหมายถึง ธรรมอน

ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม หากมีการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดจะช่วยให้สังคมและบ้านเมืองดำเนินไป

เพื่อความเจริญงอกงามอย่างเดียว

วัชชีอปริหานิยธรรม ๗ ประการ มีดังนี้
๑๘๖

(๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์

(๒) พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจที่พงทำ

(๓) ไม่ถือตามอำเภอใจ บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ ไม่ล้มล้างสิ่งที่ได้บัญญัติ ถือปฏิบัติ

มั่นตามวัชชีธรรม

(๔) ท่านเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่ในชนชาววัชชี เคารพนับถือท่านเหล่านั้น เห็นถ้อยคำของ

ท่านว่าเป็นสิ่งที่พึงรับฟัง

(๕) บรรดากุลสตรีนารีทั้งหลาย มิให้อยู่อย่างถูกข่มเหงรังแก


(๖) เคารพสักการบูชาเจดีย์ของวัชชี ทั้งภายในและภายนอก ไม่ละเลยการทำธรรมิกพลี

(๗) จัดให้ความอารักขาคุ้มครองป้องกันอันชอบธรรมแก่บรรพชิต อริยบุคคลที่เป็น

หลักใจของประชาชน ตั้งใจให้ท่านที่ยังมิได้มาพึงมาสู่แว่นแคว้น ที่มาแล้วพึงอยู่โดยผาสุก

หลักอปริหานิยธรรมทั้ง ๗ ประการนี้ พระพุทธเจ้าตรัสแสดงแก่เจ้าวัชชีทั้งหลาย

ผู้ปกครองรัฐ โดยระบบสามัคคีธรรม ซึ่งรัฐคู่อริยอมรับว่า เมื่อชาววัชชียังปฏิบัติตามหลักธรรมนี้อยู่ จะ
เอาชนะด้วยการรบไม่ได้ นอกจากการใช้การเกลี้ยกล่อมหรือยุแหย่ให้แตกสามัคคีจึงจะเอาชนะได้

และคำว่า วัชชีธรรม เป็นคำที่สามารถเปลี่ยนเป็นคำอื่นก็ได้ ตามแต่ว่าจะเป็นธรรมของรัฐ หรือแคว้น
ื่
ใด ข้อนี้จะหมายรวมเอาขนบธรรมเนียมประเพณีและข้อปฏิบัติที่ดีงามของรัฐนั้นๆ ด้วยเพอให้เป็นอก

แนวทางหนึ่งในการบริหารงานหลักสูตรสังคมศึกษา จึงได้นำหลักของอปริหานิยธรรมม ๗ ประการ

มาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานหลักสูตร เพื่อให้เป็นอีกแนวทางเลือกหนึ่ง สำหรับให้ผู้บริหารสามารถ
นำไปปรับใช้ในองค์การของตน จะทำให้เกิดประโยชน์ได้และลดทอนปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

ได้ ดังนี้






๑๘๖ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๖๘/๘๖., องฺ.สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๒๐/๑๘.

๑๓๐


๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ หมายถึง การประชุมพบปะปรึกษาหารือกันในกิจการ
งานต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อแก้ปัญหาในการสื่อสารแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ยอมรับ

ในเหตุผลที่ถูกต้องที่เป็นประโยชน์สร้างความเข้าใจที่ดีต่อกันและหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกัน
การประชุมกันบ่อยๆ คุยกันบ่อยๆ นั้น เป็นการระดมมันสมอง รวมความสามารถที่ทุกคนมี แล้วนำมา


แก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องส่งเสริมพฒนาหมู่คณะให้มีความเจริญในด้านต่างๆ เช่น ในสถานที่ทำงาน
หัวหน้ามีการประชุมปรึกษากับผู้ร่วมงานทุกครั้ง งานก็จะราบรื่น หากมีข้อผิดพลาดทุกคนก็จะยอมรับ
ในสิ่งที่เกิดขึ้น มีอะไรพูดกันปรึกษากัน คำว่าประชุมนั้นหมายรวมไปถึง การพบปะ สนทนา การทำ

กิจกรรมกลุ่มย่อยด้วยกัน เป็นต้น

๒. พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจที่ ควร

ทำหมายถึง เข้าประชุม เลิกประชุม และทำกิจที่ได้รับมอบหมายตามมติที่ประชุมอย่างพร้อมเพรียง
กัน เพื่อสร้างความรับผิดชอบร่วมกัน ป้องกันไม่ให้เกิดการกินแหนงแคลงใจกัน ต้องให้ความสำคัญกับ

การประชุม ต้องทำงานของส่วนรวมให้ดี และพร้อมเพรียงกันลุกขึ้นป้องกันหมู่คณะเมื่อมีภัยการเริ่ม

และเลิกประชุมโดยพร้อมเพรียงกันนั้นไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ เป็นตัววัดว่าคนในทีมมีความพร้อมหรือไม่แค ่
ไหน การตรงต่อเวลาเป็นการเสียสละ เป็นการแสดงน้ำใจเห็นอกเห็นใจผู้อื่นให้ความสำคัญของคำว่า

ทีม หัวหน้าที่ดีจึงต้องรักษาเวลาทั้งการเริ่มและเลิกประชุม การทำกิจต่างๆ ตามมติที่ประชุม เป็นการ

เสียสละ การยอมรับ อดทนอดกลั้น และที่สำคัญคือเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ
ที่สุด หากไม่เชื่อใจกัน จะทำให้ไม่แบ่งงานกัน เกิดการหลงตนเอง การใจไม่ถึง ใจไม่กว้างพอที่จะเปิด

โอกาสให้คนอื่นๆ ทำผิดพลาดเพื่อการเรียนรู้ การจัดทำเอกสาร และกำหนดมาตรฐานต่างๆ ในการ
ทำงาน ก็เป็นการวางระบบให้ทำงานอย่างพร้อมเพรียงกันได้อย่างหนึ่ง


๓. ไม่บัญญัติสิ่งที่ยังไม่บัญญัติ จักไม่ถอนสิ่งที่ท่านบัญญัติไว้แล้ว ประพฤติมั่นอยู่ใน
ธรรมของชุมชนครั้งโบราณ หมายถึง ไม่บัญญัติสิ่งใหม่ๆ หรือล้มเลิกบัญญัติเดิมตามอำเภอใจ โดยผิด

หลักการเดิมที่หมู่คณะได้วางไว้ จะต้องถือปฏิบัติมั่นตามหลักการเดิมของหมู่คณะทำตามกฎระเบียบ

ตามกติกาข้อบังคับ ตามหลักเกณฑ์ของหมู่คณะ เพื่อความเสมอภาคกัน อันเป็นเหตุส่งเสริมให้การ
ปกครองการบริหารเกิดผลดี มีประสิทธิภาพ ไม่เล่นนอกกฎนอกกติกาเพราะจะกลายเป็นกติกา

ส่วนตัวที่ไม่ตรงกับกติกาของคนอื่น ซึ่งจะสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นตามมาภายหลัง การกำหนด วิสัยทัศน์
เป้าหมาย ยุทธศาสตร์ แผนรองรับ ฯลฯ คือการบัญญัติดังนั้น ทุกคนในทีมจะต้องทำตามอย่าง

เคร่งครัด ไม่ล้มเลิก เพิ่มถอน ตามอำเภอใจ

๔. สักการะเคารพนับถือบูชาท่านผู้ใหญ่ทั้งหลาย มองเห็นความสำคัญแห่งถ้อยคำ

ของท่านว่าเป็นสิ่งอันพึงรับฟัง หมายถึง ให้ความเคารพและรับฟังความคิดเห็นคำแนะนำของผู้ใหญ่

ผู้ใหญ่เป็นผู้มีประสบการณ์ยาวนาน ดังนั้น เราต้องให้เกียรติ ให้ความเคารพนับถือ และรับฟังความ

๑๓๑


คิดเห็นของท่านในฐานะที่เป็นผู้รู้และมีประสบการณ์มามาก การอยู่ร่วมกันในหมู่คณะจำเป็นต้องมี
ผู้นำและผู้ตาม เราต้องเคารพนับถือผู้เป็นใหญ่เป็นประธาน เคารพผู้บริหารหมู่คณะ ถ้าเราให้การ


เคารพและเชื่อฟังผู้นำ หมู่คณะสังคมกจะไม่วุ่นวาย จุดตั้งต้นของการนำทีม อยู่ที่ผู้ใหญ่ในองค์กร ว่ามี
คุณธรรม คู่ควรแก่การเคารพนับถือกราบไหว้ได้หรือไม่น่าฟังและทำตามแคไหน


๕. ไม่ข่มขืนบังคับปกครองหญิงในสกุล หมายถึง ให้เกียรติและคุ้มครองสตรีและ
กุมารีทั้งหลาย ให้อยู่ดี มิให้ถูกล่วงเกินข่มเหงรังแกหรือถูกฉุดคร่าขืนใจ สตรีถือว่าเป็นเพศแม่ เป็นเพศ

ที่อ่อนแอ บุรุษควรให้เกียรติ ให้การยกย่อง ปกป้องไม่ให้ใครละเมิดสิทธิหรือข่มเหงรังแก ถ้าสังคมใดๆ

ผู้หญิงถูกฉุดคร่าข่มขืนมากๆ ความเสื่อมย่อมจะเกิดกับสังคมนั้นการทำร้าย การทำผิดในลูกเมียผู้อื่น
การกดขี่ทางเพศ การทำลามกอนาจารย่อมนำมาซึ่งความเสื่อมในองค์กร เพราะทำให้เกิดความ

หวาดระแวง และขาดความปลอดภัยในคู่ครอง และในที่นี้ยังรวมไปถึง การไม่รับฟังความเห็นของเพศ
หญิงด้วย


๖. สักการะ เคารพ นับถือ บูชาเจติยสถานของคนในชุมชนทั้งภายในและภายนอก
และไม่ลบล้างพลีกรรมอันชอบธรรม ซึ่งเคยให้เคยทำแก่เจติยสถานเหล่านั้น หมายถึง ให้การสักการะ

เคารพ นับถือ บูชาและปกป้องรักษาปูชนียถานที่สำคัญของชุมชนนั้นๆ โดยทั่วถึงทั้งหมด เพื่อให้เป็น

เครื่องเตือนความทรงจำเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นศูนย์รวมใจของหมู่ชน เร้าให้ทำดี และไม่บั่น
ทอนผลประโยชน์ที่เคยอุปถัมภ์บำรุงเจดีย์หรือปูชนียสถานเหล่านั้นไม่ละเลยพิธีเคารพบูชาอันพึงทำ

ต่ออนุสรณ์สถานเหล่านั้นตามประเพณีที่ดีงา เป็นการแสดงถึงความเป็นผู้มีนิสัยดี รักสันติภาพ ขัด

เกลาจิตใจอยู่เสมอ พร้อมที่จะปฏิบัติดีโดยไม่ประมาท การที่สมาชิกของสังคมเป็นคนดี ย่อมเป็น
เกียรติ เป็นศักดิ์ศรี และเป็นเครื่องยืนยันความบริสุทธิ์ใจในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ ได้เป็นอย่างดีศูนย์

รวมจิตใจขององค์กรนั้น บางองค์กรเคารพบูชาอนุสาวรีย์บุคคลสำคัญหรือบรรพบุรุษ หรือผู้มีพระคุณ
ขอให้หาศูนย์รวมจิตใจในองค์กรนั้นๆ ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์อนุสาวรีย์ ปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ หรือ

รูปเคารพต่างๆ ก็จะทำให้สามารถยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในชุมชนหรือองค์กรนั้นๆ เพื่อสร้างความ

สามัคคีที่ดีต่อกันได้ไม่ยาก

๗. ถวายความอารักขา ความคุ้มครอง ป้องกันโดยชอบธรรมในพระอรหันต์ทั้งหลาย

เป็นอย่างดี ด้วยหวังว่า ไฉนพระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังไม่มา พึงมาสู่แว่นแคว้น และที่มาแล้ว พึงอยู่เป็น
สุข หมายถึง จัดการให้ความอารักขา บำรุง คุ้มครอง อันชอบธรรมแก่บรรพชิต ผู้ทรงศีลทรงธรรม

บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นหลักใจและเป็นตัวอย่างทางศีลธรรมของประชาชนเต็มใจต้อนรับและหวังให้ท่านอยู่
โดยผาสุก รวมถึงตั้งใจสนับสนุนคนดี ปกป้องคนดีส่งเสริมคนดี เลือกคนดีมีความสามารถมีคุณธรรม


เข้ามาเป็นกำลังพฒนาหมู่คณะของตน ไม่มีการขัดแข้งขัดขา เลื่อยขาเก้าอี้ เป็นต้น การทะนุบำรุง
คุ้มครองบรรพชิต ซึ่งเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ตลอดไปนั้นสามารถทำได้โดยการทำบุญ

๑๓๒


ด้วยปัจจัย ๔ แด่ท่านเป็นประจำ พระอรหันต์นั้น ท่านเป็นบัณฑิต เป็นผู้ชี้ทางนิพพาน การดูแล
ต้อนรับ การฟังคำสั่งสอนของท่าน ย่อมได้ประโยชน์มากมายทั้งทางตรงและทางอ้อม พ่อแม่ และ

๑๘๗
ผู้ใหญ่ ที่ดีมีคุณธรรมก็เช่นเดียวกัน
จากการวิเคราะห์แนวคิดอปริหานิยธรรม ทำให้พบจุดเด่นของแนวคิดนี้ ที่จะนำมา

ประยุกต์ในการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาสังคมศึกษา ในประเด็นที่ว่าด้วยกระบวนการ
สร้าง “การมีส่วนร่วม” (Participation) โดยจัดให้มีการประชุมกันบ่อยครั้ง เพื่อปรึกษาหารือกันทั้ง

ก่อนการประชุม ขณะประชุม และหลังประชุมให้พร้อมเพรียงกัน การทำในลักษณะนี้ทำให้เกิด

กระบวนการนำเสนอปัญหา สาเหตุของปัญหา และแสวงหาทางออกของปัญหาได้อย่างครบวงจรและ
รัดกุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งแนวคิดนี้สอดรับกับแนวคิดสมัยปัจจุบันที่เกี่ยวกับ “หลักเสวนาประชาชน” หรือ

“สานเสวนา” (Citizen’s Dialogue) ซึ่งเป็นวิธีที่นำมาใช้ในการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต
สาขาสังคมศึกษา ได้


จากการศึกษาหลักพุทธธรรมเพื่อการบริหารจัดการหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา
สังคมศึกษา ผู้วิจัยได้พิจารณาเห็นว่า หลักอปริหานิยธรรม เป็นหลักธรรมที่มีความเหมาะสมเป็นอย่าง

ยิ่งต่อการที่จะนำไปใช้เป็นกรอบในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยจึงได้เลือกเฟ้นธรรมหลักอปริหานิยธรรม ใช้

เป็นเครื่องมือเพื่อการวิจัย ซึ่งหลักธรรมอื่นๆนั้นมีความสำคัญเช่นเดียวกันเพราะเป็นสัจธรรมแต่การ
วิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยเลือกใช้เฉพาะหลักอปริหานิยธรรมนี้เท่านั้น ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ใช้ได้ทั้งทางโลกและ

ทางธรรมและในทุกระดับ ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ทันสมัยอยู่เสมอ


๒.๔ พุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย


๒.๔.๑ หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา

หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต


นครสวรรค์ หลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต หรือเรียกกนโดยทั่วไปว่าหลักสูตรการผลิตครู ซึ่งในปัจจุบันอยู่
ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาสาขาครุศาสตร์/ ศึกษาศาสตร์ (มคอ.๑) ซึ่งกำหนดให้

บัณฑิตที่จะไปเป็นครูมีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ ๖ ด้าน ๑) คุณธรรม

จริยธรรม ๒) ความรู้ ๓) ทักษะทางปัญญา ๔) ทักษะความสัมพนธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ

๕) ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และ ๖) ทักษะการ







๑๘๗ กองวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย, พุทธธรรม ๒, (กรุงเทพมหานคร:

คณะกรรมการประจำแผนวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย, ๒๕๕๕), หน้า ๙๑-๙๕.

๑๓๓


จัดการเรียนรู้รวมทั้งต้องมีสมรรถนะตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณ
ของวิชาชีพ ประกอบด้วย มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพมาตรฐานการปฏิบัติงาน และ

๑๘๘
จรรยาบรรณของวิชาชีพ
หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา (หลักสูตร ๕ ปี) หลักสูตรปรับปรุง

พุทธศักราช ๒๕๕๖ เป็นหลักสูตรที่มุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ในการเรียนรู้สังคม
ศึกษาและนำความรู้ทางพุทธศาสตร์และสังคมศึกษา มาประยุกต์เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาสังคมแก่

นิสิต โดยจัดการเรียนการสอนทั้งทฤษฎีและปฏิบัติและวิชาชีพ เพื่อการทำงานร่วมกับคนอื่น และ

ถ่ายทอดวิชาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ

๑. รหัสและชื่อหลักสูตร

ภาษาไทย: หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา


ภาษาอังกฤษ: Bachelor of Arts Program in Social Studies

๒. ชื่อปริญญาและสาขาวิชา


ชื่อเต็ม (ภาษาไทย): พุทธศาสตรบัณฑิต (สังคมศึกษา)

ชื่อย่อ (ภาษาไทย): พธ.บ. (สังคมศึกษา)

ชื่อเต็ม (ภาษาอังกฤษ): Bachelor of Arts (Social Studies)


ชื่อย่อ (ภาษาอังกฤษ): B.A. (Social Studies)

๓. วิชาเอกหรือความเชี่ยวชาญเฉพาะของหลักสูตร

เป็นหลักสูตรที่มุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจ และประสบการณ์ในการเรียนรู้สังคมศึกษา

ื่
และนำความรู้ทางพุทธศาสตร์และสังคมศึกษามาประยุกต์เพอแก้ปัญหาและพฒนาสังคมแก่นิสิต โดย

จัดการเรียนการสอนทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ และวิชาชีพ เพื่อการทำงานร่วมกับคนอื่น และถ่ายทอด
วิชาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ


๔. จำนวนหน่วยกิตที่เรียนตลอดหลักสูตร

จำนวน ๑๘๔ หน่วยกิต





๑๘๘ อภิณห์พร สถิตภาคีกุล และคณะ, “การวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการผลิตครูในศตวรรษที่ ๒๑:
กรณีศึกษาคณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช, รายงานการวิจัย, (นครศรีธรรมราช: มหาวิทยาลัย

ราชภัฏนครศรีธรรมราช, ๒๕๕๖), หน้า ๑๔-๑๕.

๑๓๔


โครงสร้างหลักสูตร แบ่งเป็นหมวดวิชาที่สอดคล้องกับที่กำหนดไว้ในเกณฑ์มาตรฐาน
หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการดังนี้


๑. หมวดวิชาศึกษาทั่วไป ไม่น้อยกว่า ๓๐ หน่วยกิต

๑.๑ วิชาบังคับ ๑๘ หน่วยกิต

๑.๒ วิชาเลือก ๑๒ หน่วยกิต


๒. หมวดวิชาเฉพาะด้าน ไม่น้อยกว่า ๑๔๘ หน่วยกิต

๒.๑ วิชาแกนพระพุทธศาสนา ไม่น้อยกว่า ๒๔ หน่วยกิต

๒.๒ วิชาชีพครู ไม่น้อยกว่า ๔๖ หน่วยกิต


๒.๒.๑ วิชาบังคับ ๓๐ หน่วยกิต

๒.๒.๒ วิชาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ๑๖ หน่วยกิต

๒.๓ วิชาเฉพาะสาขา ไม่น้อยกว่า ๗๘ หน่วยกิต


๒.๓.๑ วิชาเอก ๖๘ หน่วยกิต

๑) วิชาบังคับ ๔๘ หน่วยกิต


๒) วิชาเลือก ๒๐ หน่วยกิต

๒.๓.๒ วิชาการสอนวิชาเอก ๖ หน่วยกิต

๒.๓.๓ วิชาเลือกวิชาเอก ๔ หน่วยกิต


๓. หมวดวิชาเลือกเสรี ไม่น้อยกว่า ๖ หน่วยกิต

รวมตลอดหลักสูตร ไม่น้อยกว่า ๑๘๔ หน่วยกิต

รายวิชา


หมวดวิชาศึกษาทั่วไป ปรับปรุงจากโครงสร้างตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรปริญญาตรี
พุทธศักราช ๒๕๔๘ จาก ๔ กลุ่มรายวิชา คือ กลุ่มวิชาภาษา กลุ่มวิชาสังคมศาสตร์ กลุ่มวิชา

มนุษยศาสตร์ และกลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ให้รวมเป็นวิชาบังคับ ๑๘ หน่วยกิต ซึ่งนิสิต

ทุกคณะต้องศึกษาให้ครบทุกรายวิชา และวิชาเลือกอีก ๑๒ หน่วยกิต รวมเป็น ๓๐ หน่วยกิต

๑. หมวดวิชาศึกษาทั่วไป ๓๐ หน่วยกิต

นิสิตทุกคณะต้องศึกษาหมวดวิชาศึกษาทั่วไป จำนวน ๓๐ หน่วยกิต ได้แก ่


Click to View FlipBook Version