๑๓๕
ก. วิชาบังคับ ๑๘ หน่วยกิต
๐๐๐ ๑๐๑ มนุษย์กับสังคม ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๑๐๒ กฎหมายทวไป ๒(๒-๐-๔)
ั่
๐๐๐ ๑๐๗ เทคนิคการศึกษาระดับอุดมศึกษา ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๑๐๘ ปรัชญาเบื้องต้น ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๑๐๙ ศาสนาทวไป ๒(๒-๐-๔)
ั่
๐๐๐ ๑๑๔ ภาษากับการสื่อสาร ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๑๑๕ ภาษาศาสตร์เบื้องต้น ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๑๓๙ คณิตศาสตร์เบื้องต้น ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๒๑๐ ตรรกศาสตร์เบื้องต้น (๒)(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๒๓๘ สถิติเบื้องต้นและการวิจัย ๒(๒-๐-๔)
หมายเหตุ : รายวิชา ๐๐๐ ๒๑๐ ตรรกศาสตร์เบื้องต้น เป็นวิชาบังคับไม่นับหน่วยกิต
ข. วิชาเลือก ๑๒ หน่วยกิต
๐๐๐ ๑๐๓ การเมืองกับการปกครองของไทย ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๑๐๔ เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๑๐๕ มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๑๐๖ เหตุการณ์โลกปัจจุบัน ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๑๑๖ ภาษาอังกฤษเบื้องต้น ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๑๑๗ ภาษาอังกฤษชั้นสูง ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๑๑๘ ภาษาสันสกฤตเบื้องต้น ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๑๑๙ ภาษาสันสกฤตชั้นสูง ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๑๒๐ ภาษาไทยเบื้องต้น ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๑๒๑ ภาษาไทยชั้นสูง ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๑๒๘ ภาษาจีนเบื้องต้น ๒(๒-๐-๔)
๑๓๖
๐๐๐ ๑๒๙ ภาษาจีนชั้นสูง ๒(๒-๐-๔)
ี่
๐๐๐ ๑๓๐ ภาษาญปุนเบื้องต้น ๒(๒-๐-๔)
่
๐๐๐ ๑๓๑ ภาษาญปุนชั้นสูง ๒(๒-๐-๔)
่
ี่
๐๐๐ ๑๓๕ ภาษาฮินดีเบื้องต้น ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๑๓๖ ภาษาฮินดีชั้นสูง ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๑๔๐ โลกกับสิ่งแวดล้อม ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๒๑๑ วัฒนธรรมไทย ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๒๑๒ มนุษย์กับอารยธรรม ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๒๑๓ ชีวิตกับจิตวิทยา ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๒๔๑ วิทยาศาสตร์กายภาพและประยุกตวิทยา ๒(๒-๐-๔)
ื้
๐๐๐ ๒๔๒ พนฐานคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ๒(๒-๐-๔)
๒. หมวดวิชาเฉพาะด้าน ไม่น้อยกว่า ๑๔๘ หน่วยกิต
๒.๑ วิชาแกนพระพุทธศาสนา ไม่น้อยกว่า ๒๔ หน่วยกิต
นิสิตคณะครุศาสตร์ สาขาวิชาการสอนภาษาไทย ต้องศึกษาวิชาแกนพระพุทธศาสนา
จำนวน๒๔ หน่วยกิต ดังนี้
๐๐๐ ๑๔๗ พระไตรปิฎกศึกษา ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๑๔๘ พระวินัยปิฎก ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๑๔๙ พระสุตตันตปิฎก ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๑๕๐ พระอภิธรรมปิฎก ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๑๕๑ ธรรมะภาคปฏิบัติ ๑ (๒)(๑-๒-๔)
๐๐๐ ๑๕๒ ธรรมะภาคปฏิบัติ ๒ ๑(๑-๒-๔)
๐๐๐ ๒๕๓ ธรรมะภาคปฏิบัติ ๓ (๒)(๑-๒-๔)
๐๐๐ ๒๕๔ ธรรมะภาคปฏิบัติ ๔ ๑(๑-๒-๔)
๐๐๐ ๓๕๕ ธรรมะภาคปฏิบัติ ๕ (๒)(๑-๒-๔)
๑๓๗
๐๐๐ ๓๕๖ ธรรมะภาคปฏิบัติ ๖ ๑(๑-๒-๔)
๐๐๐ ๔๕๗ ธรรมะภาคปฏิบัติ ๗ ๑(๑-๒-๔)
๐๐๐ ๑๕๘ ประวัติพระพุทธศาสนา ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๒๕๙ เทศกาลและพิธีกรรมพระพุทธศาสนา ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๒๖๐ การปกครองคณะสงฆ์ไทย ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๒๖๑ ธรรมะภาคภาษาอังกฤษ ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๒๖๒ ธรรมนิเทศ ๒(๒-๐-๔)
๐๐๐ ๒๖๓ งานวิจัยและวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา ๒(๒-๐-๔)
๒.๒ วิชาชีพครู ไม่น้อยกว่า ๔๖ หน่วยกิต
นิสิตทุกสาขาวิชา ต้องศึกษาวิชาชีพครูจำนวนไม่น้อยกว่า ๔๖ หน่วยกิตดังนี้
๒.๒.๑ วิชาบังคับ ๓๐ หน่วยกิต
๒๐๐ ๑๐๑ ความเป็นครูวิชาชีพ ๓(๓-๐-๖)
๒๐๐ ๑๐๒ ภาษาและวัฒนธรรม ๓(๒-๒-๕)
๒๐๐ ๒๐๓ หลักการและปรัชญาการศึกษา ๓(๓-๐-๖)
๒๐๐ ๒๐๔ จิตวิทยาสำหรับครู ๓(๒-๒-๕)
๒๐๐ ๒๐๕ นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา ๓(๒-๒-๕)
๒๐๐ ๒๐๖ การพัฒนาหลักสูตร ๓(๒-๒-๕)
๒๐๐ ๓๐๗ การจัดการเรียนรู้ ๓(๒-๒-๕)
๒๐๐ ๓๐๘ การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ ๓(๒-๒-๕)
ื่
๒๐๐ ๓๐๙ การวิจัยเพอพัฒนาการเรียนรู้ ๓(๒-๒-๕)
๒๐๐ ๓๑๐ การบริหารและการประกันคุณภาพการศึกษา ๓(๓-๐-๖)
๒.๒.๒ วิชาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ๑๖ หน่วยกิต
๒๐๐ ๔๑๑ ฝึกปฏิบัติวิชาชีพระหว่างเรียน ๑ ๒(๘๐)
๒๐๐ ๔๑๒ ฝึกปฏิบัติวิชาชีพระหว่างเรียน ๒ ๒(๘๐)
๑๓๘
๒๐๐ ๕๑๓ ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๑ ๖(๔๕๐)
๒๐๐ ๕๑๔ ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ ๖(๔๕๐)
๒.๓ วิชาเฉพาะสาขา ไม่น้อยกว่า ๗๘ หน่วยกิต
๒.๓.๑ วิชาเอก ๖๘ หน่วยกิต
๑) วิชาบังคับ ไม่น้อยกว่า ๔๘ หน่วยกิต
๒๐๓ ๒๐๑ ประวัติศาสตร์ไทย ๓(๓-๐-๖)
ิ่
๒๐๓ ๒๐๒ ประวัติศาสตร์ท้องถน ๓(๓-๐-๖)
๒๐๓ ๒๐๓ ประชากรศึกษา ๓(๓-๐-๖)
๒๐๓ ๒๐๔ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยาเบื้องต้น ๓(๓-๐-๖)
๒๐๓ ๓๐๕ ประวัติศาสตร์เอเชีย ๓(๓-๐-๖)
๒๐๓ ๓๐๖ ภูมิศาสตร์กายภาพ ๓(๓-๐-๖)
๒๐๓ ๓๐๗ รัฐศาสตร์เบื้องต้น ๓(๓-๐-๖)
่
่
๒๐๓ ๓๐๘ เทคโนโลยีแผนท และการแปลความหมายแผนท ๓ (๒-๒-๕)
ี
ี
๒๐๓ ๓๐๙ ประวัติศาสตร์โลก ๓(๓-๐-๖)
๒๐๓ ๓๑๐ ภูมิศาสตร์ประเทศไทย ๓(๓-๐-๖)
๒๐๓ ๓๑๑ ประวัติศาสตร์ยุโรป ๓(๓-๐-๖)
๒๐๓ ๓๑๒ เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น ๓(๓-๐-๖)
๒๐๓ ๓๑๓ จริยธรรมสิ่งแวดล้อม ๓(๓-๐-๖)
๒๐๓ ๓๑๔ พุทธปรัชญาการศึกษา ๓(๓-๐-๖)
๒๐๓ ๔๑๘ การวิจัยทางสังคมศึกษา ๓(๒-๒-๕)
๒๐๓ ๔๑๙ ภูมิศาสตร์อาเซียน ๓ (๓-๐-๖)
๒. วิชาเลือก ไม่น้อยกว่า ๒๐ หน่วยกิต
กลุ่มวิชาประวัติศาสตร์ ๓ หน่วยกิต
๒๐๓ ๔๒๑ ประวัติศาสตร์อเมริกา ๓ (๓-๐-๖)
๑๓๙
กลุ่มวิชาภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และประชากร ๓ หน่วยกิต
๒๐๓ ๓๑๕ ทรัพยากรธรรมชาติกับการพัฒนาประชากร ๓(๒-๒-๕)
๒๐๓ ๔๒๒ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๓(๒-๒-๕)
กลุ่มวิชารัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ สังคมวิทยา และ เศรษฐศาสตร์ ๖ หน่วยกิต
ิ่
๒๐๓ ๓๑๖ การปกครองส่วนท้องถน ๓(๓-๐-๖)
๒๐๓ ๔๒๔ เศรษฐกิจพอเพียงกับการศึกษา ๓(๒-๒-๕)
กลุ่มวิชาศาสนาและปรัชญา ๓ หน่วยกิต
๒๐๓ ๔๒๖ ศิลปกรรมในพระพุทธศาสนา ๓(๓-๐-๖)
๒๐๓ ๔๒๘ พระพุทธศาสนากับสังคม ๓(๓-๐-๖)
กลุ่มวิชาการสอนสังคมศึกษา ๕ หน่วยกิต
๒๐๓ ๔๓๐ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ๒(๒-๐-๔)
๒๐๓ ๔๓๑ สัมมนาสังคมศึกษา ๓(๒-๒-๕)
๒.๓.๒ วิชาการสอนวิชาเอก ไม่น้อยกว่า ๖ หน่วยกิต
๒๐๓ ๔๑๗ การสอนสังคมศึกษา ๓(๒-๒-๕)
๒๐๓ ๔๒๐ ศึกษาอิสระทางสังคมศึกษา ๓(๐-๖-๖)
๒.๓.๓ วิชาเลือกวิชาเอก ไม่น้อยกว่า ๔ หน่วยกิต
กลุ่มวิชาภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และประชากร
๒๐๓ ๔๒๓ สิ่งแวดล้อมศึกษาสำหรับโรงเรียนและชุมชน ๒(๒-๐-๔)
กลุ่มวิชารัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ สังคมวิทยา และ เศรษฐศาสตร์
๒๐๓ ๔๒๕ เศรษฐกิจไทยกับเศรษฐกิจโลก ๒(๒-๐-๔)
กลุ่มวิชาศาสนาและปรัชญา
๒๐๓ ๔๒๗ ศาสนาเปรียบเทียบ ๒(๒-๐-๔)
กลุ่มวิชาการสอนสังคมศึกษา
๒๐๓ ๔๒๙ นวัตกรรมการสอนสังคมศึกษา ๒(๑-๒-๓)
๑๔๐
๓. หมวดวิชาเลือกเสรี ๖ หน่วยกิต
นิสิตสาขาวิชาสังคมศึกษา ต้องเลือกศึกษารายวิชาเอกหรือวิชาการสอนวิชาเอกเพิ่มเติม
จำนวนไม่น้อยกว่า ๖ หน่วยกิต โดยความเห็นชอบของอาจารย์ที่ปรึกษา
๕. อาจารย์พิเศษ
คณะครุศาสตร์จะนิมนต์และเชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาการสังคม
ศึกษาซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในระดับอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน และเชิญผู้เชี่ยวชาญในสถานศึกษา
เครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน
๖. องค์ประกอบเกี่ยวกับประสบการณ์ภาคสนาม (การฝึกงานหรือสหกิจศึกษา)
เป็นการประเมินจากการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยผู้บริหารสถานศึกษา ครูพี่เลี้ยง
และอาจารย์นิเทศก์ ซึ่งองค์ประกอบของการประเมินเป็นไปตามมาตรฐานการฝึกปฏิบัติการสอนเต็ม
รูปตามที่คุรุสภาและหลักสูตรกำหนด ๑๐ ประการ ดังนี้
๑) การบูรณาการความรู้ทั้งหมดมาใช้ในการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา
๒) การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ
๓) การจัดกระบวนการเรียนรู้
๔) การเลือกใช้ การผลิตสื่อและนวัตกรรมที่สอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้
๕) การใช้เทคนิคและยุทธวิธีในการจัดการเรียนรู้
๖) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้
๗) การทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาผู้เรียน
๘) การนำผลการประเมินมาพัฒนาการจัดการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
๙) การบันทึกและรายงานผลการจัดการเรียนรู้
๑๐) การสัมมนาทางการศึกษา
ื่
มาตรฐานดังกล่าว นิสิตต้องนำเสนอรายงานเพอประกอบการพัฒนาผลการเรียนการสอน
ทุกภาคการศึกษา นอกจากนี้ การประเมินการปฏิบัติการสอนของนิสิตนั้นจะยึดองค์ประกอบหลักของ
การประเมิน คือ
๑) ความรู้ความสามารถ
๒) การปฏิบัติตน
๑๔๑
๓) การเตรียมการสอน
๔) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
๕) การปฏิบัติงานพิเศษ
๖) การวิจัยในชั้นเรียน
๗. ข้อกำหนดเกี่ยวกับการทำโครงงานหรืองานวิจัย
ข้อกำหนดเกี่ยวกับการทำโครงงาน มุ่งเน้นในรายวิชาเฉพาะสาขา มีรายวิชาการศึกษา
อิสระทางการสังคมศึกษาเป็นต้น และทำการวิจัยในชั้นเรียนสำหรับวิชาชีพครู ในชั้นปีที่ ๕ ซึ่งเป็นปี
ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาเต็มรูปแบบภายใต้การแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษา และอาจารย์นิเทศก์
๗.๑. คำอธิบายโดยย่อ
โครงงานสาขาวิชาสังคมศึกษา นิสิตสามารถเลือกหัวข้อที่ที่สนใจในรายวิชาที่
ลงทะเบียนเรียนโดยมีอาจารย์ประจำวิชาเป็นที่ปรึกษาหรืออาจารย์ท่านอื่นที่มีความเชี่ยวชาญเป็นที่
ปรึกษา ส่วนการวิจัยในชั้นเรียนนั้นนิสิตครูต้องกำหนดปัญหาการวิจัยตามสภาพจริงของนักเรียนที่ตน
ปฏิบัติการสอนในฐานะครูตามสถานศึกษา
๗.๒. มาตรฐานผลการเรียนรู้
นิสิตมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการวิจัย สามารถทำวิจัยทางการศึกษาและวิจัย
ในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน
๗.๓. ช่วงเวลา
ภาคการศึกษาที่ ๑ ภาคการศึกษาที่ ๒ ของชั้นปีที่ ๔ และภาคการศึกษาที่ ๑ ภาค
การศึกษาที่ ๒ ของชั้นปีที่ ๕
๗.๔. จำนวนหน่วยกิต จำนวน ๑๖ หน่วยกิต
๗.๕. การเตรียมการ
มีการกำหนดชั่วโมงการให้คำปรึกษา จัดทำบันทึกการให้คำปรึกษาและให้ข้อเสนอแนะ
ให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโครงงานหรืองานวิจัย โดยติดตามพัฒนาการของการทำงานของนิสิต
๗.๖. กระบวนการประเมินผล
๑๔๒
๗.๖.๑ ผู้สอนและผู้เรียนกำหนดหัวข้อและเกณฑ์การประเมินผลทวนสอบมาตรฐาน
โดยกำหนดเกณฑ์/มาตรฐานการประเมินผลรายวิชา และประเมินผลจากพัฒนาการความก้าวหน้าในการท า
โครงงานหรืองานวิจัย จาก “สมุดบันทึกพัฒนาการ การจัดทำโครงงานหรืองานวิจัย”
๗.๖.๒ ประเมินผลการเรียนรู้ตามแบบการประเมินที่หลักสูตรกำหนด
๗.๖.๓ ผู้สอนประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามแบบที่กำหนด
๗.๖.๔ ผู้เรียนนำเสนอผลการศึกษาและรับการประเมินโดยผู้สอนประจำรายวิชาทุก
คนซึ่งเข้าร่วมฟังการนำเสนอผลการศึกษา โดยเน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนิสิตด้วยกัน
โดยมีการให้ข้อเสนอและผลงานจากอาจารย์
๗.๖.๕ นำคะแนนทุกส่วนเสนอขอความเห็นชอบจากอาจารย์ประจำวิชาทุกคน ผ่าน
คณะกรรมการหลักสูตรและคณะกรรมการบริหารคณะ
๘. รูปแบบของหลักสูตร
หลักสูตรระดับปริญญาตรี หลักสูตร ๕ ปี
๙. คุณวุฒิการศึกษาของอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร
๑๐. สถานที่จัดการเรียนการสอน
ปรัชญา
หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิตคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เป็นหลักสูตรที่มีความเชื่อว่าบัณฑิตสาขาวิชาสังคมศึกษา จะต้องเป็นผู้มีความรอบรู้และใฝ่รู้ด้าน
วิชาการ มีจิตวิทยาของความเป็นครูและจิตสำนึกในการบริการและช่วยเหลือบุคคลตามจรรยาบรรณ
วิชาชีพบนพื้นฐานของคุณธรรม ศีลธรรม มนุษยธรรมและเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม
วัตถุประสงค์
เพื่อผลิตบัณฑิตสาขาวิชาสังคมศึกษาให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ดังนี้
๑. มีความรู้ ความเข้าใจ ในสังคมศึกษา
๒. มีทักษะด้านการสอน ด้านการคิดวิเคราะห์เชิงตัวเลข และการสื่อสารเทคโนโลยี
๓. สามารถพัฒนารูปแบบการสอน และจัดการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษาอย่างต่อเนื่อง
๔. สามารถนำความรู้ทางสังคมศึกษาไปประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
๕. เป็นผู้นำด้านการสอนสังคมศึกษาที่มีคุณธรรม ศีลธรรม และมนุษยธรรม
๑๔๓
๖. มีจิตอาสาในการให้บริการช่วยเหลือบุคคลตามจรรยาบรรณวิชาชีพ
๗. มีความรับผิดชอบและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน
คุณลักษณะบัณฑิต
๑. มีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ถ่อมตน เป็นแบบอย่าง
ที่ดี และทำหน้าที่ผลเมืองดี รับผิดชอบต่อตนเองและสังคม เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เข้าใจ
เห็นคุณค่าตนเองและผู้อื่นตามความเป็นจริง
๒. มีความอดทน ใจกว้างและมีความเชี่ยวชาญในการจัดการเรียนรู้ รวมทั้งการท า
งานร่วมกันกับผู้เรียนและผู้ร่วมงานทุกกลุ่ม
๓. มีความรอบรู้และมีความสามารถประยุกต์ความเข้าใจอันถ่องแท้ในทฤษฏี และ
ระเบียบวิธีการศึกษาวิจัย เพื่อสร้างความรู้ใหม่
๔. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหา และข้อโต้แย้งโดยการแสดงออกซึ่ง
ภาวะผู้นำในการแสวงหาทางเลือกใหม่ที่เหมาะสมและปฏิบัติได้
๕. มีความสามารถในการพิจารณาแสวงหา และเสนอแนะแนวทางในการแก้ปัญหา
ทางวิชาการ วิชาชีพและสังคมอย่างมีเหตุผล โดยการบูรณาการศาสตร์แบบสหวิทยาการและพหุ
วิทยาการเพื่อเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน
๕. มีความสามารถในการติดตามพัฒนาการของศาสตร์ทั้งหลาย และมีความมุ่งมั่นใน
ั
การพฒนาสมรรถนะของตนอยู่เสมอ
๒.๕ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาสังคมศึกษาของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พบว่ามีนักวิชาการ
หลายท่านให้ความสนใจในการศึกษาไว้หลายท่าน ดังนี้
๒.๕.๑ งานวิจัยในประเทศ
รวงทอง ถาพันธุ์ ได้ศึกษาเรื่อง “การพัฒนาหลักสูตรเสริมสร้างสมรรถนะการประเมินผล
การเรียนรูสำหรับครูประถมศึกษา โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน” ผลการวิจัยพบว่า
๑๔๔
๑. ผลการศึกษาสมรรถนะการประเมินผลการเรียนรู้ของครูประถมศึกษา พบว่า โดย
ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายสมรรถนะพบว่า สมรรถนะด้านคุณลักษณะอยู่ใน
ระดับมาก สมรรถนะด้านความรู้ และสมรรถนะด้านทักษะอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งทั้งสองสมรรถนะ
นี้จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาจึงใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการสร้างและพัฒนาหลักสูตร
๒. ผลการสร้างและตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร พบประเด็นสำคัญๆ ที่ทำให้เกิด
ความสำเร็จ ดังนี้ องค์ประกอบหลักสูตร ประกอบไปด้วยองค์ประกอบ ๘ องค์ประกอบ คือ ๑)
หลักการและเหตุผลของหลักสูตร ๒) วัตถุประสงค์ของหลักสูตร ๓) สมรรถนะที่มุ่งเน้นของหลักสูตร ๔)
โครงสร้างเนื้อหาของหลักสูตร ๕) กระบวนการพฒนาสมรรถนะ ๖) สื่อแหล่งเรียนรู้ในการพัฒนา ๗) การ
ั
วัดผลและประเมินผล ๘) คุณสมบัติของผู้พัฒนาและผู้รับการพัฒนา กระบวนการพัฒนาของหลักสูตรมี
๕ ขั้น ได้แก่ (๑) ขั้นเตรียมการพัฒนา (๒) ขั้นการพัฒนา (๓) ขั้นตรวจสอบ ๔ ขั้นสะท้อนคิด และ (๕)
ขั้นการปรับปรุง เนื้อหาโครงสร้างของหลักสูตรประกอบไปด้วย ๔ หน่วย ได้แก่ หน่วยที่ ๑
วางรากฐานการประเมินผลการเรียนรู้ หน่วยที่ ๒ มุ่งสู่การสร้างเครื่องมือวัดและประเมิน หน่วยที่ ๓
เพลิดเพลินกับการออกแบบประเมินผล หน่วยที่ ๔ ค้นหาข้อมูลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์แต่ละ
องค์ประกอบมีคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
๓. ผลการทดลองใช้หลักสูตรเสริมสร้างสมรรถนะการประเมินผลการเรียนรู้สำหรับ
ครูประถมศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน พบดังนี้
๓.๑ ผลการศึกษาสมรรถนะการประเมินผลการเรียนรู้ พบว่า สมรรถนะด้าน
ความรู้การประเมินผลการเรียนรู้ มีผลโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ ๑๙.๐๙ คิด
เป็นร้อยละ ๗๖.๓๖ คะแนนเฉลี่ยสมรรถนะด้านทักษะการประเมินผลการเรียนรู้ของเท่ากับ ๑๒.๗๕
คะแนน คิดเป็นร้อยละ ๘๔.๙๘
๓.๒ ผลการเปรียบเทียบสมรรถนะการประเมินผลการเรียนรู้สำหรับครู
ประถมศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน พบว่า ผู้เข้ารับการพัฒนามีสมรรถนะการประเมินผลการเรียนรู้
เท่ากับ ๓๑.๙๒ คิดเป็นร้อยละ ๗๙.๗๙ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ ๖๕ อย่างมีนัยสำคัญทาง
สถิติที่ระดับ .๐๕
๑๔๕
๔. ผลการประเมินผลด้านความเป็นประโยชน์ของหลักสูตร พบว่าหลักสูตรมีความ
เป็นประโยชน์ใน ๔ ประเด็น คือ การนำไปใช้ประโยชน์ วิธีการของหลักสูตร การยอมรับทางการศึกษา
และผลที่เกิดแก่องค์กรและหน่วยงานเป็น
๑๘๙
วินัย ภูมิสุข ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การพัฒนาการบริหารหลักสูตรสาขาวิชารัฐศาสตร์
๑๙๐
ของมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” ผลการวิจัยพบว่า
๑. สภาพปัจจุบันในการบริหารหลักสูตรสาขาวิชารัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมหา
จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า การบริหารหลักสูตรสาขาวิชา
รัฐศาสตร์ยังขาดการบูรณาการองค์ความรู้สาขาวิชารัฐศาสตร์กับองค์ความรู้ในระดับท้องถิ่น ยังมี
ปัญหามากที่ทำให้การบริหารหลักสูตรไม่ประสบผลสำเร็จ การประเมินผลหลักสูตรโดยเฉพาะ
สาขาวิชารัฐศาสตร์ไม่เป็นไปตามสิ่งที่มุ่งหวัง และอาจารย์ประจำหลักสูตรยังมีไม่เพียงพอ
๒. ปัจจัยที่สนับสนุนต่อการบริหารหลักสูตรวิชารัฐศาสตร์ที่พึงประสงค์ของ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ประกอบด้วย
๕ ด้าน ได้แก่ ๑) ด้านหลักสูตรและการเรียนการสอนสามารถสร้างเอกลักษณ์ของสถาบันเข้าใจ
หลักสูตรบูรณาการรายวิชา ๒) ด้านบุคลากร อาจารย์ประจำจบตรงสาขาวิชา ผู้สอนมีความรู้และ
องค์ความรู้เชิงความสัมพันธ์กับหน่วยงานอื่น ๓) ด้านการส่งเสริมวิชาการ จะต้องทำงานแบบเชิงรุก
และรับหาแหล่งค้นคว้าข้อมูล การพัฒนาความรู้และผลงานวิชาการ ๔) ด้านการวัดและประเมินผล
ต้องมีกฎเกณฑ์ ระเบียบเผยแพร่เอกสารกลไกหลักในการขับเคลื่อนประเมินผล และ ๕) ด้าน
งบประมาณต้องมีแผนกลยุทธ์ทางการเงินแผนป้องกันความเสี่ยงแผนจัดหาครุภัณฑ์ที่ทันสมัย
๓. การพัฒนาการบริหารหลักสูตรสาขาวิชารัฐศาสตร์ที่พึงประสงค์ของมหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยวิทยาเขตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ๑. ด้านหลักสูตรและการ
เรียนการสอนตามหลักอปริหานิยธรรม พบว่า มีองค์ประกอบ ๗ ประการ ได้แก่ ๑) การประชุม ๑
ิ
ั
เดือน/ครั้ง ๒) การรับรู้ความคดร่วมกน ๓) ทุกคนสามารถปฏิบัติมีมาตรฐานเดียวกัน ๔) การส่งเสริม
สิทธิสตรีให้มากขึ้น ๕) ประธานมีภาวะผู้นำดี ๖) เนื้อหาวิชาการมุ่งให้คุณค่าต่อการบูชา และ ๗) มี
๑๘๙ รวงทอง ถาพันธุ์, “การพัฒนาหลักสูตรเสริมสร้างสมรรถนะการประเมินผลการเรียนรูสำหรับครู
ประถมศึกษา โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน”, วิทยานิพนธ์การศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน, (บัณฑิต
วิทยาลัย: มหาวิทยาลัยนเรศวร, ๒๕๕๘).
๑๙๐ วินัย ภูมิสุข, “การพัฒนาการบริหารหลักสูตรสาขาวิชารัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (รัฐประศาสนศาสตร์), (บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหา
จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, ๒๕๕๘).
๑๔๖
การยกย่องคุณความดีต่อบุคลากร ๒. ด้านบุคลากรตามหลักอปริหานิยธรรม พบว่า มีองค์ประกอบ ๗
ประการ ได้แก่ ๑) กำหนดแผนการประชุม ๒)ระบบทีมงาน ๓) บุคลากรสามารถเป็นต้นแบบทางวัฒนธรรม
๔) มีข้อตกลงร่วมกัน ๕) ให้ความสำคัญต่อคนดี ๖) รับฟังความคิดเห็นประธานและ ๗) บุคลากรมีเมตตา
กรุณาต่อกัน ๓. ด้านการส่งเสริมวิชาการตามหลักอปริหานิยธรรม พบว่า มีองค์ประกอบ ๗ ประการ ได้แก่
๑) ประชุมเพื่อวิเคราะห์สาขาวิชา ๒) ทำให้ทุกคนทราบเป้าหมายเดียวกัน ๓) มุ่งสร้างคุณค่าต่อ
สถาบันท้องถิ่น ๔) กรอบกำหนดเงื่อนไข ๕) ระยะเวลาการผลิตผลงานวิชากรด้านสตรี ๖) การสร้าง
ต้นแบบทางวิชาการ และ ๗) การยกย่องและให้กำลังใจผู้มีผลงานทางวิชาการ
๔. ด้านการวัดผลและประเมินผลตามหลักอปริหานิยธรรม พบว่า มีองค์ประกอบ ๗
ประการ ได้แก่ ๑) กำหนดเกณฑ์ที่มีคุณภาพ ๒) บุคลากรรู้วิธีวัดและประเมินผล ๓) เกณฑ์การ
ประเมินตามบุคคลที่สำคัญในท้องถิ่น ๔) รูปแบบการวัดและประเมินผลตามเกณฑ์ของ สกอ. ๕) การ
มอบหน้าที่ให้กับสตรีรับผิดชอบ ๖) ผู้นำทราบถึงวิธีการวัดและการประเมินผล และ ๗) การให้เกณฑ์
คนไม่เก่งแต่ดีขยัน
๕. ด้านงบประมาณตามหลักอปริหานิยธรรม พบว่า มีองค์ประกอบ ๗ ประการ ได้แก ่
๑) จัดทำแผนรายจ่ายประจำปี ๒) การจัดทำงบประมาณร่วมกัน ๓) การจัดหางบประมาณจัดสร้าง
อนุสาวรีย์ ๔) การควบคุมงบประมาณให้คุ้มค่า ๕) การยกย่องคนดี และการข่มคนไม่ดี ๖) มอบหมาย
ให้สตรีควบคุมด้านงบประมาณ และ ๗) บุคลากรเคารพต่อตัดสินใจส่วนงบประมาณ
ปฏิภาณ มหรรธนาธิบดี ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบการบริหารงาน
๑๙๑
วิชาการของวิทยาเขต ๑๐ แห่ง มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” ผลการวิจัย พบว่า
๑. ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน และความต้องการในการบริหารงานวิชาการของ
วิทยาเขต ๑๐ แห่ง พบว่า สภาพปัจจุบันและความต้องการของทุกภารกิจอยู่ในระดับปานกลางและ
ี
ระดับมาก โดยภารกิจงานด้านหลักสูตรมีรายละเอยดของภารกิจ ๔ ประการ ด้านการเรียนการสอนมี
๔ ประการ ด้านการประกันคุณภาพการศึกษามี ๔ ประการ และด้านการประชุมอบรมสัมมนา
วิชาการมี ๓ ประการ ส่วนด้านหน้าที่การบริหารงานวิชาการ โดยด้านหน้าที่การวางแผนมี
รายละเอียดของหน้าที่ ๔ ประการ ด้านหน้าที่การจัดหน่วยวานและจัดบุคลากรมี ๕ ประการ ด้าน
หน้าที่การนำมี ๕ ประการ และด้านหน้าที่ควบคุมมี ๔ ประการ
๑๙๑ ปฏิภาณ์ มหรรธนาธิบดี, “การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการของวิทยาเขต ๑๐ แห่ง
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”, วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัย
ราชภัฏนครราชสีมา, ๒๕๕๔).
๑๔๗
๒. ผลการพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการของวิทยาเขต ๑๐ แห่ง พบว่า
รูปแบบการบริหารงานวิชาการมีองค์ประกอบหลักอยู่ ๔ ส่วนสำคัญ คือ ส่วนที่ ๑ แนวคิดพื้นฐาน
ประกอบด้วยความนำ แนวคิด หลักการ วัตถุประสงฆ์ ส่วนที่ ๒ องค์กรบริหารประกอบด้วยคณะ
ผู้บริหาร ๓ ระดับ ผู้บริหารระดับสูง คณะกรรมการ หน้าที่การบริหาร ภารกิจการบริการ และ
รายละเอียดของภารกิจการบริหารงานวิชาการ ส่วนที่ ๓ เงื่อนไขปัจจัยความสำเร็จของรูปแบบ และ
ส่วนที่ ๔ ปัญหาอุปสรรคที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และแนวทางแก้ไข
๓. ผลการศึกษาความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของรูปแบบการบริหารงาน
วิชาการของวิทยาเขต ๑๐ แห่ง รูปแบบเป็นการวางกรอบไว้กว้างๆ เพื่อสามารถนำไปเป็นแนวทางใน
การปฏิบัติ
นภดล ดีไทยสงค์ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การบริหารความเสี่ยงของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
่
กรณราชวิทยาลัย” พบว่า มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐมีประเด็นความเสี่ยงอยู่ ๖ ด้าน ได้แก
๑. ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ เกี่ยวข้องกับนโยบายและแผนกลยุทธ์ในการดำเนินงาน
ขององค์กรและศักยภาพของบุคลากร
๒. ความเสี่ยงด้านการดำเนินงานเกี่ยวข้องโดยอิงข้อมูลจากผลการประเมินคุณภาพ
ทางการศึกษาในระดับสถาบัน ๙ องค์ประกอบ ซึ่งแต่ละองค์ประกอบมีคำในระดับพอใจและต้องปรับปรุง
๓. ความเสี่ยงด้านการเงิน เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานมาจากการใช้จ่ายขององค์กร
ที่ไม่เป็นไปตามแผนและศักยภาพที่มีความไม่รู้เพียงพอหรือการบรรจุแต่งตั้งบุคลากรไม่ตรงสายงาน
๔. ความเสี่ยงด้านกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ เกี่ยวข้องกับการตีความในลักษณะที่
่
มองต่างมุมในการนำไปปฏิบัติ และการปรับปรุงระเบียบไมทันต่อการเปลี่ยนแปลง
๕. ความเสี่ยงด้านนโยบายของรัฐเกี่ยวข้องกับรูปแบบการบริหารงานของ
มหาวิทยาลัยให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล
๖. ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองเกี่ยวข้อง
กับการเตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนการประชุม สัมมนามีความพร้อมน้อย
๑๙๒
พรจันทร์ พรศักดิ์กุล ได้ศึกษาเรื่อง “รูปแบบกระบวนการงบประมาณของโรงเรียนที่
บริหารงบประมาณแบบใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการ
๑๙๒ นภดล ดีไทยสงค์, “การบริหารความเสี่ยงของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”,
วิทยานิพนธ์ พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๕๖).
๑๔๘
ื้
การศึกษาขั้นพนฐาน” ผลการวิจัย พบว่า ๑. ปัจจุบันโรงเรียนประถมศึกษามีการดำเนินการเกี่ยวกับ
กระบวนการงบประมาณ ๔ ขั้นตอน ในขั้นของการจัดทำงบประมาณ มีกำหนดนโยบายงบประมาณ
การทบทวนแผนกลยุทธ์ การจัดทำแผนปฏิบัติการ และการประมาณรายรับรายจ่าย ปัญหาที่พบคือ
โรงเรียนส่วนใหญ่ไมมีการจัดทำแผนงบประมาณระยะปานกลาง และไมไดจัดทำปฏิทินกระบวนการ
งบประมาณ ในขั้นของการอนุมัติงบประมาณ มีการนำเสนอแผนงบประมาณให้คณะกรรมการ
สถานศึกษาพิจารณา และส่วนใหญ่จะเห็นชอบตามที่โรงเรียนเสนอ ในขั้นของการบริหารงบประมาณ
มีการควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณ มีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ และมีการจัดทำข้อตกลงผลการ
ปฏิบัติงาน ปัญหาที่พบ คือ ไมมีเกณฑ์ที่ชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงงบประมาณและไมมีแรงจูงใจให้ทำ
ตามขอตกลงผลการปฏิบัติงาน ในขั้นของการประเมินผลงบประมาณ มีการประเมินผลการใช้
งบประมาณแต่ส่วนใหญ่ไมมีการประเมินผลผลิต ผลลัพธ์ และต้นทุน สวนการมีส่วนร่วมในกระบวน
งบประมาณ พบว่า ผู้ปกครองไมมีส่วนรวมใดๆ ในกระบวนการงบประมาณ ประธานคณะกรรมการ
สถานศึกษาและหัวหนาสายชั้น/ กลุ่มสาระ มีส่วนร่วมในการให้ข้อมูล ขอเสนอแนะ ความคิดเห็น
ผู้สอนและกรรมการในคณะกรรมการสถานศึกษามีส่วนร่วมในการรับรู รับทราบข้อมูล ๒. ไดรูปแบบ
กระบวนการงบประมาณของโรงเรียนที่บริหารงบประมาณแบบใช้โรงเรียนเป็นฐาน ซึ่งมีขั้นตอนที่
สำคัญ ๔ ขั้นตอนคือ ๑) การจัดทำงบประมาณ ประกอบด้วยการกำหนดแนวทางการจัดทำ
งบประมาณ การทบทวนแผนระยะยาว การจัดทำแผนระยะสั้นการประมาณการรายรับรายจ่าย
๒) การอนุมัติงบประมาณ ประกอบด้วย การพิจารณางบประมาณ การจัดทำเอกสารงบประมาณ
๓) การบริหารงบประมาณ ประกอบด้วยการควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณ การเปลี่ยนแปลง
งบประมาณ การจัดทำข้อตกลงผลการปฏิบัติงาน ๔) การประเมินผลงบประมาณ ประกอบด้วยการ
ประเมินผลและการรายงานผลและได นำเสนอรูปแบบ การมีส่วนร่วมในกระบวนการงบประมาณของ
หัวหนาสายชั้น/กลุ่มสาระ ครูผู้สอน ผู้ปกครอง ประธานคณะกรรมการสถานศึกษา กรรมการใน
คณะกรรมการสถานศึกษา
๑๙๓
เบญจา ศิริผล ได้ศึกษาเรื่อง “รูปแบบการบริหารงบประมาณและสินทรัพย์ในโรงเรียน
ระดับมัธยมศึกษาสู่ความเป็นเลิศ” ผลการวิจัย พบว่า การศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการ
บริหารงบประมาณและสินทรัพย์ของสถานศึกษา ระดับมัธยมศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ พบว่า
ประเทศไทยใช้ระบบการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ กระบวนการ
๑๙๓ พรจันทร์ พรศักดิ์กุล, “รูปแบบกระบวนการงบประมาณของโรงเรียนที่บริหารงบประมาณแบบใช ้
โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน”, วิทยานิพนธ์
ปริญญา กศ.ด. (การบริหารการศึกษา), (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ๒๕๕๐).
๑๔๙
งบประมาณที่นำมาเป็น แนวทางในการพัฒนารูปแบบการบริหารงบประมาณและสินทรัพย์สำหรับ
สถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาในครั้งนี้ใช้กระบวนการงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์
ซึ่งมีขั้นตอนที่สำคัญ ๔ ขั้นตอน คือ ๑) การวางแผนและจัดทำงบประมาณ พบแนวทางในการปฏิบัติ
๒๓ ข้อ ๒) การอนุมัติงบประมาณ พบแนวทางในการปฏิบัติ ๗ ข้อ ๓) การบริหารงบประมาณ พบ
แนวทางในการปฏิบัติ ๔๓ ข้อ และ ๔) การติดตามประเมินผล พบแนวทางในการปฏิบัติ ๑๔ ข้อ
รูปแบบที่ได้มีคุณสมบัติของความเป็นองค์กรที่เป็นเลิศ แนวทางที่สำคัญคือ จะต้องมีการบริหารรายได้
้
คิดคำนวณต้นทุนทุกขั้นตอน สร้างความหลากหลายในการเขาถึงสินค้าหรือบริหาร เพื่อลดการผูกขาด
แยกภารกิจประจำกับภารกิจตามนโยบายหลักของต้นสังกัดให้ชัดเจนและสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง
ิ
กัน ลดการระดมทุนลดการใช้ดุลยพนิจ บริหารด้วยความชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้และมีเหตุผล มี
แผนงานบำรุงรักษาสินทรัพย์ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ มีการตรวจสอบภายใน ในเชิงรุกและเชิง
สร้างสรรค์ รายงานผลการดำเนินงานด้วยรูปแบบที่ง่ายต่อการเข้าใจ นอกจากนี้จะต้องปฏิบัติและยึด
ตามกฎระเบียบที่ราชการกำหนดอย่างเคร่งครัด แนวทางในการบริหารงบประมาณของสถานศึกษาใน
รูปแบบการบริหารงบประมาณและสินทรัพย์ของสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา สู่ความเป็นเลิศ ทั้ง
๘๖ ประการได้รับการยืนยันความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติจากผู้บริหารโรงเรียนและเจ้าหน้าที่
๑๙๔
ผู้ปฏิบัติงานจากโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จด้านการบริหารจัดการโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา
อภิญญา กังสนารักษ์ ได้วิจัยเรื่อง รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมในองค์การที่มี
ประสิทธิผลระดับคณะของสถาบันอุดมศึกษา ผลการวิจัย พบว่า
๑. รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมในองค์กรที่มีประสิทธิภาพผลระดับคณะของ
สถาบันอุดมศึกษา พบว่า รูปแบบการพัฒนาที่ได้พัฒนามีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ซึ่งได้
จากการสอบถามความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง โดยรูปแบบประกอบด้วยองค์ประกอบด้านการ
แบ่งปัน อิทธิพลการแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร และด้านการแบ่งปันอำนาจ
๒. องค์ประกอบของการบริหารแบบมีส่วนร่วมในองค์การที่มีประสิทธิผลระดับคณะ
ของสถาบันอุดมศึกษา มี ๓ องค์ประกอบ เรียงลำดับตามน้ำหนักองค์ประกอบด้านการแบ่งปันข้อมูล
และองค์ประกอบด้านการแบ่งปันอำนาจ
๑๙๔ เบญจา ศิริผล, “รูปแบบการบริหารงบประมาณและสินทรัพย์ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาสู่ความ
เป็นเลิศ”, วิทยานิพนธ์การศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัย
บูรพา, ๒๕๕๗).
๑๕๐
๓. ข้อค้นพบในการวิจัย คือ รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมในองค์การที่มี
ประสิทธิผลระดับคณะ ประกอบด้วยองค์ประกอบในด้านต่าง ๆ ดังนี้
๑) ด้านการแบ่งผู้มีอิทธิพล ผู้บริหารระดับคณะต้องเป็นผู้ที่มีความพึงพอใจใน
ความสำเร็จของงานได้รับการยอมรับนับถือมีแรงจูงใจในการทดงาน มีความรับผิดชอบ มี
ความก้าวหน้า มีความพึงพอพอใจในผลตอบแทนที่ได้รับ มีความมั่นคงในการทดงาน มีความพึง พอใจ
กับสภาพการทำงานเพื่อนร่วมงานและนโยบายการบริหาร
้
๒) ด้านการรักษาข้อมูล การประมวลข้อมูล และการนำเสนอขอมูล ตลอดจนมี
ลักษณะและประเภทของข้อมูลที่ผู้บริหารระดับคณะให้กับบุคลากรในคณะ
๓) ด้านการแบ่งปนอำนาจผู้บริหารระดับคณะควรมีพฤติกรรแบ่งมุ่งคน และมี
ภูมิ หลัง ด้านอายุ การศึกษา ประสบการณ์สอน ประสบการณ์บริการ และตำแหน่งวิชาการ
๑๙๕
อนันต์ เตียวต๋อย ได้วิจัยเรื่อง รูปแบบการบริหารคุณภาพแบบเบ็ดเสร็จในมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคล ผลการวิจัยพบว่า
๑. องค์ประกอบการบริหารคุณภาพแบบเบ็ดเสร็จในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มี
๗ องค์ประกอบ คือ
๑) การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการ ผู้มีส่วนได้เสียและพนักงาน
๒) ผู้บริหารมีภาวะผู้น่าในการน่าองค์กร
๓) เทคนิคและเครื่องมือการบริหารคุณภาพ
๔) ธรรมาภิบาลชองผู้บริหาร
๕) การใช้องค์กรเป็นคู่เทียบเคียง
๖) การสร้างคุณภาพชีวิตบุคลากร และ
๗) การบริหารงานอย่างต่อเนื่อง
๒. รูปแบบการบริหารคุณภาพแบบเบ็ดเสร็จในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ได้แก่
องค์ประกอบและกระบวนการ ประกอบด้วย ๗ องค์ประกอบ
๑๙๕ อภิญญา ลังสนารักษ์, “รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมในองค์การที่มีประสิทธิผลระดับคณะ
ของสถาบันอุดมศึกษา”, วิทยานิพนธ์ครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๔)
๑๕๑
๑) การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการ ผู้มีส่วนได้เสียและพนักงาน
๒) ผู้บริหารมีภาวะผู้น่าในการน่าองค์กร
๓) เทคนิคและเครื่องมือการบริหารคุณภาพ
๔) ธรรมาภิบาลของผู้บริหาร
๕) การใช้องค์กรเป็นคู่เทียบเคียง
๖) การสร้างคุณภาพชีวิตบุคลากร และ
๗) การบริหารงานอย่างต่อเนื่อง และม ๘ กระบวนการ คือ ๑) การริเริ่มจากผู้บริหาร
ี
ระดับสูง ๒) การจัดโครงสร้างองค์การและทีมงาน ๓) การจัดระบบเครื่องมือคุณภาพ ๔) การประกาศใช้
และให้ความรู้แก่บุคลากร ๔) การกำกับติดตามและประมวลผล ๖) การทบทวนการดำเนินงาน ๗) การให้
รางลังผู้ประสบผลสำเร็จในการบริหารคุณภาพ และ ๘) การเทียบเคียงกับหน่วยงานที่ประสบผลสำเร็จ ซึ่ง
๑๙๖
รูปแบบดังกล่าว ได้รับการยืนยัน จากผู้เชี่ยวชาญให้สามารถนำไปใช้ได้
เพชริน สงค์ประเสริฐ ได้วิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการบริหารวิชาการโดยยึด หลักการ
ทำงานเป็นทีมในสถานศึกษาชั้นพื้นฐาน ผลการวิจัย พบว่า
๑) รูปแบบการบริหารงานวิชาการโดยยึดหลักการทำงานเป็นทีมที่ได้จากการ
วิเคราะห์ เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวช้อง และการสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้เชี่ยวชาญ และครูฝ่าย
วิชาการ มี ๔ องค์ประกอบหลัก ดังต่อไปนี้ ๑.๑ ภาวะผู้นำทางการเรียนการสอน ประกอบด้วย
พฤติกรรมชองผู้นำด้านการจัดองค์กรเพื่อการเรียนการสอน การวางแผนองค์กรเพื่อการสอน การ
พัฒนาหลักสูตรและการบริหาร การเรียนการสอน การจัดโครงการพัฒนาบุคคล การวัดและ
ประเมินผลการเรียนการสอน ๑.๒ การพัฒนาทีมงานวิชาการในสถานศึกษา ประกอบด้วยการรับรู้
และค้นหา ปัญหา การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนปฏิบัติการ การนำแผนไปปฏิบัติการ
ประเมินผลลัพธ์ ๑.๓ ภารกิจและชอบข่ายงานวิชาการในสถานศึกษา ประกอบด้วยการพัฒนา
หลักสูตร การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียนการวิจัย เพอ
ื่
พัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีการศึกษา การพัฒนาแหล่ง การ
เรียนรู้ การนิเทศการศึกษา การแนะแนวการศึกษา การพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายใน
สถานศึกษา การส่งเสริมความรู้ทางวิชาการแก่ชุมชน ๑.๔ กระบวนการบริหารงานวิชาการใน
๑๙๖ อนันต์ เสียวต๋อย, “รูปแบบการบริหารคุณภาพแบบเบ็ดเสร็จในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช
มงคล”, วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยศิลปกร, ๒๕๕๑).
๑๕๒
สถานศึกษา ประกอบด้วยการวางแผนงาน วิชาการ การนำแผนไปปฏิบัติ การตรวจสอบประเมินผล
งานวิชาการ การปรับปรุงงานวิชาการ
๒) รูปแบบการบริหารงานวิชาการโดยยึดหลักการทำงานเป็นทีมในสถานศึกษาชั้น
พื้นฐานที่สร้างขึ้น ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก ๔ องค์ประกอบ ได้แก่ ๒.๑ ด้านภาวะผู้นำทางการ
เรียนการสอน ๒.๒ ด้านการพัฒนาทีมงานวิชาการในสถานศึกษา ๒.๓ ด้านภารกิจและชอบข่ายงาน
วิชาการในสถานศึกษา ๒.๔ ด้านกระบวนการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา รูปแบบการ
บริหารงานวิชาการโดยยึดหลักการทำงานเป็นทีมในสถานศึกษาชั้นพื้นฐานที่พัฒนาขึ้นนี้ ผลการ
ประเมินพบว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก
๓) การทดลองใช้รูปแบบการบริหารงานวิชาการโดยยึดหลักการทำงานเป็นทีมใน
สถานศึกษาชั้นพื้นฐานส่งผลให้ผู้บริหาร/ หัวหน้างานวิชาการมีพฤติกรรมและแนวปฏิบัติที่สอดคล้อง
กับบทบาทผู้นำทางวิชาการ และบริบทของสถานศึกษา บุคลกรและผู้ที่เกี่ยวข้องมีความรู้ความเข้าใจ
เกี่ยวกับหลักการและขั้นตอนการทำงานเป็นทีม สามารถปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอนได้อย่างเป็น
รูปธรรม
๔) การประเมินรูปแบบการบริหารงานวิชาการโดยยึดหลักการทำงานเป็นทีมใน
สถานศึกษาขั้นพื้นฐานหลังจากการทดลอง ยืนยันรูปแบบการบริหารงานวิชาการโดยยึดหลักการ
ทำงานเป็นทีม ๔ องค์ประกอบ ที่พัฒนาขั้นว่ามีความเป็นไปได้และเหมาะสมอยู่ในระดับมาก
๑๙๗
เตือนใจ รักษาพงศ์ ได้วิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้เพื่อการ
บริหารวิชาการของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม
ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการจัดการความรู้เพื่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
ด้วย กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ประกอบด้วย ๓ องค์ประกอบหลัก คือ
ื้
๑. การบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขั้นพนฐาน ได้แก่ การพัฒนากระบวนการ
เรียนรู้ ประกอบด้วยกิจกรรม การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ การจัดกระบวนการเรียนรู้และการ
นิเทศการสอน
๒. กระบวนการจัดการความรู้ ประกอบด้วยการระบุความรู้ การพัฒนาความรู้การ
้
สร้างความรู้ การจัดความรู้ให้เป็นระบบ การเขาถึงความรู้ การแบ่งปันความรู้และการเรียนรู้
๑๙๗ เพชริน สงค์ประเสริฐ, “พัฒนารูปแบบการบริหารวิชาการโดยยึดหลักการทำงานเป็นทีมใน
สถานศึกษาชั้นพื้นฐาน”, วิทยานิพนธ์ครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยนเรศวร, ๒๕๕๐).
๑๕๓
๓. ปัจจัยที่สนับสนุนให้การจัดการจัดการความรู้ประสบผลสำเร็จ ประกอบด้วย
ภาวะผู้นำ กลยุทธ์ วัฒนธรรมองค์การ เทคโนโลยี โครงสร้างและการวัดผล
๑๙๘
พิสิฐ เทพไกรวัล ได้วิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบเครือข่ายความร่วมมือเพื่อคุณภาพการ
จัดการศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบเครือข่ายความร่วมมือ เพอ
ื่
คุณภาพการจัดการศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก ประกอบด้วย กระบวนการสร้าง
เครือข่ายขั้นตอน ได้แก ่
๑) ขนตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้างเครือข่าย
๒) ขึ้นประสานหน่วยงาน/องค์กรเครือข่าย
๓) ขึ้นสร้างพันธสัญญาร่วมกัน
๔) ขึ้นบริหารจัดการเครือข่าย
๔) ขึ้นพัฒนาความสัมพันธ์ และ
๖) ขึ้นรักษาความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง
ส่วนองค์ประกอบของเครือข่ายความร่วมมือเพื่อคุณภาพการจัดการศึกษาในโรงเรียน
ประถมศึกษาขนาดเล็ก ได้แก ่
๑) ลักษณะหรือกิจกรรมสำคัญที่เสริมประสิทธิภาพการดำเนินภารกิจของเครือข่าย
๒) ขอบข่ายและภารกิจการบริหารจัดการสถานศึกษา
๓) เทคนิค/วิธีการพัฒนาสมาซิกเครือข่าย
๔) กระบวนการเสริมสร้างพลังอำนาจ (empowerment) ของเครือข่าย
่
๕) คุณลักษณะที่ดีของผู้นำเครือขาย และ
๖) การปฏิบัติงานของเครือข่าย
และการสะท้อนผลผลการทดลองใช้รูปแบบเครือข่าย ความร่วมมือเพื่อคุณภาพการจัด
การศึกษาใน โรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก พบว่า กลุ่มบุคคล หน่วยงาน/องค์กร ที่สมัครใจ
๑๙๘ เตือนใจ รักษาพงศ์, “การพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้เพื่อการบริหารงานวาการชอง
สถานศึกษาชั้นพื้นฐานด้วยกรบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ”, ปริญญานิพนธ์ศึกษาศาสตร์ดุษฎี
บัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยบูรพา, ๒๕๕๑)
๑๕๔
รวมกลุ่มเครือข่าย ความร่วมมือ ได้แก่ กลุ่มผู้ปกครองนักเรียน กลุ่มผู้นำขุมซน สถาบันทางศาสนา
สถาบันอุดมศึกษา กลุ่มศิษย์เก่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น โรงพยาบาลขุมซน สถาบันพัฒนาผีเมือแรงงาน
และองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นโดยได้ดำเนินการตามกระบวนการปฏิบัติงานของเครือข่าย ตั้งแต่
การวิเคราะห์บริบทเพื่อ ทราบจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนาของการดำเนินงานด้านวิชาการ ด้าน
งบประมาณ ด้านบุคคล และด้านบริหารทั่วไปแล้วสรุปรวมจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนาของการ
ดำเนินงานแต่ละด้าน เพื่อกำหนดเปัาหมายในการทำงาน มืการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์
และจัดทำ แผนพัฒนาร่วมกัน มืโครงการเกิดขึ้นหลายโครงการในโรงเรียนทั้ง ๒ แห่ง การดำเนินงาน
ตาม โครงการเสร็จสิ้นในหนึ่งปีการศึกษาผลการประเมินโครงการพบว่า ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการ
บริหารงานด้านวิชาการ งบประมาณ บุคคลและบริหารทั่วไป และส่งผลกระทบต่อนักเรียนตาม
๑๙๙
ขอบข่ายที่คาดหวังสูงกว่าปีที่ผ่านมา
พระราชปริยัติ (สฤษดิ์ ประธาตุ) ได้วิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการ
ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผลการวิจัยพบว่า สภาพการดำเนินงานวิชาการ ของ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีโครงสร้างการบริหารงานวิชาการเข่นเดียวกับ
มหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ แต่มีจุดเด่นคือวัตถุประสงค์ชองมหาวิทยาลัยมีความเป็น
เอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ มุ่งให้การศึกษา วิจัย ส่งเสริมการให้บริการทางวิชาการพระพุทธศาสนา และ
การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งมีผลต่อการบริหารงานด้านอื่นๆ คือ ด้านการบริหารบุคลากร ทาง
วิชาการ ที่ตั้งกระจายกำลังคนไปตามวิทยาเขตทั่วประเทศ ทำให้แต่ละวิทยาเขตต้องเร่งสร้าง
บุคลากรทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ อีกทั้งต้องเสริมสร้างระบบการประสานงานและการ ประซา
สัมพันธ์ข่าวสารชองมหาวิทยาลัยให้รวดเร็วและทั่วถึง สำหรับด้านหลักสูตรและการวัดผล ประเมินผล
ชองมหาวิทยาลัยที่ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ได้พบว่ามีการจำกัดให้จัด หลักสูตร
เฉพาะทาง จึงไม่สามารถดำเนินการพัฒนาหลักสูตรให้เป็นไปเข่นเดียวกับมหาวิทยาลัยทั่วๆ ไปจึงมี
จุดอ่อนอยู่ตรงที่การจัดการเรียนการสอนยังอยู่ในระดับปริญญาตรีแทนการพัฒนาหลักสูตรใน ระดับ
ปริญญาโทและปริญญาเอก ในด้านพระพุทธศาสนาและการวัดประเมินผลที่กระจายไปตาม วิทยาเขต
ไม่มีการจัดระบบมาตรฐานชองมหาวิทยาลัยได้ สำหรับการบริหารงานวิชาการที่ได้รับผลจากมาตรา
ต่างๆ ในพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารงานบุคลากร ทำให้มีจุดอ่อนที่
จะต้องพัฒนาอย่างรีบด่วนคือ การเพิ่มพูนองค์ความรู้ในระดับปริญญาที่สูงขึ้น และตำแหน่งทาง
๑๙๙ พิสิฐ เทพไกรวัล, “การพัฒนารูปแบบเครือข่ายความร่วมมือเพื่อคุณภาพการจัดการศึกษาใน
โรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก”, วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยขอนแก่น,
๒๕๕๔)
๑๕๕
วิชาการ เนื่องจากมาตราในหมวด ๒ ชองพระราชบัญญัติได้ล้อเนื้อความชอง มหาวิทยาลัยอื่นๆ
๒๐๐
ึ
เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ชองสำนักงานการอุดมศกษา
ชาญณรงค์ ยาสุทธิ ทำวิจัยเรื่อง รูปแบบพุทธบูรณาการการเสริมสร้างแรงจูงใจของ
ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๔๒ ผลการวิจัย พบว่า ๑.
๑) ด้านวันหยุด ผลตอบแทน สวัสดิการ บูรณาการ ตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ๒) ด้านสภาพแวดล้อมที่
เอื้อต่อการทำงาน บูรณาการตามหลักลัปปายะ ๔ ๓) ด้านลักษณะของ หน่วยงาน บูรณาการตามหลัก
ทุติยปาปณิกสูตร ๔) ด้านผู้บังคับบัญชา และแนวทางการบริหาร จัดการ บูรณาการตามหลักพรหม
วิหาร ๔ ๔) ด้านลักษณะงานและความรับผิดขอบบูรณาการตามหลัก อิทธิบาท ๔ ๒. มีรูปแบบ ๔
รูปแบบ ดังนี้ รูปแบบที่ ๑ ด้านวันหยุด ผลตอบแทน สวัสดิการตาม หลักลังคหวัตถุ ๔ รูปแบบที่ ๒
ด้านสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการทำงาน ตามหลักลัปปายะ ๔ รูปแบบ ที่ ๓ ด้านลักษณะของหน่วยงาน
ตามหลักทุติยปาปณิกสูตร รูปแบบที่๔ ด้านผู้บังคับบัญชา และแนวทางการบริหารจัดการตามหลัก
พรหมวิหาร ๔ รูปแบบที่ ๔ ด้านลักษณะงาน และความ รับผิดขอบตามหลักอิทธิบาท ๔ ๓. โดย
ภาพรวมการประเมินรูปแบบพุทธบูรณาการการเสริมสร้างแรงจูงใจของผู้บริหาร สถานศึกษา สังกัด
๒๐๑
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๔๒ อยู่ในระดับมากที่สุด ทุกด้าน
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ชี้ให้เห็นว่างานวิจัยของมหาวิทยาลัยมีส่วนในการ
พัฒนาการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัยของรัฐ ระบบคุณภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่ได้พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและสามารถนำไป
ประยุกต์ใช้ได้ในบัณฑิตวิทยาลัยทั่วไป และสอดคล้องกับการศึกษาหลักสูตร ความรู้ เพื่อการบริหาร
หลักสูตร ด้วยกระบวนการวิจัย ปัจจัยที่สนับสนุนประกอบด้วยปัจจัยหลายตัวและคล้ายกับการ
บริหารงานสาขานั้น จะสำเร็จได้ต้องอาศัยทีมงานที่ดี มีการตรวจสอบในเชิงรุก นอกจากนี้ระบบ
งบประมาณก็มีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนสถานศึกษาจึงต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าเสมอ
๒๐๐ พระราชปริยัติ (สฤษดิ ประธาตุ) 1 “การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการชองมหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”, วิทยานิพนธ์ครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
๒๕๔๙)
๒๐๑ ชาญณรงค์ ยาสุทธิ ทำวิจัยเรื่อง รูปแบบพุทธบูรณาการการเสริมสร้างแรงจูงใจของผู้บริหาร
สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๔๒, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต
สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๒).
๑๕๖
๒.๕.๒ งานวิจัยต่างประเทศ
แรมสเด็น (Ramsdem) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “หลักการสอนที่ดีอย่างถูกต้องและรู้ลึกซึ้งใน
ั
ศาสตร์ของการถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจผู้เรียนอนเป็นหลักการสำคัญที่มีผลต่อคุณภาพการเรียน”
พบว่า หลักการสอนที่มคุณภาพ มีดังนี้
ี
๑. คุณภาพของการอธิบายของผู้สอนและการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจได้จะ
ทำให้ผู้เรียนยอมทำงานหนักเพื่อการเรียนในวิชานั้น ดังนั้น ในชั่วโมงแรกของวิชานั้นอาจารย์ควร
อธิบายภาพกว้างๆ และผลประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับเมื่อสำเร็จในวิชาที่อาจารย์สอน นอกจากนี้ แต่
ละขั้นของการสอน ควรทำให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ อยากรู้อยากเห็นเพิ่มขึ้น
๒. ผู้สอนจะต้องตระหนักให้เกียรติผู้เรียน พบว่า การตระหนัก และยอมรับผู้เรียนจะ
ทำให้การสอนระดับอุดมศกษามีประสิทธิผล การสอนที่ดีไม่ควรทำให้ผู้เรียน รู้สึกว่า การเรียนยากเย็น
ึ
้
หรือเขย่าขวัญลูกศิษย์ด้วยคำขู่ หรือด้วยการอธิบายที่ไม่รู้เรื่อง อาจารย์ จะต้องสนใจที่จะช่วยให้ผูอื่น
เรียนรู้ ให้เวลากับลูกศิษย์ มีความสุขที่จะสอนและทำให้ลูกศิษย์มีความสุขที่จะเรียนไปด้วย
๓. การให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์หลังจากการตรวจงานของลูกศิษย์เป็นสิ่งสำคัญ
เพราะผู้เรียนจะทราบข้อบกพร่องของตนเองในการเรียนที่จะต้องมีการประเมินที่เหมาะสม ใน
ระดับอุดมศึกษาไม่ควรวัดผลแต่สิ่งที่อาจารย์สอน แล้วให้ผู้เรียนท่องจำมาตอบการสอนปัจจุบันมี
หลายรูปแบบ ดังนั้น การประเมินจึงต้องปรับเปลี่ยนไปให้สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และวิธีการสอน
ผู้สอนควรใช่วิจารญาณในการเลือกวิธีประเมินให้ถูกต้องและเป็นธรรมมากที่สุด
๔. การสอนควรมีการอธิบายให้ผู้เรียนเข้าใจอย่างแจ่มชัดก่อนว่า ผู้เรียนจะเรียน
อะไร และจะเรียนอย่างไร เพื่อที่จะไต้เข้าใจความคิดหลักของวิชานั้น เมื่อผู้เรียนเข้าใจจุดมุ่งหมาย
ชัดเจนแล้ว ผู้สอนก็ต้องพยายามทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกว่า วิชาที่เรียนนั้นท้าทาย สติปัญญา ชวน
ให้คิด น่าติดตาม และมีความสนุกที่จะค้นคว้าหาคำตอบให้กระจ่างชัดมากยิ่งขึ้น
๕. ผู้เรียนต้องมีส่วนร่วมในสาระที่จะเรียนรู้โดยผู้เรียนรู้สึกว่ามีอิสระในการเลือก
หัวข้อที่จะศึกษาลึกลงไปมากขึ้น ผู้เรียนมีอิสระอยู่ในขอบเขตของหลักสูตรที่ตรงกับระดับความสนใจ
ของผู้เรียนอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ผู้เรียนยังจะต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ เช่น การเรียนแบบ
่
ร่วมมือ การเรียนแบบแขงขัน หรือการเรียนด้วยตนเองโดยอิสระ มีโอกาสในการอภิปรายแสดงความ
ึ้
คิดเห็น ทำรายงาน ค้นคว้าในสาระที่เกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายทำให้มีความรู้ลึกซงกว้างขวางมาก
ยิ่งขึ้น อาจารย์มีส่วนควบคุมอย่างอิสระให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ อย่างเต็มที่จากกิจกรรมการเรียนรู้ที่
หลากหลาย
๑๕๗
๖. การเรียนต้องเปิดโอกาสไปสู่การเปลี่ยนแปลง อาจารย์ต้องวิเคราะห์นักศึกษา
เรียนรู้จากนักศึกษาว่าไม่เขาใจสาระตอนใดแล้วรีบปรับปรุงแกไข การเรียนรู้จากผู้เรียนทำได้โดย การ
่
้
พูดคุย การตรวจงาน หรือการสอบ ซึ่งจะทำให้อาจารย์ทราบว่า ผู้เรียนไม่เข้าใจเนื้อหาสาระของวิชา
ตอนใดบ้างจะได้สามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก้ปัญหาการเข้าใจผิดอย่างรวดเร็วทันการ
๒๐๒
ออสทูโต และ คณะ ( Astuto and others. 1994 ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “รากฐานของ
การปฏิรูปการศึกษาในประเทศต่างๆ” พบว่า การศึกษาที่พัฒนาโดยมากได้พยายามทำการปฏิรูป
อุดมศึกษาให้เป็นระบบที่มีคุณภาพมาโดยตลอด เช่น ในกรณีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือได้ว่ามีระบบ
การศึกษาที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงสุดของโลกประเทศหนึ่งนั้น ได้มีกระแสของการปฏิรูป
การศึกษาออกมาตั้งแต่ ๒ ทศวรรษมาแล้ว โดยการปฏิรูปอุดมศึกษาที่เกิดขึ้น ประกอบด้วย ๒ ส่วน
ใหญ่ๆ คือ การปฏิรูปการบริหารจัดการ และการปฏิรูปวิชาการ ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นการปรับเปลี่ยนต้าน
การเรียนการสอน สำหรับประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มีการปฏิรูปอุดมศึกษา
เกี่ยวกับการปฏิรูปการบริหาร การปฏิรูปการเรียนการสอนและการวิจัย ที่สำคัญคือ การประกัน
คุณภาพการเรียนการสอน มีมาตรการที่จะธำรงคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา จัดตั้งคณะกรรมการ
ประกันคุณภาพอุดมศึกษาเป็นองค์กรที่ให้คำปรึกษากับรัฐมนตรี
แอสเวิธและฮาร์เวย์ (Ashworth & Harvey) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “ทิศทางและอนาคต
ุ
ของการอุดมศึกษา” พบว่า การจัดการศึกษาที่มีคณภาพจำเป็นจะต้องศึกษาองค์ประกอบ ด้านปัจจัย
ที่เป็นตัวป้อน ด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพและต้านผลผลิต ได้แก่ ๑) คณาจารย์
๒) สิ่งเอื้ออำนวยความสะดวก ๓) วัสดุอุปกรณ์ ๔) การสอน ๕) ผลสัมฤทธิ์ ๖) การจัดการและการ
ควบคุมคุณภาพ ๗) นิสิต/นักศึกษา ซึ่งแต่ละองค์ประกอบมีดัชนีบ่งชี้ คุณภาพการศึกษาดังนี้
๑. อาจารย์คุณภาพของอาจารย์นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพ การศึกษา
สำหรับดัชนีบ่งชี้ความมีคุณภาพของอาจารย์ได้แก่ ๑) จำนวนอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขา
วิชาชีพ ๒) ประสบการณ์ด้านวิชาการ วิชาชีพและการสอน ๓) การพัฒนาคณาจารย์ ๔) สัดส่วนของ
อาจารย์ต่อนิสิต/ นักศึกษาสำหรับการสอนภาคทฤษฎีในชั้นเรียน ๕) สัดส่วนของอาจารย์ต่อนิสิต/
นักศึกษาสำหรับการสอนภาคปฏิบัติ ๖) ผลงานวิจัย ๗) ผลงานทางวิชาการ ๘) อาจารย์มีความรู้ที่
ทันสมัย ๙) อาจารย์ได้รับเสรีภาพตามสิทธิและเสรีภาพทางวิชาการ
๒. สิ่งเอื้ออำนวยความสะดวกในการจัดการศึกษาจำเป็นที่จะต้องอาศัยสิ่ง
เอื้ออำนวยความสะดวกต่อการจัดการเรียนการสอน ซึ่งคลอบคลุมทั้งสิ่งเอื้ออำนวยด้านทรัพยากร
๒๐๒ Ramsden, Paul, Learning to Teach in Higher Education, (London: Routedge, 1993).
๑๕๘
บุคคล อาคารสถานที่สำหรับการเรียนและการสันทนาการ สำหรับดัชนีชี้วัด ความมีคุณภาพของสิ่ง
เอื้ออำนวยความสะดวก ได้แก่ ๑) จำนวนและประเภทของสิ่งเอื้ออำนวย ความสะดวก ๒) ลักษณะ
ื่
ห้องเรียน ที่นั่งเรียนและสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ๓) สภาพแวดล้อมทางสถานที่เพอการออกกำลัง
กายและการพักผ่อนหย่อนใจ ๔) ความปลอดภัย ๕) ความสะอาดและความเป็นระเบียบ ๖) การ
บริการด้านวิชาการ ๗) บรรยากาศที่กระตุ้นการเรียนรู้ ๘) ห้องสมุดและบริการ จำนวนหนังสือ
วารสาร ขนาดของห้องสมุด และจำนวนที่นั่ง เพื่อการศึกษาค้นคว้า ๙) ห้องปฏิบัติการ ๑๐) บุคคล
สนับสนุนการทำงานของคณาจารย์ ได้แก่ เลขานุการและนักเทคนิค
๓. วัสดุอุปกรณ์ การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพจะต้องอาศัยวัสดุอุปกรณ์ทาง
การศึกษาที่มีจำนวนเพียงพอและเหมาะสมกับจำนวนนักศึกษา และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ
การเรียนรู้ สำหรับดัชนีบ่งชี้คุณภาพของวัสดุอุปกรณ์ทางการศึกษา ได้แก่ ๑) ความเหมาะสมของ
จำนวนและประเภทของวัสดุอุปกรณ์ทางการศึกษา ๒) วัสดุอุปกรณ์ทางการศึกษาอยู่ในสภาพที่ดี ใช้
การได้หรือไม่ ๓) ระบบการให้บริการแนะนำเกี่ยวกับวิธีการใช้ ๔) ความทันสมัยของวัสดุอุปกรณ์
๕) ความปลอดภัยในการใช้ ๖) สัดส่วนระหว่างจำนวนนักศึกษาต่ออุปกรณ์
๔. การสอนและการเรียนรู้ คุณภาพการสอนนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพ
การศึกษาและคุณภาพของบัณฑิตสำหรับดัชนีบ่งชี้คุณภาพการสอน ได้แก่ ๑) รายละเอียดของ เนื้อหา
๒) ความเชี่ยวชาญในวิชาที่สอน ๓) การแนะนำหนังสืออ้างอิงที่ทันสมัยให้นักศึกษาอ่านเพิ่มเติม ๔)
เนื้อหาที่นำมาสอนมีความทันสมัยและตรงตามความเป็นจริงของหลักทฤษฎี ๕) ท่าทางอิริยาบถ
เหมาะสม กระตุ้นความสนใจ ๖) นำเสนอหรืออธิบายได้เช้าใจแจ่มแจ้ง ๗) กระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิดและ
ท้าทายการเรียนรู้ ๘) คำนึงถึงความแตกต่างของผู้เรียนแต่ละบุคคล ๙) มีทักษะในการใช้สื่อการสอน
๑๐) เตรียมการสอนมาอย่างดี ๑๑) มีเอกสารประกอบการสอน ๑๒) ผู้เรียนได้แสดงให้ทราบว่าเข้าใจ
บทเรียนอย่างแจ่มแจ้ง
๒๐๓
โอลิวาและ แอสปินวอลล์ (Owlia & Aspinwall) ได้รวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ
คุณภาพการศึกษาและทำการศึกษาวิจัยเรื่องมิติคุณภาพการจัดการศึกษาระดับ อุดมศึกษา พบว่า มิติ
คุณภาพการจัดการศึกษามี ๖ มิติดังนี้
๑. มิติที่เน้นสื่งที่สัมผัส'ใต้ซึ่งเป็นคุณภาพที่เกี่ยวข้องกับวัสดุอุปกรณ์และสิ่ง
เอื้ออำนวยต่อการศึกษา ประกอบด้วยดัชนีบ่งชี้คุณภาพ ๕ ดัชนีได้แก่ ๑) ความเพียงพอของวัสดุ
๒๐๓ Ashworth, Allan, and R. c. Harvey, Assessing in Future and Higher Education,
(London: Jessica Kingsley Publisher, 1994).
๑๕๙
อุปกรณ์ ๒) ความทันสมัยของวัสดุอุปกรณ์ ๓) วัสดุอุปกรณ์ง่ายต่อการใช้งาน ๔) วัสดุอุปกรณ์และสิ่ง
เอื้ออำนวยต่อการศึกษาเร้าความสนใจในการใช้ ๕) วัสดุอุปกรณ์สะดวกต่อการนำไปใช้
๒. มิติที่เน้นคุณภาพของอาจารย์ประกอบด้วยดัชนีบ่งชี้คุณภาพ ๕ ดัชนี ได้แก่ ๑)
จำนวนอาจารย์มีเพียงพอ ๒) อาจารย์มีความรู้ทางทฤษฎีอย่างดีเยี่ยม ๓) อาจารย์มีประสบการณ์ด้าน
ปฏิบัติดีเยี่ยม ๔) อาจารย์มีความรู้ที่ทันสมัย ๕) อาจารย์มีความเชี่ยวชาญในการสอนและติดต่อสื่อสาร
๓. มิติที่เน้นเจตคติของอาจารย์ ประกอบด้วยดัชนีบ่งชี้คุณภาพ ๕ ดัชนี ได้แก่ ๑)
เข้าใจความต้องการของนิสิต ๒) มีความเต็มใจในการช่วยเหลือนิสิต ๓) เอื้ออำนวยความสะดวกและ
จัดเวลาให้นิสิตสำหรับให้คำปรึกษา ๔) ให้ความใส่ใจแก่นิสิตแต่ละบุคคล ๕) มีอารมณ์มั่นคงสุภาพ
๔. มิติที่เน้นเนื้อหาประกอบด้วยดัชนีที่บ่งชี้คุณภาพ ๖ ดัชนี ได้แก่ ๑) รายวิชาใน
หลักสูตรสอดคล้องกับการผลิตบัณฑิตของสาขาวิชาชีพ ๒) หลักสูตรมีความยืดหยุ่น ๓) คุ้มคำต่อการ
ลงทุนในการศึกษา ๔) การพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการติดต่อสื่อสารและการทำงานเป็นทีม ๕) พัฒนา
ให้ผู้เรียนมีทักษะด้านคอมพิวเตอร์ ๖) บรรจุรายวิชาที่เป็นพื้นฐานความรู้มั่วไป
๕. มิติที่เน้นการถ่ายทอดความรู้ ประกอบด้วยดัชนีบ่งชี้คุณภาพ ๖ ดัชนี ได้แก่ ๑)
อาจารย์นำเสนอ อธิบายและบรรยายได้ชัดเจนเข้าใจง่าย ๒) เนื้อหาที่สอนเรียงตามลำดับความยาก
ง่ายและความซับซ้อนของเนื้อหา ๓) ภาษาที่ใช้มีความคงเส้นคงวา ๔) ประเมินผลด้วยความยุติธรรม
๕) วิธีการสอนกระตุ้นเร้าความสนใจ ๖) ให้ผู้เรียนประเมินผลการสอน
๖. มิติที่เน้นความนำเชื่อถือ ประกอบด้วยดัชนีบ่งชี้คุณภาพ ๔ ดัชนีได้แก่ ๑) องค์
ความรู้ที่ถ่ายทอดให้นิสิตถูกต้องตามหลักทฤษฎี ๒) เนื้อหาที่ใช้สอนตรงตามความต้องการของผู้เรียน
๓) เนื้อหาที่ใช้สอนตรงตามจุดมุ่งหมายของรายวิชา ๔) ความรู้และประสบการณ์ที่ให้กับผู้เรียน
สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในสภาพจริง
๒๐๔
แพททริคและสเทนลีร์ (Patrick & Stanley) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง ตัวบ่งชี้ คุณภาพการ
สอนและคุณภาพการวิจัยของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศอังกฤษ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพอ
ื่
การพัฒนาตัวบ่งชี้คุณภาพการสอนและคุณภาพการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรทุก
ฝ่ายในสถาบันอุดมศึกษา จำนวน ๕,๓๔๔ คน เครื่องมือที่'ใช้ ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม
มาตราส่วนประมาณค่าของ Likert 5 ระดับใช้สถิติวิเคราะห์ ตัวประกอบ ผลการศึกษาพบว่า ตัวบ่งชี้
คุณภาพการสอนคือ ๑) มีจุดมุ่งหมายชัดเจน/สอดคล้องกับหลักสูตร ๒) มีกิจกรรมสนับสนุนการ
๒๐๔ Owlia, Mohammad and Elaine M. Aspinwall “A Framework For The Dimensions Of
,
Quality in Higher Education”, Quality Assurance in Education, 4(2) (1996, January): 12-20.
๑๖๐
เรียนรู้ของผู้เรียน ๓) จำนวนครั้ง (ร้อยละ) ของการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ๔) มีการประเมินผลผู้เรียน
๕) ความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ๖) มีระบบประเมินคุณภาพการสอนภายในสถาบัน
สำหรับตัวบ่งชี้วัดคุณภาพการวิจัย ประกอบด้วย ๑) สถาบันมีนโยบายส่งเสริมการวิจัย ๒) จำนวนของ
ิ
ิ
งานวิจัยที่ได้รับการตีพมพ์ ๓) จำนวนของงานวิจัยที่ได้รับการอางอง ๔) จำนวนงานวิจัยที่ได้รับรางวัล
้
นอกจากนี้งานวิจัย ดังกล่าวยังได้เสนอแนะให้มีการหาความสัมพันธ์ของคะแนนคุณภาพการวิจัยกับ
การสอนว่า มีความสัมพันธ์กันหรือไม่และการจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาโดยใช้ตัวบ่งชี้ควรใช้วิธีจัด
๒๐๕
กลุ่ม สถาบันดีกว่า
ปาล์เมอร์ (Palmer) ได้นำรูปแบบการสอน Predict-Observe-Explain (POE) มาใช้ใน
วิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งสามารถช่วยในการจำแนกความรู้ความเข้าใจของมโนมติทางวิทยาศาสตร์ โดย
วิธีการนี้สามารถกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ รวมถึงการพัฒนาทักษะกระบวนการต่างๆ ของผู้เรียนใน
ระดับประถมศึกษา พบว่า กระบวนจัดการเรียนรู้แบบ POE เหมาะสมการจัดการเรียนการสอน
วิทยาศาสตร์เบื้องต้นสำหรับนักเรียนจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียน
การสอนระดับอุดมศึกษาอาจสรุปได้ว่า การจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพควรประกอบไปด้วย
หลักสูตรซึ่งจะต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยอยู่เสมอ ตอบสนองต่อความต้องการ
ของสังคมและตลาดแรงงาน มีการประเมินหลักสูตรอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำมาพัฒนาและปรับปรุงให้
ทันสมัยและเหมาะสมกับสภาพของสังคมปัจจุบัน และทันต่อความก้าวหน้าทางวิทยาการและ
เทคโนโลยีสอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศและควรมีการปรับปรุงอย่าง
ต่อเนื่อง มีการบริหารหลักสูตรที่ดีตั้งแต่การเตรียมหลักสูตร การดำเนินการจัดทำหลักสูตร การ
ประเมินผลหลักสูตร การปรับปรุงหลักสูตร ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้บริหารและอาจารย์ผู้สอนจะต้อง
ร่วมมือกันจึงจะสมบูรณ์อาจารย์ จะต้องมีระบบการสรรหาอาจารย์ที่มีเกณฑ์มาตรฐานเพื่อให้ใด้คนที่มี
ความรู้ควบคู่คุณธรรม บทบาทหน้าที่ของอาจารย์ที่มีต่อสถาบันและสังคมภายนอกสถาบัน และที่
สำคัญคือความรับผิดชอบต่อการสอน การวิจัยการบริการวิชาการ ตลอดจนทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
และจะต้องมีการประเมินผลการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ของอาจารย์เพื่อให้ เกิดคุณภาพสูงสุด
และท้ายสุด การพัฒนาอาจารย์ซึ่งเป็นกระบวนการเพิ่มพนความรู้ ความชำนาญในการพัฒนาคุณภาพ
ู
การเรียนรู้และคุณภาพของงานและควรจะพัฒนาในทุกด้าน อย่างต่อเนื่องกระบวนการเรียนการสอน
เป็นจุดหมายหลักของสถานศึกษา เพราะการจัดการเรียนการสอนจะต้องเกี่ยวข้องกับการทำแผนการ
สอน การจัดอาจารย์เข้าสอน วิธีสอน และการสอนซ่อมเสริม ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการที่จะต้อง
๒๐๕ Patrick, William J and Stanley, Elizabeth c, “Teaching and Research Quality Indicators
and the Shaping of Higher Education”, Research in Higher Education, 5(8) (1998): 120-121.
๑๖๑
เกี่ยวข้องกับนักศึกษาโดยตรง กระบวนการเรียนการสอนที่ตีย่อมส่งผลต่อคุณภาพของนักศึกษา
ุ
ตลอดจนบัณฑิตที่มีคณภาพนักศกษาที่สำคัญคือกระบวนการคัดเลือกนักศึกษาที่ไต้ตรงตามความถนัด
ึ
ความรู้ความสามารถ ที่จะพัฒนาไปสู่คุณภาพของบัณฑิตที่สมบูรณ์ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่ง ของการ
จัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพโดยมีมาตรการต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการควบคุมตรวจสอบ
คุณภาพและประเมินคุณภาพในการจัดการเรียนการสอน โดยผ่าน องค์ประกอบของการคัดเลือก
บุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ในการพัฒนานักศึกษานี้ ต้องคำนึงถึงความเป็นผู้นำ การมีส่วน
ร่วมพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การดำรงรักษา เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม การพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะ
ในการสร้างความรู้และการนำไปใช้ ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาวิชาการเพอพัฒนาให้เป็นคน
ื่
ที่สมบูรณ์ การพัฒนาผู้เรียน ให้มีคุณธรรมมีวัฒนธรรมสันติ เป็นผู้มีความทันสมัยและมีวิสัยทัศน์ การ
ื่
พัฒนาให้ผู้เรียนมี สติปัญญาเป็นผู้ใฝ่รู้ มีความสามารถในการใช้ภาษาของตนเองและภาษาอนๆได้เป็น
อย่างดี ตลอดจนความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้เป็นอย่างดี ส่วนคุณภาพบัณฑิต การ
จัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษามีเป้าหมายเพอพัฒนาให้ผู้เรียนเป็นบัณฑิตที่สมบูรณ์ตาม บทบัญญัติ
ื่
แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธคักราช ๒๕๔๐ เป็นที่เชื่อถือและยอมรับของสังคม
ตลอดจนหน่วยงานของรัฐและเอกชนและสอดคล้องกับตลาดแรงงานในปัจจุบันการวัดและ
ิ
ประเมินผล เป็นส่วนหนึ่งในการจัดการศึกษาโดยเฉพาะการสร้าง หลักเกณฑ์การวัดและประเมนผลซึ่ง
จะต้องมีรูปแบบการวัดและประเมินผลที่ชัดเจน มีคณะกรรมการวัดผลและประเมินผลในระดับต่างๆ
และปัจจัยเกื้อหนุน ถือว่าเป็นส่วนสนับสนุนและส่งเสริมในการจัดการเรียน การสอน ตลอดจน
อาจารย์และผู้บริหารดำเนินการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปด้วยดี และมีประสิทธิภาพ ห้องสมุด
ควรเป็นศูนย์วิชาการ และมีบริการเทคโนโลยีทางการศึกษาเพื่อประกอบการเรียนการสอน และการ
วิจัย เกณฑ์การใช้อาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมจะต้อง มีจำนวนพื้นที่ใช้ประโยชน์ต่อบุคลากร ต่อ
นิสิตเพียงพอ จำนวนห้องเรียนควรแบ่งตามขนาด และต้องคำนึงถึงความพอใจของผู้ใช้อาคารสถานที่
ิ
และสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ทางด้าน โสตอุปกรณ์การสอน ควรมีการจัดตั้งสำนักคอมพวเตอร์ทำ
หน้าที่ให้บริการด้านคอมพิวเตอร์ เพื่อสนับสนุน การดำเนินการของมหาวิทยาลัยในด้านต่างๆ
ตลอดจนมีการจัดตั้งสำนักสื่อ และเทคโนโลยีการศึกษา ทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการการใช้ การผลิตและ
การบำรุงรักษาสื่อ และเทคโนโลยีการศึกษาแก่บุคลากรของมหาวิทยาลัย ห้องพยาบาลจะต้องมี
เพียงพอกับ จำนวนนิสิต อาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัย มีความเป็นสัดส่วนและมีการจัด
สภาพแวดล้อมที่ดี มีพยาบาลหรือแพทย์มาอยู่ประจำ
๒๐๖
๒๐๖ Palmer, Office Automation: A Systems Approach ( Ohio, USA: South Western
,
Education Publishing, 1995).
๑๖๒
เอดเวอร์ดส์ และคณะ (Edwards, et al.) ได้ศึกษาความล้มพนธ์ ระหว่างการรับรู้
ั
ความสามารถของครูและระดับความรู้ของครูกับการเพิ่มพลังจูงใจของครูและ วัฒนธรรมในโรงเรียน
กลุ่มตัวอย่างเป็นครูสตรีจำนวน ๔๓๐ คน ซึ่ง ๘๓% สอนในโรงเรียนประถมศึกษา โดยใช้
แบบสอบถาม ๔ ชุด ผลการวิจัย พบว่า ครูสตรีที่รับรู้ความสามารถของตนเองในระดับสูงจะมี
ความสัมพันธ์เชิงลบกับจำนวนปีที่มีประสบการณ์ และพบความล้มพันธ์ อย่างมีนัยสำคัญระหว่างการ
รับรู้ความสามารถกับการเพิ่มพลังจูงใจ ระดับความรู้และวัฒนธรรมในโรงเรียน นอกจากนั้น
ผลการวิจัย พบว่า ครูสตรีที่รับรู้ความสามารถของตนเองต่ำจะเป็นครูในโรงเรียนมัธยมที่มี
๒๐๗
ประสบการณ์ในการสอนน้อย มีระดับความรู้ต่ำและทำงานในสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนวิชาชีพน้อย
แซนเนน-โมแรนและคณะ (Tschannen-Moran et al.) จึงเสนอว่าปัจจัยสำคัญ
ประการหนึ่งที่ช่วยในการตัดสินการรับรู้ความสามารถของครูควร มาจากการให้บุคคลพิจารณา
ื่
ความสามารถและกลยุทธ์ที่ตนเองมีอยู่ว่ามีเพียงพอต่อการปฏิบัติงานสอนในแต่ละบริบทหรือไม่ เพอ
เป็นการวัดการวิเคราะห์ภารกิจการสอน เพราะการรับรู้ความสามารถของครูที่สอดคล้องกับความ
ต้องการที่จำเป็น (Requirement) ในการสอนจะมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติหน้าที่ในบริบทนั้นผลการวิจัย
ได้พบว่าการรับรู้ความสามารถของครูในการจัดการเรียนการสอนให้บรรลุความสำเร็จในบริบทใด
บริบทหนึ่งจะแสดงออกมาอย่างชัดเจนเมื่อมีการวิเคราะห์ภารกิจการสอนและมีสถานการณ์ที่
สนับสนุนให้เกิดการรับรู้ความสามารถและมีผลที่เกิดขึ้นจากการรับรู้นั้น นอกจากนั้น ผลการวิจัยยังได้
บ่งชี้ว่าการวิเคราะห์ภารกิจการสอนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับครูที่มีประสบการณ์น้อย
๒๐๘
นาแกพแพน (Nagappan) ที่ศึกษาการเตรียมพร้อมในการสอนโดยใช้นวัตกรรม ในชั้น
เรียนของครูที่สอนภาษามาเลเซียและภาษาอังกฤษ ในการศึกษาได้วิเคราะห์การรับรู้ของครูในการ
เตรียมพร้อมด้านความรู้ ทักษะ และทัศนคติในการสอนทักษะการคิดชั้นสูง รวมทั้งวิเคราะห์สภาพที่
เป็นจริงหรือในทางปฏิบัติว่าครูสอนทักษะการคิดชั้นสูงตามแผนการสอนภาษามาเลเซียและ
ภาษาอังกฤษอย่างไร รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม การสังเกตแบบมีส่วนร่วมในชั้นเรียน และ
การสัมภาษณ์ครูที่สอนวิชาภาษาและคณะกรรมการการศึกษาของโรงเรียน ผลการวิจัยปรากฏว่า ครู
ที่รับรู้ว่าตนเองไม่ได้เตรียมพร้อมในการใช้นวัตกรรมในชั้นเรียนเป็นครูที่ขาดคุณสมบัติในการสร้าง
๒๐๗ Edwards, Jennifer L., et al., Teacher Efficacy and School and Teacher Characteristics,
Paper presented at the Annual Meeting of the American Educational Research Association,
(New York(1996, April).
๒๐๘ Tschannen-Moran. M., Hoy. A.W. & Hoy, W.K. “Teacher Efficacy: Its Meaning and
Measure”, Review of Educational Research, 68 (2) (1998, Summer): 202-248.
๑๖๓
ความรู้ที่เป็นเนื้อหาสาระในชั้นเรียน และพบว่า จำนวนปีที่ครูสอนมีอิทธิพลต่อการรับรู้เกี่ยวกับ
ความรู้และทักษะของตนเองอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่สนับสนุนการรับรู้ของครูเกี่ยวกับการ
เตรียมพร้อมในการสอน ได้แก่ การได้รับการนิเทศการสอนและความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาของ
๒๐๙
หลักสูตร
รีเมสและสเปนเซอร์ (Reames & Spencer) ได้พบว่า โครงสร้างและกระบวนการ
ดำเนินงานในโรงเรียนมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการรับรู้ความสามารถของครูและความมุ่งมั่นในการ
ทำงาน โครงสร้างของโรงเรียนที่สนับสนุนการรับรู้ความสามารถของครู ได้แก่ การกระตุ้นให้ใช้นวัติ
กรรมและความกล้าเสี่ยง เป้าหมายและการวางแผนของโรงเรียน และการพฒนาทีมงานเพื่อไปสู่
ั
เป้าหมาย ส่วนกระบวนการในโรงเรียน ได้แก่ ความร่วมมือของสมาซิก การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
ของครู และภาวะผู้นำที่สนับสนุนในการศึกษาความล้มพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมการทำงานในโรงเรียน
และการรับรู้ความสามารถของครูและความมุ่งมั่นในการทำงานในโรงเรียนระดับกลางของ รีเมส
(Reames) โดยใช้เทคนิคการสนทนากลุ่ม (Focus group) ผลการวิจัยได้พบความสัมพันธ์อย่างมี
นัยสำคัญระหว่างดัชนีที่บ่งชี้ถึงวัฒนธรรมการทำงานซึ่งประกอบด้วย การวางแผน การพัฒนาครู การ
พัฒนาโปรแกรมและการประเมินผลงาน กับความมุ่งมั่นในการทำงานและการรับรู้ความ สามารถใน
การสอนของครู (Personal teaching efficacy)
๒๑๐
๒๐๙ Nagappan, Rajendran, “Teaching Higher Thinking Skills in Language Classrrom The
,
Need for Transformation of Teaching Practice 1”, Dissertation Abstract International, 59(10)
(1999, April): 3791-3792-A.
๒๑๐ Reames Ellen H. & Spencer, W.A., Teacher Efficacy and Commitment to Middle
School Culture. Paper presented at the Annual Meeting of the American Educational
Research Association, (San Diego, C.A., 1998, April).
๑๖๔
๒.๖ กรอบแนวคิดในการวิจัย
การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษาเพื่อนำเสนอ รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธ
ศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้วิจัย
ได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นำมาสร้างเป็นกรอบเพื่อการศึกษาวิจัย ดังนี้
-แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับรูปแบบ
หลักพุทธธรรมในการบริหารหลักสูตร
-แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารหลักสูตร
รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
ของผบริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ู้
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาสังคมศึกษา
ภาพที่ ๒.๒ กรอบแนวคิดในการวิจัย
บทที่ ๓
วิธีดำเนินการวิจัย
การวิจัยเรื่อง “รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคม
ศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี
(Mix-Method) โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาสังคมศกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒) เพื่อสร้างรูปแบบ
ึ
พุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และ ๓) เพื่อประเมินรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตร
บัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยมี
รายละเอียดลำดับขั้นตอนการวิจัยดังต่อไปนี้
๓.๑ รูปแบบการวิจัย
๓.๒ ขั้นตอนการวิจัย
๓.๓ สถิติที่ใช้ในการวิจัย
๓.๑ รูปแบบการวิจัย
การวิจัยเรื่อง “รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคม
ศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” ในการวิจัยครั้งนี้ได้ดำเนินการวิจัย
การวิจัยแบบผสานวิธี (Mix-Method) เป็นการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยการเก็บ
ข้อมูลคุณภาพปรากฏในขั้นตอนที่ ๑ จากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured
Interview) และขั้นตอนที่ ๒ จากเอกสารและจากการสนทนากลุ่ม ในส่วนการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ
ปรากฏในขั้นตอนที่ ๓ การประเมินรูปแบบ ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยเป็น ๓ ขั้นตอน คือ
ิ
ขั้นตอนที่ ๑ การศึกษาสภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑต สาขาวิชาสังคม
ศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๑๖๖
ขั้นตอนที่ ๒ การสร้างรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ขั้นตอนที่ ๓ การประเมินรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
สรุปขั้นตอนของการวิจัย ได้ดังนี้
ขั้นตอน วิธีการดำเนินการ ผลที่ได้
ขั้นตอนที่ ๑ ๑. ศึกษาแนวคิด ทราบสภาพการ
ศึกษาสภาพการ ทฤษฎี เอกสาร ตำรา บริหารหลักสูตร
บริหารหลักสูตรพุทธ วิชาการ บทความ พุทธศาสตรบัณฑิต
ศ า ส ต ร บ ั ณ ฑิ ต หนังสือ วารสาร สาขาวิชาสังคม
สาขาวิชาสังคมศึกษา เกี่ยวกับการบริหาร ศึกษา ของผู้บริหาร
ของผู้บริหารใน หลักสูตรพุทธศาสตร ในมหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยมหา บัณฑิต สาขาวิชาสังคม มหาจุฬาลงกรณ
จุฬาลงกรณราช ศึกษา ของผู้บริหารใน
วิทยาลัย ราชวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย
๒. สร้างแบบสัมภาษณ ์
สำหรับรวบรวมแนวคิด
เกี่ยวกับการบริหาร
หลักสูตรพุทธศาสตร
บัณฑิต สาขาวิชาสังคม
ศึกษา ของผู้บริหารใน
มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย
๓. สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูล
สำคัญ (Key Informants)
คือ คณบดี หัวหน้า
ภาควิชา อาจารย์ประจำ
หลักสูตร ผู้บริหาร และ
อาจารย์ผู้สอนใน
๑๖๗
มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย
โดยเลือกแบบเจาะจง
( Purposive Selection)
จำนวน ๑๕ คน
๔. วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อ
หาสภาพการบริหาร
หลักสูตรพุทธศาสตร
บัณฑิต สาขาวิชาสังคม
ศึกษา ของผู้บริหารใน
มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย
ขั้นตอนที่ ๒ ๑. ยกร่างสร้างรูปแบบ ร่างรูปแบบพุทธ
การสร้างรูปแบบพุทธ การบริหารหลักสูตร วิธีการบริหาร
ว ิ ธ ี ก า ร บ ร ิ ห า ร พุทธศาสตรบัณฑิต ห ล ักส ูตร พุทธ
หลักสูตรพุทธศาสตร สาขาวิชาสังคมศึกษา ศ า ส ต ร บ ั ณ ฑิ ต
บัณฑิต สาขาวิชา ข อ ง ผ ู ้ บ ร ิ ห า ร ใ น สาขาวิชาสังคม
สังคมศึกษา ของ มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ศึกษา ของผู้บริหาร
ผ ู ้ บ ร ิ ห า ร ใ น ลงกรณราชวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ๒. การสนทนากลุ่ม มหาจุฬาลงกรณ
ลงกรณราชวิทยาลัย
( Focus Group) โ ด ย ราชวิทยาลัย
ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน ๙
รูป/คน และปรับปรุง
ตามข้อเสนอแนะของ
ผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้ได้
รูปแบบพุทธวิธีการ
บริหารหลักสูตรพุทธ
ศ า ส ต ร บ ั ณ ฑิ ต
สาขาวิชาสังคมศึกษา
ข อ ง ผ ู ้ บ ร ิ ห า ร ใ น
๑๖๘
มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย
ฉบับสมบูรณ์
ขั้นตอนที่ ๓ ๑. ประเมินรูปแบบ รูปแบบพุทธวิธีการ
การประเมินรูปแบบ พุทธวิธีการบริหาร บริหารหลักสูตร
พุทธวิธีการบริหาร หลักสูตรพุทธศาสตร พุทธศาสตรบัณฑิต
หลักสูตรพุทธศาสตร บัณฑิต สาขาวิชาสังคม สาขาวิชาสังคม
บัณฑิต สาขาวิชา ศึกษา ของผู้บริหารใน ศึกษา ของผู้บริหาร
สังคมศึกษา ของ มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ในมหาวิทยาลัย
ผ ู ้ บ ร ิ ห า ร ใ น ลงกรณราชวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ด้านความถูกต้อง
ลงกรณราชวิทยาลัย ราชวิทยาลัย
ความเหมาะสม ความ
เป็นไปได้ และความ
เป็นประโยชน์ โดย
ผู้บริหารมหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย จำนวน ๗
รูป/ คน
๒. จัดทำรายงานการ
วิจัย
ภาพที่ ๓.๑ รูปแบบการวิจัย
๓.๒ ขั้นตอนการวิจัย
๓.๒.๑ การวิจัยเชิงคุณภาพ
ขั้นตอนที่ ๑ การศึกษาสภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคม
ศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีขั้นตอน ดังนี้
๑๖๙
๑. วิธีดำเนินการวิจัย
๑.๑ การศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสาร ตำราวิชาการ บทความ หนังสือ วารสาร
และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของ
ผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อสร้างแบบสัมภาษณ์สำหรับรวบรวมแนวคิด
เกี่ยวกับการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยใช้เครื่องมือแบบสัมภาษณ์แบบมีกึ่งโครงสร้างเพื่อนำมาเป็นกรอบ
แนวคิดในการกำหนดคำถามในแบบสัมภาษณ ์
๑.๒. นำแบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้นไปสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants)
คือ คณบดี หัวหน้าภาควิชา อาจารย์ประจำหลักสูตร ผู้บริหาร และอาจารย์ผู้สอนในมหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา โดยเลือกแบบ
เจาะจง (Purposive Selection) ซึ่งกำหนดเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้บริหารอุดมศึกษา ที่มีความรู้
ความสามารถ และประสบการณ์ในการบริหารหลักสูตรสังคมศึกษา จำนวน ๑๕ คน แล้วดำเนินการ
รวบรวมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์จากการสัมภาษณ์ เพื่อศึกษาสภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตร
บัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๑.๓. วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาสภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา
สังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๒. ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ
ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) ในการวิจัย คือ คณบดี หัวหน้าภาควิชา
อาจารย์ประจำหลักสูตร ผู้บริหาร และอาจารย์ผู้สอนในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ใน
หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ซึ่งเป็นการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง
(Purposive Selection) ในการเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ผู้วิจัยเลือกโดยยึดหลักว่าเป็นผู้ที่มีความรู้
ความสามารถ และประสบการณ์ในการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา และ
ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ คณบดี หัวหน้าภาควิชา อาจารย์ประจำหลักสูตร ผู้บริหาร และอาจารย์
ผู้สอนในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคม
ศึกษา ดังนั้น จำนวนผู้ให้ข้อมูลสำคัญเป็นคณบดี หัวหน้าภาควิชา อาจารย์ประจำหลักสูตร ผู้บริหาร
และอาจารย์ผู้สอนในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาสังคมศึกษา จำนวน ๑๕ คน ดังตารางที่ ๓.๑
๑๗๐
ตารางที่ ๓.๑ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการวิจัย
ที่ ชื่อ-สกุล ตำแหน่ง สัมภาษณ์
๑. พระราชสุตาภรณ์ รศ.ดร. คณบดีคณะครูศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง ๖ มีนาคม ๒๕๖๓
กรณราชวิทยาลัย
๒. อาจารย์กิตติศักดิ์ ณ สงขลา หัวหน้าภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๒
ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัยวิทยา
๓. พระครูโสภณพุทธิศาสตร์ อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรพุทธศาสตร์บัณฑิต ๕ มีนาคม ๒๕๖๓
ผศ.ดร. สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัยวิทยา
๔. รศ.ดร.สุพรต บุญอ่อน อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรพุทธศาสตร์บัณฑิต ๒ ๔ กุมภาพันธ์
สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง ๒๕๖๓.
กรณราชวิทยาลัยวิทยา เขตนครสวรรค์
๕. พระครูสิริภูรินิทัศน์ ผศ. อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรพุทธศาสตร์บัณฑิต ๒๐ กุมภาพันธ์
สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง ๒๕๖๓.
กรณราชวิทยาลัยวิทยา เขตนครสวรรค์
๖. พระมหาอาวรณ์ ชัยประ อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรพุทธศาสตร์บัณฑิต ๑๔ มกราคม ๒๕๖๓.
สิทธ์ ดร. สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัยวิทยา วิทยาเขตเชียงใหม่
๗. พระครูสิริปริยัตยาภิรัต ดร. อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรพุทธศาสตร์บัณฑิต ๑๔ มกราคม ๒๕๖๓.
สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัยวิทยา วิทยาเขตเชียงใหม่
๘. ผศ.ฉวีวรรณ สุวรรณาภา อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรพุทธศาสตร์บัณฑิต ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๓.
สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัยวิทยา วิทยาเขตแพร่
๙. ผศ.นวัชโรจน์ อินเต็ม อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรพุทธศาสตร์บัณฑิต ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๓.
สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัยวิทยา วิทยาเขตแพร่
๑๗๑
ที่ ชื่อ-สกุล ตำแหน่ง สัมภาษณ์
๑๐. ผศ.จักรแก้ว นามเมือง อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรพุทธศาสตร์บัณฑิต ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๓.
สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัยวิทยา วิทยาเขตพะเยา
๑๑. ผศ.มงคลกิตติ์ โวหาร อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรพุทธศาสตร์บัณฑิต ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๓.
เสาวภาคย์ สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัยวิทยา วิทยาเขตพะเยา
๑๒. อาจารย์ประเด่น แดนปิง อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรพุทธศาสตร์บัณฑิต ๑๕ มกราคม ๒๕๖๓.
สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัยวิทยา วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน
๑๓. อาจารย์ประภัสสร ไชยชนะ อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรพุทธศาสตร์บัณฑิต ๔ มีนาคม ๒๕๖๓.
ใหญ่ สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัยวิทยา วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน
๑๔. อาจารย์กิตติศักดิ์ แท่งทอง อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรพุทธศาสตร์บัณฑิต ๑๙ มีนาคม ๒๕๖๓.
สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัยวิทยา วิทยาลันสงฆ์พระพุทธ
ชินราช
๑๕. พระวิทวัส ปภสฺสรญาโณ อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรพุทธศาสตร์บัณฑิต ๑๙ มีนาคม ๒๕๖๓.
สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัยวิทยา วิทยาลัยสงฆ์พระพุทธชิน
ราช
๓. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ซึ่งมีขั้นตอนการ
สร้างเครื่องมือการวิจัย ดังต่อไปนี้
๓.๑ ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตร
บัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จาก
เครือข่ายอินเทอร์เน็ต บทความ ตำรา รายงานการวิจัย หรือบทความตามเว็บไซต์
๑๗๒
๓.๒ นำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาสร้างกรอบของ
คำถาม โดยสร้างเครื่องมือจากกรอบเนื้อหาในคำจำกัดความของศัพท์ที่ใช้ในการวิจัย
๓.๓ ผู้วิจัยสร้างโครงร่างแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured
Interview) แล้วเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจดูความเที่ยงตรงเชิง
เนื้อหาและสำนวนภาษาแล้วนำไปปรับปรุงแก้ไขแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured
Interview)
๓.๔ นำเครื่องมือแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured Interview)
เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญในการวิจัย จำนวน ๓ รูป/คน ดังนี้
ตารางที่ ๓.๒ รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจเครื่องมือการวิจัย
ที่ ชื่อ-ฉายา/นามสกุล ตำแหน่ง
๑ ผศ.ดร.ปฏิธรรม สำเนียง อาจารย์ประจำบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย วิทยาเขตนครสสวรรค์
๒ รศ.ดร.ธานี เกสทอง อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์
๓ ผศ.ดร.สาธร ทรัพย์รวงทอง คณบดี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์
เป็นการตรวจสอบเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นการตรวจสอบคุณภาพด้านความ
เที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแบบสอบสัมภาษณ์ โดยนำข้อคำถามของแบบสัมภาษณ์
และเนื้อหาของจุดประสงค์ของการสร้างไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ๕ รูป/คน ลงความเห็นและให้คะแนน
เพื่อตรวจสอบและพิจารณาความถูกต้องด้านภาษา ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยกำหนดการ
ให้คะแนน ความสอดคล้องระหว่างข้อคำถาม ดังนี้
+๑ แทน เมื่อแน่ใจว่าข้อคำถามมีความสอดคล้อง
๐ แทน เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อคำถามมีความสอดคล้อง
-๑ แทน เมื่อแน่ใจว่าข้อคำถามไม่มีความสอดคล้อง
พร้อมทั้งนำผลการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญมาหาค่าดรรชนีความสอดคล้องระหว่าง
ข้อคำถามกับเนื้อหาโดยใช้สูตรค่า IOC (Index of item-objective congruence: IOC) โดยหาดัชนี
ความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับเนื้อหาเป็นรายข้อ ผู้วิจัยใช้เกณฑ์การประเมินหรือเกณฑ์การ
ตัดสินจากผลการวิเคราะห์ดัชนีความสอดคล้อง IOC รายข้ออยู่ในช่วง ๐.๖–๑.๐ แสดงได้ว่าเป็นข้อ
คำถามที่สอดคล้องเชิงเนื้อหากับวัตถุประสงค์ หลังจากนั้นดำเนินการปรับปรุงและแก้ไขเพิ่มเติมตามที่
๑๗๓
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งเพื่อให้ได้เครื่องมือการประเมินที่เป็นแบบสัมภาษณ์ฉบับ
สมบูรณ์
๓.๕ นำเครื่องมือแบบสัมภาษณ์ที่แก้ไขปรับปรุงสมบูรณ์แล้วไปสัมภาษณ์กับผู้ให้
ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) ซึ่งเป็นคณบดี หัวหน้าภาควิชา อาจารย์ประจำหลักสูตร ผู้บริหาร
และอาจารย์ผู้สอนในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาสังคมศึกษา จำนวน ๑๕ คน
๔. ลักษณะของเครื่องมือ
ในการดำเนินการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้สร้างแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง โดยแบ่งแบบ
สัมภาษณ์ออกเป็น ๓ ตอน ดังนี้
ตอนที่ ๑ เป็นแบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ให้สัมภาษณ์ ได้แก่ ชื่อ
นามสกุลผู้ให้สัมภาษณ์ ตำแหน่ง สถานที่สัมภาษณ์ วัน/เดือน/ปี และเวลาการให้สัมภาษณ์
ตอนที่ ๒ เป็นแบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นที่เกี่ยวกับรูปแบบสภาพการบริหาร
หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย ประกอบด้วย
ข้อที่ ๑ ลักษณะการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในด้านการบริหารงานบุคลากร ควรมีรูปแบบอย่างไร ?
ข้อที่ ๒ ลักษณะการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในด้านการบริหารงานวิชาการ (เอกสาร ตำราเรียน
หลักสูตร) ควรมีรูปแบบอย่างไร ?
ข้อที่ ๓ ลักษณะการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในด้านการจัดการเรียนการสอน ควรมีรูปแบบอย่างไร ?
ข้อที่ ๔ ลักษณะการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในด้านการวัดและประเมินผล ควรมีรูปแบบอย่างไร ?
ข้อที่ ๕ ลักษณะการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในด้านการงบประมาณ ควรมีรูปแบบอย่างไร ?
ข้อที่ ๖ หลักพุทธวิธีบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
สู่ความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ควรเป็นอย่างไร ?
๑๗๔
๕. การเก็บรวบรวมข้อมูล
การวิจัยเรื่อง รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคม
ศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล
ดังนี้
๕.๑. เก็บรวบรวมจากเอกสารบันทึกข้อมูลในแบบบันทึก
๕.๒. เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ตามขั้นตอนดังนี้
๕.๒.๑ ผู้วิจัยได้ดำเนินการขออนุมัติหนังสือขออนุญาตเก็บข้อมูลในการ
สัมภาษณ์เพื่อการศึกษาวิจัย จากผู้อำนวยการหลักสูตรบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสวรรค์ โดยการสัมภาษณคณบดี หัวหน้าภาควิชา อาจารย์ประจำหลักสูตร
์
ผู้บริหาร และอาจารย์ผู้สอนในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในหลักสูตรพุทธศาสตร
บัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา จำนวน ๑๕ รูป/คน
๕.๒.๒ นำหนังสือขอความร่วมมือไปยังผู้ที่จะสัมภาษณ์ โดยสัมภาษณ์คณบดี
หัวหน้าภาควิชา อาจารย์ประจำหลักสูตร ผู้บริหาร และอาจารย์ผู้สอนในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย ในหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา จำนวน ๑๕ รูป/คน พร้อมทั้ง
แนบคำถามในการสัมภาษณ์ไปด้วย เพื่อให้เข้าใจประเด็นของข้อคำถาม และเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการ
์
เตรียมความพร้อมในการให้สัมภาษณ์ พร้อมนัดหมายวัน เวลา และสถานที่ในการสัมภาษณ
๕.๒.๓ ดำเนินการสัมภาษณ์ด้วยแบบสัมภาษณ์ ตามที่นัดหมายวัน เวลา และ
สถานที่ในการสัมภาษณ์ โดยมีการบันทึกเทปและจดบันทึกการสัมภาษณ์
๕.๒.๔ นำเทปบันทึกเสียงจากการสัมภาษณ์ มาดำเนินการทอดเทปบันทึกเสียง
เป็นเอกสารเพื่อสังเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ ์
๕.๒.๕ สรุปข้อมูลจากเอกสารงานวิจัยและข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์
๕.๒.๖ จัดระบบข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล
๖. การวิเคราะห์ข้อมูล
การศึกษาสภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของ
ผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้วิจัยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content
Analysis) จากการสัมภาษณ์
๑๗๕
ิ
ขั้นตอนที่ ๒ การสร้างรูปแบบพุทธวิธีการบริหารตามหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑต
สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ผู้วิจัยดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้
๑. วิธีดำเนินการวิจัย
๑.๑ ศึกษาวิเคราะห์สภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคม
ศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากขั้นตอนที่
๑ แล้วนำผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นตอนที่ ๑ มาเป็นแนวทางในการยกร่างรูปแบบพุทธวิธีการ
บริหารตามหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย
๑.๒ นำร่างรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคม
ศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่สร้างขึ้น ปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา
ดุษฎีนิพนธ์ แล้วนำมาพิจารณาด้วยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) เลือกแบบเจาะจง (Purposive
Selection) โดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ จำนวน ๙ รูป/คน ได้แก่ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการ
บริหารสถานศึกษา
โดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ จำนวน ๙ รูป/คน ได้แก่
๑) ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านพระพุทธศาสนา จำนวน ๓ รูป/คน
๒) ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการบริหารการศึกษา จำนวน ๓ คน
๓) ผู้ทรงคุณวุฒิ ในหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา จำนวน ๓ คน
โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบ และความเป็นไป
ได้ของรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารใน
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แล้วปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้
รูปแบบพุทธวิธีการบริหารตามหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารใน
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
๒. ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ
ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) ในการวิจัย คือ ๑) ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านพระพุทธศาสนา
จำนวน ๓ รูป/คน ๒) ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการบริหารการศึกษา จำนวน ๓ คน
๓) ผู้ทรงคุณวุฒิ ในหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา จำนวน ๓ คน
๑๗๖
โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบ และความเป็นไป
ได้ของรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารใน
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แล้วปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้
รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารใน
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเลือกแบบเจาะจง (Purposive
Selection) ดังตารางที่ ๓.๓
ตารางที่ ๓.๓ ผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion)
ที่ ชื่อ-สกุล ตำแหน่ง
๑. พระราชวชิรเมธี (วีระ วรปญฺโญ), ผศ. อาจารย์ประจำบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ดร. ลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสสวรรค์
๒. พระมหาอุดร อุตฺตโร (มากดี), ผศ.ดร. อาจารย์ประจำบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสสวรรค์
๓. พระครูศรีสุธรรมนิวิฐ, ดร. อาจารย์ประจำบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสสวรรค์
๔. รศ.ดร.สุพรต บุญอ่อน อาจารย์ประจำหลักสูตร สาขาสังคมศึกษา
๕. ผศ.ดร.ปฏิธรรม สำเนียง อาจารย์ประจำบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสสวรรค์
๖. ผศ. ฉวีวรรณ สุวรรณภา อาจารย์ประจำหลักสูตรสาขาวิชาสังคมศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยาเขตแพร่
๗. ผศ.ดร.เยาวเรศ ภักดีจิต หัวหน้าสาขาวิชาสังคมศึกษา และผู้ช่วยคณบดี
ฝ่ายประกันคุณภาพการศึกษา
๘. รศ.ดร.ธานี เกสทอง อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์
๙ ผศ.ดร.สาธร ทรัพย์รวงทอง คณบดี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
นครสวรรค์
๑๗๗
๓. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกสนทนากลุ่ม ที่ผู้วิจัยได้จากการสนทนากลุ่ม มี
ขั้นตอนดังนี้
๓.๑ นำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาขั้นตอนที่ ๑ ร่างรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตร
พุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๓.๒ นำร่างรูปแบบมาสร้างคำถามสำหรับการสนทนากลุ่มที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นไปปรึกษา
กับอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์เพื่อตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (Content Validity) และ
ความถูกต้องสมบูรณ์ของแนวคำถามสำหรับรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๓.๓ ปรับปรุงแก้ไขแนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่มก่อนนำไปใช้ในการสนทนา
กลุ่มกับผู้ทรงคุณวุฒิ
๔. ลักษณะของเครื่องมือ
ื่
ในการดำเนินการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้สร้างแบบประเด็นการสนทนากลุ่ม เพอตรวจสอบ
ความเหมาะสมของรูปแบบพทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของ
ุ
่
ผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้แก
๑. การบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
๑. ด้านการบริหารบุคลากร
๒. ด้านการส่งเสริมวิชาการ
๓. ด้านการจัดการเรียนการสอน
๔. ด้านการวัดและประเมินผล
๕. ด้านการบริหารงบประมาณ
๒. หลักพุทธบริหารการศึกษา ใช้หลักธรรม ได้แก่ หลักอปริหานิยธรรม ๗
๕. การเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังต่อไปนี้
๑๗๘
๕.๑ ผู้วิจัยได้ดำเนินการขออนุมัติหนังสือ จากผู้อำนวยการหลักสูตรบัณฑิตศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสวรรค์ เพื่อขอความอนุเคราะห์ผู้ทรงคุณวุฒิ
เพื่อขอเรียนเชิญมาร่วมสนทนากลุ่ม
๕.๒ นำหนังสือขอความร่วมมือไปยังผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน ๙ รูป/คน พร้อมทั้งแนบ
ุ
แบบร่างรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารใน
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สำหรับการสนทนากลุ่ม และบอกวัน เวลา และสถานที่ ใน
การสนทนากลุ่ม พร้อมนัดหมายวัน เวลา และสถานที่ในสนทนากลุ่ม
๕.๓ ดำเนินการสนทนากลุ่ม วัน ๑๖ ที่ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ณ ห้องประชุมอาคาร
หลวงพ่อคูณ (๒๒๐๓) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสวรรค์
๕.๔ ดำเนินการสรุปข้อมูลจากการสนทนากลุ่มแล้ววิเคราะห์ข้อมูลที่ได้นำมาจัดทำ
เป็นรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารใน
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ึ
๕.๕ นำรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศกษา
ื่
ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่สร้างขึ้นนำเสนออาจารย์ที่ปรึกษาเพอ
ตรวจสอบความเป็นไปได้และความถูกต้อง
๖. การวิเคราะห์ข้อมูล
การสร้างรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้วิจัยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา
(Content Analysis) ตามประเด็นการประเมินจากการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิ
๓.๒.๒ การวิจัยเชิงปริมาณ
ขั้นตอนที่ ๓ การประเมินรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑต
ิ
สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๑. วิธีดำเนินการวิจัย
ึ
๑.๑ นำรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศกษา
ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จากการสนทนากลุ่ม (Focus Group) จาก
ขั้นตอนที่ ๒ มาประเมินรูปแบบ ในด้านความถูกต้องของรูปแบบ ความเหมาะสมของรูปแบบ
ความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ แล้วสังเคราะห์ทั้ง ๔ ส่วน
๑๗๙
๑.๒ นำผลการสังเคราะห์มาสร้างเป็นรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตร
พุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ดำเนินการตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตร
พุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน ๗ รูป/ คน โดยเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) ตามเกณฑ์ใน
การคัดเลือกในการตรวจสอบและประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ ๔ ด้าน ได้แก่ ความ
ถูกต้องของรูปแบบ ความเหมาะสมของรูปแบบ ความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติ และประโยชน์ของ
รูปแบบ
๒. ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ
ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) ในการวิจัย คือ ได้แก่ คณบดี หัวหน้าภาควิชา
อาจารย์ประจำหลักสูตร ผู้บริหาร และอาจารย์ผู้สอนในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ในหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา จำนวน ๗ คน ดังตาราง ๓.๔
ุ
ตารางที่ ๓.๔ แสดงรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิประเมินรูปแบบพทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ที่ ชื่อ-สกุล ตำแหน่ง
๑. พระราชสุตาภรณ์ รศ.ดร. คณบดีคณะครูศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย
๒. พระครูปลัดวราวุฒิ อาภากโร นิสิตหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาสังคม
ศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยาเขตนครสวรรค์
๓. พระวิทวัส ปภสฺสรญาโณ อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์พระพุทธชินราช
๔. รศ.ดร.สุพรต บุญอ่อน อาจารย์ประจำหลักสูตร สาขาสังคมศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยา
เขตนครสวรรค์
๕. รศ. ฉวีวรรณ สุวรรณภา อาจารย์ประจำหลักสูตรสาขาวิชาสังคมศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยา
เขตแพร่
๑๘๐
ที่ ชื่อ-สกุล ตำแหน่ง
๖. รศ.ดร.โกนิฏฐ์ ศรีทอง รักษาการผู้อำนวยการกองวิชาการ มหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยวิทยา
๗. ผศ.ดร บุญมี พรรษา หัวหน้าภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุ
ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย
๓. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน ได้แก่ แบบประเมินรูปแบบ โดยนำผลการวิเคราะห์ประเด็น
จากการสนทนากลุ่มในขั้นตอนที่ ๒ มากำหนดประเด็นสร้างแบบประเมินรูปแบบ ประกอบด้วย ด้าน
ความถูกต้องของรูปแบบ ความเหมาะสมของรูปแบบ ความเป็นไปได้ของรูปแบบ และความเป็น
ประโยชน์ของรูปแบบ เสร็จแล้วนำไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อแก้ไขปรับปรุงเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
๔. ลักษณะของเครื่องมือ
ในการดำเนินการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้สร้างแบบประเมิน โดยแบ่งประเด็นการประเมิน
รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารใน
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้แก่ การบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา
สังคมศึกษา
๑. ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนตามหลักอปริหานิยธรรม
๒. ด้านการส่งเสริมวิชาการตามหลักอปริหานิยธรรม
๓. ด้านการบริหารบุคลากรตามหลักอปริหานิยธรรม
๔. ด้านการวัดและประเมินผลตามหลักอปริหานิยธรรม
๕. ด้านการบริหารงบประมาณตามหลักอปริหานิยธรรม
๕. การเก็บรวบรวมข้อมูล
ขั้นตอนนี้เป็นการประเมินความคิดเห็นเกี่ยวกับความถูกต้องของรูปแบบ ความเหมาะสม
ของรูปแบบ ความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติ และประโยชน์ของรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตร
พุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
โดยผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บข้อมูล ดังนี้
๑๘๑
๕.๑ ผู้วิจัยได้ดำเนินการขออนุมัติหนังสือ จากผู้อำนวยการหลักสูตรบัณฑิตศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสวรรค์ เพื่อขอความอนุเคราะห์ประเมิน
รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารใน
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๕.๒ นำหนังสือขอความร่วมมือไปยังผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน ๗ รูป/ คน พร้อมทั้งแนบ
แบบประเมินรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของ
ผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๕.๓ ดำเนินการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตรวจสอบประเมินรูปแบบด้านความ
ถูกต้องของรูปแบบ ความเหมาะสมของรูปแบบ ความเป็นไปได้ในการปฏิบัติของรูปแบบ และความ
เป็นประโยชน์ของรูปแบบ
๖. การวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้วิจัยใช้วิธีการ
วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
๓.๓ สถิติที่ใช้ในการวิจัย
๓.๓.๑ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่
ค่าเฉลี่ย ( )
X
X
X =
N
เมื่อ X แทนค่าเฉลี่ย
แทนผลรวมคะแนนข้อมูลทั้งหมด
X
Nแทนจำนวนข้อมูลทั้งหมด
ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.)
N X 2 ( − ) X 2
S D . . =
N (N ) 1 −
เมื่อS.D. แทนส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
๑๘๒
X แทนผลรวมของกำลังสองของคะแนน
2
) แทนกำลังสองของผลรวมของคะแนน
2
( X
Nแทนจำนวนข้อมูลทั้งหมด
๓.๓.๒ เกณฑ์การประเมิน
เกณฑ์การประเมินผลการประเมินรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยผู้คุณวุฒิ ซึ่งมี
การประเมิน ๔ ด้าน คือ ความถูกต้องของรูปแบบ ความเหมาะสมของรูปแบบ ความเป็นไปได้ในการ
นำไปปฏิบัติของรูปแบบ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ โดยใช้เกณฑ์การแปลความหมายเพอจัด
ื่
ระดับค่าเฉลี่ยออกเป็นช่วง โดยเทียบกับค่าร้อยละ ดังนี้
๑
ค่าเฉลี่ย ๔.๕๐ - ๕.๐๐ หมายถึง ความถูกต้อง/ความเหมาะสม/ความเป็นไปได้ใน
การปฏิบัติ/ประโยชน์ กำหนดให้อยู่ในเกณฑ์ ระดับมากที่สุด
ค่าเฉลี่ย ๓.๕๐ - ๔.๔๙ หมายถึง ความถูกต้อง/ความเหมาะสม/ความเป็นไปได้ใน
การปฏิบัติ/ประโยชน์ กำหนดให้อยู่ในเกณฑ์ ระดับมาก
ค่าเฉลี่ย ๒.๕๐ - ๓.๔๙ หมายถึง ความถูกต้อง/ความเหมาะสม/ความเป็นไปได้ใน
การปฏิบัติ/ประโยชน์ กำหนดให้อยู่ในเกณฑ์ ระดับปานกลาง
ค่าเฉลี่ย ๑.๕๐ - ๒.๔๙ หมายถึง ความถูกต้อง/ความเหมาะสม/ความเป็นไปได้ใน
การปฏิบัติ/ประโยชน์ กำหนดให้อยู่ในเกณฑ์ ระดับน้อย
ค่าเฉลี่ย ๑.๐๐ - ๑.๔๙ หมายถึง ความถูกต้อง/ความเหมาะสม/ความเป็นไปได้ใน
การปฏิบัติ/ประโยชน์ กำหนดให้อยู่ในเกณฑ์ ระดับน้อยที่สุด
๑ ธานินทร์ ศิลป์จารุ, กำรวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วย SPSS, พิมพ์ครั้งที่ ๑๑,
(กรุงเทพมหานคร: บิสซิเนสอาร์แอนด์ดี, ๒๕๕๓), หน้า ๗๕
บทที่ ๔
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
การศึกษาวิจัยเรื่อง “รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา
สังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ
๑) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารใน
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒) เพื่อสร้างรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพทธศาสตร
ุ
บัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และ ๓) เพอ
ื่
ประเมินรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารใน
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งมีระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ภาคสนาม โดยเก็บข้อมูล
การวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง จำนวน ๑๕ รูป/คน การสนทนากลุ่มจาก
ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน ๙ รูป/คน แล้ววิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา (Content
Analysis) ซึ่งมีขั้นตอนการวิจัย ๓ ขั้นตอน ดังนี้
ุ
๔.๑ ขั้นตอนที่ ๑ สภาพการบริหารหลักสูตรพทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของ
ผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๔.๒ ขั้นตอนที่ ๒ การสร้างรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๔.๓ ขั้นตอนที่ ๓ การประเมินรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๔.๑ ขั้นตอนที่ ๑ ผลการวิเคราะห์สภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) คือ คณบดี หัวหน้าภาควิชา
อาจารย์ประจำหลักสูตร ผู้บริหาร และอาจารย์ผู้สอนในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา โดยเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection)
๑๙๕
ซึ่งกำหนดเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในการ
ื่
บริหารการศึกษา จำนวน ๑๕ คน แล้วดำเนินการรวบรวมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์จากการสัมภาษณ์เพอ
ศึกษาสภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ
เกี่ยวกับการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ประกอบด้วย
การบริหาร ๑) ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ๒) ด้านการบริหารบุคลากร ๓) ด้านการ
ส่งเสริมวิชาการ ๔) ด้านการวัดและประเมินผล และ ๕) ด้านการบริหารงบประมาณ พบว่า
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่จัดการศึกษาและวิจัย
โดยมีวัตถุประสงค์เพอให้การศึกษา วิจัย ส่งเสริม และให้บริการทางวิชาการพระพุทธศาสนาแก่
ื่
พระภิกษุ สามเณร และคฤหัสถ์ รวมทั้งทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ มีปรัชญา
ของมหาวิทยาลัย คือ จัดการศึกษาพระพุทธศาสนา บูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ พัฒนาจิตใจและ
สังคม
พันธกิจของมหาวิทยาลัย
ผลิตบัณฑิต : ผลิตและพัฒนาบัณฑิตให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๙ ประการ คือ
มีปฏิปทาน่าเลื่อมใส ใฝ่รู้ใฝ่คิด เป็นผู้นำด้านจิตใจและปัญญา มีความสามารถในการแก้ปัญหา
มีศรัทธาอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนา รู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของสังคม
มีโลกทัศน์ กว้างไกล มีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเอง ให้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมและจริยธรรม
วิจัยและพัฒนา : การวิจัยและค้นคว้า เพื่อสร้างองค์ความรู้ควบคู่ไปกับกระบวนการเรียน
การสอน เน้นการพัฒนาองค์ความรู้ในพระไตรปิฎก โดยวิธีสหวิทยาการแล้วนำองค์ความรู้ที่ค้นพบ
มาประยุกต์ใช้แก้ปัญหา ศีลธรรม และจริยธรรมของสังคม รวมทั้งพัฒนา คุณภาพงานวิชาการด้าน
พระพุทธศาสนา
ส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการวิชาการแก่สังคม : ส่งเสริมพระพุทธศาสนาและ
บริการวิชาการแก่สังคม ตามปณิธานการจัดตั้งมหาวิทยาลัย ด้วยการปรับปรุงกิจกรรมต่างๆ ให้
ประสานสอดคล้อง เอื้อต่อการส่งเสริม สนับสนุนกิจการคณะสงฆ์ สร้างความรู้ ความเข้าใจหลักคำสอน
ทางพระพุทธศาสนา สร้างจิตสำนึกด้านคุณธรรม จริยธรรมแก่ประชาชน จัดประชุม สัมมนา และ
ฝึกอบรม เพื่อพัฒนาพระสงฆ์และบุคลากรทางศาสนา ให้มีศักยภาพในการธำรงรักษา เผยแผ่หลักคำ
สอน และเป็นแกนหลักในการพัฒนาจิตใจในวงกว้าง