๒๔๖
๔.๒.๖ รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาสังคมศึกษา
ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
การสร้างรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาสังคมศึกษา
ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างรูปแบบโดยนำผล
จากขั้นตอนที่ ๑ และที่ ๒ นำมาบูรณาการกับหลักปริหาณนิยธรรม ๗ เพื่อสร้างรูปแบบพุทธวิธีการ
บริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย ดังต่อไปนี้
ิ
องค์ประกอบการ รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑต หมายเหตุ
บริหารหลักสูตร สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย
๑.ด้านหลักสูตร ๑.ผู้บริหารมีการประชุมหลักสูตรสม่ำเสมอ เพื่อวิเคราะห์หลักสูตร
และการจัดการ ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและการเปลี่ยนแปลง อย่างน้อย ๑
เรียนการสอน เดือนต่อครั้ง
๒.ผู้บริหารมีการประชุมหลักสูตรสม่ำเสมอ เพื่อวิเคราะห์หลักสูตร
ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและการเปลี่ยนแปลง อย่างน้อย ๑
เดือนต่อครั้ง
๓.ผู้บริหารหลักสูตรไม่กำหนดกฎระเบียบและข้อบังคับด้านการ
เรียนการสอนของหลักสูตรที่นอกเหนือจากที่กำหนดไว้
๔.ครู อาจารย์ บุคลากร ให้เกียรติประธานที่ประชุม ให้ความ
เคารพต่อความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ให้เกียรติผู้พูดอย่างมีมารยาท
ยอมรับการตัดสินใจ ปฏิบัติตามระเบียบหรือข้อบังคับของที่ประชุม
๕.ผู้บริหาร สนับสนุนให้บุคลากร ไม่ทำ ไม่พูด ไม่คิดอะไรตาม
อำนาจของความอยาก เป็นผู้เข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของ
ตนเอง
๖.ผู้บริหารหลักสูตรให้ความเคารพสักการะแก่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
โดยสอดแทรกเนื้อหารายวิชาวัฒนธรรม ประเพณี สิ่งที่เคารพ
ประจำท้องถิ่น เช่น หลวงพ่อศรีสวรรค์ วัดนครสวรรค์หรือบุคคล
สำคัญในท้องถิ่น เป็นต้น
๗.ผู้บริหาร กำหนดจุดมุ่งหมายเนื้อหาสาระ การจัดกิจกรรมการ
เรียนการสอน โดยจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับ
๒๔๗
ิ
องค์ประกอบการ รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑต หมายเหตุ
บริหารหลักสูตร สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย
ื่
๒ . ด ้ า น ก า ร ๑.ผู้บริหารเข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือกันอย่างสม่ำเสมอ เพอ
บ ร ิ ห า ร ง า น แก้ไขปัญหาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ยอมรับใน
บุคลากร เหตุผลที่ถูกต้องที่เป็นประโยชน์ ส่งเสริมการพัฒนา ผลงานทาง
วิชาการอย่างจริงจัง
๒.ผู้บริหารหลักสูตรประชุมพร้อมเพรียงกัน เลิกพร้อมเพรียงกัน
โดยกำหนดเวลาและวาระการประชุมที่แน่นอน ที่ประชุมมีมติ
อย่างไร นำไปปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างพร้อมเพรียง
กัน
๓.ผู้บริหาร และบุคลากร ปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับของ
หลักสูตร เป็นการรักษามาตรฐานร่วมกันถึงแนวทางสำหรับการ
ดำเนินงานของสาขาวิชาที่กำหนดไว้
๔.บุคลากรเคารพต่อประธาน ต่อผู้มีความอาวุโสกว่า ยอมรับฟง
ั
ความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย เคารพในสิทธิ การให้เกียรติ
และเคารพต่อผู้พูด
๕.ผู้บริหารดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ความถูกต้อง รับฟังความ
คิดเห็นจากบุคลากรทุกฝ่าย
๖.ผู้บริหาร คณาจารย์แสดงความเคารพตามหลักพระพุทธศาสนา
ต่อพระรัตนตรัย ปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ และปูชนียบุคคล รวมทั้ง
การชี้นำถึงประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การเคารพใน
ท้องถิ่น
๗.ผู้บริหาร และบุคลากร ปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม เพื่อสงเคราะห์
และบูชาพระภิกษุ ผู้มีความประพฤติดีและปฏิบัติชอบ ทั้งต่อ
พระพุทธศาสนาและต่อสังคมตามควรแก่กาลเทศะ ด้วยความ
เคารพอย่างแท้จริง
๒๔๘
ิ
องค์ประกอบการ รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑต หมายเหตุ
บริหารหลักสูตร สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย
ื่
๓ . ด ้ า น ก า ร ๑.ผู้บริหารเข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือกันอย่างสม่ำเสมอ เพอ
ส ่ ง เ ส ร ิ ม ง า น แก้ไขปัญหาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ยอมรับใน
วิชาการ เหตุผลที่ถูกต้องที่เป็นประโยชน์ ส่งเสริมการพัฒนา ผลงานทาง
วิชาการอย่างจริงจัง
๒.ผู้บริหารและบุคลากรพร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกัน
เลิกประชุมและกระทำกิจที่ควรทำ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมเป็น
อันหนึ่งอันเดียวกันของหมู่คนที่อยู่รวมกันไม่กินแหนงแคลงใจกัน
ปรึกษาหารือพร้อมๆ กัน เพื่อทุกคนจะได้ยอมรับในสิ่งที่จะทำลงไป
ด้วยความเต็มใจ
๓.ผู้บริหารและบุคลากรทุกคนจะไม่บัญญัติและไม่ล้มเลิก ระเบียบ
กฎเกณฑ์ต่างๆ ของคณะและสังคมตามความพอใจของตนหรือของ
กลุ่มโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง
ั
๔บริหารเคารพนับถือผู้ใหญ่และรับฟังคำสั่งสอนของผู้ใหญ่ รับฟง
คำชี้แนะ เพื่อนำมาเป็นข้อคิดในการปฏิบัติงาน
ั
๕.ผู้บริหารมีลักษณะผู้นำ มีวินัย ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับอน
ชอบธรรม ถูกต้องตามกฎหมาย และปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย
ความเป็นธรรม ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิ
ชอบ
๖..ผู้บริหารหลักสูตรเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
และถ่ายทอดองค์ความรู้และการทำนุบำรุงรักษาศาสนสถาน
และศาสนวัตถุ เชิงวัฒนธรรมท้องถิ่น
๗.ผู้บริหารการให้ความสำคัญแก่ผู้กระทำความดี ชื่นชมยกย่อง
บุคลากรในหลักสูตร รวมทั้งสนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนา
มาใช้ในการสร้างคุณธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น
๔.ด้านการวัดและ ๑.ผู้บริหารและบุคลากรประชุมทบทวนการจัดระบบการ
ประเมินผล ประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากร โดยใช้แบบรายงานผลการ
๒๔๙
ิ
องค์ประกอบการ รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑต หมายเหตุ
บริหารหลักสูตร สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย
ปฏิบัติงาน ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด มีการแจ้งผลการประเมิน
เพื่อปรับปรุงการทำงานให้บุคลากรรายบุคคล
๒.ผู้บริหารเข้าร่วมกำหนดตัวชี้วัด เพื่อให้เกิดการรับรู้ร่วมกัน ตาม
มาตรฐานการประเมินผลการเรียนการสอนที่เป็นไปในทิศทาง
เดียวกัน
๓.ผู้บริหารประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากรตามตัวชี้วัดและ
ประเมินผลการจัดการเรียนการสอนตามเกณฑ์ที่ตามมาตรฐานการ
วัดและประเมินผล
๔.ประธานหลักสูตรหรือหัวหน้าสาขาวิชาสังคมศึกษา ได้วัดและ
ประเมินผลหลักสูตร วัดและประเมินผลนิสิต และวัดและ
ประเมินผลถึงความเสี่ยงหลักสูตร (สกอ.)
๕.ผู้บริหารประเมินบุคลากรทุกระดับ โดยใช้หลักเกณฑ์ของการ
ประเมินผลมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเกิดการยอมรับร่วมกัน
๖.ผู้บริหารหลักสูตรให้ความเคารพต่อสถานที่สำคัญ โดยมองถึง
แนวคิดหลักว่าด้วยถูปารหาบุคคลที่มีคุณค่าต่อสังคมไทย
๗.ผู้บริหารประเมินองค์การตามข้อสั่งการในรายงานผล และผล
ของการดำเนินงานต้องเป็นไปเพื่อสร้างคุณธรรม จริยธรรมใน
องค์การเน้นคุณธรรม จริยธรรม ในการทำความดี
๕.ด้านการบริหาร ๑.ผู้บริหารและบุคลากรประชุมทบทวนแผนปฏิบัติการประจำปี
งบประมาณ ก่อนสิ้นสุดปีงบประมาณล่วงหน้า เพื่อวิเคราะห์และหาข้อสรุปการ
ดำเนินงานที่สอดคล้องกับภารกิจ วิสัยทัศน์ พันธกิจ อัตรากำลัง
และสายงานของบุคลากร
๒.ผู้บริหาร ครูอาจารย์ บุคลากรพร้อมเพรียงกันเข้าประชุมและ
เลิกพร้อมเพรียงกัน ที่ประชุมมีมตินโยบายอย่างไร ก็นำไปปฏิบัติ
ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างพร้อมเพรียงกัน
๓.ผู้บริหารไม่กำหนด ระเบียบ ข้อบังคับขึ้นมาขัดแย้งต่อหลักการ
เดิมซึ่งดีอยู่แล้วเพื่อเป็นการควบคุมการใช้งบประมาณร่วมกัน
๒๕๐
องค์ประกอบการ รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑต หมายเหตุ
ิ
บริหารหลักสูตร สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย
๔.ผู้บริหารรับฟังถ้อยคำของท่านผู้อาวุโสด้วยความเคารพนับถือ
เพราะถ้อยคำของท่านเป็นสิ่งควรรับฟัง ซึ่งท่านเหล่านี้เป็นคนดี มี
คุณวุฒิ วัยวุฒิ มีประสบการณ์ในชีวิตมากมาย คำพูดของท่านจึง
เป็นเรื่องที่ต้องรับฟัง และนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน
๕.ผู้บริหารหลักสูตรไม่ลุอำนาจแห่งความอยากที่เกิดขึ้น โดยสร้าง
ระบบการตรวจสอบการใช้งบประมาณ โดยแบ่งหน้าที่กัน
รับผิดชอบอย่างชัดเจน
๖.ผู้บริหารหลักสูตรแสดงความเคารพตามหลักพระพุทธศาสนา
ต่อพระรัตนตรัย ปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ และปูชนียบุคคล อย่าง
เหมาะสม
๗.ผู้บริหารหลักสูตรให้ความสำคัญแก่ผู้กระทำความดี เมื่อมีบุคคล
ที่ทำความดี มีศีล มีธรรม ก็ยกย่องบุคคลที่ควรยกย่อง ข่มคนที่ควร
ข่ม
ตารางที่ ๔.๖ รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาสังคมศึกษา
ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยตามหลักอปริหานิยธรรม
รายละเอียดของรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาสังคม
ศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในแต่ละด้าน ผู้วิจัยจักได้นำเสนอดังมี
รายละเอียดดังนี้
๑. ด้านการพัฒนาการบริหารหลักสูตรด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน
ตามหลักอปริหานิยธรรม ผู้บริหาร อาจารย์ประจำหลักสูตร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ควรมีการประชุม
บ่อยๆ สามารถนำไปสู่การวิเคราะห์หลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและการเปลี่ยนแปลง เกิด
ผลสรุปการเรียนการสอนว่าเป็นอย่างไร ต้องประชุมคณาจารย์ อย่างน้อย ๑ เดือนต่อครั้ง เพื่อปรับให้มี
ความโดดเด่นในเชิงความเป็นเอกลักษณ์ตามแนวพระพุทธศาสนาแบบสากล การยอมรับในการแสดง
ความคิดเห็นต่อการปรับปรุงหลักสูตรด้วยกัน แสดงถึงความเสียสละต่อส่วนรวม และเลิกพร้อมกัน
แสดงถึงการให้ความสำคัญต่อหลักสูตรการเรียนการสอนร่วมกัน มติของคณะกรรมการถือว่าเป็น
ข้อตกลงจะต้องถือปฏิบัติร่วมกันและต้องแสดงถึงความเข้าใจในข้อกำหนดนั้นๆ ให้ถือปฏิบัติเป็น
มาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งไม่กำหนดกฎกติกาที่นอกเหนือจากภายหลังการประชุมเสร็จแล้ว ประธาน
๒๕๑
หลักสูตรต้องแสดงถึงภาวะผู้นำอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการอย่าง
ให้เกียรติ คณะกรรมการต้องตั้งใจ และให้ความเคารพต่อความคิดเห็นของผู้นำ ยอมรับการตัดสินใจใน
ข้อสรุปที่มีเหตุผล ส่วนการให้ความสำคัญแก่คณาจารย์ในหลักสูตรเห็นว่า สมควรจะเปิดโอกาสให้ทุก
คนมีสิทธิในการเป็นคณะกรรมการหลักสูตร หรือสิทธิด้านอื่นๆ เพื่อเติมเต็มหลักสูตรให้มีความสมบูรณ์
ยิ่งขึ้น เช่น ควรมีวิชาที่เกี่ยวกับผู้นำสตรี โดยเฉพาะสำหรับการให้ความเคารพสักการะแก่สถานที่
ศักดิ์สิทธิ์ เนื้อหาของรายวิชาจะต้องแสดงถึง ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองการปกครองของผู้นำใน
ท้องถิ่นที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน เช่น หลวงพ่อศรีสวรรค์ วัดนครสวรรค์หรือบุคคลสำคัญในท้องถิ่น
เป็นต้น และการให้ความสำคัญแก่ผู้กระทำความดี หลักสูตร และการเรียนการสอนต้องชี้ไปที่คุณความ
ดีเป็นสำคัญ และสามารถแสดงถึงคุณความดีต่อสังคมและเนื้อหาของวิชาสมควรจะยกย่องคุณความดี
ให้ปรากฏ เช่น บุคคลในประวัติศาสตร์ เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญมาทั้งหมดทำให้เกิดการ
สังเคราะห์ที่การพัฒนาเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
๒.ด้านการพัฒนาการบริหารหลักสูตรด้านบุคลากรตามหลักอปริหานิยธรรม โดย
คณะกรรมการหลักสูตรและอาจารย์ประจำหลักสูตร ควรมีแผนกำหนดวันที่ในการประชุมโดยใช้ระบบ
ทีมเข้ามาช่วยในการออกแบบการประชุมโดยมีกรอบระยะเวลาในการประชุมเดือนละ ๑ ครั้ง หากมี
สถานการณ์ฉุกเฉินควรมีการเรียกประชุมแต่ละครั้ง เพื่อกำหนดเงื่อนไขหรือมาตรการใดๆ ส่วนการ
ประชุมพร้อมเพรียงกัน เลิกพร้อมเพรียงกัน ฝ่ายบุคลากรควรจะมีจิตสำนึกในคุณภาพการรับรู้ข้อมูล
ื่
อย่างเต็มที่เละรับรู้ข้อมูลโดยตลอด ควรมีการทำความเข้าใจเนื้อหาและสาระการประชุมมาก่อน เพอ
แสดงถึงคุณภาพของบุคลากรการ ไม่ถอนข้อตกลงเดิม และไม่เพิ่มข้อตกลงใหม่ให้มีการประชุม ควรมี
การตกลงกติการ่วมกันระหว่างบุคลากรหรือคณะกรรมการหลักสูตรการรักษามาตรฐานร่วมกันถึง
แนวทางสำหรับการดำเนินงานของสาขาวิชาที่ได้ตกลงไว้แล้ว การให้ความเคารพต่อประธานหลักสูตร
ต้องเปิดใจรับความคิดเห็นต่อกัน มีการแสดงความคิดเห็นด้วยหลักเมตตา กรุณา การใช้สุตะมะยะ
ปัญญาร่วมกัน และอาจารย์ประจำหลักสูตรจะต้องมีเป้าหมายเชิงอุดมการณ์และเป้าหมายเป็นสิ่ง
่
เดียวกัน การให้ความสำคัญแกสิทธิของสตรี คณะกรรมการหลักสูตรควรรับฟังความคิดเห็นของสตรีอน
ั
ื่
เป็นคนส่วนน้อยของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อให้สิทธิและเสรีภาพแก่สตรี เพอ
เป็นการพัฒนาภาวะผู้นำสตรีต่อไป การให้ความเคารพสักการะแก่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ควรสร้าง
คุณลักษณะการเป็นต้นแบบทางวัฒนธรรมประเพณีโดยเฉพาะการพัฒนาผลทางวิชาการทำให้เกิดมี
ค่านิยม ทัศนคติที่ดี รวมทั้งการชี้นำถึงดินแดนของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และการให้ความเคารพต่อทาง
พระพุทธศาสนาที่ให้ความสำคัญแก่ผู้กระทำความดีสอดรับกับการบริหารทีมงานอย่างสม่ำเสมอ เพอให้
ื่
เกิดกำลังใจในการปฏิบัติงานและมีความดีเป็นมาตรฐานเดียวกันของบุคลากรประจำหลักสูตร สาขาวิชา
สังคมศึกษาในวิทยาเขตที่สังกัดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาการ
บริหารหลักสูตร
๒๕๒
๓.การพัฒนาการบริหารหลักสูตรด้านการส่งเสริมวิชาการตามหลักอปริหานิยธรรม
จะเห็นได้ว่า ผู้บริหาร อาจารย์ประจำหลักสูตร และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ควรมีการประชุมเนืองนิตย์ๆ จะ
ทำให้ทราบจุดอ่อนจุดแข็ง อุปสรรคและโอกาสในการพัฒนาและการส่งเสริมภาควิชาให้เข้มแข็งมาก
ยิ่งขึ้นสามารถจะส่งเสริมการพัฒนา ผลงานวิจัย ตำราและเอกสารประกอบการสอนรวมทั้งการจัดสัมมนา
ทางวิชาการ ส่วนการประชุมพร้อมเพรียงกัน เลิกพร้อมเพรียงกันจะต้องให้คณะกรรมการทราบถึงขึ้น
ตอน วิธีการ เป้าหมาย เงื่อนไขถึงการสร้างและการส่งเสริมวิชาการรวมทั้งการเตรียมความพร้อมเพรียง
ิ่
ในการบริหารหลักสูตรสู่ยุคแห่งความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ในส่วนการไม่ถอนข้อตกลงเดิม และไม่เพม
ข้อตกลงใหม่ต้องมีการกำหนด เงื่อนไขในการพัฒนาและส่งเสริมวิชาการให้เป็นไปตามกรอบแห่ง
ระยะเวลาและคุณภาพผลงาน วิชาการมีการวางเป้าหมายตามข้อกำหนดของคณะกรรมการบริหาร
จะต้องไม่เปลี่ยนกรอบเป้าหมายอื่น สำหรับการให้ความเคารพต่อประธานหลักสูตร ต้องเป็นแบบอย่าง
ด้านวิชาการของภาวะผู้นำ จะต้องผลิตผลงานออกมาสู่สังคมให้มากที่สุด เพื่อการยอมรับของนักวิชาการ
จากหน่วยงานภายนอก กำหนดให้คณะกรรมการต้องมีผลงานอย่างน้อย ๒ เล่ม สำหรับผลงานวิชาการ
ต่างๆ รวมทั้งสามารถตีพิมพ์อย่างมีคุณภาพ ส่วนการให้ความสำคัญแก่สตรี นอกจากต้องมีวิชาที่
เกี่ยวเนื่องด้วยวิชาภาวะผู้นำสตรีและด้านคณะกรรมการจะต้องมีผลงานที่บ่งชี้ถึงคุณภาพของรายวิชา
เช่น หนังสือ เอกสารประกอบการสอน ตำรา บทความทางวิชากร และงานวิจัยที่เกี่ยวกับภาวะผู้นำหรือ
ประเด็นอื่นที่เกี่ยวกับสตรี เป็นต้น การให้ความเคารพสักการะแก่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ส่งเสริมงานวิจัย
โดยเฉพาะสถาบันทางการเมืองกับสถานที่สำคัญและการเป็นผู้นำส่งเสริมวิชาการสังคมศึกษาเชิง
วัฒนธรรมท้องถิ่น และการให้ความสำคัญแก่ผู้กระทำความดีเมื่อมีการสร้างผลงานทางวิชาการ บุคคลนั้น
จะต้องได้รับความชื่นชมยินดี การยกย่องจากผู้บังคับบัญชามีคนในองค์กรรับรู้รับทราบร่วมกัน ซึ่งเป็น
การให้กำลังใจและเห็นความสำคัญต่อบุคคลผู้ผลิตผลงานเพื่อรับใช้สังคม ซึ่งที่กล่าวมานี้ทำให้เห็นภาพ
ของการพัฒนาศักยภาพด้านวิชาการของการบริหารสาขาวิชาสังคมศึกษาในส่วนวิทยาเขตต่างๆ
๔.การบริหารหลักสูตรด้านการวัดผลและการประเมินผลตามหลักอปริหานิยธรรม
ผู้บริหาร อาจารย์ประจำหลักสูตร และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ควรมีการประชุมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการ
ประชุมเพื่อกำหนดเงื่อนไขในการวัดและประเมินผล และการกำหนดตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับท้องถิ่น
มากกว่าให้สอดคล้อง กับส่วนกลางแต่อย่างน้อยต้องได้เกณฑ์ที่มีคุณภาพที่ตรงกับ สกอ. การประชุม
ื่
พร้อมเพรียงกันและการเลิกพร้อมเพรียงกันเป็นการกำหนดตัวชี้วัดจะต้องให้เกิดการรับรู้ร่วมกัน เพอ
กำหนดมาตรฐานการประเมินผลการเรียนการสอนที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนการไม่ถอนข้อตกลง
เดิม และไม่เพิ่มข้อตกลงใหม่ ซึ่งเป็นการดำเนินการตัวชี้วัดและการประเมินผลในการจัดการเรียนการ
สอนตามเกณฑ์ ที่กำหนดให้เกิดการปฏิบัติตามมาตรฐานการวัดและประเมินผล และจะไม่กำหนด
เกณฑ์หากไม่มี ข้อตกลงจากที่ประชุมคณะกรรมการ การให้ความเคารพต่อประธานหลักสูตรหรือ
หัวหน้าสาขาวิชาสังคมศึกษาด้วยการประเมินตนเองของประธาน ประธานจะต้องรู้ถึงการวัดคุณภาพของ
๒๕๓
คณะกรรมการ การวัดและประเมินผลหลักสูตร การวัดและประเมินผลนิสิต และการวัดและประเมินผล
ุ
ถึงความเสี่ยงหลักสูตร (สกอ.) ส่วนการให้ความสำคัญแก่สตรี ทำให้เกิดคณลักษณะของสตรี จะเป็นผู้ที่
มีละเอียดเรียบร้อยอย่างมาก จึงเห็นว่าควรทำหน้าที่เก็บข้อมูลรายงานการประชุมแต่ละครั้ง เพื่อรองรับ
การปรับหลักสูตรในปีถัดไป สำหรับการให้ความเคารพสักการะแก่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ การให้ความเคารพ
ต่อสถานที่สำคัญ ให้มองถึงแนวคิดหลักว่าด้วยถูปารหาบุคคลที่มีคุณค่าต่อสังคมไทย เพราะการวัดผล
และประเมินผล จะมาในรูปของการศึกษาดูงานของสาขาวิชาสังคมศึกษา ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการ
หลักสูตรและนิสิตปีละครั้ง และการให้ความสำคัญแก่ผู้กระทำความดี มองไปที่การวัดและประเมินผล
ี
ต้องให้ความสำคัญกับคนดีมากกว่า ตัวอย่างคนที่เรียนไม่เก่ง แต่มีความขยัน ซื่อสัตย์ อดทน พากเพยร
มาศึกษาโดยไม่ขาดเรียน จะต้องให้คะแนน ในระดับที่น่าพอใจ และเพื่อมุ่งเน้นสาระสำคัญของการวัด
คุณค่าของคนดี ซึ่งที่กล่าวมาทำให้เห็นภาพของการพัฒนาศักยภาพด้านวิชาการของการบริหาร
หลักสูตรสาขาวิชาสังคมศึกษา ในส่วนวิทยาเขตต่างๆ
๕.การพัฒนาการบริหารหลักสูตรด้านงบประมาณตามหลักอปริหานิยธรรม ผู้บริหาร
อาจารย์ประจำหลักสูตร และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ควรการประชุมบ่อยๆ ควรที่จะเป็นการวางแผนในการ
บริหารหลักสูตรร่วมกันจะต้องมีการกำหนดรายจ่ายที่มีความชัดเจนและโปร่งใส จัดสรรงบประมาณ
ด้านกิจกรรมจะต้องมองถึงความคุ้มค่าของการได้มาถึงคุณภาพของบุคลากรและความเข้มแข็งของ
สาขาวิชาสังคมศึกษา สำหรับการประชุมพร้อมเพรียงกัน และเลิกพร้อมเพรียงกัน ควรมีการทำให้ทุก
คนพร้อมเพรียง ซึ่งเป็นการมอบหมาย ภารกิจ ที่มีงบประมาณในการพัฒนาหลักสูตรว่ามีงบประมาณ
มากน้อยเพียงใด และการเลิกพร้อมเพรียงกันเลิก ก็ต้องอาศัยความร่วมมือโดยมุ่งเป้าหมายของคุณภาพ
ที่ดีที่สุดของสาขาวิชาสังคมศึกษา ส่วนการไม่ถอนข้อตกลงเดิม และไม่เพิ่มข้อตกลงใหม่ ควรมีการ
อนุมัติกิจกรรมที่มีผลในด้านงบประมาณจะช่วยให้เกิดรับรู้รับทราบร่วมกันควบคุมการใช้งบประมาณ
บานปลายจะก่อปัญหามากกว่าคุณภาพของการศึกษาในภาพรวม อีกทั้งการให้ความเคารพต่อประธาน
หลักสูตร อยู่ที่การตัดสินใจต่องบประมาณของภาวะผู้นำจะช่วยบอกทิศทางสำหรับดำเนินงานว่ามี
ประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด ผู้ตามจะต้องเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อสาขาวิชามากกว่าประโยชน์
ของตน ส่วนการให้ความสำคัญแก่สตรี ต้องสร้างระบบการตรวจสอบการใช้งบประมาณจะต้องให้สตรี
เป็นผู้ดูแล เพราะผู้หญิงจะเก่งและมีความรับผิดชอบงบประมาณได้ดีกว่าผู้ชาย สำหรับการให้ความ
เคารพสักการะแก่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะสาขาวิชาสังคมศึกษาบางแห่งอาจจะต้องหางบประมาณเพื่อ
จัดสร้างอนุสาวรีย์ สำหรับผู้นำคนสำคัญที่สร้างประโยชน์ให้กับบ้านเมืองพร้อมระบุถึงองค์ความรู้ต่างๆ
ในทางพระพุทธศาสนาที่เป็นคนสำคัญที่สร้างบ้านสร้างเมืองให้เจริญ และการให้ความสำคัญแก่ผู้กระทำ
ความดี เมื่อมีบุคคลที่ทำความดี มีศีล มีธรรมจะต้องให้คุณค่าในเชิงสวัสดิการโดยเฉพาะคณะกรรมการ
หรือนิสิตนอกจากนี้หลักการปกครองคนที่ระบุว่า ยกย่องบุคคลที่ควรยกย่อง ข่มคนที่ควรข่ม จะต้อง
นำมาสอดแทรกในกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ
๒๕๔
๔.๓ ขั้นตอนที่ ๓ การประเมินรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
จากการประเมินรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัยนั้น ผู้วิจัยได้แจกแบบประเมินรูปแบบฯ กับ ผู้บริหาร และอาจารย์ จำนวน ๗ ชุด แล้วนำมาวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาค่าความถูกต้อง ความเหมาะสม
ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ ดังต่อไปนี้
ตารางที่ ๔.๖ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.) ของรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคม
ศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยภาพรวม
รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธ ความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์
ิ
ิ
ศาสตรบัณฑต สาขาวชาสังคมศึกษา ของรูปแบบ ของรูปแบบ ของรูปแบบ ของรูปแบบ
ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง S.D. แปลผล S.D. แปลผล S.D. แปลผล S.D. แปลผล
ิ
กรณราชวทยาลัย
๑ ด้านการบริหารหลักสูตรและการ
จัดการเรียนการสอนตามหลัก
อปริหานิยธรรม ๗ ๔.๑๙ ๐.๓๖ มาก ๔.๒๙ ๐.๓๕ มาก ๔.๐๐ ๐.๖๗ มาก ๔.๓๖ ๐.๓๖ มาก
๒ ด้านการบริหารบุคลากรตามหลัก
อปริหานิยธรรม ๗ ๔.๔๕ ๐.๕๐ มาก ๔.๔๕ ๐.๕๐ มาก ๔.๑๔ ๐.๖๖ มาก ๔.๔๐ ๐.๔๐ มาก
๒๕๔
๔.๓ ขั้นตอนที่ ๓ การประเมินรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
จากการประเมินรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัยนั้น ผู้วิจัยได้แจกแบบประเมินรูปแบบฯ กับ ผู้บริหาร และอาจารย์ จำนวน ๗ ชุด แล้วนำมาวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาค่าความถูกต้อง ความเหมาะสม
ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ ดังต่อไปนี้
ตารางที่ ๔.๖ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.) ของรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคม
ศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยภาพรวม
รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธ ความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์
ิ
ิ
ศาสตรบัณฑต สาขาวชาสังคมศึกษา ของรูปแบบ ของรูปแบบ ของรูปแบบ ของรูปแบบ
ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง S.D. แปลผล S.D. แปลผล S.D. แปลผล S.D. แปลผล
ิ
กรณราชวทยาลัย
๑ ด้านการบริหารหลักสูตรและการ
จัดการเรียนการสอนตามหลัก
อปริหานิยธรรม ๗ ๔.๑๙ ๐.๓๖ มาก ๔.๒๙ ๐.๓๕ มาก ๔.๐๐ ๐.๖๗ มาก ๔.๓๖ ๐.๓๖ มาก
๒ ด้านการบริหารบุคลากรตามหลัก
อปริหานิยธรรม ๗ ๔.๔๕ ๐.๕๐ มาก ๔.๔๕ ๐.๕๐ มาก ๔.๑๔ ๐.๖๖ มาก ๔.๔๐ ๐.๔๐ มาก
๒๕๕
๓ ด้านการส่งเสริมวิชาการตามหลัก มาก มาก มาก
อปริหานิยธรรม ๗ ๔.๕๒ ๐.๔๕ ที่สุด ๔.๕๕ ๐.๔๗ ที่สุด ๔.๑๒ ๐.๗๒ มาก ๔.๕๕ ๐.๔๖ ที่สุด
๔ ด้านการวัดและประเมินผลตามหลัก
อปริหานิยธรรม ๗ ๔.๒๔ ๐.๖๗ มาก ๔.๓๑ ๐.๖๓ มาก ๓.๘๓ ๐.๖๑ มาก ๔.๔๓ ๐.๔๙ มาก
๕ ด้านการบริหารงบประมาณตามหลัก
อปริหานิยธรรม ๗ ๔.๓๓ ๐.๔๖ มาก ๔.๒๙ ๐.๔๖ มาก ๓.๗๙ ๐.๖๓ มาก ๔.๔๕ ๐.๔๑ มาก
ค่าเฉลี่ยรวม ๔.๓๕ ๐.๔๙ มาก ๔.๓๘ ๐.๔๘ มาก ๓.๙๘ ๐.๖๖ มาก ๔.๔๔ ๐.๔๒ มาก
จากตารางที่ ๔.๑๘ พบว่า รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย ผู้ประเมินเห็นว่ารูปแบบมีความถูกต้องอยู่ในระดับมาก ( = ๔.๓๕, S.D.= ๐.๔๙) รูปแบบมีความเหมาะสม อยู่ในระดับมาก ( = ๔.๓๘, S.D.=
๐.๔๘) รูปแบบมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก ( = ๓.๙๘, S.D.= ๐.๖๖) และรูปแบบมีความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมาก ( = ๔.๔๔, S.D.= ๐.๔๒)
๒๕๕
๓ ด้านการส่งเสริมวิชาการตามหลัก มาก มาก มาก
อปริหานิยธรรม ๗ ๔.๕๒ ๐.๔๕ ที่สุด ๔.๕๕ ๐.๔๗ ที่สุด ๔.๑๒ ๐.๗๒ มาก ๔.๕๕ ๐.๔๖ ที่สุด
๔ ด้านการวัดและประเมินผลตามหลัก
อปริหานิยธรรม ๗ ๔.๒๔ ๐.๖๗ มาก ๔.๓๑ ๐.๖๓ มาก ๓.๘๓ ๐.๖๑ มาก ๔.๔๓ ๐.๔๙ มาก
๕ ด้านการบริหารงบประมาณตามหลัก
อปริหานิยธรรม ๗ ๔.๓๓ ๐.๔๖ มาก ๔.๒๙ ๐.๔๖ มาก ๓.๗๙ ๐.๖๓ มาก ๔.๔๕ ๐.๔๑ มาก
ค่าเฉลี่ยรวม ๔.๓๕ ๐.๔๙ มาก ๔.๓๘ ๐.๔๘ มาก ๓.๙๘ ๐.๖๖ มาก ๔.๔๔ ๐.๔๒ มาก
จากตารางที่ ๔.๑๘ พบว่า รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย ผู้ประเมินเห็นว่ารูปแบบมีความถูกต้องอยู่ในระดับมาก ( = ๔.๓๕, S.D.= ๐.๔๙) รูปแบบมีความเหมาะสม อยู่ในระดับมาก ( = ๔.๓๘, S.D.=
๐.๔๘) รูปแบบมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก ( = ๓.๙๘, S.D.= ๐.๖๖) และรูปแบบมีความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมาก ( = ๔.๔๔, S.D.= ๐.๔๒)
๒๕๖
๔.๔ องค์ความรู้ที่ได้ในการวิจัย
จากการศึกษาเรื่อง “รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา
สังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิดและ
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งทบทวนวรรณกรรมต่างๆ และได้สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน ๑๕ รูป/คน
วิเคราะห์ สังเคราะห์ จึงได้สรุปเป็นองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัย ดังแผนภาพที่ ๔.๖ ต่อไปนี้
ภาพที่ ๔.๑ องค์ความรู้ในการวิจัย
เรื่อง “รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”
๒๕๗
จากภาพองค์ความรู้ที่ ๔.๑ ผู้วิจัยได้ศึกษาเรื่อง รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพทธ
ุ
ศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ผลการวิจัยส่งผลให้เกิดองค์ความรู้ที่ได้ดังมีรายละเอียด ดังนี้
องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัย ผู้วิจัยได้เสนอเป็นแผนภาพวงกลม ๓ ชั้น ได้แก ่
ชั้นที่ ๑ คือ สิ่งที่ผู้วิจัยตั้งเป้าประสงค์ไว้ เป็นข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัย ชื่อว่า
รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารใน
มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ชั้นที่ ๒ คือ การบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ซึ่ง
ประกอบด้วย ๕ ด้าน ได้แก่ ๑) การบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ๒) การบริหาร
บุคลากร ๓) การส่งเสริมวิชาการ ๔) การวัดและประเมินผล และ ๕) การบริหารงบประมาณ
ชั้นที่ ๓ คือ พุทธวิธีที่นำมาบูรณาการกับหลักการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาสังคมศึกษา ได้แก่ หลักอปริหานิยธรรม ๗ ประกอบด้วย ๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ ๒.
พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจที่ควรทำ ๓. ไม่บัญญัติสิ่งที่
มิได้บัญญัติไว้ ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้ ๔. การให้ความเคารพต่อประธานในที่ประชุม ๕. ไม่ลุอำนาจ
แก่ความอยากทเกิดขึ้น ๖. การให้ความสำคัญและเคารพสักการบูชาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และ ๗. การให้
ี่
รักษาดูแลการคุ้มครองพระสงฆ์และผู้มีศีลธรรม
รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งมีรูปแบบการบริหารหลักสูตร
มีดังต่อไปนี้
๑) รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
ต้องหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ อย่างน้อยเดือนละ ๑ ครั้ง เพื่อร่วมกันวางแผนการประชุม วิเคราะห์
จ ุ ด เ ด่ น
จุดด้อย อุปสรรค และโอกาสของสาขา จะได้กำหนดเกณฑ์ว่าจะทำอย่างไร ให้สาขาวิชาสังคมศึกษา
มีคุณภาพ แล้ววิเคราะห์เพื่อจัดทำแผนรายจ่ายประจำปี
๒) รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา เมื่อ
เลิกประชุมแล้ว ต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เพื่อทำงานอย่างเป็นระบบ เป็นทีม work นำไปสู่
เป้าหมายที่ตั้งไว้ ด้วยวิธีการวัด ประเมินผล และวิเคราะห์จัดทำงบประมาณ
๓) รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
ต้องไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ได้บัญญัติ ไม่เลิกสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว คือ เมื่อประชุมกันแล้ว ได้มาตรฐานตามมติ
๒๕๘
ของที่ประชุมเป็นอย่างเดียวกัน ได้ข้อตกลงร่วมกันแล้ว ก็ให้ดำเนินการตามกรอบเงื่อนไขที่กำหนดไว้
์
แล้ววัดและประเมินผลตามเกณฑกำหนด โดยการควบคุมงบประมาณให้คุ้มค่า
๔) รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
ต้องให้ความเคารพต่อประธานในที่ประชุม ให้เกียรติความเป็นผู้นำของท่านประธาน และจะต้อง
ทำงานด้วยความเมตตา กรุณาต่อกัน ตลอดถึงการสร้างต้นแบบทางวิชาการ เคารพการตัดสินของ
ท่านประธาน และผู้นำควรทราบวิธีการวัดและประเมินผล และจึงจัดสรรงบประมาณเพื่อความ
คล่องตัวในการบริหารหลักสูตร
๕) รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
ต้องไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น คือ ให้ความเหมาะสม ความยุติธรรม แก่ทุกคน ตลอดถึงให้
เกียรติสตรีในหลักสูตร ให้มีโอกาสได้ผลิตผลงานวิชาการ และจัดสรรงบประมาณให้ตามความ
เหมาะสม
๖) รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
ต้องเคารพซึ่งกันและกัน โดยยึดเนื้อหาที่แท้จริง ต้นแบบทางวัฒนธรรม สถาบันท้องถิ่นที่มีคุณค่า
เกณฑ์บุคคลสำคัญ และจัดสรรงบจัดสร้างอนุสาวรีย์ความดีของบุคลากรในหลักสูตร
๗) รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
ต้องดูแล รักษา คุ้มครอง ยกย่องคุณความดี ให้ความสำคัญต่อคนดี ยกย่องและให้กำลังใจ ให้เกียรติ
คนไม่เก่ง แต่ดี ขยัน และจัดงบประมาณพัฒนาคนดี
บทที่ ๕
สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
การศึกษาวิจัยเรื่อง “รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา
ื่
สังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพอ
๑) ศึกษาสภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารใน
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒) สร้างรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตร
บัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และ
๓) ประเมินรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของผู้บริหาร
ในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ภาคสนาม เป็นการ
เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ แล้วสรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ตามลำดับ
ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
๕.๑ สรุปผลการวิจัย
๕.๒ อภิปรายผลการวิจัย
๕.๓ ข้อเสนอแนะ
๕.๑ สรุปผลการวิจัย
ผลการวิจัยเรื่อง รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคม
ศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้วิจัยสรุปผลการวิจัย
ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้
๒๖๐
๕.๑.๑ สรุปสภาพการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ของ
ผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ดังนี้
๑. ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน
หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนเป็นกระบวนการที่เกี่ยวเนื่อง ต้องจัดเนื้อหาสาระ
และกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้สอนและผู้เรียน โดยคำนึงถึงความ
แตกต่างระหว่างบุคคลหรือความถนัด เพื่อให้มีความเชี่ยวชาญ สามารถเลือกวิธีปฏิบัติงานที่เหมาะสม
มีความรู ทักษะ และเจตคติ ในการทำงานต้องมีมาตรฐานของวิชาชีพ สามารถผสมผสานศาสตร์ว่า
ด้วยการสอนกับศิลปะของการสอนเขาด้วยกันเพื่อให้เกิดประสิทธิผลของการสอนสูงสุด ในการพฒนา
ั
ตนเอง โดยต้องปฏิบัติตนอย่างมืออาชีพ มีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ กระบวนการ
การจัดการเรียนการสอนนับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้สอนต้องตระหนักในการจัดวางแผนการสอน
นับตั้งแต่การเข้าใจหลักการและทฤษฎีของวิชาที่ทำการสอน การเลือกหรือสร้างสรรค์วิธีการสอน
และเทคนิคการสอน รวมทั้งความเข้าใจกระบวนการพัฒนาหลักสูตร สื่อการสอน บทบาทของผู้สอน
และผู้เรียน รวมทั้งลักษณะของการเรียนรูที่ผู้เรียนควรมีโอกาสในการจัดการเรียนรูอย่างครบวงจร
โดยการจัดการเรียนรู้แนวบูรณาการจัดกิจกรรมเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและมีขั้นตอนในการพัฒนา
หลักสูตร อาทิ จัดทำปฏิทินกำหนดการสอนตลอดปีเป็น ๒ ภาคเรียน จัดทำแผนการสอนแบบบูรณา
การในการจัดการเรียนการสอน มีการวิเคราะห์แผนการสอนก่อนทุกครั้ง ปฏิบัติการสอนแล้วบันทึก
พฤติกรรมผู้เรียนและผลที่ได้จากการจัดกิจกรรมทุกครั้ง มีการนิเทศการสอนโดยครูหัวหน้าฝ่าย มีการ
ประเมินผล คือ ประเมินผลสังเกตการทำกิจกรรมระหว่างเรียนและประเมินผลโดยการใช้แบบ
ประเมินรายงานพัฒนาภาคเรียนละ ๒ ครั้ง
๒. ด้านการบริหารบุคลากร
การบริหารงานบุคลากร ของหลักสูตรเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อองค์กร เป็นงาน
หนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งในกระบวนการบริหาร เพราะบุคลากรเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด เพราะความ
อยู่รอดขององค์การขึ้นอยู่กับบุคลากร เพราะการบริหารงานบุคลากรเป็นสื่อกลางในการผสานกับ
แผนกต่างๆ เพื่อแสวงหาวิธีการ ให้ได้บุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ามาทำงานในองค์การ เมื่อ
องค์การได้บุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ย่อมทำให้องค์การเจริญเติมโตและพัฒนายิ่งขึ้น การบริหาร
บุคลากรสาขาสังคมศึกษา สำหรับบัณฑิตสาขาวิชาสังคมศึกษา ซึ่งปัจจุบันแนวโน้มการขาดครูกลุ่ม
สาระการเรียนรู้สังคมศึกษาสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีผู้ศึกษาสาขาวิชาอื่นๆ ตามค่านิยมของสังคม
นอกจากนี้ บัณฑิตที่จบสาขาวิชาสังคมศึกษา สามารถประกอบอาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวกับสังคมศึกษา และ
ทางการศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชน การสร้างเครือข่ายภายนอกมหาวิทยาลัยยังมีข้อจำกัด เนื่องด้วย
การจัดกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร ยังเข้าไม่ถึงศิษย์เก่ามากเท่าที่ควร เพราะการสร้างเครือข่ายนั้น
๒๖๑
จำเป็นอย่างมากที่จะต้องอาศัยศิษย์ที่จบการศึกษาออกไปแล้ว เพราะบุคคลเหล่านี้จะอยู่ในสังคมที่
กว้างกว่าบุคลากรที่อยู่ภายในองค์กร ดังนั้น องค์กรต้องอาศัยบุคคลเหล่านี้เป็นตัวขับเคลื่อนในการ
สร้างเครือข่าย เนื่องด้วยสภาพปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงส่งผลให้การจัดบุคคล
ให้ตรงกับสายงานที่เหมาะสมไม่ค่อยตรงตามสายงานที่ปฏิบัติ เนื่องด้วยสาขาวิชาที่เรียนมาอาจจะยัง
ไม่ตรงกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคม ด้านเทคโนโลยี ดังนั้น บุคลากรจะต้องมีการเข้ารับการ
ฝึกอบรมเพิ่มเติมในหลักสูตรต่างๆ ที่ทางองค์กรได้จัดขึ้น เพราะจะทำให้บุคลากรมีความตื่นตัวอยู่
ตลอดเวลาในการพัฒนาตนเอง ในด้านการหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อนำมาถ่ายทอดให้แก่นิสิตนักศึกษา
๓. ด้านการส่งเสริมงานวิชาการ
การบริหารงานวิชาการในการบริหารของสถานศึกษาเกี่ยวข้องกับการ พัฒนาการเรียน
การสอนของหลักสูตรอย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องมีหลักการและวิธีการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดความ
คล่องตัวในการบริหาร มีความชัดเจนคำนึงถึงองค์ประกอบที่สำคัญของ การพัฒนาหลักสูตร การจัด
กิจกรรมการเรียนการสอน การพัฒนาสื่อนวัตกรรมการเรียนการสอน และการจัดประเมินการเรียน
การสอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการจัดและพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่มุ่งสู่ความเป็น
เลิศในการจัดการศึกษาพระพทธศาสนา บูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ พัฒนาจิตใจและสังคม และมุ่ง
ุ
ธำรงปณิธานในการศึกษาพระไตรปิฎกและวิชาชั้นสูงสำหรับพระภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์ เพื่อผลิต
บัณฑิตที่เป็นคนดีและเก่งอย่างมีสมรรถภาพ การจัดการศึกษาและวิจัยดีอย่างมีคุณภาพ บริการ
วิชาการดีอย่างมีสุขภาพ และบริหารดีอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งส่งเสริมพระพุทธศาสนาและทำนุ
บำรุงศิลปวัฒนธรรมคุณภาพและเป็นที่ยอมรับของสังคมงานวิชาการทางพระพุทธศาสนาถูกนำมาใช้
ในการศึกษาจนเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่และเผยแผ่สู่สังคมทั้งในด้านเทคนิควิธีและการจัดการงาน
อาชีพ และด้านคุณธรรมมาบูรณาการกับการเรียนการสอน ประยุกต์ใช้ความรู้กับชุมชนได้มากขึ้น
๔. ด้านการวัดและประเมินผล
การประเมินหลักสูตรเป็นกระบวนการในการจัดเตรียมสารสนเทศสำหรับใช้ประกอบการ
ตัดสินใจเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร การประเมินหลักสูตรทำได้หลายลักษณะ เป็นการพิจารณา
องค์ประกอบหลักสูตรว่า มีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด โดยในการประเมินหลักสูตรจะใช้
เครื่องมือชนิดต่างๆ ที่มีความเหมาะสมในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นการจำแนกโดยยึดระดับของ
หลักสูตรเป็นเกณฑ์ โดยยึดจุดมุ่งหมายและลักษณะการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเป็นเกณฑ์
จะต้องพจารณาว่าจะดำเนินการประเมินอย่างไร จึงจะทำให้ผลการประเมินที่ถูกต้องตามสภาพความ
ิ
เป็นจริง ครอบคลุมและตอบสนองความต้องการของผู้ที่จะใช้ผลประเมินการเรียนการสอนใน
ระดับอุดมศึกษา จะเห็นว่าการวัดและการประเมินผล เป็นกระบวนการต่อเนื่องกัน โดยเริ่มด้วยการ
วัดแล้วนำผลจากการวัดไปทำการประเมินตัดสินตามเกณฑ์และดุลยพินิจต่อไป อาจเรียกทั้งสอง
๒๖๒
กระบวนการรวมกันว่า “การวัดและประเมินผล” ทางการศึกษาการวัดและประเมินผลมีบทบาทและ
หน้าที่สำคัญๆ คือ การวัดและประเมินผลเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบการศึกษา ซึ่งการจัด
การศึกษาที่เป็นระบบจะมีองค์ประกอบหลัก คือ ปรัชญาการศึกษา หลักสูตร การสอน การวัดและ
ประเมิน การวิจัย การวัดและประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนการสอน ซึ่งกระบวนการ
เรียนการสอนเป็นกระบวนการของการใช้หลักสูตร โดยแยกดำเนินการเป็นรายวิชาๆ การวัดและ
ประเมินผลทำหน้าที่ตรวจสอบผล และเป็นข้อมูลย้อนกลับ เพื่อการสรุปและแกไขปรับปรุงในแต่ละ
ส่วน การวัดและประเมินผลเป็นเครื่องมือประกันคุณภาพทางวิชาการ ตองน่าเชื่อถือและมีความ
ถูกต้อง ดังนั้นในการจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษา จำเป็นต้องมีมาตรการที่เกี่ยวข้องในส่วนของ
การดำเนินการวัดและประเมินผลการศึกษา การวัดและประเมินผลทำหน้าที่ตรวจสอบผลการเรียนรู
หลักการสำคัญของการศึกษา คือการพัฒนาผู้เรียนหรือทำให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ให้
ไดผลสอดคลองกับความต้องการของสังคม (ของหลักสูตร) และดำเนินการอย่างเป็นระบบ (มี
วัตถุประสงค์ชัดเจน) แนวคิดของการวัดและประเมินผล คือ คนเรียนรูไดไมเท่ากันในเวลาที่เท่ากัน
เป็นแนวคิดที่ยึดเวลาในการเรียนเป็นหลัก โดยการเปรียบเทียบความสามารถของผู้เรียนในกลุ่มการ
วัดและประเมินผลเรียกวา “การประเมินผลแบบอิงกลุ่ม” วิธีการตรวจสอบข้อบกพรองทำไดโดยการ
เปรียบเทียบความสามารถของผู้เรียนกับเกณฑ์ที่กำหนดไวการวัดและประเมินผลลักษณะนี้เรียกว่า
์
“การประเมินผลแบบอิงเกณฑ”
๕. ด้านการบริหารงบประมาณ
การบริหารงบประมาณมีส่วนสำคัญที่จะทำให้การบริหารสถานศึกษาได้สามารถบรรลุผล
ตามเป้าหมายของหลักสูตรและสถาบันได้ เป็นการวางแผนเรื่องค่าใช้จ่ายในรูปตัวเงิน ประกอบด้วย
การจัดเตรียมการ การอนุมัติ และการบริหาร โดยมีการวางแผนในการใช้และจัดสรรเงินงบประมาณ
ไปในแต่ละด้าน และมีการวางแผนการปฏิบัติงานในการใช้จ่ายทรัพยากรนั้นๆ เพื่อที่จะก่อให้เกิดประ
โยชนสูงสุดในเวลาที่เร็วที่สุดและใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด เริ่มตั้งแต่ต้องมีการทำการวางแผน
งบประมาณ จัดทำงบประมาณ การนำเสนองบประมาณ การนำงบประมาณไปบริหาร จนถึง
กระบวนการประเมินผลงบประมาณที่ทำแล้วเพื่อประเมินประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณ การ
บริหารหลักสูตรด้านงบประมาณ ถือว่ามีความสำคัญมาก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้บุคลากรที่มีความ
ชำนาญการในการปฏิบัติงาน เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างคล่องตัว ยิ่งเป็นระดับผู้บริหารแล้วยิ่ง
สำคัญมากในการที่จะมีความรู้ ความสามารถ เพื่อให้การบริหารงบประมาณหรือการใช้จ่ายเงินของ
หลักสูตรเป็นไปอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และตรงตามความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด การที่จะ
บริหารงบประมาณของหลักสูตรให้บรรลุตามวัตถุอย่างมีประสิทธิภาพได้นั้น จำเป็นที่ต้องมีผู้บริหารที่
มีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการศึกษา และการบริหารงบประมาณเป็นอย่างดี ตลอดจนมี
๒๖๓
ความสามารถในการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของหน่วยงานโดยการนำเอา
หลักการและทฤษฎีการบริหารมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รู้ขอบข่ายหน้าที่และงานที่ต้องปฏิบัติ
ี
สามารถนำความรู้ความสามารถนั้นไปประยุกต์ใช้ในงานได้เป็นอย่างดีอกด้วย
ิ
๕.๑.๒ สรุปผลการสร้างรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑต
สาขาวิชาสังคมศึกษา
๑. ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ควรมีรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตร
พุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ดังนี้
ื่
๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ คือ ผู้บริหารมีการประชุมหลักสูตรสม่ำเสมอ เพอ
วิเคราะห์หลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและการเปลี่ยนแปลง อย่างน้อย ๑ เดือนต่อครั้ง
๒) พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม คือ ผู้บริหารหลักสูตรเข้า
ประชุมพร้อมเพรียงกัน เมื่อเลิกประชุม ทุกคน/ฝ่าย ยอมรับมติในที่ประชุม เพราะถือว่าเป็นข้อตกลง
ในข้อกำหนดนั้นๆ และถือปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกัน
๓) ไม่บัญญัติสิ่งทมิได้บัญญัติไว้ ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว คือ ผู้บริหารหลักสูตรไม่
ี่
้
กำหนดกฎระเบียบและข้อบังคับด้านการเรียนการสอนของหลักสูตรที่นอกเหนือจากที่กำหนดไว้
๔) การให้ความเคารพต่อประธานในที่ประชุม คือ ครู อาจารย์ บุคลากร ให้เกียรติ
ประธานที่ประชุม ให้ความเคารพต่อความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ให้เกียรติผู้พูดอย่างมีมารยาท ยอมรับ
การตัดสินใจ ปฏิบัติตามระเบียบหรือข้อบังคับของที่ประชุม
๕) ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น คือ ผู้บริหาร สนับสนุนให้บุคลากร ไม่ทำ ไม่
พูด ไม่คิดอะไรตามอำนาจของความอยาก เป็นผู้เข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของตนเอง
๖) เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ ผู้บริหารหลักสูตรให้ความเคารพสักการะแก่สถานที่
่
ศักดิ์สิทธิ์ โดยสอดแทรกเนื้อหารายวิชาวัฒนธรรม ประเพณี สิ่งที่เคารพประจำท้องถิ่น เช่น หลวงพอ
ศรีสวรรค์ วัดนครสวรรค์หรือบุคคลสำคัญในท้องถิ่น เป็นต้น
๗) ดูแล รักษา คุ้มครองพระสงฆ์และผู้มีศีลธรรม คือ ผู้บริหาร กำหนดจุดมุ่งหมาย
เนื้อหาสาระ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับหลัก
พระพุทธศาสนา
๒๖๔
๒. ด้านการบริหารงานบุคลากร ควรมีรูปแบบพุทธวิธีการบริหารตามหลักสูตรพุทธ
ศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ดังนี้
๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ คือ ผู้บริหาร และบุคลากร เข้าร่วมประชุม เพอ
ื่
วางแผนกำหนดนโยบายในการปฏิบัติงานตามโครงสร้างการบริหารหลักสูตร
๒) พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม คือ ผู้บริหารหลักสูตร
ประชุมพร้อมเพรียงกัน เลิกพร้อมเพรียงกัน โดยกำหนดเวลาและวาระการประชุมที่แน่นอน ที่ประชุม
มีมติอย่างไร นำไปปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างพร้อมเพรียงกัน
้
๓) ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว คือ ผู้บริหาร และ
บุคลากร ปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับของหลักสูตร เป็นการรักษามาตรฐานร่วมกันถึงแนวทาง
สำหรับการดำเนินงานของสาขาวิชาที่กำหนดไว้
๔) การให้ความเคารพต่อประธานในที่ประชุม คือ บุคลากรเคารพต่อประธาน ต่อผู้
มีความอาวุโสกว่า ยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย เคารพในสิทธิ การให้เกียรติและ
เคารพต่อผู้พูด
๕) ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น คือ ผู้บริหารดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ความ
ถูกต้อง รับฟังความคิดเห็นจากบุคลากรทุกฝ่าย
๖) เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ ผู้บริหาร คณาจารย์แสดงความเคารพตามหลัก
พระพุทธศาสนา ต่อพระรัตนตรัย ปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ และปูชนียบุคคล รวมทั้งการชี้นำถึง
ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การเคารพในท้องถิ่น
๗) ดูแล รักษา คุ้มครองพระสงฆ์และผู้มีศีลธรรม คือ ผู้บริหาร และบุคลากร
ปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม เพื่อสงเคราะห์และบูชาพระภิกษุ ผู้มีความประพฤติดีและปฏิบัติชอบ ทั้งต่อ
พระพุทธศาสนาและต่อสังคมตามควรแก่กาลเทศะ ด้วยความเคารพอย่างแท้จริง
๓. ด้านการส่งเสริมงานวิชาการ ควรมีรูปแบบพุทธวิธีการบริหารตามหลักสูตรพุทธ
ศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ดังนี้
๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ คือ ผู้บริหารเข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือกันอย่าง
สม่ำเสมอ เพื่อแก้ไขปัญหาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ยอมรับในเหตุผลที่ถูกต้องที่เป็น
ประโยชน์ ส่งเสริมการพัฒนา ผลงานทางวิชาการอย่างจริงจัง
๒๖๕
๒) พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม คือ ผู้บริหารและบุคลากร
พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุมและกระทำกิจที่ควรทำ เพื่อให้เกิดความยุติธรรม
ื่
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของหมู่คนที่อยู่รวมกันไม่กินแหนงแคลงใจกัน ปรึกษาหารือพร้อมๆ กัน เพอ
ทุกคนจะได้ยอมรับในสิ่งที่จะทำลงไปด้วยความเต็มใจ
้
๓) ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว คือ ผู้บริหารและ
บุคลากรทุกคนจะไม่บัญญัติและไม่ล้มเลิก ระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ของคณะและสังคมตามความพอใจ
ู
ของตนหรือของกลุ่มโดยไม่คำนึงถงความถกต้อง
ึ
๔) การให้ความเคารพต่อประธานในที่ประชุม คือ ผู้บริหารเคารพนับถือผู้ใหญ่
และรับฟังคำสั่งสอนของผู้ใหญ่ รับฟังคำชี้แนะ เพื่อนำมาเป็นข้อคิดในการปฏิบัติงาน
๕) ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น คือ ผู้บริหารมีลักษณะผู้นำ มีวินัย ปฏิบัติ
ั
ตามระเบียบข้อบังคับอนชอบธรรม ถูกต้องตามกฎหมาย และปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความเป็น
ธรรม ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
๖) เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ ผู้บริหารหลักสูตรเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ และถ่ายทอดองค์ความรู้และการทำนุบำรุงรักษาศาสนสถาน และศาสนวัตถุ เชิงวัฒนธรรม
ท้องถิ่น
๗) ดูแล รักษา คุ้มครองพระสงฆ์และผู้มีศีลธรรม คือ ผู้บริหารการให้ความสำคัญ
แก่ผู้กระทำความดี ชื่นชมยกย่องบุคลากรในหลักสูตร รวมทั้งสนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามา
ใช้ในการสร้างคุณธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น
๔. ด้านการวัดและประเมินผล ควรมีรูปแบบพุทธวิธีการบริหารตามหลักสูตรพทธศาสตร
ุ
บัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ดังนี้
๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ คือ ผู้บริหารและบุคลากรประชุมทบทวนการจัดระบบ
การประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากร โดยใช้แบบรายงานผลการปฏิบัติงาน ตามที่มหาวิทยาลัย
กำหนด มีการแจ้งผลการประเมินเพื่อปรับปรุงการทำงานให้บุคลากรรายบุคคล
๒) พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม คือ ผู้บริหารเข้าร่วม
กำหนดตัวชี้วัด เพื่อให้เกิดการรับรู้ร่วมกัน ตามมาตรฐานการประเมินผลการเรียนการสอนที่เป็นไปใน
ทิศทางเดียวกัน
๒๖๖
้
๓) ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว คือ ผู้บริหารประเมินผล
การปฏิบัติงานของบุคลากรตามตัวชี้วัดและประเมินผลการจัดการเรียนการสอนตามเกณฑ์ที่ตาม
มาตรฐานการวัดและประเมินผล
๔) การให้ความเคารพต่อประธานในที่ประชุม คือ ประธานหลักสูตรหรือหัวหน้า
สาขาวิชาสังคมศึกษา ได้วัดและประเมินผลหลักสูตร วัดและประเมินผลนิสิต และวัดและประเมินผล
ถึงความเสี่ยงหลักสูตร (สกอ.)
๕) ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น คือ ผู้บริหารประเมนบุคลากรทุกระดับ โดย
ิ
ใช้หลักเกณฑ์ของการประเมินผลมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเกิดการยอมรับร่วมกัน
๖) เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ ผู้บริหารหลักสูตรให้ความเคารพต่อสถานที่สำคัญ โดย
มองถึงแนวคิดหลักว่าด้วยถูปารหาบุคคลที่มีคุณค่าต่อสังคมไทย
๗) ดูแล รักษา คุ้มครองพระสงฆ์และผู้มีศีลธรรม คือ ผู้บริหารประเมินองค์การ
ตามข้อสั่งการในรายงานผล และผลของการดำเนินงานต้องเป็นไปเพื่อสร้างคุณธรรม จริยธรรมใน
องค์การเน้นคุณธรรม จริยธรรม ในการทำความดี
๕. ด้านการบริหารงบประมาณ ควรมีรูปแบบพุทธวิธีการบริหารตามหลักสูตรพุทธ
ศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ดังนี้
๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ คือ ผู้บริหารและบุคลากรประชุมทบทวนแผนปฏิบัติ
การประจำปีก่อนสิ้นสุดปีงบประมาณล่วงหน้า เพื่อวิเคราะห์และหาข้อสรุปการดำเนินงานที่สอดคล้อง
กับภารกิจ วิสัยทัศน์ พันธกิจอัตรากำลัง และสายงานของบุคลากร
๒) พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม คือ ผู้บริหาร ครูอาจารย์
บุคลากรพร้อมเพรียงกันเข้าประชุมและเลิกพร้อมเพรียงกัน ที่ประชุมมีมตินโยบายอย่างไร ก็นำไป
ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างพร้อมเพรียงกัน
๓) ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว คือ ผู้บริหารไม่กำหนด
้
ระเบียบ ข้อบังคับขึ้นมาขัดแย้งต่อหลักการเดิมซึ่งดีอยู่แล้วเพื่อเป็นการควบคุมการใช้งบประมาณ
ร่วมกัน
๔) การให้ความเคารพต่อประธานในที่ประชุม คือ ผู้บริหารรับฟังถ้อยคำของท่านผู้
อาวุโสด้วยความเคารพนับถือ เพราะถ้อยคำของท่านเป็นสิ่งควรรับฟัง ซึ่งท่านเหล่านี้เป็นคนดี มี
คุณวุฒิ วัยวุฒิ มีประสบการณ์ในชีวิตมากมาย คำพูดของท่านจึงเป็นเรื่องที่ต้องรับฟัง และนำมา
ประยุกต์ใช้ในการทำงาน
๒๖๗
๕) ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น คือ ผู้บริหารหลักสูตรไม่ลุอำนาจแห่งความ
อยากที่เกิดขึ้น โดยสร้างระบบการตรวจสอบการใช้งบประมาณ โดยแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบอย่าง
ชัดเจน
๖) เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ ผู้บริหารหลักสูตรแสดงความเคารพตามหลัก
พระพุทธศาสนา ต่อพระรัตนตรัย ปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ และปูชนียบุคคล อย่างเหมาะสม
๗) ดูแล รักษา คุ้มครองพระสงฆ์และผู้มีศีลธรรม คือ ผู้บริหารหลักสูตรให้
ความสำคัญแก่ผู้กระทำความดี เมื่อมีบุคคลที่ทำความดี มีศีล มีธรรม ก็ยกย่องบุคคลที่ควรยกย่อง ข่ม
คนที่ควรข่ม
๕.๑.๓ ผลการประเมินรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑต
ิ
สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ผลการประเมินรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคม
ศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จากผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับความถูกต้องของรูปแบบ
ความเหมาะสมของรูปแบบ ความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติ และประโยชน์ของรูปแบบพุทธวิธีการ
บริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พบว่า โดยภาพรวม รูปแบบพุทธวิธีการบริหารลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้ประเมินเห็นว่า รูปแบบมีความถูกต้องอยู่ในระดับมาก
รูปแบบมีความเหมาะสม อยู่ในระดับมาก รูปแบบมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก และรูปแบบมี
ความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมาก
๕.๒ อภิปรายผลการวิจัย
การศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้ศึกษาวิจัยสามารถอภิปรายผลการวิจัย ได้ดังนี้
๕.๒.๑ ผลการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ดังนี้
๑. ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน
ผลการศึกษา พบว่า หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนเป็นกระบวนการที่เกี่ยวเนื่อง
ต้องจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้สอนและผู้เรียน โดย
คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลหรือความถนัด เพื่อให้มีความเชี่ยวชาญ สามารถเลือกวิธี
ปฏิบัติงานที่เหมาะสม มีความรู ทักษะ และเจตคติ ในการทำงานต้องมีมาตรฐานของวิชาชีพ สามารถ
๒๖๘
ื่
ผสมผสานศาสตร์ว่าด้วยการสอนกับศิลปะของการสอนเขาด้วยกันเพอให้เกิดประสิทธิผลของการสอน
สูงสุด ในการพัฒนาตนเอง โดยต้องปฏิบัติตนอย่างมืออาชีพ มีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ
วิชาชีพ กระบวนการการจัดการเรียนการสอนนับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้สอนต้องตระหนักในการจัดวาง
แผนการสอน นับตั้งแต่การเข้าใจหลักการและทฤษฎีของวิชาที่ทำการสอน การเลือกหรือสร้างสรรค์
วิธีการสอน และเทคนิคการสอน รวมทั้งความเข้าใจกระบวนการพัฒนาหลักสูตร สื่อการสอน บทบาท
ของผู้สอนและผู้เรียน รวมทั้งลักษณะของการเรียนรูที่ผู้เรียนควรมีโอกาสในการจัดการเรียนรูอย่าง
ครบวงจร โดยการจัดการเรียนรู้แนวบูรณาการจัดกิจกรรมเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและมีขั้นตอนในการ
พัฒนาหลักสูตร อาทิ จัดทำปฎิทินกำหนดการสอนตลอดปีเป็น ๒ ภาคเรียน จัดทำแผนการสอนแบบ
บูรณาการในการจัดการเรียนการสอน มีการวิเคราะห์แผนการสอนก่อนทุกครั้ง ปฏิบัติการสอนแล้ว
บันทึกพฤติกรรมผู้เรียนและผลที่ได้จากการจัดกิจกรรมทุกครั้ง มีการนิเทศการสอนโดยครูหัวหน้าฝ่าย
มีการประเมินผล คือ ประเมินผลสังเกตการทำกิจกรรมระหว่างเรียนและประเมินผลโดยการใช้แบบ
ประเมินรายงานพัฒนาภาคเรียนละ ๒ ครั้ง ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่า การบริหารหลักสูตรและการ
จัดการเรียนการสอน จะเป็นตัวช่วยให้ทราบถึงความก้าวหน้า ปัญหาและอุปสรรคในระหว่าง
ื่
ดำเนินการใช้หลักสูตร ซึ่งจะนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจเพอการปรับปรุงการบริหารหลักสูตร หรือ
เปลี่ยนแปลงแก้ไขแผนหรือวิธีการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมาก
ขึ้น ซึ่งการบริหารหลักสูตรและจัดการเรียนการสอนแบบนี้ จะช่วยให้เกิดการเสริมแรง สร้างพลังจูงใจ
ื่
ให้กับผู้บริหารหลักสูตร ครูผู้สอนและผู้เกี่ยวข้องกับการใช้หลักสูตร เพอทราบสัมฤทธิผลของหลักสูตร
จุดเด่น หรือจุดด้อยของหลักสูตรโดยจะมุ่งมั่นปรับปรุง และพัฒนาการบริหารหลักสูตรและการจัดการ
เรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพและมาตรฐานสูงขึ้นซึ่งจะเกิดคุณค่าและประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน
หรือสถานศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ รวงทอง ถาพันธุ์ ได้วิจัยเรื่อง “การพัฒนาหลักสูตร
เสริมสร้างสมรรถนะการประเมินผลการเรียนรูสำหรับครูประถมศึกษา โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน”
ผลการวิจัยพบว่า ๑. ผลการศึกษาสมรรถนะการประเมินผลการเรียนรู้ของครูประถมศึกษา พบว่า
โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายสมรรถนะพบว่า สมรรถนะด้านคุณลักษณะ
อยู่ในระดับมาก สมรรถนะด้านความรู้ และสมรรถนะด้านทักษะอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งทั้งสอง
ื้
สมรรถนะนี้จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาจึงใช้เป็นข้อมูลพนฐานในการสร้างและพัฒนาหลักสูตร ๒. ผล
การสร้างและตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร พบประเด็นสำคัญๆ ที่ทำให้เกิดความสำเร็จ ดังนี้
องค์ประกอบหลักสูตร ประกอบไปด้วยองค์ประกอบ ๘ องค์ประกอบ คือ ๑) หลักการและเหตุผลของ
หลักสูตร ๒) วัตถุประสงค์ของหลักสูตร ๓) สมรรถนะที่มุ่งเน้นของหลักสูตร ๔) โครงสร้างเนื้อหาของ
ั
หลักสูตร ๕) กระบวนการพัฒนาสมรรถนะ ๖) สื่อแหล่งเรียนรู้ในการพฒนา ๗) การวัดผลและประเมินผล
๘) คุณสมบัติของผู้พัฒนาและผู้รับการพัฒนา กระบวนการพัฒนาของหลักสูตรมี ๕ ขั้น ได้แก่ (๑) ขั้น
เตรียมการพัฒนา (๒) ขั้นการพัฒนา (๓) ขั้นตรวจสอบ ๔ ขั้นสะท้อนคิด และ (๕) ขั้นการปรับปรุง
๒๖๙
เนื้อหาโครงสร้างของหลักสูตรประกอบไปด้วย ๔ หน่วย ได้แก่ หน่วยที่ ๑ วางรากฐานการประเมินผล
การเรียนรู้ หน่วยที่ ๒ มุ่งสู่การสร้างเครื่องมือวัดและประเมิน หน่วยที่ ๓ เพลิดเพลินกับการออกแบบ
่
ประเมินผล หน่วยที่ ๔ ค้นหาข้อมูลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์แต่ละองค์ประกอบมีคุณภาพโดยรวมอยูใน
ระดับมากที่สุด ๓. ผลการทดลองใช้หลักสูตรเสริมสร้างสมรรถนะการประเมินผลการเรียนรู้สำหรับครู
ประถมศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน พบดังนี้ ๓.๑ ผลการศึกษาสมรรถนะการประเมินผลการเรียนรู้
พบว่า สมรรถนะด้านความรู้การประเมินผลการเรียนรู้ มีผลโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก มีคะแนนเฉลี่ย
เท่ากับ ๑๙.๐๙ คิดเป็นร้อยละ ๗๖.๓๖ คะแนนเฉลี่ยสมรรถนะด้านทักษะการประเมินผลการเรียนรู้
ของเท่ากับ ๑๒.๗๕ คะแนน คิดเป็นร้อยละ ๘๔.๙๘ ๓.๒ ผลการเปรียบเทียบสมรรถนะการ
ประเมินผลการเรียนรู้สำหรับครูประถมศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน พบว่า ผู้เข้ารับการพัฒนามี
สมรรถนะการประเมินผลการเรียนรู้เท่ากับ ๓๑.๙๒ คิดเป็นร้อยละ ๗๙.๗๙ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
ร้อยละ ๖๕ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ ๔. ผลการประเมินผลด้านความเป็นประโยชน์ของ
หลักสูตร พบว่าหลักสูตรมีความเป็นประโยชน์ใน ๔ ประเด็น คือ การนำไปใช้ประโยชน์ วิธีการของ
หลักสูตร การยอมรับทางการศึกษา และผลที่เกิดแก่องค์กรและหน่วยงานเป็น
๑
๒. ด้านการบริหารบุคลากร
ผลการศึกษา พบว่า การบริหารงานบุคลากร ของหลักสูตรเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง
ต่อองค์กร เป็นงานหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งในกระบวนการบริหาร เพราะบุคลากรเป็นทรัพยากรที่
สำคัญที่สุด เพราะความอยู่รอดขององค์การขึ้นอยู่กับบุคลากร เพราะการบริหารงานบุคลากรเป็น
สื่อกลางในการผสานกับแผนกต่างๆ เพื่อแสวงหาวิธีการ ให้ได้บุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ามา
ทำงานในองค์การ เมื่อองค์การได้บุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ย่อมทำให้องค์การเจริญเติมโตและ
พัฒนายิ่งขึ้น การบริหารบุคลากรสาขาสังคมศึกษา สำหรับบัณฑิตสาขาวิชาสังคมศึกษา ซึ่งปัจจุบัน
แนวโน้มการขาดครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีผู้ศึกษาสาขาวิชาอื่นๆ
ตามค่านิยมของสังคม นอกจากนี้ บัณฑิตที่จบสาขาวิชาสังคมศึกษา สามารถประกอบอาชีพอื่นๆ ที่
เกี่ยวกับสังคมศึกษา และทางการศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชน การสร้างเครือข่ายภายนอก
มหาวิทยาลัยยังมีข้อจำกัด เนื่องด้วยการจัดกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร ยังเข้าไม่ถึงศิษย์เก่ามาก
เท่าที่ควร เพราะการสร้างเครือข่ายนั้นจำเป็นอย่างมากที่จะต้องอาศัยศิษย์ที่จบการศึกษาออกไปแล้ว
เพราะบุคคลเหล่านี้จะอยู่ในสังคมที่กว้างกว่าบุคลากรที่อยู่ภายในองค์กร ดังนั้น องค์กรต้องอาศัย
๑ รวงทอง ถาพันธุ์, “การพัฒนาหลักสูตรเสริมสร้างสมรรถนะการประเมินผลการเรียนรูสำหรับ
ครูประถมศึกษา โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน”, วิทยานิพนธ์การศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน,
(บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยนเรศวร, ๒๕๕๘).
๒๗๐
บุคคลเหล่านี้เป็นตัวขับเคลื่อนในการสร้างเครือข่าย เนื่องด้วยสภาพปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่
ตลอดเวลา จึงส่งผลให้การจัดบุคคลให้ตรงกับสายงานที่เหมาะสมไม่ค่อยตรงตามสายงานที่ปฏิบัติ
เนื่องด้วยสาขาวิชาที่เรียนมาอาจจะยังไม่ตรงกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคม ด้านเทคโนโลยี
ดังนั้น บุคลากรจะต้องมีการเข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มเติมในหลักสูตรต่างๆ ที่ทางองค์กรได้จัดขึ้น
เพราะจะทำให้บุคลากรมีความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาในการพัฒนาตนเอง ในด้านการหาความรู้ใหม่ๆ
เพื่อนำมาถ่ายทอดให้แก่นิสิตนักศึกษา ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่า การบริหารงานบุคลากรของหลักสูตร
ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา การบริหารบุคลากรของหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา
สังคมศึกษา มีการเตรียมบุคลากรเกี่ยวกับการใช้หลักสูตร จึงดำเนินการโดยการวางแผนงาน เพื่อใช้
หลักสูตรอย่างละเอียดรอบคอบและมีขั้นตอน จึงทำให้การใช้หลักสูตรประสบความสำเร็จตาม
เป้าหมาย หลักสูตรจึงควรมีการส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรนำหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติอย่าง
เหมาะสม เนื่องจากหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษาแต่ละแห่งมีบริบทต่างกัน ความ
พร้อมต่างกัน อีกทั้งมีความแตกต่างกันในด้านงบประมาณ ทรัพยากร สถานที่ และบุคลากร รวมทั้ง
ผู้เรียนในสถานศึกษาแต่ละสถานศึกษาก็มาจากพื้นเพครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจ สังคมที่ต่างกัน มี
ความรู้ ความสามารถตลอดจนความต้องการที่แตกต่างกัน จึงต้องพัฒนาบุคลการให้มีเทคนิคในการ
บริหารอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ อนันต์ เตียวต๋อย ได้วิจัยเรื่อง รูปแบบการ
บริหารคุณภาพแบบเบ็ดเสร็จในมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคล ผลการวิจัยพบว่า ๑. องค์ประกอบ
การบริหารคุณภาพแบบเบ็ดเสร็จในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มี ๗ องค์ประกอบ คือ ๑) การ
ให้ความสำคัญกับผู้รับบริการ ผู้มีส่วนได้เสียและพนักงาน ๒) ผู้บริหารมีภาวะผู้น่าในการน่าองค์กร ๓)
เทคนิคและเครื่องมือการบริหารคุณภาพ ๔) ธรรมาภิบาลชองผู้บริหาร ๕) การใช้องค์กรเป็นคู่
เทียบเคียง ๖) การสร้างคุณภาพชีวิตบุคลากร และ ๗) การบริหารงานอย่างต่อเนื่อง ๒. รูปแบบการ
บริหารคุณภาพแบบเบ็ดเสร็จในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ได้แก่ องค์ประกอบและ
กระบวนการ ประกอบด้วย ๗ องค์ประกอบ ๑) การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการ ผู้มีส่วนได้เสียและ
พนักงาน ๒) ผู้บริหารมีภาวะผู้นำในการนำองค์กร ๓) เทคนิคและเครื่องมือการบริหารคุณภาพ ๔)
ธรรมาภิบาลของผู้บริหาร ๕) การใช้องค์กรเป็นคู่เทียบเคียง ๖) การสร้างคุณภาพชีวิตบุคลากร และ
๗) การบริหารงานอย่างต่อเนื่อง และมี ๘ กระบวนการ คือ ๑) การริเริ่มจากผู้บริหารระดับสูง ๒) การ
จัดโครงสร้างองค์การและทีมงาน ๓) การจัดระบบเครื่องมือคุณภาพ ๔) การประกาศใช้และให้ความรู้แก ่
บุคลากร ๔) การกำกับติดตามและประมวลผล ๖) การทบทวนการดำเนินงาน ๗) การให้รางลังผู้ประสบ
๒๗๑
ผลสำเร็จในการบริหารคุณภาพ และ ๘) การเทียบเคียงกับหน่วยงานที่ประสบผลสำเร็จ ซึ่งรูปแบบดังกล่าว
๒
ได้รับการยืนยัน จากผู้เชี่ยวชาญให้สามารถนำไปใช้ได้
๓. ด้านการส่งเสริมวิชาการ
ผลการศึกษา พบว่า การบริหารงานวิชาการในการบริหารของสถานศึกษาเกี่ยวข้องกับ
การพัฒนาการเรียนการสอนของหลักสูตรอย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องมีหลักการและวิธีการ
ดำเนินงาน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหาร มีความชัดเจนคำนึงถึงองค์ประกอบที่สำคัญของ
การพัฒนาหลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การพัฒนาสื่อนวัตกรรมการเรียนการสอน และ
การจัดประเมินการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการจัดและพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศในการจัดการศึกษาพระพุทธศาสนาบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่
พัฒนาจิตใจและสังคม และมุ่งธำรงปณิธานในการศึกษาพระไตรปิฎกและวิชาชั้นสูงสำหรับพระภิกษุ
สามเณรและคฤหัสถ์ เพื่อผลิตบัณฑิตที่เป็นคนดีและเก่งอย่างมีสมรรถภาพ การจัดการศึกษาและวิจัย
ดีอย่างมีคณภาพ บริการวิชาการดีอย่างมีสุขภาพ และบริหารดีอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งส่งเสริม
ุ
ุ
พระพทธศาสนาและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมคุณภาพและเป็นที่ยอมรับของสังคมงานวิชาการทาง
พระพุทธศาสนาถูกนำมาใช้ในการศึกษาจนเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่และเผยแผ่สู่สังคมทั้งในด้าน
เทคนิควิธีและการจัดการงานอาชีพ และด้านคุณธรรมมาบูรณาการกับการเรียนการสอน ประยุกต์ใช้
ความรู้กับชุมชนได้มากขึ้น ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่า การบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา
สังคมศึกษา ได้ส่งเสริมการบริหารงานวิชาการ เพราะการบริหารงานวิชาการถือว่าเป็นหัวใจของ
สถาบันอุดมศึกษา เนื่องจากเป็นจุดมุ่งหมายหลักของสถานศึกษา ที่จะสร้างผู้เรียนให้มีคุณภาพ มี
ความรู มีจริยธรรม และคุณสมบัติตามที่ต้องการ เพื่อนำไปใช้ในการดำรงชีวิตในสังคมต่อไป ฉะนั้น
หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ต้องบริหารงาน หรือการดำเนินงานทุกชนิดใน
สถานศึกษา เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุด หลักสูตรพุทธ
ศาสตร สาขาวิชาสังคมศึกษาในฐานะเป็นหน่วยปฏิบัติการที่มีหน้าที่และภารกิจโดยตรงในการจัด
การศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษา มีหน้าที่พัฒนานิสิต นักศึกษา ให้มีความรู้ความสามารถ นำไปใช้ใน
การดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข มีคุณค่า และมีศักดิ์ศรี ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ
เพชริน สงค์ประเสริฐ ได้วิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการบริหารวิชาการโดยยึด หลักการทำงาน
เป็นทีมในสถานศึกษาชั้นพื้นฐาน ผลการวิจัย พบว่า ๑) รูปแบบการบริหารงานวิชาการโดยยึด
หลักการทำงานเป็นทีมที่ได้จากการวิเคราะห์ เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวช้อง และการสัมภาษณ์ผู้บริหาร
๒ อนันต์ เสียวต๋อย, “รูปแบบการบริหารคุณภาพแบบเบ็ดเสร็จในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล”,
วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยศิลปกร, ๒๕๕๑).
๒๗๒
สถานศึกษา ผู้เชี่ยวชาญ และครูฝ่ายวิชาการ มี ๔ องค์ประกอบหลัก ดังต่อไปนี้ ๑.๑ ภาวะผู้นำ
ทางการเรียนการสอน ประกอบด้วยพฤติกรรมชองผู้นำด้านการจัดองค์กรเพื่อการเรียนการสอน การ
วางแผนองค์กรเพื่อการสอน การพัฒนาหลักสูตรและการบริหาร การเรียนการสอน การจัดโครงการ
พัฒนาบุคคล การวัดและประเมินผลการเรียนการสอน ๑.๒ การพัฒนาทีมงานวิชาการในสถานศึกษา
ประกอบด้วยการรับรู้และค้นหา ปัญหา การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนปฏิบัติการ การ
นำแผนไปปฏิบัติการประเมินผลลัพธ์ ๑.๓ ภารกิจและชอบข่ายงานวิชาการในสถานศึกษา
ประกอบด้วยการพัฒนาหลักสูตร การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลและเทียบโอน
ึ
ผลการเรียนการวิจัย เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีการศกษา
การพัฒนาแหล่ง การเรียนรู้ การนิเทศการศึกษา การแนะแนวการศึกษา การพัฒนาระบบการประกัน
คุณภาพภายในสถานศึกษา การส่งเสริมความรู้ทางวิชาการแก่ชุมชน ๑.๔ กระบวนการบริหารงาน
วิชาการในสถานศึกษา ประกอบด้วยการวางแผนงาน วิชาการ การนำแผนไปปฏิบัติ การตรวจสอบ
ประเมินผลงานวิชาการ การปรับปรุงงานวิชาการ ๒) รูปแบบการบริหารงานวิชาการโดยยึดหลักการ
ทำงานเป็นทีมในสถานศึกษาชั้นพื้นฐานที่สร้างขึ้น ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก ๔ องค์ประกอบ
ได้แก่ ๒.๑ ด้านภาวะผู้นำทางการเรียนการสอน ๒.๒ ด้านการพัฒนาทีมงานวิชาการในสถานศึกษา
๒.๓ ด้านภารกิจและชอบข่ายงานวิชาการในสถานศึกษา ๒.๔ ด้านกระบวนการบริหารงานวิชาการใน
สถานศึกษา รูปแบบการบริหารงานวิชาการโดยยึดหลักการทำงานเป็นทีมในสถานศึกษาชั้นพนฐานที่
ื้
พัฒนาขึ้นนี้ ผลการประเมินพบว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ๓) การทดลองใช้รูปแบบการ
ื้
บริหารงานวิชาการโดยยึดหลักการทำงานเป็นทีมในสถานศึกษาชั้นพนฐานส่งผลให้ผู้บริหาร/ หัวหน้า
งานวิชาการมีพฤติกรรมและแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับบทบาทผู้นำทางวิชาการ และบริบทของ
สถานศึกษา บุคลกรและผู้ที่เกี่ยวข้องมีความรู้ความเขาใจเกี่ยวกับหลักการและขั้นตอนการทำงานเป็น
้
ทีม สามารถปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอนได้อย่างเป็นรูปธรรม ๔) การประเมินรูปแบบการบริหารงาน
วิชาการโดยยึดหลักการทำงานเป็นทีมในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานหลังจากการทดลอง ยืนยันรูปแบบ
การบริหารงานวิชาการโดยยึดหลักการทำงานเป็นทีม ๔ องค์ประกอบ ที่พัฒนาขั้นว่ามีความเป็นไปได้
๓
และเหมาะสมอยู่ในระดับมาก
๔. ด้านการวัดและประเมินผล
ผลการศึกษา พบว่า การประเมินหลักสูตรเป็นกระบวนการในการจัดเตรียมสารสนเทศ
สำหรับใช้ประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร การประเมินหลักสูตรทำได้หลายลักษณะ
๓ เพชริน สงค์ประเสริฐ, “พัฒนารูปแบบการบริหารวิชาการโดยยึดหลักการทำงานเป็นทีมใน
สถานศึกษาชั้นพื้นฐาน”, วิทยานิพนธ์ครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยนเรศวร, ๒๕๕๐).
๒๗๓
เป็นการพิจารณาองค์ประกอบหลักสูตรว่า มีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด โดยในการประเมิน
็
หลักสูตรจะใช้เครื่องมือชนิดต่างๆ ที่มีความเหมาะสมในการเกบรวบรวมขอมูล เป็นการจำแนกโดยยึด
้
ระดับของหลักสูตรเป็นเกณฑ์ มีจุดมุ่งหมายและลักษณะการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเป็นเกณฑ์
จะต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการประเมินอย่างไร จึงจะทำให้ได้ผลการประเมินที่ถูกต้องตามสภาพ
ความเป็นจริง ครอบคลุมและตอบสนองความต้องการของผู้ที่จะใช้ผลประเมินการเรียนการสอนใน
ระดับอุดมศึกษา จะเห็นว่าการวัดและการประเมินผล เป็นกระบวนการต่อเนื่องกัน โดยเริ่มด้วยการ
วัดแล้วนำผลจากการวัดไปทำการประเมินตัดสินตามเกณฑ์และดุลยพินิจต่อไป อาจเรียกทั้งสอง
กระบวนการรวมกันว่า “การวัดและประเมินผล” ทางการศึกษาการวัดและประเมินผลมีบทบาทและ
หน้าที่สำคัญๆ คือ การวัดและประเมินผลเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบการศึกษา ซึ่งการจัด
การศึกษาที่เป็นระบบจะมีองค์ประกอบหลัก คือ ปรัชญาการศึกษา หลักสูตร การสอน การวัดและ
ประเมิน การวิจัย การวัดและประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนการสอน ซึ่ง
กระบวนการเรียนการสอนเป็นกระบวนการของการใช้หลักสูตร โดยแยกดำเนินการเป็นรายวิชาๆ
การวัดและประเมินผลทำหน้าที่ตรวจสอบผล และเป็นข้อมูลย้อนกลับ เพื่อการสรุปและแกไขปรับปรุง
ในแต่ละส่วน การวัดและประเมินผลเป็นเครื่องมือประกันคุณภาพทางวิชาการ ตองน่าเชื่อถือและมี
ความถูกต้อง ดังนั้น ในการจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษา จำเป็นต้องมีมาตรการที่เกี่ยวข้องใน
ส่วนของการดำเนินการวัดและประเมินผลการศึกษา การวัดและประเมินผลทำหน้าที่ตรวจสอบผล
การเรียนรูหลักการสำคัญของการศึกษา คือ การพัฒนาผู้เรียนหรือทำให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรม ให้ไดผลสอดคลองกับความต้องการของสังคม (ของหลักสูตร) และดำเนินการอย่างเป็น
ระบบ (มีวัตถุประสงค์ชัดเจน) แนวคิดของการวัดและประเมินผล คือ คนเรียนรูไดไมเท่ากันในเวลาที่
เท่ากัน เป็นแนวคิดที่ยึดเวลาในการเรียนเป็นหลัก โดยการเปรียบเทียบความสามารถของผู้เรียนใน
กลุ่มการวัดและประเมินผลเรียกวา “การประเมินผลแบบอิงกลุ่ม” วิธีการตรวจสอบข้อบกพรองทำได
โดยการเปรียบเทียบความสามารถของผู้เรียนกับเกณฑ์ที่กำหนดไวการวัดและประเมินผลลักษณะนี้
เรียกว่า “การประเมินผลแบบอิงเกณฑ” ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่า การวัดและประเมินผลของหลักสูตร
์
พุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ได้นำเกณฑ์มาตรฐานการวัดและประเมินผลตามที่ สกอ.
กำหนด มาเป็นตัววัดและประเมินผล จึงทำให้ได้มาตรฐานเดียวกันทั้งหลักสูตร เพื่อนำผลที่ได้จาการ
วัดและประเมินมาการวางแผนในการใช้หลักสูตร การเตรียมความพร้อมของครูและบุคลากร การ
นิเทศ การฝึกอบรมและพัฒนาครูและบุคลากรเพิ่มเติมระหว่างการใช้หลักสูตร การจัดปัจจัยและสิ่ง
สนับสนุนการใช้หลักสูตร ประเด็นการประเมินเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน ได้แก่ ความรู้
ความสามารถของครู การจัดกิจกรรม/ พฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ การจัดการชั้นเรียน การวัดและ
ประเมินผลการเรียน สารสนเทศที่ได้จากการประเมินจะนำมาใช้เพื่อการปรับปรุงการบริหารหลักสูตร
ิ
และการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับงานวจัยของ เตือนใจ รักษา
๒๗๔
พงศ์ ได้วิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้เพื่อการบริหารวิชาการของสถานศึกษาขั้น
พื้นฐานด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการจัดการ
ความรู้เพื่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ
แบบมีส่วนร่วม ประกอบด้วย ๓ องค์ประกอบหลัก คือ ๑. การบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขั้น
ื้
พนฐาน ได้แก่ การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ประกอบด้วยกิจกรรม การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้
การจัดกระบวนการเรียนรู้และการนิเทศการสอน ๒. กระบวนการจัดการความรู้ ประกอบด้วยการ
ระบุความรู้ การพัฒนาความรู้การสร้างความรู้ การจัดความรู้ให้เป็นระบบ การเข้าถึงความรู้ การ
แบ่งปันความรู้และการเรียนรู้ ๓. ปัจจัยที่สนับสนุนให้การจัดการจัดการความรู้ประสบผลสำเร็จ
ประกอบด้วยภาวะผู้นำ กลยุทธ์ วัฒนธรรมองค์การ เทคโนโลยี โครงสร้างและการวัดผล
๔
๕. ด้านการบริหารงบประมาณ
ผลการศึกษา พบว่า การบริหารงบประมาณมีส่วนสำคัญที่จะทำให้การบริหารสถานศึกษา
ได้สามารถบรรลุผลตามเป้าหมายของหลักสูตรและสถาบันได้ เป็นการวางแผนเรื่องค่าใช้จ่ายในรูปตัว
เงิน ประกอบด้วย การจัดเตรียมการ การอนุมัติ และการบริหาร โดยมีการวางแผนในการใช้และ
้
จัดสรรเงินงบประมาณไปในแต่ละด้าน และมีการวางแผนการปฏิบัติงานในการใช้จ่ายทรัพยากรนันๆ
เพื่อที่จะก่อให้เกิดประโยชนสูงสุดในเวลาที่เร็วที่สุดและใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด เริ่มตั้งแต่ต้องมีการทำ
การวางแผนงบประมาณ จัดทำงบประมาณ การนำเสนองบประมาณ การนำงบประมาณไปบริหาร
จนถึงกระบวนการประเมินผลงบประมาณที่ทำแล้วเพื่อประเมินประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณ
การบริหารหลักสูตรด้านงบประมาณ ถือว่ามีความสำคัญมาก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้บุคลากรที่มี
ความชำนาญการในการปฏิบัติงาน เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างคล่องตัว ยิ่งเป็นระดับผู้บริหารแล้ว
ยิ่งสำคัญมากในการที่จะมีความรู้ ความสามารถ เพื่อให้การบริหารงบประมาณหรือการใช้จ่ายเงินของ
หลักสูตรเป็นไปอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และตรงตามความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด การที่จะ
บริหารงบประมาณของหลักสูตรให้บรรลุตามวัตถุอย่างมีประสิทธิภาพได้นั้น จำเป็นที่ต้องมีผู้บริหารที่
มีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการศึกษา และการบริหารงบประมาณเป็นอย่างดี ตลอดจนมี
ความสามารถในการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของหน่วยงานโดยการนำเอา
หลักการและทฤษฎีการบริหารมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รู้ขอบข่ายหน้าที่และงานที่ต้องปฏิบัติ
ี
่
สามารถนำความรู้ความสามารถนั้นไปประยุกต์ใช้ในงานได้เป็นอย่างดีอกด้วย ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะวา
๔ เตือนใจ รักษาพงศ์, “การพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้เพื่อการบริหารงานวาการชอง
สถานศึกษาชั้นพื้นฐานด้วยกรบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ”, ปริญญานิพนธ์ศึกษาศาสตร์ดุษฎี
บัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยบูรพา, ๒๕๕๑).
๒๗๕
การบริหารงบประมาณของหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มีการวางแผนเรื่อง
ค่าใช้จ่าย ในรูปตัวเงิน มีการแสดงโครงการดำเนินงานทั้งหมดในระยะหนึ่ง รวมถึงการกะประมาณ
การบริหารกิจกรรม โครงการและค่าใช้จ่ายตลอดจนทรัพยากรที่จำเป็นในการสนับสนุน การ
ดำเนินงานให้บรรลุตามแผน ประกอบด้วยการทำงาน คือ การจัดเตรียมการ การอนุมัติ และการ
บริหาร โดยให้มีการปฏิบัติงานให้สอดคลองกับแผนงานที่วางไว และการปฏิบัติงานที่ไมจำเป็นของ
หน่วยงานลดลง เนื่องจากทรัพยากรหรืองบประมาณของหน่วยงานมีจำกัด ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้อง
ใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือในการจัดสรรทรัพยากรหรือใช้จ่ายเงินให้มีประสิทธิภาพ โดยมีการ
วางแผนในการใช้และจัดสรรเงินงบประมาณไปในแต่ละด้าน และมีการวางแผนการปฏิบัติงานในการ
ใช้จ่ายทรัพยากรนั้น ๆ ด้วย เพื่อที่จะก่อให้เกิดประโยชนสูงสุดในเวลาที่เร็วที่สุดและใช้ทรัพยากรน้อย
ที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ พรจันทร์ พรศักดิ์กุล ได้ศึกษาเรื่อง “รูปแบบกระบวนการ
งบประมาณของโรงเรียนที่บริหารงบประมาณแบบใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัด
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน” ผลการวิจัย พบว่า ๑. ปัจจุบันโรงเรียนประถมศึกษามี
การดำเนินการเกี่ยวกับกระบวนการงบประมาณ ๔ ขั้นตอน ในขั้นของการจัดทำงบประมาณ มี
กำหนดนโยบายงบประมาณ การทบทวนแผนกลยุทธ์ การจัดทำแผนปฏิบัติการ และการประมาณ
รายรับรายจ่าย ปัญหาที่พบคือ โรงเรียนส่วนใหญ่ไมมีการจัดทำแผนงบประมาณระยะปานกลาง และ
ไมไดจัดทำปฏิทินกระบวนการงบประมาณ ในขั้นของการอนุมัติงบประมาณ มีการนำเสนอแผน
งบประมาณให้คณะกรรมการสถานศึกษาพิจารณา และส่วนใหญ่จะเห็นชอบตามที่โรงเรียนเสนอ ใน
ขั้นของการบริหารงบประมาณ มีการควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณ มีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ
และมีการจัดทำข้อตกลงผลการปฏิบัติงาน ปัญหาที่พบ คือ ไมมีเกณฑ์ที่ชัดเจนในการเปลี่ยนแปลง
งบประมาณและไมมีแรงจูงใจให้ทำตามขอตกลงผลการปฏิบัติงาน ในขั้นของการประเมินผล
งบประมาณ มีการประเมินผลการใช้งบประมาณแต่ส่วนใหญ่ไมมีการประเมินผลผลิต ผลลัพธ์ และ
ต้นทุน สวนการมีส่วนร่วมในกระบวนงบประมาณ พบว่า ผู้ปกครองไมมีส่วนรวมใดๆ ในกระบวนการ
งบประมาณ ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาและหัวหนาสายชั้น/ กลุ่มสาระ มีส่วนร่วมในการให้
ข้อมูล ขอเสนอแนะ ความคิดเห็นผู้สอนและกรรมการในคณะกรรมการสถานศึกษามีส่วนร่วมในการ
รับรู รับทราบข้อมูล ๒. ไดรูปแบบกระบวนการงบประมาณของโรงเรียนที่บริหารงบประมาณแบบใช้
โรงเรียนเป็นฐาน ซึ่งมีขั้นตอนที่สำคัญ ๔ ขั้นตอนคือ ๑) การจัดทำงบประมาณ ประกอบด้วยการ
กำหนดแนวทางการจัดทำงบประมาณ การทบทวนแผนระยะยาว การจัดทำแผนระยะสั้นการ
ประมาณการรายรับรายจ่าย ๒) การอนุมัติงบประมาณ ประกอบด้วย การพิจารณางบประมาณ การ
จัดทำเอกสารงบประมาณ ๓) การบริหารงบประมาณ ประกอบด้วยการควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณ
การเปลี่ยนแปลงงบประมาณ การจัดทำข้อตกลงผลการปฏิบัติงาน ๔) การประเมินผลงบประมาณ
ประกอบด้วยการประเมินผลและการรายงานผลและได นำเสนอรูปแบบ การมีส่วนร่วมใน
๒๗๖
กระบวนการงบประมาณของ หัวหนาสายชั้น/กลุ่มสาระ ครูผู้สอน ผู้ปกครอง ประธานคณะกรรมการ
สถานศึกษา กรรมการในคณะกรรมการสถานศึกษา
๕
๕.๒.๒ ผลการสร้างรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา
สังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นั้น มีรูปแบบ ดังนี้
๑. ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ควรมีรูปแบบพุทธวิธีการบริหาร
หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ดังนี้ ๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ คือ ผู้บริหารมี
การประชุมหลักสูตรสม่ำเสมอ เพื่อวิเคราะห์หลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและการ
เปลี่ยนแปลง อย่างน้อย ๑ เดือนต่อครั้ง ๒) พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม คือ
ผู้บริหารหลักสูตรเข้าประชุมพร้อมเพรียงกัน เมื่อเลิกประชุม ทุกคน/ฝ่าย ยอมรับมติในที่ประชุม
เพราะถือว่าเป็นข้อตกลง ในข้อกำหนดนั้นๆ และถือปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกัน ๓) ไม่บัญญัติสิ่งที่
มิได้บัญญัติไว้ ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้ คือ ผู้บริหารหลักสูตรไม่กำหนดกฎระเบียบและข้อบังคับด้าน
การเรียนการสอนของหลักสูตรที่นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ ๔) การให้ความเคารพต่อประธานในที่
ประชุม คือ ครู อาจารย์ บุคลากร ให้เกียรติประธานที่ประชุม ให้ความเคารพต่อความคิดเห็นซึ่งกัน
และกัน ให้เกียรติผู้พูดอย่างมีมารยาท ยอมรับการตัดสินใจ ปฏิบัติตามระเบียบหรือข้อบังคับของที่
ประชุม ๕) ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น คือ ผู้บริหาร สนับสนุนให้บุคลากร ไม่ทำ ไม่พูด ไม่คิด
อะไรตามอำนาจของความอยาก เป็นผู้เข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของตนเอง ๖) เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์
คือ ผู้บริหารหลักสูตรให้ความเคารพสักการะแก่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยสอดแทรกเนื้อหารายวิชา
วัฒนธรรม ประเพณี สิ่งที่เคารพประจำท้องถิ่น เช่น หลวงพ่อศรีสวรรค์ วัดนครสวรรค์หรือบุคคล
สำคัญในท้องถิ่น เป็นต้น ๗) ดูแล รักษา คุ้มครองพระสงฆ์และผู้มีศีลธรรม คือ ผู้บริหาร กำหนด
จุดมุ่งหมายเนื้อหาสาระ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้
สอดคล้องกับหลักพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่า การบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียน
การสอนของหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มีรูปแบบการจัดทำหลักสูตรและการ
จัดการเรียนรูอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่องและครบวงจร และนำผลจากการติดตาม กำกับดูแลคุณภาพ
มาพิจารณาปรับปรุงหลักสูตรและการจัดการเรียนรูให้มีคณภาพ โดยมีเป้าหมายให้เกิดกับผู้เรียน การ
ุ
๕ พรจันทร์ พรศักดิ์กุล, “รูปแบบกระบวนการงบประมาณของโรงเรียนที่บริหารงบประมาณแบบใช ้
โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน”, วิทยานิพนธ์
ปริญญา กศ.ด. (การบริหารการศึกษา), (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ๒๕๕๐).
๒๗๗
ื่
ื่
จัดการเรียนการสอน รวมทั้งกิจกรรมการเรียนการสอนเพอให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทางความรู้และอนๆ
ตามจุดประสงค์และจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งโครงสร้างและเนื้อหาสาระของหลักสูตรในแต่ละระดับ
โดยมุ่งเน้นที่จุดประสงค์รายวิชาจะต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์ใหญ่ เพื่อใช้ในการปรับปรุงการเรียน
การสอน และมีอาจารย์เป็นกุญแจดอกที่สำคัญที่สุด ในการเป็นตัวเชื่อมของหลักสูตรและผู้เรียน ซึ่ง
๖
สอดคล้องกับรายงานการวิจัยของวินัย ภูมิสุข ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การพัฒนาการบริหารหลักสูตร
สาขาวิชารัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” ผลการวิจัยพบว่า ๑. การ
พัฒนาการบริหารหลักสูตรสาขาวิชารัฐศาสตร์ที่พึงประสงค์ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัยวิทยาเขตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ๑. ด้านหลักสูตรและการเรียนการสอนตามหลัก
อปริหานิยธรรม พบว่า มีองค์ประกอบ ๗ ประการ ได้แก่ ๑) การประชุม ๑ เดือน/ครั้ง ๒) การรับรู้
ความคิดร่วมกัน ๓) ทุกคนสามารถปฏิบัติมีมาตรฐานเดียวกัน ๔) การส่งเสริมสิทธิสตรีให้มากขึ้น ๕)
ประธานมีภาวะผู้นำดี ๖) เนื้อหาวิชาการมุ่งให้คุณค่าต่อการบูชา และ ๗) มีการยกย่องคุณความดีต่อ
บุคลากร ๒. ด้านบุคลากรตามหลักอปริหานิยธรรม พบว่า มีองค์ประกอบ ๗ ประการ ได้แก่ ๑) กำหนด
แผนการประชุม ๒) ระบบทีมงาน ๓) บุคลากรสามารถเป็นต้นแบบทางวัฒนธรรม ๔) มีข้อตกลงร่วมกัน ๕)
ให้ความสำคัญต่อคนดี ๖) รับฟังความคิดเห็นประธานและ ๗) บุคลากรมีเมตตากรุณาต่อกัน ๓. ด้านการ
ส่งเสริมวิชาการตามหลักอปริหานิยธรรม พบว่า มีองค์ประกอบ ๗ ประการ ได้แก่ ๑) ประชุมเพอ
ื่
วิเคราะห์สาขาวิชา ๒) ทำให้ทุกคนทราบเป้าหมายเดียวกัน ๓) มุ่งสร้างคุณค่าต่อสถาบันท้องถิ่น ๔)
กรอบกำหนดเงื่อนไข ๕) ระยะเวลาการผลิตผลงานวิชากรด้านสตรี ๖) การสร้างต้นแบบทางวิชาการ
และ ๗) การยกย่องและให้กำลังใจผู้มีผลงานทางวิชาการ ๒. ด้านการวัดผลและประเมินผลตามหลัก
อปริหานิยธรรม พบว่า มีองค์ประกอบ ๗ ประการ ได้แก่ ๑) กำหนดเกณฑ์ที่มีคุณภาพ ๒) บุคลากรรู้
วิธีวัดและประเมินผล ๓) เกณฑ์การประเมินตามบุคคลที่สำคัญในท้องถิ่น ๔) รูปแบบการวัดและ
ประเมินผลตามเกณฑ์ของ สกอ. ๕) การมอบหน้าที่ให้กับสตรีรับผิดชอบ ๖) ผู้นำทราบถึงวิธีการวัด
และการประเมินผล และ ๗) การให้เกณฑ์คนไม่เก่งแต่ดีขยัน ๓. ด้านงบประมาณตามหลักอปริหานิย
ธรรม พบว่า มีองค์ประกอบ ๗ ประการ ได้แก่ ๑) จัดทำแผนรายจ่ายประจำปี ๒) การจัดทำ
งบประมาณร่วมกัน ๓) การจัดหางบประมาณจัดสร้างอนุสาวรีย์ ๔) การควบคุมงบประมาณให้คุ้มค่า
๕) การยกย่องคนดี และการข่มคนไม่ดี ๖) มอบหมายให้สตรีควบคุมด้านงบประมาณ และ ๗)
บุคลากรเคารพต่อตัดสินใจส่วนงบประมาณ
๖ วินัย ภูมิสุข, “การพัฒนาการบริหารหลักสูตรสาขาวิชารัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (รัฐประศาสนศาสตร์), (บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหา
จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, ๒๕๕๘).
๒๗๘
๒. ด้านการบริหารงานบุคลากร ควรมีรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธ
ศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ดังนี้ ๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ คือ ผู้บริหาร และบุคลากร
เข้าร่วมประชุม เพื่อวางแผนกำหนดนโยบายในการปฏิบัติงานตามโครงสร้างการบริหารหลักสูตร ๒)
พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม คือ ผู้บริหารหลักสูตรประชุมพร้อมเพรียงกัน เลิก
พร้อมเพรียงกัน โดยกำหนดเวลาและวาระการประชุมที่แน่นอน ที่ประชุมมีมติอย่างไร นำไปปฏิบัติ
ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างพร้อมเพรียงกัน ๓) ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ ไม่ล้มล้างสิ่งที่
บัญญัติไว้ คือ ผู้บริหาร และบุคลากร ปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับของหลักสูตร เป็นการรักษา
มาตรฐานร่วมกันถึงแนวทางสำหรับการดำเนินงานของสาขาวิชาที่กำหนดไว้ ๔) การให้ความเคารพ
ต่อประธานในที่ประชุม คือ บุคลากรเคารพต่อประธาน ต่อผู้มีความอาวุโสกว่า ยอมรับฟังความ
คิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย เคารพในสิทธิ การให้เกียรติและเคารพต่อผู้พูด ๕) ไม่ลุอำนาจแก่ความ
อยากที่เกิดขึ้น คือ ผู้บริหารดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ความถูกต้อง รับฟังความคิดเห็นจากบุคลากรทุก
ฝ่าย ๖) เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ ผู้บริหาร คณาจารย์แสดงความเคารพตามหลักพระพุทธศาสนา ต่อ
พระรัตนตรัย ปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ และปูชนียบุคคล รวมทั้งการชี้นำถึงประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่
ควรค่าแก่การเคารพในท้องถิ่น ๗) ดูแล รักษา คุ้มครองพระสงฆ์และผู้มีศีลธรรม คือ ผู้บริหาร และ
บุคลากร ปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม เพื่อสงเคราะห์และบูชาพระภิกษุ ผู้มีความประพฤติดีและปฏิบัติ
ชอบ ทั้งต่อพระพุทธศาสนาและต่อสังคมตามควรแก่กาลเทศะ ด้วยความเคารพอย่างแท้จริง ทั้งนี้
อาจเป็นเพราะว่า การบริหารงานบุคลากร เป็นงานหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งในกระบวนการบริหาร
เพราะบุคลากรเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด เพราะความอยู่รอดขององค์การขึ้นอยู่กับบุคลากร เพราะ
การบริหารงานบุคลากรเป็นสื่อกลางในการผสานกับแผนกต่างๆ เพื่อแสวงหาวิธีการ ให้ได้บุคลากรที่มี
คุณสมบัติเหมาะสมเข้ามาทำงานในองค์การ เมื่อองค์การได้บุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ย่อมทำให้
องค์การเจริญเติมโต และพัฒนายิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น การบริหารบุคลากร ควรพัฒนาบุคลากรให้มี
ความรู้ ความสามารถ มีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานขององค์กร ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ
กระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการบริหารงานบุคลากรในสถานศึกษาว่า เป็น
ื่
ื่
ภารกิจสำคัญทมุ่งส่งเสริมให้สถานศึกษาสามารถปฏิบัติงานเพอตอบสนองภารกิจของสถานศึกษา เพอ
ี่
ดำเนินการด้านบริหารงานบุคลากรให้เกิดความคล่องตัวอิสระภายใต้กฎหมาย ระเบียบ เป็นไปตาม
หลักธรรมาภิบาล ข้าราชการครูและบุคลาการทางการศึกษาได้รับการพัฒนา มีความรู้ ความสามารถ
มีขวัญและกาลังใจ ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ มีความมั่นคงและก้าวหน้าในวิชาชีพ ซึ่งจะส่งผลต่อ
การพัฒนาคุณภาพการศึกษา ของผู้เรียนเป็นสำคัญ ดังนั้นหากขาดซึ่งบุคลากรที่ดี ก็ยากที่จะหวัง
๒๗๙
ความสำเร็จจากกิจการงานนั้นทั้งนี้ เพราะปัจจัยอนๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินวัสดุอุปกรณ์ เทคนิควิธีการ จะ
ื่
ดำเนินไปด้วยดีมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นจะต้องอาศัยคน
๗
๓. ด้านการส่งเสริมงานวิชาการ ควรมีรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธ
ศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ดังนี้ ๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ คือ ผู้บริหารเข้าร่วมประชุม
ปรึกษาหารือกันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อแก้ไขปัญหาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ยอมรับใน
เหตุผลที่ถูกต้องที่เป็นประโยชน์ ส่งเสริมการพัฒนา ผลงานทางวิชาการอย่างจริงจัง ๒) พร้อมเพรียง
กันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม คือ ผู้บริหารและบุคลากรพร้อมเพรียงกนประชุม พร้อมเพรียง
ั
กันเลิกประชุมและกระทำกิจที่ควรทำ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของหมู่คนที่อยู่
รวมกันไม่กินแหนงแคลงใจกัน ปรึกษาหารือพร้อมๆ กัน เพื่อทุกคนจะได้ยอมรับในสิ่งที่จะทำลงไป
ด้วยความเต็มใจ ๓) ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้ คือ ผู้บริหารและบุคลากร
ทุกคนจะไม่บัญญัติและไม่ล้มเลิก ระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ของคณะและสังคมตามความพอใจของตน
หรือของกลุ่มโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ๔) การให้ความเคารพต่อประธานในที่ประชุม คือ ผู้บริหาร
เคารพนับถือผู้ใหญ่และรับฟังคำสั่งสอนของผู้ใหญ่ รับฟังคำชี้แนะ เพื่อนำมาเป็นข้อคิดในการ
ปฏิบัติงาน ๕) ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น คือ ผู้บริหารมีลักษณะผู้นำ มีวินัย ปฏิบัติตาม
ระเบียบข้อบังคับอันชอบธรรม ถูกต้องตามกฎหมาย และปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความเป็น
ธรรม ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ๖) เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ ผู้บริหาร
หลักสูตรเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และถ่ายทอดองค์ความรู้และการทำนุ
บำรุงรักษาศาสนสถาน และศาสนวัตถุ เชิงวัฒนธรรมท้องถิ่น ๗) ดูแล รักษา คุ้มครองพระสงฆ์และผู้มี
ศีลธรรม คือ ผู้บริหารการให้ความสำคัญแก่ผู้กระทำความดี ชื่นชมยกย่องบุคลากรในหลักสูตร รวมทั้ง
สนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้ในการสร้างคุณธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพการทำงานให้ดี
ยิ่งขึ้น ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่า การส่งเสริมงานวิชาการของหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา
สังคมศึกษา มีรูปแบบที่มุ่งเน้นการพัฒนาสติปัญญา ความรู้ความสามารถ คุณธรรมจริยธรรม เจตนคติ
และค่านิยมให้ผู้เรียนเป็น คนเก่ง คนดี และมีความสุขในการดำรงชีวิตตลอดจนเป็นผู้มีคุณค่าในสังคม
จึงเป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จ และความสามารถของผู้บริหารหลักสูตร เนื่องจากงานวิชาการเป็นงาน
หลักในสถานศึกษา ที่ผู้บริหารหลักสูตรต้องดำเนินการกระตุ้นและส่งเสริมให้คณาจารย์ร่วมมือกันใน
การปรับปรุงงานวิชาการของมหาวิทยาลัยอยู่เสมอ ดังนั้น ผู้บริหารหลักสูตรต้องรู้จักวางแผน การ
ติดต่อสื่อสาร การประสานงาน การควบคุมบังคับบัญชา การวินิจฉัย สั่งการ การมอบหมายงานให้
๗ กระทรวงศึกษาธิการ, พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.
๒๕๔๗, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์อักษรไทย, ๒๕๔๘), หน้า ๕๑
๒๘๐
ถูกต้องและเหมาะสมเพื่อให้การปฏิบัติงานวิชาการบรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตรได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการวิจัยของ พระราชปริยัติ (สฤษดิ์ ประธาตุ) ได้วิจัยเรื่อง
การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการ ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผลการวิจัย
พบว่า สภาพการดำเนินงานวิชาการ ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีโครงสร้างการ
บริหารงานวิชาการเข่นเดียวกับ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ แต่มีจุดเด่นคือ
วัตถุประสงค์ชองมหาวิทยาลัยมีความเป็น เอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ มุ่งให้การศึกษา วิจัย ส่งเสริมการ
ให้บริการทางวิชาการพระพุทธศาสนา และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งมีผลต่อการบริหารงาน
ด้านอื่น ๆ คือ ด้านการบริหารบุคลากร ทางวิชาการ ที่ตั้งกระจายกำลังคนไปตามวิทยาเขตทั่วประเทศ
ทำให้แต่ละวิทยาเขตต้องเร่งสร้าง บุคลากรทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ อีกทั้งต้องเสริมสร้างระบบ
การประสานงานและการ ประซาสัมพันธ์ข่าวสารชองมหาวิทยาลัยให้รวดเร็วและทั่วถึง สำหรับด้าน
ั
หลักสูตรและการวัดผล ประเมินผลชองมหาวิทยาลัยที่ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกบวัตถุประสงค์ ได้
พบว่ามีการจำกัดให้จัด หลักสูตรเฉพาะทาง จึงไม่สามารถดำเนินการพัฒนาหลักสูตรให้เป็นไป
เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยทั่ว ๆ ไปจึงมีจุดอ่อนอยู่ตรงที่การจัดการเรียนการสอนยังอยู่ในระดับ
ปริญญาตรีแทนการพัฒนาหลักสูตรใน ระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ในด้านพระพุทธศาสนาและ
การวัดประเมินผลที่กระจายไปตาม วิทยาเขต ไม่มีการจัดระบบมาตรฐานชองมหาวิทยาลัยได้ สำหรับ
การบริหารงานวิชาการที่ได้รับผลจากมาตราต่าง ๆ ในพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ
อย่างยิ่งการบริหารงานบุคลากร ทำให้มีจุดอ่อนที่จะต้องพัฒนาอย่างรีบด่วนคือ การเพิ่มพูนองค์
ความรู้ในระดับปริญญาที่สูงขึ้น และตำแหน่งทางวิชาการ เนื่องจากมาตราในหมวด ๒ ชอง
พระราชบัญญัติได้ล้อเนื้อความชอง มหาวิทยาลัยอื่น ๆ เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ชองสำนักงานการ
๘
อุดมศึกษา
๔. ด้านการวัดและประเมินผล ควรมีรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธ
ศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ดังนี้ ๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ คือ ผู้บริหารและบุคลากร
ประชุมทบทวนการจัดระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากร โดยใช้แบบรายงานผลการ
ปฏิบัติงาน ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด มีการแจ้งผลการประเมินเพื่อปรับปรุงการทำงานให้บุคลากร
รายบุคคล ๒) พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม คือ ผู้บริหารเข้าร่วมกำหนดตัวชี้วัด
เพื่อให้เกิดการรับรู้ร่วมกัน ตามมาตรฐานการประเมินผลการเรียนการสอนที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
๘ พระราชปริยัติ (สฤษดิ ประธาตุ) “การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการชองมหาวิทยาลัยมหา
จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”, วิทยานิพนธ์ครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
๒๕๔๙)
๒๘๑
๓) ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้ คือ ผู้บริหารประเมินผลการปฏิบัติงานของ
บุคลากรตามตัวชี้วัดและประเมินผลการจัดการเรียนการสอนตามเกณฑ์ที่ตามมาตรฐานการวัดและ
ประเมินผล ๔) การให้ความเคารพต่อประธานในที่ประชุม คือ ประธานหลักสูตรหรือหัวหน้าสาขาวิชา
สังคมศึกษา ได้วัดและประเมินผลหลักสูตร วัดและประเมินผลนิสิต และวัดและประเมินผลถึงความ
เสี่ยงหลักสูตร (สกอ.) ๕) ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น คือ ผู้บริหารประเมินบุคลากรทุกระดับ
โดยใช้หลักเกณฑ์ของการประเมินผลมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเกิดการยอมรับร่วมกัน ๖) เคารพสิ่ง
ศักดิ์สิทธิ์ คือ ผู้บริหารหลักสูตรให้ความเคารพต่อสถานที่สำคัญ โดยมองถึงแนวคิดหลักว่าด้วยถูปาร
หาบุคคลที่มีคุณค่าต่อสังคมไทย ๗) ดูแล รักษา คุ้มครองพระสงฆ์และผู้มีศีลธรรม คือ ผู้บริหาร
ื่
ประเมินองค์การตามข้อสั่งการในรายงานผล และผลของการดำเนินงานต้องเป็นไปเพอสร้างคุณธรรม
จริยธรรมในองค์การเน้นคุณธรรม จริยธรรม ในการทำความดี ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่า การวัดและ
ประเมินผลของหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มีรูปแบบที่เหมาะสม ชัดเจน ได้
มาตรฐานตามที่คุรุสภากำหนด จึงทำให้หลักสูตรสามารถนำผลของการประเมินหลักสูตรมาบูรณาการ
ความรู้ในการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา จัดทำแผนการเรียนการสอน จัดกระบวนการเรียนรู้ เลือก
สื่อและนวัตกรรมที่สอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ นำเทคนิคและยุทธวิธีในการจัดการเรียนรู้ เพอ
ื่
พัฒนาผู้เรียนได้ดีมีประสิทธิภาพในการบริหารหลักสูตรได้ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการวิจัยของ
วินัย ภูมิสุข ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การพัฒนาการบริหารหลักสูตรสาขาวิชารัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” ผลการวิจัยพบว่า ด้านการวัดผลและประเมินผลตามหลักอปริหานิย
ธรรม พบว่า มีองค์ประกอบ ๗ ประการ ได้แก่ ๑) กำหนดเกณฑ์ที่มีคุณภาพ ๒) บุคลากรรู้วิธีวัดและ
ประเมินผล ๓) เกณฑ์การประเมินตามบุคคลที่สำคัญในท้องถิ่น ๔) รูปแบบการวัดและประเมินผล
ตามเกณฑ์ของ สกอ. ๕) การมอบหน้าที่ให้กับสตรีรับผิดชอบ ๖) ผู้นำทราบถึงวิธีการวัดและการ
๙
ประเมินผล และ ๗) การให้เกณฑ์คนไม่เก่งแต่ดีขยัน
๕. ด้านการบริหารงบประมาณ ควรมีรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธ
ศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ดังนี้ ๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ คือ ผู้บริหารและบุคลากร
ประชุมทบทวนแผนปฏิบัติการประจำปีก่อนสิ้นสุดปีงบประมาณล่วงหน้า เพื่อวิเคราะห์และหาข้อสรุป
การดำเนินงานที่สอดคล้องกับภารกิจ วิสัยทัศน์ พันธกิจอัตรากำลัง และสายงานของบุคลากร ๒)
พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม คือ ผู้บริหาร ครูอาจารย์ บุคลากรพร้อมเพรียงกัน
๙ วินัย ภูมิสุข, “การพัฒนาการบริหารหลักสูตรสาขาวิชารัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (รัฐประศาสนศาสตร์), (บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหา
จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, ๒๕๕๘).
๒๘๒
เข้าประชุมและเลิกพร้อมเพรียงกัน ที่ประชุมมีมตินโยบายอย่างไร ก็นำไปปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับ
มอบหมายอย่างพร้อมเพรียงกัน ๓) ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้ คือ ผู้บริหาร
ไม่กำหนด ระเบียบ ข้อบังคับขึ้นมาขัดแย้งต่อหลักการเดิมซึ่งดีอยู่แล้วเพื่อเป็นการควบคุมการใช้
งบประมาณร่วมกัน ๔) การให้ความเคารพต่อประธานในที่ประชุม คือ ผู้บริหารรับฟังถ้อยคำของท่าน
ผู้อาวุโสด้วยความเคารพนับถือ เพราะถ้อยคำของท่านเป็นสิ่งควรรับฟัง ซึ่งท่านเหล่านี้เป็นคนดี มี
คุณวุฒิ วัยวุฒิ มีประสบการณ์ในชีวิตมากมาย คำพูดของท่านจึงเป็นเรื่องที่ต้องรับฟัง และนำมา
่
ี่
ประยุกต์ใช้ในการทำงาน ๕) ไม่ลุอำนาจแกความอยากทเกิดขึ้น คือ ผู้บริหารหลักสูตรไม่ลุอำนาจแห่ง
ความอยากที่เกิดขึ้น โดยสร้างระบบการตรวจสอบการใช้งบประมาณ โดยแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบ
อย่างชัดเจน ๖) เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ ผู้บริหารหลักสูตรแสดงความเคารพตามหลักพระพุทธศาสนา
ต่อพระรัตนตรัย ปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ และปูชนียบุคคล อย่างเหมาะสม ๗) ดูแล รักษา คุ้มครอง
พระสงฆ์และผู้มีศีลธรรม คือ ผู้บริหารหลักสูตรให้ความสำคัญแก่ผู้กระทำความดี เมื่อมีบุคคลที่ทำ
ความดี มีศีล มีธรรม ก็ยกย่องบุคคลที่ควรยกย่อง ข่มคนที่ควรข่ม ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่า การบริหาร
งบประมาณของหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มีรูปแบบในการวางแผนทาง
การเงิน จัดทำและเสนอของบประมาณ จัดสรรงบประมาณ ตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล และ
รายงานผลการใช้เงินและผลการดำเนินงาน โดยระดมทรัพยากรและลงทุนเพื่อการศึกษา บริหาร
การเงิน บริหารบัญชี บริหารพัสดุและสินทรัพย์ ซึ่งเป็นการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ
สอดคล้องกับหลักการเศรษฐศาสตร์ จึงทำให้รูปแบบการบริหารงบประมาณของหลักสูตรพุทธ
ศาสารทบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มีคุณสมบัติของความเป็นองค์กรที่เป็นเลิศ สร้างความ
หลากหลายในการเข้าถึงการบริหาร มีความชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ตามแนวการบริหาร
งบประมาณของสถานศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการวิจัยของ เบญจา ศิริผล ได้ศึกษาเรื่อง
“รูปแบบการบริหารงบประมาณและสินทรัพย์ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาสู่ความเป็นเลิศ”
ผลการวิจัย พบว่า การศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารงบประมาณและสินทรัพย์
ของสถานศึกษา ระดับมัธยมศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ พบว่า ประเทศไทยใช้ระบบการบริหาร
งบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ กระบวนการงบประมาณที่นำมาเป็น แนวทางในการ
พัฒนารูปแบบการบริหารงบประมาณและสินทรัพย์สำหรับสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาในครั้งนี้ใช้
กระบวนการงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ ซึ่งมีขั้นตอนที่สำคัญ ๔ ขั้นตอน คือ ๑)
การวางแผนและจัดทำงบประมาณ พบแนวทางในการปฏิบัติ ๒๓ ข้อ ๒) การอนุมัติงบประมาณ พบ
แนวทางในการปฏิบัติ ๗ ข้อ ๓) การบริหารงบประมาณ พบแนวทางในการปฏิบัติ ๔๓ ข้อ และ ๔)
การติดตามประเมินผล พบแนวทางในการปฏิบัติ ๑๔ ข้อ รูปแบบที่ได้มีคุณสมบัติของความเป็น
องค์กรที่เป็นเลิศ แนวทางที่สำคัญคือ จะต้องมีการบริหารรายได้คิดคำนวณต้นทุนทุกขั้นตอน สร้าง
ความหลากหลายในการเข้าถึงสินค้าหรือบริหาร เพื่อลดการผูกขาด แยกภารกิจประจำกับภารกิจตาม
๒๘๓
นโยบายหลักของต้นสังกัดให้ชัดเจนและสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกัน ลดการระดมทุนลดการใช้
ดุลยพินิจ บริหารด้วยความชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้และมีเหตุผล มีแผนงานบำรุงรักษาสินทรัพย์
ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ มีการตรวจสอบภายใน ในเชิงรุกและเชิงสร้างสรรค์ รายงานผลการ
ดำเนินงานด้วยรูปแบบที่ง่ายต่อการเข้าใจ นอกจากนี้จะต้องปฏิบัติและยึดตามกฎระเบียบที่ราชการ
กำหนดอย่างเคร่งครัด แนวทางในการบริหารงบประมาณของสถานศึกษาในรูปแบบการบริหาร
งบประมาณและสินทรัพย์ของสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา สู่ความเป็นเลิศ ทั้ง ๘๖ ประการได้รับ
การยืนยันความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติจากผู้บริหารโรงเรียนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจากโรงเรียนที่
๑๐
ประสบความสำเร็จด้านการบริหารจัดการโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา
๕.๒.๓ ผลการประเมินรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑต
ิ
สาขาวิชาสังคมศึกษา
ผลการประเมินรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคม
ศึกษา ผู้ประเมินเห็นว่า รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
ุ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้ประเมินเห็นว่า รูปแบบมีความถูกต้องอยู่ในระดับมาก
รูปแบบมีความเหมาะสม อยู่ในระดับมาก รูปแบบมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก และรูปแบบมี
ความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาและได้คำแนะนำจาก
ผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม จึงทำให้รูปแบบพุทธวิธีการบริหารตามหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ออกมาสมบูรณ์และถูกต้อง จึงทำ
ให้ผลออกมาอยู่ในระดับมากทุกด้าน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ชาญณรงค์ ยาสุทธิ ทำวิจัยเรื่อง
รูปแบบพุทธบูรณาการการเสริมสร้างแรงจูงใจของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่
ึ
การศึกษามัธยมศกษา เขต ๔๒ ผลการวิจัย พบว่า ๑. ๑) ด้านวันหยุด ผลตอบแทน สวัสดิการ บูรณา
การ ตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ๒) ด้านสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน บูรณาการตามหลักลัปปายะ ๔
๓) ด้านลักษณะของ หน่วยงาน บูรณาการตามหลักทุติยปาปณิกสูตร ๔) ด้านผู้บังคับบัญชา และ
แนวทางการบริหาร จัดการ บูรณาการตามหลักพรหมวิหาร ๔ ๔) ด้านลักษณะงานและความรับผิด
ขอบบูรณาการตามหลัก อิทธิบาท ๔ ๒. มีรูปแบบ ๔ รูปแบบ ดังนี้ รูปแบบที่ ๑ ด้านวันหยุด
ผลตอบแทน สวัสดิการตาม หลักลังคหวัตถุ ๔ รูปแบบที่ ๒ ด้านสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการทำงาน
ตามหลักลัปปายะ ๔ รูปแบบ ที่ ๓ ด้านลักษณะของหน่วยงาน ตามหลักทุติยปาปณิกสูตร รูปแบบที่๔
๑๐ เบญจา ศิริผล, “รูปแบบการบริหารงบประมาณและสินทรัพย์ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาสู่ความ
เป็นเลิศ”, วิทยานิพนธ์การศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัย
บูรพา, ๒๕๕๗).
๒๘๔
ด้านผู้บังคับบัญชา และแนวทางการบริหารจัดการตามหลักพรหมวิหาร ๔ รูปแบบที่ ๔ ด้านลักษณะ
งาน และความ รับผิดขอบตามหลักอิทธิบาท ๔ ๓. โดยภาพรวมการประเมินรูปแบบพุทธบูรณาการ
ื้
การเสริมสร้างแรงจูงใจของผู้บริหาร สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต
๑๑
๔๒ อยู่ในระดับมากที่สุด ทุกด้าน
๕.๓ ข้อเสนอแนะ
ผลการศึกษาวิจัยเรื่อง รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา
สังคมศึกษา จากการที่ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยจึงได้สรุปข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ข้อเสนอแนะ
เชิงปฏิบัติการ และข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป ดังนี้
๕.๓.๑ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
จากการศึกษางานวิจัยเรื่องรูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาสังคมศึกษา ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายดังนี้
๑) ควรมีการปรับปรุงการบริหารหลักสูตรด้านหลักสูตรและการเรียนการสอน ด้วย
การวางระบบให้มีความชัดเจน เช่น การกำหนดปฏิทินการประชุมประจำเดือน การกำหนดมาตรฐาน
ของบุคลากรในการผลิตผลหลักสูตรวิชาการ การกำหนดให้ผู้เกี่ยวข้องได้มีโอกาสในการเข้ามา
ช่วยเหลือหลักสูตร การกำหนดการวัดและประเมินที่สอดคล้องกัน การกำหนดรายละเอียดในรายวิชา
การที่เกี่ยวกับบุคลากรสำคัญในอดีตทางสังคม เป็นต้น
๒) ควรมีปรับปรุงการบริหารหลักสูตรด้านบุคลากร ด้วยการสร้างระบบการพัฒนา
บุคลากรให้มีศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่หลักสูตรกำหนดไว้
๓) ควรมีการบริหารหลักสูตรด้านการส่งเสริมวิชาการ ด้วยการกำหนดรายละเอียด
การผลิตผลหลักสูตรทางวิชาการเพื่อบริการแก่สังคมให้มากที่สุดอย่างน้อยปีละ ๒ เล่ม เพื่อยกระดับ
หลักสูตรทางวิชาการให้เข้มแข็งต่อไป
๑๑ ชาญณรงค์ ยาสุทธิ ทำวิจัยเรื่อง รูปแบบพุทธบูรณาการการเสริมสร้างแรงจูงใจของผู้บริหาร
สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๔๒, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต
สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๒).
๒๘๕
๔) ควรมีการบริหารหลักสูตรด้านการงบประมาณ ด้วยการพัฒนาระบบการวางแผน
งบประมาณที่เกิดความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรให้มากที่สุด และกำหนดให้บุคลากรทุกคนได้
วิพากษวิจารณ์ถึงการจัดการงบประมาณประจำปี การจัดแผนบริหารความเสี่ยงทางด้านการเงิน
์
๕) ควรมีการบริหารหลักสูตรด้านการวัดผลและประเมินผล ด้วยการกำหนดให้
ประธานหลักสูตร สาขาวิชาสังคมศึกษา มีความรู้ในการวัดและประเมินผลอย่างแท้จริง
๕.๓.๒ ข้อเสนอแนะสำหรับนำผลการวิจัยไปปฏิบัติ
ผู้ศึกษา ได้สรุปข้อเสนอแนะสำหรับนำผลการวิจัยไปปฏิบัติในรูปแบบพุทธวิธีการบริหาร
หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ประกอบด้วย ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียน
การสอน ด้านการบริหารบุคลากร ด้านการส่งเสริมวิชาการ ด้านการวัดและประเมินผล และด้านการ
บริหารงบประมาณ จึงพอสรุปเพื่อเป็นข้อเสนอแนะสำหรับนำผลการวิจัยไปปฏิบัติ ดังนี้
๑ . ควรมีการปรับปรุงการบริหารหลักสูตรด้านหลักสูตรและการเรียนการสอนตาม
หลักอปริหานิยธรรม ด้วยการกำหนดแผนการประชุม ๑ เดือน/ครั้ง ที่สามารถการรับรู้ความคิด
ร่วมกัน ให้ทุกคนสามารถปฏิบัติมีมาตรฐานเดียวกัน การพัฒนาภาวะผู้นำของประธานหลักสูตร การ
บรรจุเนื้อหาวิชาการให้มุ่งให้คุณค่าต่อการบูชาสักการะบุคลากรสำคัญในอดีต และมีการยกย่องคุณ
ความดีต่อบุคลากร
๒. ควรมีการปรับปรุงการบริหารหลักสูตรด้านบุคลากร ด้วยกำหนดแผนการประชุม
โดยใช้ระบบทีมหลักสูตรบุคลากรสามารถเป็นต้นแบบทางวัฒนธรรม อันมีข้อตกลงร่วมกันให้
ความสำคัญต่อคนดี รับฟังความคิดเห็นร่วมกัน ประธานและบุคลากรมีเมตตากรุณาต่อกัน
๓. ควรมีการบริหารหลักสูตรด้านการส่งเสริมวิชาการตามหลักอปริหานิยธรรม ด้วย
การประชุมร่วมกัน เพื่อวิเคราะห์หลักสูตรสาขาวิชาสังคมศึกษา ทำให้ทุกคนทราบเป้าหมายเดียวกัน
มุ่งสร้างคุณค่าต่อสถาบันท้องถิ่น สร้างกรอบกำหนดเงื่อนไข มีระยะเวลาการผลิตผลหลักสูตรวิชาการ
การสร้างต้นแบบทางวิชาการ และการยกย่องและให้กำลังใจผู้มีผลงานทางวิชาการ
๔. ควรมีการบริหารหลักสูตรด้านการงบประมาณตามหลักอปริหานิยธรรม ด้วย
กำหนดเกณฑ์ทมีคุณภาพ บุคลากรรู้วิธีวัดและการประเมินผล กำหนดเกณฑ์การประเมินตามบุคคลที่
ี่
สำคัญในท้องถิ่น รูปแบบ กฎเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ) ควรให้
ผู้เกี่ยวข้องมีสิทธิในการรับผิดชอบในหลักสูตรสาขาวิชาสังคมศึกษามากขึ้น ผู้นำทราบถึงวิธีการวัด
และการประเมินผล และการให้เกณฑ์คนไม่เก่ง แต่ดี และมีความขยัน
๕. ควรนำรูปแบบการบริหารหลักสูตรด้านการวัดผลและประเมินผล ทั้ง ๗
องค์ประกอบ ได้แก่ จัดทำแผนรายจ่ายประจำปี การจัดทำงบประมาณร่วมกัน การจัดหางบประมาณ
๒๘๖
จัดสร้างอนุสาวรีย์ การควบคุมงบประมาณให้คุ้มค่า การยกย่องคนดี และการข่มคนไม่ดี มอบหมายให้
ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการควบคุมด้านงบประมาณและบุคลากรเคารพต่อตัดสินใจส่วนงบประมาณ
๕.๓.๓ ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป
สำหรับข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป ถ้าใครสนใจทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่อง
“การบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา” ก็ควรจะทำการศึกษาในประเด็นที่
เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้
๑) การนำระเบียบวิธีวิจัยอื่นๆ มาศึกษาเพื่อประยุกต์ใช้ให้การบริหารหลักสูตร
สาขาวิชาสังคมศึกษาและสาขาวิชาอื่นๆ สามารถนำไปใช้ได้รวมทั้งในวิทยาเขตอนๆ ต่อไป
ื่
๒) การมุ่งศึกษาประเด็นเชิงบูรณาการบริหารหลักสูตรด้วยหลักพุทธธรรมข้ออื่นๆ
เพื่อให้เห็นความแตกต่างและเพิ่มเติมผลการวิจัยให้มีความสอดคล้องมากยิ่งขึ้นในระดับการนำไปใช้
๓) การพัฒนารูปแบบภาคเครือข่ายทางวิชาการที่มีประสิทธิภาพสูงไม่ว่าจะเป็นใน
ระดับวิทยาเขต วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยอื่นๆ
๔) การพัฒนารูปแบบการจัดวางมาตรฐานสำหรับการบริหารหลักสูตร สาขาวิชา
สังคมศึกษาที่สามารถบูรณาการกับท้องถิ่นได้อย่างเหมาะสม
๒๘๗
บรรณานุกรม
๑. ภาษาไทย
ก. ข้อมูลปฐมภูม ิ
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙.
ข. ข้อมูลทุติยภูมิ
(๑) หนังสือ:
กมลภู่ ประเสริฐ. การจัดและการบริหารงานวิชาการ. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย
รามคำแหง, ๒๕๕๐.
กรมวิชาการ กองวิจัยทางการศึกษา. รายงานการติดตามผลการจัดทำหลักสูตรการศึกษาขั้น
พื้นฐานโรงเรียนนำร่องและโรงเรียนเครือข่าย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ครุสภา,
๒๕๔๖.
กระทรวงศึกษาธิการ. คำชี้แจงประกอบพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒.
กรุงเทพมหานคร : กรมการศาสนา, ๒๕๔๘.
์
________. คู่มือการบริหารการศึกษาขันพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคล. กรุงเทพมหานคร: โรงพมพชุมนุม
ิ
สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย, ๒๕๕๐.
________. โครงการหนึ่งอำเภอ หนึ่งโรงเรียนในฝัน. กรุงเทพมหานคร: สถาบันราชภัฏสวนดุสิต,
๒๕๔๖.
________. แนวทางการดำเนินงานโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการบริหารโดยใช้
โรงเรียนเป็นฐาน ตามยุทธศาสตร์ที่ ๕ การปรับปรุงโครงสร้างเพื่อรองรับการกระจาย
อำนาจ ปีงบประมาณ ๒๕๔๕. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๕๐.
________. แนวทางการบริหารจัดการหลักสูตรตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช ๒๕๕๑. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย
, ๒๕๕๒.
________. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช ๒๕๔๒ แกไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ๒
พุทธศักราช ๒๕๔๕. กรุงเทพมหานคร: คุรุสภา, ๒๕๔๖.
________. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗.
์
กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพอักษรไทย, ๒๕๔๘.
๒๘๘
กาญจนา คุณารักษ์. พื้นฐานการพัฒนาหลักสูตร. นครปฐม: โรงพิมพมหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๓.
์
เกรียงศักดิ์ เขียวยิ่ง. การบริหารทรัพยากรมนุษย์. ขอนแก่น: ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะ
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ๒๕๔๒.
ฆนัท ธาตุทอง. การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช ๒๕๕๑. พิมพ์ครั้งที่ ๒. นครปฐม: เพชรเกษมการพิมพ, ๒๕๕๓.
์
ชฎาวัลย์ รุณเลิศ. การประเมินผลหลักสูตรวิชาการศึกษาทั่วไป ของวิทยาลัยเทคโนโลยีทาง
การแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก. นนทบุรี: วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์
และสาธารณสุขกาญจนาภิเษก, ๒๕๕๒.
ชวลิต ชูกาแพง. การพัฒนาหลักสูตร. มหาสารคาม: ทีคิวพี จำกัด, ๒๕๕๑.
ชัยสิทธิ์ เฉลิมมีประเสริฐ. ความพรอมของหน่วยงานภาครัฐในการบริหารจัดการระบบงบประมาณ
แบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ชาติ Strategic Performance Based
Budgeting: SPBB และกรณีตัวอย่างกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.
์
กรุงเทพมหานคร: ธนรัชการพิมพ, ๒๕๔๖.
ชาญชัย ยมดิษฐ์. เทคนิคและวิธีการสอนร่วมสมัย. กรุงเทพมหานคร: หลักพิมพ, ๒๕๔๘.
์
ชุมศักดิ์ อินทร์รักษ์. การบริหารงานวิชาการและการนิเทศภายในสถานศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ ๕.
ปัตตานี: ฝ่ายเทคโนโลยีทางการศึกษา สำนักงานวิทยาบริการ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, ๒๕๕๑.
ณัฏฐพันธ์ เขจรนันท์. การจัดการทรัพยากรมนุษย์. กรุงเทพมหานคร: ซีเอ็ดยูเคชั่น, ๒๕๔๕.
ดนัย เทียนพัฒน์. การบริหารทรัพยากรบุคคลในทศวรรษหน้า. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ
มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓.
ทองใบ ธีรานันทางกูร. พจนานุกรมไทยสำหรับนักเรียน. กรุงเทพมหานคร: ดวงแก้ว, ๒๕๕๒.
ทัศนี วงศ์ยืน. การบริหารงานวิชาการ. กรุงเทพมหานคร: คณะบริหารการศึกษา จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๓.
ทาคาโอะ มิยากาวะ. เศรษฐมิติเบื้องต้น. อ้างถึงใน คงศักดิ์ สันติพฤกษ์. แปล. กรุงเทพมหานคร: รู้
แจ้ง, ๒๕๑๕.
ี
ทิศนา แขมมณี. ศาสตร์การสอน องค์ความรู้เพื่อการจักกระบวนการเรียนรู้ที่มประสิทธิภาพ. พมพ ์
ิ
ครั้งที่ ๗. กรุงเทพมหานคร: ด่านสุทธาการพิมพ, ๒๕๕๑.
์
ธงชัย สันติวงษ์. การบริหารงานบุคคล. พิมพ์ครั้งที่ ๑๐. กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๔๒.
ธานินทร์ ศิลป์จารุ. การวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วย SPSS. พิมพ์ครั้งที่ ๑๑.
กรุงเทพมหานคร: บิสซิเนสอาร์แอนด์ดี, ๒๕๕๓.
ธำรง บัวศรี. ทฤษฎีหลักสูตร. กรุงเทพมหานคร: ธนรัช, ๒๕๔๒.
๒๘๙
ธีระ รุญเจริญ. ความเป็นมืออาชีพในการจัดและบริหารการศึกษายุคปฏิรูปการศึกษา ฉบับ
ปรับปรุง เพื่อปฏิรูปรอบสองและประเมินภายนอกรอบสาม. กรุงเทพมหานคร: ข้าวฟาง
่
, ๒๕๕๓.
์
นงนุช วงษ์สุวรรณ. การบริหารทรัพยากรมนุษย. กรุงเทพมหานคร: จามจุรีโปรดักท์, ๒๕๔๖.
นิพนธ์ กินาวงศ์. หลักเบื้องต้นเกี่ยวกับการบริหารโรงเรียนและการนิเทศการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ ๔.
กรุงเทพมหานคร: บรรณกิจเทรดดิ้ง, ๒๕๔๖.
บุญเลี้ยง ทุมทอง. การพัฒนาหลักสูตร. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
๒๕๕๓.
์
ประเวศน์ มหารัตน์สกุล. การจัดการทรัพยากรมนุษย์: แนวทางใหม. กรุงเทพมหานคร: พมพตะวัน,
ิ
่
๒๕๕๐.
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์. การบริหารงานวิชาการ. กรุงเทพมหานคร : ศูนย์สื่อเสริมกรุงเทพมหานคร
, ๒๕๕๓.
พยอม วงศ์สารศรี. การบริหารทรัพยากรมนุษย. กรุงเทพมหานคร: สุภา, ๒๕๔๕.
์
พรพิมล หรรษาภิรมย์โชค. การพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้สำหรับหน่วยงานภาครัฐ.
กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๐.
์
พระเทพดิลก (ระแบบ ิต าโณ). นิเทศธรรม. พิมพครั้งที่ ๔. กรุงเทพมหานคร : บริษัท แปดสิบเจ็ด
๒๕๔๕ จำกัด, ๒๕๔๘.
ิ
พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). ทำอย่างไรจึงจะเรียนเก่ง. กรุงเทพมหานคร: โรงพมพมหา
์
จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๑.
พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ ๙.
กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๕.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). ธรรมนูญชีวิต. พิมพ์ครั้งที่ ๘๒.กรุงเทพมหานคร: บริษัทพิมพ ์
สวย จำกัด, ๒๕๕๐.
________. พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. พิมพครั้งที่ ๑๖. พิมพ์ที่ บริษัท เอส. อาร์.
์
พริ้นติ้ง แมส โปรดักส์ จำกัด, ๒๕๕๑.
พะยอม วงศ์สารศรี. การบริหารทรัพยากรมนุษย์. พิมพ์ครั้งที่ ๖. กรุงเทพมหานคร: สถาบันราชภัฏ
สวนดุสิต. ๒๔๔๐.
ภาวิดา ธาราศรีสุทธิ. การจัดและการบริหารงานวิชาการ. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ ์
มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๕๐.
๒๙๐
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ๕ ปี
หลักสูตรปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๕๖ ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา
มคอ.๒. คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๖.
มารุต พัฒผล. การประเมินหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้และพัฒนา. กรุงเทพมหานคร: บริษัท จรัลสนิท
วงศ์การพิมพ์ จำกัด, ๒๕๕๘.
ยุวดี ศรีธรรมรัฐ. การบริหารงานบุคคลในภาครัฐกิจ. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,
๒๕๔๑.
รัตนะ บัวสนธ์. การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการศึกษา. กรุงเทพมหานคร: คำสมัย, ๒๕๕๒.
ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒. กรุงเทพมหานคร: นานมีบุคส
พับลิเคชั่นส์, ๒๕๔๖.
์
รุ่ง แก้วแดง. โรงเรียนนิติบุคคล. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพวัฒนาพานิช จำกัด, ๒๕๔๖.
รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ. การบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน. พิมพ์ครั้งที่ ๔. สงขลา: บริษัท
นำศิลป์โฆษณาจำกัด, ๒๕๕๓.
รุจิร์ ภู่สาระ. การพัฒนาหลักสูตร: ตามแนวปฏิรูปการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร: บุ๊ค
พอยท์, ๒๕๕๖.
รุจิร์ ภู่สาระ และ จันทรานี สงวนนาม. การบริหารหลักสูตรในสถานศึกษา. กรุงเทพมหานคร:
บริษัทบุ๊คพอยท์ จำกัด, ๒๕๔๕.
วรกาญจน์ สุขสดเขียว. การบริหารงบประมาณสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคล สังกัด
สำนักงานเขตที่เป็นพื้นที่การศึกษา เขต ๙. กรุงเทพมหานคร: คณะศึกษาสาสตร์
มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๖.
์
วรนารถ แสงมณี. การบริหารทรัพยากรมนุษย์/งานบุคคล. พิมพครั้งที่ ๓. กรุงเทพมหานคร:ประสิทธิ์
ภัณฑ์แอนพริ้นติ่ง, ๒๕๔๗.
วิชัย วงษ์ใหญ่. การพัฒนาหลักสูตรระดับอุดมศึกษา. กรุงเทพมหานคร: อาร์ แอนด์ ปริ้นท์, ๒๕๕๔.
วิโรจน์ สารรัตนะ. การบริหาร หลักการ ทฤษฎี ประเด็นทางการศึกษาและบทวิเคราะห์องค์การ
ศึกษาไทย. กรุงเทพมหานคร: พิมพ์พิสุทธ์, ๒๕๕๕. หน้า ๗๑.
ิ
ศิริชัย กาญจนวาสี. การเลือกใช้สถิติที่เหมาะสมสำหรับการวจัย. พิมพครั้งที่ ๖. กรุงเทพมหานคร: โรง
์
พิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๕.
สมเกียรติ พ่วงรอด. การบริหารงานบุคคล. ปัตตานี: คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
วิทยาเขตปัตตานี, ๒๕๔๔.
๒๙๑
สมศักดิ์ คงเที่ยง และอัญชลี โพธิ์ทอง. การบริหารงานบุคคลและการพัฒนาทรัพยากรมนุษยใน
เอกสารประกอบคําบรรยายกระบวนวิชา EA 733. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัย
รามคำแหง, ๒๕๔๒.
สันติ บุญภิรมย์. การบริหารงานวิชาการ. กรุงเทพมหานคร: บุ๊ค พอยท์, ๒๕๕๒.
สำนักงานการปฏิรูปการศึกษา. ปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.
๒๕๔๒. พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพมหานคร: บุญศิริการพิมพ, ๒๕๔๕.
์
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. แนวทางการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
เพื่อพร้อมรับการประเมินภายนอก. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพมหานคร: บริษัทพมพดีจำกัด,
์
ิ
๒๕๔๕.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. แนวทางการกระจายอำนาจกรบริหารและการ
จัดการการศึกษา. กรุงเทพมหานคร: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จํากัด.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. สำนักงานวิชาการและพัฒนาคุณภาพ
การศึกษา, ๒๕๕๐.
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษากระทรวงศึกษาธิการ. คู่มือการใช้หลักสูตรประกาศนียบัตร
วิชาชีพพุทธศักราช ๒๕๕๖. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา,
๒๕๕๘.
สำนักงานปฏิรูปการศึกษา. รายงานปฏิรูปการศึกษาต่อประชาชน. กรุงเทพมหานคร: สำนักงาน
ปฏิรูปการศึกษา, ๒๕๔๔.
สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย. หลักสูตรการศึกษานอกระบบ
ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ แนวทางการพัฒนาหลักสูตร
สถานศึกษา. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๕๓.
สำนักนายกรัฐมนตรี. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๙ พ.ศ.๒๕๔๕- ๒๕๔๙.
กรุงเทพมหานคร : สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๔๔.
สำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน. แผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปและส่งเสริม
การศึกษาเอกชน. กรุงเทพมหานคร : กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๔๕.
สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. นิยามคำศัพท์หลักสูตร หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้น
พื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่ง
ประเทศไทย, ๒๕๕๓.
สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. แนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด, ๒๕๕๓.
๒๙๒
สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. แนวทางการ
บริหารจัดการหลักสูตรตามหลักแกนกลางการบริหารขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑.
กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ,
๒๕๕๑.
สุทธนู ศรีไสย์. การจัดการและวางแผนพัฒนาหลักสูตร. พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ ์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๑.
สุเทพ อ่วมเจริญ. การพัฒนาหลักสูตร: ทฤษฎีและการปฏิบัติ. นครปฐม: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัย
ศิลปากร, ๒๕๕๕.
สุนันทา เลาหนันท์. การบริหารทรัพยากรมนุษย์. กรุงเทพมหานคร: ธนะการพิมพ, ๒๕๔๒.
์
สุนีย์ ภู่พันธ์. แนวคิดพื้นฐานการสร้างและการพัฒนาหลักสูตร. ชียงใหม่: The Knowledge
Center, ๒๕๔๖.
สุพจน์อินหว่างและกัญญามน อินหว่าง. การจัดการทรัพยากรมนุษย์. พิษณุโลก: มหาวิทยาลัย
พิษณุโลก, ๒๕๕๖.
สุราษฎร์พรมจันทร์. ยุทธวิธีการเรียนการสอนวิชาเทคนิค ฉบับปรับปรุง. กรุงเทพมหานคร: สถาบัน
เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, ๒๕๕๐.
อํานวย แสงสว่าง. การจัดการทรัพยากรมนุษย์. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร: ทิพยวิสุทธิ์,
๒๕๔๔.
อาภรณ์ ใจเที่ยง. หลักการสอน ฉบับปรับปรุง. พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพมหานคร: โอ.เอส.พริ้นติ้งเฮ้าส์,
๒๕๕๓.
อาภัสสรี ไชยคุนา. การบริหารงานบุคคล. เชียงใหม่: คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏเชียงใหม่,
๒๕๔๒.
(๒) ดุษฎีนิพนธ์/วิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์:
เกษณี สอนภู. “การนำเสนอแนวทางการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานสำหรับโรงเรียนการ
กุศลของวัดในพระพุทธศาสนา ภาคกลางเขต ๑ และเขต ๒”. วิทยานิพนธ์ปริญญา
มหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา, ๒๕๕๔.
จินตนา ศักดิ์ภู่อร่าม. “การนำเสนอรูปแบบการบริหารโรงเรียนในกำกับของรัฐสำหรับประเทศไทย”.
วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา. บัณฑิตวิทยาลัย:
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๕.
๒๙๓
เชวงศักดิ์ บุญแสน. “การจัดการงบประมาณเพื่อการศึกษาของโรงเรียนประถมศึกษาในตำบลแม่วิน
อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่”. การค้นคว้าแบบอิสระ. บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๕๔.
นภดล ดีไทยสงค์. “การบริหารความเสี่ยงของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”.
วิทยานิพนธ์ พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๖.
ื่
นรินทร์ ลีกระโทก. “รูปแบบการบริหารสถานศึกษาขั้นพนฐานแบบมีส่วนร่วมกับองค์กรในชุมชนเพอ
ื้
การอนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”. วิทยานิพนธ์
ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษาและผู้นำการเปลี่ยนแปลง.
บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย, ๒๕๕๘.
บุญเชิด ชำนิศาสตร์. “การพัฒนารูปแบบการบริหารวิชาการในการจัดการศึกษาปฐมวัยของ
สถานศึกษาสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี”. วิทยานิพนธ์
ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยสยาม,
๒๕๕๖.
เบญจา ศิริผล. “รูปแบบการบริหารงบประมาณและสินทรัพย์ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาสู่ความเป็น
เลิศ”. วิทยานิพนธ์การศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา. บัณฑิต
วิทยาลัย: มหาวิทยาลัยบูรพา, ๒๕๕๗.
ปฏิภาณ์ มหรรธนาธิบดี. “การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการของวิทยาเขต ๑๐ แห่ง
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต.
บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา, ๒๕๕๔.
พรจันทร์ พรศักดิ์กุล. “รูปแบบกระบวนการงบประมาณของโรงเรียนที่บริหารงบประมาณแบบใช้
โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น
พื้นฐาน”. ปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา. บัณฑิต
วิทยาลัย: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ๒๕๕๐.
พรจันทร์ พรศักดิ์กุล. “รูปแบบกระบวนการงบประมาณของโรงเรียนที่บริหารงบประมาณแบบใช้
โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น
พื้นฐาน”. วิทยานิพนธ์ปริญญา กศ.ด. การบริหารการศึกษา. บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ๒๕๕๐.
เยาวเรศ ตระกูลวีรยุทธ์. “รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงของทหารกองประจำการ สังกัดกองทัพบก. วิทยานิพนธ์ครุศาสตร