The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสงัคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พระครูใบฎีกามณฑล เขมโก (ชูโตศรี)

ดุษฎีนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พุทธศักราช ๒๕๖๓

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kunnisa sy, 2020-09-15 04:19:40

รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสงัคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

รูปแบบพุทธวิธีการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสงัคมศึกษา ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พระครูใบฎีกามณฑล เขมโก (ชูโตศรี)

ดุษฎีนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พุทธศักราช ๒๕๖๓

๓๕


ความสามารถตลอดจนความต้องการที่แตกต่างกัน ดังนั้น การวางแผนในการบริหารจัดการหลักสูตร
๓๘

จึงควรพิจารณาให้สอดคล้องสัมพนธ์กับปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวด้วย
กระทรวงศึกษาธิการ การบริหารจัดการหลักสูตร (Curriculum Administration) เป็น
การบริหารงานที่มีขอบข่ายกว้างขวางครอบคลุมหลายมิติ เกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่ายและต้องอาศัย

องค์ประกอบปัจจัยเกื้อหนุนต่างๆ มากมายเปรียบเสมือนการบริหารกิจกรรมทุกชนิด ในโรงเรียนที่
๓๙
เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนให้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ชุมศักดิ์ อินทร์รักษ์ กล่าวถึงการบริหารหลักสูตร หมายถึง กระบวนการจัดกิจกรรมต่างๆ

ที่นำหลักสูตรไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน สามารถพฒนาความรู้เจตคติและทักษะ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้เรียนตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร
๔๐
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ ได้กล่าวถึงการบริหารหลักสูตรไว้ว่า เป็นการดำเนินงาน

เกี่ยวกับหลักสูตร เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ โดยมีการเตรียมการเกี่ยวกับหลักสูตร ได้แก่


การวางแผนเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรการประชาสัมพนธ์หลักสูตร โดยการตรวจสอบหลักสูตรแม่บท
ก่อนนำไปใช้ การเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ เช่น บุคลากร อาคารสถานที่งบประมาณ การจัดหา

๔๑
วัสดุอุปกรณ์ การจัดทำโครงการสอน เป็นต้น
สันต์ ธรรมบำรุง ได้ให้ความหมายว่า การบริหารหลักสูตร เป็นการบริหารงานด้านวิชาการ

ซึ่งเปรียบเสมือนการบริหารกิจกรรมทุกชนิดในโรงเรียน ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงพฒนาการเรียนการสอน

ให้ได้ผลดี และมีประสิทธิภาพมากที่สุด การบริหารหลักสูตรนั้นเป็นระบบของหลักสูตร จะต้องบริหาร












๓๘ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, แนวทางบริหารจัดการหลักสูตรตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย
จำกัด, ๒๕๕๓), หน้า ๓๖-๓๗.

๓๙ กระทรวงศึกษาธิการ, แนวทางการบริหารจัดการหลักสูตรตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น
พื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย, ๒๕๕๒), หน้า ๑.
๔๐ ชุมศักดิ์ อินทร์รักษ์, การบริหารงานวิชาการและการนิเทศภายในสถานศึกษา, พิมพ์ครั้งที่ ๕,

(ปัตตานี: ฝ่ายเทคโนโลยีทางการศึกษา สำนักงานวิทยาบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี,
๒๕๕๑), หน้า ๑๑๐.
๔๑ ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์, การบริหารงานวิชาการ, (กรุงเทพมหานคร: ศูนย์สื่อเสริมกรุงเทพ,

๒๕๕๓), หน้า ๔๙.

๓๖


อย่างเป็นระบบระเบียบ และรวมถึงกระบวนการเรียนการสอนด้วย ระบบการบริหารหลักสูตรจะต้องมี
องค์ประกอบ ๓ ส่วน คือ การวางแผนหลักสูตร การนำหลักสูตรไปใช้ และการประเมินหลักสูตร
๔๒

กาญจนา คุณารักษ์ หลักสูตรคือ โครงการหรือแผน หรือข้อกำหนด อันประกอบด้วยหลักการ
จุดหมาย โครงสร้าง กิจกรรมและวัสดุอุปกรณ์ต่างๆในการจัดการเรียนการสอนที่จะพัฒนาผู้เรียนให้

เกิดความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ โดยส่งเสริมให้เอกัตบุคคลไปสู่ศักยภาพสูงสุดของตนเอง
๔๓
รู้จักตนเอง มีชีวิตอยู่ในโรงเรียน ในสังคม และในโลกอย่างมีคุณภาพและอย่างมีความสุข

สุเทพ อ่วมเจริญ สรุปว่าหลักสูตร หมายถึง ศาสตร์ที่เรียนรู้เพื่อนำไปกำหนดวิถีทางที่
นำไปสู่การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนเพื่อการเรียนรู้
๔๔

ชุมศักดิ์ อินทร์รักษ์ กล่าวว่า หลักสูตรเป็นเนื้อหาสาระสำคัญและกิจกรรมต่างๆ ที่สนอง
ี่
๔๕
ต่อวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปตามทพึงประสงค์
สุทธนู ศรีไสย์ ได้กล่าวถึงหลักสูตรในแนวแคบว่าหมายถึง มวลประสบการณ์ที่
สถานศึกษาได้จัดไว้ให้กับผู้เรียนเพอให้บรรลุผลตามเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายที่สถานศึกษากำหนดไว้
ื่
ส่วนหลักสูตรในแนวกว้างหมายรวมถึง แผนหรือแนวทางที่ใช้สำหรับจัดการศึกษาจุดมุ่งหมาย เนื้อหา

กิจกรรม หรือมวลประสบการณ์ที่มีอยู่ในกรมการศึกษา ทั้งนี้เพื่อผู้เรียนมีพฒนาการในด้านต่างๆ

๔๖
ตามที่ได้มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจน

สันติ บุญภิรมย์ กล่าวถึงหลักสูตรว่า หมายถึง มวลประสบการณ์ทั้งกิจกรรมทางวิชาการ
และกิจกรรมอื่นๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของสถานศึกษา เพื่อนำไปใช้เป็นหลักในการจัด การเรียน

๔๗

การสอน ให้ผู้เรียนได้บรรลุไปตามความมุ่งหมายของการจัดการศกษาแต่ละระดับแต่ละประเภท



๔๒ ชวลิต ชูกำแพง, การพัฒนาหลักสูตร, (มหาสารคาม: ทีคิวพี จำกัด, ๒๕๕๑), หน้า ๖๔-๖๕.

๔๓ กาญจนา คุณารักษ์, พื้นฐานการพัฒนาหลักสูตร, (นครปฐม: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร,
๒๕๕๓), หน้า ๓๘.

๔๔ สุเทพ อ่วมเจริญ, การพัฒนาหลักสูตร: ทฤษฎีและการปฏิบัต, (นครปฐม: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัย
ศิลปากร, ๒๕๕๕), หน้า ๔.
๔๕ ชุมศักดิ์ อินทร์รักษ์, การบริหารงานวิชาการและการนิเทศภายในสถานศึกษา, พิมพ์ครั้งที่ ๕,
(ปัตตานี: ฝ่ายเทคโนโลยีทางการศึกษา สำนักงานวิทยาบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี,

๒๕๕๑), หน้า ๔๗.
๔๖ สุทธนู ศรีไสย์, การจัดการและวางแผนพัฒนาหลักสูตร, พิมพ์ครั้งที่ ๕, (กรุงเทพมหานคร:
สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๑), หน้า ๕๘.
๔๗ สันติ บุญภิรมย์, การบริหารงานวิชาการ, (กรุงเทพมหานคร: บุ๊ค พอยท์, ๒๕๕๒), หน้า ๔๓.

๓๗


ฆนัท ธาตุทอง ได้ให้ความหมายของหลักสูตรว่า หมายถึง มวลประสบการณ์ความรู้ต่างๆ
ที่จัดให้ผู้เรียนทั้งในและนอกห้องเรียน ซึ่งมีลักษณะเป็นกิจกรรมโครงการหรือแผน ซึ่งประกอบด้วย

ื่
ความมุ่งหมายของการสอน เพอเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้พัฒนาและมี
คุณลักษณะตามความมุ่งหมายที่กำหนดไว้
๔๘

สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ได้นิยามคำว่าหลักสูตร (Curriculum) คือ
ประมวลความรู้และประสบการณ์ที่จัดขึ้นเพื่อพฒนาผู้เรียนใหม่ความรู้ความสามารถ ทักษะ และ

คุณลักษณะตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการเรียนรู้ หลักสูตรจึงเป็นเสมือนแผนที่กำหนดทิศทางใน


การพฒนาผู้เรียนไปสู่มาตรฐานการเรียนรู้ซึ่งเป็นเป้าหมายและมีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
เพื่อให้ทราบความก้าวหน้าของผู้เรียนในการพัฒนาไปสู่มาตรฐานที่กำหนด
๔๙

วิชัย วงษ์ใหญ่ คำว่า “หลักสูตร” ภาษาอังกฤษ เขียนว่า Curriculum มีรากศัพท์มาจาก
ภาษาลาตินว่า “currere” หมายถึง “race – course” หรือเส้นทางที่ใช้วิ่งแข่งขัน เมื่อนำมาใช้ใน

บริบทของการศึกษา จึงหมายถึง running sequence of courses or learning experience
๕๐
เปรียบเสมือนเส้นทางที่ผู้เรียน จะต้องเรียนรู้และฝึกประสบการณ์นำไปสู่เป้าหมายความสำเร็จ

ลิวา (Oliva) ให้ไว้ พบว่าความหมายที่แคบของหลักสูตร คือ วิชาที่สอน ส่วนความหมาย
ที่กว้างของหลักสูตรคือ มวลประสบการณ์ทั้งหลายที่จัดให้กับผู้เรียน ทั้งภายในและภายนอก

๕๑
สถานศึกษา ซึ่งเป็นทั้งทางตรงและทางอ้อม
ปริ้น (Print) ได้ศึกษานิยามของนักพัฒนาหลักสูตรแล้ว สรุปว่าหลักสูตรจะกล่าวถึง


๑. แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้

๒. สิ่งที่เสนอในสถาบันการศึกษา/โปรแกรมการศึกษา

๓. การนำเสนอในรูปเอกสาร






๔๘ ฆนัท ธาตุทอง, การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน

พุทธศักราช ๒๕๕๑, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (นครปฐม: เพชรเกษมการพิมพ์, ๒๕๕๓), หน้า ๖.
๔๙ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, นิยามคำศัพท์หลักสูตร หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้น
พื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย, ๒๕๕๓), หน้า ๘.
๕๐ วิชัย วงษ์ใหญ่, การพัฒนาหลักสูตรระดับอุดมศึกษา, (กรุงเทพมหานคร: อาร์ แอนด์ ปริ้นท์,

๒๕๕๔), หน้า ๑๐๕.
th
๕๑ Oliva, Peter F., Developing the Curriculum, 7 ed., (Boston: Allyn and Bacon. 2009), p. 3.
อ้างใน วิชัย วงษ์ใหญ่, การพัฒนาหลักสูตรระดับอุดมศึกษา, (กรุงเทพมหานคร: อาร์ แอนด์ ปริ้นท์, ๒๕๕๔), หน้า ๖.

๓๘


๕๒
๔. รวมถึงผลของประสบการณ์จากการนำเอกสารต่างๆ ไปใช้
๕๓
ทาบา (Taba) ให้คำสรุปเกี่ยวกับหลักสูตรอย่างสั้นว่า หลักสูตรเป็นแผนการเกี่ยวกับการเรียนรู้
กู๊ด (Good) ได้ให้ความหมายของหลักสูตรไว้ ๓ ประการ ดังนี้ คือ


๑. หลักสูตร หมายถึง เนื้อหาวิชาที่จัดไว้เป็นระบบให้ผู้เรียนได้ศึกษา เพื่อสำเร็จหรือ
รับประกาศนียบัตรในสาขาวิชาหนึ่ง


๒. หลักสูตร หมายถึง เค้าโครงสร้างทั่วไปของเนื้อหาหรือสิ่งเฉพาะที่จะต้องสอน ซึ่ง

โรงเรียนจัดให้แก่เด็กเพื่อให้สำเร็จการศึกษาและสามารถเขาศึกษาต่อในทางอาชีพต่อไป

๓. หลักสูตร หมายถึง กลุ่มวิชาและการจัดประสบการณ์ที่กำหนดไว้ให้ผู้เรียนได้
เรียนภายใต้การแนะนำของโรงเรียนและสถานศึกษา
๕๔

โอลิวา (Oliva) ได้ให้นิยามความหมายของหลักสูตรโดยแบ่งเป็นการให้นิยามโดยยึด
จุดประสงค์ บริบทหรือสภาพแวดล้อม และวิธีดำเนินการหรือยุทธศาสตร์ ดังนี้


๑. การให้นิยามโดยยึดจุดประสงค์ (Purpose) หลักสูตรจึงมีภาระหน้าที่ที่จะทำให้
ผู้เรียนควรจะเป็นอย่างไร หรือมีลักษณะอย่างไรหลักสูตรในแนวคิดนี้จึงมีความหมายในลักษณะที่เป็น

วิธีการที่นำไปสู่ความสำเร็จตามจุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายนั้นๆ เช่น หลักสูตร คือ การถ่ายทอด

มรดกทางวัฒนธรรม หลักสูตร คือ การพัฒนาทักษะการคิดผู้เรียน เป็นต้น

๒. การให้นิยามโดยยึดบริบทหรือสภาพแวดล้อม (Contexts) นิยามของหลักสูตร
ในลักษณะนี้จึงเป็นการอธิบายถึงลักษณะทั่วไปของหลักสูตรซึ่งแล้วแต่ว่าเนื้อหาสาระของหลักสูตรนั้น

มีลักษณะเป็นอย่างไร เช่น หลักสูตรที่ยึดเนื้อหาวิชา หรือหลักสูตรที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง หรือ

หลักสูตรที่เน้นการปฏิรูปสังคม เป็นต้น

๓. การให้นิยามโดยยึดวิธีดำเนินการการหรือยุทธศาสตร์ (Strategies) เป็นการนิยาม

ในเชิงวิธีดำเนินการที่เป็นกระบวนการ ยุทธศาสตร์หรือเทคนิควิธีการในการจัดการเรียนการสอน เช่น








nd
๕๒ Murray Print, Curriculum Development and Design, 2 ed., ( Sydney: Australia.
(1993), p 9.
๕๓ Taba, Hilda, Curriculum Development: Theory and Practice, (New York: Harcourt,
Brace & World, 1962), p. 11.
๕๔ Good, C.V., Dictionary of Education, (New York: McGraw-hill, 1973), p. 157.

๓๙


หลักสูตร คือ กระบวนการแก้ปัญหา หลักสูตร คือ การอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม การทำงานกลุ่ม หลักสูตร
คือ การเรียนรู้เป็นรายบุคคล หลักสูตร คือ โครงการหรือแผนการจัดการเรียนการสอน เป็นต้น
๕๕

จากที่กล่าวมาแล้วนั้น หลักสูตร หมายถึง การวางแผนการเรียนการสอน เพื่อพัฒนา
ผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถ ทักษะ และคุณลักษณะตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการเรียนรู้

รวมถึงผลของประสบการณ์จากการนำเอกสารต่างๆ ไปใช้ อันเป็นเครื่องมือที่จะช่วยบรรลุ
วัตถุประสงค์ หรือความคาดหวังทางการศึกษาที่ตั้งไว้


๒.๒.๒ องค์ประกอบของหลักสูตร

ื้
หลักสูตรเปรียบเสมือนเครื่องมือที่กำหนดทิศทางในการเรียนการสอนและยังเป็นพนฐาน
ในการพัฒนามนุษย์ หลักสูตรจึงมีองค์ประกอบที่สำคัญต่อไป

ชฎาวัลย รุณเลิศ กล่าวไว้ว่า องค์ประกอบของหลักสูตร สามารถแบ่งออกได้ ดังนี้


๑. จุดมุ่งหมาย/จุดประสงค์ของหลักสูตร ที่ควรมีหลายระดับ ในแต่ละระดับจะ
ประกอบด้วยรายวิชาต่างๆ โดยที่จุดประสงค์รายวิชาจะต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์ใหญ่


๒. โครงสร้างและเนื้อหาสาระของหลักสูตรที่ควรมีหลายระดับในแต่ละระดับจะ
ประกอบด้วยรายวิชาต่างๆ โดยที่จุดประสงค์รายวิชาจะต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์ใหญ่


๓. การนำหลักสูตรไปใช้เป็นกระบวนการที่จะนำไปสู่การบรรลุจุดมุ่งหมายของ
หลักสูตร โดยมีครูเป็นกุญแจดอกที่สำคัญที่สุด

๔. การประเมินผล ซึ่งเป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลหรือสารสนเทศที่เป็น

๕๖
ประโยชน์ต่อการตัดสินใจแก้ไข ปรับปรุง หรือยกเลิกการใช้หลักสูตร
ธำรง บัวศรี กล่าวว่าองค์ประกอบที่สำคัญของหลักสูตรไว้ ดังนี้



๑. จุดประสงค์และนโยบายการศึกษา หมายถึง สิ่งที่รัฐต้องการตามแผนพฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา










๕๕ Oliva, P.F., Developing the Curriculum, 3 ed., (New York: Harper Collins, 1992), pp. 8-9.
rd
๕๖ ชฎาวัลย์ รุณเลิศ, การประเมินผลหลักสูตรวิชาการศึกษาทั่วไป ของวิทยาลัยเทคโนโลยีทาง
การแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก, (นนทบุรี: วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุขกาญจนา

ภิเษก, ๒๕๕๒), หน้า ๗.

๔๐


๒. จุดหมายของหลักสูตร หมายถึง ผลส่วนรวมที่ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียนหลังจากที่
เรียนจบหลักสูตรไปแล้ว


๓. รูปแบบและโครงสร้างหลักสูตร หมายถึง ลักษณะและแผนผังที่แสดงการแจกแจง
วิชา หรือกลุ่มวิชา หรือประสบการณ์


๔. จุดประสงค์ของวิชา หมายถึง ผลที่ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียนหลังจากทได้เรียนวิชา
ี่
นั้นไปแล้ว


๕. เนื้อหา หมายถึง สิ่งที่ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ทักษะและความสามารถที่
ต้องการให้มีรวมทั้งประสบการณ์ที่ต้องการให้ได้รับ


๖. จุดประสงค์ของการเรียนรู้ หมายถึง สิ่งที่ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ได้มีทักษะ
และความสามารถหลังจากทได้เรียนรู้เนื้อหาที่กำหนดไว้
ี่

๗. ยุทธศาสตร์การเรียนการสอน หมายถึง กระบวนการและวิธีการจัดการเรียนการ
สอนรวมทั้งกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนมีพฒนาการทางความรู้และอื่นๆ ตามจุดประสงค์

และจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้

๘. การประเมินผล หมายถึง การประเมินผลการเรียนรู้เพื่อใช้ในการปรับปรุงการ

เรียนการสอน

๙. วัสดุหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอน หมายถึง เอกสารสิ่งพิมพ แผ่นฟิล์ม แถบ


วีดีทัศน์ และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งอปกรณ์โสตทัศน์ศึกษาเทคโนโลยีการศึกษาและอื่นๆ ที่ช่วย
ส่งเสริมคุณภาพประสิทธิภาพการเรียนการสอน
๕๗

รุจิร์ ภู่สาระ กล่าวถึงองค์ประกอบของหลักสูตรมี ๔ ประการ คือ

๑. จุดมุ่งหมายที่โรงเรียนต้องการให้ผู้เรียนเกิดผล

๒. ประสบการณ์ที่โรงเรียนจัดให้เพอจุดมุ่งหมายบรรลุ
ื่

๓. วิธีการจัดประสบการณ์เพื่อให้การสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

๕๘
๔. วิธีการประเมินเพื่อตรวจสอบจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้

ทาบา (Taba) กล่าวว่าองค์ประกอบของหลักสูตรอย่างน้อยมี ๔ อย่าง คือ




๕๗ ธำรง บัวศรี, ทฤษฎีหลักสูตร, (กรุงเทพมหานคร: ธนรัช, ๒๕๔๒), หน้า ๘-๙.
๕๘ รุจิร์ ภู่สาระ, การบริหารหลักสูตรในสถานศึกษา, (กรุงเทพมหานคร: บุคพอยท, ๒๕๔๘), หน้า ๘.


๔๑


๑. วัตถุประสงค์ทั่วไปและวัตถุประสงค์รายวิชา

๒. เนื้อหาวิชาและจำนวนชั่วโมงสอนแต่ละวิชา

๓. กระบวนการเรียนการสอน


๕๙
๔. โครงสร้างประเมินผลตามหลักสูตร
เคอร์ (Kerr) ได้นำเสนอองค์ประกอบของหลักสูตรไว้ ๔ ส่วน ได้แก ่

๑. วัตถุประสงค์ของหลักสูตร


๒. เนื้อหาสาระ

๓. ประสบการณ์การเรียน

๔. การประเมินผล
๖๐

จากความหมายที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น องค์ประกอบของหลักสูตรสถานศึกษา สรุปได้ว่า
หมายถึง การจัดการเรียนการสอน โดยมุ่งเน้นหลักสูตรให้มีการวางวัตถุประสงค์ของหลักสูตรตาม

นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีเป้าหมายให้เกิดกับผู้เรียน การจัดการเรียนการสอนรวมทั้ง

กิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทางความรู้และอื่นๆ ตามจุดประสงค์และ
จุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งโครงสร้างและเนื้อหาสาระของหลักสูตร ที่ควรมีหลายระดับ ในแต่ละระดับ

จะประกอบด้วยรายวิชาต่างๆ โดยที่จุดประสงค์รายวิชาจะต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์ใหญ่ เพื่อใช้

ในการปรับปรุงการเรียนการสอน โดยมีครูเป็นกุญแจดอกที่สำคัญที่สุด ในการเป็นตัวเชื่อมของ
หลักสูตรและผู้เรียน


๒.๒.๓ กระบวนการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา

บทบาทสำคัญประการหนึ่งของสถานศึกษา คือ จะต้องประกอบไปด้วยขั้นตอนที่สำคัญ

ต่างๆ หลายขั้นตอนมีนักวิชาการ นักการศึกหลายท่านไดเสนอขั้นตอนในการพัฒนาหลักสูตร ไวดังนี้











๕๙ Taba, Hilda, Curriculum Development: Theory and Practice, (New York: Harcourt,

Brace & World, 1962), p. 10.
๖๐ Kerr, Joseph and Keneth, “Meting the Changing Need of Adults Through Education

Programs and Services”, Dissertation Abstracts International, 36 (10): 6424 – A, (April 1976): 16-17.

๔๒


สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา กล่าวว่า การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา เป็น
กระบวนการที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของฝ่ายต่างๆ อาทิ ฝ่ายบริหาร ครูผู้สอนผู้ปกครอง ชุมชน

โดยทั่วไปนั้นมีการดำเนินการใน ๒ ส่วน คือ

๑. การดำเนินการระดับสถานศึกษา ดำเนินการโดยองค์คณะบุคคล ในระดับสถานศึกษา

ได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษา คณะกรรมการบริหารหลักสูตร และงานวิชาการ เพื่อพิจารณาจัดทำ
หลักสูตรสถานศึกษา รวมทั้งแนวปฏิบัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ระเบียบการวัดประเมินผลการเรียน

รวมทั้งพิจารณาเกี่ยวกับเอกสารบันทึกและรายงานผลการเรียน ซึ่งต้องใช้ร่วมกันในสถานศึกษานั้นๆ

๒. การดำเนินการระดับชั้นเรียน ดำเนินการโดยครูผู้สอนแต่ละคน ในการออกแบบหน่วย

การเรียนรู้และจัดการเรียนการสอน เพอให้สอดคล้อง เหมาะสมกับกับผู้เรียนแต่ละกลุ่ม ซึ่งอาจมี
ื่
ความแตกต่างกัน ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่ครูผู้สอนรายวิชาเดียวกัน ระดับชั้นเดียวกันอาจ
พิจารณาออกแบบหน่วยการเรียนรู้ที่แตกต่างกันได้เพราะผู้เรียนที่ครูแต่ละคนรับผิดชอบนั้นอาจมี

ความต้องการและความสามารถแตกต่างกัน ดังนั้น กิจกรรมการเรียนรู้หรืองานที่มอบหมายให้ผู้เรียน
ปฏิบัติสื่อการสอน หรือวิธีการวัดประเมินผลอาจต้องปรับให้เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละกลุ่ม


๑) ขั้นตอนการจัดทำหลักสูตรศึกษา

การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา โดยทั่วไปนั้นดำเนินการโดยคณะกรรมการ หรือ

คณะทำงานซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินการโดยสังเขป ดังนี้

(๑) แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะทำงาน คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและงาน

วิชาการของสถานศึกษา ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน

(๒) วิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มีแหล่งข้อมูลสำคัญมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อ

ื้
การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาอาทิหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
กรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่น ข้อมูลจากการวิเคราะห์ สภาพ ปัญหาจุดเน้น ความต้องการของชุมชน

และของสถานศึกษาแต่ละแห่งตลอดจนความต้องการของผู้เรียน

(๓) จัดทำหลักสูตรสถานศึกษา พิจารณาจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาซึ่งมี


องค์ประกอบสำคัญ ได้แก วิสัยทัศน์สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ โครงสร้าง
หลักสูตรสถานศึกษา (เวลาเรียน รายวิชาพนฐาน/ เพมเติม กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน) คำอธิบายรายวิชา
ื้
ิ่
และเกณฑ์การจบหลักสูตร พร้อมกันนี้สถานศึกษาจะต้องจัดทำเอกสารระเบียบการวัดผลประเมินผล
เพื่อใช้ควบคู่กับหลักสูตรสถานศึกษา

(๔) คณะกรรมการสถานศึกษาพิจารณาให้ความเห็นชอบ นำเสนอร่างเอกสาร

ื่
หลักสูตรสถานศึกษา และระเบียบการวัดประเมินผลต่อคณะกรรมการสถานศึกษาเพอพิจารณาให้

๔๓


ความเห็นชอบ หากมีข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการ ก็นำข้อเสนอแนะดังกล่าวไปพิจารณาปรับปรุง
ร่างหลักสูตรสถานศึกษาให้มีความเหมาะสม ชัดเจนยิ่งขึ้น ก่อนการอนุมัติใช้หลักสูตร เมื่อได้รับความ

เห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาแล้ว ให้จัดทำเป็นประกาศหรือคำสั่งเรื่องให้ใช้หลักสูตร
สถานศึกษา โดยผู้บริหารสถานศึกษาและประธานกรรมการสถานศึกษาเป็นผู้ลงนาม


(๕) ใช้หลักสูตรสถานศึกษา ครูผู้สอนนำหลักสูตรสถานศึกษาไปกำหนดโครงสร้าง

ื่
รายวิชาและออกแบบหน่วยการเรียนรู้เพอพัฒนาผู้เรียนให้มีคณภาพตามเป้าหมาย
(๖) วิจัยและติดตามผลการใช้หลักสูตร ดำเนินการติดตามผลการใช้หลักสูตรอย่าง
ต่อเนื่องเป็นระยะๆ เพอนำผลจากการติดตามมาใช้เป็นข้อมูลพิจารณาปรับปรุงหลักสูตรให้มีคุณภาพ
ื่
๖๑
และมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น
ไทเลอร์ (Tyler) ไดอธิบายหลักการพื้นฐานของการพัฒนาหลักสูตร ๔ ประการ คือ


๑. จุดประสงค์ทางการศึกษาที่สถาบันการศึกษาต้องการ

๒. การจัดประสบการณทางการศึกษาเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ที่กำหนดไว


๓. วิธีการจัดประสบการณทางการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ

๔. การประเมินผลการจัดประสบการณที่สอดคลองกับจุดประสงค์ทางการศึกษาที่

กำหนดไว้
๖๒
ทาบา (Taba) ซึ่งใช้วิธีการพัฒนาหลักสูตรแบบรากหญ้าที่มีความเชื่อว่าหลักสูตรควรได
รับการออกแบบโดยครูผู้สอน โดยมีขั้นตอน ดังนี้


๑. วิเคราะห์ความต้องการ

๒. กำหนดจุดมุ่งหมายจากการวิเคราะห์ข้อมูล


๓. คัดเลือกเนื้อหาสาระที่สอดคลองกับจุดมุ่งหมายและพัฒนาการของผู้เรียน









๖๑ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, แนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ตามหลักสูตร

แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์
การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด, ๒๕๕๓), หน้า ๓๘-๓๙.
๖๒ Tyler, Ralph, Basic Principle of Curriculum and Instruction, (University of Chicago

Press, 1949).

๔๔


๔. การจัดรวบรวมเนื้อหาสาระตามความยากง่ายและความต่อเนื่องสอดคลองกับ
พัฒนาการและความสนใจของผู้เรียน


๕. การคัดเลือกประสบการณการเรียนรูที่สอดคลองกับจุดมุ่งหมายและสาระการเรียนรู

๖. การรวบรวมประสบการณการเรียนรูที่สัมพันธ์กับสาระการเรียนรู

๖๓
๗. กำหนดวิธีวัดและประเมินผลที่สอดคลองกับจุดประสงค์การศึกษา

กระบวนการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา เป็นขั้นตอนการใช้หลักสูตรสถานศึกษามีการ
ดำเนินการโดยคณะกรรมการหรือคณะทำงาน ให้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ทางการศึกษาที่

สถาบันการศึกษาต้องการ เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ที่กำหนดไว ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

วิสัยทัศน์สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ โครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา
คำอธิบายรายวิชา และเกณฑ์การจบหลักสูตร ซึ่งต้องสอดคล้องกับหลักสูตร จุดมุ่งหมาย และสาระ

การเรียนรูทางการศึกษาด้วย

๒.๒.๔ ความสำคัญของหลักสูตรสถานศึกษา


ชวลิต ชูกำแพง ได้สรุปความสำคัญของหลักสูตรเป็นข้อๆ ดังนี้


๑. หลักสูตรเปรียบเสมือนแม่พมพของประชาชนในประเทศ ซึ่งคนที่จบการศึกษาใน

แต่ละระดับในประเทศ หลักสูตรจะเป็นตัวกำหนดคุณลักษณะของคนที่จบการศึกษาในระดับชั้นนั้นๆ

๒. หลักสูตรเป็นมาตรฐานของการศึกษา ถ้าประเทศหรือการศึกษาระดับใดมี
หลักสูตรที่มีประสิทธิภาพ จะสะท้อนถึงการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพตามมา


๓. หลักสูตรเป็นแนวทางในการให้การศึกษา ซึ่งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนสามารถใช้
เป็นเครื่องมือในการกำกับดูแลติดตามผลของการศึกษาได้ทั้งผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง ตลอดทั้ง


ผู้เกี่ยวข้องกบการศึกษาทุกท่าน
๔. หลักสูตรเป็นแนวปฏิบัติในการจัดการเรียนการสอนของครู เนื่องจากตัวหลักสูตร

จะเป็นตัวกำหนดคุณลักษณะของผู้เรียนในระดับมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งครูสามารถออกแบบกิจกรรม

การเรียนรู้อย่างหลากหลาย ให้สะท้อนและบรรลุเป้าหมายของหลักสูตรที่ตั้งไว้









๖๓ Taba, Hilda, Curriculum Development: Theory and Practice, (New York: Harcourt,

Brace and World, 1962).

๔๕


๕. หลักสูตรเป็นเครื่องกำหนดแนวทางความรู้ ตลอดทั้งการจัดประสบการณ์ของ


ครูผู้สอน ซึ่งการศึกษาในแต่ละระดับจะมองค์ความรู้และประสบการณ์ที่แตกต่างกนไป
๖. หลักสูตรเป็นเครื่องหมายอนาคตการศึกษาของชาติ อนาคตการศึกษาของชาติ

ย่อมมาจากหลักสูตรที่มีวิสัยทัศน์ที่มีการวางกรอบเนื้อหาที่เท่าทนการเปลี่ยนแปลงของสังคม
๖๔
สุทธนู ศรีไสย กล่าวถึงความสำคัญของหลักสูตรไว้ ดังนี้

๑. พัฒนาคนในสังคมให้มีคุณลักษณะที่คาดหวัง

๒. เป็นเครื่องมือจัดการศึกษาให้บรรลุผลตามเป้าหมายและส่งเสริมความเจริญงอก

งามของบุคคลให้มีพฤติกรรม และคุณธรรมจริยธรรม รากฐานความคิดที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจ

การเมือง การปกครอง และเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม

๓. ผู้เรียนสามารถค้นพบความสนใจ ความถนัดที่แท้จริงของตนเองและสามารถ

พัฒนาได้เต็มศักยภาพ

๔. เป็นโครงการแผนงานหรือข้อกำหนด ที่ชี้แนะให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถใช้เป็น

แนวทางที่จะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม
๖๕

สันติ บุญภิรมย ได้กล่าวถึงความสำคัญของหลักสูตรไว้ดังนี้
๑. หลักสูตรเป็นตัวกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ในแต่ละระดับชั้น เช่น หลักสูตร

ระดับปฐมวัยหลักสูตรการศึกษาขนพื้นฐาน และหลักสูตรระดับอุดมศึกษา เป็นต้น
ั้

๒. หลักสูตรได้ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกบวัย


๓. หลักสูตรเป็นตัวชี้วัดความเจริญงอกงามของผู้เรียนที่มีความสัมพนธ์กัน อย่าง
ต่อเนื่อง


๔. หลักสูตรเป็นตัวชี้นำในการรวบรวมเนื้อหาสาระของรายวิชาที่ผู้สอนนำมาใช้สอน
ผู้เรียนให้ครบตามหลักสูตรที่ต้องการ


๕. หลักสูตรเป็นตัวบ่งบอกพฤติกรรมที่คาดหวังที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน

๖. หลักสูตรช่วยให้ผู้สอนได้ดำเนินการสอนอย่างถูกทางไม่หลงประเด็น





๖๔ ชวลิต ชูกาแพง, การพัฒนาหลักสูตร, (มหาสารคาม: ทีคิวพี จำกัด, ๒๕๕๑), หน้า ๒๙.
๖๕ สุทธนู ศรีไสย์, การจัดการและวางแผนพัฒนาหลักสูตร, พิมพ์ครั้งที่ ๕, (กรุงเทพมหานคร:

สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๑), หน้า ๕๘-๘๙.

๔๖


๗. หลักสูตรเป็นเครื่องมือของผู้บริหารการศึกษา เพื่อใช้สำหรับการติดตาม ควบคุม
และประเมินผลงานทางวิชาการของสถานศึกษา


๘. หลักสูตรเป็นเอกสารของทางราชการที่แปลความมาจากความมุ่งหมายของการ
จัดการศึกษาให้แก่ผลเมืองของประเทศชาติ


๙. หลักสูตรเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการพฒนาคนให้สอดคล้องกับการพฒนา


ประเทศชาติในอนาคต
๖๖
ฆนัท ธาตุทอง ได้กล่าวว่าหลักสูตรเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการศึกษา ๓ ระดับ คือ

๑. ระดับประเทศ เป็นการชี้ให้เห็นถึงแนวทางการจัดการศึกษาโดยภาพรวม และ

เป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นแนวโน้มสังคมกับการจัดการศึกษาในอนาคต

๒. ระดับสถานศึกษาซึ่งนับได้ว่าหลักสูตรเป็นหัวใจและจุดเด่นของการจัดการเรียน

การสอนในสถานศึกษานั้นๆ

๓. ระดับห้องเรียน ซึ่งมีความสำคัญการนำไปสู่การปฏิบัติเพอจัดการเรียนรู้ที่เกิดกับ
ื่
ผู้เรียนโดยตรงโดยมีรายละเอียดและเอกสารประกอบที่กำหนดแนวทางว่าจะสอนใคร เรื่องใด เพอ
ื่
๖๗
อะไร

บุญเลี้ยง ทุมทอง ได้สรุปความสำคัญของหลักสูตร ดังนี้

๑. หลักสูตรเป็นเสมือนเบ้าหลอมพลเมืองให้มีคุณภาพ

๒. หลักสูตรเป็นมาตรฐานของการจัดการศึกษา


๓. หลักสูตรเป็นโครงการและแนวทางในการให้การศึกษา

๔. ในระดับโรงเรียนหลักสูตรจะให้แนวปฏิบัติแก่ครู


๕. หลักสูตรเป็นแนวทางในการส่งเสริมความเจริญงอกงามและพฒนาการของเด็ก
ตามจุดมุ่งหมายของการศึกษา

๖. หลักสูตรเป็นเครื่องกำหนดแนวทางในการจัดประสบการณ์ว่าผู้เรียนและสังคม

ควรจะได้รับสิ่งใดบ้างที่จะเป็นประโยชน์แก่เด็กโดยตรง





๖๖ สันติ บุญภิรมย์, การบริหารงานวิชาการ, (กรุงเทพมหานคร: บุ๊คพอยท์, ๒๕๕๒), หน้า ๔๔-๔๕.
๖๗ ฆนัท ธาตุทอง, การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน

พุทธศักราช ๒๕๕๑, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (นครปฐม: เพชรเกษมการพิมพ์, ๒๕๕๓), หน้า ๙.

๔๗


๗. หลักสูตรเป็นเครื่องกำหนดเนื้อหาวิชาอะไรบ้างที่ช่วยให้เด็กมีชีวิตอยู่ในสังคม

อย่างราบรื่น เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ และบำเพญตนให้เป็นประโยชน์แก่สังคม

๘. หลักสูตรเป็นเครื่องกำหนดว่าวิธีดำเนินชีวิตของเด็กให้เป็นไปด้วยความราบรื่น
และผาสุกเป็นอย่างไร


๙. หลักสูตรย่อมทำนายลักษณะของสังคมในอนาคตว่าเป็นอย่างไร

๑๐. หลักสูตรย่อมกำหนดแนวทางความรู้ ความสามารถ ความประพฤติ ทักษะ เจต

คติของผู้เรียนในอนที่จะอยู่ร่วมในสังคม และและบำเพญตนให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและชาติ


๖๘
บ้านเมือง
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ ได้ให้ความสำคัญของหลักสูตรดังนี้

๑. งานด้านหลักสูตรและการสอน ทำให้สถานศึกษาดำเนินไปสู่เป้าหมายที่วางไว้

๒. งานด้านหลักสูตรทำให้การศึกษามีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลตามเป้าหมาย



๓. หลักสูตรเปรียบเสมือนแบบแปลนการจัดการเรียนการสอน การพฒนาหลักสูตร
บอกไว้ว่าวัตถุประสงค์ที่ต้องการมีอะไรบ้าง จะใช้อะไรเป็นวัสดุและอุปกรณ์ จะสอนอย่างไร จัด

เตรียมการสอนอย่างไรบ้าง เพื่อช่วยในด้านการจัดการเรียนการสอน หลักสูตรจึงมีความสำคัญเป็น

แผนยุทธศาสตร์ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จที่ต้องการ เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของครู ที่จะจัด
๖๙
ประสบการณ์ให้กับผู้เรียนได้มีความรู้ ทักษะ ความประพฤติ มีเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพ
วิชัย วงษ์ใหญ่ กล่าวถึงความสำคัญถึงการบริหารจัดการหลักสูตร ดังนี้


๑. ช่วยให้การบริหารหลักสูตรสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะมองเห็นงาน ปัญหาที่มี
ความซ้ำซ้อนมากขึ้นและสามารถมอบหมายงานได้ถูกต้อง


๒. ช่วยให้ผู้บริหารสามารถนำเทคนิคต่างๆ มาใช้ในการปรับปรุงการทำงาน ให้ทัน
กับความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าของงาน










๖๘ บุญเลี้ยง ทุมทอง, การพัฒนาหลักสูตร, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,

๒๕๕๓), หน้า ๑๓-๑๔.
๖๙ ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์, การบริหารงานวิชาการ, (กรุงเทพมหานคร: ศูนย์สื่อเสริมกรุงเทพ,

๒๕๕๓), หน้า ๒๓.

๔๘


๓. ช่วยให้โรงเรียนเริ่มขยายเติมโตและก้าวหน้า มองเห็นปัญหาทำให้ทำให้งานบรรลุ
วัตถุประสงค์ได้ตามที่วางไว้


๔. ช่วยส่งเสริมตัวบุคคลในการทำงาน การจัดหน่วยงาน การบริหารงานได้เหมาะสม
กับคน เพื่อให้บุคคลปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเต็มใจ


๕. ช่วยให้ผู้บริหารได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ กระตุ้นให้บุคคลในองค์การทำงานอย่าง
มีอิสระและมีความคิดริเริ่ม


๖. ช่วยให้การจัดหมวดหมู่ของงาน ให้เป็นไปตามความเหมาะสมและรวดเร็ว

๗. ช่วยให้มีการประเมินผลและติดตามผลและการปฏิบัติงานของหลักสูตร ได้จัดทำ

สารของหลักสูตรตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตรแกนกลาง เพื่อใช้เป็นแนวทางกำกับ ควบคุม และ
วางแผนการ จัดการศึกษาของโรงเรียนอย่างเป็นระบบ และต้องจัดทำรายละเอียดให้เพิ่มเติม

สอดคล้องกับสภาพท้องถิ่น

ชฎาวัลย์ รุณเลิศ สรุปความสำคัญของหลักสูตร เป็นเครื่องมือที่จะนำความมุ่งหมายของ

การศึกษาออกไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จเปรียบเสมือนหางเสือที่จะคอยบังคับหรือกำหนด
ทิศทางในการเรียนการสอนให้เป็นไปตามความมุ่งหมายของการศึกษา หลักสูตรทำให้สังคม

เปลี่ยนแปลงได้เพราะผู้พัฒนาหลักสูตรต้องการสร้างคุณลักษณะของผู้เรียนให้เป็นไปอย่างไร ก็

๗๐
สามารถที่จะกำหนดจุดมุ่งหมายและเนื้อหาวิชาให้เป็นไปตามที่ต้องการได้
จากความสำคัญของหลักสูตรตามทัศนะของนักวิชาการ ผู้วิจัยสรุปได้ว่า หลักสูตรมี
ความสำคัญ เพราะเป็นตัวกำหนดแนวทางในการศึกษา เพื่อใช้เป็นแนวทางกำกับ ควบคุม และ

วางแผนการจัดการศึกษาของสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยในด้านการจัดการเรียนการสอน

หลักสูตรจึงมีความสำคัญเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จที่ต้องการ เป็นแนวทางในการ
ปฏิบัติงานของผู้สอน


๒.๒.๕ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา

กระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวถึงการพัฒนาหลักสูตรโรงเรียนว่า คือ พันธกิจหรือ

ภาระหน้าที่สถานศึกษาและชุมชนร่วมกันในการพัฒนาผู้เรียนให้เหมาะสมยุคสมัยโดยกำหนด






๗๐ ชฎาวัลย์ รุณเลิศ, การประเมินผลหลักสูตรวิชาการศึกษาทั่วไป ของวิทยาลัยเทคโนโลยีทาง
การแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก, (นนทบุรี: วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุขกาญจนา

ภิเษก, ๒๕๕๒), หน้า ๗-๘.

๔๙


วิสัยทัศน์ เป้าหมาย มาตรฐานการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ที่คาดหวังเพื่อให้ครุทุกคน
นำไปออกแบบการเรียนการสอนมีการวางแผนร่วมกันทั้งสถานศึกษาเป็นหลักสูตรที่ครอบคลุมภาระ


งานการจัดการศกษาทุกด้านของสถานศึกษา
๗๑

สันติ บุญภิรมย์ กล่าวถึงการพฒนาหลักสูตรว่า หมายถึง ความพยายามของผู้บริหาร
สถานศึกษา และคณะครู อาจารย์ได้ร่วมมือกันเปลี่ยนแปลงปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนให้
เหมาะสมต่อการเปลี่ยนแปลงของบริบททางสังคม ทั้งปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต เพื่อให้ผู้เรียน

ั่
เรียนและผู้ที่เกี่ยวข้องได้เกิดความเชื่อมนในการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษานั้น
๗๒

ฆนัท ธาตุทอง กล่าวถึงการพฒนาหลักสูตรว่า หมายถึง การปรับแต่งเสริม เติมต่อ หรือ
ดำเนินงานอื่นๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งความเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของสภาพสังคมที่

เปลี่ยนแปลงไป และสนองต่อความต้องการของผู้เรียน
๗๓

บุญเลี้ยง ทุมทอง ได้กล่าวถึงการพฒนาหลักสูตรว่า เป็นกระบวนการหรือขั้นตอนของ
การตัดสินใจเลือกทางเลือกทางการเรียนการสอนที่เหมาะสม หรือรวบรวมทางเลือกที่เหมาะสมต่างๆ
๗๔
เข้าด้วยกันจนเป็นระบบที่สามารถปฏิบัติได้

สกิลเบ็ก (Skillbeck) ได้ให้ความหมายของการพัฒนาหลักสูตรโรงเรียนไว้ว่า หมายถึง
การวางแผน การออกกแบบ การนำไปใช้ และการประเมินผล การกำหนดการเรียนรู้ของนักเรียน

ดำเนินการโดยสถานศึกษา เน้นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างบุคลกรภายในสถานศึกษาไม่ใช่กำหนด
๗๕
จากบุคคลภายนอก

จากความหมายดังกล่าวที่นักวิชาการได้กล่าวมาแล้วนั้น ผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า การ
พัฒนาหลักสูตร คือการทำหลักสูตรที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น หรือสมบูรณ์ขึ้น กับการสร้างหลักสูตรขึ้นมา

ใหม่ โดยไม่มีหลักสูตรเดิมเป็นพื้นฐานเลย ทั้งในด้านการวางจุดมุ่งหมาย การจัดเนื้อหาวิชา การเรียน





๗๑ กระทรวงศึกษาธิการ, แนวทางการบริหารจัดการหลักสูตรตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น
พื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย, ๒๕๕๒), หน้า ๒๘.

๗๒ สันติ บุญภิรมย์, การบริหารงานวิชาการ, (กรุงเทพมหานคร: บุ๊ค พอยท์, ๒๕๕๒), หน้า ๕๓.
๗๓ ฆนัท ธาตุทอง, การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช ๒๕๕๑, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (นครปฐม: เพชรเกษมการพิมพ, ๒๕๕๓), หน้า ๗๐.

๗๔ บุญเลี้ยง ทุมทอง, การพัฒนาหลักสูตร, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,

๒๕๕๓), ๑๖๗.
๗๕ Skilbeck, Malcom, School based Curriculum Development, (London: Harper & Row,

1984), p. 2.

๕๐


ื่
การสอน การวัดผลประเมินผล และอื่นๆ เพื่อให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายอันใหม่ที่วางไว้ เพอให้เหมาะกับ
ความต้องการของบุคคล และสภาพสังคม


มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรราชวิทยาลัย ไดดำเนินการเปิดหลักสูตรสาขาสังคมศึกษา เป็น
หลักสูตรเฉพาะของมหาวิทยาลัยที่จัดการเรียนการสอนโดยตรง ดำเนินการด้านการจัดเรียนการสอน

ในหลักสูตรระดับปริญญาตรี หลักสูตร ๕ ปี และได้ดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน ภารกิจดังกล่าวนั้น
ผู้วิจัยเห็นว่าสถานศึกษาควรได้มีการทบทวนศึกษาในภารกิจต่างๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ได้

กำหนดเป็นแนวทางในการบริหารงานของสถานศึกษาว่า สถานศึกษาไดดำเนินการในภารกิจใดไป

มากน้อยเพียงใด มีปัญหาและอปสรรคใด โดยเฉพาะภารกิจ ด้านการบริหารบุคลากร ด้านการ

ส่งเสริมวิชาการ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการประเมินหลักสูตร และด้านบริหารงบประมาณ

ซึ่งเป็นขั้นตอนการนำเอาหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติ หรือไปสู่การเรียนการสอน การบริหารหลักสูตรใน
ภารกิจดังกล่าว เกี่ยวข้องกับตัวนักศึกษาโดยตรงและถือว่านักศึกษาเป็นผลผลิตของการบริหาร



หลักสูตร ผู้วิจัยจึงจะศกษาใน ๕ ภารกิจดังกล่าวโดยละเอยด ดังนี้
๑. ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน


การจัดการเรียนการสอนถือเป็นเสาหลักของการศึกษา ภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยใน
การจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.

๒๕๖๒ ฉบับปัจจุบัน ที่กำหนดให้มีการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญนั้น โดยบูรณาการ

เทคนิคการเรียนการสอนจากวิธีการที่หลากหลายรวมทั้งสามารถดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับการเรียนการ
สอน ซึ่งมหาวิทยาลัยเน้นความมีคุณธรรมจริยธรรม ในการดำรงชีวิตเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมี

ความสุข

๑.๑ ความหมายของหลักสูตร


สำนักวชาการและมาตรฐานการศึกษา ได้กล่าวถึงการบริหารจัดการหลักสูตรระดับ

สถานศึกษาดังต่อไปนี้


สถานศึกษามีภารกิจหลักในการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนได้รับการพฒนาอย่างเต็มตาม

ศักยภาพ สถานศึกษาจึงมีบทบาทสำคัญในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา และดำเนินการนำหลักสูตร

สู่การปฏิบัติในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องสร้างความมั่นใจต่อ

พ่อแม่ผู้ปกครอง และชุมชนว่าผู้เรียนจะมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัดและเกิดสมรรถนะ

สำคัญ ตลอดจนมีคุณลักษณะอนพงประสงค์ตามที่กำหนดไว้ ในหลักสูตรเพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์

ดังกล่าว สถานศึกษาจะต้องออกแบบหลักสูตรให้ครอบคลุมส่วนที่เป็นหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขั้นพนฐานตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้เพื่อพฒนาผู้เรียนให้บรรลุถึงคุณภาพตาม
ื้


๕๑




มาตรฐาน อนเป็นความคาดหวังที่กำหนดไว้ร่วมกันในการพฒนาเยาชนทุกคนในชาติ นอกจากนั้น


หลักสูตรสถานศกษายังต้องสอดคล้องกบสภาพปัญหา และความต้องการของชุมชน และท้องถิ่น เพอ
ื่
พัฒนาให้ผู้ เรียนเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชน สามารถอยู่ในสังคมแวดล้อมได้อย่างมีความสุข และเกิด

ความรักความผูกพนในบ้านเกิดเมืองนอน มีบทบาทในการร่วมพฒนาชุมชน

ในการจัดการศกษาให้บรรลุมรรคผลดังกล่าว นอกจากสถานศึกษาจะต้องพฒนาหลักสูตร


ที่ครอบคลุมส่วนสำคัญดังกล่าวแล้ว ยังต้องมีการบริหารจัดการหลักสูตรที่มีประสิทธิภาพสถานศึกษา
ตองมีการเตรียมวางแผนเพื่อใช้หลักสูตรใหม่ ผู้บริหารสถานศึกษาและคณะกรรมการสถานศึกษา

จะต้องศึกษาและทำความเข้าใจหลักสูตรใหม่ และเตรียมความพร้อมในการใช้หลักสูตรพิจารณาถึง
งบประมาณและอาคารสถานที่ว่าพอเพียงหรือไม่ การเตรียมบุคลากรเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรจะ

ดำเนินการโดยวิธีใด การวางแผนงานเพื่อใช้หลักสูตรอย่างละเอยดรอบคอบและมีขั้นตอน จะทำให้

การใช้หลักสูตรประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย โรงเรียนควรมีการส่งเสริมสนับสนุนการนำหลักสูตร

ไปสู่การปฏิบัติอย่างเหมาะสม เนื่องจากสถานศึกษาแต่ละแห่งมีบริบทต่างกน ความพร้อมต่างกัน อก


ทั้งมีความแตกต่างกนในด้านงบประมาณ ทรัพยากร สถานที่ และบุคลากร รวมทั้งผู้เรียนในสถานศึกษา

แต่ละสถานศึกษาก็มาจากพนเพครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจ สังคมที่ต่างกัน มีความรู้ความสามารถ
ื้
ตลอดจนความต้องการที่แตกต่างกัน ดังนั้น การวางแผนในการบริหารจัดการหลักสูตร จึงควร


พิจารณาให้สอดคล้องสัมพนธ์กับปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวด้วย
๗๖
กระทรวงศึกษาธิการ การบริหารจัดการหลักสูตร (Curriculum Administration) เป็นการ

บริหารงานที่มีขอบข่ายกว้างขวางครอบคลุมหลายมิติ เกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่ายและต้องอาศัย
องค์ประกอบปัจจัยเกื้อหนุนต่างๆ มากมายเปรียบเสมือนการบริหารกิจกรรมทุกชนิด ในโรงเรียนที่

๗๗
เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนให้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ ได้กล่าวถึงการบริหารหลักสูตรไว้ว่า เป็นการดำเนินงาน

เกี่ยวกับหลักสูตร เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ โดยมีการเตรียมการเกี่ยวกับหลักสูตร ได้แก่
การวางแผนเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรการประชาสัมพนธ์หลักสูตร โดยการตรวจสอบหลักสูตรแม่บท








๗๖ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, แนวทางบริหารจัดการหลักสูตรตามหลักสูตรแกนกลาง

การศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย
จำกัด, ๒๕๕๓), หน้า ๓๖-๓๗.
๗๗ กระทรวงศึกษาธิการ, แนวทางการบริหารจัดการหลักสูตรตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น

พื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย, ๒๕๕๒), หน้า ๑.

๕๒


ก่อนนำไปใช้ การเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ เช่น บุคลากร อาคารสถานที่งบประมาณ การจัดหา
๗๘
วัสดุอุปกรณ์ การจัดทำโครงการสอน เป็นต้น

กาญจนา คุณารักษ์ หลักสูตรคือ โครงการหรือแผน หรือข้อกำหนด อันประกอบด้วยหลักการ
จุดหมาย โครงสร้าง กิจกรรมและวัสดุอุปกรณ์ต่างๆในการจัดการเรียนการสอนที่จะพัฒนาผู้เรียนให้

เกิดความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ โดยส่งเสริมให้เอกัตบุคคลไปสู่ศักยภาพสูงสุดของตนเอง
๗๙
รู้จักตนเอง มีชีวิตอยู่ในโรงเรียน ในสังคม และในโลกอย่างมีคุณภาพและอย่างมีความสุข

สุเทพ อ่วมเจริญ สรุปว่าหลักสูตร หมายถึง ศาสตร์ที่เรียนรู้เพื่อนำไปกำหนดวิถีทางที่
นำไปสู่การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนเพื่อการเรียนรู้
๘๐

กลัททอน (Glatthorn and others) ได้รวบรวมสรุปไว้หลักสูตร คือ ความสำเร็จของ
ประสบการณ์และการประกอบการซึ่งมีความคล้ายคลึงกับชีวิตของผู้เรียนเป็นอย่างมากทำให้ผู้เรียนที่

๘๑
พัฒนามากที่สุดเนื่องจากช่วยให้นักเรียนเผชิญกับสภาพการณ์และควบคุมได้ในการดำเนินชีวิต

วินกินส์และแมคไท (Wiggins, G., & McTighe) ผู้ซึ่งเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการ
ออกแบบการเรียนรู้แบบย้อนกลับ (Backward Design) ได้กล่าวว่า หลักสูตร หมายถึง “the course

to be run” ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า หลักสูตรเป็นแผนการหรือพิมพ์เขียว (Blueprint) ที่มีลักษณะเฉพาะ
เพื่อการเรียนรู้ และเป็นแผนที่กำหนดผลการเรียนรู้ ที่คาดหวัง (เป็นมาตรฐานการเรียนรู้ ที่กำหนด

โดยหน่วยงานกลางด้านการศึกษาของรัฐ) จากความหมายนี้หลักสูตรไมใช่เป็นเพียงแค่แนวการจัดการ

เรียนการสอนหรือการแสดงผังเชื่อมโยงหัวข้อและเนื้อหาสาระแต่ต้องประกอบด้วยประสบการณ์หรือ

กิจกรรม การกำหนดงานของผู้เรียนและการประเมินผลที่มีความเหมาะสมและสอดคล้องกันที่สุด

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ทั้งวินกินส์และแม็คไท (Wiggins and McTighe) มีความเห็นว่า
หลักสูตรที่ดีที่สุดจะต้องเขียนมาจากมุมมองของผลการเรียนรู้ที่คาดหวังโดยแสดงให้เห็นว่าผลการ






๗๘ ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์, การบริหารงานวิชาการ, (กรุงเทพมหานคร: ศูนย์สื่อเสริมกรุงเทพ,
๒๕๕๓), หน้า ๔๙.

๗๙ กาญจนา คุณารักษ์, พื้นฐานการพัฒนาหลักสูตร, (นครปฐม: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร,
๒๕๕๓), หน้า ๓๘.

๘๐ สุเทพ อ่วมเจริญ, การพัฒนาหลักสูตร: ทฤษฎีและการปฏิบัต, (นครปฐม: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัย
ศิลปากร, ๒๕๕๕), หน้า ๔.
๘๑ Glatthorn and others Curriculum alignment revisited, In B. S. Stern & M. L. Kysilka
,
,
(Eds.), Contemporary readings in curriculum Thousand Oaks, (California: Sage publication 2 0 0 8 ) ,
pp. 4-5.

๕๓


เรียนรู้ที่คาดหวังคืออะไรและวิธีที่จะบรรลุได้ควรทำอย่างไรไม่ใช่เพียงแค่บรรจุรายการของเนื้อหาและ
๘๒
กิจกรรมเท่านั้น

จากความหมายดังกล่าว สามารถสรุปความหมายของหลักสูตรดังกล่าวได้ว่า การ
บริหารงานด้าน วิชาการและการนำหลักสูตรไปใช้ซึ่งประกอบด้วย ขั้นตอนการเตรียมการหลักสูตร

การดำเนินการเกี่ยวกับหลักสูตรและการประเมินผลหลักสูตร เพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนาการเรียนการ
สอนให้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพสูงสุด


๑.๒ ความหมายของการจัดการเรียนการสอน

การเรียนการสอน (Instruction) เป็นกระบวนการที่เกี่ยวเนื่องกัน ในการจัดการเรียนการ

สอนผู้สอนต้องศึกษาเป้าหมายและปรัชญาของการจัดการเรียนรู้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ทำความเข้าใจ
เกี่ยวกับหลักการทฤษฎีการเรียนรู้ต่างๆ ตลอดจนกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการและ

ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดแล้วพิจารณาเลือกนำไปใช้ออกแบบกิจกรรมที่หลากหลายให้เหมาะสมกับ

๘๓
เนื้อหาสาระและศักยภาพของผู้เรียน ดังนั้น ในเนื้อหาสาระเดียวกันผู้สอนแต่ละสถานศึกษาย่อมมี
การจัดการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน ได้มีนักวิชาการ นักการศึกษาได้ให้ความหมายของการจัดการ

เรียนการสอนไว้ดังนี้

ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ กล่าวถึงการจัดการเรียนการสอนว่า หมายถึงการจัดกิจกรรม

ในการเรียนรู้ เช่น การใช้สื่อการสอน การจัดกิจกรรมระหว่างสอน การทดสอบเป็นต้น รวมทั้ง
ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของครูในการให้ความช่วยเหลือ แนะแนวแก่ผู้เรียนในด้านต่างๆ

รวมทั้งการให้กำลังใจ ให้ความรักและความเอาใจใส่ด้วย
๘๔
สุราษฎร์ พรมจันทร์ กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนนั้นมุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เกิดการ

เรียนรู้ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ถาวรให้แก่ผู้เรียนการเรียนรู้เกิดขึ้นโดยตัวผู้เรียนเองครูเป็น












nd
๘๒ Wiggins, G., & McTighe, J., Understanding by design, 2 ed. (Upper Saddle River, New
Jersey: Pearson Education, Inc., 2005), p. 6.
๘๓ อาภรณ์ ใจเที่ยง, หลักการสอน (ฉบับปรับปรุง), พิมพ์ครั้งที่ ๕, (กรุงเทพมหานคร: โอ.เอส.พริ้นติ้ง

เฮ้าส์, ๒๕๕๓), หน้า ๑.
๘๔ ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์, การบริหารงานวิชาการ, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท พิมพ์ดี จำกัด,

๒๕๕๓), หน้า ๕๓.

๕๔


แต่เพียงผู้ที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นเท่านั้นการเรียนการสอนจึงเป็น
๘๕
กิจกรรมส่วนหนึ่งในกระบวนการทางการศึกษาในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน

อาภรณ์ ใจเที่ยง กล่าว่าการเรียนการสอน คือ กระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับ
ผู้เรียน เพอทำให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลพฤติกรรมตามจุดประสงค์ที่กำหนด ซึ่งต้องอาศัยทั้ง
ื่
ศาสตร์และศิลป์ของผู้สอน
๘๖
ทิศนา แขมมณี ได้กล่าวถึงการจัดการเรียนการสอนว่า


๑) การเรียนการสอน คำนึงถึงการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้
แทนการที่ครูเป็นศูนย์กลางในการเรียน ซึ่งเป็นลักษณะของการสอน


๒) การเรียนการสอน เป็นการถ่ายทอดความรู้ ทักษะ และเจตคติต่างๆ โดยมีการ
เตรียมการ มีการวางแผนตามหลักวิชา มีขั้นตอน หรือกระบวนการสอนที่เป็นแบบแผนชัดเจน มี

กิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมาย เป็นการใช้ศาสตร์ในการสอน
มากกว่าในเรื่องของการสอน


๓) การเรียนการสอน ครอบคลุมปฏิสัมพนธ์หลายรูปแบบ อาทิ ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง


บุคคลกับบุคคล บุคคลกับสื่อต่างๆ ส่วนการสอนเป็นปฏิสัมพนธ์ระหว่างครูกับผู้เรียน

๔) การเรียนการสอนมักเกิดขึ้นในสถานการณ์ของการเรียนการสอน ในขณะที่การ
๘๗
สอนเกิดขึ้นทุกหนแห่งไม่จำกัดเวลาและสถานที่

สุนทรา โตบัว การเรียนการสอนจึงหมายถึง การจดประสบการณ์ให้ผู้เรียน โดยยึด

หลักการมีส่วนร่วม และการมปฏิสัมพนธ์ของผู้เรียนมากที่สุด เป็นการสอนที่ใช้เรียน เป็นศูนย์กลาง
ของการเรียนรู้ (learner – centered approach) และการเรียนรู้ เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายใต้













๘๕ สุราษฎร์พรมจันทร์, ยุทธวิธีการเรียนการสอนวิชาเทคนิค ฉบับปรับปรุง, (กรุงเทพมหานคร:
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, ๒๕๕๐), หน้า ๑๕.
๘๖ อาภรณ์ ใจเที่ยง, หลักการสอน (ฉบับปรับปรุง), พิมพ์ครั้งที่ ๕, (กรุงเทพมหานคร: โอ.เอส.พริ้นติ้ง

เฮ้าส์, ๒๕๕๓), หน้า ๒.
๘๗ ทิศนา แขมมณี, ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ,

(กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๕), หน้า ๔.

๕๕


ตัวบุคคล เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม อันเนื่องมาจากการได้รับประสบการณ์และการฝึกฝน
๘๘
ผู้เรียนต้องได้รับแรงจูงใจสูงพอ จึงจะทำให้ผลการเรียนรู้นั้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

การจัดการเรียนการสอนจากที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า หมายถึง
วิธีการดำเนินการในรูปแบบต่างๆ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับผู้เรียนและประโยชน์สูงสุดที่ผู้เรียน

ควรจะได้รับ และมีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้ ได้มี
ส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้อย่างตื่นตัวและได้ใช้กระบวนการเรียนรู้ต่างๆ อันจะนำผู้เรียนไปสูการ

เกิดการเรียนรู้ เน้นการเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์หาทางแก้ไขโดยเฉพาะศาสนาและวัฒนธรรม

เป็นกรณีพิเศษโดยการเรียนรู้ในสาระต่างๆ สอนให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนมีส่วนร่วมในการทำ
กิจกรรมเป็นวิธีการที่ให้อำนาจแก่ผู้เรียน ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต


๑.๓ การจัดกระบวนการเรียนการสอน

ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติได้กำหนดเรื่องการจัดกระบวนการเรียนการสอน

หรอกระบวนการเรียนรู้ในมาตรา ๒๔ มีสาระสำคัญ ๖ ประการ ดังนี้

๑) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดย

คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล หากครูให้ความสำคัญแก่ผู้เรียน เข้าใจความแตกต่างระหว่าง

บุคคล จิตวิทยาการเรียนรู้และจิตวิทยาพฒนาการ ครูก็จะสามารถปฏิบัติได้โดยพจารณาความ

เหมาะสมเป็นรายวิชา รายกิจกรรม ว่าวิชาใด กิจกรรมใด สามารถจะมอบหมายแก่ผู้เรียนเป็น
รายบุคคลตามความสนใจหรือความถนัด การทำเช่นนี้จะทำให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการทำ

กิจกรรม มีกำลังใจและมั่นใจในการเรียนรู้ต่อไป

๒) ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้

ื่

มาใช้เพอป้องกันและแกไขปัญหาในการฝึกทักษะซึ่งประกอบด้วยการฝึกหัดและฝึกฝนทักษะที่ต้องฝึก
ได้แก ่

(๑) กระบวนการคิด เช่น การฝึกคิดอย่างเสรี คิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดหา


ความสัมพันธ์เชื่อมโยง คิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดสร้างทางเลือก คิดตัดสินใจ และคดแก้ปัญหาได้









๘๘ สุนทรา โตบัว, “การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างลักษณะการเรียนรู้ด้วยตนเอง
ของนักศึกษาพยาบาล”, วิทยานิพนธ์ปริญญานิพนธ์ กศ.ด. (การวิจัยและพัฒนาหลักสูตร), (กรงเทพมหานคร:

บัณฑัตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ๒๕๔๖), หน้า ๒๐.

๕๖


(๒) การจัดการ เช่น การวางแผน การทำโครงการ การบันทึกการประมวลผล การ
ประสานและร่วมมอปฏิบัติการ การสรุปผล การรายงานผล การปรับปรุงแกไข


(๓) การเผชิญสถานการณ์ เช่น การรับรู้สถานการณ์ การวิเคราะห์สถานการณ์ การ
ควบคุมอารมณ์ของตน การควบคุมสถานการณ์โดยใช้ข้อมูลเหตุผลและความรู้ มาประกอบการคิด

และตัดสินใจเผชิญและแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างรู้เท่าทัน

๓) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติ ให้ทำได้ คิดเป็น

ทำเป็น รักการอานและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในข้อนี้เน้นการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง ซึ่ง

เชื่อมโยงและสืบต่อเนื่องจากการฝึกทักษะในหัวข้อที่ผ่านมา การเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริงมีหลายวิธี



เช่น การอ่าน การพูด การร้องเพลง การเขยน การวาดภาพ การคนคว้าเอกสารการศึกษานอกสถานที่
การสมภาษณ์ การสังเกต และการบันทึก การสังเกตและการวิเคราะห์ การทดลอง การสาธิต การ
แสดงบทบาทสมมุติ การแสดงละคร การจัดนิทรรศการการทำโครงงาน การทำแฟ้มสะสมงาน การ

ปฏิบัติงาน ฯลฯ และการปฏิบัติกิจกรรมใดๆ ก็ตามต้องเน้นการคิดเป็น ทำได้ ทำเป็น และสามารถ
ื่

แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ได้รักการอานและใฝ่เรียนอย่างต่อเนื่องไม่เฉพาะในขณะที่เรียนเพอให้สอบได้หรือ
สอบผ่านเท่านั้น

๔) การจัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุล

กัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรมค่านิยมที่ดีงาม และคณลักษณะอนพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา ความหมายข้อ


นี้ คือ การบูรณาการจุดมุ่งหมายและเนื้อหาตามความเหมาะสมหมายความว่าในแต่ละกิจกรรมหรือ
แต่ละคาบเวลาต้องมีเนื้อหาวิชาและจุดมุ่งหมายหลัก และมีการผสมผสานวิชาอนเป็นองค์ประกอบ
ื่
โดยเฉพาะด้านคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยม สามารถนำมาบูรณาการเข้าไปในเนื้อหาและกิจกรรม

วิชาอนๆ ได้
ื่
๕) ส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความ

สะดวกเพอให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ สามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ผู้สอน
ื่
และผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อและแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ ความในข้อนี้ หมายถึง

สถานศึกษาและครูต้องจัดสิ่งแวดล้อม ปัจจัย และบรรยากาศให้เอื้อต่อการเรียนรู้ เช่น มีความสงบ
สะอาด รุ่มรื่น ร่มเย็น มีที่กันแดดกันฝน มีน้ำดื่ม มีห้องน้ำเพียงพอ และสะอาดมีหนังสือ สื่อ อุปกรณ์

วัสดุฝึกงาน มีบรรยากาศของกัลป์ยาณมิตร และการแสวงหาความรู้ในลักษณะวิจัย

๖) จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ มีการประสานความรู้ ร่วมมือกับบิดา

มารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่ายเพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียน ตามศักยภาพอันจะส่งให้

ผู้เรียนเกิดการพัฒนา

๕๗


นอกจากนี้ ในมาตรา ๒๕ และ ๒๙ ของกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ยังกำหนดให้รัฐ
ส่งเสริมการดำเนินงาน และการจัดแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ เช่น ห้องสมุดสาธารณะ

พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนพฤกษศาสตร์ สวนสาธารณะ อุทยานวิทยาศาสตร์ ศูนย์เยาวชน ศูนย์กีฬา

ฯลฯ อย่างเพยงพอ และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน บุคคล องค์กร และ
สถาบันทางสังคม โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นภายในชุมชน
๘๙
ชาญชัย ยมดิษฐ กล่าวถึง “กระบวนการจดการเรียนการสอน สามารถแบ่งได้เป็น ๒

สวน คือ

๑) ก่อนใช้กระบวนการเรียนการสอน ผู้จัดกระบวนการเรียนการสอนต้องทำการศึกษา

หลักสูตรคู่มือครู แนวทางการจัดการเรียนการสอน การกำหนดวัตถุประสงค์ การสอน มาตรฐานการ

เรียนรู้สาระวิชา ความพร้อมของผู้เรียนยึดถือเป็นปัจจัยต่างๆ ที่แวดล้อมตลอดหลักทฤษฎีงานวิจัย
และความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการด้านเนื้อหาสาระและวิธีการจัดการเรียนการสอน แล้วนำมาจัด


วางแผนการสอนโดยออกแบบกระบวนการสอนและจัดที่แผนการสอน ตรวจสอบและปรับปรุงกอนใช้
งานจริงจากผู้เชียวชาญและจากการทดลองใช้ปรับปรุงจนมีประสิทธิภาพแล้วจึงนำไปใช้สอน


๒) ระหว่างการใช้กระบวนการเรียนการสอน การจัดกระบวนการเรียนการ สอนสามารถ
จัดได้ ๒ นัยคือ


(๑) การจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยทั่วไป แบ่งออกได้ ๖ ขั้นตอน คือ

(๑.๑) ขั้นเตรียมความพร้อมของผู้เรียนและผู้สอน คือ วัสดุอุปกรณ์เครื่องมือการวัด

ประเมนผล และปัจจัยที่เกี่ยวข้องก่อนสอน

(๑.๒) ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นนี้เป็นขั้นดึงความสนใจของผู้เรียนทั้งหมดให้มาในใจ

กิจกรรมการเรียนการสอนที่ครูจะดำเนินการขั้นระหว่างการสอน ขั้นนี้อาจใช้ได้หลายวิธีตามความ

ถนัด ความสามารถ ความสนใจ ความสะดวก และสอดคล้องกบกิจกรรม และบทเรียนที่จะจัดขั้น เช่น
แสดงกิจกรรม แนะนำจุดประสงค์การเรียนรู้ ดูอุปกรณ์สอบทบทวนประสบการณ์เดิมเริ่มต้นโน้มน้าว

กล่าวคำถาม ทำท่าทาง ปูทางด้านข่าว เล่านิทาน นำสถานการณ์มากล่าวอ้าง สร้างบทร้อยกรอง
สนองผู้เรียนที่สนใจนำในการเข้าสู่กระบวนการจัดการเรียนการสอนสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่มี


ความสนุกสนาน และเพลิดเพลินกับบทเรียน โดยมิปฏิสัมพนธ์กันในทางบวก ระหว่างครูกับผู้เรียน
และระหว่างผู้เรียนด้วยกันเอง




๘๙ สำนักงานปฏิรูปการศึกษา, รายงานปฏิรูปการศึกษาต่อประชาชน, (กรุงเทพมหานคร: สำนักงาน

ปฏิรูปการศึกษา, ๒๕๔๔), หน้า ๓๖ – ๓๙.

๕๘


(๑.๓) ขั้นตอนตามรูปแบบการสอน กระบวนการเรียนรู้วิธีการสอนเทคนิคการสอน
และศิลปะการสอนต่าง ๆ ที่ถูกเลือกมาใช้ในการสอนที่ถูกออกแบบไว้ โดยขั้นนี้ถือเป็นการจัด

ประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีที่สุดแก่ผู้เรียนด้วยการบูรณาการเนื้อหาสาระกิจกรรมส่อการเรียนการ
สอน ตลอดจนเทคนิควิธีที่สอดคล้องกับธรรมชาติวัยประสบการณ์ของผู้เรียนอย่างเหมาะสม สามารถ

บรรลุคุณลักษณะ คุณภาพหรือพฤติกรรมที่ต้องการให้เกิดขึ้นตามผลการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ใน

วัตถุประสงค์ โดยมีสอนวัตกรรม และเครื่องมือการวัดผลเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการอย่างเหมาะสม
กับขั้นตอนที่กำหนด


(๑.๔) ขั้นสรุปบทเรียน ขั้นนี้เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนเป็นผู้ลงสรุป ว่าสาระการเรียนรู้ที่
เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนจริงๆมีอะไรบ้าง โดยอาจสรุปเฉพาะประเด็น หรือหัวข้อสำคัญๆ ดังที่กำหนดไว้ตา

วัตถุประสงค์ เป็นการย้ำสิ่งที่หลงเหลือจากการสอนของครูและการเรียน ของผู้เรียนเมื่อกระบวนการ
เรียนการสอนสิ้นสุดลงไป อาจสรุปด้วยการใช้ การอภิปราย การจดบันทึกการย่อ การแต่งบทร้อย

กรอง การจัดทำโครงการ การประมวลเหตุการณ์ การวดภาพการจัดทำผังความคิดเครือข่าย ฯลฯ

(๑.๕) ขั้นวัดผลและประเมินผล ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนตรวจสอบตนเองว่าได้เกิด


พฤติกรรมการเรียนรู้ตามเป้าหมายหรือไม่เพยงใด ในสภาพที่เป็นจริง หลังกระบวนการเรียนการสอน
สิ้นสุดลง การวัดผลการเรียนรู้มีวัตถุประสงค์ในการพฒนาตนเองของผู้เรียนให้บรรลุศักยภาพสูงสุด


ของการพฒนา ดังนั้น วิธีประเมินต้องใช้เครื่องมือหรือวิธีการที่หลากหลายและเที่ยงตรงการ
ประเมินผลที่ดีต้องประเมินทั้งก่อนสอน ระหว่างสอน และหลังกระบวนการจัดการเรียนการสอน

ื่
สิ้นสุดลง เพอครูผู้สอนสามารถนำผลการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ของผู้เรียนไปตัดสินผลการเรียน
(๑.๖) ขั้นส่งเสริมความแม่นยำและเปิดโอกาสให้ใช้จริงในชีวิตประจำวัน

(๒) กระบวนการจัดการเรียนการสอนตามกระวนการเรียนรู้เฉพาะการจัดการเรียน

การสอนแบบนี้มีขั้นตอนเหมือนกับการจัดการเรียนการสอนทั่วไป โดยต้องมีการจัดการสอนตาม

ขั้นตอนตามรูปแบบการสอน กระบวนการเรียนรู้วิธีการสอน เทคนิคการสอนและศิลปะการสอนต่างๆ
ที่ถูกเลือกมาใช้ในการสอนที่ถูกออกแบบไว้ให้ครบถ้วน และให้เหมาะสมกับบทเรียน วัย ประสบการณ์


และประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียนได้ โดยกระบวนการดังกล่าวที่นำมาใช้ เช่น กระบวนการสร้างความคด
รวบยอด กระบวนการสร้างค่านิยมกระบวนการคิดวิจารณญาณ กระบวนการสร้างเจตคติ

กระบวนการสร้างทักษะ กระบวนการวิทยาศาสตร์ กระบวนการจำ และกระบวนการกลุ่ม เป็นต้น
๙๐





๙๐ ชาญชัย ยมดิษฐ์, เทคนิคและวิธีการสอนร่วมสมัย, (กรุงเทพมหานคร: หลักพิมพ์, ๒๕๔๘), หน้า

๖๖ – ๑๐๗.

๕๙


ี่
กระบวนการการจัดการเรียนการสอนนับว่าเป็นเรื่องสำคัญทผู้สอนต้องตระหนักในการจัด
วางแผนการสอนระยะยาวและระยะสั้นให้สอดคลองกัน รวมทั้งการพิจารณารายละเอียดของ

องค์ประกอบในการจัดการเรียนการสอน นับตั้งแต่การเขาใจหลักการและทฤษฎีของวิชาที่ทำการสอน

การเลือกหรือสร้างสรรค์วิธีการสอน และเทคนิคการสอน รวมทั้งความเข้าใจกระบวนการพัฒนา

หลักสูตร สื่อการสอน บทบาทของผู้สอนและผู้เรียน รวมทั้งลักษณะของการเรียนรูที่ผู้เรียนควรมี

โอกาสในการจัดการเรียนรูอย่างครบวงจร

๑.๔ การจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาสังคมศึกษา

การจัดการเรียนการสอน หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัย

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสวรรค์ เป็นไปตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ

ราชวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาระดับปริญญาตรี พ.ศ. ๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติมหลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.
๒๕๕๖ บริหารหลักสูตรโดย กระทำโดยอาจารย์ประจำและรับผิดชอบหลักสูตร โดยอยู่ในความรับ

ของผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์นครสวรรค์ ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบาย กำกับดูแลและให้คำแนะนำแก่
อาจารย์ประจำผู้รับผิดชอบหลักสูตร การบริหารหลักสูตรมีการวางแผนการจัดการเรียนสอนร่วมกับ

วิทยาลัยสงฆ์และอาจารย์ผู้สอน ติดตามผลและรวบรวมข้อมูล ปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

๑) เป้าหมาย


(๑) พัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัยโดยอาจารย์และนิสิตสามารถก้าวทันหรือเป็นผู้นำใน
การสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ทางด้านวิชาชีพครูและสังคมศึกษา


(๒) กระตุ้นให้นิสิตเกิดความใฝ่รู้ มีแนวทางการเรียนที่สร้างทั้งความรู้ความสามารถ
ในวิชาการวิชาชีพ ที่ทันสมัย


(๓). ตรวจสอบและปรับปรุงหลักสูตรให้มีคุณภาพมาตรฐาน

(๔) มีการประเมินมาตรฐานของหลักสูตรอย่างสม่ำเสมอ

๒) การดำเนินการ


(๑) จัดหลักสูตรสอดคล้องกับมาตรฐานที่เป็นสากลหรือระดับชาติตามนโยบายที่รัฐ
กำหนด


(๒) ปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยโดยมีการพิจารณาปรับปรุงหลักสูตรทุกๆ ๓-๕ ปี

(๓) จัดแนวทางการเรียนในวิชาเรียนให้มีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ และมีแนว

ทางการเรียนหรือกิจกรรมประจำวิชาให้นิสิตได้ศึกษาความรู้ที่ทันสมัยด้วยตนเอง

๖๐


(๔) จัดให้มีผู้สนับสนุนการเรียนรู้ และหรือ ผู้ช่วยสอน เพื่อกระตุ้นให้นิสิตเกิดความ
ใฝ่รู้


(๕) กำหนดให้อาจารย์ที่สอนมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาโทและเป็นผู้มีประสบการณ์
ด้านการสอน มีจำนวนคณาจารย์ประจำไม่น้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐาน


(๖) สนับสนุนให้อาจารย์ผู้สอนเป็นผู้นำในทางวิชาการ และ/หรือ เป็นผู้เชี่ยวชาญ
ทางด้านวิชาชีพครูและการสอนสังคมศึกษาหรือที่สัมพันธ์เกี่ยวข้อง


(๗) ส่งเสริมอาจารย์ประจำหลักสูตรให้ศึกษาดูงานการสอนหรือวิชาการที่เกี่ยวข้อง
ทั้งในและต่างประเทศ


(๘) มีการประเมินหลักสูตรโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภายในทุกปี และภายนอก
อย่างน้อยทุก ๓-๕ ปี


(๙) จัดทำฐานข้อมูลทางด้านนิสิต อาจารย์ วัสดุอุปกรณ์ งบประมาณ ความร่วมมือ
กับสถาบันภายนอก ผลงานทางวิชาการทุกภาคการศึกษาเพื่อเป็นข้อมูลในการประเมินของ

คณะกรรมการ


(๑๐) ประเมนความพึงพอใจของการใช้หลักสูตรและการเรียนการสอน จากบัณฑิตที่
สำเร็จการศึกษา

๓) การประเมินผล

(๑) หลักสูตรที่สามารถอ้างอิงกับมาตรฐานที่กำหนดโดยหน่วยงานที่กำกับดูแล

สถาบันอุดมศึกษา มีความทันสมัยและมีการปรับปรุงสม่ำเสมอ

(๒) จำนวนวิชาเรียนที่มีภาคปฏิบัติ และวิชาเรียนที่มีแนวทางให้นิสิตได้ศึกษาค้นคว้า

ความรู้ใหม่ได้ด้วยตนเอง

(๓) จำนวนคณาจารย์ประจำ และข้อมูลด้านประวัติ คุณวุฒิประสบการณ์ และการ

พัฒนาอบรม ของอาจารย์

(๔) จำนวนบุคลากรผู้สนับสนุนการเรียนรู้ และบันทึกกิจกรรมในการสนับสนุนการ

เรียนรู้

(๕) ผลการประเมินการเรียนการสอนอาจารย์ผู้สอน และการสนับสนุนการเรียนรู้

ของผู้สนับสนุนการเรียนรู้ โดยนิสิต

(๖) ประเมินผลโดยคณะกรรมการที่ประกอบด้วยคณาจารย์ภายในคณะ ทุก ๑ ปี

๖๑


(๗) ประเมินผลโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ทุกๆ ๒ ปี

(๘) ประเมินผลโดยบัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาทุกๆ ๑ ปี

สรุปความได้ว่า การจัดการเรียนการสอนของสาขาสังคมนั้น เป็นงานหลักของครูผู้สอน

ซึ่งปัจจุบันถือว่าครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ที่บุคคลในวิชาชีพนี้ต้องไดรับการศึกษาอบรมมา โดยเฉพาะ

เพื่อให้มีความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติหน้าที่ สามารถเลือกศึกษา อบรมมาโดยเฉพาะ เพื่อให้มีความ
เชี่ยวชาญในการปฏิบัติหน้าที่ สามารถเลือกวิธีปฏิบัติงานที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้นักเรียนมีความรู

ทักษะ และเจตคติ ดังที่ระบุไว้ในจุดประสงค์การสอน ครูต้องมีการฝึกฝนด้านการสอนอยูเสมอเพอให้
ื่
เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในการทำงานเช่นเดียวกับวิชาชีพชั้นสูงอื่นๆ และต้องมีมาตรฐานของวิชาชีพ

การที่ครูสามารถปฏิบัติงานการสอนไดดีขึ้นอยู่กับความสามารถในการผสมผสานศาสตร์ว่าด้วยการ

สอนกับศิลปะของการสอนเขาด้วยกันเพอให้เกิดประสิทธิผลของการสอนสูงสุด ซึ่งต้องมีความพร้อมที่
ื่
จะปฏิบัติงานได้ทันที และมีศักยภาพสูงในการพัฒนาตนเองให้เข้ากับลักษณะงานทั้งด้านวิชาการและ

วิชาชีพ รวมถึงความเข้าใจในผลกระทบทางด้านต่าง ๆ ที่มีต่อสังคม โดยต้องปฏิบัติตนอย่างมืออาชีพ
มีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายและวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย

ด้านมุ่งจัดการศึกษาพระพุทธศาสนา บูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ พัฒนาจิตใจและสังคม

๒. ด้านการบริหารบุคลากร


การบริหารงานบุคลากร เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อองค์กร เพราะถ้าองค์กรมีการ
บริหารจัดการบุคลากรดีและมีประสิทธิภาพแล้ว องค์กรนั้นย่อมเกิดการพัฒนา และองค์กรที่มี

บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและทักษะที่ดีแล้วย่อมทำให้องค์กรไปสู่จุดมุ่งหมายได้อย่างแท้จริง

ซึ่งได้มีนักวิชาการ นักศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงการบริหารงานบุคลากรไว้ ดังนี้

๒.๑ ความหมายของการบริหารงานบุคลากร

บุคลากรมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารการศึกษา เพอให้หน่วยงาน
ื่
ได้บุคลากรที่ดีมีความสามารถไว้ในหน่วยงานได้มากที่สุด บุคลากรที่ดีจึงมีส่วนที่สำคัญที่สุด ได้มีผู้ให้

นิยามความหมายของคำว่าการบริหารงานบุคลากร ในหลายลักษณะ ดังนี้

พยอม วงศ์สารศรี ให้ความหมายการบริหารงานบุคคลไว้ว่า เป็นการใช้ศิลปะและกลยุทธ์

ดำเนินการสรรหาคัดเลือกและบรรจุบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมให้ปฏิบัติงานมีการธำรงรักษา
๙๑
ิ่
เพมพูนทักษะความรู้ความสามารถและทำงานด้วยความสุขกายสบายใจ




๙๑ พยอม วงศ์สารศรี, การบริหารทรัพยากรมนุษย์, (กรุงเทพมหานคร: สุภา, ๒๕๔๕), หน้า ๕๑.

๖๒


ประเวศน์ มหารัตน์สกุล ให้ความหมายของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ว่าเป็นทั้งศาสตร์
และศิลปะ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นสหวิทยาการที่ต้องผสมผสานศาสตร์อื่นในการจัดการ

๙๒
ึ้
บุคลากรให้ทำงานด้วยความเต็มใจ และมุ่งมั่นที่จะทำงานให้ได้มาตรฐานเพิ่มขนเรื่อยๆ


สุพจน์ อินหวาง และกัญญามน อินหวาง กล่าวว่าการจัดการทรัพยากรมนุษย์ คือ
กระบวนการที่มุ่งไปที่ตัวบุคคลในองค์การให้เกิดวิสัยทัศน์ร่วมกันมีการสร้างภารกิจด้านบุคลากรด้วย
การสรรหาการพัฒนาการรักษาและการพฒนาองค์การอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการทำงานที่ครบวงจร

ในการบริหารทั้งระดับนโยบายระดับกลยุทธ์และระดับปฏิบัติการด้วยการสร้างองค์การแห่งการเรียนรู้

ในองค์การ ดังนั้น การบริหารทรัพยากรมนุษย์จะต้องมีแนวคิดด้านวิสัยทัศน์ร่วมกันใน ๔ ประเด็น
หลักคือ


หนึ่ง การกำหนดนโยบายโดยให้งานด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ
สายงานหลัก


ื่
สอง การให้คำปรึกษาจะต้องมีการกระจายงานการบริหารทรัพยากรมนุษย์ออกไป เพอให้
สอดคล้องกับนโยบายจึงต้องมีการปรับบทบาทเป็นที่ปรึกษาให้กับหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งงานด้าน

การบริหารงานบุคคลด้วย

สาม การให้บริการด้านทรัพยากรมนุษย์ เช่น การประสานทีมงานการบริการจาก

หน่วยงานภายนอกทีมกระบวนการการสร้างองค์การเรียนรู้ทีมฝ่ายงาน การให้บริการดังกล่าวจา เป็น
ต้องมีระบบที่ชัดเจนและให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น สี่การกำกับและควบคุมองค์การจะต้องสร้างระบบ

ื่
การวิจัยและตรวจสอบองค์การ เพื่อให้เกิดมาตรฐานและการคงอยู่ในสภาพขององค์การที่ปกติ เพอ
องค์การจะได้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้โดยตรวจสอบถึงคุณภาพของบุคลากรค่าตอบแทนและการจูง
ใจที่บุคลากรควรได้รับตรวจสอบวิเคราะห์วินิจฉัยองค์การด้านคุณภาพมาตรฐานที่จะทำให้ได้เปรียบ

เชิงการแข่งขนได้

๙๓












๙๒ ประเวศน์ มหารัตน์สกุล, การจัดการทรัพยากรมนุษย์: แนวทางใหม่, (กรุงเทพมหานคร: พิมพ์

ตะวัน, ๒๕๕๐), หน้า ๑๐.
๙๓ สุพจน์อินหว่างและกัญญามน อินหว่าง, การจัดการทรัพยากรมนุษย์, (พิษณุโลก: มหาวิทยาลัย

พิษณุโลก, ๒๕๕๖), หน้า ๑.

๖๓


นงนุช วงษ์สุวรรณ ได้สรุปความหมายของการบริหารงานบุคลากรว่า เป็นกระบวนการ
ทางการบริหารที่สรรหาบุคคลมาปฏิบัติงานให้บุคลากรได้ปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถด้วยความ

๙๔
เต็มใจ
สุนันทา เลาหนันท์ อธิบายว่า การบริหารทรัพยากรมนุษย์ หมายถึง กระบวนการ

ตัดสินใจ และการปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรทุกระดับในหน่วยงาน เพื่อให้เป็นทรัพยากรบุคคล
ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดที่จะส่งผลสำเร็จต่อเป้าหมายขององค์การ กระบวนการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การ

วางแผนทรัพยากรมนุษย์ การวิเคราะห์งาน การสรรหา การคัดเลือก การฝึกอบรม และการพัฒนา

การประเมินผลการปฏิบัติงาน การจ่าค่าตอบแทน สวัสดิการ และผลประโยชน์เกื้อกูล สุขภาพ และ
ความปลอดภัย พนักงานและแรงงานสัมพันธ์ การพัฒนาองค์การตลอดจนการวิจัยด้านทรัพยากร

มนุษย์
๙๕
จากความหมายดังกล่าว การบริหารงานบุคล คือ ภารกิจหน้าที่ที่สำคัญประการหนึ่งของ

ผู้บริหาร ที่ใช้ทั้งศาสตร์และศิลปะในการจัดวางแผนกำลังคน การสรรหา คัดเลือก และการบรรจุ
บุคคลที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งงานพร้อมทั้งสามารถใช้ประโยชน์ให้เกิดผลสูงสุด

ธำรงรักษาและพัฒนาบุคคลเหล่านั้นเพื่อผลสำเร็จขององค์การ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร

หรือเป็นกิจกรรมการออกแบบเพื่อสร้างความร่วมมือของบุคลากรในหน่วยงานนั้นๆ ให้บรรลุ
เป้าหมาย


๒.๒ วัตถุประสงค์ของการบริหารงานบุคลากร

การบริหารงานบุคลากรในองค์การใดก็ตามจะต้องดำเนินการตามหลักการและ

ื่
วัตถุประสงค์ขององค์การเพอพัฒนาประสิทธิภาพขององค์การโดยการใช้บุคลากรให้เป็นประโยชน์
มากที่สุด ซึ่งไดมีนักวิชาการและนักการศึกษาหลายท่านไดเสนอวัตถุประสงค์ของการบริหารงาน

บุคคลสรุปไดดังนี้

สำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กล่าวว่าวัตถุประสงค์พื้นฐาน

ของการบริหารงานบุคลากร คือ หน่วยงาน มีบุคลากรคุณภาพในปริมาณที่เพียงพอเหมาะสมสำหรับ













๙๔ นงนุช วงษ์สุวรรณ, การบริหารทรัพยากรมนุษย์, (กรุงเทพมหานคร: จามจุรีโปรดักท์, ๒๕๔๖), หน้า ๖.
๙๕ สุนันทา เลาหนันท์, การบริหารทรัพยากรมนุษย์, (กรุงเทพมหานคร: ธนะการพิมพ์, ๒๕๔๒), หน้า ๕.

๖๔


การปฏิบัติภารกิจหน้าที่ และบุคลากรเหล่านั้นมีขวัญกำลังใจที่ดี มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานเพื่อให้
๙๖
เกิดผลตามเป้าหมายที่พึงประสงค์ขององค์การ

สมเกียรติ พวงรอด ไดเสนอวัตถุประสงค์การบริหารงานบุคลากรไวซึ่งเป็นการให้
ความสำคัญและมองในลักษณะที่เป็นภาพรวมทั้งระบบดังนี้



๑) เพอสร้างตัวป้อนที่มีคณภาพ ควรไดบุคลากรที่มีความรูความสามารถและมีความ
ื่
เหมาะสมกับงาน มีคุณสมบัติสอดคลองกับความต้องการขององค์การ

ื่
๒) เพอพัฒนากระบวนการให้ประสิทธิภาพ ความต่อเนื่องของการบำรุงรักษาการให้
ขวัญและกำลังใจในขณะทำงาน การฝึกฝน สร้างความชำนาญ และการประเมินผลติดตามผลการ

ปฏิบัติงาน พรอมทั้งการปรับปรุงแกไขให้ดียิ่งขึ้น

๓) เพอเพมผลผลิตที่มีคุณภาพ บุคคลที่มีศักยภาพสูง มีการกระตุ้นบุคลากรเพอให้
ื่
ื่
ิ่
คุณภาพของงานเพมขึ้น บุคลากรเกิดความพอในในการทำงาน ช่วยให้องค์การประสบความสำเร็จ
ิ่
๙๗
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้กำหนดวัตถุประสงค์ของการบริหารงาน
บุคลากรไว้ ดังนี้

๑. เพื่อให้การดำเนินงานด้านการบริหารบุคลากรถูกต้อง รวดเร็ว เป็นไปตามหลัก

ธรรมาภิบาล

๒. เพื่อส่งเสริมบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถและมีจิตสำนึกในการปฏิบัติภารกิจ

ที่รับผิดชอบให้เกิดผลสำเร็จตามหลักการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์

๓. เพื่อส่งเสริมให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาปฏิบัติงานเต็มตามศักยภาพโดยยึด

มั่นในระเบียบวินัย จรรยาบรรณ อย่างมีมาตรฐานแห่งวิชาชีพ
















๙๖ สำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, แผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปและส่งเสริม

การศึกษาเอกชน, (กรุงเทพมหานคร : กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๔๕), หนา ๕๓.
๙๗ สมเกียรติ พ่วงรอด, การบริหารงานบุคคล, (ปัตตานี: คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

วิทยาเขตปัตตานี, ๒๕๔๔), หน้า ๕.

๖๕


๔. เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ปฏิบัติงานได้ตามมาตรฐานวิชาชีพ ได้รับ

การยกย่องเชิดชูเกียรติมีความมั่นคงและความก้าวหน้าในวิชาชีพ ซึ่งจะส่งผลต่อการพฒนาคุณภาพ
๙๘
การศึกษาของผู้เรียนเป็นสำคัญ
ดนัย เทียนพุฒ ไดเสนอวัตถุประสงค์ของการบริหารทรัพยากรบุคคลไวดังนี้


๑. ด้านสังคม

๑) เป็นพลเมืองดีของสังคมโดยปฏิบัติตามกฎระเบียบและกฎหมาย

๒) คืนประโยชน์ให้กับสังคม


๓) สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการบริหาร

๒. ด้านสายงาน

๑) การสนองตอบผู้บริหารในการดูแลคน


๒) การประเมินบุคคลเพื่อเลื่อนตำแหนง

๓) การประเมินผลการพัฒนาเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ

๔) การประเมินผลงานเพอพิจารณาค่าตอบแทนและประโยชน
ื่

๓) ด้านบุคลากร

๑) การฝึกอบรมและการพัฒนา


๒) การจ่ายค่าตอบแทนหรือสวัสดิการ

๓) การประเมินผลงาน

๔) การจัดสรรตำแหนง
๙๙

ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์ ไดกล่าวว่า งานทรัพยากรมนุษย์ไดรับความสำคัญมากมาย
โดยเฉพาะการทำหน้าที่และการธำรงรักษาให้บุคคลอยู่ร่วมงานกับองค์การ จึงไดนำเสนอวัตถุประสงค์

ของการบริหารงานบุคคลดังนี้





๙๘ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษากระทรวงศึกษาธิการ, คู่มือการใช้หลักสูตรประกาศนียบัตร

วิชาชีพพุทธศักราช ๒๕๕๖, (กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, ๒๕๕๘).
๙๙ ดนัย เทียนพัฒ, การบริหารทรัพยากรบุคคลในทศวรรษหน้า, (กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ

มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓), หน้า ๑๖.

๖๖


ื่
๑) สังคม เพอตอบสนองสมาชิกและพัฒนาสังคมให้สงบสุข เพราะมีการสรรหา
บุคคลที่มีความเหมาะสม มีการพัฒนาบุคลากรให้มีความรูทักษะและความสามารถในการปฏิบัติงาน

ให้มีประสิทธิภาพ

ื่
๒) องค์การเพอให้องค์การสามารถดำเนินงานไดอย่างมีประสิทธิภาพ และ
เจริญเติบโตไดอย่างต่อเนื่อง โดยมีบุคคลที่มีความรูทักษะและความสามารถในการปฏิบัติงาน

๓) บุคลากรเพอตอบสนองความต้องการระดับต่างๆ ของบุคคลตั้งแต่ความต้องการ
ื่
ื้
ขั้นพนฐานจนถึงระดับสูง เริ่มจากการรับบุคคลเข้ามาทำงาน การให้ผลประโยชนการฝึกอบรม และ
พัฒนาที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตการทำงานให้ดีขึ้น
๑๐๐

อำนวย แสงสว่าง ไดเสนอวัตถุประสงค์ของการบริหารงานบุคคลไว ๔ ประการ คือ

๑) วัตถุประสงค์ด้านสังคม (Social Objectives) องค์กรจะต้องมีวัตถุประสงค์เพอ
ื่
สร้างความรับผิดชอบด้านคุณธรรมและสังคม ขจัดและระงับการดำเนินกิจการ ที่ผิดทั้งด้านคุณธรรม
และสังคม


๒) วัตถุประสงค์ด้านองค์การ (Organizational Objectives) การจัดการทรัพยากร
มนุษย์เกิดขึ้น เพื่อช่วยให้องค์การมีประสิทธิภาพในการดำเนินงาน การจัดการทรัพยากรมนุษย์จึงเป็น

วิธีการอย่างหนึ่งที่มีส่วนช่วยสร้างองค์การตามวัตถุประสงค์ ดังนั้น การจัดตั้งฝ่ายทรัพยากรมนุษย์

ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ในการรับใช้องค์การ

๓) วัตถุประสงค์ด้านหน้าที่ (Functional Objectives) ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ มี
หน้าที่และความรับผิดชอบ ช่วยรักษาระดับการตอบสนองความต้องการขององค์การไดอย่าง

เหมาะสมจะพบว่า เมื่อการจัดการทรัพยากรมนุษย์กระทำไปอย่าง ไมรอบคอบและไมสามารถ

ตอบสนองความต้องการขององค์การไดก็จะเกิดการสิ้นเปลืองทรัพยากรมนุษย์ไดง่าย จึงเป็นหน้าที่
ความรับผิดชอบของฝ่ายจัดการทรัพยากรมนุษย์


๔) วัตถุประสงค์ด้านบุคคล (Personnel Objectives) เพื่อช่วยให้บุคลากรไดรับ
ผลสำเร็จตามเป้าหมายของบุคคล ในระยะยาวความสำเร็จตามเป้าหมายของบุคลากรทุกคนจะมีส่วน

ช่วยสนับสนุนการดำเนินงานขององค์การ การทำให้บุคลากรไดรับผลสำเร็จตามเป้าหมายฝ่าย

ทรัพยากรมนุษย์จะต้องมีมาตรการในการธำรงและสงวนรักษาบุคลากรที่ดีไว โดยการจัดให้มีการจูงใจ
ให้บุคลากรมีขวัญและกำลังใจในการทำงาน มิฉะนั้นประสิทธิภาพในการทำงานและความพอใจในการ






๑๐๐ ณัฏฐพันธ์ เขจรนันท์, การจัดการทรัพยากรมนุษย์, (กรุงเทพมหานคร: ซีเอ็ดยูเคชั่น, ๒๕๔๕), หน้า ๘.

๖๗


ทำงานของบุคลากรจะมีแต่ลดลงอยู่ตลอดเวลา ในที่สุดบุคลากรก็จะลาออกจากองค์การไปสมัครเขา
ทำงานกับองค์การอื่นที่ดีกว่าอย่างแน่นอน
๑๐๑

เฟรดเดอริกและเดวิส (Frederick & Davis) ได้เสนอวัตถุประสงค์ของการบริหาร
ทรัพยากรมนุษย์ไว้ ๔ ข้อ และให้ความสำคัญของวัตถุประสงค์ด้านหน้าที่ มีรายละเอียด ดังนี้


๑) วัตถุประสงค์ทางสังคม เพื่อให้เกิดจริยธรรม คุณธรรม และความรับผิดชอบทาง
สังคมต่อความต้องการ เช่น สังคมอาจตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์ โดยอาศัยกฎหมายที่แสดงถึง

อาชญากรรม ความปลอดภัย และส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องกับสังคม

ื่
๒) วัตถุประสงค์ทางด้านองค์การเพอตระหนักว่า การบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มีอยู่
จะเกิดประสิทธิผลต่อองค์การ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ไม่ใช่เป็นเป้าหมายในตัวของมันเอง เพราะ
เป็นเพียงเครื่องมือหรือแนวทาง ที่ช่วยองค์การบรรลุวัตถุประสงค์ขั้นต้น หรือกล่าวง่ายๆ ได้ว่าเป็น

หน่วยงานที่รับใช้ส่วนต่างๆ ขององค์การ

๓) วัตถุประสงค์ด้านหน้าที่ เพื่อรักษาไว้ซึ่งประโยชน์ของหน่วยงานในระดับที่

เหมาะสมกับความต้องการขององค์การ

๔) วัตถุประสงค์ด้านบุคคล เพื่อให้พนักงานบรรลุเป้าหมายส่วนบุคคล เช่น ได้รับ

การบำรุงรักษาธำรงไว้และได้รับการจูงใจ
๑๐๒
วัตถุประสงค์ของการบริหารงานบุคลากร เป็นสิ่งที่สำคัญต่อการทำงานร่วมกันของ

บุคลากรในองค์กร เพราะเป็นเป้าหมายร่วมกัน เพราะมีการสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสม มีการ
พัฒนาบุคลากรให้มีความรูทักษะและความสามารถในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ เป็นเครื่องมือ

หรือแนวทางที่ช่วยองค์การบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

๒.๓ ความสำคัญของการบริหารบุคลากร


มีนักวิชาการและนักการศึกษาไดเสนอความสำคัญของการบริหารงานบุคลากรไวดังนี้

พะยอม วงศ์สารศรี ได้สรุปความสำคัญของการบริหารงานบุคลากรไว้ดังนี้








๑๐๑ อํานวย แสงสว่าง, การจัดการทรัพยากรมนุษย์, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร: ทิพยวิสุทธิ์,

๒๕๔๔), หนา ๕
๑๐๒ Frederick & Davis, อ้างถึงใน เกรียงศักดิ์ เขียวยิ่ง, การบริหารทรัพยากรมนุษย์, (ขอนแก่น:

ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ๒๕๔๒), หน้า ๓.

๖๘


๑) ช่วยพัฒนาองค์การให้เจริญเติบโต เพราะการบริหารงานบุคลากรเป็นสื่อกลางใน
การผสานกับแผนกต่างๆ เพื่อแสวงหาวิธีการ ให้ได้บุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ามาทำงานใน

องค์การ เมื่อองค์การได้บุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ย่อมทำให้องค์การเจริญเติมโต และพัฒนายิ่งขึ้น

๒) ช่วยให้บุคลากรที่ปฏิบัติงานในองค์การมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ความ

จงรักภักดีต่อองค์การที่ปฏิบัติงาน
๑๐๓
ยุวดี ศรีธรรมรัฐ ได้ให้ความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรว่าเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งใน

การบริหารงานบุคคลในยุคโลกาภิวัฒน์ ยิ่งความเจริญของวิทยาการต่างๆ มีมากมายทั่วโลก บุคลากร
จะอยู่นิ่งมิได้ หน่วยงาน องค์กรเองก็ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และกำหนดเป็นนโยบาย แผนงาน

โครงการที่ชัดเจนว่า จะพัฒนาบุคลากรทั้งในระดับมหภาคและจุลภาคไปในทิศทางใด เพื่อให้ทันกับ

ความเจริญก้าวหน้าในโลกปัจจุบัน รัฐบาลต้องลงทุนให้งบประมาณในเรื่องนี้มากกว่าในอดีต แทนที่จะ
ไปเน้นเฉพาะในเรื่องโครงสร้าง “Infra-structure” เหมือนในอดีต จะต้องหันมาปรับปรุงคุณภาพของ

บุคคลควบคู่กับการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรระบบราชการ ลดขั้นตอนวิธีการปฏิบัติงาน และ
ปรับปรุงระเบียบวิธีการ กฎหมาย ข้อบังคับต่างๆ ให้ทำงานสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น คุณภาพคนควบคู่กับ

ระบบงานที่ดีจะทำให้การทำงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผลและ

๑๐๔
ประหยัดยิ่งขึ้นในอนาคต
อาภัสสรี ไชยคุนา ไดกล่าวถึงความสำคัญของการบริหารงานบุคคลไวดังนี้

๑) บุคลากรเป็นองค์ประกอบที่สำคัญขององค์การ เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการ

บริหารการบริหารบุคคล จึงมีความสำคัญที่สุดในองค์การ

๒) บุคลากรในองค์การเป็นผู้ใช้ทรัพยากรต่างๆ ในการสร้างผลงานดังนี้ ถ้าสามารถ

เข้ามาปฏิบัติงานหรือพัฒนาให้มีคุณภาพเพมขึ้นไดบุคลากรดังกล่าวก็สามารถใช้ทรัพยากรไดอย่างมี
ิ่
ประสิทธิภาพ ลดความสิ้นเปลืองของวัสดุอุปกรณ์ งบประมาณ และเวลาอันเป็นการช่วยลดต้นทุนใน
การผลิตลงไปด้วย











๑๐๓ พะยอม วงศ์สารศรี, การบริหารทรัพยากรมนุษย์, พิมพ์ครั้งที่ ๖, (กรุงเทพมหานคร: สถาบันราช

ภัฏสวนดุสิต, ๒๔๔๐), หน้า ๗.
๑๐๔ ยุวดี ศรีธรรมรัฐ, การบริหารงานบุคคลในภาครัฐกิจ, (กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

, ๒๕๔๑), หน้า ๒๒๙.

๖๙


๓) บุคลากรเป็นผู้ผลิตผลงาน ดังนั้น ถาสามารถบริหารงานบุคคลไดอย่างมี
ประสิทธิภาพบุคคลเหล่านี้ก็สมารถทำงานไดอย่างมีประสิทธิภาพ ผลงานที่ไดก็จะมีประสิทธิผล
๑๐๕

วรนารถ แสงมณี ไดเสนอความสำคัญของการบริหารงานบุคลากรไว ดังนี้

๑) มีการแข่งขันมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และ

การเมือง ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงบทบาทของบุคลากร บุคลากรไมไดอยู่ในฐานะที่จะต้องทำงาน
ให้กับองค์การใดองค์การหนึ่งแต่เพียงที่เดียว เขาอาจโยกย้ายไปทำงานในที่ใดๆ หรือทำงานให้กับ

องค์การใดก็ไดตามสิทธิและความพอใจของเขา เพราะความอยู่รอดขององค์การขึ้นอยู่กับพนักงาน
ด้วย ต่างฝ่ายต่างก็ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ผู้บริหารไมไดบริหารงานโดยอาศัยงานเพียงอย่างเดียวอีก

ต่อไป แต่จะต้องอาศัยเกียรติยศและความมั่นคงในการทำงาน การยอมรับในความสำคัญของคน การ

ประสบความสำเร็จในชีวิต และการมีส่วนร่วมในการทำงานเป็นเครื่องจูงใจ

๒) เกิดจากกฎเกณฑ์และข้อกำหนดของรัฐ รัฐไดเข้ามามีบทบาทในการกำหนด

เกี่ยวกับเรื่องสวัสดิการรายไดสภาพการทำงาน วันหยุดและเงินทดแทนต่างๆ

๓) ความซับซ้อนทางด้านเทคโนโลยี ระบบการบริหารในสมัยใหม่นี้มีลักษณะที่

แตกต่างไปจากระบบเกาอย่างมาก เช่น มีการแบ่งงานทำหน้าที่ตามความชำนาญเฉพาะด้าน ตองการ
ื่

บุคคลที่มีความรูความสามารถสูงจะต้องไดรับการฝึกอบรมและมีคณสมบัติที่พรอม จะทำเพอให้ระบบ
การทำงานดำเนินไปอย่างราบรื่น ผู้บริหารจึงต้องดูแลธำรงรักษาคนซึ่งเปรียบเสมือนทรัพยากรอันมี
ค่าขององค์การ รวมทั้งจะต้องส่งเสริมสนับสนุนให้บุคคลเหล่านี้มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มี

รายไดและสวัสดิการต่างๆ เพอให้เขาเกิดความพึงพอใจที่จะทำงานให้ไดผลงานมากที่สุดและมี
ื่
ี่
คุณภาพตามทองค์การต้องการมากที่สุดด้วย
๑๐๖
กระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการบริหารงานบุคลากรในสถานศึกษา

ว่า เป็นภารกิจสำคัญที่มุ่งส่งเสริมให้สถานศึกษาสามารถปฏิบัติงานเพอตอบสนองภารกิจของ
ื่
สถานศึกษา เพอดำเนินการด้านบริหารงานบุคลากรให้เกิดความคล่องตัวอิสระภายใต้กฎหมาย
ื่
ระเบียบ เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ข้าราชการครูและบุคลาการทางการศึกษาได้รับการพัฒนา มี

ความรู้ ความสามารถ มีขวัญและกาลังใจ ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ มีความมั่นคงและก้าวหน้าใน





๑๐๕ อาภัสสรี ไชยคุนา, การบริหารงานบุคคล, (เชียงใหม่: คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏเชียงใหม่,

๒๕๔๒), หน้า ๒-๓.
๑๐๖ วรนารถ แสงมณี, การบริหารทรัพยากรมนุษย์/งานบุคคล, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร:

ประสิทธิ์ภัณฑ์แอนพริ้นติ่ง, ๒๕๔๗), หน้า ๖.

๗๐


วิชาชีพ ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ของผู้เรียนเป็นสำคัญ ดังนั้นหากขาดซึ่งบุคลากร
ื่
ที่ดี ก็ยากที่จะหวังความสำเร็จจากกิจการงานนั้นทั้งนี้ เพราะปัจจัยอนๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินวัสดุอปกรณ์

เทคนิควิธีการ จะดำเนินไปด้วยดีมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นจะต้องอาศัยคน
๑๐๗
ความสำคัญของการบริหารงานบุคลากร เป็นงานหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งในกระบวนการ

บริหาร เพราะบุคลากรเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด เพราะความอยู่รอดขององค์การขึ้นอยู่กับบุคลากร
เพราะการบริหารงานบุคลากรเป็นสื่อกลางในการผสานกับแผนกต่างๆ เพื่อแสวงหาวิธีการ ให้ได้

บุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ามาทำงานในองค์การ เมื่อองค์การได้บุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าว

ย่อมทำให้องค์การเจริญเติมโต และพัฒนายิ่งขึ้น

๒.๔ กระบวนการบริหารงานบุคลากร

กระบวนการในการวางแผนเป็นหน้าที่ของผู้บริหารทุกระดับที่ต้องวางแผนเพื่อใช้เป็น

บรรทัดฐานในการปฏิบัติงาน และเป็นแนวทางเพื่อมุ่งสู่ผลสำเร็จที่คาดหวังในอนาคต ดังมีผู้กล่าวไว้ว่า

การปฏิบัติงานจะประสบผลสำเร็จมากหรือน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับการวางแผน และถ้าวางแผนดีก็
เท่ากับปฏิบัติงานสำเร็จไปแล้วกว่าครึ่ง


กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดขอบข่ายการบริหารงานบุคคล ไว้ดังนี้

๑) การวางแผนอัตรากาลัง และการกำหนดตำแหน่ง

๒) การสรรหา และการบรรจุแต่งตั้ง


๓) การเสริมสร้างประสิทธิภาพในกาดรปฏิบัติราชการ

๔) การรักษาวินัยและวินัย

๑๐๘
๕) การลาออกจากราชการ

นิพนธ์ กินาวงศ์ ได้กล่าวถึงขอบข่ายการบริหารบุคลากรนั้น คือ การใช้คนให้ทำงานได้ดี
ี่
ที่สุด ภายในระยะเวลาอันสั้นที่สุด สิ้นเปลืองเงินทอง และวัสดุน้อยทสุด และให้ทุกคนมีความสุขความ
พอใจในการทำงานมากที่สุด ขอบเขตการบริหารบุคลากรในโรงเรียนมี ๔ ประการ คือ







๑๐๗ กระทรวงศึกษาธิการ, พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.

๒๕๔๗, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์อักษรไทย, ๒๕๔๘), หน้า ๕๑
๑๐๘ กระทรวงศึกษาธิการ, คู่มือการบริหารการศึกษาขันพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคล, (กรุงเทพมหานคร:

โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย, ๒๕๕๐), หน้า ๕๑ – ๖๓.

๗๑


๑) การแสวงหาบุคคล หมายถึง วิธีการให้ได้บุคคลที่เหมาะสมกับงาน โดยปกติ หมายถึง
กระบวนการรับสมัคร และบรรจุแต่งตั้งบุคลากรในการบริหารโรงเรียนในระบบการศึกษาไทย ครูใหญ่

มีบทบาทน้อยมากในด้านการรับสมัคร หรือบรรจุต่างตั้งบุคคล อำนาจเหล่านี้มักจะเป็นอำนาจใน
ระดับสูง เช่น ระดับผู้ว่าราชการจังหวัด หรือระดับกรมเจ้าสังกัดครูใหญ่ไม่มีโอกาสได้พิจารณา

คัดเลือกบุคคลเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารโรงเรียนที่มีโอกาสในการคัดเลือกบุคคล ควรมี

หลักเกณฑ์ในการคัดเลือก หลักเกณฑ์โดยทั่วไป มีดังนี้

(๑) ควรคัดเลือกบุคคลทีมีความรับผิดชอบ มีระเบียบ เสียสละ รักษาเกียรติยศ

ชื่อเสียง สนใจงานบริหารและมีความภูมิใจในโรงเรียน

(๒) ควรคัดเลือกบุคคลที่มีความสามารถ ซึ่งแบ่งออกได้เป็น ๒ อย่าง คือ

ความสามารถทั่วไป และความสามารถเฉพาะ

๒) การบำรุงรักษาบุคลากร หมายถึง สิ่งจูงใจในการบำรุงรักษาบุคลากร เช่น สิ่งจูงใจ ที่

เป็นวัตถุ ได้แก่ เงินรางวัล สิ่งจูงใจที่เป็นสภาพของการทำงาน สิ่งจูงใจในการบำรุงรักษาบุคคล มี
หลายประการ ดังนี้ (๑) สิ่งจูงใจที่เป็นวัตถุ (๒) สิงจูงใจที่เป็นสภาพของการทำงาน (๓) สิ่งจูงใจที่เป็น

โอกาส (๔) สิ่งจูงใจที่เป็นการพัฒนาวิชาชีพ

๓) การพัฒนาบุคลากร หมายถึง การกระตุ้นให้บุคลากรในโรงเรียนทำงานในหน้าที่ด้วย

ความขยันหมั่นเพียร มีพลังในใจการทำงาน การพัฒนาบุคคลทางด้านการสอน อาจทำได้โดยการจัด
ส่งเสริมครูประจำการ


๔) การให้บุคลากรพ้นจากหน้าที่การงาน เป็นกระบวนการสุดท้ายของการบริหาร
บุคลากร การให้บุคลากรพ้นจากงาน มีสาเหตุหลายประการ เช่น การลาออก การย้าย หรือโอน การ

ให้ออก เกษียณอายุ หรือการลดจำนวนบุคลากรให้เหมาะสมกบปริมาณงาน เป็นต้น
๑๐๙

ธงชัย สันติวงษ์ ได้แบ่งหน้าที่งานด้านการบริหารงานบุคคลกระบวนการปฏิบัติด้วยส่วน

สำคัญต่างๆ เกี่ยวพันกัน ดังนี้

๑) การออกแบบงานและการวิเคราะห์งานเพื่อจัดแบ่งตำแหน่งงาน (Task

Specialization Process) คือขั้นตอนที่ต่อเนื่องจากการกำหนดเป้าหมายขององค์การที่จะมาถึงขั้น

แรกของการบริหารงานบุคคล คือ การวางแผนองค์การ (Organization Planning) และการออกแบบ







๑๐๙ นิพนธ์ กินาวงศ์, หลักเบื้องต้นเกี่ยวกับการบริหารโรงเรยนและการนิเทศการศึกษา, พิมพ์ครั้งที่ ๔,
(กรุงเทพมหานคร: บรรณกิจเทรดดิ้ง, ๒๕๔๖), หน้า ๗๔ – ๗๖.

๗๒


งาน (Job Design) ซึ่งต้องทำการวิเคราะห์งาน (Job Analysis) จะเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของกิจกรรม
ที่ต้องทำในขั้นนี้


๒) การวางแผนกำลังคน (Manpower Planning Process) คือขั้นตอนของการ
วิเคราะห์เพื่อทราบชนิดและจำนวนของตำแหน่งงานและบุคคลที่ต้องการ เพื่อจัดหาแผนกำลังคนของ

องค์การซึ่งจะนำไปสู่การเริ่มต้นขั้นตอนแรกของการหาคนมาบรรจุ

๓) การสรรหาและคัดเลือกพนักงาน (Recruitment and Selection Process) กรรมวิธี

การสรรหาบุคคล (Recruitment) ก็เพื่อให้ได้บุคคลที่พึงประสงค์ที่สุดและการมีวิธีการคัดเลือกคน
(Selection) เพื่อให้คนที่ดีที่สุดมีคุณสมบัติและจำนวนตรงตามจำนวนตำแหน่งงานต่างๆ


๔) การปฐมนิเทศพนักงานและการประเมินผลการปฏิบัติงาน (Induction Appraisal
Process) คือขั้นตอนที่ต่อเนื่องจากขั้นตอนที่ ๒ ที่จะต้องเริ่มต้นส่งมอบคนเข้าทำงานด้วยกิจกรรม ซึ่ง

ประกอบด้วยขั้นแรกสุดที่ต้องทำ คือการแนะนำเพื่อบรรจุหรือการปฐมนิเทศ (Induction or

Performance Evaluation) หลังจากที่ได้ทราบจากผลการปฏิบัติงานแล้ว เพื่อส่งเสริมและแก้ไข
ปัญหาอันอาจเกิดขึ้นจากความแตกต่างของประสิทธิภาพการปฏิบัติงานก็จะดำเนินการพิจารณา

เลื่อนเงินเดือน หรือลดตำแหน่งหรือโยกย้าย

๕) การอบรมและการพัฒนา (Training and Development Process) คือ ขั้นตอน

ที่เป็นหน้าที่ที่สำคัญที่ต้องมีอยู่ตลอดเวลาทุกขณะ ที่มีทรัพยากรมนุษย์ทำงานอยู่กับเราหรือที่เรียกว่า
การอบรม หรือการฝึกอบรมและการพัฒนา ซึ่งหมายถึงกิจกรรมทางการบริหารงานบุคคลที่ต้องจัดทำ

ขึ้น เพื่อมุ่งส่งเสริมความรู้ความสามารถตลอดจนความชำนาญให้มีมากขึ้นในตัวบุคลากร โดยเฉพาะ

เทคนิคและวิธีการใหม่ๆ และเงื่อนไขของปัจจัย สภาพแวดล้อมอื่นๆ ตลอดจนการช่วยให้บุคลากรมี
ความก้าวหน้า และทันต่อการเปลี่ยนแปลง


๖) การจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Process) คือ กิจกรรมทางด้านการจ่าย
ค่าตอบแทนบุคลากรด้วยผลประโยชน์ต่างๆ เพื่อให้บุคลากรได้รับความพึงพอใจมากพอ สมเหตุสมผล

และเพียงพอในระดับความสามารถ และสร้างแรงจูงใจให้กับบุคลากรให้เกิดกำลังใจในการปฏิบัติงาน

ทำให้ผลผลิตสูงขึ้นกับองค์การ

๗) การทำนุบำรุงรักษาทางด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และแรงงานสัมพันธ์ (Health,

Safe Maintenance and Labor Relation) เพื่อการรักษาสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคลากรกับ
องค์การต้องคอยดูแลสุขภาพอนามัยความปลอดภัย ซึ่งองค์การต้องคำนึงถึงด้านนี้ตามสมควร เพอ
ื่
ประโยชน์ทั้งบุคลากรและองค์การ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้บังคับบัญชาและ
ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับ ซึ่งกิจกรรมนี้จะต้องคอยปกป้องและแก้ไขดูแลเอาใจใส่ตลอดเวลามีระบบ

๗๓


ของการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ดีและเจตนาที่ดีต่อกัน ทั้งนี้เพื่อความราบรื่น
ในการอยู่ร่วมกันทั้งองค์การ
๑๑๐

มัทนา โมรากุล กล่าวว่า ประกอบด้วย

๑) การออกแบบการวิเคราะห์และการวิเคราะห์เพื่อจัดแบ่งตำแหน่งงาน(task

specialization process)

๒) การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ (human resource planning)

๓) การสรรหาและการคัดเลือกพนักงาน (recruitment and selection process)


๔) การปฐมนิเทศบรรจุพนักงานและการประเมินผลการปฏิบัติงาน(induction or
orientation and appraisal process)


๕) การฝึกอบรมและการพัฒนา(training and development process)

๖) กระบวนการทางด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และแรงงานสัมพันธ์(health,

safety maintenance process and labor relation)

๗ ) การใช้วินัยควบคุมตลอดจนการประเมินผล (discipline control and

evaluation process)
๑๑๑
สมศักดิ์ คงเที่ยง และอัญชลี โพธิ์ทอง อ้างอิงจากกระบวนการบริหารของ Gulick and

Urwick ในด้านกระบวนการบริหารงานบุคคล ไดแก

๑) การจัดอัตรากำลัง

๒) การสรรหา


๓) การพัฒนาบุคลากร











๑๑๐ ธงชัย สันติวงษ์, การบริหารงานบุคคล, พิมพ์ครั้งที่ ๑๐, (กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช,

๒๕๔๒), หน้า ๔๐.
๑๑๑ มัทนา โมรากุล, “ความพึงพอใจของบุคลากรต่อการบริหารทรัพยากรบุคคลของมหาวิทยาลัยราช
ภัฏสวนสุนันทา”, รายงานวิจัย, (คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา: มหาวิทยาลัยราช

ภัฏสวนสุนันทา, ๒๕๕๕), หน้า ๒๕-๒๖.

๗๔


๔) การเสริมสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี
๑๑๒
มันดี และ โนอ (Mondy & Neo) ไดเสนอกระบวนการบริหารงานบุคคลไว ๖ ประการ คือ

๑) การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ การสรรหาและคัดเลือก (Human Resources

Planning, Recruitment and Selection)

๒) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources Development)


๓) การจ่ายค่าตอบแทนและการอำนวยประโยชน (Compensation and Benefits)

๔) การดูแลความปลอดภัยและสุขภาพ (Safety and Health)

๕) การแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการ (Employee and Labor Relations)


๖) การวิจัยเกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources Research)
๑๑๓
คาสซิโอ (Cascio) ระบุกระบวนการบริหารงานบุคคลไว ๖ ประการ คือ

๑) การสร้างความสนใจ


๒) การคัดเลือก

๓) การบำรุงรักษา


๔) การพัฒนา

๕) การประเมินผลการปฏิบัติงาน

๑๑๔
๖) การปรับปรุงแกไข

อาร์มสตรอง (Armstrong) กำหนดกระบวนการบริหารงานบุคคลไว ๗ ประการดังนี้

๑) การแสวงหาบุคคล

๒) การจ่ายค่าตอบแทน






๑๑๒ สมศักดิ์ คงเที่ยง และอัญชลี โพธิ์ทอง, การบริหารงานบุคคลและการพัฒนาทรัพยากรมนุษยใน
เอกสารประกอบคําบรรยายกระบวนวิชา EA 733, (กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๒), หนา ๕.
๑๑๓ Mondy, W.R. & Noe, R.M., Human Resource Management, (Boston: Allyn & Bacon,

1990), pp. 9 – 10.
๑๑๔ Cascio, Wayne F., Managing Human Resources Productivity, Quality of Work Life,
rd
Profits, 3 ed, (Singapore: McGraw-Hill Book, 1992), p. 182.

๗๕


๓) การประเมินผลการปฏิบัติงาน

๔) การพัฒนาบุคคล

๕) การให้บริการกับบุคคล


๖) การให้พ้นจากงาน

๑๑๕
๗) การเสริมแรงงานสัมพันธ์
๒.๕ การบริหารบุคลากรหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาสังคมศึกษา


๑) การเตรียมการสำหรับอาจารย์ใหม่

(๑) มีการปฐมนิเทศแนะแนวความเป็นครูแก่อาจารย์ใหม่ ให้มีความรู้และเข้าใจ

นโยบายของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และคณะครุศาสตร์ ตลอดจนภาควิชา
หลักสูตรและการสอน


ื่
(๒) ส่งเสริมอาจารย์ให้มีการเพมพนความรู้ สร้างเสริมประสบการณ์เพอส่งเสริมการ
ิ่

สอน และการวิจัยที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนและที่ตรงสาขาวิชาสังคมศึกษาอย่างต่อเนื่อง สนับสนุน
ด้านการศึกษาต่อ ฝึกอบรม ศึกษาดูงานทางวิชาการและวิชาชีพในองค์กรต่างๆ การสัมมนาทาง

วิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ หรือการลาเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ด้านการสอนและภาษา

๒) การพัฒนาความรู้และทักษะให้แก่คณาจารย์

(๑) การพัฒนาทักษะการจัดการเรียนการสอน การวัดและการประเมินผล


(๑.๑) ส่งเสริมอาจารย์ให้มีการเพิ่มพูนความรู้ สร้างเสริมประสบการณ์เพื่อส่งเสริม
การสอนและการวิจัยด้านการสอนและสาขาวิชาสังคมศึกษาอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนด้านการศึกษาต่อ

ฝึกอบรม ดูงานทางวิชาการและวิชาชีพในองค์กรต่างๆ การประชุมทางวิชาการทั้งในประเทศและ

ต่างประเทศ หรือการลาเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์

(๑.๒) การเพิ่มพูนทักษะการจัดการเรียนการสอนที่ทันสมัยและบูรณาการกับพุทธ

วิธีการสอน ตลอดจนการประเมินผลที่ทันสมัยและตามสภาพจริง

(๒) การพัฒนาวิชาการและวิชาชีพด้านอื่นๆ







๑๑๕ Armsrtong, Michael, A Handbook of Personnel Management Practice, (London:

Kogan, 1995), p. 97.

๗๖


(๒.๑) การมีส่วนร่วมในกิจกรรมบริการวิชาการแก่ชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา
ความรู้และคุณธรรม


(๒.๒) มีการกระตุ้นอาจารย์ทำผลงานทางวิชาการด้านการศึกษาและสังคมศึกษา

(๒.๓) ส่งเสริมการทำวิจัยสร้างองค์ความรู้ใหม่ รวมทั้งการวิจัยในชั้นเรียนเพอ
ื่
พัฒนาการเรียนการสอน

(๒.๔) จัดสรรงบประมาณสำหรับการทำวิจัย

(๒.๕) จัดให้อาจารย์ทุกคนเข้าร่วมกลุ่มวิจัยต่างๆ ของคณะครุศาสตร์


(๒.๖) จัดให้อาจารย์เข้าร่วมกิจกรรมบริการวิชาการต่างๆ ของคณะครุศาสตร์และ
๑๑๖
มหาวิทยาลัย

๓) การบริหารคณาจารย์

(๑) การรับอาจารย์ใหม่

มีการคัดเลือกอาจารย์ใหม่ตามระเบียบและหลักเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยโดยอาจารย์

ใหม่ ซึ่งต้องมีวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาด้านการศึกษาหรือสาขาวิชาสังคมศึกษาหรือที่

สัมพันธ์

(๒) การมีส่วนร่วมของคณาจารย์ในการวางแผน การติดตามและทบทวนหลักสูตร

คณาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร และผู้สอนจะต้องประชุมร่วมกันในการวางแผนจัดการเรียนการสอน
ประเมินผล และให้ความเห็นชอบการประเมินผลทุกรายวิชา เก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อเตรียมไว้สำหรับ

การปรับปรุงหลักสูตร ตลอดจนปรึกษาหารือแนวทางที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายตามหลักสูตร และได้
ี่
บัณฑิตเป็นไปตามคุณลักษณะบัณฑิตทพึงประสงค์

(๓) การแต่งตั้งคณาจารย์พิเศษ สำหรับอาจารย์พิเศษถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะ
จะเป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติมาให้กับนิสิต ดังนั้น คณะกำหนดนโยบายว่าหนึ่งใน

สามของรายวิชาบังคับจะต้องมีการเชิญอาจารย์พิเศษหรือวิทยากร มาบรรยายอย่างน้อยวิชาละ ๓

ชั่วโมง และอาจารย์พิเศษไม่ว่าจะสอนทั้งรายวิชาหรือบางชั่วโมงจะต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ตรง หรือ
มีวุฒิการศึกษาอย่างต่ำปริญญาโท





๑๑๖ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
(๕ ปี) หลักสูตรปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๕๖ ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (มคอ.๒), (คณะครุ

ศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๖), หน้า ๔๘.

๗๗


๔) การบริหารบุคลากรสนับสนุนการเรียนการสอน

(๑) การกำหนดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งบุคลากรสายสนับสนุนควรมีวุฒิ

ปริญญาตรีที่เกี่ยวข้องกับภาระงานที่รับผิดชอบ และมีความรู้ด้านวิชาชีพครูและด้านสังคมศึกษา
สามารถใช้เทคโนโลยีทางการศึกษาได้เป็นอย่างดี


(๒) การเพิ่มทักษะความรู้เพื่อการปฏิบัติงาน บุคลากรต้องเข้าใจโครงสร้างและ
ธรรมชาติของหลักสูตร และจะต้องสามารถอำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนการสอนของ

อาจารย์ และอาจารย์พิเศษ ในขณะเดียวกันสามารถเป็นที่ปรึกษาแก่นิสิตได้

๕) การสนับสนุนและการให้คำแนะนำนิสิต


(๑) การให้คำปรึกษาด้านวิชาการและอื่นๆ แก่นิสิต คณะมีการแต่งตั้งอาจารย์ที่
ปรึกษาแก่นิสิต โดยนิสิตสามารถปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาในทุกๆ ด้าน โดยอาจารย์ของคณะทุก

คนจะต้องทำหน้าที่อาจารย์ที่ปรึกษาให้แก่นิสิต โดยกำหนดชั่วโมงให้คำปรึกษา เพื่อให้นิสิตเข้าปรึกษา
นอกจากนี้ ต้องมีที่ปรึกษากิจกรรมเพื่อให้คำปรึกษาแนะนำในการจัดทำกิจกรรมแก่นิสิต


(๒) การอุทธรณ์ของนิสิต กรณีที่นิสิตมีความสงสัยเกี่ยวกับผลการประเมินในรายวิชา
ใดสามารถที่จะยื่นคำร้องขอดูข้อมูลในการทำข้อสอบ ตลอดจนดูคะแนนและวิธีการประเมินของ

อาจารย์ในแต่ละรายวิชาได้


๖) ความต้องการของตลาดแรงงาน สังคม และหรือความพงพอใจของผู้ใช้บัณฑิต สำหรับ
บัณฑิตสาขาวิชาสังคมศึกษา สามารถประกอบวิชาชีพครูทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งปัจจุบันแนวโน้ม
การขาดครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีผู้ศึกษาสาขาวิชาอื่นๆ ตามค่านิยม

ของสังคม นอกจากนี้ บัณฑิตที่จบสาขาวิชาสังคมศึกษา สามารถประกอบอาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวกับสังคม

ศึกษา และทางการศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชน สำหรับความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิต คณะจัดให้มี
การสำรวจความต้องการแรงงานและความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิต เพื่อนำข้อมูลมาใช้ประกอบการ

ปรับปรุงหลักสูตร รวมถึงการศึกษาข้อมูลวิจัยอันเกี่ยวเนื่องกับการประมาณความต้องการของ

๑๑๗
ตลาดแรงงาน เพอนำมาใช้ในการวางแผนการรับนิสิตและพัฒนาหลักสูตรต่อไป
ื่
๓. ด้านการส่งเสริมวิชาการ

งานวิชาการเป็นงานหลัก หรือเป็นภารกิจหลักของสถานศึกษาที่พระราชบัญญัติการศึกษา

แห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๕ มุ่งให้กระจายอำนาจในการบริหาร





๑๑๗ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๕๑-๕๒.

๗๘


จัดการไปให้สถานศึกษาให้มากที่สุด ด้วยเจตนารมณ์ที่จะให้สถานศึกษาดำเนินการได้โดยอิสระ
คล่องตัว รวดเร็ว สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน สถานศึกษา ชุมชน ท้องถิ่น และการมีส่วน

ร่วมจากผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญทำให้สถานศึกษามีความเข้มแข็งในการบริหาร
และการจัดการสามารถพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ตลอดจนการวัดผลประเมินผลรวมทั้ง

การวัดปัจจัยเกื้อหนุนการพัฒนาคุณภาพนักเรียน ชุมชน ท้องถิ่น ได้อย่างมีคุณภาพและมี

ประสิทธิภาพ

ภารกิจของสถาบันอุดมศึกษา มี ๔ ด้าน ไดแก ผลิตบัณฑิต วิจัย บริการทางวิชาการและ

ทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม โดยงานทางด้านวิชาการถือว่าเป็นหัวใจของสถาบันอุดมศึกษา
เนื่องจากเป็นจุดมุ่งหมายหลักของสถานศึกษา ที่จะสร้างผู้เรียนให้มีคุณภาพ มีความรูมีจริยธรรม และ

คุณสมบัติตามที่ต้องการ เพื่อนำไปใช้ในการดำรงชีวิตในสังคมต่อไป

๓.๑ ความหมายของการบริหารวิชาการ


การบริหารงานด้านวิชาการ จึงเป็นงานที่สำคัญของที่จะต้องรับผิดชอบในการใช้หลักการ
ในการบริหารงานด้านนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนักวิชาการและนักการศึกษาหลายท่าน ได้ให้

ความหมายและความสำคัญของการบริหารวิชาการไว้ดังนี้

ภาวิดาธาราศรีสุทธิ ได้ให้ความหมายของการบริหารงานวิชาการไว้ว่า หมายถึง การ

บริหารงาน หรือการดำเนินงานทุกชนิดในสถานศึกษา เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้เกิด
ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุด มหาวิทยาลัยในฐานะเป็นหน่วยปฏิบัติการที่มีหน้าที่และภารกิจ

โดยตรงในการจัดการศึกษา มีหน้าที่พัฒนานักศึกษาให้มีความรู้ความสามารถ นำไปใช้ในการ

๑๑๘
ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข มีคุณค่า และมีศักดิ์ศรี
รุจีร์ ภู่สาระ และ จันทรานี สงวนนาม กล่าวว่า การบริหารงานวิชาการ หมายถึง การ

บริหารกิจกรรมทุกชนิดในสถานศึกษา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปรับปรุง พัฒนาการเรียนการสอนให้เกิดผล
ตามเป้าหมายของหลักสูตรอย่างมีประสิทธิภาพการประเมินผลให้ดีขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมาย

ของหลักสูตร และให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้เรียน
๑๑๙







๑๑๘ ภาวิดา ธาราศรีสุทธิ, การจัดและการบริหารงานวิชาการ, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์

มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๕๐), หน้า ๓.
๑๑๙ รุจีร์ ภู่สาระ และ จันทรานี สงวนนาม, การบริหารหลักสูตรในสถานศึกษา, (กรุงเทพมหานคร:

บริษัทบุ๊คพอยท์ จำกัด, ๒๕๔๕), หน้า ๕๖.

๗๙


ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ กล่าวถึงความหมายของการบริหารงานวิชาการไว้ว่าการ
บริหารงานวิชาการหมายถึง การบริหารสถานศึกษาโดยมีการจัดกิจกรรมทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับการ

๑๒๐
ปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนให้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้เรียน
กมล ภู่ประเสริฐ กล่าวไว้ว่าการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา หมายถึงการบริหารที่

๑๒๑

เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของภารกิจสถานศกษา
รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ ให้ความหมายของการบริหารงานวิชาการว่า เป็นกระบวนการ หรือ

กิจกรรมการดำเนินงานทุกอย่างที่เกี่ยวกับการปรับปรุงการเรียนการสอน ตลอดจนการประเมินผลให้
๑๒๒
ดีขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร และให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้เรียน

การบริหารงานวิชาการจึงกล่าวได้ว่าเป็นงานที่มีความสำคัญมากในการบริหารของ
สถานศึกษา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน หรือการดำเนินงานทุกชนิดในสถานศึกษา

ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปรับปรุง พัฒนาการเรียนการสอนให้เกิดผลตามเป้าหมายของหลักสูตรอย่างมี

ประสิทธิภาพการประเมินผลให้ดีขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร และให้เกิดประโยชน์
สูงสุดกับผู้เรียน


๓.๒ ความสำคัญของการบริหารงานวิชาการ

การบริหารวิชาการมีความสำคัญอย่างยิ่งและจัดว่าเป็นงานหลักในการจัดการศึกษาของ

สถาบันการศึกษา มาตรฐานและคุณภาพของโรงเรียนมักจักพิจารณาจากผลงานด้านวิชาการเป็น
สำคัญเนื่องจากงานวิชาการเกี่ยวข้องกับหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาสติปัญญา

ความรู้ ความสามารถของนักเรียน ให้สามารถแสวงหาความรู้ สามารถปรับตัวอยู่ได้ในสังคมอย่างมี
ความสุข ดังนั้น การบริหารวิชาการจึงเป็นงานสำคัญสำหรับผู้บริหารโรงเรียนที่จะต้องให้ความสนใจ

และใช้เวลาบริหารให้มากกว่างานอื่นๆ

ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ งานวิชาการเป็นงานหลักของการบริหารสถานศึกษา ไม่ว่า

สถานศึกษาจะเป็นประเภทใด มาตรฐานและคุณภาพของสถานศึกษาจะพิจารณาได้จากผลงานด้าน






๑๒๐ ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์, การบริหารงานวิชาการ, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท พิมพ์ดี จำกัด,
๒๕๕๓), หน้า ๒.
๑๒๑ กมลภู่ ประเสริฐ, การจัดและการบริหารงานวิชาการ, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย

รามคำแหง, ๒๕๕๐), หน้า ๓.
๑๒๒ รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ, การบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (สงขลา:

บริษัทนำศิลป์โฆษณาจำกัด, ๒๕๕๓), หน้า ๓๐.

๘๐


วิชาการ เนื่องจากงานวิชาการเกี่ยวข้องกับหลักสูตร การจัดโปรแกรมการศึกษา และการจัดการเรียน
การสอน ซึ่งเป็นหัวใจของสถานศึกษา และเกี่ยวข้องกับผู้บริหารสถานศึกษาและบุคลากรทุกระดับ

๑๒๓

ของสถานศึกษา ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องทางตรงหรือทางออมก็อยู่ที่ลักษณะของงานนั้น ได้กล่าวถึง
ความสำคัญของงานวิชาการไว้ ดังนี้

๑) งานวิชาการเป็นงานที่มุ่งเน้นการพัฒนาสติปัญญา ความรู้ความสามารถ คุณธรรม
จริยธรรม เจตนคติและค่านิยมให้ผู้เรียนเป็น คนเก่ง คนดี และมีความสุขในการดำรงชีวิตตลอดจน

เป็นผู้มีคุณค่าในสังคม

๒) งานวิชาการเป็นตัวกำหนดปริมาณงานของโรงเรียนเมื่อโรงเรียนมีงานวิชาการ

มากปริมาณงานด้านอื่นๆ ย่อมมีมากตามไปด้วย

๓) งานวิชาการเป็นเครื่องกำหนดการจัดสรรทรัพยากรให้แก่โรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นใน

รูปของงบประมาณ วัสดุ ครุภัณฑ์จะจัดให้ตามสัดส่วนของปริมาณงานวิชาการของโรงเรียนโรงเรียน

จะได้รับการจัดสรรงบประมาณมากน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณงานของโรงเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณ
งานด้านวิชาการ


๔) งานวิชาการเป็นเครื่องตัดสินคุณภาพของโรงเรียน การพิจารณาคุณภาพของ
โรงเรียนต้องอาศัยงานทางด้านวิชาการของโรงเรียน โดยพิจารณาวิธีการและผลผลิตของระบบงาน

วิชาการอันได้แก่ วิธีการสอนของครู การบริหารงานวิชาการ ผลสำเร็จของครู ทั้งด้านผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนและคุณลักษณะที่พึงประสงค์


๕) งานวิชาการเป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จ และความสามารถของผู้บริหาร
สถานศึกษาเนื่องจากงานวิชาการเป็นงานหลักในสถานศึกษา ที่ผู้บริหารสถานศึกษาต้องดำเนินการ

กระตุ้นและส่งเสริมให้ครู ร่วมมือกันในการปรับปรุงงานวิชาการของโรงเรียนอยู่เสมอ ดังนั้น ผู้บริหาร

สถานศึกษาต้องรู้จักวางแผน การติดต่อสื่อสารการประสานงาน การควบคุมบังคับบัญชา การวินิจฉัย
ื่
สั่งการ การมอบหมายงานให้ถูกต้องและเหมาะสมเพอให้การปฏิบัติงานวิชาการบรรลุจุดมุ่งหมายของ
๑๒๔
หลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ










๑๒๓ ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์, การบริหารงานวิชาการ, (กรุงเทพมหานคร : ศูนย์สื่อเสริม
กรุงเทพมหานคร , ๒๕๕๓), หน้า ๑.
๑๒๔ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๓.

๘๑


บุญเชิด ชำนิศาสตร์ ความสำคัญของการบริหารวิชาการ หมายถึง งานวิชาการเป็นหัวใจ
ของการจัดการศึกษาในสถานศึกษาเพื่อมุ่งให้ผู้เรียน มีความรู้ เป็นคนเก่ง คนดี ซึ่งเป็นตัวชี้วัด

ความสำเร็จได้อย่างดียิ่ง
๑๒๕
จะเห็นได้ว่าการบริหารงานวิชาการมีความสำคัญ เพราะการที่สถานศึกษาจะประสบ

ความสำเร็จได้นั้น ด้านการบริหารงานวิชาการต้องต้องมีการบริหารให้เกิดประสิทธิภาพ เนื่องจาก
ื่
วัตถุประสงค์ของสถานศึกษาที่จัดตั้งมานั้นเพอมุ่งการจัดการเรียนการสอน และงานวิชาการเป็นงานที่
ตอบสนองการจัดการศึกษาในสถานศึกษาและบุคลากรทุกระดับของสถานศึกษาให้ไดผลผลิตที่มี

คุณภาพ

๓.๓ ขอบข่ายการบริหารวิชาการ

ภารดี อนันต์นาวี ขอบข่าย/ ภารกิจการบริหารงานวิชาการ


๑) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา

๒) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้


๓) การวัดผล ประเมินผล และเทียบโอนผลการเรียน

๔) การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา

๕) การพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา



๖) การพฒนาแหล่งเรียนรู้
๗) การนิเทศการศึกษา

๘) การแนะแนวการศึกษา



๙) การพฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
๑๐) การส่งเสริมความรู้ด้านวิชาการแก่ชุมชน


๑๑) การประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกบสถานศึกษาอื่น









๑๒๕ บุญเชิด ชำนิศาสตร์, “การพัฒนารูปแบบการบริหารวิชาการในการจัดการศึกษาปฐมวัยของ
สถานศึกษาสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี”, วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการ

บริหารการศึกษา, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยสยาม, ๒๕๕๖), หน้า ๒๔.

๘๒


๑๒) การส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคล ครอบครัว องค์กรหน่วยงาน
๑๒๖
และสถาบันอื่นที่จัดการศึกษา

สำนักงานปฏิรูปการศึกษา ได้เสนอขอบข่ายงานด้านการบริหารวิชาการไว้ดังนี้

๑) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา

(๑) จัดทำหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาความต้องการของผู้เรียน

ผู้ปกครอง ชุมชนและสังคมตามกรอบหลักสูตรแกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐาน

(๒) บริหารการจัดหลักสูตรสถานศึกษา


(๓) นิเทศเพื่อการพัฒนาการใช้หลักสูตรภายในสถานศึกษา

(๕) ติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงสถานศึกษา และรายงานผลให้เขตพื้นที่

การศึกษารับทราบ

๒) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้

(๑) จัดทำแผนการเรียนรู้โดยผู้เรียนมีส่วนร่วม


(๒) จัดกระบวนการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่นตามความเหมาะสมทั้งด้านเวลาสาระการเรียนรู้
และผู้เรียน


(๓) จัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และปฏิบัติจริง
จากแหล่งการเรียนรู้และเครือข่ายการเรียนรู้


(๔) ใช้การแนะแนวเป็นส่วนหนึ่งของการจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้ผู้ปกครอง
ครอบครัว ชุมชนและสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกระบวนการเรียนรู้


(๕) ส่งเสริมให้ครูได้รับการพัฒนาวิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างหลากหลายและ
ต่อเนื่อง


๓) การวัดผล ประเมินผล การเทียบโอนการเรียน

(๑) กำหนดระเบียบการวัดและประเมินผลของสถานศึกษา









๑๒๖ ภารดี อนันต์นาวี, “ความพึงพอใจของประชาชนต่อการบริการขององค์การบริหารส่วนตำบลท่ากุ่ม

จังหวัดตราด”, วารสารวิชาการ สถาบันการพลศึกษา, ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๑ (มกราคม – เมษายน ๒๕๕๗): ๒๘๑.

๘๓


(๒) จัดทำเอกสารหลักฐานการศึกษาให้เป็นไปตามระเบียบการวัดและประเมินผล
ของสถานศึกษา


(๓) วัดผล ปละเมินผล เทียบโอนประสบการณ์ เทียบโอนการเรียนรู้ และอนุมัติผล
การเรียน


(๔) จัดให้มีการประเมินผลการเรียนรู้ทุกช่วงชั้นและจัดให้มีการซ่อมเสริมผู้เรียนไม่
ผ่านเกณฑ์การประเมิน


(๕) จัดให้มีการพัฒนาเครื่องมือในการวัดและประเมินผล

(๖) มีการเทียบโอนผลการเรียนโดยคณะกรรมการ

(๗) จัดระบบสารสนเทศด้านการวัดผลประเมินผล และการเทียบโอนผลการเรียน

เพื่อใช้ในการอ้างอิง ตรวจสอบและใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการเรียนการสอน

๔) การประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา



(๑) จัดให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศกษา
(๒) สนับสนุนส่งเสริมให้มีระบบการประกันคุณภาพในระดับหน่วยงานใน

สถานศึกษา

(๓) กำกับ ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และรายงานผลการประกันคุณภาพ

การศึกษาของสถานศึกษา

๕) การพัฒนาและใช้สื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

(๑) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ครูผลิตพัฒนาและใช้สื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อ

การศึกษา

(๒) จัดหาจัดทำสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาให้กับครูและผู้เรียนอย่างเพียงพอ

และหลากหลาย

๖) การพัฒนาและส่งเสริมให้มีแหล่งการเรียนรู้


(๑) จัดให้มีการเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา ให้เพียงพอและสอดคล้อง
กับการจัดกระบวนการเรียนรู้


ื่
(๒) ส่งเสริมให้ครูและผู้เรียนได้ใช้แหล่งการเรียนรู้ทั้งในและนอกสถานศึกษาเพอ
พัฒนาการเรียนรู้

๘๔


๗) การวิจัยเพื่อพัฒนาการศึกษา

(๑) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ครูทำวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน

(๒) รวบรวมและเผยแพร่ผลการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา รวมทั้งสนับสนุน

ให้ครูนำผลการวิจัยมาใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา

๘) การส่งเสริมให้ชุมชนมีความเข้มแข็งทางวิชาการ


(๑) ดำเนินการเสริมความรู้และประสบการณ์ให้กับชุมชน โดยร่วมมือกับบุคคล
ชุมชน องค์กร หน่วยงานและสถาบันทางสังคมอื่น


ื่
(๒) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนสามารถเลือกภูมิปัญญาและวิทยาการต่างๆเพอ
พัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหา และความต้องการโดยร่วมมือกับบุคคล ชุมชน องค์กร

หน่วยงานและสถาบันสังคมอื่น

(๓) สนับสนุนและช่วยเหลือให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เรียนรู้ระหว่าง

ชุมชน โดยร่วมมือกับบุคคล ชุมชน องค์กร หน่วยงานและสถาบันทางสังคมอื่น
๑๒๗
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กล่าวถึงขอบข่ายและภารกิจงานตามที่

กำหนดในกฎกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้

๑) การพัฒนาหรือการดำเนินการเกี่ยวกับการให้ความเห็นการพัฒนาท้องถิ่น


๒) การวางแผนงานด้านวิชาการ

๓) การจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา

๔) การพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา


๕) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้

๖) การวัดผล และประเมินผล และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน

๗) การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสถานศกษา


๘) การพัฒนาและส่งเสริมให้มีแหล่งการเรียนรู้

๙) การนิเทศการศึกษา






๑๒๗ สำนักงานการปฏิรูปการศึกษา, ปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาต พ.ศ.๒๕๔๒,
พิมพ์ครั้งท ๕, (กรุงเทพมหานคร: บุญศิริการพิมพ์, ๒๕๔๕), หน้า ๑๓-๑๘.
ี่


Click to View FlipBook Version