The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ณ ประเเส(ร์) กระแสชีวิตของคนปากน้ำ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Txxx, 2020-07-01 13:14:40

ณ ประเเส(ร์) กระแสชีวิตของคนปากน้ำ

ณ ประเเส(ร์) กระแสชีวิตของคนปากน้ำ

ณ ประแส(ร)์
กระแสชวี ิตของคนปากน้า

โครงการเพม่ิ พูนทักษะนักศกึ ษาด้วยการวิจยั ภาคสนามทางมานุษยวทิ ยา
ณ ชมุ ชนปากน้าประแส อาเภอแกลง จังหวดั ระยอง
ระหวา่ งวันที่ 17 – 23 พฤษภาคม 2562

คณาจารย์และนกั ศึกษาภาควชิ ามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี
มหาวิทยาลัยศิลปากร วงั ท่าพระ
ปกี ารศกึ ษา 2561

ชอื่ หนงั สือ ณ ประแส(ร์) กระแสชีวิตของคนปากน้า
หนังสอื ที่รวบรวมงานศึกษาภาคสนามของนกั ศึกษาสาขา
ทป่ี รกึ ษา มานษุ ยวิทยา
ณ ชุมชนปากนา้ ประแส อาเภอแกลง จงั หวัดระยอง
บรรณาธกิ าร ระหวา่ งวันที่ 17 – 23 พฤษภาคม 2562
กองบรรณาธิการ อาจารย์ พุฒ วรี ะประเสริฐ
ออกแบบปก อาจารย์ ธัญธีรา ยิม้ อานวย
พสิ ูจน์อกั ษร รองศาสตราจารย์ ดร. เอกรินทร์ พ่งึ ประชา
พิมพ์ครั้งท่ี ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ กุลศริ ิ อรณุ ภาคย์
จานวนทพ่ี มิ พ์ ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ปรารถนา จนั ทรพุ ันธ์ุ
ปีที่พิมพ์ ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. แพร ศริ ศิ ักดิ์ดาเกงิ
พมิ พ์ที่ อาจารย์ นฐั วุฒิ สงิ ห์กลุ
อาจารย์ ศศิธร ศลิ ปว์ ุฒยา
อาจารย์ วราภรณ์ มนต์ไตรเวศย์
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ชินวร ฟ้าดิษฐี
ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ดารงพล อนิ ทรจ์ นั ทร์
กัลยรัตน์ จลุ ละมณฑล, ณวรา สพุ รรณภงิ คาร, ณัชชา วเิ ชียร,
นวพร อริยโสภารักษ์, พมิ พ์นิภา ทวเี พชร์สกุล,
วราเทพ ศรีประเทศ, อรพรรณ โพทอง
กาญจนรัตน์ แซโ่ ค้ว, ณาฏผไท คงคาเขตร,์ ปาเจรา ดาศรี
เกศินี จันทรเ์ พ็ญ, ณาฏผไท คงคาเขตร์, ปณั ฑิตา สวุ รรณรักษา,
เปรมยดุ า ธงสินวาที, วชิราพรรณ เดชสุวรรณ, สกุ ัญญา เกตุแกว้
1
100 เล่ม
สงิ หาคม 2562
โรงพมิ พ์แหง่ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย
ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทมุ วัน กรงุ เทพฯ 10330

คานา

ชุมชนปากน้าประแส เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่บนภูมิศาสตร์ที่ดี ปากน้าแห่งนี้เป็น
ประตูสู่อ่าวไทย คือจุดเชื่อมต่อระหว่างน้าจืดกับน้าเค็ม เป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางแห่ง
ความเจริญทางด้านต่าง ๆ ทั้งระบบนิเวศป่าชายเลน พืชพันธุ์ สัตว์น้าที่อุดมสมบูรณ์
นามาสู่ความเฟื่องฟูของการทาประมง ความเจริญทางเศรษฐกิจนี้ ได้ดึงดูดผู้คนให้เขา้
มา ณ ปากน้าประแส อีกทั้งสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศก็เอื้ออานวยให้ชุมชน
ปากน้าประแสน่าอยู่อาศัย คุณค่าของชุมชนปากน้าประแสประกอบสร้างมาจากทุกส่ิง
ทุกอย่างในชุมชน ทั้งประวัติศาสตร์ชุมชน การทาประมง ผู้คนในชุมชนที่มีความ
หลากหลาย ความเชื่อและประเพณี หล่อรวมกันจนทาให้ปากน้าประแสถูกพัฒนา
กลายเป็นสถานท่ีทอ่ งเทยี่ วในที่สุด

ประวัติศาสตร์ชุมชนปากน้าประแสตั้งแต่อดีต ได้แสดงถึงความสาคัญของ
ชุมชน ภาพของผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในชุมชนแห่งนี้ รูปแบบบ้านเรือน ร้านค้า
สถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมยังหลงเหลืออยู่ หรือแม้แต่โรงหนัง โรงลิเก โรง
ละคร ที่บัดนี้ไม่มีอยู่แล้ว แต่ยังคงแจ่มชัดในความทรงจาของคนปากน้าประแส ส่ิง
เหล่านี้ล้วนเป็นร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่เดินทางผ่านกาลเวลาตั้งแต่ยุคที่ประแสมี
ความเจรญิ รุ่งเรอื งทางดา้ นประมงมาจนถึงปจั จบุ นั

อาชีพประมง เปน็ อาชพี หลกั ของชาวปากน้าประแส ซึง่ สัมพันธก์ บั ระบบนิเวศ
ด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นปากน้าทาให้ชาวประแสต้องดารงชีวิตด้วยการทาประมง
โดยเฉพาะประมงพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาเนิ่นนาน องค์ความรู้ทางด้านประมงถูก
ถ่ายทอดจากรนุ่ สู่รุ่นของผู้คนทผ่ี กู พันกับนา้ อาชพี ประมงเปน็ อาชีพท่สี ามารถทาได้ทุก
เพศทุกวัย อีกทั้งยังก่อให้เกิดอาชีพที่สอดคล้องกับการทาประมงขึ้น คือ การแปรรูป
สัตว์น้าที่ได้จากการทาประมง ทั้งนี้ทั้งนั้น อาชีพประมงขึ้นอยู่กับระบบนิเวศ การ
เปล่ียนแปลงของระบบนเิ วศทแ่ี ปรปรวน จึงทาให้ชาวประมงตอ้ งปรับตวั ในปัจจุบนั

ระบบเครือญาติ และความสัมพันธ์ของกลุ่มคนในชุมชน มีชาวไทยดั้งเดิม ที่
อาศัยอยู่บริเวณปากน้าประแสตั้งแต่สมัยอยุธยา ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพพึ่งพิงอยู่
กับธรรมชาติเป็นหลัก และชาวคนจีน ที่ได้เข้ามาตั้งรกรากปักหลักอยู่ในชุมชนปากน้า



ประแสด้วยเรือสาเภา เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ปากน้าประแสเหมาะสมแก่การขึ้นฝง่ั
จึงได้ตั้งถิ่นฐานประกอบอาชีพค้าขาย และทาประมงสืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้จะ
ต่างทม่ี าความสัมพันธ์ของคนในประแสก็มีความเป็นอนั หนง่ึ อันเดยี วกัน

ความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ยึดโยงผู้คนเข้าด้วยกัน ทั้งวัด ศาลเจ้า
สถานที่ศกั ดส์ิ ิทธิ์ท่ีกาเนิดมาจากต่างวัฒนธรรม จึงถือได้ว่าชุมชนปากน้าประแสเป็นอีก
ชุมชนหนึ่งที่มีพหุความเชื่อและประเพณี ความเชื่อแบบพุทธและแบบเทพได้ถูก
ผสมผสานจนกลายเป็นความเชื่อร่วมของชาวประแส ซึ่งความเชือ่ เหล่านี้ได้สัมพันธก์ บั
วิถีชีวิตของชาวปากน้าประแส สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมที่มีความ
หลากหลาย

การท่องเที่ยวบนถนนสายวัฒนธรรม หรือในชุมชนตลาดเก่าปากน้าประแส
เกิดจากการหลอมรวมกันของประวัติศาสตร์ชุมชน ภูมิศาสตร์ ระบบนิเวศ
สภาพแวดล้อม การทาประมง ประเพณีความเชื่อวัฒนธรรมต่าง ๆ รวมถึงผู้คนชาว
ปากน้าประแสท่ีน่ารัก จนกลายเปน็ เสน่หเ์ ฉพาะของการท่องเที่ยวชมุ ชนปากนา้ ประแส
อัตลักษณ์เหล่านี้ทาให้ชุมชนปากน้าประแสเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่
เหมาะแก่การมาพักผ่อน และเรียนรู้วิถีชุมชนไปพร้อมกับดื่มด่าธรรมชาติและระบบ
นิเวศท่งี ดงาม

ความหลากหลายนี้ได้สร้างคุณค่าให้แก่ชุมชนปากน้าประแส ก่อให้เกิดความ
ภาคภูมิใจของคนในชุมชน และคุณค่านี้ได้ส่งต่อถึงผู้มาเยือน หนังสือ “ณ ประแส(ร์)
กระแสชีวิตของคนปากน้า” เล่มนี้ จึงเป็นการรวบรวมการศึกษาคนคว้าว่าด้วย
ประวัติศาสตร์คาบอกเล่า และเรื่องราววิถีชีวิตอันเปี่ยมไปด้วยความน่าหลงใหลของ
ชุมชนแหงนี้ไว เพื่อให้ผู้อ่านได้สัมผัสถึงเสน่ห์ของชุมชนปากน้าประแสเฉกเชนที่คณะ
ผู้จดั ทาได้ประสบ และถ่ายทอดออกมา

คณะผจู้ ดั ทา
สงิ หาคม 2562



กิตตกิ รรมประกาศ

ณ ประแส(ร์) กระแสชีวิตของคนปากน้า เป็นผลงานของโครงการเพิ่มพูน
ทักษะนักศึกษาด้วยการวิจัยภาคสนามทางมานุษยวิทยา โดยการศึกษาบริเวณชุมชน
ปากน้าประแส อาเภอแกลง จังหวัดระยอง ระหว่างวันที่ 17 – 23 พฤษภาคม 2562
โดยคณะผู้จัดทาคือนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี
มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ได้ศึกษาถึงประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชุมชน
ปากน้าประแส ได้แก่ ประวัติศาสตร์ของชุมชน ความสัมพันธ์ทางเครือญาติ การ
ประกอบอาชีพประมง ประเพณี ความเชื่อ และการท่องเที่ยว งานศึกษาชิ้นนี้จะไม่
สามารถสาเร็จลุลว่ งไปได้ด้วยดีหากปราศจากการสนบั สนุนและความรว่ มมือจากหลาย
ภาคส่วน อาทิ โครงการเพิ่มพูนทักษะการวิจัยภาคสนามทางมานุษยวิทยา ภาควิชา
มานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ
มรดกวัฒนธรรมโบราณคดี และชมุ ชนปากน้าประแส

คณะผู้จัดทาขอขอบพระคุณผู้ประสานงานหลักของโครงการศึกษาชุมชน
ปากน้าประแสในครั้งนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดารงพล อินทร์จันทร์ ขอขอบพระคุณ
ที่จัดโครงการศึกษานอกสถานที่ ณ ชุมชนปากน้าประแสในครั้งนี้ เพื่อให้คณะผู้จัดทา
ได้มีโอกาสลงพื้นที่ภาคสนามเรียนรู้และพัฒนาทักษะในด้านต่าง ๆ ที่ได้เล่าเรียนมา
ขอขอบพระคุณอาจารย์ศศิธร ศิลป์วุฒยา ที่ได้เป็นผู้ประสานงานในด้านต่าง ๆ ใน
โครงการใหส้ ามารถดาเนินไปได้อยา่ งราบร่ืน และคณาจารย์สาขามานุษยวทิ ยาทุกท่าน
รองศาสตราจารย์ ดร.เอกรินทร์ พึ่งประชา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปรารถนา จันทรุพันธ์ุ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.แพร ศิริศักดิ์ดาเกิง และอาจารย์นัฐวุฒิ สิงห์กุล ที่กรุณาให้
คาปรึกษา ให้ความรู้และคาแนะนาแก่คณะผู้จัดทาในการศึกษาชุมชนปากน้าประแส
และคอยให้กาลังใจอยู่ทางานกับพวกเราจนดึกดื่นในหลาย ๆ คืนที่ผ่านมา และ
ขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่านในสาขาวิชามานุษยวิทยา อาจารย์ธัญธีรา ยิ้มอานวย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์กุลศิริ อรุณภาคย์ อาจารย์วราภรณ์ มนต์ไตรเวศย์ และผู้ช่วย
ศาสตราจารย์ชินวร ฟ้าดิษฐี ที่ได้มอบความรู้และทักษะตา่ ง ๆ ในวิชาเรียนให้กับพวก
เราในการทางานภาคสนามตลอดภาคการศกึ ษา



ความรว่ มมือจากผู้คนในชุมชนปากน้าประแสเป็นส่ิงสาคัญอย่างยิ่งที่ทาให้เกิด
งานศึกษาชิ้นนี้ขึ้นมา โดยได้รับการสนับสนุนและประสานงานจากหลายฝ่ายด้วยกัน
ขอขอบพระคุณ อาจารย์อัญชลี สารสุวรรณ์ ผู้อานวยการโรงเรียนชุมชนวัดตะเคียนงาม
ที่กรณุ าให้ความร้เู บื้องตน้ เกี่ยวกับชุมชนปากนา้ ประแส และตอ้ นรับคณะผูจ้ ัดทาต้ังแต่วัน
แรกที่มาถึง รวมทั้งเอื้อเฟื้ออานวยสถานที่พักตลอดระยะเวลาที่ศึกษา และคุณสุภาพร
ยอดบริบูรณ์ ที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี คุณชัชวาลย์ เจริญพร ประธานสภาเทศบาล
ตาบลปากน้าประแส คุณไชยรัตน์ เอื้อตระกูล นายกเทศมนตรีตาบลปากน้าประแส คุณ
ภาณุ ธนะสาร กานันตาบลปากน้าประแส คุณนาวิน เจริญพร รองนายกเทศมนตรี
ตาบลปากน้าประแส และเทศบาลตาบลปากน้าประแส ที่กรุณาให้ข้อมูล คาแนะนา
ต้อนรับ และดแู ลอยา่ งดี รวมท้ังยังได้กรุณาประสานข้อมูลกบั ชาวชมุ ชน ทาให้การเก็บ
ข้อมูลตลอดระยะเวลา 7 วันในชุมชนปากน้าประแสสาเร็จลุล่วงด้วยดี คณะผู้จัดทา
ขอขอบพระคุณเป็นอย่างย่งิ

ข้อมูลตา่ ง ๆ ทีค่ ณะผจู้ ัดทาได้มานั้นมาจากการสัมภาษณจ์ ากผู้คนในชุมชนใน
ปากน้าประแสเป็นสาคัญ ขอขอบพระคุณพี่ ป้า ลุง น้า อา ชาวชุมชนปากน้าประแส
เป็นอย่างยิ่ง ที่กรุณาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่พวกเรา รวมถึงแนะนาการเก็บข้อมลู
และแหล่งขอ้ มูล ดแู ลและเป็นหว่ งพวกเราเสมือนเป็นลูกหลาน คอยถามไถ่สารทุกข์สุข
ดิบตลอดเวลา รวมท้งั คอยให้ความรว่ มมือทั้งแรงกายและสถานท่ีแก่พวกเรา การศึกษา
ประเด็นต่าง ๆ จะไม่สาเร็จลุล่วงไปได้หากปราศจากบุคคลเหล่านี้ คุณไซ ลักษณะดี
คุณชม วิเศษศิลปานนท์ ที่กรุณาให้ข้อมูลในเรื่องประมง เครือญาติ ประวัติศาสตร์
ชุมชนและเรื่องต่าง ๆ อีกมากมาย หัวข้อและเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชุมชน
นั้นพบว่า ปากน้าประแสมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน จากการลงพื้นที่ศึกษาในครั้งน้ี
ได้รับความร่วมมือในการให้ข้อมูลจากหลายทา่ น ขอขอบพระคุณ คุณกี ชนะปาลพันธ์
ที่กรุณาให้ข้อมูลในเรื่องบรรยากาศภายในชุนชนในอดีต คุณชาตรี ก่อเกื้อ ผู้ใหญ่บ้าน
บ้านจารุง ตาบลเนินฆ้อ ได้ให้ข้อมูลถึงการเดินทางไปทีประแสในอดีต คุณบุญช่วย
บุณยะโหตระ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสาธารณูปโภคและแหล่งน้า รวมทั้งคุณไพเราะ ชัยชล
คุณเยาวลักษณ์ ศิริเจริญลาภ และทุก ๆ ท่านที่กรุณาให้ข้อมูลในเรื่องประวัติศาสตร์
ชุมชนปากนา้ ประแสตลอดระยะเวลาในการศกึ ษาในชุมชน



ผู้คนชุมชนปากนา้ ประแสมีท่ีมาอันหลากหลาย หัวข้อและเนื้อหาว่าดว้ ยเครือ
ญาตนิ ้ันได้รบั ความกรุณาจากหลายท่านในการใหข้ ้อมลู คณุ เจนจริ า แต่งประกอบ และ
คุณมะลิวัลย์ ศิริพร ที่ได้ให้ข้อมูลและคาแนะนาตั้งแต่วนั แรกในการศึกษาในพื้นที่ คุณ
พจมาน ศรีวิเชียร คุณยุพา การุญ ที่ให้ข้อมูลในเรื่องเครือญาติและประวัติชุมชน
ปากน้าประแส และขอขอบพระคุณ คุณศรีวรรณ มุกดาสนิท ที่ให้ข้อมูลรวมถึงรูปถา่ ย
ต่าง ๆ แก่พวกเรานามาเป็นประโยชน์ในการศึกษา หัวข้อและเนื้อหาเกี่ยวกับการ
ป ร ะม ง เ ป ็ น ห ัวข ้ อส าค ั ญ ใน ก าร ถ ่า ย ทอด ถ ึ งช ุม ชน ปา ก น ้า ป ระแ สได ้ เป ็น อย่างดี
ขอขอบพระคุณ คุณทองคา คณะผล คณุ สมชาย ไกรแก้ว คุณสงกรานต์ ทรงศลิ ป์ ที่ให้
ข้อมูลในเรื่องการจับสัตว์นาในปัจจุบัน คุณยุติธรรม สมุทรคีรี ให้ข้อมูลในเรื่องการ
สะสมทรัพยากรบริเวณปากแม่น้าและอ่าวไทย คุณสมชาย ปะสิ่งของ ให้ข้อมูล
เกีย่ วกบั กรมหลวงชมุ พรฯ และทุกท่านทไ่ี ด้ให้ข้อมลู และแนะนาในเร่ืองประมงแก่พวก
เรา

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพื้นที่ชุมชนปากน้าประแสมีมากมาย คณะผู้จัดทาได้รับความ
กรุณาได้รับความรู้และคาแนะนาในเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อ ประเพณีและพิธีกรรมของ
ชุมชนปากน้าประแสจากหลายท่าน คุณณิชกมล แก้วประเสริฐ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเจ้า
แม่ท่านอยู่ในต้นตะเคียน คุณประทีป เจริญกัลป์ มัคนายกวัดแหลมสน คุณประพันธ์
วิเชียรฉาย ให้ข้อมูลในเรื่องศาลเจ้าพ่อแซ่ตั๋น คุณกิมเตียง อั้งตุ่น แนะนาข้อมูลการ
กราบไหวส้ ักการะศาลกรมหลวงชุมพรฯ คณุ วัลลภ นิตยสกุล ให้ข้อมูลในเร่ืองศาลเจ้า
พ่อกลางถิ่นทอง และคุณชโลม วงศ์ทิม ให้ข้อมูลในเรื่องศาลเจ้าพ่อแสมผู้ รวมทั้ง
ร้านค้าต่าง ๆ ในชุมชนปากน้าประแสได้ต้อนรับพวกเราในการศึกษาด้วยดี อาทิ ร้าน
ซ่อมจักรยานของคุณจักรพรรดิ แซ่ตั๋น ร้านขายยาสมบูรณ์โอสถ คุณภาวิณี ยอด
บริบูรณ์ ร้านหนังสือนิโรจน์ของคุณศมญญา บาเพ็ญทาน ร้านกาลเวลาของคุณลุง
โอฬาร เศรษฐเมธกี ุล ร้านโด่ง บาร์เบอร์ของพี่โด่ง คุณบุญล้อม บุตรพรหม ร้านกาแฟ
โบราณเจ๊กเลี้ยง ของคุณแน่งน้อย แซ่ตั๋น ร้านโฟกัส ลุงเหน่ง ร้านเจ๊หน่องแซ่บเวอร์
และมาหาสมุทร โฮมสเตย์ ที่กรุณาให้ข้อมูลในเรื่องประวัติศาสตร์ ปัญหาและ
ผลกระทบต่าง ๆ ทั้งในอดีตและประจุบันที่สามารถนามาประยุกต์ในการศึกษาพัฒนา
ในเร่อื งการท่องเทย่ี วของชุมชนปากน้าประแส



จากการที่คณะผู้จัดทาได้มีโอกาสเข้าไปลงสนามและพูดคุยกับผู้คนที่ชุมชน
ปากนา้ ประแสน้นั ใจดีมาก ทุก ๆ ท่านใหค้ วามรแู้ ก่พวกเราซ่ึงสามารถนาไปประยุกต์ใน
แงว่ ิชาการ และสามารถเผยแพร่ใหเ้ ป็นประโยชน์แก่ชุมชนและผ้คู น แต่กระน้ันยังมีอีก
หลายบุคคลและหลายภาคส่วนที่พวกเราไม่ได้กล่าวถึงในการให้ข้อมูลในการศึกษา
ชุมชนปากน้าประแส ณ ที่นี้ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ที่ดูแลพวกเราในการเดินทางมายังชุมชน
ปากน้าประแส คณาจารย์และบุคลากรของโรงเรียนชุมชนวัดตะเคียนงามที่จัดเตรียม
อาหารเช้าให้พวกเราทุกเช้า ร้านค้าต่าง ๆ ที่ให้ขนมของกินพวกเราในการศึกษาใน
ชมุ ชน ทุกท่านใจดีและใหค้ วามร่วมมือกบั พวกเราตลอดระยะเวลาที่อยู่ในชุมชนปากน้า
ประแสเปน็ อยา่ งมาก ขอขอบพระคณุ ทกุ ทา่ นทเ่ี กี่ยวข้องเปน็ อย่างย่ิง

การศกึ ษาชมุ ชนปากนา้ ประแสมีเร่ืองราวต่าง ๆ เกดิ ข้ึนตลอดระยะเวลา 7 วัน
ขอขอบคุณเพื่อน ๆ สาขาวิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
ท่รี ่วมทกุ ข์ ร่วมสุข อดทนทางาน สนุกสนาน ใหก้ าลังใจกันเสมอ คอยเป็นห่วงและถาม
ไถ่กันอยู่ตลอดระยะเวลา พวกเราได้รับประสบการณ์ทั้งวิชาการและความสัมพันธ์ที่ดี
จากภาคสนาม ณ ชุมชนปากน้าประแส และคณะผู้จัดทาต้องขออภัยในเรื่องต่าง ๆ
หากมีการกระทาหรือข้อผิดพลาดใดใดในผลงานนี้ การศึกษาในครั้งนี้พวกเราตั้งใจ
ผลิตเพื่อเป็นประโยชน์แก่ชุมชนปากน้าแส และภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง สุดท้ายน้ี
ขอขอบพระคุณทุกส่วนอีกครั้งที่ทาให้เกิดผลงานชิ้นนี้ “ณ ประแส(ร์) กระแสชีวิตของ
คนปากน้า”

คณะผู้จดั ทา
สงิ หาคม 2562



สารบญั ก

คานา ซ
กิตตกิ รรมประกาศ 1
บทบรรณาธกิ าร
บทนา 7
เรียงรอ้ ยเรอื่ งราว ปากนา้ ประแส
บทที่ 1 58
“บอกเลา่ ความทรงจา” ปากนา้ ประแส
เมอื งประมง เมืองทา่ ศูนย์กลางเศรษฐกิจ 118
บทที่ 2
ความสมั พันธท์ างเครือญาติของกลมุ่ คน ณ ชมุ ชนปากน้าประแส 188
บทที่ 3
การปรบั ตวั ของประมงพน้ื บ้านในชมุ ชนปากนา้ ประแส 264
บทที่ 4
พหุความเชอ่ื และประเพณใี นชมุ ชนปากน้าประแส 331
บทที่ 5 349
ประแส กับการท่องเท่ียวบนเสน้ ทางถนนสายวัฒนธรรม
ภาคผนวก
คณะผจู้ ัดทา



บทบรรณาธกิ าร

สนามและสังคมของนักมานุษยวทิ ยา

ปัจจุบันภูมิทัศน์ทางระเบียบวิธีวิจัยได้เปลี่ยนแปลงไป ดูเหมือนว่าทาง
สังคมศาสตร์จะมีประสบการณ์ ต่อจุดเปลี่ยนทางระเบียบวิธีวิจัย (methodological
turn) มีตาราและข้อคิดเห็นจานวนมากหลากหลายปรากฏขึ้น วงวิชาการทั่วโลก
ฝึกอบรมนักศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคการวิจัยทางสังคม มีความตระหนักมากข้ึน
เกี่ยวกับระเบียบวิธีการวิจัยในแง่ปริมณฑลของความสนใจใคร่รู้เป็นพิเศษ รวมทั้งเป็น
แก่นแกนของการฝกึ ฝนเพ่มิ พูนทักษะของนักสังคมศาสตร์อีกดว้ ย

ชาติพันธุ์วรรณนา (ethnography) เป็นหนึ่งในหลายวิธีที่พบได้ในการวิจัย
ทางสังคมในปัจจุบัน นอกจากนี้ป้ายฉลาก (label) นี้ไม่ได้ใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
หมด ความหมายอาจแตกต่างหลากหลายกันไป ผลที่ตามมาคือมีการทับซ้อนกับป้าย
กากับอื่น ๆ ด้วย อาทิ การวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative inquiry) การทางาน
ภาคสนาม (fieldwork) วิธีการตีความ (interpretive method) และกรณีศึกษา
(case study) ซึ่งมีขอบเขตความหมายคลุมเครือ ในความเป็นจริงแล้วไม่มีความ
แตกต่างที่ชัดเจน แม้กระทั่งระหว่างชาติพันธุว์ รรณนากับการศึกษาประวัติศาสตรช์ ีวติ
บุคคลเป็นตัวอย่างของงานที่เรียกว่า “อัตชาติพันธุ์วรรณนา” (auto/ethnography)
เป็นการศึกษาของนักวจิ ยั แต่ละคนเกี่ยวกับชีวิตและบริบทของเขาหรือเธอเอง (Reed-
Danahay, 1997; Jones, 2005) นอกจากนี้ยังมีงานที่ท้าทายประเภท “ชาติพันธุ์
วรรณนาเสมือนจรงิ ” (virtual ethnography) ซึ่งข้อมลู อาจถูกจากดั อย่างส้นิ เชงิ กับส่ิง
ท่สี ามารถดาวน์โหลดได้จากอนิ เทอร์เนต็ (Markham, 1998; Hine 2000; Mann and
Stewart, 2000)

การเปลีย่ นแปลงน้ีเกดิ ขึ้นตั้งแต่ตน้ ครสิ ต์ศตวรรษที่ 20 งานวิจัยภาคสนามเชิง
ชาติพันธุ์วรรณนา (ethnographic fieldwork) ได้กลายเป็นหัวใจของมานุษยวิทยา
ปกติแล้วในสังคมที่แตกต่างจากของสังคมของตนเองพิธีกรรมเปลี่ยนผ่าน (a rite of



passage) ในการเข้าสู่ “ชนเผ่าของนักมานุษยวิทยา” (tribe of anthropologists)
งานภาคสนามทางมานุษยวิทยาจะต้องอาศัยอยู่กับกลุ่มคนที่ศึกษาเป็นระยะเวลานาน
กว่าหนึ่งปีหรืออาจมากกว่านัน้ เพื่อจัดทาข้อมูล ทาความเข้าใจตคี วามวิถชี ีวิตทั้งความ
เชอื่ และคา่ นยิ มอันโดดเด่นและแตกต่างของคนกลุ่มน้นั

คาว่า “ชาติพันธุ์วรรณนา” กาเนิดขึ้นในวงการมานุษยวิทยาโลกตะวันตก
ตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นการนาเสนอเรื่องราวที่อธิบายถึงชุมชนหรือ
วัฒนธรรมซึ่งมักจะอยู่นอกวัฒนธรรมตะวันตก ในเวลานั้น “ชาติพันธุ์วรรณนา” ใช้
เปรียบเทียบและมักถูกมองว่าเป็นส่วนเสริมของ “ชาติพันธุ์วิทยา'' (ethnology) ซึ่ง
เป็นการศึกษาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์และการเปรียบเทียบสังคมวัฒนธรรมที่ไม่ใช่
ตะวันตก ชาติพันธุ์วิทยาถูกปฏิบัติเสมือนแกนสาคัญของงานทางมานุษยวิทยา เขียน
น าเสนอเรื่องราวบันทึกชาติพันธุ์วรรณนาส่วนตัว (individual ethnographic
accounts) ซึ่งริเริ่มจากบันทึกของนักเดินทางและมิชชันนารีเผยแพร่ศาสนา
(missionaries) เมื่อเวลาผ่านไป “ชาติพนั ธ์ุวิทยา” กลับพน้ ไปจากความโปรดปรานชื่น
ชอบ เพราะนักมานุษยวิทยาเริ่มทางานภาคสนามของตนเองด้วยงานเชิงชาติพันธุ์
วรรณนา เพื่อแสดงบูรณาการระหว่างงานสารวจเชิงประจักษ์ขั้นต้น (first-hand
empirical investigation) กับการตีความเชิงทฤษฎีและเปรียบเทียบ (theoretical
and comparative interpretation) วัฒนธรรมและองคก์ รทางสังคม (Hammersley
and Atkinson, 2007: 1) Ruth Bunzel (1898-1990) นักมานุษยวิทยาสตรีชาว
อเมริกันที่มีชื่อเสียงในการศึกษาอินเดียนแดงเผ่าซูนี (Zuni) ในลาตินอเมริกา เธอเคย
ทาหน้าที่เป็นเลขานุการของ Franz Boas (1858-1942) “บิดาของมานุษยวิทยา
อเมรกิ ัน” (Father of American Anthropology) ตงั้ แต่ก่อตัง้ สาขาวิชามานษุ ยวิทยา
ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และ Boas ก็มีส่วนส่งเสริมแนวทางมานุษยวิทยาให้แก่เธอ
Bunzel เคยกล่าวถึง Boas ในการทางานด้านมานุษยวิทยาในคริสต์ศตวรรษที่ 19
ว่างานชาติพันธุ์วรรณนาเกี่ยวกับสังคมดั้งเดิมจานวนมากนั้นเป็นผลจากบันทึกการ
สังเกตการณ์ที่ไม่ได้เป็นระบบระเบียบมากนักของนักสังเกตการณ์และนักเดินทาง
ส่วนชาติพันธุ์วิทยาส่วนใหญ่แล้วจะประกอบด้วยมุมมองเชิงประวัติศาสตร์อารยธรรม



ซึ่งมกี ารอ้างอิงจากขอ้ เทจ็ จรงิ จากการสังเกตเพยี งเล็กนอ้ ย ทัง้ สองแนวทางในศาสตร์ว่า
ดว้ ยการศกึ ษามนุษยด์ ูเหมือนจะไม่เชอ่ื มโยงกบั ปญั หาของชวี ติ สมยั ใหม่มากนัก

เมื่อโลกวิชาการเผชิญหน้ากับการเติบโตแบบทวีคูณในการเขียนงานวิจัยเชิง
คุณภาพ กระแสความนยิ ม (popularity) และขอ้ เรยี กรอ้ งทางสังคมท่ีเพิ่มขึ้นอย่างมาก
จึงมีความจาเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องพยายามค้นหาภาคสนามทางมานุษยวิทยาที่มี
ชยั ภมู ิทางระเบียบวธิ ีวจิ ัย (methodological terrain) ทก่ี ว้างออกไปมากขน้ึ Martyn
Hammersley and Paul Atkinson (2007: x) เสนอว่า นักมานุษยวิทยาต้องยืนยัน
อีกคร้ังว่า มุ่งเน้นไปที่“ชาติพันธวุ์ รรณนา” มากกวา่ “การวิจัยเชงิ คุณภาพ” ท่ัวไป ซึง่ มี
ขอบเขตที่ไม่ยากหรือซับซ้อน หมายความว่าเน้นความเกี่ยวข้องกับการวิจัยภาคสนาม
เป็นหลัก และสัมพัทธ์กับวิธีการที่หลากหลาย เน้นการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม
(participant observation) เป็นพิเศษ โดยไม่จาเป็นต้องคิดอย่างไร้เดียงสาในแง่ของ
ชุมชนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือประชากรที่แยกจากกัน การวิจัยทางสังคมนั้นไม่
จาเป็นต้องสร้างวิสัยทัศน์อันโรแมนติก (romantic visions) เพื่อยืนยันถึงความสาคัญ
อยา่ งตอ่ เนื่องของการสังเกตการณ์แบบมีสว่ นร่วมโดยตรงกบั สังคมโลก

เมอ่ื ทบทวนงานชาตพิ นั ธุ์วรรณนาจานวนมากพบว่า นเี่ ปน็ วิธีการท่แี ตกต่างกัน
ซึ่งมีทั้งคล้อยตามและความแตกต่างกัน ด้วยนักมานุษยวิทยาไม่ได้อยู่ในธุรกิจที่
พยายามกาหนดประเพณีดั้งเดิมแบบเดียว ท้ายท่สี ุดแล้ว งานวิจยั เชิงชาติพันธุว์ รรณนา
น้นั มีความยืดหยุ่น (flexible) และตอบสนอง (responsive) ต่อสถานการณ์ในท้องถิ่น
นั้น ๆ อย่างไรก็ตามนักมานุษยวิทยายังคงเน้นความสาคัญของรูปแบบดั้งเดิมในการ
วิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา (ethnographic research) เป็นแนวทางอันพึงปฏิบัติอยู่
เมื่อเน้นความส าคัญของงานชาติพันธุ์วรรณนาแบบดั้งเดิม ( traditional
ethnography) แล้ว ก็อาจสร้างข้อกังขาเกี่ยวกับข้อเรียกร้องจานวนไม่น้อยในวิธีการ
วิจัยต่อนวัตกรรมและความแปลกใหม่ (innovation and novelty) แต่นั่นไม่ได้
หมายถึงการลบของเก่าทั้งหมด หากจาต้องมีกระบวนการปรับปรุงให้ทันสมัย
(updating) ด้วยความเขา้ ใจผิดว่า การวิจยั เชงิ คณุ ภาพโดยทั่วไปและชาติพนั ธุ์วรรณนา
เป็นวิธีการใหม่ทางสังคมศาสตร์ หรืออาจเข้าใจว่าเป็นกลยุทธ์การวิจัยส่วนใหญ่ที่มีอยู่
ในปัจจุบันนั้นซ้าซากสาหรับยุคแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20-21 นี้ ประชาคมการวิจัยท่ี



มองข้ามอดีตของตัวเองมักตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อวงจรของการประดิษฐ์ใหม่ และคาด
วา่ จะปรากฏความแปลกใหม่ข้ึน ทว่าโดยแท้จรงิ แลว้ ก็คือความไม่ระลึกรู้หรือหลงลืมไป
(Atkinson, et al, 1999) ในมุมมองของ Hammersley and Atkinson (2007: x)
แล้ว ความทรงจารว่ มของเครือข่ายการวิจยั จานวนมากจงึ อย่ใู นระดบั ค่อนข้างต้ืนเขนิ

Keesing and Strathern (1998: 7) เคยกล่าวว่า ประเพณีดั้งเดิมของการ
ท างานภาคสนาม (fieldwork) รวมถึงงานสนามทางความคิด (conceptual
fieldwork) ท่ีไดม้ าจากการฝงั ตัวลกึ ในวถิ ีทอ้ งถิ่น ถอื เปน็ แหล่งทีม่ าของความแข็งแกร่ง
ของสาขาวิชามานุษยวิทยา ในขณะเดียวกัน บทบาทของนักมานุษยวิทยาจาต้องสร้าง
ความแตกต่างระหว่างงานชาติพันธุ์วรรณนาในฐานะเป็นชุดของวิธีการ (ซึ่งหมายถึง
การใช้การสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วมและรวมถึงการสนทนาอย่างเป็นทางการ และ/
หรือการสนทนาอย่างไม่เป็นทางการกับผู้คนในสนาม (informants)) และงาน
ภาคสนาม (fieldwork) ในแง่ของวิธีการลงศึกษาภาคสนามโดยท่ัวไป ซึ่งรวมถึงการ
สัมภาษณ์และอาจเกี่ยวข้องกับการสังเกตการณ์ (อย่างมีส่วนร่วม) นักสังคมวิทยาบาง
คน เช่น Becker (1998) พิจารณาว่า งานภาคสนามและงานชาติพันธุ์วรรณนานั้นดู
เหมือนเปน็ คาพอ้ งความหมาย (synonyms) คือเม่ือกลา่ วถึงงานชาติพันธุว์ รรณนาก็มัก
นึกถึงงานภาคสนาม ซึ่งรวมถึงการสังเกตการณ์อยา่ งตอ่ เนื่องไปดว้ ย อย่างไรก็ตาม สิ่ง
สาคัญที่ควรตระหนักก็คือในทางปฏิบัติมีหลายวิธีท่ีนักมานุษยวิทยาหนึ่งคนอาจมีส่วน
ร่วมในภาคสนามเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการเล่าเรื่อง (storytelling) ทุกวันนี้การ
สังเกตการณ์มักเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ (multiple sites) ในรูปแบบของกลุ่มคนท่ี
ประหนึ่งมีเงาร่วมกัน ประกอบกับการสนทนากลุ่ม (focus group) การศึกษาบันทึก
ประจาวัน (diary studies) หรือวิธีการใช้สื่อทางสายตา (visual methods) เป็นต้น
นอกจากนั้นงานชาติพันธุ์วรรณนาและงานภาคสนามยังอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องของ
ความอ่อนไหวเปราะบาง (Schatzman and Strauss,1973; Pader, 2013) ความ
พยายามที่จะเข้าใจชีวิตในสนามจากมุมมองของคนท้องถิ่นในสนาม ในที่สุดงานชาติ
พนั ธุว์ รรณนาต้องอ้างอิงถึงผลงานเขยี นจากภาคสนาม (Van Maanen, 1988) ไม่ว่าจะ
เลือกมุมมองใดก็ตามย่อมต้องระลึกไว้เสมอว่า การเล่าเรื่องเกิดขึ้นภายใต้มิติ
ประวัติศาสตร์ สถาบัน และบริบทแวดล้อม โดยเฉพาะที่กาหนดรูปแบบการเล่าเรื่อง



ความหมาย และผลกระทบที่เกดิ ข้ึน ทาใหม้ านุษยวิทยาสามารถระบคุ วามท้าทายและ
โอกาสสาหรับงานชาติพันธุ์วรรณนาและการทางานภาคสนามในอนาคตได้ ความ
แตกต่างระหว่างหลักการและแนวทางปฏิบัติในอดีตกับปัจจุบันบ่อยครั้งมักเกินจริง
และมีมุมมองที่บิดเบือนเกี่ยวกับอดีตเกิดขึ้น ทั้งที่มีความสาคัญเท่าเทียมกัน ใน
แนวทางใหม่ก็อาจล้มเหลวได้หลายคร้ัง เพ่ือรับรูถ้ ึงความยากลาบากและความซับซ้อน
ของประเด็นทางระเบียบวิธีวิจัยที่นั กชาติ พันธุ์วรรณนา ด าเนิน ควบคู่ ไปก ั บ นั ก
สงั คมศาสตรด์ า้ นอน่ื ๆ

สังคมของนักมานุษยวิทยาจึงมาเพียงจากัดแวดวงในหมู่สังคมวิทยาและ
มานุษยวิทยาเท่านั้น หากขยายอาณาบริเวณของความรู้ออกไปสู่ศาสตร์สาขาอื่น เป็น
ประชาคมและชุมชนวิจัยที่ดาเนินกิจกรรมร่วมกัน นักมานุษยวิทยาจานวนมากสร้าง
‘สนาม’ หรือ ‘วงการ’ (field/champ (fr.)) ของตนเองสะสมผู้ให้ข้อมูลจนขยาย
ออกไปมากขึ้น หากมองด้วยมโนทัศน์ของ Boudieu (2005) ที่มองสื่อมวลชนว่า เกม
ของสอื่ เป็นตรรกะเฉพาะทไ่ี มส่ ามารถเข้าใจการกระทาของตัวแสดงไดโ้ ดยสมบูรณ์ หาก
ไม่อ้างอิงไปถึงสิ่งที่ตัวแสดงต่าง ๆ ในสนามของสื่อในฐานะที่เป็นทั้งฝ่ายครอบงาและ
ฝ่ายที่ถูกครอบงา ภายใต้ปริมณฑลของสนามมีโครงสร้างเป็นเครือข่ายของ
ความสัมพันธ์ของคน/กลุ่มคน/กลุ่มทางสังคมที่ต่างมีตาแหน่งแห่งที่ กระจายตัวของ
อานาจ มีการต่อสู้ทางวฒั นธรรมระหวา่ งคนหลากกล่มุ ซึ่งเปน็ การตอ่ สู้ทางวฒั นธรรมที่
แสดงออกผ่านปฏิบัติการต่างรูปแบบ เพื่ออานาจหรือครอบครองอานาจนา ดังนั้น
สนามทางมานุษยวิทยาสามารถเข้าถึงได้ทั้งใกล้และไกล หลากมุมมองอันกว้างไกลไม่
ว่าจะเป็นสนามทางกายภาพหรือสนามในพื้นที่ออนไลน์ก็ย่อมปรากฏชีวิตทางสังคม ที่
ผู้มสี ว่ นรว่ มในสนามจะมีกฎเกณฑ์ คุณค่า ค่านิยม รว่ มกนั สนามเปน็ ทางเลอื กของการ
ใชร้ ะเบยี บวิธีวจิ ยั ทางมานุษยวิทยาเพื่อวิเคราะหห์ น่วยทางสังคม ครอบครัว เครือญาติ
สถาบัน องค์กร ตลาด ปัจเจกบุคคล และกลุ่ม ล้วนเป็นองค์ประกอบสาคัญของสนาม
ของนักมานุษยวิทยา บางสนามและสังคมของนักมานุษยวิทยาอาจเป็นเวทีแห่งความ
ตึงเครียดการต่อสู้ ต่อรอง ช่วงชิง แบ่งปัน เบียดขับ และแบ่งปันทรพั ยากรระหว่างคน
ที่สามารถครอบครองทุนทางเศรษฐกิจ (economic capital) ทุนทางสังคม (social
capital) และทนุ ทางวัฒนธรรม (cultural capital) กไ็ ด้



“ณ ประแส(ร์) กระแสชีวิตของคนปากน้า” หนังสืออันเป็นผลงานการศึกษา
เก็บข้อมูลภาคสนามของนักศึกษามานุษยวิทยาวังท่าพระ ภายใต้ความร่วมมือของ
ชุมชนชุมชนปากน้าประแส อาเภอแกลง จังหวัดระยอง ภายใต้โครงการเพิ่มพนู ทักษะ
การวิจัยภาคสนามทางมานุษยวิทยา ของภาควิชามานุษยวิทยา และความร่วมมือกับ
หน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่ ชุมชนประแสกลายเป็นสนามของนักศึกษามานุษยวิทยา
เพื่อเสริมสร้างปฏิบัติการนอกเหนือจากตาราและห้องเรียน โดยคงไว้ซึ่งหัวใจของการ
ทางานทางมานุษยวิทยาแบบดั้งเดิม ซงึ่ มงุ่ ตระหนักถึงกรอบของความหมายท่ีรายล้อม
ในวิถีชีวิตของผู้คน เพื่อ สะท้อนให้เห็นถึงความคิดทางมานุษยวิทยาด้วยสิ่งที่นัก
มานุษยวิทยาทาคืองานชาติพันธุ์วรรณนา การศึกษาและเขียนบรรยายวัฒนธรรมของ
กลุ่มชนภายในวงการหรือสังคมของนักมานษุ ยวทิ ยาดว้ ยน่ันเอง

ดารงพล อนิ ทร์จนั ทร์
หวั หนา้ ภาควชิ ามานุษยวิทยา
คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศลิ ปากร

สงิ หาคม 2562



บรรณานุกรม
Atkinson, Paul. Amanda Coffey, and Sara Delamont. (1999).

“Ethnography: Post, Past and Present.” in Journal of
Contemporary Ethnography. Vol 28, No.5 (October), pp. 460-
471.
Becker, H.S., (1998). Tricks of the trade. Chicago: University of Chicago
Press.
Boas Franz. (1986). Anthropology and modern life. with a new
introduction by Ruth Bunzel. Westport, Connecticut: Greenwood
Press.
Bourdieu, Pierre. (2005). “The Political Field, the Social Science Field,
and the Journalistic Field.” In Bourdieu and the Journalistic
Field, edited by Rodney Benson and Erik Neveu. Cambridge:
Polity Press.
Hammersley, Martyn and Paul Atkinson. (2007). Ethnography: Principles
in practice. 3rd ed. New York: Routledge.
Hine, C. (2000). Virtual Ethnography. London: Sage.
Jones, Stacy Holman, Tony E Adams, and Carolyn Ellis (eds.) (2013).
Handbook of Autoethnography. London and New York:
Routledge.
Keesing, Roger and Andrew Strathern. (1998). “Fieldwork.” in Cultural
Anthropology: A contemporary perspective. 3rd ed. (pp.7-10)
For Worth, TX: Harcourt Brace.
Markham, A. (1998). Life Online: Researching real experiences in
virtual space. Walnut Creek, CA: AltaMira Press.
Mann, C. & Stewart, F. (2000). Internet communication and qualitative
research: A handbook for researching online. London: Sage.



Pader, E., (2013). “Seeing with an ethnographic sensibility.” In: D. Yanow,
and P. Schwartz-Shea, ed. Interpretation and method. (pp. 194–
208). Armonk, NY: M E Sharpe.

Reed-Danahay, Deborah E. (1997). Auto/Ethnography: Rewriting the
self and the social. Oxford, New York: Berg

Schatzman, L., and A.L Strauss. (1973). Field research. Englewood Cliffs,
NJ: Prentice-Hall.

Van Maanen, J., (1988). Tales of the field. Chicago: University of Chicago
Press.





เรียงร้อยเร่ืองราว

ปากนา้ ประแส

ประวัตคิ วามเป็นมา

“ประแส” ในอดีตประแสได้ถกู กล่าวถึงต้ังแต่ช่วงสมัยกรุงศรีอยธุ ยา กรงุ ธนบุรี
จนมาถึงในรัชกาลปัจจุบัน เดิมชุมชนประแสเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลจันทบุรี
เนื่องมาจากเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบเทศาภิบาลในสมัยพระบาทสมเด็จ
พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ รวมหวั เมอื งหลายเมอื งเข้าด้วยกนั เป็นมณฑล ๆ หนงึ่ ใน
นนั้ กค็ อื เมืองระยอง ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปีพ.ศ. 2475 ประแสจึง
ได้ถูกเปลี่ยนและแยกมาอยู่ภายใต้การปกครองของจังหวัดระยองและดาเนินเรื่อยมา
จนถงึ ปัจจบุ นั

ความหลากหลายของชุมชนแห่งนี้ได้ถูกพิสูจน์ให้เห็นจากการเดินทางเข้ามา
ของผู้คนหลายเชื้อชาติ และคนไทยจากทั่วทุกสารทิศที่มีการตั้งถิ่นฐานบริเวณแห่งนี้
สมัยกรุงศรีอยุธยา การเดินทางเข้ามาของคนจีนหลายเชื้อชาติช่วงรัชกาลของ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่งผลให้ชุมชนมีความหลายในความเป็นอยู่
และความเจริญมากย่งิ ข้ึน

ความเจริญรุ่งเรืองของปากน้าประแสแห่งนี้มีมาอย่างไม่ขาดสาย จนกระท่ัง
บริเวณแห่งนี้ได้ถูกขนานนามว่าเป็น “เมืองประมงสาคัญและเป็นเมืองท่าอันรุ่งเรือง”
ด้วยภูมิประเทศที่ติดกับชายฝั่งทะเลตะวันออก อาชีพที่ชาวปากน้าประแสยึดถือเป็น
ส่วนใหญ่ คอื ประมง ทงั้ ประมงนา้ ลึกและประมงชายฝง่ั สามารถสรา้ งรายได้หมุนเวียน
ชุมชนได้เป็นอย่างดี รวมถึงการส่งออกสินค้าทางทะเลและสินค้าแปรรูปต่าง ๆ
นอกจากนี้การหลั่งไหลของผูค้ นท่ีเข้ามาเพือ่ จับจ่ายสินค้าเดนิ ทางมาจากทั่วทุกสารทศิ
ทาใหช้ มุ ชนปากน้าประแสมีความคึกคักเป็นอย่างมาก

1

สภาพทั่วไปและพน้ื ที่ของปากน้าประแส

ตาบลปากน้ากระแส อาเภอแกลง จังหวัดระยอง ส่วนใหญ่จะเป็นที่ราบลุ่ม

ชายฝั่งทะเล ลาดต่าลงสู่อ่าวไทยทางทิศใต้ มีชายฝั่งทะเลเว้าแหว่งติดอ่าวไทย

ยาวประมาณ 1-3 กิโลเมตร มีแม่น้าสายหลัก คือ แม่น้าประแส ความยาวประมาณ

5-8 กิโลเมตร มีต้นกาเนิดจากทิวเขาในจังหวัดจันทบุรีไหลผา่ นท้องท่ีของอาเภอแกลง

ลงสู่ทะเลที่ตาบลปากน้าประแส มีแม่น้าประแสกั้นเขตตาบล มีลาคลองลงสู่ทะเล

มกี ารทานากงุ้ เลีย้ งปลานา้ กรอ่ ยรมิ ฝ่ังแมน่ า้ ประแส มีทา่ เรือประมงขนาดใหญ่

บริเวณปากแม่น้าเป็นชุมชนหนาแน่น เป็นแหล่งการค้าของตาบล บางพื้นที่

เหมาะแก่การเกษตรถาวร มีลักษณะเป็นดินเหนียว เป็นที่ราบดินตะกอนดูดซบั น้าได้ดี

พื้นที่ลักษณะเช่นนี้มีอยู่ในบริเวณลุ่มน้าประแส พื้นที่ชายฝั่งทะเลมีลักษณะเป็น

ดินทรายส่วนใหญ่ บางแห่งเป็นที่ลุ่มน้าขัง พื้นที่ลักษณะเช่นนี้มีอยู่ตลอดริมฝั่งทะเล

ของปากนา้ ประแส เหมาะในการเพาะเลีย้ งชายฝง่ั

ลกั ษณะภมู ิอากาศ แบบมรสุมเขตร้อน ลมทะเลพัดผ่านตลอดปี อากาศอบอุ่น

ไม่ร้อนจัด บริเวณชายฝั่งทะเลเย็นสบาย ในฤดูฝนจะมีฝนตกชุกระหว่างเดือน

พฤษภาคมถงึ ตลุ าคมของทกุ ปี

มอี าณาเขตตดิ ต่อกับชุมชนอ่นื ดงั น้ี

ทศิ เหนือ ตดิ ตอ่ กับเขต ตาบลคลองปูน

ทศิ ตะวันออก ตดิ ตอ่ กับเขต ตาบลพังราด

ทศิ ใต้ ตดิ ต่อกับเขต แมน่ ้าประแส เช่อื มติดกับอ่าวไทย

ทศิ ตะวนั ตก ตดิ ตอ่ กับเขต ตาบลเนนิ ฆอ้

ประกอบดว้ ย 7 หมูบ่ า้ น คือ

หมู่ที่ 1 ตลาดตอนล่าง หมทู่ ่ี 6 แหลมสน

หมู่ท่ี 2 ตลาดตอนบน หมู่ที่ 7 แสมผู้

หมู่ท่ี 3 ดอนมะกอกลา่ ง* หมู่ที่ 8 ตลาดตอนกลาง

หมูท่ ี่ 4 นาซา*

หมายเหตุ* พื้นที่บางสว่ นอยใู่ นเขตการปกครองขององค์การบรหิ ารส่วนตาบลคลองปูน

2

ประชากร

ประชากรในเขตเทศบาลตาบลปากน้าประแส ตามข้อมูลทางทะเบียนราษฎร
มีประชากรทั้งสิ้น 5,090 คน 1,888 ครัวเรือน ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่
เท่ากบั 1,046.03 คนต่อตารางกโิ ลเมตร

ศาสนา

ประชากรทั้งหมดในเขตเทศบาลตาบลปากน้ากระแสมีทั้งผู้ที่นับถือศาสนา
พุทธ มศี าลเจา้ และสิง่ ศักดสิ์ ิทธต์ิ ามความเช่อื ท้องถน่ิ

วัดในเขตเทศบาลตาบลปากน้าประแส จานวน 2 แห่ง ได้แก่
1. วัดตะเคยี นงาม หมู่ท่ี 2 ตาบลปากนา้ กระแส อาเภอแกลง จังหวดั ระยอง
2. วัดสมมติเทพฐาปนาราม (วัดแหลมสน) หมู่ที่ 6 ตาบลปากน้ากระแส

อาเภอแกลง จังหวดั ระยอง
และวัดใกล้เคียงแต่อยู่นอกเขตอีก 2 แห่ง คือ วัดดอนมะกอก หมู่ที่ 3 ตาบล
ปากน้ากระแส อาเภอแกลง จังหวัดระยอง และวัดเนินยาง หมู่ที่ 5 ตาบลปากน้า
กระแส อาเภอแกลง จงั หวดั ระยอง
ศาลเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สามารถพบเห็นได้ตลอดเสน้ ทางของชุมชุนเนื่องจาก
เป็นความเชอ่ื รว่ มกนั ของคนในชุมชน อาทิ
1. ศาลกรมหลวงชมุ พรเขตอุดมศักด์ิ ปากนา้ ประแสร์ หมทู่ ่ี 3
2. ศาลเจา้ พ่อประแสร์ หม่ทู ่ี 1
3. ศาลเจ้าพอ่ แหลมสน หมูท่ ่ี 6

การศึกษา

สถานศกึ ษาในเขตเทศบาลตาบลปากน้าประแสมี 3 แห่ง ไดแ้ ก่
1. ศูนย์พฒั นาเด็กเล็กเทศบาลตาบลปากน้าประแส เลขท่ี 999 หมทู่ ี่ 7
2. โรงเรยี นชมุ ชนวดั ตะเคียนงาม หมู่ท่ี 2
3. ศนู ยก์ ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ตาบลปากนา้

กระแส เลขที่ 999/1 หมู่ท่ี 2
หมายเหตุ ครศู นู ยก์ ารศกึ ษานอกระบบมี 1 ท่าน สอนทุกระดบั ชนั้

3

อาชีพ

ชุมชนปากน้าประแสประกอบอาชีพคือ ประมง ทั้งประมงพื้นบา้ นและประมง
น้าลึก ค้าขาย การเกษตร นอกจากนี้มีอาชีพรองคือ รับจ้าง รวมไปถึงผู้ประกอบการที่
ส่งเสริมดา้ นการทอ่ งเทีย่ ว เช่น โรงแรม โฮมสเตย์ รา้ นขายของทีร่ ะลกึ ร้านอาหาร รา้ น
กาแฟและรา้ นขนมตา่ ง ๆ
ผลิตภัณฑ์

ปลากรอบสามรส มะม่วงนาซา กะปิรสดี ทอดมัน ขนมกะลามะพร้าว เสื้อผา้
กางเกงชาวเล และผลิตภณั ฑอ์ าหารทะเลแปรรูปตา่ ง ๆ
สาธารณปู โภค

- ไฟฟ้า ปัจจุบันมีครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าในตาบลปากน้ากระแสครบทุกครัวเรอื น
รวมทงั้ สนิ้ จานวน 4,066 ครัวเรือน

- ประปา ปัจจุบันครัวเรือนที่ใช้น้าประปาในตาบลปากน้ากระแสจานวน
1,689 ครัวเรือน และแหล่งน้าตามธรรมชาติ แม่น้า จานวน 1 แห่ง ได้แก่ แม่น้า
ประแส คลอง จานวน 2 แห่ง ได้แก่ 1. คลองแสมผู้ 2. คลองหนองโพรง และอ่างเก็บ
น้าดิบ ได้แก่ อา่ งเกบ็ นา้ เขาจกุ

- โทรศัพท์ โทรศพั ทเ์ คลือ่ นที่ โทรศพั ท์บ้าน โทรศพั ทส์ าธารณะ รวมถึงมีตู้เติม
เงนิ และร้านค้าท่ีร่วมรายการคอยใหบ้ ริการสาหรบั เติมเงินโทรศัพท์เคล่ือนท่ี

การคมนาคม

การคมนาคมในตาบลปากน้ากระแสและเส้นทางทเ่ี ข้าสู่ตาบลปากน้ากระแส มี
2 ประเภท คือ ทางบก และ ทางน้า รายละเอียดดังน้ี

ทางบก ตาบลปากน้ากระแส มีเส้นทางคมนาคมทางบกในปัจจุบันด้วยการ
หลายเสน้ ทาง สามารถแยกไดด้ งั นี้

เส้นทางแรก เริ่มต้นตั้งแต่เมืองแกลง ตาบลทางเกวียน ถนนสุขุมวิท
(ทางหลวงหมายเลข 3) ประมาณ 10 กิโลเมตร แยกเข้าถนนสุขุมวิท (ทางหลวง
หมายเลข 3162) ประมาณ 8 กโิ ลเมตรถงึ ตาบลปากนา้ กระแส

4

เส้นทางทสี่ อง เร่มิ ต้นจากตาบลทางเกวียน (ชมุ ชนเมืองแกลง) ใชเ้ ส้นทางถนน
ทะเลน้อย แยกซ้ายสู่ถนนท่ากะพัก ตาบลทางเกวียน อาเภอแกลง จังหวัดระยอง
แยกขวาเข้าสู่ ตาบลทุ่งควายกิน อาเภอแกลง จังหวัดระยอง ประมาณ 1 กิโลเมตร
เขา้ สตู่ าบลปากนา้ กระแส หมูท่ ี่ 5 (เนนิ ยาง)

เส้นทางที่สาม เริ่มต้นจากตาบลทุ่งควายกิน ฝั่งตรงข้ามกับทางเข้าอุทยาน
เขาชะเมา ประมาณ 2 - 3 กโิ ลเมตร เข้าสตู่ าบลปากน้ากระแส หมู่ที่ 5 (เนินยาง)

ทางน้า ตาบลปากน้ากระแส เป็นตาบลที่เชื่อมติดกับหลายตาบล เส้นทาง
คมนาคมทางน้าจะเริม่ ต้นจาก ตาบลทางเกวียน ตาบลทุ่งควายกิน จนถึงตาบลปากนา้
กระแส ใชแ้ ม่นา้ ประแสเปน็ เส้นทางสญั จร

แม่น้า/คลอง แม่น้า ลาคลองที่ประชาชนในเขตเทศบาลตาบลปากน้าประแส
ใช้เป็นเส้นทางสัญจรทางน้า แม่น้าสายหลัก คือ "แม่น้าประแส" ยาวประมาณ 3,000
เมตร กว้างประมาณ 300 เมตร เป็นเส้นทางสัญจรของเรือขนส่งสินค้า ทั้งขนาดเล็ก
และขนาดใหญ่ และเรือโดยสาร นอกจากนี้ยังมีคลองเล็กที่เชื่อมติดกับแม่น้าประแส
จานวน 2 คลอง ซึ่งเป็นแหล่งพัฒนารายได้ของประชาชนเป็นส่วนใหญ่ คือ "คลอง
แสมผู"้ และ "คลองหนองโพรง

การจัดการขนส่งมวลชนในพืน้ ทชี่ ุมชนปากน้าประแสและใกลเ้ คยี ง

เทศบาลตาบลปากน้าประแส มีการจราจรทั้งทางบกและทางน้าส่วนใหญ่จะ
เป็นขนาดเล็ก ด้านการจราจรทางบกจัดทาได้ยาก แตจ่ ะเปน็ ลกั ษณะการจัดต้ังสมาคม
เพื่อให้บริการแก่ประชาชน คือ รถจักรยานยนต์โดยสารสามล้อ บริการสาหรับ
ประชาชนในพื้นที่ในระยะทางใกล้ ๆ และรถยนต์โดยสารประจาทางไว้บริการสาหรับ
ประชาชนที่จะเดินทางไปยังตัวเมืองจังหวัดระยอง โดยจะมีสถานที่เป็นจุด ๆ ในการ
รับส่งผู้โดยสาร และการจราจรทางน้าจะเป็นลักษณะเรือรับจ้างขนาดเล็กไว้บริการให้
ประชาชน สาหรับการขา้ มฝาก

5

สถานทที่ ่องเทย่ี ว

1. อนสุ รณ์เรือรบหลวงหลวงประแสร์ เรอื ลานี้เป็นเรือรบทสี่ ง่ ออกปฏิบัติการ
ในช่วงสงครามเกาหลี โดยเป็นกองกาลังร่วมของสหประชาชาติ และกลายเป็นความ
ภาคภูมิใจและถือเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์มาอย่างยาวนาสาหรับประเทศไทยและ
ประเทศเกาหลี

ที่ตั้ง บริเวณหัวโขด ชายหาดประแสร์ หมู่ที่ 1 ตาบลปากน้าประแส อ.แกลง
จ.ระยอง

2. ทุ่งโปรงทอง แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สัมผัสธรรมชาติของป่าชายเลน
พื้นที่สาคัญของระบบนเิ วศทางทะเลที่ยังคงความอุดมสมบูรณท์ ี่สุดอีกหนึ่งแห่งในภาค
ตะวันออก ด้วยสะพานไม้ที่ทอดยาวเข้าไปยังทุ่งโปรงสีเขียวในยามเช้าตรู่และช่วงเย็น
ส่วนช่วงบ่ายที่แสงแดดจัด ๆ สะท้อนลงมายังใบของต้นโปรง ทั่วท้องทุ่งแห่งนี้ก็จะ
กลายเปน็ สีทองอร่ามตา

ทต่ี งั้ หมทู่ ่ี 7 ตาบลปากนา้ กระแส อ.แกลง จ.ระยอง
3. ชุมชนปากน้าประแสร์ ชุมชนริมน้า ที่มีแม่น้าประแสร์เป็นเส้นเลือดสาย
หลกั หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน ปัจจบุ ันไดก้ ลายเป็นชุมชนประมงขนาดใหญ่ เป็นแหล่งการค้า
ด้านอาหารทะเล เกษตรกรรมและแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เล่าเรื่องราวของ
ชมุ ชนได้เป็นอยา่ งดี
ท่ตี ั้ง เทศบาลตาบลปากนา้ ประแส อ.แกลง จ.ระยอง

6

บทท่ี 1

“บอกเลา่ ความทรงจา” ปากน้าประแส
เมอื งประมง เมืองทา่ ศนู ยก์ ลางเศรษฐกจิ

ญานิกา ธนาเลิศกุล
นรรจชนก กริชฤทธิเศรษฐ์
ปรียว์ รา มีมาก
พชิ ชาภัสส์ พงศอ์ ิทธเิ ดช
พมิ พน์ ภิ า ทวีเพชร์สกลุ
วราเทพ ศรีประเทศ

7

บทคัดยอ่

การศึกษาครั้งน้ีเป็นการศึกษาเกี่ยวกบั ประวัตดิ ั้งเดิมของชุมชนปากน้าประแส
ตาบลปากน้าประแส อาเภอแกลง จังหวัดระยอง เดิมทีแล้วปากน้าประแสเคย
ครองความเป็นเมืองประมง เมืองท่าและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจการค้าที่สาคัญของ
เมืองแกลง เนื่องจากชุมชนตั้งอยู่บริเวณปากน้าที่เชื่อมต่อกับทะเลอ่าวไทย อีกทั้งยัง
เป็นท่าเรือเมล์สาหรบั เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ทาให้ชุมชนปากน้าประแสกลายเปน็ เมือง
ท่าคมนาคมท่ีสาคญั และนอกจากนี้ชุมชนปากน้าประแสยงั เป็นพื้นท่ีตลาดขนาดใหญ่ที่
มีการประกอบธรุ กิจค้าขายมากมาย เช่น รา้ นขายของชาท่ีมีมากกว่า 10 รา้ น ร้านทอง
ร้านหนังสือ โรงแรม โรงหนัง โรงมหรสพ และอ่นื ๆ อกี มากมาย สะทอ้ นให้เห็นว่าอดีต
ชุมชนปากน้าประแสเป็นชุมชนที่มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก และได้ชื่อว่าเป็น
ศูนยก์ ลางทางเศรษฐกจิ ของเมืองแกลงในสมยั น้ัน แต่เนอ่ื งด้วยกาลเวลาท่ีเปลี่ยนแปลง
ไป ทาให้มีความเจริญใหม่ ๆ เข้ามาในชุมชนไม่ว่าจะเป็นถนน เทคโนโลยีใหม่ ๆ
ของการประมง ทาให้ชุมชนปากน้าประแสเปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันชุมชนปากน้า
ประแสกลายมาเป็นชมุ ชนทีเ่ งียบเหงา รา้ นค้าตา่ ง ๆ ก็ปิดตัวลง การทาประมงก็ซบเซา
ไมค่ รกึ ครน้ื ดังเช่นในอดตี

ดังนั้นการศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะเก็บข้อมูลศึกษาประวัติความ
เป็นมาของชมุ ชนปากน้าประแสว่ามคี วามเปน็ มาอย่างไร แตเ่ ดิมความเป็นเมืองประมง
เมืองท่าที่เจริญรุ่งเรืองและเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจการค้าที่สาคัญของเมือ งแกลง
เป็นอย่างไร และปัจจัยใดที่ทาให้ชุมชนปากน้าประแสเกิดการเปลี่ยนแปลงและ
เปลยี่ นแปลงอยา่ งไร อกี ทงั้ ในปจั จุบนั ภาพของชุมชนปากนา้ ประแสเปน็ อยา่ งไร โดยจะ
เนน้ เกบ็ ข้อมูลจากการสัมภาษณ์และฟังเร่ืองเล่าจากคนในชุมชน อีกทั้งยังเก็บข้อมูลใน
รูปแบบของแผนที่เดินดินและแผนที่รูปแบบขยายของตัวชุมชนในอดีตและปัจจุบัน
เพ่อื ทจ่ี ะไดเ้ หน็ ถึงความเปลีย่ นแปลงของชุมชนปากนา้ ประแสทช่ี ัดเจนอกี ดว้ ย

คาสาคญั : ประวตั ิศาสตร์ปากน้าประแส, ความทรงจา, เมอื งประมง, เมืองทา่

8

1.1 บทนา

ตาบลปากน้าประแส อาเภอแกลง จงั หวัดระยองนั้น มีเรือ่ งราวความเป็นมาที่
น่าสนใจโดยเป็นเหตุการณ์ที่ทาให้ทราบถึงการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่แห่งนี้ว่ามีระยะเวลา
ยาวนาน ผ่านการศึกษาจากการมาเยือนของบุคคลสาคัญของไทยหรือสยาม
ในขณะนั้น โดยเริ่มแรกจะกล่าวถึงการเสด็จมายังฝั่งตะวนั ออกของสมเด็จพระเจ้าตาก
สินมหาราช , สนุ ทรภู่ , พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จ
พระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช ดงั น้ี

เริ่มต้นที่การเสด็จมาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งที่จะต้อง
กอบกู้เอกราชหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาในปีพ.ศ. 2310 ไปแล้วเป็นเวลา 2 เดือน
พระเจา้ ตากสินเดนิ ทัพจากระยองผา่ นแกลงเขา้ บางกระจะ มุ่งยึดจนั ทบรุ ี เนือ่ งจาก เจา้
เมืองจันทบุรีไม่ยอมสวามิภักดิ์ พระเจ้าตากจึงต้องการยึดเมืองจันทบุรีไว้เปน็ ที่มั่นเพอ่ื
รวบรวมก าลังตีพม่า จึงสั่งทหารทุกคนว่า เราจะตี เมืองจันทบุรีในค ่าวันน้ี
เมื่อกองทัพหุงข้าวเสร็จแล้ว ทั้งนาย ไพร่ ให้เททิ้งอาหารที่เหลือและต่อยหม้อเสียให้
หมด หมายไปกินข้าวเช้าด้วยกันที่ในเมืองเอาพรุ่งนี้ ถ้าตีเอาเมืองไม่ได้ในค่าวันน้ี
ก็จะให้ไดต้ ายด้วยกันให้หมดทีเดียว (เสาวลกั ษณ์ แสงสุวรรณ, 2560 : ออนไลน์)

ภาพท่ี 1.1 แผนท่กี ารเดนิ ทพั ของสมเดจ็ พระเจา้ ตากสินมหาราชในช่วงกอบกู้เอกราช
(ทมี่ า : http://lek-prapai.org/home/view.php?id=5123)
9

การตั้งถ่นิ ฐานของชมุ ชนปากนา้ ประแส อาเภอแกลง จังหวดั ระยอง มเี พียงข้อ
สันนิษฐานว่าความเก่าแก่ของชุมชน อาจย้อนไปได้ถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยอ้างอิง
ข้อความใน พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ที่อธิบายเส้นทาง
การเดินทัพของพระยาตากมายังจันทบุรี เพื่อกอบกู้เอกราชโดยเชื่อมกับชุมชนปากน้า
ประแส ดังน้ี

เมื่อปีจอ อัฐศก (พ.ศ. 2309) ณ วันอาทิตย์ แรม ๑ ค่า เดือน ๔ เมื่อ
เสด็จสถิตอยู่ ณ เมืองระยอง ได้เสด็จกรีธาพลทหารออกจากเมืองระยองไป
ณ บ้านประแส บ้านไข้ บ้านคา บ้านกล่า บ้านแกลง ซึ่งอ้ายขุนรามหมื่นส้อง
ตั้งอยู่ทีน่ ั้น

(พระราชพงศาวดารกรุงธนบรุ ี, พนั จันทนุมาศ)

โดยนักวิชาการได้สร้างสมมติฐานเส้นทางการเดินทัพของสมเด็จพระเจ้า
ตากสินฯ เพื่อรวบรวมไพร่พลแสดงไว้โดยการเดินทางในแต่ระยะสามารถแบ่งออกได้
4 ชว่ งตามลาดบั คอื

1. จากกรุงศรอี ยธุ ยาสชู่ ายเขตแดนตอ่ เมอื งนครนายก
2. จากนครนายกผ่านด้านกบแจะและชายดง ศรีมหาโพธิ์ สู้รบกลางทุ่งใกล้
ลาน้าท่ากระดานกับทัพพม่าที่ตั้งค่ายอยู่บริเวณปากน้าเจ้าโล้ ที่บางคล้า แล้ว
เดินทางเข้าเส้นทางแม่น้าบางปะกง และปากน้าเจ้าโล้ที่บางคล้า จังหวัด
ฉะเชงิ เทรา
3. จากฉะเชิงเทรามุ่งสพู่ ทั ยา นาจอมเทยี น สัตหบี และแขวงเมืองระยอง
4. หาพันธมิตรทบี่ างปลาสร้อย(เมืองชลบุรี) และมุ่งสจู่ ันทบรู และตราด

(วลัยลกั ษณ์ ทรงศริ ิ, 2559: ออนไลน์)

นอกจากสมเด็จพระเจ้าตากสนิ มหาราชแล้ว ก็ยงั มสี ุนทรภูท่ ี่เคยเดินทางมาถึง
อาเภอแกลง ซึ่งปรากฏอยู่ในนิราศเมืองแกลง เรื่องราวของสุนทรภู่ออกเดินทางจาก
พระนคร (กรุงเทพฯ) ไปเยี่ยมบิดาที่เมืองแกลง ไปทางเรือเมื่อเดือน 7 มีลูกศิษย์
เดินทางมาด้วย 2 คน คือนายน้อยและนายพุ่ม และมีนายแสงชาวเมืองระยองขอร่วม
เดินทางไปด้วย และช่วยนาทางให้สุนทรภู่ออกเดินทางจากคลองสาโรง ปากลัด

10

บ้านบางระจ้าว คลองจระเข้ บางมังกร (บางปะกง) ข้ึนบกที่บางปลาสร้อย จังหวัด
สระบุรี และเดินทางบกต่อจนถึงเมืองระยอง สุนทรภู่ไม่พบบิดาที่บ้าน เพราะบิดาไป
บวชอยทู่ เ่ี มอื งแกลงเปน็ เจ้าอาวาสอยู่ท่วี ัดอารัญธรรมรังสี สว่ นมารดาได้แยกทางไปอยู่
ที่อื่น สุนทรภู่ได้พรรณนาถึงความลาบากในการเดินทาง สภาพของภูมิประเทศ และ
ชีวิตของชาวบ้านที่ได้พบเห็น สุนทรภู่ตั้งใจจะอยู่กับบิดา แต่เป็นไข้ป่าหนักมาก
เมื่อหายแลว้ จึงกลับกรงุ เทพฯ โดยสุนทรภพู่ รรณนาถงึ เมอื งแกลงไวค้ วามวา่

ถงึ ศาลเจ้าอา่ วสมุททสี่ ุดหาด เลียบลลี าศขึ้นตามชอ่ งท่คี ลองขวาง

ถงึ บา้ นแกลงลดั บา้ นไปยา่ นกลาง เหน็ ฝูงนางสานเสือ่ นน้ั เหลอื ใจ

แต่ปากพลอดมือสอดขยุกขยิก จนมือหงกิ งอไมแ่ บได้

เปนสว่ ยบ้านสานส่งเข้ากรุงไกร เด็กผู้ใหญ่ทาเปนไม่เว้นคน

พอพลบค่าสานักทเ่ี รือนเพ่ือน ดเู ย่าเรอื นชาวแขวงทุกแห่งหน

มุงดว้ ยไมห้ วายโสมแสนพิกล ไม่มคี นแล้วก็มว้ นหลังคาวาง

ครนั้ คนมาเอาหลงั คาขนึ้ คลมุ คลี่ ดกู ็ดีเรว็ รัดไมข่ ดั ขวาง

เวลาคา่ ลา้ เหลอื ด้วยเสอื กวาง ปบี มาขา้ งเรือนเยา่ ทเี่ รานอน

เขาตักจัน่ ชน้ั ในใสส่ ุนักข์ มนั หอบฮกั ดน้ิ โดยแลว้ โหยหอน

ยิง่ ดกึ ฟังวงั เวงวนาดร สงั เวชนอนมิใคร่หลบั ระงับลง

จนรุ่งจา้ แสงสายไมว่ ายโศก บริโภคเสร็จสมอารมณประสงค์

จากสถานบ้านแกลงไปกลางดง ตน้ รังรงร่มชื่นระรื่นเย็น

(นริ าศเมืองแกลง, สนุ ทรภ)ู่

โดยบรรยายถึงสิ่งที่สุนทรภู่พบเห็นขณะที่มาพักค้างแรมที่นี่ 1 คืน ซึ่งพบว่าที่
บ้านแกลงสมัยน้ัน ผู้หญิงที่นี่ไม่ว่าจะวัยใดก็สามารถสานเสื่อเป็นกันทุกคน อีกทั้งยัง
เป็นแหล่งการค้าส่งออกเสื่อบ้านแกลงไปยังเมืองกรุงอย่างพระนครอีกด้วย ซึ่งในสมัย
ปัจจุบันก็ไม่ได้มีการพูดถึงการสานเสื่อของชาวบ้านแกลงแล้ว หากมีแต่เสื่อจันทบูรท่ี
คนในยุคปัจจุบันจะรู้จักเพียงเท่าน้ัน อีกทั้งบ้านแกลงแห่งนี้ผู้คนจะรู้จักกันเป็นอย่างดี
ตกเย็นก็พบปะสังสรรค์กันตามบ้านเพื่อนฝูงในละแวกหมู่บ้าน บ้านเรือนจะมุงด้วย

11

ไม้หวาย อีกทั้งในเวลากลางคืนก็จะเงียบสงัดจนหากได้ยินเสียงสุนัขหอนก็ทาให้รู้สึก
ชวนขนลุกขึ้นมา พรอ้ มดว้ ยให้ระวังเสือ และกวาง แสดงใหเ้ หน็ วา่ ในสมยั นั้นบ้านแกลง
เต็มไปด้วยสัตว์มากมาย โดยเฉพาะ เสือ และกวางที่ถูกสุนทรภู่กล่าวถึงในนิราศเมือง
แกลง

พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 ที่มีหลักฐานการบันทึกเสด็จพระราชดาเนิน
เยือนปากน้าประแส และทาให้ร่องรอยการมีอยู่และเติบโตขึ้นของชุมชนเรื่อยมา
จนกระทั่งปัจจุบันคือ การเสด็จประพาสหัวเมืองตะวันออกของพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเจ้าเกล้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เมื่อครั้งแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจุลจอม
เจ้าเกล้าอยู่หัว ได้มีการปฏิรูปการปกครองเกิดขึ้น ทาให้ส่วนภูมิภาค ได้ยกเลิกการจัด
เมืองเป็นชั้นเอก โท ตรี จัตวา เปลี่ยนเป็นการปกครองแบบเทศาภิบาล คือ รวมหัว
เมืองหลายเมืองเข้าด้วยกันเป็นมณฑล ๆ หนึ่ง โดยมีข้าหลวงเทศาภิบาล
เปน็ ผู้ปกครองมณฑล ขึ้นตรงตอ่ กระทรวงมหาดไทย การจดั ตงั้ มณฑลเทศาภิบาลน้ีเป็น
การรวมอานาจการปกครองทั้งด้านการเมือง และเศรษฐกิจเข้าสู่ส่วนกลาง ทาให้การ
ปกครองหัวเมืองเป็นแบบเดียวกันและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังได้มีการ
แบ่งเขตการปกครองส่วนภูมิภาคออกเป็นเมือง (จังหวัด) อาเภอ ตาบล และหมู่บ้าน
ตามลาดบั (การปกครอง, ม.ป.ป.: ออนไลน์)

ซึ่งทาให้ในส่วนของจังหวัดระยอง หรือเมืองระยอง ณ ขณะนั้น ถูกรวมอยู่ใน
มณฑลจันทบุรี พ.ศ. 2449 ซึ่งคือการรวมการปกครอง 3 จังหวัด คือ จังหวัดจันทบุรี
จังหวัดระยอง และจังหวัดขลุง (อาเภอ ทุ่งใหญ่ของจังหวัดตราดรวมกับอาเภอขลุงยก
ฐานะเป็นจังหวัดขลุง) ก่อตั้งภายหลังมณฑลอื่น ๆ ถึง 8 ปี เมื่อสมัยตั้งมณฑลจันทบุรี
ยงั ตกอยูใ่ นระหว่างการยดึ ครองของฝรั่งเศส เมือ่ ปีพ.ศ. 2450 ฝรั่งเศสคืนจังหวัดตราด
ให้ไทย รัฐบาลจึงรวมตราดเข้ามาอยู่ในความปกครองของมณฑลจันทบุรีด้วย
และยบุ จงั หวดั ขลงุ เปน็ อาเภอขลุงที่ให้ขน้ึ กับจงั หวดั จนั ทบุรี แยกอาเภอทุง่ ใหญอ่ อก ให้
ขึ้นกับจังหวัดตราด เรียกว่าอาเภอเขาสมิง ต่อมาปีพ.ศ. 2474 ได้ยุบมณฑลจันทบุรีไว้
ในมณฑลปราจีนบุรี และปี พ.ศ. 2475 ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมณฑลต่าง
ๆ ได้ถูกยุบเลิกลงหมด และในปีพ.ศ. 2476 จังหวัดต่าง ๆ ไปขึ้นตรงต่อ
กระทรวงมหาดไทยเมื่อมีการปกครองแบบภาคขึ้น จังหวัดจันทบุรีก็เป็นจังหวัดหนึ่งท่ี

12

ขนึ้ อย่ใู นภาค 2 ซง่ึ ตวั ภาคต้ังอย่ทู ่จี งั หวัดฉะเชิงเทรา (สาระสังเขปเอกสารจดหมายเหตุ
กระทรวงมหาดไทย ชดุ มณฑลจนั ทบรุ ี, 2555: ออนไลน์)

พระมหากษัตริย์พระองคท์ ่ี 3 ที่เสด็จพระราชดาเนนิ มายงั ปากน้าประแสอย่าง
เป็นทางการ คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) และ
สมเดจ็ พระนางเจา้ สิริกติ ิ์พระบรมราชินนี าถ เสดจ็ พระราชดาเนนิ เพ่ือทรงประกอบพิธี
เปิดศาลและประดิษฐานพระบรมรูปพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพร
เขตรอดุ มศกั ดิ์ เมื่อวนั ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2512

ประแส

ประแส หรือตาบลปากน้าประแส ที่นักท่องเที่ยวและชาวบ้านเรียกกันอย่าง
คุ้นปากนั้น มีที่มาชื่อที่หลากหลาย โดยชื่อเรียกประแส ปรากฏตั้งแต่ในครั้งกรุงเก่า
อย่างสมยั อยธุ ยาน้ันอยู่ในฐานะของเมือง เรียกวา่ เมอื งประแส โดยคาว่าประแสมีใช้กัน
มาอย่างยาวนานแล้ว ทาให้ยังหาหลักฐานที่บ่งบอกที่มาของชื่อเรียกตาบลแห่งนี้ไม่ได้
ด้วยเหตุที่ไม่สามารถหาที่มาของชื่อหรือความหมายของคาดังกล่าวได้ ทางราชการจึง
เปลี่ยนชื่อจากประแส เป็น กระแส ซึ่งหมายถึงกระแสน้า และเปลี่ยนชื่อตาบลเป็น
ปากน้ากระแส เมื่อประมาณ พ.ศ. 2489-2493 แต่ด้วยความเคยชินของชาวบ้านจึง
เรียกที่แห่งนี้ว่า ประแส เหมือนเมื่อในอดีต และใช้มาจนถึงปัจจุบัน แต่มีปรากฏใน
พระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ถึงการ
เสด็จประพาสชายทะเลตะวนั ออก ได้มีการกล่าวถึงการเรียกชือ่ ประแสของพระองค์ไว้
ในพระราชหตั ถเลขาในปวี อก (ลิง) พ.ศ. 2427 ตอนหนึ่งวา่

รุ่งขึ้นวันอาทิตย์ ขึ้น 10 ค่า เดือน 3 ออกเรือมาทอดที่ตรงปากน้า
พแสซึ่งเปนที่ พระแกลงแก้วกล้าอยู่ลงเรือเล็กเรือกลไฟลากเข้าไปดูลาน้าพแส
จนตลอดพ้นหมู่บ้านคน มีบ้านเรือนติด ๆ กัน ประมาณร้อยหลังเรือน ต่อเข้า
ไปขา้ งในเขาว่ายังมเี รอื นอกี มาก แต่เปนหนทางไกลหาไมไ่ ดไ้ ปไม่

(พระราชหัตถเลขา, พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั )

13

ทาให้ทราบว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเรียกที่นี่ว่า

ปากน้าพแส ที่มีความแตกต่างกบั ท่ีชาวบ้านเรียกอยู่เพียงเล็กนอ้ ยเท่านั้น แสดงว่าการ

กร ่ อน ของช ื ่ อต าบ ล ดังกล่าวมีการเป ลี่ย น แป ล งที ่ ไม่ได ้ มี ควา มแตกต ่ า งมากนัก

ทาให้ผู้อ่านหรือผู้ศึกษาทั่วไปอ่านแล้วก็สามารถทาความเข้าใจได้ว่าที่นี่คือสถานท่ี

เดยี วกนั อย่างแนน่ อน

อีกที่มาหนึ่งของชื่อเรียกตาบลปากน้าประแส จะเป็นการวิเคราะห์ชื่อเรียก

“ปากน้าประแส” ของพระครูประภัทรวิริยคุณ (มาลัย) เจ้าคณะอาเภอแกลง

เจ้าอาวาสวัดตะเคียนงาม ได้ศึกษาและสันนิษฐานเบื้องต้นว่า คาว่า ประแส นั้นน่าจะ

เปน็ ภาษาชอง ซ่ึงเป็นภาษาของชาวพ้ืนเมืองด้ังเดิมของภูมิภาคน้ี (สุนทรภู่เคยกล่าวถึง

หนุ่มสาวชาวบ้านพลงฆ้อ หรือเนินฆ้อไว้ในนิราศเมืองแกลงว่า ล้วนวงศ์วานว่านเครือ

เป็นเชื้อชอง แสดงว่าชาวบ้านพื้นเมืองแถบนี้มีเชื้อสายเป็นชาวชอง) และเพื่อความ

กระจ่างชัด พระครูประภัทรวิรยิ คุณ และ นายระวี ปญั ญายิง่ ไดเ้ ดนิ ทางไปสอบถามผู้มี

เชอื้ สายชองในเขตตาบลพลวง , ตะเคยี นทอง , คลองพลู ก่งิ อาเภอเขาคิชฌกูฎ จงั หวัด

จันทบุรี จากการสอบถามได้ความตรงกนั ว่าในภาษาชอง มคี าว่า "แซร"์ หมายถงึ ทงุ่ นา

"พรแี ซร์ หรอื ปรีแซร์" หมายถึง ทงุ่ นา คือป่าท่ถี างแลว้ และใชป้ ลกู ข้าว ถ้าเป็นที่ดอนก็

ทาไร่ปลูกขา้ ว ถา้ เปน็ ที่ลมุ่ กท็ านาปลกู ขา้ ว (เทศบาลเมืองแกลง, 2546: 577-578)

หากคาว่า "ประแส" มีรากฐานมาจากภาษา "ชอง" ดังกล่าวจะต้องเขียนตาม

ศัพท์เดิมว่า "ประแสร์" มี ร การันต์ จึงจะมีความหมายว่า "ทุ่งนา" หรือ "ป่าทุ่งนา"

หมู่บ้านประแสร์ ในเขตอาเภอแกลง มี 2 แห่ง คือ "ประแสร์ (บน)" อยู่ทางทิศเหนือ

ห่างจากที่ว่าการอาเภอแกลงประมาณ 12 กิโลเมตร (ทางตรง) ลักษณะพื้นที่ของ

หมู่บ้านประแส (บน) เป็นที่นา รอบ ๆ ทุ่งนาเป็นแนวป่า มีแม่น้าไหลผ่านหมู่บ้านนี้

เรียกว่า "แม่น้าประแสร์" ไหลออกสู่ทะเล ณ ที่ใด ก็เรียกที่นั้นว่า "ปากแม่น้าประแสร"์

และกร่อนไปเป็น "ปากน้าประแสร์" ในที่สุดจึงสรุปว่า "ประแสร์" น่าจะมีรากฐานมา

จากภาษาชอง คือเพ้ียนมาจากคาว่า "พรีแซร์" หรอื "ปรแี ซร"์ ที่แปลวา่ "ทงุ่ นา" ทัง้ หมด

น้เี ปน็ เพียงขอ้ สันนิษฐานของพระครูประภัทรวิรยิ คุณท่ีได้ข้อมลู มาจากการศึกษาข้อมูล

เก่า และการค้นคว้าจากหนังสือเรื่อง "อารยธรรมของจันทบุรี" ท่ี

กล่าวถึงภาษาชอง และสอบถามจากบุคคลหลายที่ อนึ่งมีผู้สันนิษฐานด้วยว่า

14

คาว่า "ประแส" น่าจะมาจากความหมายที่ว่า "กระแสน้าจืด" ที่ไหลมาจากต้นน้ามา
"ประ" (ปะทะ) กับน้าทะเล (เค็ม) ตรงปากน้า จึงเรียกว่า "ปากน้าประแส" (เพิ่งอ้าง,
2546 : 577-578)

ภมู ิศาสตรป์ ากนา้ ประแส

ในส่วนของเรื่องราวทางภูมิศาสตร์ที่เป็นเหตุผลให้ตาบลปากน้าประแสแห่งนี้
กลายเป็นเมืองท่าและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเมืองแกลงที่สาคัญและมีความ
เจริญรงุ่ เรืองมากเมอ่ื 80-90 ปที ผ่ี า่ นมา อกี ท้ังการศกึ ษาภูมิศาสตร์สามารถเช่ือมโยงไป
ถึงประวัติศาสตร์ของพื้นที่ได้อีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าจะสามารถเข้าใจถึงภูมิปัญญา
วถิ ชี วี ิต การคมนาคม และเศรษฐกิจผา่ นภูมิศาสตรข์ องตาบลปากน้าประแสแห่งนี้

เร่มิ ต้นด้วยจังหวัดระยองตงั้ อยูใ่ นพน้ื ท่ีชายฝงั่ ทะเลตะวันออกของประเทศไทย
อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ 179 กิโลเมตร มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 100 กิโลเมตร
มีเนื้อที่ 3,552 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,220,000 ไร่ มีลักษณะ ภูมิประเทศ เป็นที่ราบ
ชายฝง่ั ท่ีเกิดจากการทับถมของตะกอนบริเวณแอ่งลุ่มน้าระยอง และทลี่ าดสลับเนินเขา
และภูเขา มีลักษณะเป็นลอนลูกคลื่นสูงต่าสลับกันไป โดยมีพื้นที่ทิวเขา 2 แนว คือ
ทิวเขาชะเมา ทางทิศตะวันออก ซึ่งสูงจากระดับน้าทะเล 1,035 เมตร และทิวเขาที่อยู่
ประมาณกึ่งกลางของตัวจังหวัดเป็นแนวยาวจากอาเภอเมืองระยองขึ้นไปทางเหนือจน
สุดเขตจังหวัด มีแม่น้าสายสั้น ๆ ซึ่งเกิดจากเทือกเขาจันทบุรีและเทือกเขาบรรทัด
ไหลลงสู่อ่าวไทย แม่น้าที่สาคัญ ได้แก่ แม่น้าบางประกง แม่น้าจันทบุรี แม่น้าระยอง
เป็นต้น ลักษณะชายฝั่งทะเลมีหาดทรายสวยงามและมีเกาะใหญ่น้อยเรียงรายเลียบ
ตามแนวชายฝั่งนับเป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวท่สี าคัญของประเทศ

ในส่วนของตาบลปากน้าประแส มีเนื้อที่ 3,037.50 ไร่ หรือคิดเป็นพื้นท่ี
4.866 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอาเภอแกลง อยู่ห่างจาก
ที่ว่าการอาเภอแกลง ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3
(ถนนสุขุมวิท) ประมาณ 17 กิโลเมตร และห่างจากจังหวัดระยองประมาณ 63
กิโลเมตร ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) อยู่ห่างจาก
กรุงเทพมหานครประมาณ 200 กโิ ลเมตร มอี าณาเขตติดตอ่ ดงั นี้

15

ทศิ เหนือ ตดิ ตอ่ กบั เขต ตาบลคลองปูน
ทิศตะวนั ออก ติดตอ่ กับเขต ตาบลพงั ราด
ทศิ ใต้ ตดิ ต่อกบั เขต แมน่ ้าประแส เชอื่ มติดกบั อา่ วไทย
ทศิ ตะวนั ตก ติดต่อกบั เขต ตาบลเนนิ ฆอ้

ตาบลปากน้าประแส ส่วนใหญ่จะเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเล ลาดต่า ลงสู่
อ่าวไทยทางทิศใต้ ซึ่งมีชายฝั่งทะเลเว้าแหว่งติดอ่าวไทยยาวประมาณ 1-3 กิโลเมตร
มีแม่น้าสายหลัก คือแม่น้าประแส ความยาวประมาณ 5-8 กิโลเมตร โดยมีต้นกาเนิด
จากทิวเขาในจังหวัดจันทบุรีไหลผ่านท้องที่ต่าง ๆ ในอาเภอแกลง ลงสู่ทะเลที่ตาบล
ปากน้าประแส มีแม่น้าประแสกั้นเขตตาบล มีลาคลองลงสู่ทะเล ซึ่งเหมาะแก่
การประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสัตว์น้า เช่น มีการทานากุ้ง เลี้ยงปลาน้ากร่อย
รมิ ฝั่งแมน่ ้าประแส มที ่าเรือประมงขนาดใหญ่ หรอื มีลูกมะม่วง มะพรา้ วในบริเวณน้ี อีก
ทั้งบริเวณปากแม่น้าเป็นชุมชนหนาแน่น เป็นแหล่งการค้าของตาบล บางพื้นที่เหมาะ
แก่การเกษตรถาวร มีลักษณะเป็นดินเหนียว เป็นที่ราบดินตะกอนดูดซับน้าได้ดี พื้นที่
ลักษณะเชน่ นมี้ อี ยู่ในบรเิ วณลุ่มนา้ ประแส พ้นื ทชี่ ายฝ่งั ทะเลมีลกั ษณะเป็นดินทรายส่วน
ใหญ่ บางแห่งเป็นที่ลุ่มน้าขัง พื้นที่ลักษณะเชน่ นี้มีอยู่ตลอดริมฝัง่ ทะเลของปากน้าประ
แส เหมาะในการเพาะเลี้ยงชายฝ่ังและแหล่งท่องเทย่ี ว

ต้นกาเนิดแม่น้าประแสที่เป็นแม่น้าสาคัญของชุมชนนั้นมาจาก เขาใหญ่
เขาอ่างฤๅไน เขาหินโร เขาอ่างกระเด็น ซึ่งไหลมา ตามห้วยและคลองต่าง ๆ หลายสาย
เช่น คลองประแสร์ คลองปลิง คลองบ่อทอง ห้วยหินคม คลองเจว็ด คลองตากกล้วย
คลองชุมแสง คลองไผ่เหนือ คลองไผ่ใต้ คลองตวาด คลองพังหวาย คลองจากา
คลองใช้ คลองแหวน คลองโพล้ คลองท่าสีแก้ว และคลองหนองพลง ฯลฯ ได้ไหล
รวมกันเรียกว่า แม่น้าประแส มีความยาวประมาณ 45 กิโลเมตร และไหลลงสู่ทะเลท่ี
บา้ นปากน้าประแส ตาบลปากน้ากระแส อาเภอแกลง จงั หวัดระยอง

ปากน้าประแสถือเป็นพื้นที่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความสมบูรณ์ของป่าชายเลน
ป่าชายเลนปากน้าประแสเป็นสงั คมพืชที่ขึ้นตามปากแม่น้าประแส ปา่ ชายเลนทีป่ ากน้า

16

ประแสมีความอุดมสมบูรณ์ประกอบด้วยพันธุ์ไม้หลายชนิด ได้แก่ โกงกางใบเล็ก
(Rhizophoraapiculata) โกงกางใบใหญ่ (Rhizophoramucronata) แสมขาว
(Avicennia alba) ประสักหรือพังกาหัวสุม ( Bruguiragymnorrhiza) ล าพู
(Sonneratiacaseolaris) ตะบูน (Xylocarpusgranatum) โปรง (Ceriopstagal)
ตาตุ่ม (Excoecariaagallocha) ฝาดแดง (Lumnitzeralittorea) เป็นต้น พื้นที่ป่า
ชายเลนของปากน้าประแสมีสภาพสมบูรณ์ ปัจจัยแวดล้อมที่สาคญั ต่อการเจริญเติบโต
ของพันธไ์ุ มป้ ่าชายเลน ป่าชายเลนปากน้าประแสจึงเปน็ ระบบนิเวศที่สาคัญของปากน้า
ประแสที่เชื่อมโยงระหว่างพื้นดินกับน้าทะเล มีความอ่อนไหวและเปราะบาง และ
เปลี่ยนแปลงสภาพไปตามทิศทางการผันแปรของกระแสน้าและคลื่นลมในสภาวการณ์
ปกติป่าชายเลนทาหน้าที่เป็นแนวปราการธรรมชาตทิ ี่คอยปกป้องชายฝ่ังทะเลไม่ให้ถูก
ทาลายจากกระแสคลนื่ เป็นถนิ่ ท่อี ยู่อาศัยของสตั ว์น้า ในขณะเดียวกันสัตว์บกสามารถ
เข้ามาอาศัยและแสวงหาอาหารที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ในป่าชายเลน ทาให้
ป่าชายเลนปากน้าประแสหลากหลายไปด้วยสิ่งมีชีวิตทั้งพืชน้าและสัตว์นานับชนิด
เทศบาลตาบลปากน้ากระแสไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาด้านสิง่ แวดล้อม มีการพัฒนา
ต่อยอดโครงการเพิ่มพื้นที่ป่าอยู่เสมอภายใต้โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าชายเลน
การอนุรักษ์ป่าโกงกางของปากน้าประแสอยู่ใกล้กับที่ตั้งของเรือรบประแสบริเวณ
ปากแม่น้าประแสปัจจุบันเทศบาลตาบลปากน้าประแสได้ก่อสร้างสะพานไม้ เพื่อให้
ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้าไปในป่าโกงกาง ได้อย่างสะดวกและ
ใกล้ชิดธรรมชิ เพื่อการศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติของป่าโกงกางไม้ประจาถิ่นของชาว
นา้ เค็ม (สภาพท่วั ไปปากน้าประแส, ม.ป.ป: ออนไลน์)

สาหรับลักษณะภูมิอากาศของจังหวัดระยองนั้น มีลักษณะภูมิอากาศ
แบบมรสุมเขตร้อน ลมทะเลพัดผ่านตลอดปี อากาศอบอุ่นไม่ร้อนจัด บริเวณชายฝ่ัง
ทะเลเย็นสบาย ในฤดูฝนจะมีฝนตกชุกระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมของทุกปี
สามารถเก็บน้าไว้ในอ่างเก็บน้าเพียงพอสาหรับการใช้อุปโภคบริโภคและอุตสาหกรรม
ได้ตลอดทั้งปี ซึ่งภูมิอากาศสว่ นน้ีกย็ ังหมายรวมถึงตาบลปากนา้ ประแสดว้ ย แต่จากคา
บอกเล่าของคุณศมญญา บาเพ็ญทาน อายุ 49 ปี ได้กล่าวถึงสภาพภูมิอากาศที่ปากน้า
ประแสว่า

17

…ถ้าเกิดจะดูว่าประแสจะฝนตกไม่ตก ให้ดูของฝั่งจันทบุรี ประแสก็จะมี
สทิ ธิตกแน่ ๆ แต่ถ้าดูของฝ่งั ระยองท่ี มันไม่คอ่ ยตก…

(ศมญญา บาเพญ็ ทาน 49 ปี, สมั ภาษณ์: 20 พฤษภาคม 2562)

จากคาบอกเล่าข้างต้นนี้เอง ทาให้ต้องพิจารณาสภาพภูมิอากาศของจังหวัด
จันทบุรีด้วยเช่นกัน โดยภูมิอากาศโดยทั่วไปจังหวัดจันทบุรีตั้งอยู่ในเขตที่มีอากาศ
ร้อนชื้น มีฝนตกชุกติดต่อกันประมาณ 7 เดือนต่อปี และในปี 2556 ฝนตกจานวน
ทั้งหมด 172 วัน วัดปริมาณน้าฝนได้โดยรวม 3,711.20 มิลลิเมตร และเดือนที่มี
อุณหภูมิต่าสุดในรอบปี คือ เดือนธันวาคม วัดได้ 17.4 องศาเซลเซียส เดือนที่มี
อุณหภูมิสูงสุดในรอบปี คือ เดือนกุมภาพันธ์ วัดได้ 37.4 องศาเซลเซียส ภูมิอากาศ
โดยทั่วไปคล้ายคลึงกับจังหวัดอื่น ๆ ในภาคตะวันออก คือจะมีอากาศร้อนชื้นและ
มีฝนตกชุกในช่วงเดอื นพฤษภาคมถึงเดอื นพฤศจกิ ายน (สานักงานสถิติจังหวัดจันทบรุ ี,
ม.ป.ป: ออนไลน์)

ภาพที่ 1.2 แผนท่ีตง้ั ของปากนา้ ประแส
(ภาพโดย พิมพน์ ิภา ทวเี พชรส์ กลุ )
18

การศึกษาภูมิศาสตร์ ใช้เป็นเครื่องมอื สาคญั ในการเรยี นรู้และทาความรู้จักกบั
โลก โดยภูมิศาสตร์คือการศึกษาภาพรวมของโลก ศึกษามนุษย์ ศึกษาสัตว์ ภูมิศาสตร์
เป็นศาสตร์ที่เรียนรู้โลก จากพื้นดิน จากพืช จากสิ่งแวดล้อม จากมนุษย์ และ
จากวัฒนธรรมของตาบลปากน้าประแสข้างต้น รวมถึงคาบอกเล่าจากคุณยาย
เยาวลักษณ์ ศิริเจริญลาภ อายุ 75 ปี คนชุมชนปากน้าประแส ได้กล่าวถึงสาเหตุว่า
ทาไมที่นี่ถึงเป็นสถานที่ที่ผู้คนจากต่างถิ่นเลือกที่จะเข้ามาตั้งรกราก หรือค้าขายใน
บรเิ วณปากนา้ ประแสเปน็ จานวนมากวา่

…ที่นี่พายุไม่แรงเหมือนทางอีสาน เพราะว่าที่นี่มีคลอง เราอยู่แถวคลอง
จะโดนกฝ็ ั่งระยอง หรือทางจันทบรุ มี ากกวา่ …

(เยาวลกั ษณ์ ศริ เิ จริญลาภ 75 ป,ี สัมภาษณ์ : 21 พฤษภาคม 2562)

ปากน้าประแสครองความเป็นเมืองท่าและศูนย์กลางทางเศรษฐ กิจการค้าท่ี
สาคัญของเมืองแกลง ก่อนการตัดถนนสุขุมวิทจากกรุงเทพฯ สู่ภาคตะวันออก และ
โครงข่ายระบบถนนในระยะต่อมา ที่เข้ามาเป็นจุดเปลี่ยนที่สาคัญต่อชุมชนปากน้า
ประแส และภาพรวมของภมู ภิ าคตะวนั ออก

จากภาพที่ 1.2 จะเหน็ วา่ ปากน้าประแสเป็นทาเลทด่ี ี เหมาะแก่การตั้งถิ่นฐาน
บ้านเรือน และทาประมง รวมถงึ ยังเปน็ ศูนย์กลางการคมนาคมและการคา้ ขาย

ชุมชนปากน้าประแสมีที่ตั้งอยู่บริเวณปากน้า ซึ่งมีเกาะแก่งต่าง ๆ ตลอดจน
แหลมทโ่ี อบล้อมคอยป้องกนั มรสุมที่อาจทาให้เกดิ อนั ตรายและความเสียหายให้กับเรือ
และบ้านเรือน ขณะเดียวกันพื้นที่ปากน้าประแสยังเป็นพื้นที่ที่เหมาะแก่การเดินเรือ
หรือคมนาคม เนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากน่านน้าฝั่งทะเลตะวนั ออก ทาให้ประแสเป็นท่ตี ้ัง
ท่เี หมาะกบั การคา้ ขาย คมนาคมและการทาประมง

ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางธรรมชาติ และความหลากหลายของ
สัตว์ทะเลของทั้งในบริเวณป่าชายเลน และท้องทะเล ทาให้ประแสเป็นแหล่งทากินท่ี
สร้างรายได้ ด้วยปัจจัยข้างต้นนี้เอง ทาให้ปากน้าประแสเป็นดินแดนที่คนต่างถ่ิน

19

ทง้ั จากพ้นื ท่ีหา่ งไกลอย่างเมืองจนี และพืน้ ทต่ี า่ งถิ่นภายในแผน่ ดินไทยเอง มุ่งหมายเข้า
มาลงหลักปักฐานทามาหากินในพื้นที่ปากน้าประแสแห่งนี้ จนเกิดเป็นอารยะธรรมท่ี
หลากหลายบริเวณพ้นื ทีใ่ นที่สุด

1.2 วิถชี วี ิตและความหลากหลาย : ชุมชนปากน้าประแสในอดตี

ปัจจัยทางด้านภูมิศาสตร์ที่เอื้ออานวยต่อการตั้งถิ่นฐาน การคมนาคม และ

การทาประมงสง่ ผลใหช้ ุมชนปากน้าประแสเป็นหนึ่งในชุมชนที่มีเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่าง

มาก โดยความรุ่งเรืองในอดีตสะท้อนให้เห็นได้จากแผนที่ชุมชุนปากน้าประแสในอดีต

(ภาพท่ี 3) ซึ่งถกู จัดทาขน้ึ ผา่ นความทรงจาท่ถี ูกถ่ายทอดออกมาจากบรรดาผอู้ าวุโสของ

ชุมชนปากน้าประแสแห่งนี้ หลากหลายเรื่องราวที่ผู้คนในชุมชุนประแสต่างถ่ายทอด

ออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า สมัยก่อนชุมชนแห่งนี้มีความเจริญรุ่งเรืองมาก เนื่องจาก

เปน็ เมอื งที่ความเจริญด้านการประมง ทรพั ยากรสตั ว์น้ามีอย่างชกุ ชุมและไมจ่ ากัด ออก

เรือไปทางใดก็มักจะได้ปลากลับมา นอกจากนี้ชุมชนปากน้าประแสยังเคยเป็นเมืองท่า

ที่สาคัญมาก่อน ซึ่งทางด้านทิศเหนอื ข้ามคลองหนองโพงไปจะเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าพ่อ

กรมหลวงชุมพร ทางดา้ นทศิ ใตจ้ ะเปน็ หมู่บ้านของชาวประมงเกือบ 30

หลังคาเรือน ทิศตะวันตกจะติดกับแม่น้าประแสหรือคลองประแส และ

ท ิ ศ ต ะว ั น อ อ ก เ ฉ ี ย ง เ ห น ื อ จ ะต ิ ด ก ั บ ต า บ ล นา ซ า แ ละต ะว ั น อ อ ก เ ฉ ี ย งใ ต ้ จ ะต ิดกับ

ตาบลแสมภู่

จากคาบอกเลา่ ของ คณุ ลุงชม วิเศษศิลปานนท์ หรือ ลุงชม อายุ 88 ปี หนึง่ ใน

ผู้อาวุโสที่สุดของชุมชนแห่งนี้และยังเคยเป็นอดีตพ่อค้าขายของชาที่ใครต่างรู้จักกันดี

ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนปากน้าประแสในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2490 ว่า ช่วงที

ประแสเป็นเมืองท่าและการประมงที่สาคัญนั้น ผู้คนที่อยู่ในชุมชนแห่งนี้เดินสวนกัน

ขวักไขว่เป็นจานวนมาก บ้างก็เดินทางเข้ามาเพื่อใช้บริการโดยสารเรอื เมล์เพือ่ เดินทาง

ไปยังที่ต่าง ๆ บ้างก็เดินทางเพื่อเข้ามาจับจ่ายซื้อของเพราะบรรดาพ่อค้าแม่ค้าและ

ร้านขายของในชุมชนแห่งนี้มีจานวนมาก (ชม วิเศษศิลป์ปานนท์, สัมภาษณ์ :

18 พฤษภาคม 2562) จากแผนภาพที่ 3 จะสังเกตเห็นได้ว่าร้านขายของมีจานวนมาก

เปน็ อนั ดับสองรองลงมาจากหมู่บ้านชาวประมงทางตอนใต้

20

21

ภาพท่ี 1.3 แผนที่ชุมชุนปากน้าประแส
ในอดีตประมาณปี พ.ศ. 2490
(แผนที่จากความทรงจา)

(ภาพโดย พมิ พ์นภิ า ทวเี พชรส์ กลุ )

ร้านคา้ ของทนี่ ่ีส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนจีนทเี่ ปน็ เจา้ ของกจิ การ เหลา่ บรรดาพอ่ ค้า
แม่ค้าที่เดินทางเข้ามาเพราะต้องการมาซื้อสินค้าที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ
โดยเรือเมลแ์ ละนาสินค้าของตนมาขายเพื่อให้บรรดาพ่อคา้ แม่ค้าทปี่ ากน้าประแสส่งไป
ขายต่อยังกรุงเทพฯ

ความรุง่ เรืองในสมยั ก่อนน้ันมีมากถงึ ขนาดมีโรงแรมถงึ 2 แห่งเพ่ือรองรับคนท่ี
เดินทางเข้ามายังชุมชนแห่งนี้ คือ โรงแรมแสงมุกดา และ โรงแรมสมุทรคีรี หรือ
แมก้ ระทงั่ มโี รงหนงั ประแส (ประแสรามา) หรือที่ชาวบ้านเรยี กวา่ วกิ ประแส มีรอบการ
ฉายมหรสพอยู่ทุกเดือน บรรดาชุมชนตามแนวสะพานไม้เก่าที่เต็มไปด้วยผู้คน
มีรา้ นของชาท่ีมากกว่า 10 รา้ นทง้ั รา้ นของคนไทยและร้านของคนจีน ร้านขายผกั ผลไม้
ที่มีทั้งชาวประแสเป็นพ่อค้าแม่ค้าและพ่อค้าแม่ค้าที่มาจากพื้นที่รอบนอกประแส
มีตลาดเชา้ หรือท่ีชาวบา้ นเรียกกันว่าตลาดจ่าย มีร้านทองที่มากถึง 7 ร้าน ร้านหนังสอื
ที่เก่าแก่ มีบ้านที่ทาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสัตว์ทะเล เช่น น้าปลา กะปิ เกลือ เป็นต้น
มีร้านทาฟัน ร้านขายขนมอีกหลายร้านทั้งขนมไทยและขนมของชาวจีน มีร้านตัดเย็บ
เสอื้ ผา้ และยังมีร้านสนิ คา้ อุปโภคบรโิ ภคอีกมากมายภายในชุมชนปากนา้ ประแส อีกทั้ง
ยังมีห้องแถวที่ให้พ่อค้าแม่ค้าจากหลายพื้นที่เข้ามาเช่าประกอบอาชีพอีกด้วย
จะเห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของชุมชนปากน้าประแสในอดีต ที่มีร้านค้าและร้านรวง
ให้บริการมากมาย ผู้คนพลุกพล่าน บรรยากาศที่คึกคัก ไม่เงียบเหงาดังเช่นปัจจุบัน
สอดคล้องกับคาบอกเล่าของ คุณลุงกี ชนะปาลพันธ์ อายุ 80 ปี ชาวปากน้าประแสได้
กล่าวถงึ บรรยากาศภายในชนุ ชนปากน้าประแสในอดีตว่า

…เมื่อก่อนมันคึกคกั กวา่ นี้ ไม่มีหรอกเวลาที่ จะมาน่ังคุยกันยาว ๆ ขนาดน้ี…

(กี ชนะปาลพนั ธ์ 80 ป,ี สัมภาษณ์ : 20 พฤษภาคม 2562)

ร้านของชา
ลุงกี เจ้าของร้านขายของชาและกาแฟโบราณ ร้านขายของชาแห่งน้ี
เมอื่ ปี พ.ศ. 2488 เคยเปน็ รา้ นขายกว๋ ยเตี๋ยวมาก่อน จากคาบอกเลา่ ของลุงกี สมัยก่อน
ลูกค้าเข้ามาอุดหนุนของชาและก๋วยเตี๋ยวของมารดาของลุงเป็นจานวนมาก ร้านแห่งน้ี

22

ถือเป็นอีกหนึ่งร้านยอดนิยมของชุมชน เพราะร้านลุงกีมีโทรทัศน์และวิทยุไว้คอย
ให้บรกิ าร เดมิ ทีลงุ กแี ละครอบครัวไม่ไดจ้ ะแบ่งใครมารว่ มใชโ้ ทรทศั น์ของตน แต่การให้
คนได้เข้ามาดูโทรทัศน์หรือฟังผลสลากกินแบ่งรัฐบาลก็เปน็ การดึงดูดลูกคา้ ให้เข้ามาใน
ร้านของตนได้เป็นอย่างดี ประกอบกับตนชอบที่จะพบปะพุดคุยกับคนทั่วไปอีกด้วย
นอกจากโทรทัศน์และวิทยุ แล้วสิ่งที่ดึงดูดลูกค้าให้เข้าร้านของตนนั้นก็คือ โคคา-โคลา่
เครื่องดื่มน้าดาหวานชื่นใจ ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องดื่มทีใ่ ครตา่ งคนต่างช่ืนชอบเปน็ อย่าง
มาก และยังมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเหล้าเชียงชุน ที่ร้านลุงกีรับมาจากโรงงาน
บางยี่ขันที่กรุงเทพฯ นอกจากนี้ลุงกียังรับซื้อถั่วกับยางพาราจากคนกระแจะ และ
เจ้าหลาวทม่ี าจากจันทบุรี แล้วนาไปส่งขายต่อทกี่ รงุ เทพฯ อีกดว้ ย

…ร้านลุงนะ มีวิทยุครั้งแรกนะ ก่อนที่จะมีโทรทัศน์ พอหวยจะ
ออกทนี ะ คนกม็ าน่งั ฟังหวยทร่ี ้านลงุ กันเยอะ แตเ่ ขาไมไ่ ด้มาน่ังอย่างเดียว
เขากส็ ง่ั กาแฟ ชา กินกว๋ ยเต๋ยี ว กินขนมท่รี ้านลงุ ไปดว้ ยเลยขายดี…

(กี ชนะปาลพนั ธ์ 80 ป,ี สมั ภาษณ์ : 20 พฤษภาคม 2562)

ภาพที่ 1.4 คุณลุงกี ชนะปาลพนั ธ์ อายุ 80 ปี
เจ้าของร้านขายของชาและกาแฟโบราณเจ็กเล้ียง
(ภาพถา่ ยโดย นรรจชนก กรชิ ฤทธเิ ศรษฐ์ เมอื่ วนั ท่ี 20 พฤษภาคม 2562)

23

ลุงชม วิเศษศลิ ปานนท์ ก็เปน็ อีกหนึ่งคนที่เคยเปิดรา้ นขายของชาเช่นกัน เมื่อประมาณ
ปี พ.ศ. 2490 ร้านขายของชาของลุงชมมีมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ของลุง ขายของทั้งอุปโภค
บริโภคมีทั้งกะปิ น้าปลาพริกแห้ง กระเทียม หอมแดง หม้อ ไห กะละมัง ข้าวของ
เครื่องใช้อีกมากมาย ฯลฯ โดยที่ส่วนใหญ่จะรับของมาจากกรุงเทพฯ ผ่านเรือเมล์
ซึ่งลุงบอกว่าไม่ได้นั่งเรือเมล์ไปซื้อเอง เพียงแต่จดรายการสินค้าที่ต้องการจะซื้อให้กับ
เรือเมล์ไป แล้วของก็จะมาส่ง ลุงชมได้เล่าว่า ลูกค้าที่มาซื้อมักจะเป็นลูกค้าประจา
ส่วนใหญ่เป็นแรงงานประมงซึ่งถือเป็นลูกค้าที่สาคัญมาก และยังมีคนชนบทจากพื้นที่
รอบนอกอยา่ งคลองปูน เนนิ ฆ้อ นาซา ที่เขา้ มาซอื้ ของท่ปี ากน้าประแส

…ร้านของชามีเป็นสิบร้านเลยนะ แต่ไม่เคยแย่งลูกค้ากันหรอก ไม่เคยมี
ปัญหากันเลย เพราะแต่ละร้านก็มีลกู ค้าประจาของใคร ของมัน ตอนน้ัน
คนเยอะ ร้านไหนกข็ ายดี…

(ชม วเิ ศษศลิ ปานนท์ 88 ปี, สัมภาษณ์ : 18 พฤษภาคม 2562)

ร้านทอง
จากคาบอกเล่าของลงุ ชม วิเศษศิลปานนท์ ทฉี่ ายภาพของร้านในอดีตให้ได้ฟัง

ชุมชนปากน้าประแสมีร้านทองมากถึง 7 ร้าน ร้านตั้งคุณเส็งของคุณป้าวราภรณ์
ตั้งรักษาสัตย์ อายุ 72 ปี ก็เป็นหนึ่งในนั้น พ่อแม่ของสามีคุณป้าเป็นผู้ก่อตั้งขึ้นมา
ร้านตั้งคุณเส็งถือเป็นร้านทองร้านแรกของชุมชนปากน้าประแส และยังเหลือเปิด
กิจการจนถึงปัจจุบัน ร้านทองของป้าวราภรณ์ทั้งขายทองและยังรับจานาทอง
ราคาทองในสมยั น้ันอยูท่ บี่ าทละ 300 – 400 บาท สว่ นราคารบั จานาอยทู่ ีร่ าคาบาทละ
1,000 กว่าบาท ทองที่ร้านนี้รับมาจากเยาวราช กรุงเทพฯ ในลักษณะทองคาแท่ง
จากนนั้ สามคี ุณปา้ จะนามาหลอมทาเป็นทองรูปพรรณทร่ี า้ นเอง

…ลูกค้าปา้ ส่วนใหญ่เปน็ ชาวไร่ ชาวสวนจากรอบนอกประแสน่ีแหละที่พอ
ขายผลผลิตได้แล้วก็มาซื้อทองกัน แรงงานประมงก็มีนะ หลังจากออก
รอบได้เงินก็มาซ้อื กัน บางทกี ็ซื้อไปใสอ่ วดหนุม่ อวดสาวกัน…

(วราภรณ์ ตั้งรักษาสตั ย์ 72 ป,ี สมั ภาษณ์: 20 พฤษภาคม 2562)

24

ภาพท่ี 1.5 รา้ นทองตงั้ คุณเส็ง
(ภาพถา่ ยโดย นรรจชนก กรชิ ฤทธเิ ศรษฐ์ เมอื่ วันที่ 21 พฤษภาคม 2562)

ร้านตัดเยบ็ เสื้อผ้า
ร้านตัดเย็บเสื้อผ้าในประแสร้านแรก ๆ เป็นร้านของคุณป้าเจนจิรา
แตง่ ประกอบ อายุ 67 ปี โดยพี่ชายของคุณปา้ เป็นผูต้ ัดเยบ็ เสอ้ื ผา้ พีช่ ายของปา้ ได้เรียน
ตัดเย็บเสื้อผ้ามาจากแม่ของป้า ผ้าที่ตัดเย็บนั้นจะซื้อมาจากเยาวราช ที่กรุงเทพฯ
พี่ชายของป้าจะเป็นคนไปซื้อ โดยเดินทางไปกับเรือเมล์ ร้านประจาที่ซื้อน้ันจะชื่อว่า
โรงเงี้ย ผ้าส่วนใหญ่ที่ใช้จะเป็นผ้าขาว ผ้าดิบ ผ้าใยดิบ เมื่อซื้อมาแล้วก็จะมาตัดเย็บท่ี
ร้านท่ีชุมชนปากนา้ ประแส
…สมัยนั้นยังไม่มเี สอ้ื ผา้ สาเร็จรปู ชุดนกั เรียน เสอ้ื ผ้า กางเกงต้องมาสั่งตัด
เอาทั้งนั้น แม้แต่กางเกงเล ของชาวประมงก็ต้องมาสั่งตัดเอา คนจาก
จนั ทบรุ ยี ังมาตดั ทรี่ า้ นป้าเลย…

(เจนจริ า แตง่ ประกอบ 67 ปี, สมั ภาษณ์: 20 พฤษภาคม 2562)

25

ร้านหนงั สือ
ร้านหนังสือนิโรจน์ นั้นเป็นร้านหนังสือร้านแรกของชุมชนปากน้าประแส
คุณศมญญา บาเพ็ญทานหรือเจ๊แหม่ม อายุ 49 ปี เล่าถึงร้านหนังสือแห่งนี้ให้ฟังว่า
เดิมทีร้านนีเ้ ป็นร้านถา่ ยรูปของปู่เจแ๊ หม่มคือคณุ นิโรจน์ ไทยประยูร คุณปู่ของเจ๊แหมม่
รับจา้ งถ่ายรปู และทรี่ ้านมีสตูดโิ อถ่ายรปู เลก็ ๆ ดว้ ย พวกฟลิ ์ม หรอื อุปกรณ์ถ่ายรูปมัก
ไปซอื้ ทส่ี ามย่าน
ต่อมาเริ่มขายหนังสือพิมพ์ โดยเจ๊แหม่มเล่าว่า คุณวัชระพล เจ้าของ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ต้องการจะหาตัวแทนจาหน่ายหนังสือพิมพ์ตามต่างจังหวัดต่าง ๆ
และได้เดินทางมาชุมชนปากน้าประแส และได้ขอให้คุณนิโรจน์เป็นตัวแทนขาย
หนังสือพิมพ์ที่ชุมชนปากน้าประแสแห่งนี้ โดยหนังสือพิมพ์จะส่งมาจากกรุงเทพฯ
เจ๊แหม่มกลา่ วว่าในสมัยน้ันหนังสือพิมพ์ต้องส่งไปตามบ้านทีร่ ับหนังสือพิมพ์ โดยส่งทุก
วัน วันละกว่า 100 ฉบับต่อวัน นอกจากหนังสือพิมพ์แล้ว ที่ร้านยังมีให้เช่าหนังสือ
การ์ตูน นิยาย นิตยสารต่าง ๆ อีกมากมาย โดยหนังสือจะซื้อมาจากวังบูรพา และ
นิตยสารจะรับซื้อมาจาก สามย่าน โดยราคาที่ให้เช่าจะคิดที่นิยายเล่มละ 5 บาท
นติ ยสารเล่มละ 1 บาทและคา่ มดั จาเปน็ ค่าหนงั สอื อีกตามจานวนค่าเช่า

ภาพท่ี 1.6 ร้านหนังสอื วโิ รจน์
(ภาพถา่ ยโดย นรรจชนก กรชิ ฤทธเิ ศรษฐ์ เมอื่ วนั ท่ี 19 พฤษภาคม 2562)

26

…ลูกคา้ ส่วนใหญท่ มี่ าเช่านิยายก็พวกแรงงานประมง เพราะตอนออกรอบ
หาปลา มันกจ็ ะมีตอนวา่ งก็ไมร่ ู้จะทาอะไร ก็เชา่ หนงั สือไปอ่านกัน…

(ศมญญา บาเพ็ญทาน 49 ป,ี สมั ภาษณ์: 20 พฤษภาคม 2562)

เชื้อชาติ
ร้อยละ 50 ของชาวบ้านชุมชนปากน้าประแสส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาวจีนที่
เดินทางมาจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ การที่คนจีนเดินทางมาตั้งรกรากที่ปากน้า
ประแสนน้ั มสี าเหตุหลายประการ คอื ประการแรกคนจีนเดินทางเข้ามาในประเทศโดย
อาศยั เรือสาเภา เมอ่ื เรือมกี ารหยดุ พักกอ่ นจะเข้ากรงุ เทพฯ คนจีนบางส่วนเลือกที่จะต้ัง
ถิ่นฐานที่แห่งนี้ ด้วยทาเลที่ตั้งเหมาะสาหรับตั้งที่พักอาศัย เนื่องจากชุมชนปากน้า
ประแสมีที่ตั้งอยู่บริเวณปากน้า ซึ่งมีเกาะแก่งต่าง ๆ ตลอดจนแหลมที่โอบล้อมคอย
ปอ้ งกนั มรสุมทอ่ี าจทาใหเ้ กิดอันตรายและความเสยี หายใหก้ บั เรือ และบ้านเรือน อีกท้ัง
พื้นที่ปากน้าประแสยังเป็นพื้นที่ที่เหมาะแก่การเดินเรือ หรือคมนาคม ประการที่สอง
หลายครัวเรือนของคนจีนที่ย้ายมาอยู่ที่แห่งนี้เพราะว่ามีญาติพี่น้องมาอาศัยอยู่ก่อน
แลว้ ดังนัน้ เมอ่ื เดนิ ทางเข้ามายังประเทศไทยจึงเลอื กที่จะเดนิ ทางไปหาญาติของตนเพ่ือ
สะดวกตอ่ การทากินมากกว่า ชาวจนี ทเ่ี ดินทางเข้ามาในชุมชนแห่งน้ีถูกพบว่ามีทั้งหมด
3 กลุ่มหลัก คือ 1.จีนไหหลา 2.จีนแต้จิ๋ว 3.จีนฮกเกี้ยน ในส่วนของชาวไทยจะมาจาก
พื้นเพเดิมเป็นคนในพื้นที่แห่งนี้ตั้งแต่สมัยก่อนที่มาตั้งรกรากและเป็นคนตาบลอ่ืน
บริเวณรอบ ๆ ชุมชนแห่งนี้ได้ขยับขยายเข้ามาตั้งรกรากหรือผ่านการสมรสกับ
คนชุมชนปากน้าประแสเดิม เช่น มาจากสามย่าน นาซา คลองปูน พังราด แสมภู่ ฯลฯ
นอกจากนี้ยังมีคนจากต่างเมืองเข้ามาตั้งถิ่นฐานหรือเข้ามาตามการสมรสของคนใน
พื้นที่ เช่น ร้านหนังสือวิโรจน์ ที่มาจากจังหวัดอยุธยา ร้านขายยาสมบูรณ์เดิมที่คุณพ่อ
เป็นคนสมุทรปราการและมาพบรักกับคุณแม่ที่ประแส และ ร้านเจ้หน่องที่ย้ายเข้ามา
ตามสามีที่เป็นคนประแสเช่นกัน หลังจากนั้นในช่วงปีพ.ศ. 2536 ถึงได้เริ่มมีผู้คนจาก
ภาคอีสานที่หลั่งไหลเข้ามาทางานเป็นลูกเรือประมง และในถัดมาในปีพ.ศ. 2540
เริ่มที่จะมีกลุ่มแรงงานข้ามชาติอื่น ๆ เช่น ลาว เขมร เวียดนามและพม่า เข้ามามี
บทบาทในชุมชนนีด้ า้ นการประมงมากย่ิงขึ้น

27

ชาวจีนส่วนใหญ่ที่อาศัยในประเทศไทยในสมยั ก่อนจะต้องเสียภาษีต่างด้าวให้
ทางราชการ ส่วนชาวไทยหากมิได้มีอาชีพเป็น พระสงฆ์ กานัน ผู้ใหญ่บ้านหรือทหาร
กองหนนุ จะต้องทาการเสยี เงินรัชชูปการ[1] ใหท้ างราชการรายปีเช่นกัน โดยค่าใช้จ่าย
ก่อนจะทาการยกเลิกนั้นอยู่ที่ปีละ 4 บาท ในบางมณฑลที่อยู่บริเวณรอบนอกของ
มณฑลกรุงเทพ และหากผู้ใดมไิ ด้ทาการเสียภาษีส่วนเหล่าน้ีจะต้องไปทางานด้านโยธา
ชดใช้โดยการหกั เงินออกจากเบยี้ แรงวันละ 50 สตางค์จนครบ

สาธารณปู โภค
กอ่ นนา้ ประปาจะเขา้ มา ชาวชมุ ชนปากน้าประแสพึ่งพาแหลง่ น้าจาก 2 แหล่ง
คือ บ่อน้าและเรือขนน้า บ่อน้าบริเวณชุมชนปากน้าประแสเป็นบ่อน้าบาดาลและ
ส่วนมากเป็นน ้ากร่อยไม่เหมาะส าหรับการดื่มแต่สามารถน ามาใช้ในการอาบ
การซักล้างได้ โดยชาวบ้านจะต้องนาปี๊บไปหาบน้าจากบ่อมาใช้ที่บ้าน เวลาที่นิยมไป
หาบน้า คือ ช่วงเช้า บ่อน้าที่ชาวบ้านนิยมไปหาบ คือ บ่อป้าแจ่มและบ่อป้าท้ิว
คิดราคาท่ี 2 หาบ 1 สลึง ส่วนบ่ออื่นๆ เช่น บ่อเจ้ตุ๊ (บ่อในตลาด) ไม่ได้เปิดบ่อขายน้า
บ่อสาธารณะ (ไม่ต้องเสียค่าใช้จา่ ย) บริเวณคิวรถ คนในชุมชนไม่นิยมไปหาบเนื่องจาก
น้าไม่ค่อยสะอาดและไกล ส่วนน้าจากเรือขนน้าจะเป็นน้าจืดที่สามารถดื่มได้ ซึ่งน้าจะ
มาจากสระน้าจืดใน ตาบลหนองโพง ตาบลเนินฆ้อและตาบลคลองปูน โดยเรือน้าจะ
เข้ามาในประแส วันละ 2-3 รอบ คิดราคาตุ่มละ 1 บาท บางครัวเรือนมีการนาตุ่มใส่
เรือแจวไปขนน้าจากหนองโพงเพื่อนากลับมาใช้ที่บ้านในประแส หากมีฝนตกลงมา

1 เงินรัชชูปการ เดิมคือ ส่วยแทนแรงงานเกณฑ์ตามระบบไพร่โบราณ ต่อมาได้
ยกเลิกระบบนี้แล้ว โดยทางราชการการจ้างแรงงานแทนและมีการเปลี่ยนแปลงการเก็บเงิน
ในปีพ.ศ. 2440 กาหนดไว้วา่ ชายฉกรรจอ์ ายรุ ะหวา่ ง 18 ถึง 60 ปี ต้องจา่ ยเงนิ ใหแ้ กร่ าชการ
ตามพระราชบัญญัติ ร.ศ. 120 ในอัตราปีละ 6 บาทในมณฑลกรุงเทพและเฉพาะบางมณฑล
บริเวณรอบนอกปีละ 4 บาท ต่อมาได้เปลี่ยนจากคาว่าส่วยเป็น “เงินรัชชูปการ” ตาม
พระราชบัญญัติเงินรัชชูปการ ปีพ.ศ. 2468 และหลังจากนั้นในปีพ.ศ. 2481 การเก็บเงิน
รชั ชูปการไดย้ ตุ ิลงหลงั มีการประกาศใชป้ ระมวลรัษฎากรกร ปพี .ศ. 2481 ท่มี ีผลบังคับใช้เม่ือ
วันท่ี 1 เมษายน พ.ศ. 2482

28

ชาวบ้านก็จะนาตุ่มหรือภาชนะอื่น ๆ ไปรองน้าฝนเพื่อกักเก็บน้าไว้ใช้ จากคาบอกเล่า
ของคณุ ยายบุญชว่ ย บุณยะโหตระ อายุ 86 ปี ชาวชมุ ชนปากนา้ ประแสเลา่ วา่

…เรอื น้ามีมาขาย 4-5 ลา มเี รอื ของตาฝ่ัน ของผู้ใหญร่ ูป มาวันละ 3 เท่ียว
ใช้เรือหางขน บางทีก็แจวเรือไปซื้อน้าที่หนองโพงเอง บ่อน้าใกล้ๆก็มี บ่อ
ป้าแจ่ม เสียเงิน 2 หาบ 1 สลึง ส่วนบ่อตรงคิวรถตลาดจ่ายเป็นบ่อฟรี
เรียกกันวา่ บ่อด่าน…

(บญุ ชว่ ย บณุ ยะโหตระ 86 ปี, สัมภาษณ์: 19 พฤษภาคม 2562)

ภาพท่ี 1.7 บ่อนา้ สาธารณะบริเวณควิ รถตลาดจ่าย
(ภาพถา่ ยโดย พิชชาภสั ส์ พงศอ์ ทิ ธิเดช เมือ่ วนั ที่ 21 พฤษภาคม 2562)
นอกจากน้ี ในชว่ งปีพ.ศ. 2527 ที่บริเวณตน้ ตะเคียนใหญ่ในวัดตะเคียนงามจะ
มกี ารตง้ั โอง่ สาหรับใส่น้าโดยทีช่ าวบ้าน นกั เรียนและคนท่เี ดินทางผ่านมาสามารถตักน้า
ไปด่ืมได้
ในส่วนของไฟฟ้าก่อนที่ไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะเข้ามาใน ปี พ.ศ. 2512 ชุมชน
ปากน้าประแสมีโรงผลิตไฟฟ้าท้องถิ่นโดยเจ้าของ คือ ป้าแวและนายช่วน ทรัพย์เจริญ
ต่อมาเปลี่ยนเจ้าของเป็นยายป็อก โดยจะเริ่มจ่ายไฟตั้งแต่ 18.00-24.00 น. หลังจาก

29

24.00 น. จะพึ่งพาแสงสว่างจากตะเกียง ไต้ เทียน ค่าใช้จ่ายจะเก็บเป็นรายเดือน
(ไอเพชร แซแ่ ต้, สมั ภาษณ:์ 19 พฤษภาคม 2562)

ถนนคอนกรีตที่ตัดผ่านบริเวณชุมชนปากน้าประแสในปัจจุบัน อดีตเป็นเพียง
สะพานทาจากไม้เรียงต่อกันยาวตลอดทั้งชุมชน การสัญจรภายในชมุ ชนมักใช้ เรือแจว
เดินเท้า จักรยาน หรือสามล้อแบบลาก เนื่องจากสะพานไม้ค่อนข้างแคบ ต่อมาเมื่อ
พ.ศ. 2518 สมัยที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ดารงตาแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศ
ได้มีการจัดสรรงบประมาณกระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งชุมชนปากน้าประแสได้รับ
งบประมาณ ราว 500,000 บาท งบประมาณที่ชุมชนได้รับมา นามาตัดถนนโดยมี
นายเหลย่ี ง แสงแก้ว ผูห้ ลกั ผู้ใหญท่ ี่ชาวบ้านนับถือ เป็นผู้ควบคมุ ดูแลการก่อสรา้ งถนน

การศึกษา

ภาพท่ี 1.8 ภาพนักเรียนโรงเรยี นวดั แหลมสน (ไมท่ ราบปี)
(ทีม่ าจาก คุณเจนจริ า แตง่ ประกอบ)

ในสมัยกอ่ นการศกึ ษาส่วนใหญ่จะอยู่ที่วัด ในชมุ ชนปากน้าประแสพบหลักฐาน
และคาบอกเล่าจากผู้คนในชุมชนว่ามีสถานศึกษาหลักด้วยกันถึง 3 แห่ง โดยแบ่ง
ออกเป็นของกลุ่มคนเช้ือสายไทย 2 แห่ง และกลมุ่ คนเช้ือสายจนี 1 แห่ง ไดแ้ ก่

30

1. โรงเรียนที่มีการสอนหนังสือภายใต้การดูแลของวัดสมมติเทพฐาวนาราม

(วัดแหลมสน) มีหลักฐานพบว่ามีการสอนหนังสือตั้งแต่ปีพ.ศ. 2430 เนื่องจากที่แหลม

สนแห่งนี้เป็นที่ตั้งของทหารประจาเมืองแกลง และในกองทหารนี้มีครูสอนหนังสือ

ภาษาไทยให้แก่ทหาร ต่อมากองทหารได้ย้ายจากแหลมสนไปตั้ง ณ บ้านเพ ตาบลเพ

เมื่อปีพ.ศ. 2463 แล้วต่อมาก็ย้ายไปตั้งอยู่ที่สัตหีบ เมื่อประมาณพ.ศ. 2465 แล้วก็อยู่

ณ ที่แหง่ น้นั ตลอดมา ซง่ึ ปัจจบุ ันคือหน่วยทหารนาวกิ โยธนิ

2. การศึกษาตามหลักประชาบาลโรงเรียนวัดตะเคียนงาม พ.ศ. 2470

ได้กาหนดเกณฑ์เด็กที่มีอายุครบ 8 ขวบย่าง 9 ขวบต้องเข้ารับการศึกษาภาคบังคับ

เม่อื ปพี .ศ. 2475 โรงเรียนตง้ั อยทู่ ว่ี ัดโดยอาศัยศาลาการเปรยี ญของวัดตะเคยี นงาม ตรง

ข้ามกับต้นตะเคียนใหญ่ในปัจจุบัน ต่อมาปีพ.ศ. 2476 ต้องย้ายบางส่วนลงไปเรียนที่

ศาลาโถง ซึ่งถูกชาวบ้านเรียกว่า ศาลาเถ้าแก่ติ๊ดเซ่ง (เถ้าแก่ติ๊ดเซ่ง คือ หัวหน้าผู้ดูแล

จัดการกงสีโรงโป๊ะจ่าย โรงฝิ่นในขณะนั้น) ศาลานี้ถูกใช้เป็นที่ตั้งศพ ดังนั้นเมื่อถึงเวลา

สวดศพนักเรียนต้องอพยพไปเรียนที่ใต้ต้นพิกุลด้านหลังของโบสถ์แทน หลังจากนั้น

เมื่อปีพ.ศ. 2477 ครูเขือง วงศ์เดช ได้ดาเนินการสร้างอาคารโรงเรียนขึ้นที่ด้านทิศ

ตะวันออกของศาลาต้ังศพเดิมในแนวเดียวกนั ลกั ษณะเป็นโรงโถงกวา้ ง กว้างประมาณ

4 วาเศษ ยาวประมาณ 15 วา หลังคามงุ ดว้ ยใบจาก พนื้ ปูด้วยไมก้ ระดานโดยใช้วิธีการ

เชื่อมโบราณ (ไม่ตอกตะปู) และใต้ถุนสูงประมาณ 1 ศอก ส่วนการนั่งเรียนยังเป็นน่ัง

เรยี นบนพืน้ ตามปกติ ในเวลาต่อมาทา่ นพระอาจารย์เฮ้า (เฮ้า ไกรแกว้ ) เจ้า

อาวาสวัดตะเคียนงามในขณะนั้นได้ร่วมมือกับชาวบ้านในทาการสร้างอาคารเรียน

ขนาดใหญ่ ใต้ถุนสงู สองชั้น หลังคามงุ กระเบื้องและเปน็ ไม้ทั้งหลังโดยตลอด สาเร็จเม่ือ

ปีพ.ศ. 2482 โดยทางราชการให้ชื่อว่า โรงเรียนประชาบาลวัดตะเคียนงาม (ไกรแก้ว

ราษฎรร์ ังสรรค)์

3. โรงเรียนกงหลีเผยเฉียว เริ่มแรกเป็นโรงเรียนสอนภาษาจีนเท่านั้น

โดยครจู ากประเทศจนี และในภายหลงั มกี ารสอนภาษาไทยเพิ่มเติม ส่วนมากชาวจีนใน

ชุมชนปากนา้ ประแสมักเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนแห่งน้ีจานวนมาก เรม่ิ ต้นตั้งแต่อายุ

7–11 ปี จะเขา้ ศกึ ษาในระดับช้นั ประถมศึกษาปีที่ 1–4 อย่างไรก็ตามโรงเรียนแห่งน้ีได้

ปิดตัวลงเมื่อปีพ.ศ. 2498 (เยาวลักษณ์ สิริลาภ, สัมภาษณ์: 22 พฤษภาคม 2562)

31


Click to View FlipBook Version