The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ณ ประเเส(ร์) กระแสชีวิตของคนปากน้ำ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Txxx, 2020-07-01 13:14:40

ณ ประเเส(ร์) กระแสชีวิตของคนปากน้ำ

ณ ประเเส(ร์) กระแสชีวิตของคนปากน้ำ

เป็นช่วงสมัยรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ผู้กาหนดนโยบายรัฐนิยมขึ้นมา
เป็นการปฏิรูปวัฒนธรรมไทย โดยการประกาศยกเลิกวัฒนธรรมที่ทาให้เกิดความ
ล้าหลังและขัดต่อการสร้างชาติ (อภิญญา ดิสสะมาน, 237: 2558) นาไปสู่การต่อต้าน
คนจีนและวัฒนธรรมจีนในประเทศอย่างมาก ทางโรงเรียนกงหลีเผยเฉียวก็ได้รับ
ผลกระทบเช่นเดียวกัน จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงสถานที่การศึกษาแห่งนี้กลายเป็น
สวนสาธารณะในที่สุด (ชม วเิ ศษศิลปานนท์, สมั ภาษณ์: 18 พฤษภาคม 2562)

ภาพที่ 1.9 ภาพนกั เรียนโรงเรยี นกงหลเ่ี ผยเฉียวชว่ ยกนั ทาความสะอาด เม่ือ พ.ศ. 2482
(ทม่ี าจาก คณุ คชั รินทร์ วเิ ศษศิลปานนท์)

การแพทย์
การแพทย์และการรกั ษาพยาบาลจะอาศัยการแพทย์แผนโบราณ ซึ่งสมัยกอ่ น
จะมีร้านขายแผนโบราณอยู่ด้วยกันถึง 3 ร้านแต่ปัจจุบันเหลือเพียงร้านเดียว
หนึ่งในนั้นก็คือร้านสมบูรณ์โอสถ ร้านขายยาแห่งนี้มีอายุราวเกือบ 80 ปี เพราะก่อต้ัง
โดยก๋งหรือคุณตาของครอบครัวยอดบริบูรณ์ ปัจจุบันผู้ที่ดูแลกิจการร้านยาคือ
หลานสาวคนสดุ ท้อง คณุ ภาวิณี ยอดบริบรู ณ์ หรอื ปา้ เลก็ อายุ 47 ปี ร้านยาแห่งนี้คือ

32

ร้านยาสมุนไพรทั้งไทยและจีนตามโบราณ สมุนไพรของทางร้านจะแบ่งออกเป็นสอง
ส่วนคือ

1. สมุนไพรสด มาจากการออกหาตามพื้นที่ป่าบริเวณรอบนอกของชุมชน
ได้เลย หรือตามร้านขายผักสมุนไพร เมื่อได้สมุนไพรสดก็จะนามาล้างทาความสะอาด
และตากแห้งลาดับต่อไป ซึ่งอายุของสมุนไพรบางชนิดที่ตากแห้งจะสามารถอยู่ได้ถึง
2 ปี

2. สมุนไพรแห้ง หรอื ยาแหง้ จะรบั มาจากร้านยาสมุนไพรจักรวรรดทิ ี่กรุงเทพฯ
การเดินทางไปซื้อยาสมัยก่อนต้องอาศัยเรือเมล์ทางเดียวเท่านั้น คุณป้าเล็กเล่าว่า
สมัยก่อนก๋งต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อไปต่อแถวขึ้นเรือโดยสารจากท่าเพื่อไปให้ทันได้ข้ึน
เรือเมลก์ อ่ นใคร

ภาพท่ี 1.10 รา้ นยาสมบรู ณ์โอสถ
(ภาพถ่ายโดย นรรจชนก กริชฤทธเิ ศรษฐ์ เมือ่ วันที่ 18 พฤษภาคม 2562)
วิธีการจาหน่ายยาคือ ร้านยาสมุนไพรโบราณจัดทาหน้าที่ในการจัดเตรียมยา
ตามแตล่ ะตารายาของลกู คา้ กลา่ วคอื แต่ละบ้านจะมตี ารายาสบื ทอดต่อกนั มาเป็นของ
ตัวเอง เมื่อมีอาการเจ็บไข้ก็จะนาชุดสมุนไพรที่ใช้รักษามาให้แก่ร้านขายยาเพื่อให้

33

หมอยา (เภสัชกร) เป็นผู้จัดชุดยารักษาเหล่านั้นให้ โดยหมอยาจะต้องมีใบอนุญาต
ประกอบอาชีพนี้ ซึ่งออกให้จากรัฐบาลและมีค่าใช้จ่ายรายปีเริ่มตั้งแต่ 200 บาท
เมอ่ื ราวปีพ.ศ. 2530 แล้วเปลยี่ นเป็น 500 บาท และปจั จบุ นั มคี ่าใช้จ่าย 800 บาทต่อปี
นอกจากนี้ยังมีหมอตาแยพื้นบ้านและพ่อหมอประจาชุมชนที่มีบทบาทในการรักษา
อาทิ การคลอดบุตร เช่น นางสาวจรูญ ศิลปทอง ที่จบการอบรมเป็นนางผดุงครรภ์
และมาประจาอยทู่ ี่ชุมชนปากน้าประแสเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2480

ภาพท่ี 1.11 สมนุ ไพรไทย จีน เครื่องบดยาและขา้ วของเครอ่ื งใช้ในอดีต
(ภาพถา่ ยโดย นรรจชนก กรชิ ฤทธิเศรษฐ์ เม่อื วันท่ี 18 พฤษภาคม 2562)
มหรสพและความร่ืนเริง
จากคาบอกเล่าของคนในพืน้ ท่ี สมัยก่อนบริเวณชุมชนปากน้าประแสค่อนข้าง
มีความทันสมัย เนื่องจากมีโรงหนังประแส(ประแสราม่า) หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า
วกิ ประแส มีลกั ษณะเป็นฝาไมด้ ้านในชนั้ เดียว ด้านหน้าสองชน้ั หลงั คาคลุมดว้ ยสังกะสี
และมีห้องสาหรับขายตั๋วโดยเฉพาะ มีห้องฉายภาพยนตร์และเวทีกว้างสาหรับทั้งเล่น
ลิเก ราตัด คณะลิเกส่วนใหญ่จะเดินทางมาจากเมืองอื่น ๆ เช่น จากจันทบุรี
ส่วนภาพยนตร์ก็จะฉายนาน ๆ ครั้ง และส่วนใหญ่การฉายภาพยนตร์หรือลเิ กนอกจาก

34

เพื่อความบันเทิงแล้วยังเป็นการแสดงอันเนื่องจากการแก้บนของชาวประมงที่มีความ
เชอื่ ต่อเจา้ พอ่ ประแสในเรือ่ งการบนขอปลาให้ไดจ้ านวนมากและก็มกั จะไดผ้ ลทุกครัง้

นอกจากนี้แล้วยังมีความรื่นเริงประเภทอื่น ๆ เช่น การเล่นชนไก่ กัดปลา
รวมทั้งไปเที่ยวงานวัดต่าง ๆ และยังมีโรงฝิ่นให้บริการ ลักษณะภายในโรงฝ่ินจะมีเตียง
วางเรียงกัน พร้อมตะเกียงฝิ่นสาหรับการสูบ ด้วยคาบอกเล่าที่ว่า “เป็นยาขยัน”
(เขนย สมุทรคีรี ,สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2562) จึงทาให้ส่วนมากมักเป็น
กลุ่มแรงงานชาวจนี ในอดีตนยิ มใช้บรกิ าร อยา่ งไรก็ตาม โรงฝนิ่ แห่งนี้ได้ปดิ ตวั ลงในสมัย
รัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เนื่องจากวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2501
เป็นวันที่คณะปฏิวัติได้ออกประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 37 ให้เลิกการเสพฝิ่นและ
จาหน่ายฝน่ิ โดยเด็ดขาดในประเทศไทย ต้งั แต่วันที่ 30 มิถนุ ายน พ.ศ. 2502 เป็นต้นไป
(9 ธนั วาคม พ.ศ. 2501, ม.ป.ป.: ออนไลน์)

ศาสนาและความเชือ่
เนื่องจากความหลากหลายของเชื้อชาติในพื้นที่แห่งนี้ทาให้การนับถือทั้งด้าน
ศาสนาและความเชื่อถูกแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบ โดยมีทั้งศาสนสถานตามความเช่อื
คนไทยพุทธ และศาสนสถานตามแบบของจีน วัดไทยที่สาคัญต่อผู้คนในชุมชนแห่งน้ี
ปรากฏให้เห็น 2 แห่ง ตั้งอยู่ทั้งฝั่งทางด้านตลาดและฝั่งทางด้านแหลมสนและวัดของ
จีนที่จะถูกสร้างขึ้นตามความเชื่อของแต่ละกลุ่มเชื้อชาติกล่าวคือ จีนแต่ละกลุ่มจะมี
ศาลเจ้าและสถานที่เคารพเทพเจ้าเป็นของตนเองแต่ทั้งหมดทั้งมวลผู้คนในชุมชน
ประแสนี้ใหค้ วามเคารพกับทุกความเช่ือของกันและกนั ดังน้ี

วัดไทย
1. วัดสมมติเทพฐาปนาราม (วัดแหลมสน) ตามหลักฐานพบว่า
เมื่อปี ร.ศ. 103 ตรง กับ พ.ศ. 2427 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
รัชกาลที่ 5 ได้เสดจ็ พระราชดาเนนิ ทางทะเลเพื่อตรวจเยยี่ มชายทะเลฝ่ังตะวันออกและ
ได้แวะเสด็จมายังเมืองแกลง บริเวณใกล้เจดีย์บ้านแหลมสน และแหลมสนในขณะน้ัน
เป็นที่ตั้งของกองกาลังทหารประจาเมืองแกลง ซึ่งเป็นกองทหารปราบโจรสลัด

35

เนื่องจากในเวลานั้นโจรสลัดชุกชุมมาก หลังขากนั้นพระองค์ทรงเห็นว่าสถานที่แห่งนี้
เหมาะสาหรับที่จะจัดตั้งวัด พระองค์จึงทรงพระราชทานเงินทุนทรัพย์เป็นจานวน
10 ชั่ง (800 บาท) และพระราชทานชื่อวัดให้ว่า วัดสมมติเทพฐาปนาราม วัดได้
ประกอบด้วย ศาลาการเปรียญ 1 หลัง กุฎีสมภาร 1 หลัง กุฎีสงฆ์ประมาณ 6 หลัง
และเมื่อต้นปี ร.ศ. 106 ได้นิมนต์พระภิกษุเคลิ้ม วัดราชบัลลังก์และคณะมาครองที่วัด
แห่งนี้ ในเวลาต่อมามิได้มีการพระราชทานทุนทรัพย์เพื่อดาเนินการสร้างต่อแต่อย่าง
ใดเนื่องจากเกิดเหตุการณ์ ร.ศ. 112 และปัญหาเงินคลัง ชาวบ้านชุมชนแหลมสนและ
ปากน้าประแสจึงออกเงินชว่ ยเหลอื กนั ในการสานต่อสรา้ งวดั น้ขี น้ึ มาไดส้ าเร็จ

2. วดั ตะเคยี นงาม ชื่อวัดแหง่ นี้ถูกต้ังข้ึนตามทไี่ ด้พบตน้ ตะเคยี นสูงใหญ่สองต้น
ที่ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของลูกเรือประมงได้เป็นอย่างดีว่ ากาลังเข้าสู่น่านน้าของ
ชุมชนปากน้าประแสแลว้ วัดตะเคียนงามถือเป็นวัดทีม่ ีความสาคัญต่อชุมชน นอกจาก
จะเป็นศูนย์กลางยึดเหนี่ยวจิตใจและสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาให้แก่ชุมชน
ทางฝงั่ ตลาดแล้ว ยงั กลายเปน็ สถานศกึ ษาในแกน่ กั เรียนสว่ นหนงึ่ ของชมุ ชนปากน้าประ
แสอีกด้วย ส าหรับการสร้างวัดขึ้นในชุมชนในปีพ.ศ. 2490 นั้น นายจันทร์
เหมมิญช์ ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้ากลุ่มในการจัดหาผู้บริจาคที่ดิน จากนั้นจึงได้เร่ิม
สร้างศาลาการเปรยี ญและกุฏิสงฆ์ขึ้น โดยใหช้ ่อื วัดแหง่ น้วี า่ “วดั ตะเคียนงาม” ดว้ ยเหตุ
ที่ว่าที่ดินแปลงนี้มีต้นตะเคียนใหญ่สองต้นซึ่งเป็นที่ศรัทธาร่วมกันของชาวบ้าน ต่อมา
นายกราย (หลวงพอ่ กราย) และ นางแฉ่ วิสมล ได้ถวายพินัยกรรมท่ีดินสว่ นตนให้แก่วัด
จานวน 32 ไร่ 2 งาน 50 ตารางวา จึงทาให้วัดตะเคียนงามมีอาณาเขตกว้างขวางข้ึน
หลงั จากน้ันไดม้ กี ารทะนุบารงุ และตอ่ เติมสว่ นอืน่ เชน่ โบสถ์ ศาลาการเปรยี ญ

ศาลเจ้าจนี
ตามหลักความเชื่อของคนจีนแต่ละภาษาเช่น แต้จิ๋ว ไหหล่า ฮกเกี้ยนและ
อื่น ๆ ในชุมชนแห่งนี้จะมีศาลเจ้าประจาของแต่ละกลุ่มแบ่งแยกกันไปเช่น ศาลเจ้าพ่อ
แซ่ตั๋น ที่เป็นที่เคารพของคนจีนกลุ่มแต้จิ๋ว ศาลเจ้าพ่อโรงเจ/เชงจุ้ยโจ้วซือกง ที่เป็นท่ี
เคารพของกลุ่มคนจีนส่วนใหญ่ เมื่อมีงานหรือเทศกาลใดก็จะมารวมตัวที่นี่ นอกจากนี้

36

แลว้ ยังมศี าลที่แตล่ ะครอบครัวได้สร้างข้นึ และมีเทพเจ้าทางความเช่ือของคนจีนที่แต่ละ
บ้านจะนบั ถือประดิษฐานตามแตล่ ะศาลด้วย

ความเชอ่ื อ่ืน ๆ
อาทิเช่น เจ้าพ่อประแส เจ้าพ่อกรมหลวงชุมพร เจ้าพ่อแหลมสน เจ้าพ่อ
แสมภู่ เจ้าพ่อไทรย้อย เจ้าพ่อกลางถิ่นทอง ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ ๆ มิได้มีการแบ่งแยก
เชื้อชาติหรือผู้คนแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นอีกหนึ่งความเชื่อความศรัทธาที่ผู้คนใน
ชมุ ชนปากนา้ ประแสและชุมชนโดยรอบตา่ งเคารพและศรทั ธาเช่นกนั

1.3 เครอื ขา่ ยกิจการประมง

อาชีพหลักของชาวชุมชนปากน้าประแสคือการทาประมง ด้วยตาแหน่งที่ต้ัง
ของชุมชนปากน้าประแสที่ติดกับทะเลอ่าวไทย มีแม่น้าไหลผ่านหลายสาย และมีพื้นท่ี
ป่าชายเลนซึ่งเป็นแหล่งอาหารและเจริญเติบโตของขอ งสัตว์น ้าหลากหลายชนิด
ด้วยปัจจัยดังกล่าวจึงทาให้บริเวณปากน้าประแสเป็นแหล่งที่มีสัตว์น้าชุก เริ่มแรก
คนปากน้าประแสทาประมงแบบพื้นบ้านหรือประมงชายฝั่งเป็นการทาประมงขนาด
เล็ก ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2490 เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงมาทาประมงเชิงพาณชิ ย์ กิจการ
ประมงส่งผลดตี ่อเศรษฐกิจในชุมชนปากน้าประแสเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังส่งผลให้เกิด
เครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนปากน้าประแสกับพื้นที่ต่าง ๆ ผ่านการค้าขาย
การจบั สัตวน์ า้ และการไหลเวียนของแรงงานในกิจการประมง

เส้นทางการค้าขายสตั วน์ ้า
ในช่วงปีพ.ศ. 2522 - 2532 การออกเรือประมงแต่ละครั้งของคนปากน้า
ประแส จะสามารถจับสตั วน์ ้าได้ราว 5 – 10 ตัน เมอ่ื เรอื ประมงกลับเข้าฝ่ัง ก็จะนาเรือ
มาจอดเทียบท่าที่ท่าเรอื ในชุมชนเพื่อขนถ่ายสัตว์น้าที่จับมาได้ส่งไปขายยังพื้นที่ต่าง ๆ
ทั้งที่ จันทบุรี ชลบุรี สมุทรปราการ มหาชัยในจังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพฯ รวมถึง
สามย่านจะมีพอ่ ค้ามารอรบั ซอื้ ปลาท่ีชุมชนปากน้าประแสเพอ่ื นากลบั ไปขายต่อท่ีตลาด
สามย่าน ในการนาปลาไปขายยังพน้ื ทต่ี ่าง ๆ จะใช้การขนสง่ ทางน้าดว้ ยเรือ ยกเว้นการ
ขนสง่ ปลาไปยังกรงุ เทพฯ ทม่ี กี ารขนส่งท้งั ทางนา้ และทางบก โดยทางนา้ เรือจะไปเทียบ

37

ท่าขนถ่ายปลาที่แพปลายานนาวา ส่วนทางบกจะขนส่งดว้ ยรถบรรทุกสบิ ล้อโดยปลาท่ี

ขึ้นจากเรือจะถูกบรรจุลงในหีบไม้ หีบละ 100 กิโลกรัม ภายในหีบไม้จะใส่น้าแข็งและ

เกลือลงไปเพื่อป้องกันการเน่าเสียระหว่างขนส่ง หลังจากนั้นหีบจะถูกลาเลียงข้ึน

รถสามล้อและลากออกไปยังบริเวณคิวรถซึ่งจะมีรถบรรทุกสิบล้อเข้ามาจอดเพื่อรอรบั

ปลาไปส่งท่ีกรุงเทพมหานคร ซึ่งในสมัยก่อนถนนเป็นลูกรัง ส่วนถนนบริเวณชุมชนเป็น

สะพานไม้

จากคาบอกเลา่ ของ คุณลุงประสาท เนินชัย อายุ 70 ปี เจ้าของบ้านกง๋ จ้ือ โฮม

เสตย์ อดีตเคยประกอบกิจการเรือประมง ได้เล่าถึงเส้นทางการค้าขายสัตว์น้าระหว่าง

ชมุ ชนปากนา้ ประแสกบั พืน้ ทอี่ นื่ ๆ ว่า ในอดีตราว 30–40 ปกี อ่ น เวลา

เรือประมงขึ้นเข้าฝั่ง จะขึ้นปลาได้ครั้งละไม่ต่ากว่า 5–6 ตัน กุ้งก็ได้เป็นตัน ๆเช่นกัน

ปลาที่นามาขึ้นจะถูกส่งไปจันทบุรี ส่วนที่ สมุทรปราการ มหาชัย กรุงเทพฯ จะมี

บริษัทส่งคนมารับซื้อปลาที่ชุมชนปากน้าประแส ส่วนใหญ่จะเป็นบริษทั แปรรูปอาหาร

ส่งออกไปต่างประเทศ ในบางครง้ั ทีข่ ้นึ ปลาแลว้ ไม่มีนา้ แข็งสาหรับแชป่ ลา ก็

จะนาปลาไปดองเค็มและส่งขายที่จันทบุรี ส่วนท่าเรือของป้าตุ๊ (ท่าเรือรุ่งโรจน์)

เป็นท่าเรือแรกที่รับขึ้นปลาไปกรุงเทพมหานครโดยจะส่งไปที่ยานนาวาด้วยรถบรรทุก

สิบลอ้ (ประสาท เนนิ ชัย, สัมภาษณ์: 20 พฤษภาคม 2562)

ท่าเรือรุ่งโรจน์ บริเวณตลาดจ่ายเป็นหนึ่งในท่าเรือที่มีเรือประมงมาจอดเทียบ

ท่าเพื่อขนถ่ายสินค้าสัตว์น้าส่งขายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ จากคาบอกเล่าของคุณอารียา

รอบรู้ อายุ 60 ปี ลูกสาวเจ้าของทา่ เรอื รุง่ โรจน์ได้เล่าถงึ กิจกรรมตา่ ง ๆ ทีท่ ่าเรือรงุ่ โรจน์

วา่

…ปลาที่นามาขึ้นจะถูกส่งไป ชลบุรี จันทบุรี แพปลายานนาวา หรือ
ปากน้ายานนาวาท่ีกรุงเทพฯ ที่ท่าเรือรุ่งโรจน์เราจะน้าแข็งกับน้ามันขาย
ให้กับเรือประมง น้าแข็งจะรับมาเป็นก้อนใหญจ่ ากแกลง(สามย่าน) เวลา
เรือประมงซื้อน้าแข็งก็จะเอาน้าแข็งก้อนใหญ่มาโม่ให้เล็กลง ส่วนน้ามัน
รบั มาจากกรุงเทพฯ ขนสง่ มาทางรถบรรทุกสบิ ล้อ ท่ที ่าเรอื จะมีถังใตด้ ินไว้
เก็บนา้ มัน…

(อารยี า รอบรู้ 60 ป,ี สมั ภาษณ:์ 20 พฤษภาคม 2562)

38

เส้นทางการค้าขายสัตว์น้าของเรือประมงจากปากน้าประแส มีการขยาย
เส้นทางการค้าขายลงไปถึงภาคใตข้ องประเทศไทย เรือประมงจากปากน้าประแสมีการ
ออกไปจับสัตว์น้าแถบน่านน้าทางภาคใต้ เมื่อจับสัตว์น้าได้จะนาเรือกลับเข้าฝั่งและ
เทียบท่าขนถ่ายสนิ ค้าสัตว์นา้ ขนึ้ ท่ีท่าเรือท่ใี กล้ท่สี ุด โดยจังหวดั ทีเ่ รือประมงจากปากน้า
ประแสนยิ มไปจับสัตว์น้าและเทียบท่า คือ สงขลาและปัตตานี สาเหตุท่ีต้องนาสัตว์น้า
ที่จับได้ขึ้นที่ท่าเรือที่ใกล้ที่สุดเนื่องจากข้อกาจัดของเสบียงอาหารและเป็นการป้องกัน
การเน่าเสยี ระหว่างขนสง่ จากคาบอกเลา่ ของคุณเจรญิ ศักดิ์ บาเพญ็ ทาน อายุ 51 ปี ได้
เล่าถงึ การเทยี บท่าเพ่อื ข้นึ ปลาของเรอื ประมงจากประแสว่า

…เรืออวนล้อมจากประแสออกไปหาปลาทางภาคใต้บางครั้งไปไกลถึง
นราธิวาส ในแต่ละครั้งที่กลับเข้าฝั่งจะจับปลาได้ 20,000–30,000
กิโลกรัม เวลาเทียบท่าขึ้นปลา ใกล้ที่ไหนก็จะขึ้นปลาที่นั่นเพราะ
ไม่อยา่ งนั้นปลาจะเนา่ ออกเรอื ครงั้ หนึง่ ใชเ้ วลาประมาณ 15 วนั ข้อจากัด
ก็มีทั้งเรื่องของเสบียงอาหารและน้าแข็งที่จะใช้แช่ปลา จึงต้องขึ้นปลาท่ี
ท่าเรือทีใ่ กล้ที่สดุ มีเข้าไปขึ้นปลาที่สงขลา บางครั้งสัตหีบ แหลมสิงห์ คน
ที่มารับซื้อก็มีทั้งคนทั่วไป ทั้งพ่อค้า คนไหนให้ราคาดีก็จะขายให้คนน้ัน
บางครัง้ มีพ่อค้าคนกลางมารบั ซือ้ แล้วตีราคา เช่น ปลาโอ กิโลกรัมละ 32
บาท สว่ นมากปลาทถ่ี ูกรับซอื้ จะใส่รถตสู้ ่งไปโรงงาน…

(เจริญศกั ดิ์ บาเพญ็ ทาน 51 ปี, สัมภาษณ์ : 20 พฤษภาคม 2562)

เสน้ ทางการจับสัตวน์ า้
เรือประมงของชุมชนปากน้าประแส มกี ารขยายอาณาเขตในการจับสัตว์น้าไป
ยังนา่ นนา้ อ่นื ๆ ท้ังนา่ นน้าทางตอนใตข้ องประเทศไทยที่จังหวัดสงขลา จังหวัดปัตตานี
รวมถึงน่านน้าของประเทศใกล้เคียงทั้ง กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย โดยในการออก
เรือจับสัตว์น้าแต่ละครั้งจะใช้ระยะเวลาราว 15–20 วัน ถึงจะกลับเข้าฝั่ง เทียบท่า
ขนถ่ายสัตว์น้า โดยปัจจัยที่ช่วยทาให้เรือประมงออกไปจับสัตว์น้าได้ไกลขึ้นเนื่องจาก
ชาวประมงเปล่ยี นมาใชเ้ รือใหญ่ ขนาด 11 วา ในการจับสัตว์น้ากนั มากขน้ึ ประกอบกับ

39

จานวนสัตว์น้าบริเวณปากน้าประแสที่เริ่มลดน้อยลงจึงเป็นแรงผลักให้เรือประมงต้อง
ออกไปแสวงหาแหลง่ จับสัตวน์ า้ แหง่ อ่นื ๆ

การไหลเวียนของแรงงานในกิจการประมง
เมื่อเรือประมงในชุมชนปากน้าประแสเริ่มเปลี่ยนจากเรือเล็กขนาด 3 – 4 วา

เป็นเรือใหญ่ขนาด 11 วา ที่สามารถรองรับลูกเรือได้ 30 คน จึงทาให้ต้องการแรงงาน
ประมงมากขึ้น ซึ่งแรงงานประมงในชุมชนปากน้าประแสไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ทาให้แรงงานประมงจากจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) เช่น ขอนแก่น
บุรีรัมย์ อุดรธานี สุรินทร์ เป็นต้น เริ่มเข้ามาในชุมชนปากน้าประแส จากคาบอกเล่า
ของคุณยายเยาวลักษณ์ ศิริเจริญลาภ อายุ 75 ปี อดีตเคยประกอบกิจการเรือประมง
ได้เล่าถึงแรงงานประมงจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า สมัยนั้นรับคนงานบนเรือมา
จากจังหวัดอุดรธานี ในช่วงที่มีพายุออกเรือไม่ได้ คนงานก็จะพักอาศัยอยู่บนเก๋งเรือ
(เยาวลักษณ์ ศิริเจริญลาภ, สัมภาษณ์: 21 พฤษภาคม 2562) ต่อมาใน ปีพ.ศ. 2532
เกิดเหตุการณ์พายุเกย์เข้าถล่มจังหวัดชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ทาให้มีผู้เสียชีวิตและสร้าง
ความเสียหายเป็นอย่าง หลังจากเหตุการณ์พายุเกย์จึงทาให้แรงงานประมงจาก
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มทยอยออกจากการเป็นแรงงานในเรือประมง จึงทาให้
แรงงานประมงข้ามชาติจากประเทศกัมพูชาเริ่มเข้ามาทางานบนเรือประมงท่ี ชุมชน
ปากนา้ ประแส

การเข้ามาของแรงงานประมงจากพื้นที่อื่น ๆ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทาให้ชุมชน
ปากน้าประแสมคี วามคึกคกั เม่อื เรอื ประมงจอดเทยี บทา่ ที่ชมุ ชนปากน้าประแสแรงงาน
ประมงก็จะลงมาจับจ่ายซ้ือของกบั ร้านค้าในชุมชน จากคาบอกเล่าของคุณยายไพเราะ
ชัยชล อายุ 76 ปี ไดเ้ ล่าถึงแรงงานประมงวา่

…สมัยก่อนคนเยอะเพราะมีเรืออวน มีคนงานจากอีสาน จากเขมรมีเข้าที่
ประแสเยอะ มีเข้ามาซื้อของบ้าง ส่วนใหญ่คนที่ซื้อของกินของใช้จะเป็น
คนอีสาน สว่ นคนเขมรจะไม่คอ่ ยซือ้ จะประหยดั …

(ไพเราะ ชยั ชล 76 ปี, สมั ภาษณ์: 18 พฤษภาคม 2562)

40

จากเครือข่ายเส้นทางการจับสัตว์น้า เส้นทางการค้าขายสัตว์น้าและ
การไหลเวยี นของแรงงานในกจิ การเรือประมงจากปากน้าประแส อาจกลา่ วได้ว่าชุมชน
ปากน้าประแสเป็นหนึ่งในเมอื งประมงทค่ี วามสาคญั และเจริญรงุ่ เรืองเป็นอย่างมาก

ภาพที่ 1.12 แผนทีแ่ สดงเสน้ ทางการคา้ สตั วน์ า้ ของปากนา้ ประแส
(ภาพโดย พิมพ์นภิ า ทวเี พชรส์ กลุ )
41

ภาพท่ี 1.13 แผนท่ีแสดงเสน้ ทางการจับสตั วน์ า้ ของปากนา้ ประแส
(ภาพโดย พิมพน์ ิภา ทวเี พชร์สกลุ )

1.4 เมอื งทา่ คมนาคม

ชุมชนปากน้าประแสในอดีตนั้น นอกจากจะเป็นเมืองประมงที่สาคัญแล้ว
ยังเปน็ พ้ืนท่ียุทธศาสตร์ในการคมนาคมอกี ด้วย เนื่องจากในอดีตประแสนั้นยังไม่มีถนน
ตัดผ่าน ถนนเป็นเพียงดนิ ท่ีสามารถใช้เดินเท้า หรือ เกวยี น การเดนิ ทางหลกั ของชุมชน
ปากน้าประแสและพื้นที่ใกล้เคียงจึงเป็นการเดินทางทางน้า ซึ่งมีทั้งเรือแจว เรือข้าม
ฟาก และโดยเฉพาะ เรือเมล์ เรือโดยสารจากกรุงเทพฯ ที่จะบรรทุกสินค้ามาชุมชน
ปากน้าประแสแล้วก็บรรทุกคนโดยสารไป ซึ่งการจะเข้ากรุงเทพฯ ก็ต้องผ่านทางนี้

42

เท่านั้น ทาให้ชุมชนปากน้าประแสกลายเป็นเมืองท่าคมนาคมที่สาคัญ คุณลุงชม
วิเศษศิลปานนท์ ชาวบา้ นชุมชนปากนา้ ประแส อายุ 88 ปี เป็นผ้ทู ี่ให้ภาพการคมนาคม
ทางน้าทส่ี าคญั อยา่ ง เรอื เมล์ ในอดตี ว่า

…ประแสสมัยก่อนเป็นเมืองท่าที่สาคัญ มีการเดินทางที่สาคัญอย่าง เรือ
เมล์ ใครที่จะเดินทางไปกรุงเทพฯ ก็ต้องมาขึ้นเรือเมล์ที่นี่ เพราะว่า
สมยั ก่อนยังไม่มีถนนตัดผา่ น การเดนิ ทางส่วนใหญจ่ ะเปน็ การ เดินเท้า นัง่
เกวียน หรือไม่ก็แจวเรือ คนชนบทที่อยู่รอบนอกประแส อย่างเนินฆ้อ
คลองปูน นาซา ถ้าจะเข้ากรุงเทพฯ ก็ต้องมาขึ้นเรือเมล์ที่ประแสทั้งนั้น
ประแสในสมยั น้นั เลย มโี รงแรมถงึ 2 แห่ง เพราะใชเ้ ป็นทพี่ ักอาศัยของคน
ที่จะมาโดยสาร เรือเมล…์

(ชม วเิ ศษศิลปานนท์ 88 ปี, สมั ภาษณ์: 18 พฤษภาคม 2562)

จากคาบอกเล่าของคุณลุงชม วิเศษศิลปานนท์ เรือเมล์นั้นเป็นการเดินทางที่
สาคัญทั้งจากกรุงเทพฯ มาปากน้าประแส และจากปากน้าประแสไปกรุงเทพฯ
เพร าะว ่าช ุมช น ป า กน ้ า ป ร ะ แส ถ ื อเป ็ น ช ุ มช น ท ี่เป ็น ตล าด ให ญ ่ท ี่ส ุด ใน เว ล า นั้ น
มสี นิ คา้ บรโิ ภคและอุปโภคมากมายขายอยู่ทีต่ ลาดประแสแห่งนี้ สินค้าตา่ ง ๆ ส่วนหน่ึง
ก็รับซื้อมาจากกรุงเทพฯ เช่นกัน ซึ่งคุณลุงชมนั้น เดิมก็เปิดร้านขายของชาในสมัยน้ัน
ได้เล่าว่า มีการสั่งสินค้าจากกรุงเทพฯ โดยผ่านเรือเมล์ และก็ยังมีการส่งสินค้าไปขาย
ผา่ นเรือเมล์เชน่ กัน เมือ่ เรือเมล์มาส่งสินค้าก็จะรับคนโดยสารเข้ากรงุ เทพฯ ไปด้วย คณุ
ลุงชมเป็นคนที่เคยผ่านประสบการณ์การนั่งเรือเมล์ไปกรุงเทพฯ ได้เล่าถึงเส้นทางเดิน
ของเรอื เมลว์ ่าไปที่ไหน และจอดท่ที ่าใดบา้ ง โดยเลา่ ว่า

…ตอนท่ลี งุ ข้นึ นนั้ เปน็ ตอนท่ีลงุ ยงั เด็ก แมล่ งุ พานัง่ ไปเทยี่ วทก่ี รงุ เทพฯ ขา
กลับจากกรุงเทพฯมาประแสของเรือเมล์ โดยเรือเมล์จะออกจากบริเวณ
แพเทยี มเสง็ หรอื แถวสะพานพทุ ธ จากนน้ั จะลอ่ งมาตามแม่นา้ เจา้ พระยา
มาที่ สมุทรปราการจากนั้นก็ออกสู่ทะเลอ่าวไทย ไปจอดที่ท่าเรือสัตหีบ
ชลบุรี แล้วแล่นไปต่อที่ท่าระยอง ออกจากท่าระยองก็จะเข้าสู่ชุมชน
ปากน้าประแส ซึ่งเมื่อส่งสินค้าและผู้โดยสารที่ประแสเสร็จก็จะเดินทาง

43

ต่อไปที่ท่าจันทบุรี และจบด้วยที่ท่าเรือตราด จากนั้นเรือเมล์ก็จะเดิน
ทางเข้ากรงุ เทพฯ ดว้ ยเส้นทางเดมิ เหมอื นกับขามา…

(ชม วเิ ศษศลิ ปานนท์ 88 ปี, สัมภาษณ:์ 18 พฤษภาคม 2562)

ภาพท่ี 1.14 คณุ ลงุ ชม วเิ ศษศลิ ปานนท์ อายุ 88 ปี ชาวชุมชนปากนา้ ประแส
(ภาพถา่ ยโดยนรรจชนก กริชฤทธิเศรษฐ์ เมือ่ วนั ที่ 18 พฤษภาคม 2562)
การโดยสารเรือเมล์จากกรุงเทพฯ มาชุมชนปากน้าประแสนั้นใช้เวลาถึง

24 ชั่วโมงหรอื 1 วัน ตามคาบอกเล่าของลุงชม เรือเมล์สามารถบรรทกุ คนได้เพียงครง้ั
ละ 30–40 คนเท่าน้นั นอกจากน้เี รอื เมลย์ งั มเี พียงเดอื นละครั้ง ทาให้มักมกี ารแย่งพื้นท่ี
โดยสารเรือกันของทั้งคนชุมชนปากน้าประแส และคนพื้นที่ชนบทรอบนอกที่ต้องการ
จะเดินทางไปกรุงเทพฯ หรือพื้นที่ต่าง ๆ ทาให้ผู้คนต่างพ้ืนที่ต้องมาพักอาศัยที่ปากน้า
ประแส ทาให้ชมุ ชนปากน้าประแสเกิดโรงแรมถึง 2 แห่ง ทีค่ อยรองรับคนท่ีต้องการมา
รอโดยสารเรือเมล์ เพราะนอกจากจะกุลีกุจอขึ้นเรือโดยสารกันแล้ว เรือเมล์ยังไม่มีวัน
เวลาท่ีแน่นอนในการเข้ามาถึงปากน้าประแสจึงต้องมาพักที่ปากน้าประแสเพื่อรอ

44

โดยสารเรือเมล์ และเมื่อเรือเมล์มาถึงชุมชนปากน้าประแส จะไม่เข้าเทียบท่าเรือที่
ปากนา้ ประแส แต่จะจอดลอยอยู่กลางคลองประแส จากน้ันก็จะมีเรือแจวจากท่าเรือท่ี
ลงุ ชมเรยี กว่า “โปะ๊ จ่าย” พายไปรบั สนิ คา้ และคนจากเรือเมลเ์ ขา้ มาที่ชุมชนปากน้าประ
แส

การที่ชุมชนปากน้าประแสเป็นพื้นที่ที่มีการคมนาคมทางน้าที่สาคัญอย่าง
“เรือเมล์” ทาให้ผู้คนจากพื้นที่รอบนอกชุมชนปากน้าประแสต้องเข้ามาที่ประแส
ทาให้ชุมชนปากน้าประแสกลายเป็นเมืองท่าที่สาคัญ และมีความครึกครื้นของผู้คนท่ี
เขา้ มาดว้ ยเหตุของการค้าและการเดินทาง สง่ ผลตอ่ ความเตบิ โตทางด้านเศรษฐกิจของ
ที่ประแสแห่งนี้อย่างมาก ทาให้ชุมชนปากน้าประแสในอดีตนั้นเป็นชุมชนที่
เจรญิ ร่งุ เรอื ง และพลุกพล่านไปดว้ ยผู้คนจานวนมาก

ภาพที่ 1.15 แผนท่แี สดงเสน้ ทางเรือเมล์
(ภาพโดย พมิ พน์ ิภา ทวีเพชรส์ กลุ )
45

1.5 เครอื ขา่ ยความสมั พันธ์ทางการคา้ ในอดีตของชมุ ชนปากนา้ ประแสกบั
ชมุ ชนโดยรอบ

จากภาพรวมของชุมชนปากน้าประแสในอดีตทาให้เห็นว่ามีกลุ่มชาติพันธุ์
ต่าง ๆ ที่เดินทางมายังชุมชนแห่งนี้ โดยเข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจอย่างย่ิง
ดังชาวจีนเข้ามาทาอาชีพค้าขายจานวนมากภายในเส้นทางสะพานไม้กลางชุมชน
บ่งบอกว่าการค้าเป็นปัจจัยหนึ่งอันสาคัญที่ขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้าของชุมชน
ปากน้าประแส นาไปสู่การวาดแผนที่ชุมชนปากน้าประแสกับชุมชนใกล้เคียงที่มี
ความสัมพันธ์ทางการค้า ด้วยการนาสินค้าในท้องถิ่นมาแลกเปลี่ยนค้าขายซึ่ง
กันและกัน จึงทาให้ชุมชนปากน้าประแสกลายเป็นเมืองการท่าที่สาคัญ และมีร้านค้า
ขายของชามากมายปรากฏขึ้นในอดีต โดยคาสัมภาษณ์ของคุณลุงชุมกล่าวถึงสินค้า
ภายในร้านขายของชา ประกอบไปด้วยอาหารแห้งประเภทต่าง ๆ ไปจนถึงผักและ
ผลไม้ เป็นที่แน่นอนว่าไม่ได้เป็นผลผลิตจากชุมชนปากน้าประแสเพียงอย่างเดียว
ต้องมีการนาเข้าสินค้ามาจากแหล่งผลิตอื่น ๆ รวมถึงผู้คนที่เข้ามาซื้อสินค้าภายใน
ชุมชนต้องมีหลากหลายที่มาอย่างแน่นอน นาไปสู่การนาเสนอข้อมูลเครือข่าย
ความสัมพันธท์ างการค้าของชมุ ชนประแสกับชมุ ชนโดยรอบ

ภาพที่ 1.16 แผนท่ีแสดงเครอื ข่ายความสมั พนั ธ์ทางการคา้ ในอดีตของชุมชนปากน้าประแส
(ภาพโดย พมิ พ์นิภา ทวเี พชรส์ กลุ )
46

ด้วยสภาพพื้นที่ของชุมชนปากน้าประแสอันเป็นพื้นที่ปากแม่น้าและติดกับ
ทะเลอ่าวไทย ทาให้เป็นทาเลที่ดีสาหรับการเป็นเมืองท่าการค้าสาคัญ รวมถึง
จุดยุทธศาสตร์ศูนย์รวมผู้คนและสินค้า จากภาพที่ 1.1 แสดงชุมชนโดยรอบอันมี
ปฏิสัมพันธ์ทางการค้าต่อชุมชนปากน้าประแส จากแผนที่ปรากฏหมายเลขตามชุมชน
ตา่ ง ๆ บง่ บอกถึงความแตกต่างทางนา้ ซงึ่ หมายเลข (1) หมายถงึ นา้ เค็ม หมายเลข (2)
หมายถึง น้ากร่อย และหมายเลข (3) หมายถึง น้าจืด

ลักษณะของน้าในแต่ละพื้นที่ ล้วนส่งผลต่อสินค้าในชุมชนต่าง ๆ หากเป็น
พื้นที่ติดทะเลอย่างชุมชนปากน้าประแส สินค้าจะประกอบไปด้วยสัตว์น้าหลากหลาย
ประเภท เพอ่ื นาไปคา้ ขาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารสด ไปจนถงึ อาหารแปรรูป รวมถึงชุมชน
คลองปูนพื้นที่น้าจืด จึงมีสินค้าจาพวกผักผลไม้มากมาย จะเห็นได้ว่าความหลากหลาย
ทางภูมิศาสตร์ก็ส่งผลดีต่อการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างชุมชน ทาให้ชุมชนปากน้า
ประแสเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ทางทรพั ยากรสินค้า ก่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง
ทางเศรษฐกิจอย่างยิ่ง จากการเก็บข้อมูลพบว่า ชุมชนที่มีบทบาทสาคัญในการติดต่อ
ค้าขายกับชุมชนประแสในอดีต ประกอบไปด้วย แหลมสน นาซา คลองปูน เนินฆ้อ
เนินทราย และสามย่าน เป็นต้น ซึ่งคนประแสได้มีการนาเข้าสินค้าจากผู้คนในชุมชน
โดยรอบและมรี ายละเอียด ดงั น้ี

1. คนนาซาคา้ ขาย มะม่วง มะพร้าว ถว่ั ลิสง กะปิ น้าปลา กระเทียม กลว้ ย
และหัวหอม

2. คนคลองปูนค้าขาย ยางพารา เงาะ ขา้ ว ถัว่ ลสิ ง ทเุ รียน และผกั พ้ืนบา้ น
ตา่ ง ๆ

3. คนเนินทรายค้าขายเงาะ มงั คุด ทเุ รยี น และผักต่าง ๆ
4. คนเนินฆ้อค้าขายข้าว สับปะรด กล้วย กะปิ น้าปลา มะพร้าว และ
ยางพารา
5. คนสามย่าน โดยพื้นที่นี้ในอดีตก็เป็นเมืองการค้าเช่นเดียวกัน จึงเป็นอีก
หนึ่งศูนย์กลางสินค้าที่นาเข้ามาจากกรุงเทพฯ เช่นเดียวกัน ทาให้เป็นอีกหนึ่งชุมชน
สาหรับการเดินทางนาเข้าและส่งออกสนิ ค้าของชมุ ชนปากนา้ ประแส ดังท่ีคุณศมญญา
บาเพ็ญทาน เจ้าของร้านเช่าหนังสือ ได้เล่าว่า ในเริ่มแรกร้านแห่งนี้เป็นร้านถ่ายภาพ

47

ตั้งแต่รุ่นพ่อของคณุ ศมญญา โดยจะซื้อฟิล์มสาหรับกล้องถ่ายรูปมาจากชุมชนสามย่าน
และในภายหลังได้เปลี่ยนแปลงเป็นร้านรับทากรอบพระ และร้านเช่าหนังสือสาหรับ
ชาวประมงผู้ออกเดินทางเป็นระยะเวลานาน จะนิยมเช่าหนังสือเพื่ออ่านในช่วงเวลา
วา่ งจากการจับปลาตอนกลางวนั ซง่ึ หนงั สอื ภายในร้านรับนาเขา้ มาจากชุมชนสามย่าน
เช่นเดยี วกัน (ศมญญา บาเพ็ญทาน, สมั ภาษณ์ : 20 พฤษภาคม 2562)

6. คนกรุงเทพฯ ค้าขายเครื่องใช้ภายในบ้านทั่วไป ทั้งหม้อ กะละมัง และ
กระทะ เป็นต้น ไปจนถึงสินค้าตามร้านค้าในชุมชน เช่น อุปกรณ์การตัดเย็บเสื้อผ้า
กระเทียม หัวหอม พริก ผ้าดิบ ด้าย ทองแท่ง น้ามัน เหล้า บุหรี่ เครื่องดื่มโคคา-โคล่า
และหนังสือพิมพ์ เป็นต้น ด้วยวิธีการระบุสินค้าที่ต้องการผ่านกระดาษส่งทางเรือเมล์
ไปยังกรุงเทพฯ เพื่อขนส่งกลับมายังชุมชนปากน้าประแส ซึ่งสินค้าที่นาเข้าสอดคล้อง
กับแผนทชี่ ุมชนปากนา้ ประแสในอดีตประมาณปีพ.ศ. 2490

7. คนแหลมสน ในอดีตเป็นแหล่งชุมชนขนาดเล็ก ทาให้มีการค้าขายสินค้า
ตามบริเวณหนา้ บา้ นผ้คู นต่าง ๆ สินคา้ จาพวกผกั ผลไม้ และสนิ คา้ ประมง เปน็ ตน้

8. คนกระแจะและคนเจ้าหลาวค้าขายถวั่ และยางพารา (ชม วเิ ศษศิลปานนท์,
สมั ภาษณ์: 18 พฤษภาคม 2562)

เมอื่ ผคู้ นจากชุมชนโดยรอบนาสนิ ค้าท้องถิ่นตนเองเดินทางมาค้าขายยังชุมชน
ปากนา้ ประแส ก่อใหเ้ กิดศูนยร์ วมทางการคา้ และผู้คนขนาดใหญ่ ชมุ ชนปากน้าประแส
กลายเป็นแหล่งความเจริญที่เต็มไปด้วยสินค้าครบทุกประเภท ดังนั้น สินค้าท่ี
คนปากน้าประแสค้าขายให้กับกลุ่มคนเหล่านั้น ได้แก่ สินค้าจากการประมงเป็นหลัก
ไม่ว่าจะเป็นอาหารสดจากปลา ปู กุ้ง หอย รวมถึงอาหารแปรรูป ทั้งน้าปลา ปลาป่น
และปลาแห้ง ไปจนถึงสินค้าที่คนปากน้าประแสได้รับนาเข้ามาจากชุมชนต่าง ๆ
โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ทาให้ตลอดเส้นทางภายในชุมชนปรากฏร้านค้าจานวนมาก
แม้ว่าส่วนมากจะเป็นร้านค้าของชาและร้านค้าผักผลไม้ต่าง ๆ พร้อมทั้งรายได้ของ
ทุกครัวเรือนเป็นไปในทางที่ดีอีกด้วย แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของ
ชุมชนอย่างมาก รวมถึงผู้คนที่เขา้ มาในชุมชนกเ็ ข้ามาเป็นส่วนหน่ึงในระบบการค้าขาย
แลกเปลี่ยนสินค้าเหลา่ นี้ กล่าวได้ว่า ความต้องการสินค้าภายในชุมชนปากน้าประแส

48

และเมอื งท่าการประมงทีส่ าคญั ไดด้ ึงดดู ผู้คนจากพน้ื ท่ีตา่ ง ๆ เข้ามาซอื้ ขายสนิ ค้า เป็น
อกี หน่งึ วธิ ีท่ที าใหเ้ ศรษฐกจิ ของชมุ ชนปากนา้ ประแสม่ังคั่งอย่างต่อเนอ่ื ง

ดังบันทึกความทรงจาของคุณสมพงษ์ หิริโอตัปปะ เป็นผู้คนในชุมชนปากน้า
ประแส ไดเ้ ล่าถึงบรรยากาศการค้าภายในชุมชนช่วงปีพ.ศ. 2470-2480 วา่ เปน็ ตลาดที่
มีการค้าขายและรับซื้อ ทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค เครื่องมือเครื่องใช้ รูปแบบขาย
ปลีกและขายส่ง ตลอดจนสินค้าพื้นเมืองของประแสนาส่งขายอย่างกรุงเทพฯ
เนอ่ื งจากสภาพชุมชนแห่งน้ีเอ้ือให้ปากน้าประแสเปน็ แหล่งผลิตสาหรับจาหน่ายอาหาร
สด เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา เนื้อหมู หอยปากเป็ด ไปจนถึงขนมของคนจีน (เมืองโบราณ,
173: 2562) ล้วนเป็นภาพความทรงจาของศูนย์รวมการค้าความเจริญที่มีผู้คนและ
สินค้าอย่างหลากหลาย นอกจากน้ีการเก็บข้อมูลจากคุณชม วิเศษศิลปานนท์ เป็นชาว
ปากน้าประแสดั้งเดิมและอยู่อาศัยในชุมชนมาเป็นเวลานาน ทาให้เห็นภาพถึงชุมชน
ประแสในชว่ งเวลาเจรญิ รุง่ เรืองมากอ่ น

เดิมอาชีพของคุณลุงชมประกอบอาชีพค้าขายของชามาตั้งแต่รุ่นของพ่อ
และแม่ โดยสินคา้ ประกอบไปดว้ ย พรกิ กระเทียม หม้อ กะละมงั ไปจนถงึ อาหารทะเล
แห้งต่าง ๆ และรับตัดเย็บเสือ้ ผา้ อีกดว้ ย ซึ่งเป็นสินค้าที่รบั มาจากกรุงเทพฯ ทั้งสิ้นเพอื่
นามาค้าขายต่อให้กับผู้คนที่เดินทางเข้ามายังชุมชนปากน้าประแสในอดีต ต่อมาทา
ธุรกิจโรงน้าแข็งสาหรับกลุ่มชาวประมง จนท้ายที่สุดอาชีพที่ทาให้คุณลุงชมประสบ
ความสาเร็จอย่างยิ่ง คือ ธุรกิจฟาร์มไก่ เมื่อประมาณปีพ.ศ. 2510-2511 แม้จุดเริ่มตน้
ของการเลี้ยงไก่มีเพียง 16 ตัว ทว่าสภาพเศรษฐกิจชุมชนปากน้าประแสในยุครุ่งเรือง
นั้น ผลักดันอาชีพของผู้คนในชุมชนอย่างยิ่ง ทาให้ลุงชมต่อยอดธุรกิจฟาร์มไก่ไข่ถึง
3,000 ตัว ซึ่งราคาฟองละ 35 สตางค์ โดยขนส่งไปยังชุมชนสามย่าน (ชม วิเศษศิลปา
นนท์, สมั ภาษณ์: 18 พฤษภาคม 2562)

49

1.6 การเปลี่ยนแปลงของชุมชนปากน้าประแส จากเมืองประมงสู่เมือง
ท่องเทย่ี ว

สมัยก่อนชุมชนปากน้าประแสเป็นเมืองที่รุ่งเรืองและคึกคัก เป็นแหล่งท่าเรือ
ขึ้นปลาทาประมงที่ส่งออกปลาที่สาคัญ อีกทั้งเป็นท่าเรือในการคมนาคม และเป็น
แหล่งในการขึ้นสินค้าที่นาเข้ามาจากกรุงเทพ นอกจากนี้ยังมีทั้งโรงหนัง โรงฝิ่น และ
ร้านทองที่แสดงให้เห็นถงึ ความเจริญรุ่งเรืองอีกด้วย ต่างจากปัจจุบันกลายมาเป็นเมือง
ทสี่ งบและเน้นการท่องเท่ียว ไมไ่ ด้ทาประมงเหมือนในอดีต การเปล่ยี นแปลงคร้ังสาคัญ
ของชุมชนปากนา้ ประแสเปน็ เหตุมาจากการตดั ถนนสายสุขมุ วทิ ทีส่ ่งผลกระทบต่อเมือง
ท่าในการคมนาคมของประแส เนื่องจากพอมีถนนเกิดขึ้น ผู้คนก็ต่างหันไปใช้
การเดินทางทางบกมากขึ้น และอีกสาเหตุสาคัญก็คือการเสื่อมเสียของระบบนิเวศ
ที่ส่งผลกระทบให้ปลาลดน้อยลงจนแทบจะไม่มีปลาให้ชาวประมงไปออกเรือ
โดยขอ้ มูลจากการสัมภาษณถ์ ึงผลกระทบต่อการเปล่ียนของประแส

จากคาบอกเล่าของคุณอัญชลี แสนสุวรรณ ผู้อานวยการโรงเรียนวัดตะเคียน
งาม ไดใ้ หข้ อ้ มูลเกี่ยวกับการเปล่ียนแปลงที่ประแสวา่

…ในสมัยก่อนประแสเป็นเมืองที่เจริญมากมีท่าเรือ ทาการค้าขายต่าง ๆ
โดยการเปลี่ยนแปลงท่ีสาคัญ คือการตัดถนนสุขุมวิทขึ้น และความเสื่อม
เสียของระบบนิเวศทาให้ปลาลดน้อยลงต่างกับสมัยก่อนที่ออกเรือเพียง
แค่หนึ่งวันเท่านั้นแต่พอเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นก็ต้องออกไปจับปลา
เดินเรือไปถึงอันดามันหรืออินโดนีเซยี จะเข้าท่า 10 ถึง 15 วันที ด้วยเหตุ
นีท้ าใหเ้ ศรษฐกจิ แยล่ ง ผูอ้ านวยการอัญชลีกล่าววา่ ความโชครา้ ยก็มีความ
โชคดีเพราะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกท็ าให้กระแสได้พลกิ จากเมอื งแห่ง
การประมงกลับมาเป็นเมอื งแหง่ การทอ่ งเทีย่ ว…

(อัญชลี แสนสุวรรณ, สมั ภาษณ:์ 17 พฤษภาคม 2562)

ขณะที่คุณชาตรี ก่อเกื้อ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านจารุง ตาบลเนินฆ้อ ผู้ใหญ่บ้านได้ให้
ขอ้ มลู ว่า คุณชาตรีเป็นคนเนินฆ้อ ตอนเดก็ ๆ คุณชาตรเี คยเดินทางไปที่ปากน้าประแส
บอ่ ยคร้ังเน่ืองจากในสมยั ก่อนชุมชนปากนา้ ประแสน้นั เปน็ ทา่ เรือตอ่ เรือไปกรุงเทพฯ ท่ี

50

สาคัญ สมัยที่ไม่มีถนนหากต้องการเดินทางไปที่กรุงเทพฯ ก็ต้องไปขึ้นเรือที่ชุมชน
ปากน้าประแส นอกจากนี้ยังต้องไปซื้อของท่ีปากน้าประแสด้วย โดยของส่วนใหญ่ท่ี
คนเนนิ ฆอ้ ไปซ้ือมาจากชุมชนปากน้าประแสคือ นา้ มัน ส่วนชุมชนปากนา้ ประแสเองก็มี
การค้าขายกับเนินฆ้อเช่นกัน ต่อมาเมื่อมีถนนสุขุมวิทตัดขึ้นก็ทาให้คนที่ไม่ค่อยได้
เดินทางไปปากน้าประแสเนื่องจากใช้การเดินทางทางถนนแทนโดยเส้นทางใน
การเดินทางเมื่อต้องการไปที่ใดก็ไม่จาเป็นต้องผ่านปากน้าประแสอีก (ชาตรี ก่อเกื้อ,
สมั ภาษณ์ : 18 พฤษภาคม 2562)

ยายมะยม รอบรู้ อายุ 89 ปี (ยายตุ)๊ และ คุณอรยิ า รอบรู้ อายุ 60 ปี (ลกู สาว
ยายตุ๊) เล่าว่ายายตุ๊เป็นเจ้าของตลาดจ่ายที่สมัยก่อนด้านหลังตลาดจ่ายเคยเป็นท่าขึ้น
ปลาของชาวประมงทสี่ าคญั ชอ่ื ว่าทา่ เรอื รงุ่ โรจน์

ภาพที่ 1.17 คณุ ยายมะยม รอบรู้ อายุ 89 ปี ชาวชมุ ชนปากนา้ ประแส
(ภาพถา่ ยโดย พิชชาภสั ส์ พงศอ์ ทิ ธิเดช เมอ่ื วนั ที่ 19 พฤษภาคม 2562)
…ในสมัยก่อนตอนท่ีมที า่ เรือข้นึ ปลาที่ตาบลประแสนั้นครกึ ครน้ื มาก มีคน
พลุกพล่านมากมายไปหมดที่ตลาดก็มีของขายมากมาย ส่วนท่าเรือขึ้น
ปลากม็ ีเรือมาขน้ึ ปลาวนั ละเป็นหม่นื ๆกโิ ลกรัม แต่ตอ่ มาประมาณ 30 ปีท่ี
เเล้ว (ประมาณปีพ.ศ. 2532) ปลาก็มีให้จับน้อยลง จนแทบจะไม่มีเลย

51

ชาวประมงต้องออกเรือไปไกลจนถึงฝั่งอันดามันจนถึงอินโดนีเซียนานถงึ
15 วันกว่าจะกลับมาขึ้นเรือ จากที่เมื่อก่อนหนึ่งวันก็สามารถเก็บปลา
มากมายมาได้เเล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้มีสาเหตุมาจากการจับปลาจานวน
มากทกุ ๆ วัน ทาให้จานวนปลาก็ลดลงทกุ วนั จนในที่สดุ ปลาก็ไม่เหลือให้
จับ ทาให้เศรษฐกิจที่ตาบลประแสก็เริ่มแย่ลง จนต้องปิดท่าเรือเหลือ
เพยี งแต่ตลาดจา่ ยทีย่ งั คงขายสนิ คา้ ทั่วไปในปจั จบุ ัน…
(มะยม รอบร,ู้ 89 ปี และ อริยา รอบรู้, 60 ปี, สมั ภาษณ:์ 20 พฤษภาคม 2562)

ข้อมูลสดุ ทา้ ยเป็นขอ้ มลู จากคาบอกเล่าของคุณปา้ เหนง่ น้อย แซต่ ัน่ อายุ 69 ปี
คุณป้าเป็นเจ้าของร้านกาแฟเจ๊กเลี้ยง ร้านกาแฟของร้านป้าเหน่งน้อยมีฉายาว่าร้าน
กาแฟร้อยปี เนอื่ งจากเป็นรา้ นกาแฟท่สี ง่ ตอ่ มาจากรนุ่ พ่อของคุณปา้ คุณป้าเล่าว่า

…ตั้งแต่จาความได้ก็เห็นว่าประแสครึกครื้น มีคนไปมาทาการค้าขาย
แลกเปลี่ยนสินค้ากัน ร้านกาแฟของป้าสมัยก่อนวัตถุดิบต่างมาจากเรือที่
ขนสินค้ามาจากกรุงเทพฯ ต่อมาพอมีถนนสินค้ากไ็ ม่จาเป็นต้องรอเรือสง่
ของก็สามารถที่จะซื้อได้จากที่สามย่าน ช่วงที่มีถนนสุขุมวิทเกิดขึ้นทาให้
คนมาประแสน้อยลง ประกอบกับความก้าวหน้าของประแสทางด้าน
เทคโนโลยี ทาให้มีขยะมากขึ้นส่งผลเสียต่อระบบนิเวศ ปลาก็เลยน้อยลง
ชาวประมงก็จบั ปลาไมไ่ ด้เหมือนเกา่ …

(เหนง่ นอ้ ย แซ่ตน๋ั , 69 ป,ี สัมภาษณ:์ 19 พฤษภาคม 2562)

ข้อมูลจากคาบอกเล่าถึงชุมชนปากน้าประแสในอดีตของคนในชุมชน
ทาให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชนปากน้าประแส จากเมืองที่เป็นเมืองท่า
แหง่ การประมง ค้าขาย เดินทาง กลายมาเปน็ เมืองท่องเทีย่ วที่ไม่ได้ครึกครื้นเหมือนแต่
ก่อน ไดเ้ ป็น 2 ปจั จัย ดังน้ี

1. การเกิดขึ้นของถนนสายสุขุมวิท ข้อมูลจากคาบอกเล่าของชาวชุมชน
ปากน้าประแสช้ีใหเ้ หน็ ว่าการเปล่ยี นทีส่ าคัญท่ีส่งผลต่อการเปล่ียนแปลงน้ันมาจากการ
เกิดขึ้นของถนนสุขุมวิท เนื่องจากในช่วงสมัยก่อนที่จะมีถนนสายสุขุมวิทเกิดข้ึน
ชุมชนปากน้าประแสเป็นชุมชนที่ติดต่อไปมาสะดวก ประกอบกับการคมนาคมในสมัย

52

นั้นเป็นการคมนาคมทางน้า ทาให้ชุมชนปากน้าประแสเป็นเมืองท่าที่สะดวกต่อการ
เดินทาง คนจากตาบลใกล้เคียงและบริเวณอื่น ๆ ต้องมาใช้บริการในการโดยสาร
เรือเมล์ไปกรุงเทพฯ ต่อมาเกิดถนนสุขุมวิทขึ้นทาให้การคมนาคมเปลี่ยนไป จากการ
เดินทางทางน้ากลายมาเป็นทางบก ส่งผลให้ผู้คนต่างพื้นที่จากตาบลใกล้เคียงและ
บริเวณอื่น ๆ ที่เคยเข้ามายังชุมชนก็ปรับเปลี่ยนการเดินทาง หันไปเดินทางโดยรถยนต์
มากข้ึนแทนการขึ้นเรอื เมล์ จงึ ทาใหไ้ มจ่ าเปน็ ตอ้ งเขา้ มายังชุมชนปากน้าประแส

2. การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ แน่นอนว่าปากน้าประแสเป็นเมืองการ
ประมงทสี่ าคัญหากระบบนิเวศเกิดการเปล่ียนแปลงย่อมส่งผลกระทบต่อการทาประมง
อย่างแน่นอน โดยจากข้อมูลสัมภาษณ์พบว่า เหตุที่ทาให้ระบบนิเวศเกิดการ
เปลี่ยนแปลงนั้นมาจากการที่ชาวประมงจับปลาปริมาณมากเป็นประจา และ
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี กล่าวคือ เมื่อก่อนครั้งปากน้าประแสยังเป็นท่าเรือการ
ประมงที่มีเรือมาขึ้นปลาวันละ 10,000 กิโลกรัม แต่ไม่มีคนปากน้าประแสเลี้ยงปลา
หรือดูแลปลาเลย ทาให้การออกเรือไปจับปลาจานวนมากทุกวัน ๆ ไม่มีการเว้น
ช่วงเวลา แม้ในฤดูวางไข่ ส่งผลให้ปลาลดน้อยลง ประกอบกับการที่ชุมชนปากน้า
ประแสรับสินค้ามาจากกรุงเทพฯ โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นถุงพลาสติก ขวด รวมถึง
เทคโนโลยีเครื่องมือในการจับปลา ทาให้เกิดขยะในชุมชนปากน้าประแสมากขึ้นส่งผล
เสียต่อระบบนิเวศปากน้าประแส อีกทั้งเครื่องมือจับปลาที่มีให้ประมงเลือกให้จับปลา
ได้แทบทุกขนาดทาให้ปลายิง่ ลดน้อยลง อวนจับปลาที่ตาถี่มากขึ้น ทาให้จับทั้งปลาตัว
เล็กและปลาตัวใหญ่ ปลาจึงลดน้อยลง เมื่อไม่สามารถหาปลาได้แล้ว ส่งผลต่อ
การประมงทีซ่ บเซาลงและปดิ ตัวไป แรงงานประมงกต็ อ้ งโยกย้ายไปหางานทาที่อืน่ เมื่อ
ลูกค้าคนสาคญั ของร้านค้าในชุมชนปากน้าประแสอยา่ งแรงงานประมงหายไป สนิ ค้าไม่
มคี นซ้อื รา้ นคา้ ก็ปดิ ตวั ตามลงไป

อาจสรุปได้ว่าเนื่องจากปากน้าประแสเป็นเมืองท่าของการคมนาคมและเป็น
เมืองประมง การเปลี่ยนแปลงที่สาคัญจึงเกิดจากการเปลี่ยนเส้นทางการคมนาคม
ปัญหาเกี่ยวกับปลา และความเสื่อมเสียของระบบนิเวศ คือการมีถนนสายสุขุมวิทเข้า
มาในปีพ.ศ. 2521 และต่อมาด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของการประมง

53

ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการจับปลา ที่มีประสิทธิภาพมากข้ึน
จนทาให้ทรัพยากรทางทะเลลดน้อยลง การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐในยุคต่าง ๆ
ทาให้ธุรกิจด้านประมงเริ่มถดถอยลงไป ผลจากการเปลี่ยนแปลงทั้ง 2 ปัจจัย
ทาให้ชุมชนปากน้าประแสไม่คึกคักและเฟื่องฟูเหมือนในอดีต แต่ภายใต้การ
เปลี่ยนแปลงก็มีผลดีเกิดขึ้น ถึงแม้ชุมชนปากน้าประแสจะเปลี่ยนแปลงจากเมืองแห่ง
การประมง มาเป็นเมืองของการท่องเที่ยว แต่วัฒนธรรม ประเพณี การนับถือ และ
ความเชื่อต่าง ๆ ก็ยงั คงดารงไวใ้ ห้คนรุ่นใหม่ได้รับชม

54

รายการอ้างอิง

เอกสารและหนังสือ
จริ าพร แซเ่ ตยี ว. “สมบูรณโ์ อสถ : ร้านสมุนไพรเกา่ แกท่ ี่ปากนา้ ประแส.”เมอื งโบราณ.

45,1 (มกราคม-มนี าคม 2562): 169 -179.
เทศบาลเมืองแกลง. (2546).เมอื งแกลงของเรา เมอื งเกา่ บรรพชน. ระยอง: พีเคเอสก

รงุ เทพการพิมพ์.
พระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเจ้าเกล้าอยู่หัวเมื่อเสด็จประพาสหัว

เมืองฝ่ังชายทเลตะวนั ออก.(2470). พระนคร: โรงพมิ พ์โสภณพิพรรฒธนากร.
(พมิ พใ์ นงานบาเพ็ญพระราชกุศลสัปตมวารพระศพ สมเด็จพระบตี จุ ฉาเจ้า
สขุ มุ าลยม์ ารศรี พระอคั รราชเทวี กรกฎาคม 2470 )
มณฑลจนั ทบุรี และปกิณณกคด.ี (2515). นครหลวงกรุงเทพธนบรุ ี: โรงพิมพม์ หมากุฎ
ราชวทิ ยาลยั . (พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระเทพสุทธโิ มลี (เสง่ยี ม
จณิ ฺณาจาโร ป.๖) พฤศจกิ ายน 2515)
รงั สรรค์ ธนะพนั ธ.์ุ (2527). ภาษอี ากรในประวตั ิศาสตร์เศรษฐกจิ ไทย. กรงุ เทพฯ.
สานักพิมพม์ หาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
สุนทรภู่. (2349). นริ าศเมืองแกลง โดยสุนทรภู่ ฉบับไทย-อังกฤษ. แปลจาก นริ าศ
เมืองแกลง. แปลโดยเสาวนยี ์ นิวาศะบุตร. กรงุ เทพฯ: ภาพพมิ พ.์

สอ่ื อิเล็กทรอนกิ ส์
การปฏริ ปู การปกครองในสมัยรชั กาลท่ี 5. (ม.ป.ป.). เข้าถึงเม่อื 12 มิถุนายน 2562.

เข้าถงึ ได้จาก https://www.baanjomyut.com/library_2/extension-
2/historical_period/01.html.
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่งั (ม.ป.ป.). สภาพทวั่ ไปตาบลปากนา้ ประแส.
เขา้ ถงึ เมือ่ 12 มถิ นุ ายน 2562.เข้าถึงได้จาก
https://www.dmcr.go.th/miniprojects/58/22440.
กรมอุตนุ ยิ มวิทยา (ม.ป.ป.). หนงั สอื อตุ ุนยิ มวิทยา ลมมรสุม. เข้าถึงเม่ือ 12 มิถุนายน
2562. เข้าถึงไดจ้ าก https://www.tmd.go.th/info/info.php?FileID=52.

55

จิราพร แซ่เตยี ว.(2561).วถิ ีประมงพาณิชยป์ ากน้าประแส จงั หวดั ระยอง.(ออนไลน์).
เข้าถึงเมอ่ื 11 กรกฎาคม 2562. เข้าถงึ ได้จาก http://lek-
prapai.org/home/view.php?id=5374.

จริ าพร แซ่เตยี ว.(2561).บันทึกจากท้องถิ่น ชาวประมงปากนา้ ประแส อาเภอแกลง
จงั หวัดระยอง. (ออนไลน์). เข้าถึงเม่ือ 11 กรกฎาคม 2562. เขา้ ถึงไดจ้ าก
http://lek-prapai.org/home/view.php?id=5365.

วลยั ลักษณ์ ทรงศิริ (2559). การสารวจเส้นทางเดนิ ทัพและรวบรวมไพร่พลเพ่ือกู้
ชาตขิ องสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจากพระนครศรีอยุธยาจนถงึ เมือง
ตราด. เข้าถงึ เมื่อ 12 มิถุนายน 2562. เข้าถงึ ได้จาก http://lek-
prapai.org/home/view.php?id=5123.

สานกั งานสถติ จิ งั หวดั จนั ทบุรี (ม.ป.ป.). ข้อมูลทั่วไปของจังหวัดจันทบุรี. เข้าถึงเมื่อ
12 มถิ ุนายน 2562. เข้าถงึ ได้จาก
http://chanthaburi.nso.go.th/index.php?option=com_content&vie
w=article&id=142&Itemid=583.

เสาวลกั ษณ์ แสงสวุ รรณ (2560). ตรัสแล้วไมค่ นื คา!! ๒๕๐ ปี ประวัตศิ าสตร์สาคัญ...
พระเจา้ ตากสนิ บุกตีเมืองจันทบุรี "ทุบหม้อข้าว ถ้าชนะไมไ่ ดก้ ต็ ายดว้ ยกนั
เสียใหห้ มด" !!. เข้าถึงเมื่อ 12 มถิ นุ ายน 2562. เข้าถงึ ได้จาก
https://www.tnews.co.th/religion/327893/กษตั รยิ ์ตรสั แลว้ ไม่คนื คา!!-
๒๕๐-ปี-ประวตั ิศาสตรส์ าคญั ...พระเจา้ ตากสิน-บุกตีเมืองจันทบรุ ี-ทุบหม้อ
ขา้ ว—ถา้ ชนะไม่ไดก้ ็ตายด้วยกันเสยี ใหห้ มด-!!

หอจดหมายเหตุเเห่งชาติ จนั ทบรุ ี. (2555). สาระสังเขปเอกสารจดหมายเหตุ
กระทรวงมหาดไทย ชดุ มณฑลจันทบุร.ี เข้าถงึ เมอื่ 12 มิถนุ ายน 2562.
เขา้ ถึงได้จาก http://www.finearts.go.th/12archives/หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส/์ book/7-2449-2476/2-2013-01-26-21-11-08.html.

56

การสมั ภาษณ์
กี ชนะปาลพันธ์. (2562). ชาวบ้าน. สมั ภาษณ์, 20 พฤษภาคม.
เจนจริ า แต่งประกอบ. (2562). ชาวบ้าน. สมั ภาษณ์, 20 พฤษภาคม.
จรูญ ศรีสวุ รรณ. (2562). ชาวบ้าน. สัมภาษณ์, 19 พฤษภาคม.
เจริญศักด์ิ บาเพ็ญทาน. (2562). ชาวบ้าน. สมั ภาษณ์, 20 พฤษภาคม.
ชม วิเศษศลิ ป์ปานนท์. (2562). ชาวบา้ น. สมั ภาษณ์, 18 พฤษภาคม.
ชาตรี ก่อเก้ือ(2562). ผใู้ หญ่บ้าน บ้านจารงุ ตาบลเนนิ ฆ้อ. สัมภาษณ์, 18 พฤษภาคม.
บญุ ช่วย บณุ ยะโหตระ. (2562). ชาวบ้าน. สัมภาษณ์, 19 พฤษภาคม.
ประสาท เนินชยั . (2562). ชาวบา้ น. สัมภาษณ์, 20 พฤษภาคม.
ไพเราะ ชัยชล. (2562). ชาวบ้าน. สัมภาษณ์, 18 พฤษภาคม.
ภานุ ธนะสาร. (2562). ชาวบ้าน. สมั ภาษณ์, 18 พฤษภาคม.
ภาวณิ ี ยอดบรบิ ูรณ์. (2562). ชาวบ้าน. สมั ภาษณ์, 18 พฤษภาคม.
มะยม รอบรู้. (2562). ชาวบา้ น. สัมภาษณ์, 20 พฤษภาคม.
เยาวลักษณ์ ศริ เิ จริญลาภ. (2562). ชาวบ้าน. สัมภาษณ์, 21 พฤษภาคม.
วราภรณ์ ตั้งรกั ษาสตั ย.์ (2562). ชาวบา้ น. สัมภาษณ์, 20 พฤษภาคม.
ศมญญา บาเพญ็ ทาน. (2562). ชาวบ้าน. สัมภาษณ์, 20 พฤษภาคม.
สมญั ญา บาเพ็ญทาน. (2562). ชาวบ้าน. สมั ภาษณ์, 20 พฤษภาคม.
เหน่งน้อย แซต่ ัน๋ . (2562). ชาวบา้ น. สัมภาษณ์, 19 พฤษภาคม.
อญั ชลี แสนสุวรรณ. (2562). ผอู้ านวยการโรงเรยี นวดั ตะเคียนงาม. สัมภาษณ์,

17 พฤษภาคม.
อารียา รอบรู้. (2562). ชาวบา้ น. สมั ภาษณ์, 20 พฤษภาคม.
ไอเพชร แซ่แต้. (2562). ชาวบ้าน. สมั ภาษณ์, 19 พฤษภาคม.

57

บทที่ 2

ความสัมพนั ธท์ างเครือญาตขิ องกลมุ่ คน
ณ ชมุ ชนปากน้าประแส

คชาภรณ์ วงษว์ รรณรัตน์
นภสร อไุ รพนั ธุ์
ปุณยาพร รปู เขียน
วทั ธิกร รกั ษก์ ิจกุล
อรพรรณ โพทอง

58

บทคัดย่อ

ความสัมพันธ์ทางเครือญาติของกลุ่มคน ณ ชุมชนปากน้าประแสที่มีการอยู่
อาศัยมาตั้งแตใ่ นอดีตจนถึงปัจจุบัน มีความเก่ียวข้องเชื่อมโยงกับการเปลย่ี นแปลงของ
ชุมชนปากนา้ ประแสด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปน็ ในด้านเศรษฐกจิ สังคม วัฒนธรรม ล้วนมี
ความเก่ยี วข้องกบั ความสัมพันธ์ทางเครือญาติของผู้คนในชุมชนปากน้าประแสอย่างย่ิง
โดยภูมิหลังที่มาของชาวชุมชนปากน้าประแส สามารถสืบทอดประวัติศาสตร์และ
เอกลักษณ์ของผู้คนในปัจจุบันผา่ นทางเครือญาติทีเ่ ก่ียวโยงกันในแต่ละกลุ่มคนที่อาศยั
อยใู่ นชมุ ชนปากน้าประแส การศกึ ษาความสมั พนั ธท์ างเครอื ญาติของกลุ่มคน ณ ชุมชน
ปากนา้ ประแสแสดงให้เหน็ 4 ประเด็นได้แก่ 1) ช่วงเวลาและเหตุผลในการเขา้ มาตงั้
ถ่ินฐานยงั ปากนา้ ประแส ประวัติการเขา้ มาของผู้คนทเ่ี ข้ามาตั้งรกรากในชุมชนปากน้า
ประแส โดยหัวข้อดังกล่าวจะมีการกล่าวถึงการเปลี่ยนจากการใช้ “แซ่” มาเป็น
“นามสกุลไทย” เพื่อให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของผู้คนจากความเป็นจีนมาสู่ความ
เปน็ ไทย 2) ผู้คนกล่มุ ตา่ ง ๆ ณ ปากน้าประแส ลักษณะการประกอบอาชีพท่ีแสดงถึง
การมีอัตลักษณ์ต่าง ๆ ของกลุ่มคน ที่อาศัยอยู่บริเวณปากน้าประแส โดยยกตัวอย่าง
กลุม่ จนี แตจ้ ๋วิ กลุ่มจีนไหหลา กลุ่มจีนฮกเก้ยี น กลุ่มจีนแคะ กลุม่ คนไทยและกลุ่มอื่น ๆ
และกลุ่มคนไม่สามารถระบุกลุ่มได้ 3) การเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ของปากน้าประ
แสในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรมและการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ
โดยอาศัยข้อมูลในด้านประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ทางเครือญาติประกอบการอธิบาย
และสุดท้ายคือ 4) ความสัมพันธ์และอัตลักษณ์ของปากน้าประแส ณ ปัจจุบัน
แสดงความหลากหลายทางอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของชุมชนปากน้าประแส ภายใต้
มุมมองและความเข้าใจทางมานุษยวิทยาทางสังคมวัฒนธรรม เพื่อแสดงให้เห็นถึง
หลักการในด้านปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดขึ้นของประวัติศาสตร์ภายใต้
ความสมั พันธ์ทางเครือญาติของกลมุ่ คนชุมชนปากนา้ ประแส

คาสาคัญ : ปากนา้ ประแส, เครือญาติ, การผสมผสานทางวัฒนธรรม, อตั ลักษณ์,
ความหลากหลาย

59

2.1 บทนา : ชว่ งเวลาและเหตุผลในการเข้ามาต้ังถิน่ ฐานยงั ปากนา้ ประแส

จากการเก็บข้อมูลภาคสนาม ในโครงการเพิ่มพูนทักษะนักศึกษาด้วยการวิจัย
ภาคสนามทางมานุษยวิทยา ด้านความสัมพันธ์ทางเครือญาติของกลุ่มคน ในช่วงวันท่ี
17 – 23 พฤษภาคม 2562 บริเวณชุมชนปากน้าประแส อาเภอแกลง จังหวัดระยอง
พบว่าชุมชนปากน้าประแสนั้นมีคนไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่เป็นจานวนมาก ประชากร
ในยุคของการตั้งถิ่นฐานของชุมชนปากน้าประแส สามารถจาแนกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่
ดว้ ยกนั คือ กลมุ่ คนไทยกบั กลมุ่ คนจนี และอาจมีกลุม่ คนอนื่ ๆ อีกดว้ ย

1) กลุ่มคนไทย เป็นชุมชนที่อยู่อาศัยมาอย่างตอ่ เนื่องดั้งเดิมตัง้ แต่สมัยอยุธยา
ตั้งถิ่นฐานอยูบ่ ริเวณตอนบนของชมุ ชนซึ่งเป็นท่ีราบลุม่ และมีแม่น้าไหลผ่าน ประกอบ
อาชีพการทานา ทาสวน ทาไร่ เพาะปลูกพืชผัก การทาเกษตรกรรมส่วนใหญ่จะพึ่งพิง
อยกู่ ับธรรมชาติเปน็ หลกั

2) กลุ่มคนจีน ที่ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในชุมชนปากน้าประแส สันนิษฐานว่า
เริ่มมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เข้ามาตั้งถิ่นฐานทามาหากินอยู่กระจายอยู่ตามหัวเมือง
สาคัญในพื้นที่ชายฝ่ังทะเล โดยกลุ่มชาวจีนในชมุ ชนปากน้าประแสส่วนใหญ่อพยพเข้า
มา จะอาศยั อยู่ทางตอนล่างของชุมชนซ่งึ เป็นพื้นทรี่ าบลุ่มชายทะเล เดินทางเข้ามาโดย
การอาศัยเรือสาเภา ด้วยลักษณะภูมิศาสตร์ของปากน้าประแสเป็นท่ีราบลุ่มปากแม่น้า
ที่อยู่ตามแนวชายฝั่งทะเลตะวันออก เหมาะแก่การเป็นที่ตั้งและการทามาค้าขาย
ท่าเรือที่จอดพักเรือสินค้าจากต่างประเทศที่เข้ามาติดต่อค้าขาย เป็นศูนย์กลางทาง
การตลาดสาคญั ในพืน้ ที่ (ธนิต โตอดเิ ทพย์, 2556)

อีกทั้งยังมีวัฒนธรรม ร่องรอยของวิถีชีวิต ที่ทาให้อนุมานได้ว่าคนจีนได้เข้า
มายังปากน้าประแสเป็นเวลานานแล้ว จะเห็นได้จากประเพณีวัฒนธรรมที่ยังคงปฏบิ ัติ
กันอยู่ในชุมชน อย่างเช่น การไหว้เจ้าวันตรุษจีน สารทจีน เช็งเม้ง ไหว้พระจันทร์ การ
กนิ เจทีโ่ รงเจซึง่ เป็นศนู ย์รวมของชุมชนอีกแห่งหนง่ึ ในวันเทศกาลกนิ เจ อีกท้งั ยังพบศาล
เจ้าจีนหลายแห่งในชุมชน รวมไปถึงศาลเจ้าประจาแซ่ของคนจีนที่ได้เข้ามาผสมผสาน
วัฒนธรรม ความเชื่อ วิถีชีวิตเขา้ กับคนไทย จนหลอมรวมให้เกิดเป็นปากน้าประแสที่มี
เสน่ห์จนถึงทุกวันนี้ จากการศึกษานั้นพบสาเหตุของการเข้ามาในไทยของคนจีนที่เข้า
มาต้งั รกรากยงั ประแสและเป็นพลเมืองไทยน้นั มดี งั นี้

60

2.1.1 สาเหตกุ ารอพยพของชาวจีนเขา้ มาสู่ไทย

ในอดตี ชาวจนี อพยพหนีความลาบากยากแค้นในประเทศจนี ออกสู่ดนิ แดนทาง
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความจาเป็นทางภูมิศาสตร์อันเป็นถิ่นกาเนิดเป็นปัจจัย
สาคัญอย่างหนึ่ง เพราะพื้นทใ่ี นประเทศจีนเต็มไปดว้ ยภูเขา ประชาชนแออัด พื้นที่ราบ
มีน้อยไม่เพียงพอต่อการทามาหากิน อีกทั้งภัยธรรมชาติที่รุนแรง และในยุคของเหมา
เจ๋อตุง (ประมาณ พ.ศ. 2488 – พ.ศ. 2519) ที่เน้นการใช้อานาจเด็ดขาดหรือวิธีการ
เผดจ็ การโดยชนชน้ั กรรมาชพี ภายใตก้ ารนาของพรรคคอมมวิ นิสต์ เมอื่ เกิดความไม่สงบ
ความอดอยากภายในประเทศจีน ทาให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีนโดยเฉพาะผู้ที่
ยากจน หัวหน้าครอบครัวหรือคนหนุ่มที่ยังมีกาลังวังชาจาเป็นจะต้องละทิ้งครอบครัว
และแผ่นดินเกิด เดินทางไปแสวงโชคตามดินแดนต่าง ๆ ที่สงบสุขและอุดมสมบูรณ์
เพื่อส่งเงินมาช่วยเหลือครอบครัว รวมถึงความสามารถในการติดต่อค้าขาย และ
ความสามารถในการเดินเรือของจีนออกสู่ทะเล ดินแดนแห่งหนึ่งที่ชาวจีนนิยมเข้ามา
แสวงโชคก็คือประเทศไทย โดยชาวจีนเริ่มเดินทางเข้ามายังประเทศไทยตั้งแต่สมัย
อยุธยา ประกอบด้วยชาวจีนหลายกลุ่มภาษา ชาวจีนกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดอพยพมาจาก
มณฑลกวางตุ้ง (Guangdong Province) และฝูเจี้ยน (Fujian Province) ซึ่งพูดภาษา
แต้จิ๋วมากที่สุด รองลงมาได้แก่ชาวจีนที่พูดภาษาฮกเกี้ยน กวางตุ้ง แคะ และไหหลา
ตามลาดับ (วนิดา เจริญศุข, 2532) การเดินทางเข้ามานั้น เดินทางโดยอาศัยเรือขนส่ง
สินค้าหรือเรือสาเภา บางคนเดินทางไปมาเพื่อนาสินค้าจากเมืองจีนมาขาย และบรรทุก
สนิ คา้ ไทยกลับไปขายยังเมืองจีน อกี ส่วนหนึ่งซง่ึ เป็นสว่ นใหญ่ จะเขา้ มาตงั้ รกรากทามาหา
กินอยูใ่ นประเทศไทยอย่างถาวรซึ่งจะเห็นได้จากคนไทยเชื้อสายจีนที่อยู่อาศัยภายในประ
แสนี้ ดังคาบอกเล่าของชาวประแสรุ่นปัจจุบันหลายคนที่กล่าวถึงการเข้ามาของบรรพ
บุรษุ ชาวจีนของตนเอง

...รุน่ ทวดของผมมาจากจนี มาหางเปีย แต่ไม่รมู้ ณฑลอะไร สมยั ก่อน
เขาไม่ให้ผู้หญิงมา ให้แต่ผู้ชายมา เตี่ยของยายผมหรือทวดผมนั่น
แหละกไ็ ด้มาอยู่ที่นี่...

(ภาณุ ธนะสาร 57 ปี, สมั ภาษณ์: 19 พฤษภาคม 2562)

61

ภาพท่ี 2.1 คุณภาณุ ธนะสาร ชาวบา้ นทส่ี ืบเช้อื สายจนี
(ภาพถ่ายโดย วทั ธกิ ร รกั ษก์ ิจกลุ เมอ่ื วนั ที่ 20 พฤษภาคม 2562)

…คนจีนสว่ นใหญ่อพยพเข้ามาที่นี่ในสมัยรัชกาลที่ 8 เข้ามาทางเรือ บ้าน
ฉันมาจากโก๋เล้ง โดยเตี่ยเข้า มาอยู่ก่อน เตี่ยอพยพมากับพี่น้อง 4 คน มี
ย้ายไปอยู่อุบลราชธานี เชียงใหม่ และภาคอีสาน แล้วก็มาอยู่ที่ประแส
เมอ่ื ก่อนเขาจะไม่ให้ผู้หญงิ ตามมา เขาจะใหผ้ ูช้ ายมาเทา่ นนั้ …

(เจนจริ า แตง่ ประกอบ 67 ปี, สมั ภาษณ์: 18 พฤษภาคม 2562)
ชาวจีนเหล่านี้เมื่อแรกเริ่มเดินทางเข้ามา จะประกอบอาชีพโดยไม่เลือกงาน
หนักเบา อุปนิสัยสาคัญของคนจีนที่ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด และอดทน ทาให้คนจีน
เจรญิ รงุ่ เรอื งในแทบทกุ อาชีพ
…คนจีนนี่ขยันนะ ทั้งขี้งกด้วย กินน้อยใช้น้อย เลยทาให้คนจีนรวยทุก
คน ไม่ใช่แค่งกอย่างเดียวแต่เค้าหัวดีกันด้วยนะ ประหยัดมัธยัสถ์ มอง
ก้าวหน้า มองการณ์ไกล มองเห็นอนาคตทางอาชพี ของตัวเองว่าทาอะไร

62

แล้วรอด ทาอะไรแล้วดี คนจีนสมัยก่อนนั้นก็ทาค้าขายเป็นหลัก งาน
ถนัดเขา ในตอนนั้นคนจีนนีร่ วยทกุ คน แตค่ นไทยปานกลาง…

(ศิวิลยั วลานริ นั ดร์พันเทียน 63 ป,ี สมั ภาษณ์: 19 พฤษภาคม 2562)

ภาพที่ 2.2 คณุ ไชยรัตน์ เอือ้ ตระกลู ชาวบา้ นทสี่ บื เชือ้ สายจีน
(ภาพถ่ายโดย วัทธกิ ร รกั ษ์กจิ กลุ เมอื่ วันท่ี 20 พฤษภาคม 2562)

2.1.2 การตั้งถิ่นฐานของผู้คนในชุมชนปากนา้ ประแส

การตั้งถิ่นฐานของประชากรบริเวณปากนา้ ประแส มีลักษณะการตั้งถิ่นฐาน
แบบกระจัดกระจายเป็นกลุ่ม สามารถจาแนกได้ 2 ส่วน คือตามบริเวณพื้นที่ราบ
บริเวณชายฝั่งทะเล (ตอนล่าง) และบริเวณท่ีราบแม่น้าประแส (ตอนบน)

1) บริเวณพื้นที่ราบชายทะเล (ตอนล่าง) เป็นการตั้งถิ่นฐานเป็นกลุ่มขนาด
ใหญ่ ซึ่งเป็นเขตมีการขยายตัวด้านเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากพื้นที่ราบชายทะเล
เป็นพื้นที่เปิดสู่การคมนาคมทางทะเล จึงทาให้มีประชากรชาวจีนที่มีความถนัดทาง

63

การค้าเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณพื้นที่ตอนล่างของชุมชน อีกทั้งชาวไทยก็นิยมทา
การประมงกันอยู่ในตอนล่างนด้ี ้วย

2) บรเิ วณพ้นื ทีร่ าบบรเิ วณแม่นา้ ประแส (ตอนบน) เป็นการตง้ั ถิน่ ฐานเป็นกลุ่ม
ขนาดย่อย กระจัดกระจายอยู่ตามบริเวณชายฝั่งแม่น้าประแสตามลักษณะการใช้
ทรัพยากร เนื่องจากแม่น้าประแสมีต้นน้าที่มาจากทิวเขาจันทบุรี มีความคดเคี้ยวไหล
มาตามลาคลองต่าง ๆ ซ่ึงพดั พาทรัพยากรธรรมชาติที่มคี วามอุดมสมบูรณ์มายังบริเวณ
ปลายน้าซึ่งเป็นพื้นที่ของชุมชน จึงทาให้ประชากรที่เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในบริเวณพื้นที่
ทางตอนบนของชุมชนปากน้าประแสประกอบอาชีพที่มีความสอดคล้องกับพื้นที่และ
ทรัพยากร เช่น ทานา ทาสวน ทาประมงตามลุ่มน้าเพื่อยังชีพ ด้วยลักษณะความอุดม
สมบูรณ์ของธรรมชาติและความเหมาะสมของภูมิศาสตร์ของชุมชน จึงทาให้มีผู้คน
มากมายมาอาศัยอยู่ ณ ปากนา้ ประแส ด้วยลักษณะของความแตกต่างทางด้านพืน้ ที่ ท่ี
สัมพันธ์อยู่กับสภาพแวดล้อม จึงทาชาวบ้านประกอบอาชีพที่แตกต่างกันไปซึ่ง
สอดคล้องอยู่กบั ภูมศิ าสตรใ์ นชุมชน (ธนติ โตอดิเทพย์, 2556)

กลุ่มชาวจีนในชุมชนปากน้าประแสส่วนใหญ่อพยพเข้ามาโดยการอาศัยเรือ
สาเภาหรือเรือขนส่งสนิ คา้ เหตุผลในการเข้ามาตั้งรกรากยังปากน้าประแสแห่งนี้ เนื่อง
ด้วยลักษณะภูมิศาสตร์ของปากน้าประแสเป็นส่วนสาคัญ ชุมชนปากน้าประแสเป็น
พื้นที่ที่มีความเหมาะสมทั้งในด้านพื้นทีข่ องชุมชน ซึ่งเป็นที่ราบลุม่ ปากแม่น้าที่อยู่ตาม
แนวชายฝั่งทะเลตะวันออก เหมาะแก่การเป็นท่าเรือ ซึ่งในอดีตปากน้าประแสเคย
รุ่งเรือง เป็นย่านธุรกิจ เป็นศูนย์กลางทางการค้าทางน้าหรือเมืองท่าขนาดใหญ่ของ
อาเภอแกลง และด้วยความอุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ จึงทาให้มีการ
เคลื่อนย้ายของชาวบ้านเข้ามาตั้งรกรากในพื้นที่เป็นจานวนมาก โดยเฉพาะชาวจีนที่มี
ความถนัดทางด้านการค้า เนื่องจากเหมาะแก่การเป็นที่อยู่อาศัยและการทามาค้าขาย
รวมถึงปากน้าประแสในขณะนั้นเคยเป็นท่าเรือที่จอดพักเรือสินค้าจากต่างประเทศซ่ึง
เข้ามาติดต่อค้าขาย มเี รอื เมล์ และเป็นจดุ พักเพื่อต่อเรือไปยังกรุงเทพมหานคร ปากน้า
ประแสในขณะน้ันนับว่าเป็นศูนย์กลางทางการตลาดสาคัญ ทาใหป้ ากน้าประแสมีผู้คน
เข้าออกทุกวันจนเกิดความเจริญขึ้นมากมาย ทั้งโรงหนังวิกประแส และโรงแรมแสง
มุกดา ที่เป็นโรงแรมท่ีมีผู้คนเข้าพักอยู่ตลอด เนื่องมาจากระยะเวลาในการรอเรอื เพื่อจะ

64

ไปยังกรุงเทพมหานครหรือเรอื ขนส่งสินค้าจึงทาให้โรงแรมเป็นธุรกิจสาคัญอีกอย่างหน่ึง
ของประแสในขณะน้นั เปน็ ต้น

...สมยั ก่อนเลย ประแสเป็นเมอื งทา่ สาคัญเลยคือเป็นแหล่งทามาหากิน
เขาเลยมาตั้งรกรากกัน อีกอย่างใครจะเข้ากรุงเทพฯ ก็ต้องมาลงที่ประ
แสก่อน จงึ รงุ่ เรืองมาก...

(ภาณุ ธนะสาร 57 ปี, สมั ภาษณ์: 19 พฤษภาคม 2562)

ในชุมชนปากน้าประแสนั้นยังมีทรัพยากรทางธรรมชาติมากมาย อย่างแม่น้า
ประแสซึ่งมีต้นกาเนิดจากทิวเขาจันทบุรี เขาใหญ่ เขาอ่างฤๅไน เขาหินโรง เขาอ่าง
กระเต็น แล้วไหลมาตามคลองต่าง ๆ หลายสายคือ คลองกระแส คลองปลิง คลองบ่อ
ทอง ห้วยหินคม คลองเจว็ด คลองตากล้วย คลองชุมแสง คลองไผ่เหนือ คลองไผ่ใต้
คลองตวาด คลองผงั หวาย คลองจาคา คลองใช้ คลองแหวน คลองโพล้ คลองท่าสีแก้ว
และคลองหนองเพลง ไหลมารวมกันในเขตอาเภอแกลง เป็นแม่น้าประแส มีความยาว
ประมาณ 26 กิโลเมตร การไหลของแม่น้าประแสที่มีระยะทางค่อนข้างยาวได้พัดพา
ทรพั ยากร แรธ่ าตุตา่ ง ๆ ทมี่ คี วามจาเปน็ ต่อการดารงชวี ิตของสตั ว์นา้ มาตามกระแสน้า
และตกตะกอนอยบู่ ริเวณปากแมน่ ้าประแส การสะสมทางทรัพยากรเหลา่ น้ีบริเวณปาก
แม่น้าและอ่าวไทย จึงทาให้มีสัตว์น้าเข้ามาอาศัยอยู่เป็นจานวนมาก (ธวัชชัย สันติสุข
และคณะ อ้างถึงใน ธนิต โตอดิเทพย์, 2556: 81)

…คนจีนท่ีเขา้ มาสมยั ก่อน ก็อยู่บ้านไม้ริมตล่ิง เอาสัตว์น้ามาทาอาหารกนิ
กัน เพราะอุดมสมบูรณ์มาก พอคนจีนเข้ามาเห็นว่าป่า เห็นว่าน้าอุดม
สมบรู ณ์ ร้เู ลยวา่ ไม่อดตาย กเ็ ร่ิมทาเครื่องไม้เครอื่ งมือจบั กุ้ง หอยปู
ปลา สรรหาสตั วน์ า้ มาทาอาหาร…

(ไชยรตั น์ เอือ้ ตระกูล 73 ปี, สมั ภาษณ์ 20 พฤษภาคม 2562)

อีกอย่างหนึ่งคือ ป่าชายเลน ซึ่งเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ของสัตว์
หลากหลายสายพันธุ์และมีสัตว์น้าหลากหลายชนิดเข้ามาอยู่อาศัยในเขตป่าชายเลน
และเป็นแหล่งของพืชบางชนิดที่ชอบขึ้นริมคลอง เช่น จาก และ โกงกาง เป็นต้น
(ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก, 2554: 11) อีกทั้งป่า

65

ชายเลนยังเป็นแนวช่วยป้องกันภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะเป็นเกราะกาบังและลดความ
รุนแรงของคลื่นและลมชายฝั่งช่วยดักตะกอนสิ่งปฏิกูล และสารพิษต่าง ๆ ไม่ให้ไหลลง
ไปสะสมในพื้นที่บริเวณ ชายฝั่งและในทะเล (ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ัง
อา่ วไทยฝ่ังตะวนั ออก, 2554: 8)

ดว้ ยลกั ษณะพ้นื ฐานทางทรัพยากรธรรมชาตนิ ้ีเองทเี่ ป็นปจั จยั ดารงชีพท่ีสาคัญ
ดังที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น ได้แก่ ป่าไม้ที่เป็นแหล่งหาของป่า ป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์
เป็นที่อยู่อาศัยของสตั ว์น้า ท้องทะเลที่เป็นแหล่งอาหารสาคัญของชาวบ้าน และแม่น้า
ลาคลองที่เป็นแหล่งน้าที่ชาวบ้านใช้ในการดารงชีวิตหรือใช้ในการเพาะปลูก ปัจจัย
ดังกล่าวได้ทาให้ปากนา้ ประแสแหง่ น้ีกลายเป็นขุมทรัพยส์ าคัญ ที่ทาให้เป็นผู้คนเข้ามา
ต้ังรกรากปลกู สรา้ งบา้ นเรอื นอย่ใู นพื้นที่ของชุมชน และกระจายทาการผลติ อยู่บนพื้นที่
ที่มคี วามแตกต่างกันทางด้านทรัพยากร และอีกหน่ึงปจั จัยท่ีทาใหช้ ุมชนปากน้าประแส
ไดก้ ลายเปน็ ศูนยก์ ลางทางการค้าทสี่ าคญั ของภมู ิภาค คอื พน้ื ท่ีตั้งของชมุ ชนท่ตี ดิ ชายฝั่ง
ทะเล เหมาะแก่การจอดเรือขนส่งสินค้า ลักษณะเชิงพื้นที่ได้ทาให้ชาวจีนจานวนมาก
เขา้ มาตั้งรกรากประกอบอาชพี อยูใ่ นชุมชนเป็นจานวนมากดังท่ีเหน็ ได้ในปัจจบุ นั

2.1.3 การเปลี่ยนจาก “แซ่” มาเป็น “นามสกลุ ”

ความหมายของคาว่า “แซ่” โดย เลียง เสถียรสุต (2529 อ้างถึงใน วนิดา
เจริญศุข, 2532) กล่าวถึงคาว่าแซ่ของจีนว่า “คาว่าแซ่ ซึ่งแปลว่านามสกุลนั้น ตาม
ตัวเขียนเป็นคาผสมมาจาก “หญิง” กับคาว่า “กาเนิด” และมีคาอธิบายสั้น ๆ ว่าการ
กาเนิดของคนจาต้องมาจากหญิง ฉะนั้น “แซ่ก็คือนามของคนคนหนึ่งซึ่งเกิดจากหญิง
คนหนึ่งนั่นเอง แต่ถ้าหญิงคนนั้นให้กาเนิดคนหลาย ๆ คน คนหลาย ๆ คนนั้นก็มีนาม
คาเดียวกัน ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีชื่อเฉพาะของแต่ละคนอีกชื่อหนึ่ง ยกให้นามที่เกิดจาก
หญิงคนนนั้ เปน็ นามที่ใชร้ ว่ มกัน”

ส่วนของประเทศจีนที่เริ่มใช้แซ่เป็นครั้งแรก กล่าวกันว่าอยู่ในแถบกลางในลุ่ม
แม่น้าแยงซีเกียง และลุ่มแม่น้าฮวงโหในสมัยก่อนจิ๋นซีฮ่องเต้ ต่อมาในสมัยราชวงศ์จิว
ได้มีการส่งเสริมให้ใช้แซ่กันมาก แซ่ที่เก่าแก่ที่สุดมี 11 แซ่ด้วยกัน ซึ่งชื่อแซ่แต่ละแซ่
ผสมกับคาว่า “หญิง” ทั้งสิ้น แต่ในปัจจุบันแซ่ที่แพร่หลายมีเกินกว่า 100 แซ่และแซ่

66

เหล่าน้นั ยงั มีการออกเสยี งแตกต่างกันไปตามภาษาจนี ที่ใช้ตา่ งกนั อีกด้วย เช่น จนี แต้จ๋ิว
เรียกแซอ่ ง้ึ แตจ่ นี แคะเรียกแซห่ วัง เปน็ ต้น (เพ่งิ อ้าง, 2532)

ดังที่ได้ทราบแล้วนั้น ว่าชาวจีนในประเทศไทยต่างก็มีแซ่ใช้แต่เดิมตั้งแต่อยู่
ประเทศจีนแลว้ และเมือ่ ชาวจนี เหล่าน้ีได้อพยพจากเมืองต่าง ๆ ในประเทศจีน ก็ยังคง
ใช้แซ่กันอยู่ แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้าให้คนไทยทุกคนต้องมีนามสกุล รวมทั้งชาวต่างชาติที่เข้ามาพึ่งพระ
บรมโพธิสมภารในพระองค์ด้วย ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเหล่านี้รวมทั้งชาวจีน
บางคนด้วย ต่างก็ขอตั้งนามสกุลไทย อย่างไรก็ตามยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าชาวจีนเริ่มหัน
มาใชน้ ามสกลุ ไทยต้งั แต่เมื่อใด แต่จากประวัตคิ นจีนซึ่ง หมอ่ มราชวงศค์ ึกฤทธิ์ ปราโมช
(2530 อ้างถึงใน วนิดา เจริญศุข, 2532) ได้เล่าไว้ในเรื่อง "คนจีนในทรรศนะของ
หม่อมราชวงศ์คึกฤทธ์"ิ กลา่ วว่าในสมัยจอมพล ป. พบิ ลู สงครามมกี ารเปลีย่ นแซ่มาเป็น
นามสกุลกันมากด้วยสาเหตทุ างดา้ นการเมือง

จากการเก็บข้อมูลที่ตาบลปากน้าประแส พบคนไทยเชื้อสายจีนในชุมชน
หลากหลายแซ่ ได้แก่ แซ่ตงั้ แซแ่ ต้ แซ่ต๋ัน แซห่ วัง แซ่ล้มิ แซ่หลาย แซเ่ ลา้ แซ่อ้ึง แซ่เฮง
แซ่ฮะ แซ่หลี แซ่โหงว แซ่เต๋ง แซ่หว่อง เป็นต้น และคาดว่ามีอีกหลายแซ่ในชุมชน
ปากน้าประแสแห่งนี้ แต่ด้วยข้อจากัดทางด้านเวลาของกลุ่มผู้เก็บข้อมูลที่เป็นเพียง
ระยะเวลาสั้น ๆ ทาให้ไม่สามารถเก็บขอ้ มูลในส่วนทีเ่ หลือได้ โดยนอกจากจะมีกลุ่มแซ่
ต่าง ๆ มากมายแล้วนั้น กลุ่มของคนไทยแท้ก็ยังมีหลงเหลืออยู่เช่นกัน จากการสารวจ
แล้วนัน้ แซท่ พี่ บมากท่สี ดุ ในชมุ ชนปากนา้ ประแสนี้คอื “แซต่ น๋ั ” ซง่ึ พบว่ามีการใช้แซ่ตั๋น
เหมอื นกันแตก่ ลับไม่ใช่ญาติกัน เน่อื งจากในอดีตคนจนี นน้ั ถูกบังคับให้เปล่ียนแซ่มาเป็น
แซ่เดียวกันทั้งหมด “เพื่อความเป็นพี่น้องและความสามัคคีกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน หาก
ไม่เปลี่ยนก็จะถูกฆ่าเสีย คนจีนส่วนใหญ่ในช่วงเวลานั้นจึงได้เปลี่ยนมาใช้แซ่ตั๋น” (อุ
วิเศษศิลปานนท์ 82 ปี, สัมภาษณ์: 18 พฤษภาคม 2562) ดังนั้น ผู้ที่ใช้แซ่เดียวกันก็
อาจไม่ใช่ญาติกันทั้งหมด แต่ถึงแม้จะไม่ใช่ญาติกันทางสายเลือด ชาวบ้านในปากน้า
ประแสกม็ คี วามรักใครก่ ลมเกลยี วกนั ดจุ ด่งั ญาติมติ รที่มีสมั พนั ธไมตรีทด่ี ตี อ่ กนั

อีกสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือ ในชุมชนปากน้าประแสมี “ศาลเจ้าพ่อแซ่ตั๋น” ซึ่ง
เป็นศาลเจ้าจีนประจาแซ่ ที่ก่อตั้งโดยลูกหลานที่สืบเชื้อสายแซ่ตั๋น นั่นจึงเป็นปัจจัย

67

ส่งเสริมในเรื่องของการที่แซ่ตั๋นนั้นเป็นแซ่ที่มีผู้คนใช้เยอะและเป็นที่รู้จักอย่าง
กว้างขวาง ซึ่งตง้ั อยบู่ ริเวณชมุ ชนเก่าริมนา้ หนา้ ศาลจะหันออกทางปากน้าตามลักษณะ
ทั่วไปของศาลเจ้าในชุมชนประมง โดยวันสาคัญของศาลในการประกอบพิธีกรรมและ
เฉลิมฉลองประจาศาลเจ้าคือ วันที่ 15 มนี าคม ของทกุ ปี ซ่ึงลกู หลานในตระกูลก็จะมา
รวมกนั ทศี่ าลเจา้ พ่อแซ่ตน๋ั เพ่ือประกอบพธิ ีในวนั สาคญั ๆ ของจีน รวมถงึ ชาวบ้านแซ่อื่น
ๆ ก็สามารถเข้ามาไหว้ศาลเจ้าพ่อแซ่ตั๋นนี้ได้ โดยจะเห็นได้จากรายชื่อผู้บริจาคสร้าง
ศาลเจ้าพอ่ แซ่ตน๋ั ทม่ี ีรายช่ือจากคนในตระกูลแซต่ ั๋นและแซ่อืน่ ๆ ด้วยเชน่ กัน

ภาพท่ี 2.3 ภายในศาลเจา้ พอ่ แซต่ ๋นั
(ภาพถา่ ยโดย ปุณยาพร รปู เขียน เม่อื วนั ที่ 19 พฤษภาคม 2562)
โดยเหตุของการเปลี่ยนจากแซ่จีนมาเป็นนามสกุลไทย นับแต่พระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลท่ี 6) ได้พระราชทานพระราชบัญญตั ินามสกุลไทยใน

68

ปี พ.ศ.2456 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่คนไทยเริ่มมีนามสกุลใช้ เช่นเดียวกับอารยประเทศ คน
ไทยเป็นจานวนมากไดข้ อตัง้ นามสกุลใช้ต้ังแต่นั้นมาจนถงึ ปัจจุบัน พระราชบัญญัตินี้ไม่
เพยี งแต่ส่งเสริมใหค้ นไทยท่วั ไปมีนามสกลุ ใช้เทา่ น้นั แตย่ ังส่งเสริมใหค้ นไทยเชอื้ สายอ่ืน
ไดแ้ ก่ คนไทยที่เกิดในประเทศไทยโดยมีบรรพบรุ ุษคนไทยที่แตง่ งานกบั ชาติอื่น หรือคน
ชาติอื่นซึ่งเข้ามาอยู่ในประเทศไทย จนได้รับสัญชาติไทยซึ่งเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิ
สมภารในพระองค์ตั้งนามสกุลด้วย ดังจะเห็นได้จากนามสกุลพระราชทาน ซึ่งเจ้าของ
นามสกลุ เป็นชาวต่างชาตทิ ี่อพยพเข้ามาอาศัยอยใู่ นประเทศไทย โดยเฉพาะชาวจีนที่ได้
ขอพระราชทานนามสกุล โดยเปลี่ยนจากแซเ่ ดิม และวธิ ตี ้งั นามสกุลใหม่ส่วนใหญ่ยังคง
รักษาเค้าเดิมของแซ่เดิมไว้

ภาพที่ 2.4 รายชอื่ ผบู้ รจิ าคสรา้ งศาลเจา้ แซต่ นั๋
(ภาพถา่ ยโดย ปุณยาพร รูปเขียน เมอื่ วนั ท่ี 19 พฤษภาคม 2562)

69

ในขณะท่ชี าวจีนยังคงหล่ังไหลเข้ามาในประเทศไทยอย่างไม่ขาดสายโดยได้รับ
ความช่วยเหลือสนับสนุนจากชาวจนี ที่เข้ามาตั้งหลักฐานในไทยอยู่ก่อนแล้ว ทาให้ชาว
จีนสว่ นใหญก่ ลายเปน็ กลุ่มชนท่ีร่ารวย มอี ิทธพิ ลทางเศรษฐกิจเพิ่มข้นึ เรอ่ื ย ๆ จนเป็นท่ี
หวั่นวิตกของผู้บริหารประเทศเรื่อยมา ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ในบทพระราช
นิพนธ์เรื่อง “ยิวแห่งบูรพาทิศ” ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาล
ที่ 6) ซึ่งทรงแสดงถึงความรู้สึกหวาดระแวงว่าอิทธิพลของคนจีนจะเข้าครอบงา
เศรษฐกิจของไทย ดังเช่นชนชาติยิวที่เข้าครอบงาเศรษฐกิจของชาวตะวันตก เพราะ
พระองคท์ รงมองเห็นถึงความเปล่ียนแปลงของอานาจการปกครองท่ีแตเ่ ดิมอานาจอยู่ที่
กาลังพลในกองทพั แต่ในยุคทีพ่ ระองค์ทรงกาลังเผชิญอยู่นัน้ รูปแบบของอานาจกาลัง
เปลี่ยนไปสู่กาลังทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ได้อยู่ในมือของคนไทย แต่อานาจนี้อยู่ในมือของ
ชาวจีนกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย อิทธิพลทางเศรษฐกิจของคนจีนก็ยิ่งแผ่
กว้างขวางและลงรากหยั่งลึกมั่นคง รัฐบาลในสมัยนั้นต่างตระหนักถึงอิทธิพลในด้าน
ดังกลา่ วของชาวจีน โดยเฉพาะรฐั บาลสมัยจอมพล ป. พิบลู สงคราม ซง่ึ มีนโยบายสร้าง
ชาติด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจแบบชาตินิยม จึงได้พยายามปลุกเร้าให้คนไทยเกิดความ
ตื่นตัว ภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทย เป็นคนไทยที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดม
สมบูรณ์ มีภูมิอากาศและภูมิประเทศที่เหมาะสมแก่การดารงชีวิต จึงต้องรักษาความ
เป็นชาติไว้สาหรับคนไทย และยังมองเห็นว่าเศรษฐกิจอันเป็นหัวใจของการพัฒนาชาติ
นั้นส่วนใหญ่อยู่ในมือคนจีน จึงพยายามที่จะดึงเศรษฐกิจจากมือชาวจีนให้มาอยู่ในมือ
คนไทยบ้าง โดยให้คาขวัญว่า “ไทยทาไทยขาย ไทยใช้ไทยกิน” หรือการที่รัฐบาล
สนับสนุนให้คนไทยกินและขายก๋วยเตี๋ยว ด้วยเหตุผลที่ว่า “...ถ้าทุกซอกทุกมุมพี่น้อง
ชาวไทยกินก๋วยเตี๋ยว จะทาให้เป็นอาหารของชาติที่ขอแบ่งมาจากพี่น้องชาวจีน ทาให้
เรามงี านหากนิ เพิ่มข้ึน ชาวไรข่ ายพชื ชาวประมงหาอาหารจากทะเล กจ็ ะมีงานทามาก
ขึ้น วิธีขายก๋วยเตี๋ยวให้เป็นกอบเป็นกา เป็นล่าเป็นสันทั่วไป...” (เทศกาลตรุษจีนและ
ชาวจีนในสมยั จอมพล ป.พิบูลสงคราม, 2559: ออนไลน์)

จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดารงตาแหน่งนายกรัฐมนตรี (พ.ศ. 2481-2487,
พ.ศ.2491-2500) ได้เพิ่มความเข้มงวดกับชาวจีนมากยิ่งขึ้นในทุกด้าน ทั้งนี้เพราะ

70

ต้องการขจัดชาวจีนให้พ้นจากการกุมอานาจทางเศรษฐกิจเพื่อที่จะให้ชาวจีนในไทย
เกิดการผสมกลมกลืนเป็นไทยได้เร็วขึ้น รัฐบาลจึงสั่งปิดโรงเรียนจีนทุกแห่ง เพราะ
ต้องการให้ลูกหลานจีนไปเรียนในโรงเรียนไทย ซึ่งปากน้าประแสก็ได้รับอิทธิพลทาง
การเมืองนี้ไปด้วยเช่นกัน โดยโรงเรียนจีนกงลิเผยเฉียว ที่เป็นโรงเรียนสอนภาษาจีน
ให้กับลูกหลานชาวจีนในชุมชนปากน้าประแสในขณะนั้นก็ถูกปิดไปเช่นกัน ทาให้
นักเรยี นตอ้ งไปเรยี นโรงเรยี นไทยอยา่ งหลกี เล่ยี งไมไ่ ด้

โดยสาเหตุที่คนไทยเชื้อสายจีนนิยมเปลี่ยนแซ่มาเป็นนามสกุลไทยนั้นมีอยู่
หลายสาเหตดุ ้วยกนั อันไดแ้ ก่

1) คนจีนทุกคนเมื่ออพยพเข้ามาตั้งรกรากอาศัยอยู่ในประเทศไทยตาม
กฎหมายไทย คนเหลา่ นลี้ ้วนต้องเสยี ภาษบี คุ คลต่างดา้ ว แต่เมอื่ อยไู่ ปนาน ๆ ครอบครัว
จีนบางครอบครวั ก็ไม่อยากเสียภาษีอีกต่อไปจึงจดทะเบียนให้ลูกที่เกิดในเมืองไทยเป็น
สญั ชาตไิ ทยและถือโอกาสขอเปลีย่ นจากแซ่มาเปน็ นามสกุลไทย

2) ประมาณปี พ.ศ.2511 รัฐบาลไทยในสมัยนั้น มีจอมพลถนอม กิตติขจร
เป็นนายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายส่งเสริมให้นักเรียน นิสิตนักศึกษาในโรงเรียนและ
มหาวิทยาลัยเปลี่ยนจากแซ่จีนมาเป็นนามสกุลไทย จึงมีการเปลี่ยนแซ่จีนมาเป็น
นามสกลุ ไทยเปน็ จานวนมากเช่นกนั

3) เมื่อคนไทยและคนจีนอยู่ร่วมสังคมกัน ย่อมมีการแต่งงานระหว่างชาวไทย
และชาวจีนโดยอาจจะเป็นหญิงไทยแต่งงานกับชายจีนหรือหญิงจนี แต่งงานกบั ชายไทย
และในกรณีหลังนี้ หญิงจีนเมื่อแต่งงานแล้วย่อมต้องเปลี่ยนมาใช้นามสกุลของสามีซึ่ง
เป็นไปตามกฎหมายไทยจงึ ทาใหค้ นจนี มาใช้นามสกุลไทยเพิ่มข้นึ

4) เกิดจากการเอาอย่างกัน เมื่อมีคนจีนเปลี่ยนจากแซ่มาใช้นามสกุลไทยมาก
ขึ้นและการใช้นามสกุลไทยได้ส่งผลดีและเกิดประโยชน์ต่อคนจีนเหล่านั้น พรรคพวก
เพือ่ นฝูงและญาติของคนจนี เหลา่ น้นั ก็มกั จะเปลีย่ นจากแซ่มาใชน้ ามสกลุ ไทยด้วย จึงได้
เกดิ การยืมนามสกุลกันใชข้ ึน้

5) เพื่อรับสวัสดิการต่าง ๆ ในประเทศไทย หรือเพื่อรับปริญญา ทาบัตร
ประชาชนไทย เข้าเรียนในโรงเรียนไทย เป็นตน้

71

ดังนั้น ในชุมชนปากน้าประแส มีชาวบ้านที่ใช้นามสกุลไทยจานวนมาก ล้วน
แล้วแต่เปล่ียนมาจากแซ่ทั้งสิ้นตั้งแต่ในสมัยรุ่นพ่อหรือรุ่นปู่มาแล้ว และในอนาคตน้ัน
น่าจะมีคนใช้แซ่ของจีนน้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากเหตุผลที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วนั้น
รวมถึงการที่ชาวจีนได้เข้ามาอยู่ที่ประเทศไทยนั้น โดยชาวจีนต้องมีปฏิสัมพันธ์กันคน
ไทยซึ่งถือว่าเป็นชนกลุ่มใหญ่หรือกลุ่มที่ครอบครองอานาจน้ัน และการท่ีชาวจีนได้ก้าว
ไปสู่การยอมรับจากคนไทยหรือสร้างตนเองให้เป็นพลเมืองไทยนั้น การผสมกลมกลืน
ในระดับต้นก็คือ การที่คนจีนเปลี่ยนชื่อ นามสกุลเป็นไทย ซึ่งลักษณะดังกล่าวถือว่า
เป็นกระบวนการทีช่ าวจีนกลายเป็นสมาชิกของสังคมไทย หรือเปน็ คนไทยคนหนึ่ง และ
ได้รับการยอมรับจากคนกลุ่มใหญ่ สามารถที่จะร่วมสถาบันเดียวกันและนาไปสู่การ
ยอมรับวฒั นธรรมร่วมกนั (ดารงพล อนิ ทรจ์ ันทร์, 2561)

2.2 ผคู้ นกลุ่มตา่ ง ๆ ณ ปากนา้ ประแส

ในประเทศไทยมีประชากรชาวจีนที่เป็นเชื้อสายจีนโดยตรง 14 % หรือ 9.4
ล้านคน และชาวไทยเชอ้ื สายจนี ส่วนใหญ่จะเปน็ จีนแต้จ๋วิ ประมาณ 56 % ไหหลา 11%
กวางตุ้ง 7% ฮกเกี้ยน 7% และอื่น ๆ 12% และมีคนไทยที่มีเชื้อสายจีนบางส่วนคิด
เป็นร้อยละ 40% ของประชากรไทยหรือประมาณ 26 ล้านคน และมีอีกจานวนมากท่ี
ไม่สามารถนับได้ เพราะมีการผสมผสานกลมกลืนความเป็นไทยผ่านการแต่งงานข้าม
เชื้อชาติ (ประชากรไทยเดือนพฤษภาคม 2559) (สมยศ ศุภกิจไพบูลย์, 2560 : 255-
256) จากการรวบรวมข้อมูลพบว่ากลุ่มคนจีนในชุมชนปากน้าประแสมีกลุ่มจีนแต้จ๋ิว
มากที่สุด รองลงมาคือกลุ่มจีนไหหลาและกลุ่มคนจีนที่พบได้น้อยคือฮกเกี้ยนและแคะ
ซึ่งมีความสอดคล้องกับจานวนประชากรชาวจีนกลุ่มต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยกลุ่ม
จีนแต้จิ๋วมักตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย ได้แก่ เมืองตราด
จันทบรุ ี ซ่งึ มีพื้นที่ติดกบั ปากนา้ ประแส (วรศิ รา ภานวุ ฒั น์, 2556: 32-33)

72

2.2.1 กลมุ่ จีนแต้จิ๋ว

แต้จวิ๋ (唐人) แปลตามตัวอักษรไดว้ า่ “ชาวราชวงศ์ถงั ” โดยกลมุ่ จนี แตจ้ ๋ิวมี
ถน่ิ กาเนดิ เดิมทางตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลกวางตุ้ง ซง่ึ ในบริเวณมณฑลกวางตุ้ง
กลุ่มจีนแต้จิ๋วส่วนมากมาจากเมืองแต้จิ๋ว อาเภอเถ่งไฮ่ ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเล เมืองแต้จ๋ิว
เมื่อ พ.ศ. 1134 เกิดปัญหาน้าอย่างรุนแรง โดยที่มาของคาว่าเตี่ยจิวหรือแต้จิ๋ว มี
ความหมายวา่ เมอื งทกี่ ระแสน้าเอ่อท้นกลับไปกลับมาอยเู่ สมอ แต้จ๋ิวเปน็ ท่ีอดุ มสมบูรณ์
แต่ภัยธรรมชาติรุนแรง และเป็นเมืองปิดทางบกแต่เปิดทางทะเล ซึ่งปัจจัยทาง
ภูมิศาสตร์ดังกล่าวทาให้ได้มีการหล่อหลอมให้จีนแต้จ๋ิวมีอัตลักษณ์ของตนเองต่างจาก
จีนอื่น ๆ อย่างชัดเจน (ถาวร สิกขโกศล, 2554: 33-34) แต้จ๋ิวเป็นเมอื งขงจ้ือชายทะเล
ซึ่งมีการเรียนรู้พัฒนาตนเองมากกว่าที่มักจะยึดไปเป็นขุนนาง โดยมีคากล่าวที่ว่า “ไป
ถึงมณฑลกวางตุ้งแล้วต้องไปให้ถึงแต้จิ๋ว ถึงแต้จิ๋วแล้วต้องไปให้ถึงสะพานเซียงจื่อ”
สะพานดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ของแต้จิ๋วแห่งความยิ่งใหญ่ของจีน เพราะอุดมไปด้วย
ศิลปะและวฒั นธรรมอนั โดดเดน่ (เพิ่งอ้าง, 2554 : 19-21)

ในเรื่องการเป็นเมืองแห่งน้าที่กล่าวมา ทาให้กลุ่มจีนแต้จิ๋วต้องประสบกับ
ปัญหาเรื่องน้า ที่เป็นเหตุผลทาให้กลุ่มจีนแต้จิ๋วส่วนใหญ่ได้มีการอพยพเคลื่อนย้ายไป
อยู่ยังดินแดนใหม่ และปัญหาเรื่องยุคคอมมิวนิสต์ที่ชาวนามักจะขายข้าวได้ราคาน้อย
จากการถูกกดขี่ (สมยศ ศุภกิจไพบูลย์, 2560: 287-289) เป็นอีกหนึ่งเหตุผลของการ
อพยพไปยังดินแดนใหม่ด้วยเชน่ กัน และหนึ่งในดินแดนใหมท่ ีก่ ลุ่มจีนแต้จ๋ิวเลอื กมาอยู่
อาศัยคือ บริเวณประเทศไทย จีนแต้จิ๋วที่อพยพเข้ามาช่วงแรกตั้งแต่ในสมัยอยุธยา
ส่วนมากอาศัยอยู่บริเวณแม่น้าเจ้าพระยาและตามบริเวณภาคกลาง ในสมัยพระเจ้า
ตากสินมหาราชคนจีนแต้จิ๋วจานวนมากและได้รับสิทธิพิเศษจึงเรียกว่า “จีนหลวง”
เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมีเชื้อสายแต้จิ๋ว และในช่วงนั้นการอพยพเข้า
มาของกลุ่มจีนแต้จิ๋วจึงมีจานวนมากกว่าจีนอื่น ๆ (เพิ่งอ้าง , 2560 : 258) จากการ
เก็บข้อมูลในปากนา้ ประแส พบกลุ่มคนที่สามารถระบตุ ัวตนเองได้ว่ามีบรรพบุรุษเป็น
คนจนี แต้จ๋วิ ซ่ึงเป็นกลุ่มคนทถ่ี กู

ค้นพบมากทีส่ ุดจากการศึกษาตลอดระยะเวลา 7 วนั โดยได้มกี ารให้เหตุผลถึง
การเข้ามายังปากน้าประแสเพราะเนื่องจากปัญหาข้าวยากหมากแพง การทากินไม่

73

สะดวกในประเทศจนี และเนอ่ื งดว้ ยปัญหาคอมมิวนสิ ต์ จึงทาใหบ้ รรพบุรุษของตนได้
อพยพมาอยู่อย่างประเทศไทย การเข้ามาของคนจีนแต้จิ๋วมีระยะช่วงเวลาท่ีใกล้เคียง
กันจากการเก็บขอ้ มลู ซ่ึงมีความแตกตา่ งจากข้อมลู ในหนงั สือส่วนใหญ่ ท่ีมักมีการระบุ
ถึงในช่วงเวลาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องจากข้อมูลที่ได้เป็น
ข้อมูลจากความทรงจาของผู้ที่เป็นรุ่นหลานของผู้ที่อพยพเข้ามา โดยส่วนใหญ่มีอายุ
ประมาณ 60 - 80 ปี ข้อมูลที่ได้ส่วนใหญ่จึงเป็นข้อมูลที่ได้จากความทรงจาตามคา
บอกเล่า ซึ่งเป็นชาวจีนทีอ่ พยพมาในช่วงหลังตัง้ แต่สมัยรัชกาลที่ 6 – 8 โดยอพยพมา
มากในชว่ งสงครามโลกครั้งท่ี 2 (พ.ศ. 2482 - 2488)

…คนจีนส่วนใหญ่อพยพเขา้ มาที่นี่ในสมัยรัชกาลท่ี 8 เข้ามาทางเรือ เต่ีย
เขา้ มาได้เขา้ มาประกอบอาชีพขายข้าว ตอ่ มากเ็ ปล่ยี นมาเก็บเสอ้ื ผ้า ขาย
เปน็ กางเกงชาวเลแล้วก็เส้ือผ้าสาเร็จรูป อาศัยเส้นทางทางน้าในการขาย
ของ แล้วก็เคยทาโรงสีด้วยนะ เหตุผลในการเข้ามาอยู่ปากน้าประแส
เพราะมองว่าเป็นทาเลชุมชุม เชื่อมต่อกับกรุงเทพฯและสามย่าน (สาม
ย่าน ในท่ีน้หี มายถึงบรเิ วณอาเภอแกลง จังหวดั ระยองในปัจจบุ นั )…

(เจนจิรา แตง่ ประกอบ 67 ปี, สัมภาษณ์ : 18 พฤษภาคม 2562)

…ก๋งเข้ามาช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่จีนมีความอดอยากกันดารไม่
สามารถหากินได้ โดยได้อพยพผ่านประเทศจนี เวียดนาม ลาว จังหวัด
ตราดประเทศไทยและเข้ามายังปากน้าประแส โดยตอนนั้น เวียดนาม
ลาว เปน็ ประเทศที่มีปญั หาเรอื่ งคอมมิวนิสตเ์ ขา้ ไปอย่ไู ม่ได้…

(ศรวี รรณ มกุ ดาสนทิ 74 ปี, สัมภาษณ์ : 20 พฤษภาคม 2562)

ชาวจีนที่อพยพเข้ามายังปากน้าประแสในช่วงเวลาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 – 8
ที่กล่าวมาได้นาความรู้วิทยาการอาชีพในความเป็นจีนแต้จิ๋วมาเผยแพร่ยังปากน้าประ
แสด้วยเช่นกนั โดยในประเทศจีน ณ ขณะนั้นมีการพัฒนาภูมิปัญญาความรู้ต่าง ๆ จึง
นามาซึ่งการที่ชาวจีนอพยพไปอยู่อย่างดินแดนใหม่ได้มีการนาภูมิปัญญาความรู้ติดตัว
มาและมาเผยแพร่ผ่านการประกอบอาชีพ อาชีพที่สาคัญที่ชาวจีนได้มาเผยแพร่ยัง
ชุมชนปากน้าประแส คือ อาชีพหมอ อาทิ หมอจับเส้น หมอทาคลอด หมอรักษาและ

74

หมอยา โดยชาวจีนกลุ่มดังกล่าวได้เข้ามาตั้งรกรากในชุมชนปากน้าประแส และมีการ
เผยแพร่ภูมิปัญญาความรู้ดังกล่าวมาสู่คนกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชนปากน้าประแสตั้งแต่ใน
อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยจากการเก็บข้อมูลพบว่ามีหมอสุม มุกดาสนิท หมอเต่ากัวเซียง
แซ่แต้ และหมอจรูญ ศิลปทองโดยในปัจจุบันลูกหลานของชาวจีนที่เป็นหมอมักไม่มี
การสืบทอดอาชีพการเป็นหมอตามบรรพบุรุษ เนื่องจากในปัจจุบันวิทยาการทาง
การแพทย์ตะวันตกได้เข้ามาแทนที่ภูมิปัญญาความรู้ดังเดิมของชาวจีนที่เป็นที่นิยมใน
อดีต โดยในบทความของกลุ่มจีนแต้จิ๋วจะยกตัวอย่างความสัมพันธ์ทางเครือญาติของ
คุณศิวิลัย วลานิรันดร์พันเทียน ที่สามารถแสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของชุมชน
ปากนา้ ประแสผ่านความสัมพันธ์ทางเครอื ญาตไิ ด้เปน็ อยา่ งดี

ภาพที่ 2.5 แผนผงั เครือญาตแิ สดงความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งกลุม่ คนไทยและจีน
ของตระกูลลานริ นั ดรพ์ ันเทียน

(ภาพโดย คชาภรณ์ วงษ์วรรณรตั น์)
75

ตระกูล วลานริ ันดร์พันเทยี น

1. นายเต่ากัวเซียง แซแ่ ต้ (เสยี ชวี ิต) 2. นางละออง วงหงส์ (เสยี ชวี ติ )

3. คุณจู ไมท่ ราบนามสกลุ 4. นางไอเพชร แซ่แต้

5. นายรงุ่ โรจน์ ชยั ชล 6. นายตเี๋ ล็ก แซ่แต้ (เสยี ชวี ิต)

7. นายต๋ใี หญ่ แซแ่ ต้ (เสยี ชีวติ ) 8. นางไอเซียง ไม่ทราบนามสกุล(เสียชีวิต)

9. นายฉลาด วลานิรนั ดร์พันเทยี น (เสยี ชวี ิต) 10. นางศิวิลยั วลานิรนั ดร์พันเทียน

11. นางยุพนิ ชยั ชล 12. นายพนั ศักดิ์ ชยั ชล

13. ไมท่ ราบชอื่ 14. ไมท่ ราบชื่อ

15. นายวรี วฒั น์ ไมท่ ราบนามสกลุ 16. ไมท่ ราบช่ือ

17. นางสาวจริ นันท์ วลานริ ันดร์พนั เทยี น

แผนผังเครือญาติ (ภาพที่ 2.5) ดังกล่าว เป็นการแสดงให้เห็นถึง ที่มาของ
คุณศิวิลัย วลานิรันดร์พันเทียน ที่เป็นลูกครึ่งไทยจีน โดยมีคุณพ่อเป็นคุณหมอชาวจีน
ชื่อเต่ากัวเซียง ที่เข้ามาทางานในบริเวณปากนา้ ประแสและได้มกี ารแต่งงานกับคนไทย
คือคุณแม่ละออง วงหงส์ ทาให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของคนจีนและคนไทยตั้งแต่ในยุค
อดีตหรือประมาณ 80 ปีที่แล้ว และในรุ่นของคุณศรีวิลัย วลานิรันด์พันเทียน ได้มีงาน
แต่งงานกับชาวแม่กลอง (คุณฉลาด วลานิรันดร์พันเทียน) ที่ได้เคลื่อนย้ายมาทางาน
บริเวณกรมหลวงในการรบั จ้างปักเสา ทาใหไ้ ดม้ ีการแตง่ งานระหว่างลูกครงึ่ ไทยจีนและ
คนไทยโดยแท้เกิดขึ้น ความสัมพันธ์ทางเครือญาติดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงความ
เจริญรุ่งเรืองของชุมชนปากน้าประแส โดยแสดงผ่านการแต่งงานของคุณศรีวิลัย วลา
นิรันด์พันเทียน ที่มีการเลือกอาศัยอยู่ยังปากน้าประแส เป็นการยืนยันถึงความ
เจริญรงุ่ เรอื งของปากน้าประแสเป็นอย่างมาก จึงมีการเลือกทีจ่ ะเขา้ มาตั้งถ่นิ ฐานอยู่กับ
ฝ่ายหญิง

นอกจากนี้ความสัมพันธ์ทางเครือญาติของคุณศิวิลัย วลานิรันดร์พันเทียน
สามารถแสดงให้เห็นถงึ ความหลากหลายทางชนชาติของผู้คนในบรเิ วณปากนา้ ประแส
ท่ีมคี วามสมั พนั ธ์เกี่ยวดองกันไมว่ า่ จะเปน็ คนจีนคนไทย หรือคนไทยในพ้ืนท่ีต่าง ๆ ท่ีได้
เข้ามาทางานในบริเวณปากน้าประแส และความสัมพันธ์ทางเครือญาติของคุณศิวิลัย

76

วลานิรันดร์พันเทียนได้แสดงถึงช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของชมุ ชน
ปากน้าประแส โดยแสดงใหเ้ หน็ ผ่านการเคล่ือนย้ายที่อยู่อาศัยออกไปอยูย่ ังพื้นที่ต่าง ๆ
อาทิ พี่สาวคนโตคุณจูได้เคลื่อนย้ายไปอยู่บริเวณจังหวัดจันทบุรี และคุณตี๋เล็ก คุณต๋ี
ใหญ่ ไดม้ กี ารเคล่ือนย้ายไปอย่บู ริเวณเยาวราชในกรุงเทพมหานคร แสดงถงึ การซบเซา
ลงของชมุ ชนปากน้าประแสในช่วงเวลา ณ ขณะนน้ั

ภาพท่ี 2.6 คุณศวิ ิลยั วลานริ นั ดรพ์ ันเทยี น กลมุ่ จนี แตจ้ ิ๋วในชุมชนปากน้าประแส
(ภาพถ่ายโดย วัทธิกร รักษ์กิจกลุ เมอื่ วนั ท่ี 19 พฤษภาคม 2562)

...เต่ากัวเซียง แซ่แต้ พ่อของฉันเป็นหมอซินแสหรือที่เรียกว่าเป็นหมอจบั
เส้น เคยไปรักษาอยู่ที่พังราดจันทบุรีและได้ย้ายเข้ามายังปากน้าประแส
เขา้ มาอย่โู ดยจบั จองพ้ืนที่ และได้มกี ารเขา้ มาขายปลาเค็มท่ีรบั มาจากแพ
แต่ปัจจุบันไม่ได้มีการสืบทอดอาชีพฝังเข็มของพ่อ เพราะมีในเรื่อง อ.ย.
ที่เข้ามาตรวจสอบอย่างเข้มงวด พ่อได้เข้ามาปากน้าประแสพร้อมกับพี่

77

น้องชื่อเจ๊กเลี้ยง เจ๊ต๋า เจ๊อิ่ม ฉันเกิดที่ประเทศไทย ส่วนแม่เป็นคนไทย
ชื่อละออง วงศ์หงส์เปน็ คนเขาดัน ได้มาพบกับพ่อเต่ากัวเซียงที่เมืองไทย
และมลี กู ดว้ ยกนั 6 คน ฉนั เป็นคนสดุ ทอ้ ง...

(ศวิ ลิ ัย วลานิรันดร์พนั เทยี น 63 ปี, สัมภาษณ:์ 19 พฤษภาคม 2562)

นอกจากอาชพี ความเป็นหมอที่ได้กลา่ วมาของกลุ่มจีนแตจ้ ว๋ิ ที่ได้มาเผยแพร่ยัง
ปากน้าประแสแล้ว โดยดั้งเดิมลักษณะการทามาหากินของคนจีนแต้จิ๋วส่วนใหญ่ จะ
เป็นในเรื่องการค้า ตั้งแต่ในสมัยราชวงศ์ถังคนจีนแต้จิ๋วได้รับการกล่อมเกลาจากลัทธิ
ขงจอ้ื ทาให้เปน็ คนสุขมุ ละเอียดอ่อน แม้กระทงั่ การทานาใช้ความละเอียดพิถีพิถัน มัก
ถูกขนานนามว่าเป็น “พวกยิวแห่งบูรพทิศ” แต่ในปัจจุบันในประเทศจีนยกให้คนจีน
แต้จิ๋วเป็น “ยิวแห่งประเทศจีน” เพราะคนจีนแต้จิ๋วทาธุรกิจและการค้าเก่งที่สดุ คล้าย
ยวิ มีคากล่าวท่วี า่ “มกี ระแสนา้ ขนึ้ ลงท่ีไหน มีจีนแตจ้ ๋วิ ท่ีนนั่ ” คนจีนแตจ้ ว๋ิ มักมีบทบาท
ทางด้านเศรษฐกิจแม้ไม่ได้เป็นจีนกลุ่มใหญ่ จีนแต้จิ๋วเป็นจีนที่ฉลาดหลักแหลม มีไหว
พริบปฏิภาณสูง มีชั้นเชิงการค้าแพรวพราว นิสัยท่โี ดดเด่นของจนี แต้จิ๋วคืออยู่กับความ
เป็นจริงปรับตัวยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์ได้เก่ง คนจีนแต้จิ๋วมักจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้
ขอให้ทามาหากินได้มั่งค่ัง ในเรื่องเงินคนจีนแตจ้ ิ๋วมักจะยอมเสียกาได้กอบ (ถาวร สิกข
โกศล, 2554: 16-21) โดยมองว่ากลุ่มจีนแต้จิ๋วการเดินทางออกทะเลค้าขายมีอยู่ใน
สายเลอื ด (สมยศ ศุภกิจไพบลู ย์, 2560 : 259) โดยความเชอื่ ของกลุ่มจีนแต้จิ๋วมีความ
เคารพนับถือท่านผ่านหลี เป็นเทพเจ้าแห่งความร่ารวยเป็นผู้ที่ประสบความสาเร็จใน
ชีวิต ทัง้ ทางด้านการเมอื งการปกครองและการคา้ (เพงิ่ อา้ ง, 2560 : 260)

พบว่ากลุ่มจีนแต้จิ๋วได้มีการประกอบอาชีพที่หลากหลาย ไม่เพียงแต่การ
ประกอบอาชีพค้าขายซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมของกลุ่มจีนแต้จิ๋ว อาทิ คุณยุพา การุญ โดย
บรรพบรุ ษุ เปน็ กลุ่มจีนแต้จิ๋วและชาวไทย ทาใหใ้ นปัจจุบนั ได้มีการเลอื กประกอบอาชีพ
ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นนัน้ ก็คือการทางานธนาคาร (ภาพที่ 24) แผนผังเครือญาติของ
คุณยุพา การุญสามารถบอกเล่าเรื่องราวความมีอัตลักษณ์ของกลุ่มจีนแต้จิ๋วในชุมชน
ปากน้าประแสในปัจจบุ ันท่ีมีการผสมผสานกลืนกลายให้มีความเปน็ เอกลักษณ์ของชาว
ชุมชนปากน้าประแส

78

ภาพท่ี 2.7 แผนผงั เครือญาตแิ สดงความสมั พนั ธ์ทางเครือญาตชิ าวไทยและชาวจนี ตระกูลการญุ
(ภาพโดย คชาภรณ์ วงษ์วรรณรัตน์)

ตระกลู การุญ

1. คณุ โผ แซเ้ ล้า (เสยี ชีวิต) 2. คุณฉิม แซเ้ ลา้ (เสยี ชีวิต)

3. หมื่นศริ ินรา ไม่ทราบนามสกลุ (เสยี ชวี ติ ) 4. คณุ กรอง วิทยานวุ งน์ (เสียชีวิต)

5. คณุ พณิ การุญ (เสยี ชีวติ ) 6. คณุ ระเบยี บ การญุ (เสยี ชีวติ )

7. คุณวัฒนา ไมท่ ราบนามสกุล 8. คุณบุปผา ไม่ทราบนามสกุล (เสียชวี ติ )

9. คุณอาไพ การุญ 10. คุณพาณิชย์ การุญ (เสยี ชวี ิต)

11. คณุ ราพึง การญุ (เสียชีวติ ) 12. คุณยพุ า การญุ

13. คุณพรรณ ไม่ทราบนามสกุล 14. คณุ นี ไม่ทราบนามสกุล

79

15. คณุ วี ไม่ทราบนามสกุล 16. คุณทิ ไมท่ ราบนามสกลุ
17. คณุ นพ ไม่ทราบนามสกุล 18. คณุ นุย้ ไม่ทราบนามสกุล
19. คุณหนุม่ ไมท่ ราบนามสกุล

แผนผังเครือญาติของคุณยุพา การุญ (ภาพที่ 2.7) แสดงถึงความสัมพันธ์ของ
ชาวจีนและชาวไทย และการผสมผสานเดินกายของผู้คนกลุ่มต่าง ๆ ที่ได้อพยพเข้า
มายงั ชุมชนปากนา้ ประแส ทาใหม้ กี ารสร้างอตั ลกั ษณ์ตัวตนของตนเองขึ้นมาใหม่ โดย
ไม่มีการยึดติดอยู่กับอัตลักษณ์ดั้งเดิมของบรรพบุรุษแต่สามารถเปลี่ยนแปลงไปตาม
ชุมชนปากน้าประแสในแต่ละยุคสมัย โดยคุณยุพา การุญ มีบรรพบุรุษคือคุณปู่โผ แซ้
เล้า เป็นคนจีนและมีคุณตาคือหมื่นศิรินราเป็นคนไทย ซึ่งคุณพ่อและคุณแม่ของคุณ
ยุพา การุญเป็นคนจีนและคนไทยโดยแท้ ทาให้เห็นถึงการแต่งงานของชาวไทยและ
ชาวจีนในบริเวณพื้นที่ปากน้าประแสที่ไม่ได้มีการแบ่งแยกระหว่างความเป็นคนไทย
และคนจนี ทาให้คณุ ยพุ า การญุ ในปจั จุบัน มีท้งั เอกลกั ษณ์ความเป็นจีนและความเป็น
ไทยภายในตนเอง โดยได้มีการประกอบอาชพี การค้าขายทองในอดีตในแบบฉบับของ
ความเป็นจีนแตจ้ ิว๋ แต่ได้มีการเรียนหนังสือและมีความสนใจในการทางานธนาคารใน
การเปน็ อาชีพแบบฉบับของคนไทยในอาชีพท่ีผ่านมา และในปจั จุบนั เครือญาติของคุณ
ยุพา การุญได้อาศัยอยู่บริเวณปากน้าประแสด้วยเช่นกันในบางส่วน แต่พบว่ามี
ลูกหลานทางบ้านของคุณยุพา การุญบางส่วนได้มีการเคลื่อนย้ายไปทางานยัง
กรุงเทพมหานครในปจั จบุ ัน

จากการกลา่ วประวัติเครือญาติของ 2 ครอบครวั ขา้ งตน้ ทีม่ ีการเปล่ียนแปลง
การประกอบอาชีพและปรับเปลยี่ นอตั ลักษณ์ให้มีความสอดคล้องกับยุคสมัยในปัจจุบัน
แต่กระนั้นใช่ว่าทุกครอบครัวกลุ่มจีนแต้จิ๋วจะต้องเปลี่ยนแปลงเหมือนกันเสียหมด
เพราะพบการสืบทอดอัตลักษณ์ความเป็นกลุม่ จนี แต้จิว๋ ผ่านการประกอบอาชีพท่ีมีการ
ประกอบอาชีพตัดเย็บเสือ้ ผ้ามาจนถงึ ปจั จุบันด้วยเช่นกัน โดยผูป้ ระกอบอาชพี ตัดเย็บ
เสอ้ื ผา้ กล่มุ จีนแตจ้ ิ๋วได้มีการสืบทอดและอนรุ กั ษ์ ภมู ปิ ัญญาความรมู้ าจากบรรพบุรุษท่ี
เป็นกลุ่มจีนแต้จิ๋วอพยพเข้ามาอยู่อย่างชุมชนปากน้าประแสในอดีต โดยพบเพียง 1
ครอบครัวเท่านั้นที่ในชุมชนปากน้าประแสโดยดั้งเดิมแล้วคนจีนแต้จิ๋วเป็นกลุ่มที่มี

80

ความสามารถทางศิลปะเป็นอย่างยิ่ง ได้รับยกย่องว่าเป็นเมืองแห่งศิลปะคู่กับเมือง
ซูโจว เมื่อ พ.ศ. 2505 ศิลปหัตถกรรมของแต้จิ๋วมีหลากหลายชนิด ล้วนมีเอกลักษณ์
โดดเด่นโดยมณฑลเสฉวนและมณฑลกวางตงุ้ ไดร้ ับยกย่องเป็นอย่างมาก การเย็บปักถัก
ร้อยเป็นงานที่ผู้หญิงจีนแต้จิ๋วถนัด มีคากล่าวที่ว่า “ดาวทุกดวงบนฟ้าล้วนมีแสง
ผูห้ ญิงแต้จ๋วิ ทุกคนลว้ นเยบ็ ปักถักร้อยเปน็ ผ้าปักเป็นลวดลายไม่ได้ ไม่ใช่ผู้หญิงแต้จิ๋ว”
โดยเอกลักษณ์คือ จีนแต้จิ๋วมีวิธีการปักหมุดลอยตัว ทาให้ลายนูนเด่นขึ้นมาดูมี
ชีวิตชีวาราวกับมีชีวิตจริง สีสันสวยสะดุดตารายละเอียดวิจิตรฝีมือปักประณีต (ถาวร
สิกขโกศล, 2554: 117-122) โดยครอบครัวของคุณวนิดา แซ่อึ้ง ได้มีการอนุรักษ์
ความเป็นกลุ่มจีนแต้จิ๋วไว้อย่างยิ่ง ตั้งแต่การไม่เปลี่ยนแปลงนามสกุลให้เปน็ นามสกุล
ไทย ในปัจจุบันยังคงใช้นามสกุลแซ่อึ้งเป็นนามสกุลของพ่อคุณวนิดา แซ่อึ้ง โดยลูก
ของคุณวนิดา แซ่อึ้งได้มีการใชน้ ามสกุลแซอ่ ึ้งตามตน และสามีของตนไดม้ ีการอพยพ
ย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยูก่ ับตนยังชุมชนปากนา้ ประแส ให้เหตุผลว่าชุมชนปากน้าประแส
มีความเจริญรุ่งเรืองกว่าทอี่ ่ืน ๆ ในสมยั น้นั

…คุณพ่อคือเตี่ยจิมเขี้ยง แม่คือม๊ากิมไป๋ ได้ประกอบอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้า
มาตงั้ แตใ่ นอดตี โดยการตัดเย็บเส้อื ผา้ ไดเ้ ข้ามาตัดเย็บขายให้ชาวประมง
ที่เรียกว่ากางเกงเลเมื่อก่อนเป็นกางเกงของชาวจีน แต่ชาวประมงนิยม
ใส่มากจึงได้ถูกเข้าใจว่าเป็นเสื้อผ้าของชาวประมง ที่บ้านมีการแต่งเข้า
แฟนของฉันนามสกุลหงส์ทอง เป็นคนไทยจังหวัดจันทบุรีประกอบอาชีพ
ทาอวน ได้แตง่ เข้ามาอยใู่ นปากน้าประแส แต่งแบบไทย…

(วนิดา แซอ่ ้ึง 64 ปี, สัมภาษณ:์ 20 พฤษภาคม 2562)

จะเหน็ ไดว้ ่ากลุ่มจีนแตจ้ ิว๋ ในปัจจบุ ันมีการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ความเป็นจีน
แต้จิ๋ว ตั้งแต่การปรับเปล่ียนอาชีพที่ไม่ได้มีการยึดถืออาชีพเดิมในเรื่องการค้าขาย การ
ตดั เย็บเส้อื ผา้ เพียงเทา่ น้ัน โดยในชุมชนปากน้าประแสในปัจจบุ นั ได้มีการปรากฏให้เห็น
ถึงอาชีพตามความถนัดของแต่ละคน รวมถึงความสัมพันธ์ทางเครือญาติที่ในปัจจุบัน
กลุ่มจีนแต้จิ๋วได้มีการเคลื่อนย้ายไปอยู่ยังพื้นที่ต่าง ๆ บริเวณปากน้าประแสและใน

81


Click to View FlipBook Version