The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ณ ประเเส(ร์) กระแสชีวิตของคนปากน้ำ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Txxx, 2020-07-01 13:14:40

ณ ประเเส(ร์) กระแสชีวิตของคนปากน้ำ

ณ ประเเส(ร์) กระแสชีวิตของคนปากน้ำ

10 คน มีหน้าที่รวมเงินทาบุญเพ่ือเตรยี มจัดหาของไหว้ที่ต้องใช้ในพิธีกรรม นอกจากน้ี
ยังมีคนทรงเจ้าจากที่ต่าง ๆ ที่แวะเวยี นเข้ามาร่วมพิธกี รรมดว้ ยความศรทั ธา

ในพิธีกรรมนี้แบ่งขั้นตอนพิธีกรรมออกเป็น 3 ช่วง โดยในช่วงเช้านั้นจะเป็น
การไหวเ้ จ้า ผคู้ นท่ีเข้ารว่ มพิธีและเถ้านัง้ นาของไหว้ตา่ ง ๆ ทีต่ ้องใช้สาหรบั การประกอบ
พิธีกรรมมาจัดใส่ถาดและนาไปไหว้เจ้า มีทั้งเครื่องคาวหวาน ผลไม้ เครื่องไหว้ น้าชา
น้าร้อน และอื่น ๆ ในช่วงที่สองจะเป็นการทานอาหาร หรือการเลี้ยงอาหารที่เรียกกัน
ทว่ั ไปวา่ กินโตะ๊ จนี ผคู้ นที่เขา้ ร่วมทั้งหมดจะทานอาหารร่วมกัน โดยอาหารทั้งหมดน้ัน
จะถูกปรุงขึ้นมาในช่วงเชา้ มืดโดยผู้ทีเ่ ข้าร่วมพิธี ซึ่งมีเถ้านั้งเป็นผู้จัดเตรียมวัตถุดิบและ
ส่วนผสมทั้งหมดที่ต้องใช้ จากนั้นจึงจบพิธีกรรมด้วยการเลือกเถ้านั้งชุดใหม่ในปีต่อไป
ผา่ นการทาพิธีปวยเจ้า เพอ่ื เลือกคนท่ีเหมาะสมแก่การเป็นเถา้ นงั้ หรือเจ้าภาพจัดพิธีชุด
ใหม่

ศาลเจา้ พ่อกลางถ่นิ ทอง หรือศาลเจา้ พอ่ แขก
ศาลเจ้าพ่อกลางถิ่นทอง หรือศาลเจ้าพ่อแขกเป็นศาลเจ้าจีนขนาดเล็ก ตั้งอยู่
บรเิ วณตอนกลางของชุมชน ใกลก้ ับตลาดเชา้ ภายในศาลปรากฏรูปเคารพเจ้าพ่อกลาง
ถิ่นทอง และรูปเคารพเจ้าพ่อประแสร์ใส่กรอบไว้ดา้ นข้าง ที่มาของคาว่าเจ้าพ่อแขกถกู
เล่าต่อกันมาหลากหลาย โดยสามารถแบ่งตานานเจ้าพ่อแขกออกเป็น 2 ตานาน
ตานานแรกเล่ากันว่า แต่เดิมบริเวณศาลเรียกกันว่าตรอกขี้หมู เพราะชาวบ้านเลี้ยงหมู
พันธุ์พื้นเมืองจานวนมาก ทาให้หมูและอุจจาระหมูกระจายไปทั่วบริเวณดังกล่าว เจ้า
พ่อกลางถิ่นทองจึงไม่ชอบหมู หากมีหมูเดินผ่านหน้าศาล หมูตัวนั้นจะต้องมีอันเป็นไป
ชาวบ้านจึงไม่นาหมูไปถวายเจ้าพ่อแขกเหมือนกับศาลเจ้าอื่น ๆ แต่จะถวายเป็นเป็ด
และไก่แทน การที่เจ้าพ่อไม่ชอบกินหมูไปตรงกับหลักปฏิบัติของชาวมุสลิม หรือท่ี
ชาวบ้านเรียกกันว่าคนแขก ทาให้เจ้าพ่อกลางถิ่นทองถูกเรียกว่าเจ้าพ่อแขก ส่วนอีก
ตานานเลา่ วา่ คาวา่ แขกเพยี้ นมาจากคาว่า “แคะ” หรือ “จนี แคะ” ซ่งึ เป็นชาวจีนกลุ่ม
หนึ่งที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ชุมชนปากน้าประแส และมักนิยมมากราบไหว้
ศาลเจา้ พ่อกลางถ่ินทอง ชาวบา้ นจงึ เรยี กศาลเจ้าพ่อแคะ แตต่ ่อมาเพีย้ นมาเป็นศาลเจ้า

232

พ่อแขก เชื่อกันว่าเจ้าพ่อแขกจะใหล้ ูกชายหากนาส้ม 4-5 ผลมาบนบานศาลกลา่ ว เมื่อ
ได้ลูกชายแลว้ ให้นาโรตีมาแกบ้ น

ในปัจจบุ ันศาลเจ้าพ่อแขกถือเป็นศาลที่อยู่ในพื้นทีส่ าธารณะของชุมชน ทุกคน
สามารถเขา้ ถึงได้ เพราะไม่มีรวั้ ล้อมรอบ ผดู้ ูแลศาลคอื คนในชุมชนโดยรอบ โดยเฉพาะ
คนในพื้นที่บริเวณตลาดเช้าซึ่งเป็นผู้อยู่อาศัยใกล้กับศาลมักเป็นผู้ไปไหว้เป็นประจา
และช่วยกันทาความสะอาดศาล สาหรับพิธีกรรมในรอบปีของศาลเจ้าพ่อแขกมีอยู่
ด้วยกัน 2 พิธีกรรม ได้แก่ สารทจีน และตรุษจีน ชาวบ้านในพ้ืนที่บริเวณโดยรอบศาล
จะนาของไหว้ไปไหว้เจ้าพ่อแขก เนื่องจากเชื่อว่าการไหว้ศาลที่อยู่ใกล้บ้านจะเป็นสิริ
มงคลแกช่ วี ติ ต้องไหวท้ ุกปี (วัลลภ นติ ยสกลุ , สัมภาษณ:์ 20 พฤษภาคม 2562)

ภาพที่ 4.22 ศาลเจา้ พอ่ กลางถนิ่ ทอง หรอื ศาลเจา้ พ่อแขก
(ภาพถ่ายโดย กลั ยรัตน์ จลุ ละมณฑล เมอ่ื วันที่ 18 พฤษภาคม 2562)
ศาลเจา้ พอ่ แซ่ตั๋น
ศาลเจ้าพ่อแซ่ตั๋นเป็นศาลเจ้าแบบจีนขนาดกลาง ภายในปรากฏรูปเคารพเจ้า
พ่อแซ่ตั๋นซึ่งเป็นประติมากรรมลอยตัว โดยตัวศาลนั้นตั้งอยู่ในชุมชนปากน้าประแส
ตอนกลาง ซง่ึ ท่ีต้งั ปัจจุบันน้ันต้งั อยู่ติดกบั บ้านของนายประพันธ์ วเิ ชียรฉาย โดยตัวศาล

233

นั้นตั้งหันหน้าไปทางแม่น้าประแส เป็นที่เคารพนับถือของครอบครัวตระกูลแซ่ต๋ัน
นอกจากนี้ชาวบ้านที่สัญจรผา่ นไปมาทางน้าต่างได้แวะเวียนเข้ามากราบไหวเ้ จ้าพ่ออยู่
เป็นประจาเชน่ กนั

ศาลเจ้าพ่อแซ่ตั๋นมีมานานแล้วในชุมชนประแสนี้ ผู้ที่เคารพบูชาศาลแห่งน้ี
โดยมากนอกจากครอบครัวแซ่ตน๋ั แลว้ กเ็ ปน็ เหลา่ ชาวประมงหรือผู้ทส่ี ัญจรไปมาทางเรือ
มีทงั้ ผู้ที่มากราบไหว้ บนบาน หรือเพยี งจอดเรอื ไหว้ โดยเชือ่ กนั วา่ เจ้าพอ่ แซ่ตั๋นนน้ั ไมใ่ ช่
เทพเจ้า แต่เปรยี บเสมอื นผูว้ ่าของตระกูลแซ่ต๋ันหรือกค็ ือต้นตระกลู แซ่ต๋นั ผู้ที่ปกปักดูแล
ลูกหลานตระกูลแซ่ตั๋นมาโดยตลอด ดังนั้นเมือครอบครัวแซ่ตั๋นได้ย้ายสามะโนครัวมา
จากจีนแผ่นดินใหญ่ล่องเรือลงมาสู่ประเทศไทยจึงได้นาแผ่นป้ายชื่อของท่านติดตัวมา
ด้วย เพือ่ นามากราบไหวเ้ ปน็ ท่ียดึ เหน่ียวจติ ใจและเปน็ สริ มิ งคลแกค่ รอบครัวแซ่ตนั๋

ต่อไป เมื่อครอบครัวแซ่ตั๋นได้ตั้งที่อยู่อาศัยอย่างเป็นหลักแหล่งในชุมชน
ปากน้าประแสเป็นที่เรยี บรอ้ ยจึงได้นาแผ่นป้ายชื่อเจ้าพ่อแซ่ตั๋นมาสร้างศาลให้แก่ท่าน
ศาลเจ้าพ่อแซ่ตั๋นจึงได้เป็นที่เคารพมาอย่างยาวนานของครอบครัวแซ่ตั๋นและชาวบ้าน
ในละแวกนนั้ นับแต่น้ันมา

ศาลเจ้าพ่อแซ่ตั๋นนั้นแต่เดิมถูกสร้างด้วยไม้ เป็นศาลไม้ขนาดเล็กที่ตั้งหันหน้า
เข้าแม่น้าประแส แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนกระทั้งในปี พ.ศ. 2528 ได้ถูกบูรณะกลายเป็น
ศาลปูนอย่างที่พบเห็นกันในปัจจุบนั โดยคุณประพันธ์ วิเชียรฉาย ครอบครัววิเชยี รฉาย
แต่เดิมใช้นามสกุลแซ่ตั๋น แต่เมื่อคราวที่คุณพ่อของคุณประพันธ์ วิเชียรฉายต้อง
เข้าเกณฑ์ทหารจึงได้มีการเปลี่ยนนามสกุลมาเป็นแบบไทยเพื่อให้ง่ายและสะดวกต่อ
การติดต่อราชการ เนื่องจากตระกูลวิเชียรฉายสืบทอดมาจากตระกูลแซ่ตั๋น ทาให้ตัว
คุณประพันธ์มีความศรัทธาและผูกผันกับศาลเจ้าพ่อแซ่ตั๋นมาตั้งแต่ค รั้งยังเยาว์วัย
ตั้งแต่อายุ 5 ปี คุณประพันธ์ได้เข้าออกและแวะเวียนไปกราบไหว้ศาลเจ้าพ่อแซ่ตั๋น
พร้อมกับคุณพ่อของเขา ทาให้เกิดความศรทั ธาและใกล้ชิดกับศาลเจ้าแห่งนี้ท่ีไดซ้ ึมซับ
มาตง้ั แตเ่ ดก็ เมือ่ คุณประพันธ์มีครอบครวั และทาอาชีพไต้ก๋งเรือจึงได้ย้อนกลับมากราบ
ไหว้บูชาคุณประพันธ์กล่าวถึงความศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้าพ่อแซ่ตั๋นแห่งนี้ไว้ว่า ตนเอง
เห็นว่าศาลแห่งนี้นั้นค่อนข้างเก่าผพุ ังเพราะมีมานานแล้ว จึงได้ทาการบนไว้ว่า หากได้

234

เงินมากพอจะกลับมาบูรณะศาล ซึง่ สิ่งท่ขี อไว้กเ็ ปน็ ไปตามท่ีกล่าว ตนจึงได้ย้ายบ้านมา
ต้งั อย่ขู า้ งกบั ศาลเจ้าและทาการบูรณะศาลเจ้าพ่อแซ่ต๋ันรว่ มกบั ผู้คนที่ศรัทธาในละแวก
นั้น จากศาลไม้ให้กลายมาเป็นศาลปูนแบบที่พบเห็นอยู่ในปัจจุบัน (ประพันธ์ วิเชียร
ฉาย, สัมภาษณ์: 18 พฤษภาคม 2562)

ภาพท่ี 4.23 ศาลเจ้าพ่อแซต่ น๋ั
(ภาพถา่ ยโดย ปาเจรา ดาศรี เมื่อวนั ท่ี 18 พฤษภาคม 2562)
ศาลเจ้าพ่อแซ่ตัน๋ ผ่านมาหลายช่ัวอายุคนแล้ว ผู้ที่ดูแลศาลเจ้าในแต่ละยุคสมัย
น้ันลว้ นแตเ่ ป็นคนจากตระกลู แซ่ตั๋นทงั้ สิ้น แต่ไม่ได้มีผู้รบั หน้าท่ีในการดูแลอย่างจริงจัง
เป็นเพียงการร่วมกันดูแลของผู้ที่ศรัทธา ในปัจจุบันผู้ที่ดูแลศาลเจ้าพ่อแซ่ตั๋นคือคุณ
ประพันธ์ วิเชียรฉาย ผู้ดูแลและผู้บูรณะศาลเจ้าพ่อแซ่ตั๋น และเนื่องด้วยเปน็ ผู้ดูแลศาล
เจ้าพ่อแซ่ตั๋นแห่งนี้เป็นหลัก พิธีกรรมและวันสาคัญต่าง ๆ จึงมีคุณประพันธ์เป็นผู้ดูแล
จัดการทาพธิ ีต่าง ๆ ในทุกปอี ยา่ งสมา่ เสมอ โดยพิธีกรรมหลักของศาลเจ้าแห่งนี้แบ่งวัน
สาคญั ออกเป็น 3 วัน ไดแ้ ก่ วันตรษุ จีน วันสารทจนี และวนั เกดิ เจ้า

235

ภาพท่ี 4.24 ภายในศาลเจา้ พ่อแซ่ตน๋ั
(ภาพถา่ ยโดย ปาเจรา ดาศรี เมอื่ วันท่ี 18 พฤษภาคม 2562)

ในส่วนของวันตรุษจีนและวันสารทจีนนั้นจะจัดเหมือนกับความเชื่อแบบจีน
ทว่ั ไป แต่ในสว่ นของวันเกิดเจ้าจะมีความพิเศษเฉพาะที่แตกต่างออกไปจากศาลเจ้าอ่ืน
ๆ วันเกิดเจ้าพ่อแซ่ต๋ันคือวันหลังตรุษจนี 1 เดือน โดยล่าสุดท่ีได้มีการจัดพิธีกรรมน้คี อื
วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2562 ปกติพิธีกรรมจะจัดในช่วงเช้าถึงเที่ยง โดยแบ่งพิธีกรรม
ออกเป็นสองส่วนคือ ช่วงแรกคือพิธีไหว้เจ้าพ่อแซ่ตั๋น และอีกช่วงหนึ่งคือการเลือกเถ้า
นั้งกลุ่มใหม่ ในช่วงวันก่อนพิธีกรรมจะมีการออกไปซื้อของเพื่อเตรียมสาหรับการไหว้
พร้อมท้ังประกอบอาหารจนเสร็จสรรพเรียบร้อยและนาไปแช่ไว้ในตู้เย็น เช้าวนั พธิ จี ึงได้
นาอาหารเหล่านั้นออกมาอุ่นและจัดใส่ถาดเพื่อนาไปไหว้ โดยของไหว้นั้นประกอบไป
ด้วยเครื่องคาวหวาน ผลไม้ต่าง ๆ เช่น เป็ด ไก่ ขนมถ้วยฟู ซาลาเปา ซึ่งของไหว้สาคัญ
ที่จาเป็นต้องมีในพิธีนี้ประกอบไปด้วย เห็ดหูหนูดา วุ้นเส้น สาหร่าย ดอกไม้จีน และ
พุทราจีน เมื่อทาการไหว้เสร็จเรียบร้อยช่วงต่อมาคือการเลือกเถ้านั่งชุดใหม่ โดยศาล
เจ้าพ่อแซ่ตั๋นนั้นต้องการเถ้านั้งทั้งหมด 12 คน เถ้านั้ง มีหน้าที่จัดเตรียมพิธีกรรมของ
ศาลเจ้าเป็นเวลา 1 ปี เชื่อกันว่าผู้ที่ไปเป็นเถ้านั้งนั้นจะได้รับสิริมงคลมาก ทาให้มีผู้

236

อยากเป็นเถ้านั้งมากมายในทุก ๆ ปี จึงต้องมีการเสี่ยงไม้ปวยเจ้าเพื่อคัดเลือกผู้ท่ี
เหมาะสมสาหรับรับตาแหน่งน้ัน ๆ

ในปัจจุบันศาลเจ้าพ่อแซ่ตั๋นได้เกิดระบบเถ้านั้งแบบอุปถัมภ์ขึ้น เนื่องจากแต่
เดิมเถ้านั้งส่วนใหญ่มักทาอาชีพประมง เพราะคนในชุมชนศรัทธาเจ้าพ่อแซ่ตั๋นในเรื่อง
ของการประมง แต่เมื่อการทาประมงในชุมชนลดลง จานวนเถ้านั้งจึงลดลงด้วย มีผู้
ตอ้ งการเป็นเถ้าน้ังน้อยเสียจนไม่ครบจานวน ทาใหเ้ กดิ ระบบเถา้ นั้งอปุ ถัมภ์ขึ้น โดยจะ
ไม่มกี ารปวยเจ้าเพ่ือเลือกเถ้าน้งั ในทุกปีแต่เปน็ เถ้านัง้ ในรูปแบบของการอาสาข้ึนมาเอง
ตามความสมัครใจ ซึ่งจะทาสลับกับการปวยเจ้าเพื่อเลือกเถ้านั้ง ดังนั้นหากปีนี้เป็น
ระบบปวยเจ้าเพื่อเลือกเถ้านั้ง ในปีต่อไปเถ้านั้งจะถูกแต่งตั้งขึ้นมาเองตามความสมัคร
ใจอาจเป็นคนนอกชุมชน หรือในชุมชนก็ได้ หรือก็คือใช้ระบบเถ้านั้งอุปถัมภ์ และจะ
กลบั มาปวยเจา้ อกี ในปีถัดไป

ศาลเชงจ้ยุ โจ้วซือกง หรอื ศาลเจ้าพอ่ โรงเจ

ภาพที่ 4.25 ภายในศาลเชงจยุ้ โจ้วซือกง หรือศาลเจ้าพ่อโรงเจ
(ภาพถ่ายโดย ภัทรานนั ท์ เอี้ยวตระกูล เม่ือวนั ที่ 14 พฤษภาคม 2562)

237

ศาลเชงจุ้ยโจ้วซือกง หรือศาลเจ้าพ่อโรงเจเป็นศาลเจ้าจีนขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่
บริเวณตอนกลางของชุมชน ภายในศาลเชงจุ้ยโจ้วซือกงปรากฏรูปเคารพเทพโจ้วซือกง
และรูปเคารพเจา้ แม่กวนอิม ท้ังหมดเป็นประตมิ ากรรมลอยตวั ศาลเชงจุ้ยโจ้วซือกงถูก
บูรณะในปีพ.ศ.2529 ในปัจจุบันผู้ดูแลศาลคือ คุณเก๊าโดยศาลเจ้าจะเปิดเพียง 1 ครั้ง
ต่อปี ในชว่ งเทศกาลกนิ เจเทา่ นัน้ โดยถอื เป็นงานใหญข่ องชุมชน คนในชุมชนมกั มาร่วม
กินเจและทาบุญที่ศาลเจ้า โดยพิธีแรกเริ่มคือการตั้งขบวนไปอัญเชิญเจ้าที่ท่าน้าของ
ศาลเจ้าพ่อแซต่ ๋ันซ่งึ อยูใ่ กล้เคียง ในชว่ งกลางคืนมีการเดินเวียนธูป และการทิ้งกระจาด
จากชาวบา้ นในชุมชนใหแ้ กป่ ระชาชนท่ัวไป โดยเฉพาะผู้ทขี่ ัดสน รวมถึงมกี ารแห่ขบวน
ลอยกระทงและปล่อยเต่า ก่อนที่จะมีพิธีอัญเชิญองค์ฮู้โจวและเทพเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ท้งั หลายกลบั ส่สู วรรคท์ ีท่ า่ น้าศาลเจา้ พอ่ แซต่ นั๋

4.3.2 ความเชือ่ ส่วนบคุ คล

ภายในชุมชนปากน้าประแสยังปรากฏความเชื่อส่วนบุคคลที่แตกต่างกันไป
ตามแต่กลุ่มชาติพันธุ์ อาชีพ ครอบครัว และบุคคล ซึ่งความเชื่อส่วนบุคคลในชุมชนมี
ปรากฏอยู่ในรูปของศาลเจ้าที่ ตี่จู่เอี๊ยะ แม่ย่านางเรือ และศาลเจ้าพ่อขุนวังขาว มี
รายละเอยี ดดงั น้ี

ศาลพระภูมิและศาลเจา้ ท่ี
ศาลพระภูมิและศาลเจ้าที่ปรากฏอยู่ท่ัวไปในชุมชนตามหนา้ บ้าน เช่ือกันว่าจะ
ทาหนา้ ที่ปกปักรักษาสมาชิกภายในบ้าน โดยมากในชุมชนมักปรากฏเป็นสองศาลคู่กัน
ได้แก่ ศาลพระภูมิ และศาลตายายหรือศาลเจ้าที่ ทั้งสองศาลสร้างติดพื้นดินและอยู่
นอกตัวบ้านโดยศาลพระภูมิ จะมีลักษณะคล้ายปราสาท ประกอบไปด้วยยอดปรางค์
ประตู 4 ด้าน เสารองรบั อาคารเสาเดียว เชือ่ กนั ว่าพระภูมคิ ือเทวดาผูป้ กปักรักษาพื้นที่
ทาหน้าที่ดูแลสมาชิกภายในบ้าน ศาลพระภูมิเปรียบเสมือนวิมานของท่าน จึงมีการ
สร้างเป็นเสาเดียวตามความเชื่อเรื่องเขาพระสุเมรุ ภายในปรากฏรูปเจว็ดหรือพระภูมิ
ซึ่งเป็นรูปเทพารักษ์ มือขวาถือพระขรรค์ มือซ้ายถือถุงเงินหรือสมุด นอกจากนี้ยังมี
เหลา่ บริวาร ประกอบดว้ ย ตกุ๊ ตาชาย ตุ๊กตาหญิง ตุก๊ ตานางรา ตกุ๊ ตาช้าง และตุ๊กตาม้า

238

ในขณะที่ศาลตายายมีลักษณะเป็นเรือนไทย มีเสารองรับเรือนสี่เสา เพราะถือว่าไม่ได้
เป็นเทวดา แตต่ ายายเป็นเจา้ ท่ีแตด่ ้งั เดิม ลักษณะศาลตายายจึงเป็นบา้ นธรรมดา เหตุท่ี
ต้องอัญเชญิ ท่านขึ้นศาลก็เพ่ือแสดงความเคารพต่อท่าน ภายในปรากฏรปู ตุ๊กตาตาและ
ตกุ๊ ตายาย ส่วนเหล่าตกุ๊ ตาบรวิ ารเหมอื นกบั ในศาลพระภมู ิ

ภาพท่ี 4.26 งานแห่ศพคณุ จหู ่อ แซต่ ๋ัน
ด้านซา้ ยคือศาลเจา้ ทก่ี อ่ นบูรณะโดย สุจนิ ต์ และ กรอง แสงมณี

ภาพโดย ชนุ เกียว แสงมณี
(ภาพถ่ายโดยปาเจรา ดาศรี เมอื่ วนั ท่ี 17 พฤษภาคม 2562)

…หลายบา้ นในชมุ ชนมักต้ังศาลพระภมู ิและศาลตายายคกู่ ัน แตบ่ างบ้านกม็ ี
เพยี งศาลอย่างใดอยา่ งหนงึ่ บางบ้านอาจมรี ปู แบบศาลทแี่ ตกต่างจากใน
ข้างตน้ เชน่ ศาลเจา้ ทีบ่ รเิ วณตรงข้างบ้านของคณุ สุพรรณ แสงมณี อายุ 60
ปี ศาลมลี ักษณะเปน็ ศาลเจ้าจนี ขนาดเล็ก ภายในปรากฏองค์เจา้ จีน มีการ
ไหวท้ กุ วันดว้ ยน้าชา 1 ถว้ ยและถวายผลไมห้ รือขนม โดยคุณสพุ รรณ แสง
มณเี ปน็ ผไู้ หว้ทกุ วัน นอกจากนย้ี งั มีงานไหว้ประจาปี คอื ไหว้ในวนั สารทจีน
และวันตรษุ จนี โดยชาวบา้ นในละแวกนน้ั และคุณสพุ รรณ แสงมณี เปน็ ผไู้ หว้
คณุ ชุมพร แสงมณี อายุ 67 ปี พช่ี ายของคุณสพุ รรณ แสงมณีเลา่ ว่าเหน็ ศาล

239

นี้ตัง้ แต่เกดิ ปจั จบุ นั ผมก็อายุ 67 ปี พอ่ แม่ (สจุ นิ ต์ และกรอง แสงมณี) เขา
เหน็ ศาลไม้ผุพงั เลยบรู ณะใหมต่ ามปีทเี่ ขยี นไว้หนา้ ศาล (ปพี .ศ.2521) ตอน
แรกเป็นศาลไม้รปู บา้ นตามปกติ แตเ่ รามเี ช้ือสายจีนไง เลยบูรณะใหม่เป็น
แบบจีน ไหวก้ ็ไหว้แบบจนี …

(ชุมพร แสงมณี 67 ป,ี สัมภาษณ์ : 19 พฤษภาคม 2562)
เมื่อคุณสุจินต์ และกรอง แสงมณีเสียชีวิต คุณสุพรรณ แสงมณีจึงรับช่วงดูแล
ต่อเพราะตนเองเป็นลูกสาวผู้ที่อยู่ดูแลบ้าน ซึ่งตัวศาลตั้งอยู่หน้าบ้านตนเองจึงกราบ
ไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล ในปัจจุบันศาลดังกล่าวมีชาวบ้านที่อยู่อาศัยโดยรอบศาล
กราบไหว้ด้วย เพราะไม่ได้ตั้งอยู่ในรั้วบ้านใดบา้ นหนึ่ง แต่ตั้งอยู่ริมถนน ส่วนศาลเจ้าที่
อน่ื ๆ ในชุมชนมักตงั้ อยูภ่ ายในร้วั บ้านของตนเอง ผูก้ ราบไหวจ้ งึ เปน็ คนภายในบา้ น

ภาพท่ี 4.27 ศาลเจา้ ท่ีรปู แบบจนี บูรณะโดยสจุ นิ ต์ และกรอง แสงมณี
(ภาพถา่ ยโดย กัลยรตั น์ จลุ ละมณฑล เมอื่ วนั ที่ 18 พฤษภาคม 2562)

240

ต่จี ู่เอี๊ยะ
ตีจ่ เู่ อ๊ียะ หรอื ศาลสีแดงหลังเล็กท่ีมกั ตง้ั อยู่ภายในบ้านของผู้ทมี่ เี ช้ือสายจนี เชอ่ื
กันว่าตี่จู่เอี๊ยะเป็นเทพที่ใกล้ชิดมนุษย์มากที่สุด เพราะเป็นเทพประจาบ้าน คอยดูแล
ปกปักรักษาสมาชิกภายในบ้าน รวมไปถึงให้โชคลาภ และความสุขแก่สมาชิกภายใน
บา้ นด้วย ศาลสแี ดงหลังเล็กภายในบ้านเป็นทสี่ งิ สถติ ของตจี่ เู่ อ๊ียะ การไหว้ต่จี ู่เอี๊ยะแบบ
ประจาวันไหว้ด้วยน้าชา 5 ถ้วย น้าเปล่า 3 ถ้วย กระดาษไหว้ 1 ชุด และธูป 7 ดอก
โดยส่วนมากแลว้ บา้ นใดในชุมชนที่มตี จี่ ู่เอ๊ียะแลว้ จะไม่มศี าลพระภมู ิหรือศาลเจ้าที่แบบ
ไทยในข้างต้นอยู่ด้วย แตก่ ็มบี างบ้านที่มีทงั้ ตีจ่ ู่เอยี๊ ะและศาลพระภูมิหรือศาลเจ้าท่ีแบบ
ไทย

แม่ยา่ นางเรือ
การไหว้แม่ย่านางเรือเป็นความเชื่อที่อยู่คู่กับชาวประมงแม่ย่านางเรือคือสิ่ง
ศักดิ์สิทธิ์ประจาไม้โขนเรือประมง โดยไม่โขนเรือจะอยู่ที่หัวเรือและมักมีผ้าสามสีผูกไว้
เสมอ เช่อื กันว่าก่อนออกเรือจะตอ้ งไหว้ทุกครัง้ เพอ่ื ขอให้ทามาหากนิ ดี และคอยปกปัก
รักษาคนในเรอื ประมงให้รอดปลอดภัย ไม่พบเจอภัยอันตรายในท้องทะเล คณุ ประพันธ์
วิเชียรฉาย อายุ 70 ปี อดตี ไตก้ ง๋ เรอื เลา่ ว่า
…แม่ย่านางนี่ต้องไหว้ทุกครั้งก่อนออกเรือ แต่ถ้าออกทุกวันไม่ต้องไหว้ทุก
วันนะ ให้ไหว้เดือนละครั้งพอ แต่ถ้าพวกนาน ๆ ทีออกเรือก็ต้องไหว้ก่อน
ออกทุกคร้ัง…

(ประพนั ธ์ วเิ ชยี รฉาย 70 ปี, สมั ภาษณ์ : 18 พฤษภาคม 2562)

การไหว้แม่ย่านางเรือให้ไหว้ด้วยชุดขนมไหว้ 5 อย่าง ได้แก่ กับปัง ถั่วตัด ลูก
ฝาด ข้าวพอง ขนมเปี๊ยะ (ตามจานวนลูกเรือ) และบางคนอาจไหว้ผลไม้ร่วมด้วย แต่
หา้ มไหว้ของคาว โดยชุดขนมนี้มขี ายทวั่ ไปในชุมชนตามรา้ นขายของชา และจัดเป็นชุด
พร้อมไหว้ เมื่อเตรียมของไหว้พร้อมแล้วให้ไปไหว้ที่โขนเรือก่อนออกเรือ ชาวบ้านส่วน
ใหญ่นิยมไหว้แม่ย่านางเรือก่อนไหว้กรมหลวงชุมพรฯ และเจ้าพ่อประแสร์ตามลาดับ
เพราะถือว่าแม่ย่านางเรืออยู่ประจาเรือ ใกล้ตัวมากกว่า นอกจากนี้ชาวประมงบางคน

241

ยังไหว้แม่ย่านางในวันตรุษจนี ด้วย ของทีใ่ ชไ้ หว้จะต้องเป็นของคาวเท่าน้นั เช่น เนื้อหมู
เนอื้ ไก่ เปน็ ตน้

หากเรือประมงลาใดที่หัวโขนเรือผุพังจะต้องมีพิธีอัญเชิญโขนเรือซึ่งเป็นที่สิ่ง
สถิตของแม่ย่านางเรือไปไว้ที่วัด แต่ก็มีบางบ้านท่ีพบว่ามีการตั้งหิ้งแม่ย่านางเรือไว้ที่
บา้ น เชน่ บา้ นของคณุ สุพรทพิ ย์ บูรณะกิจ อายุ 59 ปี มีห้งิ แม่ยา่ นางเรอื อยูภ่ ายในบ้าน
อันเนื่องมาจากหัวโขนเรือพังจึงนาไปไว้ที่วัดตามปกติ แต่มีร่างทรงทักว่าแม่ย่านางเรือ
ประจาโขนเรือนี้ไม่ประสงค์จะอยู่ที่วัด จึงมีการทาพิธีอัญเชิญมาไว้ที่บ้าน โดยจะมีการ
ไหว้ทุกวันพระด้วยธูป 1 ดอก ผลไม้ นา้ เปล่า และน้าแดง

ภาพท่ี 4.28 ห้ิงแมย่ ่านาง บา้ นคุณสุพรทพิ ย์ บูรณะกจิ
(ภาพถา่ ยโดย กัลยรตั น์ จลุ ละมณฑล เมื่อวนั ท่ี 19 พฤษภาคม 2562)

242

ศาลเจา้ พ่อขุนวังขาว

ภาพที่ 4.29 ภายในศาลเจา้ พ่อขนุ วังขาว
(ภาพถา่ ยโดย ปาเจรา ดาศรี เม่ือวนั ที่ 20 พฤษภาคม 2562)
ศาลเจา้ พ่อขุนวังขาวเป็นศาลใหม่ท่ีเกิดข้นึ ในชุมชนเม่ือ 5-6 ปีท่ีผ่านมา ต้ังอยู่
ในพื้นที่ป่าโกงกางซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะของชุมชน ผู้เริ่มตั้งศาลคือคนทรง ที่คนใน
ชมุ ชนเรยี กกนั วา่ ยายแห้ง โดยจะมีพิธไี หวเ้ จ้าพ่อขนุ วังขาวทุกปี ลักษณะศาลเป็นเรือน
ไม้สีแดง ภายในตกแต่งด้วยโคมไฟจีน และปรากฏรูปเคารพเจ้าพ่อขุนวังขาวเป็น
ประตมิ ากรรมลอยตวั และมีภาพจระเขบ้ นผนงั

4.3.3 ประเพณีท่ีเกี่ยวข้องกับความเชอ่ื เทพ

ชาวบา้ นโดยสว่ นใหญใ่ นชมุ ชนปากน้าประแสมเี ช้ือสายจนี อกี ทั้งความเชอื่ เทพ
โดยส่วนใหญ่ในชุมชนก็เป็นความเชื่อเทพจีน ทาให้ประเพณีและพิธีกรรมต่าง ๆ
เกี่ยวข้องอยู่กับศาลเจ้าและความเชื่อเรื่องบรรพบุรุษผู้ล่วงลับอันเป็นความเชื่อแต่
โบราณของชาวจนี ชาวบา้ นในชมุ ชนซึมซับและเรียนรูป้ ระเพณีจากรนุ่ ส่รู ่นุ ผา่ นการ

243

บอกเล่าและการเข้าร่วมประเพณี ทาให้ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อเทพยังคง
ดารงอยใู่ นชุมชน อีกทัง้ ยงั สรา้ งความเหนียวแนน่ หรอื ความเปน็ ปึกแผน่ ใหก้ บั ครอบครัว
และชุมชนจากการเข้าร่วมประเพณีร่วมกันอีกด้วย ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ
เทพ ไดแ้ ก่ วันตรษุ จนี วันสารทจีน และวนั ไหวพ้ ระจนั ทร์

วนั ตรุษจีน
วนั ตรษุ จนี หรอื วนั ปใี หมจ่ ีน จดั ขึน้ เพ่ือเฉลิมฉลองฤดูใบไม้ผลิ หรือเฉลิมฉลอง
ปีเพาะปลูกใหม่ ตามปฏิทินจีนโบราณตรงกับวันที่ 1 เดือน 1 เทศกาลเฉลิมฉลอง
เริ่มต้นตั้งแต่วนั ดงั กล่าวไปจนถงึ วันที่ 15 ในช่วงแห่งการเฉลิมฉลอง เทศกาลตรุษจีนที่
ชุมชนปากน้าประแสมีรูปแบบเช่นเดียวกับเทศกาลตรุษจีนทั่วไป แบ่งออกเป็น 3 ช่วง
ดงั น้ี
วันจ่าย เริ่มก่อนวันสิ้นปี หรือวันที่ 30 เดือน 12 ตามปฏิทินจีนโบราณ
ชาวบ้านผทู้ ม่ี เี ชอ้ื สายจีนจะออกไปซื้อผลไม้ อาหาร และของเซน่ ไหว้ต่าง ๆ มาเตรยี มไว้
นอกจากน้ใี นช่วงกลางคืนยังมีการไหว้ต่จี เู่ อ๊ียะด้วย
วนั ไหว้ ตรงกบั วนั ส้นิ ปี เป็นวนั ไหว้เทพเจา้ ตา่ ง ๆ โดยชาวบา้ นในชุมชนปากนา้
ประแสก็จะไปไหว้ตามศาลเจ้าใกล้บ้านของตนเอง และศาลเจ้าจีนท่ีตนเองนับถือ ศาล
เจ้าจีนที่คนส่วนใหญ่ในชุมชนไปไหวค้ ือศาลเจา้ พ่อประแสร์ และศาลกรมหลวงชุมพรฯ
โดยของไหว้จะเป็นของคาว ได้แก่ หมู เป็ด ไก่ เหล้า น้าชา และกระดาษเงินกระดาษ
ทอง แตถ่ ้าหากเป็นการไหวต้ รุษจีนที่ศาลเจา้ พ่อกลางถน่ิ ทองหรือเจ้าพ่อแขกจะไม่มีหมู
อาจใช้เนื้อสัตว์ชนิดอื่นมาแทน เชื่อกันว่าเวลาที่ดีที่สุดในการไหว้เจ้าคือช่วงเช้ามืด
นอกจากนี้ยังมีการไหว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับในช่วงก่อนเที่ยงวันด้วยหมู เป็ด ไก่ อาหาร
คาวหวานอ่ืน ๆ และมกี ารเผากระดาษเงินกระดาษทองใหก้ บั บรรพบุรุษผลู้ ่วงลับด้วย
วันเที่ยว ตรงกับวันขึ้นปีใหม่ หรือวันที่ 1 เดือน 1 ตามปฏิทินจีนโบราณ
ชาวบ้านที่มีเชื้อสายจีนจะสวมใส่เสื้อสีแดง เพราะถือเป็นสีมงคล และออกไปเที่ยวกับ
ครอบครัว อาจไปเย่ยี มญาติผใู้ หญ่ นอกจากนีใ้ นเทศกาลตรุษจีนยงั มกี ารแจกอ่งั เปา ซ่ึง
หมายถึง ซองสีแดง ผู้ใหญ่ท่ีทางานแล้วจะต้องใส่เงินในอั่งเปาแล้วแจกให้กับเด็ก ๆ ใน

244

ครอบครัวหรือในที่ทางาน และเมื่อเด็ก ๆ ได้อั่งเปาแล้วก็จะต้องอวยพรให้ผู้ใหญ่
สุขภาพดี

วนั สารทจนี
วันสารทจีน คือ วนั แสดงความกตญั ญตู ่อบรรพบรุ ษุ ผู้ลว่ งลบั ไปแล้วของผู้มีเช้ือ
สายจีน ตรงกับวันที่ 15 เดือน 7 ตามปฏิทินจีนโบราณ เชื่อกันว่าในวันดังกล่าวเป็น
วันที่ประตูนรกเปิดให้วิญญาณขึ้นมายังโลกมนุษย์เพื่อมาเยี่ยมลูกหลาน โดยลูกหลาน
จะต้องมาทาบุญให้กับบรรพบุรุษเพื่อแสดงความกตัญญูด้วยการตั้งโต๊ะเซ่นไหว้ด้วย
อาหารคาวหวานทีบ่ ้าน อยา่ งไรก็ตามพิธีการไหว้ไม่ได้มีเพียงการไหว้บรรพบุรุษเท่าน้ัน
ยังมีการไหว้เจ้าที่หรือตี่จู่เอี๊ยะและการไหว้วิญญาณเร่ร่อนด้วย รูปแบบการไหว้ในวัน
สารทจีนในชุมชนปากน้าประแสมีลักษณะเหมือนกับวันสารทจีนทั่วไป โดยแบ่ง
ชว่ งเวลาของการไหวเ้ ปน็ 3 ช่วง ดงั นี้
ช่วงเชา้ เปน็ การไหวต้ ี่จู่เอ๊ียะหรือเจ้าท่ี ของไหว้มดี งั นี้ เนือ้ สตั ว์ 3 หรือ 5 อย่าง
น้าชา เหลา้ จีน ผลไม้มงคล ขนมเขง่ ซาลาเปาขนมเทียน จดั ของเซ่นไหว้ท้ังหมดบนโต๊ะ
บริเวณด้านหน้าตี่จู่เอี๊ยะ ถ้าหากไม่สะดวกจัดบนโต๊ะให้นาเสื่อและผ้าขาวปูที่พื้นก่อน
วางของเซ่นไหว้ สาหรับบ้านที่มีพระพุทธรูปที่บ้านให้ไหว้ด้วย เมื่อไหว้เสร็จแล้วลาดบั
สุดท้ายคือการเผากระดาษเงินกระดาษทอง ใบเบิกทางต่าง ๆ ซึ่งอาจเผาร่วมกับของ
บรรพบรุ ุษได้
ช่วงสาย หรือหลังจากไหว้ตี่จู่เอี๊ยะแล้ว เป็นการไหว้บรรพบุรุษ ให้ไหว้ภายใน
บ้าน จัดโต๊ะตั้งป้ายชื่อหรือรูปภาพของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว และของไหว้
ดังต่อไปนี้ เนื้อสัตว์ 3 หรือ 5 อย่าง ชา เหล้าจีน ผลไม้มงคล ขนมเข่ง ซาลาเปา ขนม
เทียน อาหารที่ประกอบไปด้วยผักมงคล เช่น แกงจืดผักกาดขาว ต้มจับฉ่าย เป็นต้น
และที่สาคัญคืออาหารที่บรรพบุรุษชื่นชอบ โดยต้องจัดเก้าอี้ จาน ชาม ชุดน้าชา และ
ตะเกียบตามจานวนบรรพบุรุษท่ีล่วงลับไปแล้ว เม่ือลูกหลานไหว้เสรจ็ แล้ว ลาดับต่อไป
จะเป็นการเผากระดาษเงนิ กระดาษทอง ชุดเส้ือผ้าและของใชต้ ่าง ๆ เพื่อให้บรรพบุรษุ
ผู้ล่วงลับได้ใช้

245

ช่วงบา่ ยเป็นช่วงไหวว้ ญิ ญาณเร่รอ่ น หรอื ที่เรยี กวา่ ไปฮ๊ ๊อเฮียต๋ี ทีแ่ ปลว่า พี่น้อง
ที่ดี ซึ่งเป็นการให้เกียรติวิญญาณที่ไม่มีญาติ การไหว้ไป๊ฮ๊อเฮียตี๋จะทานอกบ้าน โดย
ของเซ่นไหวจ้ ะเหมือนกับการไหว้บรรพบุรุษทุกประการ จานวนอาจมมี ากกวา่ ก็ได้

วันสารทจีนถือเป็นวันที่จะได้ทาบุญ อุทิศส่วนกุศล เป็นวันที่ต้องแต่งกาย
สวยงาม มีอารมณ์ผุดผอ่ งแจ่มใส และที่สาคญั ตอ้ งหาโอกาสไปไหว้พระทาบุญตามศาล
เจ้าตา่ ง ๆ โดยจะเปิดโอกาสใหม้ กี ารทาบญุ ดว้ ยการโปรยทานเทกระจาด แตม่ ีเพียงบาง
ศาลเจา้ เทา่ นน้ั ชาวบ้านในชมุ ชนปากน้าประแสที่มีเช้ือสายจีนสว่ นใหญ่มักเข้าไปกราบ
ไหวต้ ามศาลเจ้าใกลบ้ ้านในวนั สารทจนี

วันไหว้พระจันทร์
วันไหว้พระจันทร์เป็นประเพณีที่สาคัญของผู้ที่มีเชื้อสายจีน จัดขึ้นเพื่อเฉลิม
ฉลองการเก็บเกี่ยว เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ซึ่งจะจัดขึ้นในคืนวันเพ็ญเดือน 8
ตามปฏทิ นิ จันทรคติ โดยปกติประเพณนี จ้ี ะจดั ข้นึ ในเวลากลางคืนเม่ือดวงจันทร์ปรากฏ
ขนึ้ บนท้องฟ้า พิธกี รรมต่าง ๆ ดาเนินไปถงึ ช่วงประมาณ 5 ทุ่ม ในหลายครอบครัวอาจ
ทาพิธีนี้ที่หน้าบ้านของตน แต่สาหรับชุมชนประแส พิธีกรรมนี้มีความสาคัญอย่างยิ่ง
และจะร่วมกันจัดกันอย่างยิ่งใหญ่ในทุกปี โดยจะจัดที่สวนสุขภาพกงลิเผยเฉียว ผู้คน
จากทั้งในชุมชนประแสและผู้คนที่เลื่อมใสจากในอาเภอเมืองแกลง ล้วนแต่มาเข้าร่วม
พิธีนี้ ทุกคนร่วมกันนาของไหว้ต่าง ๆ มาเพื่อเข้าร่วมพิธี และมีการนากระถางธูปจาก
ทุกศาลเจา้ ในชุมชนมารว่ มพธิ ีกรรมดว้ ย ซง่ึ พธิ ีกรรมในวนั นี้จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ
ชว่ งไหว้เจา้ และการกนิ โตะ๊
การไหว้เจ้าในวันไหว้พระจันทร์นั้นคล้ายกับการไหว้เจ้าทั่วไปในวันสาคัญอื่น
ๆ ของครอบครัวเชื้อสายจีน แต่ความแตกต่างของที่ชุมชนประแสคือความยิ่งใหญ่ที่มี
ผู้คนมาเข้าร่วมจานวนมาก ของไหว้ต่าง ๆ ที่แต่ละคนนามานั้นมีความหลากหลาย แต่
ของไหว้หลักที่ต้องมีในพิธีนั้นได้แก่ ดอกไม้สด น้าชา น้าร้อน กระดาษเงิน กระดาษ
ทอง อาหารเจชนิดแห้ง เช่น สาหร่ายทะเล ดอกไม้จีน เห็ดหอม วุ้นเส้น ฟองเต้าหู้
ผลไม้มงคลต่าง ๆ เช่น ส้ม สาลี่ ทับทิม แอปเปิล องุ่น ของใช้ส่วนตัวของผู้หญิง เช่น
เครื่องสาอาง เครื่องประดับ เครื่องแต่งกายสาหรับผู้หญิง แป้ง น้าหอม อ้อย 1 คู่

246

สาหรับทาเป็นซุ้ม โคมไฟ และสิ่งที่ขาดไม่ได้สาหรับประเพณี ขนมไหว้พระจันทร์ ซ่ึง
เปรียบเสมือนเอกลักษณ์ของวนั ไหว้พระจันทร์ ทาจากแป้งที่พิมพ์ลายสวยงาม ภายใน
บรรจุไสธ้ ญั พืชต่าง ๆ เชน่ ทเุ รียน เมล็ดบัว แมคคาเดเมีย พทุ ราจนี เป็นต้น

สิง่ ท่ีเป็นทเี่ อกลกั ษณข์ องพิธีไหวพ้ ระจนั ทร์ของชมุ ชนปากน้าประแส คอื การท่ี
ศาลเจ้าทุกศาลเจ้าในชุมชนนนั้ จะนากระถางธูปมาเข้ารว่ มทาพธิ ีด้วย ดว้ ยความทช่ี มุ ชน
ปากน้าประแสเป็นชุมชนไทยเชื้อสายจีน แสดงให้เห็นได้จากศาลเจ้าจานวนมากที่พบ
ได้ในชุมชน ทาให้เมื่อพิธนี ี้เปน็ การรวมทุกศาลเจ้ามาไว้ในพื้นที่แห่งเดียว พิธีกรรมจึงมี
ความยิง่ ใหญ่ และเปรียบเสมอื นรวมคนประแสเขา้ เปน็ หน่ึงเดยี วกนั ผคู้ นนาของมาไหว้
เจ้า ทั้งไหว้แยกแต่ละศาลเจ้า และไหว้รวมทั้งหมด จุดธูปอัญเชิญเจ้าต่าง ๆ เพื่อมารับ
ของเซ่นไหวเ้ หลา่ น้ี

หลังจากเสร็จช่วงพิธกี ารไหว้เจ้าแล้ว ผู้คนที่เข้าร่วมพิธีจะร่วมกันกินโต๊ะ หรือ
การกินเลี้ยงโต๊ะจีน เป็นการที่ผู้คนในชุมชนต่างมาร่วมทานอาหารร่วมกัน ซึ่งความ
ยิ่งใหญ่ของประเพณีในวันนี้นั้น แสดงให้เห็นได้นอกเรื่องกระถางธูปที่มาจากศาลเจ้า
จานวนมากของชุมชนแห่งนี้แล้ว ก็เป็นจานวนโต๊ะจีนที่จัดขึ้นในวันไหว้พระจันทร์ที่มี
จานวนมากถงึ ประมาณ 90-100 โต๊ะ ทุกปี ผู้คนที่เดินทางมาร่วมพธิ นี ั้นได้รับความอ่มิ
เอมใจจากการอยู่ร่วมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันในครอบครัว อีกทั้งยังได้พบปะ
กบั ผู้คนอ่ืน ๆ ในชุมชนอกี ด้วย เปน็ การสร้างความสามัคคแี ละรักใคร่กันในชุมชน

4.4 ความเช่อื แบบผสมผสานระหว่างพทุ ธและเทพในชุมชนปากนา้ ประ
แส

ความเชื่อแบบผสมผสาน คือความเชื่อที่แตกต่างหลากหลายรูปแบบมี
ความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน มีความผสมกลมกลืนและเสริมสร้างซึ่งกันและกันโดยไม่
เกิดความขัดแยง้ ความเชื่อภายในชุมชนปากน้าประแสเองนอกจากจะมีความเชื่อแบบ
พุทธและความเชื่อแบบเทพแล้ว ยังมีความเชื่อแบบผสมผสานระหว่างพุทธและเทพ
ปรากฏให้เห็นในชุมชนด้วย โดยความเชื่อแบบผสมสานที่พบในชุมชนปากน้าประแส
ไดแ้ ก่ เจา้ แม่ตะเคยี น วัดตะเคยี นงาม เจา้ แมต่ ะเคียนทอง วัดสมมตเิ ทพฐาปนรามหรือ
วดั แหลมสน และการสวดอภิธรรมศพทศ่ี าลเจา้ พอ่ กื้ออี่ไทรย้อย

247

4.4.1 เจา้ แม่ตะเคียน ณ วดั ตะเคยี นงาม

เจ้าแม่ตะเคียน ตั้งอยู่ในบริเวณวัดตะเคียนงาม อาเภอแกลง จังหวัดระยอง มี
ลักษณะเป็นต้นตะเคียนขนาดสูงใหญ่ 2 ต้น อายุกว่า 500 ปี ซึ่งคนในชุมชนปากน้า
ประแสนับถือเป็น เจ้าแม่และเจ้าพ่อตะเคียน โดยต้นตะเคียนต้นแรกที่อยู่ตรงบริเวณ
ทางเข้าของวดั เปน็ เจา้ แมต่ ะเคียน ส่วนต้นตะเคยี นทีอ่ ยูถ่ ดั เขา้ มาในบริเวณวัดคือเจ้าพ่อ
ตะเคียน ทั้งเจ้าแม่และเจ้าพ่อตะเคียนมีผ้าสีหลากหลายสผี ูกติดอยู่กับต้นตะเคียนและ
ดา้ นหน้ามบี ายศรีรปู พญานาคต้ังบูชาอยู่ บริเวณใกล้กับต้นเจ้าแม่ตะเคียนมีศาลเจ้าแม่
ตะเคียนตั้งอยู่ ภายในมีพื้นที่สาหรับกราบไหว้สักการบูชาเจ้าแม่ และมีชุดสไบ
หลากหลายสีที่ผู้คนนามาถวาย แก้บนต่าง ๆ กับเจ้าแม่ปรากฏอยู่ในศาลด้วย
นอกจากนี้บริเวณถัดมาจากศาลเจ้าแม่ตะเคียน มีกิ่งของเจ้าแม่ตะเคียนที่หักลงมาถูก
นามาตง้ั ไวใ้ ห้ผ้คู นได้สักการบูชาและขอโชคขอลาภกันบริเวณน้ีด้วย

ภาพท่ี 4.30 กง่ิ ของเจ้าแมต่ ะเคียนท่ีหักลงมา
(ภาพถา่ ยโดย ณวรา สุวรรณภงิ คาร เมอ่ื วันที่ 17 พฤษภาคม 2562)

248

ภาพท่ี 4.31 ต้นเจ้าแมต่ ะเคยี น ณ วดั ตะเคียนงาม
(ภาพถา่ ยโดย ณวรา สุวรรณภิงคาร เมอื่ วนั ท่ี 17 พฤษภาคม 2562)

ในสมัยก่อน ชาวประมงที่ออกไปหาปลาในทะเลจะใช้ต้นตะเคียนทั้ง 2 ต้นน้ี
เป็นเครื่องหมายที่ใช้บอกว่าพวกเขามาถึงปากน้าประแสแล้ว เนื่องจากต้นตะเคียนมี
ความสูงใหญ่มากทาให้ชาวประมงสามารถมองเห็นต้นตะเคียนได้แม้อยู่ในทะเลห่าง
ออกไปจากพื้นที่บนบกอย่างชุมชนปากน้าประแส ส่วนตานานความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้า
แม่ตะเคียน ที่วัดตะเคียนงามแห่งนี้มีอยู่หลากหลายเรื่องราว โดยจากคาบอกเล่าของ
ผู้ดูแลศาลเจ้าแมต่ ะเคียน เล่าว่าในอดีตนายตะวันคนเลี้ยงชา้ ง เอาช้างมาผูกไว้ที่ปา่ ช้า

249

แถวต้นตะเคียน แล้วนายตะวันก็ได้ไปฉี่รดที่ต้นตะเคียนทาให้เจ้าแม่ตะเคียนโกรธ
หลังจากที่นายตะวันฉี่รดต้นตะเคียนก็มีฝนฟ้าคะนอง ลมพัดกระโชกแรง จนกิ่งต้นเจ้า
แม่ตะเคียนก็หักลงมาใส่นายตะวัน จึงทาให้มีการตั้งศาลเจ้าแม่ตะเคียนขึน้ เพื่อขอขมา
และนาก่งิ ไม้ทีห่ กั มาตั้งไว้ใกล้กับศาล

…เจ้าแม่ท่านอยู่ในตน้ ตะเคยี น มีจิตวิญญาณเหมือนเรา ๆ คนเราหลาย ๆ
ปี นิสัยก็เปล่ียน เจ้าแม่ก็เปลี่ยนเหมือนกัน ตั้งแต่ให้ท่านย้ายมาอยู่ที่ศาล
ทา่ นกใ็ จดขี ้ึน…

(คณุ ณชิ กมล แก้วประเสริฐ 63 ป,ี สมั ภาษณ์: 18 พฤษภาคม 2562)

ปัจจุบันต้นตะเคียนและศาลเจ้าแม่ตะเคียนได้รบั การดูแลจากทางวัดตะเคียน
งามรวมถงึ จากชาวบา้ นในชุมชนดว้ ยผู้ทที่ าการดแู ลตน้ ตะเคียนและศาลเจ้าแม่ตะเคียน
แหง่ น้ีคือพระสงฆ์ของวัดตะเคียนงามและคุณณชิ กมล เจา้ แมต่ ะเคียน มีชื่อเสยี งในเรื่อง
ของการขอโชคลาภ ทรัพย์สิน เงินทอง จึงทาให้พิธีกรรมที่พบเห็นเกี่ยวกับเจ้าแม่
ตะเคียนส่วนใหญ่จะเป็นการขอหวย โดยบริเวณกิ่งของเจ้าแม่ตะเคียนที่หักลงมานั้น
เป็นจุดที่ชาวบ้านและผู้ที่เดินทางมาสักการะเจ้าแม่ตะเคียนจะมาโรยแป้งและถูที่กิ่ง
ของเจ้าแม่ตะเคียนเพื่อขอหวยขอเลข ส่วนในบรเิ วณศาลเจ้าแม่ตะเคียนน้ันก็มีผู้คนท้งั
จากในชมุ ชนเองและตา่ งถน่ิ เดินทางมากราบไหว้บูชาเจ้าแมต่ ะเคียนอย่างไม่ขาดสาย

4.4.2 เจ้าแมต่ ะเคยี นทอง ณ วัดสมมตเิ ทพฐาปนาราม (วดั แหลมสน)

ศาลเจ้าแมต่ ะเคียนทอง (เสาโบสถ์เก่า) ตงั้ อย่บู ริเวณหน้าโบสถ์ของวัดสมมติเทพฐาปนา
รามหรือวัดแหลมสน มีลักษณะเป็นศาลไม้ขนาดเล็ก ภายในมีตอของต้นตะเคียนที่มี
ชฎาสวมอยู่ทุกตอเนื่องจากมีคนมาบนกับเจ้าแม่ไว้แล้วนาชฎามาแก้บนกับเจ้าแม่
ตะเคียนทอง โดยจากคาบอกเล่าของนายประทีป เจริญกัลป์ (ผู้ใหญ่อ๋า) อดีต
ผูใ้ หญ่บา้ น ปจั จบุ นั ดารงตาแหน่งเปน็ มัคนายกของวัดสมมตเิ ทพฐาปนาราม เล่าว่าเดิม
ต้นตอตะเคียนทั้งหมดภายในศาลนี้เคยเป็นเสาของโบสถ์เก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มา
ก่อนต่อมามีการรื้อโบสถ์จึงได้ขุดเอาตอต้นตะเคียนทั้งหมดไปตัง้ ไว้ในศาลาวัด จากนั้น
เม่ือ 2-3 ปที ผ่ี ่านมาได้มกี ารตง้ั ศาลเจ้าแมต่ ะเคียนทองขึ้นและนาตอตน้ ตะเคยี นมาตั้งไว้

250

ในที่ศาลแห่งนี้ ปัจจุบันศาลเจ้าแม่ตะเคียนทองได้รับการดูแลจากทางวัดสมมติเทพ
ฐาปนาราม ศาลเจ้าแม่ตะเคียนทอง เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านที่อยู่ในละแวก
ใกลเ้ คยี งกบั วดั สมมติเทพฐาปนาราม โดยคนส่วนใหญ่มกั จะกราบไหวข้ อพรในเร่ืองโชค
ลาภและเรอื่ งทั่วไป (นายประทปี เจริญกัลป์, สมั ภาษณ์ : 21 พฤษภาคม 2562)

ภาพท่ี 4.32 ศาลเจ้าแมต่ ะเคยี นทอง ณ วัดสมมติเทพฐาปนาราม (วัดแหลมสน)
(ภาพถา่ ยโดย ปาเจรา ดาศรี เมอ่ื วนั ที่ 21 พฤษภาคม 2562)

จะเห็นได้ว่าการที่ศาลเจ้าแม่ตะเคียนทั้ง 2 แห่ง คือ ศาลเจ้าแม่ตะเคียนที่วัด
ตะเคียนงาม กับ ศาลเจ้าแม่ตะเคียนทอง ที่วัดสมมติเทพฐาปนาราม หรือวัดแหลมสน
นั้นเป็นความเชื่อที่ผสมผสานระหว่างความเชื่อพุทธและความเชื่อเทพเพราะว่าเจ้าแม่
ตะเคียนนั้นเป็นความเชื่อแบบเทพเป็นความเชื่อในอานาจเหนือธรรมชาติแต่ก็มีศาล

251

ตั้งอยู่ในบริเวณพื้นท่ีของวัดซงึ่ เป็นความเช่ือแบบพุทธ จงึ ทาใหศ้ าลเจ้าแม่ตะเคียนทั้ง 2
แห่งได้มกี ารผสมผสานความเชือ่ เอาไวอ้ ย่างกลมกลืนไม่แยกออกจากกนั โดยสิน้ เชงิ

4.4.3 งานสวดอภธิ รรมศพทีศ่ าลเจ้าพ่อกือ้ อไ่ี ทรย้อย

การสวดพระอภิธรรม เป็นพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ที่ถือเป็นธรรมเนียม
หรือประเพณีที่พระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนใช้เป็น พิธีบาเพ็ญกุศลที่เกี่ยวเนื่องกับศพ
หรือผู้ตาย ซึ่งเจ้าภาพจะนิมนต์ พระสงฆ์ จานวน 4 รูป มาสวดบทอภิธรรมที่มี
ความหมายเกี่ยวกับสัจธรรมของชวี ิต ณ สถานที่ตั้งศพผู้ตาย เช่น ที่วัด ศาลเจ้า หรือที่
บ้านเรือนของเจ้าภาพเอง ส่วนมากจะจัดงานสวดศพในช่วงเวลาช่วงค่า ๆ หรือตอน
กลางคืนและมักจะจัดงานสวดศพ 3 วัน หรือ 7 วันตามที่เจ้าภาพสะดวก (กรมการ
ศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, 2561: 1) หลังจากที่พิธีสวดอภิธรรมเสร็จสิ้น โดยมี
จุดมุ่งหมายคือเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นสัจธรรมของชีวิตถึงการเกิด แก่ เจ็บ
ตาย รวมถงึ การระลกึ ถงึ คุณความดขี องผู้ท่ลี ว่ งลับ

ส่วนการสวดอภิธรรมศพในชุมชนปากน้าประแสนั้นเดิมชาวบ้านปากน้าประ
แส จะจัดพิธีสวดอภิธรรมศพภายในบริเวณบ้านของตนเองแล้วนาศพไปเผาที่วัด
หลังจากเสร็จพิธี จากคาบอกเล่าของอดีตผู้ใหญ่บ้านประทีป เจริญกัลป์ อายุ 64 ปี (ผู้
ใหญอ่ ๋า) เล่าว่าเนอ่ื งจากในสมยั ก่อนนั้นยังคงเดินทางไปมาหาสู่กันดว้ ยเรือจึงทาให้การ
จัดงานสวดศพที่บ้านนั้น ญาติพนี่ ้องสามารถเดินทางมารว่ มงานได้สะดวกแต่ต่อมาเม่ือ
มีการตัดถนนขึ้นในชุมชนปากน้าประแสทาให้ผู้คนเริ่มเดินทางด้วยเรือน้อยลงและหัน
มาเดินทางด้วยรถยนต์มากขึ้นจึงทาให้การจัดพิธีสวดอภิธรรมศพที่บ้านนั้นเกิดปัญหา
พ้นื ที่สาหรบั การจอดรถไมเ่ พียงพอสาหรบั ผู้ท่มี ารว่ มงานและปญั หาจราจรติดขดั จึงต้อง
เปลี่ยนไปจัดพิธีในพื้นท่ีของวัด หากแต่ว่าค่าใช้จ่ายในการจดั พิธีท่ีวัดนั้นค่อนขา้ งสูงทา
ใหช้ าวบา้ นบางส่วนไมส่ ามารถจดั งานสวดศพที่วัดได้ ศาลเจ้าพ่อกอื้ อ่ีไทรย้อยจึงเป็นอีก
ตัวเลือกหนึง่ สาหรบั การจัดพิธีสวดอภธิ รรมศพ (นายประทีป เจรญิ กลั ป์, สัมภาษณ์ 21
พฤษภาคม 2562)

ศาลเจ้าพ่อกื้ออี่ไทรย้อย หรือ ศาลเจ้าพ่อต้นไทร ต้ังอยู่บริเวณตอนล่างของ
ชุมชนใกล้กับศาลเจ้าพ่อประแสร์ ศาลเจ้าพ่อไทรย้อยเป็นศาลเจ้าจีนขนาดใหญ่เป็น

252

ศาลเจ้าที่ชาวประมงและชาวบ้านในชุมชนประแสให้ความเคารพศรัทธา ปัจจุบัน
ผรู้ บั ผิดชอบศาลเจา้ พ่อกื้ออ่ีไทรย้อยคือกานนั ภาณุ ธนศาล และมคี ณุ สุพจน์ กานดี กับ
คณุ อไุ ร แซ่จิว เปน็ ผดู้ ูแลศาลเจ้า ทั้งสองท่านมหี น้าทใ่ี นการดูแลความเรียบร้อยภายใน

ศาลเจ้าและมีหน้าที่จัดการพิธีกรรมต่าง ๆ ของศาลเจ้าในแต่ละปี รวมไปถึง
การจัดพิธีสวดอภิธรรมศพที่ศาลแห่งนี้ด้วย การจัดงานสวดอภิธรรมศพหรืองานจัดท่ี
ศาลเจ้าพ่อกื้ออี่ไทรย้อยนั้น ทางศาลให้เจ้าภาพได้ใช้พื้นที่ของศาลได้โดยท่ีไม่เสีย
ค่าใช้จ่ายใด นอกจากค่าน้าและค่าไฟ โดยที่ศาลเจ้าจะมีอุปกรณ์ต่าง ๆ สาหรับการจดั
งานสวดศพให้กับเจ้าภาพไว้เรียบร้อย ส่วนพระสงฆ์ที่จะมาเป็นผู้ประกอบพิธีสวด
อภิธรรมศพน้ันสามารถเป็นพระสงฆ์ทน่ี ิมนตจ์ ากวัดใดก็ได้ตามแต่เจ้าภาพสะดวก

ภาพที่ 4.33 ศาลเจ้าพอ่ กื้ออี่ไทรย้อย
(ที่มา: https://2017.sadoodta.com/content)

จะสังเกตได้ว่าการสวดอภิธรรมศพที่ศาลเจ้าพ่อกื้ออี่ไทรย้อยนั้น มีการ
ผสมผสานกันระหว่างความเชื่อแบบพุทธและความเชื่อเทพอยู่คือการสวดอภิธรรมศพ
นั้นเป็นพิธีกรรมทางความเชื่อแบบพทุ ธแต่ว่ากไ็ ด้มีการใช้พื้นที่ของศาลเจ้าพ่อกื้ออี่ไทร
ยอ้ ยในการจัดพธิ ีทเ่ี ปน็ ศาลจีนของเจ้าพ่อตน้ ไทรซ่ึงถือเป็นความเชื่อแบบเทพ อีกท้ังยัง
แสดงให้เหน็ ถงึ การเอื้อเฟ้ือซึ่งกันและกันระหวา่ งทั้งสองความเชื่อด้วยคือการที่ศาลเจ้า

253

ซึ่งถือเป็นสถานที่มงคล ศักดิ์สิทธิ์ของชาวจีนได้เปิดให้คนพุทธเข้ามาใช้พื้นที่ของศาล
เจ้าจีนในการจัดพิธีเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการจัดงานน้อยกว่าการจัดงานที่วัดเป็นการ
ช่วยเหลือคนในชมุ ชนที่มีรายไดน้ ้อยไม่สามารถจัดงานสวดศพทีว่ ัดได้และศาลเจ้าจีนก็
มีรายได้จากการให้ใช้พื้นที่ของศาลในการจัดงาน จึงทาให้ศาลเจ้ามีเงินนาไปทานุ
บารุงรักษาศาลเจา้ ต่อไปได้

ขอ้ คน้ พบท่ไี ดจ้ ากการศึกษา

(1) ลักษณะพหคุ วามเช่ือของชุมชน
ชุมชนปากน้าประแสเป็นชุมชนที่รวมผู้คนจากหลากหลายพื้นที่เอาไว้ด้วยกัน
โดยเฉพาะคนไทยและคนจีนจากการอยู่ร่วมกันและการเกี่ยวดองทางเครือญาติทาให้
เกิดการสอดประสานท้ังวัฒนธรรมชุมชนขึน้ จากทั้งสองเช้ือชาติ และได้สะท้อนออกมา
ใหเ้ หน็ ผ่านความเชอื่ และพธิ กี รรมอันหลากหลายได้แก่ ความเชื่อแบบพุทธที่เห็นได้จาก
วัดในชุมชน เช่น วัดตะเคียนงาม วัดสมมติเทพฐาปนารามหรือวัดแหลมสนและความ
เชื่อแบบเทพ เช่น ศาลเจ้าพ่อแซ่ต๋ันศาล เจ้าพ่อประแสร์ ศาลเจ้าพ่อกื้ออี่ไทรย้อย และ
ถงึ แม้ว่าจะมีความหลากหลายทางความเช่ือแต่เมื่อเวลาผ่านไปความเช่ือของคนปากน้า
ประแสก็ได้อยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียวเช่นเดียวกับความความสัมพันธ์ทางเครือญาติ
มิได้อยู่แยกจากกันอย่างสิ้นเชิง หรือถูกแบ่งแยกว่าสิ่งใดคือวัฒนธรรมจีน สิ่งใดคือ
วัฒนธรรมไทย ดังนั้นจึงจะเห็นได้ถึงความเชื่อร่วมกันของชุมชนและความเชื่อแบบ
ปัจเจกทั้งแบบพุทธและแบบเทพที่ไม่ว่าคนไทยพื้นถิ่นหรือคนไทยเชื้อสายจีนต่างก็นับ
ถือและให้ความเคารพร่วมกัน อกี ทง้ั ยงั มคี วามเช่ือแบบก้ากึ่งท่ีเข้ามาทาให้เห็นถึงความ
เป็นพหวุ ัฒนธรรมทางความเช่ือของชุมชนแห่งน้ี และเสรภี าพทางด้านความเชื่อของคน
ในปากน้าประแสอาจกล่าวไดว้ ่าสาหรบั ชุมชนปากนา้ ประแล้วคงมเี พียงแค่คาว่าประแส
เท่านน้ั ท่จี ะจากัดความความเปน็ ตัวตนได้ มใิ ชเ่ ชือ้ ชาตหิ รือศาสนา

254

(2) ความเชื่อในกรมหลวงชุมพรฯ : ภาพสะท้อนการปรับตัวของความเชอื่
ในกระแสความเปลย่ี นแปลงของชมุ ชนประแส

ชมุ ชนปากนา้ ประแสเป็นชุมชนประมง ผคู้ นแต่ละบ้านลว้ นทาประมงกันอย่าง
กว้างขวาง ทาให้ความเชื่อของชุมชนส่วนมากถูกผูกอยู่กับเรื่องการทาประมง ซึ่ง
สะท้อนให้เห็นผ่านศาลเจ้าจีนที่มีอยู่ในชุมชน ผู้คนที่จะออกทะเลล้วนแต่มากราบไหว้
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทีต่ ัวเองนับถืออย่างเป็นนจิ ไม่ว่าจะเป็นที่ศาลเจ้าพ่อประแสร์ เจ้าพ่อกื้ออ่ี
ไทรย้อย หรือกรมหลวงชุมพรฯ โดยส่วนมากแล้วมักจะขอให้การเดินเรือเป็นไปได้
อย่างราบลื่นไม่ประสบพายุฝน หรือจะเป็นการขอให้หาปลาได้ครั้งละมาก ๆ การ
สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนการออกเรือจึงกลายเป็นพิธีทีช่ าวประมงต้องทาก่อนออกเรอื
เสมอ

แต่กระนัน้ แลว้ เม่อื เวลาเปลีย่ นไป การทาประมงของชุมชนปากน้าประแสนั้น
ได้ซบเซาลง ชาวประมงเริ่มหนั ไปประกอบอาชีพอย่างอืน่ เพื่อใหส้ ามารถเลีย้ งชีพตอ่ ไป
ได้ บา้ งก็เปลี่ยนไปประกอบอาชีพคา้ ขาย บา้ งกอ็ อกไปทางานทีต่ ่างจังหวดั เม่ือผู้คนทา
ประมงน้อยลง การกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และศาลเจ้าก่อนออกเรือจึงน้อยลงไปด้วย
แม้ว่าการทาประมงที่ซบเซาจะส่งผลกระทบมากมายต่อศาลเจ้าหลาย ๆ แห่ง แต่ศาล
กรมหลวงชุมพรฯ นั้นกลับยังคงได้รับความเลื่อมใสอย่างมากจากผู้คนชาวปากน้าประ
แส และกลายเป็นความเชื่อกระแสหลักที่รวมคนในชุมชนปากน้าประแสเข้าเป็นหน่ึง
จนถงึ ทกุ วันนี้ เนื่องจากศาลกรมหลวงชุมพรฯ ตอบสนองทางความเชอ่ื ของคนในชุมชน
ไม่เพยี งแต่เรื่องเร่อื งการทาประมงหรอื การโดยสารทางน้าเท่าน้นั แต่ยังครอบคลมุ ไปถึง
การใช้ชีวิตต่าง ๆ อีกด้วย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นคนไทยพุทธหรือคนไทยเชื้อสายจีนต่างก็
เลื่อมใสในกรมหลวงชุมพรฯ ดังนั้นกรมหลวงชุมพรฯ จึงเป็นที่พึ่งทางจิตใจของคนใน
ชุมชนและนับได้ว่าเป็นความเชื่อร่วมกันของคนในชุมชนที่ไม่ได้มีการแบ่งแยกว่าคนท่ี
นับถอื ต้องเปน็ คนไทยพุทธหรือทหารเรือเทา่ น้ันแต่ไมว่ า่ จะเป็นคนกลุ่มใด เชื้อชาติไหน
หรอื ประกอบอาชพี อะไร ตา่ งก็สามารถนบั ถอื ในกรมหลวงชุมพรฯ ไดอ้ ย่างเทา่ เทียมกนั

ความเชื่อในกรมหลวงชุมพรฯ มีบทบาทที่สาคัญท้ังในระดับปัจเจกบุคคลและ
ระดับสังคม โดยกรมหลวงชุมพรฯ มิได้เป็นเพียงบิดาแห่งทหารเรือเท่านั้น แต่ยังมี
บทบาทในด้านของการเป็นท่ียดึ เหน่ียวจิตใจของคนในชุมชนปากนา้ ประแสที่ส่วนใหญ่

255

ทาการประมงในฐานะที่เป็นผู้คุ้มครองเรือและสมาชิกบนเรือ รวมทั้งยังให้โชคลาภท่ี
เกี่ยวข้องกับการประมงด้วย แม้ว่าในปัจจุบันการทาประมงในชุมชนปากน้าประแสจะ
ลดลงแต่กรมหลวงชุมพรฯ ก็ยังคงเป็นความเชื่อร่วมที่มีบทบาทต่อคนในชุมชนไม่น้อย
ดังจะเห็นได้จากการเข้ามากราบไหว้กรมหลวงชุมพรฯ เพื่อขอในเรื่องของการเรียน
การค้า สุขภาพ และการทางาน ซึ่งมิใช่เรื่องท่ีจากัดอยู่ในแวดวงที่เกี่ยวข้องกับเรือและ
ท้องทะเล ทง้ั นเี้ ปน็ เหตุมาจากพระปรชี าสามารถอนั หลากหลายด้านของท่านอย่างไรก็
ตาม ผู้ที่ศรัทธาในกรมหลวงชุมพรฯ ยังมีหลากหลายช่วงวัยด้วยเชน่ กัน โดยแต่ละช่วง
วัยก็แสดงออกถึงความศรัทธาที่แตกต่างกันไปในกลุ่มผู้ ใหญ่มักแสดงออกด้วย การ
เดินทางมาสักการะพระองค์ที่ศาลก่อนเดินทาง ไม่ว่าจะทางรถหรือทางเรือ ในขณะที่
วัยหนุ่มสาวแสดงออกด้วยเช่าบูชาเหรียญกรมหลวงชุมพรฯ มาสะสมไว้ซึ่งไม่ว่าจะเปน็
การแสดงออกแบบใดต่างก็สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกรมหลวงชุมพรฯ ที่มีต่อ
ปจั เจกทง้ั ส้นิ

นอกจากการคุ้มครองและยึดเหนี่ยวจิตใจของแต่ละบุคคลแล้ว กรมหลวง
ชุมพรฯ ยังมีบทบาทในระดับสังคมทั้งในด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอีกด้วย กรม
หลวงชุมพรฯ ช่วยสนับสนนุ การท่องเที่ยวในชุมชนอันเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจ ดัง
จะเห็นได้จากการที่นักท่องเท่ียวส่วนหนึ่งท่ีมายังชุมชนปากน้าประแสมักจะแวะเข้ามา
กราบไหว้กรมหลวงชุมพรฯ ส่งผลให้เกิดร้านค้าขึ้นบริเวณโดยรอบศาล รวมทั้งอาชีพ
รถสามล้อรับส่งนักท่องเที่ยวที่มีศาลกรมหลวงชุมพรฯ เป็นหนึ่งในจุดหมายท่ี
นกั ทอ่ งเท่ยี วหลายคนอยากจะแวะเวียนเขา้ มาสักการะเพื่อความเปน็ สริ มิ งคล

อีกหนึ่งบทบาทในระดับสังคมของที่ศาลกรมหลวงชมุ พรฯ เห็นได้ชัดในชุมชน
ปากน้าประแสคือการเป็นสถานที่ที่ส่งเสริมความเป็นหนึ่งเดียวให้แก่คนในชุมชน
เนื่องจากชมุ ชนปากน้าประแสประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย ทั้งคนไทย
เชื้อสายจีนและคนไทยพุทธ ที่ต่างก็มีความเชื่อที่แตกต่างกัน ความเชื่อที่แตกต่างกัน
ดังกล่าวทาประเพณีและการบาเพ็ญกุศลของคนทั้งสองกลุ่มมีรูปแบบที่แตกต่างกันไป
คือ คนไทยเชื้อสายจีนมักไปทาบุญที่ศาลเจ้า ในขณะที่คนไทยพุทธมักไปทาบุญที่วัด
แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไปทั้งสองชาติพันธุ์ได้เกี่ยวดองกันทางเครือญาติและอยู่ ร่วมกัน
อย่างแยกไม่ออก ความเชื่อและประเพณีที่เคยเป็นเพียงของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจึง

256

กลายเป็นความเชื่อร่วมกันของคนในชุมชน เช่นเดียวกับความเช่ือในกรมหลวงชมุ พรฯ
ที่เป็นสายใยเชื่อมโยงสาคัญระหว่างคนสองกลุ่ม และสะท้อนให้เห็นการอยู่ร่วมกัน
อย่างกลมเกลียวดังที่เห็นได้จากการการที่ศาลกรมหลวงชุมพรฯ ที่มีลักษณะแบบ
สถาปัตยกรรมไทยพุทธ แต่อาณาบริเวณโดยรอบศาลถูกประดับตกแต่งไปด้วยความ
เชื่อแบบจีนเช่น การแขวนเต็งลั้ง หรือโคมจีนสีแดงไว้หน้าศาล ซึ่งชาวจีนเชื่อวา่ โคมจีน
สีแดงเป็นสีโชคลาภวาสนาและเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นสถานที่ที่คนเชื้อส ายจีนอยู่อาศัย
รวมไปถึงการไหว้ด้วยน้าชาและการเผากระดาษเงินกระดาษทองรูปแบบและ
บรรยากาศภายในศาลกรมหลวงชุมพรฯ ดังกล่าวจึงเป็นการสะท้อนให้เห็นการอยู่
รว่ มกันอยา่ งแยกกันไม่ออกของกลุ่มชาติพันธ์ุไทยจีนและไทยพุทธในชุมชนปากน้าประ
แส

นอกจากความหลากหลายทางชาติพนั ธุ์ทีก่ รมหลวงชุมพรฯ ได้สร้างความเป็น
หนึ่งเดียวแล้ว ในวันคล้ายวันประสูติ และวันคล้ายวันสวรรคตของท่านยังเป็นงาน
ยิ่งใหญ่ของชุมชนที่มีบทบาทในการสร้างความสามัคคีกลมเกลียวระหว่างสมาชิกใน
ชุมชนและภาครัฐ แม้ว่าพื้นที่ศาลและการจัดการพิธีกรรมต่าง ๆ จะอยู่ในการดูแล
ของภาครัฐเสียเป็นส่วนใหญ่แต่ชาวบ้านก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น
ช่วงก่อนวันงานทั้งสองวันสาคัญที่ภาครัฐและชาวบ้านช่วยกันจัดสถานที่และตกแต่ง
สถานที่ รวมไปถึงกิจกรรมงานรื่นเริงต่าง ๆ ในวันสาคัญประจาปียังถูกจัดอย่าง
เอิกเกริก มีคนในชุมชนมาเข้ารว่ มงานเป็นจานวนมากโดยเฉพาะในวันคล้ายวันประสูติ
ของกรมหลวงชุมพรฯ ที่จะยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ และต้องใช้คนจานวนมากในการ
จดั เตรียมงาน

บทบาทของกรมหลวงชุมพรฯ ในระดับสังคมที่กล่าวมาข้างต้นจึงเป็นส่วน
สนับสนุนให้คนในชมุ ชนที่มีความหลากหลายทางชาตพิ ันธุ์ มาจากหลากหลายเชือ้ สาย
มีความสามัคคีกลมเกลียวกัน รวมไปถึงยังช่วยสะท้อนให้เห็นความร่วมมือร่วมใจของ
ชาวบ้านในชุมชนและภาครัฐที่ร่วมกันจัดงานให้เป็นไปอย่างราบรื่น ความกลมเกลียว
กันดังกล่าวเกิดจากการที่ทุกคนศรัทธาในกรมหลวงชุมพรฯ แม้จะมีความแตกต่าง
หลากหลายทางศาสนา เช้อื ชาติ หรอื อาชีพกันก็ตาม

257

(3) ประเพณีทอดผ้าป่ากลางน้า และการเปลี่ยนแปลงที่สอดรับกับ
เศรษฐกิจและสงั คม

ประเพณีทอดผ้าป่ากลางน้าเป็นประเพณีที่สาคญั ของชุมชน เป็นกิจกรรมทาง
ศาสนาที่ช่วยส่งเสริมให้ชุมชนได้มีการทากิจกรรมร่วมกันมานานนับร้อยปี อย่างไรก็
ตามตลอดระยะเวลาที่ประเพณีทอดผ้าป่ากลางน้าดารงอยู่ในชุมชน สภาพสังคมและ
เศรษฐกิจในแต่ละยคุ ก็มีผลต่อการปรบั ตวั และการเปลี่ยนแปลงของประเพณีอยู่ไม่น้อย
สภาพสังคมหรือความสัมพันธ์ของคนในชุมชนปากน้าประแสและชุมชนภายนอกแต่
เดมิ ไม่ได้ติดตอ่ กนั ง่ายเหมือนดังในปจั จบุ ัน จนกระทั่งเกิดถนนคอนกรตี ในช่วงการดารง
ตาแหน่งนายกรัฐมนตรีของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมท (ราวปี พ.ศ. 2518-2519)
ตัดผ่านชุมชนกิจกรรมการชักพุ่มผ้าป่าจึงถูกเพิ่มขึ้น และเป็นกิจกรรมที่ทาร่วมกันของ
คนในชุมชนปากน้าประแสไปจนถึงคนในชุมชนดอนมะกอกล่าง จากเดิมที่งาน
ทอดผ้าป่ากลางน้าเป็นเพียงกิจกรรมทางศาสนาของคนในชุมชน ก็มีการเปลี่ยนแปลง
เพมิ่ เตมิ ประเพณเี ขา้ มาอนั เนอ่ื งมาจากการคมนาคมทสี่ ะดวกสบายกวา่ ในอดีต เปน็ การ
สรา้ งความสนกุ สนานและสรา้ งความสามคั คขี องคนในชมุ ชนและชมุ ชนโดยรอบ

ต่อมาในช่วงปีพ.ศ.2546 ชุมชนได้ปรับประเพณีทอดผ้าป่ากลางน้าให้สอดรับ
กับระบบเศรษฐกิจของชุมชนที่มีการเปลี่ยนแปลง เดิมทีงานทอดผ้าป่ากลางน้าจัด
กิจกรรมที่สะพานปลาอันเป็นสถานที่ศูนย์รวมของชุมชนในอดีต เพราะสมาชิกชุมชน
ส่วนใหญ่เป็นชาวประมง แต่อย่างไรก็ตามสะพานปลาดังกล่าวเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล
ประกอบกับชุมชนได้ขอเรือรบหลวงประแสมาเทียบท่าที่ปากน้าประแส โดยพื้นท่ี
ดังกล่าวอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานราชการ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสาคัญของ
ชุมชน งานทอดผ้าป่ากลางน้าจึงย้ายมาจัดกิจกรรมยังสถานที่แห่งนี้ ด้วยเหตุที่ว่าเรือ
รบหลวงประแสเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของชุมชน เมื่อมารวมกับงานทอดผ้าป่ากลางน้า
อนั เปน็ ประเพณที โี่ ดดเด่นของชุมชน งานประเพณีนับตัง้ แต่ปีพ.ศ.2546 เป็นต้นมาจึงมี
ความยิ่งใหญ่อันเนื่องจากมีผู้คนให้ความสนใจกันมากโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ต่าง
หลง่ั ไหลกันเข้ามาเพอ่ื เขา้ ร่วมประเพณที อดผ้าป่ากลางน้า เศรษฐกจิ ของชุมชนที่แต่เดิม
ซบเซาเพราะอาชีพประมงลดลงจึงพลิกฟื้นขึ้นมาได้ด้วยการท่องเที่ยวเป็นหลักโดยมี

258

ประเพณีทอดผ้าป่ากลางน้าเป็นส่วนหนึ่งในการปรับตัวให้สอดรับกับเศรษฐกิจของ
ชุมชนที่เปลย่ี นแปลงไป

สรปุ

จากการเก็บข้อมูลในพื้นที่ชุมชนปากน้าประแสพบว่า ผู้คนในชุมชนมีความ
หลากหลายและไหลลื่นในด้านความเชื่อ ประเพณี และวัฒนธรรม ทั้งความเชื่อแบบ
พุทธและความเชื่อแบบเทพ และความเชื่อส่วนบุคคลที่ผู้คนในชุมชนให้ความความ
เคารพนับถือ และกราบไหว้บูชาแตกต่างกันไป แต่อย่างไรก็ดี จากการลงพื้นที่เก็บ
ข้อมูลยังพบว่า แม้ว่าจะมีความหลากหลายทางความเชื่อ แต่ทุกคนในชุมชนปากน้า
ประแสยังนับถือและกราบไหว้บูชาศาลกรมหลวงชุมพรฯ อยู่เป็นส่วนใหญ่ จึงถือได้ว่า
กรมหลวงชุมพรฯ เป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นจุดร่วมของศรัทธาและวิถีชีวิตของคนใน
ชุมชน

ความเชื่ออันหลากหลายที่พบอยู่ในพืน้ ทีช่ ุมชนปากน้าประแสนั้นทาให้เห็นถึง
ประวัติศาสตร์ การเข้ามาของผู้คนในชุมชน และการเข้ามายังพื้นที่ปากน้าประแส
ส่งผลให้เห็นร่องรอยของความเชื่อ วัฒนธรรม และประเพณี ของกลุ่มชาติพันธ์ุ
โดยเฉพาะกลุ่มคนจีนที่นาประเพณีและความเชื่อเข้ามา เช่น พิธียกน้าชาในงาน
แต่งงาน ประเพณกี ารไหว้พระจันทร์ การตง้ั ศาลเจ้า เปน็ ต้น เม่ือผสานรว่ มกันกบั ความ
เชื่อและวัฒนธรรมดั้งเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว เช่น การทาบุญตักบาตร การบวช ประเพณี
ทอดผ้าป่ากลางน้า เป็นต้น วัฒนธรรม ความเชื่อ และวิถีชีวิต จึงได้ถูกปรับเปลี่ยนไป
ตามกาลเวลาจากความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชนซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์
อันดีระหว่างคนในชุมชนไดเ้ ปน็ อยา่ งดี

นอกจากจะเห็นประวัติศาสตร์ที่มาของผู้คนและความเชื่อแล้ว การเก็บข้อมูล
ภาคสนามในชุมชนปากน้าประแสได้แสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันของความเชื่อและ
ประเพณีที่หลากหลายในชุมชน ความเชื่อแบบพุทธที่ศนู ย์รวมความเชื่อจะอยู่มีว่ ัดเป็น
ส่วนใหญ่ และความเชอ่ื แบบเทพท่ีผู้คนต้ังศาลเจ้าเพื่อกราบไหวบ้ ูชารวมไปถึงความเชื่อ
ส่วนบุคคล ซึ่งความเชื่อทั้งหลายเหล่านี้ล้วนผสมผสานกันอยู่อย่างกลมกลืนมิได้

259

ก่อให้เกิดการแบ่งแยกแต่อย่างใด ผู้คนยังคงอยู่ร่วมกันได้โดยมีความเชื่อกระแสหลัก
เป็นศนู ย์รวมคือ ศาลกรมหลวงชมุ พรฯ

แม้ว่าปัจจุบันความทันสมัยได้เข้ามายังพื้นที่ชุมชนวิถีชีวิตของผู้คนก็ได้
เปลี่ยนแปลงไป ความเชื่อ พิธีกรรม หรือประเพณีบางอย่างก็ถูกลดความสาคัญหรือ
เปลย่ี นแปลงไปเชน่ การยา้ ยสถานทีท่ อดผ้าป่ากลางน้าไปยังบริเวณเรือรบหลวงประแส
เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและทาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแทนที่การอยู่เป็นศูน ย์รวมให้
ชุมชน แต่ศาลกรมหลวงกค็ งยงั เปน็ สิ่งศักดิส์ ิทธ์ิท่ีคนในชมุ ชนปากนา้ ประแสศรัทธาและ
ไปกราบไหว้บูชาอยู่เสมอ ซึ่งนอกจากดลบนั ดาลเรื่องวิถีชวี ิตบนนา้ ของชาวประมงแล้ว
ชาวบ้านยังเช่ือว่ากรมหลวงชุมพรฯ สามารถดลบันดาลใหเ้ รือ่ งต่าง ๆ ในชีวิตเป็นไปได้
อยา่ งสมปรารถนา เช่น การสอบเขา้ โรงเรียน การสอบบรรจขุ ้าราชการ ฯลฯ อีกทั้งงาน
ประจาปีที่ทางภาครฐั และชาวบ้านร่วมจัดในทุก ๆ ปีที่สะท้อนให้เห็นวา่ ศาลกรมหลวง
ชมุ พรฯ ยงั คงเปน็ ศนู ย์ร่วมใจและความเช่อื กระแสหลกั ของคนในชมุ ชนเสมอมา

จากความเชือ่ แบบพุทธและความเช่ือแบบเทพที่กล่าวมาทัง้ หมด แสดงให้เหน็
ถงึ ความเชื่อทีส่ มั พนั ธก์ ับวถิ ีชีวิตของคนในชุมชนปากน้าประแสตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
การผสมผสานวัฒนธรรมประเพณีและความเชื่อที่หลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์แสดง
ให้เหน็ ความสมั พันธโ์ ยงใยกนั ไมไ่ ด้แยกจากกนั อย่างสน้ิ เชงิ และความศรัทธาที่ไม่ว่าจะ
เป็นคนกลุ่มใดก็สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนภายใต้ความเชื่อและ
วัฒนธรรมที่หลากหลาย ดั่งเช่นพหุวัฒนธรรมและประเพณีที่ปรากฏในชุมชนปากน้า
ประแส

260

รายการอ้างอิง

วทิ ยานิพนธ์
พระนครนิ ทร์ ชตุ นิ ฺธโร. (2558). ศึกษาพัฒนาการของการทอดผา้ บังสุกลุ ใน

สังคมไทย. ปรญิ ญาพทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าพระพทุ ธศาสนา
บัณฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั .
มนสิการ เฮงสุวรรณ. (2550). คาเรยี กประเภทผขี องคนไทยในชุมชนวดั สวนแก้ว ต.
บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบรุ ี : การศกึ ษาแนวอรรถศาสตรช์ าตพิ ันธ์ุ.
ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ าภาษาศาสตร์ ภาควิชา
ภาษาศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .

วารสาร
พระมหาตยุ๋ ขนฺติธมโฺ ม, พระครธู รรมจักรเจติยาภิบาล, พระมหาวิทวัส กตเมธี และ
พระฟตู ระกูล พทุ ธฺ รกขฺ ิโต.

(2561). การจัดการเรียนรู้พระพุทธศาสนา เร่อื ง ประเพณตี กั บาตรเทโว
จงั หวดั อุทัยธานี ของนักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรยี นชุมชนเทศบาล
วดั มณีสถิตกปฏิ ฐาราม. ศึกษาศาสตร์ มมร, คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลยั . 6 (2). 399-400.

เอกสาร
กรมต่อสู้อากาศยานที่ 1, หน่อยบัญชาการต่อสอู้ ากาศยานและรักษาฝั่ง. (ม.ป.ป.). หมู่

รักษาความปลอดภัย
ปากน้าประแส.

สอ่ื อเิ ล็กทรอนิกส์
วัดสมมติเทพฐาปนาราม ใน พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยู่หวั ฯ รัชกาลท่ี 5.

(2558). ประวตั ิวัดสมมตเิ ทพฐาปนาราม. (ออนไลน)์ . เขา้ ถึงเมอื่ 10
มิถนุ ายน 2562 เขา้ ถึงไดจ้ าก http://bit.ly/2RMmTaT

261

การสมั ภาษณ์
กิมเตียง องั้ ตุ่น. (2562). ชาวบา้ น. สมั ภาษณ์, 19 พฤษภาคม.
ชกมล แก้วประเสรฐิ . (2562). ชาวบ้าน.สมั ภาษณ์, 18 พฤษภาคม.
ชะโลม วงศ์ทมิ . (2562). ชาวบา้ น. สัมภาษณ์, 20 และ 21 พฤษภาคม.
ชุมพร แสงมณ.ี (2562). ชาวบ้าน. สมั ภาษณ์, 19 พฤษภาคม.
ณิชกมล แก้วประเสรฐิ . (2562). ชาวบา้ น. สัมภาษณ์, 18 พฤษภาคม.
ณศี ริ ิเจริญ. (2562). ชาวบา้ น. สมั ภาษณ์, 18 พฤษภาคม.
ไซ ลกั ษณะดี. (2562). ชาวบา้ น. สมั ภาษณ์, 18 พฤษภาคม.
ประทปี เจรญิ กลั ป์. (2562.). ชาวบ้าน. สัมภาษณ์, 21 พฤษภาคม.
ประพันธ์ วิเชยี รฉาย. (2562). ชาวบ้าน. สัมภาษณ์, 18 พฤษภาคม.
พัชรินทร์ ชาญดว้ ยกิจ. (2562). ชาวบ้าน.สัมภาษณ์, 19 พฤษภาคม.
ภาณุ ธนศาล. (2562). กานันตาบลปากนา้ ประแส. สัมภาษณ์, 18 พฤษภาคม.
วัลลภ นิตยสกุล. (2562). ชาวบ้าน. สมั ภาษณ์, 19 พฤษภาคม.
สงา่ ไชยชมทา. (2562). ชาวบา้ น. สมั ภาษณ์, 18 พฤษภาคม.
สมพร ตนั ยาตระกูลชยั . (2562). ชาวบา้ น. สมั ภาษณ์, 19 พฤษภาคม.
สานกั ปะส่ิงชอบ. (2562). ชาวบ้าน. สมั ภาษณ์, 21 พฤษภาคม.
สุทัศน์ แช่มชอ้ ย. (2562). ชาวบ้าน. สมั ภาษณ์, 19 พฤษภาคม.
สพุ จน์ กานดี. (2562). ชาวบ้าน. สมั ภาษณ์, 18 พฤษภาคม.
อนวุ ฒั น์ อวยพร. (2562). ผูใ้ หญ่บา้ น หมู่ 1 ตาบลแหลมสน. สัมภาษณ์,18
พฤษภาคม.
อุไร แซจ่ วิ . (2562). ชาวบา้ น. สมั ภาษณ์, 19 พฤษภาคม.

262

263

บทท่ี 5

ประแส กบั การทอ่ งเทีย่ ว
บนเสน้ ทางถนนสายวฒั นธรรม

กาญจนรัตน์ แซ่โคว้
ณชั ชา วิเชียร
นันทิตา เส็งมา
วาคม ว่องภคั สกุล
สุภาพชิ ญ์ แก้วจินดา

264

บทคดั ย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงในบริบทการท่อง เที่ยว
พื้นที่ตาบลปากน้าประแส อาเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยมุ่งศึกษาการเปลี่ยนแปลง
ของถนนสายวัฒนธรรมผ่านมุมมองและความทรงจาของคนในชุมชนเกี่ยวกับประวัติ
ความเป็นมาของชุมชนบ้านเก่าริมน้าประแส ตลอดจนวิถีชีวิตของชาวบ้าน รวมถึง
ศึกษาปัจจัยที่ก่อให้เกิดการพัฒนามาสู่การท่องเที่ยวภายในชุมชน และผลจากการ
เปลี่ยนแปลงในชุมชนตั้งแต่อดีตดาเนินมาจนถึงปัจจุบัน ระยะเวลาในการศึกษา
ระหว่างวันที่ 17 – 23 พฤษภาคม 2562 ด้วยวิธีการศึกษาเชิงคุณภาพโดยการ
สัมภาษณ์แบบเชิงลึกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งชาวบ้านและผู้นาชุมชน และการ
สังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม เน้นการลงภาคสนามและงานเอกสาร ในบทความน้ี
ประกอบไปด้วยประเด็นสาคัญ 4 ประเด็น คือ 1) อิทธิพลของประแสในฐานะเมืองท่า
ในอดีต 2) การพัฒนาพื้นที่ทางประวัติศาสตร์สู่การท่องเที่ยวในประแส 3) พลวัตถนน
สายวัฒนธรรม ชุมชนบ้านเก่าริมน้าประแส 4) เสน่ห์แห่งถนนสายวัฒนธรรม ซึ่งผล
การศึกษาพบว่าพื้นที่ถนนสายวัฒนธรรม ชุมชนบ้านเก่าริมน้าประแสเป็นพื้นที่ที่การ
ประมงมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและการท่องเท่ียวของประแสเปน็ อยา่ งมากมาตั้งแต่อดีต
โดยสามารถแบ่งวิวัฒนาการเศรษฐกิจชุมชนชาวประมงปากน้าประแสออกเป็น 4 ช่วง
ได้แก่ 1) ยุคการผลิตเพื่อยังชีพ (พ.ศ. 2452 - พ.ศ. 2500) 2) ยุคการผลิตรายย่อย
(พ.ศ. 2501 - พ.ศ. 2515) 3) ยุคการประมงพาณิชย์ (พ.ศ. 2516 - พ.ศ. 2539) 4) ยุค
การแสวงหาทางเลือก (พ.ศ. 2540 - พ.ศ. 2552) อาจกล่าวได้ว่าการประมงในประแส
เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงคนในชุมชน เศรษฐกิจ และการประกอบอาชีพไว้ด้วยกันอย่างแนบ
แนน่ แต่เมอ่ื เกดิ การเปลี่ยนแปลงด้วยปจั จัยต่าง ๆ ทาใหก้ ารประมงซบเซาลงอย่างเห็น
ได้ชัด ส่งผลให้วิถชี ีวิตและสภาวะทางเศรษฐกิจของชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลง ประแส
จึงท าการพลิกฟื้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวโดยการนาร่องด้วยพื้นที่ทาง
ประวัติศาสตร์และธรรมชาติในชุมชนเพื่อพัฒนาและสร้างจุดเปลี่ยนให้กลายเป็น
สถานทด่ี งึ ดูดนกั ท่องเท่ียวหลักของประแส จากนนั้ การทอ่ งเทย่ี วจึงเรม่ิ เข้ามาในชุมชน
บ้านเก่าริมน้าประแสผ่านโครงการต่าง ๆ ที่ได้รับการสนับสนุนทั้งจากภาครัฐและ
ภาคเอกชน ซง่ึ โครงการเหล่านแี้ ม้จะเป็นการนาเสนออตั ลกั ษณ์ วถิ ชี วี ติ สภาพแวดล้อม

265

ของชุมชน แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่จะทาให้ชุมชนบ้านเก่าริมน้าประแสกลายเป็นแหล่ง
ทอ่ งเทย่ี วได้อย่างยั่งยืนคือ ความหลายทางวัฒนธรรมอันเป็นเสน่ห์ท่ีสาคัญอย่างหน่ึงที่
สามารถนาไปพัฒนาต่อยอด เพื่อฟื้นฟูให้ประแสกลับกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวอัน
เจริญรงุ่ เรอื งดัง่ ในอดตี อกี ครัง้

คาสาคัญ : การท่องเทีย่ วเชงิ วัฒนธรรม, ถนนสายวฒั นธรรม, ประแส ระยอง

5.1 บทนา

ปจั จุบนั การท่องเทีย่ วเขา้ มาเป็นสิง่ เชอ่ื มโยงคนจากหลาย ๆ สถานท่ีใหเ้ ดินทาง
ไปอีกสถานที่หนึ่ง เชื่อมโยงคนจากอีกสังคมหรือวัฒนธรรมหนึ่งให้ได้เข้าไปเรียนรู้อีก
วฒั นธรรมหน่ึงท่ีตา่ งออกไป โดยมสี ่งิ ดึงดูดคือสถานที่ทอ่ งเทย่ี วทน่ี า่ สนใจ ธรรมชาติอัน
งดงาม วัฒนธรรมหรือประวัติศาสตร์เก่าแก่ จะเห็นได้ว่าหลายชุมชนถูกปรับเปลี่ยน
หรอื พฒั นาให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวขนึ้ มาหลายต่อหลายแหล่ง บางแห่งเป็นสถานที่
ท่องเที่ยวซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศ ธรรมชาติ หรือเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม บางแห่ง
เปน็ สถานท่ีท่องเทย่ี วทเ่ี กีย่ วเน่ืองกบั วัฒนธรรมประเพณี แตส่ าหรบั ประแสมีทั้งสถานที่
ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เนื่องจากประแสเป็นเมืองท่า
สาคญั ในประวตั ศิ าสตร์ การเป็นเมอื งทา่ สะท้อนอตั ลักษณ์มากมายในชุมชน สะท้อนถึง
ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ของการเป็นเมืองท่า และเป็นพื้นที่ปากแม่น้า สะท้อนอาชีพ
ประมงที่หล่อเลี้ยงคนทั้งประแส เป็นอาชีพที่ทาให้เศรษฐกิจของประแสมั่งคั่ง สะท้อน
ภาพผู้คนมากมายหลากหลายเชื้อชาตทิ ี่เดนิ ทางเข้ามาในประแสตั้งแต่ครัง้ อดตี รวมถึง
ผ้คู นท่ีเข้ามาตั้งรกรากถาวรอย่างชาวจีน สง่ ผลให้ประแสมีความเชื่อ ประเพณีต่าง ๆ ท่ี
สาคัญเช่นกัน เพราะฉะนั้นประแสจึงเป็นเมืองที่น่าสนใจในแง่ของประวัติศาสตร์
ภูมิศาสตร์ ระบบนิเวศ วัฒนธรรมต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสาคัญที่จะทาให้ประ
แสกลายเปน็ เมืองทอ่ งเทย่ี ว เน่ืองจากพน้ื ท่ีประแสมีความหลากหลายสูงมาก

ความสาคัญของการศึกษาเรื่องการท่องเที่ยวในประแส คือการค้นหาเสน่ห์ที่
แท้จริงของประแส ให้คนที่มาท่องเที่ยวได้สัมผัสหัวใจของประแส ส่งผลให้การ
ท่องเที่ยวประแสเป็นการท่องเที่ยวทีย่ ั่งยืน นอกจากสถานท่ีท่องเที่ยวโดยรอบ ประแส

266

ยงั มีถนนสายวัฒนธรรม ซ่งึ เปน็ ส่ิงท่ีจะดงึ ดูดให้คนเขา้ มาท่องเที่ยวเพ่ือสัมผัสตัวตนของ
ประแส การท่องเทีย่ วถนนสายวฒั นธรรม ซง่ึ เปน็ พืน้ ท่บี รเิ วณตลาดเกา่ ประแสติดริมน้า
ทแ่ี สดงถงึ เสนห่ ์ของประแสได้มากทส่ี ุด เพราะอยู่ใจกลางชมุ ชนต้ังแตอ่ ดตี จนถึงปัจจุบัน
เป็นตลาดเก่าแก่ที่รวบรวมผู้คนให้เข้ามาจับจ่ายใช้สอย ร้านรวงต่าง ๆ ที่ยังเปิด
ให้บริการอย่จู นถงึ ปัจจบุ ัน เปน็ สอื่ กลางชัน้ ดีทจี่ ะทาหนา้ ท่ีถา่ ยทอดเสนห่ ข์ องประแสให้
คนท่ีมาเยือนได้สัมผัส ตลอดความยาวของเส้นทางถนนคอนกรีตที่เมื่อครั้งอดีตเป็น
เพียงสะพานไมเ้ ทา่ น้นั ถนนสายวัฒนธรรมไดบ้ อกเล่าประวตั ศิ าสตร์ วฒั นธรรม วถิ ชี ีวิต
อนั เปน็ เครอื่ งสะทอ้ นเสน่ห์ของประแสไดเ้ ปน็ อยา่ งดี โดยงานศกึ ษาน้จี ะกล่าวถงึ ประแส
กับการพัฒนาสู่การท่องเที่ยว ประแสในฐานะเมืองท่า ช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลง
พัฒนาส่ิงตา่ ง ๆ ในประแส ซง่ึ เช่ือมโยงกบั ร้านคา้ ตา่ ง ๆ บนเส้นทางถนนสายวฒั นธรรม
อันเปน็ หัวใจหลักทแี่ สดงถึงเสนห่ ์ของประแส

5.1.1 ระเบยี บวธิ ีวิจยั

งานชิ้นนี้ได้เกิดขึ้นจากการลงพื้นที่ถนนสายวัฒนธรรมชุมชนบ้านเก่าปากน้า
ประแส อาเภอแกลง จังหวัดระยอง ที่พลิกผันจากชุมชนประมงดั้งเดิมสู่ชุมชน
ทอ่ งเที่ยวในปัจจุบัน พบวา่ ประชากรท่ีอาศยั อยใู่ นชุมชนโดยส่วนมากเปน็ ผู้สงู วัย มีเด็ก
เล็กจานวนน้อย วัยรุ่นหรือวัยทางานแทบจะไม่ปรากฏให้เห็น เหตุเพราะคนรุ่นใหม่
นยิ มเข้าไปทางานในเขตตวั เมือง หลงเหลอื ไว้เพยี งผสู้ ูงวยั ท่ีบ้างก็ประกอบอาชีพประมง
ด้ังเดมิ หรือผันตวั มาคา้ ขายกม็ ี อกี ทง้ั จากการสารวจยงั พบวา่ อตั ราการยังชีพด้วยอาชีพ
ประมงเริ่มลดน้อยลง คนในชุมชนโดยส่วนมากมักหันมาประกอบอาชีพค้าขายและ
บริการต่าง ๆ อาทิเช่น ร้านค้าของชา ร้านอาหาร ร้านขายยา ร้านซ่อมนาฬิกา ร้าน
ซ่อมจักรยาน ร้านตัดผมชาย-หญิง ฯลฯ อาชีพเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการค้าขายหรือ
บริการที่ล้วนแล้วแต่สาคัญต่อวิถีชีวิต มีความเรียบง่ายไม่หรูหราฟุ่มเฟือย โดยใช้
บ้านเรือนของตนที่ตั้งอยู่ตามแนวถนนสายวฒั นธรรมเป็นหลัก ภายในชุมชนปรากฏให้
เห็นถึงสถานที่ท่องเที่ยวสาคัญอย่างถนนสายวัฒนธรรมสถานที่สะท้อนและคงเหลือ
ภาพวันวานของประแสในอดีตได้อย่างเด่นชัด ทั้งรูปแบบบ้านเรือน วิถีชีวิตที่เรียบง่าย

267

บรรยากาศชุมชนที่เงียบสงบไม่วุ่นวายที่เข้ามาแทนที่ชุมชนประมงในอดีต แต่ใน
ขณะเดียวกันถนนสายวัฒนธรรมเส้นนี้ยังคงหลงเหลือร่องรอยความรุ่งเรืองของชุมชน
ปากน้าประแสแฝงไว้ตามบ้านเรือน ถนน หรือแม้แต่ผู้คน ที่ต่างรอคอยหวังว่าประแส
จะถกู ชบุ ชีวติ ขน้ึ ใหม่พรอ้ มความรงุ่ โรจนอ์ กี ครงั้

เนื่องด้วยงานศึกษาเรือ่ งประแสกับการทอ่ งเที่ยวเป็นงานศึกษาเชิงคุณภาพ ผู้
ศึกษาใช้ระเบียบวิธีศึกษาโดยการลงภาคสนาม เพื่อสามารถเข้าถึงข้อมูลของประแสใน
อดีตจวบจนถึงการพัฒนาสู่การท่องเที่ยวในปัจจุบัน โดยสามารถแบ่งระเบียบวิธีศกึ ษา
ออกได้เป็น 3 สว่ น ดงั นี้

1) การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม (Participant observation) เพื่อศึกษา
วิถีชีวิต สัมผัสวิถีชีวิตให้ใกล้เคียงเสมือนคนในชุมชนมากที่สุด โดยการ
เป็นส่วนหนึ่งในการเป็นผู้ใช้บริการ หรือผู้บริโภคจากผู้ประกอบการ
ร้านค้าและบริการบนถนนสายวัฒนธรรม ผ่านการคัดเลือกโดยการ
จัดแบง่ หมวดหมู่ประเภทของรา้ นค้าและบริการ ทสี่ ามารถแบง่ อกเป็น 10
หมวด ประกอบไปด้วย หมวดโฮมสเตย์ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านชา
และผลไม้ ร้านตัดผล ร้านขายยา พิพิธภัณฑ์ ศาลเจ้า ร้านของฝาก และ
ร้านใหบ้ รกิ ารอื่น ๆ

2) การสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม (Non – participant observation)
เป็นการสังเกตตลอดถนนสายวัฒนธรรม และวิถีชีวิต บ้านเรือนที่ปรากฏ
ให้เห็นในพื้นที่ รวมถึงการสารวจประวัติศาสตร์ประแสในอดีตเพื่อทา
ความเข้าใจในแง่ของวิวัฒนาการกว่าประแสจะกลายมาเป็นเมือง
ทอ่ งเที่ยว

3) การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key - information interview) เป็นการ
สัมภาษณ์เชิงลึกร่วมกับบุคคลที่เป็นผู้อาวุโสในชุมชนจานวน 10 คน ท่ี
อาศัยอยู่ที่ประแสต้ังแตก่ าเนิด มีประสบการณ์ร่วมกับชุมชนมาเป็นระยะ
เวลานาน เป็นการสนับสนุนและตรวจสอบชุดข้อมูลที่เป็นชุดเดียวกัน
สามารถนาเสนอดว้ ยความถูกต้องและแมน่ ยา เพื่อให้ไดข้ อ้ มูลของประแส
ในแง่ของประวัติศาสตร์ในอดีต รวมทั้งมีการสัมภาษณ์เชิงลึกร่วมกับ

268

ผู้ประกอบการร้านค้าและบริการจานวน 13 คน ดังที่ผู้ศึกษาได้ทาการ
แบ่งหมวดหมู่ออกไว้เป็น 10 หมวดหมู่ และสมั ภาษณ์ต่อผู้ประกอบการท่ี
มีเอกลักษณ์โดดเด่นและในขณะเดียวกนั กเ็ รียบง่าย เพื่อสามารถนาเสนอ
ถงึ เสนห่ ข์ องประแสบนถนนสายวฒั นธรรมเสน้ นีใ้ ห้ดที ีส่ ุด

5.1.2 ความหมายของการท่องเทีย่ ว

องค์การท่องเที่ยวโลก (World Tourism Organization : W.T.O) ได้ให้
ความหมายของการท่องเที่ยวดังนี้ “Tourism comprises the activities of the
person traveling to and staying in places outside their usual environment
for not more than one consecutive year for leisure, business and other
purpose.” การท่องเที่ยว หมายถึง การเดินทางของบุคคลจากที่อยู่อาศัยปกติไปยังที่
อื่นเป็นการชั่วคราว (ไม่มากกว่า 1 ปี ติดต่อกัน) เดินทางด้วยความสมัครใจเพื่อการ
พกั ผ่อนหยอ่ นใจ ติดต่อธุระและวัตถปุ ระสงคใ์ ด ๆ กไ็ ด้ แต่ไม่ใชเ่ พ่อื การประกอบอาชีพ
หรือหารายได้ ซึ่งองค์การท่องเที่ยวโลก ได้มีการกาหนดรูปแบบการท่องเที่ยวได้ 3
รูปแบบหลัก ได้แก่ 1.รูปแบบการท่องเที่ยวในแหล่งธรรมชาติ (natural based
tourism) 2.รูปแบบการท่องเที่ยวในแหล่งวัฒนธรรม (cultural based tourism)
และ 3.รูปแบบการท่องเที่ยวในความสนใจพิเศษ (special interest tourism) ซึ่ง
รูปแบบการทอ่ งเทย่ี วเหล่าน้ียงั ไดม้ รี ายละเอียด ดงั นี้

การท่องเที่ยวในแหล่งธรรมชาติ (natural based tourism) ประกอบด้วย
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (ecotourism) การท่องเที่ยวเชิงนิเวศทางทะเล (marine
ecotourism) การท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยา (geo-tourism) การท่องเที่ยวเชิงเกษตร
(agro tourism) และการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ (astrological tourism) บน
พื้นฐานการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบมีจิตสานึกต่อการรักษาสภาพแวดล้อม
และวฒั นธรรมท้องถนิ่

การท่องเที่ยวในแหล่งวัฒนธรรม (cultural based tourism) ประกอบด้วย
การท่องเที่ยวเชิงประวัตศิ าสตร์ (historical tourism) การท่องเที่ยวงานชมวัฒนธรรม
และประเพณี (cultural and traditional tourism) การทอ่ งเท่ยี วชมวถิ ีชีวิตในชนบท

269

(rural tourism / village tourism) บนพ้นื ฐานของความรับผิดชอบและมจี ิตสานึกต่อ
การรกั ษามรดกทางวฒั นธรรมและคุณค่าของสภาพแวดล้อม โดยประชาชนในท้องถ่นิ มี
สว่ นรว่ มต่อการจดั การการท่องเทีย่ ว

รูปแบบการท่องเที่ยวในความสนใจพิเศษ (special interest tourism) เช่น
การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (health tourism) การท่องเที่ยวเชิงทัศนศึกษาและศาสนา
(Edu-meditation tourism) และ การท่องเที่ยวอื่น ๆ ตามความสนใจ (องค์การกร
ทอ่ งเท่ียวโลก World Tourism Organization, ออนไลน)์

โดยรวมแล้วการท่องเที่ยว คือการเดินทางออกไปเพื่อผ่อนคลาย ปลดแอก
ตนเองจากกิจวัตรเดิม ๆ ในชีวิตประจาวัน ได้เริ่มต้นลองทาอะไรใหม่ๆ ได้ค้นหาและ
ค้นพบสิ่งต่างๆ ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน รวมถึงการออกไปทากิจกรรมอื่น ๆ ตามความ
สนใจส่วนตัว การท่องเที่ยวในบริบทของประแส เป็นการท่องเที่ยวที่ได้ทั้งการเรียนรู้
และพกั ผ่อนหย่อนใจ การจดั แบง่ ประเภทของการท่องเทย่ี วทั้งหลายข้างตน้ ได้ปรากฏ
อยู่ในประแสด้วยเช่นกัน นั่นเท่ากับว่าประแสเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจ ครบครันทั้งการ
ท่องเที่ยวในแหล่งธรรมชาติ แหล่งวัฒนธรรม ทาให้ผู้คนที่จะเข้ามาท่องเที่ยวมา
ตัวเลือกมากย่ิงข้ึน และไม่ได้เจาะจงวา่ การมาประแสต้องมีกิจกรรมเพียงแค่อยา่ งเดยี ว
ทาให้การท่องเที่ยวประแสนั้นไม่น่าเบื่อ หรือจาเจ และนักท่องเที่ยวสามารถเดินทาง
กลับมาเท่ยี วไดอ้ กี หลายครง้ั โดยเปลีย่ นวัตถปุ ระสงค์ในการมาประแสได้ในครั้งตอ่ ไป

ประแสมีสถานที่ท่องเที่ยวทั้งเชิงนิเวศหรือธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และ
วัฒนธรรม สาหรบั การท่องเทีย่ วเชงิ นิเวศเป็นการท่องเท่ียวท่สี ามารถดึงดูดให้ประแสมี
คนเขา้ มาเยยี่ มเยือนคนจากทุกสารทิศเขา้ มาทอ่ งเท่ียวท่ปี ระแสได้อยา่ งล้นหลาม ต้ังแต่
ในสมัยอดีต มีสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง แหลมสน เป็นชายหาดที่สงบ เหมาะแก่การ
พักผ่อนอย่างแท้จริง มีทุ่งโปรงทอง ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชงิ อนุรักษ์ เป็นพื้นที่ของป่า
ชายเลน และต้นโปรงเป็นทุ่งที่ทอดยาวตลอดความยาวของสะพานไม้กว่า 2 กิโลเมตร
ทุ่งโปรงทองยังเป็นต้นแบบของการปลูกป่าชายเลนในหลาย ๆ พื้นที่ของประเทศไทย
เพื่อรักษาระบบนิเวศ และสภาพแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืน ป่าชายเลนถือว่ามี
ความสาคัญกับระบบนิเวศมาก ซึ่งประแสเองก็เป็นพื้นที่ปากแม่น้า ทาให้เกิดการผสม

270

ระหว่างน้าจืดกับน้าเค็ม จนเกิดเป็นน้ากร่อย เป็นแหล่งที่ทาให้เกิดระบบนิเวศป่าชาย
เลน

นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศแล้ว ประแสยังมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิง
ประวัตศิ าสตรท์ ีโ่ ดง่ ดัง ได้แก่ อนุสรณ์สถานเรอื รบหลวงประแส ซึ่งมีบทบาทการรบใน
สงครามเกาหลี ท่ีปลดระวางแล้ว จึงนามาจัดตั้งอนุสรณ์สถานขึ้นที่ประแส ซึ่งเป็นช่ือ
เดียวกับเรือนั่นเอง และศาลเสด็จกรมหลวงชุมพร ซึ่งชาวประแสเรียกกันว่า เสด็จเต่ีย
ในฐานะที่ชาวประแสประกอบอาชีพประมงเป็นหลัก จึงมีที่พึ่งพิงทางจิตใจคือกรม
หลวงชุมพรท่ีเชี่ยวชาญด้านการเดนิ เรือ และชาวประแสยังให้ความเคารพอย่างสูงมาก
เสมอมา

การทาความรู้จักกับเมืองได้ดีที่สุด ต้องเข้าไปเดินในตลาดของเมืองนั้น ประ-
แสมีตลาดที่เป็นสถานที่สาคัญของชาวประแสตั้งแต่สมัยอดีต ตลาดประแสถือเป็น
สถานที่สาคัญในการท่องเที่ยวเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรม ซึ่งการท่องเที่ยวถนนสาย
วัฒนธรรม หรือชมุ ชนตลาดเก่าริมน้าประแสก็เป็นอีกตวั เลือกหน่ึงท่ีทาให้นักท่องเท่ียว
ได้เข้ามาสัมผัสกับเสน่ห์ที่แท้จริงของประแส ถนนสายวัฒนธรรมแห่งนี้คือตลาดที่มี
ร้านรวงมากมาย มีท่าเรือสาหรับสินค้าทางทะเล เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่
ควรค่าแกก่ ารมาสมั ผัส เพราะจะได้เหน็ และเข้าใจวถิ ชี วี ติ ของคนประแสมากยงิ่ ขนึ้ ผา่ น
รา้ นคา้ รา้ นอาหาร หรอื แมแ้ ต่สภาพบา้ นเรือนทสี่ ะท้อนวัฒนธรรมที่หลากหลายของคน
มากมายท่ีเขา้ มาในประแสตัง้ แต่สมัยอดตี

การท่องเที่ยวทาให้ได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่
แตกต่าง ธรรมชาตทิ ีน่ า่ หลงใหล อีกทัง้ ยงั เป็นหอ้ งเรียนประวตั ิศาสตร์ขนาดใหญ่ ซึ่งแต่
ละสถานที่ท่องเท่ียวในประแส ล้วนแต่มีเสน่ห์ดึงดดู คนให้เข้ามาสัมผัส โดยเฉพาะถนน
สายวัฒนธรรมสายนี้ที่เป็นสถานที่แหง่ ความทรงจาของคนประแส ตลาดที่เคยต้อนรับ
คนมากมายในอดีตจนถึงวนั นี้ยังต้อนรับใหน้ ักท่องเที่ยวได้เขา้ มาสัมผสั บรรยากาศ วิถี-
ชีวิตของชาวประแสที่เรียบง่ายในเมืองที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน งานชิ้นนี้จึง
นาแนวคิดเร่ืองการท่องเที่ยวเขา้ มาส่งเสริมให้เห็นเสน่ห์ของถนนสายวัฒนธรรม ตลาด
เก่าริมน้าชุมชนประแส เพื่อให้เห็นวัฒนธรรมและความหลากหลายของพื้นที่บริเวณน้ี
และอิทธพิ ลอ่ืน ๆ ท่ที าให้ถนนสายวัฒนธรรมกลายเปน็ สถานทท่ี ่องเท่ียวทยี่ ัง่ ยืน

271

5.2 ประแสกับพฒั นาการสู่เมอื งท่องเที่ยว

จงั หวัดระยองเปน็ อีกหน่ึงจังหวดั ท่ีใครหลาย ๆ คนนกึ ถงึ สาหรับการท่องเท่ียว
เพอื่ พกั ผอ่ น เนื่องจากจงั หวัดระยองมคี วามอดุ มสมบูรณ์ทง้ั ดิน นา้ ลม บรรยากาศของ
ลมและน้าเค็มจากท้องทะเล ดินที่อุดมสมบูรณ์ทาให้ผลไม้ออกผลงดงาม ดังคา-ขวัญ
ของจังหวัดระยองที่ว่า “ผลไม้รสล้า อุตสาหกรรมก้าวหน้า น้าปลารสเด็ด เกาะเสม็ด
สวยหรู สุนทรภู่กวีเอก” แสดงให้เหน็ อยา่ งชดั เจนว่าพื้นทีจ่ ังหวดั ระยองมีดีทั้งทางด้าน
ทรพั ยากรสง่ิ แวดลอ้ ม อาหาร เศรษฐกจิ และร่องรอยประวัตศิ าสตรอ์ นสุ รณส์ ถาน หนึ่ง
ในจังหวัดระยองอย่างตาบลปากน้าประแสก็ปรากฏทรัพยากรอันล้าค่าที่สามารถพลิก
ให้ชุมชนของตนเป็นแหล่งท่องเที่ยวในปัจจุบัน โดยในส่วนนี้จะนาเสนอภาพการ
ทอ่ งเทย่ี วของปากนา้ ประแสผ่านสถานทที่ ่องเทีย่ วต่าง ๆ ทขี่ นึ้ ช่อื ในปัจจุบัน และแสดง
ให้เห็นวิวัฒนาการสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวของปากน้าประแส และจะกล่าวถึงมรดก
ทางวัฒนธรรมอนั ลา้ ค่าท่ีควรค่าแก่การรักษาและอนรุ ักษ์ผ่านระบบการท่องเท่ียวอย่าง
ถนนสายวฒั นธรรมบริเวณชุมชนบา้ นเกา่ ปากนา้ ประแสเป็นลาดบั ทา้ ยทสี่ ุด

5.2.1 ประแสกับกระแสการท่องเที่ยว

ปากน้าประแส คือตาบลหนึ่งมีทาเลที่ตั้งอยู่ในอาเภอแกลง เป็นสถานที่
ท่องเท่ียวระยองท่มี ีแหล่งปา่ ไม้ ต้นนา้ ลาธาร การเชื่อมต่อกนั ระหวา่ งกระแสน้าจืดไหล
มาปะทะกับน้าทะเล จนกลายเป็นแม่น้าสายใหญ่ที่ติดกับทิศตะวันออกของอ่าว
ไทย ปากนา้ ประแสคอื สถานท่ที ่องเทย่ี วของจงั หวัดระยองทสี่ ามารถดึงดดู นักท่องเที่ยว
มาสัมผัสวิถีชีวิตพื้นถิ่นเชิงอนุรักษ์ ซึ่งมีแหล่งชุมชนริมแม่น้าดั้งเดิมตั้งแต่สมัยอยุธยา
โดยสภาพบ้านเรือนอันเก่าแก่นั้นยังคงมีเหลือให้ได้คิดถึงวันคืนในอดีตอยู่
พอสมควร นบั ได้วา่ เปน็ ท่ีเทยี่ วทนี่ า่ สนใจอกี หนึง่ แหง่ ของระยอง

ตาบลปากน้าประแสเปน็ สถานทีท่ ่องเที่ยวระยองที่มีบริเวณที่มีจดุ ท่องเที่ยวที่
น่าสนใจอย่างมากอาทิ ศาลสมเด็จกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักด์ิ เป็นศาลที่ตั้งอยู่
บริเวณริมปากแม่น้าประแสและเป็นที่เคารพสักการะของชาวระยอง อนุสรณ์เรือรบ
หลวงประแสตั้งอยู่บริเวณหัวโขด ชายหาดประแส สถานที่ท่องเที่ยวระยองแห่งนี้ยัง
เป็นเกียรติประวัติ เป็นแหล่งศึกษาและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของตาบลที่ในปัจจุบัน

272

บริเวณรอบตัวเรือถูกปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์แปรสภาพให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวจน
ได้รบั ความนิยมอีกแห่งหน่งึ ของจังหวดั ระยอง สถานทที่ อ่ งเท่ยี วบริเวณปากน้าประแส
มีจุดน่าสนใจที่เป็นแหล่งสาคัญและทาให้มีนักท่องเที่ยวต่างพากันเดินทางมาเที่ยวชม
กันแบบไม่ขาดสายนั้นก็คือ ทุ่งโปรงทอง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่เต็มไป
ด้วยธรรมชาติของป่าชายเลน มีสะพานไม้ทอดแนวยาวลัดเลาะไปตามแนวต้นโกงกาง
เพอื่ ไปบรรจบกบั ปลายสะพานทุ่งโปรงทอง โดยสะพานแห่งน้ีทอดยาวไปส้ินสุดท่ีทะเล
ประแสโดยจะมจี ดุ ชมววิ ทท่ี าใหเ้ ราไดเ้ หน็ ยอดต้นโปรงสเี ขยี วตองอร่ามตา เมื่อแสงแดด
สอ่ งกระทบตัดกับท้องฟา้ สคี ราม

นอกจากนี้ยังมีสะพานประแสสิน สะพานข้ามแม่น้าประแสที่ใช้เป็นถนนสาย
รองเลียบชายฝั่งทะเลตะวันออกสายเฉลิมบูรพาชลทิศที่จะเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว
วัฒนธรรม วิถีชีวิตจากจังหวัดระยองสู่จันทบุรีและตราดได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถ
มองเหน็ ทัศนียภาพ 2 ฝง่ั ทัง้ ฝัง่ ทะเลกับฝัง่ ชุมชนประแส แตถ่ ้านักท่องเท่ียวผู้ใดสนใจ
อยากจะมาสัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้านที่ประแสมีชุมชนโบราณที่อนุรักษ์บ้านเก่าที่อยู่บน
ถนนเลียบแม่น้า เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมโบราณ
ของเมืองท่าสาคัญฝ่ังทะเลตะวนั ออก และยังเปิดให้นกั ท่องเท่ียวมาพักค้างแรมในแบบ
โฮมสเตย์ ซึ่งมีการรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยจากสานักงานพัฒนาการท่องเที่ยว
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยนักท่องเที่ยวจะได้พบกับเจ้าของบ้านที่สวม
บทบาทเปน็ มัคคุเทศกน์ าเทยี่ วตามท่ีต่าง ๆ ในปากน้าประแส ซึง่ มีโฮมสเตย์อยูม่ ากมาย
หลายหลังและหลากหลายรูปแบบให้เลือกสรร ถึงแม้ว่าปากน้าประแสจะไม่ได้มีหาด
ทอดยาวเหมือนหาดอื่น ๆ แต่ถ้าอยากมาสัมผัสวิถีชีวิตแบบชาวบ้าน ขี่จักรยานสัมผัส
วิถีชุมชน อิ่มหนาสาราญกับอาหารทะเลและอาหารพืน้ บ้าน ปากน้าประแสถือว่าเป็น
จุดนา่ สนใจท่ีควรมาใชช้ ีวติ แบบเนิบนาบ สัมผสั ความสงบ ผ่อนคลายได้อย่างอบอุน่ ใจ

แหล่งท่องเที่ยวบริเวณปากน้าประแสถูกพูดถึงเป็นวงกว้างในปัจจุบัน มีผู้คน
รู้จักมากขึ้นและเข้ามาท่องเที่ยวมากขึ้นมากกว่าแต่ก่อน แต่เดิมนั้นปากน้าประแสมี
สถานที่ที่เป็นทั้งประวัติศาสตร์ ธรรมชาติที่น่าหลงใหลอยู่จานวนหนึ่ง แต่ประแสยัง
ไม่ได้รับบทบาทในด้านการท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันนั้นสถานทีส่ าคัญบรเิ วณปากน้าประ-
แสถูกกล่าวถึงและเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวจานวนมากที่ใฝ่ฝันจะสัมผัสธรรมชาติ

273

อย่างใกล้ชิด ใช้เวลาพักผ่อนกับบรรยากาศสบาย ๆ กล่าวได้ว่าปัจจุบันปากน้าประแส
คืออีกชุมชนหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงและเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะของเมืองท่องเที่ยว โดยต้น
กาเนดิ ของการพัฒนาสปู่ ระแสเพ่ือการท่องเท่ยี วนั้นเร่ิมมาจากช่วงปี พ.ศ. 2545 มีการ
นาเสนอโครงการจดั ต้งั เรอื รบหลวงประแสเพอ่ื เปน็ อนุสรณ์ทางประวตั ศิ าสตร์และราลึก
ถึงเกยี รตภิ ูมิของราชนาวีไทยในสมรภมู ิกับทางเทศบาล จึงมีการนาเรอื รบหลวงประแส
ตง้ั ขน้ึ เป็นอนุสรณส์ ถานของชมุ ชนในเวลาต่อมา แต่ในครานั้นอนุสรณส์ ถานน้ีมีผู้เข้าชม
เป็นจานวนหนึ่งโดยคนในชุมชนและละแวกใกล้เคียง ยังไม่สามารถเป็นที่รู้จักของ
นักท่องเที่ยวได้ โดยต่อมานั้นปากน้าประแสต้องเผชิญหน้ากับความเสื่อมโทรมทาง
สภาพแวดล้อม ต้นกล้าบริเวณป่าเลนเริ่มหมด แผ่นดินแตกระแหง สัตว์น้าห าย
อุณหภูมิน้าร้อนสูง จึงเกิดคนกลุ่มหนึ่งนาโดยใช้คานาหน้าอย่างเป็นทางการ นาย นาง
นางสาวชโลม วงศ์ทิม ปัจจุบันอายุ 47 ปี ที่มีอุดมการณ์ร่วมกันที่จะต้องการอนุรักษ์
และฟื้นฟูป่าเลนให้อุดมสมบูรณ์อีกครั้งเพื่อส่งต่อผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ให้แก่ลูกหลาน
คุณลุงชโลมจึงลงมือปลูกป่าชายเลนด้วยตนเอง ท ามาเรื่อย ๆ จึงเห็นผลว่า
สภาพแวดล้อมป่าเลนเริ่มดีขึ้นจากช่วงวิกฤติสิ่งแวดล้อม จึงเกิดแนวคิดการสร้าง
สะพานทอดตัวยาวเข้าไปในปา่ เลนเพ่ืองา่ ยตอ่ การดูแลในปี พ.ศ.2550 คณุ ลุงชโลมและ
ชาวบ้านลงแรงสร้างสะพานด้วยไม้ไผ่เข้าไปยงั ป่าเลนเพื่อเปน็ เส้นทางศึกษาอนุรักษ์ป่า
ชายเลน ในชว่ งน้นั กระแสตอบรับจากนักเรียน นกั ศึกษาเป็นจานวนมาก เมอื่ มีผู้คนเข้า
มามากขึ้นจึงเกิดการเสื่อมชารุดทรุดโทรมของสะพานไม้ไผ่ตามมา คุณลุงจึงต้องการ
งบประมาณจานวนหนง่ึ เพือ่ ช่วยเหลือในการซอ่ มแซมสะพานเสน้ นี้ แตก่ ลายเป็นวา่ การ
ขอความช่วยเหลืองบประมาณจากเทศบาลเป็นจุดเปลี่ยนที่ทาให้ประแสถูกจดจาใน
ด้านการท่องเที่ยวจวบจนถึงปัจจุบนั เนื่องจากเทศบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ได้เข้ามา
ช่วยเหลือและประชาสัมพันธ์มากขึน้ จนท้ายที่สุดแล้วทุ่งโปรงทองประสบความสาเรจ็
ในด้านสถานท่ีท่องเท่ียวอย่างเต็มรูปแบบ เปน็ ท่ีรจู้ ักของนักท่องเทย่ี วจานวนมาก และ
นกั ทอ่ งเทีย่ วหลายคนคาดหวังทีจ่ ะมาเยอื นทุ่งอนั สวยงามแห่งนี้ให้ได้

เหตนุ เี้ องสถานทที่ ม่ี ีอยูก่ ่อนแล้วอยา่ งเรือรบประแส ศาลกรมหลวงชุมพร ฯลฯ
ที่มีมาอยู่เคียงคู่กับชุมชนอยู่ก่อนแล้ว ก็เกิดการนาเสนอเปน็ สถานท่ีท่องเที่ยวร่วมดว้ ย
กับทุ่งโปรงทอง อีกทั้งยังพบว่าในปี พ.ศ.2552 มีการเกิดขึ้นของโฮมสเตย์แห่งแรกบน

274

ถนนสายวัฒนธรรมที่อาจสะท้อนใหเ้ หน็ ถึงโครงการการท่องเทยี่ วท่ีลงมาสู่ชุมชนขนาด
เล็กบ้านเก่าปากน้าประแส ที่ปัจจุบันนั้นเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสาหรับผู้ท่ี
หลงใหลด้านวัฒนธรรมและวิถีชุมชน เชิญชวนรอให้ผู้ที่สนใจเข้ามาท่องเที่ยวที่
รับประกันไดว้ ่าทุกทา่ นจะต้องหลงเสน่หช์ มุ ชนประแสแน่นอน

5.2.2 จดุ ท่องเที่ยวนา่ สนใจของปากน้าประแส

ปัจจุบัน ประแสถูกกล่าวถึงในบริบทเมืองท่องเที่ยวมากมาย ประกอบไปด้วย
สถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ ประกอบไปด้วยการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงนิเวศธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการ
ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่แวะเวียนมาให้เลือกสรรท่องเที่ยว
และเชยชมตามความสนใจ โดยสถานที่ท่องเท่ยี วที่ถูกพดู ถึงว่าเป็นจุดห้ามพลาดเมื่อมา
ตาบลประแส จังหวัดระยอง มีดังน้ี

หาดแหลมสน พื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวปากน้าประแสตั้งแต่อดีตถึง
ปัจจุบัน บริเวณที่ตั้งของหาดแหลมสนนั้นเป็นชายหาดขนาดเล็กที่ทอดยาวไปจนถึง
ชายหาดแหลมแมพ่ ิมพ์เป็นหาดทรายทยี่ น่ื ออกไปคล้ายแหลม มปี า่ สนทะเลขนึ้ อยู่เหนือ
ชายหาด บรรยากาศเงียบสงบหามุมส่วนตัวได้ง่าย ชายหาดสามารถลงเล่นน้าได้ เป็น
ที่ตั้งของวัดแหลมสนซึ่งมีรูปหล่อและสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระ -
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสามารถมองเห็นเรือรบหลวงประแสที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามได้
จดุ ชมววิ บรเิ วณหาดแหลมสนแห่งน้ี สรา้ งเสรจ็ เม่ือเดือนมีนาคม พ.ศ. 2553 สนับสนุน
งบประมาณในการจัดสร้าง โดยกรมทางหลวงชนบทตามโครงการก่อสร้างถนนเลียบ
ชายฝั่งตะวันออก (เฉลิมบูรพาชลทิศ) เพื่อใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนใน
พืน้ ทีแ่ ละบรเิ วณใกลเ้ คยี งร่วมถึงนักทอ่ งเที่ยวทีเ่ ขา้ มาเทย่ี วชม

275

ภาพที่ 5.1 ภาพบรรยากาศบรเิ วณหาดแหลมสน
(ภาพถา่ ยโดย นนั ทิตา เสง็ มา เมอื่ วนั ที่ 18 พฤษภาคม 2562 )

276

ทุ่งโปรงทอง พื้นที่ทุ่งโปรงทองตั้งอยู่หมู่ที่ 7 ตาบลปากน้ากระแส อาเภอ
แกลง จังหวัดระยอง จากพื้นที่ซึ่งในอดีตเคยเป็นแหล่งทาการเกษตรและประมงของ
ชาวบ้านในเขตชุมชนบ้านแสมภู่ ปากน้า และปากน้าประแส ซึ่งมีสภาพเสื่อมโทรม
ค่อย ๆ ได้รับการฟื้นฟูโดยเทศบาลตาบลปากน้ากระแส ร่วมมือกับชาวบ้านในพื้นที่
ปรบั สมดุลใหก้ ับผนื ปา่ ชายเลนท่ีใหญ่ท่สี ุดของจังหวัดระยอง ใหก้ ลบั มาสมบูรณ์อีกครั้ง
พร้อมกับพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ควบคู่ไปกับเป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติ
ไปพร้อมกนั เพ่อื สร้างความตระหนักให้เหน็ ถึงความสาคญั ของธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์
ในเขตชายฝง่ั ปจั จบุ นั เป็นแหล่งท่องเท่ยี วเชิงอนุรักษ์ ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติของปา่ ชาย
เลนและต้นโปรงที่ขึ้นเรียงรายกันนับพันนับหมื่นต้น มองไปได้ไกลสุดลูกหูลูกตาเพียง
เดินลัดเลาะไปตามสะพานไม้ในระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร จะพบกับความอุดม-
สมบูรณ์ของผืนป่าชายเลนที่หนาแน่นไปด้วยพันธุ์ไม้หลายชนิด เช่น แสม ตะบูนดา
ลาพูน โกงกาง โปรงแดง โดยเฉพาะไฮไลท์สาคัญ คือ ทุ่งโปรงทอง ที่เกิดจากการ
เบยี ดเสยี ดกันอย่างหนาแน่นของต้นโปรงใบสีเหลืองอร่าม ซง่ึ ยามท่แี สงแดดส่องปะทะ
ลงมา จะเกิดเป็นภาพทุ่งต้นโปรงสีทองท่ามกลางความเขียวขจีของแนวโกงกางที่โอบ
ล้อมรอบทิศ สวยงามจนกลายเป็นที่ตั้งของแหล่งท่องเท่ียวเชิงอนุรักษ์พิกัดสาคัญของ
จงั หวดั ระยองไปในทีส่ ุด (ชโลม วงศ์ทิม, สัมภาษณ์: 20 พฤษภาคม 2562)

ภาพที่ 5.2 บรรยากาศจากจุดชมววิ ทุ่มโปรงทองทีร่ ายล้อมไปดว้ ยตน้ โปรงสีเหลอื งอรา่ ม
(ภาพถา่ ยโดย ณวรา สุวรรณภงิ คาร เมื่อวนั ท่ี 22 พฤษภาคม 2562 )
277

ภาพท่ี 5.3 อนุสรณเ์ รือรบหลวงประแส
(ภาพถา่ ยโดย ปณุ ยาพร รปู เขยี น เมือ่ วนั ท่ี 20 พฤษภาคม 2562)

278

อนสุ รณ์เรอื รบหลวงประแส
อนสุ รณ์สถานของเรอื มีท่ีมคี วามสาคัญตอ่ ประวัติศาสตรร์ าชนาวไี ทย เรอื หลวง
ประแสที่ตั้งตระหง่านอยู่ทีป่ ากน้าประแสน้ี เป็นเรือหลวงประแสลาท่ี 2 นาเข้ามาแทน
เรือหลวงประแสลาที่ 1 ซึ่งเกยตื้นไปในสงครามเกาหลี ตลอดเวลาประจาการ เรือรบ
หลวงประแสลาที่ 2 นี้ได้ปฏิบัติภารกิจมากมาย ทั้งสังกัดกองเรือสหประชาชาติใน
สงครามเกาหลี ทาหน้าที่ลาดตะเวนปิดอ่าวคุ้มกันเรือลาเลียง เรือบรรทุกน้ามัน เรือ
กวาดทุ่นระเบิดและระดมยิงฝ่ังเป็นครั้งคราว ในพื้นที่ยุทธบริเวณต้ังแต่ท่าเรือปูซานฝ่ัง
ตะวันออก เรื่อยไปจนถึงวอนซาน ในเกาหลี รวมภารกิจนับตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม
พ.ศ. 2495 แลว้ เรือหลวงประแสปฏิบตั ภิ ารกิจทางยุทธการรวม 32 ครงั้ นาน 2 ปีเศษ
กอ่ นเดินทางกลับสู่ไทย และเปน็ กาลงั หลักของกองเรือปราบเรือดาน้า กองเรือยุทธการ
กองทพั เรอื ในการตอ่ ต้านภัยคกุ คามทางทะเลในชว่ งการรุกคืบของลัทธิคอมมิวนิสต์ใน
คาบสมุทรอินโดจีน จนกระทั่งปลดระวางเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2543 ภายหลัง
ปลดระวาง เทศบาลตาบลปากน้าประแสได้ประสานกับกองทัพเรือ เพื่อจัดสร้าง
อนุสรณ์เรือหลวงประแสขึ้นที่ปากน้าประแส จนแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม
พ.ศ. 2546 ปัจจุบันอนุสรณ์เรือรบหลวงประแสตั้งอยู่บริเวณหัวโขด ชายหาดประแส
สถานทที่ ่องเทีย่ วระยอง แหง่ นี้ยงั เป็นเกยี รติประวัติและเป็นท่ีศกึ ษาและท่องเท่ียวของ
ตาบล ที่ในปัจจุบันบริเวณรอบตัวเรือถูกปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์แปรสภาพให้กลายเป็น
แหลง่ ท่องเทีย่ วจนไดร้ ับความนยิ มอกี แห่งหนงึ่ ของจังหวัดระยอง (อนสุ รณ์เรอื รบหลวง
ประแส, ออนไลน์ : 2555)

สะพานปา่ ชายเลนบา้ นหัวโขด
สาหรับสะพานเดินชมธรรมชาติป่าชายเลน หมู่ที่ 1 เชื่อมต่อหมู่ที่ 7 ตาบล
ปากน้าประแส ถือได้ว่ามีความยาวมากระยะทางรวมทั้งหมดกว่า 2.5 กิโลเมตร โดย
สะพานจะไปเชื่อมต่อที่ศาลาป่าชายเลนหมู่ที่ 7 เป็นระยะทาง 1.5 กิโลเมตร และมี
สะพานเดินชมธรรมชาติป่าชายเลน หมู่ที่ 7 ซึ่งมีอยู่ก่อนแล้วเป็นระยะทางอีก 1
กโิ ลเมตร สามารถเดนิ ไปชมท่งุ โปร่งทองได้ด้วยสะพานไม้ทอดยาวเปน็ เเนวโค้ง เมื่อน้า
ขึ้นจะได้ชมธรรมชาติไปตามผืนน้าและเมื่อน้าลงจะมองเห็นสัตว์น้าอย่าง ปูเเสม ปู

279

ก้ามดาบ พร้อมกับเสียงดีดตัวของสัตว์น้าในป่าชายเลนที่สอดผสานรับกันเป็นจังหวะ
คล้ายเสียงดนตรีตลอดทาง มีศาลาให้คุณได้นั่งพักพิงแอบอิงธรรมชาติเพื่อการผ่อน
คลายที่ดยี ิ่งข้ึน (ชโลม วงศ์ทิม, สมั ภาษณ์: 20 พฤษภาคม 2562)

ภาพท่ี 5.4 สะพานไม้เสน้ ทางชมป่าชายเลนบา้ นหวั โขด
(ภาพโดย นนั ทิตา เส็งมา เม่อื วนั ที่ 22 พฤษภาคม 2562 )
ตะเคยี นใหญ่ 500 ปีวดั ตะเคยี นงาม
กิ่งตะเคียนขนาดใหญ่อายุราว 500 ปี ตั้งอยู่ภายในวัดตะเคียนงาม หมู่ 2
ตาบลปากน้ากระแส อาเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นต้นไม้ที่มีลาต้นขนาดใหญ่แผ่ก่ิง
ก้านตระหง่านอยู่บริเวณหน้าวัดตะเคียนงาม อายุราว 500 ในอดีตปากน้าประแสนั้น
เปน็ ป่าทบึ มีดงตะเคยี นขึน้ หนาแน่น ซึ่งมปี ระชากรตะเคยี นถอื เป็นรุ่นปรู่ นุ่ ย่าอายรุ าว ๆ
500 ปี อยู่ 2 ต้น ทั้งสองต้นนั้นชาวบ้านจะเรียกเป็นต้นเจ้าแม่และต้นเจ้าพ่อ ต้นแม่
ปัจจบุ นั วดั โดยรอบได้ 7.40 เมตร สว่ นต้นพอ่ น้นั วดั รอบวงได้ 5.60 เมตร แตส่ ูงและแผ่
กิ่งก้านไปเป็นวงราว 20 เมตร ชาวบ้านมักมากราบไหว้ ขอโชคลาภบนบานศาลกล่าว
ต้นเจ้าแม่มากกว่าต้นอื่น ๆ โดยเฉพาะกิ่งที่หักจากต้นแม่ก็ได้รับแรงศรัทธาไม่น้อย จึง

280

ไดส้ รา้ งศาลาคลมุ ไว้ ชว่ งใกล้วนั ประกาศผลสลากกินแบง่ รฐั บาลน้ันผ้คู นจะมาจุดธูปบน
บานและขัดผิวขอโชคขอลาภอย่างเนอื งแน่น ตะเคียนในป่าแห่งนี้มีความสาคัญในทาง
โบราณคดี จดหมายเหตุเมืองจันทบูรณ์บันทึกว่า สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 4 ได้มีรับสั่งให้นาไม้ตะเคียนจากปากน้าประแสเพื่อนาไปสร้างเรือพระที่น่ัง
อนันตนาคราช อีกทั้งจากคาบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนได้เล่าว่าแต่ก่อนนั้นท่ี
บริเวณโคนต้นตะเคียนมีโอ่งน้าใส่ไว้ให้ผู้สัญจรไปมาได้ดื่มกิน กาลเวลานานเข้าต้น
ตะเคียนจึงได้แผ่โอบตุ่มน้า กระทั่งปัจจุบันเชื่อว่าโอ่งใบนั้นยังคงอยู่ภายในโคนต้น
(โชติวชิ ช์ ไม่ทราบนามสกลุ ), สัมภาษณ์: 18 พฤษภาคม 2562)

ภาพท่ี 5.5 ต้นตะเคียนยนื ต้นเกา่ แก่ ณ วัดตะเคียนงาม
(ภาพถ่ายโดย นนั ทิตา เสง็ มา เม่อื วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 )

281


Click to View FlipBook Version