The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ณ ประเเส(ร์) กระแสชีวิตของคนปากน้ำ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Txxx, 2020-07-01 13:14:40

ณ ประเเส(ร์) กระแสชีวิตของคนปากน้ำ

ณ ประเเส(ร์) กระแสชีวิตของคนปากน้ำ

จังหวัดต่าง ๆ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามองค์รวมชุมชนปากน้าประแส จะเห็นได้
ว่าความสัมพันธ์ทางเครือญาติของกลุ่มจีนแต้จิ๋วได้สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลาย
ของกลุ่มคนเชื้อชาติต่าง ๆ ของปากน้าประแส และความเจริญรุ่งเรืองช่วงเวลาที่
ปากน้าประแสมีการเปลี่ยนผ่านในช่วงเวลาต่าง ๆ ที่ถูกบันทึกผ่านความสัมพันธ์ของ
กลุ่มคนแต้จ๋วิ ไดเ้ ป็นอยา่ งดี

ภาพที่ 2.8 คณุ วนดิ า แซ่อง้ึ กับการประกอบอาชพี ด้ังเดิมในการตดั เยบ็ เสอ้ื ผ้า
(ภาพถา่ ยโดย อรพรรณ โพทอง เม่ือวันท่ี 20 พฤษภาคม 2562)

2.2.2 กล่มุ จนี ไหหลา

ไหหลา (海南) เป็นชาวจีนที่อพยพมาจากเกาะไหหลาของจีน มณฑล
ไหหลา หรอื ไห่หนาน เป็นมณฑลของสาธารณรัฐประชาชนจนี ท่ีมีขนาดเลก็ ทสี่ ุด ตั้งอยู่
ทางใต้สุดของประเทศ ประกอบด้วยเกาะหลายเกาะในทะเลจนี ใต้ โดยเกาะทใี่ หญ่ที่สุด
คือ เกาะไหหลา ซ่งึ มีชอ่ งแคบฉฺยงโจวค่นั กลางระหว่างคาบสมุทรเหลย์โจว ของมณฑล
กวางตุ้งกับเกาะไหหลา เมื่อชาวจีนพูดเกีย่ วกับ "ไห่หนาน" ในภาษาจีน มักจะหมายถงึ

82

เฉพาะเกาะไหหลา เมอ่ื พดู ถงึ มณฑลไหหลาจะใช้คาว่า "ไหห่ นานเฉิง่ " (เหม่ยล,่ี 2562 :
ออนไลน์ ) ชาวไหหลาจะมีเปน็ จานวนมากทีเ่ กาะสมุย เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ดังปรากฏได้เห็นจากศาลเจ้าจีนหลายแห่งบนเกาะสมุยและเกาะพะงัน มีหลักฐานการ
อพยพตั้งแต่สมัยปลายกรุงศรีอยุธยา ซึ่งชาวจีนสามารถกลมกลืนกับชาวไทยได้ดี โดย
ส่วนมากมาจากตาบลบุน่ เชียว ชาวจีนกล่มุ น้ีจะชานาญทางด้านการทาเหมือง ขุดค้าแร่
ทาโรงงานไม้ และเก่งต่อเรอื ในชุมชนปากนา้ ประแส มคี าบอกเล่าว่า “ชาวไหหลา เน้น
อยู่ตอนล่างของชุมชนปากน้าประแส ตอนบนของประแสทาค้าขาย ตอนล่างทา
ประมง” (ยพุ า การุญ 80 ปี, สัมภาษณ:์ 20 พฤษภาคม 2562)

พบว่าปัจจุบันส่วนมากครอบครัวชาวจีนไหหลาในชุมชนปากน้าประแสเป็น
กลุ่มที่มีฐานะร่ารวย ส่วนใหญ่มีการประกอบอาชีพประมง บ้างทาค้าขายควบไปด้วย
ซึ่งเป็นตรงตามสิ่งที่คาบอกเล่า เพราะพื้นที่ในการทาประมงจะอยู่ที่พื้นที่ตอนล่างของ
ชมุ ชนปากน้าประแส เพราะเป็นฝั่งทีต่ ิดกบั ท่าเรือ จากการเก็บข้อมูล ณ ชุมชนปากน้า
ประแส ได้พบเจอชาวไทยเชื้อสายจีนไหหลา จานวน 5 ครอบครัวด้วยกัน คือ
ครอบครัวศรีวิเชียร (แซ่ตั้ง) ครอบครัวเจริญพร ครอบครัวเอือ้ ตระกลู (แซ่หวัง) และ
ครอบครัวช่างทอง ที่แสดงให้เห็นว่า ครอบครัวชาวจีนไหหลาในชุมชนปากน้าประแส
เป็นกลุ่มชาวจีนที่มีฐานะร่ารวยมากจากการประมงในอดีต ถึงแม้ว่าในปัจจุบันธุรกิจ
ประมงจะซบเซาไปอย่างมากเพราะระบบนิเวศน์ที่เสื่อมลงและปัจจัยอื่น ๆ เช่น
กฎหมาย แต่จากหลายครัวเรือนที่ได้ข้อมูลมานั้นจะมีทรัพย์สินที่สะสมมาตั้งแต่รุ่นพ่อ
แม่หรือปู่ย่าแล้ว ทาให้ปัจจุบันบางบ้านได้เลิกการประกอบอาชีพประมงไปเสียแล้ว
หรือที่ยังประกอบอาชีพประมงอยู่ก็จะออกไปหาที่ทะเลแถบประเทศเพื่อนบ้านเสีย
มากกว่า เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และ เวียดนาม และคนวัยหนุ่มสาวก็ไปประกอบ
อาชพี ต้ังถ่ินฐานทอี่ ่นื แทน

…เตี่ยกับแม่เป็นคนจีน เข้ามาอยู่ตั้งแตส่ มัยก๋งทีม่ าจากไหหลา ในช่วงยุค
สงครามโลกครั้งที่ 2 ก๋งเข้ามาก็รับทาประมง และขายปลาโอไปด้วย
ปัจจุบันมีเรอื ประมงอยู่แต่ไมไ่ ด้ ออกเรือแล้ว เพราะปลามันน้อยลง ไปก็
ไมค่ ุม้ …

(พจมาน ศรีวิเชียร 60 ปี, สมั ภาษณ์: 18 พฤษภาคม 2562)

83

…ต้นตระกูลเป็นชาวจีนไหหลา มาจากตาบลตาโก อากงอพยพมาพรอ้ ม
เพื่อน ๆ จากหมูบ่ ้าน ดว้ ยเรือสองลา อากงเข้ามาทาประมงเพราะเห็นว่า
ปลาเยอะ และทีบ่ ้านได้ใช้อุปกรณ์โซนาร์และเป็นไต๋เรอื เจ้าแรกท่ขี นปลา
รบั สง่ จากระยองไปยงั กรงุ เทพมหานคร แต่กอ่ นปลาเยอะ ทาประมงมีแต่
ได้กับได้ แต่ตอนนี้ปลาแถวนี้มันน้อยลง เลยออกเรือไปทะเลแถบอ่ืน
มากกว่า …

(นายไชยรตั น์ เอ้ือตระกลู 73 ปี, สมั ภาษณ์ : 20 พฤษภาคม 2562)

ภาพที่ 2.9 คณุ ยม ช่างทอง ชาวจนี ไหหลาผู้นากานา้ เข้ามายงั ปากนา้ ประแส
(ภาพถ่ายโดย ปุณยาพร รูปเขยี น เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2562)

อีกหนึ่งครอบครัวชาวจีนไหหลาคือ ครอบครัวช่างทอง ของ คุณยม ช่างทอง
เป็นผู้นากาน้าเข้ามายังขุมชนปากน้าประแส ได้จ้างปากหนวด (ครูกาน้า) มาสอนใน
ประแส มีการทาอาชีพประมงมาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยได้แต่งงานกับชาวจีนไหหลาท่ี
เปน็ คนดง้ั เดิมของปากน้าประแสนั้นก็คือคุณต้ิน ช่างทอง ในปจั จบุ ันครอบครัวของคุณ

84

ยม ช่างทองได้มีการเคลื่อนย้ายไปทางานยังจังหวัดต่าง ๆ และต่างประเทศ โดยมีการ
อาศัยอยู่ยังปากน้าประแสในบางส่วน และไม่ได้มีการสืบทอดความเป็นจีนไหหลาที่
เดน่ ชดั

2.2.3 กลมุ่ จีนฮกเก้ียน

ชาวฮกเกี้ยนหรือชาวฮกโล่ (福佬) คือ ชนเผ่าจีนฮกเกี้ยนที่อพยพมาจาก
ทางตอนของมณฑลฮกเก้ียน (ฝูเจย้ี น) เมอื งหลักคอื เอ้หมึง (เซ่ยี เหมิน) พ้นื ที่ของชาวฮก
โล่อยู่ตั้งแต่เมืองเอ้หมึง ลงมาจนถึงเขตมณฑลกวางตุ้ง เป็นชนเผ่าจีนฮกเกี้ยนที่มีมาก
ที่สุดในบรรดา 2 กลุ่ม สาเนียงการพูดเป็นสาเนยี งฮกเกี้ยนใต้หรือหมิ่นหนา ชาวฮกโล่
นอกจากจะเป็นคาเรียกของชนเผ่าจีนฮกเกี้ยนที่อพยพมาจากตอนใต้ของมณฑล
ฮกเกี้ยนแล้ว ยังเป็นคาเรียกชาวไต้หวันด้วย ชาวไต้หวันส่วนใหญ่เรียกแทนตัวเองว่า
ฮกโล่ หรอื ถา้ ตรงกบั ภาษาองั กฤษ คอื Taiwanese (ชาวฮกเกยี้ น, 2562: ออนไลน)์

ฮกเก้ียน หรอื ฝเู จยี้ น เปน็ กลมุ่ คนจีนท่สี ่วนมากจะอพยพมาจากจีนตอนใต้ของ
มณฑลฝูเจี้ยน หรือมณฑลฮกเกี้ยน โดยเริ่มอพยพมาในชว่ งของสงครามต่าง ๆ ชาวจีน
ฮกเกี้ยนเป็นหนึ่งในกลุ่มของชาวจีนโพ้นทะเล มีจานวนประชากรส่วนใหญ่อยู่ในแถบ
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประชากรส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในหลากหลายจังหวัดและ
ประเทศ อาทิ ภูเก็ต ตรัง สงขลา ปีนัง สิงคโปร์ และมีประชากรจานวนมากที่สุดใน
ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งจานวนประชากรจีนฮกเกี้ยนในไทย
ประกอบไปด้วยประมาณ 7% ทั่วประเทศไทย (สมยศ ศุภกิจไพบูลย์, 2560 : 265)
และจากการอพยพไปยังประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะทางตอนใต้และประเทศมลายู จึง
ก่อให้เกิดวัฒนธรรมผสมผสาน โดยเกิดการควบรวมระหว่างวัฒนธรรมจีนและมลายู
โดยจะเปน็ การพดู ภาษาจีนปนกับภาษามลายู ที่เป็นภาษาพูดและเข้าใจกันเฉพาะกลุ่ม

อาชีพของชาวฮกเกี้ยนไทยในช่วงแรก ชาวฮกเกี้ยนได้เข้ามาเป็นกุลีเหมืองแร่
ในตอนต้น ก่อนที่จะไปประกอบอาชีพอื่น ๆ อาชีพของชาวฮกเกี้ยนส่วนใหญ่ที่เห็นได้
ชัดคือ การรับราชการ โดยรับตาแหน่งต่าง ๆ ที่สาคัญมากมาย ทั้งตาแหน่งข้าหลวง
ใหญ่ ขุนนาง ไปจนถึงคหบดี เพราะชาวจีนฮกเกี้ยนมีความเชี่ยวชาญด้านการเดินเรือ
มากกว่าชาวจีนกลุ่มอื่น ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของพวกเขาจึงทาให้มีความ

85

เจริญกา้ วหนา้ ทางราชการมากกว่าชาวจีนกลุ่มอืน่ ๆ ทั้งกลมุ่ จีนแต้จ๋วิ และไหหลาในยุค
สมยั นัน้ (สมยศ ศุภกจิ ไพบูลย์, 2560 : 266) และนอกจากการรบั ราชการแล้ว จากการ
ทถ่ี ิ่นฐานเดมิ ของชาวฮกเก้ียนเป็นถิน่ ฐานท่ีอยู่ติดกบั ทะเลเปน็ สว่ นใหญ่ ชาวฮกเก้ียนใน
ประเทศไทยในอาเภอสุไหงโก-ลก นราธิวาส และชุมพรจะนิยมทาการค้าขาย และทา
สวน โดยมีชาวฮกเกี้ยนจานวนมากที่ทาสวนยางพารา โรงบ่มยาง ไปจนถึงขยับขยาย
ธุรกิจเป็นโรงแรมและค้าที่ดิน นับได้ว่าชาวฮกเกี้ยนในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็น
กล่มุ คนจีนกล่มุ หนง่ึ ในประเทศไทยทที่ รงอิทธิพลในแถบตอนใต้ของประเทศเลยกว็ ่าได้

กลุ่มคนจีนฮกเกี้ยนในชุมชนปากน้าประแส ถือว่าเป็นชาวจีนกลุ่มที่มีจานวน
น้อยเมื่อเทียบกับชาวจีนกลุ่มอื่น ๆ โดยอาชีพของกลุ่มคนจีนฮกเกี้ยนส่วนใหญ่จะ
ประกอบอาชีพทาสวนผลไม้ เชน่ เงาะ ทเุ รยี น เปน็ ต้น นอกจากน้ันกย็ งั ทาอาชพี ประมง
ในครอบครัว โดยอาศัยความชานาญเรือของตนและภมู ิปญั ญาประดิษฐ์พ้ืนบ้านเพื่อจับ
สัตว์ทะเล กลุ่มคนจีนฮกเกี้ยนในชุมชนปากน้าประแสในปัจจุบันแทบจะไม่มีเหลืออยู่
แล้ว จากการอพยพและจากกาลเวลา จึงทาให้มีกลุ่มคนจีนฮกเกี้ยนที่อยู่ในชุมชน
ปากน้าประแสมีจานวนเพียงหยิบมือ หนึ่งในนั้นคือบ้านของ คุณสมศรี พงศ์อเนก
ครอบครัวของคุณสมศรีเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านวัฒนธรรมจากการที่สมาชิก
ภายในบ้าน เริ่มไม่สนทนาเป็นภาษาจีน จึงทาให้เริ่มมีการสื่อสารภาษาจีนลดลงใน
ครอบครัว โดยแต่เดิมสมาชิกในครอบครัวของคุณสมศรีส่วนใหญ่ล้วนจะมีชื่อจริงและ
นามสกุลเป็นภาษาจีนฮกเกย้ี น แตเ่ มอื่ มีการเปลีย่ นแปลงทางกฎหมายในชว่ งของ จอม
พล ป. กท็ าให้สมาชิกในบ้านของคุณสมศรเี ร่มิ มกี ารต้องเปล่ียนชอ่ื เปน็ ภาษาไทย

...ครอบครัวเป็นครอบครัวกลุ่มจีนฮกเกี้ยนที่อพยพมาจาก จังหวัดจังจวิ
ตาบลเกยหนา ในประเทศจีน เดิมได้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน โดย
ทาอุปกรณท์ ี่เรยี กวา่ โพงพาง ที่มลี กั ษณะคล้ายโป๊ะจบั ปลาขึ้นมา เพื่อจับ
สัตว์ทะเลมาประกอบอาหารภายในครอบครัว แต่เมื่อมีการจับสัตว์ทะเล
ได้มากขึ้น โดยเฉพาะปลากะตักและกุง้ ครอบครัวจึงนาสัตว์ทะเลทีไ่ ด้มา
แปรรปู เป็นน้าปลาและกะปิ เพ่ือจาหนา่ ยท่หี น้าบา้ น และเกิดเปน็ ธุรกิจใน
ครอบครวั ธรุ กิจหลัก และในเวลาต่อมาก็มกี ารเปลย่ี นอาชีพไปตามยุคสมยั
ทัง้ รบั ราชการ ขายเบเกอร่ี และเปิดโรงเรยี นกวดวชิ าในชุมชน...

(สมศรี พงศอ์ เนก อายุ 80, สมั ภาษณ์: 21 พฤษภาคม 2562)

86

ภาพท่ี 2.10 แผนผังตระกูลพงศอ์ เนก (แซต่ ๋ัน)
(ภาพโดย คชาภรณ์ วงษว์ รรณรตั น์)

ตระกลู พงศเ์ อนก

1. นายดา พงษ์เอนก (เสยี ชีวติ ) 2. นางสยุ หลงั พงษเ์ อนก (เสียชวี ิต)

3. นายเหลีย่ งต๋ี พงษ์อเนก (เสยี ชวี ติ ) 4. นางกิมเฮยี แซ่ซิ้ม (เสียชีวติ )

5. นางบ๊วย พงษ์เอนก(เสียชีวติ ) 6. นายเหลียงเค้ พงษเ์ อนก (เสยี ชวี ิต)

7. นางไมท่ ราบชอ่ื (เสียชวี ิต) 8. นายต้งั ทง้ิ ไถ่ (เสียชีวติ )

9. นางสมศรี พงษเ์ อนก 10. นายต้งั จิน้ ทง พงษ์เอนก (เสยี ชวี ิต)

11. นายต้ังจน้ิ หลง พงษ์เอนก (เสียชวี ิต) 12 นางสมบรู ณ์ ไม่ทราบนามสกลุ (เสียชวี ติ )

13. นายตัง้ จ้นิ ตง พงษ์เอนก (เสยี ชีวิต) 14. นางหมวยเพญ็ แข ไม่ทราบนามสกลุ

87

15. นางเบญจา พงษเ์ อนก 16. นางนภาพร ไม่ทราบนามสกลุ
17. นางศริ พิ ร ไม่ทราบนามสกุล 18. นายธรี ศกั ด์ิ ไม่ทราบนามสกุล
19. นายสทิ ธิโชค ไมท่ ราบนามสกลุ 20. นายศราวุธ ไมท่ ราบนามสกุล
21. นายสทุ ธลิ ักษณ์ ไม่ทราบนามสกลุ

จะเห็นได้ว่า สมาชิกในครอบครัวของคุณสมศรี พงศ์อเนก ส่วนใหญ่จะมีชื่อ
เป็นภาษาจีน แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย โดยให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศ
ไทย หรือต้องการที่จะศึกษาในประเทศไทย จาเป็นต้องใช้ชื่อเป็นภาษาไทย จึงทาให้
สมาชกิ 3 คนสดุ ทา้ ยทเี่ ป็นพี่นอ้ งของคุณสมศรี ต้องใชช้ ่ือภาษาไทยกนั หมดทกุ คน และ
จากการเปลยี่ นแปลงทางด้านวฒั นธรรมและกฎหมายในประเทศไทยในยุคน้ัน จึงทาให้
วัฒนธรรมในครอบครัวของคุณสมศรีเปลี่ยนแปลงไปบา้ งเล็กน้อย เช่น พิธีงานศพ และ
พิธีแต่งงาน ที่ทางครอบครัวของคุณสมศรีจะประกอบพิธีแต่งงานในรูปแบบของไทย
โดยคุณสมศรี พงษ์อเนกได้กล่าวว่า “หากจะทาพิธีที่เป็นของจีน จะมีราคาสูงและหา
คนที่มาทาพิธีได้ยาก จึงเลือกประกอบพิธีแบบไทยเสียดีกว่า” ซึ่งจากเหตุผลเรื่อง
ค่าใช้จ่ายที่มีอัตราสูง หากต้องการประกอบพิธีแบบจีน จึงทาให้ครอบครัวของคุณ
สมศรเี ร่ิมไมส่ บื ทอดวฒั นธรรมจนี จนมาถงึ ปัจจุบัน

2.2.4 กลุม่ จีนแคะ (จนี ฮากกา)

เมื่อกล่าวถึงจีนฮากกา มักจะมีคาถามตามมาเสมอวา “ฮากกาเป็นใคร? มา
จากไหน?” ซง่ึ ตา่ งจากจนี ถ่ินอน่ื ๆ ทช่ี อ่ื สามารถบอกแหลง่ อาศัยไดว้ า่ มาจากมณฑลใด
เช่น จีนกวางตุ้งมาจากมณฑลกวางตุ้ง จีนฮกเกี้ยนมาจากฮกเกี้ยน จีนไหหลามาจาก
เกาะไหหลา และจีนยูนนาน (จีนฮ่อ) ก็มาจากมณฑลยูนนานเชน่ กัน แต่มีเพียงจีนฮาก
กาเท่านั้นที่ชื่อไม่บง่ บอกว่ามาจากบริเวณใดของประเทศจนี โดยคาว่า “ฮากกา” หรือ
“ฮักกา” ในภาษากวางตุ้ง (Cantonese) หมายถึง “อาคันตุกะ หรือแขกผู้มาเยือน”

ซง่ึ ตรงกบั ภาษาจีนกลางว่า “เคอ่ เจีย (Kèjiā)” ตรงกับอักษรจีนว่า “客家” (ศิริเพ็ญ
อึ้งสิทธิพูนพร, 2556) เนื่องจากถิ่นฐานเดิมของชาวฮากกา อยู่ทางภาคเหนือของจีน
แล้วมีการอพยพลงมาทางใต้เป็นระลอกคลื่นรวม 5 ครั้ง จนมาอยู่บริเวณที่ปัจจุบันคือ

88

มณฑลกวางตงุ้ ฮกเก้ียน และเจยี งซีมากทสี่ ุด นอกจากนนั้ ก็ยงั มที ่มี ณฑลอื่น ๆ บางสว่ น
เช่น กวางสี หหู นาน เสฉวน และไต้หวนั ในการอพยพไปแต่ละครั้ง ชาวฮากกาจะไปถึง
ทีหลังกว่าจีนถิ่นอื่น ๆ จึงถูกคนที่อยู่ก่อนในพื้นที่นั้นขนานนามว่า “แขกผู้มาเยือน”
ดังที่กลา่ วไปแล้วขา้ งตน้

ชาวจีนฮากกามีอยู่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในประเทศไทย บริเวณที่อาศัยอยู่
หนาแน่น ได้แก่ อาเภอหาดใหญ่ อาเภอสะเดา จังหวัดสงขลา อาเภอเบตง จังหวัด
ยะลา ซึ่งอยู่กันเป็นชุมชนใหญ่และยังคงรักษาภาษาและวฒั นธรรมดั้งเดิมอยู่ ส่วนทาง
ภาคตะวันตก เช่น จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดราชบุรี ทางภาคเหนือ เช่น จังหวัด
เชยี งราย จังหวัดเชยี งใหม่ ลาปาง พษิ ณโุ ลก นครสวรรค์ และภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ
เช่น จังหวัดอดุ รธานี ขอนแกน่ บรุ ีรมั ย์ นครศรีธรรมราช สระบุรี เปน็ ต้น

ในปากนา้ ประแส สนั นิษฐานว่ากลุม่ จีนแคะอาจไม่มีเหลืออยู่ในชุมชนแล้ว แต่
บุคคลท่สี ามารถระบุตวั ตนของตนเองไดว้ ่ามีบรรพบรุ ษุ เป็นคนจีนแคะ ซง่ึ เปน็ กลุ่มคนที่
ถูกค้นพบน้อยสุดเทียบเท่าจีนฮกเกี้ยน ภายใต้ข้อจากัดของคณะผู้ศึกษาพบครอบครัว
ชาวจีนแคะในชุมชนปากน้าประแสเพียงบ้านเดียว คือบ้านของคุณดารุณี รอบรู้ (แซ่
เฮง) โดยคณุ ดารุณนี ้ันย้ายมาจากสามย่าน อาเภอแกลง ทาอาชพี สวนยาง สวนผลไม้ที่
อาเภอแกลงมาก่อน แล้วจึงย้ายเข้ามายังประแสเนื่องจากแต่งงานเข้ามาได้ 27 ปีแล้ว
(นับถึงปี 2562) โดยแต่งงานกับนายวุฒิชัย รอบรู้ ซึ่งเสียชีวติ แล้ว แต่คุณดารุณกี ็ยังคง
อาศัยอยู่ที่ปากน้าประแสแห่งนี้อยู่ โดยปัจจุบันทาอาชีพขายวัสดุก่อสร้างและของ
เบ็ดเตล็ดที่บริเวณตลาด หมู่ 8 (ตอนกลาง) ในชุมชนปากน้าประแส เป็นอาชีพที่ทามา
ตัง้ แตส่ มัยรุ่นพอ่ ของสามีคณุ ดารณุ แี ละยงั คงทาต่อมาจนถึงทุกวันนี้

…ปู่ของป้ามาจากจีนเป็นแซ่เฮง ส่วนอาม่าเป็นแซ่ฮ้อ เคยอยู่ที่สามย่าน
แต่ป้าย้ายมาที่นี่ได้ 27 ปีแล้วเพราะแต่งงานเลยเข้ามาอยู่ มาทางานขาย
ของที่นี่เลย ร้านขายของนี้ก็มีมาตั้งแตร่ ุ่นพ่อของสามีป้าแล้ว แล้วก็ทามา
จนถึงตอนนี้ แต่สามีป้าเสียแล้ว ป้าก็ยังคงทาอาชีพอยู่ที่นี่ และจะอยู่ไป
เรอ่ื ย ๆ…

(ดารุณี รอบรู้ 59 ป,ี สมั ภาษณ์: 21 พฤษภาคม 2562)

2.2.5 กลุม่ คนไทย

89

กลุ่มคนไทย ณ ชุมชนปากน้าประแส หรือ ที่เราเรยี กว่า “คนประแส” พบว่า
ช่วงเวลาดังกล่าวตลาดปากน้าประแสถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สดุ ในขณะนั้น ประชาชนท่ี
อาศัยอยใู่ นพ้ืนที่มที ั้งชาวไทยและชาวจนี โดยเกือบคร่ึงมเี ช้ือสายจีน พ้ืนท่ีชุมชนประแส
มีทั้งส่วนทต่ี ดิ ริมน้าและดา้ นในท่ีไมต่ ิดริมน้า ประชากรเกอื บคร่งึ ที่ต้ังบา้ นเรอื นอยู่ริมน้า
ประกอบอาชีพประมง ขณะที่ประชากรท่ีต้ังรกรากอยู่ในพืน้ ที่ด้านในไม่ติดริมน้าตั้งแต่
หน้าวัดตะเคียนงามไปจรดทุ่งคลองปูนประกอบอาชีพทานา ทาสวน เช่น สวนมะม่วง
เปน็ หลัก (องั คณา แก้วคาหา , 2550 : 46) คนประแสท่ีอาศัยอยู่ในพืน้ ที่ปากนา้ ประแส
จะเป็นกลุ่มคนไทยดั้งเดิมและอีกครึ่งเป็นคนที่มีเชื้อชาติเป็นคนจีนเกือบร้อยละ 50
เปน็ ลกู คนจนี หลานคนจีน เสยี เป็นส่วนใหญ่ แตค่ นเหลา่ น้จี ะมีความร้สู ึกว่าตนเองเป็น
คนไทย

ปากน้าประแส ถือได้ว่าเป็นชื่อของชุมชนโบราณและประแสยังเป็นชื่อแม่น้า
สายสาคัญสายหน่ึงของจังหวดั ระยองอีกดว้ ยในสมัยนน้ั คนไทยยังไมน่ ยิ มทีจ่ ะทาการค้า
แต่จะเป็นคนจนี เสียสว่ นใหญ่ท่เี ข้ามาเริ่มทาการค้าในชมุ ชนปากนา้ ประแส และคนไทย
ส่วนใหญ่จะเน้นประกอบอาชีพเป็นชาวประมง เนื่องจากมีพื้นที่และทาเลติดบริเวณ
ปากน้าประแส และหากใครจะทาการค้าให้สะดวกจะต้องมียี่หอ้ การค้าท่ีเปน็ ภาษาจนี
ซึ่งถือว่าเป็นภาษาทางการค้า (ประแส…ที่เคยอยู่ , 2561 : 51-56) ในขณะที่กลุ่มคน
ไทยที่อาศัยอยู่ในชุมชนปากน้าประแส ส่วนใหญ่แล้วประชากรเกือบครึ่งจะมีอาชีพทา
การประมง การประมงหลัก คือ การทาโป๊ะ นอกจากนี้แล้วคนไทยบางส่วน (ซึ่งน้อย
มาก) จะทาอาชีพค้าขาย เปิดร้านค้าขายที่บ้าน และค้าเรือใบ คือ ซื้อสินค้าพื้นเมือง
บรรทุกเรือใบไปส่งขายยังกรุงเทพฯ อาทิ คุณบุญล้อม บุตรพรม เป็นคนไทยที่มี
ภูมิลาเนาอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ได้บอกเล่าถึงปากน้าประแส “สมัยก่อนย่านนี้เป็นย่าน
เศรษฐกจิ ดี เนอ่ื งจากมีการทาการค้า การทาประมง อีกทงั้ ยังเป็นเมอื งทา่ ทาให้ร้านตัด
ผมของเขา ถือได้ว่ามีรายได้ดีเลยทีเดียว เพราะบริเวณย่านนี้เนืองแน่นไปด้วยผู้คน
สัญจรไปมาแต่ในปัจจุบันน้ันเรียกได้ว่าตา่ งออกไปอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว แต่โชคดีท่ยี ัง
พอมีลูกค้าประจาอยบู่ า้ ง” (คุณบุญล้อม บตุ รพรม 44 ปี, สมั ภาษณ:์ พฤษภาคม 2562)

ซึ่งจากการเก็บขอ้ มูล พบว่า กลุ่มคนไทยดั้งเดิมทีย่ ังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่ชุมชน
ปากน้าประแสนั้นเหลือน้อยลงมาก เมื่อเทียบกับในอดีต เนื่องจากคนส่วนใหญ่มีการ

90

แตง่ งานกบั คนเชื้อชาติอน่ื ๆ อาทิ คนในพน้ื ท่ี ทเ่ี ปน็ คนเช้อื ชาติจีน หรือการแต่งกับคน
นอกพื้นที่ที่ได้เข้ามาทางานยังชุมชนปากน้าประแส หรือแม้แต่การย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่
อื่น ทาให้คนที่อยู่ในพื้นที่ชุมชนปากน้าประแสที่ยังหลงเหลืออยู่เป็นคนสูงวัยที่ยังคง
อาศยั อยู่ท่ีบ้านเกดิ ถิ่นฐานบ้านเกิดตนเอง และจากการเกบ็ ข้อมลู ทีช่ ุมชนปากน้าประ
แสด้วยระยะเวลาที่จากัด ทาให้ทราบว่ามีคนไทยดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มีเพียงไม่กี่
ครอบครวั ทีบ่ อกวา่ ตนเองเปน็ คนไทยแทด้ ้งั เดมิ

… ฉันมาอยู่ประแสมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2512 โดยมาอยู่กับนายสน่ัน
(เสียชีวิต) ซึ่งเป็นคนชุมชนประแสมานาน โดยคุณสนั่นประกอบอาชีพ
เป็นหมออยูส่ าธารณสุขและเปิดร้านขายยาแผนปัจจุบันในชุมชนปากน้า
ประแส (ซึง่ ปัจจุบันได้ปดิ ตัวไปแลว้ )…

(วาสนา วงศ์ไตรรตั น์ 80 ปี, สมั ภาษณ์: 20 พฤษภาคม 2562)

…คุณพ่อทองสุขของฉันเป็นคน อ.แกลง แต่ได้มาแต่งงานกับแม่ของคุณ
กันทิมา ซึ่งเป็นคนพื้นที่ชุมชนปากน้าประแสนี้ ในอดีตนั้นคุณพ่อ
ประกอบอาชีพขบั รถโดยสาร แต่ปัจจุบันทางครอบครวั ได้หนั มาประกอบ
อาชีพค้าขายแทน เนื่องจากข้อจากัดทางด้านร่างกาย อีกทั้งในปัจจุบัน
คุณกันทิมาเล็งเห็นว่า เริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้ามายังพืน้ ทีช่ มุ ชนปากนา้ ประ
แส จึงเป็นการสร้างรายได้ทางหนึ่ง รวมถึงยังรับทาธุรกรรมทางการเงิน
เช่น ฝากหรือโอนเงิน แทนการประกอบอาชีพเดิม แต่ก็ยังมีข้อจากัดใน
เรอ่ื งของพื้นท่ที างการค้าท่ีถกู จากดั ไม่สามารถทจี่ ะขายขา้ มหม่ไู ด้…

(กนั ทิมา กจิ สวสั ดร์ิ ักษา 50 ปี, สมั ภาษณ์ : 21 พฤษภาคม 2562)

อาจกล่าวได้ว่า กลุ่มคนไทยที่ยังคงอาศัยอยู่ในชุมชนปากน้าประแส จะเป็นผู้
สูงวัยเสียส่วนใหญ่ คนรุ่นใหม่ต่างก็มีการย้ายถิ่นฐานออกไปอยู่ในเมืองเป็นส่วนใหญ่
เนื่องจากหน้าท่ีการงาน การแต่งงานมีครอบครัว จะกลับมาบ้านเกิดเป็นครั้งเป็นคราว
ตามเทศกาลเท่านั้น และคนในพื้นที่ส่วนมากจะเป็นคนไทยที่มีเชื้อสายจีน น้อยมากที่
จะเป็นคนไทยแท้โดยกาเนิดเมื่อเทียบกับเมื่อก่อนที่คนไทยปละคนจีนที่อยู่ภายในชุน
ชนปากน้าประแสจะมถี งึ รอ้ ยละ 50 ด้วยกนั

91

2.2.6 กลมุ่ คนอน่ื ๆ และท่ไี มส่ ามารถระบกุ ลุ่มได้

กุลม่ คนที่ไมส่ ามารถระบุกลุ่มได้ คือ กุล่มคนจีนทอ่ี พยพเขา้ มาอยู่ใน ณ ชุมชน
ปากนา้ ประแสแต่ไม่ทราบที่มาแน่ชัดว่าตนนั้นอยู่ในกลมุ่ จีนใด จากการสัมภาษณ์ทาให้
เราทราบถงึ ท่ีมาของคนกลุ่มน้วี ่าต่างก็เป็นที่มีเชื้อสายจีน เนื่องจากทางต้นตระกูลน้ันมี
การใช้นามสกุลที่ประกอบด้วยแซ่กันทั้งสิ้น ที่มาของคนกลุ่มนี้นั้นไม่ต่างกับจีนแต้จิ๋ว
จีนฮกเกี้ยน จีนไหหลา และจีนแคะ เพียงแต่ไม่สามารถระบุได้ว่าตนเองอยู่ในจีนกลุ่ม
ไหน คือ คนจีนส่วนใหญ่จะอพยพเข้ามายังปากน้าประแส เนื่องจากปัญหาข้าวยาก
หมากแพง ปัญหาระบบคอมมวิ นิสตใ์ นชว่ ง ณ เวลานัน้ ทาใหค้ นจีนสว่ นใหญ่เลือกท่ีจะ
เดนิ เรือ หรือแมแ้ ต่การอพยพมากบั เรือขนสนิ คา้ ทจ่ี ะทาการเข้ามาจอดเทียบท่าที่ชุมชน
ปากน้าประแส และการทป่ี ากนา้ ประแสเป็นเมืองท่าที่มกี ารสัญจรของผู้คนเป็นจานวน
มาก ทาให้มีเศรษฐกิจทีร่ ุ่งเรือง อีกทั้งในสมัยน้ันพ้ืนที่บรเิ วณปากน้าประแสยังไม่ได้ถกู
จับจอง ทาให้คนจีนที่อพยพเข้ามา ณ เวลานัน้ สามารถเลือกจับจองพ้ืนท่ีทากินในการ
ใช้ประกอบอาชพี อาทิ ค้าขาย ประมง จงึ เป็นอกี ทางเลอื กหนึ่งท่ีทาให้คนจีนเลือกท่ีจะ
เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่ชุมชนปากน้าประแส กลุ่มคนจีนที่ไม่สามารถระบุกลุ่มได้ในที่นี้ คือ
กลุ่มคนที่มีเชื้อสายจีน แต่ในปัจจุบันอาจจะมีการผสมผสานทางเชื้อชาติตามการ
แต่งงานกับกลุ่มคนเช้ือชาติอื่น ๆ จากการเก็บข้อมูล จึงได้มีการรวบรวมตระกูลตา่ ง ๆ
ไว้ดังนี้ คอื แซต่ ๋นั แซห่ ลาย แซ่ต้ัง แซห่ ว่อง แซล่ ้ิม รวมถึงคนตา่ งชาติที่เข้ามาทางานใน
พนื้ ที่ชมุ ชนปากน้าประแส จากการสอบถามข้อมลู จากคนในพนื้ ทีช่ ุมชนปากน้าประแส
ไดร้ บั คาบอกเล่าต่าง ๆ

…เดิมทางต้นตระกูลของตนนั้นใช้ตระกูลแซ่ตั้ง แต่ได้เปลี่ยนมาเป็น
นามสกุลไทย เนื่องจากถูกมองว่าเป็นคนต่างด้าว และไม่สามารถทา
เอกสารทะเบียนบา้ นไดจ้ งึ เป็นที่มาให้ใชน้ ามสกลุ ไทยมาจนถึงปัจจุบันและ
ในอดีต ครอบครัวของคุณภาวิณี จะประกอบอาชีพเป็นชาวสวน แต่
ภายหลงั ไดม้ ีการเรียนแพทย์แผนไทย ทาให้ กลายมาเป็นหมอประจา
ชุมชนประแส โดยสาเหตุที่ยา้ ยเข้ามานั้น ประแสเปน็ เมอื งท่าท่ีมีคนสัญจร

92

ผา่ นเปน็ จานวนมาก ทั้งคนที่มารอต่อเรือเพื่อเข้ากรุงเทพฯ หรือคนที่มุ่ง
ตรงมายงั ประแสโดยตรง…
(ภาวิณี ยอดบริบูรณ์ (แซ่หว่อง) 47 ปี, สัมภาษณ์: พฤษภาคม 2562)

…คุณปู่ของฉันเป็นคนนครศรีธรรมราช ซึ่งประกอบอาชีพเป็นกาน้า
(อาชีพดาน้าเพื่อฟังเสียงปลา ที่มาของชื่อมาจาก “นกกาน้า” เนื่องจาก
เป็นนกที่สามารถว่ายน ้าได้และใช้ความสามารถนี้ในการล่า ปลาเป็น
อาหาร) และได้ย้ายเข้ามาประแสเพื่อมารับจ้างเป็นกาน ้าให้กับ
ชาวประมงในพื้นที่ชุมชนปากน้าประแสและได้มาแต่งงานกับคุณย่าบุญ
เลิศ งามสง่า ซึ่งเป็นคนไทยเชอื้ สายจนี ตระกูลแซ่ลิ้ม แตไ่ ม่สามารถระบไุ ด้
ว่าเปน็ จีนกลมุ่ ไหน...

(นภดล พรมดา (แซ่ลิ้ม) 28 ปี, สัมภาษณ์: 20 พฤษภาคม 2562)

ครอบครัวของคุณวิลัย งามสง่า ซึ่งเป็นพี่สาวของคุณบุญเลิศ ได้กล่าวถึง
ลกั ษณะของกลุ่มตนทม่ี ีการผสมผสาน โดยในปจั จุบนั ไม่สามารถระบุไดว้ า่ เป็นกลุ่มไหน
ได้อย่างชัดเจน “ทางคุณแม่ของตนนั้นเป็นคนจีนที่มาแต่งงานกับสามีคนไทยตระกูล
งามสง่า ในอดีตประกอบอาชีพทาประมงมาโดยตลอด สามารถที่จับกุ้ง หอย ปู ปลา
ได้งา่ ยดาย นอกจากนยี้ งั พดู ถึงการประกอบพธิ ีกรรมงานศพแบบการจัด กงเตก็ โดยได้
จ้างผู้ที่มีความสามารถในการทากงเต็กมาจากสามย่าน แต่ในปัจจุบันขั้นตอนและ
พิธีกรรมต่างๆ ได้ถูกลดความสาคัญลง เนื่องจากค่าใช้จ่ายและการหันมาปฏิบัติตาม
พธิ กี รรมแบบไทยมากข้ึน” (กงเตก็ คอื เป็นพิธีการทาบุญอทุ ิศสว่ นกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ
ไปแล้ว ถือเป็นประเพณีอันเก่าแก่สืบทอดมาแต่โบราณของชาวจีน อันแสดงให้เห็นว่า
ชาวจีนน้ันเป็นชนชาตหิ นง่ึ ในโลกทม่ี ีความกตญั ญกู ตเวทีสูงมาก เมือ่ ผ้มู พี ระคณุ เสียชีวิต
ลงในขณะที่ตนเองรู้สึกว่ายังมิได้ปฏิบัติตนตอบแทนพระคุณให้เพียงพอ จึงจัดนิมนต์
พระสงฆ์มาประกอบพิธีกงเต็ก เป็นการทาบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ (ความ
เปน็ มาของพธิ ี “กงเตก็ ”, 2560: ออนไลน)์

นอกจากกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนที่ยังคงดารงอยู่ในพื้นที่ชุมชนปากน้าประแส
และคนชาติอื่น ๆ อาทิ เขมร ลาว พม่า ซึ่งจะเป็นกุล่มคนเขมรเป็นส่วนใหญ่ที่ย้ายถ่ิน

93

ฐานมาอยู่ที่ชุมชนปากน้าประแส เพื่อประกอบอาชีพ เช่น รับจ้าง แม่บ้าน ประมง
ก่อสร้าง เปน็ ตน้ จากข้อมูลที่ได้กล่าวไปข้างต้น จะเห็นได้ว่าคนในพื้นที่ชุมชนปากน้า
ประแสจะเป็นคนไทยชื้อสายจีนเป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่สามารถระบุกลุ่มได้ว่าตนเป็นคน
จนี กลุ่มใด อาจะเปน็ เพราะเรื่องของเวลาทีผ่ า่ นมานานแล้ว หรือแมแ้ ต่การที่บรรพบุรุษ
ของตนได้มีการเปลี่ยนนามสกุลมาใช้แบบไทย เนื่องจากในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ได้มีการพระราชทานพระราชบัญญัตินามสกุล
ไทยในปี พ.ศ.2456 เป็นจุดเริ่มที่ทาให้คนไทยใช้นามสกุลกัน และในช่วงสมัยจอมพล
ป.พิบูลสงคราม (พ.ศ.2481-2500) ได้เพิ่มความเข้มงวดกับชาวจีน เนื่องจากต้องการ
ขจัดชาวจีนให้พ้นจากการคุมอานาจทางด้านเศรษฐกิจและเพื่อให้คนไทยเกิดความ
ผสมผสานกับคนไทยให้เร็วที่สุด รวมถึงการแต่งงานกับชนชาติอื่น ๆ เมื่อคนไทยและ
คนจีนอยู่ร่วมสังคมกัน ย่อมมีการแต่งงานระหว่างชาวไทยและชาวจีนโดยอาจจะเป็น
หญงิ ไทยแต่งงานกบั ชายจีนหรือหญิงจีนแต่งงานกบั ชายไทย และในกรณหี ลังน้ีหญิงจีน
เมื่อแต่งงานแล้ว ย่อมต้องเปลี่ยนมาใช้นามสกุลของสามีซึ่งเป็นไปตามกฎหมายไทยจึง
ทาให้คนจีนมาใช้นามสกุลไทยเพิ่มขึ้น อีกทั้งเรื่องของวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลง
ไม่ไดป้ ฏบิ ัติเคร่งครดั เหมือนในอดตี ทาใหค้ วามเกดิ การกลายจากจีนเป็นไทยในท่ีสดุ

2.3 การเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ของปากน้าประแสในปัจจบุ ัน
2.3.1 ดา้ นวฒั นธรรม

วัฒนธรรมในชุมชนปากน้าประแสปัจจุบันมีการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม
ไทยตะวันออกกับวัฒนธรรมจีนเข้าด้วยกัน เกิดเป็นรูปแบบวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์
ของชุมชนปากน ้าประแสเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านวิถีชีวิต อาชีพ อาหาร หรือ
ขนบธรรมเนียมประเพณี การนับถือสิงศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ที่ทั้งหมดล้วนมีการผสมผสาน
เกดิ เปน็ วฒั นธรรมไทยจีนในชุมชนปากนา้ ประแส หากแตก่ ม็ ีการถดถอยทางวัฒนธรรม
อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภาพรวมของสังคมวัฒนธรรมในประเทศไทยและโลก
อย่างเช่น การเข้ามาของเทคโนโลยี ระบบอุตสาหกรรม รูปแบบสังคมเมือง หรือ
กฎหมายต่าง ๆ ที่ทาให้ชุมชนปากน้าประแสเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม
ที่ทาให้อัตลักษณ์วัฒนธรรมบางอย่างที่เคยมีในชุมชนหายไป อย่างเช่น อาชีพกาน้า

94

โดยระบบนิเวศน์ที่เสื่อมโทรมลงไปก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้วัฒนธรรมและอาชีพที่
เปลี่ยนแปลงไป

ในแรกเริ่ม ก่อนที่จะเริ่มมีการเข้ามาของคนจีนอพยพ พ้ืนที่ปากน้าประแสมี
กลุ่มประชากรเดิมที่เป็นคนพื้นที่ชาวระยองอาศัยอยู่จานวนหนึง่ อาศัยการจับปลาทา
ประมง บา้ งปลกู ผกั รบั จ้าง และยังมอี าชพี เก่ยี วกับการประมงและการขนสง่ ทางท่าเรือ
มีการประกอบเพณีตามความเชื่อแบบไทย แต่พอในชว่ งยคุ รัชกาลท่ี 7 มีการเข้ามาของ
ชาวจีน เนื่องจากปัญหาข้าวยากหมากแพง อีกทั้งมีการก่อตัวของพรรคคอมมวิ นิสต์ใน
ประเทศจีน ทาใหช้ าวจีนถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารจานวนมาก จึงมกี ารอพยพผ่านทางเรือ
ไปยังประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย ในช่วงปพี .ศ. 2492 เนื่องจากในการเข้าไปยัง
กรุงเทพ ต้องนั่งเรือผ่านท่าปากน้าประแส จังหวัดระยองเสียก่อน และพื้นที่ชุมชน
ปากน ้าประแส ณ ช่วงเวลานั้นยังมีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มาก แต่มีระบบนิเวศน์
สภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์ ชาวจีนที่นั่งเรือผ่านบางกลุ่มจึงตั้งใจลงหลักปักฐานที่ท่า
ปากน้าประแส เพราะเล็งเห็นเป็นเมืองท่า มีผู้คนไหลเวียนตลอดเวลา ซึ่งในสมัยนั้น
สามารถเข้ามาอาศัยได้โดยการจับจองพื้นที่ และเข้ามาประกอบอาชีพกันหลากหลาย
โดยรัฐไทยมีการออกใบสาคัญถิ่นที่อยู่ ให้กับชาวจีนอาศัยอยู่ อีกทั้งยังเข้ามาแต่งงาน
กับคนไทยในพื้นท่ี จึงเกดิ เปน็ การผสมผสาน หลอ่ รวมทางวัฒนธรรมระหวา่ งวัฒนธรรม
ไทยและจีน

แม้ว่ากลุ่มชาวจีนอพยพจะมายังชุมชนท่าปากน้าประแสกันจากหลายกลุ่ม
แต่อัตลักษณ์ของจีนแต่ละกลุ่มไม่ไดม้ ีความแตกต่างกันมาก มีเพียงภาษาที่แตกตา่ งกัน
แต่วัฒนธรรมประเพณีความเชื่อนั้นใช้ร่วมกันในวัฒนธรรมจีน เช่น การกินเจ การนับ
ถือเทพเจ้าจีน หรือบางอย่างที่มีเป็นวัฒนธรรมร่วมกัน เมื่อมีการเข้ามาอยู่ร่วมกันของ
สองวัฒนธรรมแน่นอนจึงเกิดเป็นการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม ระหว่างชาวจีน
อพยพและชาวไทยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดั้งเดิม ชาวจีนในปากน้าประแสเข้ามาทางาน
หลายอย่างในทา่ ปากน้าประแส ทั้งพ่อค้า ทาประมง รับจ้างทัว่ ไป ขายกาแฟ ทั้งหมด
ต่างเริ่มจากเสื่อผืนหมอนใบ เข้ามาแสวงหาโชคมาอาศัยอยู่ในประเทศไทย บ้างที่เติบ
ใหญไ่ ด้ดีเป็นเจา้ ของเรือ เป็นข้าราชการชนั้ สูงกม็ ี

95

1 ) การผสมผสานกลมกลนื ทางวัฒนธรรมระหว่างไทยและจนี

ภาพที่ 2.11 ใบสาคัญถิน่ ท่อี ยู่ของชาวจนี ใน ณ ปากนา้ ประแสในอดตี
(ภาพถ่ายโดย วัทธกิ ร รักษก์ ิจกุล เม่ือวันท่ี 19 พฤษภาคม 2562)

จากการเก็บข้อมูล การผสมผสานกลมกลืนทางวัฒนธรรมระหว่างไทยกับจีน
ในชุมชนทา่ ปากน้าประแสน้ันเปน็ ปรากฏการณก์ ารเปลีย่ นแปลง ที่เกิดขึ้นมาจากการ
อาศัยอยู่ร่วมกันระหวา่ งชาวไทยกับชาวจีนอพยพ วัฒนธรรมทั้งสองจึงเกิดการกลนื กัน
เป็นวฒั นธรรมไทยจีน ท่มี ีการผสมผสานวัฒนธรรมบางอยา่ งเข้าดว้ ยกนั หรือบ้างก็หมด
ไป ให้เหมาะสมกบั วฒั นธรรม สภาพแวดลอ้ มทมี่ อี ยกู่ ่อนแลว้

ชาวจีนที่อพยพส่วนใหญ่เป็นผู้ชายที่มาพร้อมกับเพื่อนพี่ญาติจากหมู่บ้าน
เดยี วกนั เมอื่ เขา้ มาอาศยั ในท่าปากน้าประแสก็เข้ามาแต่งงานกับหญงิ ไทย บ้านคนไทย
ดั้งเดิมที่ได้ลูกเขยเป็นชาวจีนกลุ่มนีจ้ ึงมีการเปดิ รับวัฒนธรรมแบบจีนเข้ามา อย่างการ
แต่งงานในตอนนั้นจะมีทั้ง ประเพณีแห่ขันหมากแบบไทยพร้อมทั้ง ประเพณียกน้าชา
แบบจีน และเมือ่ มชี าวจีนท่ีอพยพมาเป็นกลุ่มก้อน แนน่ อนว่าชาวจนี มคี วามเชื่อในการ
นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยอ่ มติดมาด้วย จึงเกิดเป็นศาลเจ้าจีนขึ้นมาหลากหลาย ทั้ง ศาลเจ้า
พ่อแซ่ตั๋น ที่เป็นศาลเจ้าจีนประจาตระกูลแซ่ตั๋น ที่พบว่าเป็นแซ่ที่มีชาวบา้ นในปัจจุบัน
สืบเชื้อสายมาเยอะที่สุด ศาลเจ้าพ่อปากน้าประแส ที่มีตานานว่าเป็น รูปปั้นลักษณะ

96

เทพเจ้าของจีนที่ได้ลอยน้ามายังท่าปากน้าประแส มีการสร้างโรงเจเพื่อใช้สาหรับ
เทศกาลกินเจ รวมไปถึงโรงเรียนจนี ที่สอนหนงั สือโดยชาวจีนเอง โดยที่ก็ยังมีความเชอื่
ส่งิ ศกั ดสิ์ ทิ ธิแ์ บบไทยยังคงอยู่ อยา่ งเชน่ วัดตะเคยี นงามทีย่ ังเป็นทีน่ ิยมของชาวพุทธไทย
อยู่ และมีเสื้อผ้า อย่างกางเกงเล ที่แต่เดิมเป็นกางเกงขาก๊วยแบบชาวจีน ที่ได้ติดวิชา
มาตัดเยบ็ ผ้าขายชาวประมงจะเปน็ ที่นยิ มอยา่ งมาก

ภาพท่ี 2.12 สถานท่เี คารพบชู าของชาวปากนา้ ประแส ศาลเจา้ พ่อปากนา้ ประแส
(ภาพถา่ ยโดย คชาภรณ์ วงษว์ รรณรัตน์ เม่ือวนั ที่ 21 พฤษภาคม 2562)
รวมไปถงึ อาหารเอง แน่นอนวา่ อาหารจีนทเ่ี ขา้ มาในทา่ ปากน้าประแสย่อมเป็น

อาหารจนี ทไ่ี ด้รับความนยิ มกันท่ัวโลกอย่าง กว๋ ยเตีย๋ ว ในชมุ ชนท่าปากน้าประแสท้ังใน
อดีตและปัจจุบันจึงมีร้านก๋วยเตี๋ยวตั้งอยู่ตลอดไม่ขาดสาย แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในท่า
ปากน้าประแสอันเป็นเมืองที่อุดมไปด้วยอาหารทะเลแล้วนั้น เกิดเป็นเมนูใหม่ที่หากิน
ได้เฉพาะที่ทา่ ปากน้าประแส เชน่ กว๋ ยเตยี๋ วผัดเปรี้ยวหวาน กว๋ ยเต๋ยี วเสน้ ใหญ่นามาผัด
กับซอสสีชมพูู ให้รสชาติหวานเปรี้ยวพร้อมใส่อาหารทะเลหลายอย่าง ทั้งกุ้ง
ปลาหมึก ลูกชิ้นปลา และผักกะหล่า ถั่วงอก เพิ่มความกรุบกรอบ ด้วยรสชาติที่อร่อย

97

และมเี อกลกั ษณ์เฉพาะตัว กว๋ ยเต๋ียวผัดเปรยี้ วหวานจงึ ไดร้ บั ความนิยมจนมาถงึ ปัจจุบัน
และยังคงสามารถหารบั ประทานได้ในชมุ ชนทา่ ปากนา้ ประแส

ภาพที่ 2.13 ก๋วยเต๋ยี วผัดเปรย้ี วหวาน การผสมผสานวฒั นธรรมทางอาหารระหวา่ ง
ชาวจนี และชาวไทย ณ ปากน้าประแส

(ภาพถา่ ยโดย วทั ธกิ ร รักษก์ จิ กุลเม่อื วนั ที่ 21 พฤษภาคม 2562)
เมื่อมีการแต่งงานอยู่ร่วมกันระหว่างชายจีนกับหญิงสาวไทย จึงแน่นอนว่ามี
คนไทยเชื่อสายจีนกาเนิดขึ้นมากมาย คนในชุมชนท่าปากน้าประแสส่วนใหญ่จึงมีเชื้อ
สายจีนอย่ไู ม่ทางฝง่ั พ่อหรอื ฝ่ังแม่ โดยสว่ นใหญแ่ ลว้ ทายาทชาวไทยเชอ้ื สายจีนกลุ่มแรก
จะอาศัยและทางานอยู่ในชุมชน ทหี่ ลากหลายต่างกันออกไปตามแต่ละบ้าน ในระยะนี้
นน้ั กลา่ วไดว้ ่ามกี ารเปลย่ี นแปลงทางวัฒนธรรมจากปัจจยั ภายนอกชมุ ชน คอื การกวาด
ลา้ งชาวจนี ในชว่ งยคุ จอมพล ป. พบิ ูลสงคราม ทมี่ กี ารใชน้ โยบายชาตนิ ยิ ม ที่สร้างความ
ลาบากในการเข้ามาอาศัยอยู่ของชาวจีนอพยพ ทั้งโรงเรียนจีนต่างโดนปิด และชาวจีน
จาต้องเปลี่ยนจากการใช้แซ่หรือนามสกุลจีนมาใช้นามสกุลแบบไทย การใช้แซ่ที่เป็น

98

เหมือนเครื่องแสดงตัวตนและที่มาของความเป็นชาวจีนจึงหายไป ที่กล่าวได้ว่าเป็น
ปัจจัยหนึ่งที่ทาให้ความเป็นจีนของทายาทชาวจีนในรุ่นปัจจัยและก่อนหน้าเริ่มหายไป
ปจั จบุ นั จึงมีคนจานวนนอ้ ยท่ยี งั ใชแ้ ซ่เปน็ นามสกุลในบตั รประชาชนอยู่

เมื่อไม่มีโรงเรียนจีนสาหรับชาวจีนอีกแล้ว ทั้งคนจีนและไทยในชุมชนปากน้า
ประแสจาเป็นต้องส่งลูกออกไปเรียนท่ี โรงเรียนไทย ตามตวั เมอื งจังหวัด หรือ กรุงเทพ
แล้วแต่ประสงค์ เมื่อมีนโยบายชาตินิยมดังกล่าวเข้ามาผูกมัดเอาไว้ การเรียนการสอน
ของโรงเรียนไทยย่อมเน้นการสอนที่ให้สานึกรักชาติไทย หรือการสอน ศาสนาพุทธเถร
วาทของไทยที่เป็นคนละแบบกับพุทธมหายานของจีน เป็นปัจจัยหนึ่งท่ีทาให้ความเช่ือ
นับถือพุทธแบบจีนลดลงไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าหายไปหมด เพราะจากระยะนี้มาจนถึง
ปัจจุบัน ก็ยังคงมีการนับถือความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของจีนอยู่ ยังคงมีการทาเทศกาล
ตรุษจีน เทศกาลกินเจ เทศกาลไหว้พระจันทร์ มีการเคารพรูปเคารพของจีน แล้วแต่
ครอบครัว ชาวเชื้อสายจีนบางครอบครัวก็ประกอบทั้งประเพณีไทยและประเพณีจีน
เคารพสงิ่ ศักดิส์ ิทธท์ิ ง้ั จีนและไทย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจในการผสมผสานกลมกลืนทางวัฒนธรรมระหว่าง
จีนกับไทยคือ เรื่องของค่านิยมเรื่องเพศและการทางาน รวมไปถึงการจัดการมรดก ที่
แมว้ ่าจะเปน็ ครอบครัวท่เี คยมผี ้นู าครอบครัวเปน็ ชาวจีนหรือชาวไทยเชื้อสายจีน แต่ก็มี
ค่านิยมเรื่องเพศและการทางาน และการจัดมรกดที่เป็นแบบลักษณะแบบไทยเสีย
มากกว่า แต่ก่อนอื่นจะอธิบาย ค่านิยมในเรื่องเพศและการทางาน และการจัดมรกด
ทั้งของไทยและจีนเสียก่อน คือ ค่านิยมของชาวจีนดั้งเดิมจะไม่นิยมการมีลูกสาว
เพราะชาวจีนมองว่าเปน็ การเสียผลประโยชน์ที่ต้องแต่งลูกสาวออกนอกบ้าน การที่จะ
ส่งลูกสาวให้เรียนสูงเพื่อมีหน้าที่การงานจึงเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มเสีย ลูกสาวชาวจีนจึงไม่ได้
เรียนหนังสือตามที่สมควรมากเท่าไหร่นัก ต้องอาศัยอยู่ที่บ้าน ทางานบ้านหรือทางาน
อยา่ งเยบ็ ปักถักรอ้ ย งานฝมี ือ และเมอ่ื ถงึ เวลากแ็ ตง่ ออกไปอยู่บา้ นผู้ชาย เพราะเหตุน้ัน
การมอบมรดกของชาวจีนดง้ั เดิมจึงใหม้ รกดกับลูกผชู้ ายเท่านั้น โดยจะใหล้ ูกคนโตเยอะ
ทีส่ ดุ หรอื แบง่ ให้ลูกชายเท่า ๆ กัน (พิมพป์ ระไพ, 2547)

สว่ นค่านยิ มในเร่อื งเพศและการทางาน และการจดั มรกดทัง้ ของไทย สว่ นใหญ่
แล้วให้ความสาคัญกับลูกชายและหญิงเท่า ๆ กัน จะให้มรดกกับลูกชายและหฺญิงโดย

99

เคยมีผหู้ น่งึ เขียนเอาไว้ว่า “หากบิดาเป็นทหาร ลกู ผ้ชู ายจะไดป้ นื ของพอ่ ส่วนลูกผู้หญิง
จะไดท้ องรูปประพรรณของแม่” ซง่ี ดเู ป็นการจัดการมรดกที่ยุตธิ รรมดี (ศิลปวฒั นธรรม
, 2547 ) ครอบครัวเชื้อสายจีนในชุมชนปากน้าประแสมีค่านิมอย่างไร จากการเก็บ
ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างครอบครัวเชื้อสายจีนหลายครัวเรือนด้วยกันนั้น ครอบครัวที่
ยังคงมีทายาทรุ่นที่ 2 (รุ่นลูกของพ่อแม่ชาวจีนหรือลูกครึ่งไทย-จีนท่ีเติบโตในไทย)
อยา่ งเชน่ ครอบครัวของคณุ วณดิ า แซอ่ ง้ึ น้นั ไดใ้ ห้ข้อมลู วา่

…ทั้งเตี่ยและแม่เป็นคนจีน มีพี่น้องหลายคนแต่ก็ได้เรียนหนังสือ
เหมอื นกัน ยงั ไดบ้ า้ นเปน็ มรดกอีกดว้ ย แตป่ ้าเปน็ ลูกคนเดียวที่กลับมาทา
อาชพี รับเยบ็ ผ้าท่ีเป็นอาชีพรนุ่ เตย่ี และแม่แล้ว ปัจจุบนั ก็มลี กู สองคน ก็คิด
จะให้มรดกกบั ลกู ท้ังสองคนเทา่ ๆ กันนนั่ แหละ…

(วนิดา แซอ่ ึง้ 64 ปี, สัมภาษณ์: 20 พฤษภาคม 2562)

คุณป้าวนิดา แซ่อึ้ง ยังเพิ่มเติมอีกว่า ตนได้แต่งกับชายไทย แต่ไม่ได้แต่ง
ออกไปอยู่ที่บ้านฝ่ายชาย แต่ให้ฝ่ายชายเป็นคนแต่งเข้ามา เพราะตนนั้นไม่อยากทิ้ ง
บ้านที่เป็นของพ่อและแม่ไว้ จึงให้สามีมาอาศัยที่บ้านตนแทน และยังมีครอบครัวของ
คุณป้ายพุ า การุญ ที่เปน็ คนไทยเชือ้ สายจีนท่มี เี ช้ือจนี มาจากทางฝ่งั พ่อที่ตนก็ได้เรียนสูง
เทา่ ๆ กับพน่ี อ้ งชายหญิงคนอ่ืน ๆ และมหี นา้ ทก่ี ารงานทดี่ ี และปจั จุบันได้เกษียณจาก
งานมาอาศยั อยู่กับพีส่ าวสองคนในบ้านท่เี ป็นมรดกจากพ่อแม่

จึงเห็นไดว้ ่า วฒั นธรรมคา่ นยิ มแบบจีนบางอยา่ ง อยา่ งเชน่ การจดั การและสืบ
ทอดมรดกที่มีเรื่องเพศมากผูกมัดแบบชาวจีนดั้งเดิม ก็ได้เลือนหายและผสมผสานไป
กับวัฒนธรรมที่มีอยู่ก่อนเดิมแล้ว ซึ่งพอกล่าวได้ว่า อาจด้วยความเหมาะสมตาม
สถานการณ์ที่ชาวจีนอพยพส่วนมากอพยพมาด้วยความยากลาบาก ต้องใช้ชีวิตอย่าง
ขยันขันแข็งเหน็ดเหน่อื ย จึงไมอ่ ยากให้รุน่ ลกู ต่อ ๆ ไปตอ้ งพบเจอความลาบากเหมือนท่ี
ตนเคยประสบก็เป็นได้ อีกทัง้ ยังมาอาศัยในชมุ ชนท่มี ีคนไทยอาศยั อยู่ก่อนเดิม การท่ีจะ
ปรับค่านิยมวัฒนธรรมให้เข้ากับค่านิยมและวัฒนธรรมของพื้นที่นั้น ๆ ดูจะช่วยให้
อาศัยอยใู่ นพ้นื ท่ีได้เหมาะสมมากกว่า

นอกจากนี้ยังมีการเข้ามาของถนนในช่วงของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ทาให้
ความเจริญของชุมขนท่าปากน้าประแสลดลงเนื่องจากหมดความสาคัญในฐานะเมือง

100

ทา่ อกี ต่อไป ผคู้ นไมจ่ าเปน็ ทจี่ ะต้องเดนิ ทางและสง่ สินค้าผ่านเรือ จงึ ทาให้ความเจริญที่
เคยมเี พราะมีผู้คนไหลเวียนเขา้ ออกอยู่ตลอดนั้นลดลง เปน็ ผลใหม้ กี ารหายไปของหลาย
อาชีพเช่น พ่อค้าขายสินค้าทางเรือ คนขับเรือเมล์ที่คอยรับส่งผู้คนและสินค้าต้อง
หายไปปัจจุบัน ประชากรที่อาศัยอยู่ในชุมชนปากน้าประแสจะเป็นประชากรสูงอายุ
ตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ในปัจจุบัน คนวัยทางานหรือวัยหนุ่มสาวได้ออกไปอาศัยอยู่ที่นอก
ชุมชนหรือพื้นที่อื่น ๆ กันเสียส่วนใหญ่ ส่วนมากไปเรียนหรือประกอบอาชีพอยู่ท่ี
กรงุ เทพมหานคร ซ่งึ เป็นเพราะการเข้ามาของระบบอุตสาหกรรม และระบบทนุ นิยม ท่ี
ในเมืองหลวงจะมีช่องทางการประกอบอาชีพที่หลากหลายมากกวา่ จงึ เปน็ ผลให้คนวัย
หนุ่มสาวย้ายถิ่นทอี่ าศยั ไปประกอบอาชพี ทีอ่ น่ื

จากการเก็บข้อมูลจากทายาทชาวจีนรุ่นท่ี 2 และทายาทชาวจีนรุ่นที่ 3 (รุ่น
หลานของชาวจีนอพยพ) ในระยะนี้สามารถกล่าวได้ว่า ความเป็นจีนในชุมชนปากน้า
ประแสได้เลอื นหายลดทอนไปบา้ งแล้ว อย่างเช่น ค่านิยมในการฝังหลุมศพแบบจีนเริ่ม
หายไป โดยเป็นเพราะปัจจุบัน คนวัยทางานหรือวัยหนุ่มสาวได้ออกไปอาศัยอยู่ที่นอก
เมือง การฝังหลุมศพแบบจีนที่จะมีประเพณีเช็งเม้ง หรือ การกลับมาไหว้หลุมบรรพ
บุรุษเริ่มหายไป จากการเก็บข้อมูล ปัจจุบันจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปประกอบพิธีทาง
ศาสนาแบบพุทธเถรวาทโดยการเผาแทน โดยมีเหตุผลคือ ไม่อยากให้ลูกหลานมา
ลาบากดูแลหลุมศพทุกปี รวมทั้งบางบ้านที่แม้จะมีเชื้อสายจีนแต่ก็ไม่ได้มีความเชื่อ
คา่ นิยมแบบชาวจีนอีก จากการสัมภาษณบ์ า้ นของคุณปา้ ยุพา การญุ ได้กล่าววา่

...แม้เตี่ยจะเป็นชาวจีน แต่ปัจจุบันก็ไม่ได้ประกอบประเพณีแบบจีนแล้ว
และไม่ได้มีความเชื่อนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์จีน นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไทย แบบ
พุทธเถรวาท ประกอบแต่ประเพณีไทย อย่างเข้าวัดไทย เวียนเทียน เมื่อ
ตนตายไปก็คดิ ทีจ่ ะทาพธิ ีโดยการเผา ไม่ใช่การฝังหลมุ ศพ...

(ยพุ า การุญ 80 ปี, สัมภาษณ:์ 20 พฤษภาคม 2562)
ซ่ึงอาจะเป็นเพราะคุณป้ายุพาเติบโตมาในการเลี้ยงดูของคุณแม่ที่เป็นคนไทย
(เตี่ยได้เสียไปก่อนตนเกิด) จึงอาจกล่าวได้ว่า คุณป้ายุพาเติบโดและถูกหล่อหลอมทาง
สังคมมาในวัฒนธรรมแบบไทยตามคุณแม่เสียมากกว่า จึงทาให้ความเป็นจีนของ
ครอบครัวคุณป้ายุพาได้ลดลงไปจนแทบเลือนหายไปในปัจจุบัน และความเชื่อการ

101

เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบจีน หรือการประกอบพิธีแบบจีน ปัจจุบันยังคงมีการประกอบ
พธิ ีอย่าง ตรุษจนี ไหว้พระจัน กนิ เจ ข้ึนในชุมชนอยู่ อีกทั้งศาลเจ้าพอ่ จีนต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่
ก็เป็นที่นิยมของทั้งชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีนในชุมชนอยู่ หากแต่เป็นการนับถอื
เทพเจ้าหลายองค์ ทง้ั สิง่ ศักด์สิ ิทธ์ไิ ทยและสงิ่ ศกั ดิ์สิทธจิ์ ีน

ภาพที่ 2.14 บ้านทมี่ คี วามเชอ่ื นบั ถือส่ิงศกั ด์ิสทิ ธทิ์ ัง้ จนี และไทย
(ภาพถา่ ยโดย วัทธิกร รกั ษก์ จิ กลุ เม่อื วันที่ 21 พฤษภาคม 2562)
2 ) การลดลงของอาชพี ประมงในชุมชนปากนา้ ประแส
วัฒนธรรมประมงเองก็เคยเป็นวัฒนธรรมหลักของชุมชนท่าปากน้าประแส
ด้วยความท่ีในสมยั ก่อนมที รพั ยากรทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ สามารถทาประมงน้าลึกได้
มีผลตอบแทนทีค่ ุ้มค่าเพราะสามารถจับปลาได้มากมาย ผู้คนในชุมชนมีเงินจากการทา
ประมงมากมาย แต่ในปัจจุบันธุรกิจประมงได้รับความเสียหายอย่างมาก เนื่องจาก
ปัญหาการลดลงของสัตว์น้าและปัญหาการขึ้นทะเบียนแรงงานที่ปัจจุบันมีความ
เข้มงวดมากข้ึน จงึ เป็นผลใหธ้ รุ กิจประมงต้องซบเซา จาตอ้ งขายเรือประมงทิ้งหรือจอด
เป็นซากเอาไว้ ถ้าประมงคนไหนมีทุนทางเศรษฐกิจที่เยอะ ก็จะออกเรือไปหาปลา ทา
ประมงที่แถบทะเลฝั่งเพื่อนบ้าน อย่าง มาเลเซีย อินโดนีเซียและยังมีการเข้ามาของ

102

เทคโนโลยตี ่าง ๆ ที่อานวยความสะดวกและเพ่มิ ปรมิ าณในการจับปลามากข้นึ อย่างเช่น
โซนาร์ ท่สี ามารถใชจ้ ับตาแหน่งของปลาได้ เปน็ ผลให้ อาชพี กานา้ หรอื คนทีค่ อยดาน้า
ลงไปเพ่อื ฟงั เสยี งและจบั ตาแหนง่ ปลาเพ่อื ทจี่ ะลงอวนไดห้ ายไป

การลดลงของอาชีพประมงนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทาให้ความเจริญในชุมชนท่า
ปากน้าประแสต้องลดลง เพราะอาชีพประมงเคยเป็นอาชีพหลักของคนในชุมชน
ปากน้าประแสทั้งชาวไทยและชาวจีน ซึ่งจากการสัมภาษณ์คุณลุงไทร (ไม่ทราบ
นามสกุล) ได้ข้อมูลว่า เหตุที่ทรัพยากรทางทะเลลดน้อยลงนั้น เป็นเพราะในสมัยก่อน
ชาวประมงจับปลาจับสัตว์จานวนมากเกินไป ด้วยเพราะใช้อวนที่มีตาถี่มากเกินไปใน
การจับปลา ทาให้จับลูกปลาที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่มาด้วย จงึ เปน็ ผลให้ระบบนิเวศน์
เสือ่ มโทรมลงไปนนั่ เอง

ในทางสังคมวิทยาแล้ว สังคมเป็นระบบหนึ่งที่มีส่วนต่าง ๆ (Part) มี
ความสัมพันธ์และสนับสนุนซึ่งกันและกัน ความสัมพันธ์ที่คงที่ของแต่ละส่วนจะเป็น
ปจั จยั ทาใหร้ ะบบสงั คม เกิดความสมดลุ ย์ (Equilibrium) สว่ นในด้านการเปล่ียนแปลง
ทางสังคม พาร์สัน (Talcott Parsons) เสนอว่า เกิดจากความสมดุลย์ถูก ทาลายลง
เพราะองคป์ ระกอบของสังคมคือ บคุ ลิกภาพ (Personality) อินทรีย์ (Organism) และ
วัฒนธรรม (Culture) เกิดความแตกร้าว โดยมีสาเหตุมาจากทั้งสาเหตุภายนอกระบบ
สังคม เช่น การเกิดสงคราม การแพร่กระจายของวัฒนธรรม เป็นต้น และสาเหตุจาก
ภายในระบบสังคม ที่เกิดจากความตึงเครียด (Strain) เพราะความสัมพันธ์ของ
โครงสร้างบางหน่วย(Unit) หรือหลาย ๆ หน่วย ทางานไม่ประสานกัน เช่น การ
เปลี่ยนแปลง ทางประชากรการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งมีการ
เปลี่ยนแปลงจะเป็นสาเหตุทาให้ส่วน อ่ืน ๆ มีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย การ
เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจเกิดขึ้นเฉพาะส่วนใดหนึ่งหนึ่งหรืออาจ เกิดขึ้นทั้งระบบก็ได้
พาร์สันเน้นความสาคัญของวัฒนธรรม ซึ่งรวมถึงความเชื่อ บรรทัดฐาน และค่านิยม
ของสงั คม คือ ตัวยดึ เหน่ียวให้สังคมมกี ารรวมตวั เขา้ ด้วยกนั และเป็นตวั ต้านทานต่อการ
เปลี่ยนแปลงในสังคม จากทั้งหมดที่กล่าวมา จึงกล่าวได้ว่าวัฒนธรรมในชุมชนปากน้า
ประแสมีการผสมกลืนกลายกันระหว่างวัฒนธรรมไทยและจีนในหลายด้าน ทั้งเรื่อง
ค่านิยมเร่ืองเพศ การจัดการมรดก การนบั ถอื ความเชื่อส่ิงศักดสิ์ ิทธ์ิ การประกอบอาชีพ

103

รวมไปถงึ อาหาร และอืน่ ๆ โดยมปี จั จยั ทมี่ าจากทงั้ ภายในและภายนอกเองที่ทาให้เกิด
การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและสังคมเรื่อยมา ทั้งนโยบายชาตนิ ยิ ม การเข้ามาของ
ระบบเทคโนโลยีและอตุ สาหกรรมท่ีเปล่ยี นแปลงไปทกุ ยุคสมัย

2.3.2 ดา้ นเศรษฐกจิ

การเริ่มต้นด้านเศรษฐกิจของชุมชนปากน้าประแสนั้น ไม่สามารถระบุเวลาได้
ตายตัว จากการศึกษาหาข้อมูลและสัมภาษณ์คนเก่าคนแก่ในชุมชนก็ได้ความว่า จุด
เปลี่ยนหลักเริ่มต้นในชุมชนปากน้าประแส เกิดจากการที่ชุมชนปากน้าประแส เป็น
เมืองท่าที่สาคัญเมืองหนึ่ง ก่อให้เกิดการคมนาคมที่เจริญรุ่งเรืองรวมไปถึงธุรกิจการ
ท่องเที่ยวที่มีกระแสตอบรับที่ดี และเมื่อเกิดความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจในชุมชน
แล้ว ก็เริ่มมีผู้ที่มองเห็นลู่ทางทางเศรษฐกิจในพื้นที่นี้ นอกจากจะมีคนไทยในชุมชนท่ี
เป็นกลุ่มประชากรเดิมแล้ว ก็ยังมีกลุ่มของคนจีนที่ข้ามน้าข้ามทะเลมาเพื่อตั้งถิ่นฐาน
และก่อร่างสร้างตัวอีกด้วย โดยกลุ่มคนจีนดังกล่าวนั้น ก็ประกอบไปด้วยคนจีน
หลากหลายกลุ่ม อาทิ กลมุ่ จีนแต้จ๋วิ จีนแคะ จีนฮกเก้ยี น จนี ไหหลา ฯลฯ

เมื่อเกิดการเข้ามาของคนจีนที่มากขึ้น ย่อมมีการนาวัฒนธรรมของกลุ่ม
เหล่านั้นตามมาเช่นกัน โดยคนจีนในสมัยนั้น นอกจากจะมีหัวการค้าแล้ว ก็ยังมีธุรกิจ
อื่น ๆ ดว้ ย เชน่ การเย็บปักถักร้อย การตัดเสื้อผ้า ไปจนถงึ การทาประมงและเครื่องเรือ
ซึ่งก็ก่อให้เกิดการผสมผสานของกลุ่มคนจีนและคนไทยทั้งทางเชื้อชาติและทาง
เศรษฐกิจได้อย่างลงตัว และเมื่อด้านธุรกิจระหว่างคนจีนและคนไทยเป็นไปได้ด้วยดี
แลว้ จึงย่ิงทาใหเ้ ศรษฐกจิ ในชุมชนปากน้าประแสเกดิ ความเจริญร่งุ เรืองขึ้นอย่างเท่าตัว
เรียกได้ว่าเศรษฐกิจของชุมชนในยุคนั้น ที่คาดการณ์ว่าอยู่ในช่วง พ.ศ. 2490 มีความ
เจริญรุ่งเรอื งและแพรห่ ลายได้มากพอ ๆ กับการทีม่ ีความผสมผสานทางวัฒนธรรมไทย
และจนี เลยก็ว่าได้

แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการคมนาคมใหญ่ในช่วง พ.ศ. 2520 การตัด
ถนนสายสุขุมวิตหรอื ทางหลวงแผ่นดนิ หมายเลข 3 (กรุงเทพมหานคร-ตราด) ถนนสาย
นี้แต่ก่อนใช้ชื่อว่า "ถนนกรุงเทพฯ-สมุทรปราการ" เพราะถนนนี้ไปสิ้นสุดที่ตัวเมือง
สมุทรปราการ เปิดใช้งานเมื่อ 8 กันยายน 2479 ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "ถนนสุขุมวิท"

104

ตามราชทินนามของพระพิศาลสุขุมวิท (ประสพ สุขุม) บุตรเจ้าพระยายมราช (ป้ัน
สขุ ุม) และท่านผหู้ ญิงตลบั (Prakard , 2554 : ออนไลน)์ สง่ ผลใหเ้ ส้นทางการคมนาคม
เข้ามา ณ เมืองท่านเี้ ปลยี่ นแปลงไปประจวบกบั ปัญหาการทาประมงที่มปี ัญหาทางด้าน
ทรัพยากร ทาให้เศรษฐกิจในชุมชนตั้งแต่ช่วงนั้นเกิดความซบเซาลงไปอย่างเห็นได้ชัด
ส่งผลให้ไม่ว่าจะคนไทยหรือคนจีนในชุมชนนี้ ต่างก็ต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงวิถี
ชีวิต รวมไปถึงอาชีพของพวกเขาด้วยเช่นกัน คนจนบางส่วนได้อพยพไปอยู่ในสถานที่
แหง่ ใหม่ อาทิ เยาวราช ดงั กรณีของคุณศวิ ลิ ยั ท่ีกลา่ ววา่ “ฉันมีพ่ชี าย 2 คนเป็นคนที่ 3
และคนที่ 4 ชื่อตี๋เล็กกับตี๋ใหญ่เขาย้ายไปอยู่ที่เยาวราชกันทั้งสองคนและก็ตายที่
เยาวราช” (ศวิ ิลัย วลานริ นั ดร์พันเทยี น 63 ปี, สัมภาษณ์ : 19 พฤษภาคม 2562)

จึงเห็นได้ว่า การเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกจิ ของปากน้าประแสที่กล่าวมา
ในข้างต้น ส่งผลถึงวิถีชีวิตของชาวจีนในปากน้าประแสที่จาเป็นจะต้องอพยพย้ายถ่ิน
ฐานเข้าไปอยอู่ ย่างสถานท่ี ที่มคี วามเจรญิ กวา่ โดยเลือกสถานท่ีท่ีมพี ่ีน้องความเป็นจีน
หลงเหลืออยู่อย่างเยาวราชเป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดที่อพยพย้ายถิ่นฐานบางส่วน
ในปัจจุบันพวกเขาทั้งกลุ่มคนไทย และคนจีนหรือกลุ่มคนที่มีเช้ือสายผสม ไทย-จีน ก็
ยังคงประกอบอาชีพที่พวกเขาถนัด ผ่านรูปแบบการทาอาชีพที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็น
ค้าขาย เยบ็ ปัก ตัดเส้อื ทาอาหาร โฮมสเตย์ หรือการทาประมง พวกเขายังคงทาอาชีพ
ดั้งเดมิ ท่ีพวกเขาสามารถทาได้ผา่ นการเปล่ยี นแปลงรูปแบบทางการค้า เชน่ เดิมเคยทา
ธุรกิจการประมง และในปัจจุบันก็ยังคงทาประมง เพียงแต่นาสัตว์นั้นที่ได้จากการทา
ประมงนั้นมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่นน้าปลา กะปิ หรือธุรกิจการเย็บปักถัก
ร้อย ที่ปัจจุบันยังคงมีร้านค้าที่ทาการเย็บและตัดกางเกงเล ที่เป็นธุรกิจดั้งเดิมของ
ครอบครัว แต่มีการเพิ่มเติมสีและรูปแบบกางเกงแบบอื่น ๆ เพื่อตอบสนองความ
ตอ้ งการของนักท่องเทยี่ ว

ดังนั้นทุก ๆ คนในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนใดเชื้อสายอะไรก็ตาม ต่างก็มี
ความพยายามในการปรับตวั และเปลี่ยนแปลงรปู แบบการทาธุรกิจของตน ให้เขา้ กับยุค
สมัยและการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ก็เพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจ และเพื่อ
ขบั เคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชนให้สามารถดาเนนิ ต่อไปในทิศทางท่ดี ไี ด้ในอนาคต

105

ภาพท่ี 2.15 การประกอบอาชพี ของคุณป้าไพเราะ ชยั ชล แตเ่ ดมิ เคยทาประมง และใน
ปัจจุบนั เปดิ รา้ นขายนา้ อยใู่ นชมุ ชนประแส

(ภาพถ่ายโดย คชาภรณ์ วงษว์ รรณรตั น์ เมอ่ื วันท่ี 18 พฤษภาคม 2562)

2.4 ความสัมพนั ธแ์ ละอตั ลักษณข์ องคนปากนา้ ประแส ณ ปัจจบุ ัน

กลมุ่ คนตา่ ง ๆ ในชมุ ชนปากนา้ ประแส มักมีความสมั พนั ธเ์ ก่ยี วโยงกันมาต้ังแต่
ครั้งบรรพบุรุษ โดยมีความเกี่ยวโยงในฐานะเครือญาติและการประกอบอาชีพ ซึ่งกลุ่ม
คนต่าง ๆ ที่กล่าวมาจะเห็นได้วา่ มีอตั ลกั ษณ์ทีโ่ ดดเด่นและความสามารถท่ีหลากหลาย
อยูใ่ นปากนา้ ประแสมาอย่างยาวนาน โดยความสามารถและอัตลกั ษณ์ดังกลา่ วนามาซ่ึง
การพัฒนาให้ชุมชนปากน้าประแสมีความเจริญรุ่งเรืองครั้งในอดีตเป็นเมืองท่าการค้า
และในปัจจุบันเปน็ เมืองแห่งการอนรุ ักษ์ จึงนาพามาซึ่งการสร้างอัตลักษณ์ร่วมกนั ของ
คนชุมชนปากนา้ ประแสทมี่ ีอัตลักษณท์ ี่มคี วามเฉพาะในแบบฉบบั ของตน

2.4.1 ความหลากหลายทางอัตลกั ษณ์และวฒั นธรรมของชมุ ชน
ปากน้าประแส

ผู้คนกลุ่มต่าง ๆ ในปากน้าประแสจะเห็นได้ว่าในอดีตกลุ่มจีนแต้จิ๋ว มักจะถูก
นิยามว่าเป็นกลุ่มคนที่เก่งในด้านการค้า โดยอัตลักษณ์ดังกล่าวได้มีมีการอ้างอิงจาก

106

แหล่งที่มา และภูมิประเทศดั้งเดิมของกลุ่มจีนแต้จิ๋วทางมณฑลกวางตุ้ง (ถาวร สิกข
โกศล, 2554: 33-34) รวมถึงความเชื่อในลัทธิขงจื้อ และท่านผ่านหลี เป็นเทพเจ้าแห่ง
ความร่ารวยเป็นผู้ที่ประสบความสาเร็จในชีวิต ทั้งทางด้านการเมืองการปกครองและ
การค้า (สมยศ ศุภกิจไพบูลย์, 2560: 260) จึงทาให้มีความเชือ่ ว่ากลุ่มจีนแต้จ๋ิวจาเปน็
ที่จะต้องประกอบอาชีพค้าขายเพียงอย่างเดียวในปัจจุบนั และมีข้อมูลที่พบว่ากลุ่มจีน
ไหหลาเป็นกลุ่มท่ีเป็นชาวประมงสว่ นใหญ่ เป็นกลุ่มที่มีความชานาญในการต่อเรือมาก
ที่สุด (พรรณี ฉัตรพลรักษ์ และคณะ, 2529: 85) ซึ่งจากการศึกษาและสารวจเป็น
ระยะเวลา 7 วัน ณ ปากนา้ ประแสพบว่า ผู้คนกลุ่มตา่ ง ๆ ทไ่ี ด้เข้ามาอยู่ในปากน้าประ
แสไม่ได้มีการประกอบอาชีพดั้งเดิมตามความเป็นอัตลักษณ์ของตนเสียหมด ซึ่งพบว่า
กลุ่มจีนแต้จิ๋วบางส่วนได้มีการประกอบอาชพี การทาประมง และการทาอาชีพราชการ
อาทิ ครอบครัวของคุณยุพา การุญ เป็นครอบครัวที่มีการประกอบอาชีพราชการมา
ต้งั แตใ่ นสมัยของบรรพบุรุษ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ การลื่นไหลทางอตั ลักษณ์ของผู้คนกลุ่มต่าง
ๆ ในปากน้าประแส ณ ปัจจุบัน ในการที่คนปากน้าประแสไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็ตาม
สามารถมคี วามสามารถในการประกอบอาชีพท่หี ลากหลายตามความถนดั และความมี
อิสระ ณ พ้ืนที่ปากน้าประแสที่ไม่จาเป็นที่จะต้องยึดโยงไว้กับอัตลักษณ์ดั้งเดิมของ
บรรพบุรุษของตน แต่สามารถเลื่อนไหลไปตามความต้องการของตนและพื้นที่ปากน้า
ประแสได้ตลอดเวลา

ในส่วนของเรื่องที่อยู่อาศัย “ปากน้าประแสบนจะเป็นกลุ่มคนแต้จิ๋ว มัก
ค้าขาย ปากน้าประแสร่างจะเป็นกลุ่มคนไหหลา ทาประมง” (ยุพา การุญ 80 ปี,
สัมภาษณ์: 20 พฤษภาคม 2562) เพื่อเป็นการตรวจสอบและสร้างความเป็นปัจจุบัน
ของข้อมลู ท่ีไดม้ า จากการเกบ็ ขอ้ มูลตลอดระยะเวลา 7 วันพบวา่ ไมว่ ่าจะเป็นคนกลุ่ม
ฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว ไหหลา แคะ ไทย พม่า เขมร ได้มีการตั้งบ้านเรือนผสมผสานกันได้
หลากหลายในพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปากน้าประแสบนหรือปากน้าประแสล่าง
แสดงให้เห็นถึงความผูกพันของคนปากนา้ ประแสท่ีไม่ได้มีการแบ่งแยกเป็นกลุ่มต่าง ๆ
มกี ารอยอู่ าศัยแบง่ แยกกันในการต้องมีพ้นื ทีเ่ ฉพาะเจาะจง และการไม่มคี วามสัมพันธ์
ข้ามกลุ่ม โดยมีกลุ่มจีนแต้จิ๋วบางส่วนได้มีการขยับขยายพื้นที่ในการตั้งรกรากบริเวณ
โดยรอบปากนา้ ประแส ไม่ว่าจะเปน็ ทางตอนบนและตอนล่างของปากนา้ ประแส และ

107

มกี ลุม่ จีนไหหลาบางส่วนท่ไี ด้ตัง้ รกรากอยบู่ นบริเวณปากนา้ ประแสบน อาทิ บ้านของ
คุณพจมาน ศรีวิเชียร ซึ่งเป็นกลุ่มจีนไหหลามีบรรพบุรุษในการประกอบอาชีพประมง
แต่ในปัจจุบันบ้านของคุณพจมาน ศรีวิเชียร ได้มีการตั้งอยู่บริเวณปากน้าประแสบน
ร่วมกับกลุ่มจีนแต้จิ๋ว และชาวไทยและคนกลุ่มต่าง ๆ ที่มีการประกอบอาชีพที่
หลากหลายได้อย่างลงตัว ไม่มีปัญหาในการเข้ามาอยู่อาศัยร่วมกันของผู้คนที่มีบรรพ
บุรุษแตกต่างกนั และชาวจีนกล่มุ ตา่ ง ๆ ของผ้คู นในบริเวณปากน้าประแสได้มีการขยับ
ขยายพืน้ ทไ่ี ปอยอู่ าศัยบริเวณอนื่ ๆ นอกเหนอื จากปากน้าประแสด้วยเช่นกนั

นอกจากเรื่องกลุ่มของคนที่หลากหลาย การตั้งที่อยู่อาศัยแล้วยังพบว่า
“แซ่ตั๋น” เป็นนามสกุลที่พบมากที่สุดบริเวณปากน้าประแส ผู้คนมีการใช้แซ่ตั๋นโดย
บางส่วนมีความสัมพันธ์ในการเป็นเครือญาติ นอกจากนี้บางส่วนได้มีการใช้แซ่ต๋ัน
เนื่องจากการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกัน และด้วยเงื่อนไขอื่น ๆ ที่กล่าวมาในเนื้อหา
ข้างต้น แซ่ตนั๋ เป็นแซท่ พ่ี บวา่ มที ้งั กล่มุ แต้จิ๋วและกลุ่มฮกเก้ียนได้มีการใช้แซ่ต๋ันร่วมกัน
และการที่มีข้อมูลว่าแซ่ตั๋นและแซ่ตั้งเป็นแซ่เดียวกัน เป็นการแสดงให้เห็นถึงการที่มี
ความสัมพันธ์กันผ่านนามสกุล โดยมีที่มาแตกต่างกัน เป็นการแสดงให้เห็นความ
ช่วยเหลือเกื้อหนุนและมีความรู้สึกผูกพันถึงความเป็นพี่เป็นน้องกันอยู่ตลอดเวลา
นอกเหนือจากการปรากฏผ่านนามสกุลยังพบได้จากการปรากฏผ่านงานประเพณีต่าง
ๆ ของศาลแซ่ตั๋น โดยผู้คนที่มีบรรพบุรุษในการใช้แซ่ตั๋นหรือไม่ใช่มักมีการรวมตัวกัน
และจัดประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะมีกฎเกณฑ์ต่าง ๆ
เป็นส่วนในการบังคับและสร้างความจาเป็น ในการต้องเปลี่ยนแปลงนามสกุลจีนแซ่
ต่าง ๆ มาใชน้ ามสกลุ ไทยท่ีสรา้ งความแตกต่างเกดิ ข้ึนให้กบั ผู้คนในปากน้าประแส แต่
ความผูกพันทีเ่ คยมีบรรพบรุ ุษและการชว่ ยเหลือซึง่ กันและกันผ่านความเป็นพี่เป็นน้อง
ของคนปากน้าประแส ไม่ได้เลื่อนหายไปจากการจาเป็นที่จะต้องเปล่ียนนามสกุล สิ่งท่ี
หลงเหลือในปัจจุบันยังคงปรากฏให้เห็นถึงความรู้สึกร่วมมือและเป็นกลุ่มเดียวกัน ไม่
ว่าจะมีที่มาจากกลุ่มหรือที่ไหนก็ตาม และนอกจากนี้เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปตาม
ยุคสมัยยังเป็นปัจจัยสาคัญ อาทิ วิธีการหาปลาที่สร้างความเป็นอัตลักษณ์ให้ชุมชน
ปากนา้ ประแสใหม้ กี ารเปลย่ี นแปลงเปน็ อยา่ งในปจั จุบัน

108

ผู้คนในปากน้าประแส ณ ปัจจุบันไม่สามารถระบุได้ว่าตนเป็นคนกลุ่มไหนได้
อย่างชัดเจน ที่ระบุในข้างต้นเป็นการระบุผ่านที่มาของบรรพบุรุษของตน เพราะใน
ปัจจุบันผู้คนที่อาศัยอยู่ในปากน้าประแสมีความผสมผสานทางสายเลือดและการ
แต่งงาน ในการกลายเป็นคนไทยท่ีมีเชื้อสายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อสายจีน ไทย พม่า
เขมรและอื่น ๆ ได้ทาให้ผู้คนในปากน้าประแสในปัจจุบันกลายเป็นคนปากน้าประแสท่ี
มีความเป็นหนึ่งเดียว โดยความเป็นหนึ่งเดียวดังกล่าวสร้างผ่านความหลากหลายท่ี
ตนเองมี โดยมักแสดงใหเ้ ห็นผ่านวัฒนธรรมต่าง ๆ ไมว่ ่าจะเป็นอาหารที่มีความเฉพาะ
ของความเป็นปากน้าประแส แสดงให้เห็นถึงความผสมผสานทางสายเลือดและความ
ผูกพันของคนในพื้นที่ ที่สร้างความเป็นอัตลักษณ์ของอาหารขึ้นมา อาทิ อาหารที่
แสดงให้เห็นถึงความผสมผสานในความเป็นไทย จีนและอาชีพของตนที่ถูกใส่ไว้ใน
อาหาร ลักษณะบ้านเรือนที่มีการสร้างบ้านภายนอกให้เป็นลักษณะบ้านไทยโบราณ
แตภ่ ายในไดม้ กี ารประดบั ตกแต่งด้วยเครื่องของใช้ในความเป็นจีน แสดงให้เห็นถึงการ
ผสมผสานทางวัฒนธรรมกนั ไดอ้ ย่างลงตัว

ประเพณีศาลแซ่ตั๋นเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ ที่มีการรวบรวมผู้คนปากน้าประแสไว้
เป็นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นคนจีนแซ่ตั๋น คนจีนแซ่อื่น ๆ หรือคนไทย มักมีการช่วยเงิน
บริจาคในการบารุงศาลแซ่ตั๋นอยู่เป็นประจาทุกปี และในการมีงานประเพณีในบริเวณ
ปากน้าประแส ผู้คนกลมุ่ ต่าง ๆ มกั จะออกมาชว่ ยเหลอื ไมม่ ีการแบง่ แยกประเพณีของ
คนกลุม่ ตา่ ง ๆ อยา่ งชดั เจน ทาให้เห็นไดว้ ่าผูค้ นในบรเิ วณปากน้าประแสในปัจจุบนั ไม่
สามารถแบง่ แยกกลุ่มต่าง ๆ ไดอ้ ย่างชัดเจน จากข้อมูลทีแ่ บ่งแยกที่กลา่ วมาข้างต้นเป็น
เพยี งข้อมลู ท่ีมาของบรรพบุรษุ ของตน แตใ่ นปจั จุบนั คนปากนา้ ประแสหลายคนมีการ
นิยามตนเองถึงตนเป็นคนไทยที่เป็นคนปากน้าประแส โดยไม่ได้คานึงถึงการแบ่งแยก
ท่ีมาท่แี ตกตา่ งเพราะในปจั จุบัน “คนปากนา้ ประแสคือคนกลุ่มเดียวกัน”

2.4.2 ความหลากหลายของกลุ่มคน ณ ชุมชนปากน้าประแส :
มมุ มองทางมานษุ ยวิทยาสังคมและวฒั นธรรม

เม่ือนาข้อมลู ความเป็นเครือญาตแิ ละท่มี าของชาวจีนในปากนา้ ประแส นามา
อธิบายผ่านแนวคิด ในปัจจุบันชาวจีนได้มีการผสมผสานทางวัฒนธรรม ในความเป็น

109

ไทยเข้าไปในวัฒนธรรมความเป็นจีนดั้งเดิมเป็นอย่างมาก อาทิ วัฒนธรรมในการ
ประกอบอาชีพ ชาวจีนจากแหล่งต่าง ๆ มักมีอาชีพพื้นฐานดั้งเดิมของตน แต่เม่ือ
อพยพเข้ามาอยู่ยังปากน้าประแสได้มีการผสมผสานนาอาชีพของคนไทยมาประกอบ
ร่วมกับอาชีพดั้งเดิมของตนเอง และยังพบการผสมผสานแหล่งที่อยู่ ซึ่งเกิดจากการ
ผสมผสานตามแนวคิดการผสมผสานทางวัฒนธรรม ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงแบบ
แผนทางวัฒนธรรมของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเมื่อมีการพบปะ (ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ,
2525 : 207 อา้ งใน ดารงพล อินทร์จนั ทร์ , 2561 : 64) นอกจากน้ียงั มกี ารผสมผสาน
อื่น ๆ อีกมากมายตามที่กล่าวมาในข้างต้น โดยยังคงปรากฏความเป็นจีนและไทย
ภายในวัฒนธรรมตา่ ง ๆ ในปากน้าประแส เป็นการผสมผสานทยี่ งั คงรากฐานรากเหง้า
เดิม โดยไม่สามารถที่จะจัดกลุ่มเฉพาะแต่ละประเภทให้เป็นวัฒนธรรมของจีนแท้ไทย
แทไ้ ด้อย่างแน่นอน โดยบางบา้ นมีการประกอบพิธีความเชื่อแบบจีนแต่ไม่สามารถที่จะ
อ่านภาษาจีนได้ และบางบ้านมีการประกอบพิธีทางศาสนาทั้งแบบไทยและจีน แสดง
ถึงการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม ผ่านการติดต่อระหว่างกลุ่มคนชน กลุ่มชนกลุ่ม
ใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม ที่ผู้คนในปากน้าประแสต่าง
ปรบั เปล่ียนทัศนคตใิ นเร่อื งต่าง ๆ จนกลายเป็นตวั ตนท่ีมกี ารผสมกลมกลนื ในความเป็น
เอกลักษณ์ของปากน้าประแส และเพื่อการยอมรับซึ่งกันและกันในการสร้างความเปน็
พลเมืองไทยผา่ นการผสมกลมกลืนตา่ ง ๆ ท่ีกลา่ วมาในข้างต้น

ความสัมพันธ์ทางเครือญาติแสดงให้เห็นถึงคนกลุ่มต่าง ๆ ในบริเวณปากน้า
ประแสมีการแต่งงานและเกี่ยวดองกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่เป็นคนจีน
ไหหลาที่มกี ารแบง่ เปน็ นามสกลุ ต่าง ๆ ออกมาและไดม้ คี วามสัมพนั ธเ์ ก่ียวดองกนั และ
คนไทยที่ได้เข้ามาอยู่ในปากนา้ ประแสและไดม้ ีความผูกพนั และมกี ารแต่งงานกับคนจีน
และคนกลมุ่ ตา่ ง ๆ ทาให้ความสัมพนั ธ์ทมี่ ีการแต่งงานและความสัมพันธ์ทางสายเลือด
ที่เกิดขึ้นในปากน้าประแส ที่ได้สรา้ งความผกู พันให้เกดิ ขึ้น โดยผู้คนได้มกี ารคานึงถึง
การที่บรรพบุรุษของตนได้เข้ามาอยู่อาศัยพร้อม ๆ กัน เคยช่วยเหลือเกื้อหนุนกัน นับ
ถือกันเป็นพี่เป็นน้อง โดยในความเป็นจริงแล้วอาจไม่ได้มีสายเลือดร่วมกัน แต่
ความรู้สึกเป็นพี่เป็นน้องได้เกดิ ขึน้ อยา่ งเหนียวแน่นบริเวณปากน้าประแส โดยมีความ
ยึดโยงจากการแต่งงานหรือการช่วยเหลือกันมาตั้งแต่ในอดีต เป็นเพื่อนบ้านใกล้เรอื น

110

เคยี งทมี่ อี าชีพตา่ ง ๆ ท่เี ก้อื หนนุ กนั อาทิ อาชพี ของกลุ่มคนจีนแตจ้ ว๋ิ ท่ีพบโดยส่วนมาก
ในการขายอุปกรณ์ประมง ได้คอยช่วยเหลือคนจีนกลุ่มไหหลาที่ในอดีตมักมีการ
ประกอบอาชีพประมง ทาให้ความสัมพันธ์ทางอาชพี ที่ได้พัฒนาเปน็ ความสัมพันธ์ใน
การรู้สึกเป็นครอบครัวเดียวกัน จากคาสัมภาษณ์ถึงในปัจจุบันผู้คนกลุ่มต่าง ๆ ใน
ปากน้าประแส จะไมไ่ ดม้ ีการประกอบอาชีพดงั้ เดมิ ของตนเองแลว้ แต่ความรู้สึกของคน
ในบริเวณปากน้าประแสในการสัมภาษณ์ 7 วันที่ผ่านมา พบว่าผู้คนมักจะชี้ไปในบ้าน
ตา่ ง ๆ ทีอ่ ยู่บริเวณรอบบ้านของตนและพดู ว่า “บ้านนี้กเ็ ปน็ พ่ขี องฉัน บา้ นนี้เป็นญาติ
ฝ่ายพอ่ หรือฝา่ ยแมข่ องฉัน” แสดงให้เหน็ ถงึ ความผกู พันของคนในปากน้าประแส ท่ีไม่
จาเป็นที่จะต้องมีสายเลือดร่วมกัน แต่ความรู้สึกที่เป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงและมี
ความชว่ ยเหลอื กนั อยูต่ ลอดเวลา เป็นสิ่งท่ีเตมิ เต็มและสร้างสานึกและสรา้ งความคงอยู่
ใหป้ ากนา้ ประแส

ณ ปัจจุบันผู้คนในปากน้าประแสได้มีการสร้างความเป็นอัตลักษณ์ในความ
เป็นปากน้าประแส ที่มีความเฉพาะของตนขึ้นมา สร้างความร่วมมือในการนาความ
ถนัดที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นความถนัดในด้านค้าขาย การประมงการบริหารราชการ
หรือการสร้างงานฝีมือต่าง ๆ ทาใหใ้ นปากน้าประแส ณ ปจั จบุ ันประกอบด้วยผู้คนท่ีมี
ความหลากหลายทางความสามารถ ทีค่ วามสามารถดงั กลา่ วไดน้ ามาซ่ึงการสร้างความ
สมบูรณ์แบบให้กับปากน้าประแส ให้ปากน้าประแสเป็นพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์ ที่ถูก
ผนวกผา่ นความสัมพันธ์ทางเครอื ญาติท่เี ปน็ สง่ิ ทีเ่ กบ็ รกั ษาอตั ลกั ษณ์ดงั กล่าวไว้ และส่ิง
นี้ได้สร้างให้ปากน้าประแสมีความสาคัญมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ในการเป็น
เมืองท่าการประมงในอดีต และในปัจจุบันคือเป็นเมืองสาคัญแห่งการท่องเที่ยวและ
การอนุรักษ์ ความสมบูรณ์แบบของอาชีพต่าง ๆ ผ่านผู้คนที่ประกอบสร้างให้ปากน้า
ประแสได้เป็นอยู่ในปัจจุบัน จะไม่สามารถยั่งยืนได้ถ้าหากผู้คนกลุ่มต่าง ๆ ณ ปากน้า
ประแสไม่ได้มีความรู้สึกถึงความเป็นพี่เป็นน้อง และการมีประวัติศาสตร์ความ
เจริญรุ่งเรืองบรรพบุรุษร่วมกัน เพราะการตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยที่มีความผสมผสานใน
ปัจจบุ นั การมวี ฒั นธรรมความเชอ่ื รว่ มกนั มาต้ังแต่ในอดตี จนถงึ ปจั จุบัน เปน็ ส่งิ ทช่ี ว่ ย
สร้างความเป็นหนง่ึ เดยี วใหก้ ับผูค้ นในปากนา้ ประแส สรา้ งความสมบูรณแ์ บบให้ชุมชน

111

ปากนา้ ประแสจนถึงปัจจุบัน โดยถกู จารกึ ผา่ นความสัมพันธท์ างเครือญาติของกลุ่มคน
ณ ชุมชนปากนา้ ประแส

112

ภาพท่ี 2.16 แผนทค่ี วามสมั พันธ์ของกลุ่มคนตา่ ง ๆ ชมุ ชนปากนา้ ประแส
(ภาพโดย คชาภรณ์ วงษว์ รรณรัตน์ เมอ่ื วันท่ี 20 มิถนุ ายน 2562
รายการอา้ งอิง

หนงั สอื
ถาวร สิกขโกศล. (2554). แตจ้ ว๋ิ : จีนกลมุ่ น้อยทย่ี ิ่งใหญ่. กรงุ เทพฯ : มตชิ น.

113

ธวชั ชยั สันติสขุ , เต็ม สมิตินนั ทน์. (2528). การอนรุ ักษ์ธรรมชาติในประเทศไทยในแง่
การพัฒนาสงั คมและเศรษฐกจิ . (วาร์เรน วาย บล็อคเคลแมน,
บรรณาธิการ). กรงุ เทพฯ: สยามสมาคม, แผนกธรรมชาติวิทยา.

ประแส…ท่ีเคยอยู.่ (2561) (พิมพ์ในงานอนุสรณง์ านพระราชทานเพลงิ ศพเปน็ กรณี
พิเศษ นางกมิ หลวน บูรณ กจิ เศรษฐรกั ษ์ ณ ฌาปนกิจกองทัพอากาศ วัดพระ
วรวหิ าร แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรงุ เทพมหานคร พฤษภาคม.

พรรณี ฉัตรพลรักษ์ และคณะ. (2529). สังคมจีนในประเทศไทย : ประวัติศาสตร์เชงิ
วิเคราะห.์ กรงุ เทพฯ: มูลนิธิโครงการตาราสังคมศาสตรแ์ ละมนษุ ยศาสตร์.

เลยี ง เสถยี รสตุ . (2529). ประวัติวัฒนธรรมจนี . พิมพ์ครง้ั ท่ี 3. กรงุ เทพฯ: สานักพมิ พ์
ก.ไก่.

วรศิ รา ภานุวัฒน์. (2556). ตานานเศรษฐีไทย. กรงุ เทพฯ : แสงดาว.
สมยศ ศภุ กิจไพบูลย.์ (2560). จีน-ไทยผูกพนั ฉันพน่ี ้อง. กรุงเทพฯ : ย้อนรอย.

วารสาร
ศริ เิ พญ็ อ้งึ สิทธพิ ูนพร. (2556). “ความหมายและอัตลักษณของจีนฮากกา.”วารสาร

มหาวิทยาลัยศลิ ปากร ฉบับภาษาไทย ปที ี่ 33, ฉบบั ท่ี 1: 215-240

วิทยานพิ นธ์
ธนติ โตอดเิ ทพย์. (2556). “วิวฒั นาการเศรษฐกิจชมุ ชนชาวประมงปากน้าประแส.”

วทิ ยานิพนธ์ปรชั ญาดุษฎบี ัณฑติ สาขาวิชาไทยศกึ ษา คณะมนุษยศาสตรแ์ ละ
สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบรู พา.
วนดิ า เจริญศขุ . (2532). “นามสกุลของคนไทยเช้ือสายจีน : การวเิ คราะห์ทาง
อรรถศาสตร์ชาติพันธ.ุ์ ” วทิ ยานพิ นธป์ ริญญาอักษรศาสตรมหาบณั ฑิต
ภาควชิ าภาษาศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลยั จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
ศนู ย์วิจยั ทรัพยากรทางทะเลและชายฝัง่ อา่ วไทยฝง่ั ตะวนั ออก. (2554). “แนวทางการ
จดั การข้อมูลทรัพยากรทางทะเลและชายฝง่ั โดยชุมชนบนพื้นฐานของภมู ิ
ปญั ญาท้องถ่ินบริเวณปากแม่น้าประแส จังหวัดระยอง”. ม.ป.ท.

114

องั คณา แกว้ คาหา. (2550). “แนวทางการพฒั นาการท่องเทีย่ วเชงิ นิเวศลุม่ นา้ ประแส
จงั หวัดระยอง”. วิทยานพิ นธ์ปรญิ ญาการวางแผนภาคและเมืองมหาบัณฑิต
สาขาวชิ าการวางแผนภาค ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะ
สถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.

เอกสารประกอบการสอน
ดารงพล อนิ ทรจ์ ันทร.์ (2561). เอกสารประกอบการเรยี นการสอนรายวชิ า 320307-

54 Ethnic Groups (กลุ่มชาตพิ นั ธ)ุ์ และ 320328-59 Theories of
Ethnicity (ทฤษฎีของชาติพนั ธ์ุ). ภาควชิ ามานุษยวทิ ยา คณะ
โบราณคดี มหาวิทยาลัยศลิ ปากร.

บทความออนไลน์
Prakard. (2554). ประวัติถนนสุขมุ วิทและประวตั ิซอยทองหล่อ. (ออนไลน์). เขา้ ถงึ

เม่ือ 6 มิถนุ ายน 2562. เข้าถงึ ได้จาก
https://www.prakard.com/viewtopic.php?t=309648
Thaitrinune. (2560). ความเปน็ มาของพธิ ี “กงเต็ก”. (ออนไลน)์ . เขา้ ถึงเมื่อ 16
มิถุนายน 2562. เข้าถงึ ได้ จาก
http://thaitribune.org/contents/detail/309?content_id=26784&ran
d=1490257583
ม.ป.น.. (2562). ชาวฮกเกย้ี น. (ออนไลน์). เข้าถึงเม่ือ 23 มิถุนายน 2562. เขา้ ถึงจาก
https://th.wikipedia.org/wiki/
เหม่ยล.ี่ (2562). มณฑลไหหลา. (ออนไลน์). เข้าถึงเมื่อ 10 กรกรฏาคม 2562. เข้าถึง
จาก https://palilyhuahin.wordpress.com/มณฑลไหหลา/
ศลิ ปวฒั นธรรม. (2557). คยุ เฟอื่ งเร่อื งมรดก สืบสถานภาพนารสี ยาม จากธรรม
เนียมการสบื ทอดมรดก.. (ออนไลน)์ . เข้าถงึ เมื่อ 16 มิถุนายน 2562. เขา้ ถึง
ไดจ้ าก https://www.silpa-mag.com/history/article_9150

115

เทศกาลตรุษจนี และชาวจีนในสมัย จอมพล ป.พิบลู สงคราม. (ออนไลน์). เขา้ ถึงเม่ือ
5 มิถุนายน 2562. เขา้ ถงึ ได้จาก
http://catholichaab.com/main/index.php/research-and-
study/2015-10-05-02-39-46/1259-2016-07-27-02-29-24

การสัมภาษณ์
กันทมิ า กจิ สวัสดร์ิ ักษา. (2562). ชาวบา้ น. สมั ภาษณ์, 21 พฤษภาคม
จกั รพรรดิ แซต่ ัน๋ . (2562). ชาวบา้ น. สมั ภาษณ์, 18 พฤษภาคม
เจนจิรา แต่งประกอบ. (2562). ชาวบา้ น. สัมภาษณ์, 18 พฤษภาคม.
ชม วเิ ศษศลิ ปานน. (2562). ชาวบ้าน . สัมภาษณ์, 18 พฤษภาคม
ชชั วาล เจริญพร. (2562). ชาวบ้าน. สมั ภาษณ์, 21 พฤษภาคม
ไชยรัตน์ เออื้ ตระกูล. (2562). ชาวบา้ น. สัมภาษณ์, 20 พฤษภาคม
ไซ ลักษณะดี. (2562). ชาวบา้ น. สัมภาษณ์, 19 พฤษภาคม
ดารุณี รอบรู.้ (2562). ชาวบ้าน. สมั ภาษณ์, 21 พฤษภาคม
ธนาพร เจริญพร. (2562). ชาวบ้าน. สัมภาษณ์, 18 พฤษภาคม
นภดล พรมดา. (2562). ชาวบ้าน. สมั ภาษณ์, 20 พฤษภาคม
แน่งน้อย แซต่ ั๋น. (2562). ชาวบา้ น. สมั ภาษณ์, 18 พฤษภาคม
บุญล้อม บตุ รพรม. (2562). ชาวบ้าน. สัมภาษณ์, 21 พฤษภาคม
พจมาน ศรวี เิ ชียร. (2562). ชาวบา้ น. สัมภาษณ์, 18 พฤษภาคม
ภาณุ ธนะสาร. (2562). กานันตาบลปากนา้ ประแส. สัมภาษณ์, 19 พฤษภาคม
ภาวินี ยอดบรบิ ูรณ์. (2562). ชาวบ้าน. สัมภาษณ์, 18 พฤษภาคม
มะลิวรรณ ศรีคา. (2562). ชาวบา้ น. สัมภาษณ์, 18 พฤษภาคม
มะลวิ ลั ย์ ศิริพร. (2562). ชาวบา้ น. สมั ภาษณ์, 18 พฤษภาคม
ยม ชา่ งทอง. (2562). ชาวบ้าน. สมั ภาษณ์, 20 พฤษภาคม
ยุพา การดี. (2562). ชาวบ้าน. สัมภาษณ์, 20 พฤษภาคม
ยุพา การญุ . (2562). ชาวบ้าน. สัมภาษณ์, 20 พฤษภาคม
ระทิวา คงสุวรรณ. (2562). ชาวบ้าน. สัมภาษณ์, 21 พฤษภาคม

116

วนดิ า แซ่อึง้ . (2562). ชาวบา้ น. สัมภาษณ์, 20 พฤษภาคม
วาสนา วงศ์ไตรรัตน.์ (2562). ชาวบา้ น. สัมภาษณ์, 20 พฤษภาคม
วิลัย งามสง่า (แซ่ลม้ิ ). (2562). ชาวบา้ น. สมั ภาษณ์, 20 พฤษภาคม
ศวิ ิลัย วลานิรนั ดร์พนั เทยี น. (2562). ชาวบ้าน. สัมภาษณ์, 19 พฤษภาคม
ศรวี รรณ มุกดาสนิท. (2562). ชาวบ้าน. สมั ภาษณ์, 20 พฤษภาคม
สมศรี แซต่ ๋นั . (2562). ชาวบา้ น. สมั ภาษณ์, 21 พฤษภาคม
อุ วเิ ศษศิลปานน. (2562). ชาวบา้ น. สัมภาษณ์, 18 พฤษภาคม

บทท่ี 3

117

การปรบั ตัวของประมงพื้นบา้ นในชมุ ชนปากนา้ ประแส

บทคดั ย่อ เกศนิ ี จันทร์เพ็ญ
ณาฏผไท คงคาเขตร์
ปัณฑิตา สวุ รรณรกั ษา
เปรมยุดา ธงสินวาที
วชิราพรรณ เดชสวุ รรณ
สกุ ญั ญา เกตแุ ก้ว

118

บทความเรื่อง “การปรับตัวของประมงพื้นบ้านในชุมชนปากน้าประแส”
เปน็ การศึกษาถึงการทาประมงในพ้นื ท่ีปากน้าประแสซง่ึ เป็นอาชีพหลกั ของคนในชุมชน
ปากน้าประแส ตาบลปากน้าประแส อาเภอ แกลง จังหวัดระยอง โดยให้ความสาคัญ
กับเรื่องการทาประมงพื้นบ้านและการปรับตัวของชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ชุมชน
ปากนา้ ประแสซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน มีวตั ถปุ ระสงคเ์ พื่อศึกษาถึงประวัติความ
เปน็ มาของการทาประมงในพ้นื ที่ชุมชนปากน้าประแส และความสมั พนั ธข์ องอาชีพการ
ทาประมงกับมิติทั้งหลายของผู้คนในพื้นที่ชุมชนปากน้าประแส ได้แก่ เศรษฐกิจ
การเมือง ภูมิปัญญา ระบบนิเวศ ความเชื่อ และพลวัติทางสังคมของชุมชนปากน้า
ประแส ซ่งึ สะท้อนให้เห็นการเปลย่ี นแปลงด้านวิถชี วี ิตของผูค้ นในชุมชนปากน้าประแส
นอกจากนบ้ี ทความชน้ิ นีย้ ังรวบรวมรปู แบบและภูมิปัญญาในการทาประมงพ้ืนบ้านจาก
คนในชุมชนมาบนั ทึกไวเ้ พือ่ เป็นองคค์ วามรสู้ าคัญ ให้แก่คนรุ่นหลังไมใ่ ห้หายไปตามการ
เปลย่ี นแปลงวถิ ชี วี ติ ของคนในชมุ ชน

งานเขียนชิ้นนี้จะนาเสนอเกี่ยวกับชุมชนปากน้าประแส ซึ่งเป็นชุมชนหนึ่งใน
เทศบาลตาบลปากน้าประแส อาเภอแกลง จังหวัดระยองที่คณะผู้จัดทาได้มีโอกาสเข้า
ไปศึกษาและเก็บข้อมูลเพื่อทางานวิจัยชิ้นนี้ เป็นเวลาทั้งหมด 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 17
พฤษภาคม – 23 พฤษภาคม ปีพ.ศ. 2562 โดยเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพมีการ
ดาเนินการศึกษาผ่านการค้นคว้าข้อมูลทางเอกสารและวิจัยเชิงสารวจโดยการเก็บ
ข้อมูลภาคสนามเป็นการสัมภาษณค์ นในชมุ ชนจานวน 22 คน

ผลการศึกษาพบวา่ การทาประมงพ้ืนบ้านเป็นอาชพี สาคัญของชาวบ้านปากน้า
ประแสโดย 90 เปอร์เซน็ ตจ์ ากชาวบ้านในชมุ ชนล้วนทาประมงหรือมีความเก่ียวข้องกับ
การทาประมงมาตั้งแต่ก่อตั้งชุมชน เนื่องด้วยพื้นที่ชุมชนปากนา้ ประแสมีระบบนิเวศที่
หลากหลายทั้งลาคลอง ป่าชายเลน และทะเล ระบบนิเวศดังกล่าวยังทาให้เกิดความ
อุดมสมบูรณ์ในพ้ืนที่ มีสัตว์น้าและพืชพรรณหลากหลายชนิด ภูมิปัญญาในด้านการทา
ประมงเปน็ สง่ิ ที่ถูกส่งทอดต่อกันมาในครอบครวั จากร่นุ สรู่ ุ่น หรอื มาจากการเรียนรู้ท่ีได้
จากการรบั จ้างทาประมงเป็นลูกเรือ ทาใหค้ นในชุมชนเลือกที่จะประกอบอาชีพการทา
ประมงเป็นอาชีพหลัก เนื่องจากเป็นอาชีพที่ทาได้ง่ายในพื้นที่โดยทาได้ทุกเพศทุกวัย
ผู้หญิงสามารถยกยอได้หลังบ้านของตนเองหรือเด็กเล็กสามารถไปงมหาหอยในทะเล

119

กับครอบครัวได้ นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดอาชีพที่สอดคล้องกับการทาประมงขึ้น ได้แก่
การแปรรูปสัตว์น้าที่ได้จากการทาประมง อาชีพดังกล่าวช่วยหล่อเลี้ยงคนในชุมชนให้
อยู่ดีกินดีเป็นชุมชนที่มีความเจริญรุ่งเรืองด้านการทาประมงมาโดยตลอด จนกระทั่ง
เมื่อบริบททางสังคมของชุมชนปากน้าประแสเปลี่ยนไป ชุมชนไม่ได้เป็นเส้นทางหลักท่ี
ผู้คนใช้สัญจรไปมา หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ และการเมือง
ในปัจจบุ นั ทาใหอ้ าชีพการทาประมงพื้นบา้ นและภมู ปิ ัญญาทเ่ี ก่ียวข้องได้รับผลกระทบ
ส่งผลต่อวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชน ทว่าชาวชุมชนปากนา้ ประแสยังสามารถเรียนรู้และ
ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันได้ โดยเปิดรับรปู แบบชุมชนเพื่อการท่องเท่ยี ว
เชิงวัฒนธรรม ภายใต้การช่วยเหลือกันของชาวบ้านในชุมชนและภาครัฐที่คอย
สนับสนุนทาให้ชาวชุมชนปากน้าประแสสามารถดารงวิถีชีวิตการทาประมงและรัก ษา
ภูมปิ ัญญาตา่ ง ๆ เอาไวไ้ ดต้ ราบจนปัจจบุ ัน

คาสาคัญ: ประมงพน้ื บา้ น, ประมงพาณิชย์, ภมู ปิ ญั ญา, ระบบนิเวศ

3.1 บทนา

งานชิ้นนี้เกิดขึ้นจากการที่คณะผู้ศึกษาได้ลงศึกษาพื้นที่ชุมชนปากน้าประแส
และได้เห็นการปรับตัวของคนในชุมชนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งเรื่องของวิถีชีวิต
เศรษฐกิจ การเมือง ระบบนิเวศ ภูมิปัญญา และความเชื่อ การทาประมงที่เคยเป็น
อาชีพหลักของคนในชุมชนปากน้าประแสตั้งแต่อดีต กลับลดน้อยลงในปัจจุบันดังน้ัน
คณะผู้ศึกษาจึงได้เกิดความสนใจเกี่ยวกับอาชีพประมง จึงได้ทาการค้นคว้าหาข้อมูล
เกี่ยวกับการทาประมงทั้งในรูปแบบประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน ทั้งจาก
การศึกษาข้อมูลทางเอกสารและข้อมูลจากคาบอกเล่าของคนในชุมชนเกี่ยวกับประวัติ
ความเป็นมา วิถีชีวิต เศรษฐกิจ การเมือง ระบบนิเวศที่เปลี่ยนแปลง ภูมิปัญญา และ
ความเช่อื ทชี่ าวบา้ นปฏบิ ตั อิ นั สง่ ผลตอ่ การปรับตวั ของชาวประมงและชาวบา้ นในชุมชน
ปากนา้ ประแสตั้งแตอ่ ดีตจนถึงปัจจุบนั และนาผลการศกึ ษาทไ่ี ด้มาใชเ้ ปน็ ข้อมูลพ้ืนฐาน
ในการพัฒนาชุมชนปากน้าประแส รวมถึงช่วยส่งเสริมรูปแบบการปรับตัวของ

120

ชาวประมงพืน้ บา้ นในพื้นที่ชุมชนปากน้าประแสให้เป็นต้นแบบของชาวประมงพืน้ บ้าน
ในพื้นท่อี ื่น ๆ ไดอ้ ีกด้วย

ชุมชนปากน้าประแสเป็นชุมชนริมแม่น้าที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาโดยมีฐานะ
เป็นเมือง เรียกวา่ “เมอื งประแส” ข้อมูลจากรายงานการตรวจราชการของสาธารณสุข
มณฑลจังหวัดจันทบุรี ลงวันที่ 3 กรกฎาคม ปี พ.ศ. 2473 จากหอจดหมายเหตุ
แห่งชาติจันทบุรี (อังคณา แก้วคาหา, 2550 : 46) พบว่าในช่วงเวลาดังกล่าวตลาด
ปากน้าประแสถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในขณะนั้น ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มีท้ัง
ชาวไทย และชาวจีนโดยเกือบครึ่งมีเช้ือสายจนี พื้นที่ชุมชนประแสมีทัง้ ส่วนที่ติดริมนา้
และด้านในที่ไม่ติดริมน้า ประชากรเกือบครึ่งที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้าประกอบอาชีพ
ประมง ขณะท่ปี ระชากรท่ตี ั้งรกรากอยใู่ นพ้ืนที่ดา้ นในไมต่ ิดริมน้าต้ังแต่หน้าวัดตะเคียน
งามไปจรดทุ่งคลองปูนประกอบอาชีพทานา ทาสวน เช่น สวนมะม่วงเป็นหลัก แต่เดิม
ที่ยังไม่มีถนนสุขุมวิทตัดผ่านชาวบ้านในชุมชนใช้การสัญจรไปมาด้วยการเดินเท้า
เกวียน เรือ และมีเรือยนต์ขนส่งขนาดใหญ่ของบริษัทอีสต์เอเชียติก เพื่อขนส่งทั้งผู้คน
และสินค้าระหว่างภูมิภาคตะวันออกกับกรุงเทพฯ โดยมีสินค้าที่สาคัญ เช่น กะปิ
อาหารทะเลแห้ง ไม้ พรกิ ไทย ทาให้ประแสเปรียบเสมอื นศูนย์กลางการค้าที่สาคัญของ
ภูมิภาค แต่เนื่องจากไม่สามารถหาความหมายของคาว่า “ประแส” ได้ประมาณ ปี
พ.ศ. 2489 – 2493 ทางราชการจึงเปลี่ยนชื่อจาก “ประแส” เป็น “กระแส” ซ่ึง
หมายถึง “กระแสน้า”และเปล่ยี นชื่อตาบลว่า “ตาบลปากนา้ กระแส” แต่อยา่ งไรกต็ าม
ชาวบ้านในชุมชนก็ยังคงเรียกชือ่ หมู่บ้านของตนว่า “ประแส” ตามที่เคยเรียกกันมาแต่
ดั้งเดิม ต่อมาพระครูประภัทรวิริยคุณ (มาลัย) เจ้าคณะอาเภอแกลง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาส
วัดตะเคียนงามได้ศึกษาข้อมูลและสันนิษฐานว่า“ประแสร์” น่าจะมีรากศัพท์มาจาก
ภาษาชองซึ่งมาจากคาว่า “พรีแซร์” หรือ “ปรีแซร์” ที่แปลว่า “ทุ่งนา” ขณะเดียวกัน
ก็มีผู้สันนิษฐานว่า คาว่า “ประแส” น่าจะมาจากความหมายที่ว่า “กระแสน้าจืด”
ท่ีไหลจากตน้ น้ามา “ประ” (ปะทะ) กบั นา้ ทะเล (เค็ม) ตรงปากนา้ จึงเปน็ ที่มาของการ
เรยี กวา่ “ปากนา้ ประแส” ในปัจจบุ นั (กาญจนา เหล่าโชคชัยกุล, 2562 : 18)

ชุมชนปากน้าประแส

121

ปจั จุบันชมุ ชนปากน้าประแสขนึ้ อยู่กับเทศบาลตาบลปากน้าประแสโดยข้อมูล

จากสานักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตาบลปากน้าประแส ณ วันที่ 31 กรกฎาคม ปี

พ.ศ. 2559 มีประชากรในพ้ืนทีท่ ัง้ ส้นิ 5,090 คน 1,888 ครวั เรอื น โดยในพ้ืนท่ีเทศบาล

ตาบลปากน้าประแส แบ่งเป็น 7 ชุมชนคือ ตลาดตอนล่าง ตลาดตอนกลาง ตลาด

ตอนบน ดอนมะกอกล่าง นาซา แหลมสน และแสมผู้ เมอ่ื ลงสารวจพ้ืนที่พบว่า ปจั จุบนั

เทศบาลตาบลปากนา้ ประแสมอี าณาเขตตดิ ต่อดงั น้ี

ทิศเหนอื ติดตอ่ กับเขต ตาบลคลองปนู

ทศิ ตะวันออก ติดต่อกบั เขต ตาบลพงั ราด

ทิศใต้ ติดตอ่ กับเขต แม่น้าปากนา้ ประแสเชือ่ มตดิ กับอา่ วไทย

ทิศตะวนั ตก ตดิ ตอ่ กบั เขต ตาบลเนนิ ฆอ้

ในทางภูมิศาสตร์พื้นที่ชุมชนปากน้าประแสแบ่งเป็น 2 ฝั่งคือ 1) ปากน้า

ประแสฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านแหลมสน หมู่บ้านชาวประมงประเภทเรือ

ไดหมึก ซึ่งเป็นเรือประมงขนาดไม่ใหญ่ 2) ปากน้าประแสฝั่งตะวันออกเป็นบ้านตลาด

ประแส ซึ่งเป็นชุมชนใหญท่ ่มี ีบ้านเรอื นหนาแนน่ และเปน็ ท่ตี ัง้ ของตลาดหลักของชุมชน

คือตลาดประแสซึ่งเปิดขายในช่วงเช้า ในพื้นที่ชุมชนปากน้าประแสมีวัดสาคัญ 2 แห่ง

คอื 1) วัดตะเคยี นงามต้งั อยฝู่ ัง่ ประแสมีตน้ ตะเคียนใหญ่อายุกวา่ 500 ปี และ 300 ปี มี

เจา้ แมต่ ะเคียนท่ีผู้คนนิยมเดินทางมาสักการะ และ 2) วัดสมมติเทพฐาปนารามหรือวัด

แหลมสน

เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตเทศบาลตาบลปากน้าประแสเป็นพื้นที่ติดลุ่ม

แม่น้าประแสชาวบา้ นผูช้ ายส่วนใหญท่ ี่อาศยั ในชุมชนจึงมีอาชพี ประมง ทานากุ้ง เลี้ยง

ปลานา้ กรอ่ ยริมฝั่งแมน่ ้า ส่วนชาวบ้านผหู้ ญิงสว่ นใหญ่มีอาชีพแปรรูปอาหารทะเล เช่น

ปลาตากแห้ง ปลาแดดเดียว ปลากรอบสามรส กะปิ พื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตเทศบาล

ตาบลปากน้าประแสเป็นดินเค็มจึงไม่เหมาะกับการทาการเกษตร นอกจากนี้ก็มี

ชาวบา้ นบางส่วนท่ีประกอบอาชีพค้าขายเพื่อขายสินคา้ ให้กับลูกเรือประมงเพ่ือนาไปใช้

อุปโภคบริโภคในช่วงออกเรือ นอกจากอาหารทะเลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปจาก

อาหารทะเล เช่น กะปิ น้าปลา ปลาเค็ม หอยปากเป็ดดอง ปลาฮื้อแซ ปลากรอบ ปลา

122

สามรส และกุ้งหวานแล้ว ชุมชนปากน้าประแสยังมีชาใบขลู่และกางเกงเลเป็นสินค้า
เดน่ ประจาชมุ ชนด้วยเช่นกนั

ภาพท่ี 3.1 ภาพแสดงอาณาเขตตดิ ต่อตาบลปากน้าประแส
(ท่ีมา : https://www.google.com/maps/place)

3.2 ประวตั ิศาสตรช์ ุมชนปากนา้ ประแส

ชุมชนปากน้าประแส ตาบลปากน้าประแส อาเภอแกลง จังหวัดระยอง ตั้งอยู่
บนชายฝั่งด้านตะวันออก ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอาเภอแกลง จังหวัด
ระยอง บริเวณของชุมชนเป็นพื้นท่ีราบลุ่มชายทะเล ติดกับแม่น้าประแสและอา่ วไทยมี
คลองไหลผ่านภายในชุมชน 2 คลอง คือ คลองแสมผู้ และคลองหนองโพรง เนื้อที่
ภายในชุมชนปากน้าประแสทั้งสิ้น 3,037.50 ไร่ หรือคิดเป็น 4.866 ตารางกิโลเมตร
พื้นทสี่ ่วนใหญ่ของชุมชนเป็นดินเค็ม

123

ปากน้าประแส อยู่ห่างจากที่ว่าการอาเภอแกลง ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
ตามทางหลวงแผ่นดนิ หมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) ประมาณ 17 กิโลเมตร และห่างจาก
จงั หวัดระยองประมาณ 63 กโิ ลเมตร ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท)
อยูห่ า่ งจากกรงุ เทพมหานครประมาณ 235 กโิ ลเมตร

มอี าณาเขตตดิ ต่อ โดยทางทิศเหนือตดิ ต่อกับเขตตาบลคลองปนู ทศิ ตะวันออก
ติดต่อกับเขตตาบลพังราด ทิศใต้ของชุมชนมีอาณาเขตติดต่อกับปากน้าประแส
สามารถเชื่อมต่อไปยังอ่าวไทย ทิศตะวันตกติดแม่น้าประแสบริเวณลาน้าประแส และ
เมอ่ื ข้ามลานา้ จะมีเขตติดตอ่ กบั ตาบลเนนิ ฆอ้ (ธนติ โตอดิเทพย,์ 2556 : 74)

ตาบลปากน้าประแสประกอบไปด้วย 8 หมู่บ้าน คือ หมู่ 1 หมู่ 2 หมู่ 6 หมู่ 7
หมู่ 8 อยู่ในเขตการปกครองของเทศบาลตาบลปากน้าประแสทั้งหมด แต่ในพื้นที่ของ
หมู่ 3 และหมู่ 4 มีพื้นที่บางส่วนทับซ้อนกันอยู่ในเขตการปกครองขององค์การบริหาร
สว่ นตาบลคลองปูน และอยใู่ นเขตเทศบาลตาบลปากนา้ ประแส ขณะทีพ่ ื้นที่หมู่ 5 ของ
ชุมชน ได้แก่ บ้านดอนมะกอกบน จะเป็นพื้นที่มีลักษณะเป็นหมู่เกาะ ชาวบ้านใช้เป็น
แหล่งทามาหากิน ขุดหอยจับปู จับปลา และเป็นแหล่งพักผ่อนเพือ่ ชื่นชมกบั ธรรมชาติ
เน้ือที่ทงั้ หมดของชมุ ชน 4.866 ตารางกิโลเมตร (เพิ่งอ้าง, 2556: 74) หมู่บ้านท้ัง 8 น้ีมี
แม่น้าประแสกั้นเขตตาบล และมีลาคลองที่ไหลออกสู่ทะเลนอก ชาวบ้านส่วนใหญ่ยัง
พึ่งพาอาชีพประมงพื้นบ้าน มีการทานากุ้ง เลี้ยงปลาน้ากร่อยริมฝ่ังแมน่ ้าประแส (กรม
สง่ เสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม, ม.ป.ป.: 16)

ชุมชนประแสได้รับการบอกเล่าว่ามีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากในช่วง
60 - 70 ปีก่อนหรือราวปีพ.ศ. 2500 มีเรือมาจอดเป็นเมืองท่า มีโรงแรมมากมาย ส่วน
หนึ่งเป็นคนจีนทีแ่ ลน่ เรือสาเภามาค้าขาย จากลักษณะภูมิประเทศในบริเวณดังกล่าวท่ี
ใกล้ปากอ่าวทาให้อาชีพหลักและดั้งเดิมของชาวประแสคือการทาประมง โดยมีทั้ง
ประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ ช่วง 30 ปีก่อนราวปีพ.ศ. 2517 - 2518 ชุมชน
ประแสยิ่งเจริญขึ้นจากการเป็นจุดรอยต่อเพื่อเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ การทาประมงได้
กาไรดี จากสภาพแวดล้อมและทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ บ้านเรือนถูกสร้างขึ้นจานวน
มากจากไมต้ ะเคียนทนี่ ามาจากทะเลน้อยแถบวัดราชบัลลังก์ ปจั จบุ นั นาเข้าไม้ตะเคียน
จากเขมร

124

ภาพที่ 3.2 ภาพแสดงพนื้ ทช่ี มุ ชนปากนา้ ประแสในปจั จบุ ัน
(ภาพโดย ณาฏผไท คงคาเขตร์ เม่ือวันท่ี16 พฤษภาคม 2562)

125

แต่เม่ือถนนสุขุมวิทตัดผ่านเป็นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 344 สาย ชลบุรี
- แกลง ช่วงปี พ.ศ. 2521 เป็นเส้นทางยาวผ่านปลายทางทิศเหนืออาเภอเมือง จังหวดั
ชลบุรี ปลายทางอาเภอแกลง รวมถึงสามารถตัดเข้าเพื่อผ่านไปยังหลาย ๆ พื้นที่ทาให้
พื้นที่ประแสกลายเป็นทางตันที่มีแต่เรือเท่านั้นจึงจะสามารถเดินทางต่อได้ ซึ่งการตัด
ถนนที่เพิ่มมากขึ้นทาให้การเดินเรือซบเซาลง คนจีนอพยพออกไปประกอบอาชีพในตัว
อาเภอเมืองเปน็ จานวนมาก

ชุมชนปากน้าประแสมีการตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ามาอย่างยาวนาน จาก
หลักฐานพระราชหัตถเลขาเมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ
ประพาสทะเลฝ่ังตะวนั ออกในปวี อก ปีพ.ศ. 2427 ฉบับที่ 1 ความวา่

...รุ่งขึ้นวันอาทิตย์ ขี้น ๑๐ ค่า เดือน ๓ ออกเรือมาทอดที่ตรงปากน้าพ
แสซึ่งเป็นที่พระแกลงแกล้วกล้าอยู่ ลงเรือเล็ก เรือกลไฟลากเข้าไปดูลา
น้าพแสจนตลอดพ้นหมู่บ้านคน มีบ้านเรือนติด ๆ กันประมาณร้อย
หลงั คาเรอื น ตอ่ เขา้ ไปขา้ งในเขาว่ายังมีบา้ นเรอื นอีกมาก แตเ่ ปน็ ทางไกล
หาได้ไปไม่... (จุลจอมเกล้าเจา้ อยู่หัว อ้างใน กาญจนา เหล่าโชคชัยกุล,
2562: 25)

จากหลักฐานจะเห็นได้ว่าบ้านเรือนบริเวณริมน้านั้นเต็มไปด้วยบ้านเรือนนับ
ร้อยหลังคา อีกทั้งมองไปข้างในก็ยังมีบ้านเรือนตั้งถ่ินฐานอยู่ไม่น้อย และด้วยสภาพ
ภมู ิศาสตร์ทอ่ี ยตู่ ดิ รมิ นา้ อีกท้ังความอดุ มสมบรู ณข์ องทรัพยากรในชมุ ชนปากน้าประแส
ส่งผลให้อาชีพหลักของคนในพื้นที่นี้คือ อาชีพประมง ซึ่งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้
ปรากฏร่องรอยเกี่ยวกับอาชีพและอุตสาหกรรมประมง ทั้งการออกเรือ ท่าเทียบ
เรือประมง ทาโพงพาง วางลอบ ขุดหอยปากเป็ด การแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางทะเลใน
รูปแบบต่าง ๆ รวมไปถึงธุรกิจต่อเรือ และคานเรือ (กาญจนา เหล่าโชคชัยกุล, 2562:
25) โดยยุคของการทาประมงของผู้คนในชุมชนปากน้าประแสนั้น ผู้ศึกษาได้ทาการ
แบ่งออกเปน็ 3 ยุคดว้ ยกนั ไดแ้ ก่ ยคุ ประมงพ้ืนบ้าน (ปพี .ศ. 2452 – 2515) ยคุ ประมง
พาณิชย์ (ปพี .ศ. 2516 – 2539) และยคุ การปรบั ตวั (ปีพ.ศ. 2540 – ปัจจบุ ัน)

126

ยคุ ประมงพ้ืนบ้าน (ปีพ.ศ. 2452 – 2515)
ในอดีตทรัพยากรธรรมชาติของแม่น้าประแสนั้นถือว่ามีความอุดมสมบูรณ์

อยา่ งมาก ทาใหผ้ ู้คนทตี่ งั้ ถ่นิ ฐานอยู่บรเิ วณริมน้ามักประกอบอาชีพประมงเป็นสว่ นใหญ่
รวมถึงในการทาประมงนั้นไม่จาเป็นที่จะต้องใช้อุปกรณ์มากชิ้นในการจับปลา โดย
อุปกรณ์ต่าง ๆ มักจะใช้ทรัพยากรในชุมชนทาขึ้นมา ได้แก่ โพงพาง โป๊ะ ลอบ วางจั่น
ตกปู แร้วแทงปู การกรีดหอยตลับ คราดหอย เป็นต้น เมื่อจับสัตว์นา้ ได้บางส่วนจะนา
ไวใ้ ช้บริโภคในครัวเรือน หรือแปรรูปในครัวเรือน อาทิ น้าปลา กะปิ หรือนามาดองเค็ม
และบางส่วนจะนาไปสง่ ตอ่ คนจนี เพ่ือนาไปขายยังพ้นื ท่ีอ่นื (เฉลียว ราชบุรี อา้ งใน ธนิต
โตอดิเทพย,์ 2556: 98)

อุปกรณ์ที่สาคัญในการทาประมงช่วงนี้คือ โป๊ะ เนื่องจากโป๊ะสามารถจับสัตว์
น้าได้เป็นจานวนมาก โดยไม่ต้องลงทุนกับการออกเรือ โป๊ะจะทาการประกอบและขึ้น
รูปในพื้นที่ตามแนวชายฝั่งทะเลและบริเวณปากแม่น้าประแสเป็นบริเวณที่เหมาะสม
ทสี่ ุดในการจับปลา ซึ่งผลผลิตทไ่ี ด้มาจากการทาโป๊ะ ได้แก่ ปลากระตัก ปลาทู ปลาลัง
ปลาอนิ ทรี ปลาสีกุน ปลาสลิดทะเล ปลาดาบลาว ปลาจวด ปลาหมกึ และแมงกะพรุน
สว่ นวัสดุในการสร้างโป๊ะน้ันจะมาจากไม้ธรรมดา หรือไม้ไผ่ท่ีสามารถหาได้ในพื้นท่ีของ
ประแส นามาขึ้นรูปและขัดไม้กับเชือก ต่อมาก็ได้มีการพัฒนาเป็นไม้กับอวน (ธนิต
โตอดเิ ทพย์, 2556: 98)

อุตสาหกรรมประมงในชุมชนปากน้าประแสเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จากการที่ทาง
ภาครัฐหันมาให้ความสาคัญกับนโยบายเกี่ยวกับประมงมากขึ้น โดยรัฐได้ออก
พระราชบัญญัติปีพ.ศ. 2490 เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะนาประมงเข้าสู่ระบบ
ตลาดมากขึ้น และรัฐได้ขอให้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ส่ง
ผเู้ ชี่ยวชาญเข้ามาศึกษาปัญหาเศรษฐกิจและการบารงุ ทรัพยากรทางการเกษตร รวมท้ัง
การพัฒนาการประมงด้วย ผู้เชี่ยวชาญคณะดังกล่าวนี้ได้ทารายงานเสนอรัฐบาลในปี
พ.ศ. 2492 โดยสาระสาคัญเพ่อื สนับสนุนใหเ้ กดิ การขยายตวั ของการทาประมงในทะเล
เพื่อเพิ่มปร ะส ิ ทธ ิภ า พใ น ก าร จ ับส ั ตว ์น ้ าให ้ มี คว ามส ามา ร ถส ่ งผ ล ผ ล ิต ไป ข า ย ยั ง
ต่างประเทศได้ (เลิศชาย ศิริชัย และนฤทธิ์ ดวงสุวรรณ์ อ้างใน ธนิต โตอดิเทพย์,
2556: 120) และในปี พ.ศ. 2500 เกิดคานเรือแหลมเมืองขึ้น ซึ่งเป็นคานเรือที่มีไว้

127

สาหรับขึ้นคานเรือขนาดใหญ่ เช่น เรือประมงพาณิชย์ เป็นต้น ทาให้เห็นถึงการเติบโต
ของธรุ กิจเรอื ประมงพาณิชย์มากขน้ึ

จากการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 1 ที่ส่งเสริม
พัฒนาการประมงเพื่อตอ่ ยอดทางด้านเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต เหตุนี้เองทาให้
รัฐบาลมีการจัดตั้งสถานีทั้งน้าจืดและสถานีประมงทางทะเล จัดซื้อเรือสารวจทะเลลึก
2 ลา เพื่อทาการขยายการประมงน้าลึก ส่งเสริมประมงแผนใหม่ นอกจากการส่งเสริม
กิจการของชาวประมงเพื่อเกิดประสิทธิภาพในการจับสัตว์น้าสูงสุดแล้ว ยังได้จัดตั้ง
องค์กรดาเนินสนับสนุนให้แก่ชาวประมง เช่น การจัดการทางตลาด การสร้างสะพาน
ปลาและท่าเทียบเรือ และสินเชื่อการประมง เป็นต้น (แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ
ฉบับที่ 1 อา้ งใน ธนิต โตอดิเทพย์, 2556: 121) และจากการสนับสนุนการขยายตวั ของ
ประมงนี่เองทาให้ประมงพื้นบ้านที่เคยมีสาหรับเป็นรายได้ในครัวเรือน ถูกพัฒนาให้
เปน็ ประมงพาณชิ ย์ข้นึ

ยุคประมงพาณชิ ย์ (ปีพ.ศ. 2516 – 2540)
หลังจากที่ทางรัฐบาลได้ส่งเสริมนโยบายเกี่ยวกับประมง ส่งผลให้ประมง

พาณิชย์เริ่มเข้ามามีบทบาทในบริเวณชุมชนปากน้าประแสมากขึ้น ดังคาบอกเล่าของ
กานันภาณุ ธนะสาร ผู้เป็นกานันชุมชนปากนา้ ประแสและนายกสมาคมประมงปากน้า
ประแส อีกทั้งทาอาชีพประมงพาณิชย์ได้กล่าวว่า ในช่วงปีพ.ศ. 2517 – 2520 น้ัน
อาชีพประมงในชุมชนปากน้าประแสมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมากเพราะทรัพยากรที่
อุดมสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลให้ครอบครัวของกานันภาณุมีรายได้และกาไรเข้ามา (ภานุ
ธนะสาร, สมั ภาษณ์ : 18 พฤษภาคม 2562)

ต่อมาในปีพ.ศ. 2521 ได้มกี ารสรา้ งถนนสขุ ุมวิทตัดผา่ น เป็นทางหลวงแผ่นดิน
หมายเลข 344 สายชลบรุ ี - แกลง เปน็ เส้นทางยาวผ่านปลายทางทิศเหนืออาเภอเมือง
จังหวัดชลบรุ ี ปลายทางอาเภอแกลง รวมถึงสามารถตดั เข้าเพ่ือผ่านไปยังหลาย ๆ พื้นที่
ทาให้พน้ื ที่ประแสกลายเปน็ ทางตันทมี่ ีแตเ่ รอื เท่านั้นจึงจะสามารถเดนิ ทางต่อได้ ซึ่งการ
ตัดถนนท่เี พ่ิมมากข้ึนทาให้การเดนิ เรือซบเซาลง คนจีนอพยพออกไปประกอบอาชีพยัง
ตัวอาเภอเมอื งเป็นจานวนมาก

128

ถึงแม้ว่าธุรกิจการคมนาคมทางน้าจะซบเซาลง หากแต่ความอุดมสมบูรณ์ของ
ทรัพยากรในพื้นที่ปากนา้ ประแส ได้ทาให้อุตสาหกรรมประมงยังคงอยู่ อีกทั้งประมงที่
ได้รับความนิยมอยู่ในขณะนั้นเป็นประมงพาณิชย์ ในช่วงปีพ.ศ. 2530 จึงมีการอพยพ
ของชาวไทยในภาคอีสานเข้ามารับจ้างเป็นแรงงานเรือประมง จากคาบอกเล่าของคุณ
สงกรานต์ ทรงศิลป์ ไดก้ ล่าวว่า ในช่วงนปี้ ระมงพาณชิ ย์มีความเจรญิ ร่งุ เรือง ทาให้ผู้คน
จากทางภาคอีสานเข้ามาทางานในประแส โดยผ่านนายหน้าที่เข้าไปชักชวนผู้คนใน
พน้ื ทภ่ี าคอีสานเข้ามาทางาน (สงกรานต์ ทรงศลิ ป,์ สมั ภาษณ์ : 19 พฤษภาคม 2562)

แต่แล้วในปีพ.ศ. 2532 ได้เกิดพายุไต้ฝุ่นเกย์ขึ้น โดยใช้เวลาเพียงแค่ 3 วัน ใน
วนั ท่ี 1 พฤศจกิ ายน ปีพ.ศ. 2532 ก่อตวั เป็นพายดุ ีเปรสช่นั ในอา่ วไทยตอนล่าง จากนั้น
ก็เคลื่อนตัวขึ้นเหนือและใต้ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน และพายุไตฝุ่น
ตามลาดับ ในวันที่ 4 พฤศจิกายน ปีพ.ศ. 2532 เวลา 08.30 น. พายุไตฝุ่นเกยเคลื่อน
เข้าสู่ภาคใตตอนบนด้วยความเร็วลมประมาณ 118 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยศูนย์กลาง
ของพายุเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งที่บริเวณชายหาดตาบลบางสน อาเภอปะทิว จังหวัดชุมพร
ทาให้เกิดลมพายุและคลื่นลมรุนแรงเขาซัดชายฝงที่ อาเภอบางสะพาน บางสะพาน
น้อย และท่าแซะ จากนั้นได้เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกอย่างรวดเร็ว ผ่านประเทศ
พม่า ก่อนจะพัดออกสู่ทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย และอ่อนกาลังลงเป็นพายุ
โซนรอ้ น แตเ่ มอ่ื วันที่ 6 พฤศจิกายน ปีพ.ศ. 2532 กไ็ ดท้ วีกาลงั ขึ้นใหม่อีกครง้ั ในบริเวณ
มหาสมุทรอินเดีย เคลื่อนตัวเขาพัดถล่มหมูเกาะอันดามัน และเคลื่อนขึ้นสู่ชายฝั่ง
ประเทศอินเดียเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ปีพ.ศ. 2532 ด้วยความเร็วลมรุนแรงสูงสุดใน
ระดับท่ี 5 (ความเรว็ ลมกวา 250 กิโลเมตรตอ่ ช่ัวโมง) และหลังจากนน้ั ไดส้ ลายตัวไปใน
วนั ท่ี 10 พฤศจกิ ายน ปีพ.ศ. 2532 (ม.ป.น., 2562: ออนไลน)์

ความรุนแรงของพายุในครั้งนี้ได้สร้างความสูญเสียให้แก่ประชากรในประเทศ
ไทยอย่างมาก พายุเกยสง่ ผลใหม้ ีผู้เสยี ชีวติ ไปถงึ 446 คน บาดเจ็บ 154 คน บ้านเรอื น
เสียหาย 38,002 หลงั ประชาชนเดือดรอ้ น 153,472 คน เรือลม่ 391 ลา ถนนเสยี หาย
579 เสน สะพาน 131 แห่ง ทานบ และฝาย 49 แห่ง โรงเรียนพัง 160 โรง วัด 93 วัด
มัสยิด 6 แหง พื้นที่การเกษตร 80,900,105 ไร่ สัตว์เลี้ยงตาย 83,490 ตัว ประเมิน
ความเสียหาย 11,257,265,265 บาท (เพงิ่ อา้ ง, 2562: ออนไลน)์ ความเสียหายในคร้ัง

129

นี้ส่งผลให้ลูกเรือชาวอีสานที่เข้ามาเป็นแรงงานในเรือประมงพาณิชย์ในชุมชนปากน้า
ประแสและออกเรือในขณะนั้นเสียชีวิตเป็นจานวนมาก อีกทั้งข่าวความเสียหายครั้งน้ี
ทาให้แรงงานชาวอีสานไม่อยากเข้ามาทาประมง ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวการ
ประกอบอาชีพเกษตรกรรมในพื้นที่อีสานเป็นไปด้วยดี แรงงานส่วนมากจึงเดินทาง
กลับไปทากนิ ณ บา้ นเกดิ ของตน เมือ่ ขาดแคลนแรงงานทาให้หลงั จากน้นั แรงงานท่ีเข้า
มาเปน็ แรงงานขา้ มชาติ เชน่ ชาวเขมร เวยี ดนาม กัมพูชา และลาว เป็นต้น

ในปีพ.ศ. 2540 เกิดพายุไต้ฝุ่นลินดาขึ้น โดยเริ่มก่อตัวจากหย่อมความกด
อากาศต่าขึ้นเป็นดีเปรสชั่นเขตร้อน เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ปีพ.ศ. 2540 ในทะเลจีนใต้
ตอนล่าง แล้วทวีกาลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนในวันที่ 1 พฤศจิกายน (Thai Marine
Meteorology, 2547: ออนไลน์) และเคลื่อนผ่านบริเวณใต้สุดของประเทศเวียดนาม
ในวันต่อมา พร้อมกับสร้างความเสียหายอย่างหนัก มีผู้เสียชีวิตกว่า 3,000 ราย วันท่ี
3 พฤศจิกายน พายุโซนร้อนลินดา เคลื่อนตัวเข้าสู่อ่าวไทย และได้ทวีความรุนแรงเป็น
พายุไต้ฝุ่น ความเร็วลม 120 กม./ชม. เมื่อเวลา 10.00 น. ขณะอยู่ห่างจากเกาะสมุย
ประมาณ 230 กิโลเมตร (ณรงค์ ชื่นนิรันดร์, 2553: ออนไลน์) ซึ่งสร้างความตื่นกลัว
ใหก้ บั ชาวไทย เพราะทิศทางและลักษณะของพายุลินดา เหมือนกบั พายุไต้ฝุ่นเกย์ที่เคย
พัดถล่มจังหวัดชุมพรในปีพ.ศ. 2532 แต่ปรากฏว่าก่อนจะเคลื่อนขึ้นฝั่งที่ อาเภอทับ
สะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อเวลา 02.00 น. พายุได้อ่อนกาลังลงเป็นพายุโซน
ร้อน ความเร็วลม 80 กม./ชม. (Thai Marine Meteorology, 2547: ออนไลน์) และ
เคลื่อนผ่านไทยเข้าสู่ประเทศพม่า ก่อนจะลงทะเลอันดามันแล้วสลายตัวไปในวันท่ี
10 พฤศจิกายน ในอา่ วเบงกอล

ความรุนแรงดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างหนัก เกิดน้าท่วมฉับพลัน
น้าป่าไหลหลาก บริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม ราชบุรี และ
กาญจนบุรี โดยเฉพาะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีลมพัดแรงจัดจนบา้ นเรือนเสียหายและ
ต้นไม้โค่นล้มในหลายอาเภอ (Thai Marine Meteorology, 2547: ออนไลน์) ส่งผล
กระทบต่อประชาชน 461,263 คน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 คน สูญหาย 2 คน
บาดเจ็บ 20 คน บ้านเรือนได้รับความเสียหาย 9,248 หลัง ถนนเสียหาย 1,223 แห่ง
ฝายและทานบเสียหาย 40 แห่ง สะพานชารุด 20 แห่ง สาธารณประโยชน์ 58 แห่ง

130

มูลค่าความเสียหายรวม 213,054,675 บาท (กรมอุตุนิยมวิทยา, 2562: ออนไลน์)
นอกจากนี้ยังมีคลื่นพายุซัดฝั่ง ซัดเรือประมงอับปางกว่า 50 ลา ถึงแม้ว่าความรุนแรง
ของพายไุ ต้ฝุ่นลินดาจะมคี วามเสียหายท่รี ุนแรงกว่าเม่ือคร้ังพายุไตฝ้ ุ่นเกย์ แต่เนื่องจาก
ลูกเรือที่เสียชวี ิตเหล่านี้เป็นแรงงานข้ามชาติทาให้การนาเสนอข่าวไม่ครึกโครมเทา่ ครั้ง
กอ่ น และยงั คงมีแรงงานขา้ มชาตเิ ข้ามารับจา้ งเป็นแรงงานในประแสอยู่เรือ่ ย ๆ

ยคุ การปรับตวั (ปีพ.ศ. 2540 – ปจั จบุ ัน)
ปีพ.ศ. 2540 อย่างที่ทราบกันดีว่าในช่วงปีดังกล่าวประเทศไทยได้เข้าสู่ช่วง

ของวกิ ฤตเศรฐกิจที่เรียกกันวา่ “ตม้ ยากงุ้ ” หรือ “ภาวะฟองสบู่แตก” ธรุ กจิ ต่าง ๆ พา
กันล้มละลาย หากแต่มิได้ส่งผลกระทบต่ออตุ สาหกรรมประมงมากนัก เนื่องจากปัจจยั
ส าคัญในการท าประมงนั้นมาจากผลผลิตในระบบนิเวศ ซ่ึ งในขณะน้ัน
ทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้เสื่อมโทรมมากนัก แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่เสื่อมโทรมเลย เหตุเกิด
จากความเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมประมงที่ต้องแข่งขันกันแย่งทรัพยากร ทาให้
ทรัพยากรที่เคยอุดมสมบูรณ์ค่อย ๆ ลดน้อยถอยไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งในปีพ.ศ. 2545
จึงเกิดนโยบายฟื้นฟูระบบนิเวศขนึ้ และในปีพ.ศ. 2550 จึงมกี ารริเร่ิมโครงการฟื้นฟูป่า
ชายเลนจากการเขา้ มาทาบอ่ กุง้ ของนายทนุ

ปีพ.ศ. 2556 เป็นปีที่เข้าสู่ช่วงตกต่าของประมงพาณิชย์ ด้วยเหตุปัจจัยใน
หลายดา้ น อาทิ นา้ มนั จากบรษิ ทั แห่งหนึ่งรัว่ ลงสูท่ ะเล ทาให้ทรัพยากรเสอื่ มโทรมอย่าง
มาก รวมถึงการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นาโดย พลเอก
ประยุทธ จันทร์โอชา ได้เข้ามาปรับเปลี่ยนนโยบายเกี่ยวกับประมงพาณิชย์ให้เข้มงวด
มากขึ้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมประมงเกิดความฝืดเคืองมากยิ่งขึ้น เสียงสะท้อนจาก
ชาวประมงพาณิชย์กล่าวถึงกฎระเบียบของรัฐบาลยุคพลเอก ประยุทธ์ จันทโอชา
เอาไว้ว่า รัฐบาลในยุคนี้ไม่ค่อยเหลียวแลการทาประมง ซึ่งความไม่เอาใจใส่ของรัฐบาล
นี้สืบเนื่องมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยของคุณสนั่น ขจรประศาสน์แล้ว ที่มองว่า
ชาวประมงเป็นอาชีพที่เอาเปรียบไม่ต้องลงทุน ตักตวงทรัพยากรธรรมชาตมิ าเป็นกาไร
ของตน ซึ่งตรงข้ามกับความเปน็ จริงที่วา่ การทาประมงพาณิชย์น้ันต้องแบกรบั รายจ่าย
มหาศาล เช่น ค่าโฮสุ่ย หรือรายจ่ายประจาเดือนนั้นสูงถึงหลักล้านหรือราวล้านสอง

131


Click to View FlipBook Version