ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอดุ มศักดิ์
ปากน้าประแส จ.ระยองนั้น เป็นตาบลเล็กๆ อยู่ติดทั้งแม่น้า และทะเล ซึ่งท่ี
ทอ่ งเทีย่ วน้นั ไม่เพียงแคเ่ รือรบหลวงประแสเท่า น้นั ท่ีเป็นจดุ ถึงดูดผู้คนเพียงอย่างเดียว
แต่ยังมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างศาลกรมหลวงชุมพรฯ ที่ตั้งอยู่ริมปากแม่น้าประแส
ภายในศาลประดิษฐานรูปหล่อเท่าองค์จริงของพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรม
หลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย ไว้ให้ได้สักการะขอพรกันอีก
ด้วย ซึ่งศาลแห่งนี้เป็นหนึ่งใน 217 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจานวนที่มากมายขนาดนี้ เป็น
การสะท้อนความศรัทธาต่อพระองค์ที่ได้ทาไว้ ทั้งเรื่องของการวางรากฐานให้กับกอง
เรือราชนาวีไทย และยังทรงเชี่ยวชาญทางแพทย์แผนไทย จนสามารถรักษาผู้ป่วยด้วย
พระองค์เองอีกด้วย ศาลกรมหลวงชุมพรจึงเป็นที่เคารพบูชาของคนในชุมชน อีกท้ัง
หากผู้ใดหวังท่ีในเร่ืองการทหารก็นยิ มมากราบไหว้และขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลต่อ
ตนเองอกี ด้วย (วาสนา วงศไ์ ตรรัตน์, สมั ภาษณ:์ 18 พฤษภาคม 2562)
สะพานประแสสิน
จุดชมวิวแห่งใหม่ของจังหวัดระยอง มองเห็นทัศนียภาพ 2 ฝั่ง ทั้งฝั่งทะเล
และฝั่งชุมชนประแส เป็นสะพานข้ามแม่น้าประแส ที่มีความยาวทั้งหมด 2,090 เมตร
หรือ 2.09 กิโลเมตร โดยสะพานหลักช่วงข้ามแม่น้ามีความยาว 889.6 เมตร ทาง
ยกระดับเชิงสะพาน (เทศบาลปากน้าประแสร์) 620 เมตร ทางยกระดับเชิงสะพาน
(ตาบลเนินฆ้อ) 580 เมตร นี่คือเปลี่ยนแปลงการสัญจรทางน้าระหว่าง บ้านแหลมสน
ต.เนินฆ้อ และ ต.ปากน้าประแสร์ อ.แกลง จ.ระยอง สู่การสัญจรทางบกเพื่อย่น
ระยะเวลาของทั้งสองฝั่งให้สั้นลง และเป็นถนนสายรองเลียบชายฝั่งทะเลตะวันออกท่ี
จะเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว วัฒนธรรม วิถีชีวิต จาก จ.ระยอง สู่จันทบุรีและตราดได้
อยา่ งต่อเนอ่ื ง (สาเนา ศรสาราญ, สมั ภาษณ:์ 21 พฤษภาคม 2562)
วัดสมมตเิ ทพฐาปนารามหรอื วัดแหลมสน
วัดสมมติเทพฐาปนาราม ตั้งอยู่ริมฝง่ั แม่นา้ ประแส“วัดสมมติเทพฐาปนาราม”
เป็นชื่อโดยทางการของวัดซึ่งได้รับพระบรมราชโองการจากพระบาทสมเด็จพระ -
282
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โปรดเกล้าให้สร้างวัด เมื่อวันที่ 25 มกราคม
พ.ศ. 2427 และไดจ้ ัดต้งั วัดเมอื่ พ.ศ. 2429 สังกัดมหานิกายอยู่ในเขตการปกครองของ
คณะสงฆ์ ตาบลปากน้ากระแส อาเภอแกลง จังหวัดระยอง ภาค 13 ซึ่งชาวบ้านใน
หมู่บ้านและทั่วไปที่รู้จักวัดสมมติเทพฐาปนารามจะนิยมเรียกสั้น ๆ ว่า “วัดหลวงหรือ
วัดแหลมสน” เป็นที่นับถือและกราบไหว้ของคนในชุมชน อีกทั้งนักท่องเที่ยวยัง
สามารถเข้ามาสักการบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล และซึมซับร่องรอยประวัติศาสตร์ใน
อดีตได้อกี ดว้ ย (วดั แหลมสน,สมมติเทพฐาปนารามระยอง, ออนไลน์ : 2558)
นอกเหนือจากสถานที่ท่องเที่ยวอันเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน
ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นนั้น ปัจจุบันมีการจัดโปรแกรมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวอีก
มากมาย ไมว่ า่ จะเปน็ รายการท่องเท่ียวล่องเรือชมห่ิงห้อย ล่องเรือเพลิดเพลินบนแม่น้า
ประแสเพื่อสัมผัสการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แม่น้าประแสอันเป็นสายน้าสาคัญของ
จังหวดั ระยองชาวบา้ นในชุมชนรวมกลุ่มกันอนุรักษ์วิถีชวี ิตด้ังเดิมย้อนกลับสู่วิถีชีวิตคน
ชาวคลองริมนา้ ในพ้ืนท่ีมีบา้ นพักและโฮมสเตย์ของเอกชนไวร้ องรบั นักท่องเที่ยว อีกทั้ง
ยังมีโปรแกรมท่องเที่ยวเขตอนุรักษ์ป่าชายเลนลุ่มแม่น้าประแสและเกาะนก โดย
เทศบาลตาบลเมืองแกลงเป็นบริเวณพื้นที่ริมฝั่งแม่น้าประแสและเกาะนก เทศบาล
เมืองแกลงได้เริ่มเสริมระบบนิเวศชายฝั่งด้วยการปลูกต้นโกงกางและประสัก นับแต่ปี
พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา หรือหากใครอยากมีของฝากสุขภาพที่ดีกลับไปก็สามารถเข้า
เยี่ยมชมกลุ่มชุมชนวิสาหกิจชาใบขลู่เพื่อเรียนรู้การทาชาใบขลู่ที่มีสรรพคุณอันเป็น
ประโยชน์ต่อรา่ งกายมากมาย
สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เกิดจากการนาร่องโดยสถานที่ท่องเที่ยวหลักโดยทุ่ง
โปรงทอง ที่แปรเปลี่ยนประแสจากชุมชนประมงทั่วไปสู่การพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้ดี
ยิ่งขึ้นในฐานะการท่องเที่ยว ประแสกาลังถูกรู้จักในฐานะเมืองท่องเที่ยวเรื่อยมา และ
เมื่อไม่นานมานโ้ี ครงการการท่องเทีย่ วถูกพฒั นาลงสู่พ้นื ทีช่ ุมชนขนาดเล็กแต่ล้นไปด้วย
เสนห่ อ์ ย่างชมุ ชนบ้านเก่าปากน้าประแส เกิดเป็นถนนสายวัฒนธรรม ทส่ี ามารถสะท้อน
และดึงดูดนักท่องเที่ยวผ่านวัฒนธรรมชุมชนท่ีหลงเหลือตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน
ถนนสายวฒั นธรรมเป็นอีกหน่ึงแหล่งท่องเที่ยวเกิดใหม่เอาใจผ้ทู ่สี นใจและกาลังมองหา
เชิญชวนผู้ทีส่ นใจและกาลังมองหาบรรยากาศเก่า ๆ ที่ผู้คนเปี่ยมด้วยมิตรไมตรี สัมผัส
283
วิถีชีวติ อันเรยี บง่าย ธรรมชาตอิ ันงดงาม ชื่นชมมรดกภูมิปัญญาศิลปวัฒนธรรมท้องถ่นิ
ต้องการซึมซับการท่องเที่ยวรูปแบบวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชน ถนนสายวัฒนธรรม
ชุมชนบ้านเก่าริมน้าประแสจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการท่องเที่ยว ถนนเส้นนี้ยังคง
ปรากฏบ้านไม้โบราณที่ยังคงมีร้านค้าจาหน่ายสินค้าต่าง ๆ ตามวิถีชีวิตชุมชนโบราณ
อันประกอบไปด้วย ร้านค้าขายของชา ร้านตัดผม ร้านอาหาร ร้านจาหน่ายของฝาก
ร้านยาโบราณ โฮมสเตย์ ตลาดเช้า ฯลฯ และเป็นที่ตั้งของบ้านพิพิธภัณฑ์ปากน้าประ
แสซึ่งเคยเป็นบ้านของคุณวิเชียร ทรัพย์เจริญ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่จัดแสดงประวัติ
ความเป็นมาของชุมชนประแสโดยมีทั้งรูปภาพและเครื่องใช้ต่าง ๆ ในอดีต นอกจากนี้
บร ิเว ณช ุมช น บ้าน เก่าร ิมน ้าปร ะแส ย ังร ว บร ว มอาห าร แล ะของดีเมืองปร ะแส ให้
นักท่องเที่ยวได้ซื้อกลับไปฝากญาติมิตรให้ประทับใจอีกด้วย ดังจะเห็นได้ว่ามรดกทาง
วัฒนธรรมอันล้าค่าของชุมชนถูกผนวกไว้อยูบ่ นถนนสายนี้ถนนสายวัฒนธรรมเส้นนี้จึง
เป็นสิ่งล้าค่าที่จะสามารถคงวัฒนธรรมของชุมชนบ้านเก่าริมน้าประแสนี้ไว้ ผ่านการ
อนุรักษ์โดยการท่องเที่ยว เพื่อให้ประแสเป็นที่รู้จัก คึกคัก และรุ่งเรืองอีกครั้งดังที่เคย
เป็นมาในอดีต
5.3 ประแสในฐานะเมอื งท่า
ประแสเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นเมืองท่าแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง การศึกษา
ความสาคัญของเมืองท่าจะทาให้เข้าใจบริบทของประแสมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะบริเวณ
พื้นที่ตลาดเก่าริมน้าชุมชนประแส ซึ่งถูกพัฒนาให้กลายเป็นถนนสายวัฒนธรรม และ
เมืองทา่ แห่งนจ้ี ะกลายเมืองท่องเทย่ี วท่ยี ง่ั ยืนต่อไป
5.3.1 ความสาคัญของเมอื งท่า
เมอ่ื กล่าวถงึ เมอื งท่า หลายคนอาจนึกถงึ พ้นื ท่ีติดทะเลกวา้ ง นึกถึงภาพของเรือ
ลาใหญ่ที่จอดเทียบท่าเพื่อขนส่งสนิ ค้าตา่ ง ๆ ขึ้นสู่ฝั่ง เราอาจคุ้นเคยกับเมืองท่าใหญๆ่
เชน่ โยโกฮามา่ ประเทศญี่ปุ่น ลเิ วอร์พูล ประเทศอังกฤษ หรือแม้แตอ่ ดตี เมอื งทา่ ท่ีใหญ่
ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างฮอยอัน ประเทศเวียดนาม ซึ่งพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายของคาว่า “เมืองท่า” ว่าหมายถึง เมืองสาคัญที่
284
ตั้งอยู่ริมทะเลหรือแม่น้าซึ่งใช้เป็นที่ให้ความสะดวกต่าง ๆ ในการขนถ่ายสินค้า และ
ผู้โดยสารขึน้ หรือลงเรือเดินทะเล และหากกล่าวถึงท่าเรอื หรือเมืองท่าท่ีติดทะเล และมี
เรือขนส่งลาใหญ่ ในจังหวัดระยอง คนอาจนึกถึงท่าเรือมาบตาพุดเป็นอันดับแรก
เพราะเป็นทา่ เรือสินค้าขนาดใหญ่สาหรบั ขนถ่ายในอุตสาหกรรมปโิ ตรเลียม น้ามันและ
อื่น ๆ ของประเทศไทย แต่ในจังหวัดระยองยังมีเมืองท่าอีกประเภทหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่
เป็นท่าเรือประมง ตั้งอยู่ในอาเภอแกลง เป็นเมืองท่าที่มีความสาคัญตั้งแต่สมัยอยุธยา
คือ “เมอื งประแส”
จังหวัดระยองเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ภาคตะวันออกของประเทศไทย ติดทะเลฝ่ัง
อ่าวไทย พื้นที่มีความยาวติดชายฝั่งทะเลทั้งจังหวัดรวมกัน 104 กิโลเมตร ระยองเป็น
เมืองท่าแห่งหนึ่งในประเทศไทยที่มีความเจริญมาก เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีท่าเรือขนส่ง
สนิ ค้า ท่าเรอื ประมง และทา่ เรือโดยสารหลายสิบท่า อีกท้งั ยังเปน็ จงั หวดั ทมี่ เี ศรษฐกิจดี
มาก ระยองขน้ึ ช่ือเรื่องอตุ สาหกรรม โด่งดงั เร่อื งแหล่งทอ่ งเท่ียวทางทะเลทงี่ ดงาม ไมว่ ่า
จะเป็นเกาะเสม็ด เกาะมัน แหลมแม่พิมพ์ หาดแม่ราพึง และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวเชงิ
ประวัติศาสตร์อีกหลายแห่ง โดยเฉพาะในอาเภอแกลง ที่มีรูปปั้นของสุนทรภู่
กวีเอกแห่งยุครัตนโกสินทร์ตั้งเด่นตระหง่านคู่บ้านคู่เมือง อันเป็นที่รู้กันดีว่าบิดาของ
สุนทรภู่ เป็นชาวบ้านกร่า อาเภอแกลง อนุสาวรีย์สุนทรภู่แห่งนี้จึงเป็นที่เชิดหน้าชูตา
เป็นศรสี ง่าแกช่ าวระยอง นอกจากนี้ยงั มีรูปปั้นนางยักษผ์ ีเส้ือสมุทร และพระอภัยมณีผู้
เป็นตัวละครสาคัญในวรรณคดีที่สุนทรภู่แต่งขึ้น ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน ให้คนได้มา
เยีย่ มชมอกี ด้วย
อาเภอแกลงไม่เพียงแต่มีอนุสาวรีย์สุนทรภู่เท่านั้นที่สาคัญ แต่ยังมีอนุสรณ์
สถานเรือรบหลวงประแส และศาลกรมหลวงชุมพร ตั้งอยู่ที่ตาบลปากน้าประแส อัน
เป็นสถานที่สาคัญทางประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน นอกจากประแสจะเป็นที่ตั้งของ
อนุสรณ์ต่าง ๆ แล้วนั้น ยังถือได้ว่าเมืองประแส หรือตาบลปากน้าประแสนี้ มี
ความสาคัญในฐานะของการเป็นเมืองท่าหลายประการเลยทีเดียว ทั้งด้าน
ประวัติศาสตร์ท่ียาวนาน ภูมิศาสตร์ทีเ่ หมาะสม นิเวศวิทยาที่สมบูรณ์ และเศรษฐกิจที่
รุ่งเรอื ง
285
5.3.2 ทาเลทองของเมืองทา่
ประแส หรือตาบลปากน้าประแส อยู่ห่างจากตัวจังหวัดระยองประมาณ 63
กิโลเมตร ดังที่ได้ทราบไปแล้วตอนต้นว่า ประแส มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมาตั้งแต่
สมัยอยุธยา เนื่องจากปัจจัยหลักคอื ภูมศิ าสตร์ หรือทาเลที่ตั้งอันเป็นเมืองทา่ ของประ-
แส ซง่ึ ตัง้ อยตู่ ดิ ทะเลชายฝั่งอ่าวไทย ตรงส่วนของแม่น้าประแสนั้นมีความยาวประมาณ
45 กิโลเมตรก่อนไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทย และตรงส่วนปากน้าจะมีความเป็นน้ากร่อย
เน่ืองจากการเช่อื มต่อระหวา่ งนา้ จืดจากแมน่ ้า กับนา้ เคม็ จากทะเลทาใหเ้ กิดป่าชายเลน
ขึ้นด้วย มีทง้ั ต้นโกงกาง ตน้ แสม และต้นโปรง ซง่ึ ปา่ ชายเลนเปน็ แนวปราการธรรมชาติ
ที่คอยปกป้องชายฝั่งทะเลไม่ให้ถูกทาลายจากกระแสคลื่น เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้า
ประแสจึงเป็นเมืองท่าอันมีระบบนิเวศที่ดีสมบูรณไ์ ปด้วยสัตว์น้า สัตว์ทะเล รวมทั้งพืช
พันธุ์ธรรมชาตนิ านาชนิด
ภาพท่ี 5.6 ปา่ ชายเลนทที่ ุ่งโปรงทอง ปากน้าประแส
(ภาพถา่ ยโดย วาคม ว่องภัคสกลุ เมื่อวันท่ี 22 พฤษภาคม 2562)
286
นอกจากระบบนิเวศทางทะเล และชายฝั่งที่สมบูรณ์แล้ว ลักษณะทาง
ภูมิศาสตร์ ยังมีความสาคัญในฐานะเมืองท่าคือการเป็นแหล่งลาเลียงสินค้าทางทะเล
จากเรือประมงมาข้นึ แล้วขายในตลาดประแส ดว้ ยลักษณะทางภมู ศิ าสตร์ และกายภาพ
รวมถึงระบบนิเวศของประแสทาให้คนต้องประกอบอาชีพประมง เนื่องจากประแสมี
พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเล มีผืนดินที่น้อยกว่าผืนน้า ดินที่มีก็เป็นดินเค็ม
ไม่เหมาะแกก่ ารทาเกษตรกรรม ปลกู พืชผักไมง่ อกงามนัก การทาประมงจึงเป็นคาตอบ
ที่ดีทสี่ ุดสาหรบั ชาวประแส ชาวประแสจึงทาประมงกันมาตงั้ แต่สมัยโบราณ แม้จะมีคน
ไทยทาประมงอยู่ก่อนแล้วมาเน่ินนาน แต่ด้วยภูมิศาสตร์และระบบนิเวศที่ดีของประแส
ก็ได้ดึงดูดให้คนมากมายเข้ามาปักหลักตั้งถิ่นฐาน โดยเฉพาะชาวจีนจากหลายเมือง
หลายแซ่ ที่ลงเรือสาเภามาเพ่ือแสวงหาชวี ิตใหม่ ก็ได้มาข้นึ จากเรอื สาเภาท่เี มืองท่าประ
แสน้ี ซึง่ แต่เดมิ คนจนี ที่เขา้ มาจะประกอบอาชีพค้าขายเปน็ หลัก และเมือ่ ตั้งตัวไดแ้ ลว้ ก็
จะมกี จิ การเป็นรา้ นของตนเองดั่งท่ีมีคากล่าววา่ “คนจีนคา้ ขาย คนไทยทาประมง” แต่
เมื่อเวลาผ่านไปก็มีคนจีนจานวนหนึ่งหันเหมาทาเรือประมงพาณชิ ย์ จนในปัจจุบันไม่มี
การแบ่งแยกอาชีพคนจีนคนไทยอีกต่อไป
เนื่องจากในอดีตยังไม่มีการตัดถนนสายต่าง ๆ และยังไม่มีรถยนต์อย่างใน
ปจั จบุ ัน การคมนาคมในอดีตเป็นการคมนาคมทางนา้ เป็นหลัก ซงึ่ วถิ ชี ีวิตด้ังเดมิ ของคน
ไทยนั้นผูกพันกับแม่น้าอยู่แล้ว การเดินทางจากเมืองหนึ่งไปสู่เมืองหนึ่งจะใช้เรือเป็น
พาหนะ การคมนาคมขนส่งทางน้าในอดีตทาให้ประแสที่เป็นเมืองท่าได้เปรียบมาก
นอกจากคนจีนโพ้นทะเลที่เดินทางมาโดยสาเภาจะมาขึ้นท่าที่ประแสแล้วนั้น ประแส
ยังเคยมีเรือเมลแ์ ลน่ ไป-กลบั กรงุ เทพมหานครอีกดว้ ย หากเป็นในปจั จุบันท่ีเดนิ ทางด้วย
รถยนต์บนถนนเส้นสุขุมวิท จากกรุงเทพมหานครมุ่งหน้าสู่ประแส จะใช้เวลาประมาณ
3 ชั่วโมง แต่การเดินทางด้วยเรอื เมล์ในอดีตจะใช้เวลาประมาณ 1 วัน ซึ่งอดีตในตลาด
ประแสจะมีท่าเรือเมล์อยู่หลายจุด การเชื่อมต่อระหว่างเมืองท่าฝั่งตะวันออกกับเมือง
หลวงด้วยการไปมาหาสู่ แลกเปลีย่ นสนิ คา้ และการขนสง่ ผู้คนไปกรุงเทพมหานครด้วย
เรือเมล์ในอดีต สะท้อนว่าประแสเป็นเมืองที่มีพัฒนาการทางสังคมมาอย่างยาวนาน
และมีการติดต่อกับเมืองสาคัญ ๆ ผ่านทางเรือ แม้เรือเมล์ประแส - กรุงเทพมหานคร
จะยกเลิกกิจการไปตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2500 แต่เรือเมล์ก็ยังอยู่ในความทรงจาของคน
287
เฒ่าคนแก่ที่เคยมีโอกาสได้ใช้บริการโดยสาร และยังคงเป็นภาพสะท้อนความเฟื่องฟู
ของประแสในอดตี เช่นเดียวกนั
ภาพท่ี 5.7 ประแสในอดตี ยงั ไมม่ เี รอื ประมงพาณิชย์มากนกั
(ทีม่ า : http://www.prasae.com/viewcontent.asp?group=2&contentid=12 )
ประแสในอดีตเป็นเมืองท่าที่รุ่งเรืองมากจากการทาประมง คนมากมายจาก
หลายแห่งหลั่งไหลเข้ามาเป็นลูกเรือในเรือประมงพาณิชย์ และประกอบอาชีพอื่น ๆ
ตามแต่ความตอ้ งการ ไม่ว่าจะเป็นลูกจา้ งรา้ นขายของชา หรอื ห้างร้านสถานทีใ่ ห้บริการ
อื่น ๆ คนที่เข้ามาในประแสทั้งชายหญิง อาจเข้ามาอาศัยอยู่กันทั้งครอบครัว มีลูกเล็ก
เด็กแดง ผู้คนมากมายที่เดินกันขวักไขว่ผ่าน บ้างขี่จักรยานบ้านเรือน ร้านรวง ตลอด
แนวสะพาน หรือทางเดินในชุมชน ซึ่งพื้นที่สาคัญสาหรับรวมพล คือตลาดประ-แส ท่ี
อยู่คู่เมืองประแสมาตั้งแต่อดีต ตลาดประแสแบ่งเป็นตลาดตอนบน ตลาดตอนกลาง
และตลาดตอนลา่ ง มากไปด้วยร้านค้า ร้านขายของชา และร้านที่ให้บรกิ ารต่าง ๆ เชน่
288
ร้านหนังสือ ร้านนาฬิกา ร้านซ่อมจักรยาน ร้านตัดผมบุรุษ ร้านเสริมสวยสตรีเป็นต้น
ห้างร้านท่ีมากมายสะท้อนถึงผู้คนหลากหลายที่เขา้ มาอยใู่ นประแส ใหเ้ ลือกใชบ้ ริการได้
ตามจริตของตน รา้ นต่าง ๆ เรยี งรายอยู่ตลอดความยาวของถนนหนา้ บ้านรา้ นค้า ซึ่งใน
อดตี เปน็ สะพานไม้ยกสูงขน้ึ มาจากแมน่ ้า และได้เปลย่ี นเป็นสะพานคอนกรีตเม่ือสมัยที่
หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธ์ิ ปราโมชดารงตาแหน่งนายกรฐั มนตรี การทีป่ ระแสเป็นเมืองท่า
น้ี เราจะมีโอกาสได้เห็นสถาปตั ยกรรมที่งดงาม และมีคณุ ค่า นน่ั คือบ้านเรือนแบบจีนท่ี
เป็นเรือนไม้ 1-2 ชั้น เป็นห้องแถวเรียงติดกัน ประตูบ้านเป็นประตูบานพับ หรือบาน
เฟี้ยมเรียงรายอยู่ทั่วท้ังตลาด บ้างเปิดเป็นร้านขายของชา บ้างเปิดเป็นร้านกาแฟ และ
บริการอื่น ๆ ตั้งแต่ตลาดตอนบน ยาวลงไปสิ้นสุดที่ตลาดตอนล่าง ซึ่งช่วงตลาด
ตอนกลางจะเป็นที่ตั้งของตลาดสดที่เปิดขายตอนเช้า จะเรียกว่าตลาดสด หรือตลาด
เช้าก็ตามแต่ความถนัด ในอดีตตลาดเช้าก็เป็นพื้นไม้ยกสูงขึ้นมาเหนือแม่น้าประแส
เช่นเดยี วกับถนนทางเดิน แล้วจงึ มาเปลยี่ นเป็นพน้ื คอนกรีตในยุคเดยี วกัน ตลาดเช้าทา
หน้าที่เปน็ โกดงั ท่าเรือขนส่งอาหารทะเลสด ๆ จากเรือประมงในทุกเช้า ให้คนในชุมชน
และบริเวณใกล้เคียงได้มาซื้อหา ซึ่งมั่นใจได้ถึงความสดใหม่ สะอาด รสชาติดี การันตี
จากเมืองท่าตั้งแต่อดตี จนถึงปจั จุบัน
จากคาสัมภาษณ์ของ นายชุมพร แสงมณี อายุ 67 ปี สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 19
พฤษภาคม 2562 ได้กล่าวถึงประแสในอดีตว่า “มีโรงหนังกลางแปลง โรงลิเก โรง
ละคร มีบ่อนการพนัน มีซ่องโสเภณี ทั้งยังมีโรงปัน่ ไฟฟ้าเป็นของตวั เอง สมัยเด็ก ๆ ลุง
ไดเ้ อาขนมตาลกระทงใบตองไปขายที่หน้าโรงหนังเปน็ ประจา ทาใหร้ ู้จกั เส้นทางในประ
แสดี” ในอดีตยุคที่ประแสเป็นเมืองที่มีเศรษฐกิจดีมาก อัตราการจับจ่ายใช้สอยก็มาก
ยิ่งขึ้นไปด้วย ความรุ่งเรืองได้นาพาความเจริญทางวัตถุให้งอกเงยในประแส นอกจาก
ร้านรวงต่าง ๆ ก็มีสถานบันเทิงเริงรมย์มากมายผุดพรายขึ้นมาต้ังเรียงรายกันทัว่ ตลาด
ประแส ทั้งตอนบน ตอนกลาง และตอนล่าง ไม่ว่าจะเป็นโรงหนังกลางแปลง โรงลิเก
บอ่ นการพนัน หรือแม้แต่ซ่องโสเภณี นอกจากน้ีประแสยังมีโรงป่ันไฟฟ้าเป็นของชุมชน
เอง ย่งิ เปน็ สงิ่ ทีต่ อกย้าความรงุ่ โรจนข์ องประแส ความเจรญิ ทางวัตถทุ งั้ หลายไดส้ ะท้อน
กาลังทรัพย์ และชีวิตผู้คนที่หลากหลายในประแสแล้ว ยังได้ชักนาผู้คนให้เข้ามาลงทุน
และใชจ้ ่ายในประแสอีกดว้ ย ประแสยคุ เฟือ่ งฟูจงึ มีเงินสะพดั มาก
289
5.3.3 อาหารของเมืองทา่
ในฐานะที่ประแสเป็นเมืองท่า และทาประมงเป็นหลัก จะขาดเรื่องอาหาร
ทะเลไปไม่ได้เลย ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา หากเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่มีเมืองท่า
หลายแห่ง จะพบว่าคนญี่ปุ่นนิยมรับประทานปลาดิบ หรือปลาที่สด ผลการวิจัย
ทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพที่เป็นสากลยืนยันว่า การรับประทานปลาจะทาให้มีอายุ
ยืน และสุขภาพแข็งแรง แม้ประแสจะมีปลาท้องถิ่นแตกต่างไปจากญี่ปุ่น แต่การ
รับประทานอาหารทะเลทส่ี ดสะอาดกส็ ามารถทาให้มสี ุขภาพที่ดีได้เช่นกัน สังเกตได้ว่า
คนประแสมีอายุยืนมาก และยังมีความจาที่ดีอยู่ เป็นเรื่องที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่ง
สาหรบั วถิ ีชวี ติ ของคนเมืองทา่ ท่ไี ดร้ บั ประทานอาหารท่มี ีคุณประโยชนต์ ่อร่างกายในทุก
วัน นอกจากปลาแล้ว ที่ประแสยังมี “เคย” ซึ่งอาศัยตามรากไม้ป่าชายเลน เคยคือ
แพลงตอน แต่คนจะเข้าใจว่าคือกุ้งตัวเล็ก ถึงกระนั้นเคยประแสก็มีรสชาติดี และไม่
เหม็นสาบโคลน เพราะประแสเป็นพื้นที่นาไหลทาให้โคลนไม่เกาะที่ตัวเคยนั่นเอง เคย
เป็นอาหารทม่ี าจากชมุ ชน นอกจากจะนามาประกอบอาหารในมอื้ ตา่ ง ๆ เช่น นามาผัด
กับข้าว นาไปทอด ยังได้มีการนาเคยมาแปรรูปด้วย นั่นคือการนาเคยมาทาเป็นกะปิ
สามารถนาไปประกอบอาหารได้อีกหลายอย่าง นอกจากนี้ประแสยังมีวัฒนธรรมการ
กินที่หลากหลาย หากเราได้ลองเดินในตลาดเช้าจะพบ แจงลอนเสียบไม้ย่าง กระเบน
หวาน เป็นของกินพื้นบ้านตามแบบฉบับชาวประมง นอกจากนี้ยังมีวัฒนธรรมการกิน
แบบจีน อย่างน้าชา กาแฟในตอนเช้าตรู่ ในอดีตเล่ากันว่ามีสภากาแฟที่มีเจ้าของเป็น
ชาวจีนกระจายอยทู่ ่ัวตลาดมากมายหลายรา้ นเลยทีเดยี ว วัฒนธรรมท่ปี รากฏในอาหาร
เป็นสิ่งที่สะท้อนภูมิปัญญา และความหลากหลายทางเชื้อชาติของคนที่อาศัยอยู่ใน
ประแสมาต้งั แตใ่ นยคุ อดตี จนตกทอดมาถงึ ยุคปจั จบุ นั
เมืองท่า เป็นเมืองที่ได้รับวัฒนธรรมที่หลากหลาย ผสมผสานจนกลายเป็น
เสน่ห์ ประแสก็เช่นเดียวกัน ซึ่งจากคาบอกเล่า แท้จริงแล้วประแสไม่ได้มีแค่คนไทย
หรือจีน แต่ยังมีคนมุสลิม และคนชองอันเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมปะปนอยู่ด้วย การ
เข้ามาของคนมากมายสะท้อนภาพความเจริญรุ่งเรืองของเมืองท่าในอดีต และในยุคที่
ผ่านมาไม่นาน ผู้คนมากมายหลากหลายสารทิศก็ได้เข้ามาเป็นลูกเรือประมงทั้งชาว
ไทยอิสาน ชาวกมั พูชา ชาวเมียนมาร์ ชาวเวียดนาม และเพอ่ื นบา้ นประเทศอืน่ ๆ ก็ได้
290
หลั่งไหลเขา้ มารวมตวั ในประแส สงั เกตได้วา่ ปา้ ยรา้ นค้าบางแหง่ ในประแสมีภาษาเพ่ือน
บา้ นระบุบริการอยา่ งเตมิ เงินมอื ถืออย่ดู ว้ ย
ภาพท่ี 5.8 ปจู ากเรือประมงพ้ืนบา้ น
(ภาพถ่ายโดย ณชั ชา วเิ ชยี ร เมอื่ วนั ท่ี 18 พฤษภาคม 2562)
ประแสเป็นเมืองที่มผี ู้คนหลากหลายเข้ามาพานักอาศัย ไม่ว่าจะชั่วคราว หรือ
ต้งั รกรากถาวร ผคู้ นท่แี วะเวียนเขา้ มาในเมืองทา่ แหง่ น้ตี ้ังแต่อดตี จนถงึ ปจั จุบันได้เข้ามา
ทากิจกรรมที่แตกต่างกันออกไป ประแสมีอะไรมากมายที่ทาหน้าที่ดึงดูดผู้คนจากการ
เป็นเมอื งท่า สง่ิ อานวยความสะดวกตา่ ง ๆ สนิ ค้าและบรกิ ารในตลาดทค่ี รบครัน อาหาร
การกินที่อุดมสมบูรณ์ ประแสเป็นดั่งเมืองที่ยินดีต้อนรับคนทุกคนจากทุกสารทิศ
เรือประมงก็เช่นกัน จนถึงปัจจุบันนี้ เรือประมงก็ยังเต็มใจต้อนรับคนหลากหลายเชื้อ
ชาตใิ หเ้ ขา้ มาเปน็ ลูกเรอื ไม่ตา่ งจากในอดีต
291
เรือประมงที่จอดเทียบท่ายังดยู ่งิ ใหญ่นา่ เกรงขาม แตท่ วา่ สสี ันของเรือประมงท่ี
ตัดกับสีของท้องฟ้า เป็นความงามที่น่าดูชม ราวกับต้องการประกาศกร้าวว่าประแส
เป็นเมอื งทย่ี ังไมต่ าย ยังมีเร่อื งราวมากมายของประแสที่ยังบอกเหล่าได้ไม่หมด ประแส
ให้ยงั มีเสน่หท์ ่รี อคอยใหเ้ ขา้ มาคน้ หาในฐานะเมืองทา่ ทเ่ี จรญิ รุ่งเรือง
ภาพท่ี 5.9 สสี นั ของเรอื ประมงในประแส
(ภาพถา่ ยโดย ณชั ชา วเิ ชียร เมอื่ วันที่ 18 พฤษภาคม 2562)
ประแสในฐานะเมืองท่า เป็นจุดเริ่มต้นสาคัญที่นาพาใหป้ ระแสกลายเป็นเมอื ง
ท่องเที่ยวท่มี เี สน่ห์ ท่คี รบครันท้ังการท่องเทีย่ วเชิงนิเวศ สถานทตี่ ากอากาศ การเรียนรู้
วถิ ชี วี ิตชมุ ชน อาหารทะเลเลิศรส ไดส้ มั ผัสกับบรรยากาศประแสท่ีไมเ่ หมือนที่ใดในโลก
โดยเฉพาะผู้ที่เข้ามาท่องเที่ยวเพื่อศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมของชุมชนประแสนั้น จะได้
ทราบถึงประวัติศาสตร์ความเจริญรุ่งเรืองในอดีต เนื่องจากประแสเป็นเมืองท่าที่มี
ประวัติความเป็นมายาวนาน จะเห็นภาพของผู้คนที่หลากหลายรวมตัวกันในประแส
292
รวมทั้งภาพของการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ยุคที่ประมงเฟื่องฟูจนถึงยุคปัจจุบัน ที่เมืองท่า
แหง่ น้ียังคงหลงเหลือมรดกทางวฒั นธรรมให้เหล่านักท่องเทย่ี วได้แวะเวียนเข้ามาสัมผัส
เมืองท่ายินดีต้อนรับผู้คนมากมายหลายเชื้อชาติมาตั้งแต่ในอดีต และในปัจจุบันนี้ก็
ยังคงเป็นเช่นนน้ั เสมอมา
5.4 กวา่ จะมาเปน็ “ถนนสายวฒั นธรรม”
ปากน้าประแส จังหวัดระยอง เป็นสถานที่ที่น่าท่องเท่ียวมากทีส่ ุดแห่งหนึ่งใน
ประเทศไทย เพราะด้วยความอดุ มสมบรู ณข์ องธรรมชาติ วิถีชีวติ ของผู้คน ที่ได้นาเสนอ
รังสรรค์ให้ผู้ที่มาเยี่ยมเยียนหรือนักท่องเที่ยวได้หลงใหลถึงเสน่ห์ของปากน้าประแส
แห่งนี้ หากแต่กว่าจะมาเปน็ “ถนนสายวัฒนธรรม” ที่เกิดขึ้นดังในปัจจุบันนั้น ปากน้า
ประแสกม็ ีเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย ต้ังแต่ในอดตี จนถึงปัจจบุ ันที่กล่าวถึงความพยายาม
ของกลุ่มคน หรือการสร้างสถานที่ต่าง ๆ เพื่อทาให้ชุมชนกลายเป็นที่รู้จักต่อ
สาธารณชนทั่วไปและตระหนักที่จะให้ชุมชนเกิดความพัฒนาทั้งทางด้านเศรษ ฐกิจก็ดี
และการท่องเที่ยวก็ดี โดยต่อไปนี้จะกล่าวถึงเหตุการณ์ในช่วงเวลาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
กอ่ นท่ีจะมาเป็น “ถนนสายวัฒนธรรม” ที่ทุกคนรูจ้ ักดังในปจั จบุ นั
พุทธศกั ราช 2546: เรือรบหลวงประแส
เริ่มตน้ ดว้ ยอนสุ รณ์สถานของเรือทมี่ ีความสาคญั ต่อประวัติศาสตร์ราชนาวีไทย
เรอื หลวงประแสที่ต้งั อย่ทู ี่ปากน้าประแส เปน็ เรือหลวงประแสลาที่ 2 นาเข้ามาแทนเรือ
หลวงประแสลาท่ี 1 ซง่ึ เกยตนื้ ไปในสงครามเกาหลี ตลอดเวลาประจาการ เรือรบหลวง
ประแสลาที่ 2 นี้ได้ปฏิบัติภารกิจมากมาย ทั้งสังกัดกองเรือสหประชาชาติในสงคราม
เกาหลี ทาหน้าที่ลาดตะเวนปิดอ่าวคุ้มกันเรือลาเลียง เรือบรรทุกน้ามัน เรือกวาดทุ่น
ระเบิด และระดมยิงฝั่งเป็นครั้งคราว ในพื้นที่ยุทธบริเวณตั้งแต่ท่าเรือปูซานฝ่ัง
ตะวันออก เรื่อยไปจนถึงวอนซาน ในเกาหลี รวมภารกิจนับตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม
พ.ศ. 2495 แลว้ เรอื หลวงประแสปฏบิ ตั ภิ ารกิจทางยทุ ธการรวม 32 ครง้ั นาน 2 ปเี ศษ
กอ่ นเดินทางกลับสู่ไทย และเปน็ กาลงั หลกั ของกองเรอื ปราบเรอื ดาน้า กองเรือยุทธการ
กองทัพเรือ ในการต่อตา้ นภยั คุกคามทางทะเลในช่วงการรุกคืบของลัทธิคอมมิวนิสต์ใน
293
คาบสมุทรอินโดจีน จนกระทั่งปลดระวางเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2543 ภายหลังปลด
ระวาง เทศบาลตาบลปากนา้ ประแสได้ประสานกับกองทัพเรือ เพือ่ จดั สร้างอนุสรณ์เรือ
หลวงประแสขึ้นที่ปากน้าประแส จนแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2546 และ
อนุสรณ์เรือหลวงประแส กลายเป็นสัญลักษณ์สาคัญที่ผู้มาเยือนชุมชนปากน้าประแส
ต้องมาชมความยิ่งใหญ่ของเรือหลวงประแสแห่งน้ีอย่างใกลช้ ิดและเปน็ แหล่งท่องเที่ยว
ท่ีสาคญั อีกแห่งหนงึ่ ในปัจจบุ ัน
ภาพท่ี 5.10 เรือรบหลวงประแสในอดตี
(ที่มา : https://www.thairath.co.th/content/462463)
พุทธศกั ราช 2550: นารอ่ งทงุ่ โปรงทอง
นับได้ว่าเป็นสถานที่สาคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดระยอง โดยผู้บุกเบิก
“ทุ่งโปรงทอง” แห่งนคี้ ือ นายชโลม วงศ์ทมิ อายุ 75 ปี โดยในชว่ งแรกกอ่ นท่ีคุณลงุ เริ่ม
บารุงทุ่งโปรงทองนั้น เนื่องจากมีนายทุนกลุ่มหนึ่งปล่องน้าเสียลงในแม่น้า จึงทาให้
ทรพั ยากรธรรมชาตใิ นบริเวณนี้ถูกทาลาย และสิ่งแวดล้อมป่าชายเลนเสอื่ มโทรมลง แต่
294
จากนั้นคุณลุงก็เป็นผู้นาในการคัดค้านนายทุนกลุ่มนี้และรวบรวมชาวบ้านทั้งหมด
ประมาณ 1,000 คน มาคัดค้าน จึงทาให้สัมฤทธิ์ผลในการอนุรักษ์ทุ่งโปรงทองโดยทา
ให้ธรรมชาติในบริเวณนเี้ กดิ ความอดุ มสมบรู ณ์มากขนึ้ จงึ ทาให้เกิดการนาร่องการสร้าง
ทุ่งโปรงทองในปี พ.ศ. 2550 และชื่อ “ทุ่งโปรงทอง” ที่ได้มานี้ เกิดจากชาวบ้าน
ทัง้ หมด 5 คน ช่วยกันตั้งชอ่ื หลงั จากที่นายชโลมบุกเบกิ ทุ่งโปรงทองเรียบร้อยแล้ว โดย
มีชาวบ้านทงั้ หมดด้งั น้ี
1. นางเปรม วงศ์ทิม
2. นางนวารี ธนาพร
3. นายยินดี มะลแิ ย้ม
4. นายแอด๊ สขุ ประเสริฐ
5. นายสขุ เทพ วงศท์ มิ
ปจั จัยและเหตกุ ารณ์ต่าง ๆ ท่กี ลา่ วมาจึงทาให้เกดิ ทงุ่ โปรงทองและนาไปสู่การ
ท่องเท่ียวทุ่งโปรงทองอยา่ งเตม็ รปู แบบในปลายปี พ.ศ. 2550 น้ีเช่นกนั
ปลายปีพทุ ธศักราช 2550 : การทอ่ งเทย่ี วทงุ่ โปรงทองเตม็ รูปแบบ
ภาพท่ี 5.11 ทางเข้า ทงุ่ โปรงทอง ปากนา้ ประแส
(ภาพถา่ ยโดย วาคม วอ่ งภัคสกลุ เมอ่ื วันท่ี 22 พฤษภาคม 2562)
295
ทุ่งโปรงทอง กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เต็มรูปแบบ ที่ตั้งอยู่ในเขต
ชุมชนบา้ นแสมภู่ ปากนา้ ประแส อาเภอแกลง จังหวดั ระยอง มพี น้ื ท่ีกวา่ 6,000 ไร่ ซึ่ง
บริเวณนี้จะเต็มไปด้วยต้นโปรงที่ขึ้นเรียงรายนับพันนับหมื่นต้น มองไปได้ไกลสุดลูกหู
ลกู ตา โดยจะมีทางเดินไมร้ ะยะทางประมาณ 2.6 กโิ ลเมตร ลดั เลาะไปตามท่งุ โปรงทอง
ให้ได้เดินถ่ายภาพกับทุ่งแห่งนี้กันอย่างใกล้ชิด เมื่อเดินต่อไปเรื่อย ๆ ในระหว่างทางก็
จะพบกับพันธุ์ไม้นานาชนิด ที่ติดป้ายบอกไว้ให้ได้ศึกษาเรียนรู้ อาทิ ต้นลาพู ต้นแสม
ต้นโกงกาง ต้นตะบูนดา โปรงแดง โปรงทอง ฯลฯ โดยเส้นทางจะไปสิ้นสุดบริเวณ
อนุสรณเ์ รอื รบหลวงประแส โดยทงุ่ โปรงทองก็ได้เปิดให้ผูท้ ส่ี นใจหรือนักท่องเท่ียวได้มา
เยี่ยมชมความสวยงามที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นที่ได้รับความนิยมและเป็นสถานที่สาคัญ
ของจังหวัดในระยองท่มี ีมาจนถงึ ปัจจุบนั
พุทธศกั ราช 2552: โฮมสเตยแ์ สงมกุ ดา
โฮมสเตย์แห่งแรกและดั้งเดิมในชุมชนปากน้าประแสเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ.
2552 ที่เกิดขึ้นเพ่ือให้นักท่องเท่ียวที่มาเที่ยวในชุมชนแหง่ นี้ได้มาพักผอ่ น ก่อนที่จะทา
กจิ กรรมต่าง ๆ ในชมุ ชนหรือนอกสถานท่ี โดยช่อื เดมิ ของโฮมสเตย์แห่งน้ีคือ คณึงนิตย์
แต่เปลี่ยนเป็นแสงมุกดาในภายหลัง (เจ้าของคนก่อน “คณึงนิตย์” เสียชีวิตลง กิจการ
โฮมสเตย์แห่งนี้จึงเป็นของ “แสงมุกดา” จนถึงปัจจุบัน) โดยภายในโฮมสเตย์สาหรับ
บรรยากาศและความรู้สึกที่ได้มาพักที่แห่งนี้จะเปรียบเสมือนการพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ให้
ความรู้สึกเหมือนเป็นผู้คนที่อาศัยในชุมชน นอกจากนี้ภายในโฮมสเตย์ก็มีการสอนทา
เคย การทากะปิ ท่ีถอื ได้วา่ เปน็ กิจกรรมของคนในชุมชนได้ทากนั เป็นกิจวัตร นับว่าเป็น
การสร้างกจิ กรรมท่ีนกั ท่องเทีย่ วสามารถมสี ว่ นรว่ มกบั คนในชมุ ชนนน่ั เอง
พทุ ธศกั ราช 2556: เลาะเรือนไม้
งานที่จัดขึ้นโดยเทศบาลตาบลปากน้าประแส จังหวัดระยอง ใช้ชื่องานว่า
“เท่ียวงานถนนคนเดนิ : เดินเลาะเรือนไม้ รับไอทะเล @ปากน้าประแส” ในวนั ที่ 8-12
สิงหาคม พ.ศ. 2556 โดยจุดประสงค์หลักของงานนั่นคือ เพื่อสืบสานประเพณี
วัฒนธรรม และภูมิปัญญาของชุมชน อีกทั้งยังได้สัมผัสกับธรรมชาติและวิถีชีวิตของ
296
ชุมชนปากน้าประแส รวมไปถึงการซื้อสินค้า OTOP และอาหารประจาถิ่น อาทิ
ทอดมัน เคยทอด และอื่น ๆ อีกมากมาย และภายในงานก็ได้ให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ท่ี
สนใจ ไปลองยกยอเคย ซึ่งเป็นกิจกรรมหลักที่ผู้คนในชุมชนทาเป็นกิจวัตรอีกด้วย นับ
ได้ว่าเป็นงานที่ต้ อง การ ที่จ ะน าเสน อถ ึง ความเ ป็น อัตล ัก ษณ ์ให้ผ ู้ที ่สน ใจ ห รื อ
นกั ทอ่ งเที่ยวทีม่ าเยยี่ มชมได้รบั รู้และเข้าใจถึงวิถชี วี ิตของชุมชนประแสมากขึ้น อย่างไร
ก็ตามงานนี้มีเพียงปีนี้ปีเดียวเท่านั้น และภายในชุมชนก็มีการจัดงานหรือกิจกรรมใน
รปู แบบอน่ื ในปตี อ่ ๆ มา
ภาพท่ี 5.12 งานเดนิ เลาะเรอื นไม้ รับไอทะเล @ปากนา้ ประแส
(ทมี่ า : https://pantip.com/topic/30828879)
พทุ ธศกั ราช 2557 : โครงการโออติ ะ
โครงการโออิตะเป็นการจาลองถนนคนเดินแบบญี่ปุ่นในอดีตเข้ามาจัดใน
ชมุ ชนประแส เพือ่ เป็นการกระตนุ้ เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภายในชมุ ชน โดยภายใน
งานจะมกี ารนาเสนอถึงบรรยากาศทม่ี ีความเป็นกันเองของผู้คนในชุมชน รวมไปถึงการ
นาสิ่งของต่าง ๆ ที่เป็นอัตลักษณ์มาจัดจาหน่ายและสัมผัสกับการท่องเที่ยวเชงิ อนุรักษ์
297
บนถนนเก่าเส้นริมน้าประแสที่ผู้คนในชุมชนพรอ้ มใจกันนาอาหารและของดีประแสมา
วางจาหนา่ ยให้ไดเ้ ลอื กซื้อหามากมาย อาทิ เคยทอด หอ่ หมกยา่ ง ขนมตะไล เป็นต้น
นอกจากน้ี ภายในงานก็มกี ารจัดตกแต่งถนนเสน้ นี้ใหเ้ กดิ การจัดวางในรูปแบบ
ที่สวยงามไม่ว่าจะเป็นการนาทาป้ายที่มีลักษณะคล้ายแบบญี่ปุ่นติดตามร้านตา่ ง ๆ ใน
ชมุ ชน รวมไปถงึ การนาต้นซากุระมาจัดวางตั้งแต่ต้นจนถึงสุดปลายถนนเสน้ น้ี ท้ังนี้เพ่ือ
ทาใหช้ มุ ชนเกดิ กล่ินอายในการทอ่ งเทีย่ วแบบญ่ีป่นุ ขึ้น เพอ่ื ทาใหน้ กั ท่องเที่ยวเกิดความ
หลงใหลและอยากอยู่ในชุมชน แต่อย่างไรก็ตามด้วยความแตกต่างของการนารูปแบบ
โออิตะของประเทศญี่ปุ่นมาอยู่ในวิถีชีวิตชุมชนประมงของประแส จึงทาให้โครงการ
โออติ ะหายไปในทีส่ ดุ
ภาพที่ 5.13 เคยทอด จากงานถนนคนเดนิ โครงการโออิตะ ปากน้าประแส
(ท่มี า : http://rayong-phathiao.blogspot.com/2015/08/blog-post.html?m=1)
พทุ ธศกั ราช 2559 : ถนนสายวฒั นธรรม “ประแส สร้างสุข”
งานนี้เกิดขึ้นได้เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และเอกชน ร่วมกัน
จดั งานถนนสายวัฒนธรรม “ประแส สรา้ งสุข” ชมุ ชนปากน้าประแส ซึ่งทาให้ผู้ท่ีสนใจ
หรือนักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิต และวัฒนธรรมของท้องถิ่น จัดขึ้นในวันศุกร์-เสาร์-
อาทิตย์ ทุกต้นเดือนระหว่างเดือนพฤษภาคม - กันยายนในปี พ.ศ. 2559 ณ บ้านเก่า
รมิ น้า หมทู่ ี่ 2 ตาบลปากนา้ ประแส การจัดงานถนนสายวัฒนธรรม “ประแส สรา้ งสุข”
ชุมชนปากน้าประแส ถูกจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนามรดกวัฒนธรรมของท้องถ่ิน
298
มาสร้างรายได้ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสืบสานมรดกภูมิปัญญาทาง
วัฒนธรรม อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อีกทั้งภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมอีก
มากมาย อาทิ การเยี่ยมชมวิถีชีวิตชุมชนชาวปากน้าประแส (การประมงและการค้า
ขาย) ชมขบวนพาเหรดสืบสานตานานประแส การสาธิต การจาหน่ายอาหารพื้นบ้าน
ขนมไทยพนื้ บา้ น และสินค้าพ้นื บ้าน นทิ รรศการพพิ ธิ ภณั ฑบ์ า้ นประแส
ภาพท่ี 5.14 พธิ ีเปิดงาน ถนนสายวัฒนธรรม “ประแส สรา้ งสุข”
(ท่มี า : http://www.culture.go.th/culture_th/ewt_news.php?nid=1031)
ภาพที่ 5.15 การจาหน่าย การแสดงสนิ ค้าตา่ ง ๆ ภายในงาน
ถนนสายวฒั นธรรม “ประแส สร้างสุข”
(ท่ีมา : http://www.culture.go.th/culture_th/ewt_news.php)
299
พุทธศกั ราช 2560 ตลาดประชารฐั
โครงการตลาดประชารัฐถูกจัดขึ้นเพื่อนาแนวคิดการพัฒนาสิ่งอานวยความ
สะดวกในแหล่งท่องเที่ยวชุมชนหรือหมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP ของกรมการท่องเที่ยว
มาปรับใช้กับการส่งเสริมตลาดประชารัฐเพื่อการท่องเที่ยว นั่นคือถนนสายวัฒนธรรม
ต่าง ๆ ที่ได้เข้าร่วมนี้จะถูกพัฒนาให้ดีมากขึ้นจากหน่วยงานภาครัฐที่ต้องการฟื้นฟู
เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภายในพื้นท่ีต่าง ๆ อีกทั้งยังนับเป็นการสร้างรากฐาน เพื่อ
เป็นการสร้างเม็ดเงินและเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในพื้นที่ได้มีความคล่องตัว
ทางด้านเศรษฐกิจมากขึ้นเช่นกัน โดยถนนสายวัฒนธรรม “ประแส สร้างสุข” ของ
ชุมชนปากน้าประแส จังหวัดระยองแห่งนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงการตลาดประชารัฐ
เพ่อื พฒั นาชุมชนประแสให้มกี ารทอ่ งเทยี่ วและเศรษฐกจิ ที่ดีข้ึน
300
ภาพที่ 5.16 ไทมไ์ ลน์สรปุ พฒั นาการถนนสายวฒั นธรรม
(ภาพโดย กาญจนรตั น์ แซ่โคว้ )
301
302
303
ภาพที่ 5.17 แผนท่แี สดงท่ีต้ังร้านต่าง ๆ บนถนนสายวฒั นธรรม
(ภาพโดย กาญจนรตั น์ แซ่โค้ว)
304
ภาพที่ 5.18 แผนท่แี สดงท่ีต้ังร้านต่าง ๆ บนถนนสายวฒั นธรรม
(ภาพโดย กาญจนรตั น์ แซ่โค้ว)
305
5.5 ถนนสายวฒั นธรรม
“ถนนสายวัฒนธรรม” ชุมชนปากน้าประแส จังหวัดระยอง ปัจจุบันมี
ลักษณะเป็นตลาดชุมชนบ้านเก่าริมน้าประแสทีม่ ีถนนหน่ึงเส้นตัดผ่านชุมชนอันแฝงไป
ดว้ ยเสนห่ ์ของชมุ ชนประมงเกา่ ประกอบไปด้วยร้านขายของมากมายสองฝ่ังถนนที่เปิด
ขายและให้บริการบริเวณหน้าบ้านของตวั เอง ทง้ั โฮมสเตย์ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้าน
เสริมสวยและตัดผม ร้านของฝากจากประแส ตลาดเช้า รวมถึงร้านที่ให้บริการอื่น ๆ
เช่น รา้ นซ่อมจักรยาน รา้ นซ่อมนาฬกิ า เปน็ ต้น เรียกไดว้ า่ ครบจบในท่ีเดยี ว
5.5.1 โฮมสเตย์
ด้วยปากน้าประแสถูกผลักดันให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของ
จังหวัดระยอง ถนนสายวัฒนธรรมแห่งน้ีจงึ เป็นพื้นทีท่ ี่มีโฮมสเตยเ์ ปดิ ให้บริการสาหรบั
นักทอ่ งเท่ียวได้เข้ามาพกั ผ่อนด่ืมดา่ กบั วิถีชวี ติ ด้ังเดิมของชาวประแสจานวนมาก และมี
หลากหลายรูปแบบ หลากหลายราคา ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกสรรตามความชื่นชอบ
ท้ังรปู แบบบ้านพกั สมัยใหม่ทยี่ ังคงอิงกับวิถีชีวดิ ดัง้ เดิมของชาวปากน้าประแส เรยี บง่าย
ไม่หวือหวา แต่ยงั คงเต็มไปดว้ ยเสน่ห์อย่เู สมอ
มาหาสมุทร โฮมสเตย์
จากคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดอยากจะกลับบ้านเกิดเพื่อพัฒนาชุมชนของตนเอง
โดยนาเอาโกดังเก็บเรือในอดีตที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์และสร้างเป็นธุรกิจสมัยใหม่ท่ี
กาลังได้รับความนิยมอย่างโฮมสเตย์หรือบ้านพักตากอากาศและคาเฟ่สมัยใหม่ โดย
พยายามหยิบยกเอาเสน่ห์ของชุมชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการ
ออกแบบโฮมสเตย์ให้มีรูปแบบเป็นสถาปัตยกรรมจีนแบบเก่าแก่ หรือทรงเล่าเต๊ง ที่มี
ลกั ษณะเป็นอาคารสองช้ัน เปดิ กวา้ งบริเวณพื้นท่ีด้านหน้า และบริเวณช้ันสองมีพ้ืนท่ีที่
สามารถมองลงมาเห็นด้านล่างได้ มีการยกเพดานสูงให้ความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย
ด้านล่างริมน้าจะมีเรือประมงเก่าที่ดัดแปลงให้กลายเป็นแพ มีโต๊ะและเก้าอี้เป็นที่นั่ง
ทอดอารมณ์สัมผัสบรรยากาศริมน้ายามเย็น นอกจากนี้ไม้ที่ใช้ในการสรา้ งโฮมสเตยจ์ ะ
ใช้ไม้ต่อเรือเก่าเป็นหลัก เพื่อที่ไม้ภายนอกและภายในโครงสร้างของโฮมสเตย์จะไม่ถกู
306
กัดกร่อนจากน้าทะเล และต้องการให้ผู้ที่เข้ามาพักสามารถซึมซับบรรยากาศและวิถี
ชวี ติ ของชุมชนที่ตดิ ทะเล (จิรฬุ ทัศญาณ, สมั ภาษณ์: 21 พฤษภาคม 2562)
ผ้ทู ีม่ าพักสว่ นใหญ่จะเป็นคนไทย มีชาวตา่ งชาติบา้ งแต่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะ
เป็นชาวสวีเดนและชาวเนเธอร์แลนด์ที่เป็นกลุ่มปั่นจักรยาน โดยรู้จักโฮมสเตย์แห่งน้ี
จากบรษิ ทั ทวั รท์ ที่ าโบร์ชัวร์ในการแนะนาที่พักใหช้ าวต่างชาติ สาหรบั นักท่องเท่ียวชาว
ไทยจะเป็นกลุ่มคนวัยทางานและวัยเกษียณ ที่มาพักในวันธรรมดา และกลุ่มพนักงาน
ออฟฟิศ หน่วยงานต่าง ๆ และครอบครัวมักจะมาพักในช่วงวันหยุดเสาร์และอาทิตย์
ซ่ึงโฮมสเตย์มีห้องพักเปดิ ให้บริการท้ังหมด 11 ห้อง และนอกจากสว่ นของห้องพักยังมี
โถงชั้นล่างของโฮมสเตย์ ที่เปิดเป็นคาเฟ่ริมน้าให้บริการทั้งแขกที่เข้ามาพัก และ
นักทอ่ งเที่ยวขาจรได้แวะเข้ามาหาเครื่องดมื่ คลายร้อน ซงึ่ หากไปชว่ งเชา้ จะพบแขกของ
โฮมสเตย์กาลังทานอาหารเชา้ อยู่ ท่นี งั่ จะมแี บบโต๊ะไม้ที่ดัดแปลงมาจากบานหน้าต่างท่ี
เหลือจากการรื้อบ้าน และแบบนั่งพื้น โดยมีเบาะหนังใช้รองนั่งนุ่มสบาย ซึ่งที่น่าสนใจ
คือ อาหารเหล่าน้ันจะถูกบรรจุอยู่ในป่ินโตสีเขียวอ่อน และถ้วยชามกระเบ้ืองตราไก่ ที่
เมื่อเห็นก็มักจะทาให้หวนคิดถึงวิถีชีวิตสมัยก่อน และสะท้อนให้เห็นว่าถึงแม้จะมาหา
สมุทรจะเป็นบ้านพักแบบสมัยใหม่ที่ถูกสร้างเพื่อรองรับต่อความต้องการของผู้บริโภค
ในปัจจุบัน แต่ก็ไม่ลืมที่จะพยายามสอดแทรกกลิ่นไอของความเป็นชุมชนเก่าเอาไว้
เช่นกนั (จิรุฬ ทัศญาณ, สัมภาษณ์: 21 พฤษภาคม 2562)
มาหาสมุทรโฮมสเตย์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสาหรับผู้ที่อยากใช้เวลาไปกับการ
พักผ่อน ซึ่งทางโฮมสเตย์สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้หลากหลายกลุ่มไม่ว่าจะเป็น
คู่รกั ครอบครัว วัยรนุ่ นกั กิจกรรม ฯลฯ เนือ่ งจากมาหาสมุทรโฮมสเตย์มีโปรแกรมการ
ท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย อันประกอบไปด้วย การดาน้าดูปะการังหมู่เกาะหมัน
ลอ่ งเรือชมพระอาทิตย์ตก การทอ่ งเท่ียวเชงิ นิเวศ และการท่องเท่ยี วเชงิ วฒั นธรรม ทั้งนี้
สิ่งที่โฮมสเตย์จะขอความร่วมมือจากผู้ที่เข้าพัก คือการงดใช้เสียงเสียงดังในช่วงเวลา
หลัง 22.00 น. เป็นต้นไป เนื่องจากที่พักแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตชุมชนตลาดบ้านเก่าริมน้า
ประแส ท่ชี าวบา้ นส่วนมากจะเป็นผสู้ ูงอายุและมีวิถีชีวิตท่ีเนน้ ความสงบเงียบและเรียบ
ง่าย ดังนัน้ จึงสามารถรับประกันไดว้ า่ นักท่องเท่ียวผู้ใดทร่ี ักความเงียบสงบและต้องการ
307
สมั ผัสธรรมชาติจะตอ้ งหลงรักบรรยากาศของมาหาสมทุ ร โฮมสเตย์แหง่ นี้อย่างแน่นอน
(จิรุฬ ทัศญาณ, สมั ภาษณ์: 21 พฤษภาคม 2562)
5.5.2 รา้ นอาหาร
เมื่อพูดถึงถนนสายวัฒนธรรมแห่งนี้ สิ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือร้านอาหาร ซ่ึง
ร้านอาหารที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นร้านอาหารตามสั่งที่มีเมนูพิเศษที่ถูกรังสรรค์ขึ้นเป็น
เอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละร้าน โดยดึงเอาความเป็นประแสมาไว้ในเมนูเหล่านี้ทั้งสิ้น
เมนูเด็ดที่ต้องลองคือ เมนูที่ทาจากอาหารทะเลต่าง ๆ ที่มีความสดใหม่ ราคาย่อมเยา
และรสชาติดี รับรองได้ว่าเมื่อได้ลองจาต้องติดใจและคิดถึงอาหารที่นี่ไม่รู้ลืมอย่าง
แน่นอน
เจห๊ นอ่ งแซ่บเวอร์
ร้านอาหารริมน้าประแส ที่อร่อยได้ในราคาสบายกระเป๋า ที่เปิดร้านเพื่อ
รองรับลูกค้าที่เข้ามาท่องเที่ยวในประแสโดยเฉพาะ มีลูกค้าหมุนเวียนเข้ามาอย่างไม่
ขาดสายตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะช่วงเที่ยงที่ลูกค้าจะนั่งเต็มทุกโต๊ะ ซึ่งไม่ว่าจะนั่งส่วน
ไหนของร้านก็จะสามารถสัมผัสบรรยากาศดี ๆ ได้อย่างทั่วถึง เหมาะสาหรับการมา
รบั ประทานอาหารกับครอบครวั หรอื สงั สรรคก์ บั เพอ่ื นฝูง หรอื สาหรับใครทีม่ าคนเดียว
ร้านเจ๊หน่องก็มีอาหารจานเดียวขายเช่นกัน (สุภาพร ยอดบริบูรณ์, สัมภาษณ์: 19
พฤษภาคม 2562)
อาหารร้านเจ๊หน่องเป็นอาหารไทย ที่ดูเหมือนจะธรรมดาแต่ไม่เลย เพราะ
นอกจากอาหารต้ม ผัด แกง ทอดทั่วไปแล้ว ทางร้านยังมีการคิดค้นสูตรอาหารจาน
พเิ ศษท่รี ังสรรค์จากการดึงเอาเอกลักษณ์ของ ประแสนามาใส่รวมไว้ในจานอาหาร เช่น
มาม่าต้มยาทะเลที่รสชาติเด็ดจัดจ้าน อาหารจานเดียวยอดนิยมที่มาพร้อมกับอาหาร
ทะเลเต็มชาม น่ารับประทานยิ่งกว่าภาพที่ใช้โฆษณาบนซองบะหมี่กึ่งสาเร็จรูปเสียอีก
อาหารทกุ จานรสชาติเข้มข้น กลมกล่อม เน้นวตั ถดุ บิ หลักเปน็ ของทห่ี าได้ในชุมชน และ
อาหารทะเลสดต่าง ๆ ซึ่งถือได้ว่าเป็นวัตถุดิบหลักของอาหารแทบจะทุกจานในร้าน
ล้วนแตเ่ ปน็ ของสดใหม่ทุกวนั (สภุ าพร ยอดบริบูรณ์, สมั ภาษณ:์ 19 พฤษภาคม 2562)
308
เมนเู ด็ดของร้านท่หี ากมีโอกาสได้มาทรี่ ้านน้ี แนะนาวา่ ตอ้ งลองชิมดูสักครั้งคือ
ข้าวผัดประแส ทีร่ วบรวมเอาวัตถดุ บิ ขนึ้ ชอื่ ของท้องถ่ินของประแสอย่าง “เคย” มาเป็น
วัตถุดิบหลกั ในจาน โดยจะนาเคยมาผัดกับข้าว มีเครื่องเคียงเป็นกุ้ง หมึก ปลาชุบแปง้
ทอด และทอดมันประแสขึ้นชื่อรสชาติเด็ดที่ใครมาชิมก็ต้องติดใจ โดยมีให้เลือกท้ัง
ขนาดจานเล็ก แบบรับประทานคนเดียว จานกลางสาหรับรับประทานแบบครอบครัว
ซึ่งจานกลางเองก็เป็นจานเปลขนาดเดียวกับอาหารบนโต๊ะจีนเลยทีเดียว แต่ข้าวผัด
ประแสจานขนาดใหญ่ที่สุดจะถูกจัดใส่มาในถาดสี่เหลี่ยมให้รับประทานกันอย่างจุใจ
จดั เปน็ อาหารจานที่เมื่อได้ลองลม้ิ ชิมรส บรรยากาศและความเป็นประแสกจ็ ะแทรกซึม
ผ่านรสชาติที่ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันได้เป็นอย่างดี (สุภาพร ยอดบริบูรณ์,
สมั ภาษณ์: 19 พฤษภาคม 2562)
นอกจากของขึ้นชื่อของปากน้าประแสที่ถูกรวบรวมไว้ในอาหารจานเด็ดของ
ร้านอาหารแห่งนี้แล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถหาซื้อขนมหรือของฝากที่เปน็ ผลิตภณั ฑ์
ของชาวบ้านในชุมชนได้บริเวณด้านหนา้ ของร้าน โดยเจห๊ นอ่ งพยายามรวบรวมและคัด
สรรสุดยอดของฝากที่ผลิตข้ึนภายในชุมชน มุ่งหวังที่จะสง่ ออกของดปี ระแส ให้แก่ผู้คน
ที่แวะเวียนเข้ามาเพื่อให้ได้สัมผัสและลิ้มลอง (สุภาพร ยอดบริบูรณ์, สัมภาษณ์: 19
พฤษภาคม 2562)
ภาพท่ี 5.19 อาหารและข้าวผดั ประแส ร้านเจห๊ น่อง แซ่บเวอร์
(ภาพถา่ ยโดย ณชั ชา วิเชยี ร เมอื่ วันที่ 22 พฤษภาคม 2562)
309
โฟกสั -ลุงเหน่ง
รา้ นอาหารธรรมดาอันทรงเสนห่ ์ บ้านไมห้ ลังเกา่ ที่อบอนุ่ เรยี บง่าย เปิดต้อนรับ
ลูกค้าทั้งในชุมชน และนักท่องเที่ยว มีทั้งอาหารตามสั่ง อาหารป่า และก๋วยเตี๋ยว ที่
นอกจากรสชาติจะอร่อยถูกปากทุกคนที่ได้ลอง ราคายังน่ารักน่าคบหาอีกด้วย โดยท่ี
เมนูแนะนาของทางร้านส่วนมากจะอยู่ที่ราคาเพียง 40 บาทเท่านั้น ภายในร้านมีการ
ดัดแปลงพื้นที่บริเวณชั้นล่างของบ้านให้กลายเป็นพื้นที่โล่ง เพื่อใช้ตั้งโต๊ะและเก้าอ้ี
สาหรับลูกค้า ทั้งยังมีโต๊ะด้านในสุดอยู่ติดกับป่าหลังบ้าน ที่มีลมพัดแผ่วเบาช่วยคลาย
ร้อนได้ในช่วงเวลาเทย่ี งวันได้เป็นอย่างดี จดุ เด่นของร้านโฟกัส-ลุงเหน่งคือการใช้ของท่ี
สดใหม่อยเู่ สมอ ปรงุ แบบชามต่อชาม ใหป้ ริมาณทคี่ ุ้มค่าต่อราคา และความสร้างสรรค์
ของเมนูที่มีความแปลกใหม่ชวนให้ลิ้มลอง ทั้งเมนูก๋วยเตี๋ยวและอาหารตามส่ัง
นอกจากนี้ยังมีเมนูที่หลากหลายมาก วัตถุดิบมีทั้งอาหารทะเลที่เป็นวัตถุดิบหลัก
รวมทงั้ อาหารป่า เช่น เน้ือกวาง เนอ้ื นกกระจอกเทศ ทคี่ ุณปา้ เจา้ ของร้านต้องตื่นเช้าตรู่
เพื่อไปซื้อที่ตลาดสามย่าน เนื่องจากมีใบอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมาย (ป้ายิ้มหวาน
(นามสมมติ), สมั ภาษณ:์ 22 พฤษภาคม 2562)
เมนูขึ้นชื่อที่หากไม่พูดถึงคงไม่ได้ คือ เย็นตาโฟต้มยาเส้นสายรุ้งชามเด็ด
รสชาตเิ ข้มขน้ ถึงเคร่ือง ใส่เคร่อื งทะเลชนิ้ โตและเคยทอดของข้ึนช่ือของชุมชนประแสท่ี
ทานคกู่ บั ก๋วยเต๋ียวแลว้ แสนจะลงตวั ซึ่งสามารถสั่งเคยทอดมาเป็นของทานเล่นก็อร่อย
มากเชน่ กัน อีกทงั้ ยงั มีเส้นสายรุ้งทาเองแบบโฮมเมด ที่คณุ ป้าเจา้ ของร้านได้คิดค้นและ
ดัดแปลงขนึ้ เองท้งั หมด เพอ่ื เพ่ิมรสชาตทิ ่แี ปลกใหม่ให้แกน่ ักชิม และเป็นเส้นทีไ่ ม่อืดจน
ทาลายอรรถรสของก๋วยเตี๋ยว ทาโดยการนาเอาแปง้ หมี่ผสมกับแป้งมนั ตามด้วยการใส่
น้าหวานสีต่าง ๆ ลงไปผสมน้าให้มีความเจือจางใช้แทนสีผสมอาหาร ทั้งสีชมพู เขียว
ฟ้า และนาไปนวดกับน้าอุ่น ตัดออกมาเป็นเส้นที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายเส้นก๋วยจั๊บ
ญวน ที่นอกจากจะมีความเหนียวนุ่มอร่อยแล้ว ยังมีสีสันที่น่าทานอีกด้วย
นอกเหนือจากเรื่องรสชาติแล้ว ในส่วนของราคายังคงเป็นราคาที่ย่อมเยา แต่สามารถ
ได้รับประทานวัตถุดิบสดใหม่จากท้องทะเล ความคุ้มค่าและรสชาติที่ดีเช่นนี้ส่งผลให้
หลายต่อหลายคนที่มีโอกาสได้ลิ้มลอง ล้วนติดใจในฝีมือคุณป้าจนนากลับไปบอกเล่า
แบบปากต่อปาก รวมถึงบอกเล่าผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์จนร้านโฟกัส-ลุงเหน่ง
310
กลายเป็นอีกร้านหนึ่งที่ห้ามพลาดเมื่อได้มาเที่ยวที่ประแส (ป้ายิ้มหวาน (นามสมมติ),
สมั ภาษณ:์ 22 พฤษภาคม 2562)
ภาพท่ี 5.20 เยน็ ตาโฟทะเลแลเย็นตาโฟตม้ ยาเสน้ สายร้งุ ร้านโฟกัส-ลงุ เหน่ง
(ภาพถา่ ยโดย ณชั ชา วเิ ชยี ร เมอื่ วนั ที่ 22 พฤษภาคม 2562)
5.5.3 ร้านกาแฟ
“กาแฟ” เครื่องดื่มสุดโปรดของใครหลายๆคน หากมาที่นี่ไม่ต้องกังวลว่าจะ
หาดื่มไม่ได้ เพราะที่นี่มีร้านกาแฟหลากหลายแบบให้เลือกดื่ม ทั้งกาแฟชงแบบโบราณ
เช่น กาแฟเยน็ กาแฟโบราณ โอเลย้ี ง พร้อมโต๊ะน่งั ภายในร้านที่ยงั คงเสนห่ ์รูปแบบสภา
กาแฟสมัยก่อนไว้เป็นอย่างดี และร้านกาแฟสดกับรูปแบบร้านที่มีความทันสมัย สไตล์
โมเดิร์น ที่มีเมนูกาแฟให้เลือกมากมาย เช่น อเมริกาโน่ มอคค่า และเอสเพรสโซ่ เป็น
ตน้
รา้ นกาแฟโบราณเจก๊ เล้ียง
ร้านกาแฟโบราณขนาดเล็ก ๆ ที่ยังคงรสชาติและรูปแบบสภากาแฟเหมือน
สมัยก่อน ทาให้ร้านกาแฟแห่งนี้อบอวลไปด้วยภาพแห่งความทรงจาในสมัยก่อนที่
สะท้อนถึงความคึกครื้นของชุมชนประแสในฐานะที่เคยเป็นเมืองท่ามาก่อน อยู่เสมอ
ร้านกาแฟโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ในบ้านไม้ห้องแถวทรงเก่าที่ไม่ผ่านการดดั แปลงใด ๆ แม้
311
เวลาจะผ่านไป มกี ารใชป้ ระตบู านเฟีย้ มแบบจีน รวมถึงโต๊ะและเก้าอี้ท้งั แบบไม้และหิน
ออ่ นแบบดั้งเดมิ มลี ูกคา้ ส่วนมากเป็นคนชุมชนท่ีแวะเวียนกันเข้ามาสัง่ กาแฟเรือ่ ย ๆ อยู่
ตลอดวัน ร้านนี้เปิดมาตั้งแต่สมัยเจ๊กเลี้ยง ซึ่งเป็นคุณพ่อของคุณป้าแน่งน้อย แซ่ตั๋น
อายุ 64 ปี ผู้เป็นเจ้าของร้านในปัจจุบัน อดีตบริเวณหน้าร้านเจ๊กเลี้ยงนี้จะเป็นบริเวณ
ท่าขึ้นลงเรือ จึงทาให้มีผู้คนมากมายที่สัญจรและแวะเวียนเข้ามาในสภากาแฟแห่งนี้
ส่งผลให้ในสมัยก่อนนอกจากการขายกาแฟโบราณในช่วงเช้าของวันแล้ว ช่วงบ่ายจะมี
การเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวร่วมด้วยในบริเวณด้านหลังของบ้าน (แน่งน้อย แซ่ตั๋น ,
สมั ภาษณ์: 21 พฤษภาคม 2562)
ภาพที่ 5.21 ร้านกาแฟโบราณเจก๊ เล้ียง
(ภาพถา่ ยโดย กาญจนรตั น์ แซโ่ ค้ว เมือ่ วนั ท่ี 22 พฤษภาคม 2562)
ภาพท่ี 5.22 สลากกินแบง่ รฐั บาล รา้ นกาแฟเจก๊ เลย้ี ง
(ภาพถ่ายโดย ณชั ชา วเิ ชียร เมอ่ื วันที่ 21 พฤษภาคม 2562)
312
แม้ในปัจจุบันภาพของประแสในฐานะเมืองท่าอาจจะพร่าเลือนไป แต่ร้าน
กาแฟโบราณเจ๊กเล้ียงกย็ ังคงเปน็ ขวญั ใจของคนในชุมชนอยู่เสมอ เป็นอกี หน่ึงทางเลือก
สาหรับผู้ที่หลงรักในกลิ่นไอของกาแฟชงโบราณ ในราคาที่ย่อมเยาที่เรียกได้ว่าหาได้
ยากในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน กาแฟทุกแก้วถูกชงด้วยความต้ังใจและพิถีพิถันของคุณ
ป้าแนง่ นอ้ ย จงึ อาจใช้เวลารอนานสกั เลก็ น้อย แต่รับรองได้วา่ จะไดก้ าแฟโบราณรสชาติ
กลมกลอ่ มตามทส่ี ั่งอย่างแนน่ อน กาแฟร้อน ๆ คู่กับน้าชาจนี ร้อน ๆ เป็นอะไรที่เข้ากัน
อยา่ งดใี นยามเช้า สาหรบั การพบปะสมาคมผู้คนในชุมชนตอนเช้า แลกเปลี่ยนเร่ืองราว
ต่าง ๆ กันพร้อมจิบเครื่องดื่มร้อนๆ เป็นบรรยากาศที่คลาสสิกและแทบหาไม่ได้ใน
สังคมเมืองปัจจุบัน นอกจากนี้ร้านกาแฟโบราณเจ๊กเลี้ยงยังครึกครื้นเป็นพิเศษในช่วง
ใกล้วันออกผลสลากกนิ แบ่งรัฐบาล เพราะนอกจากจะทางร้านจะขายกาแฟโบราณแล้ว
พี่ชายของคุณป้าแน่งน้อยหรือคุณลุงกี แซ่ตั๋น อายุ 80 ปี ยังเป็นคนจาหน่ายสลากกิน
แบ่งรัฐบาลด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทาให้ช่วงใกล้วันที่ 1 และ 16 ของทุก ๆ เดือน
จะมีคนแวะเวียนเข้ามาที่ร้านกาแฟเจ๊กเลี้ยงกันอย่างคึกคัก (กี แซ่ตั๋น, สัมภาษณ์: 21
พฤษภาคม 2562)
5.5.4 รา้ นเสริมสวยและตัดผม
เนื่องจากถนนสายวัฒนธรรมแห่งนี้ ตั้งอยู่ในเขตชุมชนที่มีผู้คนอาศัยอยู่ใน
ชีวิตประจาวัน ดังนั้นร้านเสริมสวยและร้านตัดผมจึงเป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้ ซึ่งที่นี่มีทั้ง
ร้านตัดผมชายร้านดังท่ีไมว่ ่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ก็มักจะเลือกมาตดั ผมทีน่ ่ี
เนื่องจากขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพและราคาย่อมเยา นอกจากนี้ยังมีร้านเสริมสวยแบบครบ
วงจร ที่ไม่ว่าคุณผู้หญิงจะต้องการสระผม ตัดผม ไดร์ผม หรืออบไอน้า ก็มีเปิด
ให้บริการดว้ ยเช่นกัน
ร้านโดง่ บาร์เบอร์
ร้านตัดผมชายที่เปิดมาตลอด 26 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 โดยช่างโด่ง หรือพ่ี
โด่ง บุญล้อม บุตรพรหม อายุ 46 ปี เป็นร้านตัดผมเล็ก ๆ เพียงคูหาเดียว และมีเพียง
เก้าอี้ตัดผมตวั เดยี วเท่านั้น แต่ร้านตัดผมพี่โดง่ ก็เปน็ ร้านที่มีหนุ่มเล็กหนุ่มใหญ่มาน่ังรอ
313
คิวไม่ขาดสาย ตั้งแต่เริ่มเปิดร้านแรกๆจนถึงปัจจุบัน ยิ่งสมัยก่อนจะยิ่งคึกคักมาก
เนื่องจากช่วงนั้นประแสเป็นเมืองท่า จึงทาให้มีผู้คนเข้าออกในชุมชนจานวนมาก
โดยเฉพาะกลุ่มลกู คา้ ชาวประมงที่เมื่อข้ึนท่าก็มกั จะข้ึนมาตัดผมท่ีร้านพ่โี ดง่ อยเู่ สมอ จึง
ต้องเปิดร้านตั้งแต่เวลา 10:00-02:00 น.ของทุกวัน ปัจจุบันร้านจะเปิดช่วง 09:00-
18:00 น. (บุญล้อม บุตรพรหม, สัมภาษณ:์ 19 พฤษภาคม 2562)
ภายในร้านยังเป็นตู้กระจกบานเก่า หน้าโต๊ะเครื่องแป้งมีแป้งกลิ่นหอมยี่ห้อ
เก่าแก่ที่หลายๆบ้านอาจจะเลิกใช้ไปแล้ววางไว้อยู่ มีการตกแต่งร้านด้วยหลอดไฟของ
เรือไดหมึกที่ใสส่ าหรา่ ยไว้ด้านใน นอกจากนี้สิ่งที่สะดุดตาคือขอบด้านบนของกระจกท่ี
เต็มไปด้วยธนบัตรสกุลต่าง ๆ ที่ถูกแปะไว้ ซึ่งธนบัตรสกุลต่าง ๆ ที่ได้มาจากแรงงาน
ชาวประมงชาติต่าง ๆ ทั้งพม่า กัมพูชา มาเลเซีย และลาว ที่เมื่อพวกเขาเห็นว่าพี่โด่ง
สะสมจงึ ไดใ้ ห้พ่โี ด่งไว้เปน็ ที่ระลึก อปุ กรณท์ ุกส่งิ อยา่ งในร้านพ่โี ด่งดูเกา่ เท่าอายุของร้าน
แต่ทว่ากลับใหค้ วามรู้สึกคลาสสิก เหมือนเป็นภาพฉายวิถีชีวิตแบบเก่าที่เคยพบเหน็ ใน
โทรทัศน์หรือตามหนังสือ ร้านตัดผมชายนี้มีเก้าอี้ตัดผมเพียงหนึ่งตัวและผู้ดาเนินการ
ตดั ผมเพียงคนเดยี ว พีโ่ ดง่ จะใช้ปัตตาเล่ียน กบั หวีเปน็ อปุ กรณ์หลักในการตัดผมเท่าน้ัน
ดังนั้นจึงมีชายหนุ่มหลายหลายช่วงอายุมานั่งรอตัดผมกันอย่างอยู่ตลอด โดยมีเก้าอ้นี ง่ั
รอจานวน 3-4 ตัวในร้าน และโต๊ะตัวใหญ่บริเวณหน้าร้านที่ไม่เพียงแต่เป็นที่นั่งรอคิว
ตดั ผมแต่เพยี งเทา่ นั้น แตไ่ ดก้ ลายเป็นพ้ืนที่พูดคยุ แลกเปลยี่ น ทกั ทายกันระหว่างผู้เข้า
มารอใช้บริการและผู้คนที่เดินผ่านไปมา อีกทั้งยังมีกระดานหมากรุกพร้อมกระปุกใส่
หมากวางไว้คู่กัน สาหรับผู้ที่ประสงค์อยากหาอะไรทาฆ่าเวลาระหว่างการรอตัดผม
เพลินๆ ร้านตัดผมแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยเสียงเซ็งแซ่พูดคุยกันอยู่เสมอ หากมีโอกาสได้
ลองเขา้ มาใชบ้ รกิ ารนอกจากจะได้บรรยากาศท่แี ปลกใหม่สาหรับการตัดผมแล้ว รับรอง
คุณจะได้รับรอยยิ้มที่อิ่มเอมใจกลับไปด้วยแน่นอน (บุญล้อม บุตรพรหม, สัมภาษณ์:
19 พฤษภาคม 2562)
314
ภาพที่ 5.23 รา้ นโดง่ บาร์เบอร์
(ภาพถ่ายโดย ณชั ชา วิเชยี ร เมอ่ื วนั ที่ 19 พฤษภาคม 2562)
5.5.5 รา้ นของฝากจากประแส
เมื่อมาเท่ียวประแส จังหวดั ระยอง แลว้ ตอ้ งการของฝากติดไม้ตดิ มือไปฝากคน
ทบ่ี ้าน เพ่อื นทท่ี างาน หรือคนท่คี ุณรัก ถนนสายวฒั นธรรมแห่งนี้ก็มีของฝากท่ีเป็นของ
ขึ้นชื่อประแสให้ได้เลือกซื้อเลือกหากัน ไม่ว่าจะเป็นกางเกงเล หรือกางเกงจีนผ้าเนื้อดี
ทรงสวย ที่ใส่ง่ายสบาย หรือแม้แต่ของฝากที่เป็นขนมขึ้นชื่อของประแส เช่น ทอดมัน
ประแสหรือแจงลอน ที่มีรปู รา่ งและกรรมวธิ ีในการทาทีเ่ ป็นเอกลักษณ์เฉพาะให้ได้ลอง
ลิ้มชมิ รสกัน
315
หลบี ูติก กางเกงเล
จากรูปแบบการตัดเย็บแบบกางเกงแพรจีนปั่งลิ้นที่ขุนนางจีนนิยมใส่ ได้สืบ
ทอดมาอย่างรุ่นสู่รุ่นมาสู่ร้านหลีบูติกในปัจจุบัน แรกเริ่มคุณพ่อของคุณลุงวัลลภ นิตย
สกุล มาจากเมอื งจนี และได้ทากางเกงจนี เช่นน้ใี ส่กันเองภายในบ้าน หลังจากนนั้ จึงเร่ิม
ตัดขาย พอเริ่มที่จะมีคนสนใจกางเกงจีนนี้มากขึ้น คุณลุงวัลลภก็ได้เริ่มเรียนรู้การตัด
เยบ็ ตัง้ แตอ่ ายเุ พียง 15 ปี ซงึ่ เมอ่ื กอ่ นผ้าท่ใี ชใ้ นการตัดเย็บไมไ่ ดม้ ผี า้ คอตตอน (Cotton)
คุณภาพดีอย่างในปัจจุบัน มีเพียงผ้าดิบ ย้อมด้วยฝาด ที่ต้องนาเปลือกฝาดมาตาและ
นาไปตม้ กลายเปน็ สีย้อมผา้ ในตอนนน้ั เร่ิมขายในราคาตวั ละ 45 บาท (หลีบตู ิก กางเกง
จีนประแส, ออนไลน์: ม.ป.ป.)
ปัจจุบันการตัดเย็บโดยใช้ผ้าอย่างดี ฝีมือที่ประณีตและมีเทคนิคเฉพาะในการ
เย็บแบบสองชั้นเป็นเอกลักษณ์ของทางร้าน ซึ่งมีความคงทนในการสวมใส่และไม่ขาด
ง่าย สิ่งสาคัญคือ กางเกงเลภายในร้านมีหลากหลายแบบให้เลือกทั้งแบบผ้าคอตตอน
และผ้าฝ้าย แบบทั้งกางเกงเล ขาเดฟ สีพื้น, กางเกงเล ขาเดฟ หลากสี, กางเกงเล
ขาก๊วย สีพื้น มีกระเป๋า, กางเกงเล ขาก๊วย ลายสก๊อต มีกระเป๋า, กางเกงเล ขายาว สี
พื้น ไมม่ ีกระเป๋า ใหน้ กั ท่องเทยี่ วหรือผูท้ ่สี นใจได้เลือกชมเลือกซื้อเป็นของฝากกัน
รา้ นทอดมนั ประแส
ทอดมันประแส หรือ แจงลอน เป็นอาหารขึ้นชื่อของประแส และเป็นอาหาร
พื้นเมืองขึ้นชื่อของหลายจังหวัดที่ติดชายทะเลของประเทศไทย ในบางพื้นที่อาจ
เรียกว่า “ปลาจบั ไม้” หรือ “ปลาจบั หลกั ” แตท่ ปี่ ระแส ระยองจะเรยี กว่า “แจงลอน”
หรือเรียกแบบบ้าน ๆว่า “จันลอน” อาหารที่นาเอาพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านและปลา
จากแม่น้าประแสมาหลอมรวมกัน (เครือข่ายตลาดชุมชน, ออนไลน์: 2560) มีลักษณะ
ทีค่ ลา้ ยทอดมันปลาแบบปกตเิ พยี งแต่ไม่ได้ผ่านกรรมวิธีการทอดโดยใช้น้ามัน แจงลอน
นี้จะนาไปปั้นเป็นก้อน เสียบไม้ และนาไปย่างบนไฟอ่อนจนสุก จึงมีลักษณะแห้งกว่า
และไม่อมน้ามันเหมือนทอดมัน (เดลินิวส์, ออนไลน์: 2562) เปน็ อาหารอีกอย่างหน่ึงท่ี
สะทอ้ นความเปน็ เมืองท่าของประแสกบั วถิ ีชีวิตที่ผกู พนั กบั การประมงมาจนถงึ ปัจจบุ นั
316
5.5.6 บริการอนื่ ๆ
ไม่ว่าคุณจะจักรยานพัง อะไหล่นาฬิกาสูญหาย รู้สึกไม่สบายต้องการยารักษา
หรืออยากหาเครื่องประดับที่มีชิ้นเดียวในโลก ถนนสายวัฒนธรรมแห่งชุมชนปากน้า
ประแสนี้ลว้ นมีใหบ้ รกิ ารคณุ ท้ังสิ้น แต่ละร้านเหล่านเ้ี ปดิ ต้อนรับนักท่องเท่ยี วและคนใน
ชุมชนบริเวณหน้าบ้านตัวเองมามากกว่าสิบปี ให้บรรยากาศบ้านไม้เก่าและคงวิถีชีวิต
ของชุมชนดั้งเดิมได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงรับรองได้ถึงฝีมือและการให้บริการที่ไม่ทาให้
คณุ ผดิ หวังอย่างแน่นอน
รา้ นซอ่ มจักรยาน
รา้ นซอ่ มจักรยานสดุ แสนจะคลาสสกิ ท่เี มื่อผา่ นหนา้ รา้ นจะเห็นชายสูงอายุ ซ่ึง
ก็คือ คุณลุงจักรพรรดิ แซ่ตั๋น อายุ 70 ที่กาลังง่วนอยู่ในการซ่อมยางจักรยาน รอบตัว
รายล้อมไปด้วยอะไหล่จักรยานเต็มไปหมด ซึ่งนอกจากการซ่อมจักรยานแล้ว คุณลุง
จักรพรรดิยังมีอาชีพเสริมเป็นการเย็บผ้า ที่คุณลุงเริ่มทาอาชีพเหล่านี้มาเป็นเวลา 30
กวา่ ปีแลว้ จากการหดั ซ่อมจักรยานและหัดเย็บผา้ ดว้ ยตนเอง เป็นเคร่ืองสะท้อนให้เห็น
ถึงความนิยมของจกั รยานที่ถูกใช้เป็นยานพาหนะในการเดินทางหรอื โดยสารในละแวก
ชมุ ชนในสมัยอดีต ท้ังนใ้ี นสมัยก่อนไมไ่ ด้เปดิ บริการเพียงรับเยบ็ ผา้ แตร่ บั ตัดเสอ้ื ผ้าด้วย
แต่ในปัจจุบันที่สังคมเปลี่ยนแปลงไป เสื้อผ้าสาเร็จรูปถูกผลิตออกมาจาหน่ายเป็น
จานวนมาก รวมถึงยานพาหนะก็ได้เปลีย่ นผา่ นจากการใช้จกั รยานมาเป็นจักรยานยนต์
เสียหมด จงึ ทาใหร้ า้ นของคุณลงุ มีความเงียบเหงาลง (จักรพรรดิ แซ่ต๋นั , สมั ภาษณ์: 19
พฤษภาคม 2562) แตถ่ งึ แมใ้ นปัจจบุ นั งานซ่อมจะมีน้อยลง เหลอื เพียงแค่การซ่อมแซม
ในส่วนของจักรยานแม่บ้านจ่ายตลาดเสียส่วนใหญ่ นอกจากนี้บริเวณหน้าร้านก็มีปั๊ม
ลมขนาดย่อมสาหรับเติมลมให้แก่สองล้อของจักรยาน นักปั่นจักรยานท่านใดผ่านเข้า
มาท่องเที่ยวในถนนสายวัฒนธรรมน้ีกส็ ามารถแวะเวยี นมาให้คุณลุงผู้มากประสบการณ์
ช่วยตรวจสอบสภาพรถก่อนออกเดินทางได้ต่อไปได้ หรือหากอยากได้ขนมติดมือกลับ
ไปฝากญาติพี่น้องมีทองม้วนกรอบบรเิ วณร้านขา้ ง ๆ ที่ทาสดวนั ต่อวัน กลิ่นหอมละมุน
รสชาติกลมกลอ่ มชวนให้ลิม้ ลอง (จกั รพรรดิ แซ่ต๋นั , สัมภาษณ:์ 19 พฤษภาคม 2562)
317
ภาพท่ี 5.24 รา้ นจักรยาน
(ภาพถา่ ยโดย ณัชชา วิเชยี ร เมอ่ื วันท่ี 19 พฤษภาคม 2562)
รา้ นกาลเวลา
อีกหนึ่งร้านที่สะท้อนความวิถีความเป็นเมืองท่าเก่าของประแสในอดีตได้เป็น
อย่างดี คือ ร้านกาลเวลา ของคุณลุงโอฬาร เศรษฐเมธีกุล อายุ 64 ปี ที่รับซ่อม เสริม
และขายนาฬิกา เรียกได้ว่าครบวงจรเรื่องนาฬิกา แต่เดิมสมัยคุณพ่อที่แห่งนี้เปิดเป็น
รา้ นขายกาแฟ แต่ปจั จุบันเปล่ียนมาเปน็ ร้านซ่อมนาฬิกามานานกว่า 40 ปี เม่ือเดินเข้า
ไปภายในร้านจะเห็นตู้โชว์นาฬิกาข้อมือตั้งต้อนรับลูกค้าอยู่ด้านหน้า และโซนซ้ายมือ
จะเป็นสว่ นของรา้ นตัดผมซ่ึงเป็นกิจการของภรรยาคุณลุงโอฬาร ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียง
ลูกค้าประจาที่เข้ามาใช้บริการตัดผมสุภาพสตรี นอกจากนี้ในส่วนของร้านซ่อมนาฬิกา
318
โดยรอบจะมีโตะ๊ ซ่อมนาฬกิ าทม่ี ีอุปกรณซ์ ่อมวางเรยี งรายอยูบ่ นโต๊ะและตูข้ า้ ง ๆ เพ่อื ให้
ง่ายต่อการหยิบจับมาทาการซ่อม (โอฬาร เศรษฐเมธีกุล, สัมภาษณ์: 21 พฤษภาคม
2562)
ในอดีตชุมชนบ้านเก่าริมน้าประแสเป็นเมืองท่า และมีธุรกิจการทาประมงที่
ร่งุ เรอื งมาก ซึ่งรา้ นนาฬกิ ากม็ ีความรงุ่ เรืองตามมาดว้ ยเช่นกัน เน่ืองจากนาฬกิ าค่อนข้าง
มีความสาคัญต่อชาวประมง ในสมัยก่อนเทคโนโลยียังไม่เข้าถึง ไม่มีโทรศัพท์มือถือ
อย่างในปัจจุบัน การที่จะรู้วันและเวลาได้ในขณะที่อยู่กลางผืนน้าอันกว้างขวางนั้น
นาฬิกาจึงเป็นสิ่งที่ชาวประมงมักจะติดตัวไปออกเรืออยู่เสมอ ชาวประมงเหล่านี้จะมา
ซื้อนาฬิกาที่ร้านกันบ่อยมาก เนื่องจากไปออกเรือหาปลา ก็มักจะทาตกทะเลกันอยู่
บ่อยครั้ง พอขึ้นท่าครั้งหนึ่งก็มาซื้อกันใหม่คนละเรือนสองเรือน ทั้งนี้เนื่องจากกลุ่ม
ลกู ค้าสาคัญเปน็ ชาวประมงทต่ี อ้ งอยู่กับนา้ ตลอดเวลา จึงทาใหร้ า้ นกาลเวลามีบรกิ ารทา
นาฬิกาแบบกันนา้ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเรียกได้วา่ เป็นจดุ เด่นของร้านซอ่ มนาฬกิ าร้านนี้
นอกจากนี้ในช่วง 30 กว่าปีก่อนหน้าคุณลุงโอฬารไม่ได้เพียงแต่ขายแค่นาฬิกาเท่านั้น
แต่ขายทั้งกางเกงยีนส์ และเสื้อผ้าที่มียี่ห้อส่งตรงจากบริษัทเซน็ ทรัลสีลม ซึ่งขายดีเป็น
เทน้าเททา่ ยิ่งกว่าขายนาฬิกาเสียอีก (โอฬาร เศรษฐเมธีกุล, สมั ภาษณ:์ 21 พฤษภาคม
2562)
ปัจจบุ ันนาฬกิ าเกิดภาวะเฟ้อ เน่ืองจากในตลาดนาฬิกามีการผลิตจากประเทศ
จีนเข้ามาขายเป็นจานวนมาก คนนิยมซื้อเปลี่ยนใหม่ในราคาเรือนที่ย่อมเยามากกว่า
การซื้อนาฬิกาแบรนด์ที่มีราคาสูงกว่ามาก ปัจจุบันร้านกาลเวลาจึงเน้นรับซอ่ มนาฬิกา
แต่เพียงเท่านั้น โดยลูกค้าส่วนมากก็มีทั้งคนในชุมชนและชุมชนใกล้เคียง เช่น หนอง
ปูน สามย่าน พังลาด และเกาะลอย เป็นต้น นักท่องเที่ยวมีพลัดหลงเข้ามาบ้างแต่
จานวนน้อย โดยอะไหลน่ าฬิกาตา่ ง ๆ ของทางร้านจะรบั มาจากรา้ นนาฬิกาเหรียญทอง
(เยาวราช) ผ่านการสั่งซื้อออนไลน์ ทั้งนี้ร้านซ่อมนาฬิกากาลเวลาสะท้อนให้เห็นถึง
ความรุ่งเรืองและวิถีชีวิตของชุมชนริมน้าประแสที่อิงอยู่กับการประมงอย่างแท้จริงมา
ต้ังแต่อดีต (โอฬาร เศรษฐเมธีกลุ ,สมั ภาษณ:์ 21 พฤษภาคม 2562)
319
ภาพที่ 5.25 ร้านนาฬกิ ากาลเวลา
(ภาพถา่ ยโดย กาญจนรัตน์ แซ่โคว้ เมอื่ วันที่ 21 พฤษภาคม 2562)
ร้านหนังสือนิโรจน์
ร้านหนังสือนโิ รจน์คอื อกี หนึ่งรา้ นทหี่ ลงเหลือให้เห็นวิถีชวี ติ ของชุมชนนี้ในอดีต
ปจั จบุ นั กจิ การถูกสบื ทอดมายังคุณศมญญา บาเพ็ญทาน หรือเจ๊แหม่ม อายุ 47 ปี ผรู้ ับ
ช่วงต่อมาจากรุ่นคุณปู่คุณย่าที่มีเชื้อสายจีนราว 60 - 70 ปีก่อน ร้านหนังสือนิโรจน์
ไม่ได้เป็นเพียงร้านเช่าหนังสือเท่านั้น แต่ยังเป็นร้านทาเครื่องประดับที่เกา่ แก่มากท่สี ดุ
แห่งหนึ่งในชุมนี้แห่งนี้ด้วยเช่นกัน โดยแบ่งร้านออกเป็นสองส่วนคือ ร้านทาเพชร
เครื่องประดับ และเลี่ยมพระ ที่สืบทอดมาจากฝั่งคุณทวดย่า และร้านเช้าหนังสือที่สบื
ทอดมาจากคณุ ปู่ (ศมญญา บาเพญ็ ทาน, สัมภาษณ์: 19 พฤษภาคม 2562)
320
ในอดีตร้านหนังสือนิโรจน์เป็นร้านหนังสือให้เช่าสาหรับคนในชุมชนบ้านเก่า
ริมน้าประแส โดยเฉพาะลูกเรอื ประมงท่ีต้องออกเรือไปเป็นระยะเวลานานเป็นเดือน ๆ
สมัยก่อนยังไม่มีโทรศัพท์มือถืออย่างในปัจจุบัน ดังนั้นสิ่งที่จะสามารถช่วยแก้เบื่อและ
ฆ่าเวลาได้จึงเป็นการอ่านหนังสือเท่านั้น โดยหนังสือที่ทางร้านเปิดให้เช่าส่วนมากจะ
เป็นหนังสือนิยายและหนังสือชุด ค่าเช่าเล่มละ 5 บาท และมีมัดจา 10 บาท ปัจจุบัน
แม้ปัจจุบันร้านหนังสือนิโรจน์จะปิดตัวลงและไม่มีการเช่าให้เห็นอย่างในอดีต เหลือ
เพียงการขายเพียงหนังสือพิมพ์ทุก ๆ วันที่ 1 และ 16 ของเดือนเพื่อตรวจสลากแต่
เพียงเท่าน้ัน แตท่ งั้ นท้ี างร้านกย็ ังคงเก็บหนงั สือเช่าเก่า ๆ ไว้ในตไู้ ม้หลังใหญ่เพ่ือคงไว้
ซึ่งเสน่ห์ของอดีตให้เราได้เห็นกัน (ศมญญา บาเพ็ญทาน, สัมภาษณ์: 19 พฤษภาคม
2562)
นอกเหนือจากหนังสือ พี่แหม่มก็ยังประกอบอาชีพทาเครื่องประดับทั้งเครื่อง
ทอง เครื่องเงิน และนาก ทั้งสร้อยคอ สร้อยข้อมือ แหวน และต่างหู รับทาตั้งแต่การ
ออกแบบและข้นึ รูปเคร่ืองประดับ รวมไปถึงรบั เลี่ยมกรอบพระดว้ ยเป็นที่รู้กันในชุมชน
งานฝีมือทป่ี ระณตี นเี้ จแ๊ หม่มได้รับการฝกึ ฝนจากรนุ่ สรู่ นุ่ มาจากคุณแม่อีกทีหน่ึง งานแต่
ละชิ้นเป็นงานแฮนด์เมด (Hand made) ที่ประณีตและใช้เวลาในการทาค่อนข้างนาน
ผลงานจึงทุกชิ้นที่ออกมาจึงมีความงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะยากที่ใครจะ
เลียนแบบได้ (ศมญญา บาเพญ็ ทาน, สัมภาษณ:์ 19 พฤษภาคม 2562)
แตถ่ ึงกระนนั้ พี่แหม่มก็ยังแบง่ เวลามาทากะปขิ ายเพ่ือเปน็ รายได้เสรมิ โดยเคย
ที่นามาเป็นวัตถุดิบในการทากะปิ เป็นเคยที่รับรองได้ว่ามีความสดใหม่แน่นอน
เนื่องจากไดท้ าการยกยอจากบริเวณหลังบ้าน กรรมวิธใี นการผลิตทีใ่ ส่ใจในคุณภาพทกุ
ๆ กระบวนการ ทาให้กะปิเคยของเจ๊แหม่มมีเอกลักษณ์ความหอมและรสชาติที่ไม่
เหมือนกับที่อื่น ๆ ท้ายที่สุดแล้วหากผู้ใดที่มีโอกาสได้แวะเวียนเข้ามาที่ชุมชนบ้านเก่า
ริมน้าประแสนั้น นอกจากจะการซึมซับวิถีชีวิตของประแสในอดีตผ่านร้านค้าเหล่าน้ี
แลว้ ยงั สามารถหาซ้ือของฝากท่ีขนึ้ ช่ือของจังหวัดระยองอย่างกะปิเคยจากร้านหนังสือ
นิโรจน์ติดไม้ติดมือกลับไปฝากญาติมิตรหรือคนรู้จักได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งมั่นใจได้ว่าผู้ที่ได้
ลิ้มลองจะต้องชื่นชอบและประทับใจทุกคน (ศมญญา บาเพ็ญทาน,สัมภาษณ์: 19
พฤษภาคม 2562)
321
ภาพที่ 5.26 ตหู้ นงั สอื ร้านหนังสอื นโิ รจน์
(ภาพถ่ายโดย ณชั ชา วิเชียร เมอื่ วันท่ี 19 พฤษภาคม 2562)
ร้านขายยา สมบรู ณ์โอสถ
หนึ่งในร้านค้าที่ดึงดูดสายตาต่อผู้มาเยือนเป็นจานวนไม่น้อย ร้านยาประเภท
ค. เป็นร้านขายยาแผนโบราณท่ีเปดิ ขายมาตัง้ แตร่ ุ่นอากง๋ (คุณปู่) ของพ่ีเล็ก ภาวิณี ยอด
บริบูรณ์ ความหลากหลายของสมุนไพรประกอบกับกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของ
สมุนไพรส่งกลิ่นให้ผู้ที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมอง สะดุดตากับบ้านไม้เก่า ห้องแถว
แบบจีน ที่หน้าร้านเรียงรายไปด้วยยาจีน มีตู้กระจกบรรจุยาสมุนไพร และยาสามัญ
ประจาบา้ นไว้ด้วย ในโหลใสส่ มุนไพรท้ังหมดจะมีตัวยาท่เี ราคนุ้ ชื่อกัน เช่น ขม้ินชัน ฟ้า
ทะลายโจร โป๊ยกั๊ก กานพลู ยี่หร่า หัวว่านชักมดลูก เมล็ดลิ้นจี่ ดอกมะลิ พุทราจีน
อบเชยเทศ ชะเอมเทศ ดอกจันทน์เทศ และเถาลิ้นเสือ เป็นต้น และเมื่อมองเข้าไปใน
บ้านจะเห็นลังใสบรรจุยาสมุนไพรชนิดต่าง ๆ โดยส่วนมากจะเป็นยาสมุนไพรจีน
สรรพคุณของยาสมุนไพรแต่ละอย่างก็แตกต่างกันไป (ภาวิณี ยอดบริบูรณ์, 2562,
สัมภาษณ์: 19 พฤษภาคม 2562)
322
คนที่มาซื้อส่วนมากจะเป็นหมอพื้นบ้านจากที่อื่น ที่เคยซื้อขายกันมาตั้งแต่ใน
อดีตเมื่อสมัยคุณปู่และแม่ของพี่เล็กยังขายอยู่ พี่เล็กเล่าว่าในอดีตมีคนมาซื้อยาแผน
โบราณมากมาย ขายกันแทบไม่ทัน อาก๋งและแม่ต้องช่วยกันสับยาขายไปมือเป็นระวิง
ถึงแม้ในปัจจุบันจะมียาแผนปัจจุบันเข้ามา แต่การรักษาด้วยยาแผนโบราณก็ถือว่า
ยังคงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่สามารถใช้ควบคู่กันไปได้ สาหรับใครที่มาเยือนประแส
และต้องการหายาสมุนไพรบารุงร่างกาย หรืออยากเรียนรู้ทาความรู้จักกับสรรพคุณ
ของสมุนไพรแต่ละชนิด ก็สามารถเข้ามาที่ร้านสมบูรณ์โอสถได้ พี่เล็กแห่งร้านสมบูรณ์
โอสถยินดีให้คาแนะนาเสมอ หรือแม้แต่จะเข้ามาพูดคุยถึงเรื่องราวในอดีตของร้านยา
แผนโบราณแห่งนี้ก็ทาได้เช่นเดียวกัน ความหลากหลายของสมุนไพรเหล่านี้ประกอบ
กับกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของสมุนไพรส่งกลิ่นให้ผู้ที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมอง
และต้องมนตร์สะกดไปกับความเก่าแก่ที่คงอยู่ไว้ตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน (ภาวิณี
ยอดบริบูรณ์, สัมภาษณ:์ 19 พฤษภาคม 2562)
ตลาดสด หรือ ตลาดเช้า ที่เรียกเช่นนี้เนื่องจากเป็นตลาดที่เปิดขายเฉพาะ
เวลาเช้ามืดถงึ เช้าตรู่ตลาดก็เริ่มวายลง ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของตลาดประแส ตลาด
สดเป็นพื้นที่อยู่ติดกับท่าเรือติดฝั่งแม่น้าประแส มีบริเวณพื้นที่กว้างพอสมควร สาหรับ
ให้เรือประมงพนื้ บ้านและพาณชิ ยเ์ อาของทะเลสด ๆ มาขนึ้ ฝัง่ ขายกันในทุก ๆ เช้า อีก
ทัง้ ยงั มปี ม๊ั น้ามนั สาหรบั เตมิ น้ามนั เรืออกี ด้วย
ในอดีตพื้นที่ตลาดจะเป็นพื้นไม้ เสาไม้ แต่ในปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นพ้ืน
คอนกรีตเช่นเดียวกับถนน ร้านรวงภายในตลาดสด ส่วนมากจะเป็นของสดจาพวก
อาหารทะเลเป็นสาคัญ ทั้งปลา ปู ก้งุ และอ่ืน ๆ รวมถึงเคย กะปิ อาหารแปรรูปต่าง ๆ
สาหรับอาหารทะเลสด ๆ จะมีเรือประมงนามาขายสดทุกวัน ทาให้มั่นใจในความสด
ใหม่ และราคาถูกได้ ตลาดเช้าแห่งนี้ยังเป็นแหล่งรวมพล แม่ค้าหรือแม่ครัวให้เข้ามา
จับจ่ายใช้สอยในช่วงเช้าตรู่ เพื่อนาวัตถุดิบสดใหม่จากทะเลไปประกอบอาหารต่าง ๆ
ทั้งร้านอาหารและในครัวเรือน นอกจากนี้ยังมีร้านกับข้าว ร้านต้มเลือดหมู ร้านกาแฟ
ทั้งยังมีร้านเสื้อผ้าแฟชั่นอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นจะได้พบกับอาหารพื้นบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งท่ี
323
แทบหาไม่ได้ในที่อื่น อย่างขนมโบราณ บ๊ะจ่างหวาน กระเบนหวาน แจงลอน อาหาร
เหล่าน้สี ามารถหากนิ ไดใ้ นตลาดเชา้ ประแสแห่งน้ี
ตลาดเช้าคือสิ่งที่สะท้อนวิถีชีวิตของคนประแสที่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา แต่ทว่า
เรียบง่าย ชีวิตที่เริ่มดาเนินไปตั้งแต่ช่วงกลางคืนออกเรือ หาปลา ทาประมงแบบ
พื้นบ้าน แล้วนาของทะเลมาขึ้นมาขายที่ท่าตลาดเช้า รอให้คนมาจับจ่ายซื้อหานาไป
รงั สรรค์เมนตู ่าง ๆ ตอ่ ไปสาหรับทกุ ๆ มือ้ ในแต่ละวัน
สรุป
ถึงแม้ชื่อว่า “ถนนสายวัฒนธรรม” จะเพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน แต่สิ่งที่มีมา
ยาวนานนั่นก็คือประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ยาวนาน อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่าประแสมี
ทรัพยากรธรรมชาติ และภูมิศาสตร์ที่เอื้อแก่การเป็นเมืองท่า จึงทาให้ในอดีตประแส
เจริญรุ่งเรื่องอย่างมากในฐานะเมืองท่า และอีกเรื่องที่เจริญรุ่งเรืองไม่แพ้กันก็คือด้าน
การประมง เนื่องจากพ้นื ทีโ่ ดยรอบมแี ต่ผนื นา้ จึงทาให้ไม่สามารถทาเศรษฐกิจอย่างอื่น
ได้มาก จะมีเพียงแค่ประมงเท่านัน้ ทาให้การเดินทางทีจ่ ะมาประแสน้ันมีเสน้ ทางเดยี ว
คือ เรือ จึงทาให้วิถีชีวิตของคนประแสผูกติดอยู่กับทะเลมาแต่เนิ่นนาน ยิ่งไปกว่านั้น
ในช่วงที่ประเทศจีนเป็นคอมมิวนิสต์ก็ได้มคี นจนี จานวนมากหลบหนอี อกมาโดยการโล้
สาเภามาเทียบท่าและตั้งรกรากกันท่ปี ระแสแห่งนี้
จากในอดีตจนถึงปัจจุบันเห็นได้ว่า “ประแส” ไม่ใช่แค่สถานที่หรือตาบลหนง่ึ
ในอาเภอแกลง แต่ “ประแส” เป็นพน้ื ท่ี ที่เตม็ ไปดว้ ยมรดกทางวฒั นธรรม และวิถีชีวิต
ของผู้คนในชุมชนที่เป็นเมืองท่า แต่เมื่อยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลให้การพัฒนา
และความทันสมัยเข้ามา จนเกิดการตัดถนนสายหลกั ซึ่งก็คือถนนสุขุมวิท ทาให้วิถีชีวิต
ของผู้คนในชุมชนต้องเปลี่ยนแปลงไป การคมนาคมทางเรือเริ่มเลือนหายไปจนส้ิน
คงเหลอื ไวแ้ ต่เพียงการทาประมง แตใ่ นขณะเดยี วกันความเจริญรุ่งเรืองในอดีตเมื่อคร้ัน
ยังเป็นเมืองท่ายังคงหลงเหลือและรอคอยให้คนรุ่นหลังได้เข้าไปสัมผัส หากเราสังเกตุ
ถนนเส้นนี้จะยงั เห็นร้านค้าบางร้านทีย่ ังคงเป็นร่องรอยหรือหลักฐานทางวัฒนธรรม ไม่
ว่าจะเป็น ร้านซ่อมจักรยาน ที่เป็นเพียงร้านเดียวบนถนนเส้นนี้ นอกจากนี้ไม่เพียงแค่
ซ่อมจักรยานเพียงอย่างเดียวยังรับซ่อมเสื้อผ้าอีกด้วย จากคาให้สัมภาษณ์ของ ลุง
324
จักรพรรดิ แซ่ต๋นั (เจา้ ของร้าน) ได้เล่าใหฟ้ ังวา่ “ในอดตี ก่อนท่ีจะเปิดร้านซ่อมจักรยาน
เคยเป็นรา้ นตัดเย็บเส้ือผา้ มาก่อน แตเ่ มอ่ื กาลเวลาผ่านไปเส้ือผ้าสาเร็จรูปมีจานวนมาก
ขึ้น คนจึงไม่นิยมมาตัดเสื้อมาแล้ว จึงทาให้ต้องแปรเปลี่ยนไปเป็นร้านรับซ่อมเสื้อผ้า
และเปิดร้านซ่อมจักรยานในเวลาต่อมา” ส่วนภรรยาของลุงยังทาทองม้วนมาขายไว้ท่ี
หน้าร้านเพื่อเป็นของฝากให้แก่ผู้คนที่เข้ามาเที่ยวได้หยิบติดไม้ติดมือกลับไปอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีร้านนาฬิกา ที่ในอดีตได้รับความนิยมเป็นจานวนมากจากชาวประมง
ร้านกาแฟโบราณที่เคยเป็นสภากาแฟในอดีต ร้านเช่าหนังสือนิโรจน์ ที่มีไว้เพื่อ
ตอบสนองกจิ กรรมยามวา่ งบนเรือของเหล่าชาวประมง นอกจากนี้ไมไ่ ดม้ ีแคเ่ พียงให้เช่า
หนงั สือเทา่ นน้ั ยงั มรี บั ออกแบบและทาเครื่องประดับอีกด้วย รา้ นทอง ร้านขายยาแผน
โบราณ โด่งบารเ์ บอร์ หรอื รา้ นตดั ผมชาย ที่มีเพยี งร้านเดยี วและไดร้ บั ความนิยมอย่าง
มาก ไม่วา่ ชายคนไหนก็น่าจะเคยผ่านมือของพโ่ี ด่ง (เจ้าของรา้ นโดง่ บาร์เบอร)์ ร้านขาย
กางเกงเล รวมไปถึงร้านขายของชาที่มีทั้งร้านขายของชาขนาดเล็กไปจนถึงร้านขาย
ของชาขนาดใหญท่ ่ีมีของสารพดั อย่าง ซง่ึ หากเราเดินมาต้ังแตต่ ้นถนนไปจนถงึ ท้ายถนน
ร้านขายของชาบนถนนเสน้ นี้กลับมเี ยอะมาก เยอะกวา่ รา้ นอาหารด้วยซา้ ร้านขายของ
ชาเหล่านี้เองที่ยิ่งย้าชัดให้แก่ความเป็นหมู่บ้านประมง เนื่องจากการออกเรือในแต่ละ
ครั้งจาต้องใช้เวลานาน เป็นสิบวันบ้าง เป็นเดือนบ้าง จึงทาให้ก่อนที่จะลงเรือต้องซ้ือ
ขา้ วของจานวนมากไปใช้บนเรอื และท่สี าคัญคือ รา้ นของชาแตล่ ะรา้ นกจ็ ะมชี าวประมง
ที่เป็นขาประจาของแต่ละร้านอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีสถาปัตยกรรมอาคารบ้านเรือน
แบบจีน ซึ่งเป็นเรือนไม้มี 1 – 2 ชั้น ลักษณะเรียงติดกันคล้ายกับห้องแถว ประตูเป็น
บานเฟี้ยมแบบดั้งเดิม และยังมีสถาปัตยกรรมในแง่ของศาสนสถานปรากฏออกมาใน
รูปแบบของศาลเจ้าต่าง ๆ ที่ปรากฏในชุมชน นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งพื้นที่ที่เป็น
เอกลักษณ์ของถนนเส้นนี้ นั่นก็คือ “ตลาดเช้า” ที่ยังคงอยู่มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
แต่เดิมบริเวณพื้นของตลาดเช้าสร้างมาจากไม้ แต่ปัจจุบันได้แปรเปลี่ยนเป็นคอนกรีต
สาหรับชุมชนนี้ตลาดเช้าเปรียบเสมือนโกดังที่กักเก็บของสด เมื่อเรือประมงเทียบท่าก็
จะนาอาหารทะเลมาขายกนั ในตลาดแหง่ นี้ ยง่ิ ไปกว่านั้นยงั มีอาหารที่โดดเดน่ ของตลาด
ซ่งึ กค็ ือ “แจงลอน” และอาหารอ่นื ๆ มากมายท่ีขายในราคาย่อมเยา
325
จากการเดินสารวจถนนสายวัฒนธรรม สามารถจัดประเภทหมวดหมู่สถานท่ี
ตา่ ง ๆ ในชมุ ชนไดเ้ ป็น 11 หมวดหมู่ ไดแ้ ก่
1. โฮมสเตย์ 7. ศาลเจา้
2. ร้านอาหาร 8. รา้ นขายของฝาก
3. รา้ นกาแฟ 9. ตลาดเชา้
4. รา้ นขายของชาและผลไม้ 10. ร้านใหบ้ รกิ ารอ่นื ๆ
5. ร้านตดั ผมและเสริมสวย 11. พพิ ิธภัณฑ์
6. ร้านขายยา
ซึ่งเมื่อได้แบ่งหมวดหมู่ออกมาแล้วสามารถทาให้เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า
ถงึ แมช้ ุมชนจะเป็นถนนสายเล็กๆ แตร่ า้ นคา้ แตล่ ะรา้ นนั้นต่างเกิดขึ้นมาเพ่ือตอบสนอง
ความต้องการแก่คนในชุมชน ร้านค้าแต่ละร้านล้วนแล้วแต่มีเรื่องราวประวัติความ
เปน็ มาที่ยาวนาน ถงึ แมช้ ุมชนจะเปล่ียนแปลงไปแต่อาชีพของคนในชุมชนนั้นยังคงเดิม
ซึ่งสงิ่ เหล่านัน้ สะทอ้ นใหเ้ หน็ ถึงเอกลักษณ์ความหลายทางวฒั นธรรมทีป่ ระแสและถือได้
ว่าเป็นเสน่ห์สาคัญอย่างหนึ่งที่สามารถนาไปพัฒนาต่อยอดในการที่จะฟื้นฟูให้ประแส
น้ันกลับลายเปน็ เมอื งทอ่ งเท่ยี วอันเจรญิ รุ่งเรอื งด่ังในอดตี ท่ีมีความม่นั คงและย่งั ยืน
การรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ และประเพณีของประแสเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว
ได้เริม่ ต้นขึ้น โดยเรม่ิ จากรื้อฟ้ืนประเพณีทอดผา้ ป่ากลางน้าซ่ึงเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน
ประแสที่มีมากว่าร้อยปีขึ้นมาอกี ครั้งในปี พ.ศ. 2540 รวมทั้งหันมาฟ้ืนฟูทรัพยากรป่า
ชายเลนโดยเฉพาะบริเวณทุ่งโปรงทองที่เคยสวยงามแต่คนในชุมชนไม่เห็นคุณค่าเพื่อ
พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ขณะเดียวกันเทศบาลตาบลปากน้าประแสก็เริ่มหันมาใช้
นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อเป็นทางเลือกในการสร้างรายได้แก่ชุมชนแทนการ
ประมงซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของชุมชนที่ซบเซาลง โดยทางเทศบาลตาบลปากน้า
ประแสได้ของบประมาณจากจังหวัดมาพัฒนาอนุสรณ์เรือรบหลวงประแส ในปี พ.ศ.
2546 มีการลากเรือรบหลวงประแสซึ่งเคยร่วมรบในสงครามเกาหลีที่ปลดระวางจาก
ฐานทัพเรือสัตหีบมาตั้งบนสันดอนทรายปากน้าประแสโดยเดินทางมาถึงเมื่อวันที่ 26
ธันวาคม พ.ศ. 2546 และค่อย ๆ พัฒนาจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว นอกจากน้ี
สถานที่ท่องเที่ยวในบริเวณตาบลปากน้าประแสมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ศาลสมเดจ็
326
กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และสถานที่ที่เป็นแหล่งสาคัญ สถานที่ที่มีนักท่องเที่ยว
เข้ามาไม่ขาดและยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ที่ขึ้นชื่อในจังหวัดระยอง ซึ่งก็คือ
“ทุ่งโปรงทอง” สิ่งที่จะได้สัมผัสจากทุ่งโปรงทองนั่นก็คือธรรมชาติของป่าชายเลน ที่มี
สะพานไม้ทอดแนวยาวลัดเลาะไปตามแนวต้นโกงกางเพื่อไปบรรจบกับปลายสะพาน
ทงุ่ โปรงทอง โดยสะพานแห่งนี้ทอดยาวไปสน้ิ สดุ ทที่ ะเลประแสโดยจะมีจดุ ชมววิ ที่ทาให้
เราได้เห็นยอดต้นโปรงสีเขียวเม่ือยามตกกระทบกับแสงแดดทาให้กลายเป็นสีทองถ้วน
ทั่วไปทั้งผืน จึงเป็นที่มาของชื่อ “ทุ่งโปรงทอง” นอกจากนี้ยังมีสะพานประแสสิน
สะพานข้ามแม่น้าประแสที่ใช้เป็นถนนสายรองเลียบชายฝั่งทะเลตะวันออกสายเฉลิม
บูรพาชลทิตที่จะเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว วัฒนธรรม วิถีชีวิตจากจังหวัดระยองสู่
จันทบุรีและตราดได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถมองเห็นทัศนียภาพ 2 ฝั่ง ทั้งฝั่งทะเล
และฝั่งชุมชนประแส (ปากน้าประแส , 2558: ออนไลน์) ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวเหล่าน้ี
กลายเป็นสว่ นหน่งึ ทีท่ าใหช้ มุ ชนปากน้าประแสเรมิ่ กลายเป็นแหลง่ ทอ่ งเทีย่ ว
การท่องเที่ยวเริ่มเข้ามาในชุมชนปากน้าประแสตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 ผ่าน
โครงการเลาะเรอื นไม้ ซง่ึ เป็นโครงการทีจ่ ัดข้ึนโดยเทศบาลตาบลปากน้าประแส จงั หวัด
ระยอง ใช้ชื่องานว่า “เที่ยวงานถนนคนเดิน : เดินเลาะเรือนไม้ รับไอทะเล @ปากน้า
ประแส” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 – 12 สิงหาคม พ.ศ. 2556 จัดได้ว่าเป็นโครงการระยะสั้น
ซึ่งมีแค่เพียง 5 วัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อสืบสานประเพณี วัฒนธรรม และภูมิปัญญา
ของชมุ ชน นอกจากนยี้ งั ทาใหน้ ักท่องเทยี่ วไดส้ ัมผสั กับธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชน
ปากน้าประแส รวมไปถึงการนาเสนอสินค้า OTOP และอาหารประจาถิ่น อาทิ
ทอดมัน เคยทอด และอื่น ๆ อีกมากมาย ภายในงานได้มีการให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ท่ี
สนใจ ไปลองยกยอเคย ซึ่งเป็นกิจกรรมหลักที่ผู้คนในชุมชนทาเป็นกิจวัตรอีกด้วย นับ
ได้ว่าเป็นงานที่ต้องการที่จะนาเสนอถึงความเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนให้ผู้ที่สนใจหรือ
นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมได้รับรู้และเข้าใจถึงวิถีชีวิตของชุมชนประแสมากขึ้น แต่
อย่างไรก็ตามงานนี้ได้ถูกจัดขึ้นแค่เพียงปีนี้ปีเดียวเท่านั้น ถือได้ว่าเป็นโครงการนาร่อง
เพื่อที่จะนาไปสโู้ ครงการเพื่อการท่องเทยี่ วโครงการอื่น ๆ ในเวลาตอ่ มา
เมื่อเวลาดาเนินมาถึงปี พ.ศ. 2557 ได้เกิดโครงการโออิตะ ซึ่งโครงการโออิตะ
มีต้นกาเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น โออิตะ (Oita) เป็นจังหวัดเล็ก ๆ บนเกาะคิวชู
327
(Kyushu) ตั้งอยู่ทางตอนใตข้ องประเทศญี่ปุน่ สมัยก่อนได้ชื่อว่า เป็นเขตล้าหลงั และมี
ประชาชนยากจนอย่างมาก เนื่องจากมีพื้นที่ทาการเกษตรอย่างจากัด และมีโอกาสใน
การพัฒนาอตุ สาหกรรมหลักน้อยกว่าพน้ื ทอี่ ื่น ๆ ทาให้ประสบปัญหาการอพยพย้ายถ่ิน
ของแรงงาน ปล่อยให้คุณตาคุณยายวันหลังเกษียณอยู่กับบ้านแทน ดังนั้นผู้ว่าราชการ
จังหวัดจึงได้คิดแนวทางแก้ปัญหาโดยพัฒนาสินค้าในชุมชนขึ้นมา โดยมีหลักแนวคิด
พื้นฐาน หรือหลักปรัชญา 3 ประการ ได้แก่ 1.ภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล (Local Yet
Global) คือการผลิตหรือสร้างสินค้าให้ได้มาตรฐานในระดับสากล แต่ยังคงสะท้อน
วฒั นธรรมท้องถิน่ ไมว่ ่าจะเปน็ รูป รส กลนิ่ สี เอาไว้ 2.ลดการพง่ึ พาจากภาครัฐ (Self-
reliance and Creativity ) คนในชุมชนจะต้องพึ่งพาตนเองได้ ไม่ผูกติดกับนโยบาย
ของภาครัฐ มีอิสระในการคิด สร้างสรรค์ และตัดสินใจด้วยตนเอง 3.การพัฒนา
ทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development) ให้มีความกล้าท้าทายและมี
วิสัยทัศน์กว้างไกลสามารถเป็นผู้นาของชุมชนได้ (OITA – One Village One
Product โออิตะ จังหวัดเล็กๆ ในญี่ปุ่น ต้นแบบ ‘หนึ่งชุมชนหนึ่งผลิตภัณฑ์’, 2562 :
ออนไลน์) ซึ่งจะเห็นได้ว่า หมู่บ้านโออิตะมีความคล้ายคลึงกับชุมชนปากน้าประแส
ตรงที่มีการอพยพของแรงงานและเหลือไว้แค่เพียงผู้สูงอายุในชุมชนเช่นกัน จึงทาให้
เกิดถนนคนเดินจาลองเมืองโออิตะขึ้นที่ชุมชนปากน้าประแส จัดขึ้นเมื่อวนั ที่ 29 – 31
ธันวาคม พ.ศ. 2557 เพอ่ื เป็นการกระตุ้นเศรษฐกจิ และการท่องเที่ยวภายในชุมชน โดย
นาเสนออัตลักษณ์ของชุมชนผ่านบรรยากาศและข้าวของที่นามาวางขาย เนื่องจาก
ต้องการให้คนผู้คนได้สัมผัสกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ มีการนาของที่เป็นเอกลักษณ์
ประจาชุมชนมาวางขาย เช่น เคยทอด ห่อหมกย่าง ขนมตะไล เป็นต้น นอกจากนี้ยังมี
การตกแต่งถนนให้กลายเป็นบรรยากาศแบบญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น ไฟ ต้นซากุระ รวมไป
ถึงธงสไตล์ญี่ปุ่นที่ติดตามบ้านเรือนต่าง ๆ เนื่องจากเป็นร้านค้า เพื่อทาให้ชุมชนเกิด
กลิ่นอายในการท่องเที่ยวแบบญี่ปุ่นขึ้น เพื่อทาให้นักท่องเที่ยวเกิดความหลงใหลและ
อยากอยู่ในชุมชน แต่อย่างไรก็ตามด้วยความแตกต่างของการนารูปแบบโออิตะของ
ประเทศญป่ี ุ่นมาอยู่ในวิถชี ีวติ ชุมชนประมงของประแส จึงทาใหโ้ ครงการโออิตะหายไป
และถูกพฒั นาต่อยอดเป็นโครงการตอ่ ๆ มาในทีส่ ุด
328
ต่อมาในปีพ.ศ. 2559 ได้เกิดการให้ความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง
ภาครัฐ และเอกชน ร่วมกันจัดงานถนนสายวัฒนธรรม “ประแส สร้างสุข” ชุมชน
ปากน้าประแส มีรูปแบบคล้ายคลึงกับถนนคนเดิน จัดขึ้นทุก ๆ วันศุกร์ เสาร์ และ
อาทิตย์ ของทุกเดือน มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อนามรดกวัฒนธรรมของท้องถิ่นมาสร้าง
รายได้ ส่งเสรมิ การท่องเทย่ี วเชงิ วัฒนธรรม และสบื สานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อีกทั้งภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมอีกมากมาย อาทิ
การเยี่ยมชมวิถีชีวิตชุมชนชาวปากน้าประแส (การประมงและการค้าขาย) ชมขบวน
พาเหรดสืบสานตานานประแส การสาธิต การจาหน่ายอาหารพื้นบ้าน ขนมไทย
พื้นบ้าน และสินค้าพื้นบ้าน นิทรรศการพิพิธภัณฑ์บ้านประแส ฯลฯ และในปีพ.ศ.
2560 โครงการตลาดประชารัฐ จัดขน้ึ เพอ่ื นาแนวคิดการพฒั นาสิ่งอานวยความสะดวก
ในแหล่งท่องเที่ยวชุมชนหรือหมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP ของกรมการท่องเที่ยว มาปรับ
ใชก้ บั การสง่ เสริมตลาดประชารฐั เพื่อการท่องเท่ยี ว น่นั คอื ถนนสายวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่
ไดเ้ ข้ารว่ มนี้จะถกู พฒั นาให้ดีมากขึน้ จากหนว่ ยงานภาครฐั ทตี่ ้องการฟนื้ ฟเู ศรษฐกิจและ
การท่องเที่ยวภายในพื้นที่ต่าง ๆ โดยถนนสายวัฒนธรรม “ประแส สร้างสุข” ของ
ชุมชนปากน้าประแส จังหวัดระยองแห่งนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงการตลาดประชารฐั
เพื่อพัฒนาชุมชนประแสให้มีการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งจากทุกโครงการท่ี
กล่าวมาทั้งหมดถึงแม้จะเป็นการนาเสนออัตลักษณ์ วิถีชีวิต สภาพแวดล้อมของชุมชน
ปากน้าประแส แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่สาคัญที่สุดในการที่จะทาให้ชุมชนปากน้าประแส
กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ นั่นก็คือ สิ่งที่ชุมชนปากน้าประแสมีอยู่ และสิ่งที่ชุมชน
ดาเนนิ อยู่ในทุก ๆ วัน เนื่องจากสง่ิ เหลา่ นลี้ ้วนแลว้ แต่มเี สนห่ ใ์ นแบบของมัน
จากวัตถุประสงค์ของการศึกษา คือ เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงในบริบทการ
ท่องเที่ยวพื้นที่ตาบลปากน้าประแส อาเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยมุ่งศึกษาการ
เปลี่ยนแปลงของถนนสายวัฒนธรรมผ่านมุมมองและความทรงจาของคนในชุมน
เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของชุมชนบ้านเก่าริมน้าประแส ตลอดจนวิถีชีวิตของ
ชาวบ้าน รวมถงึ ศึกษาปจั จัยท่ีกอ่ ให้เกดิ การพฒั นามาสู่การท่องเที่ยวภายในชุมชน และ
ผลจากการเปลี่ยนแปลงในชุมชนตั้งแต่อดีตดาเนินมาจนถึงปัจจุบัน ระยะเวลาใน
การศึกษาระหว่างวันที่ 17 – 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ซึ่งผลของการศึกษาทาให้
329
พบว่า เป็นเรอ่ื งธรรมดาท่เี มื่อกาลเวลาเปล่ียนสภาพแวดล้อมจาต้องเปลี่ยนตาม ชุมชน
บา้ นเกา่ ปากนา้ ประแสเองก็เช่นกัน จากคาให้สมั ภาษณ์ของชาวบ้านทกุ คนล้วนแล้วแต่
พูดเป็นเสียงเดียวกนั ว่าประแสเปลีย่ นไปจากแต่เดิมเยอะ แต่สง่ิ หนึ่งที่ไม่เคยเปล่ียนนั่น
ก็คอื ความทรงจาของชาวบ้านในชมุ ชน เนอ่ื งดว้ ยในอดีตเป็นพ้ืนที่ทีเ่ ต็มไปด้วยเร่ืองราว
ทางประวัติศาสตร์ และความเจรญิ จากการเป็นเมืองท่าและชุมชนชาวประมง ชาวบ้าน
ทุกคนในชุมชนพร้อมถ่ายทอดความทรงจาเหล่านั้นให้แก่คนรุ่นหลังด้วยความเต็มใจ
เสน่ห์ของประแสนั้นก็คือความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ปรากฏออกมาผ่านอาหาร
สถาปัตยกรรมบ้านเรือน อาคาร วิถีชีวิตต่าง ๆ นอกจากนี้ เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่สาคญั
และยังหลงเหลืออยคู่ ือ วถิ ชี วี ิตของชาวบ้านดั้งเดิม ไม่วา่ เปน็ ร้านกาแฟเจ๊กเลี้ยง ท่ีคร้ัน
เม่อื ในอดตี เคยขายอยา่ งไร ปจั จบุ นั กย็ งั ขายอย่างนน้ั หรือแม้กระทงั่ รา้ นกาลเวลาท่ีเป็น
รา้ นซ่อมนาฬิกา ถึงแมใ้ นปัจจบุ นั นาฬิกาจะไมไ่ ดร้ บั ความนยิ มเทา่ เม่ือก่อน หรอื นาฬกิ า
รุ่นใหม่ที่มีความสามารถกันน้าได้ไม่จาเป็นต้องมาทานาฬิกากันน้าอีกแล้ว แต่ร้านก็
ยังคงเปิดให้บริการและยังเฝ้ารอคนเข้าไปเยี่ยมชม นอกจากนี้ที่ขาดไม่ได้คือร่องรอย
ของความเป็นเมืองท่า เพราะถึงแม้ว่าในปัจจุบันประแสไม่ได้เป็นเมืองท่าเหมือนดั่ง
อดตี แลว้ แตก่ ลับยังท้ิงรอ่ งรอยบางอย่างเอาไว้ เฝา้ รอให้ผู้คนได้เขา้ มาสมั ผัส อีกส่ิงหน่ึง
ที่สามารถสังเกตได้อย่างชัดเจนและยังเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดการพัฒนาเรื่องการ
ท่องเที่ยว คอื ชุมชนประแสตรงนลี้ ว้ นแลว้ แต่เป็นผู้สงู อายุกนั เกือบทั้งน้ันที่ยังประกอบ
กิจการ ด้วยความที่ชุมชนนั้นมีแต่ผู้สูงอายุจึงส่งผลให้ความคึกครื้นบางประการของ
ชุมชนลดลงไปดว้ ย ดังน้ันการพัฒนาให้ประแสกลายเป็นเมืองท่องเท่ียว จะทาให้ชุมชน
นนั้ กลับมาคกึ คักอีกคร้ังเนื่องจากการกระจายรายได้ท่เี ข้าสู่ชมุ ชนมากขนึ้ ดังนนั้ ประแส
ไม่ใช่แค่เพียงพื้นที่ สถานที่ แต่ประแสยังเป็นผู้คนอีกเช่นกัน ผลจากการเปลี่ยนแปลง
ของการทอ่ งเทย่ี วประแสจากในอดีตจนถงึ ปจั จบุ นั นั้น พบว่าถึงแม้ว่าโครงการต่าง ๆ ที่
กล่าวมาในข้างต้นอาจจะยังทาให้ประแสพัฒนาไปได้อย่างไม่ถึงที่สุด แต่จากผล
การศกึ ษาหรอื สง่ิ ที่เราค้นพบในชมุ ชนนี้ ไม่วา่ จะเป็น วิถชี วี ิต อาหาร ผ้คู น เรอื่ งราวทาง
ประวตั ิศาสตร์ สถาปตั ยกรรม หลากเหล่านีล้ ้วนแลว้ แตเ่ ปน็ สิง่ ท่ีจะนาไปพัฒนาต่อยอด
เพ่อื ให้ประแสนัน้ กลายเปน็ แหล่งทอ่ งเทีย่ วเชิงอนรุ ักษว์ ัฒนธรรมต่อไปได้
330
รายการอ้างองิ
ส่ืออเิ ล็กทรอนกิ ส์
ปากนา้ ประแส. (ออนไลน์). เข้าถงึ เมอื่ 14 มถิ ุนายน 2562. เข้าถึงได้จาก
https://www.rayonghip.com
วดั แหลมสน,สมมตเิ ทพฐาปนาราม ระยอง. (ออนไลน์). เขา้ ถึงเมอื่ 14 มิถุนายน
2562. เขา้ ถึงไดจ้ าก http://www.thaimaptravel.com/articles-
inner/location-tour/62.htm
ศาลกรมหลวงชุมพร ในวันที่ควันธปู และเปลวเทียนไมเ่ คยดบั . (ออนไลน)์ . เขา้ ถงึ เมอื่
14 มิถุนายน 2562. เข้าถงึ ได้จาก
https://www.thetrippacker.com/th/review/
สะพานประแสสนิ . (ออนไลน)์ . เข้าถงึ เมื่อ 14 มิถนุ ายน 2562. เข้าถงึ ไดจ้ าก
https://www.rayonghip.com
อนุสรณ์เรือรบหลวงประแส. (ออนไลน์). เข้าถึงเม่ือ 14 มิถุนายน 2562. เขา้ ถึงได้จาก
https://www.chillpainai.com/travel/
อิทธิพลังตะเคยี น 500 ปี มีปาฏิหาริยบ์ นั ดาลโชค. (ออนไลน์). เขา้ ถึงเมื่อ 14
มถิ นุ ายน 2562. เขา้ ถงึ ได้จาก
https://www.thairath.co.th/content/475320
ความหมายการท่องเที่ยว องค์การทอ่ งเท่ียวโลก. (ออนไลน์). เข้าถึงเมื่อ 17 มิถนุ ายน
2562. เข้าถึงได้จาก https://tourismatbuu.wordpress.com
การสัมภาษณ์
กี แซ่ตัน๋ . (2562). ชาวบ้าน. สมั ภาษณ์, 21 พฤษภาคม
จักรพรรดิ แซต่ ๋นั . (2562). ชาวบา้ น. สัมภาษณ์, 19 พฤษภาคม
จริ ุฬ ทัศญาณ. (2562). ชาวบา้ น. สมั ภาษณ์, 21 พฤษภาคม
ชโลม วงศท์ มิ . (2562). ชาวบา้ น. สัมภาษณ์, 20 พฤษภาคม
โชตวิ ิชช์ ไม่ทราบนามสกลุ . (2562). ชาวบ้าน. สมั ภาษณ์, 18 พฤษภาคม
แน่งน้อย แซ่ตน๋ั . (2562). ชาวบา้ น. สัมภาษณ์, 21 พฤษภาคม
331