The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ณ ประเเส(ร์) กระแสชีวิตของคนปากน้ำ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Txxx, 2020-07-01 13:14:40

ณ ประเเส(ร์) กระแสชีวิตของคนปากน้ำ

ณ ประเเส(ร์) กระแสชีวิตของคนปากน้ำ

แสนบาทเลยทีเดียว อีกทั้งยังมี ค่าน้ามัน ค่าแรงงาน ซึ่งการจ่ายค่าจ้างแรงงานก็ต้อง
เป็นไปตามคา่ แรงมาตรฐาน โดยเรอื ลาหน่ึง ๆ นน้ั ต้องใช้ลกู เรือราว 30 คน และในเมื่อ
ลูกเรือเป็นแรงงานข้ามชาติทาให้มีค่าใช้จ่ายอีกมากที่ใช้ในการนาเข้าแรงงานจาก
ต่างประเทศ ตั้งแต่กระบวนการเข้าไปติดต่อ ค่าตรวจสุขภาพแรงงาน ค่า MOU ค่า
พาสสปอร์ต ล้วนเป็นสิ่งที่นายจ้างต้องออกให้ลูกเรือก่อนทั้งสิ้น (ภาณุ ธนะสาร,
สมั ภาษณ์ : 18 พฤษภาคม 2562)

คุณสงกรานต์ ทรงศิลป์อดีตชาวประมงพาณิชย์ได้ให้ข้อมูลในช่วงที่ตนยังทา
ประมงพาณิชย์ไว้ว่า การเดินทางข้ามประเทศเพื่อไปหาปลาจะมีสถานทีป่ ระจาที่ใช้ใน
การเสียค่าผ่านทางหรอื การทา passport เช่นการไปพมา่ ตอ้ งไปที่เกาะมัน ในชว่ งที่คุณ
สงกรานตอ์ ายุ 30 ปี เสยี เงนิ ประมาณ 5 - 6 พนั บาท ซ่งึ เงนิ ในส่วนนี้เถ้าแก่จะออกเงิน
ให้ก่อนแล้วนามาหักบัญชีในภายหลัง หรือมีการซื้อตั๋วผ่านแดน ซึ่งตั๋วผ่านแดน
หมดอายุค่อนข้างเร็ว คุณสงกรานต์ยังกล่าวอีกว่าหากเดินทางเข้าประเทศใดเป็น
ประจาจนสามารถตสี นิทกับเจ้าหน้าที่แห่งน้ันไดโ้ ดยการซื้อน้าซื้อขนมไปฝากก็จะทาให้
การผ่านแดนเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับแนวความคิด
ของคุณน็อต ที่มองว่าปัญหาหลักของการทาประมงพาณิชย์ในปัจจุบันมาจากปัญหา
เรื่องการจ้างงานที่ใช้เงินสูงมีความกฎระเบียบจานวนมาก เช่น การลงทะเบียนลูกเรือ
ทาให้ก่อนการออกเรือไม่สามารถเปลีย่ นหรือลดทอนลูกเรือลงได้ (สงกรานต์ ทรงศิลป์
และนรสิทธ์ิ ตมั พานวุ ัตร, สมั ภาษณ์ : 19 พฤษภาคม 2562)

กฎหมายที่ออกโดย EU หรือสหประชาชาติก็เป็นกฎหมายที่ส่งผลกระทบ
ขนาดใหญก่ ับการทาประมงในประเทศไทยเนื่องจากการเปิดรบั ขอ้ บังคบั ของ EU ทาให้
การประมงไทยทางานได้ลาบาก เช่น กฎการบังคับเรื่องคุณภาพชีวติ ของลูกเรือท่สี ั่งให้
มีห้องพักหรอื ห้องน้าเพียงพอตอ่ จานวนลูกเรือ ซึ่งในความเป็นจริงลกู เรือมีจานวนมาก
เกนิ กว่าจะสามารถสรา้ งหอ้ งน้า ห้องพกั หรอื ห้องสนั ทนาการไดเ้ พยี งพอถา้ ดตู ามขนาด
เรือประมงพาณิชย์ที่ใชใ้ นประเทศไทย ซึ่งแตกต่างจากเรือทีใ่ ชใ้ นประเทศแถบยุโรปทม่ี ี
ลาเรือขนาดใหญ่และแข็งแรงกว่า และด้วยกฎหมายบังคับดังที่กล่าวไปข้างต้นนี่เอง
ส่งผลให้การออกเรือของเรือประมงขนาดใหญ่ในปัจจุบันมักจะขาดทุนมากกว่าจะได้

132

กาไร เรือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ในชุมชนปากน้าประแสจึงถูกจอดเทียบท่าทิ้งไว้ ไม่
สามารถนาเรอื ออกไปทามาหากินได้

ถึงอย่างไรแม้ว่านโยบายของทางภาครฐั จะมีการบงั คับเข้มงวดจนกระท่ังส่งผล
กระทบต่ออุตสาหกรรมประมงพาณิชย์อย่างมาก แต่ในทางกลับกันเรอื ประมงพื้นบ้าน
ทีช่ าวบา้ นในชมุ ชนปากน้าประแสใช้ในการประกอบอาชีพนั้นสามารถนาไปประยุกต์ใช้
ได้ในหลายโอกาส เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือน ซึ่งในปีพ.ศ. 2556 ชุมชนปากน้า
ประแสได้ริเริ่มทาโครงการท่องเที่ยวขึ้นในชุมชน โดยเริ่มจากการสร้างสะพาน
ประแสสิน เมื่อปีพ.ศ. 2555 หวังว่าเมื่อเปิดใช้งานแล้วจะทาให้ผู้คนสามารถเข้ามา
ท่องเที่ยวกันได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งการส่งเสริมการท่องเที่ยวดังกล่าวนี้ทาให้เรือประมง
พ้นื บ้านหันมาหารายได้เสรมิ จากการท่องเทยี่ วมากขึน้

3.3 ลักษณะการทาประมงในพ้นื ทีช่ มุ ชน
3.3.1 ประมงพ้นื บา้ น
1) วถิ ีชวี ติ ของประมงพ้นื บา้ น

ในพื้นที่ชุมชนปากน้าประแสนั้นผูกผันกับการทาประมงเป็นอย่างมาก เพราะ
รายได้หลักกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของคนในชุมชนนั้นมาจากการทาประมง ไม่ว่าจะเป็น
การทาประมงพื้นบ้านหรือประมงพาณิชย์ หรือหากไม่มีเรือก็จะกลายเป็นลูกจ้าง
หรือไม่ก็รับสัตว์น้ามาแปรรูปขาย ซึ่งลักษณะของการทาประมงพื้นบ้านของชุมชน
ปากน้าประแสนั้นเป็นระบบการผลิตขนาดเล็กทาเพื่อยังชีพภายในครัวเรือน ทั้งน้ี
ลักษณะการทาประมงพื้นบ้านของชาวประแสนั้น โดยส่วนใหญ่เป็นการทาประมงเพื่อ
ยังชีพส่วนที่เหลือก็จะนามาแปรรูปเก็บไว้ หรือนาไปแลกเปลี่ยนกับชาวบ้านในชุมชน
กันเอง การทาประมงพื้นบ้านนั้นสิ่งที่สาคัญก็คือ เหล่าอุปกรณ์ เครื่องมือต่าง ๆ
แรงงานในการทางานและพาหนะท่ีใชอ้ อกทะเล โดยส่วนมากนน้ั ชาวบ้านชุมชนปากน้า
ประแสจะใชเ้ พยี งเรือทม่ี ีขนาดเล็กที่มีขนาดต่ากว่า 10 ตนั กลอสส์ เช่น เรือจังโก้ เรือได
หมึก เรือแจว และเรืออีแป๊ะ (ทางภาคใต้เรียกว่า “เรือกอและ” นั่นเอง) (สงกรานต์
ทรงศลิ ป,์ สมั ภาษณ์ : 19 พฤษภาคม 2562)

133

เพื่อให้การทาประมงไม่เกิดข้อพิพาทกนั ระหว่างประมงแต่ละประเภทในพืน้ ท่ี
ซึ่งในชว่ งแรกจะเปน็ เรือท่ีอาศัยแรงคนซ่ึงทาให้ออกจะชายฝ่ังไปไม่ได้ไกลมากและจะใช้
ออกทะเลต่อเมื่อคลื่นลมสงบ ต่อมามีการพัฒนาขนาดของเรือขึ้นเรื่อย ๆ และนา
เครื่องยนต์มาตดิ ตัง้ เพ่อื ใหส้ ามารถออกจากชายฝ่ังได้ไกลมากขนึ้

ส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านในชุมชนมักออกเรือเพียงคนเดียวเท่านั้นโดยส่วนมาก
นั้นก็จะแบง่ หน้าทีก่ นั ภายในครัวเรอื น ซึ่งผู้ชายมกั จะเปน็ คนออกเรือไป ส่วนผู้หญิงเป็น
คนเตรียมเหย่ือล่อ อุปกรณ์ตา่ ง ๆ ดงั เช่น นายสมชาย ปะสง่ิ ชอบ อายุ 60 ปี อาชีพทา
ประมงพนื้ บ้าน ในครอบครัวของเขาจะแบ่งหนา้ ท่ีกนั โดยขณะทีเ่ รากาลังเก็บขอ้ มลู ลูก
สาวกาลังวางเหยื่อในลอบดักปูโดยใช้ปลาคางเหลือง เพื่อให้สามีนั้นไปวางดักปูในเช้า
วนั ถดั ไป นอกจากน้ันการทาประมงพ้ืนบ้านของชุมชนปากน้าประแสยงั สืบทอดจากรุ่น
สู่รุ่นอีกด้วย ดังเช่นในครอบครัวของนายสมชาย ปะสิ่งชอบ ลูกชายวัย 16 ปี ได้ออก
จากโรงเรียนแล้วหันมาเริ่มเรียนรู้การทาประมงกับพ่อแทน โดยจะเริ่มเรียนรู้กันตั้งแต่
อายุยังนอ้ ยซง่ึ จะเร่ิมเรียนรู้ในเร่ืองเกี่ยวกับ การบงั คับเรอื การสังเกตสภาพอากาศคล่ืน
ลมทะเล รวมท้ังการควบคุมตาแหน่งและการจัดการงานบนเรือ

ภาพท่ี 3.3 การวางเหย่ือในลอบดกั ปู
(ภาพถา่ ยโดย ปัณฑติ า สวุ รรณรักษา เมือ่ วนั ท่ี 20 พฤษภาคม 2562)

134

นอกจากนนั้ ยงั มีการรวมกลมุ่ กนั ระหวา่ งชาวประมงพื้นบ้านด้วยกันเองจนเกิด
เป็น “สมาคมประมงพื้นบ้านชุมชนปากน้าประแส” อีกด้วยโดยมีประธานสมาคมคือ
นายสงกรานต์ ทรงศิลป์ อายุ 56 ปี โดยสมาคมประมงพื้นบ้านปากน้าประแสเปน็ กลมุ่
ขนาดเลก็ ทีอ่ ยูใ่ นสมาคมประมงพ้ืนบา้ นเรือเลก็ ระยอง การก่อตง้ั มาจากความต้องการท่ี
จะช่วยลดปัญหาข้อพิพาทระหว่างการทาประมงแต่ละกลุ่มทาให้มีการแบ่งพื้นที่การ
ทากินให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ช่วยกระจายข่าวและทาให้ชาวประมงพื้นบ้านปฏิบัติตาม
ข้อกฎหมายต่าง ๆ มีส่วนช่วยในการสนับสนุน ตรวจสอบเรื่องการต่อสัญญาเรือให้
ถูกต้อง รวมถึงช่วยให้วิถีการทาประมงพื้นบ้านยังคงเป็นแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย
ช่วยเหลือซึ่งกันและกันซึ่งเป็นการรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือกัน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยกัน
บอกตาแหน่งของปลา หรือช่วยกันแจง้ เตือนเวลามีพายุเข้ามาใกล้ชายฝัง่ จนไปถึงการ
จัดตงั้ คานเรือซ่อมเรือเอง เพือ่ ชว่ ยประหยัดต้นทุน ซงึ่ หากเมื่อมชี าวบ้านคนใดต้องการ
ซ่อมเรือก็จะเกณฑ์สมาชิกในกลุ่มมาช่วยกัน (สงกรานต์ ทรงศิลป์, สัมภาษณ์ : 19
พฤษภาคม 2562)

ทั้งนี้เป็นการช่วยกันลดต้นทุนอีกด้วยเพราะการซ่อมคานเรือของประมง
พื้นบ้านนั้นถูกกว่าการนาเรือไปซ่อมที่อู่อยู่มาก เพราะขนาดของเรือพื้นบ้านเล็กกว่า
ขนาดของเรอื พาณิชย์ อาจจะกล่าวได้วา่ การทาประมงพน้ื บ้านนัน้ เกยี่ วข้องและสัมพันธ์
กบั วิถีชีวิตของชาวบ้านปากนา้ ประแสอย่ทู ุกอย่างและยังคงสบื ทอดจากรนุ่ ส่รู นุ่ อีกดว้ ย

ภาพท่ี 3.4 นายสงกรานต์ ทรงศิลป์
(ภาพถ่ายโดย ปณั ฑติ า สุวรรณรกั ษา เมือ่ วนั ที่ 20 พฤษภาคม 2562)

135

2) ประมงพ้ืนบา้ นกบั กฎหมายของรัฐ

การเกิดขึ ้น กฎ หม าย ข อ ง ใน กา ร คว บ คุ ม ก าร ท าป ร ะม ง ข อง รัฐ บา ล ใ น ยุ ค
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทาให้กระทบถึงการทาประมงทั้งพื้นบ้านและ
ประมงพาณิชย์ ซึ่งกฎหมายเกิดขึ้นเนื่องจากการที่สหภาพยุโรป (อียู) ประกาศให้
“ใบเหลือง” กับประเทศไทยเมื่อวันที่ 21 เมษายน ปีพ.ศ. 2558 เนื่องจากปัญหา
ประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม หรือไอยูยู ฟิชชิ่ง IUU
(Illegal, Unreported and Unregulated Fishing) แม้ใบเหลืองจะเป็นเพียง
ประกาศเตือน ยังไม่ส่งผลต่อการระงับการนาเข้าสินค้าประมงที่จับโดยเรือไทยที่
ส่งไปขายในตลาดสหภาพยุโรป 24 ประเทศ และยังให้โอกาสในการปรับปรุงแก้ไข
แต่หากไม่เร่งแก้ไขและปล่อยให้สถานการณ์เลวร้ายอาจถูกปรับเป็น “ใบแดง” นั่น
หมายความว่าสินค้าประมงที่ถูกส่งไปยังตลาดสหภาพยุโรปมูลค่ากว่า 3 แสนล้าน
บาทต่อปีจะถูกระงับในทันทีและอาจเกิดวิกฤติต่อผู้ประกอบอาชีพในอุตสาหกรรม
ประมงทั้งระบบ (ธนชัย แสงจันทร์ ,ออนไลน์ :2561) โดยกฎระเบียบของสหภาพยโุ รป
ให้ความหมายของการท าประมงที่ผิดกฎหมาย (Illegal Unreported and
Unregulated fishing หรือ IUU Fishing) ไวคือ

Illegal fishing เป็นกรณีทาการประมงในเขตน่านน้าของประเทศต่าง ๆ โดย
ไม่ได้รับอนุญาต หรือโดยฝ่าฝืนต่อระเบียบและกฎหมายที่กาหนดขึ้น หรือฝ่า
ฝนื พนั ธกรณรี ะหว่างประเทศด้านการประมง รวมท้งั พนั ธกรณตี ามความตกลง
ร่วมมือทางประมงในภมู ิภาคดว้ ย

Unreported fishing เป็นกรณีทาการประมงโดยไม่ได้รายงาน หรือรายงาน
อย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่กาหนดไว ต่อหน่วยงานที่ดูแล
การประมงแห่งชาติหรือองค์กรบริหารจัดการการประมงในภูมิภาคแล้วแต่
กรณี

Unregulated fishing เป็นกรณีทาการประมงในเขตพื้นที่ต่าง ๆ โดยเรือไม่
ปรากฏสัญชาติหรือเรือที่ไม่ติดธงของประเทศ เป็นการฝ่าฝืนต่อมาตรการที่
กาหนดขึ้น รวมถึงการทาประมงในบริเวณสงวนที่มีการกาหนดมาตรการ
อนุรกั ษ์ไว

136

จากการที่สหภาพยุโรปได้จัดตั้งกฎระเบียบต่อต้าน การทาประมงที่ผิด
กฎหมายขึ้นมา ทาให้รัฐบาลไทยเริ่มวางมาตรการต่าง ๆ เตรียมการรองรับกับ
กฎระเบียบพรอมแนวทาง ปองกันการทาประมงผิดกฎหมาย จึงได้มอบหมายให้
กระทรวงเกษตรและสหกรณโ์ ดยกรมประมงในฐานะ ผู้รบั ผดิ ชอบโดยตรงได้ดาเนินการ
ร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เตรียมรับมือกับกฎระเบียบดังกล่าว
เพื่อให้สามารถทาการรับรองสัตว์น้าและผลิตภัณฑ์ว่าไม่ได้มาจากการทาการประมง
IUU Fishing ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการดาเนินการเพื่อรองรับ
กฎระเบยี บสหภาพยโุ รป ในการต่อต้านการทาประมง IUU Fishing เพอ่ื ศึกษาและวาง
แผนการดาเนินงาน เพื่อรับมือกับระเบียบสหภาพยุโรป พรอมกาหนดแนวทางการ
ดาเนินการให้มีระบบการตรวจสอบและรับรองสินค้าประมง โดยกรมประมงได้แต่งตั้ง
คณะอนุกรรมการศึกษาการดาเนินการเพื่อรองรับกฎระเบียบสหภาพยุโรป ในการ
ต่อตา้ นการทาประมง IUU Fishing จานวน 3 คณะ ไดแ้ กคณะอนุกรรมการศึกษากรณี
เรอื ประมงไทย ทาการประมงในและนอกน่านน้าของไทย และคณะอนุกรรมการศึกษา
กรณีการนาเขาวัตถุดิบสัตว์น้าจากต่างประเทศโดยเรือประมงต่างชาติ เพื่อไม่ให้การ
ส่งออกสินคาประมงที่ทารายได้ให้ประเทศไทยที่สาคัญในลาดับต้น ๆ หยุดชะงักหรือ
ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎระเบียบสหภาพยุโรปฉบับนี้ กระทรวงเกษตรและ
สหกรณ์โดยกรมประมง มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบด้านการผลิตและคุณภาพของสินค้าที่
ส่งออกไปต่างประเทศทั้งหมดและกากับดูแลการ ประมงของไทยมีภารกิจด้านฟื้นฟู
และควบคุมการทาประมงและการผลิตสัตว์น้า ตลอดจนการใช้ทรัพยากรให้เป็น
ประโยชน์มากที่สุด โดยได้รับความร่วมมือจากกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้า
ต่างประเทศที่มีหน้าที่บริหารการสงออกและเป็นผู้ให้บริการการออกหนังสือรับรอง
การสงออกต่าง ๆ ในการดาเนินการ ไปในทิศทางเดียวกันและต้องดาเนินมาตรการ
และแนวทางปฏิบัติเพื่อรักษาปริมาณการสงออกสินคาประมงประชาคมยุโรปไวมิให้
ลดลง ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและอุปสรรคต่อการสงออกสินคาประมงหรือน้อยที่สุด
(กองเกษตรสารนิเทศ, ม.ป.ป.: ออนไลน์)

ในปจั จบุ นั การทาประมงพน้ื บา้ นน้นั ไม่ได้ออกเดินทางไกลข้ามไปยงั ดินแดนอ่ืน
แต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายในการต่อทะเบียนเรือ ทะเบียนอาชญาบัตร ซึ่งต้องต่อเป็นประจา

137

รวมถึงทะเบียนที่แบ่งการทางาน เช่น แม้เรือจะลาเล็กมีเจ้าของเรือทางานคนเดียวก็
ต้องถือบัตรดารงตาแหน่งเจ้าของเรือ บัตรนายท้าย และอื่น ๆ อีกหลายใบซึ่งเป็นการ
จ่ายเงินยิบย่อย อาชญาบัตรก็ต้องจ่ายเป็นประจาทุกปีแม้ว่าใน 1 ปี อาชญาบัตรที่ใช้
แทนอุปกรณ์ 1 ชนิดนั้นจะใช้ได้เพียงปีละไม่กี่เดือนเท่านั้น เช่น อาชญาบัตรอวนปู
ฤดกู าลหาปูมีแค่ชว่ งเวลาหน้าฝนเพียงไม่ก่ีเดือนแต่ต้องจา่ ยอาชญาบัตรเปน็ รายปี แยก
แต่ละอุปกรณ์จึงมีความพยายามที่จะเรียกร้องให้อาชญาบัตรออกรูปแบบเหมาจ่าย
(สมชาย ปะส่ิงชอบ, สัมภาษณ์ : 20 พฤษภาคม 2562)

ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงเร่ิมมาตรการตา่ ง ๆ เพื่อป้องกันการประมงที่ผิดกฎหมาย
ตัวอย่างเช่น การขึ้นทะเบียนเรือ ชาวประมงจะต้องได้รับอาชญาบัตรในการทาประมง
ดว้ ย และเพอื่ ให้สอดคล้องกบั มาตรการของ IUU เรอื ประมงตอ้ งติดตงั้ ระบบตดิ ตามเรือ
เนอ่ื งจากเรอื ทีจ่ ะออกจากฝั่งจะต้องแจ้งโดยการเปดิ เครื่องตดิ ตามตลอด หากไม่ทาก็จะ
มีความผิดทางกฎหมาย รวมไปถึงมีการปรับวิธีการขึ้นทะเบียน การขออนุญาต การ
ติดตั้งสัญญาณติดตามเรือ รวมถึงการห้ามใช้เครื่องมือต่าง ๆ เหตุนี้จึงทาให้ประมง
พื้นบ้าน ประมงขนาดเล็กไม่สามารถลงทุนเพื่อปรับปรุงเครื่องไม้เครื่องมือหรือระบบ
ตดิ ตามรวมถงึ ไม่สามารถจา้ งแรงงานบนเรือได้

การออกกฎหมายอื่น ๆ ในการทาประมงพื้นบ้าน เช่น การกาหนดขอบเขต
การวางอวน เป็นกฎหมายที่ทาไม่ได้จริง คือให้วางอวนได้แค่ในระยะสองพันหรือราว
สองพันสองร้อยเมตรถัดจากชายฝั่งซึ่งหากคิดตามความเป็นจริงหากชาวประมง
พื้นบ้านทุกคนต้องมาวางอวนในระยะดังกล่าว และอวนต่อ 1 อันก็มีระยะที่ค่อนข้าง
ยาว จะทาให้ชาวประมงแต่ละคนไม่สามารถวางอวนได้เกินสามอันและอวนพันกันจน
เสียหายได้ (สมชาย ปะสิง่ ชอบ, สัมภาษณ์: 20 พฤษภาคม 2562)

นอกจากนั้นยังส่งผลให้หาสัตว์น้าได้น้อยเนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่สัตว์น้าจะอยู่
ในพื้นที่เดียวตลอด การออกนโยบายอนุบาลก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทาให้การทาประมง
พื้นบ้านให้น้อยลงแม้ว่าพื้นที่อนุบาลปลาจะช่วยพลิกฟื้นระบบนิเวศให้กลับมาดี จึงทา
ให้ชาวบ้านต้องใช้อวนที่มีลักษณะของตาข่ายที่ห่างขึ้น อีกทั้งยังต้องออกทะเลไปไกล
กว่าเดิม เพื่อไม่ให้เข้าใกล้แหลง่ อนุบาลสตั ว์นา้

138

รวมไปถึงการกาหนดกฎหมายที่เกี่ยวกับแรงงานที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป
เพราะประเดน็ สิทธิมนุษยชนและการคา้ มนุษย์เป็นอีกหนึ่งประเด็นหลักที่ถูกกดดันจาก
ตา่ งประเทศประเทศใหร้ ัฐบาลเข้ามาจัดการแกป้ ัญหาแรงงานประมง แตใ่ นทางกลับกัน
การทาประมงพื้นบ้านเป็นการถ่ายทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น ลูก ๆ ออกเรือไปกับคน
รุน่ พ่อแม่ แตเ่ ม่อื มีการกาหนดอายุของแรงงานประมง จงึ ทาให้กรอบทางกฎหมายสวน
ทางกับวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้าน เพราะประมงพื้นบ้านนั้นมีวิถีชีวิตพึ่งพิง
ทรัพยากร ฉะนั้นเมื่อมีกฎหมายออกมาห้าม มากาหนดจากเดิมที่ทาได้ในลักษณะยัง
ชีพ กลายเป็นวา่ ทาไมไ่ ดเ้ พราะผดิ กฎหมาย

สุดท้ายการบังคับใช้กฎหมายในบางเรื่องซึ่งรัฐบาลต้องการจะดาเนินการให้
สอดคล้องกับมาตรการของ IUU เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีมาตรการทาง
กฎหมายเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ IUU แต่รัฐอาจจะลืมคานึงถึงบริบทของการทา
ประมงพื้นบ้าน แต่หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายไปมุ่งเน้นให้ความสาคัญกับการตรวจ
เรือ เครื่องมือ และการจัดการทรัพยากรตามแนวชายฝั่ง แต่กลับไม่ได้ดูมาถึงกลุ่ม
ประมงพื้นบ้าน ว่าพวกเขาสามารถรองรับกฎกติกานั้นได้หรือไม่ ด้วยเหตุเหล่านี้ทาให้
ชาวประมงพื้นบ้านต้องหันมาหาวิธีการจับสัตว์น้าที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้
อุปกรณ์อย่างอวนดักปู แขวนหอยนางรม เปน็ ต้น ซง่ึ สามารถทาได้ตามชายฝั่งและเป็น
การหารายได้อกี ทางหน่งึ

3) ประมงพ้นื บ้านกบั เศรษฐกจิ

อยา่ งท่กี ลา่ วไปในข้างต้นรายได้ของชาวบ้านชุมชนปากน้าประแสส่วนใหญ่น้ัน
มาจากการทาประมง ซึ่งสัตว์น้าส่วนใหญ่เมื่อจับมาได้จะนาไปกระจายที่ตลาดเช้าของ
ชุมชน แต่สาหรับประมงพาณิชย์นั้นจะมีแพปลามารับถึงที่ และหากพูดถึงระดับของ
ต้นทุนการทาประมงพื้นบ้านนั้น ในการจะประกอบอาชีพนี้ต้องคานึงถึงต้นทุนต่าง ๆ
เช่น เรือประมง แรงงาน น้ามัน น้าแข็งแช่งปลา เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่ง
แนน่ อนการทาประมงพืน้ บ้านและประมงพาณชิ ย์มีความแตกต่างกันอยา่ งแน่นอน เช่น
การจ้างแรงงานนั้นแน่นอนว่าการลงทุนของประมงพาณิชย์ต้องทามากกว่าและต้องใช้
แรงงานจากนอกพื้นที่ แต่ในทางกลับกันการทาประมงพื้นบ้านไม่ต้องลงทุนทางด้านนี้

139

เพราะเนื่องจากใช้แรงงานของครอบครัว เช่นนี้ทาให้เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วการทา
ประมงพ้นื บา้ นน้ันจึงอาจเรียกไดว้ า่ มคี วามยัง่ ยืนกวา่ ประมงพาณิชย์

รวมถึงการทาประมงที่อยู่ตามแนวชายฝั่งก็มีทรัพยากรให้เลือกจับ มากกว่า
การที่ต้องออกไปกลางทะเลอย่างประมงพาณิชย์ อีกทั้งหากบริเวณด้านหลังของตัว
บ้านติดกับแม่น้าก็มักจะมีการยกยอเคยกัน โดยหากยกมาได้จะนามาแปรรูปทาเป็น
เคยตากแหง้ ทาเป็นกะปแิ ละนามาขายให้กบั นักท่องเท่ียวท่ีหน้าบา้ นของตน ซ่ึงเท่าที่ผู้
ศึกษาได้ลงชุมชนก็พบวา่ แทบจะทุกบ้านท่มี ีการยกยอเคย โดยในพนื้ ท่ปี ระแสมชี ่อื เสียง
จากเคยและกะปจิ ากอุตสาหกรรมพื้นบ้านขนาดใหญ่ เช่น กะปิยทุ ธหตั ถี กะปิคุ้นเคยท่ี
ออกรายการโทรทัศน์ กลายเป็นอุตสาหกรรมการส่งออกกะปิและเคยที่เชิดหน้าชูตา
ให้กับคนในพื้นที่รวมถึงธุรกิจแปรรูปอื่น ๆ เช่น บ้านชนะชลแปรรูปน้าปลา
เชน่ เดยี วกันหากเดนิ เข้ามาในยา่ นชมุ ชนเกา่ ประแสก็จะพบวา่ มีหลาย ๆ บ้านทม่ี ีการยก
ยอดว้ ยตนเองหลังบ้านและนาเคยที่ได้มาแปรรูปในครวั เรือนเพ่ือรบั ประทานหรือนามา
วางขายหน้าบ้าน กะปิที่ทาขายจะถูกแบ่งใส่กระปุกหลายขนาดมรี าคาตั้งแต่ 50 ไป
จนถงึ 200 บาท

ภาพที่ 3.5 การยกยอ
(ภาพถ่ายโดย วชิราพรรณ เดชสุวรรณ เม่ือวนั ที่ 20 พฤษภาคม 2562)

140

ภาพท่ี 3.6 นา้ ปลาตราบา้ นชานสมุทรและกะปเิ คยตรายทุ ธหัตถี
(ภาพถา่ ยโดย เกศนิ ี จันทร์เพ็ญ เมื่อวันท่ี 20 พฤษภาคม 2562)

ภาพที่ 3.7 สนิ คา้ แปรรูปทีข่ ายภายในชุมชน
(ท่ีมา: http://www.smcbt.net/?p=2735)

141

ชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ชุมชนปากน้าประแสมักจะเริ่มออกหาปลาตั้งแต่
เวลาเช้าตรู่ โดยมักนาอวนไปทิ้งไว้ในทะเล บริเวณที่ชาวบ้านมักวางอวนจะอยู่ในแถบ
เรอื รบหลวงหรือบริเวณประภาคารท่ชี าวบ้านเรยี กว่าโจมเขียวและโจมแดงตามสีไฟบน
ประภาคาร ซึ่งประภาคารดังกล่าวอยู่บริเวณหาดแหลมสน หรือมีการหาปลาและวาง
อวนออกไปไกลขึ้นบริเวณเกาะมัน การเก็บอวนจะทาหลังจากที่วางอวนเสร็จแล้วจึง
เก็บอวนชุดเกา่ ที่เคยวางไว้กลับมาแก้บรเิ วณท่านา้ ซึง่ ชาวประมงพนื้ บ้านแต่ละคนจะมี
ท่าเรือประจาของตน เช่น ท่าเรือหลังบ้าน หรือท่าเรือที่ศาลเจ้า ดังเช่น คุณสงกรานต์
จะใช้ท่าเรือของศาลเจ้าแซ่ต๋ันในการแก้อวนเก็บสัตว์ที่หามาได้ โดยแต่ละฤดูกาลก็จะมี
สัตวน์ ้าที่แตกตา่ งกัน ในช่วงหนา้ ฝนจะมปี มู ากเปน็ พิเศษ สัตว์นา้ ที่ถกู จบั โดยชาวประมง
พื้นบ้านมักเป็นการรับไปขายในตลาด หรือเป็นขายกันเองระหว่างคนในหมู่บ้าน
เนื่องจากสัตว์น้าที่จับได้ไม่ได้มีจานวนมากนักเป็นการทาแบบพอมีพอกิน เมื่อนาสัตว์
น้าที่ได้ไปขายและแก้อวนจนเสร็จชาวประมงจะกลับไปวางอวนใหม่หรือสามารถไป
พกั ผ่อนก่อนซักเล็กน้อยและกลับไปวางอวนใหมต่ อนบ่าย บางคร้ังมีการวางอวนหลาย
ชนิดในช่วงที่มีสัตวน์ ้าหลายประเภทเพื่อเป็นการหากาไรเพิ่มได้อีกดว้ ย โดยในปัจจุบนั
จะจับสัตว์น้าได้ประมาณวันละ 4 - 5 กิโลกรัม (สงกรานต์ ทรงศิลป์, สัมภาษณ์ : 19
พฤษภาคม 2562)

อาจจะกล่าวได้ว่าการทาประมงพื้นบ้านนั้นมีความมั่งคงกว่าการทาประมง
พาณชิ ย์ เพราะมที ั้งทรัพยากรท่ีหลากหลายใหเ้ ลือกจับมากกว่า เพราะถึงแม้รัฐจะออก
กฎหมายเกี่ยวกบั ชายฝั่ง ชุมชนประแสยังมีแม่นา้ ที่อยู่หลังบา้ นเปน็ แหล่งทรัพยากรอกี
ทางหนึ่ง รวมถึงแนวป่าชายเลนที่สามารถเก็บหอยชนิดต่าง ๆ ได้โดยการใช้เครื่องมือ
พื้นบ้าน เหล่านี้เองอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่ทาให้การทาประมงพื้นบ้านของชุมชน
ปากน้าประแสยังคงดารงอยู่ และกลุ่มประมงพื้นบ้านส่วนใหญ่แล้วใช้กฎระเบียบของ
ชุมชนเป็นกฎในการปฏิบัติ สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายไม่ใช่เป็นแค่เครื่องมือในการใช้
อานาจของรฐั แต่กฎหมายต้องเปน็ เคร่อื งมือในการจัดสรรทรัพยากรที่เป็นธรรม เพราะ
การใช้กฎหมายลักษณะนี้กับประมงพื้นบ้านนั้นอาจไม่เป็นธรรม ดังนั้นอาจจะต้องให้
รฐั บาลเขา้ มาจดั การหารือกบั สมาคมประมงพืน้ บ้าน

142

4) ระบบนิเวศกับประมงพนื้ บ้าน

ปากน้ากระแส อาเภอแกลง จังหวัดระยอง ส่วนใหญ่จะเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่ง
ทะเล ลาดตา่ ลงสู่อ่าวไทยทางทศิ ใต้ ซ่งึ มชี ายฝัง่ ทะเลเว้าแหว่งติดอา่ วไทยยาวประมาณ
1 - 3 กิโลเมตร มีแม่น้าสายหลัก คือน้าประแส ความยาวประมาณ 5 - 8 กิโลเมตร
โดยมตี น้ กาเนดิ จากทวิ เขาในจังหวดั จันทบุรีไหลผ่านท้องท่ีต่าง ๆ ในอาเภอ แกลง ลงสู่
ทะเลที่ตาบลปากน้าประแส มีแม่น้าประแสกั้นเขตตาบล มีลาคลองลงสู่ทะเล
(กระทรวงวัฒนธรรม, 2560: ออนไลน์) มีการทานากุ้ง เลี้ยงปลาน้ากร่อยริมฝั่งแม่น้า
ประแส มีท่าเรือประมงขนาดใหญ่ ปลูกมะม่วง มะพร้าว บริเวณปากแม่น้ามีชุมชน
หนาแน่น เป็นแหล่งการค้าของตาบล บางพื้นที่เหมาะแก่การเกษตรถาวร มีลักษณะ
เปน็ ดินเหนยี ว เปน็ ท่ีราบดินตะกอนดูดซับน้าได้ดี พืน้ ทลี่ ักษณะเชน่ น้ีมีอยู่ในบริเวณลุ่ม
น้าประแส พื้นที่ชายฝั่งทะเลมีลักษณะเป็นดินทรายส่วนใหญ่ บางแห่งเป็นที่ลุ่มน้าขัง
พื้นที่ลักษณะเช่นนี้มีอยู่ตลอดริมฝั่งทะเลของปากน้าประแส เหมาะในการเพาะเลี้ยง
ชายฝงั่ และแหลง่ ทอ่ งเที่ยว

ปา่ ชายเลน

ภาพที่ 3.8 ต้นโกงกางบริเวณทงุ่ โปรงทอง
(ภาพถา่ ยโดย ปณั ฑิตา สุวรรณรักษา เมื่อวนั ที่ 20 พฤษภาคม 2562)

143

ป่าชายเลนประแสถือเป็นพื้นที่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความสมบูรณ์ มีพืชที่ขึ้นตาม
ปากแม่น้าประแส ปา่ ชายเลนทป่ี ากน้าประแสมคี วามอดุ มสมบูรณ์ประกอบด้วยพันธ์ุไม้
หลายชนิด ได้แก่ โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ แสมขาว ประสัก หรือพังกาหัวสุม
ลาพู ตะบนู โปรง ตาต่มุ ฝาดแดง เป็นต้น

พ้ืนทีป่ า่ ชายเลนของปากน้าประแสมีสภาพสมบูรณ์ ปจั จัยแวดลอ้ มท่ีสาคัญต่อ
การเจริญเติบโตของพันธุ์ไม้ป่าชายเลน ป่าชายเลนปากน้าประแสจึงเป็นระบบนิเวศที่
สาคัญของปากน้าประแสที่เชื่อมโยงระหว่างพื้นดินกับน้าทะเล มีความอ่อนไหวและ
เปราะบาง และเปลี่ยนแปลงสภาพไปตามทิศทางการผันแปรของกระแสน้า และ
คลื่นลม ในสภาวการณ์ปกติป่าชายเลนทาหน้าที่เป็นแนวปราการธรรมชาติที่คอย
ปกป้องชายฝั่งทะเลไม่ให้ถูกทาลายจากกระแสคลื่น เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้า
ในขณะเดียวกันสัตว์บกสามารถเข้ามาอาศัย และแสวงหาอาหารที่มีอยู่อย่างอุดม
สมบูรณ์ในป่าชายเลน ทาให้ป่าชายเลนปากน้าประแสหลากหลายไปด้วยสิ่งมีชีวิตท้ัง
พชื น้าและสตั ว์นานาชนดิ เทศบาลตาบลปากนา้ กระแสไม่เคยหยดุ นงิ่ ในการพัฒนาด้าน
สิ่งแวดล้อม มีการพัฒนาต่อยอดโครงการเพิ่มพื้นที่ป่าอยู่เสมอภายใต้โครงการอนุรักษ์
ฟื้นฟูป่าชายเลน การอนุรักษ์ป่าโกงกางของปากน้าประแสอยู่ใกล้กับที่ตั้งของเรือรบ
ประแสบริเวณปากแม่น้าประแส (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวง
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, 2562: ออนไลน์) ปัจจุบันเทศบาลตาบลปากน้า
ประแสได้ก่อสร้างสะพานไม้ เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเท่ียวสามารถเดินทางเข้าไป
ในป่าโกงกาง ได้อย่างสะดวกและใกล้ชิดธรรมชาติ เพื่อการศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติของ
ปา่ โกงกางไม้ประจาถนิ่ ของชาวน้าเคม็

พบว่า สามารถพบสัตว์น้าได้หลายชนิดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มปลา ได้แก่
ปลากดครีบดา ปลาข้างเหลือง ปลาหมอเทศ และปลาหมอคาง ปลากระทงุ เหวหางตัด
ปลาแป้นเล็ก ปลากกระบอกขาว และปลากระบอกดา ปลาทรายแดง ปลาเห็ดโคน
กลุ่มกุ้ง/ปู ได้แก่ กุ้งก้ามกราม กุ้งแชบ๊วย กุ้งกุลาดา ปูทะเล ปูแสมก้ามแดง ปูแป้น
กลุม่ หอย/หมกึ

144

ภาพท่ี 3.9 ชาวบ้านออกมาหาสตั ว์น้าทปี่ ่าชายเลนใกลท้ งุ่ โปรงทอง
(ภาพถา่ ยโดย ปัณฑิตา สวุ รรณรกั ษา เมื่อวันท่ี 20 พฤษภาคม 2562)

คลอง
ชุมชนปากน้าประแสมีแม่น้าประแสที่มีต้นกาเนิดจากทิวเขาจันทบุรี เขาใหญ่
เขาอ่างฤๅไน เขาหินโรงเขาอ่างกระเต็น แล้วไหลมาตามคลองต่าง ๆ หลายสายคือ
คลองกระแส คลองปลิง คลองบ่อทอง ห้วยหินคม คลองเจว็ด คลองตากล้วย คลอง
ชุมแสง คลองไผ่เหนือ คลองไผ่ใต้ คลองตวาด คลองผังหวาย คลองจาคา คลองใช้
คลองแหวน คลองโพล้ คลองท่าสีแก้ว และคลองหนองเพลง ไหลมารวมกันในเขต
อาเภอแกลง เป็นแม่น้าประแส มีความยาวประมาณ 26 กิโลเมตร และการไหลของ
แม่น้าประแสที่มีระยะทางค่อนข้างยาว ได้พัดพาทรัพยากรแร่ธาตุต่าง ๆ ที่มีความ
จาเป็นต่อการดารงชีวิตของสัตว์น้า มาตามกระแสน้า มารวบรวมและตกตะกอนอยู่
บรเิ วณปากแม่นา้ ประแส (กระทรวงวฒั นธรรม, 2560: ออนไลน์)
ซึ่งการสะสมทางทรัพยากรเหล่านี้บริเวณปากแม่น้าและอ่าวไทยทาให้มีสัตว์
น้าเข้ามาอาศัยและดารงชีวิตอยู่เป็นจานวนมาก นอกจากนี้แม่น้าประแสได้มีลาคลอง
สาขา มีความคดเคี้ยวตามธรรมชาติ จึงทาให้บริเวณป่าชายเลนมีความอุดมสมบูรณ์ มี
สัตว์น้าหลากหลายชนิดเข้ามาอยู่ และเป็นแหล่งของพืชบางชนิดที่ขึ้นบริเวณริมคลอง
เช่น จาก และป่าโกงกาง และยังพบสัตว์น้าต่าง ๆ อีกเป็นจานวนมาก อาทิ ปลาหมอ
เทศ ปูหิน ปูเฉลียงที่เอาไว้ใช้เป็นเหยื่อล่อ เป็นต้น (ยุติธรรม สมุทรคีรี, สัมภาษณ์: 20
พฤษภาคม 2562)

145

ภาพที่ 3.10 บรเิ วณท่าเรือของชาวประมงพืน้ บา้ น
(ภาพถ่ายโดย ปณั ฑิตา สุวรรณรักษา เม่อื วันที่ 18 พฤษภาคม 2562)

ภาพท่ี 3.11 ตะแกงดักจบั สตั ว์นา้ ภายในมปี ูหินและหอยเฉลยี ง
(ภาพถา่ ยโดย วชริ าพรรณ เดชสวุ รรณ เม่อื วันท่ี 20 พฤษภาคม 2562)
ทะเล
บริเวณที่ตั้งของชุมชนที่หันหน้าออกสู่ทะเลบริเวณอ่าวไทยตอนใน หรือท่ี
เรียกว่าบริเวณรูปตัว “ก” เป็นบริเวณที่น้าทะเลค่อนข้างตื้น และมีแม่น้าสายสาคัญ
ไหลลงสู่บริเวณดังกล่าวเป็นจานวนมาก ทาให้ความสมบูรณ์ แร่ธาตุที่สาคัญถูกชะล้าง

146

มาตงั้ แต่ตน้ นา้ ถกู พดั พาลงมาสู่ทะเล บริเวณอ่าวไทยตอนใน สง่ ผลใหม้ ีปลาและสัตว์น้า
จานวนมากที่เข้ามาอาศัย จากรายงานของ H.M. Smith เรื่อง “Fresh-water fishes
of Siam or Thailand ปี ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) ท่ีได้สารวจทรัพยากรปลาน้าจืด
และพันธุ์สัตว์น้าบริเวณทะเลและชายฝั่งโดยตลอด พบว่ามีพันธุ์สัตว์น้าหลายชนิดและ
มคี วามอุดมสมบรู ณ์อยใู่ นระดับสูง ผู้ที่อยูอ่ าศัยตามปากแมน่ ้าสามารถเก็บเก่ียวผลผลิต
จากท้องทะเลเพื่อนามาบริโภคนามาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (กระทรวง
วัฒนธรรม, 2560: ออนไลน์)

…พันธ์สุ ัตวท์ ่พี บบริเวณทะเลและชายหาดกม็ หี ลายชนดิ แต่จากการศึกษา
พบว่ามชี าวชมุ ชนหลายครัวเรือนนิยมว่าหาหอยประเภทตา่ ง ๆ ในบรเิ วณ
ชายหาดเมื่อน้าลง ไม่ว่าจะเป็นหอยกระปุก หอยหลอด หอยปากเป็ด
หรือหอยเสียบ…

(ปทุม นาถมนี 54 ปี, สัมภาษณ์ : 20 พฤษภาคม 2562)

ภาพท่ี 3.12 หอยปากเป็ด
(ภาพถา่ ยโดย วชิราพรรณ เดชสวุ รรณ เมอ่ื วนั ท่ี 18 พฤษภาคม 2562)

147

ภาพที่ 3.13 หอยกระปกุ
(ภาพถ่ายโดย วชิราพรรณ เดชสุวรรณ เม่ือวนั ที่ 20 พฤษภาคม 2562)

5) ความเชอ่ื กับประมงพน้ื บ้าน

ศาสนาและความเชื่อเป็นสิ่งที่มีอยู่คู่กับสังคมหรือชุมชนมนุษยชาติมาตั้งแต่
สมัยโบราณเน่ืองจากเป็นเครื่องบารงุ เลี้ยงสร้างขวัญและกาลังใจของมนุษย์ให้สามารถ
ฟันฝ่าอุปสรรคหรือภยันตรายอันเกิดจากน้ามือมนุษย์ด้วยกันเอง ตลอดจนภัย และ
ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ในสังคมหนึ่ง ๆ ย่อมยอมรับนับถือในความเชื่อลัทธิ และ
ศาสนาทีเ่ หมือนกัน เพราะมีแนวความคิด กฎระเบียบ และหลักเกณฑ์ศลี ธรรม ซึ่งเป็น
เครอื่ งกาหนดใหค้ นในทอ้ งถน่ิ น้นั ๆ สามารถอยรู่ ว่ มกันได้อย่างสันตแิ ละเป็นสุข

ประเพณีทอดผ้าปา่ กลางน้า
ประเพณีทอดผ้าป่ากลางน้าของชาวปากน้าประแส อาเภอแกลง จังหวัด
ระยอง เป็นประเพณีเก่าแก่ที่มีแห่งเดียวในประเทศไทย มีการทอดผ้าป่าในเวลา
กลางวัน และลอยกระทงในเวลากลางคืนของวันขึ้น 15 ค่า เดือน 1 ซึ่งประเพณี
ทอดผ้าป่ากลางน้าสันนิษฐานว่าสืบทอดกันมาประมาณ 100 ปีเศษ การทอดผ้าป่า
กลางน้าในอดีต เป็นไปตามวิถีชีวิตของผู้คนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ติดกับแหล่งน้า อันได้แก่
แม่น้าประแส ที่มีต้นกาเนิดมาจากเทือกเขาชะเมา แล้วไหลลงสู่ทะเลที่ปากน้าประแส

148

ประชาชนจึงมีอาชีพและผูกพันกับลาน้าในการประกอบอาชีพ อันได้แก่ อาชีพประมง
เมื่อเทศกาลวันเพ็ญกลางเดือน 12 ตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ประชาชนหยุด
พกั การทางานแล้วร่วมทาบญุ ตักบาตร การทอดผ้าปา่ กลางน้าประชาชนจะนาพุ่มผ้าป่า
ไปปักไว้กลางแม่น้าประแส โดยพุ่มผ้าป่าจะใช้กิ่งไม้จากต้นฝาด ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่
ตามป่าชายเลนทั่วไป ประดับตกแต่งพุ่มผ้าป่าให้สวยงาม จากนั้นไปจึงนิมนต์พระสงฆ์
ลงเรอื ชกั พุ่มผา้ ป่าตามพธิ ีกรรมในทางพุทธศาสนา ประชาชนที่รว่ มประกอบพิธีจะพาย
หรอื แจวเรือของตนเองเขา้ ร่วมพธิ ีกนั ท่ีกลางลาน้าน้ัน ในปัจจบุ นั จะมกี ารจดั พุ่มผ้าป่าไว้
ที่ริมท่าหรือริมคลองใกลบ้ ้านแล้วนมิ นต์พระมาชักพุ่มผ้าปา่ ด้วยหลังจากพิธที อดผ้าป่า
ในเรอื กลางน้าเสร็จแลว้ ประชาชนจะร่วมกิจกรรมสนุกสนานรื่นเริงโดยการละเล่น อัน
ได้แก่ การแข่งขันเรือพาย การแสดงดนตรี การประกวดเทพี เป็นต้น (ภานุ ธนะสาร,
สัมภาษณ์: 18 พฤษภาคม 2562)

ภาพท่ี 3.14 งานทอดผา้ ปา่ กลางน้า
(ที่มา: http://www.prasae.com/viewcontent.asp?group=17&contentid=92)

149

การไหว้แมย่ ่านาง
จังหวัดระยองมีอาณาเขตส่วนหนึ่งติดกับทะเล อาชีพประมงจึงเป็นอาชีพท่ี
สาคัญของชาวระยองอย่างหนึ่ง มีผู้ประกอบอาชีพประมงเป็นจานวนมาก แม้ว่าสภาพ
สังคมระยองในปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงไปจากสังคมเกษตรเป็นสังคมอุตสาหกรรม แต่
ความเชื่อเกี่ยวกับแม่ย่านางชาวประมงยังยึดมั่นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเหนียวแน่น
เพราะแม่ย่านางเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตประจาเรือ คนโบราณมองทะเลว่าเต็มไปด้วย
อันตรายลี้ลับอาจมีภัยถึงกับชีวิต หรือต้องผจญภัยกับคลื่นลมพายุที่อาจเกิดข้ึน
เรืออับปางสาหรับคนออกทะเล ขวัญและกาลังใจเป็นสิ่งสาคัญ และสิ่งที่จะทาให้เกิด
ขวัญและกาลังใจได้อย่างหนึ่งก็คือความเชื่อ ชาวประมงเชื่อว่าแม่ย่างนางเป็นสิ่ง
ศักดิ์สิทธิ์ประจาเรือ ที่ทุกคนจะต้องเคารพ จะต้องช่วยให้ทุกคนปลอดภัย และให้เกิด
โชคลาภแกต่ น การปฏบิ ตั ิเกย่ี วกับความเช่ือใด ๆ ทีจ่ ะทาใหแ้ ม่ยา่ นางพอใจชาวประมง
ก็จะปฏิบัตอิ ยา่ งเคร่งครัด เช่น ไมท่ ะเลาะกันขณะอยูใ่ นเรอื ไมท่ าเรือสกปรก ไม่ดื่มสุรา
ก่อนออกเรือ ไมเ่ หยียบโขนเรือ ไม่นาผหู้ ญิงมาร่วมเพศในเรอื เปน็ ต้น ข้อห้ามทั้งหมดก็
เพื่อให้ผู้ร่วมงานเกิดความรักและความสามัคคีกัน ซึ่งชาวประมงเชื่อว่าเป็นความ
ต้องการของแม่ย่านาง (ภานุ ธนะสาร, สมั ภาษณ์ : 18 พฤษภาคม 2562)

ความเชื่อเรื่องแม่ย่านางน่าจะเกิดจากความกลัวภัยต่าง ๆ ที่คิดว่าทะเลน้ัน
เต็มไปด้วยภัยอันตราย แต่การเกิดความเชื่อนี้ก็เป็นผลดี เพราะแฝงไปด้วยความคิด
และเหตผุ ลอันชาญฉลาด ไดแ้ ก่ การใหป้ ฏบิ ัตใิ นสิง่ ท่ีดที ี่ควรเพ่ือจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมี
ความสุข ชาวประมงต้องไหว้แม่ยา่ นางทกุ ครั้งท่ีออกเรอื นอกจากนั้นทุกวันพระ 15 ค่า
วันตรุษจีน วันตรุษสงกรานต์กจ็ ะถือเป็นประเพณีมีการไหว้แม่ย่านางดว้ ย ผู้ทาพิธีไหว้
แม่ย่านางเรือ คือไต้ก๋ง และจะไหว้ในตอนเช้า เครื่องไหว้แม่ย่านาง ได้แก่ หัวหมู ไก่
ผลไม้ต่าง ๆ เช่น กล้วย ส้ม มะพร้าวอ่อน เป็นต้น ขนมเปี๊ยะ ขนมถ้วยฟู ธูป 9 ดอก
และให้สมบูรณ์ต้องจุดประทัดด้วย (สมชาย ปะสิ่งของ, สัมภาษณ์ : 20 พฤษภาคม
2562) ซึ่งการไหวแ้ ม่ย่านางนี้ชาวประมงส่วนใหญท่ าตามคาบอกเล่าของตนเฒา่ คนแก่
เพราะเชื่อว่าจะให้คุณให้โทษแก่ผู้ปฏิบัติได้จริงแล้วพิธีกรรมใดก็ตามน่าจะเกิดจาก
ความต้องการขวัญและกาลงั ใจเพอื่ ความมัน่ ใจในการทางานเปน็ สาคัญ

150

ภาพท่ี 3.15 ศาลกรมหลวงชุมพร
(ทมี่ า : https://www.thetrippacker.com/th/review/ศาลกรมหลวงชมุ พร

A3PrinceApakornMemorialShrine/2349 )

สมเดจ็ กรมหลวงชุมพรฯ
ศาลสมเด็จกรมหลวงชุมพรเขตรอดุ มศักดิ์เป็นศาลที่ประดิษฐานรูปหล่อพลเรือ
เอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย
ขนาดเท่าองค์จริง ศาลตั้งอยู่ริมแม่น้าประแส และเป็นหนึ่งในบรรดาศาลที่ชาวเมือง
ระยองให้ความเคารพสักการะเป็นอย่างมาก ปัจจุบันกองทัพเรือและคณะกรรมการฯ
ได้จัดให้มีพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณ และมหรสพสมโภชเป็นประจา ระหว่างวันที่
10 - 20 ธนั วาคม ของทุกปี
ซึ่งการสักการบูชาสมเด็จกรมหลวงชุมพรของชาวชุมชนประแสจะมีความ
เกี่ยวข้องกับการไหว้แม่ย่านางและเจ้าพ่อหัวโขดด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาหรับคนที่
ทาอาชีพประมงและต้องการเดินเรือ จากการศึกษาพบว่าชาวบ้านในปัจจุบันไม่ได้มี
พิธีรีตองสาหรับความเช่ือเรื่องการเดินเรือมากนัก หากแต่ยังคงเคารพศรัทธาอยู่แต่ลด
ในเรื่องพิธีกรรมลง ตามข้อมูลที่ได้มาจากคุณลุงสมชาย ปะสิ่งของ ชาวบ้านปากน้า
ประแส ผู้ทาอาชีพประมงพื้นบ้าน ได้ให้ข้อมูลว่า ในสมัยนี้การออกเดินเรือของ
ชาวประมงพ้ืนบ้านมักจะทาการไหว้แม่ย่านางและไหว้รวมไปถึงสมเดจ็ กรมหลวงชุมพร

151

และเจ้าพ่อหัวโขด แต่จะไม่วนเรือกลับไปทางบริเวณศาลกรมหลวงชุมพร ดังเช่นที่เรือ
ใหญ่ ๆ ทากันในปัจจุบัน สิ่งนี้ทาให้เราเห็นว่าวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านมีการ
ปรับตัวให้สามารถดาเนินไปได้ในสภาพปัจจุบัน อย่างเรื่องความเชื่อนี่เองที่จะไม่เน้น
พธิ ีกรรมมากมายแต่ยงั คงไว้ซึ่งความเคารพศรัทธา (สมชาย ปะสิ่งของ, สมั ภาษณ์ : 20
พฤษภาคม 2562)

6) ภมู ิปัญญากับประมงพนื้ บ้าน

ด้วยความที่ชาวปากน้าประแสมีอาชีพประมงมาตั้งแต่สมัยโบราณ จึงมีการ
พัฒนาและประยุกต์สิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่รอบตัวสาหรับการประกอบอาชีพหรือเอาตัวรอด
ในการเดินเรือ ภูมิปัญญาของชาวบ้านประแสเองก็มีทั้งความคล้ายคลึง และความ
แตกต่างจากชุมชนประมงที่อื่น ภูมิปัญญาเหล่านั้นล้วนมีอยู่ในเรื่องการประกอบอาชีพ
จนไปถึงในชีวิตประจาวัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังคงตกทอดและประยุกต์ใช้มาจนถึงปัจจุบัน
แมว้ ่าเทคโนโลยีจะมีความก้าวไกล หากแต่ภูมปิ ัญญาหลาย ๆ อย่างกไ็ มไ่ ด้เลือนหายไป
เพียงแต่ปรับเปลี่ยนและพัฒนาให้เข้ากับยุคสมัยนั่นเอง (ทองคา คณะผล, สัมภาษณ์:
19 พฤษภาคม 2562)

ภูมปิ ัญญาเกย่ี วกับการประกอบอาชีพ
ในการประกอบอาชีพประมง อปุ กรณ์เครื่องมอื เครือ่ งใช้ตา่ งมคี วามจาเป็นเป็น
อย่างมาก จากอดีตจนถึงปจั จุบันเครือ่ งมือของชาวประมงพื้นบ้านกไ็ ด้ถกู ดัดแปลงเพ่อื
ความสะดวกและเข้ากับวิถีชีวิตมากขึ้น ดังนั้นเราจึงสามารถเห็นตั้งแต่เครื่องมือใน
ลกั ษณะทท่ี ามือ ไมว่ า่ จะเป็น มือแมว ชะลอม เบ็ดไม้ คราดหรือล้อมท่ีใช้จบั สัตว์น้า ใน
ปัจจุบันถึงแม้จะมีอุปกรณ์เหล่านี้วางขายอยู่ตามตลาดทั่วไป แต่ชาวประมงพื้นบ้านก็
ไม่ได้ละทิ้งวิธีการสร้างด้วยตนเองหรือวถิ ีการซ่อมแซมที่ทาให้ไม่ตอ้ งเสียเงินไปกับการ
ซอ่ มแซมอุปกรณ์ (ปทุม นาถมนี, สมั ภาษณ:์ 20 พฤษภาคม 2562)

152

ภาพที่ 3.16 ลอ้ มจับปู

ภาพที่ 3.17 ชาวประมงใชค้ ราดสาหรบั หาหอย
(ภาพถา่ ยโดย วชริ าพรรณ เดชสุวรรณ เมอื่ วนั ที่ 20 พฤษภาคม 2562)

ภาพที่ 3.18 ชาวประมงกาลังซอ่ มล้อมจับปทู เี่ สียหาย
(ภาพถ่ายโดย วชริ าพรรณ เดชสวุ รรณ เมอื่ วันที่ 20 พฤษภาคม 2562)

153

นอกเหนือจากภูมิปัญญาในการทาและซ่อมอุปกรณ์ต่าง ๆ แล้ว ชาวประมง
พื้นบ้านในชุมชนปากน้าประแสยังมีภูมิปัญญาเกี่ยวกับการเดินเรือแบบเฉพ าะตนอีก
หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาการใช้ไฟล่อปลาในสมัยก่อน ที่ปัจจุบันได้มี
เทคโนโลยีโซนาร์เข้ามาแทนที่ ภูมิปัญญาการดูทิศทางของลมที่ชาวบ้านมีชื่อเรียกลม
เฉพาะตน ไม่เหมือนหมู่บ้านประมงในที่อื่น หรือจะเป็นการดูมุมฉากสาหรับการออก
เรือในช่วงที่ไม่มีแม้แต่ดาวหรือเข็มทิศสาหรับนาทาง ชาวประมงจาเป็นต้องอาศัย
ประสบการณ์ ความรแู้ ละความเชี่ยวชาญเปน็ อยา่ งมากในการใช้วิธีนี้ หรือว่าจะเป็นวิถี
การสังเกตต้นตะเคียนจากวัดตะเคียนงาม ซึ่งในสมัยก่อนชาวประมงที่อยู่บนเรือจะ
อาศัยมองหาต้นตะเคียนนี้เพื่อที่จะได้รู้ว่าใกล้ถึงฝั่งแล้ว (ทองคา คณะผล, สัมภาษณ์:
19 พฤษภาคม 2562)

ภาพท่ี 3.19 ตน้ ตะเคียนในปัจจบุ นั
(ทม่ี า : http://www.smcbt.net/?p=3510)

154

ภูมิปัญญาในการหาอาหาร
อกี หนงึ่ ภมู ิปญั ญาท่ผี ูกโยงอยู่กับวิถชี วี ติ และการประกอบอาชีพของชาวชุมชน
ปากนา้ ประแสก็คือภูมิปัญญาในการหาอาหาร ชาวประมงมักจะร้จู ากเรียนรู้ตลอดชีวิต
การเป็นชาวประมงว่าตรงไหนมสี ัตว์อะไรอยบู่ ้าง เป็นการเรียนรู้ที่ตกทอดมาจากบรรพ
บรุ ุษทีเ่ ปน็ ชาวประมงและมีทักษะในการเอาชีวติ รอด ชาวประมงพ้นื บ้านของประแสใน
ปัจจุบันก็ยังไม่ลืมเลือนความรู้เหล่านี้ จากการศึกษาและลงพื้นที่พบว่าชาวประมง
พน้ื บ้านส่วนใหญม่ คี วามรเู้ ร่อื งสตั ว์น้าในพ้ืนท่ีตา่ ง ๆ เป็นอยา่ งดี ไม่ว่าจะเปน็ การร้วู า่ ถ้า
ไปที่ป่าชายเลนจะเจออะไร ไปที่คลองจะเจอสัตว์น้าประเภทไหน รวมไปถึงการนา
วัตถุดิบเหล่านั้นมาประกอบอาหารและแปรรูปสาหรับรับประทานหรือขายภายใน
ชุมชน ไปจนถึงการส่งออกไปในพื้นที่อื่น ๆ อาทิ การยกเคยที่หลังบ้านติดคลอง และ
นาเคยเหล่านั้นมาแปรรูปในลักษณะต่าง ๆ (พรทิพย์ ปะสิ่งของ, สัมภาษณ์: 20
พฤษภาคม 2562)

ภาพท่ี 3.20 อาหารแปรรูปในชมุ ชน
(ภาพถา่ ยโดย เกศนิ ี จนั ทร์เพ็ญ เมอื่ วันที่ 20 พฤษภาคม 2562)

ภมู ปิ ญั ญาในการรกั ษา
ชาวประมงพื้นบ้านประแสในอดีตมีทักษะในการเอาตัวรอดสูง สังเกตได้จาก
คาบอกเล่าของคุณลุงสมชาย ปะส่งิ ของ ทบี่ อกว่าชาวประมงพ้ืนบ้านจะมวี ิธีการในการ
รักษาอาการบาดเจ็บ หรือป่วย ด้วยพืชสมุนไพรในพื้นที่ ซึ่งไม่เพียงแค่คนที่เป็น
ชาวประมงเท่าน้ัน แตค่ วามรูใ้ นเรื่องสมนุ ไพรและการรักษาโรคยังรวมไปถึงชาวบ้านใน

155

ชุมชนอีกด้วย ยิ่งในสมัยก่อนที่ยังไม่มีร้านขายยาหรือร้านหมอให้คนในชุมชนได้ไปหา
เมื่อเจ็บป่วย การใช้สมุนไพรท่ีมีอยู่ในพื้นที่จึงเป็นสิ่งจาเป็นและเป็นความรู้ประจาบ้าน
แทบทุกครอบครัว ซึ่งความรู้ในการรักษาอาการเจบ็ ปว่ ย ก็มีอาทิ การใช้ผักบุ้งทะเลใน
การรักษาแผลที่เกิดจากแมงกะพรุน การใช้รางจืด การใช้ว่านหางจระเข้ หรือจะเป็น
การใชเ้ หงือกปลาหมอในการฟอกแผล ทั้งนี้ภมู ิปญั ญาในการรักษาเหล่านี้ยังคงตกทอด
มาจนถึงปัจจุบนั แม้ว่าการรักษาแบบสมยั ใหม่จะเข้าถึงภายในชุมชนแลว้ ก็ตาม (สมชาย
และพรทิพย์ ปะส่งิ ของ, สมั ภาษณ์: 20 พฤษภาคม 2562)

ภาพท่ี 3.21 ว่านหางจระเข้ ภาพที่ 3.22 เหงอื กปลาหมอ
(ที่มา: https://medthai.com/ว่านหางจระเข้) (ที่มา: https://prayod.com/เหงือก
ปลาหมอ)

ภาพที่ 3.23 ผักบุ้งทะเล
(ที่มา: https://medthai.com/ผกั บ้งุ ทะเล)

156

3.3.2 ประมงพาณิชย์
1) วถิ ชี วี ิตของประมงพาณชิ ย์

ประมงพาณิชย์ในชุมชนปากน้าประแสมีความแตกต่างกับประมงพื้นบ้านคือ
เป็นการทาประมงเพื่อการค้ามากกว่าการทาประมงเพ่ือยังชีพ ขนาดเรอื ที่ใช้จะเป็นเรือ
ขนาดใหญ่ ใชอ้ วนขนาดใหญ่ในการจับปลา และตอ้ งมแี รงงาน 30 คนต่อเรือหนึ่งลา จงึ
เป็นการทาประมงที่จะต้องมีนายทุนในการดแู ลเรื่องค่าใช้จา่ ยและใช้แรงงานในการทา
ประมงแทนที่จะทาด้วยตนเองคนเดียวเหมือนประมงพืน้ บ้าน โดยภายในเรือจะมไี ต้ก๋ง
เรือคอยควบคุมดูแลความเรียบร้อยบนเรือ ดูแลทิศทางและการจับปลาเปรียบเสมือน
กปั ตนั ของเรอื

จากหลักฐานของการเกิดขึ้นของคานเรือแหลมเมืองซึ่งเป็นคานเรือใหญ่ทาให้
มีความเป็นไปไดท้ ี่ประมงพาณิชยจ์ ะเขา้ สู่ชุมชนปากน้าประแสประมาณในปีพ.ศ. 2500
และเติบโตในช่วงประมงพาณิชย์เจริญรุ่งเรืองในปี พ.ศ. 2517 - 2520 จึงอาจกล่าวได้
ว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของชาวประแส มีรากฐานหรือพื้นเพในการทาอาชีพประมง และมี
การรวมกลุ่มของชาวประมงพาณิชย์จนเกิดเป็นกลุ่มสมาคมประมงปากน้าประแสรข์ น้ึ
โดยมีคุณภานุ ธนะสาร เป็นนายกสมาคมคอยดูแลกลุ่มชาวประมงพาณิชย์ในชุมชน
ปากนา้ ประแส

ในปัจจุบันจากการสังเกตและการสัมภาษณ์ทาให้เห็นว่าประมงพาณิชย์ใน
ชุมชนเหลือเพียงไมม่ าก บางคนเหลือเรือเพียงลาเดียวในการทาประมงเทา่ น้ันและมีอีก
มากที่ขายเรือไปทากิจการอืน่ แทน ในปัจจุบันจึงมีเรือจอดเทียบท่าจนผุพังจานวนมาก
รวมถึงลูกหลานชาวประมงในปัจจุบันเห็นถึงความไม่คุ้มทุนในการทาประมง และมี
ทางเลือกที่ได้จากการได้รับการศึกษาในเมืองทาให้ส่วนมากเลือกที่จะไปทาธุรกิจใน
เมืองมากกวา่ ทจี่ ะสนใจสืบทอดการทาประมง เน่ืองจากการทาประมงพาณชิ ย์นอกจาก
จะไม่คุ้มทุนแล้วยังเต็มไปด้วยความยากลาบากและความอันตราย ประมงพาณิชย์ใน
ปากน้าประแสจึงลดลงและเริ่มเลือนหายไปแตกต่างกับประมงพื้นบ้านซึ่งสามารถ
ปรบั ตัวและยังคงดารงอยูไ่ ด้ในปจั จบุ ัน

157

ภาพท่ี 3.24 เรือประมงพาณิชยข์ องคณุ ภาณุ ธนะสาร
(ภาพถ่ายโดย ปณั ฑติ า สวุ รรณรกั ษา เม่อื วนั ท่ี 18 พฤษภาคม 2562)

2) ประมงพาณิชย์กับกฎหมายภาครัฐ

นโยบายจากรฐั บาลและกฎหมายในการทาประมงเป็นส่วนหนึ่งที่ทาให้ประมง
พาณิชย์ในชุมชนปากน้าประแสนั้นลดลงไปในปัจจุบัน เพราะการผลักดันกฎระเบียบ
ต่าง ๆ ขึ้นมาให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของสหภาพยุโรปที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข
ปัญหาการทาประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม จึงมีการออก
กฎหมายและคาสั่งตามมาตรา 44 หลายฉบับเกิดขึ้น (คสช.กับภารกิจซ่อมสร้างการ
ประมง, ออนไลน์ :2562) ทั้งเรื่องของแรงงาน เรือและอุปกรณ์ หรือการกาหนด
ขอบเขตพื้นที่ล้วนทาให้ประมงพาณิชย์นั้นทาได้ยากขึ้น และยังมีกฎหมายที่ออกโดย
EU หรือสหประชาชาติก็เป็นกฎหมายที่ส่งผลกระทบขนาดใหญ่กับการทาประมงใน
ประเทศไทยเนื่องจากการเปิดรับข้อบังคับของ EU ทาให้การประมงไทยทางานได้
ลาบาก เช่น กฎการบังคับเรื่องคุณภาพชีวิตของลูกเรือที่สั่งให้มีห้องพักหรือห้องน้า
เพียงพอต่อจานวนลูกเรือ ซึ่งในความเป็นจริงลูกเรือมีจานวนมากเกินกว่าจะสามารถ
สร้างห้องนา้ ห้องพัก หรอื หอ้ งสันทนาการไดเ้ พียงพอถ้าดูตามขนาดเรือประมงพาณิชย์

158

ที่ใช้ในประเทศไทย ซึ่งแตกต่างจากเรือที่ใช้ในประเทศแถบยุโรปซึ่งมีลาเรือที่ใหญ่และ
แข็งแรงกวา่

จากข้อมลู ท่ีไดจ้ ากการสัมภาษณ์ทัง้ คุณภานุ ธนะสาร และคณุ ทองคา คณะผล
ซึ่งเคยเป็นไต้ก๋งเรือในเรือประมงพาณิชย์จนสามารถเก็บเงินซื้อเรือของตนเองได้ โดย
ครอบครัวของคุณภาณุทาประมงพาณิชย์มาตั้งแต่รุ่นของคุณปู่ของคุณภาณุ แต่ใน
ปัจจุบันกลับเหลือเรือประมงเพียงแค่ลาเดียวเท่านัน้ จากสมัยก่อน ทั้งสองทาให้เห็นถงึ
การลดลงของประมงพาณิชย์ในชุมชนปากน้าประแส ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ของ
ชาวประมงพาณิชย์ในปัจจุบันเกิดจากนโยบายหรอื กฎหมายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกบั
การประมง

กฎหมายแรงงานเป็นหนึ่งในกฎหมายที่ส่งผลต่อชาวประมงอย่างมาก เพราะ
ประมงพาณิชย์จาต้องใช้แรงงานจานวนมากในการทาประมง ซึ่งกฎหมายกาหนดให้
ตอ้ งมแี รงงาน 30 คนต่อเรือหนึ่งลา ซึง่ ถือเปน็ จานวนมากทจ่ี ะต้องมีค่าใช้จ่ายท่ีเพ่ิมขึ้น
มากเช่นกัน และแรงงานที่ใช้ส่วนมากจะเป็นแรงงานข้ามชาติจากทางฝั่งเขมรมากกว่า
การใช้คนไทยหรือคนในพ้ืนท่ี แตข่ อ้ เสยี คอื ทาใหต้ ้องมีทั้งค่าประกนั แรงงาน ค่าแรงงาน
ขนั้ ตา่ คา่ ทาบตั รพาสปอร์ตเข้าประเทศไทยซึ่งจะต้องจดทะเบียนแรงงานเหล่านี้ไว้ 2 ปี
เพื่อใหแ้ รงงานเหลา่ นีท้ น่ี าเข้ามานัน้ ถกู กฎหมาย

…ค่าใช้จ่ายต้นทุนต่อเรือหนึ่งลานั้นตกอยู่ท่ีประมาณ 30,000 บาทต่อคน
และประมาณ 2,000,000 บาทตอ่ เรือหนึง่ ลา ซึ่งเรอื หนงึ่ ลากต็ ้องมีลูกเรือ
ถึง 30 คน โดยท่ียงั ไม่รวมคา่ ใช้จ่ายอน่ื ๆ อีกมากมาย เชน่ ค่านา้ มัน ทาให้
ค่าใชจ้ ่ายในการทาประมงพาณิชยน์ ั้นสงู …

(ทองคา คณะผล 63 ป,ี สมั ภาษณ์: 19 พฤษภาคม 2562)

นอกจากนี้ยังมีการก าหนดใบอนุญาตและใบอาชญาบัตรขึ้นตาม
พระราชบัญญัติการประมง ปีพ.ศ. 2490 โดยใบอนุญาตคือ ใบอนุญาตซึ่งพนักงาน
เจา้ หนา้ ทอ่ี อกให้แกบ่ คุ คลใดใช้ทาการประมง หรอื ทาการเพาะเลีย้ งสัตว์นา้ ในท่ีอนุญาต
ส่วนใบอาชญาบัตรคือ ใบอนุญาตซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ออกให้แก่ผู้รับอนุญาตเพื่อใช้
เครื่องมือทาการประมง (พระราชบัญญัติการประมง, 2490) ทาให้ชาวประมงถูก

159

กาหนดพื้นที่จับสัตว์น้า ประเภทสัตว์น้า และอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับทาให้ชาวประมง
สามารถทาประมงไดต้ ามท่กี าหนดไวเ้ ท่านน้ั

รวมถงึ อุปกรณ์หรือเรือที่ใช้ในการทาประมงนั้นยังถูกควบคุมเช่นกัน กฎหมาย
ที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการทาประมงคือ ควบคุมการใช้เครื่องมือการทาการ
ประมงที่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้า เช่น เครื่องมืออวนรุนที่ใช้ประกอบกับเรือยนต์
เครื่องมืออวนล้อมจับที่มีขนาดช่องตาเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตร เครื่องมืออวนลากที่มี
ชอ่ งตาอวนก้นถงุ เลก็ กวา่ ห้าเซนตเิ มตร และห้ามทาการประมงในเวลากลางคนื เป็นต้น
(คสช.กับภารกจิ ซอ่ มสร้างการประมง, ออนไลน์ : 2562) การกาหนดใหใ้ ช้แต่อุปกรณ์ท่ี
ถูกกฎหมายและไม่ทาลายสิ่งแวดล้อม ทาให้ส่วนใหญ่อุปกรณ์ที่ใช้ในการทาประมง
พาณิชย์จะเป็นอวนตาห่างขนาดใหญ่ มีขนาดตาข่ายของอวนถูกกฎหมาย คืออวนตา
ห่างที่จับได้เฉพาะสัตว์น้าขนาดโตเต็มวัยแล้วเท่านั้น ในขณะที่อวนตาถี่นั้นถือว่าผิด
กฎหมายเพราะจะดกั จบั ลูกสตั วน์ า้ ที่ตดิ ไปด้วยทาใหบ้ างชนิดอาจเกิดการสูญพันธุ์ได้

ภาพท่ี 3.25 เรืออวนลอ้ ม

160

ภาพท่ี 3.26 เรอื อวนลาก

ภาพที่ 3.27 เรืออวนรนุ
(ท่มี า: http://www.saveoursea.net/forums/showthread.php?p=46318)

161

โดยวิธีการตรวจสอบการทาประมงนั้นจะใช้วิธีการจัดทาสมุดบันทึกการ
ประมง หรือการบังคับให้ติดตั้งระบบติดตามเรือประมง (VMS) เพื่อควบคุมการทา
ประมงไม่ให้เจ้าของเรือให้ผู้อื่นกระทาการผิดกฎหมาย เช่น ครอบครองเครื่องมือการ
ทาการประมงที่ไม่ได้รับอนุญาต การนาเรือประมงที่มีเครื่องมือการทาการประมงที่ไม่
ตรงกับอาชญาบัตรหรอื ไม่ได้รับอาชญาบัตรในการทาการประมงออกไปทาการประมง
การนาเรือประมงที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายกาหนดออกทาการประมง เป็นต้น และยัง
ควบคุมในการนาเรือประมงออกไปยังน่านน้าต่างประเทศอีกด้วย (เพิ่งอ้าง, 2562:
ออนไลน์) ทาให้ในปัจจบุ นั การเดินทางขา้ มดนิ แดนเพือ่ ทาการประมงก็ทาไดย้ ากย่ิงข้ึน

3) ประมงพาณชิ ย์กบั เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจที่สาคัญสาหรับประมงพาณิชย์คอื ปลา ปลาส่วนใหญ่ทีจ่ บั ได้นั้นเปน็
ปลาขนาดใหญ่ อย่างเช่น ปลาโอ หรือปลาอินทรี ซึ่งปลาเหล่านี้จะอยู่ในทะเลน้าลึก
เมื่อได้ปลามาจะเก็บไว้ในห้องเย็นซึ่งอยู่ภายใต้ท้องเรือเพื่อให้ปลายังคงสดอยู่เมื่อ
เดินทางกลับถงึ ฝั่ง ส่วนตลาดท่ีนามาปลาท่ไี ด้มาขายน้นั จะนาไปขายทแี่ พปลาเป็นส่วน
ใหญ่ โดยจะมีคนทดี่ ูแลคอยจัดการการรบั ซ้อื ปลาบนฝั่ง และปลาเหลา่ นัน้ กจ็ ะถกู ส่งเข้า
สโู่ รงงานเพอ่ื นาไปแปรรูปเปน็ ปลากระปอ๋ ง ซึง่ ส่วนใหญ่จะใส่รถไปขายท่แี พปลากังวาน
ที่ระยองเพราะจะได้ราคาที่ดีกว่า หรือถ้าเรือประมงนั้นเช่ามาก็จะต้องนาปลาไปขึ้นที่
แพที่บริษัทนั้นกาหนดไว้ ดังเช่น คุณทองคาเช่าเรือจากแพปลาพรสมจิตก็จะต้องนา
ปลาทไ่ี ด้ไปข้ึนทีแ่ พปลาพรสมจิต (ทองคา คณะผล, สัมภาษณ์: 19 พฤษภาคม 2562)

ในปัจจุบันเศรษฐกิจของประมงพาณิชย์นั้นซบเซาลงมาก ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่
ลว้ นมาจากทัง้ นโยบายหรอื กฎหมายเกีย่ วกบั การประมงทร่ี ัดกมุ มากขึน้ ไมว่ ่าจะเปน็ กฎ
อาชญาบัตร หรือการนาเข้าแรงงานอย่างถูกกฎหมายซึ่งทาให้ค่าใช้จ่ายในการทา
ประมงพาณิชย์นั้นเพิ่มมากขึ้นในขณะที่กาไรที่ได้กลับลดลง การทาประมงพาณิชย์น้ัน
ต้องแบกรับรายจ่ายมหาศาล เช่น ค่าโสหุ้ยหรือรายจ่ายประจาเดือนนั้นสูงถึงหลักล้าน
อีกทั้งยังมี ค่าน้ามัน ค่าแรงงาน ซึ่งการจ่ายค่าจ้างแรงงานก็ต้องเป็นไปตามค่าแรง
มาตรฐานอีกด้วย โดยเรือลาหนึ่งๆนั้นต้องใช้ลูกเรือราว 30 คน และในเมื่อลูกเรือเป็น
แรงงานข้ามชาติทาให้มีค่าใช้จ่ายอีกมากท่ีใช้ในการนาเข้าแรงงานจากต่างประเทศ

162

ตั้งแต่กระบวนการเข้าไปติดต่อ ค่าตรวจสุขภาพแรงงาน ค่าPassport ล้วนเป็นสิ่งที่
นายจา้ งตอ้ งออกให้ลูกเรือกอ่ น (สงกรานต์ ทรงศิลป์, สมั ภาษณ์: 19 พฤษภาคม 2562)

นอกจากนี้การที่ระบบนิเวศในทะเลที่เสื่อมโทรมลงทั้งจากปัญหามลพิษและ
จากการทาประมงที่ไม่ได้คานึงถึงระบบนิเวศยังเป็นส่วนสาคัญทาให้ปลาที่จับได้นั้น
น้อยลง จึงเป็นเหตุให้ชาวประมงหลายคนเลือกที่จะออกไปจับปลาที่น่านน้า
ต่างประเทศ แต่การทาเช่นนั้นก็จะต้องเสียค่าผ่านทางเข้าประเทศอีก ดังที่คุณ
สงกรานต์ ทรงศิลป์ อดีตชาวประมงพาณิชย์ได้ให้ข้อมูลในช่วงที่ตนยังทาประมง
พาณิชยไ์ ว้วา่

…การเดินทางข้ามประเทศเพื่อไปหาปลาจะมีสถานที่ประจาที่ใช้ในการ
เสียค่าผ่านทางหรือการทา Passport เช่น การไปพม่าต้องไปที่เกาะมัน
สมัยลุงอายุ 30 เสียเงินประมาณ 5 - 6 พันบาท ซึ่งเงินในส่วนนี้เถ้าแก่
หรือเจ้าของเรือจะออกเงินให้ก่อนแล้วนามาหักบัญชีในภายหลัง หรือมี
การซอ้ื ตัว๋ ผ่านแดน แตต่ วั๋ ผา่ นแดนจะหมดอายุคอ่ นขา้ งเรว็ ถ้าเดนิ ทางเขา้
ประเทศไหนเปน็ ประจาจนสามารถตีสนทิ กบั เจ้าหน้าที่แห่งน้ันได้โดยการ
ซื้อน้าซื้อขนมไปฝากก็จะทาให้การผ่านแดนเป็นไปได้อย่างรวดเร็วแล ะ
ง่ายดายมากยิง่ ขน้ึ …

(สงกรานต์ ทรงศิลป์ 56 ปี, สมั ภาษณ์: 19 พฤษภาคม 2562)

…เศรษฐกิจประมงพาณิชย์ในปัจจุบันจึงมีความแตกต่างกับเมื่อสมัยที่
ประมงพาณิชย์นั้นเจริญรุ่งเรืองมาก คือในช่วงปีพ.ศ. 2531 - 2532
ในช่วงนั้นเรือที่ลุงเคยเป็นไต้ก๋งให้จับปลาได้บริเวณอ่าวไทยได้ถึงแสน
กิโลกรัม ส่วนลุงเองเคยจับได้เยอะสุดคือ 4 - 5 ตัน และเงินเปอร์เซ็นต์ท่ี
แรงงานได้จากการหาปลาก็ตกคนละ 6000 - 7000 บาท ราคาปลา
สมัยก่อนก็มีราคาดี ตกกิโลกรัมละ 50 บาท แต่ในปัจจุบันไม่สามารถจบั
ปลาได้เยอะขนาดนีแ้ ลว้ …

(ทองคา คณะผล 63 ป,ี สัมภาษณ:์ 19 พฤษภาคม 2562)

163

รวมถึงคณุ ไซ ลักษณะดี ก็ได้กล่าวถึงความรุง่ เรอื งของประมงพาณชิ ยใ์ นสมัยก่อน

…สมัยก่อนแค่ทาประมง หาปลาตามคลองประแสขายในตลาด ลุงก็
สามารถสง่ ลกู เรียนได้จนจบมหาวทิ ยาลยั ถงึ เจด็ คน…

(ไซ ลกั ษณะดี 87 ปี, สัมภาษณ:์ 18 พฤษภาคม 2562)

ชีวิตการทาประมงของลุงไซและลุงทองคาในสมัยก่อนสะท้อนให้เห็นถึง
เศรษฐกิจที่รุ่งเรืองของประมงในสมัยก่อนที่ทาให้รายได้ของชาวประมงนั้นมากตามไป
ด้วย แต่ในปัจจุบันนั้นเศรษฐกิจที่ซบเซาของประมงทาให้ชาวประมงต้องการเพียงแค่
ทาประมงใหไ้ ดโ้ ดยไม่ขาดทุนเพยี งเท่านนั้

4) ประมงพาณชิ ย์กับความเชื่อ

ความเชอ่ื ทเ่ี กยี่ วข้องกับประมงพาณชิ ยใ์ นชมุ ชนปากน้าประแสนน้ั บางอย่างจะ
คล้ายคลึงกับประมงพื้นบา้ นที่เก่ียวข้องกับแมย่ ่านางเรือ ศาลเจ้ากรมหลวงชุมพร และ
ศาลเจ้าพ่อประแสร์หรือเจ้าพ่อหัวโขด จากการสัมภาษณ์คุณทองคา คณะผล ได้บอก
เล่าถึงความเชื่อและความศรัทธาที่มีต่อกรมหลวงชมุ พรท่ีไดช้ ่วยชวี ิตให้รอดตายถึงสอง
ครั้ง รวมถึงแม่ย่านางก็เป็นความเชื่อที่ชาวประมงยึดถือกันมาเนิ่นนานไม่ว่าจะเป็น
ประมงพนื้ บา้ นหรือประมงพาณิชย์ตา่ งก็เช่ือในเรอื่ งนเ้ี หมอื นกัน

พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรือในประมงพาณิชย์มีความคล้ายค ลึงกับประมง
พื้นบ้านบางส่วน เช่น พิธีกรรมก่อนออกเดินเรือ หรือประเพณีผ้าป่ากลางน้า เป็นต้น
แตจ่ ะมีพธิ กี ารทาบญุ เรือเพิ่มเติมเขา้ มาในประมงพาณชิ ย์ ซง่ึ เป็นพิธีที่ทาเมื่อซื้อเรือใหม่
เป็นการต้อนรับเรือใหม่และให้เป็นมงคล โดยจะอัญเชิญพระสงฆ์เพื่อมาทาพิธีบนเรือ
คล้ายคลึงกับพิธีขึน้ บ้านใหม่ทัว่ ไป และจะมีการดูฤกษ์ยามก่อนออกเรอื เสมอซ่ึงจะต่าง
กับประมงพื้นบ้านท่ีไม่ได้ให้ความสาคัญกับฤกษ์ยามในการออกทาการประมงมากนัก
แตพ่ ิธเี หลา่ น้ีจะขึ้นอย่กู ับความเชื่อของแตล่ ะครอบครวั

การซอ่ มแซมเรือประมงกม็ ีความเชื่อเชน่ กัน เช่น ทคี่ านเรอื แหลมเมอื งจะมีการ
สร้างศาลสองแห่งไว้กราบไหว้ เป็นผลจากความเชื่อเรื่องโชคลางและทิศทางของคาน

164

เรือ บริเวณของคานเรือเป็นทิศเสือ จึงมีการตั้งศาลหันออกหน้าแม่น้าเพื่อเป็นการ
ป้องกันภัยอันตราย และยังมีความเชื่อในช่วงที่คนงานลงไปสอดไม้ใต้เรือตอนกาลังนา
เรือขึ้นสาลี่เพื่อลากขึ้นคานเรือ ซึ่งการทางานในตาแหน่งนี้เป็นงานที่ค่อนข้างเสี่ยง
อันตรายต้องอยู่ในน้าและลงไปใต้เรือ ทาให้มีความเชื่อให้ปฏิบัติตามเพื่อแก้เคล็ด คือ
ต้องวักน้าจากลาน้าใส่เรือและขอพรจากแม่ย่านางให้ปลอดภัยไม่โดนใบพัดเรือเกี่ยว
เมื่อซ่อมแซมเรอื สาเรจ็ ก็จะมกี ารจุดประทัดเสมอเพ่ือไหวแ้ มย่ ่านางและขอพรให้นาเรือ
ออกได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้คุณนรสิทธิ์หรือคุณน็อตยังได้กล่าวถึงความสัมพันธ์
ระหวา่ งคานเรอื และสภุ าษิตไทย

…การซ่อมแซมเรือโดยการขึ้นคานนี้เป็นต้นกาเนิดของสุภาษิต ผู้หญิงข้นึ
คาน โดยคานที่หมายถึงไม่ใช่คานบ้านแต่คือคานเรือ เพราะการขึ้นคาน
เรือหมายถึงเรือลานั้นไม่สามารถใช้การได้ ผู้หญิงไม่มีสามีไม่ถูกใช้งาน ก็
กลายเป็นผูห้ ญงิ ขึ้นคาน ซงึ่ กค็ ือคานเรือนัน่ เอง…

(นรสทิ ธิ์ ตมั พานวุ ตั ร 39 ป,ี สมั ภาษณ:์ 19 พฤษภาคม 2562)

5) ระบบนิเวศกบั ประมงพาณชิ ย์

ระบบนิเวศชุมชนปากน้าประแสในปัจจุบันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต
มาก โดยเฉพาะพื้นที่ในทะเลซึ่งเป็นพื้นที่ที่ใช้ในการทาประมงของประมงพาณิชย์
เนื่องจากเป็นการประมงที่ใช้เรือขนาดใหญ่และอุปกรณ์ขนาดใหญ่ การที่สัตว์น้าใน
ทะเลลดลงทั้งจากการถูกทาลายจากอาชีพประมง หรือเหตกุ ารณน์ ้ามันรว่ั ทาให้ระบบ
นิเวศในชุมชนปากน้าประแสนั้นเสื่อมโทรมลง และทาให้ประมงพาณิชย์ไม่ได้รุ่งเรือง
เหมือนในอดีต จึงเห็นได้ว่านโยบายและกฎหมายจากทางรัฐบาลไม่ใช่เพียงแค่สาเหตุ
เดียวที่ประมงพาณิชย์นั้นลดลง แต่ระบบนิเวศที่เปลี่ยนแปลงไปก็ส่งผลเช่นกัน การ
เสือ่ มโทรมลงของระบบนเิ วศทาใหส้ ตั ว์นา้ หาไดย้ ากขน้ึ และน้อยลง

จากการสัมภาษณ์คุณไซ ลักษณะดี ที่ทาอาชีพประมงมาอย่างยาวนานใน
ชมุ ชนปากน้าประแส จากประสบการณแ์ ละความรู้ที่สั่งสมมาจากการทาประมง โดยได้
บอกเล่าถึงชนิดของสัตว์น้าที่รู้จักและเคยพบเห็นมา มีสัตว์น้าหลายชนิดในปัจจุบันที่
สูญพันธุ์ไป หลายชนิดที่มีปริมาณลดน้อยลง โดยสามารถจาแนกรายชื่อสัตว์น้าใน

165

ปากน้าประแสที่ได้จากการสัมภาษณ์คุณไซ ลักษณะดี และทาให้เห็นถึงระบบนิเวศใน
ชุมชนปัจจบุ ันได้ดงั น้ี

ชนิดสตั วน์ ้า ทะเล ปา่ ชายเลน /คลอง กาลังจะสูญพนั ธุ์
ปลา ปลาเก๋าแดง ปลาสาลี ปลาบ้ัง ปลาหมู ปลากเุ ลา ปลา ปลาโรนัน
ปลาโอ ปลากระบอก ปลาง่อง กระทะ ปลาปิ่นแก้ว ปลาโรนนิ
ปลากระเบนนก ปลากระเบน ปลากด ปลาดุกทะเล
ธง ปลากระบาง ปลากระเบน ปลาแมว ปลาทู
หัวง่าม ปลากระเบนนก ปลา
กระเบนหางแข็ง ปลากระเบน
ลายมา่ น ปลาอินทรี ปลากะพง
ปลาข้างเหลือง ปลากระตัก
ปลาทู

ปหู ิน (ปใู บ)้ ปดู า ปูทองหลาง

ปู ปใู บไม้ ปูเขียวใบไม้ ปสู งั กะสี
ปทู องหลาง

ปอู ีแต๋น

หอยหลอด หอยปากเป็ด หอยนางรม

หอย หอยขาว หอยจอบ หอยคราง หอยพอก หอยคราง

หอยแครง

หอยแมลงภู่

ก้งุ ขาว ก้งุ กะต่อม กุง้ โอคกั กุ้งหลวงตัวผู้ กุ้งกะ ก้งุ สีกะลา

ก้งุ ก้งุ แชบว๊ ย กุ้งกลุ า กุง้ ขคี้ วาย ต่อม

กงุ้ สกี ะลา กงุ้ โอคัก

เคยส้มโอ เคยตาดา

เคยแม่ลกู

จะเหน็ ได้ว่าในชุมชนประแสนนั้ มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์และมีสตั วน์ า้ หลายชนิด
แต่ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงและความเสื่อมโทรมก็ได้ทาให้ปลาหลายชนิดที่คนเฒ่า

166

คนแก่ในชุมชนนี้เคยรู้จักนั้นหายไปหรือลดน้อยลง เช่น กุ้งสีกะลาก็ลดน้อยลงกว่าใน
อดีต หรือปูทองหลางที่ไม่มีแล้ว เพราะปูชนิดนี้ไม่ผสมข้ามสายพันธ์ุ เมื่อหมดแล้วจึง
สูญพันธุ์ไป และอาจมีอีกหลายชนิดที่หายไปหรือลดน้อยลงแต่ไม่ได้ถูกกล่าวถึงใน
บทความน้ีเชน่ กัน

ภาพท่ี 3.28 เคยและการยกเคยหลงั บ้านท่ตี ดิ ชายคลอง
(ภาพถา่ ยโดย นัฐวฒุ ิ สงิ หก์ ุล เมอ่ื วันที่ 20 พฤษภาคม 2562)

6) ภูมปิ ัญญากบั ประมงพาณิชย์

ภูมิปัญญาของประมงพาณิชย์ที่ใช้ในการทาประมงนั้นไม่ต่างกับประมง
พื้นบ้านมากนัก ใช้วิธีการเรียนรู้จากประสบการณ์ในการทางานบนเรือหรือจากการ
เรียนรู้จากครอบครัวจนกลายเป็นความเคยชินและเป็นทักษ ะที่น ามาใช้ในการท า
ประมงได้ เช่น การเอาชีวิตรอดบนเรือด้วยการใชส้ มุนไพรหรือส่ิงของรอบตัวรักษาเมอ่ื
มีอาการเจบ็ ปว่ ย หรือถา้ หากมีการเจ็บป่วยท่ีรนุ แรงกส็ ามารถส่งรักษาอยา่ งรวดเร็วโดย
การนาแรงงานเข้าฝ่งั หรอื ส่งไปรกั ษาท่ีแท่นขุดเจาะน้ามันกลางทะเลท่ีอยู่ใกล้กับเรือใน
ขณะน้นั

รวมถงึ ยงั มีการดูทิศทางลมเพ่ือคานวณทิศทางของปลา การดูฉากเขาหรือดาว
เหนือในการบอกทิศทางและระยะทางเมื่อใกลฝ้ ่ัง ซ่งึ เปน็ ภูมิปญั ญาในอดีต ชาวประมง

167

ใช้การสังเกตและเรียนรู้ที่จะมองหาปลา ฟังเสียงปลา โดยจะมีคนที่ทาหน้าที่ฟังเสียง
ปลาและจาแนกประเภทของปลาจากเสียงได้เรียกว่า “กาน้า” ซึ่งคุณประทีบได้บอก
เลา่ ถึงภูมปิ ญั ญากานา้ ไว้วา่

…กาน้าเป็นคนไทยที่มีเชื้อสายออกไปทางแขก เป็นภูมิปัญญาที่เกิดจาก
การเรยี นรู้และฝกึ ฝน โดยกาน้าจะดาลงไปใตน้ า้ เวลาทไี่ ม่สามารถมองเหน็
ปลาจากบนผวิ น้าได้เพราะปลามาเล่นนา้ กนั ทาใหน้ ้าตรงนั้นขุ่นจนมองไม่
เห็น ต้องพึ่งกาน้าเพื่อฟังเสียงปลา ซึ่งเสียงปลาแต่ละชนิดที่ส่งออกมาใต้
น้าจะมีเสียงที่แตกต่างกันออกไป กาน้าสามารถแยกได้ว่าเสียงไหนเป็น
ของกล่มุ ปลาชนิดไหน แต่พอเทคโนโลยีเขา้ มา ภูมิปญั ญาน้กี ็หายไป…

(ประทบี เจรญิ กลั ป์ 64 ปี, สมั ภาษณ์: 19 พฤษภาคม 2562)

ในปัจจุบันพบกานา้ ได้น้อยมากและแทบไม่พบเห็นตาแหน่งกาน้าบนเรือแลว้
เน่อื งจากคนสว่ นมากเริม่ พฒั นาวิธีหาปลาและดว้ ยเทคโนโลยีท่ีเขา้ มาทาให้เครื่องมือถูก
พัฒนาใหม้ คี วามทันสมัยมากขนึ้ แต่ก็ต้องแลกกับคา่ ใชจ้ ่ายที่มากกว่าเดมิ การดูฉากเขา
หรือดูดาวกไ็ ด้เปลีย่ นมาใช้เข็มทิศในการดูทิศทางแทน ส่วนภูมิปัญญากาน้าหรือการใช้
ไฟส่องปลาก็พัฒนามาเป็นเครื่องมือที่พบเห็นได้มากในประมงพาณิชย์นั้น คือ เครื่อง
โซนาร์ (Sonar) และเครื่องซาวน์เดอร์ (Sounder) เครื่องมือเหล่านี้ได้เข้ามาแทนท่ี
ภูมิปัญญาของชาวประมงในอดีตทาให้ภูมปิ ัญญาเหล่านี้ไม่ค่อยมีให้เห็นแลว้ ในปจั จุบนั
อีกทัง้ ยังเพม่ิ คา่ ใช้จ่ายในการทาประมงพาณิชยอ์ ีกดว้ ย

เครื่องโซนาร์ (Sonar) และเครื่องซาวน์เดอร์ (Sounder) เป็นอุปกรณ์ที่อาศัย
หลักการสะท้อนของคลื่น จะทางานโดยการส่งคลื่นของเสียงที่มีความยาวคลื่นค่า
ใกล้เคียงกับขนาดของปลาออกไปในทะเล เมื่อคลื่นไปตกกระทบกับฝูงปลาจะเกิดการ
สะท้อนของคลื่นกลบั มายงั เรือบนหน้าจอควบคุม ทงั้ สองเคร่อื งมือจะแตกต่างกันตรงที่
เครื่องโซนาร์จะมีความสามารถที่หลากหลายกว่าเครื่องซาวน์เดอร์ คือสามารถเลือก
ชนิดของปลาที่ต้องการได้ ขณะที่เครื่องซาวน์เดอร์จะไม่สามารถทาได้เพร าะถูก
ออกแบบมาเพอ่ื หาปลาแต่ละชนิดโดยเฉพาะเท่าน้ัน นอกจากน้ีเครื่องโซนารย์ งั สามารถ

168

ส่งคลื่นไปได้ไกลกว่าเครื่องซาวน์เดอร์อีกด้วย (หลักการทางานของเครื่อง โซนาร์
(sonar) และเครื่องซาวน์เดอร์ (sounder), 2562: ออนไลน์)

ภาพท่ี 3.29 เคร่อื งโซนาร์ ภาพที่ 3.30 เครื่องซาวน์เดอร์

(ทมี่ า : https://www.marinethai.net/product/koden-sonar-kds-6000bb-suzuki-

sonar-m10m15/)

(ท่มี า : https://www.marinethai.net/product/koden-suzuki-echo-sounder-es-

675-suzuki/)

ภาพที่ 3.31 หลกั การทางานการสะทอ้ นเสยี งคลนื่ ทสี่ ง่ ไปยงั ฝูงปลา
ของเคร่ืองโซนาร์และซาวนเ์ ดอร์

169

(ที่มา : http://www.marinerthai.net/comms/viewsara6102005.php)

นอกจากนี้ยังมีภูมิปัญญาในการซ่อมแซมเรอื ซึ่งประมงพาณิชยเ์ ปน็ เรือใหญ่ท่ี
ไมส่ ามารถทีจ่ ะซ่อมแซมได้ด้วยตวั เองเหมือนเรือประมงพ้ืนบ้าน จงึ จาเปน็ ต้องไป ข้นึ
คานเรือหรือการซ่อมแซมใต้ท้องเรือที่คานเรือแหลมเมืองซึ่งเป็นคานเรือใหญ่ในชุมชน
ปากน้าประแส เกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2500 และในการซ่อมแซมเรือที่คานเรือนั้นจะได้รับ
การตรวจสอบโดยกรมเจ้าท่าและมีการแจ้งกฎระเบียบต่าง ๆ ที่ควรปฏิบัติตามในใบ
รง.4 (ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน) โดยการขึ้นคานเรือและวิธีการซ่อมแซมเรือ
คณุ น็อตไดอ้ ธิบายไว้วา่

…การขึ้นคานเรือที่คานเรือใหญ่จะใช้สาลี่ หรือล้อลากขนาดใหญ่สอดเขา้
ใต้เรือก่อนที่จะลากขึ้นฝั่งแล้วดึงขึ้นเพื่อวางบนคานปูน เป็นสาลี่ที่ทามา
จากไม้และอยู่มาตั้งแต่สมัยคุณพ่อทา ไม่ได้เปลี่ยนอันใหม่แต่ใช้วิธีการ
ซ่อมแซมแทน สาลี่จะใช้ยกเรือให้สูงขึ้นเพื่อซ่อมแซมใต้ท้องเรือ ส่วน
วิธีการซ่อมแซมนั้นมีทั้งการขัดสีเรือ ขัดเพรียงใต้ท้องเรือ เปลี่ยนไม้เรือ
ซ่อมไม้ และมีงานหมนั หรือการตอกหมนั ซ่ึงถ้าทาแบบพ้นื ฐานเหมือนใน
อดีตจะใช้ด้ายดิบชุบเสนเพื่อตอกปิดรอยต่อของไม้ใต้ท้องเรอื โดยใช้ด้าย
ดิบและเสน ชันผงค่อยๆอุดไปตามช่องว่างและตอกย้าๆเข้าไปบริเวณ
รอยต่อไม้หรือลายแนวน้า แต่ในปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้กาวอีพ็อกซี่ (ชัน
ฝรั่ง) และเชือกไนลอนในการตอกระหว่างช่องว่างเพราะเป็นอุปกรณ์ท่ี
ทนทานหาไดง้ า่ ยและสะดวกมากขึ้น…

(นรสิทธ์ิ ตมั พานวุ ตั ร 39 ปี, สมั ภาษณ์ : 19 พฤษภาคม 2562)

ธุรกิจของคานเรือนั้นยังสามารถบอกถึงเศรษฐกิจที่ซบเซาของประมงพาณิชย์
ได้เช่นกัน ในปัจจุบันสถานการณ์ของคานเรือแหลมทองไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากปริมาณ
เรือที่เข้ามายังคานเรือน้อยลง ยอดรายรับลดลงราว 60 - 70 เปอร์เซ็นต์ เพราะใน
ปัจจุบันเรือใหญ่ในชุมชนที่เข้ามาขึ้นคานนั้นมีน้อยลงมาก อาจมีมาจากจังหวัดอื่นบ้าง
แตก่ ย็ ังไมม่ ากเท่ากบั สมยั กอ่ นในช่วงทเ่ี ศรษฐกจิ ของประมงพาณิชยน์ ้ันเจรญิ ร่งุ เรือง

170

ภาพที่ 3.32 การข้นึ คานเรือ
(ภาพถา่ ยโดย ณาฏผไท คงคาเขตร์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2562)

ดังนั้นจากข้อมูลข้างต้นจึงทาให้เห็นถึงข้อมูลเบื้องต้นและการเปลี่ยนแปลง
ของประมงพาณิชย์ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ลื่นไหลเท่าประมงพื้นบ้าน ถึงแม้การทา
ประมงพาณิชย์อาจยังคงทาได้อยู่ในปัจจุบันแต่กาไรที่ได้ก็ไม่เพียงพอต่อต้นทุนที่สูงใน
การทาประมง ระบบนิเวศนั้นก็เปลี่ยนแปลงไปและสัตว์น้าก็เหลือน้อยลง ทาให้ใน
ปัจจุบันหลายครอบครัวหรอื กิจการเลือกที่จะปรับตวั โดยการขายเรือเพื่อเปลี่ยนไปทา
กิจการอื่นแทน เห็นได้จากคุณประทีบ เจริญกัลป์ เจ้าของบ้านเคียงคลอง โฮมสเตย์
หนึ่งในชาวประมงพาณิชย์ทีเ่ ลอื กขายเรือเพราะไม่สามารถสู้กับค่าใช้จ่ายทั้งค่าประกัน
แรงงาน หรือค่าบารงุ รักษาเรือ ในขณะที่กาไรท่ีไดจ้ ากการทาประมงนัน้ ไม่อาจเพียงพอ
ต่อค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้ จึงผันตัวมาทาบ้านพักสาหรับนักท่องเที่ยวแทนเพื่อสอดรับกับ
กระแสของการท่องเทยี่ วท่กี าลังเข้าสู่ชมุ ชนปากนา้ ประแสในปจั จุบัน

171

ภาพท่ี 3.33 สาล่ีลากเรือ
(ภาพถา่ ยโดย ณาฏผไท คงคาเขตร์ เม่อื วนั ที่ 19 พฤษภาคม 2562)

ภาพที่ 3.34 งานขัดสีเรอื
(ที่มา : https://pantip.com/topic/36591911)

172

ภาพที่ 3.35 การตอกหมนั
(ทมี่ า : https://pantip.com/topic/36591911)

3.4 การปรับตวั ของประมงพืน้ บ้านปัจจบุ นั ในชุมชนปากนา้ ประแส

หลังจากที่รัฐบาลออกกฎหมายสง่ ผลให้ทั้งประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน
ได้รับผลกระทบอย่างมาก ในส่วนของประมงพาณิชย์ไม่สามารถรับมือกับปัญหาท่ี
เกดิ ขึน้ ได้ เนือ่ งจากปัญหาทางด้านสภาพทางการเงนิ ท่ีตอ้ งใช้เงินอกี จานวนมหาศาลใน
การทาทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงทาได้แค่เพียงจอดเรือทิ้งร้าง ใน
ขณะเดียวกันประมงพ้นื บา้ นก็ได้รบั ผลกระทบเช่นกัน แตป่ ระมงพน้ื บ้านเนือ่ งจากมีการ
ลงทุนที่ต่ากว่าประมงพาณิชย์จึงง่ายต่อการปรับเปลี่ยนอาชีพมากกว่า ทาให้สามารถ
ปรับตัวให้อยู่รอดในสภาพเศรษฐกิจและกฎหมายประมงที่กาลงั เผชิญอยู่ในปจั จบุ ันได้
ซึ่งก็คือการส่งเสริมให้ประแสกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพ
ประมงพื้นบ้านมีทั้งเปลี่ยนอาชีพจากประมงพื้นบ้านมาทาธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว
หรือบางรายเลือกที่จะประกอบอาชีพเดิมคือประมงพื้นบ้านและทา การท่องเที่ยวเป็น
อาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือนมากยิ่งขึ้น ในการปรับเปลี่ยนจากประมง
พื้นบ้านสู่การทาเรือท่องเที่ยวสามารถทาได้ง่ายและใช้ตน้ ทุนที่ต่า สิ่งที่ต้องทาเพิ่มเติม
คือการทาเก้าอี้สาหรับนักท่องเที่ยวและทาหลังคา โดยส่วนใหญ่หากมีการทาประมง

173

พื้นบ้านและประมงท่องเที่ยวควบคู่กันมักจะใช้เรือแยกกนั เนื่องจากมกี ารคานึงถงึ เรือ่ ง
ของความสะอาดของเรอื

…ตอ้ งทาใหล้ ูกค้าท่มี าเยี่ยมเยียนและใชบ้ ริการรู้สึกประทบั ใจและ
กลับมาเที่ยวอีก…

(สมชาย ไกรแกว้ , สัมภาษณ:์ 21 พฤษภาคม 2562)

การเข้าสู่การท่องเที่ยวของชาวประแสมีหลายรูปแบบ มีทั้งส่วนของการ
ปรบั เปลี่ยนเรือประมงพน้ื บา้ นสกู่ ารเปน็ เรือประมงท่องเทย่ี ว ไมเ่ พียงแต่ปรบั ปรงุ ตัวเรือ
เท่านั้นแต่ชาวบ้านก็ต้องมีการปรับตัวเช่นกัน กล่าวคือบุคคลที่เปลี่ยนมาทาอาชีพ
ประมงท่องเที่ยวต้องทาหน้าที่เป็นไกด์ มีปฏิสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยวในการแนะนา
สถานที่ อธิบายสถานที่ตลอดจนสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ข้อมูลอย่างเป็นมิตรท าให้
นักทอ่ งเทย่ี วประทบั ใจและกลับมาเทีย่ วอีกให้ได้ ถึงแม้ว่าประมงท่องเท่ยี วจะมีลักษณะ
แตกต่างไปจากประมงพื้นบ้านโดยสิ้นเชิงแต่ชาวบ้านก็สามารถนาภูมิปัญญาหรือ
ประสบการณ์จากประมงพื้นบ้านมาประยุกต์ใช้ในการทาธุรกิจประมงท่องเที่ยว
อย่างเช่น การดูน้าขึ้นน้าลงเพื่อนาเรือท่องเที่ยวออกให้บริการ เป็นต้น ในปัจจุบันมี
กลุ่มเรือทอ่ งเท่ียวด้วยกัน 2 กล่มุ ดังน้ี

กลุ่มหมทู่ ี่ 1 คณุ สมชาย ไกรแกว้ อายุ 54 ปี ทาธรุ กจิ เรือท่องเที่ยวหมู่ที่ 1 มา
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 จากอนุสรณ์เรือรบหลวงประแสไปยังทุ่งโปรงทอง ซึ่งทุ่งโปรงทอง
ตั้งอยู่ในเขตชุมชนบ้านแสมภู่ ปากน้าประแส อาเภอแกลง แต่เดิมเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้าน
ทาการประมง เลี้ยงกุ้ง ทาการเกษตร ทาสวนผลไม้ จนกระทั่งทรัพยากรธรรมชาติใน
บริเวณนี้ได้ถกู ทาลายและส่ิงแวดล้อมป่าชายเลนเสื่อมโทรมลงโดยการบุกรุกจับจองให้
กลายเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรส่วนหนึ่ง จากการตัดไม้ป่าชายเลนมาเผาเป็นถ่าน
ส่วนหนึ่ง ซึ่งในอดีตมีสัมปทานตัดไม้ป่าชายเลนเพราะไม้ถ่านป่าชายเลนเป็นถ่านที่มี
คณุ ภาพทดี่ ีให้ความเชื้อเพลงิ สมา่ เสมอ ขเ้ี ถ้าน้อย เขมา่ นอ้ ย จงึ เปน็ ที่ตอ้ งการของตลาด
อย่างมาก นอกจากนี้ยังถูกบุกรุกทาอุปกรณ์ทางการประมงและการทาบ่อเลี้ยงกุ้ง ซึ่ง
เปน็ การทาลายอย่างสิน้ ซากเป็นการใชท้ รัพยากรธรรมชาติอย่างสน้ิ เปลืองทาให้เกิดผล

174

กระทบกับชายฝั่งและระบบนิเวศที่มีความเกื้อกูลกันระหว่างพันธุ์ไม้และสัตว์น้าที่ลด
จานวนลงอยา่ งรวดเรว็ จงึ เปน็ สาเหตุทาให้ชาวประมงต้องออกไปจบั ปลายังน่านน้าของ
ประเทศเพ่ือนบ้านใกล้เคียง เช่น กมั พชู า เวยี ดนาม พม่า มาเลเซยี และอินโดนีเซีย ซ่ึง
นายไชยรัตน์ เอื้อตระกูล นายกเทศมนตรีปากน้าประแส ก็เป็นส่วนหนึ่งในจานวน
เรอื ประมงไทยชุดแรก ๆ ทเ่ี ดนิ ทางไปจับปลาในน่านน้าของอนิ โดนีเซียท่ีมีสัตว์น้าอย่าง
มากมายมหาศาล หลังจากเลิกอาชีพประมงได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีตาบล
ปากน้าประแสจงึ มแี นวคิดวา่ ท่ีผ่านมาเคยใช้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นจานวน
มาก อยากจะชดเชยสิ่งที่สูญเสียไปให้กลับคืนมาในช่วงท่ียังด ารงต าแหน่ง
นายกเทศมนตรีในปี พ.ศ. 2550 - 2557 นายไชยรัตน์ เอื้อตระกูล และเทศบาลตาบล
ปากน้าประแสได้จัดทาโครงการปลูกป่าชายเลนขึ้นมาเพื่อฟื้นฟูป่าชายเลนและพัฒนา
ป่าชายเลนผืนที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดระยอง ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และ
ศึกษาเรียนรู้ควบคู่กันไป โดยสร้างสะพานเดินศึกษาธรรมชาติเป็นระยะทางประมาณ
2 กิโลเมตรไปยังทุ่งโปรงทองเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ให้ความรู้ในเรื่องระบบนิเวศน์ของ
ป่าชายเลน เผยให้เห็นความสวยงามตามธรรมชาติของป่าโกงกาง ไม้โปรงและไม้ริม
ชายฝ่ัง

ภาพที่ 3.36 ภาพเรือประมงพื้นบา้ นทด่ี ัดแปลงเปน็ เรือทอ่ งเทย่ี ว
(ภาพถา่ ยโดย ปณั ฑิตา สวุ รรณรักษา เมื่อวนั ที่ 20 พฤษภาคม 2562)

175

ภาพที่ 3.37 ภาพทุ่งโปรงทอง
(ภาพถ่ายโดย ปัณฑติ า สวุ รรณรกั ษา ถา่ ยเม่อื 20 พฤษภาคม 2562)

ในการเร่มิ ตน้ ทาธุรกิจเรอื ทอ่ งเท่ยี วจากการสมั ภาษณ์คุณสมชาย ไกรแกว้ อายุ
54 ปี เริ่มต้นจากการเรียกพรรคพวกมารวมตัว ปัจจุบันมีเรือท่องเที่ยว 7 ลา มีการ
จากดั เรอื ที่จะเขา้ มารว่ มธุรกจิ เนอ่ื งจากต้องการให้มสี มาชิกในจานวนท่ีไม่มากจนเกินไป
เพราะหากมากจนเกนิ ไปอาจก่อให้เกดิ ความขดั แย้งตามมา คา่ บริการเรือนาเท่ียวราคา
อยู่ที่ 60 บาท ไปกลับ 100 บาท ราคาเท่ากันทั้งในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวไทยและ
ต่างชาติ นกั ท่องเทยี่ วท่เี ข้ามามที ้งั คนไทยและตา่ งชาติ ซง่ึ ชาวต่างชาตทิ ี่มาใช้บริการจะ
เป็นคนจีนมากันเป็นทัวร์ครั้งละประมาณ 20 - 30 คน น่ังเรือต้ังแต่อนสุ รณเ์ รือรบประ
แสไปยังทุ่งโปรงทอง ซึ่งทุ่งโปรงทองเป็นป่าชายเลนผืนใหญ่ที่สุดของจังหวัดระยอง
จากเดิมที่เคยเสื่อมโทรมไปมากแต่นับตั้งแต่ พ.ศ. 2544 ทุกฝ่ายทั้งชุมชน ภาครัฐและ
ภาคเอกชนได้กลับมารวมใจฟื้นฟูระบบนิเวศแห่งนี้ขึ้นมาอีกครั้งจนกลายเป็นแหล่ งหา
กุ้ง หอย ปู ปลา ของชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่และยังได้ต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยว
เชิงอนุรักษ์แห่งใหม่ของจังหวัดระยองโดยมีจุดเด่นอยู่ที่เมื่อแดดสาดส่องกระทบยอด
ของต้นไม้โปรงที่ปกคลุมกันอย่างหนาแน่นบริเวณนี้จะเกิดเป็นภาพทุ่งต้นโปรงสีทอง
อร่ามงามตา ปจั จุบนั ทงุ่ โปรงทองถูกจดั ให้เปน็ พื้นที่ปา่ สงวนแห่งชาติ อยู่ในเขตอนุรักษ์

176

ป่าชายเลนตามมติคณะรฐั มนตรีจานวน 1,000 ไรแ่ ละยังเปน็ พ้ืนทจ่ี ัดทาโครงการป่าใน
เมืองสวนป่าประชารัฐภายใต้โครงการ “มหัศจรรย์ป่าชายเลน ทุ่งโปรงทอง ปากน้า
ประแส”

…ราคานั่งเรอื ของนักท่องเท่ยี วไทยและตา่ งชาตเิ ปน็ ราคาเดยี วกนั เราจะ
ไมม่ กี ารเอาเปรยี บนกั ท่องเที่ยว…

(สมชาย ไกรแก้ว, สัมภาษณ์ : 21 พฤษภาคม 2562)

ภาพที่ 3.38 ภาพจุดนงั่ เรือชมธรรมชาติ อนสุ รณ์เรือรบ-ทงุ่ โปรงทอง
(ภาพถ่ายโดย ปัณฑิตา สวุ รรณรกั ษา ถ่ายเม่ือ 20 พฤษภาคม 2562)

กลุ่มหมู่ที่ 7 เรือท่องเที่ยวล่องเรือชมป่าชายเลนชมคลองแสมผู้ ค่าบริการเรือ
ท่องเที่ยวชมคลองแสมภู่อยู่ที่ราคา 50 บาท ศาลเจ้าพ่อแสมภู่ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือ
ของชาวบ้านในพื้นที่การบอกเรื่องเล่าจาก นายชโลม วงศ์ทับทิม อายุ 70 ปี ปัจจุบัน
เป็นประธานชุมชน หมู่ 7 ว่าศาลเจ้าพ่อแสมผู้ เดิมเป็นศาลไม้เสาต้นเดียว จากนั้นลุง
ชโลมและชาวบ้านชุมชนแสมผู้ได้ช่วยกันปรับปรุงศาลใหม่แทนศาลเก่า เมื่อประมาณ
45 ปี ลุงเล่าว่าศาลใหม่ที่เห็นในปัจจุบันนี้ ผู้ก่อสร้างศาลคือ นายปรีชา อุตส่าห์ เป็น
ชาวบ้านตาบลประแส ได้มาบนศาลเจ้าพ่อแสมผู้ขอให้ออกเรือประมงให้จับปลาได้
จานวนมาก เมื่อจับปลาได้ตามที่ขอไว้ จึงกลับมาสร้างศาลให้ใหม่ ซึ่งเป็นศาลที่สร้าง

177

ด้วยปูนซีเมนต์ หลังคามุงกระเบื้องและสร้างสะพานปูนซีเมนต์ขึ้นมาพร้อมกันเพื่อไว้
เป็นท่าเทียบเรือเวลามากราบไหว้สักการะ สร้างเสร็จเมื่อปีพ.ศ. 2529 เรื่องเล่าคลอง
แสมผู้ลอ่ งเรือชมธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรกั ษ์ธรรมชาติที่มรี ะบบนิเวศของ
ป่าชายเลนและพัฒนามาเป็นป่าชายเลนผืนใหญ่ที่สุดของจังหวัดระยอง เหล่านัก
อนุรักษ์ช่วยฟื้นคืนชีวิตผืนป่าชายเลนและวงจรชีวิตของสัตว์ทุกชนิดที่อยู่ตามป่าชาย
เลนและชว่ ยทาให้เปน็ สถานที่ทอ่ งเทย่ี วให้คนนอกพื้นทสี่ ามารถเขา้ ไปชมความงามของ
ธรรมชาตไิ ดจ้ นถงึ ทะเล สถานอนบุ าลสัตว์ทะเล แพไม้ไผท่ ี่ตั้งสงู เหนือน้า มีหอยนางรม
เกาะเชือกอย่างหนาแน่น หอยเหล่าน้ีอายุประมาณ 1 ปีจะได้เวลาขาย ปัจจุบันถือเป็น
อาชีพหลักของคนประแสนอกเหนือจากการทาฟาร์มกุ้งหรือทาประมง วิธีการทา
ค่อนข้างง่ายเริ่มต้นจากการนาราวไม้ไผ่มาปักไว้ซึ่งต้องเปลี่ยนทุกครั้งที่นาหอยไปขาย
จากนั้นก็ทาการต้มปูน นาปูนไปผสมกับทรายและน้าจากนั้นนามาติดกับเชือก รอให้
แห้งจึงนาไปห้อยที่ราวไม้ไผ่ เมื่อถึงเวลาน้าขึ้นจะมีเชื้อหอยนางรมลอยมาติดปูน และ
เกาะอยู่จนเติบโต อาศัยกินแพลงตอนที่ลอยมากับน้า ทั้งหมดก็เพื่อรักษา
สภาพแวดล้อมของระบบนิเวศของป่าชายเลนให้ดี เป็นแหล่งหาปูหาหอยเพื่อเลี้ยงชีพ
ของชาวบ้าน

ทั้งสองกลุ่มหมู่ 1 และหมู่ 7 จะทางานประสานกัน มีการแบ่งเขตทามาหากิน
อย่างชัดเจน มีข้อตกลงระหว่างกันในเรื่องของผลประโยชน์ คือห้ามรับลูกค้าข้ามเขต
กันทาให้สามารถทางานร่วมกันได้โดยปราศจากความขัดแย้ง และยังมีหน่วยงาน
เทศบาลเข้ามาดูแลในเร่อื งของความปลอดภยั กาหนดจานวนคนทีส่ ามารถขนึ้ เรือได้อยู่
ทลี่ าละไมเ่ กิน 6 คน กาหนดเรือ่ งชชู พี ต้องมีตดิ เรือไว้เสมอ อกี ทัง้ ยังช่วยแนะนาในเรื่อง
ต่าง ๆ และช่วยประชาสัมพันธ์ผ่านส่ือสงั คมออนไลน์ให้สถานทท่ี ่องเทย่ี วเป็นท่รี ู้จักมาก
ย่งิ ข้นึ

นอกจากนี้ยังมีในกรณีของการเปลี่ยนอาชีพจากการทาประมงพื้นบ้านไปทา
อาชีพอื่นหลังจากที่การประมงเริ่มซบเซานั่นคือ การขับสามล้อรับส่งนักท่องเที่ยวท่ี
เริ่มต้นจากการลงทุนโดยซื้อมอเตอร์ไซค์และทาการดัดแปลงเป็นสามล้อเพื่อใช้รับส่ง
นักท่องเที่ยว ซึ่งก็ยังมีชาวบ้านที่ทาอาชีพขับสามล้อและทาประมงพื้นบ้านไปด้วยกัน
แต่ปรากฏให้เห็นค่อนข้างน้อย ในปัจจุบันมีหมู่ที่ 1 ประมาณ 35 คันและหมู่ที่ 7

178

ประมาณ 30 คนั การทางานมกี ารประสานงานกบั เรือท่องเท่ยี วอยูโ่ ดยตลอดเน่ืองจาก
เป็นธุรกิจที่เกื้อกูลกันและยังมีการทาโฮมสเตย์เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใน
ประแสมากข้ึนจากการสร้างสะพานประแสสนิ ทใี่ ชเ้ วลา 3 ปีในการสรา้ งและแล้วเสร็จ
ในวันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ต่อมาเปิดใช้สะพานในปี พ.ศ.2557 ส่งผล
ใหก้ ารคมนาคมมคี วามสะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถดงึ ดดู นักทอ่ งเท่ยี วเขา้ มาได้มากยง่ิ ขน้ึ

ภาพที่ 3.39 ภาพศาลเจา้ พอ่ แสมผู้
(ภาพถ่ายโดย ปณั ฑติ า สวุ รรณรักษา เม่ือ 20 พฤษภาคม 2562)

ภาพที่ 3.40 ภาพการเลย้ี งหอยนางรม
(ภาพถา่ ยโดย ปณั ฑติ า สุวรรณรักษา เมอ่ื 20 พฤษภาคม 2562)

179

…ประแสเจรญิ ขึ้นตง้ั แตม่ ีสะพานประแสสนิ ทาใหก้ ารท่องเที่ยวเริ่มตน้ ขึ้น
พรอ้ ม ๆ กัน…

(ประทปี เจรญิ กลั ป์ 64 ปี, สมั ภาษณ์: 20 พฤษภาคม 2562)

ภาพ 3.41 สามลอ้ รบั ส่งนกั ทอ่ งเทย่ี ว
(ภาพถ่ายโดย ปณั ฑิตา สุวรรณรกั ษา ถา่ ยเม่ือ 17 พฤศจิกายน 2562)
ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าประมงและธุรกิจที่เกี่ยวข้องเป็นเสมือนเศรษฐกิจหลัก
ของคนในชุมชนประแส ขณะเดียวกันเทศบาลตาบลปากน้าประแสก็เริ่มหันมาใช้
นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อเป็นทางเลือกในการสร้างรายได้แก่ชุมชนแทนการ
ประมงซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของชุมชนที่ซบเซาลง โดยทางเทศบาลตาบลปากน้า
ประแสไดข้ องบประมาณจากจังหวัดมาพฒั นาอนุสรณ์เรือรบหลวงประแส โดยวนั ท่ี 25
ธันวาคม ปีพ.ศ. 2546 มีการลากเรือรบหลวงประแสซึ่งเคยร่วมรบในสงครามเกาหลที ี่
ปลดระวางจากฐานทัพเรือสัตหีบมาตั้งบนสันดอนทรายปากน้าประแสโดยเดินทาง
มาถึงเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ปีพ.ศ. 2546 และค่อย ๆ พัฒนาจนกลายเป็นแหล่ง
ท่องเที่ยว การพัฒนาประแสให้เป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างครบวงจรไม่เพียงให้
ความสาคัญกับการรื้อฟื้นประวัติศาสตร์และประเพณีวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์ของ

180

ชุมชน รวมทั้งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เช่น ทุ่งโปรงทอง และอนุสรณ์เรือรบหลวง
ประแสเท่านน้ั แตย่ ังส่งเสรมิ ใหม้ ีการทาโฮมสเตย์ในชุมชนด้วยเช่นกัน

จากคาบอกเล่าของคุณประทีป เจริญกัลป์ อายุ 64 ปี มีการเปลี่ยนอาชีพจาก
การทาประมงพาณิชย์มาสู่การท่องเที่ยวเนื่องจากข้อกฎหมายและจานวนของ
ทรัพยากรทางทะเลทีล่ ดนอ้ ยลงประกอบกับครอบครวั ที่มแี ต่ลกู สาวขาดคนสานตอ่ จึง
ตัดสินใจขายเรือแทนที่จะจอดเรือทิ้งร้างเพราะหากจอดเรือทิ้งไว้ก็ต้องเสียค่า
บารุงรักษา จึงตัดสินใจขายเรือเพื่อมาทาโฮมสเตย์ซึ่งเคยมีประสบการณ์จากการทา
รีสอร์ทที่จันทบุรีมาก่อนในปีพ.ศ. 2552 และมาเริ่มทาโฮมสเตย์ในประแสประมาณปี
พ.ศ. 2560 แรกเร่มิ ทางา่ ย ๆ โดยการกนั้ หอ้ งเท่าน้นั แต่ไมส่ ามารถดึงดูดลูกคา้ ใหเ้ ข้าพัก
ได้ จงึ เริ่มลงทุนติดแอร์ปรับปรุงสถานทใ่ี หบ้ รรยากาศดีข้ึนเพื่อดึงดูดให้นักท่องเท่ียวมา
พกั และให้ลูกสาวคดิ แผนประชาสมั พนั ธ์ทช่ี ว่ ยทาใหโ้ ฮมสเตย์บา้ นเคยี งคลองเป็นท่ีรู้จัก
บนสื่อสังคมออนไลน์มากยิ่งขึ้น ถือเป็นธุรกิจครอบครัวที่มีการปรับตัวให้เข้ากับ
สถานการณป์ ัจจุบันได้ดี นอกจากการทาโฮมสเตย์ ยังไม่ละท้งิ ภูมิปัญญาการยกยอเพ่ือ
ล่อเคยให้มาติดซึ่งสามารถนาไปทาเป็นกะปิได้ ด้วยความเป็นชุมชนริมแม่น้าที่ต่อกับ
ทะเล คนประแสจงึ สามารถยกยอกงุ้ เคยได้ที่รมิ น้าบรเิ วณบ้านได้งา่ ยโดยไม่ต้องใช้เหย่ือ
เวลาตอ้ งการใช้กเ็ ดนิ มา ยกส่วนท่ีเหลอื กส็ ามารถไปทากจิ กรรมอยา่ งอน่ื ได้ ในกรณีของ
บ้านคณุ ประทีปจะทาการยกยอเพื่อทากะปิรับประทานแต่ในครัวเรือนไม่ได้ส่งขายเพื่อ
สร้างรายได้ แต่จากการเดินสารวจตลาดพบว่ามีชาวบ้านจานวนมากทาการยกยอเพ่ือ
รับประทานในครัวเรือนและเพื่อส่งขายในตลาดเป็นการสร้างรายได้ให้กับครัวเรือน
เนอื่ งจากกะปิของประแสค่อนข้างขึ้นชื่อว่าเปน็ เคยท่สี ะอาด ทาให้นกั ท่องเที่ยวต้องซื้อ
ติดไม้ติดมือกลบั บ้านไป

ประแสได้มีการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดในด้าน
แหล่งท่องเที่ยว เดิมทุ่งโปรงทองไม่มีชื่อแต่เพราะเป็นทุ่งที่มีต้นโปรงขาวขึ้นชาวบ้าน
4 - 5 คนจึงเรียกว่าทุ่งโปรงทอง หลังจากที่มีการทาสะพานเชื่อมเข้าไปยังทุ่งโปรงทอง
จนถึงศาลเจ้าพ่อแสมผู้ในปีพ.ศ. 2550 ต่อมาในปีพ.ศ. 2554 มีการทาสะพานเชื่อมทุ่ง
โปรงทองไปด้านเรือรบหลวงประแส ขณะเดียวกันในปีพ.ศ. 2555 ทางเทศบาลก็ได้
ขอให้เจ้าของท่ีบริเวณทางเขา้ ท่งุ โปรงทองปรับพน้ื ท่ีเพ่ือทาเป็นลานจอดรถ เพ่ือรองรับ

181


Click to View FlipBook Version