The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ณ ประเเส(ร์) กระแสชีวิตของคนปากน้ำ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Txxx, 2020-07-01 13:14:40

ณ ประเเส(ร์) กระแสชีวิตของคนปากน้ำ

ณ ประเเส(ร์) กระแสชีวิตของคนปากน้ำ

นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมทุ่งโปรงทอง โดยเจ้าของที่ค่อย ๆ ลงทุนปรับพื้นที่เป็น
ลานจอดรถทาหลังคาโรงจอดรถ ทาห้องน้าสาหรับให้บรกิ ารผูเ้ ย่ียมเยือนโดยเกบ็ ค่าใช้
บริการห้องน้าครั้งละ 5 บาทให้ผู้เยี่ยมเยือนหยอดลงกล่องและค่าจอดรถ 20 บาท
ต่อคนั ต่อมาปีพ.ศ. 2556 มกี ารจัดงานถนนสายวฒั นธรรมโดยจดั ทุกวนั ศกุ ร์ เสาร์ และ
อาทิตย์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว สาหรับการพัฒนากลุ่มโฮมสเตย์นั้นเมื่อภาครัฐ
ภายใต้รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีนโยบายเข้มงวดกับชาวประมง
มากขึ้นในช่วงประมาณปีพ.ศ. 2557 เช่น การควบคุมการจ้างแรงงานต่างด้าวอย่าง
เข้มงวด การควบคุมการออกเรืออย่างเข้มงวดโดยห้ามออกเรือไปนอกเขตทาให้ชาว
ชุมชนปากน้าประแสซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพประมงพาณิชย์มีต้นทุนสูงขึ้นในการต้องดูแล
ทาใบอนุญาตให้แก่แรงงานต่างด้าว ขณะทีร่ ายไดล้ ดลงเพราะไมส่ ามารถออกเรือไปจับ
สัตว์น้านอกเขตได้และทรัพยากรทางทางทะเลที่ลดลงจึงทาให้ชาวประมงบางส่วน
ตัดสินใจขายเรือเพราะหากทาประมงต่อไปก็ขาดทุนและหันมาทาธุรกิจโฮมสเตย์เพ่ือ
รองรับนักท่องเที่ยวแทน ประกอบกับความได้เปรียบด้านแหล่งที่ตั้งเพื่อรองรับการ
ท่องเทีย่ วของชมุ ชนปากน้าประแสก็ดึงดดู ให้คนนอกชุมชนมาซือ้ ท่เี พ่อื ทาโฮมสเตย์ด้วย
เช่นกัน ด้วยฐานเงินทุนที่มากขึ้นของผู้ประกอบการโฮมสเตย์รายใหม่ทาให้สามารถ
พัฒนาโฮมสเตย์ให้เป็นมาตรฐานที่สูงขึ้นกว่าโฮมสเตย์ตามนิยามของกระทรวงการ
ทอ่ งเท่ียวและกีฬา อีกทั้งมกี ารสือ่ สารผ่านโซเชียลมเี ดยี เพื่อให้ข้อมูลแกน่ ักท่องเที่ยวจึง
ท าให ้โ ฮมส เตย ์ใน พื้น ที่ชุมชน ปากน ้าปร ะแสมีนักท่องเที่ยว มาใช ้บร ิการ มากขึ้น
(ววิ ัฒนาการชุมชนปากนา้ ประแส ,ออนไลน์ : 2562)

วิถีของชาวประมงพื้นบ้านปากนา้ ประแสต้ังแตอ่ ดีตจนถึงปัจจุบัน ดาเนินชีวิต
ด้วยการออกทะเลหาปลาด้วยเรือขนาดเล็ก มีการจัดตั้งกลุ่มประมงพื้นบ้านชุมชน
ปากน้าประแสเพือ่ ความเข้มแขง็ ของชาวประมงในพื้นที่และได้รับการสนับสนุนอยา่ งดี
จากหน่วยงานภาครัฐ ความสามัคคีในการจัดตั้งกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านมีส่วนช่วยให้
การทาประมงพื้นบ้านยังคงดารงอยู่ อีกหนึ่งปัจจัยสาคัญที่มีผลต่อการทาประมง
พื้นบ้านคือ ภูมิปัญญา โดยภูมิปัญญาเป็นสิ่งที่ชาวบ้านคิดและเรียนรู้สืบต่อกันมาจาก
บรรพบุรุษ ภูมิปัญญามีส่วนช่วยในดาเนินชีวิต และเอาตัวรอดในสถานการณ์ต่าง ๆ
และแม้ว่าในปัจจุบันเทคโนโลยี ความเจริญจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชวี ิตชุมชนไปจาก

182

ในอดีตแต่ชาวบ้านก็ยังรักษาภูมิปัญญาต่าง ๆ ไม่ให้หายไปจากชุมชน เห็นได้จากวัสดุ
อุปกรณ์ตา่ ง ๆ ทีใ่ ช้ในการหาปลา และเรอ่ื งราวที่ถูกบอกเล่าสง่ ตอ่ โดยคนรุ่นใหม่

ภาพท่ี 3.42 ภาพปา้ ยหนา้ โฮมสเตย์มาหาสมุทร
(ภาพถ่ายโดย ปัณฑติ า สุวรรณรกั ษา ถา่ ยเมอื่ 17 พฤษภาคม 2562)

สรปุ

สถานการณ์ดา้ นสง่ิ แวดล้อมและเศรษฐกจิ ที่ซบเซาลงทาใหก้ ารทาประมงเพียง
อย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ชาวบ้านในชุมชนปากน้าประแสทั้งชาวประมง
พื้นบา้ นและชาวประมงพาณิชยต์ ่างเปลีย่ นมาทาการท่องเที่ยว แต่ท่ีสามารถปรับตัวได้
ง่ายและเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือชาวประมงพื้นบ้านเนื่องจากสามารถปรับเปลี่ยน
เรือประมงพื้นบ้านขนาดเล็กมาเป็นเรือท่องเที่ยวไดง้ ่าย ใช้ต้นทุนไมม่ ากนักซ่ึงแตกต่าง
จากเรือประมงพาณิชย์ที่การปรับเปลี่ยน ใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง ข้อได้เปรียบนี้ทาให้
ชาวประมงพื้นบ้านและชาวบ้านจานวนมากสามารถดัดแปลงธุรกิจให้สร้างรายได้เพื่อ
เลี้ยงชีพต่อไป ชาวประมงพื้นบ้านหลายคนประกอบอาชีพหาปลา และเรือนาเที่ยว
ควบคู่กันไป การทาสองธุรกิจควบคู่กันนี้จะสร้างรายได้เสริมให้กับครัวเรือน อีกทั้งยัง
สามารถนาภูมิปัญญาจากการทาประมงพื้นบ้านมาปรับใช้กับการนาเที่ยวได้อีกด้วย
ในขณะทช่ี าวประมงพาณิชยห์ ากต้องการเขา้ สู่ธรุ กิจการท่องเทย่ี วก็ไม่สามารถดัดแปลง

183

เรือประมงหาปลาขนาดใหญ่ได้ ทาได้เพียงขายทอดตลาดและเริ่มต้นธุรกิจใหม่ เช่น
การทาโฮมสเตย์ อย่างไรก็ตามการที่ชาวบ้านรู้จักปรับตัวพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส
สามารถมองหาจุดเด่นในพื้นที่ของตนและเชิดชูสิ่งเหล่านั้นให้โดดเด่นจนดึงดูด
นักท่องเที่ยวมากมายให้มาเยือนชุมชนปากน้าประแส ทาให้ชาวบ้านในพื้นที่ปากน้า
ประแสสามารถดารงชีวิตได้อย่างดีท่ามกลางสถานการณ์การทาประมงที่ซบเซาลงใน
ปจั จบุ นั

184

รายการอ้างอิง

เอกสารและหนงั สือ
กาญจนา เหล่าโชคชัยกุล. (2562). ปากน ้าประแส. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์

มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
ธนิต โตอดิเทพย์. (2556). วิวัฒนาการเศรษฐกิจชุมชนชาวประมงปากน้าประแส.

ดุษฎีนิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาไทยศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และ
สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลยั บรู พา.
อังคนา แก้วคาหา. (2550). แนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศลุ่มน้าประแสร์
จงั หวัดระยอง. จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั /กรงุ เทพฯ.

ส่อื อิเล็กทรอนกิ ส์
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่งั กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม.

(ม.ป.ป.). ป่าในเมือง มหศั จรรยป์ ่าชายเลน ทุ่งโปรงทอง ปากน้าประแส.
(ออนไลน)์ . เขา้ ถึงเมื่อ 17 มิถนุ ายน 2562 เข้าถึงไดจ้ าก
https://www.dmcr.go.th/miniprojects/58/22440
กรมส่งเสรมิ อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม. (ม.ป.ป.). หมู่บ้านอุตสาหกรรม
สร้างสรรค.์ (ออนไลน)์ . เขา้ ถงึ เมอ่ื 18 มิถนุ ายน 2562 เข้าถึงไดจ้ าก
http://www.thaiciv.com/wp-content/uploads/2016/12/Book-
CIV9_ปากน้าประแส-จ. ระยอง.pdf
กรมอุตุนยิ มวทิ ยา. (2562). อุทกกภัย (Flood). (ออนไลน์). เขา้ ถงึ เม่ือ 19 มิถุนายน
2562 เข้าถึงไดจ้ าก https://www.tmd.go.th/info/info.php?FileID=70
กองเกษตรสารนิเทศ. (ม.ป.ป). กฎ IUU กับการประมงไทย. (ออนไลน์). เขาถงึ เมือ่ 14
พฤษภาคม 2562 เข้าถงึ ไดจ้ าก https://www4.fisheries.go.th
/file_document/20170301102240_file.pdf
กระทรวงวัฒนธรรม. (2560) . ชมุ ชนปากนา้ ประแส. (ออนไลน)์ . เข้าถงึ เมื่อ 18
มถิ นุ ายน 2562 เข้าถึงได้ จาก https://www.cpot.in.th/np/v/259/ชุมชน
ปากนา้ ประแส/

185

คสช.กบั ภารกจิ ซอ่ มสร้างการประมง. (2562). (ออนไลน์). เข้าถงึ เม่ือ 17 มิถุนายน
พ.ศ. 2562. เข้าถึงไดจ้ ากhttps://ilaw.or.th/node/5111

ณรงค์ ชน่ื นริ ันดร์. (2553). ประกาศจังหวดั ชุมพร เรือ่ ง แจง้ เตอื นอันตรายที่อาจจะ
เกิดขน้ึ จากพายไุ ต้ฝุ่น “ลินดา”. (ออนไลน์). เขา้ ถงึ เมื่อ 19 มถิ นุ ายน 2562
เขา้ ถงึ ไดจ้ าก http://narongthai.com/nam3.html

ธนชัย แสงจนั ทร. (2562). ‘IUU’ Effect ประมงขนาดเลก็ ในมรสมุ กฎหมาย.
(ออนไลน)์ . เขาถึงเมื่อ 14 พฤษภาคม 2562 เขา้ ถงึ ไดจ้ าก
http://www.judprakai.com/feature/1028

พระราชบัญญัตกิ ารประมง พทุ ธศักราช 2490. (ม.ป.ป.). (ออนไลน์). เข้าถึงเม่ือ 17
มิถุนายน พ.ศ. 2562. เขา้ ถึงได้จาก https://www.fisheries.go.th/fti-
padungbasar/DATA/law%20first.htm

ววิ ัฒนาการชุมชนปากน้าประแส. (2561). (ออนไลน์). เขา้ ถงึ เมื่อวนั ท่ี 17 มิถุนายน
พ.ศ. 2562. เขา้ ถงึ ได้จาก http://www.smcbt.net/?p=3703

หลกั การทางานของเครือ่ งโซนาร์ (sonar) และเครอื่ งซาวน์เดอร์ (sounder).
(2562). (ออนไลน์). เขา้ ถึงเม่ือ 17 มถิ ุนายน พ.ศ. 2562. เข้าถึงได้จาก
https://www.nectec.or.th/schoolnet/library/webcontest2003/100t
eam/dlss022/katak/sounder/sounder.html

2532 บันทึกนา้ ตาและความทรงจาแห่งมหาวาตภัย พายุไตฝ้ ่นุ เกย์. (2562).
(ออนไลน)์ . เข้าถึงเมื่อ 19 มิถุนายน 2562 เขา้ ถึงไดจ้ าก
http://www.pathiocity.com/images/sub_1308210046/gay.pdf

Thai Marine Meteorology. (2547). พายุไต้ฝุ่น “ลินดา” (LINDA 9728).
(ออนไลน์). เขา้ ถึงเม่ือ 19 มถิ ุนายน 2562 เขา้ ถงึ ได้จาก
http://www.marine.tmd.go.th/thai/lindahtml.html

การสัมภาษณ์
โกย บญุ ทรง. (2562). ชาวบา้ น. สมั ภาษณ์, 21 พฤษภาคม
ไซ ลกั ษณะด.ี (2562). ชาวบ้าน. สัมภาษณ์, 18 พฤษภาคม

186

ทองคา คณะผล. (2562). ชาวบ้าน. สมั ภาษณ์, 19 พฤษภาคม
นรสิทธิ์ ตมั พานวุ ตั ร. (2562). ชาวบา้ น. สมั ภาษณ์, 19 พฤษภาคม
ปทมุ นาถมนี. (2562). ชาวบ้าน. สมั ภาษณ์, 21 พฤษภาคม
ประทปี เจริญกัลป์. (2562). ชาวบา้ น. สัมภาษณ์, 20 พฤษภาคม
ภาณุ ธนะสาร. (2562). ชาวบ้าน. สัมภาษณ์, 18 พฤษภาคม
ยุติธรรม สมุทรครี .ี (2562). ชาวบ้าน. สัมภาษณ์, 21 พฤษภาคม
สงกรานต์ ทรงศลิ ป์. (2562). ชาวบ้าน. สัมภาษณ์, 19 พฤษภาคม
สมชาย ไกรแก้ว. (2562). ชาวบา้ น. สัมภาษณ์, 21 พฤษภาคม
สมชาย ปะสงิ่ ชอบ. (2562). ชาวบา้ น. สมั ภาษณ์, 20 พฤษภาคม
อนุชา วลิ ยั วงศ.์ (2562). ชาวบ้าน. สมั ภาษณ์, 21 พฤษภาคม

187

บทท่ี 4

พหุความเชอ่ื และประเพณี
ในชมุ ชนปากน้าประแส

กัลยรตั น์ จลุ ละมณฑล
ณวรา สวุ รรณภิงคาร
นวพร อริยโสภารกั ษ์
ปาเจรา ดาศรี
พรรณพร เก้อื ทาน
อรนชิ า เจริญสขุ

188

บทคดั ย่อ

“ปากน้าประแส” เป็นตาบลหนึ่งในอาเภอแกลง จังหวัดระยอง เมื่อสมัย
อยุธยาชุมชนแห่งนี้ถือได้ว่ามีความสาคัญต่อการค้าขายของสยามเป็นอย่างมาก
เนื่องจากเป็นท่าเรือในการแลกเปลี่ยนสินค้าจากต่างประเทศและเป็นจุดแวะพัก
ระหว่างการเดินทางไปสู่พระนคร ด้วยเหตุนี้จงึ ทาให้บริเวณปากน้าประแสแห่งนี้กลาย
เป็นชุมชนที่มากมายไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่อพยพเข้ามาในขณะนั้น โดยเฉพาะ
คนจีน จากการอยู่ร่วมกันของคนไทยและคนจีนมาช้านานความเชื่อของกลุ่มคนแต่ละ
ชาติพันธุ์จึงได้ผสานเข้าด้วยกันจนกระทั่งก่อให้เกิดเป็นความเชื่อและประเพณีที่คนใน
ชมุ ชนนับถอื ร่วมกนั ไม่ว่าจะเปน็ คนไทยพื้นถนิ่ หรือคนไทยท่ีมเี ชื้อสายจีนก็ตาม

จากการเก็บข้อมูลภาคสนามสามารถแบ่งความเชื่อที่พบในชุมชนปากน้าประ
แสไดเ้ ป็น 3 รูปแบบ คอื 1. ความเชือ่ แบบพุทธซ่ึงสะท้อนให้เหน็ ในรูปของวัดวาอาราม
ประกอบไปด้วยวดั ตะเคียนงามและวัดสมมติเทพฐาปนารามหรือวัดแหลมสน 2. ความ
เช่ือแบบเทพ ซึง่ เปน็ ความเชื่อท่ีนบั ถือร่วมกนั ในหมคู่ นไทยเช้ือสายจนี ประกอบไปด้วย
พระตาหนักพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวง
ชุมพรเขตอุดมศักดิ์หรือศาลเสด็จเตี่ย ศาลเจ้าพ่อประแสร์หรือเจ้าพ่อหัวโขด ศาลเจ้า
พ่อแหลมสน ศาลเจ้าพ่อแสมผู้ ศาลเจ้าพ่อกื้ออี่ไทรย้อยหรือเจ้าพ่อต้นไทร ศาลเจ้าพ่อ
กลางถิ่นทองหรือเจ้าพ่อแขก ศาลเจ้าพ่อแซ่ตั๋น ศาลเชงจุ้ยโจ้วซือกงหรือเจ้าพ่อโรงเจ
นอกจากนี้จะเป็นความเชื่อส่วนบุคคล คือ ศาลพระภมู แิ ละเจา้ ที่ ตจ่ี ่เู อ๊ยี ะแม่ย่านางเรือ
รวมถึงศาลเจ้าพ่อขุนวังขาวซึ่งเป็นศาลที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 5-6 ปีที่ผ่านมา
ความเชื่อรูปแบบที่ 3. ความเชื่อและพิธีกรรมที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างพุทธ
ศาสนาและเทพต่าง ๆ อันประกอบไปด้วยเจ้าแม่ตะเคียน ณ วัดตะเคียนงาม เจ้าแม่
ตะเคียนทอง ณ วัดสมมติเทพฐาปนารามหรอื วัดแหลมสน จะเห็นไดว้ า่ ความเชื่อแบบ
เทพนั้นได้ถูกเชื่อมโยงกับความเชื่อแบบพุทธและปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมผ่าน
สถานที่อย่างวดั สุดท้าย งานสวดอภิธรรมศพที่ศาลเจ้าพ่อกื้ออี่ไทรย้อยซึง่ เป็นรูปแบบ
ของการจัดการพิธีกรรมงานศพที่ผสานรูปแบบของความเชื่อแบบพุทธและแบบจีน
เอาไว้ดว้ ยกันอย่างนา่ สนใจ

189

ปัจจุบันพบว่ารูปแบบของประเพณีบางอย่างมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต
ดังกรณีของประเพณีงานศพในชุมชนปากน้าประแสที่นอกจากจะถูกจัดที่วัดโดยรอบ
ชมุ ชนแล้ว ยังมกี ารจดั ข้นึ ในบรเิ วณศาลเจ้าพ่อกื้ออี่ไทรย้อยด้วย ซง่ึ ไม่เพยี งแต่พิธีกรรม
การจดั งานศพเท่านัน้ ที่มีรูปแบบท่เี ปล่ยี นแปลงไป แตจ่ ากการศึกษาเกยี่ วกบั ประเพณีที่
เก่ยี วข้องกับความเช่ือแบบพุทธและความเช่ือแบบเทพพบว่า ในปจั จุบันการเข้ามาของ
พิพิธภัณฑ์เรือรบประแสและภาครัฐมีส่วนทาให้ประเพณีภายในชุมชนเปลี่ยนแปลงไป
ด้วย อาทิ ประเพณีการทอดผ้าป่ากลางน้าและการลอยกระทง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า
กจิ กรรมของชมุ ชนและประเพณีของชมุ ชนได้เขา้ ไปอย่ภู ายใต้การดูแลของหน่วยงานรัฐ
เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนแปลงใน
ทศิ ทางทด่ี ี คือ เป็นการสง่ เสรมิ ให้คนในชุมชนไดม้ ีการทากิจกรรมรว่ มกันเพ่ือความเป็น
น้าหนึ่งใจเดียวกันภายใต้สถานที่สาธารณะซึ่งมีรัฐเป็นผู้ดูแล แตกต่างจากในอดีตท่ี
ประเพณที อดผ้าป่ากลางน้าถูกจัดขึ้นท่ีสะพานปลาซึง่ เป็นพน้ื ท่เี อกชน อีกทงั้ ยงั เป็นการ
ส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของชุมชนด้วย เพราะเรือรบประแสนั้นตั้งอยู่ใกล้
กบั บริเวณทุ่งโปรงทองซึง่ เปน็ สถานทีท่ ่องเที่ยวอันขนึ้ ชอ่ื ของปากน้าประแส

อนึ่ง ถึงแม้ว่าชุมชนปากน้าประแสจะมีความหลากหลายทางความเชื่อที่
แตกต่างกันไปตามแต่บุคคลและเชื้อชาติ แต่จากการศึกษาพบว่าความเชื่อที่นับได้ว่า
เป็นความเชื่อกระแสหลักและเป็นส่ิงศักดิ์สิทธิท์ ี่คนในชุมชนนับถือร่วมกันกลับคือกรม
หลวงชุมพรฯ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “เสด็จเตี่ย” มีบทบาทที่สาคัญทั้งในระดับ
ปัจเจกบุคคลและในระดับชุมชนหรือสังคม ผู้ที่ศรัทธาในเสด็จเตี่ยยังมีหลากหลายช่วง
วยั โดยแต่ละช่วงวัยก็แสดงออกถงึ ความศรทั ธาท่แี ตกต่างกันไป บางคนแสดงออกผ่าน
การกราบไหว้และขอพรก่อนออกเดินเรือ บางคนแสดงออกผ่านการสะสมรูปหล่อและ
เหรียญรุ่นต่าง ๆ นอกจากนี้ ความศรัทธาในเสด็จเตี่ยที่ไม่ได้มีอยู่แค่ในปากน้าประแส
เท่านั้นยังมีส่วนช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวในชุมชนซึ่งเกี่ยวขอ้ งกับระบบเศรษฐกิจได้
เป็นอย่างดี ดังที่เห็นได้จากการเดินทางเข้ามากราบไหว้และขอพรกับเสด็จเตี่ยของคน
ต่างถน่ิ จึงอาจกลา่ วได้ว่ากรมหลวงชมุ พรฯ เป็นสายใยเชอ่ื มโยงสาคัญที่สะท้อนให้เห็น
การอยรู่ ว่ มกันของคนไทยและคนไทยเชอ้ื สายจีน รวมไปถึงคนตา่ งถิน่ ดว้ ย

190

ดังนั้นแล้วการศึกษาครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงมโนทัศน์ทางด้าน
ความเชื่อและพิธีกรรมของคนในชุมชนปากน้าประแสเท่านั้น ทว่ายังรวมไปถึง
ประวัติศาสตร์ชุมชนและวิถีชีวิตที่ผสมผสานกันไว้ด้วยวัฒนธรรม ประเพณี และความ
เชื่ออันหลากหลายของคนไทยและคนจีน เมื่อมองความสัมพันธ์ของคนในชุมชนผ่าน
ระบบเครือญาติและความเชื่อแล้วจึงเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มใด เชื้อสายใด หรือ
มาจากภูมิภาคไหน ก็สามารถที่จะอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนภายใต้ชุมชนเดียวกันได้
ดงั ท่เี หน็ ไดจ้ ากพหุวฒั นธรรมความเช่ืออันหลากหลายของชุมชนปากน้าประแส

คาสาคญั : ความเช่ือ, ประเพณี

4.1 บทนา

ความเชอ่ื เป็นสิง่ ท่อี ยู่คูก่ ับคนไทยมาช้านานตัง้ แต่อดีตจนถึงปัจจุบนั ซ่ึงในอดีต
คนจะพง่ึ พาธรรมชาติหรือสิง่ ศกั ด์ิสิทธิ์เป็นที่ยดึ เหนี่ยวจติ ใจท้ังในเร่ืองของการดารงชีวิต
และการประกอบอาชีพเป็นหลัก แต่เมื่อเทคโนโลยหี รือการพฒั นาในดา้ นต่าง ๆ ได้เข้า
มาในสงั คม บทบาทของความเช่อื จึงเร่มิ ลดลงตามไปดว้ ย เฉกเช่นเดยี วกับชุมชนปากน้า
ประแสที่มีวิถีชีวิตที่อิงอยู่กับน้าและการทาประมง เมื่อชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลง
ทางด้านเศรษฐกจิ และการเขา้ มาของถนนจึงทาใหว้ ิถีชีวิตของคนในชุมชนเปลี่ยนแปลง
ไปด้วย เช่น การทาประมงซบเซาลง คนรุ่นใหม่ออกไปประกอบอาชีพหรือย้ายออกไป
ตั้งถิ่นฐานที่อื่น คนในพื้นที่จากที่เคยทาประมงต้องเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอย่างอื่น
รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านของความเชื่อแบบเทพท่ีเกีย่ วข้องกับนา้ อย่างศาลเจ้า
พ่อประแสร์ ที่ในอดีตเคยเป็นที่เคารพศรัทธาของผู้ที่จะออกเดินเรือหรือผู้ที่ประกอบ
อาชีพประมง เนื่องจากเจ้าพ่อประแสร์มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับการเดินทางโดย
เรือ ความศรัทธาในเจ้าพ่อประแสร์ในอดีตจึงเรียกได้ว่าเป็นความเชื่อหลักของคนใน
ชุมชนเลยกว็ ่าได้ แตเ่ มื่อการประมงซบเซาลง ความเชอื่ ในศาลเจา้ พ่อประแสร์ก็เร่ิมเบา
บางลงเพราะการออกเรือที่น้อยลง ซึ่งในปัจจุบันยังสามารถพบเห็นการขอพรเกี่ยวกับ
การประมงอยู่ ทว่าโดยส่วนมากแล้วผู้คนจะมาขอในเรื่องทั่วไปเสียมากกว่า เช่น
สุขภาพ เงินทอง โชคลาภ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันไม่เพียงแต่ศาลเจา้ พ่อประ

191

แสร์เท่านั้นที่เป็นที่เคารพกันในบรรดาชาวประมงและชาวบ้านทั้งเชื้อสายไทยและเช้อื
สายจนี แต่ศาลเจา้ จนี อ่ืน ๆ และศาลกรมหลวงชมุ พรฯ เองก็ไดเ้ ข้ามาเป็นสิง่ ศักดิ์สิทธ์ิที่
ชาวบ้านยึดถือและขอพรกันในเรื่องของการออกเรือรวมไปถึงวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ใน
ชีวิตไม่ต่างจากบทบาทของศาลเจ้าพ่อประแสร์ในอดีต ดังจะเห็นได้จากในวันตรุษจีน
และวันคล้ายวันประสตู ิของเสด็จกรมหลวงชุมพรฯ ทช่ี าวบ้านยงั คงไปร่วมพิธกี ันทุกปี

ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่าในอดีตชุมชนปากน้าประแสเป็นชุมชนประมงที่ยังไม่มี
การตัดถนนเข้ามาสาหรับการสัญจรทางรถยนต์มากนัก ชุมชนแห่งนี้ใช้เส้นทางการ
คมนาคมทางน้าเป็นหลัก มีสินค้าหลากหลายที่ส่งออก จึงทาให้ชุมชนแห่งนี้เป็นเมือง
ท่า ต่อมาเมื่อมีการขยับขยายเส้นทางคมนาคมทางบกเข้ามาในชุมชนจึงทาให้การ
เดินทางโดยเรือหรือทางน้าลดลง แต่ความหลากหลายทางความเชื่อของคนในชุมชนก็
ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ เพราะความเชื่อเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์ ไม่ใช่กับวัตถุหรือ
สถานที่ที่เปลี่ยนไป อีกทั้งตานานและเรื่องเล่าที่มีปรากฏก็ได้ตอกย้าถึงความเชื่อ
เหล่านั้น ซึ่งได้ทาให้ความเชื่อแบบไทยซึ่งเป็นความเชื่อเดิมของคนในพื้นที่และความ
เชื่อแบบจีนซึ่งเป็นความเชื่อที่เข้ามาพร้อมกับการอพยพเข้ามาอยู่ในชุมชนของชาวจีน
ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน โดยสิ่งที่หลงเหลือให้เห็นเป็นรูปธรรม คือ วัด ศาลเจ้า และ
พธิ กี รรม

ความเช่อื ทพ่ี บเหน็ ได้ในชุมชนปากนา้ ประแสนนั้ สามารถแบง่ ได้เป็น 3 รูปแบบ
คือ ความเชื่อแบบพุทธ ความเชื่อแบบเทพ และความเชื่อที่เกิดจากการผสมผสาน
ระหว่างสองความเชื่อข้างต้น ความเชื่อแบบพุทธ คือความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับประเพณี
วัฒนธรรม วิถีชีวิตและพิธีกรรม ที่มีหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นหลักในชุมชน
นั่นคือ วัดสมมติเทพฐาปนารามหรือวัดแหลมสน วัดตะเคียนงาม ประเพณีในช่วงชีวติ
และประเพณีทางพระพุทธศาสนา ส่วนความเชอื่ แบบเทพ ในทีนีค้ ณะผู้ศกึ ษาหมายถึง
เทพเจ้าในศาลจีนต่าง ๆ ได้แก่ ศาลกรมหลวงชุมพรฯ ศาลเจ้าพ่อประแสร์ ศาลเจ้าพ่อ
แหลมสน ศาลเจ้าพ่อแสมผู้ ศาลเจ้าพ่อกื้ออี่ไทรย้อย ศาลเจ้าพ่อกลางถิ่นทอง ศาลเจ้า
พ่อแซ่ตั๋น ศาลเชงจุ้ยโจ้วซือกงรวมไปถึงความเชื่อส่วนบุคคล อันประกอบไปด้วย ศาล
พระภูมิ ตี่จู่เอี้ยะ แม่ย่านางเรือ และศาลเจ้าพ่อขุนวังขาว ความเชื่อส่วนสุดท้ายคือ
ความเชื่อแบบผสมผสานระหว่างความเชื่อแบบพุทธและความเชื่อแบบเทพเข้าไว้

192

ดว้ ยกนั เชน่ ศาลเจา้ แมต่ ะเคียน ทวี่ ดั ตะเคียนงามและวัดสมมตเิ ทพฐาปนารามหรือวัด
แหลมสน และงานสวดอภิธรรมศพท่ีศาลเจ้าพ่อกื้ออ่ีไทรย้อย ทงั้ หมดนี้เป็นความเช่ือท่ี
สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายในพื้นที่เดียวกัน ที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่าง
กลมกลืน โดยจะอธิบายรายละเอียดข้อมูลของแตล่ ะความเชื่อในส่วนถัดไป

ภาพที่ 4.1 ปฏทิ นิ ประเพณีรอบปขี องชมุ ชนปากนา้ ประแส
ตาบลประแส อาเภอแกลง จังหวดั ระยอง
(วาดภาพโดย ปาเจรา ดาศรี)
193

ภาพที่ 4.2 แผนทเี่ ดนิ ดนิ ชุมชนปากนา้ ประแสตาบลปากนา้ ประแส
อาเภอแกลง จังหวัดระยอง
(วาดภาพโดย ปาเจรา ดาศรี)

194

4.2 ความเชอ่ื แบบพุทธ
4.2.1 วัดสมมตเิ ทพฐาปนาราม หรอื วดั แหลมสน

วัดสมมติเทพฐาปนารามตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตาบลปากน้าประแส อาเภอแก
ลง จังหวดั ระยอง โดยมอี าณาเขต ดงั นี้ ทศิ เหนอื ตดิ กบั ลาคลองชายสงู ซึง่ เปน็ คลองแบ่ง
พื้นที่ ตาบลปากน้ากระแส และตาบลเนินฆ้อทิศตะวันออกติดแม่น้าประแสและเป็น
หมบู่ ้านแหลมสน มชี ุมชนอยอู่ าศยั ทศิ ตะวนั ตกตดิ ลาคลองชายสงู และทะเลตลอดแนว
และทศิ ใต้ติดทะเลอ่าวไทย บรเิ วณชายทะเลมีต้นสนอยู่ทั่วบริเวณ เป็นสถานที่พักผ่อน
หยอ่ นใจของผทู้ ม่ี าท่องเท่ยี ว

ชื่อ “แหลมสน” เป็นชื่อทีต่ ั้งตามลักษณะที่ตั้งของวัด ที่อยู่บริเวณชายฝัง่ ท่ยี ืน่
ออกมาเป็นส่วนแหลม และทั่วบริเวณมีการปลูกต้นสน ส่วนชื่อวัด “สมมติเทพฐาปนา
ราม” เป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
(รัชกาลที่ 5) ซึ่งในวันขึ้น 10 ค่า เดือน 3 ตรงกับวันอาทิตย์ ปีวอก ในปี พ.ศ.2427
พระองค์ไดเ้ สดจ็ ประพาสเมืองชายทะเลฝัง่ ตะวันออกเพ่ือตรวจเย่ยี ม และได้ขึ้นประทับ
ที่ตาบลปากน้ากระแสฝั่งแหลมสนเมืองแกลง เมื่อเสด็จมาใกล้เจดียสถานทรง
พระราชดาริว่า “ตาบลปากน้าแหลมสนนี้สมควรเป็นที่สร้างอารามได้” จึงมีพระบรม
ราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระแกลงแกล้วกล้า (มั่ง) ผู้ว่าราชการเมืองแกลง ณ
ขณะนั้น สร้างพระอารามขึ้นที่ใกล้เจดีย์ และพระราชทานนามว่า “วัดสมมติเทพ
ฐาปนาราม” พร้อมพระราชทานที่ดินสร้างวดั จานวน 10 ไร่ 2 งาน นับตั้งแต่นั้นมาวัด
แห่งนี้จึงกลายเป็นอนุสรณ์เตือนใจถึงการเสด็จประพาสของพระองค์ และเป็น
สัญลักษณ์อันแสดงว่าบริเวณนี้คือประเทศไทย เนื่องจากในขณะนั้นพระองค์ทรง
เล็งเห็นว่ามหาอานาจทางตะวันตกต่างก็มีกองทัพเรือที่เข้มแข็งและเป็นกาลังหลักใน
การล่าอาณานิคม ดังนั้น พระองค์จึงทรงปรับปรุงกองทัพเรือให้ทันสมัยและโปรดให้
สร้างฐานทัพเรือที่ปากแม่น้าเจ้าพระยาคือ ป้อมพระจุลจอม และให้มุมหักของสัตหีบ
เป็นฐานทพั เรอื ขนาดใหญ่ พรอ้ มกบั ทรงมีพระราชดาริใหป้ ากน้าประแสเปน็ ฐานทัพเรือ
ดาน้า อีกทั้งยังทรงเล็งเห็นว่าบริเวณปากน้าประแสมีความเหมาะสมในเชิงการทหาร
นอกจากนี้ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเองก็ทรงเคยเสด็จประพาสหัวเมือง
ตะวันออก สันนิษฐานว่าน่าจะเสด็จประพาสฝั่งอาเภอแกลงเนื่องจากบริเวณนี้มี

195

ลักษณะเป็นปากแม่น้า เป็นคา่ ยทหารเกา่ และยังเปน็ เสน้ ทางเดินทัพไปจันทบุรีเพ่ือไป
ทาการรบในขณะนั้น ถือได้ว่าประวัติความเป็นมาของวัดสมมติเทพฐาปนารามหรือท่ี
ชาวบา้ นมักเรยี กวา่ “วัดหลวง” หรือ “วัดแหลมสน” ลว้ นมีความเป็นมาที่ยาวนานและ
แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอีกด้วย (อนุวัฒน์ อวยพร, สัมภาษณ์: 21
พฤษภาคม 2562)

ในการสร้างวัดสมมติเทพฐาปนาราม พระบรมราชโองการจากพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าให้สร้างวัด เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2427
และได้จัดตั้งวัดเมื่อปี พ.ศ.2429 สังกัดมหานิกายอยู่ในเขตการปกครองของคณะสงฆ์
โดยในระยะแรกได้ก่อสร้างกฏุ ิเจา้ อาวาสข้ึน 1 หลงั หอฉนั 1 หลัง กุฏิสงฆ์ 1 หลัง เดิม
พื้นที่เป็นป่าชายเลนจึงได้นาทรายจากทะเลและดินลูกรังมาถมเป็นบริเวณที่ต้ังของวดั
ทาการก่อสรา้ งอยู่ 2 ปี จึงแล้วเสร็จ ในปีที่ทางวัดได้ทาพธิ ีการผกู พัทธสีมาครั้งแรก ใน
ปี พ.ศ.2445 คือ พิธกี ารกาหนดเขตแดนของพระอุโบสถหรือสถานท่ที ่ีใชใ้ นการทาสังฆ
กรรม เช่น การสวดโอวาทปาติโมกข์ ปวารณากรรม และอุปสมบท เป็นต้น ทาง
กระทรวงธรรมการ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานพระสงฆ์ ดูแล
โรงเรียน และโรงพยาบาลทั่วประเทศในขณะนั้น ได้ส่งธรรมาสน์และพระบรมรูปหล่อ
ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 มาไว้สาหรับพระอาราม
หลวง เพราะพระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างไว้ และยังมีของพระราชทานอื่น ๆ อีก
เชน่ ตะเกียงหล่อรูปสตั วแ์ ขวน โตะ๊ หม่บู ูชา ตู้พระไตรปิฎกพรอ้ มพระไตรปิฎก เคร่อื งใช้
ประทับตรา จปร. เป็นต้น (อนุวัฒน์ อวยพร, สัมภาษณ์: 21 พฤษภาคม 2562) และ
ภายในปี พ.ศ.2512 ได้มีการดาเนินการสร้างอุโบสถหลังใหม่ 1 หลัง โดยอาศัยกาลัง
ทรัพย์จากแรงศรัทธาของเหล่าพุทธศาสนิกชนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นาวาตรีสมพงษ์ หิริ
โอตัปปะ ได้เป็นกาลังสาคัญในการชักชวนผู้ใหญ่อย่าง คุณมารุต บุคนาค พลเรือเอก
เสนาะ รักธรรม พลเรอื เอกเทียม มกรานนท์ พลโทฉลอม วิสมล และ คุณไพรชั รามศิริ
เป็นต้น ตลอดจนมีพ่อค้า ประชาชนทั้งในตาบลปากน้ากระแสและตาบลอื่น ๆ จัด
ทอดผ้าป่าสามัคคี ทอดกฐิน รวมทั้งเงินบริจาคทาการก่อสร้างต่อมาในปี พ.ศ.2521
ได้รบั พระราชทานท่ีดินซ่ึงอยู่ติดกันทกุ ด้านเพ่มิ รวมเป็นเนอื้ ทวี่ ัดทั้งสิ้น 131 ไร่ 1 งาน
59 ตารางวา (ประวัตวิ ัดสมมติเทพฐาปนาราม, ออนไลน์: 2562)

196

ภาพที่ 4.3 เจดียว์ ดั สมมติเทพฐาปนาราม
(ภาพถ่ายโดย พรรณพร เก้อื ทาน เมอ่ื วันที่ 18 พฤษภาคม 2562)

ภายในวัดสมมติเทพฐาปนาราม มีการค้นพบโบราณวัตถุ เช่น ตู้ประไตรปิฎก
พร้อมหนังสือพระไตรปิฎก ธรรมมาสน์ลายราน้า โต๊ะหมู่บูชาลายทอง พระบรมรูป
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหล่อด้วยเนื้อทองสาริด ถุงย่ามเสด็จประพาสยุโรป
และวัตถุอื่น ๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ที่สร้างข้ึนเมื่อปี พ.ศ. 2416 ขนาดกว้าง 6 วา สูง
8 วา ยาว 6 วา เป็นเจดีย์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง
ทอดพระเนตรแลว้ จงึ มีพระราชดารใิ หส้ รา้ งวัดขึ้น เปน็ เจดีย์ทมี่ อี ยมู่ านานแต่ปัจจุบันได้
มีการบูรณะสร้างเจดีย์องค์ใหม่ครอบองค์เดิม ภายในบรรจุพระสารีริกธาตุไว้ เป็น
สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ทางพระพุทธศาสนา และยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึง
พระพุทธเจ้า ตลอดจนพระธรรมคาสอน ในสมัยก่อนช่วงวันสงกรานต์จะมีการนาพระ

197

สารีริกธาตุออกมาเพื่อกราบไหว้และสรงน้า แต่ในปัจจุบันทางวัดได้มอบเจดีย์ให้ทาง
กรมศิลปากรมาดูแลจึงไม่สามารถนาพระสารีริกธาตุออกมาได้ จึงเป็นการสรงน้าที่ตัว
องคเ์ จดีย์แทน

นอกจากนี้ในช่วงปี พ.ศ. 2526 ได้มีการรื้ออุโบสถหลังเก่าเพราะยังไม่ได้ทา
การขุดเสาไม้ที่เป็นต้นตะเคียนที่ฝังอยู่ใต้ดินขึ้น จากการสัมภาษณ์คุณประทีป เจริญ
กลั ป์ อายุ 64 ปี มัคทายกวดั แหลมสน พบว่าการขดุ ตอต้นตะเคียนท่ีเป็นเสาอโุ บสถเก่า
เกิดจากมีชาวบ้านคนหนึ่งถูกผีเข้าแลว้ ร้องตะโกนว่า “ช่วยขุดที อยากจะไปเกิด” แล้ว
ชี้บริเวณฐานโบสถ์เก่า ไล่ตั้งแต่บริเวณหน้าโบสถ์ ปรากฏว่าพบเสาไม้ตะเคียนฝังอยู่
ตามบริเวณที่ชี้ถึง 13 ต้น ชาวบ้านจึงเชื่อว่าผีที่แฝงอยู่ในร่างของชาวบ้านคนนั้นคือ
วิญญาณนางตะเคียน จึงได้ตั้งศาลแม่ตะเคียนทองขึ้นในบริเวณด้านหลังองค์เจดีย์
นอกจากศาลแม่ตะเคียนทองและเจดีย์แล้ว ภายในบริเวณวัดยังพบรูปปั้นพระพิฆเนศ
อยใู่ ตต้ น้ โพธิ์ ซง่ึ เป็นสิ่งศักด์ิสทิ ธ์ทิ เ่ี พ่ิงจะถกู นามาตงั้ ไว้ไมน่ านมานี้

ภาพท่ี 4.4 รปู ป้ันพระพิฆเนศบรเิ วณวดั สมมติเทพฐาปนาราม
(ภาพถ่ายโดย กลั ยรัตน์ จลุ ละมณฑล เมอื่ วันที่ 21 พฤษภาคม 2562)

198

วัดสมมติเทพฐาปนารามนอกจากจะเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านและเป็น
สถานที่ในการประกอบพิธีทางศาสนาแล้ว ทุก ๆ วันที่ 23 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันปิย
มหาราช ทางวัดและชาวบ้าน โดยเฉพาะฝั่งแหลมสน มักจะร่วมกันจัดพิธีบวงสรวง
ใหแ้ กด่ วงวิญญาณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั (รัชกาลท่ี 5) บริเวณ
หนา้ องคเ์ จดยี ์ เนื่องจากความซาบซ้ึงในพระกรุณาธิคุณท่ีพระองค์โปรดเกล้าให้สร้างวัด
สมมติเทพฐาปนารามขึ้นในอดีตซึ่งพิธีดังกล่าวเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยง
ระหว่างวดั และพระมหากษัตรยิ ์ทชี่ าวบา้ นแหลมสนให้ความสาคัญและยังเป็นพิธีกรรม
ทน่ี อกเหนอื ไปจากพิธธี รรมทางศาสนาในรอบปี

4.2.2 วดั ตะเคยี นงาม

“วัดตะเคียนงาม” ตั่งอยู่หมู่ 8 ตาบลปากน้ากระแส อาเภอแกลง จังหวัด
ระยอง จัดอยู่ในวัดสังกัดมหานกิ ายในเขตการปกครองของคณะสงฆ์ตาบลปากน้าประ
แส-คลองปนู เป็นท่ีรจู้ กั กนั ในหมู่ชาวบา้ นปากน้าประแสและตาบลใกล้เคียงในช่ือ “วัด
ตะเคียน” ตามหลกั ฐานที่อดีตเจ้าอาวาสหลายท่านได้ทาการบันทึกถึงประวัติของวัดไว้
พบว่าเดิมทีพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นที่รกทึบมาก่อน มีต้นตะเคียนใหญ่สองต้นต้ัง
ตระหง่านและถือเป็นต้นไม้ใหญ่ที่มีความสาคัญต่อชุมชนปากน้าประแสมานับตั้งแต่
สมัยอยุธยา ในขณะนั้นปากน้าประแสเป็นหนึ่งในท่าเรือสาคัญของสยาม การค้าขาย
และการคมนาคมต่าง ๆ ที่ได้พัดพาและผลัดเปลี่ยนผู้คนจากหลากหลายพื้นที่ให้ได้มา
เยือนชุมชนเล็ก ๆ แห่งนี้ ซึ่งในขณะนั้นต้นตะเคียนทั้งสองต้นดังกล่าวก็ได้ทาหน้าท่ี
เสมอื นเปน็ หมุดหมายใหค้ นเดินเรอื ทราบวา่ พวกเขาไดเ้ ดินทางมาถงึ ปากน้าประแสแล้ว
แต่กระนั้นชุมชนปากน้าประแสก็ยังไม่มีวัดสาหรับประกอบกิจกรรมทางศาสนาแต่
อย่างใด ในการบาเพญ็ กุศลหรือจดั ประเพณที างศาสนาในขณะนน้ั ชาวบ้านจาเป็นต้อง
เดินทางโดยการพายเรือไปที่วัดประชุมคงคาหรือวัดแหลมเมือง ในอาเภอบางละมุง
จังหวัดชลบุรี ซึ่งการเดินทางไปและกลับในแต่ละครั้งมีความยากลาบากและต้องใช้
เวลานานเป็นอยา่ งมาก ชาวบ้านจึงไดร้ วมกลุ่มกันเพื่อบริจาคท่ีดนิ จานวน 9 ไร่ 3 งาน
79 ตารางวา สาหรับการสร้างวัดขึ้นในชุมชน โดยมี นายจันทร์ เหมมิญช์ เป็นหัวหน้า
กลุ่มในการจัดหาผู้บริจาคที่ดิน จากนั้นจึงได้เริ่มสร้างศาลาการเปรียญและกุฏิสงฆ์ข้ึน

199

โดยให้ชื่อวัดแห่งนี้ว่า “วัดตะเคียนงาม” ด้วยเหตุที่ว่าที่ดินแปลงนี้มีต้นตะเคียนใหญ่
สองต้นซึ่งเป็นที่ศรัทธาร่วมกันของชาวบ้าน ต่อมา นายกราย (หลวงพ่อกราย) และ
นางแฉ่ วิสมล ไดถ้ วายพนิ ัยกรรมท่ีดินส่วนตนให้แก่วัดจานวน 32 ไร่ 2 งาน 50 ตาราง
วา จงึ ทาใหว้ ดั ตะเคียนงามมีอาณาเขตกว้างขวางขึ้นและติดต่อกบั สถานที่ภายในตาบล
ปากนา้ ประแสดงั นี้
ทศิ เหนือ ติดกบั เส้นทางสาธารณะ โรงเรียนชมุ ชนวดั ตะเคยี นงาม ซึ่งเดมิ ที่

เป็นทุ่งนา
ทิศตะวันออก ตดิ กบั เส้นทางสาธารณะ ถัดออกไปเปน็ ทงุ่ นา บอ่ กุง้ และ

หมบู่ ้านแสมผู้
ทิศวะวนั ตก ตดิ กบั เสน้ ทางสาธารณะและชมุ ชนปากน้าประแส
ทิศใต้ ติดกบั ท่ดี ินของ นางทองหลอม รอบรู้ รวมถงึ ทน่ี าและปา่ ชายเลน

นับตั้งแต่ก่อตั้งวัดขึ้นในปี พ.ศ. 2409 วัดตะเคียนงามได้มีเจ้าอาวาสสืบเนื่อง
กนั มาทง้ั หมด 8 รูปแลว้ ด้วยกนั ประกอบไปดว้ ย

วทิ ยฐานะ ชว่ งเวลาการ

ลาดบั ช่ือ-สกุล ฉายา ดารงตาแหน่ง สมณศกั ดิ์

ป.ธ. น.ธ.

1 นาค - - - ไมท่ ราบ -

2 เกล่อื น - - - ไมท่ ราบ -

3 กราย วิสมล - - - ไมท่ ราบ -

4 ปาน ธนาภรณ์ - - - 2448-2454 -

5 เฮา้ ไกรแก้ว ธมมฺ สโม - - 2454-2482 พระครเู ฮา้

6 แหวน วงสท์ มิ โฆสโก - เอก 2482-2520 พระครโู มสติ วริ ยิ

คณุ

200

7 มาลยั งามเสงีย่ ม ปภทฺท - เอก 2520-2546 พระครปู ระภัทรวิ
โก ริยคณุ

8 สมพร พาณชิ ย์ ภททฺ วโร - เอก 2546ปัจจบุ ัน- พระปลัดสมพร
อตั รา

วัดตะเคียนงาม เป็นวัดที่มีความสาคัญต่อชุมชนปากน้าประแสเป็นอย่างมาก
ไม่ว่าจะเป็นในด้านของการเป็นศาสนสถาน เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน
ตลอดจนเป็นส่วนสาคัญในการส่งเสริมและผลักดันความเจริญและองค์ความรู้ต่าง ๆ
ใหแ้ กช่ มุ ชน ดังที่ครงั้ เมอื่ พระครูเฮา้ ธมฺมสโร รวมท้งั ภิกษสุ ามเณร อุบาสกและอุบาสิกา
ไดช้ ว่ ยกันกอ่ ตง้ั โรงเรยี นประชาบาลขึ้นในราวปี พ.ศ. 2478-2479 ดว้ ยการนาไม้จากวัง
พะเนียงมาก่อสร้างอาคารเรียนขึ้นในพื้นที่ของวัด มีอาณาเขตทั้งสิ้น 6 ไร่ 2 งาน 3
ตารางวา ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นที่ดินของ นางฉิน การุญ ก่อนที่จะถวายให้แก่วัด ทว่า
ยังไม่ทันที่โรงเรียนจะถูกสร้างได้เสร็จสมบูรณ์ พระครูเฮ้าซึ่งเป็นเสมือนแกนนาใน
ขณะนั้นก็ได้มรณภาพไปด้วยโรคไตพิการเสียก่อน เมื่อพระครูโฆสิตวิริยคุณขึ้นดารง
ตาแหน่งเจ้าอาวาสต่อจากพระครูเฮ้าจึงได้ดาเนินการก่อสร้างโรงเรียนต่อจนแล้วเสร็จ
เม่ือเริ่มแรกโรงเรียนแห่งน้ีมีช่ือวา่ “โรงเรียนวดั ตะเคียนงาม (ไกรแกว้ ราษฎร์รังสรรค์)”
ต่อมาถูกเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนชุมชนวัดตะเคียนงาม” จนถึงทุกวันนี้ จึงกล่าวได้ว่าวัด
ตะเคียนงามและพระครูโฆสิตวิริยคุณ มีส่วนสาคัญต่อการศึกษาของเยาวชนและการ
พฒั นาชมุ ชนปากนา้ ประแสเป็นอยา่ งยง่ิ

จากขอ้ มูลข้างต้นจะสังเกตเหน็ ได้ว่าวัดแหง่ นมี้ ีจุดเริ่มต้นมาจากความเช่ือแบบ
พุทธทีผ่ สานเข้ากบั ความเช่ือแบบเทพ ซ่งึ เทพในที่น้ีก็คือเจ้าพ่อและเจ้าแม่ตะเคียนทอง
ที่สิงสถิตอยู่ในต้นตะเคียนใหญ่ทั้งสองต้น ตามคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถาแล้ว ถือว่ารุกข
เทวดาเป็นเทวดาในสวรรค์ช้ันจาตุมหาราชิกจาพวกเดียวกับพระภูมิเจ้าที่ แต่รุกข
เทวดานี้จะสิงสถิตอยู่ ณ ต้นไม้ใหญ่ โดยแบ่งได้เป็น 2 จาพวกด้วยกัน รุกขเทวดา
จาพวกแรกน้ันจะมีวิมานทีต่ ้ังอยู่บนยอดไมใ้ หญ่ ส่วนจาพวกทส่ี องนั้นจะไม่มีวิมานเป็น
ของตน จึงจาเป็นต้องอาศยั อยู่ตามคาคบหรือกิง่ ก้านของต้นไม้ใหญ่ ซึ่งรุกขเทวดาเปน็

201

สิ่งศกั ดสิ์ ทิ ธ์ิทแ่ี ตกต่างไปจากนางไม้ท่ีมถี ิ่นท่ีอยู่ตามตน้ ไม้อย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ ตามคติ
ทางพุทธศาสนาถือว่านางไม้เป็นคนธรรพ์หรืออมนุษย์ผู้หญิงที่ถือกาเนิดอยู่ภายใน
ต้นไมใ้ หญต่ ้นใดตน้ หนึ่งเรื่อยไป ต่างจากรุกขเทวดาท่สี ามารถย้ายถิ่นท่ีอยู่ของตนไปยัง
ต้นไม้ต้นอื่นได้ (มนสิการ เฮงสุวรรณ, 2550: 49,62) ซึ่งภายในวัดตะเคียนงามนี้มีตน้
ตะเคียนใหญ่ที่มีอายุกว่าร้อยปีปรากฏให้เห็นอยู่สองต้นด้วยกัน ชาวบ้านเรียกขานกัน
ว่าต้นตะเคียนเจ้าพ่อและต้นตะเคียนเจ้าแม่โดยต้นเจ้าพ่อนั้นมีรอบวงประมาณ 5.60
เมตร มีลกั ษณะสงู ชะลดู และแผ่ก่ิงก้านสาขาออกไปเปน็ วงกว้างกวา่ 20 เมตร คาดว่ามี
อายุ กว่า 300 ปี ส่วนต้นเจ้าแม่นั้นจะมีขนาดรอบวงที่ใหญ่กว่า คือประมาณ 7.40
เมตร เนื่องจากมีอายุที่แก่กว่าต้นเจ้าพ่อ คือ 500 ปีเศษ ว่ากันว่าภายในต้นเจ้าแม่นี้มี
โอ่งนา้ ทถ่ี ูกลาต้นล้อมเอาไว้อยู่ เดมิ ทีแลว้ ตน้ เจ้าแม่น้ีแตกออกมาเป็น 2 ก่ิงใหญ่ ทว่ามี
กิ่งหนึ่งได้หักโค่นลงมา จึงได้ดาเนินการตั้งศาลให้แก่เจ้าแม่ตะเคียนขึ้น โดยให้ชื่อว่า
“ศาลเจ้าแม่ตะเคียนทอง” ดังนั้นการตั้งศาลให้แก่เจ้าแม่ตะเคียนทองจึงเปรียบได้กับ
การอญั เชญิ เทวดาผหู้ ญิงท่ีสถิตอยู่ ณ ต้นตะเคยี นใหญ่ ให้มาพานักอยู่ในศาลอย่างเป็น
หลักเปน็ แหลง่ และเปน็ เกยี รติมากขนึ้

4.2.3 ประเพณีท่เี ก่ียวข้องในชว่ งชวี ิต

ชาวบ้านชาวปากนา้ ประแสล้วนมปี ระเพณใี นช่วงชีวติ ต้ังแต่การเกิด การบวช
แตง่ งาน และงานศพ ทย่ี งั คงเกย่ี วพนั กบั วัด และศาลเจา้ ท่ีมมี าตง้ั แต่ในอดีตสบื สานกนั
จนถึงปัจจบุ นั บางประเพณีก็ได้หายไป และบางประเพณีก็ได้ปรบั เปลยี่ นไปตามยุค
สมัย ดงั น้ี

ประเพณีเก่ียวกบั การเกดิ
ประเพณีที่เกี่ยวกับการเกิดของเด็กที่พบในชุมชนปากน้าประแส ได้แก่ การ
โกนจุก ที่ผู้ปกครองหรือคนเฒ่าคนแก่จะโกนให้เฉพาะเด็กที่เลี้ยงยากหรือเด็กที่มักเจบ็
ไข้ได้ป่วยอยู่บ่อย ๆ โดยจะให้เด็กเลือกทรงผมเอง จากการที่ผู้ปกครองได้นาดินมาป้ัน
เป็นตุ๊กตาที่มีทรงผมที่แตกต่างกันออกไป ทั้งแกละ เปีย จุก และอื่น ๆ จากนั้นจึงนา
ตุ๊กตาเหล่านั้นมาให้เด็กเล่น ถ้าเด็กสนใจหยิบจับตุ๊กตาตัวไหนเป็นพิเศษก็จะถือว่าเด็ก

202

ไดเ้ ลือกทรงผมตามตุ๊กตานัน้ แลว้ โดยการโกนผมจะเร่มิ จากการโกนรอบข้างศีรษะก่อน
แล้วทาเป็นจุกไว้ตรงกลางกระหม่อม การทาจุกกลางกระหม่อมน่าจะเป็นเพราะตรง
กลางกระหม่อมของเด็กมีผมบาง หากปล่อยทิ้งไว้โล้น ๆ อาจจะเกิดอันตรายหรือ
เจ็บป่วยได้ง่าย มีความเชื่อกันว่าเมื่อเด็กไว้ทรงผมที่เลือกแล้วเด็กคนนั้นจะมีสุขภาพท่ี
แข็งแรง เนื่องจากได้รับการดูแลจากแม่ซื้อทว่าในปัจจุบันประเพณีการโกนจกุ ได้เลือน
หายไปจากชุมชนปากน้าประแสแล้ว อาจเพราะการแพทย์แผนปัจจุบันเช่น อนามัย
ชมุ ชน ทไ่ี ด้เข้ามารบั บทบาทในการพยาบาลคนในชมุ ชนแทนทปี่ ระเพณี

ภาพที่ 4.5 งานบวชทีว่ ัดตะเคียนงานเมอ่ื ปี พ.ศ. 2498
เจ้าของภาพถ่ายคณุ ภาวิณี ยอดบรบิ ูรณ์

(ภาพถ่ายโดย กลั ยรัตน์ จุลละมณฑล เมื่อวันท่ี 18 พฤษภาคม 2562)
ประเพณกี ารบวช
งานบวชเป็นประเพณีที่อยู่คู่ชาวปากน้าประแสมาตั้งแต่ในอดีต เนื่องจาก
ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่นี่นับถือในพุทธศาสนา การบวชถือเป็นการทดแทนบุญคุณพ่อแม่
ของลูกชาย เป็นบุญที่ยิ่งใหญ่ จากการสัมภาษณ์ชาวบ้านปากน้าประแสพบว่า ในอดีต

203

ปากน้าประแสเป็นชุมชนท่าเรือที่คึกคัก มีผู้คนอาศัยและแวะเวียนเข้ามาพานักเป็น
จานวนมาก ทาให้คนส่วนใหญ่เลือกที่ตั้งบ้านเรือนและประกอบอาชีพอยู่ในบริเวณน้ี
การจดั งานบวชจึงเปรียบเสมอื นงานที่รวมเพอื่ นฝูงและญาติมติ รใหม้ าทาบุญรว่ มกัน ใน
อดีตมักจัดงานบวชเป็นเวลา 3 วัน วันแรกจะเรียกว่าวันลงครัว คือ การทาอาหารท่ี
บา้ นเพือ่ ต้อนรบั แขก และมกี ารสวดเจริญพทุ ธมนต์เย็น ทาขวญั นาค วนั ตอ่ มา ตอนเช้า
จะนิมนต์พระมาฉันท์อาหารเช้าที่บ้านนาค และบวชในตอนบ่าย วันสุดท้าย ก็จะเป็น
การฉลองพระใหม่ คือการนิมนต์พระใหม่มาที่บ้านแล้วนาสายสิญจน์วนรอบตัวพระ
ใหม่ ถือเปน็ ประเพณพี ิธีที่ใชเ้ วลานานและต้องอาศัยการรว่ มแรงรว่ มใจของคนในชุมชน
เป็นอย่างมากในปัจจุบันคนในชุมชนเริ่มย้ายออกไปตั้งถิ่นฐานที่อื่น คนเริ่มน้อยลง
ประกอบกับความสะดวกเรื่องสถานที่จัดงาน ความสะดวกของผู้ร่วมงานและฤกษ์ยาม
จงึ ทาใหร้ ะยะเวลาในการบวชถูกลดทอนลงเหลือเพียง 1-2 วัน และย้ายการทาพิธีไปไว้
ที่วัดเพื่อความสะดวกของเจ้าภาพ รวมถึงการนิมนต์พระมาเทศน์สอนนาคก็เป็นการ
ประยุกต์ประเพณีที่เพิ่งเกิดขึ้นในภายหลัง นอกจากนี้ประเพณีการบวชยังผสม
กลมกลืนไปยังกลุ่มคนจีนที่เข้ามาอยู่ที่ชุมชนปากน้าประแสอีกด้วย จากในรูปภาพท่ี
4.5 เป็นภาพงานบวชของคนจนี รนุ่ ท่ี 2 ทย่ี ้ายเขา้ มาอย่ใู นชุมชน

ประเพณกี ารแตง่ งาน
คนท่ีอาศัยอยู่ในชุมชนปากน้าประแสสว่ นใหญเ่ ปน็ คนที่มาจากประเทศจีน จึง
ทาให้เกิดการผสมผสานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและประเพณีกับคนไทยพื้นถิ่นอยู่โดย
ตลอด การแต่งงานก็เช่นกัน โดยพิธีการแต่งงานดังภาพที่ 4.6 คือ งานแต่งของคนที่
บ้านคุณภาวิณีซึ่งเป็นชาวจีนรุ่นแรก ๆ ที่ได้ย้ายเข้ามาในชุมชนจะเห็นได้ว่ามีการแห่
ขันหมาก ไปรับตวั เจ้าสาวทบ่ี า้ นเจา้ สาว และยงั มพี ิธียกน้าชา ซง่ึ เป็นรปู แบบประเพณีท่ี
สอดประสานความเป็นวัฒนธรรมไทยและจีนเอาไว้ด้วยกัน ในปัจจุบันพิธียกน้าชาได้
หายไป และการแต่งงานก็จัดตามแบบสากลมากข้ึน ทเี่ ห็นได้ชดั เจนทสี่ ดุ คอื ในเร่ืองของ
สถานที่จัดงานที่ถูกโยกย้ายออกไปจัดที่สถานที่ที่มีสิ่งอานวยความสะดวกสาหรับการ
จัดงานมากขึ้น เช่น วัด โรงแรม หรือโรงเรียน แตกต่างจากอดีตที่กระบวนการของพิธี
จะถกู จดั ขึน้ ท่บี า้ นของเจ้าบ่าวหรอื เจ้าสาว

204

ภาพที่ 4.6 งานแต่งงานในอดีต เจ้าของภาพถา่ ยคุณ ภาวณิ ี ยอดบรบิ ูรณ์
(ภาพถ่ายโดย กลั ยรัตน์ จลุ ละมณฑล เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2562)

ประเพณีงานศพ
คนในชุมชนปากน้าประแสในสมัยก่อนนิยมจัดตั้งศพที่บ้านผู้ตาย และนิมนต์
พระสงฆ์มาสวดอภิธรรมครั้นยุคสมัยเปลี่ยนเริ่มมีการสร้างถนน คนจึงนิยมจัดที่วัดกัน
มากขึ้น เนื่องจากความสะดวกทางด้านสถานที่จัดงาน นอกจากนี้ในปัจจุบันก็ยังมีการ
จัดงานศพที่ศาลเจ้ากื้ออี่ไทรย้อยด้วย เพราะมีสถานที่สาหรับจัดงานและที่เก็บศพ
ประกอบกับค่าใช้จ่ายในงานศพที่ให้บริจาคได้ตามความสะดวก คนในชุมชนปากน้า
ประแสจึงใช้ศาลเจ้าเป็นสถานที่จัดงานศพอยู่บ้าง ในการเผาศพนั้นในอดีต ถ้าผู้ที่ตาย
เป็นผู้ใหญ่ก็จะเผาตามพิธีปกติ แต่ถ้าเป็นศพเด็กหรือทารกเพิ่งคลอด ก็จะฝังศพท่ี
บริเวณชายหาดและโรงเรียนใกล้กับวัดแหลมสน แต่ในปัจจุบัน ผู้ทาพิธีหรือฮู้โจ้วจาก
ศาลเจ้าในอาเภอเมืองแกลง ได้ทาการล้างป่าช้า โดยมีไม้นาทางชี้จุดที่คาดว่าจะมีศพ
อยู่ก็ได้ขุดไปหมดแล้ว และนาศพเด็กที่ขุดพบทั้งหมดไปบาเพ็ญกุศลเรียบร้อยแล้ว ใน
ปจั จุบันพื้นทีด่ ังกลา่ วได้กลายเปน็ โรงเรียนวัดสมมติเทพฐาปนาราม

205

4.2.4. ประเพณีทางพระพทุ ธศาสนาในรอบปี

ประเพณที อดผ้าปา่ กลางนา้
ประเพณีการทอดผ้ามีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลที่เหล่าภิกษุยังไม่ได้รับ
อนุญาตให้รับคฤหบดีจีวรจากชาวบ้าน ดังนั้นภิกษุจึงจาเป็นต้องนาเศษผ้าบังสุกุลท่ี
ชาวบ้านไมต่ อ้ งการแลว้ มาเยบ็ เป็นผ้าผืนใหญส่ าหรับทาเป็นจีวร ไมว่ า่ จะเป็นผา้ ขร้ี ิว้ ผ้า
ที่มีสภาพขาดวิ่น หรือแม้กระทั่งผ้าห่อศพ เมื่อนาผ้ามาเย็บต่อกันจนได้ขนาดท่ี
พอเหมาะแล้วจึงนาไปซักทาความสะอาด ตัดเย็บและย้อมสีให้เหมาะสมแก่การนาไป
สวมใส่เป็นจีวร สบง หรอื สังฆาฏิ (ผ้าทาบ) จะเห็นได้วา่ ขัน้ ตอนการทาจวี รของภิกษุน้ัน
มีความยุ่งยากเป็นอย่างมาก ครั้นเมื่อชาวบ้านเห็นดังนั้นแล้วจึงมีจิตศรัทธาและ
ต้องการจะนาผ้ามาถวาย แต่เมื่อยังไม่มีพุทธานุญาติโดยตรงจากองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า
จึงไดน้ าผา้ ที่ต้องการจะถวายนั้นไปทอดทิ้งไว้ ณ ท่ตี ่าง ๆ เช่น ป่าไม้ ป่าช้า ริมทางเดิน
หรือแขวนไว้ตามกิ่งไม้ เพื่อความสะดวกในการแสวงหาผ้าบังสุกุลของภิกษุ เมื่อภิกษุ
ผ่านมาพบกับผ้าที่ชาวบ้านนามาทอดอาลัยไว้เช่นนั้นก็สามารถที่จะนาเอาไปทาเป็น
จีวรต่อไปได้ เพราะผ้าแต่ละผืนไม่ได้มีการระบุเฉพาะเจาะจงว่าต้องการจะถวายแก่
ภกิ ษรุ ปู ใด ด้วยเหตุนี้จงึ เรียกประเพณีการทอดผ้าใหแ้ ก่เหล่าภิกษวุ ่า “การทอดผ้าป่า”
(พระนครินทร์ ชุตนิ ธฺ โร, 2558: 10)
ส่วนสาเหตุที่ผ้าไตรจีวรทั้งสามชิ้นของภิกษุในสมัยนี้มีสีเหลืองหรือสีโทนร้อน
นั้นเกิดจากครั้งหนึ่งที่พระพุทธศาสนามีความแพร่หลายมากขึ้น หมอชีวกโกมารภัจจ์
พุทธศาสนิกชนผู้ที่เป็นหมอหลวงประจาราชสานักของพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้า
แผ่นดินแห่งแคว้นมคธ อีกทั้งยังเคยถวายการรักษาแก่พระพุทธเจ้าและพระสาวก คร้ัง
หนึ่งหมอชีวกโกมารภัจจ์ได้ทาการรักษาอาการประชวรของพระเจ้าจัณฑปัชโชต แห่ง
กรุงอุชเชนีแคว้นอวันตี ได้จนหายดีก็ได้รับพระราชทานรางวัลเป็นผ้าสีทองอย่างดีสอง
ผืน ซึ่งในยุคนั้นผ้าชนิดนี้ถือได้ว่าเป็นสมบัติล้าค่าไม่ต่างจากแก้วแหวนเงินทองและ
สมควรแก่พระบรมศาสดาหรือพระมหากษัตริย์ ครั้นหมอชีวกโกมารภัจจ์ได้รับ
พระราชทานเช่นนั้นแลว้ จึงรู้สึกวา่ ตนนน้ั ไม่สมควรที่ไดร้ ับผ้าผนื นี้ไปใช้สอย จึงได้นาผ้า
ผืนนั้นไปถวายแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า โดยกราบทูลขอพรว่าขอให้ภิกษุรับคฤหบดีจีวร
ได้ เนื่องด้วยหมอชีวกโกมารภัจจ์เป็นผูท้ ีเ่ คร่งครดั ในศาสนาคนหนึ่งและได้พิจารณาถงึ

206

ขั้นตอนการหาผ้าบังสุกุลของภิกษุได้ว่ามีความยากลาบากเป็นอย่างยิ่ง เมื่อขอพรต่อ
องค์พระพุทธเจ้าดังนั้นแล้วพระพุทธองค์เองกป็ ระทานอนญุ าต จึงกล่าวได้ว่าหมอชีวก
โกมารภัจจ์เป็นพุทธศาสนิกชนคนแรกที่ได้เป็นผู้ถวายคฤหบดีจีวรแก่ภิกษุและเป็นผู้
ริเรมิ่ การนงุ่ จวี รด้วยผ้าสีเหลืองทองในหมู่สงฆ์ (เพง่ิ อา้ ง, 2558: 24)

ประเพณีทอดผ้าป่ากลางน้าเป็นประเพณีทางพระพุทธศาสนาที่แสดงให้เห็น
ถึงอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของชาวบ้านในชุมชนปากน้าประแสได้เป็นอย่างดี โดย
คาดการณ์ว่ามีจุดเริ่มต้นมานานกว่าร้อยปีแล้ว จากการที่ชาวบ้านในชุมชนส่วนใหญ่
เป็นพุทธศาสนิกชนและประกอบอาชีพประมง ซึ่งการจับปลานั้นขัดต่อศีลธรรมทาง
ศาสนาที่ว่าด้วยการละเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันคิดว่าจะทา
อย่างไรให้คนในพื้นที่ปากน้าประแสนี้ได้มีงานบุญใหญ่สาหรับการบาเพ็ญกุศลร่วมกัน
แต่เนื่องด้วยข้อจากัดทางด้านพื้นที่ป่าที่ไม่สามารถจัดประเพณีทอดผ้าป่าในลักษณะท่ี
ตอ้ งนาผา้ ไตรไปทอดวางไว้ให้ภกิ ษชุ ักในป่าได้ ประกอบกับการสัญจรทางแม่น้าท่ีทาให้
รปู แบบวถิ ีชวี ิตของคนปากน้าประแสในสมัยนั้นเชอื่ มโยงอยู่กบั แหล่งนา้ ซ่งึ หน่ึงในน้ันก็
คือการทาบญุ ตักบาตรในตอนเช้าท่พี ระสงฆ์จะต้องลงลาเรือมาจากวัดเพื่อรับบิณฑบาต
จากญาติโยม ชุมชนปากน้าประแสจึงได้ดัดแปลงรูปแบบของการจัดประเพณี
ทอดผ้าป่าให้เหมาะสมกับสภาพพื้นท่ีและวิถชี ีวติ ของตนดว้ ยการจัดขึ้น ณ กลางแม่นา้
ประแส ซ่ึงเปน็ รปู แบบประเพณกี ารทอดผ้าป่าทีไ่ มม่ ปี รากฏขึน้ ท่ใี ดอืน่ นอกจากปากน้า
ประแสเท่านั้น

ประเพณที อดผ้าป่ากลางน้าของชุมชนปากนา้ ประแสถูกจดั ข้นึ ทกุ ๆ วนั ข้นึ 15
ค่า เดือน 12 ซึ่งตรงกับวันลอยกระทง ในกระบวนการทอดผ้าป่านั้นจาเป็นจะต้องมี
องค์ประกอบสาคัญ 3 ประการ คือ 1. ผ้าไตร 2. กิ่งไม้สาหรับพาดผ้า และ 3. การไม่
เจาะจงถวายผ้าไตรนั้นให้แก่พระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง ซึ่งขั้นตอนของพิธีทอดผ้าป่ากลาง
น้าของชุมชนปากน้าประแสนั้นเริ่มจากการที่ชาวบ้านช่วยกันนาองค์ผ้าป่าหรือ “พุ่ม
ผ้าป่า” ที่ทาขึ้นจากต้นฝาดสองต้นซึ่งเป็นต้นไม้ที่ขึ้นโดยทั่วไปในพื้นที่ป่าชายเลนของ
ปากน้าประแสมาปักบริเวณกลางแม่น้าประแสและพาดวางไม้ไผ่ระหว่างต้นฝาดสอง
ต้นนั้น ประดับตกแต่งให้สวยงามด้วยธงหรือตัวชะนีที่ขดขึ้นจากผ้าขนหนู เมื่อถึงวัน
งานจึงนิมนต์พระสงฆ์จากวัดใกล้เคียง อาทิ วัดตะเคียนงาม วัดสมมติเทพฐาปนาราม

207

ฯลฯ มาลงเรือบริเวณสะพานปลาซึ่งเป็นที่ส่วนบุคคลของ นายเหลี่ยง แสงแก้ว ไปยัง
พมุ่ ผา้ ปา่ นนั้ เพอื่ ทาการชักผา้ ไตรทถ่ี ูกนาไปทอดวางไวบ้ นไม้ไผ่ โดยชาวบ้านผู้ทีต่ ้องการ
จะเข้าร่วมพธิ ีนีจ้ ะแจวเรือของตนเข้ามาร่วมพธิ ีกลางลาน้านั้น หลังจากเสร็จส้ินข้ันตอน
การประกอบพธิ กี รรมทอดผา้ ป่ากลางน้าแลว้ จงึ จะเป็นชว่ งเวลาแหง่ ความสนุกสนานร่ืน
เรงิ ของคนในชุมชน ซง่ึ กค็ อื การละเล่นตา่ ง ๆ ทถ่ี กู จดั ขน้ึ บริเวณกลางแม่นา้ ประแส อัน
ได้แก่ การแข่งเรือพาย แข่งพายกะโล่ แข่งพายเรือข้ามลาไม้ไผ่ และแข่งชกมวยทะเล
ในขณะเดียวกันก็มกี ารร้องราบนเรอื พายที่ช่วยเสรมิ บรรยากาศของประเพณีทอดผ้าป่า
กลางน้าใหม้ คี วามครกึ ครืน้ และสนุกสนานย่ิงขึ้นไปอีก นอกจากนย้ี ังมกี ารนาเรือประมง
มาจอดเทียบท่าเพื่อใช้เป็นพื้นที่ให้ประชาชนบริเวณโดยรอบสามารถเข้ามารับชม
การละเล่นได้อย่างทั่วถึง ครั้นพลบค่าจึงจะเป็นช่วงเวลาของการลอยกระทง มีการจัด
มหรสพอย่างชื่นมื่นไม่แพ้ช่วงเวลากลางวัน ทั้งการประกวดเทพีนาวา ราวง และการ
แสดงดนตรีต่าง ๆ

เดมิ ทแี ลว้ บา้ นเรือนทีอ่ ยู่ในตลาดชมุ ชนบา้ นเกา่ ปากน้าประแสนนั้ ยังมไิ ด้มีถนน
คอนกรีตตัดผ่านดังท่ีเห็นในปัจจุบัน บ้านเรือนในสมัยก่อนเป็นเพียงบ้านที่ตั้งติดอยู่กับ
แม่น้าประแสเท่านั้น ต่อมามีการขยับขยายชุมชนบริเวณนี้ด้วยการสร้างถนนที่ทาจาก
ไม้ขึ้น ทาให้เกิดเป็นชุมชนตลาดที่มีบ้านเรือนสองฝั่งหันหน้าเข้าหากัน จนสุดท้ายได้มี
การก่อสร้างถนนคอนกรีตขึ้นในสมัยการดารงตาแหน่งนายกรัฐมนตรีของหม่อม
ราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมท (ราวปี พ.ศ. 2518-2519) การคมนาคมของชาวบ้านบริเวณ
ตลาดชุมชนจึงมีความสะดวกสบายยิ่งขึ้น วิถีชีวิตที่เคยอิงอยู่กับลาน้าจึงได้ถูก
ปรับเปลี่ยนตามไปด้วยเช่นกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการทาบุญตักบาตรรวมถึงประเพณี
การทอดผ้าป่ากลางน้าที่ได้ถูกดัดแปลงให้มีความพิเศษยิ่งขึ้นดว้ ยการเพิ่มเติมกิจกรรม
“การชกั พุ่มผา้ ป่า” ในชมุ ชนตลาดตงั้ แตศ่ าลเจ้าพ่อประแสร์ไปจนถึงชมุ ชนดอนมะกอก
ล่าง แตถ่ งึ กระน้ันชาวบา้ นกย็ ังไม่ละทิ้งขนบประเพณีทอดผ้าป่ากลางน้าดั้งเดิมท่ีทาสืบ
ต่อกันมา ซง่ึ การชกั พุ่มผ้าปา่ น้ันจะถูกจัดขนึ้ ในยามโพล้เพล้จนถึงพลบค่าหลงั จากเสร็จ
สิ้นกระบวนการทอดผ้าป่ากลางน้าและการละเล่นรื่นเริงในตอนกลางวันแล้ว โดยมี
จุดเด่นอยูท่ ที่ กุ ๆ บ้านจะนาพมุ่ สลากท่ตี กแต่งดว้ ยไมส้ าหรับหนีบปจั จัยทาบุญ ตวั ชะนี
ที่ขดข้ึนจากผ้าขนหนู เคร่ืองอุปโภคต่าง ๆ พรอ้ มทง้ั ติดสลากเบอรใ์ หแ้ กพ่ ุม่ ของบ้านตน

208

มาตงั้ ไวท้ ่หี นา้ บ้านของตนก่อนวนั ข้ึน 15 คา่ เดือน 12 โดยปัจจัยทาบุญที่ถูกนามาติด
ที่พุม่ ผ้าปา่ แตล่ ะองค์จะได้มาจากการบอกบุญให้แก่ญาติมิตรของเจ้าบ้านท่ีเป็นเจ้าของ
พมุ่ องค์นน้ั ๆ เพ่ือให้ไดท้ ราบโดยท่วั กันวา่ ชุมชนปากน้าประแสแห่งนี้กาลังจะมีงานบุญ
ใหญ่ เมื่อถึงเวลาของการชักพุ่มจึงได้นิมนต์พระสงฆ์จาก 9 วัด ได้แก่ วัดตะเคียนงาม
วัดสมมติเทพฐาปนารามหรือวัดแหลมสน วัดสามแยกประแส วัดกอกล่าง วัดเนินยาง
วัดชุมนุมสูง วัดถ้าหมีนอน วัดเนินสมบรู ณ์ และวดั มงคลวุฒาวาส (โพธิฐาน) มาทาการ
จับสลากว่าตนนั้นได้สลากของพุ่มผ้าป่าของบ้านใดและเริ่มเดินหาพุ่มองค์นั้น ๆ ซ่ึง
จานวนพระสงฆ์ท่นี ิมนต์มาจะเท่ากับจานวนพุ่มท้ังหมดท่ถี ูกต้ังไว้หนา้ บ้าน สิริประมาณ
ร้อยกว่ารูป บรรยากาศของตลาดริมน้าประแสในช่วงพลบค่าจึงเต็มไปด้วยความลุ้น
ระทึกและความสนุกสนาน ชาวบ้านหรือเจ้าของบ้านที่รอว่าเมื่อไรจะมีพระสงฆ์มาชัก
พุม่ ของตนสกั ที ในขณะทบ่ี รรดาพระสงฆ์เองก็อลหม่านอยู่กับการเดินหาพ่มุ ที่มีเลขตรง
กับสลากที่ตนเองจับได้ ส่วนบ้านที่พระสงฆ์ทาการชักพุ่มเสร็จสิ้นแล้วก็ได้มาช่วย
พระสงฆห์ าสลากน้ันอีกที คร้นั พระสงฆท์ กุ รูปไดท้ าการชักพมุ่ ผ้าป่าจนครบถว้ นทุกบ้าน
แล้วจึงเป็นขั้นตอนของการยกพุ่มผ้าป่าเหล่านั้นไปขึ้น ณ วัดตะเคียนงาม ซึ่งเป็นวัดที่
อยู่ใกล้กับชุมชนตลาดมากที่สุด ในด้านของปัจจัย ผ้าไตร เครื่องอุปโภค และเครื่อง
บรวิ ารทีช่ าวบา้ นนามาติดไวก้ บั พมุ่ ผ้าป่าตามกาลังศรทั ธากอ่ นหนา้ น้ีถือเปน็ การบาเพ็ญ
กศุ ลของชาวบ้านทุกหลงั เมอ่ื ข้ึนผ้าป่าทวี่ ดั ตะเคยี นงามแลว้ ของถวายเหล่าน้ันจึงจะถูก
แจกจ่ายแก่วัดทั้งเก้าโดยทั่วกัน ส่วนในเวลากลางคืนหลังจบกิจกรรมชักพุ่มผ้าป่าแล้ว
จะเป็นงานลอยกระทงและมหรสพต่าง ๆ ที่จัดขึ้นทั้งบริเวณสะพานปลาและภายใน
พื้นที่ของวัดตะเคียนงาม อาทิ การฉายหนังกลางแปลง การประกวดเทพีนาวา การรา
วง และการแสดงดนตรีตา่ ง ๆ รวมไปถึงมกี ารต้งั รา้ นค้ามากมาย

จากคาบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่พบว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไปอะไรหลาย ๆ
อย่างก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่ประเพณีการทอดผ้าป่ากลางน้าและ
งานมหรสพ กล่าวคือ ในช่วงของพิธีการทอดผ้าป่าในตอนกลางวันจะยังคงอยู่ใน
รปู แบบประเพณีด้งั เดิมที่ทาสบื ต่อกันมานับรอ้ ยปี มีเพยี งเปลี่ยนแปลงทางด้านพื้นที่จัด
พิธีเท่านั้นที่ถูกโยกย้ายไปเป็นบริเวณพิพิธภัณฑ์เรือรบหลวงประแส ทาให้การ
ดาเนินการของพิธีนั้นถูกขับเคลื่อนโดยหน่วยงานราชการเรื่อยมานับตั้งแต่ปี พ.ศ.

209

2546 ที่ได้นาเรือรบประแสมาเทียบท่าที่ปากนา้ ประแส ซึ่งงานมหรสพที่จัดข้ึนในเวลา
กลางคืนเองก็ได้ถูกย้ายไปจัด ณ บริเวณพิพิธภัณฑ์เรือรบหลวงประแสเช่นเดียวกัน
สาเหตุที่สถานที่จัดงานต้องย้ายไปที่บริเวณนั้นเนื่องมาจากสะพานปลาที่เคยเป็น
เสมือนพื้นที่สาธารณะสาหรับคนในชุมชนแท้จริงแล้วเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลที่ถูกเปลี่ยน
กรรมสิทธิ์ได้ทุกเมื่อ เมื่อนาเรือรบมาเทียบท่าแล้วทางราชการจึงเล็งเห็นว่าควรจะทา
พื้นที่ตรงนั้นให้เห็นพื้นที่สว่ นรวมสาหรับการทากจิ กรรมของคนในชุมชน อีกทั้งการจดั
กิจกรรมต่าง ๆ บริเวณนั้นยังช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนจากการท่องเที่ยวได้ด้วย
ดงั นัน้ จงึ จะเห็นไดว้ ่าประเพณีการทอดผ้าป่ากลางน้าและการชักพ่มุ ผ้าป่าน้ียังคงถูกสืบ
สานเรื่อยมาโดยบรรดาชาวบ้านและลูกหลานปากน้าประแส ซึ่งถือได้ว่าเป็นกิจกรรม
ทางศาสนาที่ช่วยส่งเสริมให้ชุมชนได้มีการทากิจกรรมร่วมกัน อีกทั้งยังเป็นการ
เสริมสรา้ งความสามัคคแี ละแบ่งปนั น้าใจไมตรีซ่งึ กนั และกนั ได้เปน็ อยา่ งดี

ภาพท่ี 4.7 การทอดผ้าปา่ กลางน้า ปี พ.ศ. 2557
(ที่มา: http://www.takien.ac.th/v2/?name==21)

210

ภาพที่ 4.8 การร้องราบนเรือพาย
ภาพจาก บา้ นพพิ ธิ ภัณฑป์ ากนา้ ประแส

ภาพท่ี 4.9 ประเพณที อดผา้ ป่ากลางนา้ ปี พ.ศ. 2545
ภาพจาก บา้ นพพิ ธิ ภัณฑป์ ากนา้ ประแส
211

ประเพณีตักบาตรเทโว
ประเพณีตักบาตรเทโวนับเป็นโอกาสอันดีที่พุทธศาสนิกชนได้มาทาบุญตัก
บาตรร่วมกันในวันออกพรรษา ซึ่งคาว่า “เทโว” นั้นย่อมาจาก “เทโวโรหณะ” อัน
แปลว่าการหยั่งลงจากเทวโลก ซึ่งในที่นี้หมายถึงการเสด็จลงมาจากเทวโลกของ
พระพทุ ธเจา้ โดยตามตานานกล่าวว่าเมื่อพระพุทธเจา้ ได้ตรสั รู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ญาณแล้ว ทรงเทศนาโปรดประชาชนในแคว้นต่าง ๆ ของอินเดียตอนเหนือ รวมทั้ง
เทศนาโปรดพระประยุณญาติของพระองค์ดว้ ย เม่อื ถงึ วันแรม 1 คา่ เดือน 11 จึงเสด็จ
ลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาประทับที่เมืองสังกัสสะ ประชาชนจึงพากันไปเฝ้าและ
ทาบุญตักบาตรแก่พระองค์กันอย่างหนาแน่น ดังนั้นจึงเรียกประเพณีการทาบุญตัก
บาตรที่จดั ข้ึนในวันแรม 1 ค่า เดือน 11 กันว่าประเพณีตักบาตรเทโว (พระมหาตุ๋ย ขนฺ
ติธมฺโม, พระครูธรรมจักรเจติยาภิบาล, พระมหาวิทวัส กตเมธี และ พระฟูตระกูล พุทฺ
ธรกขฺ ิโต, 2561: 399)
การปฏิบัติตนในวันตักบาตรเทโวโรหณะ พุทธศาสนิกชนนิยมไปทาบุญตัก
บาตรที่วัดโดยการปฏิบัติตนดังนี้ 1. เตรียมอาหารเช้า และอาหารที่เตรียมเพื่อการตัก
บาตรเปน็ พเิ ศษในวันน้ี คือ ข้าวต้มมดั และข้าวต้มลูกโยน 2. มีการจาลองการเสด็จจาก
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ของพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ เดินเรียงแถวตามลาดับรับบาตรจาก
พุทธศาสนิกชน โดยอัญเชิญพระพุทธรูปนาหน้าแถวพระสงฆ์ เป็นการส่งเสด็จ
พระพุทธเจ้าจากสวรรค์ 3. หลังตักบาตรแล้ว มีการอาราธนาศีล แผ่เมตตา และ
กรวดน้าอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติผู้ล่วงลับและสรรพสัตว์ (เพิ่งอ้าง, 2561: 400) ซึ่ง
ประเพณตี ักบาตรเทโวน้ีกม็ ีปรากฏใหเ้ ห็นอยู่ในประเพณีในรอบปขี องชมุ ชนปากประแส
เช่นเดียวกัน โดยจัดขึ้น ณ สวนสุขภาพกงลิเผยเฉียว มีการนิมนต์พระสงฆ์จานวน 30
รปู จาก 9 วัด ไดแ้ ก่ วดั ตะเคยี นงาม วัดสมมตเิ ทพฐาปนาราม วัดเนินยาง วัดมะคา่ ไทร
งาม วัดชาสมอ วดั เนนิ สมบรู ณ์ วดั ถ้าหมีนอน วดั ดอนมะกอก และวดั ชมุ นมุ สูง มาร่วม
ขบวนพิธีตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งที่ชาวบ้านและหน่วยงานในชุมชนปากน้าประแส
ร่วมกนั สบื สานประเพณีตักบาตรเทโวขึน้ ในทกุ ๆ ปี

212

ภาพท่ี 4.10 คณะเทศมนตรรี ว่ มกันใสบ่ าตรแก่ภกิ ษุ ปี พ.ศ. 2556
(ท่มี า: https://www.facebook.com/pg/takien.school/photos/&album)

ภาพท่ี 4.11 ชาวบา้ นทีม่ าเข้าร่วมประเพณตี ักบาตรเทโว ปี พ.ศ. 2556
(ท่ีมา: https://www.facebook.com/pg/takien.school/photos/&album)

213

ประเพณสี งกรานตแ์ ละวันไหล
โดยปกติแล้วชุมชนปากน้าประแสมีการจัดประเพณีสงกรานต์อย่างเรียบง่าย
มาโดยตลอด ทว่าวันสงกรานต์ในปี พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมาเป็นปีแรกที่ชุมชนแห่งนี้ได้มี
การจัดวันไหลขึ้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนานและคลายร้อนใน
เดอื นเมษายนให้แก่เยาวชนและคนในชมุ ชนได้เป็นอย่างดี ซ่งึ เม่อื พจิ ารณาโดยภาพรวม
แล้วจะพบว่าปากน้าประแสเป็นเพียงไม่กี่ชุมชนในจังหวัดระยองที่มีการจัดวันไหลขึ้น
นอกจากนี้คือ อาเภอปลวกแดง อาเภอบ้านฉาง และตาบลมาบข่า อาจกล่าวได้ว่า
เทศกาลสงกรานต์และวันไหลเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านได้ใช้เวลาอยู่กับ
ครอบครัวและชุมชนมากขน้ึ อกี ทงั้ ยงั เป็นวนั ท่ีทาใหช้ าวบา้ นในชุมชนได้มโี อกาสทาบุญ
สรงน้าพระด้วย ดังที่เห็นได้จากเวลาเช้าก่อนที่จะมีกิจกรรมวันไหลนั้น ชาวบ้านส่วน
หนึ่งจะอาราธนาพระพุทธรูปองค์ใหญ่จากวัดตะเคียนงามขึ้นรถกระบะและตกแต่ง
บริเวณฐานพระอย่างงดงาม จากนั้นจึงแห่รถที่มีพระพุทธรูปไปยังบริเวณรอบ ๆ
ปากนา้ ประแสเพอื่ ใหช้ าวบ้านไดส้ รงน้าพระกันอย่างถว้ นหน้า
จะเห็นได้ว่าพิธีกรรมและประเพณีสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของ
สังคมได้ตลอดเวลา แต่จะเปลี่ยนในลักษณะของการปรับตัวเพื่อให้สามารถดารงอยู่ใน
สังคมต่อไปได้ หรือเปลี่ยนแปลงไปจากการถูกลดทอนความสาคัญลงจนกระทั่งสูญ
หายไป ต่างก็เป็นผลมาจากการให้ความสาคัญต่อประเพณีเหล่านั้นของคนในชุมชน
ด้วยกันเอง นอกจากนี้ พิธีกรรมยังมีบทบาทในการช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี
ระหว่างสมาชิกในสังคมได้เป็นอย่างดี ดังที่เห็นได้จากประเพณีต่าง ๆ ได้เชื่อมกลุ่มคน
เชื้อชาติต่าง ๆ ที่มีความเชื่อที่แตกต่างหลากหลายไว้ด้วยกันเสมอมา ทั้งคนไทยที่มีพื้น
เพเป็นคนจงั หวัดระยอง คนไทยจากภมู ิภาคต่าง ๆ และคนไทยเชื้อสายจีน

214

ภาพที่ 4.12 การแหพ่ ระพทุ ธรูปสาหรับสรงนา้ ตลอดเส้นทางตลาดบา้ นเกา่ ริมนา้ ประแส
(ที่มา: https://m.facebook.com/PrasaeOldVillage)

4.3 ความเช่ือเทพ และส่งิ ศักด์สิ ิทธ์ิในชุมชน

ความเชื่อเทพเป็นความเชื่อรูปแบบหนึ่งของชุมชนปากน้าประแส ความเช่ือ
เทพในที่นี้ หมายถึง ความเชื่อที่คนในชุมชนให้ความเคารพและศรัทธาสิ่งเหนือ
ธรรมชาติ เช่น วิญญาณในธรรมชาติแวดล้อม วิญญาณของบรรพบุรุษ หรือวิญญาณ
ในสิง่ ของวตั ถุ โดยความเชอื่ ในรปู แบบน้ีของชุมชนแสดงให้เหน็ ผ่านจากการตั้งศาลต่าง
ๆ ในชมุ ชน ไมว่ ่าจะเปน็ ศาลเจ้าท่ตี ง้ั รว่ มกันของผู้ทีม่ ีความเช่ือในแบบเดียวกัน ซึ่งได้แก่
ศาลกรมหลวงชุมพรฯ ศาลเจ้าพ่อประแสร์ ศาลเจา้ พอ่ แหลมสน ศาลเจ้าพ่อแสมผู้ ศาล
เจ้าพ่อกอ้ื อ่ีไทรย้อย ศาลเจ้าพอ่ กลางถ่ินทอง ศาลเจ้าพอ่ แซ่ตน๋ั และศาลเจา้ เชงจุ้ยโจ้งซื
อกง นอกจากน้กี ย็ ังมีศาลท่ีตงั้ ตามความเช่ือสว่ นบุคคล คือศาลทตี่ ง้ั ประจาไว้ของแต่ละ
บ้านขึ้นอยู่กับความเช่ือของแต่ละบุคคลหรือความเชื่อของแตล่ ะบ้าน ได้แก่ ศาลเจ้าท่ี
ต่ีจู่เอี๊ยะ แม่ยา่ นางเรอื และศาลเจ้าพ่อขนุ วงั ขาว

215

4.3.1 ความเชื่อร่วม

ความเชื่อร่วมหรือความเชื่อที่ผู้คนในชุมชนปากน้าประแสให้ความเคารพบูชา
และศรัทธาในสิ่งเดียวกัน มีการแวะเวียนมากราบไหว้บูชาด้วยความศรัทธาอยู่เป็นนิจ
ซึ่งความเชื่อในรูปแบบนี้ที่ปรากฏให้เห็นผ่านศาลเจ้าในชุมชน ได้แก่ ศาลกรมหลวง
ชุมพรฯ ศาลเจ้าพ่อประแสร์ ศาลเจ้าพ่อแหลมสน ศาลเจ้าพ่อแสมผู้ ศาลเจ้าพ่อกื้ออี่
ไทรย้อย ศาลเจ้าพอ่ กลางถิน่ ทอง ศาลเจา้ แซ่ตน๋ั และศาลเจ้าเชงจุย้ โจง้ ซอื กง

ศาลกรมหลวงชมุ พรฯ หรอื ศาลเสด็จเตีย่

ภาพที่ 4.13 ศาลกรมหลวงชุมพรฯ หรอื ศาลเสด็จเต่ีย
(ภาพถ่ายโดย ณวรา สวุ รรณภงิ คาร เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2562)
ศาลกรมหลวงชุมพรฯ มีชือ่ เตม็ ว่า พระตาหนักพลเรอื เอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ตั้งอยู่ที่ชุมชนดอน
มะกอกล่าง หมู่ที่ 3 ตาบลปากน้ากระแส อาเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งชาวบ้านจะ

216

เรียกสั้น ๆ ว่า “ศาลกรมหลวงฯ หรือ ศาลเสด็จเตี่ย” เป็นศาลที่ผู้คนให้ความเคารพ
นับถือเป็นอย่างยิง่ ท้ังคนในชมุ ชนและนักท่องเที่ยวทีแ่ วะเข้ามา เนื่องจากประวตั ิความ
เป็นมาของศาลที่มีรูปเคารพเป็นพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากร
เกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ที่ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 28 ของ
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอย่หู วั (รชั กาลท่ี 5) อีกทงั้ พระองคย์ ังเป็นบิดาแห่ง
ทหารเรือไทย จึงทาให้ศาลกรมหลวงชุมพรฯ เป็นศาลของทหารและอยู่ในความดูแล
ของทหารเรือ

ในเรื่องการจัดตั้งศาลพบว่าก็ยังไม่มีความแน่ชัดของข้อมูล แต่มีเอกสารที่ทาง
ทหารผู้ดูแลได้ให้มาสบื คน้ ซ่ึงเป็นเอกสารชอ่ื ว่า หมูร่ กั ษาความปลอดภัยปากนา้ ประแส
และในส่วนของประวัติความเป็นมาศาลพบว่า แต่เดิมศาลกรมหลวงชุมพรฯ เป็นศาล
ไม้มีอยู่หลังเดียว เดิมอยู่บริเวณโรงพักเก่า ซึ่งตอนนั้นชาวบ้านเป็นผู้ดูแล ต่อมามีการ
บูรณะย้ายมาสร้างใหม่เป็นศาลปูนเมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2510 ซึ่งเป็นความ
ร่วมมือของชาวบ้านในการร่วมบริจาคและรวมทั้งผู้ที่มีความเคารพศรัทธาในสมเด็จ
กรมหลวงชุมพรฯ และผู้ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงคนสาคัญเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ
ดาเนินการสร้างศาลใหม่นี้คือ คุณอานนท์ วงษ์สรรค์ (ไม่มีประวัติความเป็นมาใน
เอกสาร) เนื่องจากเกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นกับคุณอานนท์ เมื่อตอนที่ยังประกอบอาชีพ
เดินเรืออยู่ วันหน่ึงขณะท่จี อดเทยี บเรือทปี่ ากนา้ ประแส อยู่ ๆ ก็เกิดอาการหน้ามืดและ
หมดสติตกลงไปในน้า แต่โชคดีที่มีคนมาช่วยทัน โดยในตอนที่หมดสติอยู่นั้นคุณ
อานนท์ได้ฝันวา่ มีผู้ชายรา่ งสูงใหญ่แต่งกายชดุ นักรบโบราณประดับเครื่องอิสริยาภรณ์
เต็มยศมายืนอยู่ตรงหน้าและพูดกับคุณอานนท์ว่า “ความจริงวันนี้เจ้าถึงแก่วาระแห่ง
การดับสูญไปจากภพนี้แล้ว แต่เรามาช่วยเจ้าไว้เพราะเห็นว่าเจ้ามีจิตวิญญาณที่อ่อน
ประกอบกับกายเน้ือของเจา้ นี้ จะมาเป็นประโยชน์ให้แก่เราไดเ้ ปน็ อย่างดี เพื่อเราจะได้
มีโอกาสแผ่บารมีสร้างบุญกุศลผลทานให้แก่ลูก ๆ หลาน ๆ ในโลกมนุษย์ได้อีก”ด้วย
เหตุนี้คุณอานนท์จึงมีความเคารพนับถือสมเด็จกรมหลวงอย่างยิ่ง (หน่วยบัญชาการ
ต่อสอู้ ากาศยานและรักษาฝงั่ กองทพั เรือ, ม.ป.ป. : 1)

จากตานานที่มีความเกี่ยวขอ้ งกับการเดินเรอื ประมงและเกย่ี วข้องกบั นา้ อีกทั้ง
จากประวตั ขิ องกรมหลวงชุมพรฯ ท่ีทรงเปน็ บิดาทหารเรือไทย ทาให้ชาวประมงรวมไป

217

ถึงคนในชมุ ชนเคารพและเล่ือมใสในตวั เสด็จเต่ียเป็นอย่างมาก จากการสอบถามข้อมูล
ของชาวบ้านหลาย ๆ คนที่ในอดีตประกอบอาชีพประมงก็จะมาไหว้บนบานหรือขอพร
เกี่ยวกับการออกเรือทาประมงอยู่เสมอ เพราะเชื่อวา่ ท่านคุ้มครองและดูแลเสมอื นเปน็
ลูกหลาน ดังคาที่ชาวบ้านเรียกขนานนามกรมหลวงชุมพรฯ ว่า “เสด็จเตี่ย” ที่เปรียบ
ดังพ่อดูแลลูก ทาให้เห็นถึงความใกล้ชิดผ่านการเรียกขนานนามท่านกรมหลวงชมุ พรฯ
กับชาวบ้านชมุ ชนปากน้าประแส

ภาพที่ 4.14 พระรปู ของพลเรอื เอกพระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงเขตอดุ มศกั ดภ์ิ ายในศาล
(ทมี่ า : http://www.prasae.com/prasae-files/fileuploaded.jpg)
218

นอกจากนี้ในการตั้งศาลได้มีการสร้างพระรูปของพลเรือเอกพระบรมวงศ์เธอ
กรมหลวงเขตอุดมศักดิ์เท่าองค์จริงเพื่อประดิษฐานไว้ในศาล โดยในวันที่ 19 ธันวาคม
พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรม
นาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) พร้อมกับ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ใน
รัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จพระราชดาเนินไปทรงประกอบพิธีประดิษฐานของพระรปู พลเรอื
เอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ ศาลาปากน้าประแส มี
พระสังฆราชเสด็จเป็นประธานในพิธีสงฆ์ พระราชครูวามเทพมุนีเป็นประธานในพิธี
พราหมณ์ และจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นผู้กราบบังคม
รายงานการสรา้ งและกราบบังคมทูลอัญเชญิ ประกอบพธิ ปี ระดิษฐานพระรูปฯ หลังจาก
เสร็จพิธีแล้วทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดาเนินเยี่ยมราษฎรที่มาเข้าเฝ้า นับเป็น
โอกาสที่ดีที่สุดของชาวชุมชนปากน้าประแส (หน่วยบัญชาการ ต่อสู้อากาศยานและ
รกั ษาฝ่ังกองทัพเรือ, ม.ป.ป. : 1)

ภาพที่ 4.15 พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดลุ ยเดชมหาราช
บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดาเนินไปทรงประกอบพิธปี ระดิษฐานพระรปู กรมหลวงฯ

เมื่อวนั ท่ี 19 ธนั วาคม 2512
(ภาพถ่ายโดย กลั ยรัตน์ จลุ ละมณฑล เม่อื วนั ท่ี 18 พฤษภาคม 2562)

219

ศาลกรมหลวงชุมพรฯ มีงานประจาปี 2 วันคือ วันพระราชสมภพหรือที่
ชาวบ้านเรียกวา่ วนั เกิดของเสดจ็ เตี่ย (19 ธันวาคม พ.ศ. 2423) ซ่ึงจะจดั ข้ึนทุกวันท่ี 19
ธันวาคมของทุกปี นับเป็นวันเฉลิมฉลองให้แก่เสด็จเตี่ยมีการจัดงาน 3 วันติดกัน โดย
ในแต่ละวันจะมีแบ่งเป็น 3 ช่วงเวลา ดังนี้ ช่วงเช้าจะมีการบวงสรวง ยิงปืนสรรเสริญ
เลี้ยงพระ ในตอนเย็นมีการแสดงต่าง ๆ ทั้งดนตรี ราวง มีชาวบ้านจากทั้งในหมู่บ้าน
และนอกหมู่บ้านไปร่วมเป็นจานวนมากและจะไปเป็นประจาทุกปี และอีกวันหนึ่งเป็น
วันสวรรคต (19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466) จะจัดวันที่ 19 พฤษภาคม โดยจะมีการจัด
งานคล้ายกันกับวันพระราชสมภพแต่จัดเพียงวันเดียวเท่านั้น โดยในวันงานช่วงเช้าจะ
เปน็ การกล่าวถงึ ประวัติความเป็นมาของกรมหลวงชุมพรฯ โดยโฆษกทหาร ในระหว่าง
ที่รอประธานพิธีมาซึ่งเป็นนายทหารชั้นสูง มีการประกอบพิธีวางพวงมาลาหรือพวง
หรีดบริเวณหน้าศาล หลังจากนั้นจึงประกอบพิธีสักการะหลวงปู่ศุข (อาจารย์ของกรม
หลวงชุมพรฯ) และบวงสรวงก่อนจะยิงปืนสรรเสริญและทาบุญเลี้ยงพระ ในเย็นวัน
เดียวกันก็จะมีการแสดงดนตรีของทหาร จากการสังเกตพบว่าวันสวรรคตของกรม
หลวงชุมพรฯ ผู้คนที่มาร่วมงานส่วนใหญ่จะเป็นญาติทหารเรือ(เป็นทหารที่มาจากสัต
หีบ) ส่วนชาวบ้านที่มาร่วมทาบุญเลี้ยงพระหรือทาอาหารมาแจกคนในงานมีจานวน
เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นงานประจาปีของศาลกรมหลวงชุมพรฯ หรือเสด็จเตี่ยจึง
เป็นเสมอื นกิจกรรมในชุมชนท่ีช่วยรวมคนให้มาอยูใ่ นพ้ืนทเี่ ดยี วกนั อย่างงานวันสมภพ
หรือวันเกิดของกรมหลวงชุมพรฯ ที่เป็นงานเฉลิมฉลองก็จะมาผู้คนมากมายมาร่วม
แสดงร่วมกันทากิจกรรม ทาบุญ หรือมาช่วยกันเพื่อให้มีความยิ่งใหญ่ในทุก ๆ ปี เห็น
ได้จากการจัดงานที่จัดถึง 3 วัน หรือแม้แต่งานวันสวรรคต แม้ว่าผู้คนจะมาไม่มาก
เท่ากับวันเกิดแต่ก็ยังมีชาวบ้านจานวนหนึ่งที่มาทุกปี เพื่อมาร่วมทาบุญและมาช่วย
แจกจ่ายอาหาร ทามาแจกให้แก่ผู้คนในงานทั้งเลี้ยงเพลพระและทหารที่มาปฏิบัติ
หนา้ ท่ี

การกราบไหว้สักการระศาลกรมหลวงชุมพรฯ จะใช้ธูป 9 ดอก ถวายดอก
กุหลาบ ซึ่งเป็นดอกไม้ที่กรมหลวงชุมพรฯ ทรงโปรด รวมทั้งการจุดประทัด ซึ่งผู้ที่มา
ไหว้ที่เป็นนกั ท่องเท่ียวส่วนใหญ่กจ็ ะไหว้และซื้อประทัดจุดเพือ่ ใหท้ ่านได้รับรู้ และส่วน
ใหญ่จะขอเรื่องการเดินเรือ ประมง ค้าขาย การงานการเงินและชีวิต เพราะเชื่อว่า

220

เสด็จเตี่ยศักดิ์สิทธิ์และใจดีมาก ขอพรอะไรท่านก็จะให้ดังที่ขอ ซึ่งในอดีตจะมีการบน
บานด้วยลิเก การฉายหนัง นางรา (กิมเตียง อั้งตุ่น, สัมภาษณ์: 19 พฤษภาคม 2562)
แต่ปัจจุบนั มกั จะเป็นการบนด้วยการถวายลกู ปืนแทนในขณะเดียวกันคนในชุมชนสว่ น
ใหญ่ก็ไม่ได้บนบานศาลกล่าวอะไรมากไปกว่าการได้อยู่ดีมีสุขและการทาประมง (พัช
รินทร์ ชาญด้วยกจิ , สมั ภาษณ:์ 19 พฤษภาคม 2562)

จะเห็นได้ว่าผู้คนในชุมชนรวมทั้งนักท่องเที่ยวให้ความสาคัญกับการมากราบ
ไหว้สักการบูชาที่ศาลกรมหลวงชุมพรฯ หรือเสด็จเตี่ยมาก เพราะมีความเชื่อว่าท่าน
ศักดิ์สิทธิ์ เพราะท่านเป็นทหารเรือมีความเช่ือเกี่ยวกับน้า จึงทาให้เป็นทีย่ ึดเหนี่ยวของ
คนในชุมชนปากน้าประแส แม้ว่า ณ ปัจจุบันการประมงจะซบเซาลงแต่ศาลกรมหลวง
ชุมพรฯ ก็ยังคงมีผู้คนมากราบไหว้อย่างไม่ขาดสายทั้งคนในชุมชนและนักท่องเที่ยว
เพราะเชอ่ื ว่าเสด็จเตยี่ สามารถชว่ ยได้ทุกเร่ือง และศาลแห่งนีย้ ังเป็นความภาคภมู ิใจของ
คนในชุมชนที่ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช
มหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) พร้อมกับ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9ทรงเคยเสด็จมาเปิดศาลและเยี่ยมชุมชนปากน้าประ
แสแห่งน้ี

ศาลเจา้ พอ่ ประแสร์ หรือศาลเจ้าพอ่ หัวโขด
เมื่อเดินลึกเข้าไปจนสุดชุมชนแล้วก็จะพบกับศาลเจ้าแบบจีนที่ทาจากปูน
ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ริมแม่น้าประแส ศาลเจ้าแห่งนี้มีชื่อเรยี กว่า ศาลเจ้าพ่อประแสร์ คาว่า
ประแสรแ์ บบมี ร การันตจ์ ากข้อสันนษิ ฐานของพระครูประภทั รวริ ยิ คุณ เป็นคาโบราณ
ของชุมชนแห่งนี้ ซึ่งคา ๆ นี้เพี้ยนมาจากคาว่า "พรีแซร์" หรือ "ปรีแซร์" ที่แปลว่า "ทุ่ง
นา" ในภาษาชอง สื่อให้เห็นถึงความเก่าแก่ของศาลเจ้าแห่งนี้ที่ยังคงใช้คาว่าประแสร์
แบบดั้งเดิม นอกจากนี้ศาลเจ้าพ่อประแสร์ยังมีชื่อเรียกว่า ศาลเจ้าพ่อหัวโขด คาว่าหัว
โขดนั้นหมายถึง สิ้นสุดแผ่นดิน คาว่าหัวโขดน้ีจึงกลายเป็นอีกชื่อหนึ่งของศาลเจ้าตาม
ที่ตั้งของศาลที่อยู่สิ้นสุดของชุมชนและจุดสิ้นสุดของแผ่นดินด้วย ศาลเจ้าพ่อประแสร์
เปน็ ทเ่ี คารพนับถือและบูชาของเหล่าชาวประมงและผู้คนในชมุ ชนปากน้าประแสอย่าง
มาก เปน็ หนึง่ ในส่งิ ที่ยดึ เหน่ยี วจติ ใจของผู้คนในชมุ ชน ตามคาบอกเล่าถงึ ตานานเจ้าพ่อ

221

ประแสร์ทกี่ ลา่ ววา่ พืน้ ทท่ี ีเ่ ปน็ ศาลอยู่ในปจั จุบนั นัน้ เปน็ ทางสามแพร่ง ซงึ่ ตามความเชื่อ
นับว่าเป็นพื้นท่ีทีแ่ รง หมายถึงพื้นที่ที่มีพลังอานาจเร้นลับเหนือธรรมชาติ จึงต้องมีการ
สร้างศาลเจ้าเพื่อลดทอนพลังอานาจดังกล่าว ประจวบกับวันหนึ่งมีองค์รูปสลักเจ้าพ่อ
ประแสร์ที่ทาจากไม้ได้ลอยมาตามแม่น้าประแส ผู้คนในบริเวณนั้นจึงได้นาองค์ท่าน
ข้ึนมาสรา้ งเป็นศาลเจ้าในบรเิ วณทเ่ี ป็นศาลเจา้ พอ่ ประแสร์ในปัจจบุ ัน

ภาพท่ี 4.16 ศาลเจา้ พอ่ ประแสร์ หรือศาลเจา้ พ่อหัวโขด
(ภาพถ่ายโดย ปาเจรา ดาศรี เมอ่ื วนั ท่ี 18 พฤษภาคม 2562)
ศาลเจ้าพ่อประแสร์ถูกสร้างขึ้นเมื่อใดนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด มีเพียงคา
กล่าวที่ว่าศาลเจ้าพ่อประแสร์นั้นเป็นสิ่งที่มีมานานอยู่คู่กับชุมชนประแสนี้มาตั้งแต่
เริ่มต้น ในอดีตศาลเจ้าแห่งนี้ถูกสร้างด้วยไม้และมีขนาดไม่ใหญ่มากเหมือนกับใน
ปัจจุบัน จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2526 ศาลเจ้าแห่งนี้ได้ถูกบูรณะโดยชาวบ้านที่ศรัทธาใน
ละแวกโดยรอบศาล จากศาลไม้จึงได้กลายมาเป็นศาลแบบปูนที่พบเห็นในปัจจบุ ัน อีก
ทั้งภายในของศาลยังมีการสร้างรูปเคารพเจ้าพ่อประแสร์ใหม่ซึ่งทาขึ้นจากปูน ทาให้
ภายในปรากฏรูปเคารพเจ้าพ่อประแสร์ทั้งแบบเก่าที่ทาจากไม้ และแบบใหม่ที่ทาจาก

222

ปูน ประดษิ ฐานไว้ข้างกัน นอกจากนยี้ งั มธี งของเจ้าพ่อหา้ ทหารเสือซงึ่ เปน็ องครักษ์ของ
เจ้าพ่อประแสรป์ ระดับอยู่ด้วย

โดยปจั จุบนั ศาลเจ้าพ่อประแสร์นัน้ อยู่ในความดูแลของกานนั ภาณุ ธนศาล ซ่ึง
กานนั ได้วา่ จ้างให้คุณสุพจน์ กานดี ใหม้ าเปน็ ผู้ดูแลศาล ดงั นั้นในส่วนของพิธีกรรมและ
การไหว้เจ้าพ่อประแสร์ในแต่ละวันจึงเป็นหน้าที่ของคุณสุพจน์ พิธีกรรมและวันสาคัญ
ของศาลแห่งนี้ในรอบปีแบ่งออกเป็น 3 วัน ได้แก่ วันสารทจีน วันตรุษจีน และวันเกิด
เจ้าพ่อประแสร์ ซึ่งในวันตรุษจีนและวันสารทจีนนั้นจะมีการทาพิธีไหว้ในแบบเดียวกับ
การไหว้ของเหล่าคนไทยเชื้อสายจนี ทีป่ ฏิบัตกิ ันอยา่ งทัว่ ไป แตใ่ นวนั เกดิ เจา้ พ่อประแสร์
นั้นจะมพี ธิ กี รรมท่แี ตกต่างออกไป

ภาพท่ี 4.17 ภายในศาลเจา้ พอ่ ประแสร์ หรือศาลเจ้าพ่อหวั โขด
(ภาพถา่ ยโดย ปาเจรา ดาศรี เมือ่ วันท่ี 18 พฤษภาคม 2562)
วันเกิดเจ้าพ่อประแสร์ตรงกับวันขึ้น 15 ค่า เดือน 3 หรือตรงกับวันมาฆบูชา
ตามความเชื่อของศาสนาพุทธ ผู้ที่มาเข้าร่วมพิธี ได้แก่ ผู้คนที่ศรัทธาในชุมชน ฮู้โจ้ว
หรอื ผู้ประกอบพธิ กี รรม ซง่ึ เดนิ ทางมาจากศาลเจ้าใหญ่ในสามย่าน หรอื อาเภอเมืองแก

223

ลง และเถา้ นัง้ หรอื เจ้าภาพงานจานวน 13 คน โดยพิธกี รรมในวนั นีแ้ บง่ ออกเป็น 5 ช่วง
เริ่มต้นที่พิธีทาบุญตักบาตรแบบพุทธในชว่ งเช้าที่บริเวณศาลเจ้าพ่อประแสร์ โดยมีการ
นิมนตพ์ ระมาจากวัดในชมุ ชน จากน้นั จึงเขา้ สู่พธิ ีไหวเ้ จ้าพ่อประแสร์ ผ้คู นท่ีศรัทธาและ
มาเขา้ ร่วมพธิ ตี ่างเตรยี มของไหว้มาเพ่ือไหว้เจา้ ซงึ่ ของไหว้เจา้ น้ันมีอย่างหลากหลายท้ัง
เครื่องคาวหวาน ผลไม้ เหล้า น้าร้อน น้าชา ข้าว ชุดของไหว้ซาแซ 3 อย่าง ได้แก่ หมู
เป็ด ไก่ และเครื่องไหว้โหงว่ แซ 5 อย่าง ได้แก่ หมู เป็ด ไก่ ตับ และปลา เมื่อเสร็จสน้ิ
พิธีไหว้เจ้าพ่อประแสร์เรียบร้อยแล้วจึงทาการไหว้เทวดาฟ้าดินเป็นลาดับต่อมา โดย
พิธีกรรมที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดต้องทาให้เสร็จสิ้นก่อนเที่ยงเพื่อความเป็นสิริมงคล
จากนั้นจึงเข้าสู่พิธีกรรมส่วนที่ 4 คือการไหว้สัมภเวสี ที่ได้จุดธูปเชิญมาจากทางสาม
แพร่งในชุมชน และจบด้วยพิธีกรรมสุดท้ายหรือการปวยเจ้าเพื่อเลือกเถ้านั้งชุดต่อไป
สาหรับการดูแลพธิ ีกรรมในปีถดั ไป (สุพจน์ กานดี, สัมภาษณ:์ 18 พฤษภาคม 2562)

ศาลเจ้าพอ่ แหลมสน
ศาลเจ้าพ่อแหลมสนเป็นศาลเจ้าจีน ตั้งอยู่ในชุมชนหมู่ที่ 6 ใกล้กับหาดแหลม
สน โดยตัวศาลตั้งหันหน้าไปทางศาลเจ้าพ่อประแสร์ ภายในปรากฏองค์เจ้าพ่อแหลม
สน และปรากฏภาพถ่ายรูปเคารพเจ้าพ่อประแสร์ภายในศาลด้วย ในอดีตก่อนที่จะมี
การสร้างสะพานประแสสินขึ้นในปี พ.ศ. 2557 ชาวบ้านทั้งสองฝั่งติดต่อ และเดินทาง
ข้ามคลองไปมาด้วยเรือเมล์ และเรือส่วนตัว ชาวบ้านทุกคนศรัทธาเจ้าพ่อประแสรเ์ ป็น
อย่างมากไม่เว้นแม้แต่ฝั่งแหลมสนที่แม้อยู่คนละฝั่งกับศาลเจ้าพ่อประแสร์ก็ยังข้ามฝั่ง
ไปสักการะ ต่อมาชาวบ้านฝั่งแหลมสนเห็นว่าการเดินทางไปไหว้เจ้าพ่อประแสร์นั้นไม่
สะดวก ต้องการจะมีศาลไว้สักการะใกล้ท่ีอยู่ของตน ผู้นาชุมชนฝ่ังแหลมสนอย่างคุณค้
วง แซ่หลาย และคุณสงั ข์ เจรญิ กลั ป์ จึงไปทาพิธีอญั เชญิ องค์เจา้ พ่อประแสร์มาไว้ที่หาด
แหลมสน แล้วตั้งชื่อตามภูมิลาเนา กลายเป็นเจ้าพ่อแหลมสนดังที่เห็นในปัจจุบัน
(ประทปี เจริญกัลป์, สัมภาษณ์: 21 พฤษภาคม 2562)
การตั้งศาลเจ้าพอ่ แหลมสนในครัง้ แรกไม่ทราบปี พ.ศ. ที่แน่ชัด ทราบเพียงแต่
ว่าเป็นศาลไม้ตั้งอยู่ริมชายหาด ติดกับวัดแหลมสน ต่อมาในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.
2530 ชาวบ้านในชุมชนใกล้เคียงได้รวบรวมเงินเพื่อทาการบูรณะศาล และย้ายสถาน

224

ที่ตั้งศาลเป็นสถานที่ในปัจจุบันซึ่งไม่ได้ห่างจากสถานที่เดิมมากนัก โดยศาลใหม่มี
ลักษณะเป็นอาคารปูน และมีรั้วล้อมรอบ ปัจจุบันชาวบ้านในบริเวณโดยรอบยังคงเข้า
มาไหว้เจา้ พ่อแหลมสนทุกวัน ชาวบ้านในชุมชนยังชว่ ยกันดูแลศาลรว่ มกันและมีการตั้ง
กรรมการศาลขึ้นเพื่อดูแลกิจกรรมและเงินบริจาคภายในศาล ซึ่งเงินดังกล่าวจะนาไป
พฒั นาชมุ ชนต่อไป

ชาวบ้านในฝั่งแหลมสนส่วนหนึ่งมีอาชีพทาการประมง เมื่อถึงเวลาออกเรือก็
จาเป็นต้องมีสงิ่ ยึดเหนย่ี วจิตใจ ก่อนออกเรือจงึ มีการไหว้แม่ยา่ นางเรือ กรมหลวงชุมพร
ฯ และเจ้าพ่อแหลมสนเสมอ โดยชาวบ้านฝั่งแหลมสนที่ศรัทธาในเจ้าพ่อแหลมสนเช่ือ
วา่ เจา้ พอ่ แหลมสนคือเจ้าพ่อประแสร์เป็นองค์เดียวกนั ภายหลงั จากการอัญเชิญเจ้าพ่อ
ประแสร์มาตั้งเป็นศาลเจ้าพ่อแหลมสนชาวบ้านจึงไม่ได้ข้ามฝั่งไปไหว้เจ้าพ่อประแสร์
แตจ่ ะไหว้เจ้าพ่อแหลมสนแทน

ภาพที่ 4.18 ภายในศาลเจา้ พ่อแหลมสน
(ภาพถา่ ยโดย ปาเจรา ดาศรี เม่อื วนั ที่ 20 พฤษภาคม 2562)

225

พิธีประจาปีที่เกี่ยวข้องกับศาลเจ้าพ่อแหลมสนมีอยู่ด้วยกัน 3 พิธี ได้แก่ วัน
เกิดเจ้าพ่อแหลมสน วันตรุษจีน และวันสารทจีน โดยวันตรุษจีนและวันสารทจีนจะทา
การไหว้ในรูปแบบท่ัวไปตามแบบความเชื่อของชาวไทยเชือ้ สายจีน แต่ในวันเกิดเจ้าจะ
เป็นพธิ กี รรมทมี่ ีความพเิ ศษและเฉพาะของศาล ซึง่ จะจดั ขึน้ ในวันที่ 6 มกราคมของทุก
ปี ซึ่งตรงกับวันที่ทาการบูรณะและย้ายศาลจากสถานที่เดิมมาสถานที่ใหม่ ผู้ที่มาเข้า
รว่ มพธิ ไี ด้แก่ ผ้คู นในชมุ ชนทีศ่ รทั ธาในเจ้าพอ่ แหลมสน ฮโู้ จว้ หรือผู้ประกอบพิธีกรรมที่
เดินทางมาจากสามย่าน หรืออาเภอเมืองแกลง และเถ้านั้งหรือเจ้าภาพจานวน 9 คน
โดยเถ้านั้งมีหน้าที่จัดเตรียมของไหว้ต่าง ๆ เชื่อกันว่าการได้เป็นเถ้านั้งเป็นสิริมงคลได้
ทาบุญให้กับศาลเจ้า ของไหว้เจ้าและพิธีการต่าง ๆ ในวันเกิดเจ้ามีลักษณะเหมือนกับ
ศาลเจ้าพ่อประแสร์ ทั้งพิธีการไหว้ และการปวยเจ้า ยกเว้นการทาบุญตักบาตรแบบ
พุทธในชว่ งเชา้

ศาลเจ้าพ่อแสมผู้

ภาพที่ 4.19 ศาลเจา้ พ่อแสมผู้
(ภาพถา่ ยโดย ณวรา สุวรรณภงิ คาร เมือ่ วันที่ 21 พฤษภาคม 2562)

226

ศาลเจ้าพ่อแสมผู้ตั้งอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวทุ่งโปรงทอง ตาบลปากน้าประแส
อาเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นศาลเจ้าจีนขนาดเล็กสองศาล ตามตานานเล่าว่า เจ้า
พ่อแสมผู้เป็นคนจนี ท่ลี ่องเรือเข้ามาค้าขาย แต่ประสบอุบัตเิ หตุและเสยี ชวี ติ ทค่ี ลองแสม
ผู้ จึงมีผู้สร้างศาลให้ โดยแต่เดิมเป็นศาลไม้เล็ก ๆ มุงด้วยสังกะสีเหมือนศาลเจ้าที่
โดยทั่วไป ต่อมาศาลล้มก็มีการทาใหม่เป็นศาลไม้โดยคุณลุงชโลม วงศ์ทิม อายุ 75 ปี
ซึ่งเป็นประธานชุมชนวิสาหกิจชุมชนและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ต่อมาได้มีชาวบ้าน
ปากน้าประแสคนหนึ่งได้มากราบไหว้ศาลเจ้าพ่อแสมผู้โดยมาขอเกี่ยวกับเรื่องการ
ประมง ขอให้หาปลาได้เยอะ ๆ และบนบานศาลกล่าวว่าหากสมหวังจะมาสร้างศาล
ใหม่ให้ ซึ่งก็เป็นศาลท่ีเราเห็นจนถึงปัจจบุ ันน้ีที่เปน็ ศาลปูนท่ีสร้างขึ้นโดยคุณปรีชาและ
คุณเรณู อุตส่าห์ ซึ่งเป็นผู้ที่มาบนบานและประสบสมหวังดังกล่าว โดยสร้างขึ้นในปี
พ.ศ. 2529 ตัง้ ชอื่ ศาลว่า “ศาลเจา้ พอ่ แสมผู้” (ศาลหลงั เลก็ สีแดง)

ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 ลุงชโลมร่วมกับชาวบ้านในการบูรณะศาลนี้ใหม่
เนื่องจากมีความเชื่อและความศรัทธาอย่างหนักแน่นเนื่องจากสิ่งอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับ
ลงุ ชโลม ลุงไดเ้ ล่าวา่

…ลุงเคยเห็นเจ้าพ่อแสมผู้ ซึ่งท่านมาให้เห็นในลักษณะคล้ายชายชาวจีน
ร่างใหญ่ ตัวดา ใส่กางเกงขาก๊วย เสื้อแขนกระบอก นอกจากนี้มีอีก
เหตุการณ์หนึ่ง คือ ลุงเป็นคนไม่กินเหล้า ในขณะที่ได้เข้าไปร่วมสนทนา
อยู่ในวงเหล้าอยู่ ๆ ก็รู้สึกเลื่อนลอยขึ้นมาและไม่รู้สึกตัว ลุงได้เอาเท้าไป
ก่ายคนในวงเหล้า แล้วพูดว่า “มึงเพื่อนกู กูอยู่แถวนี้ ได้มาทราบใน
ภายหลังเนื่องจากคนในวงเหล้าเลา่ ให้ฟัง ซึ่งถัดมาวนั ตรุษจีนลุงจึงเชื่อว่า
เหตุการณ์ในวันก่อนเกิดจากเจ้าพ่อแสมผู้มาเข้าร่างตน และตนเป็นลูก
ศิษย์ของเจ้าพ่อ เนื่องจากลุงไปบูรณะศาล ทาป่าโกงกางกินนอนอยู่ใน
พื้นที่นั้นเกือบปี จึงเกิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นได้เพราะความเชื่อและ
ความศรัทธาต่อเจ้าพอ่ มากจากเร่ืองท่ปี ระสบพบเจอด้วยตนเอง…

(ชโลม วงศท์ ิม 75 ปี, สมั ภาษณ์ : 21 พฤษภาคม 2562)

227

ในส่วนของการดูแลศาลก็จะต้องเป็นคนที่เจ้าพ่อแสมผู้ได้เลือกเอง โดยผู้ดูแล
ศาลจะเป็นคนที่ถูกเลือกผ่านร่างทรง จะต้องเป็นคนที่ไม่โกหกมดเทจ็ เป็นคนที่ไวใ้ จได้
และมีความเชื่อความศรัทธาต่อศาลเจ้าพ่อแสมผู้ ซึ่งการทาหน้าที่นี้เป็นสิ่งที่ทาด้วยใจ
ไม่ได้หวงั ผลตอบแทนใด ๆ ซ่งึ ผู้ดแู ลศาลคือคุณสานกั ปะส่งิ ชอบ อายุ 56 ปี เล่าวา่

…หากเราต้องการอะไรให้เจ้าช่วย ท่านก็จะช่วย ลุงจะเป็นคนทาความ
สะอาดศาล คอยเปลี่ยนน้าชาทุกวันทั้งสองศาล คอยรับใช้เจ้าพ่อ เชื่อว่า
ท่านศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ เคยมีคนมาไหว้แล้วคนนั้นเขาปวดท้องอยากเข้า
ห้องน้า แตต่ อนนนั้ ไม่มีหอ้ งนา้ ให้เข้า จึงไดบ้ นบานเจ้าพ่อว่าถ้าถูกหวยจะ
ช่วยมาสร้างห้องน้าที่นี่ให้ ซึ่งก็เป็นห้องน้าที่อยู่ถดั ไปจากศาลเจ้าพ่อแสม
ภวู่ ังทอง…

(สานกั ปะสง่ิ ชอบ 56 ปี, สัมภาษณ์ : 21 พฤษภาคม 2562)

จากเหตุการณ์อัศจรรย์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงเท่านี้แต่ยังมีอีกมากมาย ซ่ึง
เก่ยี วขอ้ งกับการบนบานทัง้ เรอื่ งของการคา้ ขาย ของหาย และการทหาร ซง่ึ ผทู้ ม่ี ากราบ
ไหว้ขอพรกับเจ้าพ่อแสมผู้และประสบผลดังหวังก็จะกลับมากราบไหว้ มาสักการะอยู่
เป็นประจาเพราะความเลื่อมใสศรัทธาต่อความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อแสมผู้แห่งนี้ และ
ไมใ่ ชแ่ ค่คนในพ้นื ทเี่ ท่านน้ั ยงั มคี นนอกพืน้ ท่ีหรอื นักทอ่ งเท่ยี วทแ่ี วะเวียนมาตลอด

นอกจากนี้เราจะเหน็ ว่ามีอกี หนึ่งศาลที่อยู่ข้าง ๆ ซึ่งใหญ่กวา่ ศาลเจ้าพ่อแสมผู้
โดยมชี ื่อศาลว่า “ศาลเจ้าพ่อแสมภวู่ ังทอง” ศาลแหง่ นมี้ ีข้ึนเม่ือประมาณปี พ.ศ. 2553
เป็นศาลใหม่ที่สร้างขึ้นโดยนอ้ งสาวของคุณเรณู อุตส่าห์ โดยการเกิดขึ้นของศาลแห่งน้ี
ไม่ได้มีความแตกต่างอะไร เจ้าพ่อที่เป็นรูปเคารพในศาลเป็นองค์เดียวกัน มีเพียงชื่อที่
ไม่เหมือนกันเท่านั้น อย่างคาว่า “แสมผู้” จะเขียนเป็น “แสมภู่” และเหตุที่ชื่อว่าวัง
ทองมาจากความเช่ือเกี่ยวกับเจ้าพ่อแสมผู้ที่เคยมวี ังเก่าอยู่ด้านหน้าศาล เป็นวังของเจ้า
พ่อ ซึ่งไม่ได้มีให้เห็นเป็นรูปธรรมเป็นตานานดั้งเดิมคล้าย ๆ กับวังพญานาคใต้บาดาล
นั่นเอง และผู้ที่มากราบไหว้ศาลเจ้าพ่อแสมผู้วังทองนั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นญาติของผู้ที่
สร้างศาลนี้ โดยรายละเอียดของผู้สร้างนั้นไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด ทราบแต่เพียงว่าเป็น

228

น้องสาวของคุณเรณูซึ่ง ณ ปัจจุบันน้องสาวของคุณเรณูได้ย้ายออกไปอยู่ที่อื่นแล้ว
(ชโลม วงศ์ทมิ , สมั ภาษณ์: 21 พฤษภาคม 2562)

ความเชื่อและความศรัทธาต่อศาลเจ้าพ่อแสมผู้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์จึงทาให้คน
ที่มากราบไหว้ซึ่งมีทั้งคนในตาบลปากน้าประแสรวมทั้งนักท่องเที่ยวด้วย เนื่องจาก
บริเวณที่ตั้งของศาลเจ้าพ่อแสมผู้อยู่ในแหล่งท่องเที่ยวที่สาคัญอย่างทุ่งโปรงทอง ซ่ึง
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ป่าชายเลนและป่าโกงกาง โดยตัวศาลเจ้าพ่อแสมผู้จะ
อยู่ระหว่างทางเชื่อมไปยังจุดชมวิวที่สวยที่สุด และนอกจากนี้บริเวณหน้าศาลก็ยังมี
สะพานไวจ้ อดท่าเทยี บเรือเพอื่ ใหส้ ะดวกต่อผู้คนที่แวะเขา้ มากราบไหวส้ ักการะทางนา้

ภาพที่ 4.20 ศาลเจ้าพ่อแสมภู่วงั ทอง สร้างโดย
นอ้ งสาวของคณุ เรณู อตุ สา่ ห์ ในปี 2553

(ภาพโดย ณวรา สุวรรณภงิ คาร เมอื่ วนั ที่ 21 พฤษภาคม 2562)
การกราบไหว้ขอพรที่ศาลเจา้ พ่อแสมผู้นั้นสิ่งที่ไมค่ วรขอหรอื บนบาน

ศาลกล่าวเลยก็คือเรื่องของการพนัน เพราะเจ้าพ่อท่านไม่ชอบ แต่หากขอในเรื่องของ
การทามาหากิน ของหายอยากได้คืน หรือเกี่ยวกับทหารขอใหไ้ ม่ติด ท่านสามารถช่วย
ได้ ซึ่งการแก้บนก็คือต้องเป็นของที่เจ้าพ่อแสมผู้ท่านชอบนั่นคือ ขนมเปี๊ยะ เห็ดหูหนู

229

ไข่ เบียร์ ข้าวเหนียวเปียก เป็นต้น และที่ศาลแห่งนี้ยังมีการจัดงานสาคัญอย่างวัน
ตรษุ จีน ทค่ี นในตาบลจะนาของมาไหวอ้ ย่างหมูเหด็ เป็ดไก่ กจ็ ะเปน็ การไหว้ปกติเหมือน
ศาลท่วั ไป นอกจากนก้ี ็จะมคี นในพน้ื ที่และนักทอ่ งเทยี่ วแวะเวยี นเขา้ มากราบ
ไหวอ้ ยา่ งสมา่ เสมอ สังเกตไดจ้ ากการทม่ี ีนกั ทอ่ งเทีย่ วเขา้ มาเทย่ี วในทงุ่ โปรงทอง ทุกคน
ก็จะแวะกราบไหว้ศาลเจ้าพ่อแสมผู้เพื่อเป็นการบอกกล่าวการมาเที่ยวในสถานที่และ
ความเลอ่ื มใสศรัทธาในเจา้ พอ่ แสมผ้ขู องผคู้ นในชุมชน

ศาลเจ้าพอ่ กื้ออีไ่ ทรยอ้ ย หรอื ศาลเจ้าพ่อต้นไทร
ศาลเจ้าพ่อกื้ออี่ไทรย้อยหรือศาลเจ้าพ่อต้นไทร เหตุที่เรียกว่าศาลเจ้าพ่อต้น
ไทรเป็นเพราะลักษณะเด่นของศาลเจ้าแห่งนี้ท่ีมตี ้นไทรขนาดใหญ่อยู่ในบริเวณศาลเจ้า
ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศาลเจ้าจีนขนาดใหญ่ ตัวศาลนั้นตั้งอยู่บริเวณชุมชนปากน้าประแส
ตอนล่างไม่ห่างจากศาลเจ้าพ่อประแสรม์ ากนกั ภายในศาลประกอบด้วยรูปเคารพเทพ
เจ้าจานวนมาก ได้แก่ เจ้าพ่อปู่สักกะลักกื้อ เจ้าพ่ออี่ไทรย้อย เจ้าพ่อจี่ไล้ไก้นึ้ง เจ้าพ่อ
เล้าโฮ้ หรือเจ้าพ่อเสือ เจ้าแม่กวนอิม และเจ้าพ่อไล่โต่โต้ยหนั่ง ตามลาดับ เทพเจ้าแต่
ละองค์นัน้ มีบุคคลิกหรือลักษณะเฉพาะองค์ที่สามารถสังเกตไดเ้ ม่ือเข้าทรง เช่น เจ้าพ่อ
ปู่สักกะลักกื้อ เมื่อเข้าทรงนั้นผู้ทรงเจ้าจะมีลักษณะเหมือนคนแก่ทั้งเสียงและท่าทาง
แต่เมื่อเข้าทรงเจ้าพ่อจี่ไล้ไก้นึ้งผู้ทรงเจ้าก็จะพูดไม่ได้ เนื่องด้วยเชื่อกันว่าเจ้าพ่อจี่ไล้
ไก้นึ้งเป็นผู้ที่บุญไม่ถึงจึงไม่สามารถพูดได้ (อุไรพร แซ่จิว, สัมภาษณ์: 19 พฤษภาคม
2562)
ศาลแห่งนี้มีที่มาจากการที่ร่างทรงผู้หนึ่งซึ่งเป็นคนในชุมชนนามว่า พ่อแก่ ได้
ผ่านมาในบริเวณที่เป็นศาลเจ้าพ่อกื้ออี่ไทรย้อยในปัจจุบัน และมีวิญญาณได้เข้าทรง
ท่าน ซ่งึ วิญญาณตนนน้ั บอกวา่ ตนเองนั้นคือเจ้าพ่อป่สู ักกะลกั ก้ือ ตนได้เดินทางโดยเรือ
มาจากประเทศจนี และเรือล่มเสียชีวติ บริเวณตน้ ไทรใหญแ่ ห่งน้ี จงึ ขอใหผ้ ูค้ นในบริเวณ
น้ันช่วยต้ังศาลให้แก่ท่าน จึงไดม้ ีการตั้งศาลให้แก่เจ้าพ่อสักกะลักกื้อและเทพองค์อ่ืน ๆ
ท่อี ย่ใู นบริเวณน้อี กี ดว้ ย (เพ่ิงอา้ ง, สมั ภาษณ:์ 19 พฤษภาคม 2562)
แต่เดิมศาลเจ้าแห่งนี้เป็นเพียงศาลไม้ขนาดเล็ก จนกระทั่งปี พ.ศ. 2530 ชาว
จนี ไหหลาในบรเิ วณน้ันท่ศี รัทธาในศาลเจ้าแห่งน้ีจึงได้ร่วมกันบรู ณะศาลเจ้าพ่อกื้ออ่ีไทร

230

ย้อยจากศาลไม้ให้กลายเป็นศาลปูนแบบที่พบเห็นอยู่ในปัจจุบัน มีการสร้างรูปเคารพ
ปูนเพิ่มขึ้น จากเดิมท่ีเป็นรูปเคารพที่ทาจากไม้ ด้วยความที่ศาลเจ้าแห่งนี้มีอาณา
บริเวณกว้างขวางและมีศาลาจึงมักเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านมาประชุมกัน หรือมีการสวด
อภิธรรมศพในบริเวณแห่งน้ี

ปัจจุบันศาลเจ้าพ่อกื้ออี่ไทรย้อย หรือศาลเจ้าพ่อต้นไทร อยู่ในความดูแลของ
กานนั ภาณุ ธนศาล และไดว้ า่ จ้างให้คุณสพุ จน์ กานดี เปน็ ผ้ดู แู ลศาลเจ้า โดยมหี นา้ ที่ใน
การดูแลความเรียบร้อยของศาลเจ้าและจดั การพิธกี รรมต่าง ๆ ของศาลเจา้ ในแตล่ ะปี

ภาพท่ี 4.21 ภายในศาลเจา้ พอ่ กอื้ อ่ีไทรย้อย หรือศาลเจา้ พอ่ ตน้ ไทร
(ทีม่ า: https://2g.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/.html)

วันสาคัญและพิธีกรรมประจาปีของศาลแห่งนี้ แบ่งออกเป็น 3 วัน ได้แก่ วัน
ตรุษจนี วันสารทจนี และวันเกิดเจา้ โดยในวนั ตรษุ จนี และสารทจีนน้นั จะทาการไหว้ใน
รูปแบบทั่วไปตามแบบความเชื่อของชาวไทยเชื้อสายจีน แต่ในวันเกิดเจ้าจะเป็น
พิธีกรรมที่มีความพิเศษและเฉพาะของศาลเจ้าแห่งนี้เท่านั้น ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 21
เมษายน ของทุกปี ในทุก ๆ ปีมีผคู้ นมาเข้าร่วมพิธกี รรมน้ีอย่างมากมาย ท้ังผู้ทีม่ าเข้า
ร่วมพิธีกรรมด้วยความศรัทธาทั้งในชุมชนปากน้าประแส และผู้คนที่ศรัทธาจากใน
อาเภอเมืองแกลง ฮู้โจ้วหรือผู้ทาพิธีกรรม เถ้านั้งหรือผู้ที่เป็นเจ้าภาพของงานนี้จานวน

231


Click to View FlipBook Version