ÃÇÁº·¤ÇÒÁÇÔªÒ¡Òà à¹×èͧã¹âÍ¡ÒʤúÃͺ 9 ·ÈÇÃÃÉ ÃÇÁµÑÇÊÌҧÊÃä ËÇÁ¡Ñ¹¾Ñ²¹ÒÍ‹ҧÂÑè§Â×¹ âçàÃÕ¹¡®ËÁÒÂáÅСÒÃàÁ×ͧ ÁËÒÇÔ·ÂÒÅÑÂÊǹ´ØÊÔµ ÃÇÁº·¤ÇÒÁÇÔªÒ¡Òà à¹×èͧã¹âÍ¡ÒʤúÃͺ 9 ·ÈÇÃÃÉ ทศวรรษ รวมตัวสรางสรรค รวมกันพัฒนาอยางยั่งยืน ¾.È. 2566
สาส์นจากคณบดี โรงเรียนกฎหมายและการเมือง ได้รวมบทความทางวิชาการเล่มนี้ขึ้นเนื่องในโอกาสการจัดงาน ครบรอบ 90 ปี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ภายใต้ชื ่องานว ่า “9 ทศวรรษ รวมตัวสร้างสรรค์ ร่วมกันพัฒนาอย่างยั่งยืน” นับว่าเป็นวาระส าคัญยิ่งของคนสวนดุสิต โดยเฉพาะหากพิจารณา ในแง่ของระยะเวลากว่า 90 ปีที่ผ่านมานั้น มหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้สร้างคุณูปการแก่สังคม ชุมชน ท้องถิ่น และรวมถึงการผลิตบัณฑิตที่ตอบสนองความต้องการของชาติได้เป็นอย่างดี โรงเรียนกฎหมายและการเมือง เป็นส่วนงานเทียบเท่าคณะที่จัดการเรียนการสอนในระดับ ปริญญาตรี บัณฑิตศึกษา ประกาศนียบัตร และหลักสูตรอบรมระยะสั้นในทางกฎหมาย การเมือง การบริหารภาครัฐ และการบริหารงานยุติธรรม โดยมีจุดเน้นที่ส าคัญ คือ การสร้างองค์ความรู้ แบบบูรณาการศาสตร์ที ่มีกฎหมายเป็นฐาน ดังนั้น เพื ่อเป็นการสนองตอบวาระส าคัญของ มหาวิทยาลัยสวนดุสิตในครั้งนี้ บุคลากรสายวิชาการทั้งหมดของโรงเรียนกฎหมายและการเมือง จึงร่วมกันขอน าเสนอบทความทางวิชาการลงในเล่มนี้ โดยได้ด าเนินการรวบรวมและจ าแนกบทความ ออกเป็นกลุ่มสาขาวิชาต่าง ๆ ซึ่งมีจ านวนกว่า 57 เรื่อง อย่างไรก็ตาม โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และทุ่มเทในการร่วมกันขับเคลื่อนกิจการงานของมหาวิทยาลัยที่ก าลังก้าวต่อไป อย่างไม่หยุดยั้ง หากบทความทางวิชาการเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่สังคมในทางวิชาการ ขอมอบเป็น “อาจาริยบูชา” แด่ครูบาอาจารย์ผู้วางรากฐานของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตแห่งนี้ทั้งในอดีตและปัจจุบัน รองศาสตราจารย์ ดร.ธนภัทร ปัจฉิมม์ คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
สารบัญ หน้า รวมบทความวิชาการ (ฉบับพิเศษ 2563) 1 บทน า ปฐมบท แรกเริ่ม : โรงเรียนกฎหมายและการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ธนภัทร ปัจฉิมม์ 3 การก้าวเดินของหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมืองกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต สรศักดิ์ มั่นศิลป์ 9 โรงเรียนกฎหมายและการเมืองกับการส่งเสริมความเข้มแข็งทางวิชาการภายใต้การเรียนรู้ในยุคดิจิทัล เบญจพร พึงไชย 11 การสร้างความเป็นพลเมืองผ่านระบบการศึกษา: ภารกิจของโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ดังนภสร ณ ป้อมเพชร 13 บทบาทของโรงเรียนกฎหมายและการเมืองกับการรับใช้สังคมในยุคดิจิทัล อัญชลี รัตนะ 17 คุณธรรมน ากฎหมายและการเมือง สมศักดิ์ เจริญพูล 19 บทความวิชาการสาขาวิชานิติศาสตร์ กฎหมายไทยกับปัญหาการท าแท้ง วัลลภ ห่างไธสง 21 เป็นนักกฎหมาย เป็นนักปกครองต้องใช้ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลให้เป็นและต้องคิดผล ที่จะเกิดขึ้นให้ได้ไม่ต ่ากว่า 3 ชั้น โชคดี นพวรรณ 25 สัญญารับขนคนโดยสาร สร้อย ไชยเดช 27 โลกสวยด้วยนกพิราบ: ปัญหาของนก การบริหารจัดการภาครัฐ หรือการบังคับใช้กฎหมาย ศักดา ศรีทิพย์ 31 หลักธรรมรัฐาภิบาล กันวิศา สุขพานิช 37
สารบัญ (ต่อ) หน้า บทความวิชาการสาขาวิชารัฐศาสตร์ สัมพันธภาพอันลึกซึ้งของกฎหมายกับการเมือง ยอดชาย ชุติกาโม 41 รัฐพัฒนาการคืออะไร สุรดา จุนทะสุตธนกุล 43 บทความวิชาการสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการความขัดแย้งด้วยบูรณาการศาสตร์ เขมภัทท์ เย็นเปี่ยม 45 “การพัฒนาและยกระดับการป้องกันการทุจริตของหน่วยงานในด้านคุณธรรมและความโปร่งใส เพื่อให้เป็นไปตามกรอบการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล” ยุทธพงษ์ ลีลากิจไพศาล 47 แนวทางในการเพิ่มขีดความสามารถการบริหารงานองค์กรยุคใหม่ เอกอนงค์ ศรีส าอางค์ 51 Thailand 4.0 ไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล มนตรี พานิชยานุวัฒน์ 53 การพัฒนาองค์การกับเครือข่าย ศิริมา บุญมาเลิศ 57 บูรณาการศาสตร์เพื่อการบริการสาธารณะ รุ่งภพ คงฤทธิ์ระจัน 59 รัฐประศาสนศาสตร์ : บทบาทและหน้าที่ทางการบริหารงานภาครัฐที่เปลี่ยนแปลงไป อานุภาพ รักษ์สุวรรณ 61 บทความวิชาการเชิงบูรณาการศาสตร์ การดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community Based Approach): กระบวนทัศน์การดูแลที่ยั่งยืน ชวลิต สวัสดิ์ผล 65 ความส าคัญของความเป็นสากลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ 67 กลยุทธ์ในการจัดการขยะอินทรีย์สู่รางวัลจังหวัดสะอาดโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ในต าบลบ้านควน อ าเภอเมือง จังหวัดตรัง ปิยาณีย์ เพชรศรีช่วง 70
สารบัญ (ต่อ) หน้า วิถีนาเกลือเพชรสมุทรคีรีกับความท้าทายและการเลือนหายของภูมิปัญญา ภาวินี รอดประเสริฐ 73 วันหยุดกรณีพิเศษเพื่อชดเชยวันหยุดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจ าปี 2563 ภิญโญ คูวัฒนาเสนีย์ 77 รวมบทความวิชาการ (ฉบับพิเศษ 2565) 79 บทความวิชาการสาขาวิชานิติศาสตร์ การควบคุมและตรวจสอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ธนภัทร ปัจฉิมม์ และกันวิศา สุขพานิช 81 “การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ดีอย่างไร” สรศักดิ์ มั่นศิลป์ และวัลลภ ห่างไธสง 91 กบฏชาวนาการต่อสู้ท าลายอ านาจด้วยอ านาจ: บทเรียนจุดเริ่มต้นของหลักการควบคุมอ านาจ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ โชคดี นพวรรรณ 99 การศึกษาสาระส าคัญของพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2558 สร้อย ไชยเดช 107 บทความวิชาการสาขาวิชารัฐศาสตร์ แนวคิดทางการเมืองและกฎหมายของ “ขงเบ้ง” ยอดชาย ชุติกาโม 117 การตลาดทางการเมืองในยุคของสื่อแห่งโลกาภิวัตน์ ดังนภสร ณ ป้อมเพชร และสมศักดิ์ เจริญพูล 131 จุดร่วมของการแก้ปัญหาความเดือดร้อนที่ดินท ากินชุมชนชายฝั่งเกาะลิบง ปิยาณีย์ เพชรศรีช่วง และจตุพล ดวงจิตร 141 การเสริมสร้างธรรมาภิบาลเพื่อป้องกันการทุจริตยุคไทยแลนด์ 4.0 เบญจพร พึงไชย 147 จังหวัดจัดการตนเอง: ความหวังของการกระจายอ านาจสู่ท้องถิ่นไทย ภาวินี รอดประเสริฐ 155 วัฒนธรรมแบบไทย ๆ กับผลกระทบต่อพัฒนาการสังคมประชาธิปไตย อัญชลี รัตนะ 163 การขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน 109 และเศรษฐกิจสีเขียวผ่านเวทีเอเปค 2022 กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ 169
สารบัญ (ต่อ) หน้า บทความวิชาการสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ การบริหารจัดการคนเก่ง เอกอนงค์ ศรีส าอางค์ 175 มาตรวัดการพัฒนา: กระบวนทัศน์ความเป็นสากล รุ่งภพ คงฤทธิ์ระจัน 185 งบประมาณแบบบูรณาการ: หลักการและสถานะปัจจุบัน อานุภาพ รักษ์สุวรรณ 193 สวัสดิการสังคมบนฐานสิทธิมนุษยชน ศิริมา บุญมาเลิศ และเขมภัทท์ เย็นเปี่ยม 201 การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ของการบริหารงานภาครัฐแนวใหม่ในประเทศไทย มนตรี พานิชยานุวัฒน์ 207 บทความวิชาการสาขาวิชาการบริหารงานยุติธรรม นิติธรรมในระบบกฎหมายไทย ศักดา ศรีทิพย์ และภิญโญ คูวัฒนาเสนีย์ 211 การน าระบบการกระท าสัตย์ปฏิญาณสาบานตนมาใช้ในการบริหารกระบวนการยุติธรรมของไทย เปมิกา สนิทพจน์ 219 รวมบทความวิชาการ (ฉบับพิเศษ 2566) 225 บทความวิชาการสาขาวิชานิติศาสตร์ เจตนารมณ์และหลักความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย กรณี การยุบพรรคการเมือง ตามค าวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ธนภัทร ปัจฉิมม์ กันวิศา สุขพานิช และชุติมญธุ์ ส าแดง 227 การเปรียบเทียบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางปกครองกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญา ตาม พ.ร.บ. การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 รุ่งภพ คงฤทธิ์ระจัน และวัลลภ ห่างไธสง 239 ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ สรศักดิ์ มั่นศิลป์ 247 การฮั้วประมูล ภิญโญ คูวัฒนาเสนีย์ และศักดา ศรีทิพย์ 253 กฎหมายควรรู้ส าหรับผู้เข้าพักในโรงแรม สร้อย ไชยเดช 263
สารบัญ (ต่อ) หน้า บทความวิชาการสาขาวิชารัฐศาสตร์ แนวคิดทางการเมืองและกฎหมายของ “อ้วนเสี้ยว” ยอดชาย ชุติกาโม และอัญชลี รัตนะ 271 สถานการณ์ปัญหาวุฒิสภาไทยหลังรัฐธรรมนูญ 2540 ดังนภสร ณ ป้อมเพชร และสมศักดิ์ เจริญพูล 281 การสื่อสารทางการเมืองในยุคดิจิทัล ภาวินี รอดประเสริฐ 291 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Strategy) กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ และเบญจพร พึงไชย 297 บทความวิชาการสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ รูปแบบการตลาดส าหรับการปฏิรูปภาครัฐ : ลดการผูกขาดของภาครัฐ เอกอนงค์ ศรีส าอางค์ 305 การเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่น ศิริมา บุญมาเลิศ และเขมภัทท์ เย็นเปี่ยม 311 การบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการกับเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดตรัง 20 ปี ปิยาณีย์ เพชรศรีช่วง 321 บทความวิชาการสาขาวิชาการบริหารงานยุติธรรม การยกระดับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทสู่การเป็นกระบวนการยุติธรรมทางเลือกอันเป็นที่พึ่ง ของประชาชน มนตรี พานิชยานุวัฒน์ และอานุภาพ รักษ์สุวรรณ 329 ทิศทางการแก้ไขกฎหมายในเหตุการณ์กราดยิง เปมิกา สนิทพจน์ 337
3 แรกเริ่ม : โรงเรียนกฎหมายและการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ธนภัทร ปัจฉิมม์ [email protected] ในบทความฉบับนี้มีความประสงค์ที่จะอธิบายความถึงพัฒนาการของการก่อเกิดโรงเรียนกฎหมายและ การเมือง (ส่วนงานที่เทียบเท่าคณะที่จัดการเรียนการสอน) มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยผู้เขียนจะได้หยิบยก และน าแนวคิดที่มีการจัดตั้งส่วนงานระดับคณะหรือสถาบันการศึกษาในลักษณะเช่นนี้มาเป็นส่วนหนุนเสริม เพื่อความเข้าใจในจุดมุ่งหมายและพัฒนาการแรกเริ่มโรงเรียนกฎหมายและการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยสวนดุสิต หากจะกล่าวว่า โรงเรียนกฎหมายและการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ถือเป็นสถาบันการศึกษา แห่งแรกของประเทศไทยที่มุ่งหมายให้มีการเรียนการสอนในศาสตร์แบบบูรณาการทางด้านกฎหมาย (นิติศาสตร์) การเมือง (รัฐศาสตร์) และการบริหารภาครัฐ (รัฐประศาสนศาสตร์) ก็คงไม่ผิดไปเสียทีเดียว เพราะในอดีต ปี พ.ศ. 2440 พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม (ฐานันดรศักดิ์และต าแหน่งขณะนั้น) ได้ทรงก่อตั้งโรงเรียนกฎหมาย (จะสังเกตว่าไม่มีค าว่า และการเมือง) โดยมีความมุ่งหมายส าคัญเพื่อให้มีการศึกษาอบรมเฉพาะด้านนิติศาสตร์เท่านั้น ซึ่งพระองค์ทรงเป็นผู้ให้การศึกษา กับผู้เข้ารับการอบรมด้วยพระองค์เอง ต ่อมาในปี พ.ศ. 2453 โรงเรียนกฎหมายก็ทรุดโทรมลงตามสภาพการณ์ ประกอบกับกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ก็ทรงพ้นจากต าแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมด้วย ในปีพ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู ่หัว ทรงรับโรงเรียนกฎหมายนี้ไว้ในพระบรม ราชูปถัมภ์โดยให้สังกัดในกระทรวงยุติธรรม และให้เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม มีอ านาจหน้าที่รับผิดชอบโรงเรียน กฎหมาย จนกระทั่งภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2476 รัฐบาลได้ก่อตั้งคณะ นิติศาสตร์และ รัฐศาสตร์ภายใต้สังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วให้โอนโรงเรียนกฎหมายไปเป็นแขนง/สาขาวิชาของคณะ นิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ซึ่งท าให้กลุ่มนักเรียนกฎหมายไม่พอใจในเรื่องดังกล่าว จึงพยายามเคลื่อนไหว ให้เกิดการจัดตั้งมหาวิทยาลัยที่ท าการศึกษาอบรมตามแนวทางของโรงเรียนกฎหมาย ด้วยเหตุนี้จึงมีการ ตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ขึ้นในปี พ.ศ. 2476 โดยให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้น มหาวิทยาลัยหนึ ่ง เรียกว ่า “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” มีหน้าที ่จัดการศึกษาวิชากฎหมาย วิชาการเมือง วิชาเศรษฐการ (สังเกตว่าจะเป็นวิชาที ่มีลักษณะเฉพาะด้าน) และบรรดาวิชาอื ่น ๆ อันเกี ่ยวกับ ธรรมศาสตร์และการเมือง และในคราวเดียวกันก็ให้โอนคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลอดจนทรัพย์สินและงบประมาณของคณะเหล่านั้น มาขึ้นต่อมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งผู้ที่มีบทบาทส าคัญและถือว่าเป็นผู้ประศาสน์(อธิการบดี) การคนแรกของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และ การเมือง (ม.ธ.ก.) คือ ศาสตราจารย์ ดร. ปรีดี พนมยงค์ในปี พ.ศ. 2490 เกิดรัฐประหารและมีการยึดอ านาจ การปกครองประเทศ ท าให้ศาสตราจารย์ ดร. ปรีดี พนมยงค์ต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ รัฐบาลในขณะนั้น จึงตัดค าว่า “วิชา...และการเมือง” ออก ให้มีเพียง ค าว่า “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” เท่านั้น
4 ข้อความเชิงประวัติศาสตร์ข้างต้น โรงเรียนกฎหมาย ในความหมายและความทรงจ าเดิม ล้วนแต่มุ่งหมาย ให้มีการศึกษาที่เป็นลักษณะเฉพาะด้าน (กฎหมาย) มากกว่าการให้การศึกษาที่ก่อให้เกิดองค์ความรู้แบบบูรณาการ ศาสตร์(กฎหมายการเมือง และการบริหารภาครัฐ) เหล่านี้จะเห็นได้ว่าเป็นความพยายามในการผลิตสร้างความรู้ ที ่อยู ่ในกรอบทางกฎหมายแบบเฉพาะเจาะจง ขณะเดียวกันโลกแห ่งความเป็นจริงมีทั้งชุดความรู้และ ความจริงร ่วมกันอยู ่เสมอ แต่การศึกษาที ่มุ ่งในชุดความรู้เพียงอย ่างเดียวย ่อมท าให้ขาดมิติที ่สะท้อนความจริง กล่าวคือ ในแง่ของชุดความจริง นั้นปรากฏการณ์ทางสังคมมีมิติสัมพันธ์กันทั้งในเชิงกฎหมาย การเมือง และ การบริหารภาครัฐที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ (พิจารณาในความเป็นหลักนิติรัฐ-หลักนิติธรรม) ในขณะที่ ชุดของความรู้นั้นจะถูกจัดการให้มีการเรียนรู้แบบจ าเพาะเท่านั้น เช่น การเรียนกฎหมาย หรือ การเมือง หรือ การบริหารภาครัฐแบบเฉพาะด้านที่ไม่เหลียวแลความสัมพันธ์ของความจริงของศาสตร์บูรณาการเหล่านี้ที่มีความ ผูกโยงกันอยู่อย่างมีนัยส าคัญ ดังนั้น การจัดการศึกษาที่ดีจึงควรสร้างองค์ความรู้ควบคู่กับความจริงที่สามารถน าไป ประยุกต์ใช้ได้อย่างไรก็ตามแนวคิดว่าด้วย การเรียนรู้ในศาสตร์แบบบูรณาการลักษณะนี้มีตัวแบบทั้งในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และอเมริกา โดยมีการจัดท าหลักสูตรที่เป็นลักษณะพหุหลักสูตรและสหวิทยาการด้านกฎหมายและการเมือง ดั่งงานเขียนของ ศุภวัฒน์ ปภัสรากาญจน์ (2560) ในวัยก่อนเกษียณซึ่งเป็นเพื่อนร่วมอาชีพรุ่นพี่ที่นับถือ ได้น าเสนอ ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการจัดการศึกษาแบบบูรณาการศาสตร์ทางด้านกฎหมายและการเมืองของมหาวิทยาลัย คาร์ดิฟ (Cardiff University, UK, 2017) เป็นมหาวิทยาลัยในอังกฤษ ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ 1983 ซึ่งจุดมุ่งหมายของ หลักสูตรมีลักษณะเป็นแบบสหวิทยาการที่ต้องการให้ผู้เรียนสามารถน าความรู้และความจริงที่ได้จากการศึกษาน าไป ประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที ่เป็นปัจจุบัน ในขณะที่มหาวิทยาลัยโอเรกอน สหรัฐอเมริกาก็เป็นอีก สถาบันการศึกษาที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1926 ที่มีการจัดการศึกษาแบบบูรณาการศาสตร์ในลักษณะผสมผสาน ทางด้านกฎหมาย การเมือง การบริหารสาธารณะ และวัฒนธรรม ภายใต้โรงเรียนกฎหมาย (School of law) ส าหรับในภูมิภาคเอเชียจะพบว่ามีมหาวิทยาลัยกวานเซ เกคุอิน (Kwansei Gakuin University, 2016) ก่อตั้งในปี 1932 ก็เป็นสถาบันระดับอุดมศึกษาอีกแห่งที่มุ่งเน้นการเรียนการสอนและการจัดท าหลักสูตรที่มีลักษณะบูรณาการ ทางด้านกฎหมายและการเมือง นอกจากนี้มหาวิทยาลัยริคเกียว (Rikkyo University, 2012) ประเทศญี ่ปุ่น ก่อตั้งเมื่อปี 1959 ก็ผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ในศาสตร์แบบบูรณาการที่พยายามสร้างกระบวนทัศน์ทางกฎหมายและ การเมืองเช่นกัน จะเห็นว่าแนวคิดที่กล่าวมาแล้วนี้มีอิทธิพลอยู่อย่างมากที่จะท าให้การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ต้องปรับตัวทั้งในเชิงโครงสร้าง หลักสูตร รายวิชา กระบวนการจัดการเรียนการสอนสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่ทันสมัย และตัวแปรที่ส าคัญอย่างยิ่ง คือ ทักษะและความพร้อมของอาจารย์ผู้สอนที่จ าเป็นต้องพร้อมที่จะปรับตัว เพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะความรู้เดิมที่มีมิใช่เป็นความรู้ที่สามารถจะใช้ท าความเข้าใจกับ ความจริงใหม่ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ดั่งค ากล่าวผู้ล่วงลับอย่าง ศาสตราจารย์ ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ราชบัณฑิต นักวิชาการ ด้านทางกฎหมายและการเมือง ที่เคยกล่าวกับผู้เขียนว่า “การเรียนรู้แบบศาสตร์เดียวเฉพาะทางท าให้ผู้เรียนและ ผู้สอนคับแคบ ขาดมุมมองและมิติที่เปิดกว้างซึ่งไม่สะท้อนความจริงของสังคม จะยิ่งท าให้การวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ ผิดทิศผิดทางไม่มีความครอบคลุม” การก่อเกิดของโรงเรียนกฎหมายและการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ไม่อาจปฏิเสธแนวคิดต่าง ๆ ข้างต้นได้เพราะความมุ่งหมายส าคัญของการก่อตั้งโรงเรียนกฎหมายและการเมืองในครั้งนี้คือ การจัดการเรียนรู้ แบบบูรณาการศาสตร์ทางด้านกฎหมาย การเมือง และการบริหารภาครัฐที่ต้องการผลิตบัณฑิตให้เป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจศาสตร์แบบบูรณาการที่มีความสัมพันธ์กันทั้งในเชิงเนื้อหาและหลักวิชา ซึ่งผู้ที่จบการศึกษาของโรงเรียน
5 กฎหมายและการเมืองแห่งนี้จะสามารถน าองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้และเป็นรากฐานที่ส าคัญในการประกอบ อาชีพทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน องค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ และรวมถึงอาชีพอื ่น ๆ ได้อย ่างมีประสิทธิภาพ ส าหรับในวาระแรกเริ่มของการก่อเกิดโรงเรียนกฎหมายและการเมือง อาจกล่าวได้ว่าเป็นด าริของ รองศาสตราจารย์ ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (2559) ที่เล็งเห็นว่าการเรียนรู้แบบแยกส่วนในปัจจุบันจะท า ให้ผู้เรียนและผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจในศาสตร์นั้น ๆ ที่คลาดเคลื่อนและจะไม่สามารถสร้างความเข้มแข็งในองค์ ความรู้และศักยภาพของทั้งนักศึกษาและอาจารย์ ยกตัวอย่างเช่น การที่มหาวิทยาลัยมีหลักสูตรการเรียนการสอนที่ มีพื้นฐานทางหลักวิชาที่ใกล้เคียงกัน แต่ไม่เคยสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการร่วมกันก็จะยิ่งท าให้มีความอ ่อนแอ ทางวิชาการมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ปัจจุบันการแข่งขันทางการศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยต่าง ๆ นับวันมีแนวโน้ม ที่ค่อนข้างสูง แต่หากหลักสูตรไม่มีการปรับตัวเพื่อรองรับกับสถานการณ์การแข่งขันทางการศึกษา ก็จะยิ่งท าให้ขาด ความน่าสนใจในการเลือกที่จะเข้ามาศึกษาและยิ่งนับวันอัตราการเกิดของประชากรมีจ านวนน้อยลง จ านวนนักศึกษา ที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับต่าง ๆ ก็จะมีจ านวนลดลงไปด้วย ดังนั้น การที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต มีหลักสูตรที่มีพื้นฐาน ทางวิชาการใกล้เคียงกัน อย่างเช่น หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต รัฐศาสตรบัณฑิต และรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารงานท้องถิ ่น และหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรมและสังคม จึงควรหารือร่วมกันในการที่จะควบรวมหลักสูตรเพื่อสร้าง ความเข้มแข็งทางวิชาการและพัฒนาหลักสูตรขึ้นใหม่ให้เกิดความแตกต่างเมื่อเทียบกับสถาบันการศึกษาอื่น ๆ โดยที่การเรียนกฎหมายก็มีความจ าเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจการเมืองและการบริหารภาครัฐ หรือการเรียนศาสตร์ ทางด้านการเมืองก็ควรเรียนรู้และเข้าใจกฎหมายและการบริหารภาครัฐ ในขณะที่การเรียนทางด้านการบริหาร ภาครัฐก็ปฏิเสธไม ่ได้ที ่ควรเรียนรู้ต้องเรียนรู้กฎหมายและการเมือง เป็นต้น ซึ ่งในเวลาต่อมาจึงมีวลีที ่กล ่าวว่า “เรียนรู้กฎหมาย เข้าใจการเมือง รู้เรื่องการบริหาร” ซึ่งหมายถึงผู้ที่มาเรียนและเป็นบัณฑิตของโรงเรียนกฎหมาย และการเมือง ไม่ว่าจะเป็นบัณฑิตจากหลักสูตรใดจะเป็นผู้ที่มีความรู้และความเข้าใจทั้งกฎหมาย การเมือง และการ บริหาร นอกจากนั้นปรัชญาของโรงเรียนจึงพยายามมุ่งเน้นให้บัณฑิตเป็นผู้ที่มีคุณธรรมน าความรู้ ดังค ากล่าวที่ว่า “คุณธรรมน ากฎหมาย ภายใต้หลักความเสมอภาค” ในระยะเริ่มต้นของการก่อเกิดโรงเรียนกฎหมายและการเมือง ผู้เขียนไม่ทราบมาก่อนว่าจะมีการจัดตั้ง คณะหรือโรงเรียนหรือหน ่วยงานเทียบเท ่าคณะในมหาวิทยาลัยสวนดุสิต รวมถึงก็ไม ่ทราบมาก ่อนเช ่นกันว่า จะมีการยุบหรือควบรวมหลักสูตรต่าง ๆ เพราะหลักสูตรเหล่านี้อยู่ทั้งในสังกัดส่วนงานของคณะมนุษยศาสตร์และ สังคมศาสตร์ (หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต รัฐศาสตรบัณฑิต ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์) และบัณฑิตวิทยาลัย (รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารงานส่วนท้องถิ่น และปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาอาชญาวิทยาการบริหารงานยุติธรรมและสังคม) อย่างไรก็ตามผู้เขียนได้มีโอกาสรับการบ้านชิ้นหนึ่งจากท่าน อธิการบดี คือ ท่านได้มอบหมายให้ผู้เขียนลองไปศึกษาหาข้อมูลและขอความคิดเห็นผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ ดูสิว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่หากจะมีการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการศาสตร์และ การจัดกระบวนวิชาที่เป็นลักษณะพหุสาขาวิชาทางกฎหมายและการเมือง เพื่อยกระดับการเรียนรู้สู่การปฏิบัติได้จริง ของผู้เรียนทางด้านกฎหมาย การเมือง และการบริหารภาครัฐ เพราะในสังคมการท างานจริงๆ แล้ว บัณฑิตที่จบสาขาวิชา เหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะเข้าท างานที่มีความสัมพันธ์กับศาสตร์เหล่านี้อย่างแยกกันไม่ออก ซึ่งผู้เขียนก็ได้รวบรวมข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับโจทย์ที่ได้รับ ประกอบกับข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์พูดคุยกับผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการหลายท่าน อาทิเช่น ศาสตราจารย์ ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ราชบัณฑิต,ศาสตราจารย์ ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์,ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์,
6 ศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ, รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยชนะ อิงคะวัต, ผศ.ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ เป็นต้น ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านที่กล ่าวมานี้เห็นพ้องต้องกันว่าแนวคิดการเรียนรู้แบบบูรณาการศาสตร์ทางกฎหมาย การเมือง และการบริหารภาครัฐ เป็นแนวคิดที่ดีและสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศและการแข่งขันทางการศึกษา ที่ควรมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ตลอดจนเป็นการพัฒนาความเข้มแข็งทางวิชาการที่สามารถน าไปสู่การ สร้างอัตลักษณ์และความโดดเด่นของการเรียนรู้ทางกฎหมาย การเมือง และการบริหารภาครัฐ กล่าวคือ “เป็นการแข่ง ความต่าง ไม่ใช่ความเหมือน”ผู้เขียนขอย ้าว่านี่เป็นข้อมูลบางส่วนเท่านั้นที่น ามาเสนอในบทความ (สั้น) ชิ้นนี้ ผู้เขียน เข้าใจว่านอกจากข้อมูลที่กล่าวมานี้แล้ว ท่านอธิการบดี ผู้ด าริการจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายและการเมือง น่าจะมี ข้อมูลอื่น ๆ ที่ได้รับมาจากแหล่งต่าง ๆ ประกอบการพิจารณาและน ามาสู่การประชุมครั้งแรก (วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559) การประชุมมอบนโยบายการสร้างความเข้มแข็งของหลักสูตร โดยการรวมหลักสูตรที่มีพื้นฐาน ทางวิชาการใกล้เคียงกันหรือสัมพันธ์กัน ณ ห้องประชุมลิขิต 1 โรงแรมสวนดุสิตเพลส มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สาระส าคัญในการประชุมและการมอบนโยบาย “อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ประธานการประชุม กล่าวเปิดการประชุม พร้อมมอบนโยบาย การรวมกันสร้างความเข้มแข็งของหลักสูตร ด้วยการรวมหลักสูตรที่มี พื้นฐานทางวิชาการใกล้เคียงกันหรือสัมพันธ์กัน ได้แก่ หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต รัฐศาสตรบัณฑิต ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารงานส่วนท้องถิ่น และปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาอาชญาวิทยาการบริหารงานยุติธรรมและสังคม เข้าเป็นศักยภาพเดียวกันเพื่อการจัดตั้ง “โรงเรียนกฎหมาย และการเมือง” (School of Laws and Politics) โดยเน้นการสร้างความแตกต ่างของหลักสูตร ให้มีลักษณะ ที่โดดเด่นกว่าหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยอื่น ๆ เปิดสอน เพื่อผลักดันให้เป็นอัตลักษณ์ที่ 5 ของมหาวิทยาลัยในอนาคต” นอกจากนี้ยังได้ก าหนดระยะเวลาในการศึกษาค้นคว้าวิจัย บทความทางวิชาการ วิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูล รวมไป ถึงการรวบรวมองค์ความรู้ต่าง ๆ เพื่อน าไปสู่การจัดตั้ง “โรงเรียนกฎหมายและการเมือง” (School of Laws and Politics) ภายในระยะเวลา 2 ปีซึ่งในการมอบนโยบายครั้งนี้ ดร.สุวมาลย์ ม่วงประเสริฐ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ในฐานะประธานคณะท างานการพัฒนาหลักสูตรใหม ่ ตามแนวคิดการจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายและการเมือง ได้กล ่าวถึงการพัฒนาหลักสูตรนั้นควรจะเป็นหลักสูตรบูรณาการศาสตร์ต ่างๆ ทั้งทางด้านกฎหมายการเมือง การปกครอง รวมไปถึงการบูรณาการข้ามศาสตร์ เป็นต้น จากแนวนโยบายของผู้บริหารมหาวิทยาลัยสวนดุสิตในเรื่อง ดังกล่าว จึงน ามาสู่การประชุมเพื่อขับเคลื่อนหลักสูตรที่มีความมุ่งหมายไปสู่หน่วยงานใหม่ที่จะมีขึ้นในอนาคตขณะนั้น ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้แต่งตั้งคณะท างานขึ้นคณะหนึ่งภายใต้ค าสั่งมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ที่ 4202/2559 เรื่องแต่งตั้ง คณะท างานสร้างความเข้มแข็งของหลักสูตรด้วยการรวมหลักสูตรที่มีพื้นฐานทางวิชาการใกล้เคียงกันหรือสัมพันธ์กัน โดยมีรายนามดังนี้ 1. รองศาสตราจารย์ ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดี 2. ดร.สุวมาลย์ ม่วงประเสริฐ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ 3. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธนภัทร ปัจฉิมม์ ประธานหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต 4. ดร.เบญจพร พึงไชย อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต 5. อาจารย์สรศักดิ์ มั่นศิลป์ ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต 6. อาจารย์ภิญโญ คูวัฒนาเสนีย์ อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต 7. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยุทธพงษ์ลีลากิจไพศาลผู้อ านวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต
7 8. รองศาสตราจารย์ ดร.ชวลิต สวัสดิ์ผล อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต 9. รองศาสตราจารย์ ดร.รุ่งภพ คงฤทธิ์ระจัน อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต 10.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อาภาศิริสุวรรณานนท์ ผู้อ านวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาอาชญาวิทยาการบริหารงานยุติธรรมและสังคม 11.ดร.เพ็ญศรี พันธ์วิวัฒนศิริ อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาอาชญาวิทยาการบริหารงานยุติธรรมและสังคม 12.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานุภาพ รักษ์สุวรรณ อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ 13.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เขมภัทท์ เย็นเปี่ยม อาจารย์ประจ าหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ 14. นางสาวเต็มใจ มนต์ไธสงค์ เลขานุการรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ 15. นางจิร์ยาภรณ์ศรีบุญรอด ภายหลังค าสั่งแต่งตั้งคณะท างานดังกล่าว ผู้เขียนได้ขอหารือและขอค าปรึกษาจากท่านอธิการบดีและท่าน รองอธิการบดีฝ ่ายวิชาการ (ดร.ส ุวมาลย์ ม ่วงประเสริฐ) ถึงแนวทางการขับเคลื ่อนภารกิจดังกล ่าวว่า จะเป็นไปได้หรือไม่หากจะเชิญผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาร ่วมให้ข้อความคิดระหว่างการประชุม ซึ่งผู้เขียนได้เสนอชื่อ ศาสตราจารย์ ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ราชบัณฑิต ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถทั้งทางด้านนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ประกอบกับท่านเคยเป็นผู้ที่เคยท างานทางการเมือง เคยเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองและด ารงต าแหน่งส าคัญ ๆ ทั้งในฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายบริหาร อาทิเช่น อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น จะเห็นว่าท่านเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และความรู้ความสามารถทั้ง ในแวดวงวิชาการ ทั้งด้านกฎหมาย การเมือง และการบริหารภาครัฐ เรียกว่าครบเครื่อง แต่กระนั้นก็ตามท ่าน ท าได้เพียงให้ข้อคิดและข้อแนะน าที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนารายวิชาและสิ่งที่การเรียนการสอนในศาสตร์ เหล ่านี้ควรจะเป็นไปเท ่านั้น เพราะเป็นช ่วงสุดท้ายของชีวิตท ่านที ่ผู้เขียนได้มีโอกาสใกล้ชิด กระทั ่งท่าน ให้ความไว้วางใจเป็นอย ่างมากและในห้วงเวลาที ่ผู้เขียนขอค าปรึกษาหารือในเรื ่องวิชาการท ่านได้กล ่าวถึง ศาสตราจารย์ ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ (ขณะนั้นด ารงต าแหน ่งรองอธิการบดีฝ ่ายบริหาร ม.ธรรมศาสตร์) ว่าเป็นนักวิชาการที่น่าสนใจและมีความรู้ในศาสตร์แบบบูรณาการตรงตามที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิตต้องการพัฒนา ภายหลังจากศาสตราจารย์ ดร.ลิขิต ธีรเวคิน เสียชีวิตราว ๆ ปลายปี 2559 หลังจากนั้นผู้เขียนจึงเข้าพบ ศาสตราจารย์ ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ที่คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เพื่อขอค าปรึกษาหารือและได้เล่าเรื่องต่างๆ ให้ท่านฟัง ท่านก็มีความเห็นที่สอดคล้องกับแนวทางของมหาวิทยาลัย ผู้เขียนจึงน าเรียนผู้บริหารมหาวิทยาลัยและ ขอเชิญ ศาสตราจารย์ ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (ขณะนั้น) มาเป็นประธานการประชุม เพื่อขับเคลื่อนแนวทางการบูรณาการศาสตร์ และร่วมกันพัฒนาหลักสูตรขึ้นใหม่ (บ้างก็เรียกว่าหลักสูตรปรับปรุง) รวมการประชุมทั้งสิ้น จ านวน 12 ครั้ง (เริ่มกันยายน 2559 – มิถุนายน 2560) ผลการประชุมดังกล่าวท าให้เกิด การพัฒนาหลักสูตรในมิติใหม่ จ านวน 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต รัฐศาสตรบัณฑิต รัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต โดยหลักสูตรทั้งสามนี้ได้จัดให้มีรายวิชาเรียนร ่วมกัน (วิชาแกน) จ านวน 8 วิชา 24 หน ่วยกิต ในขณะเดียวกันในแง ่ของรายวิชาต่าง ๆ ของหลักสูตรทั้งสามก็ได้มีการปรับปรุงขึ้นใหม ่เช ่นกัน
8 โดยในขั้นตอนสุดท้ายของการพัฒนาหลักสูตรคือ การวิพากษ์หลักสูตร ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาหลักสูตร ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์, ศาสตราจารย์(พิเศษ) ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เป็นต้น ต่อมาเมื่อผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิแล้วและมีการปรับแก้ไขตามค าแนะน า จึงได้เข้าสู่ กระบวนการคณะกรรมการกลั ่นกรองหลักสูตร สภาวิชาการ และสภามหาวิทยาลัยตามล าดับ จึงประกาศรับ นักศึกษาใหม่ในปี พ.ศ. 2560 เป็นต้นมา ต่ อม า จึงมี ก า ร จั ดตั้ง ส่ วนง าน ของมห า วิทย า ลั ย ขึ้นให ม่ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอน พิเศษ 246 ง ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2560 ประกาศมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เรื่อง การจัดตั้งส่วนงานของมหาวิทยาลัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ความว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประกาศมหาวิทยาลัยสวนดุสิต พ.ศ. 2558 เพื่อรองรับการจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายและการเมือง เป็นส่วนงานที่เทียบเท่าคณะที่จัดการเรียนการสอน จะเห็นได้ว่าโรงเรียนกฎหมายและการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้ก่อเกิดขึ้นตามนัยทางกฎหมายตั้งแต่ วันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560 เป็นต้นมา จนกระทั่งปัจจุบันโรงเรียนกฎหมายและการเมือง ก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ซึ่งคณะกรรมการประจ าโรงเรียนกฎหมายและการเมือง ได้มีความเห็นชอบร่วมกันควรมีการจัดเวทีวิชาการประจ า ทุก ๆ ปี เพื่อเป็นการสร้างค่านิยมร่วมกันขององค์กรในระดับส่วนงานนี้ อีกทั้งยังเป็นการตอกย ้าในคุณค่าเชิง วัฒนธรรมวิชาการในการแลกเปลี ่ยนเรียนรู้ร ่วมกัน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที ่มีประสบการณ์และความรู้ ความสามารถที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ทางด้านกฎหมาย การเมือง และการบริหารภาครัฐ เข้ามามีส่วนร่วมใน ถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับบุคลากรและนักศึกษา ในปีนี้ (2563) โรงเรียนกฎหมายและการเมือง พร้อมด้วย อาจารย์ นักศึกษา และเจ้าหน้าที่สายสนับสนุนได้ร่วมกันด าเนินการจัดงานภายใต้โครงการ 86 ปี มหาวิทยาลัย สวนดุสิตกับการก่อเกิดโรงเรียนกฎหมายและการเมือง โดยในปีนี้ได้แบ่งรูปแบบงานออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก เวลา 09.00–12.00 น. เป็นการท าบุญตามพิธีการทางศาสนาพุทธ ส่วนที่สอง เวลา 13.30–14.15 น. เป็นการปาฐกถา วิชาการ โดยปีนี้โรงเรียนกฎหมายและการเมือง ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาและ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ คุณธรรม จริยธรรมของนักกฎหมายและนักการเมือง เพื่อการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ต่อจากนั้น เวลา 14.30 -16.30 น. เป็นการเสวนาวิชาการหัวข้อ คนเดือนตุลากับ คุณค ่าประชาธิปไตย : ร ่องรอย ความทรงจ า และความหวังอนาคตการเมืองไทย วิทยากรผู้ร ่วมเสวนา ได้แก่ ศ.ดร.ธเนศ อาภรสุวรรณ์ อดีตคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ม.ธรรมศาสตร์, นายสมศักดิ์ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายจาตุรน ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ในการด าเนินกิจกรรมต ่าง ๆ ตั้งแต่แรกเริ่มกระทั่งจัดตั้งส่วนงานนี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ถึง ความเข้มแข็งทางวิชาการที่แท้จริง แต่ในทางตรงข้ามการสร้างและพัฒนาองค์ความรู้และการลงมือปฏิบัติได้จริงย่อม เป็นเรื่องที่ท้าทายคณาจารย์และนักศึกษาโรงเรียนกฎหมายและการเมืองในการที่จะก้าวผ่านไปสู่คุณภาพการศึกษา และการเรียนรู้ในศาสตร์แบบบูรณาการทางด้านกฎหมาย การเมือง และการบริหารภาครัฐในปัจจุบันและอนาคต
9 ก้าวเดินของหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและเมืองกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต สรศักดิ์ มั่นศิลป์ [email protected] สถานศึกษามีภารกิจในการจัดท าบริการสาธารณะด้านการศึกษาและการเปิดโอกาสด้านการศึกษาให้กับ บุคคลทั่วไป ซึ่งการศึกษากฎหมายเป็นสิ่งที่มีความจ าเป็นต่อประชาชนทั่วไป สถาบันราชภัฏสวนดุสิต (ชื่อเดิม ณ ขณะนั้น) ในฐานะสถานศึกษาของรัฐจึงมีแนวนโยบายให้มีการจัดการเรียนการสอนในด้านกฎหมายให้กับ ประชาชนและบุคคลที ่มีความสนใจ โดยให้มีการจัดตั้งโปรแกรมวิชานิติศาสตรขึ้นและให้อยู ่ในสังกัดคณะ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีการรับนักศึกษาครั้งแรกเมื่อภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2544 โดยเปิดรับนักศึกษา ภาคสมทบ (เรียนนอกเวลาราชการ) ในสถาบันและศูนย์ตรัง (ศูนย์การศึกษานอกที ่ตั้ง ตรัง) ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2545 มีการเปิดรับนักศึกษาภาคสมทบ ณ ศูนย์หัวหิน (ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง หัวหิน) และต่อมาภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2546 ได้มีการเปิดรับนักศึกษาภาคปกติในสถาบัน หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมืองมีการด าเนินการงานมาแล้ว 19 ปี โดยมีประธานหลักสูตรคนแรกคือ ท ่านอาจารย์อุษา จิระวัฒนาสมกุล ประธานหลักสูตรคนที่สองคือ อาจารย์กิตติ นีรมิตร ประธานหลักสูตรคนที่สามคือ อาจารย์งามประวัณ เอ้สมนึก และประธานหลักสูตรคนที่สี่หรือ คนปัจจุบันคือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรศักดิ์ มั่นศิลป์ เมื่อปี พ.ศ. 2560 ภายใต้แนวคิดการบูรณาการศาสตร์ของ มหาวิทยาลัยสวนดุสิตที่เล็งเห็นว่าการที่นักกฎหมายศึกษาแต่เพียงกฎหมายด้านเดียวไม่เหมาะสมกับภาวการณ์ ในปัจจุบัน นักกฎหมายที่ดีนอกจากมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเป็นพื้นฐานแล้วควรมีความรู้ด้านการเมือง การปกครองและการบริหารงานภาครัฐด้วย จึงมีแนวคิดในการจัดตั้ง “โรงเรียนกฎหมายและการเมือง” (School of Law and Politics) ขึ้นมา ซึ่งต่อมาได้มีการประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2560 จัดตั้งส่วนงานชื่อ “โรงเรียนกฎหมายและการเมือง” หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิตจึงได้ย้ายสังกัดจาก “คณะมนุษยศาสตร์และ สังคมศาสตร์” มาอยู่ภายใต้สังกัด “โรงเรียนกฎหมายและการเมือง” นับแต่บัดนั้นมา หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและเมือง ได้ด าเนินการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เล่ม หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต หลักสูตรปรับปรุง พุทธศักราช 2560 โครงสร้างหลักสูตรจ านวน 147 หน่วยกิต ส าหรับ นักศึกษารหัส 60 รหัส 61 และรหัส 62 และเล่มหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต หลักสูตรปรับปรุง พุทธศักราช 2563 โครงสร้างหลักสูตรจ านวน 138 หน่วยกิต ส าหรับนักศึกษารหัส 63 โดยทั้งสองเล ่มหลักสูตรมีการบูรณาการณ์ รายวิชาร่วมกันในด้านกฎหมาย การเมืองการปกครองและการบริหารงานภาครัฐ โดยเรียกกลุ่มวิชานี้ว่า “วิชาแกน” ในเล่มหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต หลักสูตรปรับปรุง พุทธศักราช 2560 มีวิชาแกนจ านวน 8 วิชา และเล่มหลักสูตร นิติศาสตรบัณฑิต หลักสูตรปรับปรุง พุทธศักราช 2563 มีวิชาแกนจ านวน 10 วิชา ท าให้นักศึกษาหลักสูตรนิติ ศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มีองค์ความรู้ทั้งในด้านกฎหมาย การเมืองการปกครอง และการ บริหารงานภาครัฐ อันจะส ่งผลดีต่อการปฏิบัติงานในยุคดิจิทัลที่นักกฎหมายต้องมีความรอบรู้ในหลาย ๆ ด้าน นอกจากนี้เพื่อเป็นการขยายโอกาสด้านการศึกษาให้กับบุคคลที่ไม่สามารถมาท าการเรียนในเวลาราชการปกติและมี
10 ความสนใจที่จะมาท าการศึกษาในด้านกฎหมายเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้กับตัวเอง หลักสูตรฯ จึงได้เปิดโครงการเปิด การเรียนการสอน ภาคปกตินอกเวลาราชการหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2563 โดยเน้นเรียน ในชั้นเรียนวันเสาร์-อาทิตย์ และเน้นเรียนออนไลน์ในวันธรรมดาหลังเวลาราชการ ปัจจุบันหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มีจ านวนอาจารย์ปฏิบัติงานอยู่จ านวน ทั้งสิ้น 9 คน ลาศึกษาจ านวน 2 คน โดยอาจารย์มีต าแหน่งทางวิชาการ แยกเป็นรองศาสตราจารย์จ านวน 1 คน และผู้ช่วยศาสตราจารย์จ านวน 4 คน นอกจากนี้หลักสูตรฯ ยังมีเจ้าหน้าที่ช่วยปฏิบัติงานในต าแหน่งเลขานุการของ หลักสูตรฯ จ านวน 1 คน และมีนักศึกษาที่อยู่ในความดูแลจ านวน 179 คน หลักสูตรฯ ผลิตบัณฑิตนักกฎหมายไป รับใช้สังคมแล้วไม่ต ่ากว่า 800 คน โดยบัณฑิตได้ท างานทั้งในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทุกสาขาอาชีพใน กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน ต ารวจ นักทัณฑวิทยา นิติกร ทนายความ ฯลฯ ซึ่งทุกคนล้วนเป็นความภาคภูมิใจของหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง การก้าวเดินของหลักสูตรฯ ในปัจจุบันและอนาคตจะเป็นเช่นไรย่อมสัมพันธ์กับทิศทางการด าเนินงานของโรงเรียน กฎหมายและการเมืองประกอบกับแนวนโยบายของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าสามปีที่ผ่านมานับแต่การ ก่อก าเนิดโรงเรียนกฎหมายและการเมืองเราได้ก้าวเดินมาในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว
11 โรงเรียนกฎหมายและการเมืองกับการส่งเสริมความเข้มแข็ง ทางวิชาการภายใต้การเรียนรู้ในยุคดิจิทัล เบญจพร พึงไชย [email protected] ทรัพยากรมนุษย์ ถือเป็นปัจจัยที่มีความส าคัญอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศในทุก ๆ ด้าน และการ ที่จะพัฒนาประเทศให้มีความก้าวหน้า ได้มาซึ่งองค์ความรู้ เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ คงไม่อาจปฏิเสธ ได้ว่า การศึกษา ถือเป็นปัจจัยส าคัญยิ่งต่อการก่อเกิดทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษา ระดับอุดมศึกษาที่มีส ่วนส าคัญต ่อการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมถึง การขับเคลื่อน ประเทศในหลากหลายมิติล้วนเกิดจากผลของการศึกษาและการวิจัยในระดับอุดมศึกษาแทบทั้งสิ้น ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทางสภาพเศรษฐกิจและสังคมในยุคข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลง ทางเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบให้ประเทศต่าง ๆ ในโลกต้องมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไป ตามบริบท โดยเฉพาะระบบการศึกษาที่มีการพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เอื้อต่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย แนวโน้มและความจ าเป็นของกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่งผลให้การศึกษาแบบเก่าไม่สามารถรองรับความต้องการ ให้กับผู้เรียนได้อีกต่อไป รูปแบบการเรียนรู้ที่สามารถน าเทคโนโลยีมาใช้ประกอบการเรียนรู้ ส่งผลให้เกิดการเรียนแบบใหม่ อาทิ หลักสูตรออนไลน์ แพลตฟอร์ม (Platform) ออนไลน์ สื ่อวีดีทัศน์ (Youtube) สื ่อสังคม (Social media) ถูกน ามาใช้ในการเรียนรู้ทางช่องทางออนไลน์และสามารถตอบสนองต่อการเรียนรู้ ในโลกแห่งการเรียนรู้แบบไร้ขีดจ ากัด โรงเรียนกฎหมายและการเมือง (School of Law and Politics) มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เป็นหน ่วยงาน เทียบเท ่าคณะ จัดการศึกษาในระดับอ ุดมศึกษา ก ่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2560 ภายใต้แนวคิดการส ่งเสริม ความเข้มแข็งทางวิชาการด้วยการรวมหลักสูตรที่มีพื้นฐานทางวิชาการใกล้เคียงหรือสัมพันธ์กัน มุ่งเน้นการจัดการเรียน การสอนแบบบูรณาการศาสตร์ทางด้านกฎหมาย การเมือง และการบริหารงานภาครัฐและสร้างความเข้มแข็งทาง วิชาการ ซึ่งเป็นการสร้างความแตกต่างของหลักสูตรที่มีความโดดเด่น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคดิจิทัล โดยมีกระบวนการจัดการเรียนการสอนหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะที่ท้าทายบนเส้นทางของการ เรียนรู้ในยุคดิจิทัล สามารถปรับตัวให้เข้ากับการใช้ชีวิต ที่ครอบคลุมทั้ง ความรู้ ทักษะ ทัศนคติที่จ าเป็นต่อการใช้ชีวิตใน ฐานะสมาชิกของสังคมยุคดิจิทัล ตลอดจนความท้าทายของการผลิตบัณฑิตให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของ ประเทศ สังคม ชุมชน และท้องถิ่น ด้วยประเด็นต่าง ๆ ที ่กล ่าวมานี้ ส ่งผลให้ โรงเรียนกฎหมายและการเมืองในฐานะสถาบันการศึกษา ซึ่งถูกคาดหวังจากสังคมในการด าเนินงานตามพันธกิจหลักที่ส าคัญ โดยเฉพาะด้านการผลิตบัณฑิตที่มีทักษะและ ความรอบรู้ในศาสตร์แบบบูรณาการ เพื่อให้สามารถน าไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวันและการท างานในอนาคต จ าเป็นต้องมีการด าเนินงานตามพันธกิจที ่ส าคัญเพื ่อส ่งเสริมความเข้มแข็งทางวิชาการให้กับผู้เรียน ในยุคดิจิทัล ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทาย อันเนื่องด้วยข้อจ ากัดในด้านต่าง ๆ ประกอบกับบริบททางสังคมที่เกิดขึ้น ในปัจจุบัน ดังนั้น เพื่อให้เกิดการตอบโจทย์การส่งเสริมความเข้มแข็งทางวิชาการและการด าเนินงานตามนโยบาย
12 การปฏิรูปอุดมศึกษาไทยจึงสามารถสรุปแนวทางหลักได้สองประเด็นเพื่อให้สามารถส่งเสริมความเข้มแข็งทาง วิชาการ ประกอบด้วย หลักสูตรแบบบูรณาการและกระบวนการจัดการเรียนการสอน 1. การบูรณาการศาสตร์ของหลักสูตร โดยโรงเรียนกฎหมายและการเมืองมีการด าเนินงาน ที่เกี่ยวข้องกับการจัดท าหลักสูตรแบบบูรณาการ ซึ่งปัจจุบันมีการใช้หลักสูตรระดับปริญญาตรี เป็นหลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2563 ในการจัดท าพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรมีการด าเนินการอย ่างเป็นระบบ รวมถึงการศึกษาทบทวน สถานการณ์ภายนอกทางเศรษฐกิจ สังคมและความจ าเป็นในการพัฒนาหลักสูตร บริบทการเปลี ่ยนแปลงทาง เศรษฐกิจ การเมืองในศตวรรษที่ 21 รวมถึงแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยอาศัยกลไกการบริหารจัดการภาครัฐตาม แนวคิดซึ่งมีการก าหนดกรอบการพัฒนาระบบการศึกษาที ่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ โดยนอกเหนือจาก การบูรณาการศาสตร์แล้วยังมุ ่งเน้นทักษะแห่งการเรียนรู้ที ่จ าเป็นภายใต้ปรัชญามหาวิทยาลัยที ่สามารถสร้าง ความเข้มแข็งและอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนบนฐานของการจัดการคุณภาพ สอดคล้องกับการบริหารงานวิชาการตาม แนวทางการพัฒนามหาวิทยาลัย 2. กระบวนการจัดการเรียนการสอน โรงเรียนกฎหมายและการเมืองมีการจัดการเรียนการสอน ให้สอดคล้องกับโลกยุคดิจิทัล สามารถตอบสนองต่อความต้องการและการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ให้แก่ผู้เรียน ทั้งด้านสติปัญญา ทักษะ ความรู้ ความสามารถ การสร้างสรรค์และความมีจริยธรรมทางวิชาชีพ โดยจัดกระบวนการ เรียนการสอนเพื ่อปลูกฝังให้ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล ผ ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ก าหนดไว้ใน แผนการศึกษาของแต่ละหลักสูตร นอกจากนี้ ยังมีการด าเนินโครงการต่าง ๆ ตามพันธกิจที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ทักษะการสื่อสารและมีความรับผิดชอบต่อสังคมตามวิถีประชาธิปไตย รวมถึงทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเรียนรู้การสืบค้นข้อมูล สามารถสร้างสรรค์ต่อยอดองค์ความรู้ ผ่านรูปแบบการเรียนรู้และช่องทางการเรียนรู้ใหม่ ๆ ให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล บทสรุป การเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลที่เราก าลังเผชิญอยู่อันเนื่องมาจากผลกระทบของความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ซึ่งส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา อย่างไรก็ตาม การส่งเสริม ความเข้มแข็งทางวิชาการตามศาสตร์และความเชี่ยวชาญของโรงเรียนกฎหมายและการเมือง ยังคงเป็นความท้าทาย สามารถเกิดขึ้นและประสบผลส าเร็จ ตามปรัชญา วิสัยทัศน์และพันธกิจของโรงเรียนหรือไม่ สิ่งส าคัญกว่านั้น คือ การปรับตัวเพื่อรับกับโลกยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายและรวดเร็ว การมองไปข้างหน้าและมุ่งพัฒนาตนเอง เมื่อบุคลากรสามารถพัฒนาและปรับตัว ยอมรับการเรียนรู้ใหม่ ๆ ความโดดเด่นและความเข้มแข็งทางวิชาการจะ แสดงผลลัพธ์เมื ่อผลิตบัณฑิตที ่มีทักษะและความรอบรู้ เข้าสู ่หน ่วยงานภาครัฐและตลาดแรงงาน ได้รับการตอบรับที่เด่นชัดและเป็นรูปธรรม สิ่งเหล่านี้จะบ่งบอกความเป็นวิชาการที่เข้มแข็งของโรงเรียนกฎหมาย และการเมืองได้เป็นอย่างดี
13 การสร้างความเป็นพลเมืองผ่านระบบการศึกษา : ภารกิจของโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ดังนภสร ณ ป้อมเพชร [email protected] การสร้างความเป็นพลเมืองนับเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นเป็นปัจจัยส าคัญส าหรับพื้นฐานในการพัฒนา ประเทศในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง เนื่องจากความเชื่อประการหนึ่งที่ว่าการที่จะให้ ประเทศชาติก้าวหน้าเจริญรุ่งเรืองได้นั้นย่อมขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของประชาชนที่ซึ่ง คือองค์ประกอบหนึ่งของรัฐ ด้วยเหตุนี้ การสร้างความเป็นพลเมืองที่สมบูรณ์ หรือ Active Citizen จึงถูกถกเถียงกันในสังคมถึงความพยายาม ที่จะหารูปแบบ วิธีการและกระบวนการในการสร้างความเป็นพลเมืองที่ถูกต้องเหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิตในฐานะที่เป็น สถาบันการศึกษาที่เล็งเห็นถึงความส าคัญในการสร้างให้คนไทยได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดพลเมือง ที่สมบูรณ์ดังกล่าวข้างต้นนั้น บทความนี้ จึงมีวัตถุประสงค์ในการอธิบายถึงเจตนารมณ์และบทบาทของโรงเรียน กฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิตในอันที่จะสามารถน าไปพัฒนารูปแบบ กระบวนการและวิธีการในการ สร้างความเป็นพลเมืองให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมในโอกาสต่อไป ความเป็นพลเมืองและการกล่อมเกลาทางสังคม (Citizenship and Socialization) แนวคิดเรื ่องพลเมืองได้รับความสนใจและถูกบรรจุไว้ในสถานศึกษาเป็นระยะเวลามากกว ่าทศวรรษ ซึ่งแนวทางในการศึกษาถึงการสร้างความเป็นพลเมืองโดยทั่วไป ได้ให้ความส าคัญกับเนื้อหาที่เน้นถึงความเข้าใจ ในนิยาม ความหมาย รวมไปถึงแนวคิดเชิงประวัติศาสตร์และองค์ประกอบที่เกี ่ยวข้องกับ “ความเป็นพลเมือง” ในขณะที่การศึกษาถึงรูปแบบ กระบวนการและวิธีการในการท าให้ประชาชนในชาติมีคุณลักษณะที่จะเป็นพลเมืองที่ สมบูรณ์ได้นั้น กลับได้รับการยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจาก การสร้างความเป็นพลเมืองนั้นมีความสัมพันธ์อย่าง ใกล้ชิดกับการสร้างคุณลักษณะของคนในสังคมให้มี “ส านึกพลเมือง” ที่จ าเป็นต้องด าเนินการผ่านกระบวนการ กล่อมเกลาทางสังคม (Socializations) ซึ่งมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องหลายประการ เช่น พื้นฐานทางสังคมวัฒนธรรม ค่านิยม รวมไปถึงระยะเวลาในการซึมซับที่เพียงพอในอันที่จะก่อให้เกิดคุณลักษณะที่กลายเป็นส านึกและพฤติกรรมได้ นอกจากนั้น ปัจจัยส าคัญในการสร้างส านึกพลเมืองอีกประการหนึ่งก็คือ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางสังคม (Social Surroundings) ที่นอกจากจะต้องเริ่มต้นตั้งแต่ระดับครอบครัวแล้ว ยังรวมไปถึงปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมที่มาจาก โรงเรียน เพื่อน และสื่อต่าง ๆ อีกด้วย ทั้งนี้ หากการสร้างความเป็นพลเมืองด้วยการกล่อมเกลาทางสังคมที่ซึ่งเป็น กระบวนการในการเรียนรู้ทางสังคมของมนุษย์ตั้งแต ่เกิดจนตาย ย ่อมหมายถึง คุณสมบัติของพลเมือง ที่สมบูรณ์จะถูกหล่อหลอมไปสู่ความคิด ความเชื่อของคนในสังคมจนสามารถก าหนดพฤติกรรม และค่านิยมตาม หลักการการเป็นพลเมืองที่สมบูรณ์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อส าคัญของกระบวนการกล่อมเกลานี้ ต้องสร้างให้คน ในสังคมได้เริ่มเรียนรู้ในการเป็นพลเมืองที่สมบูรณ์ตั้งแต่วัยเด็กภายใต้สภาพแวดล้อมของครอบครัว โรงเรียนและสื่อ ดังกล่าวข้างต้น จึงมีความเป็นไปได้ที่จะท าให้เกิดกระบวนการสร้างความเป็นพลเมืองที่น าไปใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
14 การสร้างความเป็นพลเมืองในระบบการศึกษา (Citizenship Establishment in Education system) จากที่ได้กล่าวข้างต้นแล้วว่าการสร้างความเป็นพลเมือง คือ การสร้างคุณสมบัติให้คนในสังคมให้มี ความเป็นพลเมืองที่สมบูรณ์ ซึ่งจะต้องเริ่มตั้งแต่สร้างการเรียนรู้ทางสังคมผ่านกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมที่มี รูปแบบทั้งเป็นทางการ (Formal Socialization) และรูปแบบไม่เป็นทางการ (Informal Socialization) โดยมีหน่วย ทางสังคมที่เป็นช่องทางในการกล่อมเกลาอยู่ 6 หน่วย ประกอบด้วย ครอบครัว โรงเรียน กลุ่มเพื่อน กลุ่มอาชีพ และ สื่อมวลชน ซึ่งจะเห็นได้ว่า โรงเรียนซึ่งเป็นสถาบันการศึกษานั้น ถูกจัดให้เป็นหน่วยทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อการ พัฒนาคุณลักษณะของคนในสังคมด้วย ดังนั้น เป้าประสงค์ในการสร้างความเป็นพลเมืองจึงควรออกแบบไว้ใน สถานศึกษาอย่างถูกต้องและเหมาะสมกับระดับการเรียนรู้ คือ วัยเด็ก วัยหนุ่มสาว และวัยผู้ใหญ่ ตัวอย่างเช่น ในกลุ่มประเทศสหราชอาณาจักรที่มีการออกแบบให้น าแนวคิดการเป็นพลเมืองที่สมบูรณ์ไปบรรจุไว้ในการเรียนการ สอนตั้งแต่ระดับประถม และมัธยม โดยใช้วิธีการเรียนรู้ทั้งในบทเรียนที ่บรรจุประเด็นของความเป็นพลเมืองที่ สมบูรณ์ไว้ในแต่ละรายวิชา เช่น ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ รวมไปถึง กลุ่มวิชาด้านภาษา ศิลปะ ดนตรีและศาสนา ทั้งนี้ การเรียนการสอนในโรงเรียนระดับประถม และมัธยมในสหราช อาณาจักรยังได้ถูกออกแบบให้มีกิจกรรมในการพัฒนาการเรียนรู้ให้เด็กนักเรียนได้เกิดส านึกพลเมืองในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ความเป็นประชาธิปไตย ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สิทธิหน้าที่ และการอยู่ร่วมกันในสังคมที่แตกต่าง อย ่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตประการหนึ ่งพบว ่า การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยไม ่ได้มีแนวทางที่ เฉพาะเจาะจงให้นักศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นพลเมืองได้ชัดเจน นอกจากนักศึกษาที่เรียนในสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น รัฐศาสตร์ กฎหมาย และสังคมศาสตร์ ซึ่งอาจจะอนุมานได้ว่า นอกจากในระดับมหาวิทยาลัยจะมุ่งเน้นไปที่วิชา เฉพาะตามอาชีพต่าง ๆ แล้วนั้น มีความเป็นไปได้ว่า กระบวนการสร้างความเป็นพลเมืองได้ถูกบรรจุไว้ล่วงหน้า คือ ใน การศึกษาระดับก่อนหน้ามหาวิทยาลัย ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาคุณสมบัติของคนในสังคมตั้งแต่วัยเด็กซึ่งสามารถปลูกฝังได้ มากกว่า ภายใต้ความเชื่อมั่นตามหลักการที่ว่า การสร้างกระบวนการเรียนรู้และกล่อมเกลาให้เกิดส านึกความเป็น พลเมืองมีความจ าเป็นที ่จะเริ่มต้นตั้งแต ่ระดับประถม และมัธยม เพื ่อในท้ายที ่สุดจะเกิดผลสัมฤทธิ์กลายเป็น คุณสมบัติติดตัวของคนในสังคมในวัยผู้ใหญ่ และจะสามารถน าไปใช้ได้เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับการศึกษาที่จะเรียนรู้ ส าหรับการประกอบอาชีพเพื่อด ารงชีวิตต่อไป บทบาทในการสร้างความเป็นพลเมืองของโรงเรียนกฎหมายและการเมือง โรงเรียนกฎหมายและการเมือง ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2560 ประกอบไปด้วยการจัดการเรียนการสอน 3 หลักสูตร คือ หลักสูตรนิติศาสตร์ หลักสูตรรัฐศาสตร์ และหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ โดยมีปณิธาน ในการบูรณาการ ความรู้เชิงศาสตร์จากทั้ง 3 หลักสูตร ผ ่านกระบวนการจัดการเรียนการสอนในหลากหลายรูปแบบเพื่อให้เกิด ผลประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน ด้วยเหตุผลของการค านึงถึงประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียนนั้น โรงเรียนกฎหมายและการเมืองจึงได้ตระหนักถึง ความส าคัญในการสร้างบัณฑิตที ่มีคุณภาพที ่จะน าความรู้ความสามารถตามศาสตร์ของตนไปประกอบอาชีพ เพื่อความเจริญก้าวหน้าต่อตนเองและครอบครัว ยิ่งไปกว่านั้น บัณฑิตที่จบจากโรงเรียนกฎหมายและการเมือง จะต้องได้รับการพัฒนาในเรื ่องส านึกพลเมืองอย ่างเข้มข้นเพื ่อที ่จะสร้างให้บัณฑิตได้เป็นพลเมืองภายใต้ การปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย ่างมีคุณภาพ และสามารถสร้างสรรค์ ประโยชน์ให้สังคมและประเทศชาติต่อไป ดังนั้น จึงนับได้ว่า ความมุ่งมั่นในการสร้างความเป็นพลเมืองให้แก่ผู้เรียน
15 ในโรงเรียนกฎหมายและการเมืองนี้ คือ ภารกิจที่ส าคัญหนึ่งในฐานะสถาบันการศึกษาที่เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา คุณภาพทรัพยากรมนุษย์ตามยุทธศาสตร์ชาติอีกด้วย แนวคิดในการสร้างความเป็นพลเมืองในสถาบันการศึกษาที่ผ่านมานั้น นอกจากจะมีการเปิดรายวิชาเกี่ยวกับ ความเป็นพลเมืองในมหาวิทยาลัยหลาย ๆ แห่งแล้ว ยังมีความร่วมมือในการพัฒนารายวิชาร่วมกันระหว่างส านักงาน คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และกลุ ่มมหาวิทยาลัยสถาบันราชภัฏทั ่วประเทศ โดยได้รวมถึง มหาวิทยาลัยสวนดุสิตด้วย ถึงแม้ว่า มหาวิทยาลัยสวนดุสิตในปัจจุบันจะไม่ได้สังกัดในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแล้วก็ ตาม หากแต่มหาวิทยาลัยสวนดุสิตก็ได้ร่วมพัฒนารายวิชาเกี่ยวกับพลเมืองตลอดมาและได้มีการบรรจุรายวิชาชื่อ “พลเมืองไทยและพลโลกที่ดี” ไว้ในหมวดการศึกษาทั่วไปของมหาวิทยาลัย อันเป็นรูปแบบในการสร้างความเป็น พลเมืองผ่านกระบวนการเรียนรู้ หรือการกล่อมเกลาทางสังคมอย่างเป็นทางการนั่นเอง อนึ่ง รายวิชา “พลเมืองไทยและพลโลกที่ดี” นับเป็นการสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจ รวมไปถึงการเรียนรู้ จากบทเรียน และกรณีศึกษาซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเรียนรู้ร ่วมกันในชั้นเรียน ซึ่งโรงเรียนกฎหมายและการเมืองได้ น ามาใช้เป็นแนวทางในการต่อยอดเพื่อพัฒนารูปแบบ และกระบวนการเรียนรู้ที่จะสร้างความเป็นพลเมืองให้แก่ นักศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ ประกอบไปด้วย การสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกที่มีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับ แนวทางในการสร้างความเป็นพลเมือง เช่น ได้มีบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับส านักงานคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุกจริตภาครัฐในการร ่วมกันด าเนินการสร้างรูปแบบและเครื ่องมือการประเมินธรรมาภิบาล หน ่วยงานภาครัฐ การเข้าร ่วมโครงการเสริมสร้างการป้องกันและต ่อต้านการทุจริต เข้าร ่วมการสัมมนาการ ขับเคลื่อนโครงการจิตวิทยาชุมชนเพื่อการต่อต้านการทุจริตซึ่งจัดโดยส านักงานเลขานุการคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามทุจริตแห่งชาติ รวมไปถึงการให้นักศึกษาร่วมโครงการกิจกรรมกลุ่ม (Workshop) ในเรื่องการสร้าง ส านึกพลเมืองที่จัดขึ้นโดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP Thailand) เป็นต้น จากความร ่วมมือทั้งในทางวิชาการที ่ซึ ่งเป็นกระบวนการสร้างการเรียนรู้ความเป็นพลเมืองแบบเป็น ทางการ โดยการให้ความรู้ และการเรียนรู้จากองค์กรและหน่วยงานภายนอกที่หลากหลาย รวมไปถึงกระบวนการ เรียนรู้อย่างไม่เป็นทางการโดยการส่งเสริม สนับสนุนให้นักศึกษาได้สร้างสรรค์กิจกรรม แลกเปลี่ยนประสบการณ์ใน โอกาสต่าง ๆ พร้อมกับสร้างสรรค์วิถีทางในการประพฤติปฏิบัติตนให้มีความเป็นพลเมืองที่สมบูรณ์ เหล่านั้น ย่อม แสดงให้เห็นถึงบทบาทของโรงเรียนกฎหมายและการเมืองที่ยึดมั่นต่อเป้าหมายที่นอกจากจะสร้างให้บัณฑิตของ โรงเรียนกฎหมายและการเมืองมีคุณภาพในการประกอบอาชีพตามอัตลักษณ์ของศาสตร์ในแต่ละหลักสูตรแล้ว โรงเรียนฯ ยังมีความแน ่วแน ่ที ่จะพัฒนาให้บัณฑิตของโรงเรียนฯ จบการศึกษาไปพร้อมกับคุณสมบัติที ่เป็น “พลเมืองที่ สมบูรณ์” ของประเทศอีกด้วย เอกสารอ้างอิง David Turner and Patricia Baker. (2000). Activities for Teaching Citizenship in Secondary Schools: Lesson Plans Across the Curriculum. Kogan Page Limited: London. David Turner and Patricia Baker. (2000). Developing Citizenship in Secondary Schools. Kogan Page Limited: London. Jackson, J. F. (1993). Human behavioral genetics scar’s theory and the views interventions: A critical review and commentary on their implications for African American children. Child Development, 1318-1332.
17 บทบาทของโรงเรียนกฎหมายและการเมืองกับการรับใช้สังคมในยุคดิจิทัล อัญชลี รัตนะ [email protected] ในบริบทของสังคมปัจจุบันกระบวนการโลกาภิวัตน์ได้เข้ามามีบทบาทและส ่งผลกระทบต ่อการ เปลี่ยนแปลงทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจและการเมืองของประเทศต่าง ๆ ในวงกว้าง โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล เนื่องจากมีการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) มีการเชื่อมโยงของอุปกรณ์ต่าง ๆ หรือที่มักเรียกกันว่าอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of things: IoT) และ ปัญญาประดิษฐ์(Artificial Intelligence: AI) มากขึ้น ทั้งในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมการผลิต หรือภาคเกษตรกรรม จากสถานการณ์ดังกล ่าวส ่งผลให้แวดวงสถาบันการศึกษาต้องรีบปรับตัวเป็นการใหญ ่ในทุกระดับ รวมถึง สถาบันอุดมศึกษาซึ่งเป็นสถาบันขั้นสูงสุดที่มีบทบาทหน้าที่หลักในการด าเนินภารกิจส าคัญ 4 ประการ คือ การผลิต บัณฑิต การวิจัยและพัฒนา การบริการทางวิชาการ และการทะนุบ ารุงศิลปะและวัฒนธรรม ก็จ าเป็นต้องปรับปรุง และพัฒนากลไกส าคัญขององค์กรทั้ง โครงสร้างพื้นฐานขององค์กรในรูปแบบต่าง ๆ(Infrastructure) กระบวนการ ท างานที่เป็นระบบ (Process & System) เป้าหมายและนโยบาย (Goal & Policy) รวมถึงทรัพยากรมนุษย์(Human Resource) ให้มีศักยภาพในการท างาน มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเองและองค์กร มีทัศนคติที่ดีต่อองค์กร รวมถึง มีวิสัยทัศน์ในการท างาน ซึ ่งเหล ่านี้จะช ่วยส ่งเสริมให้องค์กรพัฒนาได้ก้าวไกลและมั ่งคงสอดคล้องกับ การ เปลี่ยนแปลงของสังคมโลก อย่างไรก็ตาม สถาบันอุดมศึกษาต้องพึงระวังหลุมพรางหรือกับดักที่ส าคัญ 4 ประการ (สุวิทย์ เมษินทรีย์, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม, สิงหาคม 2561) ประกอบด้วย 1. กับดัก Comfort Zone “ไม่ต้องดิ้นรน” คือ ยังคงอยู่ในกรอบเดิมที่ตัวชี้วัดไม่เหมาะสม ท าให้ ไม่ได้รับผลสะท้อนการด าเนินงานที่แท้จริง และไม่ตอบโจทย์องค์กร 2. กับดัก Commodity “ไม่สามารถสร้างความแตกต่าง” คือ เกือบทุกมหาวิทยาลัยมุ่งไปสู่การเป็น Comprehensive-based University ท าให้เกิดการซ ้าซ้อน และไม่มีความแตกต่าง 3. กับดัก Mismatch “ไม่สอดรับกับความต้องการที่แท้จริงของประเทศ” คือ มหาวิทยาลัยที่ยังคง ผลิตนักศึกษาเพื่อสร้างรายได้ด้วย การผลิตบัณฑิตเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดมากเกินไปแต่ไม่ตอบ โจทย์ในเรื่องการมีงานท า และการน าความรู้ไปใช้ได้อย่างแท้จริง 4. กับดัก Irrelevance “ไม่ตอบโจทย์โลกในศตวรรษที่ 21” คือ การไม่คิดที่จะปรับทิศทางของ องค์กรให้สอดคล้องรับกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงแบบ Disruption ในโลกยุคดิจิทัลหากสถาบันการศึกษาใดก้าวไม่พ้นกับดักทั้งสี่ประการ ก็มีแนวโน้มและความเป็นไปได้ว่า สถาบันแห่งนั้นจะไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนในสังคมและการเปลี่ยนแปลงของโลกได้
18 ส าหรับโรงเรียนกฎหมายและการเมือง (School of Law and Politics) ได้จัดตั้งขึ้นตามนโยบายของ มหาวิทยาลัยในการสร้างความเข้มแข็งของหลักสูตร ด้วยการรวมหลักสูตรที่มีพื้นฐานทางวิชาการใกล้เคียงหรือ สัมพันธ์กัน ได้แก่ หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต รัฐศาสตรบัณฑิต ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์ และสาขาวิชารัฐ ประศาสนศาสตร์ รวมถึงหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาอาชญาวิทยาการบริหารงานยุติธรรมและสังคม เข้าเป็น ศักยภาพเดียวกัน โดยเน้นการสร้างความแตกต่างของหลักสูตรให้มีลักษณะที่โดดเด่นกว่าหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยอื่น ๆ เปิดสอน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกในยุคโลกาภิวัตน์ ตลอดจนความท้าทายของการผลิตบัณฑิต ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ สังคม ชุมชน และท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นการจัดการเรียนการสอน แบบบูรณาการองค์ความรู้ (Knowledge Management) และสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ นอกจากการจัดการเรียนการสอนเพื่อผลิตบัณฑิตตามภารกิจหลักของสถาบันอุดมศึกษา โรงเรียนกฎหมาย และการเมืองยังให้ความส าคัญกับการท าหน้าที่รับใช้สังคมผ่านงานบริการวิชาการอีกด้วย โดยได้มีการจัดตั้ง ศูนย์พัฒนาเครือข ่ายความร ่วมมือทางวิชาการทางด้านกฎหมายและการเมือง โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิตขึ้นด้วยวัตถุประสงค์หลัก คือ การเผยแพร ่ความรู้ทางวิชาการให้แก่สังคมทั่วไปเพื่อให้เกิด ความรู้ทางด้านกฎหมาย การเมืองและการบริหารราชการแผ่นดินอย่างถูกต้องและสามารถน าความรู้ไปประยุกต์ใช้ กับชีวิตประจ าวันได้อย่างเกิดประโยชน์ทั้งนี้ นับตั้งแต่มีการประกาศจัดตั้งเป็นโรงเรียนกฎหมายและการเมือง ในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2560 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ศูนย์พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ ทางด้านกฎหมายและการเมืองยังคงปฏิบัติภารกิจบริการวิชาการเพื่อรับใช้สังคมเสมอมา ทั้งในรูปแบบของการท า ข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันการศึกษา ตามกลยุทธ์ที่ 2 ของศูนย์พัฒนาเครือข่ายความร ่วมมือ ทางวิชาการทางด้านกฎหมายและการเมือง คือ การสร้างเครือข่ายและชุมชนวิชาการทางด้านกฎหมายและการเมือง เช่น ความร ่วมมือทางวิชาการด้านการเผยแพร ่ความรู้ทางกฎหมายและการเมืองกับคณะศิลปศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, ความร ่วมมือทางวิชาการกับส านักงานสัญญาธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยได้จัดเสวนาวิชาการเผยแพร่ต่อสาธารณะผ่านระบบออนไลน์ ร ่วมกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากการบริการวิชาการผ่านเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก ศูนย์พัฒนา เครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการทางด้านกฎหมายและการเมืองยังจัดโครงการเพื่อพัฒนาความรู้ทางด้านกฎหมาย ให้แก่บุคลากรของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตในประเด็น พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ ที่จะส่งผลกระทบต่อบุคลากรในองค์กรและประชาชนทุกคนจึงจ าเป็นต้องเผยแพร่เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเท่าทัน การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายในยุคดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ในวาระครบรอบ 3 ปีการก่อตั้งและก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของโรงเรียนกฎหมายและการเมือง สถานการณ์การเปลี ่ยนแปลงของสังคมไทยและสังคมโลกด าเนินไปอย ่างเข้มข้นและรวดเร็วกว ่าเดิมมาก ทั้งนี้ สืบเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาโรคระบาดใหม่ รวมถึงปัญหาการบริหารจัดการของสถาบันทางการเมือง ที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงทีและตรงตามความต้องการ โรงเรียนกฎหมาย และการเมืองในฐานะสถาบันการศึกษาซึ่งเป็นสถาบันหลักของสังคมจึงจ าเป็นต้องก าหนดบทบาทและท ่าทีให้ สอดคล้องกับความเปลี ่ยนแปลงของสังคม โดยเน้นการเป็นสมาชิกที ่ดีและมีทักษะปัญญาเพื ่อแก้ไขปัญหาใน ชีวิตประจ าวันเป็นหลักต่อไป
19 คุณธรรมน ากฎหมายและการเมือง สมศักดิ์ เจริญพูล [email protected] โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ก่อตั้งจากการน าแนวคิดเชิงบูรณาการของ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ โดยมุ่งหวังให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจในกฎหมาย การเมือง และการบริหาร ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องส าคัญที่มีผลกระทบต่อสังคมอย่างมากประการ ดังนั้นการพัฒนาให้นักศึกษา เป็นบุคคลที่มีความรู้ทางด้านกฎหมายและการบริหารควบคู่กับคุณธรรมหรือมีคุณธรรมกับการใช้ความรู้และแสดง พฤติกรรมที่ถูกต้องจึงเป็นความคาดหวังประการหนึ่งที่ส าคัญยิ่งของโรงเรียนกฎหมายและการเมือง คุณธรรม จริยธรรม ของนักกฎหมายหรือนักบริหาร หรือเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานก็ตามย่อมเป็นสิ่งที่ ส าคัญด้วยกันทั้งสิ้น ยิ่งเป็นผู้มีความรู้อย่างนักกฎหมายหรือมีอ านาจหน้าที่ส าคัญเป็นผู้บริหารยิ่งต้องมีคุณธรรม จริยธรรมในการก ากับการกระท าของตนมากยิ ่งขึ้น เนื่องด้วยสถานะภาพ หน้าที่ ความรู้ที่มีนั้นอาจท าให้สามารถ เอาเปรียบ หรือเรียกรับผลประโยชน์ หรือเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลใดเป็นการเฉพาะได้ ซึ่งอาจท าให้ เกิดความเสียหายทั้งแก่องค์การและสังคมนั้น ๆ การใช้ความรู้ในทางที่ชอบด้วยกฎหมาย ใช้ด้วยความถูกต้องสุจริต มีจิตใจที่ตั้งอยู่บนการแสวงหาและ ท าให้เกิดความยุติธรรมแก่บุคคลที่หวังพึ่งพิงผู้ที่มีความรู้นี้เป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ต้องการให้เกิดขึ้นในสังคม อย่างไรก็ตาม มิว่าในกลุ่มสังคมใดย่อมมีทั้งคนดีมีคุณธรรมและกลุ่มคนที่คอยมุ่งหาผลประโยชน์ส่วนตนโดยมิได้ค านึงถึงผลเสีย ผลกระทบในเชิงลบที่จะเกิดขึ้นแก่สังคม การใช้ช่องว่างของข้อกฎหมายในการช่วยเหลือพวกพ้อง ท าให้ผิดเป็นไม่ผิด มักเป็นสิ ่งที ่สังคมพบเห็นได้บ ่อยครั้ง แต ่มิมีใครให้ความส าคัญมากในอดีต อาจเป็นเพราะแนวคิดที ่ว ่า “มิใช่เรื่องของตน” อีกทั้งการจะไปหาข้อมูลหลักฐานมาแสดงให้สังคมเห็นหรือได้ตระหนักถึงก็เป็นเรื่องที่ยาก แต่ในสภาพการณ์ปัจจุบันด้วยความทันสมัยของเทคโนโลยี รวมทั้งการเข้าถึงข้อมูลที่ง่าย ท าให้ประเด็นที่สังคม สนใจจะมีการค้นหาข้อมูลกันได้อย่างรวดเร็ว มีมากมายหลากหลายมิติมีหลักฐานจากภาพกล้องวงจรปิด ภาพถ่ายคลิปเสียง และเอกสารต่าง ๆ มีแสดงให้สังคมเห็นหรือตั้งข้อสังเกตอย่างมากมาย ดังนั้นบุคคลจึงควร ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ดังพุทธพจน์ที่ว่า “ธมฺมญฺจเร สุจริต ” คือบุคคลควรปฏิบัติธรรม (หน้าที่) ให้สุจริต (พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมมฺจิตฺโต). มปป.: 41-42) การไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือการด าเนินชีวิต โดยไม่สุจริตเพียงเล็กน้อยอาจท าให้ชีวิต หน้าที่การงานพังลงได้เช่น การที่วุฒิสภาของสหรัฐอเมริกาได้ลงมติ ด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ให้ความเห็นชอบต่อการที่ประธานาธิบดี บิล คลินตัน ได้แต่งตั้งนางเจเนต เรโน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติประวัติอย่างยิ่งที่ได้เป็นรัฐมนตรีหญิงคนแรกของ กระทรวงยุติธรรม อันถือว่าเป็นกระทรวงเกรดเอของสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตามเกียรตินี้ควรตกเป็นของนางโช ไบร์ด ผู้ที่เคยถูกเสนอชื่อก่อนหน้านี้ แต่เมื่อสื่อมวลชนได้ขุดคุ้ยและพบจุดด่างพร้อยในชีวิตของเธอที่ว่า นางโช ไบร์ด ได้ว่าจ้าง ชาวเปรูสองคนซึ่งเป็นผู้ลักลอบเข้าเมืองมาเป็นคนเลี้ยงลูกที่บ้านของเธอ เป็นจุดด่างพร้อยเพียงเล็กน้อยก็จริงแต่ ก็ท าให้ในที่สุดนางโช ไบร์ด ขอถอนตัวออกจากการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เมื่อย้อนกลับ มามองที ่ประเทศไทยความผิดเล็กน้อยเช ่นนี้จะมีการแสดงความรับผิดชอบมากเช ่นนี้หรือไม ่? หลักฐาน
20 การกระท าผิดต้องมากมายและชัดเจนขนาดไหนจึงจะสร้างส านึกความรับผิดชอบการตระหนักถึงความถูกผิด ความเหมาะสมของการกระท า ผู้เขียนคิดว ่าค าถามเหล ่านี้คงวนเวียนอยู ่ในหัวของคนในสังคมมากมาย และสุดท้ายย่อมส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมของไทย ทั้งนี้ผู้เขียนเชื่อว่าด้วยระบบ กระบวนการ ข้อกฎหมาย ที่มีการก าหนดวางกรอบในการปฏิบัตินั้นย่อม มีความมุ่งหวังที่ดีแต่บุคคลที่เข้าไปในระบบและพยายามหาช่องว่างของระบบและข้อกฎหมายต่างหากที่เป็น ผู้ก่อปัญหาเหล่านี้ ดังนั้นการพัฒนาบุคคลให้มีส านึก ตระหนักถึงคุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดแก่ส่วนรวม จึงเป็นสิ่งส าคัญที่สังคมไทยควรต้องพัฒนาและน าไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง ก่อนที่ความเสียหายจะลุกลาม กลายเป็นปัญหาของสังคมมากไปกว่าที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ดังนั้นการผลิตบัณฑิตของโรงเรียนกฎหมายและการเมืองจึงมิใช ่มุ ่งแต่ให้ความรู้ทางข้อกฎหมาย การเมืองการปกครอง และการบริหารงานเท่านั้น แต่ยังคงมุ่งเน้นให้นักศึกษาที่จบไปมีคุณธรรมที่เรียกว ่า “อนวัชชพละ” คือก าลังแห่งความสุจริตที่ปราศจากข้อบกพร่องอันเกิดจากอบายมุข (พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมมฺจิตฺโต). มปป.: 55) นักศึกษาที่จะจบออกไปจะได้รับการพัฒนานิสัย และประพฤติตนอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล และด้วยความรับผิดชอบทั้งในส่วนตนและส่วนรวม เอกสารอ้างอิง พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมมฺจิตฺโต). มปป. คุณธรรมส ำหรับนักบริหำร: หน้ำที่-คุณลักษณะพิเศษ และ วิธีกำรบริหำรด้วยธรรมะ.
21 กฎหมายไทยกับปัญหาการท าแท้ง วัลลภ ห่างไธสง [email protected] ปัญหาการท าแท้ง หรือยุติการตั้งครรภ์ นับเป็นอีกหนึ่งปัญหาของสังคมไทย ที่มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน โดยฝ่ายที่เห็นด้วยกับการท าแท้งนั้น เห็นว่าหญิงควรมีสิทธิเสรีภาพในการเลือก เพราะหญิงเท่านั้นที่จะรู้ดีที่สุดถึง ความพร้อม หรือความไม่พร้อมในการที่จะมีบุตร เพื่อไม่ให้กลายเป็นปัญหาสังคมต่อไปในอนาคต ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็น ด้วยก็จะอ้างว่า เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ขัดต่อศีลธรรมและเป็นบาปกรรม คือผลสะท้อนกลับมาอย่างหนักในทุกครั้ง เมื่อพูดถึงเรื่องการท าแท้ง ส าหรับประเทศไทย กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการท าแท้งนั้น ถูกบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 – 305 มาตรา 301 หญิงใดท าให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นท าให้ตนแท้งลูก ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ มาตรา 302 ผู้ใดท าให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน หนึ่งแสนบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ ถ้าการกระท านั้นเป็นเหตุให้หญิงรับอันตรายสาหัสอย่างอื่นด้วย ผู้กระท าต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ ถ้าการกระท านั้นเป็นเหตุให้หญิงถึงแก่ความตาย ผู้กระท าต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินสิบปี และปรับ ไม่เกินสองแสนบาท มาตรา 303 ผู้ใดท าให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นไม่ยินยอม ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกิน หนึ่งแสนสี่หมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ ถ้าการกระท านั้นเป็นเหตุให้หญิงรับอันตรายสาหัสอย่างอื่นด้วย ผู้กระท าต้องระวางโทษจ าคุกตั้งแต่หนึ่งปี ถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท ถ้าการกระท านั้นเป็นเหตุให้หญิงถึงแก่ความตาย ผู้กระท าต้องระวางโทษจ าคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท มาตรา 304 ผู้ใดเพียงแต่พยายามกระท าความผิดตามมาตรา 301 หรือมาตรา 302 วรรคแรก ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ มาตรา 305 ถ้าการกระท าความผิดดังกล ่าวในมาตรา 301 และมาตรา 302 นั้น เป็นการกระท าของ นายแพทย์ และ (1) จ าเป็นต้องกระท าเนื่องจากสุขภาพของหญิงนั้น หรือ (2) หญิงมีครรภ์เนื่องจากการกระท าความผิดอาญา ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 276 มาตรา 277 มาตรา 282 มาตรา 283 หรือมาตรา 284 ผู้กระท าไม่มีความผิด จะเห็นได้ว่า หากหญิงตั้งครรภ์และต้องการยุติการตั้งครรภ์ด้วยการท าแท้ง จะมีความผิดและต้องรับโทษ ตามกฎหมาย ซึ่งมีภาคประชาสังคมหลายฝ่ายมองว่า กฎหมายแบบนี้ไม่ยุติธรรมแก่หญิง เพราะหญิงแต่เพียงฝ่ายเดียว
22 คงไม่สามารถตั้งครรภ์เองได้ หากไม่มีผู้ที่ร่วมกระท าคือฝ่ายชายด้วย ฉะนั้น ถ้าจะลงโทษหญิง กฎหมายก็ควรจะต้องมี บทลงโทษฝ่ายชายที่ไม่มีความรับผิดชอบด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ยังคงเป็นประเด็นปัญหาที่ถกเถียงกันมาอยู่ตลอดจนถึงปัจจุบัน เมื่อหลายสิบปีก่อน เคยมีการเสนอร ่างพระราชบัญญัติท าแท้งเสรี เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร แต่สุดท้าย กฎหมายฉบับดังกล ่าวนี้ก็ไม ่ผ ่านสภาโดยเหตุผลว ่าไม ่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย เนื ่องจากเป็นเมืองพุทธ การท าแท้งเป็นบาปและขัดต่อหลักศีลธรรม แต ่ประมวลกฎหมายอาญาของไทย ก็มิได้ห้ามมิให้มีการท าแท้งแบบเด็ดขาดเสียทีเดียว หญิงนั้นยัง สามารถที่จะท าแท้งได้ และไม่ถือว่าเป็นการกระท าที่ผิดกฎหมายด้วย หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า หญิงนั้นถูกข่มขืน กระท าช าเราแล้วเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา เพราะกฎหมายมองว่าเป็นลูกโจร มิได้เกิดจากความสมัครใจหรือยินยอมของ หญิง ซึ่งมีกฎหมายบัญญัติรับรองเหตุ“ยกเว้นความผิด” ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในมาตรา 305 (2) ดังนั้น การท าแท้ง ในกรณีดังกล่าวเช่นว่านี้ หญิงไม่มีความผิด ส ่วนอีกกรณีหนึ ่ง ที ่หญิงสามารถท าแท้งได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ก็คือ “เนื ่องจากสภาพของหญิงนั้น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 305 (1) เช่น หญิงเป็นโรคหัดเยอรมันในขณะก าลังตั้งครรภ์ ซึ่งถือว่าอันตรายมาก ส าหรับทารกในครรภ์ เพราะโรคหัดเยอรมันอาจจะส่งผลให้ทารกพิการหรือเสียชีวิตหลังคลอดได้ฉะนั้น หญิงจึงสามารถ ท าแท้งได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติก็ยังคงมีปัญหาอีกเช่นกัน เพราะกฎหมายอนุญาตให้ท าแท้งได้ เนื่องจากสุขภาพของหญิงเท่านั้น ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าหมายถึงสุขภาพร่างกายของหญิง จะหมายความรวมถึงสุขภาพทางด้านจิตใจของหญิง ด้วยหรือไม่ ซึ่งก็ยังคงเป็นประเด็นปัญหาที่ถกเถียงกันมาอยู่ตลอด เพื่อลดปัญหาดังกล่าว เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญายังมิได้มีการแก้ไข แต่ขณะที่ก าลังรอร่างกฎหมาย ฉบับนี้อยู่ แพทยสภาได้มีข้อบังคับของแพทยสภาในเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ซึ่งมีสาระส าคัญว่า “หากมีความจ าเป็นต้องกระท า เนื่องจากปัญหาสุขภาพจิตของหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งจะต้องได้รับ การรับรองหรือเห็นชอบจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที ่มิใช ่ผู้กระท าการยุติการตั้งครรภ์อย ่างน้อยหนึ ่งคน หากเป็นไปตามเงื่อนไขดังกล่าว แพทย์ย่อมสามารถที่จะท าแท้งให้หญิงเพื่อยุติการตั้งครรภ์ได้ ส ่วนปัญหาที ่หญิงเรียกร้องกันมาโดยตลอดก็คือ “เสรีภาพในการท าแท้งที ่ถูกต้องตามกฎหมาย และมีความปลอดภัย”เพราะในสภาพสังคมปัจจุบัน ปัญหาด้านเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยากจน การตกงานไม่ มีงานท าการตั้งครรภ์โดยฝ ่ายชายไม่รับผิดชอบ หรือความยังไม่พร้อมที่จะมีบุตร เนื่องจากหญิงยังเป็นเด็กหรือ เยาวชน และก าลังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของหญิงได้ เมื่อการท าแท้งผิดกฎหมาย หญิงที่มีความประสงค์จะยุติการตั้งครรภ์จึงไม่มีทางเลือก นอกจากลักลอบท าแท้ง ซึ่งอาจต้องท ากับหมอเถื่อน คลินิกเถื่อน ซึ่งไม่มีความปลอดภัย และอาจเกิดอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพของหญิงได้ ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่สังคมไทยจะหันมาพูดคุยกันอย่างจริงจัง เพื่อช่วยกันหาทางออกและยุติปัญหา เพราะ รัฐธรรมนูญแห ่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 27 บัญญัติว ่า บุคคลย ่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นก าเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคลฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเหตุอื่นใด จะกระท ามิได้
23 มาตรา 28 บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย ฉะนั้น จึงอาจเห็นได้ว่า กฎหมายอาญาของไทยว่าด้วยเรื่องการท าแท้งอาจจะขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดหรือไม่ เพราะเป็นการจ ากัดสิทธิเสรีภาพของหญิงในการที่จะเลือกด าเนินชีวิตในสังคมด้วยตัวเอง เมื่อยังไม่มีความพร้อมที่จะมีบุตร ในบางประเทศ กฎหมายจะก าหนดช่วงอายุครรภ์ เช่นหากท าแท้งระหว่างช่วงอายุครรภ์ไม่เกิน 3 เดือนแรก ไม่เป็นความผิด เป็นต้น แต่ในหลายประเทศทั่วโลก ก็ยังคงมีกฎหมายจ ากัดในเรื่องของการท าแท้งอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่ มักเป็นประเทศที่เคร่งศาสนา โดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนเห็นว่า ไม่ว่าจะมีกฎหมายอนุญาตให้ท าแท้งได้หรือไม่ก็ตาม ปัญหาก็คงจะไม่ได้จบไป อย่างแน่นอน ถ้าหากไม่มีมาตรการการป้องกันปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น การเสริมสร้างความรักความอบอุ่นในครอบครัว การให้ความรู้เกี ่ยวกับเรื ่องเพศศึกษาในเด็กและเยาวชน,สวัสดิการของรัฐที ่ให้กับประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึง เพื่อลดความเหลื่อมล ้าทางสังคม ฯลฯ ซึ่งแต่ละประเทศทั่วโลกก็มีความเชื่อทางด้านขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนา และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน อีกทั้งสภาพปัญหาทางด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่ไม่เหมือนกันอีกด้วย จึงท าให้วิถีชีวิตของคนทั่วโลกมิได้เป็นไปในแนวทางเดียวกันทั้งหมด ส าหรับประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองพุทธ การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรม เป็นบาป แต่ในทางกลับกัน จะบาปหนักยิ่งกว่าหรือไม่ หากปล่อยให้เด็กนั้นเกิดมาในสภาพที่พ่อแม่ยังไม่มีความพร้อม เด็กนั้นอาจถูกทอดทิ้งให้ เป็นเด็กก าพร้า ไม่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง ขาดโอกาสทางสังคม เพราะไม่ได้รับการศึกษาเล่าเรียน หรือ อาจต้องกลายเป็นเด็กเร่ร่อน ไม่มีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต ไร้ซึ่งอนาคต ฯลฯ และก็จะต้องกลายเป็นปัญหาของ สังคมอย ่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในปัจจุบันศาลรัฐธรรมนูญได้ลงมติชี้ว ่า กฎหมายอาญาห้ามท าแท้ง ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 301 นั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27, มาตรา 28 หากในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยเรื่องการท าแท้ง คงจะต้องเพิ่มเติมเงื่อนไขอื่น ๆ เข้ามาอีกมากมาย เช่น ต้องได้ความยินยอมจากบิดามารดา ในกรณีที่หญิงนั้นยังเป็นผู้เยาว์อยู่ต้องได้รับความยินยอม จากคู่สมรส ญาติพี่น้อง โดยให้มีความเห็นจากนักสังคมสงเคราะห์หรือแพทย์ รวมถึงระยะเวลาในการตั้งครรภ์ด้วยว่า จะต้องไม่เกินกี่เดือน และมีเหตุอันควรที่หญิงนั้นสามารถท าแท้งได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งอาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพื่อเปิดโอกาสให้หญิงได้มีเสรีภาพในการตัดสินใจและเลือกเส้นทางเดินบนชีวิตของตัวเองได้ เพื่อคืนสิทธิในเนื้อตัว ร่างกายให้ผู้หญิง ซึ่งยังคงเป็นเรื่องที่สังคมไทยยังคงต้องรอคอยค าตอบกันต่อไป เอกสารอ้างอิง โรงพยาบาลพญาไทย. (2563). วำงแผนก่อนมีบุตรเพรำะหัดเยอรมันอันตรำย. สืบค้น วันที่ 31 สิงหาคม 2563 จาก https://www.phyathai.com/article_detail/2800/th แพทยสภา. (2548). ข้อบังคับแพทยสภำว่ำด้วยหลักเกณฑ์กำรปฏิบัติเกี่ยวกับกำรยุติกำรตั้งครรภ์ทำงกำรแพทย์ ตำมมำตรำ 305 แห่งประมวลกฎหมำยอำญำ พ.ศ. 2548. ส านักงานศาลรัฐธรรมนูญ. (2563). มำตรฐำนใหม่! ศำลรัฐธรรมนูญชี้ กฎหมำยอำอญำห้ำมท ำแท้งขัดรัฐธรรมนูญ สั่งแก้ใน 360 วัน. ข่าวส านักงานศาลรัฐธรรมนูญ วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563. กรุงเทพมหานคร.
25 เป็นนักกฎหมาย เป็นนักปกครองต้องใช้ความสัมพันธ์ ระหว่างเหตุและผลให้เป็นและต้องคิดผลที่จะเกิดขึ้นให้ได้ไม่ต ่ากว่า 3 ชั้น โชคดี นพวรรณ [email protected] เมื่อเราพูดถึงการกระท าที่เกิดขึ้นไม่ว่าท าดี ท าชั่วย่อมท าให้เกิดผลขึ้น และผลที่เกิดขึ้นจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ผล เดียวเท่านั้น ยังก่อให้เกิดผลต่อเนื่องเป็นชั้น ๆ เหมือนค ากล่าวที่ว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” วันนี้จะขอยก ค าถามมาให้ผู้อ่านได้ลองคิดเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง “การกระท าและผลที่เกิดขึ้น” เพื่อพิจารณาไปพร้อม ๆ กันนะครับ 1. ถ้าประเทศหนึ่งมีการขยายตัวของอุตสาหกรรมหนักมีความต้องการแรงงานจ านวนมาก ท าให้ โรงงานอุตสาหกรรมทั้งหลายน าเด็กที่มีอายุ 16-18 ปีมาใช้แรงงานเป็นจ านวนมาก ท่านคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หรือไม่ และควรด าเนินการอย่างไร? 2. ท่านเห็นว่าสมควรหรือไม่ที่จะให้ความคุ้มครองแรงงานที่เป็นเด็ก? 3. ท่านเห็นว่าควรคุ้มครองเด็กที่เข้าสู่ระบบแรงงานอย่างไร? จากค าถามที่ตั้งขึ้นผมเชื่อว่าผู้อ่านคงได้ค าตอบคล้าย ๆ กัน และทุก ๆ ท่านคงเสนอแนะในลักษณะ เดียวกันคือ ควรดูแลสุขอนามัยของเด็ก ให้มีเวลาการท างานที่เหมาะสม ควรแบ่งเวลาให้เด็กได้ศึกษาเล่าเรียน เป็นต้น และแน่นอนหากมีการด าเนินการตามข้อเสนอผลที่ตามคือ เด็ก ๆ ได้รับความคุ้มครองเป็นผลประโยชน์โดยตรงต่อเด็ก แต่ท่านรู้ไหมครับว่าเรื่องนี้ยังมีผลที่เกิดขึ้นตามมาอีกหลายชั้น เพราะเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประเทศฝรั่งเศส ทุกท่านคงอยากรู้สิครับว่าอะไรที่เกิดตามมา และผลนั้นจะเป็นอย่างไร? เรามาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกันเลยครับ ในช ่วงปี พ.ศ.2440 ประเทศฝรั่งเศสอุตสาหกรรมมีการขยายตัวอย่างมาก โรงงานอุตสาหกรรมต้องการ แรงงานจ านวนมากและชายฉกรรจ์ที่ใช้แรงงานจึงมีจ านวนไม่เพียงพอ ท าให้เจ้าของโรงงานต้องใช้แรงงานเด็กรุ่นหนุ่ม เข้ามาท างานเป็นจ านวนมาก รัฐบาลฝรั่งเศสจึงเกิดความวิตก และเห็นความจ าเป็นในการให้ความคุ้มครองแก่เด็กผู้ใช้แรงงานทั้งในทาง สุขภาพอนามัยและการศึกษา จึงร่างกฎหมายบังคับให้เจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมใช้แรงงานเด็กได้เพียงบางอย่าง มีการบังคับให้ดูแลสุขอนามัยของเด็ก ทั้งยังมีการแบ่งเวลาให้เด็กได้รับการศึกษา รวมถึงบทบัญญัติจ ากัดและบังคับ ในอีกหลายกรณีให้เจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมต้องปฏิบัติต่อเด็ก เมื่อร่างกฎหมายดังกล่าวก็ผ่านการลงมติให้บังคับใช้เป็นกฎหมาย โรงงานอุตสาหกรรมจ านวนมากได้เอา เด็กออกจากงาน เพราะกลัวว่าต้องปฏิบัติตามขั้นตอนตามกฎหมาย ซึ่งเมื่อค านึงถึงผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับโรงงาน แล้วจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะการเอาเด็กมาท างานก็ให้ประโยชน์แก่งานเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ แต่โรงงาน กลับต้องรับผิดชอบปฏิบัติตามข้อบังคับหลายประการ อีกทั้งยังต้องถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลคอยตรวจตราสอดส่องอีก
26 และเมื่อโรงงานอุตสาหกรรมเอาเด็กออกจากงานแล้ว ยังส ่งผลกระทบต่อผลผลิตที ่ได้ลดลงเพราะขาด แรงงาน นอกจากนี้ยังท าให้เด็กไม่ได้รับการฝึกหัดงานส าหรับประกอบอาชีพในอนาคต การพัฒนาอุตสาหกรรมของ ประเทศฝรั่งเศสต้องช้าลงเปรียบเทียบกับประเทศอังกฤษ และที่ส าคัญหลังจากที่กฎหมายนี้บังคับใช้ไประยะหนึ่งก็ พบว่า มีเด็กท าผิดทางอาญาเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้เหตุเริ่มต้นจะเป็นการกระท าที่ดีก็ตาม แต่ผลที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั้นเดียว ยังก่อให้เกิดผลขึ้นตามมาอีกหลายชั้น และที่ส าคัญผลที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้เกิดตามเป้าหมายที่หวังไว้ดังนั้นก่อนที่จะ ลงมือกระท าสิ่งหนึ่งสิ่งใด ทั้งนักกฎหมายและนักปกครองจึงควรฝึกการคิดพิจารณาถึงผลให้ไกลอย่างน้อยก็ไม่ต ่ากว่า 3 ชั้นก่อนที่จะตัดสินใจลงมือกระท าอะไรลงไป เอกสารอ้างอิง หลวงวิจิตรวาทการ. (2532). ก ำลังควำมคิด. พิมพ์ครั้งที่ 6 .กรุงเทพมหานคร : บริษัท มีเดียโฟกัส จ ากัด.
27 สัญญารับขนคนโดยสาร สร้อย ไชยเดช [email protected] ส าหรับการประกอบอาชีพหรือประกอบธุรกิจขนส ่งคนโดยสาร คือ การที ่ผู้ขนส ่งน าเอาคนโดยสาร (Passengers) เคลื่อนย้ายจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานหนึ่ง จะมีสิ่งของที่ติดไปด้วยหรือไม่ก็ได้ การด าเนินการดังกล่าว มีบุคคลเกี่ยวข้องกันสองฝ ่าย คือ ฝ ่ายผู้โดยสาร และฝ ่ายผู้ขนส ่ง ซึ่งต่างจากสัญญารับขนของที่อาจมีบุคคลเข้ามา เกี่ยวข้องมากกว่าสองฝ่ายก็ได้ ได้แก่ ผู้ส่ง ผู้ขนส่ง และผู้รับตราส่ง ในทางกฎหมายเมื่อสัญญารับขนคนโดยสารเกิดขึ้น ผู้ขนส่งมีหน้าที่ตามสัญญา ก็คือ น าพาหนะที่บรรทุกคน โดยสารไปให้ถึงจุดหมายปลายทางโดยปลอดภัยและทันเวลาที่ควรจะเป็นในการเดินทางชนิดนั้น ๆ ถ้าผู้ขนส่งผิดสัญญา คือ ไม่สามารถน าผู้โดยสารส่งถึงที่หมายปลายทาง หรือท าให้ผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บหรือผิดเวลาในการเดินทางอย่างมาก ผู้ขนส่งในฐานะผู้มีวิชาชีพทางด้านนี้ก็ต้องรับผิดตามสัญญารับขนนี้ความผิดตามสัญญารับขนคนโดยสารมี 2 ประเภท คือ ความรับผิดต่อคนโดยสาร (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 634) และความรับผิดในเครื่องเดินทางของ ผู้โดยสาร (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 637) สัญญารับขนคนโดยสาร มีลักษณะดังนี้ 1. เป็นสัญญาที ่ผู้ขนส ่งตกลงกับคนโดยสารว ่า ผู้ขนส ่งจะขนส ่งคนโดยสารจากจุดหนึ ่งไปยังจุดหมาย ปลายทางของคนโดยสารด้วยความปลอดภัย 2. ผู้ขนส่งตกลงรับขนคนโดยสารเพื่อบ าเหน็จ ค าว่า “บ าเหน็จ” หมายถึง ผู้โดยสารจ่ายค่าตอบแทนตาม จ านวนที่ตกลงกันให้แก่ผู้ขนส่ง ค่าบ าเหน็จแก่การขนส่งโดยสารนี้เรียกว่า “ค่าโดยสาร” 3. ผู้ขนส่งกระท าการดังกล่าวเป็นไปในทางค้าหรือประกอบธุรกิจปกติของตน กล่าวคือ ผู้ขนส่ง กระท าการ หรือประกอบอาชีพเพื่อค่าตอบแทนที่จะได้รับเป็นทางการค้าปกติ มิใช่เกิดจากการไหว้วานกันด้วยน ้าใจหรือไม ่คิด ค่าตอบแทนแต่อย่างใด ความผิดตามสัญญารับขนคนโดยสารมี 2 ประเภทคือ ความรับผิดต่อคนโดยสาร (ประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 634และความรับผิดในเครื่องเดินทางของผู้โดยสาร (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 637) ส าหรับความรับผิดต่อคนโดยสาร นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 634 บัญญัติว่า “ผู้ขนส ่งจะต้องรับผิดต่อคนโดยสารในความเสียหายอันเกิดแก่ตัวเขาหรือในความเสื่อมเสียอย่างใด ๆ อันเป็นผลโดยตรง แต่การที่ต้องชักช้าในการขนส่ง เว้นแต่การเสียหายหรือชักช้านั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดแต่ความผิดของคนโดยสารนั้นเอง” ในมาตรานี้ได้ก าหนดความรับผิดของผู้ขนส่งเอาไว้สองเรื่องคือ 1. ความเสียหายอันเกิดแก่ตัวคนโดยสาร 2. ความเสียหายอื่น ๆ จากความชักช้าในการเดินทาง
28 โดยผู้ขนส่งสามารถพิสูจน์ยกเว้นความรับผิดได้เพียงสองเรื่องเท่านั้น คือ 1. เป็นเหตุสุดวิสัย หรือ 2. ความเสียหายนั้นเกิดจากความผิดของคนโดยสารนั้นเอง ตัวอย่าง นายแดง มีความประสงค์เดินทางไปจังหวัดพิษณุโลกเพื่อท าธุรกิจการค้า จึงซื้อตั๋วโดยสารกับบริษัท พิษณุโลกนัมเบอร์วันทัวร์ จ ากัด เดินทางจากรุงเทพฯ ไปจังหวัดพิษณุโลก ในระหว่างที่รถโดยสารเดินทาง คนขับรถ โดยสารไม่มีสมาธิเพราะมัวแต่ใช้โทรศัพท์มือถือเล่นอินเตอร์เน็ต จนเป็นเหตุให้รถโดยสารเสียหลักตกลงไปในคูน ้าข้างทาง เป็นเหตุท าให้นายแดงซึ่งเป็นผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกส ่งตัวเข้ารับการรักษาพยาบาล เสียค่ารักษาพยาบาลไป 50,000 บาท บริษัท พิษณุโลกนัมเบอร์วันทัวร์ จ ากัด ต้องชดใช้ค่ารักษาพยาบาล 50,000 บาท ให้แก่นายแดง ดังนั้น จากตัวอย่างข้างต้น หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าคนขับรถโดยสารได้ขับรถโดยสารด้วยความระมัดระวัง แต่เกิดมีฝนตกอย่างหนักระหว่างทาง ถนนลื่น ฟ้าผ่าต้นไม้หักโค่นลงมากะทันหัน คนขับรถโดยสารหักหลบไม่ทัน จน เป็นเหตุให้รถโดยสารเสียหลักตกคูน ้าข้างทาง นายแดงได้รับบาดเจ็บสาหัส ดังนี้ บริษัท พิษณุโลกนัมเบอร์วันทัวร์ จ ากัด ไม่ต้องรับผิดความเสียหายเพราะเป็นเหตุสุดวิสัย หรือ ตัวอย่าง นายแดง มีความประสงค์เดินทางไปจังหวัดพิษณุโลกเพื่อท าธุรกิจการค้า จึงซื้อตั๋วโดยสารกับบริษัท พิษณุโลกนัมเบอร์วันทัวร์ จ ากัด เดินทางจากรุงเทพฯ ไปจังหวัดพิษณุโลก ในระหว่างที ่รถโดยสารเดินทางใกล้ถึง จุดหมาย นายแดงเห็นภรรยามายืนรอรับตนเองที่สถานีรถ ด้วยความดีใจ จึงรีบกระโดดลงจากรถโดยสาร โดยไม่รอให้รถ โดยสารจอดให้เรียบร้อยเสียก่อน จึงเกิดเสียหลักพลัดตกจากรถโดยสาร ได้รับบาดเจ็บ ดังนี้ บริษัท พิษณุโลกนัมเบอร์ วันทัวร์ จ ากัด ไม่ต้องรับผิดความเสียหายเพราะเป็นเหตุที่เกิดจากความผิดของคนโดยสารนั้นเอง ค าพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ ค าพิพากษาฎีกาที ่ 149/2523 จ าเลยเป็นผู้ประกอบกิจการรับขนส ่งคนโดยสาร จ าเลยต้องรับผิดต ่อคน โดยสารในความเสียหายที่เกิดขึ้นจะปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างว่ารถโดยสารคันนั้นเช่ามา และคนขับไม่ใช่ลูกจ้างของตน หาได้ไม่ ต้องใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ขาดอุปการะเลี้ยงดูจากภริยาและบุตรที่ถูกรถชนตายแม้ว่าบริษัทจะไม่ใช่เจ้าของรถ โดยสารและคนขับไม่ใช่ลูกจ้างของบริษัท บริษัทก็ต้องรับผิดตามสัญญารับขนในฐานะผู้ประกอบการขนส่ง ในส่วนของเครื่องเดินทางนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 635 บัญญัติว่า “เครื่องเดินทางหาก ได้มอบหมายแก่ผู้ขนส่งทันเวลา ท่านว่าต้องส่งมอบในขณะคนโดยสารถึง” ส าหรับเครื่องเดินทางนั้น โดยปกติก็เป็นที่ เข้าใจกันได้ว่า คือสัมภาระต่าง ๆ ของคนโดยสารนั่นเอง ซึ่งผู้โดยสารมักจะมีสัมภาระติดตัวไปด้วยในขณะที่จะเดินทาง ไปกับรถโดยสาร ดังนั้น ก่อนที่ผู้โดยสารจะเดินทาง หากได้มอบสัมภาระหรือเครื่องเดินทางแก่ผู้ขนส ่งไปพร้อมกับ ผู้โดยสารที่ก าลังเดินทางไปด้วย เมื่อไปถึงจุดปลายทาง ผู้ขนส ่งก็ต้องส ่งมอบสัมภาระหรือเครื่องเดินทางนั้นให้แก่ ผู้โดยสารให้ครบถ้วน ตามกฎหมายแล้วผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดในเครื่องเดินทางซึ่งตนมิได้รับมอบหมาย ปรากฏตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 638 บัญญัติว่า “ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดในเครื่องเดินซึ่งตนมิได้รับมอบหมาย เว้นแต่เมื่อเครื่อง เดินทางนั้นสูญหายหรือบุบสลายไปเพราะความผิดของผู้ขนส่งหรือลูกจ้างของผู้ขนส่ง” หรือถ้าหากเป็นกรณีตั๋วโดยสาร หรือเอกสารอื่นท านองเช่นนี้ อันผู้ขนส่งได้ส่งมอบแก่คนโดยสารนั้น ถ้าหากมีข้อความยกเว้นหรือจ ากัดความรับผิดของผู้ ขนส่งอย่างใด ๆ กฎหมายก าหนดว่าข้อความนั้นเป็นโมฆะ เว้นแต่คนโดยสารจะได้ตกลงด้วยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือ จ ากัดความรับผิดเช่นนั้น (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 639)
29 กล่าวคือ ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดในเครื่องเดินทางซึ่งตนมิได้รับมอบหมาย เว้นแต่เมื่อเครื่องเดินทางนั้นสูญหาย หรือบุบสลายไปเพราะความผิดของผู้ขนส่งหรือลูกจ้างของผู้ขนส่ง (ที่อาจกระท าทุจริตหรือประมาทเลินเล่อ) ตามกฎหมาย “สัญญารับขนคนโดยสาร” คือ การที่ผู้ขนส่งน าเอาคนโดยสาร เคลื่อนย้ายจากสถานที่หนึ่งไปยัง อีกสถานหนึ ่ง จะมีสิ ่งของหรือสัมภาระติดไปด้วยหรือไม ่ก็ได้ สัญญาดังกล ่าวมีบุคคลเกี ่ยวข้องกันสองฝ ่าย คือ ฝ่ายผู้โดยสาร และฝ่ายผู้ขนส่ง ลักษณะที่ส าคัญของสัญญารับขนคนโดยสารเป็นสัญญาที่ผู้ขนส่งตกลงกับผู้โดยสาร ว่า ผู้ขนส่งจะขนส่งผู้โดยสารจากจุดหนึ่งไปยังจุดหมายปลายทางด้วยความปลอดภัยและทันตามก าหนดเวลาที่ตกลงกัน ผู้ขนส่งรับขนคนโดยสารเพื่อบ าเหน็จ “บ าเหน็จ” หมายถึง การที่ผู้โดยสารจ่ายค่าตอบแทนตามจ านวนที่ได้ตกลงกัน ให้แก่ผู้ขนส ่งคนโดยสาร มิใช่เป็นการท าให้เปล ่าด้วยน ้าใจหรือเพราะการไหว้วาน ค่าบ าเหน็จแก่การขนส่งโดยสาร เรียกว่า “ค่าโดยสาร” และผู้ขนส่งคนโดยสารกระท าการดังกล่าวเป็นทางการค้าปกติของตน ความผิดตามสัญญารับ ขนคนโดยสารมี 2 ประเภทคือ ความรับผิดต่อคนโดยสาร (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 634) และความรับผิด ในเครื่องเดินทางของผู้โดยสาร (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 637) เอกสารอ้างอิง รัฐสิทธิ์ คุรุสุวรรณ. (2558). กฎหมำยเกี ่ยวกับเอกเทศสัญญำ. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์แห ่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. สร้อย ไชยเดช. (2560). เอกเทศสัญญำ 2. กรุงเทพมหานคร:บริษัท โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์ จ ากัด. ประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์
31 โลกสวยด้วยนกพิราบ : ปัญหาของนก การบริหารจัดการภาครัฐ หรือการบังคับใช้กฎหมาย ศักดา ศรีทิพย์ [email protected] คงเป็นภาพชินตาในชุมชนเมืองที่เราสามารถพบเห็นนกพิราบได้ทั่วไปตามสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สวนสาธารณะ สถานที่ท่องเที่ยว และตามอาคารต่าง ๆ การอยู่อาศัยของนกพิราบดูเหมือนเป็นการอาศัยอยู่ร่วมกัน เสมือนเป็นส ่วนหนึ่งของชุมชน จนแยกไม่ออกว่าเป็นสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข แมว หรือนกสวยงามที่ถูกเลี้ยงอยู่กรง อย่างถูกจ ากัดพื้นที่และความรับผิดชอบในการดูแลของผู้เลี้ยง ส่วนนกพิราบนกเมือง (Feral pigeons) มักถูกเลี้ยงดู โดยคนบางกลุ่มที่เลี้ยงดูเป็นประจ า หรือชั่วครั้งชั่วคราวที่มองการให้อาหาร หรือเลี้ยงดูนกพิราบตามสถานที่ต่าง ๆ เป็นการท าบุญหรือแสดงออกถึงความเมตตาต่อสัตว์ โดยไม่ค านึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น หรือให้ความส าคัญต่อ บทบัญญัติทางกฎหมายในการควบคุมหรือป้องกันผลกระทบทางสังคมที่เกี่ยวข้อง นกพิราบที่พบเห็นส่วนมากจึงถูก เลี้ยงดูอย่างมีอิสระ และใช้อิสระที่ชุมชนหยิบยื่นให้โดยปริยาย อาศัยอยู่ตามแหล่งอาหารที่มีการเลี้ยงดู ตามอาคาร สถานที ่ต ่าง ๆ จนกลายเป็นปัญหาของสังคมเมืองอย ่างหลีกเลี ่ยงไม ่ได้ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ที่เป็นเมืองใหญ่มีประชาชนอาศัยอยู่มากมาย มีอาคารที่พักอาศัย และเป็นแหล่งอาหารแหล่งใหญ่จากเศษอาหาร ต่าง ๆ ของสังคมเมือง การเลี้ยงดูของผู้คนอย่างอิสระโดยไม่ค านึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการ ด ารงชีวิตของนกพิราบเมืองอย่างครบครัน ท าให้มีจ านวนทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว และน ามาซึ่งผลกระทบต่อสังคมในการ เป็นพาหะน าโรคระบบทางเดินหายใจที่อาจก่อให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบ เยื่อสมองอักเสบ และไข้หวัดนก และโรคอื่น ที่ส่งผลต่อเนื่องกัน จนเกิดกรณีพิพาททางสังคมที่มีสาเหตุมาจากนกพิราบ หรือคนเป็นต้นเหตุให้เห็นกันอยู่หลายต่อ หลายครั้งในวิถีชีวิตแบบไทย ๆ การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับนกพิราบอย่างเป็นทางการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มักกลายเป็นข่าวดราม่า (dramatic) ของสังคมส่วนหนึ่งที่แสดงอารมณ์มากเกินความเป็นจริง โดยที่ไม่ได้มีความรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ หรือขาด ความรู้ความเข้าใจถึงผลกระทบขึ้นอย่างครอบคลุม จนกลายเป็นปัญหาที่กระทบต ่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ในการบริหารจัดการภาครัฐ ในการบังคับใช้กฎหมาย หรือระเบียบข้อบังคับ จนกลายเป็นคดีความหลายครั้งในช่วงเวลา ที่ผ่านมา ปัญหาหรือผลกระทบที่เกิดจากนกพิราบ (คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, 2559) เมื่อมองผ่าน ผลกระทบทางตรง การทิ้งมูลที ่เป็นแหล ่งสะสมของเชื้อโรค ส ่งกลิ่นเหม็น สร้างมลภาวะทางการหายใจให้กับ ประชาชน และยังเป็นพาหะน าโรคมาสู่คนได้อีกด้วย จากศึกษาข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับโรคที่มากับนกพิราบนั้น มาจากเชื้อราที่อยู่ในมูลของนกพิราบ เรียกเชื้อราชนิดนี้ว่า เชื้อคริปโตคอคคัส ( Cryptococcus neoformans) เป็นที่มาของโรคต่าง ๆ มากมาย และสามารถติดเชื้อในคนได้โดยการสัมผัสมูลนกพิราบ หรือจากการหายใจและสูด ดมเชื้อดังกล่าวเข้าไปในร่างกาย จะท าให้ติดเชื้อที่ปอด ทั้งยังสามารถลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่น สมอง ได้ด้วย โดยส ่วนมากเชื้อชนิดนี้จะติดต่อในคนที่มีภูมิคุ้มกันต ่า นอกจากนี้ในนกพิราบยังมีแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เรียกว่า คลามัยเดีย (Chalamydia psittaci) ที่ท าให้เกิดอาการปอดบวมได้ด้วย และข้อมูลของเว็บพบแพทย์ (พบแพทย์, 2563)
32 ได้ให้รายละเอียดว่าคนเราสามารถรับเชื้อรา แบคทีเรีย หรือไวรัสเข้าสู่ร ่างกายเมื่อสัมผัสกับสารคัดหลั่งของ นกพิราบที่เป็นพาหะ อย่างมูล น ้ามูก น ้าตา และน ้าลาย หรือสัมผัสกับตัวนกโดยตรง นอกจากนี้ ยังอาจมีความเสี่ยง ในการได้รับเชื้อโรคหรือสปอร์ของเชื้อจากการสูดหายใจขณะที่เข้าไปอยู่กลางฝูงนก เข้าใกล้กรงนก หรือให้อาหารนก ได้เช่นกัน เนื่องจากนกพิราบอาจกระพือปีกจนท าให้เชื้อโรคจากตัวนกหรือฝุ่นละออง ดินที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่ฟุ้งกระจาย ในอากาศมากขึ้นได้ โดยมีตัวอย่างโรค ดังนี้ ไข้หวัดนก (H5N1) โรคซิตตาโคซิส (Psittacosis) บางคนอาจรู้จักกันในชื่อว่า ไข้นกแก้ว โรคคริปโตคอกโคสิส (Cryptococcosis) เกิดจากการติดเชื้อรา Cryptococcus Neoformans ที่พบได้บ่อย ในมูลของนกพิราบ โรคฮิสโตพลาสโมซิส (Histoplasmosis) โรคนี้เป็นการติดเชื้อรา Histoplasma ซึ่งอยู่ในดินที่ ปนเปื้อนไปด้วยมูลของนกพิราบ โรคซาลโมเนลโลสิส (Salmonellosis) จากแบคทีเรียซาลโมเนลลา (Salmonella) และผลกระทบทางอ้อมที ่เป็นปัจจัยทางอ้อมอย ่างไม ่รู้ตัว ที ่ส ่งเสริมให้เกิดการแพร ่กระจายของเชื้อโรค โดยผู้ที่อาศัย ท างาน หรือเรียนอยู่ในบริเวณที่มีนกพิราบชุกชุม รวมถึงผู้ที่เลี้ยง ผู้ขายอาหารนกตามจุดที่มีนกพิราบ หรือ คลุกคลีกับนกพิราบบ่อยครั้ง และนักท่องเที่ยวที่นิยมให้อาหารนกพิราบก็อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ จากปรากฏการณ์ดังกล ่าวที ่เกิดขึ้นในบริบทของสังคมที ่พบเห็นนกพิราบจนชินตา จนกลายเป็น ความคุ้นเคย และมองข้ามถึงผลกระทบด้านสุขภาพอนามัย และโรคติดต่อ ที่เกิดขึ้นในสังคมจนกลายเป็นข้อพิพาท หลายครั้งในสังคมที่มีผลกระทบมาจากนกพิราบ ทั้งที่ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกัน และก ากับดูแล ในการบริหารจัดการภาครัฐ และการบังคับใช้กฎหมายในการป้องกัน ควบคุม หรือระงับข้อพิพาทที่เกิดจากปัญหา ของนกพิราบในความเห็นต ่างทางสังคม โดยในเขตกรุงเทพมหานคร (21 ก.ย.2561 ส านักข ่าว Thai PBS) นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว ่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที ่ส านักอนามัย กรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่ตรวจโครงการรณรงค์ท าความสะอาดและพ่นน ้ายาฆ่าเชื้อไข้หวัดนกในพื้นที่เสี่ยง บริเวณวัดบุคคโล เขตธนบุรี หลังได้รับรายงานว่ามีการให้อาหารนกและมีนกพิราบอาศัยอยู่กว่า 5,000 ตัว โดยเจ้าหน้าที่ได้ใช้อาหารล่อนกเข้ากรง ก่อนน าสุ่มมาดักจับนกพิราบ พร้อมเก็บตัวอย่างน ้าลาย มูล และเลือดของนกไปตรวจหาเชื้อโรคไข้หวัดนกและเชื้อรา บางชนิด หากพบก็จะด าเนินควบคุมการแพร ่ระบาดต่อไป นอกจากนี้ ยังมีการติดป้ายประชาสัมพันธ์บริเวณ สวนสาธารณะวัด และตามจุดต่าง ๆ ที่มีการอาศัยและการให้อาหารนก เพื่อขอความร่วมมือประชาชนไม่ให้อาหาร นกอย่างเด็ดขาด เนื่องจากมีความผิดตาม พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ศ.2535 โดยผู้ให้อาหารและผู้จ าหน่ายอาหาร มีโทษจ าคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ และ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความ เป็นระเบียบของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มีโทษปรับสูงสุด 2,000 บาท และข้อมูลวันที ่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561 (ส านักพิมพ์บางกอกโพสต์, 2561) พบว่า ได้มีการร้องเรียนปัญหานกพิราบเข้ามามากใน 7 เขต ได้แก่ เขตธนบุรี บางกอกน้อย พระนคร ราชเทวี สาทร ห้วยขวาง และหลักสี่ โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครฯ ได้ให้เจ้าหน้าที่ท า การส ารวจทั้ง 50 เขต ว่าจุดไหนตรงไหนมีนกพิราบจ านวนมาก ทั้งในเขตชุมชน โรงเรียน วัด สวนสาธารณะ ท่าเรือ แหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ พร้อมทั้งให้เจ้าหน้าที่เข้าไปให้ค าแนะน าและท าความเข้าใจกับประชาชนถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ กทม.ยังได้หารือกับกรมปศุสัตว์ ที่จะหาวิธีป้องกันและน านกคืนสู่ธรรมชาติอีกด้วย โดยทาง กทม. ได้ขอ ความร่วมมือประชาชน นักท่องเที่ยว และบริษัทน าเที่ยว ห้ามให้อาหารนกเด็ดขาด เพราะนอกจากจะเป็น ปัญหาด้านความสะอาด แล้วยังส่งผลเสียต่อสุขภาพด้วย ที่ส าคัญ ถ้าสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นยังมีความผิด ตามกฎหมาย โดยผู้ที ่ให้อาหารนกจนเป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนร าคาญ มีความผิดตาม พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 โทษจ าคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ รวมถึงยังมีความผิดตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบ
33 เรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 โทษปรับสูงสุด 2,000 บาท ส่วนผู้ที่จ าหน่ายอาหารนก ก็มีโทษตาม พ.ร.บ. ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 ในการแบ่งบรรจุอาหารสัตว์เพื่อการขาย และไม่มีใบอนุญาตจ าหน่าย อาหารสัตว์ มีโทษจ าคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ ตัวอย่าง การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขจากบทความ “ท าบุญกับนกพิราบ แต่อาจสร้างบาป กับเพื่อนบ้านเราเอง” ของ เทอดพงศ์ คงจันทร์ ที่ได้ยกตัวอย่าง (คดีหมายเลขแดงที่ อ.351/2553) ในการบังคับใช้ กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข ที่เป็นเรื่องราวของคุณลุงท่านหนึ่ง ที่เอาเศษอาหารเหลือกิน มาเลี้ยงหมาแมวของ แกในบ้าน และปริมาณอาหารที่เหลือยังเผื่อแผ ่ไปถึงนกพิราบที่มีเป็นฝูงแถวนั้น จนคุณลุงเอาอาหารมาให้นก เหล่านั้นเป็นปกติ ซึ่งการกระท าดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านใกล้เคียงที่ต้องรับผลกระทบที่เกิดขึ้น มูลนก ขนนก ฝุ่นละออง เสียงรบกวน รวมถึงเศษอาหารตกค้างที่ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชาวบ้านใกล้เคียง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ น าไปสู่การไปร้องเรียนกับผู้อ านวยการเขต ผู้อ านวยการเขตได้จัดส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบพื้นที่ และพบข้อเท็จจริง ของสภาพปัญหาที่น่าจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนร าคาญ และกระทบต่อสุขภาพอนามัยของชาวบ้านที่พักอาศัยใน บริเวณนั้นจริง และเป็นเหตุก่อให้เกิดมลพิษทางกลิ่น เสียง และอาจจะมีโรคภัยจากนกติดต่อเข้าสู่ร่างกายคนได้ ผู้อ านวยการเขตจึงใช้อ านาจตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข มีค าสั่งให้คุณลุงหยุดให้อาหารนกพิราบ และท า ความสะอาดเก็บกวาดมูลสัตว์ให้สะอาดเรียบร้อย จนน าไปสู่การฟ้องร้องของลุงที่กล่าวอ้างถึงการให้อาหารนกใน บ้านตนเอง และไม่ได้ให้อาหารนกในที่สาธารณะ เจ้าหน้าที่มีไม่มีสิทธิมายุ่งกับเรื่องในบ้านสถานส่วนตัวของตนเอง โดยอ้างสิทธิในเคหสถาน และยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้ศาลเพิกถอนค าสั่งของผู้อ านวยการเขต เพื่อที่จะได้ให้ อาหารนกพิราบเป็นการท าบุญต่อไป การฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อ านาจตามกฎหมาย มีค าสั่งให้ประชาชนหยุดก่อ ความเดือดร้อนแก่สุขอนามัยของชุมชน โดยอ้างว่าเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมของชุมชนอย่างนี้ จึงเป็นคดีปกครอง เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม โดยคดีความมีการต่อสู้กันในศาลปกครองต่อเนื่องกันมาถึงสองชั้นศาล ซึ่งสุดท้ายศาลปกครอง สูงสุดท่านก็ได้มีค าวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีน าเศษอาหารที่เหลือจากการเลี้ยงสุนัขมาโปรยบริเวณบ้านเพื่อให้นกพิราบมากินเศษอาหาร ดังกล ่าว ซึ ่งเจ้าหน้าที ่กระทรวงสาธารณสุขตรวจสอบแล้วเห็นว ่าน ่าจะเป็นเหตุร าคาญ เพราะบริเวณบ้าน ผู้ฟ้องคดี และใกล้เคียงมีกลิ่นอับชื้น พบเศษอาหารตกค้างภายในบ้านของผู้ฟ้องคดี และมีคอนพัก 6 - 7 อัน มีนกพิราบเกาะอยู่บนคอนจ านวนมาก เมื่อนกพิราบจ านวนมากบินเข้าออกบ้านของผู้ฟ้องคดีเพื่อกินเศษอาหาร ดังกล่าว จะมีฝุ่นฟุ้งกระจายและมีมูลนกในบริเวณใกล้เคียงด้วย ศาลเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีน าเศษอาหารมาโปรย เพื่อให้นกพิราบมากินเศษอาหารดังกล่าว ซึ่งผู้ฟ้องคดีรับว่า ผู้ฟ้องคดีให้อาหารนกพิราบเพื่อเป็นการสงเคราะห์สัตว์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเลี้ยงนกพิราบดังกล ่าว และการให้อาหารนกพิราบของผู้ฟ้องคดีท าให้เกิดฝุ ่นฟุ้ง กระจาย พร้อมทั้งมีมูลนกและกลิ่นอับชื้นบริเวณบ้านของผู้ฟ้องคดีและละแวกใกล้เคียงด้วยพฤติการณ์ดังกล่าวเป็น เหตุให้เสื ่อมหรืออาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ อันเป็นกรณีที ่ก ่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อาศัยบริเวณ ใกล้เคียงกับบ้านของผู้ฟ้องคดีการให้อาหารนกพิราบของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นเหตุร าคาญตามมาตรา 25 แห่ง พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ซึ่งตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้อ านาจผู้อ านวยการ เขตห้ามผู้หนึ่งผู้ใดมิให้ก่อเหตุร าคาญในสถานที่เอกชนรวมทั้งการระงับเหตุร าคาญนั้นด้วย ผู้อ านวยการเขตจึงมี อ านาจออกค าสั่งห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีก่อเหตุร าคาญพร้อมทั้งให้ระงับเหตุร าคาญตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ ไม่ว่าการ กระท านั้น ๆ จะอยู่ในที่สาธารณะหรือไม่ ดังนั้น ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีที่ว่า ผู้อ านวยการเขตมีอ านาจห้ามการกระท า ผิดเฉพาะในที่สาธารณะ และสถานประกอบการของเอกชนเท่านั้น จึงฟังไม่ขึ้นศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษายกฟ้อง
34 คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ให้รู้ว่าความใจบุญจนละเลยต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทาง สังคมถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลเป็นคดีความกันได้ แถมยังอาจโดนปรับจับขังตามบทบัญญัติทางกฎหมายที ่มี ประเด็นปัญหาว่า มูลนกพิราบนั้น มีอันตรายไหม บ้านที่มีเด็กทารก หรือมีคนป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ จะได้รับ อันตรายไหม หากเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายแล้วจะได้รับอันตรายอย่างไร อันตรายจากมูลนกพิราบจะก่อให้เกิดโรคอะไร จากการศึกษาพบว ่ามูลของนกพิราบ มีเชื้อโรคที ่ส ่งผลกระทบต ่อสุขภาพคนได้ คือ เชื้อราคริปโตคอคคัส นีโอฟอร์แมนส์ (Cryptococcus neoformans) สามารถติดเชื้อในคนได้โดยการสัมผัสมูลนกพิราบ หรือจากการ หายใจและสูดดม หากสูดดมเข้าไปในร่างกายจะท าให้ติดเชื้อที่ปอดได้ทั้งยังสามารถลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช ่น สมองได้ด้วย โดยส ่วนมากเชื้อชนิดนี้จะติดต ่อในคนที ่มีภูมิคุ้มกันต ่า เช ่น คนที ่ได้รับยากดภูมิเด็กทารก คนป่วยโรคภูมิแพ้ หรือในคนที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอตั้งแต่ก าเนิด ขณะเดียวกันในคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติก็สามารถ ติดเชื้อได้เช ่นกัน นอกจากนี้ในตัวนกพิราบยังมีไรนก พยาธิ ไวรัสตับอักเสบบี เชื้อก ่อโรคเยื ่อหุ้มสมองอักเสบ ปอดอักเสบเฉียบพลัน เชื้อแบคทีเรียคลามัยเดียที่ก่อโรคปอดบวม ไข้กาฬหลังแอ่น และโรคไข้หวัดนกด้วย ประเด็นปัญหาผู้เสียหาย การบังคับใช้กฎหมาย เจ้าหน้าที่รัฐผู้มีอ านาจ และคดีความ จากการศึกษาพบว่า มีผู้เสียหายเลือกใช้กระบวนพิจารณาทางอาญาในการแก้ปัญหาการให้อาหารนกพิราบในบ้านพักอาศัยซึ่งเป็น เคหสถานของตนเอง ในฐานความผิดฐานท าร้ายร่างกาย กับท าให้เสียทรัพย์ เนื่องจากนกพิราบบินขึ้นลงก่อให้เกิด ฝุ่นละอองและขนนกปลิวฟุ้งกระจายเป็นการประทุษร้าย และการถ่ายมูลของนกพิราบใส่ทรัพย์สินนั้นเป็นการท าให้ เสียทรัพย์ การใช้มาตรการทางอาญานั้นไม่ประสบผลส าเร็จได้เลยเนื่องจาก จะไม่สามารถพิสูจน์เจตนาในการ กระท าความผิดได้เพราะกรณีได้ความเสียหายจากสัตว์ จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีการครอบครองหรือใช้นกเป็น เครื่องมือในการกระท าความผิดด้วย ดังนั้น การให้อาหารนกพิราบจึงไม ่มีเจตนาในการกระท าความผิด ส่วนมาตรการทางแพ่งนั้น แม้จะมีบทบัญญัติให้เจ้าของสัตว์หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษาต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณี ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสัตว์ก็ตาม แต่ในทางพิจารณาคดีนั้น ผู้เสียหายจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าความเจ็บป่วยนั้น เป็นผลโดยตรงมาจากนกพิราบ ซึ่งโรคที่มาจากนกพิราบนั้นต้องอาศัยระยะเวลาในการก่อตัวของโรค และบางครั้งก็เป็น โรคแทรกซ้อน คือ ต้องสะสมไปเรื่อย ๆ โรคถึงจะแสดงอากร ท าให้มีปัญหามากในการพิสูจน์ จะพอมีความหวัง ในการแก้ไขปัญหานกพิราบได้ก็เพียงมาตรการทางปกครองตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และพ.ร.บ.รักษา ความสะอาดและความเป็นระเบียบของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 เท่านั้นที่มีทั้งโทษปรับและโทษจ าคุก แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับ ความจริงจังต่อการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่มีอ านาจว่าจะเอาใจใส่มากน้อยแค่ไหน ประกอบกับ จิตส านึกว่าการให้อาหารนกพิราบนั้น ดูเหมือนจะเป็นการท าบุญ เป็นการให้ทาน แต่อีกมุมหนึ่งก็กลายเป็นการท า ร้ายผู้อื่นโดยทางอ้อมด้วยเช่นกัน เอกสารอ้างอิง เทอดพงศ์ คงจันทร์. (2553). “ท ำบุญกับนกพิรำบ แต่อำจสร้ำงบำปกับเพื่อนบ้ำนเรำเอง” สืบค้น วันที่ 25 กันยายน 2563. จากhttp://www.admincourt.go.th/admincourt/site/04environmentdetail-110.html Pobpad. (2563). นกพิรำบ พำหะน ำโรคร้ำย ตัวอันตรำยที่ควรหลีกเลี่ยง. สืบค้น วันที่ 1 ตุลาคม 2563. จาก https://www.pobpad.com มหาวิทยาลัยมหิดลคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. (2559). โรคที่มำกับนกพิรำบ อันตรำยร้ำยแรงถึงสมอง.สืบค้น วันที่ 1 ตุลาคม 2563. จาก https://www.rama.mahidol.ac.th/ ramachannel/home/article/13216/
35 อัศวินเมืองกรุง. (2561). ปัญหำนกพิรำบ. สืบค้น วันที่ 1 ตุลาคม 2563.จาก https://www.m2fnews.com/news/bkknews/column/assavinbkk/7982 Thaipbs. (2561). หยุด! ให้อำหำร "นกพิรำบ" ฝ่ำฝืนคุก 3 เดือน-ปรับ 2.5 หมื่น. สืบค้น วันที่ 3 ตุลาคม 2563. จาก https://news.thaipbs.or.th/ content/274694
37 หลักธรรมรัฐาภิบาล กันวิศา สุขพานิช [email protected] คุณูปการแด่ ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ราชบัณฑิต ธรรมรัฐาภิบาล คือ กระบวนการปกครองบริหารประเทศโดยมีกฎเกณฑ์ความถูกต้อง เพื่อประโยชน์ของสังคม และประชาชน ไม่ละเมิดกฎหมายและหลักนิติธรรม อธิบายความได้ว่ากลุ่มบุคคลที่บริหารประเทศ คือ รัฐบาล หรือ Governance ส ่วนกระบวนการปกครองบริหารประเทศ คือ Governance หลักธรรมรัฐาภิบาล คือ Good Governance ซึ่งใช้ได้ในระดับการบริหารประเทศสูงสุดได้แก ่คณะรัฐมนตรี รวมทั้งในระดับกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งได้แก่การบริหารโดยระบบราชการจนถึงระดับการปกครองบริหารในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ธรรมรัฐาภิบาล (good governance) ซึ่งโดยทั่วไปเรียกว ่าธรรมาภิบาลนั้นจะมีหลักการใหญ ่ 5 ประการ ดังต่อไปนี้ คือ 1. ความชอบธรรม (legitimacy) ซึ่งได้แก่ การปกครองบริหาร การเสนอนโยบาย การใช้ทรัพยากรที่มี ความชอบธรรม โดยต้องสอดคล้องกับกฎระเบียบและกฎหมาย ผู้ซึ่งท าการดังกล่าวต้องมีอ านาจตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น ขณะเดียวกันนอกจากจะถูกต้องตามกฎหมาย แต่อาจจะขาดความชอบธรรม เป็นต้น ว่า ในขณะที่หมู่บ้านหลายแห่งขาดสาธารณูปโภคสาธารณูปการขั้นพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า น ้าประปา ถนนหนทางที่ ปราศจากฝุ่น ขาดการบริการสาธารณสุขที่ทันสมัย แต่รัฐบาลกลับเอาเงินจ านวนมหาศาลไปก่อสร้างสิ่งซึ่งอ านวย ความสะดวกกับคนกลุ ่มเล็ก ๆ ในนครหลวง เช ่น การสร้างสะพานแขวนที ่มีความทันสมัยอย ่างมาก แม้จะมี กระบวนการเสนองบประมาณผ่านสภาอย่างถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม แต่เกิดค าถามเรื่องความชอบธรรมขึ้นมาได้ ว่าท าไมถึงให้น ้าหนักกับการสร้างสะพานแขวนมากกว่าการอ านวยความสะดวกและประโยชน์ให้กับหมู่บ้านที่ยากจนและ ห่างไกลความเจริญ ค าถามดังกล่าวนี้ได้เคยตั้งขึ้นมาเมื่อสหรัฐอเมริกาได้ส่งคนขึ้นไปดวงจันทร์เพื่อน าก้อนหิน กลับมาสู่โลกหนึ่งก้อน เหตุผลที่ส าคัญคือเพื่อจะเอาชนะคะคานสหภาพโซเวียตซึ่งเป็นหัวหน้าค่ายคอมมิวนิสต์ ในยุคที่เรียกว่าสงครามเย็นที่มีการแข่งขันกันว่าระหว่างระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย-ทุนนิยม และ ระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์-สังคมนิยม ใครจะมีประสิทธิภาพประสิทธิผลเหนือกว่ากัน รัฐบาลสหรัฐฯ มีอ านาจตามกฎหมายที่จะใช้งบประมาณจ านวนมหาศาลเพื่อการดังกล่าวได้ แต่คนด าอเมริกันซึ่งมองว่าตนยัง อาศัยอยู่อย่างยากจนข้นแค้นในสลัมย่อมมีสิทธิตั้งค าถามถึงการใช้งบประมาณ อันเป็นประเด็นเรื่องความชอบธรรม นั่นเอง ดังนั้น ความชอบธรรมจะต้องเป็นเรื่องที่สอดคล้องตามกฎหมาย รวมทั้งเป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่ เนื่องจากความมีเหตุมีผลและความเหมาะสมอีกด้วย 2.การมีส ่วนร ่วม (participation) การปกครองบริหารที ่ค านึงถึงธรรมรัฐาภิบาลจะต้องเปิดโอกาสให้ ประชาชนผู้เสียภาษี หรือผู้ที ่ถูกกระทบโดยตรงจากนโยบายมีส ่วนร ่วมแสดงความคิดเห็นเพื ่อการตัดสินใจ เช่น จะต้องให้ประชาชนทราบข้อมูลอย่างถ้วนถี่ถึงข้อดีข้อเสียของนโยบายที่จะน าไปปฏิบัติ และจะต้องให้ประชาชน ท าประชาพิจารณ์หรือแม้แต ่การลงประชามติก ่อนที ่จะตัดสินด าเนินการในเรื ่องดังกล ่าว การมีส ่วนร ่วมของ ประชาชนนอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามสิทธิเสรีภาพภายใต้ระบอบ การปกครองแบบประชาธิปไตยแล้ว
38 ยังเป็นการสร้างความยอมรับและความชอบธรรมในกรณีที่เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวอย่างบริสุทธิ์ใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีการลงประชามติที่ด าเนินไปอย่างบริสุทธิ์และเที่ยงธรรม การมีส่วนร่วมในการตัดสินนโยบาย จึงเป็นการสร้างความชอบธรรมหรือการมีคุณลักษณะในข้อ 1 ของหลักธรรมรัฐาภิบาล 3.ความโปร ่งใส (transparency) ในหลักการธรรมรัฐาภิบาลนั้นจะไม ่มีการอ้างถึงความลับของทาง ราชการที่รัฐมิอาจจะเปิดเผยได้บ่อยนัก ยกเว้นเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคง ข้อมูลและเหตุผลของนโยบายต่าง ๆ ต้องเปิดเผยให้ประชาชนทราบโดยละเอียด การใช้จ่ายงบประมาณต้องมีการชี้แจงได้อย่างสมเหตุสมผล โครงการใหญ่ ๆ ที่มีการประมูลต้องกระท าอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชน มีการประกาศให้ผู้มีสิทธิทราบล่วงหน้า การเปิดซองประมูลก็ ดี การตรวจงานที่เสร็จเป็นช่วงๆ ก็ดี การรับงานเมื่องานเสร็จสมบูรณ์ก็ดี ทั้งหลายทั้งปวงดังกล ่าวจะต้องเป็นที่ เปิดเผยต่อสาธารณชน ตรวจสอบและตอบข้อสงสัยได้อย่างกระจ่าง ไม่มีการอ้างว่าเป็นความลับที่มิอาจจะเปิดเผยได้ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือกรณีการสอบเข้าโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่ง ผู้ปกครองทราบดีว่าบุตรของตนสามารถท าข้อสอบได้ แต่ผลออกมากลายเป็นสอบไม่ผ่าน จึงขอดูผลสอบโดยอ้างสิทธิรัฐธรรมนูญตามมาตรา 58 และ พ.ร.บ.ข่าวสารข้อมูล ผลสุดท้ายกฎษฎีกาก็วินิจฉัยให้มีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวจนทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร นี่คือตัวอย่างของ การที ่ต้องมีการเปิดเผยข้อมูลหรือมีความโปร ่งใส การกระท าอันใดก็ตามที่มีการบิดเบือนกฎระเบียบ ปกปิด ข้อเท็จจริงที่ประชาชนควรทราบ เช่นมีความไม่ชอบมาพากลในการจัดซื้อจัดจ้างโดยการกระท าอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ ฯลฯ ย่อมจะขัดต่อหลักความโปร ่งใสทั้งสิ้น การปกครองบริหารที่เน้นหลักธรรมรัฐาภิบาลจะต้องยึดหลักความ โปร่งใสในการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการใช้งบประมาณแผ่นดิน 4.การมีความรับผิดชอบ (accountability) ซึ่งหมายถึงการสามารถจะชี้แจงกับประชาชนได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ในลักษณะของการแจกแจงบัญชีเป็นเรื่อง ๆ เช่น ถ้ามีการสัญญาในระหว่างการรณรงค์หาเสียงว่าจะท าโครงการ อะไรบ้างก็เสมือนหนึ่งการบอกบัญชีเรื่องที่จะเสนอให้กับประชาชน งบประมาณแผ่นดินที่ใช้ก็ต้องสามารถชี้แจงได้ อย่างกระจ่างถึงค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผล กล ่าวอีกนัยหนึ่ง นี่คือหลักธรรมรัฐาภิบาลที่ผู้ใช้อ านาจหรือข้าราชการ แผ่นดินในกระทรวง ทบวง กรม หรือระดับท้องถิ่น ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน อธิบายความได้โดยละเอียดถึงสิ่งที่ ต้องกระท าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับข้อสัญญาต่าง ๆ หรือในการใช้งบประมาณ 5. ประสิทธิภาพประสิทธิผล (efficiency and effectiveness) ประสิทธิภาพได้แก่การท าโครงการให้ ส าเร็จด้วยการใช้งบประมาณ เวลา และทรัพยากร ทั้งในรูปแบบของเงินตรา วัสดุ และทรัพยากรมนุษย์ให้น้อยที่สุด แต่ให้ได้ผลออกมาดีที่สุด ตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทสองบริษัทแข่งขันกันในเรื่องดังกล่าว บริษัท ก. สามารถสร้างอาคาร ได้เสร็จได้ในช่วงเวลาที่สั้นกว่า ใช้งบประมาณน้อยกว่าที่ใช้ทรัพยากรน้อยกว่า โดยคุณภาพออกมาดีเท่ากับอีกบริษัท หนึ่งคือ ข ซึ่งใช้เวลายาวนานกว่า ใช้งบประมาณมากกว่า ใช้ทรัพยากรมากกว่า บริษัท ก ย่อมมีประสิทธิภาพดีกว่า บริษัท ข ประสิทธิภาพคือการมีผลได้ (output) ออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลักธรรมรัฐาภิบาลจะต้องค านึงถึงการ ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพตามที่ได้กล่าวมาเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพอาจจะไม่น าไปสู่ประสิทธิผล ประสิทธิภาพ ได้แก่ ผลได้ (output) ประสิทธิผล ได้แก่ ผลลัพธ์ (outcome) เป็นต้นว่า การสร้างสะพานลอยให้รถข้ามสี่แยกอาจจะมีการสร้างสะพานโดยมีผลได้ (output) อย่างเหมาะสมกับงบประมาณและใช้เวลาอันสั้นแต่ผลลัพธ์ (outcome) อาจจะล้มเหลว ผลลัพธ์ก็คือ ต้องการแก้ปัญหาการจราจรติดขัด แต่ถ้าไม่มีการศึกษาอย่างถี่ถ้วนหลังจากสร้างสะพานเสร็จแล้ว อาจจะมีรถ จ านวนน้อยที่ใช้สะพานลอยดังกล่าว เพราะรถส่วนใหญ่จะวิ่งออกไปทางซ้ายเพื่อเลี้ยวขวาไปยังอีกทางหนึ่ง ท าให้ เกิดการติดขัดเนื่องจากรถมาออกันอยู่ข้างล่างเพื่อรอเลี้ยวขวา ถ้ามีการศึกษาล่วงหน้าก็จะมีการสร้างสะพานลอย
39 เพื่อเลี้ยวขวา มากกว่าการสร้างสะพานลอยเพื่อวิ่งตรงข้ามสี่แยก ตัวอย่างที่กล่าวมานี้ก็คืออาจจะได้ผลได้ (output) เช่นได้สร้างสะพานหนึ่งสะพานอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้งบประมาณและเวลาการก่อสร้างอย่างสมเหตุสมผล แต่ ผลลัพธ์ (outcome) คือการไม่สามารถแก้ปัญหาการจราจรที่ติดขัดได้ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมก็คือสะพานลอยที่บาง กะปิที่สร้างสะพานลอยผ่านไปนิด้า แต่รถกลับมาออกอยู่ที่ใต้สะพานเพื่อเลี้ยวไปยังสี่แยกล าสาลี ซึ่งเป็นตัวอย่างของ การมีประสิทธิภาพแต่ขาดประสิทธิผล ธรรมรัฐาภิบาลต้องมีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการใช้ทรัพยากรให้ สมค่าที่สุด หลักธรรมรัฐาภิบาลจะได้รับการน าไปปฏิบัติย ่อมขึ้นอยู ่กับวัฒนธรรมการเมืองของผู้ใช้อ านาจ ถ้าวัฒนธรรมของผู้ใช้อ านาจการปกครองบริหารไม ่ค านึงถึงความชอบธรรม มุ ่งเน้นแต ่การหาผลประโยช น์ ท าให้ขาดความโปร่งใส ละเลยต่อสัญญาที่ให้กับประชาชน มีแนวโน้มที่จะเสนอโครงการใหญ่ ๆ เพื่อผลประโยชน์ ที่ซ่อนเร้นทั้ง ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับความจ าเป็น ก็ย่อมไม่สามารถจะปกครองบริหารประเทศตามหลักธรรมรัฐา ภิบาลได้ความชอบธรรมก็ดี ความโปร ่งใสก็ดี ความรับผิดชอบก็ดีการฟังเสียงของประชาชนก็ดี การค านึงถึง ประสิทธิภาพประสิทธิผลก็ดี นอกจากจะขึ้นอยู ่กับระบบการควบคุมที ่อาจจะมีขึ้นตามรัฐธรรมนูญแล้ว ยังต้องอาศัยตัวแปรที่ส าคัญยิ่งอันได้แก่วัฒนธรรมทางการเมือง จริยธรรมของผู้ปกครองบริหาร อุดมการณ์ของผู้ใช้ อ านาจรัฐ ถ้าผู้อยู ่ในฐานะที ่จะตัดสินนโยบาย ขาดจริยธรรม ขาดอุดมการณ์ ขาดจิตวิญญาณของความเป็น ประชาธิปไตย ธรรมรัฐาภิบาลย่อมปรากฏเป็นเพียงหลักการที่สวยหรูแต่บกพร่องในทางปฏิบัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้