The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่มรวมบทความฉบับพิเศษ 9 ทศวรรษ (รกม.) 6-12-66

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ชยุต หาญชาญพาณิชย์, 2023-12-06 22:20:20

เล่มรวมบทความฉบับพิเศษ 9 ทศวรรษ (รกม.) 6-12-66

เล่มรวมบทความฉบับพิเศษ 9 ทศวรรษ (รกม.) 6-12-66

241 1. ทุกฝ ่ายต้องสมัครใจเข้าสู ่ระบบไกล ่เกลี่ย กล ่าวคือ การน าคดีเข้าสู ่ระบบไกล่เกลี่ยนั้น คู่ความทุกฝ่ายต้องสมัครใจที่จะให้ผู้พิพากษาไกล่เกลี่ยและผู้พิพากษาก็ต้องสมัครใจเข้าท าหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยด้วย ใน ระหว่างไกล่เกลี่ยหากคู่ความฝ่ายใดไม่สมัครใจที่จะท าการไกล่เกลี่ยต่อไป ก็เพียงแต่แถลงแจ้งความประสงค์ให้ผู้ไกล่ เกลี่ยทราบ ผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องส่งส านวนคืนสู่การพิจารณาตามปกติทันที ส าหรับความสมัครใจของผู้พิพากษานั้น จะ แสดงออกมาด้วยการสมัครเข้าเป็นผู้พิพากษาในคณะไกล่เกลี่ยตั้งแต่แรกแล้ว 2. การไกล่เกลี่ยเป็นการท าให้คู่ความเกิดความพอใจแล้วตกลงระงับข้อพิพาทกัน ดังนั้น แนวทาง ในการไกล ่เกลี่ยจึงต่างจากกระบวนพิจารณาปกติ กล ่าวคือ การพิจารณาคดีตามปกติเป็นการค้นหาข้อเท็จจริงใน ประเด็นส าคัญที่คู่ความโต้แย้งกัน หรือเป็นการค้นหาความเสียหายที่แท้จริง แต่การไกล่เกลี่ยเป็นการค้นหาความพอใจ ของคู่ความ การค้นหาความพอใจของคู่ความเป็นหัวใจของการไกล่เกลี่ยและผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องค้นให้ได้ว่าความพอใจ ของคู่ความอยู่ตรงจุดไหน หากค้นได้ผู้ไกล่เกลี่ยก็จะทราบแนวทางการไกล่เกลี่ยและทราบจุดที่จะประสานประโยชน์ ของคู่ความให้เป็นที่พอใจแก่ทุกฝ่าย 3. ระบบไกล่เกลี่ย เป็นระบบที่มีพื้นฐานมาจากอ านาจการไกล่เกลี่ยของผู้พิพากษาตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่ได้รับลดขั้นตอนการปฏิบัติวิธีการท างาน และอ านาจของผู้พิพากษาลงมา เพื่อลด อุปสรรคต่าง ๆ จากการใช้อ านาจของผู้พิพากษาตามปกติ จะเห็นว ่า การไกล ่เกลี ่ยข้อพิพาท (Mediation) เป็นแนวคิดที ่พัฒนามาจากแนวคิดของการเจรจา (Negotiation) ซึ่งเป็นกระบวนการแก้ปัญหาที่ประกอบด้วยคนสองคนหรือมากกว่านั้นสมัครใจตกลงกัน และพยายาม ที่จะบรรลุเป้าหมายร ่วมกันโดยการเจรจา ไม่ว่าจะเป็นแบบทางการ หรือแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งการเจรจานั้นไม่ เพียงแต่เป็นวิธีการต่อรองเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ต้องการ แต่ยังเป็นการค้นหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาของบุคคลหรือ กลุ่มบุคคล ดังนั้น ในการเจรจา ทุกฝ่ายควรร่วมมือกันในการค้นหาแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาในแต่ละประเด็น ข้อความคิดพื้นฐานทางกฎหมายมหาชนที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางปกครอง ในส ่ วนนี้จะขอน าเสนอค ว ามสัมพันธ์ของกฎหม ายมห าชน ซ ึ ่งเป็นพื้นฐ านที ่สัมพันธ์ การไกล ่เกลี่ยข้อพิพาททางปกครอง กล ่าวคือ ข้อพิพาททางปกครองนั้น เป็นการโต้แย้งการใช้อ านาจของฝ ่าย ปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจากเอกชนหรือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งการฟ้องร้องคดีต่อศาลเป็นวิธีหนึ่งของ การระงับข้อพิพาทที่ด าเนินการโดยองค์กรภายนอกฝ ่ายปกครอง ได้แก่ องค์กรศาล เพื่อให้ศาลเป็นผู้พิจารณา พิพากษาคดี หากกล่าวให้กระชับขึ้น คือ การไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาททางแพ่งระหว่างเอกชนด้วยกัน และเอกชนสามารถ ตกลงยินยอม ระงับข้อพิพาทระหว่างกัน ได้อย่างเสรีด้วยหลักอิสระในทางแพ่ง (private autonomy) และหลัก เสรีภาพในการท าสัญญา (principle of freedom of contract) การระงับข้อพิพาทโดยการไกล ่เกลี ่ยแต ่เดิมมักจะถูกน ามาใช้เพื ่อระงับข้อพิพาททางแพ่ง แต่ส าหรับการน าการไกล่เกลี่ยมาใช้ในคดีปกครองที่คู่กรณีมีสถานะไม่เท่าเทียมกัน คือคู่กรณีเป็นหน่วยงานของรัฐที่ มีฐานะเหนือกว่าเอกชนที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชา การไกล่เกลี่ยกรณีดังกล่าวจะต้องกระท าด้วยความระมัดระวัง โดย ต้องค านึงถึงหลักการกระท าของฝ่ายปกครองจะต้องมีกฎหมายให้อ านาจไว้และต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยหลักแล้วจึงไม่สามารถยินยอมให้มีการประนีประนอมยอมความหรือไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้


242 ในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2562 ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้คู่กรณีที่พิพาทกันมีทางเลือกเพิ่มขึ้นในการระงับข้อพิพาท และเป็นการส่งเสริมความ ร่วมมือของคู่กรณีในการยุติข้อพิพาทระหว่างกันท าให้คู่กรณียุติข้อพิพาทด้วยความเรียบง่าย รวดเร็วและถูกต้อง ตามกฎหมายเป็นประโยชน์แก่ประชาชนและหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นคู่กรณีและส่งเสริม การอ านวยความยุติธรรมทางปกครองใหม่ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังข้อความที่กล่าวว่า “ยุติด้วยดี ถูกกฎหมาย เรียบง่าย ได้ผลเร็ว” นั้นแต่ล้วนเป็นความมุ่งหมายของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง ซึ่งจะช่วยให้เกิดประโยชน์ แก่คู่กรณีในการหาข้อตกลงร่วมกันและแสวงหาทางแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนเสียหายที่เกิดขึ้น อีกทั้งเป็นการรักษา สัมพันธภาพที่ดีของคู่กรณีอีกด้วยได้ สาระส าคัญในการไกล ่เกลี่ยข้อพิพาทคดีปกครอง ได้แก่ หลักความชอบด้วยกฎหมายในทางปกครอง หมายถึง การให้ฝ่ายปกครองมีหน้าที่ต้องกระท าการให้สอดคล้องต่อกฎหมาย โดยไม่กระท าการในทางที่ไม่เป็นการขัด หรือแย้ง(non-contradiction) ต่อกฎหมาย และฝ ่ายปกครองจะต้องมีหน้าที่ริเริ่มการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ดังนั้น การระงับข้อพิพาททางเลือกในบริบทของกฎหมายปกครอง ไม่ได้หมายความว่าฝ ่ายปกครองจะสามารถ ด าเนินการใด ๆ ได้ตามอ าเภอใจ หรือใช้อ้างเป็นข้อยกเว้นที่จะท าให้ฝ่ายปกครองหลุดพ้นไปจากหลักความชอบด้วย กฎหมายของฝ ่ายปกครองแต่ประการใด หากแต ่การด าเนินการในการไกล ่เกลี ่ยข้อพิพาท ทางปกครอง ฝ ่าย ปกครองยังคงต้องผูกพันอยู่กับหลักความชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายปกครองเสมอ ดังนั้น ในการด าเนินการไกล่เกลี่ยข้อ พิพาททางปกครอง ฝ่ายปกครองจะต้องยึดถือตามหลักการดังกล่าวโดยไม่มีข้อยกเว้น การไกล ่เกลี ่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง ต้องด าเนินไปบนพื้นฐานของหลักความชอบด้วยกฎหมาย ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2562 ได้บัญญัติกรณีที่ห้ามมิให้ มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในกรณีที่อยู่นอกเหนืออ านาจ หน้าที่หรือความสามารถของคู่กรณีและห้ามมิให้มีการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทในกรณีที่เป็นการฝ่าฝืน หรือต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายไว้ ซึ่งลักษณะต้องห้ามอันมีเหตุผลมาจากการขัดหรือ แย้งต ่อหลักความชอบด้วยกฎหมาย ได้แก ่ ลักษณะต้องห้ามอันมีเหตุผลมาจากสภาพของเรื่องลักษณะต้องห้าม เมื่อพิจารณาจากผลกระทบ ลักษณะต้องห้ามอันมีเหตุผลมาจากลักษณะของการกระท า และลักษณะต้องห้ามอื่น ๆ ตามที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง พ.ศ. 2562 ก าหนด การไกล่เกลี่ยคดีปกครองนั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2562 ก าหนดให้เพิ่มบทบัญญัติ ส่วนที่ 2/1 การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในหมวด 4 วิธีพิจารณาคดีปกครอง (มาตรา 66/1 ถึงมาตรา 66/12) ด้วยบทบัญญัติ 12 มาตรา ดังกล่าวนี้ถือได้ว่าการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางปกครองหลังฟ้องคดี โดย ศาลปกครองได้เกิดขึ้นในระบบกฎหมายไทย ต่อมาในวันที่ 30 สิงหาคม 2562 ได้มีการประกาศ “ระเบียบของที่ประชุม ใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง พ.ศ. 2562” ซึ่งออกโดยอาศัยอ านาจ ตามความในมาตรา 66/1 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2562 โดยมี การบัญญัติไว้ 34 ข้อ มีเนื้อหาก าหนดรายละเอียดเพิ่มเติมของการด าเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางปกครองหลัง ฟ้องคดีที่ได้ก าหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอ านาจ การไกล ่เกลี่ยข้อพิพาทของศาลปกครองนั้น กฎหมายก าหนดหลักการให้ระบบการไกล ่เกลี่ยข้อพิพาทในคดี ปกครองเป็นการด าเนินการโดยศาลชั้นเดียวและให้คดีพิพาทที่อยูในเขตอ านาจของศาลชั้นใดเป็นคดีที่อาจมีการไกล่


243 เกลี่ยได้ในศาลชั้นนั้น กล่าวคือ ตามมาตรา 66/1 นั้นบัญญัติเกี่ยวกับคดีที่อยู่ในอ านาจพิจารณาพิพากษาของศาล ปกครองชั้นต้น ก็ให้การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด าเนินการไปภายใต้เขตอ านาจของศาลปกครองชั้นต้น และศาลปกครอง สูงสุดไม่มีอ านาจการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีดังกล่าวได้ส่วนคดีที่อยู่ในอ านาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สูงสุด การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีดังกล่าวก็ต้องด าเนินการไปภายใต้เขตอ านาจของศาลปกครองสูงสุดเช่นกัน และ เจาะจงเฉพาะคดีซึ่งฟ้องเป็นครั้งแรกต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งมุ่งหมายถึง คดีที่ไม่ใช่คดีอุทธรณ์ค าพิพากษาหรือค าสั่ง ของศาลปกครองชั้นต้น ตามมาตรา 11 (4)และเป็นคดีฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด ส่วนคดีฟ้องตรงต่อศาลปกครองสูงสุดนั้น หมายถึง คดีใด ๆ ที่มีการเสนอเป็นครั้งแรกต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งไม่รวมถึงคดีพิพาทเกี่ยวกับค าวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท ตามที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครอง สูงสุดประกาศก าหนดตามมาตรา 11(1) เพราะลักษณะของคดีพิพาท ดังกล่าวโดยหลักการมีลักษณะเป็นคดีอุทธรณ์ ประเภทหนึ่งเช่นกัน โดยเป็นคดีอุทธรณ์ค าวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทและไม่รวมถึงคดีพิพาท เกี่ยวกับค าวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทที่กฎหมายก าหนดให้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุด และเพื่อให้ เกิดความชัดเจนในความหมายนี้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ จึงได้น าไปบัญญัติไว้ในมาตรา 66/3 (6) และ (7) โดยก าหนดให้กรณีดังกล ่าวไม่สามารถด าเนินการไกล ่เกลี ่ยคดีปกครองได้เนื ่องจากข้อพิพาทดังกล ่าวได้ผ ่านการ พิจารณาของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทมาแล้วจึงไม่สมควรที่จะให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายตกลงยินยอมกัน ในส่วนของประเภทคดีปกครองที่ไกล่เกลี่ยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี ปกครอง (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2562 แก้ไขเพิ่มเติม ได้ก าหนดให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทคดีปกครองได้เพียง 4 ประเภท ได้แก่ ก าหนดให้ศาลปกครองมีอ านาจไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมาย ก าหนดหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้ากว่าที่กฎหมายก าหนด คดีละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่น และคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา ทางปกครอง รวมถึงคดีพิพาทอื่นตามที่ก าหนดในระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด เมื่อพิจารณาข้อพิพาทที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาลปกครองจ านวนไม่น้อย โดยเฉพาะก่อนที่จะ มีกฎหมายให้อ านาจศาลปกครองไกล ่เกลี่ยข้อพิพาทโดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับเหตุเดือดร้อนร าคาญ ซึ่งข้อพิพาท ประเภทดังกล ่าวจ านวนหนึ ่งมักจะเป็นข้อพิพาทที ่เกิดขึ้นในชุมชน หรือปัญหาจากบ้านใกล้เรือนเคียงกันเอง โดยผู้ได้รับความเดือดร้อนจะฟ้องหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการระงับเหตุร าคาญที่เกิดขึ้น กรณีเช่นนี้หากสามารถ ยุติข้อพิพาทด้วยวิธีการไกล่เกลี่ยได้ย่อมจะเป็นผลดีต่อการรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวและท าให้ข้อพิพาทยุติลงได้ รวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย ยกตัวอย่าง ข้อพิพาทที่เกิดจากเหตุเดือดร้อนร าคาญที่เข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลปกครองที่ ผ่านมา เช่น ปัญหากลิ่นเหม็นของขี้หมูหรือน ้าเสียจากการเลี้ยงหมู กระแสไฟฟ้ารั่วจนเป็นเหตุให้ช้างถึงแก่ความตาย เป็นต้น การเริ่มต้นกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในทางปกครอง จะต้องมีกระบวนการกลั่นกรองเรื่องก่อนจะมี การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทว่าคดีที่ขอให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนั้นเป็นคดีที่จะรับไว้พิจารณาได้หรือไม่และเป็นกรณีที่ไม่ มีลักษณะต้องห้ามมิให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทหรือไม่ในการพิจารณาค าขอไกล่เกลี่ย จ าแนกออกเป็น 3 ขั้นตอน ขั้นตอนแรก ตุลาการเจ้าของส านวนเป็นกลไกแรกที่ตรวจส านวนและค าขอให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและต้อง พิจารณาด้วยว ่าเป็นกรณีที ่ศาลรับไว้พิจารณาแล้ว กรณีที ่การไกล ่เกลี ่ยมีผลส าเร็จ หลักการของกฎหมายได้ ก าหนดให้ศาลปกครองออกค าพิพากษาตามยอม ขั้นตอนที่สอง องค์คณะจะเป็นกลไกในล าดับถัดไปและเป็นกลไกที่ ส าคัญในการให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท กล่าวคือ โดยหากองค์คณะกลั่นกรองและเห็นว่ามีเหตุที่ไม่อาจให้มีการไกล่เกลี่ยข้อ พิพาทหรือองค์คณะไม่เห็นสมควรให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกฎหมายก าหนดให้เป็นอ านาจขององค์คณะที่จะมีค าสั่งไม่รับค า ขอให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท


244 ส าหรับเนื้อหาต ่อไปนี้เป็นการอธิบายเกี ่ยวกับกฎหมายว ่าด้วยการไกล ่เกลี ่ยข้อพิพาท ตาม พ.ร.บ.การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 เพื่อจะน าไปสู่การศึกษาเปรียบเทียบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางปกครอง เป็นล าดับไป ปัจจุบันปริมาณคดีที ่เกิดขึ้นในแต่ละศาลมีเป็นจ านวนมากและก ่อให้เกิดความล ่าช้า และต้องใช้ ระยะเวลาการพิจารณาคดีค่อนข้างยาวนาน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการอ านวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน ดังนั้น การระงับข้อพิพาททางเลือก จึงเป็นวิธีการยุติธรรมที่อีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถน ามาใช้ในการระงับข้อพิพาทที่ เกิดขึ้นในสังคมได้และโดยที่ปัจจุบันข้อพิพาททางแพ่งและทางอาญาเกิดขึ้นเป็นจ านวนมากจึงน ามาสู่การออก กฎหมายว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยให้มีการน ากระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแพ่งซึ่งมีทุนทรัพย์ไม่มาก นัก และข้อพิพาททางอาญาบางประเภทมาก าหนดเป็นกฎหมายกลาง เพื่อให้หน่วยงานของรัฐ พนักงานสอบสวน หรือศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนใช้ในการยุติหรือระงับข้อพิพาทดังกล่าว โดยค านึงถึงความยินยอมของ คู่กรณีเป็นส าคัญ ซึ่งอาจท าให้ปริมาณคดีขึ้นสู่ศาลลดน้อยลง ลดปัญหา ความขัดแย้ง เกิดความสมานฉันท์ขึ้นใน สังคมลดงบประมาณแผ่นดิน และเสริมสร้างสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข โดยให้คู่กรณีมีโอกาสเจรจาตกลงระงับ ข้อพิพาทที่มีอยู่ระหว่างกันด้วยความสมัครใจของทุกฝ่ายแบบสันติวิธี และไม่มีการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทนั้น โดยมี บุคคลที่สามที่เรียกว่า “ผู้ไกล่เกลี่ย” ท าหน้าที่เป็นคนกลางในการช่วยเหลืออ านวยความสะดวก เสนอแนะแนวทาง ในการยุติข้อพิพาทให้แก่คู่กรณี และจัดท าข้อตกลงระงับข้อพิพาทตามผลของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เพื่อให้คู่กรณี สามารถหาทางออกของปัญหาที่เป็นที่พอใจของทุกฝ่ายร่วมกันได้ ส าหรับข้อพิพาทที่สามารถด าเนินการไกล่เกลี่ย ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้มี 2 ประเภท คือ ประเภทที่ 1 ข้อพิพาททางแพ่ง ซึ่งเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินที่ไม่ใช่ ข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ข้อพิพาทระหว่างทายาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดก ข้อพิพาทอื่นตามที่ก าหนดไว้ในพระราช กฤษฎีกา และข้อพิพาทอื่น นอกจากที่กล่าวมาซึ่งมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 5,000,000 บาท หรือไม่เกินตามที่ก าหนดไว้ใน พระราชกฤษฎีกา โดยคู่กรณีที่มีความประสงค์จะให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทต้องยื่นค าร้องต่อหน่วยงานของรัฐซึ่ง ด าเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเพื่อขอเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย และเมื่อคู่กรณีทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้แต่ต่อมา คู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนั้น อีกฝ่ายหนึ่งสามารถยื่นค าร้องต่อศาล เพื่อให้บังคับตามข้อตกลงระงับข้อพิพาทนั้นได้ประเภทที่ 2 ข้อพิพาททางอาญา ซึ่งเป็นข้อพิพาทในความผิดอันยอม ความได้หรือความผิดลหุโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390-395 และมาตรา 397 และความผิดลหุโทษอื่นที่ ไม่กระทบต่อส่วนรวมตามที่ก าหนดในพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้เมื่อคู่กรณีได้ท าข้อตกลงระงับข้อพิพาททางอาญาระหว่าง กันแล้ว ให้ถือว่าสิทธิน าคดีอาญามาฟ้องระงับเฉพาะคู่กรณีที่ท าข้อตกลงดังกล่าว และในกรณีที่คู่กรณีมีสิทธิฟ้องคดี แพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา สิทธิการฟ้องคดีอาญาจะระงับไปก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายได้ปฏิบัติตามข้อตกลงส่วนแพ่งแล้ว พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ยังเปิดโอกาสให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ทางอาญาในชั้น การสอบสวนได้ในความผิดที่มีอัตราโทษจ าคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปีตามที่ก าหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ อีกทั้ง ยังส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนรวมตัวกันเป็นศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน เพื่อด าเนินการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาททางแพ่งเกี่ยวกับที่ดินที่ไม่ใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ ข้อพิพาทระหว่างทายาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดก ข้อ พิพาทอื่นตามที่ก าหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาและข้อพิพาทอื่นนอกจากที่กล่าวมา ซึ่งมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 500,000 บาท หรือไม่เกินตามที่ก าหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาและไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาที่เป็นความผิดอันยอมความได้ หรือความผิดลหุโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390-395 และมาตรา 397 หรือความผิดลหุโทษอื่นที่ไม่กระทบ ต่อส่วนรวมตามที่กฎหมายก าหนดโดยให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม อุดหนุนค่าใช้จ่ายในการ ด าเนินการ การน ามาตรการไกล ่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดีมาใช้ในการระงับข้อพิพาทท าให้ประชาชน สามารถ


245 เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางเลือกได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น การเข้าร่วมกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เกิดขึ้น จากความสมัครใจของคู่กรณี จึงช่วยลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างคู่กรณีลงได้ ช่วยลดปริมาณคดีที่จะขึ้นสู่ศาลอีก ทั้งยังมีมาตรการในการบังคับให้คู่กรณีปฏิบัติตามข้อตกลงระงับข้อพิพาทท าให้การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น จะเห็นว่า การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นการสอบสวนตาม มาตรา 41 (3) แห่งพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ย ข้อ พิพาท พ.ศ.2562 ได้ก าหนดความผิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาที่สามารถไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทในชั้น การสอบสวนนั้น กฎหมายก าหนดให้ความผิดตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562 เพียง 6 ฐานความผิดนี้เท่านั้นที่สามารถด าเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นการสอบสวน อย่างไรก็ตามยังมีความผิดฐานอื่น ๆ ที่กฎหมายก าหนดอัตราโทษจ าคุกไม่เกินสามปีตามประมวลกฎหมายอาญาเอาไว้ ซึ่งเป็นความผิดดังกล ่าวไม่ ร้ายแรงหรือกระทบต่อความสงบสุขของประชาชน นอกจากนี้ การที่จะไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาในชั้นการสอบสวนได้ นั้นจะมีขั้นตอน หรือกระบวนพิจารณาอีกครั้ง กล่าวคือ เมื่อคู่กรณีทั้งสองฝ่ายประสงค์และสมัครใจจะเข้าร่วมการ ไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญา จะต้องยื่นค าร้องขอไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งในขั้นตอนนี้ พนักงานงานสอบสวนจะต้องเสนอต่อพนักงานสอบสวนผู้มีอ านาจเพื่อ พิจารณาว่าพฤติการณ์ของการกระท าความผิด ไม่ร้ายแรงและไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสังคมโดยรวม จึงจะออกค าสั่งว่าจะอนุญาตให้ด าเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ได้หรือไม่ (มาตรา 44 วรรคหนึ่ง) การที่กฎหมายก าหนดไว้เช่นนี้ก็เพื่อให้พนักงานสอบสวนผู้มีอ านาจออกค าสั่งได้ กลั่นกรองถึงลักษณะของการกระท าว่ามีความเหมาะสมที่จะใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาในชั้นการ สอบสวนหรือไม ่ ซึ ่งไม ่ได้หมายความว ่าเมื ่อเป็นความผิดที ่มีอัตราโทษจ าคุกอย ่างสูงไม่เกินสามปีแล้วจะต้อง ด าเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททุกคดีเสมอไป ดังนั้น จึงควรก าหนดให้ความผิดที่มีอัตราโทษจ าคุกไม่เกินสามปีทุกประเภท ตามประมวลกฎหมายอาญาเป็นความผิดที่สามารถด าเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาในชั้นการสอบสวนได้ สรุปและข้อเสนอแนะ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาในชั้นการสอบสวน ยังมีปัญหาและข้อจ ากัดเกี่ยวกับความผิดที่สามารถ ด าเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาในชั้นการสอบสวน ได้แก่ ความผิดลหุโทษ และความผิดที่มีอัตราโทษจ าคุกอย่าง สูงไม่เกินสามปีตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562 และกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ยังมีความไม่เหมาะสมหลายประการ เช่น คุณสมบัติของผู้ไกล่เกลี่ย การไกล่เกลี่ยที่ไม่ได้ก าหนดรูปแบบเป็นองค์ คณะเอาไว้ รวมทั้งไม่มีกลไกในการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของพนักงานสอบสวนผู้มีอ านาจออกค าสั่งในกรณีที่ไม่ อนุญาตให้คู่กรณีไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญา ดังนั้น จึงควรน าไปสู่การแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาท พ.ศ.2562 เพื่อให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายในการเบี่ยงเบนคดีเล็กน้อย หรือไม่ร้ายร้ายแรงออกจากกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก ท าให้ลดปริมาณคดีขึ้นสู่ศาล เกิดความสมานฉันท์ใน สังคมและเสริมสร้างสังคมให้อยู่ ร่วมกันอย่างปกติสุขและยั่งยืน


246 เอกสารอ้างอิง กฎหมายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ ่ง. (2563). พระรำชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมำยวิธี พิจำรณำควำมแพ่ง (ฉบับที่ 32). กรุงเทพมหานคร กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ. (2562). เอกสำรแนวทำงกำรปฏิบัติงำนตำมกฎหมำยเกี่ยวกับกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำท ภำคประชำชน (ส ำหรับศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพำทภำคประชำชน (น ำร่อง)). สืบค้น วันที่ 18 กันยายน 2566 จาก http://www.rlpd.go.th/rlpdnew/images /rlpd_2/2562/KM.pdf กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ. (2562). เอกสำรแนวทำงกำรปฏิบัติงำนตำมกฎหมำยเกี่ยวกับกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำท ภำคประชำชน (ส ำหรับศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพำทภำคประชำชน (น ำร่อง)). สืบค้น วันที่ 18 กันยายน 2566 จาก ttp://www.rlpd.go.th/rlpdnew/images/ rlpd_2/2562 /KM.pdf กระทรวงยุติธรรม กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ. สืบค้น วันที่ 9 กันยายน 2566. จาก http://www.rlpd.go.th/rlpdnew/images/rlpd_2/2562/KM.pdf กองส่งเสริมการระงับข้อพิพาท กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม. กำรมีส่วนร่วมของเครือข่ำยและ อำสำสมัครคุ้มครองสิทธิและเสรีภำพในกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทในชุมชน. การจัดการความรู้ ประจ าปี 2559. โชติช่วง ทัพวงศ์. (2558).คู่มือนักเจรจำไกล่เกลี่ย.,ศูนย์สันติวิธีสาธารณสุข ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, กรุงเทพ : ส านักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก. เทียนเงิน อ ุตระชัย .(2562). กำรไกล ่เกลี ่ยข้อพิพำทในคดีปกครองตำมร ่ำงพระรำชบัญญัติจัดตั้ง ศำลปกครอง (ฉบับที่.. ) พ.ศ. .....ส านักวิจัยและวิชาการ ส านักงานศาลปกครอง. นรินทร์ อิธิสาร. (2558). กำรสร้ำงระบบไกล ่เกลี ่ยข้อพิพำททำงปกครองในกฎหมำยวิธีพิจำรณำ คดีปกครองไทย. ส านักวิจัยและวิชาการ ส านักงานศาลปกครอง. นาตาชา วศินดิลก ผลพฤกษ์. (2557). ปัญหำทำงกฎหมำยเกี่ยวกับกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำททำงปกครอง. คณะ นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. บุญอนันต์ วรรณพาณิชย์. (2562). กำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำททำงปกครอง. (เอกสำรประกอบโครงกำรสัมมนำ แนว ทำงกำรแก้ไขปัญหำในกำรด ำเนินกำรกระบวนพิจำรณำคดีปกครองในศำลปกครองชั้นต้น ประจ ำปี งบประมำณ พ.ศ. 2562). ระหว่างวันศุกร์ ที่ 30 สิงหาคม – วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน 2562 ณ โรงแรมเฟ ลิกซ์ริเวอร์ แคว รีสอร์ท อ าเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562.ส านักงานศาลยุติธรรม ส านักส่งเสริมงานตุลาการ. สืบค้น วันที่ 18 กันยายน 2566 จาก https://oja.coj.go.th /th/content/category /detail/id/84/iid/197511 ศาลแพ ่ง. (2565), สถิติไกล ่เกลี ่ยประจ ำเดือนมกรำคม 2561, สืบค้น วันที ่ 4 กันยายน 2566. จาก http://www.civil.coj.go.th/doc/data/civil/civil_1517902667.pdf. อนันต์ จันทรโอภากร. (2558). ทำงเลือกในกำรระงับข้อพิพำท: กำรเจรจำ กำรไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพำท อนุญำโตตุลำกำร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.


247 ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ สรศักดิ์ มั่นศิลป์ [email protected] เคยมีค าถามจากนักศึกษาหลายคนว ่า ในเมื่อเรามีประมวลกฎหมายแพ ่งและพาณิชย์ว ่าด้วยละเมิดอยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องมีพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที ่ด้วย เหตุที ่ต้องมีพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพราะเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มีปรากฏในหมายเหตุท้าย กฎหมายดังกล ่าวว่า “เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ การที่เจ้าหน้าที่ด าเนินกิจการต่าง ๆ ของ หน ่วยงานของรัฐนั้น หาได้เป็นไปเพื่อประโยชน์อันเป็นการเฉพาะตัวไม่ การปล ่อยให้ความรับผิดทางละเมิดของ เจ้าหน้าที ่ในกรณีที ่ปฏิบัติงานในหน้าที ่และเกิดความเสียหายแก ่เอกชนเป็นไปตามหลักกฎหมายเอกชน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงเป็นการไม่เหมาะสม ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่า เจ้าหน้าที่จะต้องรับผิดใน การกระท าต่าง ๆ เป็นการเฉพาะตัวเสมอไป เมื่อการที่ท าไปท าให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก เพียงใดก็จะมีการฟ้องไล่เบี้ยเอาจากเจ้าหน้าที่เต็มจ านวนนั้น ทั้งที่บางกรณีเกิดขึ้นโดยความไม่ตั้งใจหรือความ ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนั้น ยังมีการน าหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมในระบบกฎหมายแพ่งมา ใช้บังคับให้เจ้าหน้าที่ต้องร่วมรับผิดในการกระท าของเจ้าหน้าที่อื่นด้วย ซึ่งระบบนั้นมุ่งหมายแต่จะได้เงินครบ โดยไม่ค านึงถึงความเป็นธรรมที่จะมีต่อแต่ละคน กรณีเป็นการก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่และยัง เป็นการบั่นทอนก าลังขวัญในการท างานของเจ้าหน้าที่ด้วยจนบางครั้งกลายเป็นปัญหาในการบริหารเพราะเจ้าหน้าที่ไม่ กล้าตัดสินใจด าเนินการเท่าที่ควร เพราะเกรงความรับผิดจะเกิดแก่ตน อนึ่ง การให้คุณให้โทษแก่เจ้าหน้าที่เพื่อควบคุมการท างานของเจ้าหน้าที่ยังมีวิธีการในการบริหารงานบุคคลและ การด าเนินการทางวินัยก ากับดูแลอีกส่วนหนึ่งอันเป็นหลักประกันมิให้เจ้าหน้าที่ท าการใด ๆ โดยไม่รอบคอบอยู่ แล้ว ดังนั้น จึงสมควรก าหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่เฉพาะเมื่อเป็นการจงใจกระท าเพื่อ การเฉพาะตัว หรือจงใจให้เกิดความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น และให้แบ่งแยกความรับผิดชอบ แต ่ละคนมิให้น าหลักลูกหนี้ร ่วมมาใช้บังคับ ทั้งนี้ เพื ่อให้เกิดความเป็นธรรมและเพิ ่มพูนประสิทธิภาพในการ ปฏิบัติงานของรัฐ จึงจ าเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้” “จงใจ” หมายถึง การที่ผู้กระท ารู้อยู่ว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นก็ยังกระท า ซึ่งจะมีความหมายกว้างกว่า “เจตนา” (ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง) เพราะต้องการเพียงแค่ผู้กระท าประสงค์ต่อผล หรือย่อม เล็งเห็นผลเท่านั้น “ประมาทเลินเล่อ” มีความหมายเช่นเดียวกันกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสี่ ซึ่งบัญญัติว่า “กระท าโดยประมาท ได้แก่กระท าความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระท าโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะ เช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระท าอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่” ก่อนที่ประเทศไทยของเราจะมีพระราชบัญญัติฉบับนี้ประกาศใช้เมื่อปี พ.ศ. 2539 เคยมีเรื่องเล่ากันว่า เมื่อประมาณ 40 – 50 ปีก่อน มีคุณครูท่านหนึ่ง เป็นครูสอนหนังสือให้กับเด็กนักเรียนชั้นประถมอยู่ในโรงเรียนชนบท แห่งหนึ่ง ซึ่งทุรกันดารและห่างไกลจากความเจริญมาก เงินเดือนคุณครูก็น้อยนิด เพียงแค่ไม่กี่ร้อยบาท คุณครูท่าน


248 ต้องตรากตร าท างานอย่างหนัก แม้กระทั่งในเวลากลางคืน ซึ่งสถานที่นั้นก็ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ในเวลาค ่าคืนก็จะต้องใช้ ตะเกียงหรือจุดเทียนกันเท่านั้น คุณครูท่านนั่งตรวจการบ้านเด็กนักเรียนจนดึกดื่น ด้วยความอ่อนเพลียจึงเผลอหลับ ขณะ หลับมือก็ไปปัดถูกตะเกียงหล่น เป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้อาคารเรียนทั้งหลังเสียหายหมด ปรากฏว่าคุณครูท่านนี้ถูก ฟ้องร้องด าเนินคดีและเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง และถูกศาลพิพากษาให้ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด จ านวน 500,000 บาท ในขณะที่เงินเดือนครูในยุคสมัยนั้นไม่กี่ร้อยบาท เป็นเหตุให้ข้าราชการครูสมัยนั้นเสียขวัญ และก าลังใจเป็นอย่างยิ่ง อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ท าให้คนจ านวนมาก ไม่มีความประสงค์ที่จะมาสอบรับราชการ เพราะกลัว ว่าตนจะต้องรับผิดหากเกิดความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ของตน ฉะนั้น จึงมีความจ าเป็นอย่างยิ่งที่รัฐควรต้องออกกฎหมาย เพื่อปกป้องคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่รัฐ เพราะหากเกิดความเสียหายขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่นั้นก็ไม่จ าต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย หากพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น มิได้เกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตน ข้อพิจารณาเบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีหลักการพื้นฐาน เพื ่อช ่วยการปฏิบัติหน้าที ่ของเจ้าหน้าที ่ โดยการปฏิบัติการทางปกครองต ่าง ๆ อาจก ่อให้เกิดความเสียหายขึ้น ซึ่งขอบเขตการบังคับใช้มีหลายประการ การพิจารณากฎหมายจึงต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะกฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว จากการศึกษาจึงมีข้อพิจารณาเบื้องต้น ดังนี้ (ฤทัย หงส์สิริ, 2543, หน้า 39-64) 1. พระราชบัญญัตินี้มิได้วางหลักเกณฑ์ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น แต่ยังก าหนด หลักเกณฑ์ด้วยว่า ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิด หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย 2. พระราชบัญญัตินี้มิได้ยกเลิกหลักเกณฑ์ความรับผิดทางละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งหมด พระราชบัญญัตินี้ก าหนดหลักเกณฑ์ที่เป็นข้อยกเว้นของหลักทั่วไปในเรื่องละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ ในเรื่องใดที่พระราชบัญญัตินี้มิได้ก าหนดไว้ ก็ยังคงใช้หลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 3. พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับในเรื่องที่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ เช่น พระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 147 บัญญัติให้เจ้าพักงานพิทักษ์รับผิดเป็นส่วนตัวเฉพาะในกรณีที่ได้กระท าโดยเจตนาร้าย หรือโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นต้น 4. พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐเฉพาะในการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น ในการกระท าละเมิดถึงแม้จะเป็นการกระท าที่ผิดกฎหมาย หากผู้ที่ได้รับผลจากการกระท าไม่ได้รับความ เสียหาย ย่อมไม่เป็นละเมิด (ชาญชัย แสวงศักดิ์, 2560 ,หน้า 54) ส าหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นที่จะถือว่าเป็นการกระท าของละเมิดนั้นมีลักษณะส าคัญดังนี้ 1. เป็นความเสียหายที่เป็นผลโดยตรง และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการกระท าละเมิด 2. เป็นความเสียหายที่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือ เป็นความเสียหายต่อสิทธิของบุคคลอื่นซึ่งกฎหมายรับรองคุ้มครอง ซึ่งอาจเป็นความเสียหายที่เป็นตัวเงินหรือความ เสียหายอันมิใช่ตัวเงินหรือเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว ในเวลาปัจจุบันหรือความเสียหายในอนาคตอันจะต้อง เกิดขึ้นแน่นอน 3. เป็นความเสียหายที่กฎหมายรับรองและคุ้มครอง เมื่อเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการปกป้องและคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ได้ปฏิบัติงานให้กับหน่วยงานของรัฐ ในเบื้องต้นนี้เราจึงควรมาท าความเข้าใจก่อนว่า “เจ้าหน้าที่” ตามพระราชบัญญัตินี้หมายความว่าอย่างไร


249 ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดฯ ให้ค านิยามว่า “เจ้าหน้าที่” หมายถึง ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่นไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอื่นใด ฉะนั้น หากผู้ที ่กระท าละเมิดมิใช ่เจ้าหน้าที่แห ่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิด ย ่อมไม ่น า พระราชบัญญัติดังกล ่าวมาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ ่งและพาณิชย์ แต ่หากผู้นั้นเป็นเจ้าหน้าที ่ตาม พระราชบัญญัตินี้ แม้ว ่าจะเกิดความเสียหายขึ้นในขณะปฏิบัติหน้าที ่ก็ตาม เจ้าหน้าที ่ผู้นั้นก็หาจ าต้องรับผิดตาม พระราชบัญญัตินี้ไม่ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายก าหนด หากการกระท าละเมิดนั้น เกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิได้สังกัดหน่วยงานใด พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ได้ เปิดช ่องทางให้กับผู้ที ่ต้องได้รับความเสียหายนั้นเช ่นเดียวกัน เพียงแต ่หน ่วยงานรัฐที ่จะต้องรับผิดชอบนั้น มิใช่หน ่วยงานรัฐที ่เจ้าหน้าที ่ผู้นั้นสังกัด แต ่จะเป็นกระทรวงการคลัง ดังบทบัญญัติแห ่งมาตรา 5 วรรคสอง “ถ้าการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใดให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานของ รัฐที่ต้องรับผิดตามวรรคหนึ่ง” แห่งพระราชบัญญัตินี้ แต่อย่างไรก็ตาม หากเจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้กระท าละเมิดในขณะปฏิบัติหน้าที่ และหน่วยงานรัฐได้ชดใช้ค่าสินไหม ทดแทนให้กับผู้เสียหายจากการกระท าละเมิดนั้นแล้ว หน่วยงานรัฐย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากเจ้าหน้าที่ผู้กระท า ละเมิดนั้นได้เช่นกัน ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 8 “ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย เพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ท าละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว แก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระท าการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง สิทธิเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามวรรคหนึ่งจะมีได้เพียงใดให้ค านึงถึงระดับความร้ายแรงแห่ง การกระท าและความเป็นธรรมในแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์โดยมิต้องให้ใช้เต็มจ านวนของความเสียหายก็ได้ ถ้าการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการด าเนินงานส่วนร่วม ให้หักส่วนแห่งความรับผิดดังกล่าวออกด้วย ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้น าหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับและเจ้าหน้าที่แต่ละ คนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น” และตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ มิให้น าหลักเรื่อง “ลูกหนี้ร ่วม” ตามประมวลกฎหมายแพ ่งและพาณิชย์ มาตรา 296 มาใช้บังคับ หมายความว่า ในกรณีที่การละเมิดนั้นเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน เจ้าหน้าที่แต่ละคนจะต้องรับผิด ชดใช้เพียงแต่จ านวนที่ตนจะต้องรับผิดเท่านั้น ไม่ต้องรับผิดชดใช้ในมูลหนี้ของลูกหนี้ร่วมคนอื่น ๆ ด้วย เช่น มูลหนี้ที่จะต้อง รับจ านวน 500,000 บาท ถ้าตามหลักประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลูกหนี้ทุกคนจะต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน แต่ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ลูกหนี้รับผิดเฉพาะส ่วนของตนเท่านั้น ไม่ต้องรับผิดในมูลหนี้ของลูกหนี้ร ่วมคนอื่น ๆ ด้วย ซึ่งความรับผิดของเจ้าหน้าที่แต่ละคนจะมากน้อยเพียงใดนั้น ก็ให้ค านึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระท าและ ความเป็นธรรมในแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์ และท้ายที่สุดพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็ได้ก าหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องของอายุความเอาไว้ด้วยเช่นกัน ว่ากรณีไหน การนับอาย ุความนั้นจะต้องนับอย ่างไร และมีก าหนดระยะเวลาเท ่าไหร่ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 9-12 แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่า มาตรา 9 “ถ้าหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย สิทธิที่จะเรียกให้ อีกฝ ่ายหนึ่งชดใช้ค ่าสินไหมทดแทนแก ่ตนให้มีก าหนดอายุความหนึ ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐหรือ เจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้นแก่ผู้เสียหาย”


250 มาตรา 10 “ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระท าละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระท าในการปฏิบัติหน้าที่การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ให้น า บทบัญญัติมาตรา 8 มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้ามิใช่การกระท าในการปฏิบัติหน้าที ่ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ทั้งสองประการตามวรรคหนึ่งให้มีก าหนดอายุความสองปีนับแต่ วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ ผู้จะพึ่งต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนและกรณีที่หน่วยงานของรัฐ เห็นว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วเห็นว่าต้องรับผิดให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหม ทดแทนนั้นมีก าหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐ มีค าสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง” มาตรา 11 “ในกรณีที่ผู้เสียหายเห็นว่า หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดตามมาตรา 5 ผู้เสียหายจะยื่นค าขอต่อ หน่วยงานของรัฐให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนส าหรับความเสียหายที่เกิดแก่ตนก็ได้ในการนี้หน่วยงานของรัฐต้อง ออกใบรับค าขอให้ไว้เป็นหลักและพิจารณาค าขอนั้น โดยไม่ชักช้าเมื่อหน ่วยงานของรัฐมีค าสั่งเช่นใดแล้วหาก ผู้เสียหายยังไม่พอใจในผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐ ก็ให้มีสิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตาม กฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาค าขอที่ได้รับตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หากเรื่อง ใดไม ่อาจพิจารณาได้ทันในก าหนดนั้นจะต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือก ากับหรือ ควบคุมดูแลหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นทราบ และขออนุมัติขยายระยะเวลาออกไปได้ แต่รัฐมนตรีดังกล่าวจะพิจารณา อนุมัติให้ขยายระยะเวลาให้อีกได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน” มาตรา 12 “ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้ให้แก่ผู้เสียหายตาม มาตรา 8 หรือในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้กระท าละเมิดต่อหน่วยงานของ รัฐตามมาตรา 10 ประกอบกับมาตรา 8 ให้หน่วยงานของรัฐที่เสียหายมีอ านาจออกค าสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นช าระ เงินดังกล่าวภายในเวลาที่ก าหนด” ส่วนกรณีที่เมื่อเกิดการละเมิดขึ้นแล้ว และการกระท าละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่ได้กระท าต่อบุคคลภายนอก นั้น มิใช่การกระท าในการปฏิบัติหน้าที่ ก็จะต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นั้นก็คือ จะต้องด าเนินคดีฟ้องร้องเจ้าหน้าที่นั้นต่อศาลยุติธรรม แต่หากเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้กระท าละเมิดนั้น ได้กระท าละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่ เช่น การให้อ านาจ ตามกฎหมาย หรือจากกฎ ค าสั่งทางปกครอง หรือค าสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายก าหนดให้ต้อง ปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ก็จะต้องน าคดีดังกล่าวนั้น ฟ้องเจ้าหน้าที่ผู้กระท าละเมิดต่อศาล ปกครอง ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาศาลปกครอง พ.ศ. 2542 ความว่า “คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระท าละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง หรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อ านาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ ค าสั่งปกครอง หรือค าสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อ หน้าที่ตามที่กฎหมายก าหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร” (ชูชาติ อัศวโรจน์, 2555, หน้า 127)


251 ตัวอย่างค าวินิจฉัย ค าวินิจฉัยชี้ขาดอ านาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 2 /2550 การขับรถยนต์ของทางราชการไปเกิดอุบัติเหตุของผู้ฟ้องคดีอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เป็นการกระท าละเมิด ซึ่งโดยลักษณะมิใช่เกิดจาการใช้อ านาจตามกฎหมายหรือจากกฎ ค าสั่งทางปกครองหรือค าสั่งอื่น หรือจากการละเลย ต่อหน้าที่ตามกฎหมายก าหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ดังนั้น คดีพิพาทจึงมิใช่กรณี การกระท าละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อ านาจตามกฎหมายที่จะอยู่ใน อ านาจพิจารณาคดีปกครอง คดีจึงอยู่ในอ านาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ค าวินิจฉัยชี้ขาดอ านาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 2 /2545 หมอรักษาคนไข้เป็นเรื่องในหน้าที่แต่ไม่ใช่การใช้อ านาจ เด็กถูกงูกัดเข้ามารักษา หมอไม่ได้ฉีดเซรุ่มให้แต่ให้ น ้าเกลือท าให้เด็กตาย หมอไม่ได้ใช้อ านาจปกครองเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ (ฟ้องที่ศาลยุติธรรม) ข้อสังเกต จากค าวินิจฉัยทั้งสองท าให้เห็นได้ว่าการกระท าทางกายภาพของเจ้าหน้าที่ในลักษณะเป็นการ ปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป มิได้เกิดจากการใช้อ านาจใด ๆ เช่นนี้ จึงไม่อยู่ในอ านาจของศาลปกครองแต่อยู่ในอ านาจของ ศาลยุติธรรมตามเขตอ านาจ เช่น การขับรถยนต์ การรักษาพยาบาล เป็นต้น ค าสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 658/2547 เมื ่อผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการออกค าสั ่งของสภามหาวิทยาลัยนเรศวร ที่สั่งให้ถอดถอนผู้ฟ้องคดีออกจากต าแหน่งคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร อันเป็นคดีพิพาท เกี่ยวกับการกระท าละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อ านาจตามกฎหมาย ผู้ฟ้อง คดีอาจฟ้องมหาวิทยาลัยนเรศวรและกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง แต่จะฟ้องอธิการบดี มหาวิทยาลัย และสภามหาวิทยาลัยนเรศวรซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้ ค าสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 562/2546 การที่อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศมีค าสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้น าสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรของผู้ฟ้อง คดี เป็นการกระท าในการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น เมื่อมีข้อกล่าวหาว่าการกระท าการก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่ผู้ฟ้อง คดี กรมการค้าต่างประเทศซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศอยู่ในสังกัดจึงต้องรับผิดในผลแห่ง มูลละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ข้อสังเกต ค าสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 658/2547 และค าสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 562/2546 เป็นไปตาม หลักของมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ที่ให้ฟ้องหน่วยต้นสังกัด ของเจ้าหน้าที่ ค าพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ 84/2551 เป็นเรื่องผู้ว่าราชการจังหวัดและปลัดกระทรวงมหาดไทยกระท าการไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยการออกพระ ราชกฤษฎีกายกเทศบาลต าบลเป็นเทศบาลเมืองและออกประกาศกระทรวงมหาดไทยก าหนดเขตต าบลเพื ่อให้ สอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกา ท าให้องค์การบริหารส่วนต าบลได้รับความเดือดร้อนเพราะเขตพื้นที่การปกครองทับ ซ้อนกันกับเขตเทศบาลเมือง เป็นเหตุให้ถูกลดพื้นที่การปกครองตัดทอนประชากรและทรัพยากรธรรมชาติของ องค์การบริหารส่วนต าบลจนไม่อาจพัฒนาท้องที่หรือใช้อ านาจตามกฎหมายในเขตทับซ้อนได้ องค์การบริหารส่วน ต าบลจึงฟ้องให้เพิกถอนประกาศกระทรวงมหาดไทยและขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี จึงถือได้ว่าเป็นคดีพิพาท เกี่ยวกับการกระท าละเมิดอันเกิดจากการออกกฎ


252 ข้อสังเกต คดีนี้เป็นคดีที่เจ้าหน้าที่คือผู้ว่าราชการจังหวัดและปลัดกระทรวงมหาดไทยกระท าการไม่ชอบด้วย กฎหมายโดยการออกพระราชกฤษฎีกายกเทศบาลต าบลเป็นเทศบาลเมืองและออกประกาศกระทรวงมหาดไทย ก าหนดเขตต าบลเพื่อให้สอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกา ซึ่งอบต. ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการกระท าดังกล ่าวท าให้เขา เสียหายซึ่งถือว่าเป็นเรื่องละเมิด ค าสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 661/2558 กรณีฟ้องว ่า ผู้ฟ้องคดีถูกเจ้าหน้าที ่ของส านักงานต ารวจแห ่งชาติ (ผู้ถูกฟ้องคดีที ่ 1) และกรมป ่าไม้ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ยึดไม้สักท่อนจ านวน 60 ท่อน ดวงตรา “บฌ สท” จ านวน 1 ดวง และดวงตราเลขเรียง จ านวน 1 ดวง และถูกด าเนินคดีอาญาในความผิดฐานลักทรัพย์ความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 และ ความผิดตามพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. 2535 โดยศาลจังหวัดสวรรคโลกมีค าพิพากษายกฟ้องและให้คืนของกลาง แก่ผู้ฟ้องคดีซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว กรณีจึงถือว่าคดีเกี่ยวกับไม้สักและดวงตราที่ยึดไว้เป็นของกลางเพื่อใช้ เป็นหลักฐานในคดีถึงที่สุดแล้วไม้สักและดวงตราดังกล ่าวมิใช่ของกลางในคดีที่จะเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาล อันเป็นการด าเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่จะอยู่ในอ านาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมอีก ต่อไป ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดียื่นหนังสือต่อเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1 เพื่อขอคืนของกลาง แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีท าการ ตรวจสอบของกลางกลับไม ่ตรงตามบัญชีที ่เจ้าหน้าที ่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองท าการตรวจยึดไว้และไม ่พบดวงตรา “บฌ สท” จ านวน 1 ดวง และดวงตราเลขเรียง จ านวน 1 ดวง ผู้ฟ้องคดีจึงยังไม่สามารถรับของกลางคืนจากผู้ถูก ฟ้องคดีทั้งสองได้ จึงน าคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีค าพิพากษาหรือค าสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ ฟ้องคดีนั้น เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระท าละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ในการคืนของ กลางให้แก่ผู้ฟ้องคดีซึ่งอยู่ในอ านาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองฯ ข้อสังเกต คดีนี้เป็นเรื่องเจ้าหน้าที่ละเลยต่อหน้าที่ของตนเองในการที่ต้องคืนของกลางจนเป็นเหตุให้ฟ้อง คดีเสียหายซึ่งถือว่าเป็นเรื่องละเมิดที่อยู่ในอ านาจของศาลปกครอง ฉะนั้น พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดฯ ฉบับนี้จึงถือเสมือนเป็นเกราะป้องกันการปฏิบัติหน้าที่ ราชการให้กับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกคน เพื่อเสริมสร้างขวัญและก าลังใจ หากเกิดกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นจะต้องใช้ ดุลยพินิจหรือต้องออกค าสั่งเกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ เพราะหากว่าเกิดความเสียหายขึ้น และความเสียหายนั้น มิได้เกิดจากความ “จงใจ” หรือ “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” เจ้าหน้าที่ผู้นั้น ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด เพราะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ เอกสารอ้างอิง ชาญชัย แสวงศักดิ์. (2560). กฎหมำยว่ำด้วยควำมรับผิดทำงละเมิดของเจ้ำหน้ำที่และควำมรับผิดชอบของรัฐ โดยปรำศจำกควำมผิด (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพมหานคร: วิญญูชน. ชูชาติ อัศวโรจน์. (2555). ค ำอธิบำยพระรำชบัญญัติควำมรับผิดทำงละเมิดของเจ้ำหน้ำที ่. (พิมพ์ครั้งที ่ 2) . กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์เดือนตุลา. ฤทัย หงส์สิริ. (2543). ข้อสังเกตบำงประกำรเกี่ยวกับพระรำชบัญญัติควำมรับผิดทำงละเมิดของเจ้ำหน้ำที่ พ.ศ. 2539. วารสารการพาณิชยนาวี, 19(2), 39-64.


253 การฮั้วประมูล The Collusion ภิญโญ คูวัฒนาเสนีย์ [email protected] ศักดา ศรีทิพย์ [email protected] บทน า การฮั้วประมูลหรือการสมยอมในการเสนอราคาเป็นหนึ ่งในปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที ่ท าให้เกิด ความเสียหายต่อเศรษฐกิจ และสังคมไทยมาเป็นเวลายาวนาน สาเหตุมาจากการสมยอมของเจ้าพนักงานฝ ่ายรัฐ นักการเมือง นักธุรกิจ พ่อค้า รวมไปถึงการขาดความตระหนักรู้และการมีส ่วนร ่วมในการรักษาผลประโยชน์ของ ส่วนรวมของประชาชน โดยในอดีตถือเป็นการด าเนินการทางธุรกิจ กระทั่งต่อมาได้มีแนวทางค าพิพากษาศาลฎีกา วางบรรทัดฐานว ่าการตกลงสมยอมกันโดยจ าเลยจะจ ่ายเงินตอบแทนให้แก ่โจทก์และบุคคลอื ่นผู้ร ่วมประมูล เป็นการร่วมกันเอารัดเอาเปรียบทางราชการโดยไม่สุจริต ท าให้ทางราชการได้รับความเสียหาย ข้อตกลงดังกล่าวขัด ต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จนในที่สุดได้มีการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิด เกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และการประมูลในรูปแบบ E-Bidding เพื่อป้องกันและปราบปรามปัญหาการสมยอมในการเสนอราคา นอกจากนี้ ยังมีการตั้งหน ่วยงานที ่มีหน้าที ่รับผิดชอบคดีการฮั้วประมูล โดยอยู ่ภายใต้การก ากับดูแลของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ อย่างไรก็ดีปัญหาการฮั้วประมูลก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่จะปรากฏเป็นข่าวเฉพาะในกรณี ที่มีผลกระทบต่อสังคมอย่างร้ายแรง และเมื่อเวลาผ่านไปประเด็นเรื่องการฮั้วประมูลก็อาจจะเป็นประเด็นที่เลือน หายไปจากความสนใจของสังคมอีกครั้งเหมือนที่ผ่านมา เนื้อหา การฮั้วประมูล (The Collusion) หรือการสมยอมกันในการเสนอราคา (The Bid Rigging) เป็นปัญหาการ ทุจริตคอร์รัปชันในรูปแบบหนึ่งที่กัดกร่อนงบประมาณของรัฐและระบบเศรษฐกิจ มีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อระบบ สาธารณูปโภคที่รัฐมีหน้าที่ต้องจัดสรรเพื่อประโยชน์สาธารณะ เนื่องจากรัฐมีขีดความสามารถจ ากัดท าให้ไม่สามารถ จัดท าสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะที่จ าเป็นต่อประชาชนทั้งหมดได้ ดังนั้นรูปแบบที่รัฐต้องเปิดให้ภาคเอกชน เข้าประมูลโดยได้รับงบประมาณหรือสัมปทาน จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อมีการฮั้วประมูลในรูปแบบต่าง ๆ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อสาธารณูปโภคที่รัฐจัดท าเพื่อประชาชน อาทิเช่น การก่อสร้างถนนที่ไม่ได้มาตรฐาน ท าให้รัฐต้องเสียงบประมาณในการซ่อมแซม นอกจากนั้น หากความเสียหายของถนนก่อให้เกิดอุบัติเหตุจนเป็นเหตุให้ เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนย่อมเกิดผลกระทบร้ายแรงต่อสังคม เป็นต้น


254 ข ่าวเกี ่ยวกับการฮั้วประมูลมีมาอย่างต่อเนื ่อง โดยจะปรากฏเป็นข ่าวที ่เป็นที ่สนใจในกรณีที ่มีวงเงิน งบประมาณเป็นจ านวนมาก หรือผู้ถูกกล ่าวหาเป็นนักการเมืองหรือผู้มีชื ่อเสียง อาทิเช ่น คดีทุจริตจัดซื้อเรือ/ รถดับเพลิง พ.ศ. 2556 และคดีฮั้วประมูลสร้างแฟลตต ารวจ พ.ศ. 2565 เป็นต้น กระทั่งในปี พ.ศ. 2566 คดีการ ฆาตรกรรมเจ้าหน้าที่ต ารวจระดับสารวัตรอย่างอุกอาจในงานเลี้ยงท่ามกลางเจ้าหน้าที่ต ารวจเป็นจ านวนมากที่อยู่ใน งาน ซึ่งในจ านวนนี้มีเจ้าหน้าที่ต ารวจระดับสูงอย่างผู้ก ากับหลายนายรวมอยู่ด้วย เมื่อมีการสืบสวน สอบสวนจึง พบว่าประเด็นส าคัญของโศกนาฏกรรมที่เกิดกับข้าราชการต ารวจในครั้งนี้ มีส่วนที่เกิดจากการปฏิเสธไม่รับส่วยจาก ผู้รับเหมารายใหญ่ที ่มีอิทธิพลในวงการก่อสร้าง โดยจากข้อมูลการสืบสวน สอบสวนพบว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่า โครงการที่ก่อสร้างต่าง ๆ ที่ประมูลได้มานั้นเกิดจากการฮั้วประมูล ซึ่งจะต้องท าการสืบสวน สอบสวนต่อไป กรณี ข้อเท็จจริงในคดีนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าปัญหาการฮั้วประมูลโยงใยไปถึงปัญหาในด้านต่าง ๆ อาทิเช่น การวิ่งเต้น โยกย้ายต าแหน่งหน้าที่ของข้าราชการ ปัญหาผู้มีอิทธิพล และปัญหาการฟอกเงิน เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะท าให้ สูญเสียงบประมาณของรัฐ ท าให้เกิดผลกระทบกับประชาชนและสังคมแล้ว ยังท าให้ต้องสูญเสียข้าราชการต ารวจที่ ซื่อสัตย์สุจริตและก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของวงการต ารวจอันเนื่องมาจากการกระท าของต ารวจที่อยู่ร่วม ในเหตุการณ์หลายคนที่เข้าคุ้มกันและช่วยเหลือให้ผู้กระท าความผิดหลบหนีไปจากสถานที่เกิดเหตุ รวมไปถึงการ ท าลายพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุอีกด้วย ทั้งนี้เนื่องจากรูปแบบของการฮั้วประมูลนั้นมีมากมายและเกี่ยวข้องกับส่วนราชการ และบุคคลในสาขา อาชีพต่าง ๆ ตั้งแต่การกีดกันมิให้มีการเสนอสินค้าหรือบริการใด ๆ ต่อหน่วยงานของรัฐ อาจกระท าใช้ก าลังข่มขู่ให้ ผู้เข้าร่วมการประมูลไม่กล้าเข้าร่วมสู้ราคา หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เข้าร่วมประมูลรายอื่น หรือปิดกั้นมิให้ได้รับข่าวสารการ เสนอราคา/การประมูล หรือการสมคบกันระหว่างผู้เข้าร่วมประมูล การให้สินบนแก่เจ้าพนักงานที่มีอ านาจเกี่ยวข้อง กับการเสนอราคาหรือการประมูลนั้น ๆ เพื่อให้ด าเนินการเสนอราคาหรือการประมูลให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายตนเอง รวมไปถึงด าเนินการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ผู้เสนอราคาฝ่ายใดฝ ่ายหนึ่ง กระบวนการต่าง ๆ เหล ่านี้ต้องใช้เงินเป็น จ านวนมาก ดังนั้นเมื่อผ่านกระบวนการเสนอราคาและประมูลแล้ว จึงไม่สามารถท างานให้เป็นไปตามมาตรฐานของ งานนั้น มีการลดคุณภาพของวัสดุอุปกรณ์ หรือแม้กระทั่งปรับรูปแบบของงานจนต ่ากว่ามาตรฐาน เช่น ลดขนาดของ ถนนจนมีความกว้างลดลงจากขนาดถนนปกติ หรือลดจ านวนปูนซีเมนต์ที่เทราดถนน เป็นต้น ซึ่งเมื่อถึงกระบวนการ ตรวจสอบของเจ้าพนักงานก็จ าเป็นที่จะต้องด าเนินการด้วยวิธีการที่ไม่สุจริตให้เจ้าพนักงานตรวจงานยอมให้งานนั้น ๆ ผ่านการตรวจมาตรฐานรับงาน เมื่องานที่ได้ต ่ากว่ามาตรฐานที่ก าหนดไว้ ผลที่ตามมาย่อมก่อให้เกิดความเสียหาย แก่งานนั้น ๆ ในเวลาอันสั้น และอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชนที่ใช้งาน กระทั่งรัฐต้อง สูญเสียงบประมาณเป็นจ านวนมากในการซ่อมแซมหรือจัดสร้างงานนั้นใหม่อีกครั้ง อย่างไรก็ดีการฮั้วประมูลหรือการสมยอมกันในการเสนอราคานั้นมีมายาวนานในสังคมไทยอันเป็นผลจาก ระบบราชการที่มีลักษณะเป็นระบบอุปถัมภ์ ท าให้การให้สินบนถือว่าเป็นสินน ้าใจ ก่อให้เกิดกระบวนการทุจริตคอร์ รัปชันฝังรากลึกอยู่ในสังคม แม้กระทั่งการฮั้วประมูลเองก็เคยมีค าวินิจฉัยของศาลว่าเป็นกรณีที่เป็นการด าเนิน นโยบายทางธุรกิจประเภทหนึ่ง และไม่เป็นความผิด กระทั่งต่อมาศาลฎีกาได้มีค าพิพากษาให้การฮั้วประมูล เป็น ข้อตกลงที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นโมฆะไม่อาจใช้บังคับได้ กระทั่งปี พ.ศ. 2542 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับ การเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2542 ขึ้น โดยค าแนะน าและค ายินยอมของรัฐสภา และได้มีการใช้พระราชบัญญัติ ฉบับดังกล่าวเป็นกฎหมายหลักในการด าเนินคดีเกี่ยวกับการฮั้วประมูลมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีกฎหมายอีก หลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วประมูล อาทิเช่น ประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ


255 ภาครัฐ พ.ศ. 2560และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 เป็นต้น แต่ ในบทความนี้ผู้เขียนจะกล่าวถึงเฉพาะลักษณะของการกระท าความผิดฮั้วประมูล หรือสมยอมกันในการเสนอราคา ตามที่ บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายหลัก เกี่ยวกับการกระท าความผิดด้วยการฮั้วประมูลเท่านั้น ค าว่า “ฮั้ว” มีความหมายดังที่ปรากฏในพจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง รวมหัวกัน ร่วมกันกระท าการสมยอมกันในการเสนอราคาเพื่อมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม ส่วนค าว่า “การเสนอ ราคา” มีความหมายตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 3 หมายความว่า “การยื่นข้อเสนอเพื่อเป็นผู้มีสิทธิท าสัญญากับหน่วยงานของรัฐอันเกี่ยวกับการซื้อ การจ้าง การแลกเปลี่ยน การเช่า การจ าหน่ายทรัพย์สิน การได้รับสัมปทานหรือการได้รับสิทธิใด ๆ”ดังนั้นการฮั้วประมูล ในบทความนี้จึงหมายความถึง การตกลงกันระหว ่างบุคคลสองฝ ่ายหรือมากกว ่านั้น โดยเป็นการกระท าที่ผิด กฎหมาย หรือเป็นการลับ เพื่อมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมโดยวิธีฉ้อฉล หรืออาศัยความได้เปรียบโดยไม่ เป็นธรรม ชักน าให้ส าคัญผิด หรือหลอกลวงเกี่ยวกับสิทธิตามกฎหมาย หรือเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ซึ่งกฎหมาย ห้ามไว้ มักปรากฏในระหว่างกลุ่มองค์กรหรือบุคคล เมื่อแบ่งส่วนตลาด ก าหนดราคา จ ากัดการผลิต หรือจ ากัดโอกาส และอาจรวมถึงการก าหนดค่าแรง การชักค่าจ้างไว้ หรือการแถลงเท็จซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฮั้วทั้งหลาย (กรม สอบสวนคดีพิเศษ, 2563, หน้า 8) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มีการแบ่งการ กระท าความผิดที่อาจแบ่งตามลักษณะของผู้กระท าเป็น 2 ลักษณะ คือ (1) ลักษณะของการกระท าความผิดที่ผู้กระท าผิดเป็นบุคคลทั่วไป โดยบัญญัติไว้ในมาตรา 4 ถึง มาตรา 9 (2) ลักษณะของการกระท าความผิดต่อต าแหน่งหน้าที่ โดยบัญญัติไว้ในมาตรา 10ถึง มาตรา 13 ลักษณะของการกระท าความผิดที่ผู้กระท าผิดเป็นบุคคลทั่วไป กรณีการกระท าความผิดตามมาตรา 4 บัญญัติว่า “ผู้ใดตกลงร่วมกันในการเสนอราคา เพื่อวัตถุประสงค์ที่ จะให้ประโยชน์แก่ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้มีสิทธิท าสัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม หรือโดยการกีดกันมิให้มีการเสนอสินค้าหรือบริการอื่นต่อหน่วยงานของรัฐ หรือโดยการเอาเปรียบแก่หน่วยงานของ รัฐอันมิใช่เป็นไปในทางการประกอบธุรกิจปกติ ต้องระวางโทษจ าคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสามปีและปรับร้อยละห้าสิบของ จ านวนเงินที่มีการเสนอราคาสูงสุดในระหว่างผู้ร่วมกระท าความผิดนั้น หรือของจ านวนเงินที่มีการท าสัญญากับ หน่วยงานของรัฐ แล้วแต่จ านวนใดจะสูงกว่า ผู้ใดเป็นธุระในการชักชวนให้ผู้อื่นร่วมตกลงกันในการกระท าความผิดตามบัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง ผู้นั้นต้อง ระวางโทษตามวรรคหนึ่ง” กรณีนี้เป็นการกระท าความผิดที่มีปรากฏอยู่ทั่วไป โดยการตกลง สมคบ หรือสมยอมกันระหว่างผู้มีสิทธิ เข้าร่วมในการเสนอราคาว่าจะให้ผู้เสนอราคาคนใดเป็นผู้ได้งานนั้น ๆ ไป โดยมีสิทธิท าสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ทั้งนี้การตกลงดังกล่าวต้องประกอบไปด้วยเจตนาพิเศษ คือ โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันอย่างเป็นธรรม หรือโดยการกีด กันมิให้มีการเสนอสินค้าหรือบริการอื่นต่อหน่วยงานของรัฐ หรือโดยการเอาเปรียบแก่หน่วยงานของรัฐอันมิใช่เป็นไปใน ทางการประกอบธุรกิจปกติอีกทั้งการกระท าความผิดตามมาตรานี้เป็นความผิดส าเร็จทันทีที ่มีการตกลงกัน ทั้งที่ยังไม่ต้องมีการกระท าตามที่ตกลงกันแต่อย่างใด


256 นอกจากนี้ ความในวรรคสองถือเป็นการบัญญัติในลักษณะเฉพาะซึ่งให้ผู้ที่กระท าการเป็นธุระในการ ชักชวนให้ผู้อื่นร่วมตกลงกันในการกระท าความผิดต้องรับผิดเช่นเดียวกับผู้กระท าความผิดตามวรรคแรก ถือได้ว่า เป็นบทลงโทษให้รับผิดเสมือนเป็นตัวการ ทั้งที่พฤติการณ์การกระท ายังไม่ถึงขนาดเป็นตัวการ ถือได้ว่าบทบัญญัตินี้มี ลักษณะการก าหนดโทษที่เด็ดขาดโดยวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการกระท าความผิดอย่างมีนัยส าคัญ มาตรา 5 “ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้เงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ผู้อื่น เพื่อประโยชน์ใน การเสนอราคา โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะจูงใจให้ผู้นั้นร่วมด าเนินการใด ๆ อันเป็นการให้ประโยชน์แก่ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้มี สิทธิท าสัญญากับหน่วยงานของรัฐ หรือเพื่อจูงใจให้ผู้นั้นท าการเสนอราคาสูงหรือต ่าจนเห็นได้ชัดว่าไม่เป็นไปตาม ลักษณะสินค้า บริการ หรือสิทธิที่จะได้รับ หรือเพื่อจูงใจให้ผู้นั้นไม่เข้าร่วมในการเสนอราคา หรือถอนการเสนอราคา ต้องระวางโทษจ าคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปีและปรับร้อยละห้าสิบของจ านวนเงินที่มีการเสนอราคาสูงสุดในระหว่างผู้ร่วม กระท าความผิดนั้น หรือของจ านวนเงินที่มีการท าสัญญากับหน่วยงานของรัฐ แล้วแต่จ านวนใดจะสูงกว่า ผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อกระท าการตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่า เป็นผู้ร่วมกระท าความผิดด้วย” ลักษณะของการกระท าความผิดตามมาตรา 5 นี้ ผู้กระท าความผิดอาจกระท าด้วยการให้ขอให้ หรือรับว่าจะ ให้เงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์ให้แก่ผู้อื ่น รวมถึงกรณีตามวรรคสอง คือ เรียก รับ หรือยอมจะรับเงินหรือ ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ซึ่งอาจเป็นการกระท าของเจ้าพนักงานของรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเสนอราคาหรือ งานนั้น หรืออาจเป็นผู้เข้าเสนอชื่อรายอื่น โดยมีเจตนาพิเศษที่จะจูงใจให้ผู้นั้น (1) ร่วมด าเนินการใด ๆ อันเป็นการให้ประโยชน์แก่ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้มีสิทธิท าสัญญากับหน่วยงานของรัฐ (2) ท าการเสนอราคาสูงหรือต ่าจนเห็นได้ชัดว่าไม่เป็นไปตามลักษณะสินค้า บริการ หรือสิทธิที่จะได้รับ (3) ไม่เข้าร่วมในการเสนอราคา หรือถอนการเสนอราคา ทั้งนี้การก าหนดบทลงโทษเป็นไปเช่นเดียวกับมาตรา 4 ข้างต้น และแม้จะเป็นผู้ที่กระท าการเรียก รับ หรือ ยอมจะรับเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดก็คงมีโทษเท่ากันกับผู้กระท าความผิดด้วยการให้ ขอให้ หรือรับว่าจะ ให้เงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นตามวรรคแรก มาตรา 6 “ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้จ ายอมร่วมด าเนินการใด ๆ ในการเสนอราคา หรือไม่เข้าร่วมในการเสนอ ราคา หรือถอนการเสนอราคา หรือต้องท าการเสนอราคาตามที่ก าหนด โดยใช้ก าลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญด้วย ประการใด ๆ ให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือบุคคลที่ สาม จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจ าคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปีและปรับร้อยละห้าสิบของจ านวนเงินที่มี การเสนอราคาสูงสุดในระหว่างผู้ร่วมกระท าความผิดนั้นหรือของจ านวนเงินที่มีการท าสัญญากับหน่วยงานของรัฐ แล้วแต่จ านวนใดจะสูงกว่า” ลักษณะของการกระท าความผิดตามมาตรา 6 นี้ แตกต่างจากมาตรา 4 และ 5 กล ่าวคือ มิใช่เป็นการ สมยอมกันโดยเจตนาของผู้กระท าความผิดเอง แต่เป็นการกระท าความผิดโดยการข่มขืนใจผู้อื่น อาจโดยใช้ก าลัง ประทุษร้ายหรือขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อสียง หรือทรัพย์สิน ของผู้ถูกขู่เข็ญหรือบุคคลที่สาม จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมร่วมด าเนินการใด ๆ ในการเสนอราคา หรือไม่เข้าร่วมในการ เสนอราคา หรือถอนการเสนอราคา หรือต้องท าการเสนอราคาตามที่ก าหนด ดังนั้นการกระท าความผิดตามมาตรานี้ จะเป็นความผิดส าเร็จก็ต่อเมื่อผู้ที่ถูกข่มขืนใจยอมกระท าการดังที่บัญญัติไว้ ซึ่งความผิดตามมาตรานี้มีโทษจ าคุกตั้งแต่


257 ห้าปีถึงสิบปี เป็นอัตราโทษที่สูงกว่าการกระท าความผิดตามมาตรา 4 และ 6 ทั้งนี้เนื่องมาจากมีเป็นการข่มขืนใจที่ กระท าต่อผู้อื่น รวมถึงอาจมีการประทุษร้ายอีกด้วย ส่วนโทษปรับนั้นยังคงเหมือนกันกับมาตรา 4 และ 6 มาตรา 7 “ผู้ใดใช้อุบายหลอกลวงหรือกระท าการโดยวิธีอื่นใด เป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าท าการเสนอ ราคาอย่างเป็นธรรม หรือให้มีโอกาสเสนอราคาโดยหลงผิด ต้องระวางโทษจ าคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปีและปรับร้อยละ ห้าสิบของจ านวนเงินที่มีการเสนอราคาสูงสุดในระหว่างผู้ร่วมกระท าความผิดนั้น หรือของจ านวนเงินที่มีการท า สัญญากับหน่วยงานของรัฐ แล้วแต่จ านวนใดจะสูงกว่า” ลักษณะของการกระท าความผิดตามมาตรานี้ เป็นการกระท าโดยการใช้อุบายหลอกลวง หรือกระท าการ โดยวิธีอื่นใดในท านองเดียวกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดไปจากความจริง ถึงขนาดที่เป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าท า การเสนอราคาอย่างเป็นธรรม หรือให้มีโอกาสเสนอราคาโดยหลงผิด ซึ่งโทษของการกระท าความผิดตามมาตรานี้ เท่ากันกับมาตรา 4 และ 6 มาตรา 8 ผู้ใดโดยทุจริตท าการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ โดยรู้ว่าราคาที่เสนอนั้นต ่ามากกว่าปกติจน เห็นได้ชัดว่า ไม่เป็นไปตามลักษณะสินค้าหรือบริการหรือเสนอผลประโยชน์ตอบแทนแก่หน่วยงานของรัฐสูงกว่าความ เป็นจริงตามสิทธิที่จะได้รับ โดยมีวัตถุประสงค์เป็นการกีดกันการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม และการกระท าเช่นว่านั้น เป็นเหตุให้ไม่สามารถปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาได้ ต้องระวางโทษจ าคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสามปีและปรับร้อยละห้าสิบ ของจ านวนเงินที่มีการเสนอราคา หรือของจ านวนเงินที่มีการท าสัญญากับหน่วยงานของรัฐ แล้วแต่จ านวนใดจะสูงกว่า ในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาได้ตามวรรคหนึ่ง เป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐต้องรับภาระ ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการด าเนินการให้แล้วเสร็จตามวัตถุประสงค์ของสัญญาดังกล่าว ผู้กระท าผิดต้องชดใช้ค่าใช้จ่าย ให้แก่หน่วยงานของรัฐนั้นด้วย ในการพิจารณาคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ถ้ามีการร้อง ขอให้ศาลพิจารณาก าหนดค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องรับภาระเพิ่มขึ้นให้แก่หน่วยงานของรัฐตามวรรคสองด้วย” ลักษณะของการกระท าความผิดตามมาตรานี้มีลักษณะพิเศษและแตกต่างไปจากทั้งสี่มาตราก่อนหน้า เนื่องจากเป็นการกระท าความผิดด้วยการเสนอราคาต ่ามากกว่าปกติ หรือเสนอผลประโยชน์ตอบแทนแก่หน่วยงาน ของรัฐสูงกว่าความเป็นจริงตามสิทธิที่จะได้รับ ด้วยเจตนาพิเศษมีวัตถุประสงค์เป็นการกีดกันการแข่งขันอย่างเป็น ธรรม เพื่อไม่ให้ผู้เสนอราคารายอื่น โดยในที่สุดแล้วการกระท าเช่นว่านั้นเป็นเหตุให้ไม่สามารถปฏิบัติให้ถูกต้องตาม สัญญาได้ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าความผิดตามมาตรานี้เป็นบทบัญญัติเพื่อเอาผิดการกีดกัน หรือกลั่นแกล้งไม่ให้ผู้อื่นได้ งานไป ด้วยการเสนอราคาที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลการราคาประเมินของงานนั้น ๆ เช่น ในการประมูลที่มีราคากลางก็จง ใจเสนอราคาที่ต ่ากว่าราคากลางเป็นจ านวนมาก จนเป็นเหตุให้ไม่สามารถท างานตามที่โครงการก าหนดหลักเกณฑ์ไว้ และในที่สุดก็ทิ้งงานนั้นไป ท าให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณในการจัดท างานนั้นใหม่ ซึ่งอาจต้องใช้งบประมาณ มากกว่าเดิม หรือกรณีการเสนอผลประโยชน์ตอบแทนแก่หน่วยงานของรัฐสูงกว่าความเป็นจริงตามสิทธิที่จะได้รับ เพื่อให้ได้งานนั้นและเมื่อได้งานไปแล้วก็ลดมาตรฐานในการท างานลง จนงานที่แล้วเสร็จไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ทั้งนี้เมื่อถึงเวลาตรวจรับงานก็อาจต้องมีกระบวนการทุจริตในการตรวจรับงานอีกทอดหนึ่ง เป็นต้น และในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาได้เช่นนี้เป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐต้องรับภาระ ค่าใช้จ่ายเพิ ่มขึ้นในการด าเนินการให้แล้วเสร็จตามวัตถุประสงค์ของสัญญา ผู้กระท าผิดต้องชดใช้ค ่าใช้จ ่ายให้แก่ หน่วยงานของรัฐนั้นด้วย โดยในการด าเนินกระบวนพิจารณาคดีคู่ความสามารถร้องขอต่อศาลให้ก าหนดค่าใช่จ่าย ดังกล่าวนี้ได้


258 มาตรา 9 ในกรณีที่การกระท าความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของนิติบุคคลใดให้ถือว่า หุ้นส่วนผู้จัดการ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหาร หรือผู้มีอ านาจในการด าเนินงาน ในกิจการของนิติบุคคลนั้น หรือผู้ซึ่ง รับผิดชอบในการด าเนินงานของนิติบุคคลในเรื่องนั้น เป็นตัวการร่วมในการกระท าความผิดด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ตนมิได้มีส่วนรู้เห็นในการกระท าความผิดนั้น” บทบัญญัติในมาตรานี้ถือได้ว่ามีเจตนาที่จะเอาผิดกับผู้แทนนิติบุคคลในการกระท าใด ๆ ที่เป็นความผิด ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยให้ถือว่าเป็นตัวการร่วมในการกระท าความผิด ซึ่งหากพิจารณาถึงหลักกฎหมายว่าด้วยนิติ บุคคล ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 66 “นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวล กฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ภายในขอบแห่งอ านาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดังได้บัญญัติหรือก าหนดไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้ง” และมาตรา 70 วรรค 2 “ความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติ บุคคล” ได้ความว่าการกระท าของผู้แทนนิติบุคคลหากอยู่ภายในขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลแล้ว ผู้แทนของนิติ บุคคลไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวอีก แต่อย่างไรก็ตามการกระท าอันเป็นความผิดนี้อาจถือได้ว่ามิได้เป็นไปตามกรอบ วัตถุประสงค์ของนิติบุคคล ดังนั้นการที่บัญญัติให้ผู้แทนต้องรับผิดในฐานะเป็นตัวการร่วมในการกระท าความผิดเช่นนี้ก็ ย่อมเป็นการชอบแล้ว ในกรณีที่มีผู้แทนนิติบุคคลหลายคน และผู้แทนนิติบุคคลคนใดมิได้มีส่วนรู้เห็นในการกระท า ความผิดนั้น ก็มีภาระที่ต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าตนไม่มีส่วนรู้เห็นด้วยในการกระท าความผิด อย่างไรก็ดีบทบัญญัติ มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงาน ของรัฐ พ.ศ. 2542 ที่กล่าวมานี้ มีค าวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2559 วินิจฉัยว่าเป็นบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้ง ต ่อรัฐธรรมนูญแห ่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั ่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 4 จึงมีผลท าให้ มาตรา 9 ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ไม่สามารถใช้บังคับได้อีกต่อไป (กรมสืบสวนคดีพิเศษ, 2563, หน้า 39) ลักษณะของการกระท าความผิดต่อต าแหน่งหน้าที่ มาตรา 10 “เจ้าหน้าที่ในหน ่วยงานของรัฐผู้ใดซึ่งมีอ านาจหรือหน้าที่ในการอนุมัติการพิจารณาหรือ ด าเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสนอราคาครั้งใด รู้ หรือมีพฤติการณ์ปรากฏแจ้งชัดว่าควรรู้ว่าการเสนอราคาใน ครั้งนั้นมีการกระท าความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ละเว้นไม่ด าเนินการเพื่อให้มีการยกเลิกการด าเนินการเกี่ยวกับ การเสนอราคาในครั้งนั้น มีความผิดฐานกระท าความผิดต่อต าแหน่งหน้าที่ ต้องระวางโทษจ าคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท” บทบัญญัติในมาตรา 10 นี้เป็นความผิดฐานกระท าต่อต าแหน่งหน้าที่ โดยบัญญัติเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ใน หน่วยงานของรัฐ ซึ่งต้องเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีอ านาจหรือหน้าที่ในการอนุมัติการพิจารณา หรือด าเนินการใด ๆ ที่ เกี่ยวข้องกับการเสนอราคาเท่านั้นที่จะเป็นผู้กระท าความผิดตามมาตรานี้ได้ โดยมีพฤติการณ์ประกอบการกระท า ความผิด คือ รู้หรือควรรู้ (เพราะมีพฤติการณ์แจ้งชัด) ว่าการเสนอราคานั้นมีการกระท าความผิดตามพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ ส่วนลักษณะของการกระท าความผิด คือ ละเว้นไม่ด าเนินการเพื่อให้มีการยกเลิกการด าเนินการเกี่ยวกับการ เสนอราคาในครั้งนั้น ซึ่งหากเทียบเคียงกับความผิดตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ที่บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต” อันเป็นฐานความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จะเห็น ได้ว ่าบทบัญญัติตามมาตรา 10 เป็นบทเฉพาะ คือ ต้องเป็นการละเว้นไม ่ด าเนินการเพื ่อให้มีการยกเลิก การด าเนินการเกี่ยวกับการเสนอราคาที่มีการกระท าความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอ ราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 เท่านั้น มิใช่บททั่วไปดังเช่นบทบัญญัติ มาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา


259 ท าให้เป็นที่น่าสังเกตุว่าโทษในมาตรา 9 นี้มีบทก าหนดโทษจ าคุกเท่ากัน แต่มีโทษปรับสูงกว่า จึงต้องถือว่ามีโทษหนัก ว่า มาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 11 “เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐใด หรือผู้ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานของรัฐผู้ใด โดยทุจริตท า การออกแบบ ก าหนดราคา ก าหนดเงื่อนไข หรือก าหนดผลประโยชน์ตอบแทน อันเป็นมาตรฐานในการเสนอราคา โดยมุ่ง หมายมิให้มีการแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม หรือเพื่อช่วยเหลือผู้เสนอราคารายใด ได้มีสิทธิเข้าท าสัญญา กับหน่วยงานของรัฐโดยไม่เป็นธรรม หรือเพื่อกีดกันผู้เสนอราคารายใดมิให้มีโอกาสเข้าแข่งขันในการเสนอราคาอย่าง เป็นธรรม ต้องระวางโทษจ าคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี หรือจ าคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท” ความผิดฐานนี้เป็นบทบัญญัติเอาโทษกับเจ้าหน้าที ่ในหน ่วยงานของรัฐ หรือผู้ได้รับมอบหมายจาก หน่วยงานของรัฐ ซึ่งอาจเป็นหน่วยงานเอกชนก็ได้ ทั้งนี้ลักษณะของการกระท าความผิดเห็นได้ว่ามีการลงมือกระท า ความผิดอย่างชัดแจ้ง คือทุจริตท าการออกแบบ ก าหนดราคา ก าหนดเงื่อนไข หรือก าหนดผลประโยชน์ตอบแทน อันเป็น มาตรฐานในการเสนอราคา หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “การล็อคสเปค” โดยมีเจตนาพิเศษมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันในการ เสนอราคาอย่างเป็นธรรม หรือเพื่อช่วยเหลือผู้เสนอราคารายใด ได้มีสิทธิเข้าท าสัญญากับหน่วยงานของรัฐโดยไม่เป็น ธรรม หรือเพื่อกีดกันผู้เสนอราคารายใดมิให้มีโอกาสเข้าแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม บทบัญญัติมาตรานี้ มีการก าหนดอัตราโทษไว้สูงกว่ามาตราก่อนหน้า ทั้งนี้เป็นเพราะลักษณะของการกระท าผิดที่เข้ามีส่วนในการกระท า ด้วยการลงมือกระท าด้วยตนเองมิใช่เพียงรู้เห็น หรือเพิกเฉยดังเช่นมาตราก่อนหน้า มาตรา 12 “เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐผู้ใด กระท าความผิดตามพระราชบัญญัตินี้หรือกระท าการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออ านวยแก่ผู้เข้าท าการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิท า สัญญากับหน่วยงานของรัฐ มีความผิดฐานกระท าผิดต่อต าแหน่งหน้าที่ ต้องระวางโทษจ าคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจ าคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท” บทบัญญัติมาตรา 12 นี้บัญญัติเพื่อเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ และบัญญัติลักษณะของการ กระท าความผิดไว้กว้าง ๆ ว่า กระท าความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งหมายความว่าหากเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ กระท าความผิดตามมาตราอื ่นในพระราชบัญญัตินี้แล้วก็ยังถือเป็นความผิดและต้องรับโทษตามมาตรานี้ด้วย รวมถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระท าการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออ านวยแก่ผู้เข้าท าการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิท าสัญญากับหน่วยงานของรัฐซึ่งไม่เป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็ยังต้องรับโทษตามมาตรา 12 นี้ด้วยเช่นกัน มาตรา 13 “ผู้ด ารงต าแหน่งทางการเมือง หรือกรรมการ หรืออนุกรรมการในหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมิใช่เป็น เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐผู้ใด กระท าความผิดตามพระราชบัญญัตินี้หรือกระท าการใด ๆ ต่อเจ้าหน้าที่ใน หน่วยงานของรัฐซึ่งมีอ านาจหรือหน้าที่ในการอนุมัติการพิจารณาหรือการด าเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการ เสนอราคาเพื่อจูงใจ หรือท าให้ยอมรับการเสนอราคาที่มีการกระท าความผิด ตามพระราชบัญญัตินี้ให้ถือว่าผู้นั้น กระท าความผิดฐานกระท าผิดต่อต าแหน่งหน้าที่ ต้องระวางโทษจ าคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี หรือจ าคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสี่แสนบาท” บทบัญญัติมาตรา 13 นี้เป็นบทบัญญัติที่มุ่งหมายเอาผิดกับผู้ด ารงต าแหน่งทางการเมือง กรรมการ หรือ อนุกรรมการในหน่วยงานของรัฐที่มิได้เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ กระท าผิดตามพระราชบัญญัตินี้เสียเอง หรือ เข้าแทรกแซงการท างานของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐด้วยกระท าการใด ๆต่อเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐซึ่งมี อ านาจหรือหน้าที่ในการอนุมัติการพิจารณาหรือการด าเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสนอราคา โดยมีเจตนาพิเศษ


260 เพื่อจูงใจหรือท าให้ยอมรับการเสนอราคาที่มีการกระท าความผิด ซึ่งการกระท าความผิดตามมาตรานี้อาจเป็นการใช้ อ านาจในต าแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ หรือกระท าการใด ๆ ก็ตามที่มีผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เพื่อจูงใจ หรือท าให้ยอมรับการเสนอราคาที่มีการกระท าความผิด ดังนั้นบทก าหนดโทษในมาตรานี้จึงเป็นบทก าหนดโทษที่สูง กว่าทุกมาตราก่อนหน้า จากการที่ได้พิจารณาพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ในส่วนบัญญัติที่เกี่ยวกับลักษณะของการกระท าความผิดตั้งแต่ มาตรา 4 ถึงมาตรา 13 ข้างต้น ย่อมเห็นถึง เจตนารมณ์ของรัฐในการออกกฎหมายเพื่อจะป้องกันและปราบปรามการกระท าความผิดในลักษณะการฮั้วประมูล หรือการสมยอมในการเสนอราคา ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาทุจริตคอร์รัปชันระดับชาติและก่อให้เกิดความเสียหายใน หลาย ๆ ภาคส่วนของรัฐ ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นเพียงกฎหมายฉบับหนึ่งในหลาย ๆ ฉบับที่ถูกตราออกมาเพื่อ แก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยกฎหมายฉบับนี้มุ่งเอาผิดกับทั้งบุคคลทั่วไปที่เข้ามีส่วนร่วมในการเสนอราคา และ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอ านาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเสนอราคาด้วยการก าหนดลักษณะของการกระท าความผิดที่ ครอบคลุมทุกขั้นตอนในกระบวนการเสนอราคา และเมื่อพิจารณาบทก าหนดโทษแล้ว เห็นได้ว่ามีการก าหนดอัตรา โทษไว้สูงกว่ากฎหมายฉบับอื่น ๆ ดังนั้น จึงพอสรุปได้ว่ารัฐมีนโยบายในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่เห็น เป็นรูปธรรมได้ชัดเจนด้วยการออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้ในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการฮั้ว ประมูลนี้ สรุป ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยเป็นปัญหาส าคัญที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศท าให้รัฐ ต้องสูญเสียรายได้ไปกับงบประมาณที่ถูกฉ้อราษฎร์บังหลวงไปด้วยวิธีการที่หลากหลาย ทั้งโดยผู้ด ารงต าแหน่งทาง การเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือแม้กระทั่งนักธุรกิจ พ่อค้า หรือประชาชนทั่วไป ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้ได้ถูกเปิดเผยเป็น ข่าวอยู่เสมอโดยไม่มีทีท่าว่าจะหมดสิ้นไปได้ การสมยอมในการเสนอราคาหรือการฮั้วประมูลก็เป็นส่วนหนึ่งที่ส าคัญอย่างยิ่งของปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน และปัญหาการฮั้วประมูลนี้มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งในโครงการที่มีงบประมาณไม่มาก จนไปถึงโครงการ ขนาดใหญ ่ที ่มีงบประมาณหลายร้อย หลายพันล้านบาท และเป็นโครงการจัดซื้อจัดจ้างที ่เกี ่ยวข้องกับการ สาธารณูปโภค สาธารณูปการและบริการสาธารณะที่รัฐมีหน้าที่ต้องจัดให้ประชาชน ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันรูป ด้วยการสมยอมในการเสนอราคาหรือฮั้วประมูลจึงเป็นปัญหาก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสังคม ท าให้รัฐ ต้องสูญเสียงบประมาณไปโดยที่ไม่ได้รับงานตามที่ก าหนดไว้ หรือได้รับที่ไม่ได้มาตรฐานตามงบประมาณที่ตั้งไว้ อัน เป็นการใช้งบประมาณที่ไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเต็มที่ในการพัฒนาประเทศ นอกจากนี้การ สมยอมในการเสนอราคาหรือฮั้วประมูลยังส่งผลให้เกิดการทุจริตต่อต าแหน่งหน้าที่ของข้าราชการประจ า และเมื่อมี การกระจายอ านาจและงบประมาณไปสู่ราชการส่วนท้องถิ่น ข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่มีอ านาจเกี่ยวกับการเสนอ ราคาในการประมูลงานของรัฐ จึงเข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้องกับการฮั้วประมูลเพิ่มมากขึ้น ท าให้การ กระท าความผิดในลักษณะนี้แพร ่ขยายวงกว้างออกไปสู ่ท้องถิ ่น ท าให้การพัฒนาประเทศไม ่สามารถท าได้เต็ม ประสิทธิภาพตามงบประมาณที่ตั้งไว้


261 อย่างไรก็ดีรัฐได้มีการก าหนดแนวทางแก้ไขปัญหาการฮั้วประมูลที่ชัดเจนและเห็นเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ได้แก่ การออกกฎหมายหลายฉบับเพื่อให้สามารถเอาผิดกับผู้กระท าความผิดเกี่ยวกับการฮั้วประมูลในทุกภาคส่วนได้ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ซึ่งถือเป็น กฎหมายหลักในกรณีการฮั้วประมูล หรือการสมยอมในการเสนอราคา นอกจากนี้ ยังมีความพยายามในการสร้าง ระบบ E-Bidding เพื ่อให้เกิดการเสนอราคาและการประมูลที ่โปร ่งใส อีกทั้งยังปรับปรุงกลไกในการด าเนินคดี ให้มีประสิทธิภาพด้วยการจัดตั้งกองคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ภายใต้การก ากับดูแล ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้การด าเนินคดีเกี่ยวกับการฮั้วประมูลเป็นไปด้วยความยุติธรรมและไม่ถูกแทรกแซง หรือครอบง าจากผู้มีอ านาจหรืออิทธิพลที่มีส่วนเกี่ยวพันในคดี หากระบบและกลไกเหล่านี้ถูกน าไปใช้อย่างเที่ยงตรง โดยบุคลากรที่มีความซื่อสัตย์สุจริตย่อมท าให้การป้องกันและปราบปรามการกระท าความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคา ต่อหน่วยงานของรัฐบรรลุผลส าเร็จได้ในที่สุด เอกสารอ้างอิง กรมสอบสวนคดีพิเศษ. (2563). รายงานการวิจัย เรื่อง “กำรเพิ่มประสิทธิภำพในกำรด ำเนินคดีควำมผิดเกี่ยวกับกำร เสนอรำคำต่อหน่วยงำนของรัฐของกรมสอบสวนคดีพิเศษ”. สืบค้น วันที่ 15 สิงหาคม 2566 จาก https://www.dsi.go.th/Upload/d07913c7599c957855481936c626ef58.pdf. ช านาญ ปริบาล. ปัญหำในกำรด ำเนินคดีอำญำแก่ผู้ทุจริต : ตำมพระรำชบัญญัติว่ำด้วยควำมผิดเกี่ยวกับกำรเสนอ รำคำต่อหน่วยงำนของรัฐ พ.ศ. 2542. วิทยานิพนธ์หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย รามค าแหง, 2547 ธนาธิป นวรัตนวรกุล. ปัญหำกำรบังคับใช้กฎหมำยตำมพระรำชบัญญัติว่ำด้วยควำมผิดเกี่ยวกับ กำรเสนอรำคำต่อ หน่วยงำนของรัฐ พ.ศ. 2542: กรณีศึกษำกรมสอบสวนคดีพิเศษ. วิทยานิพนธ์หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี, 2552. พระรำชบัญญัติว่ำด้วยควำมผิดเกี่ยวกับกำรเสนอรำคำต่อหน่วยงำนของรัฐ พ.ศ. 2542


263 ฎห ู้ ห ผู้เ ้ ใ แ สร้อย ไชยเดช [email protected] บทน า ในปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่า การเดินทางไกลเพื่อท ากิจธุระหรือเพื่อการท่องเที่ยวมีความสะดวกสบายขึ้นมาก สาเหตุเพราะการเดินทางและระบบขนส่งมีความทันสมัย รวดเร็ว รวมถึงที่พักแรมส าหรับผู้ที่เดินทางด้วยที่ก็มี ความทันสมัยและปลอดภัย อีกทั้งยังมีตัวเลือกให้กับบรรดาผู้เดินทางมากมายหลากหลายระดับราคา ขึ้นอยู่กับ ความพึงพอใจและงบประมาณของแต่ละคน ซึ่งการแข่งขันในแวดวงธุรกิจมีอยู่สูง ดังนั้นหากฝ่ายผู้ประกอบการให้ ความส าคัญกับการให้บริการ ไม ่เอารัดเอาเปรียบลูกค้าของตน มีความรับผิดชอบต ่อลูกค้าตามหน้าที่ ที่กฎหมายวางเอาไว้ ย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดี ส่วนลูกค้าก็ควรมีความรู้พื้นฐานทางกฎหมายเพื่อที่จะได้รู้ว่าหากเกิด ปัญหาขึ้นมา ตนเองมีสิทธิอะไรบ้าง ซึ่งบทความนี้ เล็งเห็นถึงความส าคัญของความปลอดภัยในทรัพย์สินของผู้เดินทาง และเข้าพักอาศัยในโรงแรม เพราะเรามักจะได้ยินข ่าวในชีวิตประจ าวัน ถึงความไม่ปลอดภัย มีการสูญหายของ ทรัพย์สินหรือถูกโจรกรรมทรัพย์สินเมื่อผู้เดินทางเข้าพักอาศัยในโรงแรมอยู่เสมอ ๆ ดังนั้น เราจึงควรศึกษาถึง กฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้ เนื้อหา หลังจากปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ที่ท าให้การเดินทางเพื่อกิจธุระอันจ าเป็นและการเดินทาง เพื่อท่องเที่ยวต้องหยุดชะงักไปเป็นเวลานาน ในขณะนี้สถานการณ์คลี่คลายลงมาก การเดินทางและการพักแรมในที่ พักต่าง ๆ กลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติอีกครั้ง มีผู้เดินทางกันจ านวนมาก ดังนั้นบทความนี้ จึงเล็งเห็นความส าคัญของ การเดินทางและการพักแรมของนักเดินทาง ที่จ าเป็นต้องหาที่อาศัยเพื่อพักแรมในระหว่างที่เดินทางไกล ไม่ว่าการ เดินทางจะเป็นไปด้วยจุดประสงค์ใดก็ตาม เพราะทุกคนย่อมล้วนแล้วแต่อยากพักแรมยังที่พักที่มีความปลอดภัยและ มีความสะดวกสบายด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นบทความนี้ จึงจะกล ่าวถึงกฎหมายที ่เกี ่ยวข้องกับเจ้าส านักโรงแรม และผู้เดินทาง โดยจะเน้นในส ่วนของกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องความปลอดภัยในทรัพย์สินของผู้พักแรมที่น าติดตัว มาพักแรมด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 เอกเทศสัญญา ลักษณะ 10 ฝากทรัพย์ หมวด 3 วิธีเฉพาะ ส าหรับเจ้าส านักโรงแรม ได้วางหลักกฎหมายที่ส าคัญเอาไว้หลายประการ ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ต่อผู้ที่ได้ศึกษาท า ความเข้าใจทั้งสิ้น ไม่ว่าท่านจะอยู่ในสถานะเป็นเจ้าส านักโรงแรมเองหรือว่าเป็นคนเดินทางผู้พักแรมก็ตาม อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้น เราควรต้องท าความเข้าใจถึงความหมายของค าว่า “โรงแรม” เสียก่อนว่ามี ความหมายอย่างไร จากการศึกษาค้นคว้าพอจะอธิบายค าจ ากัดความได้ ดังนี้ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายของ “โรงแรม” หมายความว่า น. ที่พัก คนเดินทางซึ่งต้องเสียค่าพักแรมด้วย


264 พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 4 ให้นิยามศัพท์ไว้ว่าในพระราชบัญญัตินี้ “โรงแรม” หมายความว่า สถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจเพื่อให้บริการที่พักชั่วคราว ส าหรับคนเดินทางหรือบุคคลอื่นใดโดยมีค่าตอบแทน ทั้งนี้ ไม่รวมถึง (1) สถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการที่พักชั่วคราวซึ่งด าเนินการโดยส ่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือเพื่อการกุศล หรือการศึกษา ทั้งนี้ โดยมิใช่เป็นการหาผลก าไรหรือ รายได้มาแบ่งปันกัน (2) สถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการที่พักอาศัยโดยคิดค่าบริการเป็นรายเดือนขึ้น ไปเท่านั้น (3) สถานที่พักอื่นใดตามที่ก าหนดในกฎกระทรวง “ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม” หมายความว่า ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมตามพระราชบัญญัตินี้ “ผู้จัดการ” หมายความว่า ผู้จัดการโรงแรมตามพระราชบัญญัตินี้ “ผู้พัก” หมายความว่า คนเดินทางหรือบุคคลอื่นใดที่ใช้บริการที่พักชั่วคราวของโรงแรม ส ่วนค าว่า “โฮเต็ล” นั้น พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายของ “โฮเต็ล” ไว้ว่า (ปาก) น. โรงแรม, ที่พักคนเดินทาง (อ. Hotel) จากนิยามศัพท์ดังกล่าวข้างต้น จึงพอจะสรุปได้ว่า โรงแรมเป็นสถานที่พักส าหรับคนเดินทางของเอกชนที่ผู้ พักหรือคนเดินทางหรือบุคคลอื่นใดมาใช้บริการโรงแรมเป็นการชั่วคราว โดยต้องเสียค่าตอบแทนให้กับผู้ประกอบธุรกิจ โรงแรมหรือในที่นี้หมายความถึงเจ้าส านักโรงแรมนั่นเอง ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 3464/2558 พ.ร.บ. โรงแรม พ.ศ.2547 มาตรา 4 โรงแรม หมายความว่า สถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ ในทางธุรกิจเพื่อให้บริการที่พักชั่วคราวส าหรับคนเดินทางหรือบุคคลอื่นใดโดยมีค่าตอบแทน ดังนี้ สถานที่อื่นท านอง เช่นว่านั้น ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 674 จะต้องเป็นสถานที่ซึ่งให้บริการท านองเดียวกันกับโรงแรมหรือ โฮเต็ล คือเป็นสถานที่ซึ่งมีลักษณะให้บริการเป็นที่พักชั่วคราวส าหรับคนเดินทางหรือบุคคลอื่นใด ส าหรับอพาร์ต เม้นท์ของจ าเลยนั้น ศ. เช่าห้องพักของจ าเลยส าหรับอยู่อาศัยและเพื่อความสะดวกในการเดินทางไปสถานศึกษา แม้ จะมีบุคคลอื่นเช่าห้องพักดังกล่าวในลักษณะเดียวกัน แต่เห็นได้ว่าการให้บริการห้องพักของจ าเลยมีลักษณะเป็นการ ให้เช่าพักอยู่อาศัยโดยคิดค่าบริการเป็นรายเดือนขึ้นไปเท่านั้น มิใช่เป็นการให้เช่าบริการที่พักชั่วคราวส าหรับคน เดินทางหรือบุคคลใด ดังนี้ การประกอบธุรกิจของจ าเลยดังกล ่าวจึงไม่เข้าลักษณะสถานที่อื่นท านองเช่นว่านั้น กล่าวคือ เช่นดังเจ้าส านักโรงแรมหรือโฮเต็ลที่จะน าบทบัญญัติวิธีเฉพาะส าหรับเจ้าส านักโรงแรมตาม ป.พ.พ. มาใช้ บังคับให้จ าเลยต้องรับผิดตามค าฟ้องของโจทก์ได้ ส าหรับกฎหมายที่ส าคัญอันเป็นข้อควรรู้ของผู้เดินทางมาพักแรมมีอยู่หลายประการ เช่น ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้บัญญัติหลักกฎหมายเอาไว้ว่า มาตรา 674 เจ้าส านักโรงแรมหรือโฮเต็ล หรือสถานที่อื่นท านองเช่นว่านั้น จะต้องรับผิดเพื่อความสูญหาย หรือบุบสลายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งคนเดินทางหรือแขกอาศัยหากได้พามา มาตรา 675 เจ้าส านักต้องรับผิดในการที่ทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยสูญหายหรือบุบสลายไป อย่างใด ๆ แม้ถึงว่าความสูญหายหรือบุบสลายนั้นจะเกิดขึ้นเพราะผู้คนไปมาเข้าออก ณ โรงแรม โฮเต็ล หรือสถานที่ เช่นนั้น ก็คงต้องรับผิด


265 ความรับผิดนี้ ถ้าเกี่ยวด้วยเงินทองตรา ธนบัตร ตั๋วเงิน พันธบัตร ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ ประทวนสินค้า อัญมณี หรือของมีค่าอื่น ๆ ให้จ ากัดไว้เพียงห้าพันบาท เว้นแต่จะได้ฝากของมีค่าเช่นนี้ไว้แก่เจ้าส านักและได้บอกราคาแห่ง ของนั้นชัดแจ้ง แต่เจ้าส านักไม่ต้องรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอันเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือแต่สภาพแห่งทรัพย์สิน นั้น หรือแต่ความผิดของคนเดินทาง หรือแขกอาศัยผู้นั้นเอง หรือบริวารของเขา หรือบุคคลซึ่งเขาได้ต้อนรับ ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 9284/2544 (มาตรา 675 วรรคสอง แก้ไขโดยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2548) จ าเลยซึ่งเป็นเจ้าส านักโรงแรมมิได้กระท าโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุโดยตรงให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญ หาย ไม่เป็นการกระท าละเมิดต่อโจทก์ จ าเลยต้องรับผิดเพียงที่กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก าหนดเกี่ยวกับวิธีเฉพาะ ส าหรับเจ้าส านักโรงแรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 674, 675 และ 676 เท่านั้น ทรัพย์สินของโจทก์ที่หายคือ นาฬิกาเรือนทองฝังเพชร สายสร้อยคอทองค า เหรียญหลวงพ่อคูณกรอบทองค าล้อม เพชร พระนางพญาเลี่ยมทอง ตุ้มหูเพชร เข็มกลัดเพชรและเงินสดทรัพย์สินดังกล่าวจึงเกี่ยวด้วยเงินทอง ตรา ธนบัตร อัญมณี และของมีค่าอื่น ๆ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 675 วรรคสอง ให้จ ากัดความรับผิดไว้ เพียง 500 บาท เว้นแต่จะได้ฝากของมีค่าเช่นนี้ไว้แก่เจ้าส านักและได้บอกราคาแห่งของนั้นชัดแจ้ง โจทก์เป็นคน เดินทางหรือแขกอาศัยเมื่อไม่ฝากของมีค่าไว้ จ าเลยจึงรับผิดเพียง 500 บาท ไม่ว่าของมีค่านั้นผู้เดินทางจะสวมใส่มา โดยเปิดเผยหรือไม่ก็ตาม และหาใช่ว่าจะต้องฝากทรัพย์สินเฉพาะผู้ลงทะเบียนเข้าพักในโรงแรมไม่ สร้อย ไชยเดช (2565) กล่าวว่า จากหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า เมื่อคนเดินทางหรือผู้พัก แรมแสดงเจตนาที่จะเข้าพักอาศัยหรือพักผ่อนในห้องพักของโรงแรม โดยปกติโรงแรมประกอบธุรกิจในด้านบริการ ให้บุคคลทั่ว ๆ ไป ได้เข้าใช้ห้องพัก ในกรณีเช่นนี้ บุคคลที่เข้าพักอาศัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเดินทางหรือผู้เข้าพัก อาศัยจะต้องช าระค่าห้องพักที่ตนมาใช้บริการ ซึ่งในทางกฎหมายย่อมจะเป็นไปตามหลัก “สัญญาต่างตอบแทน” กล ่าวคือ ทางด้านโรงแรมก็ย่อมจะได้รับค่าตอบแทนจากการช าระค่าห้องพักจากคนเดินทางหรือผู้พักอาศัย และใน ท านองเดียวกัน คนเดินทางหรือผู้พักอาศัยก็ได้ใช้สอยประโยชน์จากห้องพักของโรงแรม ดังนั้น สิทธิ หน้าที่ และ ความรับผิดย่อมจะก่อให้เกิดขึ้นระหว่างคนเดินทางหรือผู้พักอาศัยกับโรงแรม กล่าวคือ ทางโรงแรมมีสิทธิได้รับช าระ ค่าห้องพักจากคนเดินทางหรือผู้พักอาศัยกับโรงแรม ขณะเดียวกันโรงแรมก็มีหน้าที่จะต้องอ านวยความสะดวกและ ดูแลรักษาความเรียบร้อย ความปลอดภัย บริเวณที่พักอาศัยของโรงแรม นอกจากนี้ย่อมเป็นปกติวิสัย ที่คนเดินทางหรือผู้พักอาศัยย่อมจะต้องมีสัมภาระหรือทรัพย์สินติดตัวมาด้วย ไม่มากก็น้อย ซึ่งสัมภาระและทรัพย์สินบางอย่างอาจจะมีความเสี่ยงต่อการสูญหายหรือบุบสลายได้ เนื่องจากโรงแรม ประกอบกิจการธุรกิจเป็นสถานที่ที่มีผู้คนมากหน้าเดินทางเข้า-ออก อยู่ตลอดเวลา บางครั้งคนเดินทางหรือผู้พักอาศัย อาจฝากทรัพย์สินหรือสัมภาระที ่ติดตัวมากับทางโรงแรมโดยตรง ซึ ่งเป็นเรื ่องเฉพาะบุคคล แต ่อย ่างไรก็ตาม ห ากคนเดินท างห รือผู้พักอ าศัยไม ่ได้น าท รัพย์สินหรือสัมภา ระฝ ากไว้กับท างโรงแรมโดยตรง กรณีเช ่นนี้ในทางกฎหมายก็ต้องถือว ่าเป็น “การฝากทรัพย์โดยปริยาย” เพราะทางโรงแรมจะต้องอารักขา ระมัดระวัง ดูแล เพื่อเป็นหลักประกันส าหรับคนเดินทางหรือผู้พักอาศัยสามารถที่จะออกไปท ากิจธุระอื่นข้างนอกได้ โดยมิต้องวิตกกังวลใจเกี่ยวกับสัมภาระหรือทรัพย์สินที่อยู่ในห้องพักอาศัยในโรงแรมด้วย มิใช่เป็นการให้เช่าสถานที่ แต่อย่างเดียว ดังเช่นในกฎหมายว่าเรื่องการเช่าทรัพย์


266 อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่โรงแรมบางแห่งมีประกาศหรือข้อความที่โรงแรมจ ากัดความรับผิดหรือยกเว้นความ รับผิดเอาไว้นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้บัญญัติหลักกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ว่า มาตรา 677 ถ้ามีค าแจ้งความปิดไว้ในโรงแรม โฮเต็ล หรือสถานที่อื่นท านองเช่นว่านี้ เป็นข้อความยกเว้น หรือจ ากัดความรับผิดของเจ้าส านักไซร้ ท่านว่าความนั้นเป็นโมฆะ เว้นแต่คนเดินทางหรือแขกอาศัยจะได้ตกลงด้วย ชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจ ากัดความรับผิดดังว่านั้น ก่อนที่จะกล่าวถึงความรับผิดของทางโรงแรม ในกรณีความสูญหายหรือบุบสลายที่เกิดขึ้นแก่ทรัพย์สิน หรือสัมภาระของผู้พัก ในสังคมส่วนใหญ่เราจะพบเห็นประกาศหรือข้อความที่ติดไว้ในห้องพักหรือบริเวณภายใน โรงแรม มีข้อความว่า โรงแรมจะไม่รับผิดใด ๆ ต่อทรัพย์สินของผู้มาพัก ถ้าหากเกิดการสูญหายหรือบุบสลาย ผู้พัก หรือคนเดินทางต้องเก็บรักษาหรือดูแลทรัพย์สินของตนเองให้ดีอยู่เสมอ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องส าคัญที่เราต้องท าความ เข้าใจว่า ข้อความดังกล่าวนี้จะมีผลอย่างไรตามกฎหมาย มันสามารถใช้บังคับได้หรือไม่ โดยปกติทั่วไปแล้ว หน้าที่ของทางโรงแรม คือ ต้องอารักขา ดูแล ให้ความปลอดภัยและความสะดวก ต่อผู้มาพักอาศัยในโรงแรม การประกาศข้อความที่ยกเว้นความรับผิดดังกล่าว จึงถือเป็นการกระท าที่เอารัดเอา เปรียบแต่ฝ่ายเดียว อันจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้พักอาศัยได้ ซึ่งส่วนใหญ่ทางโรงแรมจะใช้วิธีเลี่ยงกฎหมาย โดยปิดประกาศไว้ตามห้องพักหรือภายในบริเวณโรงแรม โดยมีข้อความปฏิเสธความรับผิดหรือจ ากัดความรับผิด เอาไว้ ซึ ่งการกระท าเช ่นนี้จะไม ่มีผลตามกฎหมาย ด้วยเหต ุที ่ ประมวลกฎหมายแพ ่งและพาณิชย์ มาตรา 677 บัญญัติไว้ว่า “ถ้ามีค าแจ้งความปิดไว้ในโรงแรม โฮเต็ล หรือสถานที่อื่นท านองเช่นนี้ เป็นข้อความยกเว้น หรือจ ากัดความรับผิดของส านักไซร้ ท่านว่าความนั้นเป็นโมฆะ เว้นแต่คนเดินทางหรือผู้พักอาศัยจะได้ตกลงด้วยชัด แจ้งในการยกเว้นหรือจ ากัดความรับผิดดังว่านั้น” อันมีผลเสมือนไม่มีค าแจ้งความนั้นเลย แต่อย่างไรก็ตาม ข้อความ ที่ปิดประกาศไว้ในโรงแรมอาจมีผลบังคับได้ถ้าผู้เข้าพักได้ตกลงอย่างชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจ ากัดความรับผิดตามค า แจ้งความ ซึ่งข้อตกลงโดยชัดแจ้งนี้อาจตกลงกันด้วยวาจาหรือท าเป็นหนังสือก็ได้ ดังนั้น หากผู้เข้าพักอาศัยได้อ่านแจ้งข้อความปิดประกาศไว้แล้วเฉยเสีย โดยไม่ได้แสดงว่ารับรู้หรือยอมรับ ที่จะปฏิบัติตามข้อความแล้ว ก็หาใช่เป็นการยอมรับโดยชัดแจ้งไม่ เพราะการนิ่งเฉยไม่ถือว่าเป็นการแสดงเจตนา ยอมรับ ส่วนความรับผิดของทางโรงแรม กรณีความสูญหายหรือบุบสลายแก่ทรัพย์สินหรือสัมภาระของนักท่องเที่ยว หรือผู้พักอาศัย จะมีอย่างไรบ้างนั้น เราก็ต้องมาศึกษาท าความเข้าใจกันต่อไป ตามที ่ได้กล ่าวมาข้างต้น โรงแรม โฮเต็ล หรือสถานที ่อื ่นท านองเช ่นว ่านั้น จะต้องมีภาระหน้าที่ต้อง รับผิดชอบดูแลรักษาให้ความปลอดภัยแก่ผู้พักอาศัย รวมถึงทรัพย์สินที่ผู้พักน าติดตัวมา ถึงแม้ว่าผู้เข้าพักอาศัยจะ มิได้น าทรัพย์สินที่ติดตัวมาไปฝากกับโรงแรมโดยตรงก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการฝากทรัพย์โดยปริยายอยู่แล้ว เพราะการ ประกอบกิจการให้คนเข้าพักอาศัย ย่อมจะรวมถึงการให้เก็บทรัพย์สินในสถานที่เข้าพักอาศัย มิฉะนั้น ผู้เข้าพักอาศัย ก็จะต้องเป็นห่วงทรัพย์สินของตน และเนื่องจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 674 ได้บัญญัติรับรองไว้ ดังนี้ “เจ้าส านักโรงแรม หรือโฮเต็ล หรือสถานที่อื่นท านองเช่นว่านั้น จะต้องรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลาย อย่างใด ๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งคนเดินทางหรือแขกอาศัยหากได้พามา” นอกจากนี้ยังมีมาตรา 675 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า “เจ้าส านักต้องรับผิดในการที่ทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัย สูญหายหรือบุบสลายนั้นจะ เกิดขึ้น เพราะผู้คนไปมาเข้าออก ณ โรงแรม โฮเต็ล หรือสถานที่เช่นนั้น ก็คงต้องรับผิด”


267 แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีข้อยกเว้น ทางโรงแรมไม่ต้องรับผิดในกรณีที่ทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวหรือผู้พัก อาศัยเกิดสูญหายหรือบุบสลาย ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 675 วรรคท้าย ได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้ ในกรณีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (1) ทรัพย์สินนั้นสูญหาย อันเกิดแต่เหตุสุดวิสัย (2) ทรัพย์สินนั้นสูญหายหรือบุบสลาย อันเกิดจากสภาพแห่งทรัพย์สินนั้น (3) ทรัพย์สินนั้นสูญหายหรือบุบสลาย อันเกิดจากความรับผิดของคนเดินทาง หรือแขกอาศัยผู้นั้นเอง หรือบริวารของเขาหรือบุคคลซึ่งเขาได้ต้อนรับ ส่วนทางโรงแรมจะต้องรับผิดกรณีความสูญหายหรือบุบสลายแก่ทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวหรือผู้พักอาศัย เพียงใดนั้น ถึงแม้ว่ากฎหมายกล ่าวไว้ชัดเจนให้ทางโรงแรมรับผิดกรณีความสูญหายหรือบุบสลายแก่ทรัพย์หรือ สัมภาระของนักท่องเที่ยวหรือผู้พักอาศัย แต่อย่างไรก็ตาม ทางโรงแรมก็มีขอบเขตแห่งความรับผิด ตัวอย่างเช่น นายเอเป็นนักธุรกิจไปติดต่อประสานงานธุรกิจที่จังหวัดขอนแก่น ได้น าทรัพย์สินดังต่อไปนี้ ติดตัวไปเข้าพักในโรงแรม ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ราคา 25,000 บาท กล้องถ่ายรูป ราคา 20,000 บาท รถยนต์ ราคา 700,000 บาท นาฬิกาข้อมือ ราคา 30,000 บาท สร้อยเพชร ราคา 50,000 บาท และแหวนทองค า ราคา 20,000 บาท อย ่างนี้แล้วเกิดการสูญหายไประหว ่างพักอยู ่ในโรงแรม ทางโรงแรมจะต้องรับผิดเพียงใด กรณีปัญหานี้ เราจะต้องพิจารณาเขตความรับผิดของโรงแรมออกเป็น 2 กรณี ดังนี้ 1) รับผิดโดยไม่จ ากัดจ านวน เป็นความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 674 และ มาตรา 675 วรรคหนึ่ง 2) รับผิดจ ากัดจ านวน จะต้องเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือไม่ ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 675 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า “ความรับผิดนี้ถ้าเกี่ยวด้วยเงินทองตรา ธนบัตร ตั๋วเงิน พันธบัตร ใบ หุ้น ใบหุ้นกู้ ประทวนสินค้า อัญมณี หรือของมีค่าอื่น ๆ ไซร้ท่านจ ากัดความรับผิดไว้เพียงห้าพันบาท เว้นแต่จะได้ฝาก ของมีค่าเช่นนี้ไว้แก่เจ้าส านัก และได้บอกราคาแห่งของนั้นชัดแจ้ง” ค าว่า “ของมีค่า” ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 675 วรรคสอง หมายถึง ทรัพย์สินที่มีคุณค่าอันมีลักษณะพิเศษ ท านองเดียวกับเงินทองตรา ธนบัตร ตั๋วเงิน พันธบัตร ฯลฯ ดังนั้น จากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น สามารถน ามาวินิจฉัยได้ว่า ทางโรงแรมจะมีขอบเขตในทรัพย์สินของ นายเอ ดังต่อไปนี้ 1) รับผิดไม่จ ากัดจ านวน กล ่าวคือ ทางโรงแรมรับผิดตามราคาที่แท้จริงของทรัพย์สินนั้น ๆ ได้แก่ เครื่อง คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ราคา 25,000 บาท กล้องถ่ายรูป ราคา 20,000 บาท นาฬิกาข้อมือ ราคา 30,000 บาท รถยนต์ ราคา 700,000 บาท 2) รับผิดจ ากัดจ านวนเพียง 5,000 บาท ได้แก่ สร้อยเพชร 1 วง และแหวนทองค า 1 วง แม้ว่าราคาที่ แท้จริงจะมีราคามากสักเพียงใด เพราะกรณีนี้นายเอ มิได้มีการฝากของมีค่า และได้บอกราคาแห่งของนั้นชัดแจ้ง ส าห รับข้อปฏิบัติของคนเดินท างที ่เ ข้ าพักอ าศัยในโ รงแ รม ในก รณีพบ ว ่ าท รัพย ์สิน สูญหายหรือบุบสลายเกิดขึ้นจะต้องท าอย่างไร กรณีนี้เป็นหน้าที่ของคนเดินทางหรือผู้พักอาศัยจะต้องรีบแจ้งให้ทางโรงแรมทราบทันทีที่รู้ว่าทรัพย์สินของ ตนเกิดสูญหายและบุบสลายขึ้น เพราะทางโรงแรมจะได้รีบด าเนินการแก้ไข หรือสืบสวน หรือค้นหาทรัพย์สินได้


268 ทรัพย์สินที่จะต้องแจ้งความต่อทางโรงแรมไว้ก่อน ถ้าผู้พักอาศัยมิได้ปฏิบัติตามที่กล่าวไว้ แล้วแจ้งโรงแรมล่าช้า จะมีผลท าให้ทางโรงแรมพ้นจากความรับผิด (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 676) ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 5005/2540 น.น ารถยนต์คันเกิดเหตุมาจอดไว้ในบริเวณลานจอดรถของโรงแรมจ าเลยและรถยนต์คันดังกล่าวได้หายไป จ าเลย จึงต้องรับผิดต่อ น. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 674 แม้ น. จะมิได้แจ้งให้พนักงานของ จ าเลยทราบว่าได้น ารถยนต์คันเกิดเหตุมาจอดไว้ในบริเวณลานจอดรถของโรงแรมจ าเลยก็ตาม แต่เมื่อ น.ทราบแน่ ชัดว่ารถยนต์ของตนหายไปก็ได้แจ้งแก่ ว. ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมจ าเลยทราบในทันที ทั้ง น.ก็ได้ไปแจ้งความต่อ พนักงานสอบสวน กรณีถือได้ว่าเป็นการแจ้งเหตุแก่จ าเลยผู้เป็นเจ้าส านักโรงแรมทราบทันทีตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 676 แล้ว ส่วนข้อจ ากัดความรับผิดของจ าเลยตามเอกสารซึ่งเป็นเพียงใบกรอกรายละเอียด ชื่อ ที่อยู่ของผู้เข้าพักโรงแรมจ าเลยและในตอนท้ายมีข้อความพิมพ์ไว้ว่า “โรงแรมจะไม่รับผิดชอบในทรัพย์สิน สิ่งมีค่า หรือธนบัตร ซึ่งอาจเกิดการสูญหาย” อันเป็นการยกเว้นความรับผิดของจ าเลยนั้น เอกสารดังกล่าวจ าเลยท าขึ้นฝ่าย เดียว และไม่ปรากฏว่า น. ได้ตกลงด้วยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจ ากัดความรับผิดของจ าเลยดังกล่าวด้วย ข้อความ ในเอกสารเช่นนี้จึงเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 677 จ าเลยจึงยังคงไม่หลุดพ้นจาก ความรับผิด ไผทชิต เอกจริยกร (2564) ได้กล่าวไว้ว่า ในกรณีที่ทรัพย์สินของคนเดินทางสูญหายหรือเสียหาย อันเจ้า ส านักโรงแรมจะต้องรับผิดชอบนั้น การใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยสูญหายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 675 ในส่วนที่เกี่ยวกับราคาทรัพย์สินย่อมต้องถือเอาราคาทรัพย์สินนั้น ตามที่อาจซื้อขายกันได้ตามปกติในเวลาที่ทรัพย์สินนั้นสูญหาย แต่ถ้าเป็นกรณีที่เจ้าของทรัพย์สินนั้น ได้ช าระเงินเป็น จ านวนสูงกว่าราคาซื้อขายตามปกติเพราะซื้อมาโดยการเช่าซื้อหรือซื้อด้วยการช าระแบบเงินผ่อน และได้มีการบวก ดอกเบี้ยเข้าไปในราคาด้วยนั้น การเสียดอกเบี้ยนั้นต้องถือว่าเป็นภาระส ่วนตัวเป็นพิเศษของผู้เช ่าซื้อหรือผู้ซื้อ เช ่นเดียวกับกรณีที ่กู้เงินผู้อื ่นมาซื้อ เจ้าส านักโรงแรมไม ่ต้องรับผิดชดใช้เงินส ่วนที ่เป็นดอกเบี้ย ปรากฏตาม ค าพิพากษาฎีกาที่ 134/2523 โจทก์มาพักที่โรงแรมของจ าเลยและจอดรถยนต์ไว้ในที่จอดรถของโรงแรมเมื่อรถยนต์ นั้นหายไปจากที่จอดดังกล่าว จ าเลยซึ่งเป็นเจ้าส านักต้องรับผิดชอบการใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อทรัพย์สินของคน เดินทางหรือแขกอาศัยสูญหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 675 ในส่วนที่เกี่ยวกับราคาทรัพย์สิน ย ่อมต้องถือเอาราคาของทรัพย์สินนั้น ตามที ่อาจซื้อขายกันได้ตามปกติในเวลาที ่ทรัพย์สินนั้นสูญหาย ถ้าเจ้าของทรัพย์สินได้ช าระเงินไปเป็นจ านวนสูงกว่าราคาซื้อขายตามปกติ เพราะซื้อมาโดยการเช่าซื้อหรือซื้อด้วย เงินผ่อน ท าให้ผู้ให้เช่าซื้อหรือผู้ขายบวกดอกเบี้ยเข้าไว้ในราคาด้วยการเสียดอกเบี้ยนั้นต้องถือว่าเป็นภาระส่วนตัว เป็นพิเศษของผู้เช่าซื้อหรือผู้ซื้อเช่นเดียวกับกรณีที่กู้เงินผู้อื่นมาซื้อ เจ้าส านักโรงแรมไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินส่วนที่เป็น ดอกเบี้ย นอกจากนี้ยังมีตัวอย่าง ค าพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ คือ ค าพิพากษาฎีกาที่ 10154/2558 จ าเลยประกอบธุรกิจโรงแรมจึงมีหน้าที่ต้องรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยหากได้พามา โรงแรมของจ าเลยมีห้องพัก 48 ห้อง มีทางเข้าออกเพียงทางเดียว มีพนักงานปฏิบัติหน้าที่ 2 คน อ. ท าหน้าที่เป็น พนักงานรักษาความปลอดภัยและท าหน้าที ่เปิดห้องพักให้แขกทางเข้าออกของโรงแรมไม่มีแผงเหล็กล้อเลื ่อน ไม่มีไม้กั้นรถเข้าออก มีเพียงป้อมยาม เช่นนี้แสดงว่าขณะ อ. ไปเปิดห้องพักให้แขกจะไม ่มีพนักงานรักษาความ


269 ปลอดภัยคอยตรวจตราหรือดูแลรักษาความปลอดภัย คงมีเพียงพนักงานเก็บเงินคนเดียวประจ าอยู่ที่เคาน์เตอร์ ลงทะเบียนเข้าพัก ซึ่งย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่าบุคคลดังกล่าวไม่อาจดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าได้ คงท าได้ เพียงอ านวยความสะดวกในการเข้าพักเท่านั้น ทั้งการขับรถเข้าออกโรงแรมสามารถกระท าได้โดยง่ายเพราะไม่มีแผง กั้นและจ าเลยก็ไม่ได้จัดให้มีวิธีรักษาความปลอดภัยวิธีอื่นใดท าให้คนร้ายเข้ามาภายในห้องพักของแขกที่เข้ามาพัก อาศัยได้โดยง่าย แม้ดาบต ารวจ ส. กับ ร. จะล็อกเพียงลูกบิดประตูห้องโดยไม่ได้ล็อกกลอนประตูและอุปกรณ์ล็อกรูป ตัวยูทั้งที่มีอุปกรณ์ดังกล่าวติดตั้งอยู่ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติวิสัยของคนเข้าพักอาศัย ไม่อาจถือว่าเป็นความผิดของคน เดินทางหรือแขกอาศัย เพราะหากโรงแรมของจ าเลยมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเพียงพอ ก็ย่อมเป็นการยากที่ คนร้ายจะสามารถเข้าไปภายในห้องพักของลูกค้าได้ จ าเลยจึงต้องรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 674 เมื่อโจทก์ผู้รับ ประกันภัยจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปตามสัญญาประกันภัยแล้ว ย่อมรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเอา จากจ าเลยได้ บทสรุป จากที่ได้กล ่าวมาข้างต้นอาจพอสรุปได้ว่า การประกอบธุรกิจในยุคปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูง หากผู้ ประกอบธุรกิจโรงแรมและที่พักที่ใด สามารถให้บริการแก่ผู้เดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถให้บริการแก่ผู้ เดินทางมาพักแรมได้อย ่างสะดวกสบาย สร้างความเชื ่อมั ่นได้ว ่าผู้มาพักอาศัยจะมีความปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สิน ย่อมส ่งผลให้ผู้เดินทางที่เป็นลูกค้า อยากเข้ามาใช้บริการพักอาศัยยังโรงแรมแห่งนั้น ซึ่งเมื่อเจ้าส านัก โรงแรมเองหากให้ความส าคัญโดยปฏิบัติต่อผู้เดินทางซึ่งเป็นลูกค้าของตนได้อย่างรู้หน้าที่ตามที่กฎหมายวางหลัก เอาไว้ ย่อมเป็นการสร้างชื่อเสียงในแง่ดีกับธุรกิจของตนอันจะส่งผลให้ที่ผู้เดินทางจะกล่าวถึงในแง่ดีต่อ ๆ กันไป ส ่วนตัวผู้ เดินทางก็ควรรู้สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของตนเองด้วย เพื่อที่จะได้ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบโดยควรรู้ถึงข้อยกเว้น ในความรับผิดของเจ้าส านักโรงแรมว่ามีเรื่องใดบ้าง และที่ส าคัญผู้เดินทางมาพักอาศัยในโรงแรม ต้องรู้หน้าที่ว่าใน กรณีพบว่าทรัพย์สินสูญหายหรือบุบสลายเกิดขึ้น คนเดินทางหรือผู้พักอาศัยจะต้องรีบแจ้งให้ทางโรงแรมทราบทันทีที่รู้ ว่าทรัพย์สินของตนเกิดสูญหายและบุบสลายขึ้น ซึ่งถ้าทุกฝ่ายรู้สิทธิและรับผิดชอบในหน้าที่ต่าง ๆ ของตน ก็จะเกิด ประโยชน์ต่อสังคมและแวดวงการประกอบธุรกิจ เอกสารอ้างอิง ไผทชิต เอกจริยกร. (2564). ค ำอธิบำย ยืม ฝำกทรัพย์. (พิมพ์ครั้งที่ 18). กรุงเทพมหานคร:วิญญูชน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. (2554). โรงแรม. สืบค้น วันที่ 14 กันยายน 2566. จาก https://dictionary. orst.go.th/. พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547. (2547). มำตรำ 4. สืบค้น วันที่ 14 กันยายน 2566. จาก http://web.krisdika.go.th/data/ law/law2/%C349/%C349-20-2547-a0001.pdf. สร้อย ไชยเดช. (2565). กฎหมำยสัญญำทำงธุรกิจ 2. กรุงเทพมหานคร: โอ.เอส.พริ้นติ้งเฮ้าส์.


271 แนวคิดทางการเมืองและกฎหมายของ “อ้วนเสี้ยว” Political and Legal Thought of Yuan Shao ยอดชาย ชุติกาโม [email protected] อัญชลี รัตนะ [email protected] บทน า “สามก๊ก” เป็นวรรณกรรมส าคัญเรื่องหนึ่งของจีน ที่เป็นที่นิยมไปทั่วโลก มีการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ รวมทั้งภาษาไทย เหตุที่เป็นที่นิยมนั้นเพราะ “สามก๊ก” มีเรื่องราวอรรถรสที่ท าให้ผู้อ่านเห็นถึงความเจริญ ความเสื่อม ของผู้ปกครอง การแย่งชิงอ านาจ การใช้ไหวพริบอุบายต่าง ๆ ทั้งทางการทหารและการเมือง โดยเรียบเรียงด้วยถ้อยค า ที่เข้าใจง่าย “สามก๊ก” เป็นเรื่องราวในสมัยปลายราชวงศ์ฮั่นที่การปกครองเสื่อมโทรมลง อ านาจที่ส่วนกลางไม่เป็นที่ย า เกรงท าให้เกิดขุนศึกและผู้กล้าทั้งหลายเข้ามาแย่งชิงอ านาจ แสวงหาความชอบธรรม สร้างอิทธิพล สร้างดินแดนของตน อ้วนเสี้ยวเป็นตัวละครส าคัญตัวหนึ่งใน “สามก๊ก” เป็นขุนศึกที่มีบทบาทในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่น โดยเป็น ขุนนางสืบตระกูลมาหลายชั่วคน ชาติก าเนิดที่สูงส่งท าให้อ้วนเสี้ยวมีทั้งฐานะทางเศรษฐกิจคือความร ่ารวยและฐานะ ทางการเมืองที่มีเกียรติ เป็นที่เคารพนับถือของผู้กล้าและบัณฑิตทั้งหลายจ านวนมาก แต่ด้วยการวางแผนทางทหารที่ ผิดพลาดและนิสัยส่วนบุคคลที่โลเลไม่เด็ดขาดในการตัดสินใจท าให้อ้วนเสี้ยวต้องพ่ายแพ้แก่โจโฉ เสียทั้งผู้คนและ ดินแดนจ านวนมาก ท าให้โจโฉก้าวขึ้นมาเป็นผู้ทรงอ านาจในภาคเหนือและภาคกลางของจีนแต่เพียงผู้เดียว กล่าวได้ว่า วุยก๊กหรือก๊กของโจโฉนั้นมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้ก็เพราะรากฐานก าลังไพร่พลและทรัพยากรที่เคยเป็นของ อ้วนเสี้ยว นอกเหนือจากความโลเลไม่เด็ดขาดในการตัดสินใจแล้ว สิ่งหนึ่งที่อ้วนเสี้ยวยึดถือคือหลักการของ สังคมจารีตแบบจีนที่เคร่งครัดในฐานันดรศักดิ์ซึ่งการเคร่งครัดในเรื่องฐานันดรศักดิ์มากเกินไปหรือไปเคร่งในเรื่อง ที่ไม่ควรจะเคร่งท าให้อ้วนเสี้ยวเสียโอกาสในการสร้างพันธมิตร เสียโอกาสในการรวบรวมแผ่นดินให้อยู่ภายใต้การน า ของตนเอง สิ่งหนึ่งที่ผู้อ่าน ผู้ศึกษาวรรณกรรม “สามก๊ก” ต้องตระหนักแต่ต้นคือหนังสือเรื่องนี้เป็นวรรณกรรมอิง ประวัติศาสตร์ หาใช่ว่าทุกเหตุการณ์ ทุกการกระท าของตัวละครจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด ดังที่ สมเด็จฯ กรมพระ ยาด ารงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่า “...หนังสือสามก๊กไม่ใช่เป็นพงศาวดารสามัญ จีนเรียกว่า “สามก๊กจี่” แปลว่าจดหมาย เหตุเรื่องสามก๊ก เป็นหนังสือซึ่งปราชญ์จีนคนหนึ่งเลือกเอาเรื่องในพงศาวดารตอนหนึ่งมาแต่งขึ้น โดยประสงค์จะให้เป็น ต าราส าหรับศึกษาอุบายการเมืองแลการสงคราม แลแต่งดีอย่างยิ่ง จึงเป็นหนังสือเรื่องหนึ่งซึ่งนับถือทั่วไปใน ประเทศจีน แลตลอดไปจนถึงประเทศอื่น ๆ ต้นต านานของหนังสือสามก๊กนั้น ทราบว่าเดิมเรื่องสามก๊กเป็นแต่นิทาน ส าหรับเล่ากันอยู่ก่อน เมื่อถึงสมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1161–1449) เกิดมีการเล่นงิ้วขึ้นในเมืองจีน พวกงิ้วก็ชอบเอาเรื่องสาม ก๊กไปเล่นด้วยเรื่องหนึ่ง ต่อมาถึงสมัยราชวงศ์หงวน (พ.ศ. 1820 -1910) การแต่งหนังสือจีนเฟื่องฟูขึ้น มีผู้ชอบเอาเรื่อง พงศาวดารมาแต่งเป็นเรื่องหนังสืออ่าน แต่ก็ยังไม่ได้เอาเรื่องสามก๊กมาแต่งเป็นหนังสือ[1] จนถึงสมัยราชวงศ์ไต้เหม็ง (พ.ศ. 1911 - 2186) จึงมีนักปราชญ์จีนชาวเมืองฮั ่งจิ๋วคนหนึ ่งชื ่อล ่อกวนตง คิดแต ่งหนังสือเรื ่องสามก๊กขึ้น


272 เป็นหนังสือ 120 ตอน ต่อมามีนักปราชญ์จีนอีก 2คน คนหนึ่งชื่อเม่าจงกังคิดจะพิมพ์หนังสือสามก๊ก จึงแต่งค าอธิบาย แลพังโพยเพิ่มเข้า แล้วให้นักปราชญ์จีนอีกคน 1 ชื่อ กิมเสี่ยถ่างอ่านตรวจ กิมเสี่ยถ่างเลื่อมใสในหนังสือสามก๊ก ช่วย แก้ไขค าพังโพยของเม่าจงกัง แล้วแต่งค าอธิบายของกิมเสี่ยถ่างเป็นท านองค าน ามอบให้เม่าจงกังไปแกะตัวพิมพ์ ตีพิมพ์หนังสือเรื่องสามก๊กขึ้น หนังสือสามก๊กจึงได้มีฉะบับพิมพ์แพร่หลายในประเทศจีน แล้วได้ฉะบับต่อไปถึงประเทศ อื่น ๆ...” (สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ, 2471, หน้า 7-8) และสิ ่งที ่ส าคัญยิ ่งส าหรับผู้อ ่าน ผู้ศึกษาวรรณกรรม “สามก๊ก” พึงตระหนักคือ หนังสือนี้ได้แต ่งอิง ประวัติศาสตร์สมัยราชวงศ์ฮั่น โดยยกให้เล ่าปี่ซึ่งมีขงเบ้งเป็นที่ปรึกษาเป็นฝ ่ายดีหรือ Protagonist เพื่อแสดงถึง ภาพลักษณ์ คุณลักษณะ คุณสมบัติที่ดีของผู้ปกครองว่าควรเป็นอย่างไร ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ ทรง วินิจฉัยไว้ว่า “...ค าอธิบายนั้นมีอยู่ในสามก๊กภาษาจีน ปรากฏว่ากิมเสี่ยถ่างแต่งเมื่อ พ.ศ. 2187แปลออกเป็น ภาษาไทย ดังต่อไปนี้ ข้าพเจ้าอ่านหนังสือเรื่องต่าง ๆ เห็นเป็นเรื่องที่นักปราชญ์แต่งดี 6เรื่อง คือเรื่องจังจื๊อเรื่อง 1ลีส่าวเรื่อง 1 ซือมาเซียนซือกี่เรื่อง 1 โต้วโพ้วลุดซีเรื่อง 1 ซ้องกั๋งเรื่อง 1 ไซเซียเรื่อง 1 ข้าพเจ้าได้แต่งค าอธิบายหนังสือเหล่านั้นไว้ ทุกเรื่อง ท่านทั้งหลายที่ได้อ่านค าอธิบายก็ยอมว่าข้าพเจ้าเป็นผู้รู้ถึงความคิดของผู้แต่งหนังสือนั้น ๆ บัดนี้ข้าพเจ้าได้ อ่านหนังสือเรื่องสามก๊กฉะบับนี้ เห็นว่าควรนับเข้าเป็นเรื่องดีได้เรื่อง 1 เพราะเนื้อเรื่องขยายความในพงศาวดารเป็น หลักฐานดียิ่งนัก หนังสือเรื่องอื่น ๆ แม้ที่นับว่าดีก็ไม่มีเรื่องใดดีถึงเรื่องสามก๊กเลย หากมีค าถาม ว่าหนังสือเรื่องต่าง ๆ อันเป็นเรื่องแต่งก่อนสมัยราชวงศจิวก็ดี แลเรื่องภายหลังสมัยนั้นมาจนปัตยุบันนี้ก็ดี เขาก็แต่งโดยอาศัยพงศาวดาร คล้ายสามก๊กทุกเรื่อง ดังฤๅจึงว่าดีไม่ถึงเรื่องสามก๊ก ตอบว่าเรื่องสามก๊กกล่าวถึงกระบวนการแย่งชิงอาณาเขตต์กัน อย่างน่าอ่านน่าฟังนัก เรื่องแย่งชิงอาณาเขตต์ตั้งแต่โบราณมาจนปัตยุบันนี้ก็มีมาก แต่ไม่มีเรื่องใดน่าพิศวงเหมือน เรื่องสามก๊ก ผู้แต่งเรื่องสามก๊กมีความรู้มาก ทั้งฉลาดเรียงความ ในบรรดานักประพันธ์ตั้งแต่โบราณมาจนปัตยุบันนี้ ผู้แต ่งเรื ่องสามก๊กควรนับว ่าเป็นชั้นเอกได้คนหนึ ่ง อันเรื ่องแย ่งชิงอาณาเขตต์ครั้งราชวงศต ่าง ๆ ที ่ปรากฏ ในพงศาวดารมาเป็นล าดับเรื่องอื่น ๆ จะเก็บเอาเรื่องออกแต่งได้ไม่ยาก แม้นักประพันธ์สามัญความรู้น้อยก็แต่งได้ ด้วยเหตุนี้หนังสือเรื่องอื่น ๆ จึงไม่เทียมเรื่องสามก๊ก ข้าพเจ้าอ่านเรื่องสามก๊กแล้วลองพิจารณาเหตุบ้านการณ์เมืองครั้งนั้น ก็ไม่เห็นทางที่จะสันนิษฐานให้แปลกกับที่แต่งไว้ได้เป็นอย่างอื่น คือเมื่อรัชกาลพระเจ้าเหี้ยนเต้นั้น เป็นสมัยราชวงศ์ฮั่นซุดโทรม อ านาจไปตกอยู่แก่ตั๋งโต๊ะ หัวเมืองทั้งปวงก็ แขงเมืองขึ้น เป็นเหตุให้เกิดรบพุ่งกัน ถ้าหากในตอนนี้เล่าปี่มีก าลังมากเหมือนอย่างว่าปลาอยู่ในน ้าเมื่อได้เมืองเกงจิ๋ว แล้วเล่าปี่ยกไปปราบปรามหัวเมืองฮ่อปัก เช่นเมืองกังหล าเมืองกังตั๋งแลเมืองจิ๋นเมืองยงเหล่านี้ เพียงแต่ประกาศไป ตามหัวเมืองทั้งปวงก็คงยอมอยู่ในอ านาจ (เพราะเล่าปี่เป็นเชื้อกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่น) บ้านเมืองก็จะเป็นสุขสืบไปดุจครั้ง กองบู๊ (ในเรื่องตั้งฮั่น) คงไม่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองปรากฏเป็นสามก๊ก ตั๋งโต๊ะชิงราชสมบัติยังไม่สม ความคิดก็ถูกฆ่าตาย แล้วอ านาจไปตกอยู่แก่โจโฉ บังอาจบังคับพระมหากษัตริย์ให้มีรับสั่งไปตามหัวเมืองตามใจตน กระแสรับสั่งก็ไม่เป็นที่เชื่อถือ แต่ถึงกระนั้นก็จ าต้องเคารพเพราะราชวงศ์ฮั่นยังปกครองแผ่นดินอยู่ ฝ่ายเล่าปี่ตกอับ ไม่สามารถท านุบ ารุงราชวงศ์ฮั่นให้รุ่งเรือง หัวเมืองภาคเหนือภาคใต้แห่งแม่น ้าเอี้ยงจือเกียงก็ตกอยู่ในอ านาจของโจโฉ ซุนกวน ต่างพยายามแย่งชิงกัน ยังเหลือแต่หัวเมืองภาคตวันตกเฉียงใต้ (เสฉวน) ส าหรับเล่าปี่จะได้อาศัย ถ้าเล่าปี่ไม่ได้ขง เบ้งเป็นก าลัง แลไม่ได้ไปช่วยซุนกวนรบกับโจโฉที่ต าบลเชียะเบี้ยในภาคตวันออก หัวเมืองทางภาคตวันตกเฉียงใต้ คือเมืองฮันต๋งและเมืองเสฉวนนั้นก็คงต้องตกเป็นของโจโฉ เพราะเหตุที่ซุนกวนไม่สามารถต่อสู้โจโฉได้ บ้านเมืองก็คง (จะไปรวมอยู่ในอ านาจโจโฉ) กลายเป็นเหมือนเมื่อครั้งอองมัง (ในเรื่องตั้งฮั่น) ชิงราชสมบัติราชวงศ์ฮั่น การเปลี่ยนแปลง ของบ้านเมืองก็คงไม่ปรากฏให้เห็นเป็นสามก๊ก


273 ตั้งแต่โจโฉข้ามพ้นต าบลฮัวหยงแล้ว ถึงขานยามขาไก่เลิกทัพกลับเมือง บ้านเมืองตอนนี้เริ่มเป็นรูปสามก๊ก จนพวกซุนกวนพร้อมใจกันสู้รบชนะข้าศึกแล้ว รูปสามก๊กจึงปรากฏเป็นสามก๊กแท้จริง แม้โจโฉท าบาปกรรมไว้มาก จนคนทั้งหลายพากันแค้นเคือง ที ่ประกาศโทษไปตามหัวเมืองก็มี แช่งด่าต่อหน้าก็มี ลอบท าร้ายก็มี วางยาพิษก็มี เอาไฟเผาก็มีเข้าปล้นก็มี จนโจโฉต้องตัดหนวดฟันหักตกม้าตกคูเมือง เกือบตายหลายครั้ง แต่ก็ไม่ตาย แม้ผู้เป็นศัตรู โจโฉมีมาก ผู้เป็นพรรคพวกช ่วยเหลือก็มีมาก ดูเหมือนดินฟ้าอากาสบันดาลจะให้บ้านเมืองเป็นสามก๊ก โจโฉผู้เชี่ยวชาญในการโกงจึงยังไม่ตาย ได้อยู่ทรยศราชวงศฮั่นดังแมลงมุมชักใยคอยจับสัตว์ เทพดาตกแต่งให้จิวยี่เกิด มาเป็นคู่คิดกับขงเบ้ง ก็ตกแต่งให้สุมาอี้เกิดมาเป็นคู่คิดกับโจโฉ ดูเหมือน (เทวดา) เกรงสามก๊กจะรวมเข้าเป็นก๊กเดียว เสียในตอนกลาง จึงให้ผู้มีปรีชาสามารถเกิดมาท าการให้แยกกันสืบไป... ...หมดค าอธิบายของกิมเสี่ยถ่างเพียงนี้ นับว่าเป็นความเห็นของจีน ยังมีความเห็นของไทยวินิจฉัยเรื่องสามก๊ก ข้าพเจ้าเคยได้ยินค าผู้หนึ่ง จะเป็นใครก็ลืมไปเสียแล้ว กล่าวว่าเรื่องสามก๊กนั้นแต่งดีจริง แต่ผู้แต่งเป็นพวกเล่าปี่ ตั้งใจแต่ จะยกย่องเล่าปี่เป็นส าคัญ ถ้าหากพวกโจโฉแต่งเรื่องสามก๊กก็อาจจะด าเนินความในเรื่องสามก๊กให้ผู้อ่านเข้าใจกลับกัน ไปได้ ว่าโจโฉเป็นผู้ท านุบ ารุงแผ่นดิน ฝ่ายเล่าปี่เป็นผู้คิดร้าย เพราะมีข้อที่จะอ้างเข้ากับโจโฉได้หลายข้อ เป็นต้นแต่ ชั้นเดิมที่โจโฉเป็นผู้รู้สึกเจ็บร้อนด้วยแผ่นดิน ไปเที่ยวชักชวนพวกหัวเมืองให้ช่วยกันปราบตั๋งโต๊ะซึ่งเป็นราชศัตรู และ ต่อมาเมื่อโจโฉจะได้มีอ านาจในราชธานีนั้น ก็เป็นด้วยพระเจ้าเหี้ยนเต้มีรับสั่งให้หาเข้าไปตั้งแต่ง มิได้ก าเริบเอิบเอื้อม เข้าไปโดยล าพังตน เมื่อโจโฉได้เป็นที่เซียงก๊กแล้ว สามารถปกครองบ้านเมืองปราบปรามหัวเมืองที่กระด้างกระเดื่อง ให้กลับอยู่ในบังคับบัญชาของรัฐบาลกลางอย่างแต่ก่อนได้โดยมากข้อที่กล่าวหาว่าโจโฉเป็นศัตรูราชสมบัตินั้นก็ อาจจะคัดค้านได้ว่าถ้าโจโฉเป็นศัตรูราชสมบัติจริง จะก าจัดพระเจ้าเหี้ยนเต้เสียเมื่อหนึ่งเมื่อใดก็ก าจัดได้ ที่ไหนจะยอมเป็นข้าพระเจ้าเหี้ยนเต้อยู่จนตลอดอายุ แลความข้อนี้อาจพิสูจน์ได้ ด้วยเมื่อโจผีได้เป็นที่แทนโจโฉ ก็ชิง ร าชสมบัติได้โดยง ่ าย ส ่ วนเล ่ าปี ่ที่ว ่ าเป็นคนดีก็ดีแต ่อัธยาศัย แต ่เ รื ่องป ระวัติของเล ่าปี่ ซึ่งปรากฏในเรื่องสามก๊ก ดูเป็นแต่เที่ยวรบพุ่งชิงบ้านเมืองเพื่อประโยชน์ของตนเอง ไม่เห็นว่าได้ตั้งใจขวนขวายช่วยพระ เจ้าเหี้ยนเต้จริงจังอย่างใด ค าที่กล่าวนี้เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับรูปเรื่องสามก๊กก็เห็นชอบกล ดูเหมือนจะต้องรับว่าเป็น ความจริงอย่างหนึ่งในข้อที่ผู้แต่งหนังสืออาจจะจูงใจผู้อ่านให้นิยมได้ตามประสงค์ ยกเรื่องสามก๊กนี้เป็นอุทาหรณ์ ได้เรื่องหนึ่ง แม้ไทยเรามิได้เป็นพวกข้างไหน ใครอ่านเรื่องสามก๊กหรือเพียงได้ดูงิ้วเล่นเรื่องสามก๊กก็ดูเหมือนจะเข้า กับเล่าปี่ด้วยกันทั้งนั้น...” (สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ, 2471, หน้า 47-54) หนึ่งในขุนศึกที่แสวงหาความเป็นใหญ่ในยุคนั้นคือเล่าปี่ ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ที่ต้องการฟื้นฟูอ านาจของราช ส านัก แต่ด้วยฐานะทางการเมืองทางทหารที่มีน้อยกว่าขุนศึกคนอื่น ท าให้เล่าปี่ไม่สามารถท าการใหญ่ได้จนกระทั่ง เล่าปี่ได้ไปเชิญขงเบ้งมาเป็นที่ปรึกษา จึงสามารถท าการใหญ่สร้างฐานอ านาจ สร้างดินแดนของตน จนสามารถแบ่ง แผ่นดินได้ออกมาหนึ่งในสาม เป็นก๊กที่อ้างความชอบธรรมในการสืบเนื่องจากราชวงศ์ฮั่น เพื่อจะรวมแผ่นดินให้เป็น หนึ่ง ทั้งนี้ ในช่วงก่อนที่เล่าปี่จะได้ขงเบ้งมาเป็นที่ปรึกษานั้น เล่าปี่ก็เร่ร่อนไปพึ่งใบบุญขุนศึกอื่น ๆ หนึ่งในขุนศึกที่ เล ่าปี ่ไปพึ ่งพาคืออ้วนเสี้ยว ในวรรณกรรม “สามก๊ก” ที ่เน้นเชิดชูเล ่าปี ่ในฐานะเชื้อพระวงศ์ฮั่น จึงท าการลดทอนความส าคัญของอ้วนเสี้ยวที่เป็นขุนนางสืบตระกูลมาหลายชั่วคน และภาพลักษณ์ของอ้วนเสี้ยวใน วรรณกรรม “สามก๊ก” จึงถูกน าเสนอเป็นตัวอย่างของคนที่มีฐานันดรศักดิ์สูงแต่ไม่ประสบความส าเร็จในการรวม น ้าใจคนเพื่อท าการใหญ่ได้ ไม่เหมือนเล่าปี่ที่เป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่น แม้สายตระกูลตกยากมาอยู่หัวเมืองห่างไกล เล่าปี่ เกิดมาก็ไม่มีบรรดาศักดิ์ ต้องท าอาชีพทอเสื่อขาย แต่สามารถท าการใหญ่ได้เหนือกว่าอ้วนเสี้ยว


274 แนวคิดทางการเมืองและกฎหมายของอ้วนเสี้ยว อ้วนเสี้ยวเริ่มมีบทบาทในเรื่อง “สามก๊ก” จากความต้องการปราบปรามความเสื่อมถอยในราชส านักของ พระเจ้าเลนเต้ ที่กลุ่มสิบขันทีเข้ามามีบทบาท สามารถเพ็ดทูลได้อย่างใกล้ชิดและเป็นที่เชื่อถือไว้วางพระทัยของพระ เจ้าเลนเต้ กลุ่มสิบขันทีจึงท าการเรียกร้องสินบนผลประโยชน์ต่าง ๆ จากข้าราชการขุนนาง ท าให้ราชการแผ่นดิน แปรปรวน ทั้งนี้ชาติก าเนิดของขันทีนั้นคือสามัญชน และมักจะมาจากครอบครัวที่ยากจนหรืออยู่ในระดับล่างของ สังคม แต่ด้วยการมาเป็นขันทีที่ท างานในราชส านักใกล้ชิดองค์ฮ่องเต้จึงท าให้กลุ่มขันทีก าเริบ ขุนนางสืบตระกูลมา ยาวนานอย่างอ้วนเสี้ยวจึงทนไม่ได้ เพราะเห็นว่าขุนนาง ผู้ดีมีตระกูลย่อมมีฐานะทางสังคมสูงกว่าผู้ที่มาจากสังคม ระดับล่าง ทั้งนี้ ตามสังคมจารีตในสมัยนั้นผู้ที่เกิดมาในตระกูลสูงหรือขุนนางยังถือว่าเป็นผู้ที่มีภาระความรับผิดชอบต่อ บ้านเมืองมากกว่าชนชั้นล่างด้วย เมื่อพระเจ้าเลนเต้เสด็จสวรรคต กลุ่มสิบขันทีเหมือนไร้ที่ก าบังพึ่งพาอาศัย อ้วนเสี้ยว จึงร่วมมือกับขุนนางใหญ่อย่างโฮจิ๋นในการปราบปรามกลุ่มสิบขันที “...โฮจิ๋นจึงตอบว่าเมื่อเป็นดังนี้ผู้ใดจะอาสาฆ่าอ้ายเหล่าศัตรูราชสมบัติเสียได้บ้าง อ้วนเสี้ยวได้ยินโฮจิ๋นว่า ดังนั้น จึงว่าข้าพเจ้าจะอาสาคุมทหารห้าพันเข้าท าการจับขันทีสิบคนกับเกนหวนฆ่าเสีย แล้วจึงยกหองจูเปียนขึ้นเสวยราช สมบัติตามราชประเพณี โฮจิ๋นได้ยินมีความยินดีนัก จึงจัดทหารห้าพันถือเครื่องศัสตราวุธครบมือกันให้แก่อ้วนเสี้ยว อ้วนเสี้ยวก็คุมทหารเข้าไป โฮจิ๋นให้โหหยองซุนสิวแตะถ้ายกับขุนนางใหญ่น้อยสามสิบเศษ ตามอ้วนเสี้ยวเข้าไปถึง ต าหนักซึ่งไว้พระศพพระเจ้าเลนเต้ แล้วเชิญเสด็จหองจูเปียนขึ้นณที่นั่งพระเจ้าเลนเต้เสด็จออก ขุนนางทั้งปวงกราบ ถวายบังคมแล้วเฝ้าที่นั่น แต่อ้วนเสี้ยวกับโฮจิ๋นคุมทหารห้าพันเปิดประตูเข้าไปไล่จับเกนหวน ๆ รู้ตัวหนีเข้าไปอยู่ในสวน ดอกไม้ที่ข้างใน แลกุยเสงขันทีคนหนึ่งนอกกว่าขันทีสิบคนมีใจพยาบาทเกนหวน ครั้นเกนหวนหนีกุยเสงก็ฆ่าเกนหวน ตายในสวนดอกไม้ เหล่าทหารล้อมวังซึ่งเกนหวนได้คุมอยู่นั้น ครั้นเห็นเกนหวนตายต่างคนต่างวิ่งเข้าหาอ้วนเสี้ยวเป็น อันมาก อ้วนเสี้ยวจึงว่าแก่โฮจิ๋นว่าได้ท าการถึงเพียงนี้แล้ว จ าจะฆ่าขันทีสิบคนกับพรรคพวกของมันเสียให้สิ้นทีเดียวราชการ จึงจะปรกติแลเตียวเหยียงพวกขันทีสิบคนได้ยินอ้วนเสี้ยวว่าแก่โฮจิ๋นดังนั้นก็ตกใจกลัว วิ่งหนีไปหานางโฮเฮาผู้เป็น น้องโฮจิ๋น แล้วทูลอ้อนวอนว่า การซึ่งจะยกหองจูเหียบให้เป็นใหญ่นั้น ข้าพเจ้าทั้งสิบคนหาได้คบคิดรู้เห็นด้วยไม่ การ ทั้งนี้เกนหวนคิดอ่านแต่ผู้เดียว บัดนี้โฮจิ๋นกับอ้วนเสี้ยวคิดอ่านจะฆ่าข้าพเจ้าเสีย พระองค์จงช่วยชีวิตข้าพเจ้าทั้งนี้ให้ รอดไว้ด้วย นางโฮเฮาจึงว่า เตียวเหยียงอย่าเป็นทุกข์เราจะช่วย จึงสั่งให้ไปเชิญโฮจิ๋นเข้ามาแล้วว่า เตียวเหยียงกับ ขันทีเก้าคนหาความผิดมิได้ เป็นไฉนพี่จะให้อ้วนเสี้ยวฆ่าเสีย แลเกนหวนซึ่งคิดมิชอบก็ตายแล้ว อันขันทีสิบคนนี้พี่ อย ่าให้ท าวุ ่นวายเลย โฮจิ๋นก็รับค านางโฮเฮา แล้วก็ออกมาว ่าแก ่อ้วนเสี้ยวแลขุนนางทั้งปวงว ่า เกนหวน ซึ่งคิดร้ายต่อหองจูเปียนกับเรานั้นก็ตายแล้ว แลขันทีสิบคนนั้นจะได้คบคิดกับเกนหวนนั้นหามิได้ เราจะฆ่าเสียนั้นไม่ ควร อ้วนเสี้ยวจึงตอบว่า ธรรมดาจะท าการสิ่งใด การนั้นมิส าเร็จก็หาสิ้นวิตกไม่ เกนหวนกับขันทีสิบคนเป็นพวก เดียวกัน เกนหวนคิดการครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก หากท่านรู้ตัวจึงรอดชีวิตอยู่ ซึ่งฆ่าเกนหวนเสียนั้นเหมือนหนึ่งฟัน ต้นหญ้าจะให้ตาย ขันทีสิบคนเหมือนหนึ่งรากหญ้า ตายแต่ต้นนั้นเห็นไม่สิ้นเชิง รากก็จะงอกแทนขึ้นมา ภายหน้าไป เห็นอันตรายจะมีแก่ท่านเป็นมั่นคง โฮจิ๋นจึงตอบว่าความข้อนี้ท่านอย่าวิตกเลยไว้เป็นธุระเรา แล้วต่างคนก็ออกไป บ้าน...” (เจ้าพระยาพระคลัง (หน), 2513, หน้า 33-34) อย ่างไรก็ตาม ด้วยความประมาทของโฮจิ๋นท าให้การปราบปรามกลุ ่มสิบขันทีในรอบแรกไม ่เป็นผล โฮจิ๋นเองก็พลาดท่าถูกกลุ่มสิบขันทีลอบสังหาร ท าให้กลุ่มขุนนางฝ่ายทหารน าโดยอ้วนเสี้ยวและโจโฉเข้าท าการกวาด ล้างกลุ่มสิบขันทีได้ส าเร็จ แต่เมื่อการปราบปรามกลุ่มสิบขันทีเรียบร้อยแล้วนั้น ราชส านักก็เผชิญกับความวุ่นวาย อย่างต่อเนื่อง กลุ่มทหารหัวเมืองต่าง ๆ ที่ยกเข้ามาในเมืองหลวงโดยอ้างว่าเพื่อจะมาช่วยปราบกลุ่มสิบขันทีนั้น มีอยู่


275 ผู้หนึ ่งที ่คิดการใหญ ่ต้องการยึดอ านาจการเมืองไว้ในมือของตน คนผู้นั้นคือตั๋งโต๊ะที ่มีนิสัยชั ่วร้ายโหดเหี้ยม ตั๋งโต๊ะต้องการจะหาทางให้ตนเองเป็นผู้มีอ านาจโดยชอบธรรม จึงวางแผนเสนอให้เปลี่ยนองค์ฮ่องเต้ให้หองจูเปียนสละ ราชสมบัติให้พระอนุชาต่างมารดาคือหองจูเหียบ โดยที่หองจูเหียบยังทรงพระเยาว์นัก ตั๋งโต๊ะจึงอ้างว่าตนเองต้องเป็น ผู้ส าเร็จราชการแผ่นดิน การกระท าของตั๋งโต๊ะนี้เป็นการอุกอาจและผิดขนบจารีตที่ขุนนางมาอาจเอื้อมท าตัวเหนือ องค์ฮ่องเต้ ทั้งยังจะปลดพี่แล้วแต่งตั้งน้องขึ้นมาสืบต าแหน่ง ท าให้อ้วนเสี้ยวทนไม่ได้และท าการคัดค้านตั๋งโต๊ะอย่างไม่ เกรงกลัว ในขณะที่ขุนนางอื่นต่างนิ่งเฉยและยอมตามตั๋งโต๊ะเพราะกลัวในอ านาจทางทหารที่ตั๋งโต๊ะมีอยู่ “...แล้วตั๋งโต๊ะถือกระบี่เข้าไปร้องประกาศในที่ชุมนุมขุนนางทั้งปวงว่า หองจูเปียนนั้นหาสติปัญญามิได้ จะให้ถอดเสีย เราจะให้ตั้งหองจูเหียบซึ่งมีสติปัญญาหลักแหลมขึ้นเสวยราชสมบัติ ถ้าผู้ใดมิลงใจพร้อมด้วยเราจะฆ่าเสีย ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงนิ่งอยู่สิ้น แต่อ้วนเสี้ยวนั้นลุกยืนขึ้นแล้วร้องว่าหองจูเปียนเป็นพระราชบุตรเอก พระราชบิดายก ราชสมบัติให้หองจูเปียนเสวยราชย์ก็มิได้มีความผิดสิ่งใด ตัวจะมาถอดเสียแล้วจะยกหองจูเหียบพระราชบุตรโทขึ้นเสวย ราชย์นั้น ตัวจะคิดอ่านเป็นขบถหรือ ตั๋งโต๊ะได้ยินดังนั้นก็โกรธจึงตอบว่า ราชสมบัติทุกวันนี้อยู่ในเงื้อมมือเรา ๆ เห็นไม่ชอบจึงจะท าให้ชอบ ถ้าตัวมิฟังจะขืนขัดอยู่ฉนี้ ตัวจงแลดูกระบี่ที่เราถืออยู่นี้จะคมหรือไม่ อ้วนเสี้ยวจึงตอบว่า กระบี่เราถือมาก็มีอยู่ ถ้าตัวมิฟังจะขืนตั้งหองจูเหียบขึ้นให้ผิดอย่างธรรมเนียม ตัวจงดูกระบี่ซึ่งเราถือมานี้เห็นจะคม หรือไม่คมเล่า ตั๋งโต๊ะก็โกรธถอดกระบี่ออกจะฟันอ้วนเสี้ยว ๆ ก็ถอดกระบี่ออกจะสู้ตั๋งโต๊ะ ลิยูเห็นดังนั้นจึงเข้าห้ามตั๋งโต๊ะ ไว้ แล้วค่อยกระซิบว่า เราจะคิดการใหญ่อยู่ครั้นจะฆ่าฟันกันขึ้น การซึ่งคิดไว้นั้นก็จะเสียไป ตั๋งโต๊ะก็ฟังลิยูห้าม ขุนนางทั้ง ปวงก็ห้ามอ้วนเสี้ยวไว้อ้วนเสี้ยวจึงลาขุนนางทั้งปวงแล้วถือกระบี่เดิรออกมา พาทหารแลพรรคพวกยกไปเมืองกิจิ๋ว ...” (เจ้าพระยาพระคลัง (หน), 2513, หน้า 56-57) อ้วนเสี้ยวเมื่อออกจากเมืองหลวงไปแล้ว ได้ไปซ่องสุมก าลังที่เมืองกิจิ๋วและพื้นที่ภาคเหนือของจีนเพื่อรอ เวลามาจัดการตั๋งโต๊ะ ในเวลาต่อมาโจโฉได้รวบรวมผู้กล้าทั่วแผ่นดินรวมสิบแปดหัวเมืองให้ยกทัพมาปราบตั๋งโต๊ะ หัว เมืองทั้งหลายได้เห็นว่าอ้วนเสี้ยวเป็นผู้มีชาติตระกูลสูง เป็นขุนนางมาหลายรุ่น จึงยกให้เป็นแม่ทัพใหญ่ “...จึงว่าอ้วนเสี้ยวนี้เป็นคนมีตระกูลเชื้อขุนนางมาถึงสี่ชั่วห้าชั่วคนแล้ว ควรจะให้เป็นนายทัพใหญ่ ถือ อาญาสิทธิ์บังคับบัญชานายทัพนายกอง อ้วนเสี้ยวไม่ยอม หัวเมืองทั้งปวงจึงว่า ถ้าอ้วนเสี้ยวไม่ยอมเป็นนายทัพใหญ่ แล้ว ซึ่งจะจัดหาผู้ใดนอกนั้นเห็นขัดสน อ้วนเสี้ยวเห็นหัวเมืองจะแก่งแย่งกันก็รับเป็นแม่ทัพใหญ่ โจโฉจึงให้ปลูกโรง ใหญ่ส าหรับอ้วนเสี้ยวออกว่าราชการในค่าย ครั้นถึงวันฤกษ์ดีจึงเชิญให้อ้วนเสี้ยวขึ้นนั่งที่สมควร แล้วโจโฉกับสิบเจ็ด หัวเมืองก็เอากระบี่แลตราส าหรับนายทัพใหญ่มอบให้อ้วนเสี้ยว แล้วโจโฉกับสิบเจ็ดหัวเมืองจึงจุดธูปเทียนขึ้นท า สักการบูชาบวงสรวงเทพารักษ์ แล้วถือน ้าพิพัฒน์สัจจาว่าจะสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินสืบไป โจโฉจึงรินสุราค านับให้หัวเมือง ทั้งปวงกิน แล้วว่าเราจะท าสงครามใหญ่ครั้งนี้ อย่าได้คิดแก่งแย่งกันให้เสียราชการ จงมีใจประนอมกัน การทั้งปวงจึง จะส าเร็จ อ้วนเสี้ยวจึงว่า สติปัญญาเราก็เป็นประมาณ ซึ่งท่านทั้งปวงปรึกษาให้เราเป็นนายทัพใหญ่ถืออาญาสิทธิ์ เราก็จะท าไปตามสติปัญญา อันอย่างธรรมเนียมกฎพิชัยสงครามนั้น ถ้าผู้ใดมีความชอบก็จะปูนบ าเหน็จตามสมควร ถ้า ผู้ใดผิดเราจะให้ลงโทษโดยพระอัยการศึก ท่านทั้งปวงอย่าได้น้อยใจเรา...” (เจ้าพระยาพระคลัง (หน), 2513, หน้า 76) ในสงครามยกทัพสิบแปดหัวเมืองปราบตั๋งโต๊ะนี้ อ้วนเสี้ยวได้บัญชาการทัพในฐานะแม่ทัพใหญ่โดยยึดขนบ จารีตอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องฐานะชาติก าเนิดและต าแหน่งยศผู้ใหญ่ผู้น้อย ในเวลานั้นเล่าปี่เป็นเพียงเจ้าเมือง เล็ก ๆ ได้มาร่วมกับกองทัพของกองซุนจ้านซึ่งเป็นเพื่อนเก่า ในที่ประชุมกองทัพทั้งสิบแปดหัวเมืองนั้น กองซุนจ้านได้ นั่งเป็นหนึ่งในฐานะแม่ทัพหัวเมือง ในขณะที่เล่าปี่ต้องยืนเป็นทหารคนสนิทอยู่ข้างหลังกองซุนจ้าน แต่ด้วยท่าทีที่ องอาจมีบารมี ท าให้อ้วนเสี้ยวต้องถามกองซุนจ้านว่าคนนี้เป็นใคร “...ขณะนั้นอ้วนเสี้ยวเห็นเล่าปี่กวนอูเตียวหุย


276 ยืนอยู่ข้างหลังกองซุนจ้าน ทั้งสามคนนี้รูปร่างใหญ่โตเห็นกิริยาดังยิ้มเยาะ จึงถามกองซุนจ้านว่าสามคนซึ่งยืนอยู่ข้าง หลังนั้นชื่อใด กองซุนจ้านจึงจูงมือเล่าปี่ออกไปยืนข้างหน้า แล้วบอกว่าคนนี้ชื่อเล่าปี่ เป็นเพื่อนศิษย์เรียนหนังสือกับ ข้าพเจ้ามาแต่ก่อน บัดนี้ได้เป็นเจ้าเมืองเพงงวนก้วน โจโฉจึงว่าเล่าปี่คนนี้ ครั้งโจรโพกผ้าเหลืองนั้นก็ได้ไปช ่วยรบ กองซุนจ้านจึงว่าอันเล่าปี่นี้เป็นเชื้อพระวงศ์พระเจ้าเหี้ยนเต้ มีความชอบต่อแผ่นดินมาหลายครั้ง แล้วกองซุนจ้านให้ เล่าปี่ค านับอ้วนเสี้ยว อ้วนเสี้ยวเชิญให้เล่าปี่มานั่งที่สมควร แลกวนอูกับเตียวหุยก็เข้าไปยืนอยู่หลังเล่าปี่...”(เจ้าพระยา พระคลัง (หน), 2513, หน้า 81) ซึ่งการที่อ้วนเสี้ยวเชิญให้เล ่าปี่ได้นั่งท่ามกลางที่ชุมนุมแม่ทัพระดับหัวเมืองนั้น ก็เพราะอ้วนเสี้ยวได้ทราบถึงฐานะชาติก าเนิดของเล่าปี่ที่เป็นเชื้อพระวงศ์ ดังนั้นแม้จะมีต าแหน่งหน้าที่ทางราชการ เป็นเจ้าเมืองเล็ก แต่อ้วนเสี้ยวให้เกียรติให้ความส าคัญแก่ชาติก าเนิดที่มีเชื้อสายเจ้านาย ถือว่าเป็นมากกว่าสามัญชน ทั่วไป ถ้าเล่าปี่ไม่มีเชื้อสายราชวงศ์ฮั่น แม้จะมีต าแหน่งใหญ่โตก็อาจไม่อยู่ในสายตาอ้วนเสี้ยวก็ได้ ในการสู้รบกับตั๋งโต๊ะนั้น กองทัพสิบแปดหัวเมืองได้ปราบปรามทหารของตั๋งโต๊ะได้หลายครั้งและยกทัพเข้า ประชิดเมืองหลวง ตั๋งโต๊ะจึงส่งแม่ทัพส าคัญคือฮัวหยงให้ออกมารับศึก ฮัวหยงเป็นขุนพลที่มีฝีมือกล้าหาญ กองทัพ สิบแปดหัวเมืองได้ส่งทหารฝีมือดีออกมาสู้รับกับฮัวหยงหลายคน ก็ล้วนแต่ต้องพ่ายแพ้ให้ฮัวหยงทุกคน อ้วนเสี้ยว ในฐานะแม่ทัพใหญ่จึงมีความกลัดกลุ้มเป็นอันมากว่าจะให้ใครมาออกรบ ทหารเอกของตนคืองันเหลียงและบุนทิว ก็ไม่อยู่เพราะใช้ไปท าการที่อื่นยังยักทัพมาไม่ถึง กวนอูซึ่งยืนอยู่หลังเล่าปี่จึงอาสาออกรบ ซึ่งในเวลานั้นกวนอูเป็น เพียงนายทหารธรรมดายังมิได้มีชื่อเสียง “...อ้วนเสี้ยวจึงว่าทหารเอกของเราสองคนชื่องันเหลียงบุนทิวก็ยังไม่เห็นมา ถ้ามาแล้วก็จะกลัวอะไรกับฮัวหยง ครั้งนี้จะได้ใครอาสาออกไป ขณะนั้นกวนอูจึงว่าแก่อ้วนเสี้ยวว่า ข้าพเจ้าจะขอ อาสาไปตัดเอาศีรษะฮัวหยงมาให้ท่าน อ้วนเสี้ยวได้ยินดังนั้นจึงถามว่า ซึ่งรับอาสานั้นเป็นทหารที่ต าแหน่งใด กองซุน จ้านจึงบอกว่าคนนี้ชื่อกวนอูผู้น้องเล่าปี่ เป็นทหารม้าถือเกาทัณฑ์ ฝ่ายอ้วนเสี้ยวได้ยินกองซุนจ้านว่าดังนั้นก็โกรธ จึงร้องตวาดว่ากวนอูเป็นแต่ทหารม้าเลว มาดูหมิ่นนายทัพนายกองหัวเมืองทั้งปวง บังอาจเข้ารับอาสา แลทหารหัวเมือง ทั้งปวงยังมีอยู่เป็นอันมาก พอจะท าการศึกสืบไป จึงให้ทหารขับกวนอูออกไปเสีย โจโฉจึงห้ามอ้วนเสี้ยวว่า ท่านอย่า เพ่อโกรธก่อน ท่วงทีกวนอูนี้จะมีฝีมือกล้าหาญอยู่จึงขันอาสา ถ้าไม่สมดังปากว่าจึงจะเอาโทษถึงตาย อ้วนเสี้ยวจึงว่า กวนอูเป็นทหารเลว ครั้นจะให้ออกไปรบกับฮัวหยง ๆ ก็จะหัวเราะเย้ยเล่น ว่าในกองทัพเรานี้ไม่มีทหารเอกแล้ว โจโฉจึงว่าข้าพเจ้าเห็นรูปร่างกวนอูนี้โตใหญ่คมสันอยู่ เห็นสมเป็นทหารเอก ฮัวหยงจะไม่รู้ว่าทหารเลว กวนอูจึงว่า ข้าพเจ้าจะอาสาออกไปครั้งนี้ ถ้าไม่ได้ตัดศีรษะฮัวหยงเข้ามาขอท่านจงเอาศีรษะข้าพเจ้าไว้แทนเถิด อ้วนเสี้ยว ได้ยินดังนั้นก็มีความยินดี จึงเกณฑ์ทหารให้กวนอู โจโฉจึงให้อุ่นสุราแล้วจึงรินใส ่จอกยื่นให้กวนอู ๆ ค านับแล้วว่า ข้าพเจ้าเป็นแต่ทหารเลว ซึ่งท่านจะให้สุรากินนั้นขอให้ท่านงดไว้ก่อน เมื่อใดข้าพเจ้าออกไปได้ศีรษะฮัวหยงมาแล้ว ข้าพเจ้าจึงจะรับเอาสุราของท่านกิน แล้วกวนอูขี่ม้าถือง้าวออกไปรบด้วยฮัวหยง...” (เจ้าพระยาพระคลัง (หน), 2513, หน้า 82-83 ) ในการรบของกวนอูกับฮัวหยงนั้น กวนอูสามารถเอาชนะฮัวหยง ตัดศีรษะฮัวหยงมาให้ที่ชุมนุมแม่ทัพสิบ แปดหัวเมืองได้เห็น ท าให้ทุกคนทึ่งในความสามารถของกวนอู แต่ด้วยที่เวลานั้นเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย เป็นเพียง ทหารเล็ก ๆ มิใช่ขุนพลที่มีชื่อ ท าให้อ้วนเสี้ยวแสดงอาการนิ่ง มิได้ให้บ าเหน็จรางวัลตอบแทน เตียวหุยไม่พอใจจึง แสดงอาการในที่ประชุม “...ขณะนั้นเตียวหุยจึงว่าแก่นายทัพนายกองทั้งปวงว่า กวนอูพี่ข้าพเจ้าได้อาสาตัดเอาศีรษะ ฮัวหยง มาให้แล้ว ข้าพเจ้าผู้น้องจะขออาสาตีเข้าไปในเมืองหลวง แล้วจะจับเอาตัวตั๋งโต๊ะมาให้ท่าน อ้วนเสี้ยวได้ยิน ดังนั้นก็โกรธจึงร้องตวาดแล้วว่า บันดานายทัพนายกองทั้งปวงมิได้ปรึกษาว่ากล่าวประการใด ตัวนี้เป็นแต่ทหารเลว องอาจเข้ามาจะอาสาหักหน้าผู้ใหญ่ทั้งนี้ เห็นเป็นคนหยาบช้านัก ให้ขับออกไปเสียนอกที่ชุมนุมขุนนาง โจโฉจึงว่าอัน


277 อย่างธรรมเนียมศึกนั้น ถ้าผู้ใดมีความชอบในการสงคราม ก็จะปูนบ าเหน็จตามสมควร ถ้าผู้ใดกระท าความผิดก็จะ ลงโทษ ซึ่งจะมาถืออิศริยยศในท่ามกลางศึกดังนี้ไม่สมควร อ้วนเสี้ยวจึงตอบว่า ถ้าจะนับถือทหารเลวเป็นเอกฉะนี้ไซร้ เราไม่ท าการสืบไปแล้ว จะยกทหารกลับไปเมือง โจโฉจึงว่าขัดข้องกันแต่เนื้อความเพียงนี้จะละการใหญ่เสียนั้นไม่ควร แล้วให้กองซุนจ้านพาเล่าปี่กวนอูเตียวหุยกลับไปณค่ายที่อยู่ โจโฉจึงให้เอาสุกรเป็ดไก่ไปลอบให้ก านัลเล่าปี่กวนอู เตียวหุย...” (เจ้าพระยาพระคลัง (หน), 2513, หน้า 83-84) ความคิดของอ้วนเสี้ยวที่เน้นการยึดมั่นในสถานะชาติก าเนิดที่สูงส่ง การเป็นขุนนางสืบตระกูล ว่ามีความเหนือกว่า ชอบธรรมกว่าคนที่มีชาติก าเนิดต ่ากว่านั้น ปรากฏชัดเจนอีกครั้งตอนที่อ้วนเสี้ยวยกทัพมาปราบโจโฉ ทั้งนี้หลังจากที่ กองทัพสิบแปดหัวเมืองล้มเหลวในการร่วมกันปราบปรามตั๋งโต๊ะ เพราะต่างคนต่างแก่งแย่งชิงดีกันเองและอ้วนเสี้ยวก็ เคร่งครัดในยศศักดิ์ของตน ท าให้หัวเมืองต่าง ๆ แยกย้าย เหตุการณ์บ้านเมืองได้ผันแปรไปในทางจลาจล ตั๋งโต๊ะถูก ลอบสังหารโดยคนสนิท เมืองหลวงเป็นจลาจล องค์ฮ ่องเต้ต้องขอความช่วยเหลือจากโจโฉ โจโฉเมื่อได้เข้ามาเป็นผู้ อารักขาฮ่องเต้แล้ว ได้รับการปูนบ าเหน็จเป็นมหาอุปราช ส าเร็จราชการแผ่นดิน แต่โจโฉนั้นข่มเหงควบคุมฮ่องเต้ ไม่ให้มีอ านาจ บีบบังคับให้ฮ่องเต้ออกพระบรมราชโองการต่างๆ ตามความปรารถนาของตน ท าให้อ้วนเสี้ยวเห็นว่าโจ โฉมิได้มีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ฮั่น เป็นขุนนางแต่อาจเอื้อมท าตัวมีอ านาจเหนือฮ่องเต้ อีกทั้งชาติก าเนิดต้น ตระกูลโจโฉก็เคยคบคิดกับขันทีแสวงหาผลประโยชน์มาก่อน โจโฉเดิมก็เป็นขุนนางชั้นผู้น้อยมาก่อน อ้วนเสี้ยวจึงระดม ไพร่พลมาปราบปรามโจโฉที่ตนเองเห็นว่ากระท าการเป็นศัตรูราชสมบัติ โดยก่อนการยกทัพนี้ อ้วนเสี้ยวได้ให้อาลักษณ์ เขียนประกาศประณามโจโฉเผยแพร่ไปทั่วว่า “...พระมหากษัตริย์เสวยราชสมบัติมาแต่ก่อน บ้านเมืองย่อมเป็นอันตรายต่างๆ เพราะมีผู้กล้าแข็งหยาบช้า ประทุษฐร้ายต่อแผ่นดิน ขุนนางทั้งปวงอยู่ในอ านาจผู้นั้น ประการหนึ่งพระมหากษัตริย์เชื่อฟังสตรีบ้านเมืองจึงเป็น อันตราย ประการหนึ่งกษัตริย์เชื่อฟังคนพาล ราชสมบัติจึงเป็นจลาจลต่าง ๆ ข้อซึ่งมีผู้กล้าแข็งหยาบช้า ขุนนางทั้ง ปวงต้องอยู่ในอ านาจนั้น คือครั้งพระเจ้าจิ๋นซีอ๋องเต้เสวยราชสมบัติแต่พระชนมายุเจ็ดขวบ เตียวโก๋เป็นขุนนางผู้ใหญ่ พระเจ้าจิ๋นซีอ๋องเต้ไว้พระทัยเตียวโก๋ ๆ คิดการหยาบช้าจะชิงเอาราชสมบัติ ถือกระบี่เข้าเฝ้าเป็นอัตรา ขุนนางทั้งปวงอยู่ ในอ านาจเตียวโก๋เป็นอันมาก อยู่มาวันหนึ่งเตียวโก๋จะใคร่รู้ว่า ขุนนางในเมืองหลวงจะสัตย์ซื่อมากหรือ ๆ จะเป็นคน อาสัตย์สอพลอมาก จึงให้เอากวางสองตัวไปที่ชุมนุมขุนนาง แล้วเตียวโก๋ว่าแก่ขุนนางทั้งปวงว่า เราได้ม้ามาสองตัว ผู้ใดจะรู้จักหรือไม่ ขุนนางซึ่งอาสัตย์สอพลอก็ชวนกันว่า ท่านได้ม้าสองตัวมาแต่ไหนต้องลักษณดีนัก ซึ่งว่าม้าตามค า เตียวโก๋ประมาณเจ็ดส่วน ขุนนางซึ่งสัตย์ซื่อประมาณสามส่วน ก็ว่ากวางดอกมิใช่ม้า เตียวโก๋ได้ยินดังนั้น ก็คิดว่าขุน นางทั้งปวงอยู่ในอ านาจเราถึงเจ็ดส่วนแปดส่วน แต่นั้นมาเตียวโก๋ก็คิดการก าเริบ ว่าราชสมบัตินี้อยู่ในเงื้อมมือเรา ขุน นางซึ่งมิได้เข้าด้วยนั้น เตียวโก๋พาลเอาผิด ฆ่าเสียบ้างถอดออกเสียจากที่บ้าง พระเจ้าจิ๋นซีอ๋องเต้กับขุนนางแลราษฎร ทั้งปวงได้ความเดือดร้อน แผ่นดินจวนจะเป็นอันตรายขึ้น ขุนนางทั้งปวงซึ่งมีใจสัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน จึงคิดพร้อมกันจับ ตัวเตียวโก๋กับญาติพี่น้องฆ่าเสียสิ้น ความชั่วเตียวโก๋ปรากฏมาจนทุกวันนี้ ข้อซึ่งพระมหากษัตริย์เชื่อถือสตรีนั้น คือ ครั้งพระเจ้าฮั่นโกโจได้เสวยราชสมบัติ มีพระทัยรักนางลิเฮาผู้เป็นพระมเหสียิ่งนัก แลนางลิเฮาจะพิททูลประการใด พระเจ้าฮั่นโกโจเชื่อฟังทุกประการ แล้วพระเจ้าฮั่นโกโจตั้งลิชันกับลิหลก ซึ่งเป็นน้องนางลิเฮาเป็นขุนนางผู้ใหญ่ซ้าย ขวา แลลิชันกับลิหลกนั้นเข้าไปข้างในก็ได้ จะท าการสิ่งใดมิได้เกรงพระเจ้าฮั่นโกโจ แลท าหยาบช้าข่มเหงริบเอา ทรัพย์สิ่งสินของราษฎรบ้าง ฆ่าเจ้าของเสียบ้าง ขุนนางทั้งปวงก็อยู่ในอ านาจลิชันลิหลกสิ้น ถ้ามีผู้มาร้องทุกข์ราษฎร กล่าวโทษลิชันกับลิหลกว่าข่มเหงราษฎร นางลิเฮาก็ทูลขัดขวาง พระเจ้าฮั่นโกโจก็ฟัง อาณาประชาราษฎรก็ได้ความ เดือดร้อนทั้งแผ่นดิน ครั้นอยู่มาพระเจ้าฮั่นโกโจสวรรคต ลิชันลิหลกคิดการก าเริบ ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้าเสวยราชสมบัติ


278 ฝ่ายจิวบุดกับเล่าเจี๋ยงซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่อยู่ในเมือง มีใจสัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน จึงคิดอ่านชักชวนกันจับลิชันลิหลกกับ ญาติพี ่น้องฆ ่าเสียสิ้น แล้วเชิญอันบุนเต้ซึ ่งเป็นพระราชบุตรขึ้นเสวยราชสมบัติ บ้านเมืองจึงเป็นสุขมา ข้อซึ่ง พระมหากษัตริย์เชื่อถือค าคนพาลนั้น คือพระเจ้าฮั่นเต้ได้เสวยราชสมบัติ เชื่อฟังขันทีทั้งปวง ฝ่ายโจเท้งซึ่งเป็นปู่โจโฉ ก็เป็นขุนนาง คบคิดกับพวกขันทีท าการหยาบช้าต่อแผ่นดิน บ้านเมืองจึงเป็นจลาจลมา อย่างธรรมเนียมก็ฟั่นเฟือน แปรปรวนไป ทุกวันนี้พระเจ้าเหี้ยนเต้ได้เสวยราชสมบัติ ก็ได้ความเดือดร้อนพระทัยมาเป็นหลายครั้ง ๆ นี้โจโฉมี ทหารเป็นอันมาก แล้วมีใจก าเริบคิดท าการหยาบช้าต ่อแผ ่นดิน หวังจะท าอันตรายราชสมบัติให้สาปสูญ ก็เสียขนบธรรมเนียมการแผ่นดินไป พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็ได้ความเดือดร้อนอีกฉนี้ เราผู้ชื่ออ้วนเสี้ยวเจ้าเมืองกิจิ๋ว ซึ่งเป็น เชื้อขุนนางมาแต่ก่อน มีใจสัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน เห็นว่าโจโฉท าการไม่ชอบ จะท าร้ายพระมหากษัตริย์ เราจึงยกกองทัพ มาหวังจะก าจัดโจโฉ ถ้าเจ้าเมืองทั้งสิบแปดหัวเมือง เห็นหนังสือซึ่งเราให้ไปปิดไว้นี้ ก็ให้คิดถึงพระคุณพระเจ้าเหี้ยน เต้ แลพระมหากษัตริย์แต่ก่อน อย่าให้หัวเมืองทั้งปวง แลราษฎรไปเข้าด้วยโจโฉเป็นอันขาดทีเดียว...” (เจ้าพระยา พระคลัง (หน), 2513, หน้า 395-398) ซึ่งการรบกับโจโฉนั้น แม้อ้วนเสี้ยวจะมีก าลังพลมากกว่า ที่ปรึกษามากกว่าแต่ ด้วยความยึดมั่นในฐานะอันสูงส่ง และนิสัยส่วนตัวที่โลเลไม่มีความเด็ดขาด ท าให้อ้วนเสี้ยวด าเนินการผิดพลาด ไม่ได้ รับน ้าใจจากผู้กล้าเข้ามาสนับสนุน ซ ้ายังมีคนที่เคยท างานด้วยแปรพักตร์ไปเข้าด้วยโจโฉ จึงท าให้อ้วนเสี้ยวพ่ายแพ้ แก่โจโฉอย่างยับเยิน และตรอมใจตายในที่สุด ดินแดนในปกครองก็ถูกโจโฉยึด มิหน าซ ้าตระกูลอ้วนก็สาบสูญไปจาก การเมืองสมัยสามก๊กโดยสิ้นเชิงด้วย ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงแนวคิดทางการเมืองและกฎหมายของอ้วนเสี้ยวในวรรณกรรม “สามก๊ก” จะพบว่า ได้รับอิทธิพลจากอุดมการณ์ปรัชญาการเมืองของขงจื๊อ โดยที่อ้วนเสี้ยวนั้นมีทั้งภาพลักษณ์ในด้านที่ดีและไม่ดีตาม หลักปรัชญาดังกล่าว เป็นตัวอย่างให้คนรุ่นหลังได้พิจารณาว่าในด้านที่ดีควรท าตาม ในด้านที่ดีไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง ขงจื๊อ (551-479 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นนักปราชญ์ในช่วงปลายราชวงศ์โจวเช่นเดียวกับเหลาจื๊อ ขงจื๊อเคย รับราชการที่แคว้นหลู่ ต่อมาเกิดความเบื่อหน่ายในแวดวงราชการจึงลาออกมาผันตัวเองเป็นอาจารย์สอนหนังสือไป ตามแคว้นต่าง ๆ จนบั้นปลายชีวิตจึงได้กลับไปแคว้นหลู่และเสียชีวิตที่นั้น ขงจื๊อได้เคยพบปะกับเหลาจื๊ออยู่บ้าง ขงจื๊อมีความเคารพในเหลาจื๊อที่อาวุโสกว่าทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ แต่ปรัชญาเต๋านั้น ขงจื๊อดูจะไม่ได้ให้ความเชื่อมั่นว่า จะน าพามนุษย์ไปสู่สังคมที่ดีงามได้ ขงจื๊อเห็นว่าเป็นการยากที่จะบอกให้ละ เลิก วิถีชีวิตตามที่เป็นอยู่แล้วกลับไปอยู่ อย่างธรรมชาติ ซึ่งขงจื๊อเห็นว่าสุดโต่งเกินไป ดังนั้น “...ขงจื๊อจึงรณรงค์ให้คนเห็นความส าคัญของจารีตประเพณีและ คุณธรรม คุณธรรมส าคัญที่สุด ส่วนจารีตประเพณีตลอดทั้งดนตรี เป็นเพียงอุปกรณ์น าไปสู่คุณธรรมเท่านั้น...” (ฟื้น ดอกบัว, 2532, หน้า 90) แนวคิดของขงจื๊อนั้นมีหลักอยู่ว่า “...ขงจื๊อเน้นการสอนเรื่องสังคม เห็นว่าคนเรามีคุณความดีเคยเจริญรุ่งเรือง สุขสบายมาแต่ก่อน แต่ภายหลังละเลยคุณธรรมและจารีต จึงวุ่นวาย ขงจื๊อศึกษาเรื่องจารีตประเพณีโบราณ พิธีกรรม ต่าง ๆ ขงจื๊อบอกว่าให้เคารพบูชาเทพเจ้า ผีสางต่าง ๆ แต่ควรอยู่ให้ห่าง ขงจื๊อบอกว่าตนเองไม่ได้บัญญัติหรือสอน อะไรใหม่ แต่ศึกษาคุณธรรมของโบราณที่ตกทอดมา ขงจื๊อเน้นความส าคัญของครอบครัวว่าคนเราต้องแสวงหา ความรู้ เริ่มการศึกษาอบรมที่ครอบครัว คนดีเริ่มมาจากครอบครัวที่ดี ทั้งนี้ ขงจื๊อแบ่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เป็นห้าประเภท ด้วยเหตุที่ว่าคนต้องอยู่ในสังคม อยู่ร ่วมกับผู้อื่น เมื่อมาอยู่ร ่วมกันก็ต้องปฏิบัติตนให้เหมาะสม ความสัมพันธ์ทั้งห้าได้แก่


279 ผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง ผู้ปกครองให้เกียรติ ผู้อยู่ใต้การปกครองต้องภักดี บิดามารดากับบุตรธิดา บิดามารดาให้ความเมตตากรุณา บุตรธิดาให้ความกตัญญู กตเวที สามีกับภรรยา สามีมีคุณธรรม ภรรยาเชื่อฟัง พี่กับน้อง พี่วางตัวให้น่าเคารพ น้องเคารพเชื่อฟัง เพื่อนกับเพื่อน แต่ละคนต้องท าตัวให้น่าเชื่อถือซึ่งกันและกัน... ...ขงจื๊อมีแนวคิดการปกครองอยู่บนรากฐานของจริยศาสตร์ ขงจื๊อบอกว่ารัฐบาลที่ดีที่สุดคือรัฐบาลที่ ปกครองตามประเพณีและหลักจริยธรรมที่มนุษย์มีมาแต่เดิม มากกว่าการใช้ก าลังและอ านาจเงินในการปกครอง ขงจื๊อเห็นว่าการปกครองที่ใช้อ านาจเฉียบขาดนั้นท าให้คนกลัวเกรง ไม่กล้าขัดขืนต่อผู้ปกครองหรือขัดขืนต่อกฎหมายก็ จริง แต่มิได้ท าให้ประชาชนเกิดความละอายใจต่อการท าชั่วหรือเกิดจิตส านึกในการเป็นพลเมืองดีได้ เพราะคนเหล่านั้น ท าตัวดีเพียงเพื่อไม่ต้องการถูกลงโทษเท่านั้น เป็นสังคมที่ดูประหนึ่งว่าทุกคนเป็นคนดีและสงบสุขแต่ซ่อนปัญหาไว้ ถ้า เมื่อใดที่ผู้บังคับใช้กฎไม่เข้มแข็ง คนก็ลุกฮือท้าทายการปกครองเมื่อนั้น ถ้าสามารถปกครองโดยประเพณีและจริยธรรม ได้แล้ว คนจะเกิดจิตส านึกในใจเป็นพลเมืองดีอย่างแท้จริง จะท าตัวดีโดยปกติ สังคมจึงสงบสุขถาวร เมื่อทุกคนยึด มั่นในคุณธรรมความดีงามแล้ว กฎหมายที่เฉียบขาดก็มิใช่สิ่งจ าเป็นอีกต่อไป ขงจื๊อเห็นว่าผู้ปกครองที่มีอ านาจเด็ดขาด เบ็ดเสร็จและใช้อ านาจนั้นในทางธรรม สร้างสังคมที่ทุกคนกินดีอยู่ดี เป็นตัวอย่างในการท าความดีแก่ราษฎรเป็น ผู้ปกครองที่ดีที่สุด ขงจื๊อเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครองนั้นเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างบิดา กับบุตร บิดาพึงรักใคร่ เลี้ยงดูบุตรให้เป็นคนดี เป็นตัวอย่างที่ดีแก่บุตรอย่างไร ผู้ปกครองก็พึงปฏิบัติอย่างนั้น บุตรพึง เคารพบิดา กตัญญูต่อบิดาอย่างไร ผู้ถูกปกครองก็พึงปฏิบัติตัวอย่างนั้น ถ้าเมื่อใดผู้ปกครองไม่รักใคร่ราษฎร ราษฎรไม่ เคารพผู้ปกครอง สังคมอันวุ่นวายจะบังเกิดตามมา... ...ขงจื๊อเห็นว่าการปกครองประเทศต้องใช้พระคุณน าหน้าพระเดช การใช้ก าลังเอาชนะได้เพียงภายนอก ต้อง เอาชนะราษฎรทางใจ การปกครองอย่างเข้มงวดด้วยอาญาศึก กฎหมายต่าง ๆ คนจะไม่ละอายต่อการท าชั่ว ซ ้ายังคิดจะ หลบเลี ่ยง การปกครองที ่ใช้คุณธรรมน าหน้า สร้างตนเองเป็นแบบอย่างที ่ดีแก ่ราษฎร สร้างสังคมที ่สงบสุขด้วย ขนบธรรมเนียมประเพณี ประชาชนก็จะละอายต ่อการท าชั่วด้วยความรู้สึกรับผิดชอบของตนเอง และมีจิตใจโน้ม น าไปสู่ความดีเบื้องสูงด้วย ขงจื๊อได้ให้ทัศนะว่าผู้ปกครองที่ประชาชนจะรักและให้ความร่วมมือ พึงมีลักษณะอีกห้า ประการ คือ อ่อนน้อมถ่อมตน, โอบอ้อมอารี, ซื่อสัตย์, ท างานแข็งขัน และ สร้างพระคุณ ขงจื๊อเห็นว่ารัฐบาลที่ดีต้อง ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน รัฐบาลที่ประชาชนไม่นิยมจะอยู่ไม่ได้ รัฐบาลที่ไม่ดีนั้นร้ายยิ่งกว่าเสือ...” (ยอดชาย ชุติกาโม, 2561, หน้า 77-78) ซึ่งเมื่อพิจารณาบทบาทของอ้วนเสี้ยวแล้วจะเห็นว่าในด้านที่ดีนั้น อ้วนเสี้ยวด าเนินรอยตามแนวคิดของ ขงจื๊อคือเป็นขุนนางต้องจงรักภักดีต่อราชส านัก อ้วนเสี้ยวจึงคัดค้านตั๋งโต๊ะที่คิดจะเปลี่ยนองค์ฮ่องเต้ อ้วนเสี้ยวยึดมั่น ในฐานะชาติก าเนิดที่สูงส่งการสืบตระกูลผู้ดีว่าเป็นชนชั้นสูงต้องมีหน้าที่ต่อสังคมมากกว่าชนชั้นล่าง หลักการจารีต ของขงจื๊อนั้นเป็นกฎเกณฑ์ทางสังคมหรือกฎหมายประเพณีที่ถูกปลูกฝังอย่างหนาแน่นในสังคมจีน อ้วนเสี้ยวจึงท า การร่วมมือปราบปรามกลุ่มสิบขันทีที่มีก าพืดมาจากชนชั้นล่างแต่มาแผ่อิทธิพลในราชส านัก อ้วนเสี้ยวเป็นผู้ที่เทิดทูน ไว้ซึ่งราชวงศ์ฮั่น ไม่เคยคิดก่อการก าเริบต่อราชส านัก เป็นผู้น าในการรวมทัพสิบแปดหัวเมือง เพื่อปราบปรามตั๋งโต๊ะ และเมื่อโจโฉท าการควบคุมองค์ฮ่องเต้ ตั้งตัวเป็นมหาอุปราชส าเร็จราชการแผ่นดิน คุกคามฮ่องเต้ รวบอ านาจราช ส านักไว้ใช้ตามอ าเภอใจ ไม่เป็นไปตามความสัมพันธ์ที่ว่าขุนนางต้องจงรักภักดีต่อราชส านัก อ้วนเสี้ยวจึงยกกองทัพมา


280 ท าการปราบปรามโจโฉ ด้วยเหตุผลที่โจโฉท าผิดจากจารีต เป็นขุนนางที่ไม่จงรักภักดี ใช้อ านาจบ่อนท าลายราชวงศ์ ฮั ่น อีกทั้งชาติก าเนิดของโจโฉก็มิได้เป็นข ุนนางสืบตระกูลมายาวนานหลายชั ่วคนเหมือนอ้วนเสี้ยว ซ ้าบรรพบุรุษบางคนยังมีประวัติมัวหมอง ยิ่งเมื่ออ่านเนื้อหาจากการประกาศประณามโจโฉก่อนยกทัพนั้น สะท้อนให้ เห็นถึงความคิดของอ้วนเสี้ยวจากปรัชญาของขงจื๊ออย่างชัดเจนในเรื่องสถานะหน้าที่ของชนชั้นในสังคม อ้วนเสี้ยวจึง มีความชอบธรรมตามขนบจารีตอันเป็นกฎหมายประเพณีที่จะเข้ามาจัดการโจโฉ แม้ว่าโจโฉจะอ้างพระบรมราช โองการของฮ ่องเต้เป็นกฎหมายก็หามีความชอบธรรมไม่ เพราะโจโฉประพฤติตนขัดต่อขนบจารีตอย่างร้ายแรง ไม่เป็นขุนนางที่ดีต่อราชส านัก ดังนั้นอ้วนเสี้ยวจึงเป็นตัวอย่างในด้านที่ดีตามปรัชญาขงจื๊อคือการยึดมั่นในระบบ จารีต รักษาสถานะทางสังคม เป็นขุนนางก็ต้องภักดีไม่กดขี่ราชส านัก เป็นชนชั้นสูงก็ต้องมีส านึกในการตอบแทนรับ ใช้บ้านเมืองในเวลาที่บ้านเมืองมีภัย ในด้านที่ไม่ดีนั้น คืออ้วนเสี้ยวเป็นตัวอย่างของคนที่ไม่รู้จักพลิกแพลง ตามหลักปรัชญาขงจื๊อนั้นแม้จะเน้น ขนบธรรมเนียมจารีตอย่างมาก แต่ผู้น าที่ดีก็ต้องรู้จักพลิกแพลงปรับกลวิธีให้เหมาะสมกับสถานการณ์ การยึดมั่นถือ มั่นในชาติก าเนิด สถานะทางสังคมที่สูงส่งจนมากเกินไป ท าให้อ้วนเสี้ยวไม่ประสบความส าเร็จในการเป็นรัฐบุรุษ ผู้รักษาไว้ซึ่งราชวงศ์ฮั่นได้ อ้วนเสี้ยวดูแคลนคนมีฝีมืออย่างเล่าปี่ กวนอู แม้จะพอให้เกียรติเล่าปี่บ้างเพราะเป็นเชื้อ พระวงศ์แต่มิได้คิดสนใจจริงจัง และชัดเจนตอนที่ดูแคลนกวนอูว่าเป็นเพียงทหารชั้นผู้น้อยมาอาสาออกไปรบกับ ขุนพลมีชื่อเสียง การยึดมั่นในฐานะชาติก าเนิดและจารีตมากเกินไป ท าให้อ้วนเสี้ยวไม่ได้รับน ้าใจและการร่วมมือจาก ผู้กล้าทั้งหลาย ในการระดมพลสิบแปดหัวเมืองปราบตั๋งโต๊ะ อ้วนเสี้ยวก็ไม่ประสบความส าเร็จ และในการยกทัพ ปราบโจโฉในกาลต่อมา แม้อ้วนเสี้ยวจะมีก าลังพลหทารและที่ปรึกษาจ านวนมาก แต่ในเมื่อไม่มีผู้กล้า ไม่มีคนมีฝีมือ มาร่วมงานอย่างเพียงพอในที่สุดอ้วนเสี้ยวก็ต้องพ่ายแพ้แก่โจโฉ เป็นตัวอย่างของคนที่ยึดมั่นในขนบจารีต ฐานะชาติ ก าเนิดทางสังคมมากเกิน กอปรกับอุปนิสัยโลเลจึงน ามาซึ่งความล้มเหลวของอ้วนเสี้ยวในที่สุด บทสรุป จากวรรณกรรม “สามก๊ก” แนวคิดของอ้วนเสี้ยวนั้นสะท้อนถึงหลักปรัชญาขงจื๊ออย ่างชัดเจน อ้วนเสี้ยวเป็นคนที่ยึดมั่นในกรอบจารีตประเพณี ความสัมพันธ์ของชนชั้นในสังคมที่ต้องเป็นระบบ ขนบธรรมเนียม ต่าง ๆ ที่มีอยู่เป็นกฎหมายจารีตที่ต้องปฏิบัติตามอ้วนเสี้ยวในฐานะขุนนางผู้ภักดีจึงมีบทบาทในการพยายามรักษาไว้ ซึ่งราชวงศ์ฮั่น ด้วยการพยายามปราบปรามพวกคนถ่อยกังฉินต่าง ๆ ที่คุกคามราชส านัก ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของอ้วน เสี้ยวตามหลักปรัชญาขงจื๊อ แต ่ด้วยการที ่ยึดมั ่นในกรอบจารีตประเพณีอย ่างมาก ไม ่รู้จักพลิกแพลง ในการสร้างฐานอ านาจ การผูกใจการแสวงหาความร่วมมือจากคนในชนชั้นต่าง ๆ ท าให้อ้วนเสี้ยวไม่ประสบความส าเร็จ เป็นรัฐบุรุษ เป็นตัวอย่างผู้บริหารที่ไม่ดีมาจนถึงปัจจุบัน เอกสารอ้างอิง ด ารงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. (2471). ต ำนำนหนังสือสำมก๊ก. พระนคร: โสภณพิพรรฒธนากร. พระคลัง (หน), เจ้าพระยา. (2513). สำมก๊กฉบับรำชบัณฑิตยสภำช ำระ เล่ม 1. พระนคร: แพร่พิทยา. ฟื้น ดอกบัว. (2532). ปวงปรัชญำจีน. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. ยอดชาย ชุติกาโม. (2561). เอกสำรประกอบค ำบรรยำยวิชำควำมคิดกำรเมืองตะวันออก. กรุงเทพฯ: โรงเรียน การเมืองและกฎหมาย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต.


281 สถานการณ์ปัญหาวุฒิสภาไทยหลังรัฐธรรมนูญ 2540 Situation of problems in the Thai Senate after the 1997 Constitution สมศักดิ์ เจริญพูล [email protected] ดังนภสร ณ ป้อมเพชร [email protected] บทน า รัฐธรรมนูญ 2540 ถือได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่งของประเทศไทย ด้วยว่ามาจากการจัดท าขึ้นของ “สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)” ที่มาจากการเลือกตั้งประชาชนทางอ้อมทั้งหมด 76 จังหวัด และตัวแทนนักวิชาการที่เสนอรายชื่อโดยสถาบันการศึกษา อย่างไรก็ตามในประเด็นของวุฒิสภาก็มีปัญหาเกี่ยวกับความ เหมาะสมของที่มา อ านาจหน้าที่ และปัญหาการด าเนินงานมาอย่างต่อทั้งในรัฐธรรมนูญ 2550 และ 2560 ซึ่งส่งผลต่อ การด าเนินงานของฝ ่ายนิติบัญญัติและฝ ่ายบริหาร ถึงแม้จะเป็นที ่ยอมรับโดยทั ่วไปว ่าสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) นั้น ยังคงจ าเป็นแก ่ประเทศไทยด้วยมีหน้าที ่ตามแนวคิดอันเป็นรากฐานส าคัญของการมีสมาชิกวุฒิสภาประกอบด้วย (วิษณุ เครืองาม, 2530) 1. การมีวุฒิสภาเพื่อตรวจสอบการใช้เสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร อันเนื่องมาจากการไม่ไว้วางใจการใช้ เสียงข้างมาก 2. การมีวุฒิสภาเพื่อคานอ านาจหรือยับยั้งการด าเนินงานของสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากไม่ไว้วางใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรว่าจะปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและเรียบร้อย 3. การมีวุฒิสภาเพื่อท าหน้าที่ตรวจสอบหรือทักท้วงการออกกฎหมายให้มีความรอบคอบและถูกต้องมากขึ้น 4. การมีวุฒิสภาเพื่อเป็นเวทีหรือเปิดโอกาสให้บุคคลบางกลุ่มได้มีโอกาสทางการเมืองอันอาจก่อให้เกิด ประเด็น หรือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อันถือเป็นการกระจายอ านาจและค้านกันเองในสังคม 5. การมีวุฒิสภาเพื่อให้ท้องถิ่นต่าง ๆ มีตัวแทนเป็นของตนเอง หรือการให้วุฒิสภาเป็นตัวแทนโดยตรงของ ท้องถิ่นต่าง ๆ โดยหน้าที ่ตามแนวคิดเหล ่านี้แสดงให้เห็นว ่าวุฒิสภายังคงจ าเป็นส าหรับการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างประเทศไทย แม้ว่าจะมีประเด็นปัญหาหลากหลายประการที่ สังคมต้องพิจารณาก็ตาม ทั้งนี้ผู้เขียนเห็นว่าอย่างน้อยประเด็นที่สังคมควรพิจารณาประกอบไปด้วย ประเด็นเกี่ยวกับ ที่มาและวิธีการ อ านาจหน้าที่ และความสัมพันธ์กับฝ่ายการเมือง เป็นต้น


282 เนื้อหา ประเด็นปัญหาที่ควรพิจารณาในส่วนของวุฒิสภานั้นมีทั้งประเด็นด้านของที่มาและวิธีการได้มาซึ่งสมาชิก วุฒิสภา การยึดโยงกับประชาชน บทบาท อ านาจหน้าที่ และผลกระทบและความสัมพันธ์กับทางฝ ่ายการเมือง (สมชาย แสวงการ. 2565) โดยมีรายละเอียดดังนี้ ประเด็นความชอบธรรมในการเข้ามาด ารงต าแหน่ง การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ประเด็น ปัญหาหนึ่งที่เกิดเป็นข้อค าถามก็คือ การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาควรเป็นอย่างไร ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มีปัญหาในลักษณะของการเล ่นพรรคเล่นพวก สามีเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ภรรยามาเป็นสมาชิก วุฒิสภา หรือลูกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ่อหรือแม่เป็นสมาชิกวุฒิสภา เป็นญาติของนักการเมืองในจังหวัด จนประชาชนทั่วไปเรียกว่า “สภำผัว-เมีย” ซึ่งเป็นที่ครหาของประชาชนทั่วไปอย่างยิ่ง การที่เป็นเช่นนั้นเกิดจาก การครอบง าและแทรกแซงของพรรคการเมือง รวมทั้งการใช้ฐานเสียงของพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง ซึ่งท าให้ การถ่วงดุลอ านาจการบริหารหมดสภาพ กล่าวคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ได้ท าการปฏิรูป การเมืองโดยสร้าง “องค์กรอิสระ” ขึ้นมาท าหน้าที่ตรวจสอบการใช้อ านาจของฝ่ายบริหารและหน่วยงานภาครัฐ โดยให้ วุฒิสภาที่มีสมาชิกมาจากการเลือกตั้งเป็นผู้เลือกตัวบุคคลเข้าไปด ารงต าแหน่งในองค์กรอิสระเหล่านั้น ดังนั้นบุคคลที่ เข้าไปด ารงต าแหน่งจึงเป็นบุคคลที่มีสายสัมพันธ์กับสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และพรรคการเมือง องค์กรอิสระจึงมิได้เป็นองค์กรอิสระอย่างแท้จริง แต่เป็นองค์การที่ถูกแทรกแซงจากพรรคการเมืองท าให้ไม่สามารถ ตรวจสอบและถ่วงดุลอ านาจของรัฐบาลได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ (ปริญญา เทวานฤมิตรกุล. ม.ป.ป.) การที่พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลมีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากเลือกตั้ง แต่ถูกพรรคการเมืองครอบง านั้นส่งผล อีกประการคือ เกิดลักษณะของ “เผด็จการรัฐสภา” เกิดขึ้น เนื่องจากการขาดการตรวจสอบถ่วงดุลอ านาจที่ดีจาก วุฒิสภา ทั้งที่เป็นแนวคิดอันเป็นรากฐานส าคัญของการมีวุฒิสภา (วิษณุ เครืองาม. 2530) ดังที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้นการ ได้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งแม้ว่าจะมีข้อดีในประเด็นของที่มาอันเป็นการแสดงถึงสิทธิของประชาชนก็ตาม แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทุจริตในเชิงนโยบาย ที่เอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องนั้นได้สร้างความเสียหายให้แก่ ประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ในประเด็นของการให้ความเห็นชอบในการเสนอชื่อผู้เข้าด ารงต าแหน่งส าคัญในองค์การอิสระนั้น บางองค์กรมีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมเช่น ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด ประธานกรรมการตรวจเงิน และประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตในภาครัฐ เป็นต้น ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าบุคคลที ่จะเข้ามาด ารงต าแหน ่งส าคัญ ๆ นั้น ในหลาย ๆ หน่วยงาน เป็นหน่วยงานที่คอยท าหน้าที่ในการตรวจสอบฝ ่ายบริหาร จึงเป็นที่กังขาของประชาชนโดยทั่วไปอย่างมากถึงความ เหมาะสมของผู้เข้ามาด ารงต าแหน่งเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มีการพยายามแก้ไขปัญหาการครอบง าจาก พรรคการเมือง โดยการก าหนดให้ผู้สมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ด ารงต าแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ด ารงต าแหน่งทางการเมือง แต่กลับเกิดค าถามใหม่ขึ้นเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิก วุฒิสภาแบบสรรหา เนื่องจากมีการน าไปเปรียบเทียบกับสมาชิกวุฒิสภาแบบเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของ ประชาชน ประชาชนให้อ านาจมาปฏิบัติหน้าที่ แต่สมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหานั้นมาจากการสรรหาและแต่งตั้งจาก คนเพียงบางกลุ่มเท่านั้น แต่กลับมีอ านาจหน้าที่เท่าเทียมกับสมาชิกวุฒิสภาแบบเลือกตั้ง ท าให้การท างานบางครั้ง


283 ไม่สอดประสานเกิดความขัดแย้ง เรียกลักษณะดังกล ่าวว่า “ปลำสองน ้ำ” อันเกิดจากที่มาที่แตกต่างกันของสมาชิก วุฒิสภาและการท างานที่ไม่ค่อยเป็นไปในทางเดียวกัน ค าถามถึงที่มาของสมาชิกวุฒิสภายิ่งมีความเด่นชันมากขึ้นใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เมื่อมีการแต่งตั้งข้าราชการทหารจ านวนมากเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา แม้ว่าในภายหลังจะมีการเลือกตั้งทางอ้อมโดยให้ เลือกกันเองและคัดเหลือ 50 คน รวมเป็นวุฒิสภา ทั้งสิ้น 250 คนก็ตาม อีกทั้งยังประเด็นอ านาจที่สมาชิกวุฒิสภา สามารถออกเสียงในการเลือกนายกรัฐมนตรี ยิ่งเป็นการตอกย ้าถึงการถูกลิดรอนสิทธิของประชาชนเนื่องจากแต่ เดิมนั้นก า รเลือกน ายก รั ฐมนต รีอยู ่ภ ายใต้ค ว ามเห็นชอบสม าชิกสภ าผู้แทน ร าษฎ รที ่ม าจ าก การเลือกตั้งของประชาชนเท่านั้น แต่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กลับให้อ านาจสมาชิก วุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ท าให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างยิ่ง ประเด็นความยึดโยงกับภาคประชาชนและการใช้อ านาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา ประเด็นความยึดโยงกับภาคประชาชนและการใช้อ านาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภามี 2 มิติที่ต้องพิจารณา โดยก่อนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 นั้นทั้ง 2 มิติอาจกล่าวได้ว่าผูกขาดจากนักกฎหมายกล่าวคือ เป็นไปตามแนวคิดนักกฎหมายที่เข้ามาร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละฉบับ โดยสมาชิกวุฒิสภาจะมาจากการแต่งตั้งเป็น หลักท าให้ขาดความยึดโยงหรือการมีส่วนร่วมของประชาชน การใช้อ านาจบางเรื่องจึงจ ากัดไม่สามารถกระท าได้ แต่ หลังจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ก าหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งซึ่งถือว่ามีความ ยึดโยงกับประชาชน ประชาชนมีส่วนร่วมโดยการเลือกตั้ง ดังนั้นอ านาจของสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 จึงค่อนข้างมาก ทั้งอ านาจในการให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งและถอดถอนผู้ด ารง ต าแหน่งในองค์กรส าคัญต่าง ๆ แต่อ านาจในการให้ความเห็นชอบในการถอดถอนนั้นไม่ปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 การยึดโยงกับประชาชนและอ านาจหน้าที่นั้น มีความเกี่ยวกันอย่างยิ่ง กล่าวคือยิ่งยึดโยงกับประชาชนมาก อ านาจหน้าที่ก็ยิ่งมากตาม โดยลักษณะการยึดโยงกับพื้นที่นั้นแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ1) ตัวแทนของวุฒิสภายึดโยงกับ พื้นที่ท าหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐหรือตัวแทนของท้องถิ่น 2) ตัวแทนของวุฒิสภายึดโยงกับภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม ซึ่งได้แก่ วุฒิสภาที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ วุฒิสภาที่สะท้อนพรรคการเมืองที่ส าคัญในสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาที่สะท้อน พรรคการเมืองที่ส าคัญในสภาผู้แทนราษฎรและเป็นตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ และวุฒิสภาที่เป็นตัวแทนของชาติพันธุ์ และผู้ทรงคุณวุฒิ และ 3) ตัวแทนของวุฒิสภายึดโยงกับพื้นที่และเป็นตัวแทนของภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมหรือแบบผสม ในส่วนของประเทศไทยเคยด าเนินการแล้วทั้งในรูปแบบของวุฒิสภายึดโยงกับพื้นที่ท าหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐหรือ ตัวแทนของท้องถิ่นในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และแบบผสม คือทั้งเลือกตั้งและสรรหาจากกลุ ่มอาชีพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 แต ่ไม ่ว ่าจะรูปแบบใด ก็ล้วนเกิดปัญหาทั้งสิ้น เนื่องจากความไม่สอดคล้องของที่มาและการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง รัฐธ ร รมนูญแห ่ง ร าชอ าณ าจัก รไทย พ .ศ . 2540 ที ่สม าชิกว ุฒิสภ าม าจ ากก า รเลือกตั้ง มีความยึดโยงกับประชาชนท าหน้าที่เป็นตัวแทนของท้องถิ่น มีอ านาจในการให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งและถอด ถอนผู้ด ารงต าแหน่งในองค์กรต่าง ๆ นอกเหนือจากการตั้งกระทู้ และอ านาจในการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการ ของวุฒิสภา ประเด็นการใช้อ านาจหน้าที่ทั้ง 3 ประการนี้เป็นอ านาจหน้าที่ที่ส าคัญ แต่ด้วยเหตุของการครอบง าและ การแทรกแซงของฝ ่ายการเมือง ท าให้การใช้อ านาจทั้ง 3 ประการของสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปด้วยความ ยากล าบาก แม้จะมีความชอบธรรมในการเข้าด ารงต าแหน่งมีความยึดโยงในมิติของภาคประชาชนอย่างชัดเจนก็ตาม


284 ดังนั้นการยึดโยงกับประชาชนมากไม่ได้เป็นหลักประกันถึงการใช้อ านาจของสมาชิกวุฒิสภาเพื่อประชาชนอย่าง แท้จริง ในทางกลับกัน การที่สมาชิกวุฒิสภาที่ความเกี่ยวข้องและถูกควบคุม หรือแทรกแซงจากพรรคการเมืองยัง อาจท าให้เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่าเผด็จการรัฐสภาดังที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งส่งผลให้ไม่เกิดการตรวจสอบถ่วงดุล อ านาจตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และเป็นช่องทางในการสนับสนุนให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันได้ทั้งใน ระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ เนื่องจากบทบาทหน้าที่ประการหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภาคือการให้ค าแนะน า ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งและถอดถอนผู้ด ารงต าแหน่งในระดับสูงขององค์กรด้านกระบวนการยุติธรรม ท าให้ผลของการปฏิบัติตามอ านาจหน้าที่นี้ส ่งผลถึงนโยบายและแนวการปฏิบัติงานของผู้ด ารงต าแหน่งใน หน่วยงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นหากมองในมิตินี้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งซึ่งไม่ตกอยู่ภายใต้อ านาจของ ฝ่ายการเมืองดูเหมือนจะมีเสรีภาพและอ านาจในการตรวจสอบการท างานของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารที่ดีกว่า ซ ึ ่งเป็นที ่ ม าของก า รเปลี ่ ยนแป ลงจ ากก า รเลื อกตั้งส ม า ชิ ก ว ุฒิ สภ าทั้งห ม ด ต า ม รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาสู่วิธีการแบบผสมคือทั้งเลือกตั้งและสรรหาจากกลุ่มอาชีพตามรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 แต่ประเด็นที่เกิดขึ้นตามมาคือความชอบธรรมในการใช้อ านาจ โดยถูกมองว่า สมาชิกวุฒิสภากลุ่มหนึ่งได้รับอ านาจมาจากประชาชน ดังนั้นจึงมีสิทธิในการปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ตามที่ กฎหมายก าหนดได้ แต่ในขณะที่อีกกลุ่มนั้นเป็นการสรรหาจากคณะบุคคลเพียงกลุ่มเดียว แต่กลับมีอ านาจเท่าเทียม กับสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการออกเสียงของประชาชน อย่างไรก็ตามด้วยแนวคิดพื้นฐานของการมีสมาชิกวุฒิสภา เพื่อตรวจสอบการใช้เสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร อันเนื่องมาจากการไม่ไว้วางใจการใช้เสียงข้างมาก และมีความ ชัดเจนด้วยว่าในระบบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามีการใช้ฐานเสียงทางการเมืองของพรรคการเมืองต่าง ๆ ในพื้นที่ จึงมีข้อน่าพิจารณาถึงการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ซึ่งจะเห็นได้ว่าการพิจารณาในประเด็นนี้มีความเห็นที่แตกต่าง และมีเหตุผลด้วยกันทั้ง 2 ด้าน แต่เป็นความคิดเห็นที่น ามาสู่ความขัดแย้งไม่สอดประสานกันในการปฏิบัติหน้าที่ของ สมาชิกวุฒิสภา อย่างไรก็ตามประเทศที่มีวุฒิสภาส่วนใหญ่ใช้รูปแบบการเลือกตั้ง ทั้งในแบบของการเลือกตั้งทางตรงและการ เลือกตั้งทางอ้อม ซึ่งแสดงให้เห็นแนวโน้ม รูปแบบที่เป็นที่นิยมใช้กันในต่างประเทศที่เห็นตรงกันว่าควรมาจากการ เลือกตั้ง ทั้งนี้ส าหรับประเทศไทย โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่สมาชิกวุฒิสภามา จากการแต่งตั้งเป็นส่วนมาก (200 คน จากทั้งหมด 250 คน) จึงท าให้ขาดมิติในเรื่องความยึดโยงกับภาคประชาชน และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนโดยสิ้นเชิง อันเป็นผลให้เกิดการต่อต้านรัฐบาลโดยเฉพาะประเด็นการเลือก นายกรัฐมนตรี ซึ่งภาคประชาชนมีทัศนคติที่ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้เป็นส่วนมาก เนื่องจากเห็นว่าไม่ควรเป็นอ านาจ หน้าที่หรือบทบาทของสมาชิกวุฒิสภา เมื่อผู้ที่แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา คือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่ง ขณะนั้นมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้า คสช. จึงถูกมองว่าสมาชิกวุฒิสภาเป็นกลไกหลักในการสืบทอดอ านาจจากยุค คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เนื่องจากพบว่าบุคคลที่เข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภาจ านวน 250 คนนั้น เคยรับต าแหน่ง ยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติและถูกแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา 157 คน มียศนายพล 103 คน รวมแล้วมีอดีต ข้าราชการอย่างน้อย 143 คน มี 51 คน ที่นั่งควบต าแหน่งตามแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศอีกด้วย (ilaw. 2561) อันเป็นผลสืบเนื่องมาสู่ปัญหาทางการเมืองและข้องเรียกร้องในการคัดค้านรัฐบาลอันเป็นประเด็น ความชอบธรรมการเมืองจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นประเด็นที่จะต้องคิดถึงก่อนที่จะพิจารณาเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา คือ อ านาจ หน้าที่ หรือบทบาทของสมาชิกวุฒิสภาควรเป็นอย่างไรในบริบทของการเมืองไทยที่มีวัฒนธรรมแบบไทย ๆ มีระบบอุปถัมภ์แอบแฝงอยู่ในทุกระบบของการปฏิบัติงาน แต่ค าถามที่ตามมาคือประเทศไทยและประชาชนพร้อมที่


285 จะยอมรับ อดทน และเรียนรู้ จากผลการเลือกตั้ง แล้วหรือยัง ยอมที ่จะเสี ่ยงเพื ่อให้เกิดการเรียนรูในระบอบ ประชาธิปไตยแล้วหรือยัง เพราะบุคคลที่ได้รับเลือกตั้งและอ านาจที่ได้รับจากประชาชนนั้นจะเกิดความชอบธรรมใน การใช้อ านาจอย่างสูง ดังนั้นการพิจารณาถึงอ านาจ หน้าที่ และบทบาท ที่จ าเป็นและจ ากัดในช่วงเริ่มแรกอาจต้องท า การพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเพื่อให้เกิดผลกระทบเสียหายน้อยที่สุดในกรณีที่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น เมื่อพิจารณาข้อมูลข้างต้นจะพบว่า ปัญหาความยึดโยงกับภาคประชาชนและการใช้อ านาจหน้าที่ของ สมาชิกวุฒิสภา จ าเป็นต้องตอบค าถามให้ได้ก่อนว่า สมาชิกวุฒิสภาของไทยควรมีขอบเขตอ านาจมากน้อยอย่างไร เพื่อจะน าไปสู่การพิจารณาถึงรูปแบบที่เหมาะสมกับอ านาจหน้าที่ เช่น ถ้าหากมีอ านาจเฉพาะการตรวจสอบประเด็น ข้อกฎหมาย และตรวจสอบการท างานของผ่ายบริหาร อาจใช้รูปแบบการแต่งตั้ง เพื่อให้ได้ผู้ที่มีความสามารถเฉพาะด้าน กฎหมายหรือความรู้ที่เหมาะสมเข้าตรวจสอบ ก็อาจจะเพียงพอ เป็นต้น แต่หากมีอ านาจในการให้ความเห็นชอบการ แต่งตั้ง ถอดถอน หรือเกี่ยวข้องกับการเสนองบประมาณ อาจจ าเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งเพื่อการแสดงถึงเจตนารมณ์ของ ประชาชนอย่างแท้จริง รวมทั้งเพื่อป้องกันข้อครหาทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นและเป็นจุดเริ่มต้นของการประท้วงต่อต้าน รัฐบาลอย่างที่ปรากฏให้เห็นในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นผลกระทบด้านการเมือง ผลกระทบทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งแต่หลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 คงหลีกเลี ่ยงไม ่ได้ว ่าประเด็นส าคัญที ่เป็นสาเหตุที ่ท าให้เกิดการประท้วงเรียกร้องทางการเมืองคือที ่มาของ นายกรัฐมนตรีที่ได้รับการลงมติให้ความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของ คสช. ตามที่ได้กล่าว มาข้างต้น ปัญหานี้เป็นปัญหาทางการเมืองที่ส าคัญอยู่ในอันดับที่ 5 จากการส ารวจของสวนดุสิตโพลในประเด็น “10 อันดับ” ปัญหาการเมืองไทยที่คาใจประชาชน ณ วันนี้ โดยส ารวจระหว่างวันที่ 25-29 มิถุนายน 2562 (กรุงเทพ ธุรกิจ. 2562) และหากพิจารณาจากผลส ารวจจะพบว่าในประเด็นนี้มีความสอดคล้องกับปัญหาที่ประชาชนกังวลเป็น อันดับที่ 1 คือ ปัญหาการจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากมีประเด็นในการเลือกนายกรัฐมนตรีเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งท าให้ ประชาชนรู้สึกถึงความไม่โปร่งใสในการปฏิบัติงาน และการเกิดทุจริตคอร์รัปชัน เช่นเดียวกับผลการส ารวจของมติ ชนออนไลน์ ที่น าเสนอเมื่อ วันที่ 12 สิงหาคม 2563 ในประเด็นที่ว่า “ท่านคิดว่าสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการแต่งตั้ง ควรมีอ านาจในการเลือกนายกฯ หรือไม่” พบว่า ประชาชนกว่าร้อยละ 96 ไม่เห็นด้วยที่จะให้สมาชิกวุฒิสภามี อ านาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี(มติชนออนไลน์. 2563) กลายเป็นเงื่อนไขทางการเมืองที่ใช้เป็นเหตุผลในการ ประท้วงทางการเมืองข้อหนึ่ง ผลกระทบทางการเมืองนี้มิได้หยุดอยู่เพียงความต้องการลดอ านาจในส่วนนี้แต่ยังคง ขยายไปถึงค าถามที่ว่า ควรมีสมาชิกวุฒิสภาหรือไม่ ซึ่งมีการแสดงความคิดเห็นเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน และแต่ละ ฝ่ายก็มีเหตุผลสนับสนุนของตนเอง แต่ก็มีจุดอ่อนในประเด็นเหล่านั้น ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีสมาชิกวุฒิสภา หรือถ้ามี แล้วควรมาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งก็ตาม ทั้งนี้ ไชยันต์ ไชยพร (2563) ได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุและข้อสังเกต เกี ่ยวกับวิกฤตการเมืองมาจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที ่ให้สมาชิกวุฒิสภาที ่ไม ่ได้มาจากการเลือกตั้งมีอ านาจเลือก นายกรัฐมนตรี โดยสรุปได้ว่า ในขณะที่ประชาชนก าลังพิจารณารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและค าถามพ่วง ยังไม่มี ตัวแปรเรื่องพรรคพลังประชารัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ยังไม่ได้แสดงตัวชัดเจนว ่าจะ ยอมรับเป็นผู้ด ารงต าแหน่งนายกรัฐมนตรีให้พรรคการเมืองใด หากประชาชนรู้ว่าจะมีพรรคพลังประชารัฐ และมีการดูด นักการเมืองเข้ามาเป็นก าลังส าคัญ โดยมีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ คอยสนับสนุนอยู่ การให้อ านาจสมาชิกวุฒิสภา ในการมีส่วนลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี ย่อมจะเป็นเรื่องที่มีเหตุมีผลยอมรับได้ ถ้าวุฒิสภาจะมีส่วนที่จะแก้ปัญหา การแตกแยกออกเป็นสองขั้วสองพรรคการเมืองใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร นั่นคือ เสียงของสมาชิกวุฒิสภาจะเป็น


286 เสียงที่สามในการก าหนดตัวนายกรัฐมนตรีอันท าให้การใช้อิทธิพลครอบง าสมาชิกผู้แทนราษฎรในสภาผู้แทนราษฎร ไม่จ าเป็นที่จะต้องน าไปสู่การได้คะแนนมากพอที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะจะต้องอาศัยเสียงของวุฒิสมาชิกอีก และ เมื่อสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้มาจากฐานที่มาเดียวกันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั่นคือ การเลือกตั้ง แต่มาจากการคัด สรรแต่งตั้ง ย่อมจะท าให้สมาชิกวุฒิสภามีความเป็นอิสระจากการซื้อเสียงและระบบอุปถัมภ์ที่จะต้องพึ่งพาเพื่อหวัง ได้คะแนนเสียง แต่แน่นอนว่า คนแต่งตั้งวุฒิสมาชิกย่อมมีอิทธิพลต่อวุฒิสมาชิก ถ้ามีใครไปวิ่งเต้นกับคนที่มีอ านาจใน การแต่งตั้ง แต่มีที่มาคนละฐานกันกับนักการเมือง แม้ว่าสมาชิกวุฒิสภาแต่งตั้งจะไม่มีฐานยึดโยงกับประชาชน โดยตรงเหมือนสมาชิกผู้แทนราษฎร แต่ก็จะสามารถเป็นพลังในการตรวจสอบถ่วงดุลสภาผู้แทนราษฎรได้ การที่ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ไม่ได้ให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งนั้น แต่ให้ที่มาของสมาชิกวุฒิสภามาจากการ แต่งตั้ง ก็สืบจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่วุฒิสภาที่ไม่ ได้มาจากการเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 นี้ได้กลับกลายเป็นชนวนปัญหาที่น าไปสู่วิกฤตการเมืองรุนแรง เพราะเป็นพรรคพวกเดียวกันกับพรรครัฐบาลในการสนับสนุนนายกรัฐมนตรี เพราะนอกจากจะไม่ได้ท าหน้าที่ ตรวจสอบถ่วงดุลอ านาจของพรรคที่ได้คะแนนเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ยังกลับกลายเป็นผู้อยู่ภายใต้ อิทธิพลของผู้ที่คัดสรรแต่งตั้งพวกเขาเข้ามา ซึ่งแม้ว่า วุฒิสภาภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 จะไม่ใช่สภาผัวเมีย แต่ก็ กลายเป็น “สภาโคตรญาติ” ที่ไม่ต่างจาก “สภาผัวเมีย” จะสังเกตได้ว่าข้อสังเกตของ ไชยันต์ ไชยพร นั้นมิได้เสนอ ให้ล้มเลิกระบบสองสภา แต่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดจากตัวบุคคลที่มีอิทธิพลต่อระบบเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แม้ว่าจะไม่ชัดเจนเท่าจนเกิดลักษณะของเผด็จการเสียงข้างมากขึ้นก็ตาม นอกจากนี้ ไชยันต์ ไชยพร(2563)ยังได้ตั้งข้อสังเกต เกี่ยวกับการมีสภาเดียวว่า วิกฤตปัจจุบัน เมื่อไม่สามารถหา วิธีการที่เหมาะสมในการได้สมาชิกวุฒิสภาที่ท าหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลทั้งสภาผู้แทนราษฎรและฝ่ายบริหารได้ และถ้า มีวุฒิสภาแล้วไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา แต่กลับเป็นปัญหาเสียเองก็มีผู้เสนอให้เลิกวุฒิสภา และให้ใช้ระบบสภาเดียว และให้ สมาชิกพรรคการเมืองต่าง ๆ ในสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบถ่วงดุลกันเอง และให้กลไกองค์กรทางการเมืองอื่น ๆ รวมทั้งประชาชนมีส ่วนในการตรวจสอบถ่วงดุลสภาผู้แทนราษฎร การยกเลิกสภาที่สองในประเทศต่าง ๆ อย่างเช่น เดนมาร์ก ในปี ค.ศ.1953 ไม่ได้เกิดจากการที่สภาที่สองมีปัญหา แต่เกิดจากความไม่จ าเป็นของการมีสภาที่สองที่เป็นสภา ของชนชั้นสูง เพราะสภาผู้แทนราษฎรสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม และปัจจุบัน ประเทศที่ใช้ระบบสภา เดียว ได้แก่ อาร์มีเนีย บัลแกเรีย เดนมาร์ก ฮังการี โมนาโค ยูเครน เซอร์เบีย ตุรกี และสวีเดน และประเทศที่จะ เหมาะกับการมีสภาเดียว คือ ประเทศที่มีขนาดเล็ก และมีประชาธิปไตยที่ตั้งมั่นยาวนานพอสมควร และข้อดีของการ มีสภาเดียวคือ สามารถออกกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็วและมีต้นทุนต ่ากว่า หากประเทศไทยใช้ระบบ สภาเดียว ก็ต้องแน ่ใจว ่า จะไม่เกิดปัญหาเผด็จการเสียงข้างมาก ซึ ่งอาจจ าเป็นต้องออกแบบระบบเลือกตั้งให้ เหมาะสมที่จะไม่ให้มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมากเกินครึ่งในสภาได้ง่าย ๆ ซึ่งถ้าไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียง เกินครึ่งได้ง่าย การตรวจสอบกันเองของพรรคการเมืองและคณะกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎรก็จะมีความเป็นไป ได้ที่จะมีประสิทธิภาพ และหากจะหวังให้ประชาชนตรวจสอบการท าหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ก็หวังว่าจะไม่เกิด การชุมนุมประท้วงในที่สาธารณะจนบานปลายกลายเป็นวิกฤตการเมือง กล ่าวโดยสรุป สภาพปัญหาและสาเหตุที่เกิดจากสมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นประเด็นในเรื่องของที่มาที่มี ความชอบธรรมหรือไม่ มีรูปแบบและวิธีการที่เหมาะสมเป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ ท าให้ประชาชนรู้สึกถึงความ ถูกต้องในการเข้ามาสู่ต าแหน่ง โดยเชื่อว่าจะไม่ถูกพรรคการเมืองครอบง า อันน ามาสู่ความสามารถในการปฏิบัติ


287 หน้าที่ได้อย่างอิสระ ท าให้ระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลการท างานของทั้งสภาผู้แทนราษฎรและฝ่ายบริหารเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ ประเด็นบริบทการเมืองไทยกับรูปแบบการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาของประเทศไทย เนื้อหาในส่วนนี้แสดงถึงสาระส าคัญเกี่ยวกับบริบทของการเมืองไทยอันน าไปสู่รูปแบบที่ควรด าเนินการ เพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่เหมาะสม กล ่าวคือ บริบททางสังคมและการเมืองที่ส่งผลต่อการได้มาซึ่งสมาชิก วุฒิสภาของไทย โดยมีประเด็นที่ควรพิจารณาประการแรก คือ ด้านความพร้อมของประชาชน ซึ่งรวมถึงความรู้ ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาของประชาชนด้วย กล่าวคือ ความพร้อมของประชาชนในรูปแบบ ของการปกครองแบบสภาคู่ที่มีวุฒิสภาคอยถ่วงดุลการใช้อ านาจนิติบัญญัติและตรวจสอบการใช้อ านาจบริหาร เป็นที่ สังเกตว่าประชาชนจ านวนมากมักบอกว่า “ต้องการประชาธิปไตย ต้องการการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา” แต่เมื่อถาม ต่อไปว่าหากเลือกตั้งแล้วได้สมาชิกวุฒิสภาแบบที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2540 ต้องการไหม ค าตอบ คือ “ไม่ ต้องการ” คือ ไม่ต้องการให้เกิดลักษณะการเป็น “สภาผัว-เมีย” เกิดขึ้นอย่างในอดีต ดังนั้นจึงจ าเป็นต้องอธิบายและ ท าความเข้าใจให้ประชาชนทราบว่า หากประชาชนยังมีทัศนคติ ความเข้าใจ และตกอยู่ภายใต้อ านาจของฝ ่าย การเมืองไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภานั้นจะได้คนที่ไม่แตกต่างจากสมาชิสภาผู้แทนราษฎร เป็นคนของพรรคการเมือง เป็นคนที่มาจากฐานเสียงของพรรคการเมือง และสุดท้ายจะน ามาซึ่งความล้มเหลวในการ ปฏิบัติหน้าที่ เกิด “เผด็จการรัฐสภา” คล้ายกับที่เกิดขึ้นมาแล้วตามรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งจากบริบทของสังคมไทยคง ปฏิเสธไม่ได้ว่าฝ่ายการเมืองนั้นมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการเลือกตั้ง ประชาชนยังมีทัศนคติต่อการเลือกตั้งไม่แตกต่าง จากอดีตที่ผ่านมา ดังนั้นยังคงจ าเป็นต้องท าให้ประชาชนเข้าใจถึงความจ าเป็น และตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของ สมาชิกวุฒิสภาอย ่างแท้จริงและไม ่ตกอยู ่ภายใต้อิทธิพลของฝ ่ายการเมืองจึงจะท าให้การเลือกตั้งนั้นเป็นไปตาม เจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างแท้จริง นอกจากนั้นยังปฏิเสธไม่ได้ถึงความเป็นจริงเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินจ านวน มหาศาลในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง ซึ่งรวมถึงการซื้อเสียงในการลงคะแนนด้วย แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนอย่าง เป็นทางการ แต่ในความเป็นจริงชาวบ้าน ประชาชนตามต่างจังหวัดนั้นทราบความจริงกันอย่างชัดเจน และแน่นนอน ว่าเมื่อมีการซื้อสิทธิขายเสียงกันเช่นนี้ย่อมต้องมีการถอนทุนคืน ไม่ว่าจะด้วยการแอบแฝงในนโยบาย ร่างกฎหมาย หรือโครงการต่าง ๆ ในทางหนึ่งทางใด สิ่งที่ควรพิจารณาล าดับต่อมาในประการที่ 2 ของบริบทสังคมไทยคือการท าความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของ สมาชิกวุฒิสภาของประชาชนว่ามีความแตกต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างไร ประชาชนจ านวนไม่น้อยเข้าใจว่า สมาชิกวุฒิสภานั้นต้องคอยรับฟังและแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน บางคนถึงกับพูดว่า “ทุกวันนี้ ยังไม่รู้เลยว่าสมาชิก วุฒิสภาของจังหวัดตน หรือเขตของตนเองนั้นคือใคร” ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีประชาชนจ านวนมากที่เข้าใจถึงวิธีการ ได้มาและบทบาทของสมาชิกวุฒิสภาผิดพลาดไปอย่างมาก โดยเฉพาะประชาชนในเขตพื้นที่ชนบทในต่างจังหวัด จึง เป็นเรื่องส าคัญยิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องประชาสัมพันธ์ถึงบทบาท หน้าที่ และเจตนารมณ์ของการมีวุฒิสภา ประชาชนต้องเข้าใจว่าสมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นเพียงตัวกลางในการรับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชน แสวงหาข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และส่งต่อข้อมูลเหล่านี้ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อด าเนินการแก้ไขต่อไป และท าหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งตรวจสอบการท างานของฝ่ายบริหารในรูปแบบของคณะกรรมาธิการและการ ตั้งกระทู้ถามเท่านั้น มิใช่ท าหน้าที่เหมือนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ลงพื้นที่ดูแลช่วยเหลือชาวบ้านโดยตรง ดังนั้นจะ เห็นได้ว่าหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นหน้าที่ในฐานะเป็นตัวแทนของประเทศ มิใช่ชุมชนกลุ่มคนใดคนหนึ่ง โดยเฉพาะ แต่ต้องค านึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ ผลประโยชน์ของประชาชนส่วนรวมเป็นส าคัญ ดังนั้นการ


288 ให้ข้อมูลทั้งในส ่วนของการศึกษาในระบบและนอกระบบ จึงเป็นเรื ่องส าคัญที ่จะช ่วยแก้ไขปัญหาในส ่วนนี้ ให้ ประชาชนตระหนักถึงความส าคัญของการมีอยู่ของสมาชิกวุฒิสภาที่มีคุณภาพ รวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากเกิด การทุจริตในการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งควรปลูกฝังตั้งแต่ระดับเยาวชน ทั้งนี้จะเห็นว่าปัญหาส่วนนี้เป็นปัญหาที่ เป็นรากฐานของสังคมอย่างแท้จริงซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อการบริหารและการเมืองเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพรวมของ การพัฒนาประเทศอีกด้วย ประการที่ 3 คือ การร่วมมือของพรรคการเมืองในการครอบง าการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภากรณีนี้เคยเกิดขึ้น แล้วในการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งมีรูปแบบการได้มาซึ่งวุฒิสภา 2 รูปแบบ กล่าวคือ ส่วน หนึ่งมาจากการเลือกตั้งซึ่งชัดเจนว่าสมาชิกวุฒิสภาที่ได้มาจากรูปแบบนี้ไม่ต่างจากที่ได้ตามรัฐธรรมนูญ 2540 คือเป็น บุคคลตามความต้องการของฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายการเมืองนั้นค่อนข้างมีอิทธิพลต่อคนกลุ่มนี้ อีกส่วนคือสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการสรรหา ซึ่งมีการคาดหวังว่าจะได้สมาชิกวุฒิสภาที่ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของฝ่ายการเมือง อย่างไรก็ตามสิ่ง ที่เกิดขึ้น คือ การครอบง าในการสรรหาวุฒิสภา แม้ว่าจะเป็นรูปแบบการเลือกตั้งกันเองภายในกลุ่มความเชี่ยวชาญ แต ่ก็ไม ่สามารถหลีกเลี ่ยงการเข้ามาของบุคคลจากฝ ่ายการเมืองได้ มีการให้ผลประโยชน์หรือรับปากว ่าจะให้ ผลประโยชน์เกิดขึ้นเพื ่อให้เลือกคนของฝ ่ายการเมืองเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ ่งเป็นประเด็น ที ่เกิดขึ้นและ ประชาชนทราบกันโดยทั่วไป ส่งผลให้สมาชิกวุฒิสภาบางส่วนที่มาจากการสรรหานั้นก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝ่าย การเมืองเช่นเดียวกับสมาชิกวุฒิสภาที่ได้มาจากการเลือกตั้ง จากเหตุผลข้างต้นเมื่อน ามาพิจารณาถึงรูปแบบการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ 2560 ก็พบว่า ในบทหลักนั้น รูปแบบการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นการได้มาจากกลุ่มความเชี่ยวชาญ โดยให้เป็นการเลือกไขว้ ระหว่างกลุ่ม ซึ่งมีการก าหนดกลุ่มความเชี่ยวชาญเป็นกลุ่ม จ านวน 20 กลุ่ม ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นประการแรก คือ การแบ่งกลุ่ม เนื่องจากการเป็นกลุ่มนั้นเจตนารมณ์ที่จะแบ่งตามความเชี่ยวชาญ เพื่อให้สมาชิกวุฒิสภาที่เข้ามานั้น มีความรู้ความสามารถที่ตรงกับความจ าเป็นในการพัฒนาประเทศ ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่ามีการเปลี่ยนแปลง ในบริบทของสังคมเป็นอย่างมากและรวดเร็ว แต่กลับพบว่ากลุ่มที่แบ่งมานั้น มีสัดส่วนของข้าราชการจ านวนมาก เมื่อเทียบกับกลุ่มความเชี่ยวชาญอื่น ๆ ดังนั้นการแบ่งกลุ่มความเชี่ยวชาญตามกลุ่มทั้ง 20 กลุ่มนั้นอาจจ าเป็นต้องมี การทบทวนอีกครั้งเมื่อถึงเวลาที่จะต้องมีการสรรหาเกิดขึ้น รวมทั้งการระบุคุณสมบัติความเชี่ยวชาญของบุคคลที่จะ เข้ามาอยู่ในแต่ละกลุ่มต้องมีความชัดเจนและเป็นที่ประจักษ์ เช่น มีผู้สมัครบางท่านรับราชการต ารวจมาตลอดชีวิต ราชการจนเกษียณ แต่เมื่อมาสมัครกลับลงสมัครในฐานะของตัวแทนในกลุ่มเกษตรกร เป็นต้น ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ของ ประชาชนทั่วไปว่าเป็นต ารวจมีความเชี่ยวชาญในฐานะข้าราชการต ารวจ เป็นต้น ประการที่ 2 คือ การเลือกไขว้ระหว่าง กลุ่ม ในประเด็นนี้แม้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญมีความมุ่งหมายที่จะป้องกันการทุจริตที่จะเกิดขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็กลับ เป็นการสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก กล่าวคือ กลุ่มคนที่อยู่ในอาชีพเดียวกัน แวดวงเดียวกันย่อมน่าจะทราบว่าใครเป็น ผู้มีความสามารถในสาขาความเชี่ยวชาญนั้นอย่างแท้จริง แต่หากอยู่คนละกลุ่มอาชีพ คนละวงการจะทราบได้อย่างไร ว่าใครมีความสามารถในสาขาความเชี่ยวชาญนั้นอย่างแท้จริง ซึ่งอาจส่งผลต่อการเลือกคนเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ได้ และประการสุดท้ายคือ มีการทุจริตเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ 2550 แม้ว่ารัฐธรรมนูญ 2560 จะพยายามให้มีการเลือกข้ามกลุ่มเพื่อป้องกันการสมยอมกัน แต่ในความเป็นจริงนั้นน่าจะท าได้ยาก ไม่ก่อให้เกิดผลจริง ในทางปฏิบัติซึ่งจากการสอบถามความคิดเห็นจากนักวิชาการและผู้ที ่เกี ่ยวข้องยังสามารถตกลงสมยอมกันได้ เช่นเดียวกับการสรรหาเองภายในกลุ่ม โดยติดต่อให้ผลตอบแทนกับผู้สมัครบางคนให้ได้จ านวนมากพอที่จะได้รับการ สรรหา ซึ่งผู้สมัครด้วยตนเองนั้น ก็มีจ านวนไม่มากเมื่อเทียบกับประชาชนในการเลือกตั้ง ด้วยวิธีการนี้จึงท าให้ง่ายและ


289 ควบคุมผลการสรรหาได้ง่ายกว่าการเลือกตั้งจากประชาชนอีกด้วย ดังนั้นจะเห็นว่ารูปแบบการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ในมาตรา 107 นั้นไม่สามารถแก้ไขปัญหาการทุจริตสมยอมกันที่จะเกิดขึ้นจากการสรรหา ข้ามระหว่างกลุ่มได้จริง ประการสุดท้าย คือ ระบบสังคมอุปถัมภ์ในสังคมไทย สังคมไทยนั้นเป็นสังคมของความเป็นเครือญาติมี การช่วยเหลือเอื้ออาทรต่อกัน มีระบบของเครือข่ายของหัวคะแนนเป็นฐานเสียงในการเลือกตั้ง มีระบบพี่น้องที่ดูแลกัน ต่อมาเป็นล าดับชั้น การตอบแทนบุญคุณ การให้ความเกรงใจจนถึงเกรงกลัวต่อผู้มีอิทธิพลที่สามารถให้คุณให้โทษได้จึง เป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ สุดท้ายก็น าไปสู่การยินยอมให้ได้ผลประโยชน์แลกกับการเลือกหรือไม่เลือกใคร เข้าสู ่การเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ในรูปแบบของการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที ่พยายามจะหาทางแก้ไข ผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่จะเกิดขึ้นก็ตาม ระบบอุปถัมภ์นั้นอยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน ยากที่จะหลีกเลี่ยงใน สภาพการท างานจริงแม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันก็ตาม หากมิใช่เหตุสุดวิสัยหรือเป็นที่จับจ้องของสังคมแล้วนั้น เป็นประเด็นที่ยากจะเปลี่ยนแปลงได้ง ่าย อย่างไรก็ตามสภาพการณ์นี้อาจดีขึ้นบ้างเพียงเล็กน้อยจากการมีสังคม ออนไลน์ที่มีการเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น อันจะเป็นส่วนที่น าไปสู่ข้อเท็จจริงที่จะสามารถเอาผิดกับบุคคลหรือกลุ่มคนที่ เอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคพวก น าผลประโยชน์ของประเทศชาติไปเป็นของส่วนตัวได้ โดยสรุปบริบททางสังคมและการเมืองของไทยนั้นค่อนข้างจะมีผลต่อการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาทั้งในส่วน ของความรู้ความเข้าใจของประชาชนต่อบทบาทหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาและความแตกต่างกับสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร รูปแบบของการสรรหาที่สามารถท าการทุจริตภายใต้ระบบสังคมอุปถัมภ์ในสังคมไทยที่มีผลประโยชน์ต่าง ตอบแทน บทสรุป ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขใช้ระบบสภาคู ่ที่ ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งมีการปฏิรูปสาระส าคัญในกระบวนการการปกครองตามรัฐธรรมนูญ 2540 และประเด็นที่มีความส าคัญยิ่งประการหนึ่งคือ ประเด็นเกี่ยวกับวุฒิสภาซึ่งมีปัญหาส าคัญตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 จนกระทั่งปัจจุบัน (รัฐธรรมนูญ 2560) ทั้งในส่วนของรูปแบบการได้มา วิธีการ และอ านาจหน้าที่ที่เหมาะสมกับบริบท ของประเทศไทย ซึ่งในบทความนี้ได้สรุปถึงประเด็นส าคัญที่เกิดขึ้นประกอบด้วยประเด็นความชอบธรรมในการเข้ามาด ารง ต าแหน่ง ประเด็นความยึดโยงกับภาคประชาชนและการใช้อ านาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา ประเด็นผลกระทบด้าน การเมือง และประเด็นบริบทการเมืองไทยกับรูปแบบการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาของประเทศไทย ซึ่งจะเห็นว่าด้วยแนวคิด พื้นฐานของการมีวุฒิสภาที ่เป็นสภากลั่นกรอง สภาถ่วงดุล และสภาคานอ านาจ นั้นยังคงมีความจ าเป็นส าหรับการ ปกครองของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง


290 เอกสารอ้างอิง กรุงเทพธุรกิจ, “เผย '10 อันดับ' ปัญหำกำรเมืองไทยที่คำใจประชำชน ณ วันนี้” สืบค้น วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562, จาก https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/839296 ไชยันต์ ไชยพร, (2563), วิกฤตกำรเมืองมำจำกรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ให้ สว. ที่ไม่ได้มำจำกกำรเลือกตั้งมีอ ำนำจเลือก นำยกรัฐมนตรีจริงหรือ ? (ตอนที่หนึ่ง) บางกอกโพสต์. สืบค้น วันที่ 31 สิงหาคม 2563. จาก https://www.posttoday.com/politic/columnist/631890 ปริญญา เทวานฤมิตรกุล. (ม.ป.ป.) เอกสำรประกอบกำรสอนวิชำ ปัญหำกฎหมำยมหำชน. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์: กรุงเทพฯ มติชนออนไลน์, “ท่ำนคิดว่ำ สมำชิกวุฒิสภำที่มำจำกกำรแต่งตั้ง ควรมีอ ำนำจในกำรเลือกนำยกฯ หรือไม่” สืบค้น วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562. จาก https://www.matichon.co.th/matichonpoll/news_2303193 วิษณุ เครืองาม. (2530). กฎหมำยรัฐธรรมนูญ.ส านักพิมพ์นิติบรรณการ: กรุงเทพ Ilaw. (2563). รวมข้อมูล 250 สมำชิกวุฒิสภำ แต่งตั้ง : กลไกหลักสืบทอดอ ำนำจจำกยุค คสช, สืบค้น วันที่ 13 กันยายน 2566. จาก https://ilaw.or.th/node/5261


Click to View FlipBook Version