The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่มรวมบทความฉบับพิเศษ 9 ทศวรรษ (รกม.) 6-12-66

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ชยุต หาญชาญพาณิชย์, 2023-12-06 22:20:20

เล่มรวมบทความฉบับพิเศษ 9 ทศวรรษ (รกม.) 6-12-66

เล่มรวมบทความฉบับพิเศษ 9 ทศวรรษ (รกม.) 6-12-66

41 สัมพันธภาพอันลึกซึ้งของกฎหมายกับการเมือง ยอดชาย ชุติกาโม [email protected] กฎหมายและการเมืองมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง นับจากอดีตกาลเมื่อมนุษย์รวมตัวอยู่กันเป็นสังคมจึง เกิดความจ าเป็นในการสร้างกฎหมาย เพื่อรักษาความสงบสุขและอ านวยความยุติธรรม แนวคิดเรื่องความสัมพันธ์ ระหว่างกฎหมายและการเมืองมีทั้งส านักแนวคิดกฎหมายธรรมชาติและส านักปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย ที่ตั้งค าถาม ถึงที่มาและความชอบธรรมของรัฐในการออกกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายหรือที่เรียกว่านิติปรัชญา ซึ่งในปัจจุบัน แนวคิดของส านักปฏิฐานนิยมเป็นที่ยอมรับโดยกว้างขวางที่เชื่อในหลักการที่ว่าผู้ที่มีอ านาจสูงสุดในรัฐหรือรัฏฐาธิปัตย์ นั้น มีความชอบธรรมในการออกกฎหมายและบังคับใช้กฎหมาย อย่างไรก็ตามอ านาจของรัฏฐาธิปัตย์ก็มิได้เป็นไปใน ลักษณะสมบูรณ์ กล่าวคือ ขนบจารีต ประเพณี ศาสนา ยังมีบทบาทและอิทธิพลต่อรัฏฐาธิปัตย์ในการออกกฎหมาย และการอ านวยความยุติธรรม ทั้งนี้ มีค ากล่าวว่า “ที่ใดมีสังคม ที่นั้นมีกฎหมาย” (Ubi societas, Ibi jus) ทั้งนี้เป็นเพราะสังคมที่ประกอบไปด้วยมนุษย์ที่มีความแตกต่างหลากหลายในเรื่องความต้องการของแต่ละ คนที ่ไม ่เหมือนกัน ย ่อมน ามาสู่ความขัดแย้งในการแสวงหาผลประโยชน์ของแต ่ละคน เมื ่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น มนุษย์แต่ละคนก็ล้วนแต่ต้องการเป็นผู้ชนะในความขัดแย้งนั้น การจะเป็นผู้ชนะก็ต้องมาจากการใช้ก าลัง ความรุนแรง เข้ามาตัดสินความขัดแย้งที่เกิดขึ้น สังคมที่ใช้ก าลัง ความรุนแรงเข้าแก้ไขความขัดแย้งนี้จึงเป็นสังคมอนารยะ ไม่มีความเจริญทางวัฒนธรรมและไม่มีเสถียรภาพ ดังนั้น มนุษย์จึงมีการตกลงกันที่จะมีรูปแบบของความสัมพันธ์ทางสังคม ที่มีระเบียบในเรื่องการด าเนินชีวิต มีข้อตกลงร ่วมกันทางสังคมในการปฏิบัติเรื่องต่าง ๆ เพื่อให้ทุกคนในสังคม มีชีวิตที่ปกติสุข และมีบทลงโทษต่อผู้ที่ละเมิดข้อตกลงทางสังคม ท าลายความสงบสุขของสังคม สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เพื่อเป็นข้อตกลงทางสังคมนี้ มีทั้งในรูปแบบของวิถีชีวิต ประเพณีและจารีต ของสังคมต่าง ๆ และเมื่อสังคมได้มีการวิวัฒน์ เกิดการรวมตัวเป็นหน่วยทางการเมืองที่ใหญ่ขึ้น ข้อตกลงทางสังคมแบบเดิมไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาสังคม ที่สลับซับซ้อนมากขึ้น มนุษย์จึงได้สร้างระบบกฎหมายขึ้นมาในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ซึ่งมีรูปแบบ และพัฒนาการที่สอดคล้องกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงเห็นได้ว่ากฎหมายนั้น มีพัฒนาการคลี่คลายมาตาม ความเปลี่ยนแปลงของสังคม แต่เมื่อมีกฎหมายแล้ว คนทั้งหลายได้เกิดค าถามว่ากฎหมายนี้จะสร้างความยุติธรรมได้ อย่างไร ใครคือผู้มีอ านาจในการตรากฎหมาย และใครคือผู้ที่มีความชอบธรรมในการบังคับผลแห่งกฎหมายที่บัญญัติไว้ สังคมมนุษย์เมื ่อก้าวข้ามพ้นความเป็นสังคมบุพกาล (Primitive commune) ได้มีการรวมตัวเป็นหน ่วยทาง การเมืองที่เรียกว่ารัฐ ดังนั้นรัฐนั้นเองจึงเป็นผู้ออกกฎหมายและบังคับใช้กฎหมาย และเมื่อรัฐเป็นผู้มีบทบาทเช่นนี้ จึงน ามาสู่ประเด็นที่ว่ารัฐนั้น จะออกกฎหมายโดยการอ้างอิงหลักการใดถึงจะเรียกได้ว่าเป็นกฎหมายที่ยุติธรรม เป็นประโยชน์แก่รัฐและพลเมืองของรัฐนั้น และในเมื่อรัฐเป็นหน่วยทางการเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงทางอ านาจ การช่วงชิงอ านาจของกลุ่มการเมืองต่าง ๆ เพื่อมาเป็นผู้น ารัฐ การเมืองจึงมีความสัมพันธ์กับกฎหมายอย่างแยกไม่ได้ เพราะรูปแบบทางการเมือง กลุ่มการเมืองที่มีบทบาทน าในรัฐใด ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ย่อมท าให้กฎหมายของรัฐนั้น เป็นไปตามแนวทางที่ตนเชื่อถือว่ายุติธรรม เป็นธรรม ชอบธรรม เหมาะสมกับรัฐของตน


42 ซึ่งในปัจจุบันนี้แนวคิดของส านักปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย (Legal Positivism) หรือส านักคิดแนวกฎหมาย บ้านเมือง เป็นแนวคิดทางนิติปรัชญากระแสหลักของโลกสมัยใหม่ ที่รัฐได้มีบทบาทส าคัญในการปกครอง ในการใช้อ านาจ อธิปไตยทั้งสามทาง คือ อ านาจบริหาร อ านาจนิติบัญญัติและอ านาจตุลาการ ซึ่งการที่รัฐมีอ านาจ มีความชอบธรรม ในการใช้อ านาจนั้น ก็เพราะมาจากสัญญาประชาคมของคนในสังคมที่ตกลงมอบอ านาจของตนให้รัฐ กฎหมายที่รัฐ เป็นผู้บัญญัติก็ดี การลงโทษผู้ที่ละเมิดกฎหมายด้วยกลไกของรัฐก็ดี จึงเป็นสิ่งที่ชอบธรรมและถูกต้อง เพราะถือว่ารัฐมี อ านาจจากทุกคน ผู้ที่ละเมิดอ านาจรัฐ ต่อต้านกฎหมาย จึงถือว่าเป็นการท้าทายอ านาจของประชาชนในรัฐนั้น เป็นการต่อต้านสัญญาประชาคมนั่นเอง ในส ่วนของสังคมไทยนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายและการเมืองของไทยในปัจจุบันนี้เป็นไปตาม แนวทางของส านักปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย (Legal Positivism) หรือส านักคิดแนวกฎหมายบ้านเมือง ที่ถือว่า รัฏฐาธิปัตย์เป็นผู้ที่มีอ านาจในการตรากฎหมายและบังคับใช้กฎหมาย ดังเช่นที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรี ดิเรกฤทธิ์ องค์พระบิดาแห่งกฎหมายไทย ทรงอธิบายว่า “...กดหมาย คือค าสั่งทั้งหลายของผู้ปกครองว่าการแผ่นดินต่อราษฎรทั้งหลาย เมื่อไม่ท าตามแล้วตาม ธรรมดาต้องโทษ...” หรือที่พระยานิติศาสตร์ไพศาลย์อธิบายว่า “...กฎหมายเป็นค าสั่งค าบัญชาของผู้มีอ านาจสิทธิขาดสูงสุดในประเทศใดประเทศหนึ่ง การที่ฝูงชน รวบรวมเป็นหมู่เป็นคณะตั้งเป็นประเทศขึ้นนั้น ย่อมมีผู้เป็นใหญ่ควบคุมบังคับบัญชา เรียกตามศัพท์ว่า รัฏฐาธิ ปัตย์ มีอ านาจที่จะออกค าสั่งหรือค าบังคับแก่ผู้อื่น ซึ่งเรียกว่าราษฎร และค าสั่งหรือค าบังคับนี้เรียกว่า “กฎหมาย” เมื่อราษฎรไม่กระท าตามก็ต้องเป็นผิด...” แต่การตรากฎหมายและบังคับใช้กฎหมายของสังคมไทยนั้น มิใช่ว่าจะเกิดจากการตีความและพิจารณาจาก ตัวบทกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น แต่สังคมไทยยังให้น ้าหนักและความส าคัญกับระบบจารีตประเพณี ศีลธรรมจรรยา ศาสนาและคุณค่าทางสังคมจ านวนมากที่ได้ถูกน ามาพิจารณาเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายในการ ด ารงชีวิตในรัฐควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมาย ในอีกมุมหนึ่ง การเมืองและกฎหมายมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันอย่างแยกไม่ได้ เพราะในทุกระบบการเมือง ต้องมีการวางระบบกฎหมายเพื ่อใช้รักษาความสงบสุข สร้างความยุติธรรมในระบบการเมืองนั้น และเป็นระบบ การเมืองต ่าง ๆ ที ่จะต้องสร้างระบบกฎหมายมารองรับความชอบธรรมในอ านาจ ทั้งนี้ แม้จะมีแนวคิดในเรื ่อง ความชอบธรรมทางอ านาจในหลากหลายแนวคิด แต ่ในปัจจุบันแนวคิดที ่ว ่ารัฏฐาธิปัตย์เป็นผู้มีอ านาจ ในการตรากฎหมายและบังคับใช้กฎหมาย เป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด แต่อ านาจของรัฏฐาธิปัตย์นั้น ที่แม้จะมีอย่างสูงสุด แต่ในการใช้อ านาจดังกล ่าวก็มิอาจหลีกเลี่ยงอิทธิพลของขนบจารีตหรือบริบททางสังคมได้ อย่างในสังคมไทยที่ไม่ว่ารัฏฐาธิปัตย์จะเป็นผู้ใด อ านาจในการออกกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายของรัฏฐาธิปัตย์ก็ถูก ก ากับด้วยขนบธรรมเนียมทางพุทธศาสนาและจารีตประเพณีของไทย อย่างไรก็ตาม ประเด็นปัญหาเรื่องความสืบเนื่อง ของรัฏฐาธิปัตย์ อ านาจของรัฏฐาธิปัตย์ในการตรากฎหมายที่ถูกโต้แย้งจากสมาชิกในระบบการเมือง รัฏฐาธิปัตย์ ที่แท้จริงคืออะไร กฎหมายจะเป็นธรรมอย่างแท้จริงต้องมาจากรัฏฐาธิปัตย์ที่แท้จริงเท่านั้นหรือไม ่ ยังเป็นประเด็น ที่นักรัฐศาสตร์ นักนิติศาสตร์ นักรัฐประศาสนศาสตร์ทั้งหลายจ าต้องศึกษากันต่อไป


43 รัฐพัฒนาการคืออะไร สุรดา จุนทะสุตธนกุล [email protected] ชาร์ลเมอร์ จอห์นสันได้นิยาม “รัฐพัฒนาการ” เพื่อใช้ในการอธิบายบทบาทของรัฐญี่ปุ่นในช่วงปลาย ค.ศ. 1980 ถึงช่วงต้น ค.ศ. 1990 ที่ญี่ปุ่นและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอื่น ๆ ได้ขยายระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ซึ ่งประเทศเหล ่านี้ได้กลายมาเป็นต้นแบบพัฒนาการทางเศรษฐกิจให้กับประเทศก าลังพัฒนาอื ่น ๆ ในช ่วงนั้น อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจเอเชียใน ค.ศ. 1997 จะท าให้ประเทศเหล่านี้จะถูกวิจารณ์มากอีกทั้งเป็นข้อ พิสูจน์ถึงชัยชนะของทุกนิยมตะวันตกอีกด้วย (Nithi Nuangjamnong, 2009. Pp. 73) ในหลายกรณี นโยบายรัฐพัฒนาการได้ถูกน ามาใช้ร ่วมกับนโยบายชาตินิยมเพราะตัวแบบรัฐ พัฒนาการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโต้กับโลกาภิวัตน์ที่ถูกชี้น าโดยชาติตะวันตก แม้ว่าตัวแบบนี้จะถูกวิพากษ์ในเรื่องของคอร์รัปชั่นและความไร้ประสิทธิภาพ นโยบายรัฐพัฒนาการจะสามารถถูกท า ให้เป็นนโยบายที่ชอบธรรมได้ด้วยความจ าเป็นที่รัฐจะต้องท าให้ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและความ เป็นชาตินิยมทัดเทียมกับชาติอื่น ๆ ได้ (Woo-Cumings, 1999. Pp.1) ในขณะเดียวกัน นโยบายชาตินิยมมี ความส าคัญมากในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะในประเทศที่ประชาธิปไตยยัง ไม่หยั่งรากลึก หมายความว่า รัฐบาลจะใช้นโยบายชาตินิยมด้วยความมุ่งหวังที่จะเพิ่มความเป็นอันเหนึ่งอัน เดีย วกันในช าติด้วยการส่งสาสน์ว่ารัฐนั้นเป็นรัฐแห่งชาติและเป็นรัฐเพื่อชาตินอกจากนี้ รัฐบาลอาจ ควบคุมการรวมกลุ่มปะทะสังสรรค์กันในสังคม เช่น การเซ็นเซอร์สื่อมวลชน การควบรวมศาสนาและ วัฒนธรรมหลักของชาติเข้ากับการเป็นสัญลักษณ์ของชาติ เช่น เพลงชาติไทย และการเกณฑ์ทหาร เป็นต้น ดังนั้น หากรัฐยึดโยงตนเองเข้ากับความคิดเหล่านี้ ความขัดแย้งในการด าเนินนโยบายต่าง ๆ จะลดน้อยลง เพราะ ประชาชนจะยึดโยงตนเองเข้ากับชาติเช่นกัน (Inoguchi, Newman, and Keane, 1998. Pp. 58 – 59) เกาหลีใต้ก็เป็นประเทศรัฐพัฒนาการประเทศหนึ่งที่พัฒนาระบบเศรษฐกิจด้วยการ “ท าให้ราคาผิด” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตรงกันข้ามกับการ “ท าให้ราคาถูกต้อง” ของแนวคิดเศรษฐศาสตร์คลาสสิคใหม่ หากจะ ขยายความแล้ว เราอาจสามารถกล่าวได้ว่าประเทศเกาหลีใต้นั้น รัฐบาลจะตัดสินใจว่าภาคธุรกิจจะผลิตอะไร และ ผลิตเท่าไหร่ และรัฐบาลยังเป็นผู้อุ้มธุรกิจและอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศหากกลุ่มธุรกิจนั้นต้องการความ ช่วยเหลืออีกด้วย (Amsden, 1989, pp. 143 – 144) นอกจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้แล้ว ไต้หวันยังเป็นอีกประเทศหนึ่งที่เป็นรัฐพัฒนาการ หากแต่เป็น “รัฐ พัฒนาการใหม่” ที่รัฐจะเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายและวางแผนกลยุทธ์พัฒนาการทางเศรษฐกิจผ ่านวิธีการอัน หลากหลาย เช่น การช่วยเหลือภาคธุรกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการผลิตเพื่อทดแทนการ น าเข้า (import-substitution industrialization (ISI) (Amsden and Chu, 2003. Pp. 168–169) เมื่อดูตัวอย่างของประเทศเกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่นแล้ว รัฐพัฒนาการไม่ได้จ าเป็นที่จะต้องเป็นรัฐ อ านาจนิยม หากแต่ในทางกลับกัน หลายกรณีกลับพบว่ารัฐอ านาจนิยมกลับล้มเหลวในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มประเทศลาตินอเมริกาที่เป็นรัฐอ านาจนิยมและใช้ระบบราชการแบบอ านาจนิยม เป็นต้น ดังนั้น เราจึงควร


44 ท าความเข้าใจว่า แม้ระบอบอ านาจนิยมนั้นสามารถเอื้อให้เกิดการแทรกแซงนโยบายทางเศรษฐกิจและนโยบาย ด้านการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ไม่ได้เป็นการรับประกันว่าระบบเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ จะเติบโต หรือประสบความส าเร็จได้ (Woo-Cumings, 1999. Pp.52) นอกจากนี้ ในยุคโลกาภิวัตน์ แม้รัฐจะสามารถเข้ามาแทรกแซงนโยบายทางเศรษฐกิจได้ยากขึ้น เพราะ รัฐจะต้องเผชิญกับกฎเกณฑ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศซึ่งมีความเกี่ยวพันกับความคิดเสรีนิยม ใหม่ (Neoliberalism) ที่สนับสนุนตลาดเสรี การท าให้องค์กรสาธารณะเป็นเอกชน และการปฏิรูปทางการเงิน รัฐ พัฒนาการใหม่จะสามารถปรับตัวให้ก้าวทันระบอบประชาธิปไตยและโครงสร้างสถาบันและตัวแสดงตามแนวทาง ประชาธิปไตยที่มาด้วยกันกับระบบได้ ดังนั้น มันไม่ได้หมายความว่าบทบาทของรัฐในการจัดการระบบเศรษฐกิจใน ประเทศตนเองลดลงหรือสิ้นสุดลงในยุคโลกาภิวัตน์ แต่ในทางกลับกัน รัฐได้ปรับตัวให้เข้ากับยุคโลกาภิวัตน์ ต่างหาก (Cerny, The Journal of International Trade and Diplomacy, 2008. Pp. 2) ตัวแบบรัฐพัฒนาการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกถูกสร้างขึ้นมาในสมัยลีกวนยูในช่วงค.ศ. 1959–1990 ที่คู่แข่งทางการเมืองของเขาถูกส่งเข้าเรือนจ าและประชากรประเทศสิงคโปร์ถูกปฏิบัติต่อราวกับว่าเป็นเด็ก ลีได้ สร้างรัฐสิงคโปร์ด้วยส่วนผสมของรัฐสมัยใหม่และสอดใส่ค่านิยมเอเชียลงไปในตัวแบบนั้น ตัวแบบสิงคโปร์ต่างจาก รัฐแบบตะวันตกที่ “รัฐบาลควรเป็นประชาธิปไตยและใจกว้าง” แต่รัฐสิงคโปร์กลับเป็น “รัฐบาลที่น าโดยชนชั้นน าและ ตระหนี่” (Micklethwait and Wooldridge, 2014. Pp. 133 – 137) ซึ่งต้นแบบของลีเกิดขึ้นจากสมมติฐานของ เขาที่มองว่าประชาธิปไตยตะวันตกไม่สามารถถูกน ามาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป ทั้งทุนนิยมและสังคมควรมี ผู้น าทาง และการสร้างรัฐบาลที่ถูกต้องเป็นหัวใจที่จะท าให้ระบบอยู่รอดและประสบความส าเร็จ (Micklethwait and Wooldridge, 2014. Pp. 145) ในขณะที่สิงคโปร์สร้างตัวแบบรัฐพัฒนาการที่รัฐเป็นชนชั้นน าและตระหนี่ขึ้นมา จีนได้สร้างอีกตัวแบบหนึ่ง ที่เป็นตัวแบบที่โหดร้ายกว่าตัวแบบของสิงคโปร์เสียอีก กล่าวคือ รัฐจีนเป็นผู้ชี้น าทั้งองค์กรภาคเอกชนและภาครัฐ โดยเฉพาะบริษัทที่รัฐถือกรรมสิทธิ์ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักของประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นทุนนิยม โดยรัฐแบบจีนนั้นสามารถก้าวไปสู่ประเทศอื่น ๆ ในโลกได้ เช่น อุตสาหกรรมน ้ามัน ยางพารา เพชรพลอย เหล็กและ สังกะสีในทวีปอัฟริกาที่นักธุรกิจชาวจีนเข้าไปสร้างช่องทางธุรกิจไว้ ดังนั้น ส าหรับจีนแล้ว ทุนนิยมโดยรัฐได้กลายมาเป็น กิจกรรมระหว่างประเทศหลัก(Micklethwait and Wooldridge, 2014. Pp. 146 –153) เอกสารอ้างอิง Amsden, A. (1989). Beyond Late Development: Taiwan's Upgrading Policies, vol 1 Cerny, P. (2008). Embedding Neoliberalism: The Evolution of a Hegemonic Paradigm.The Journal of International Trade and Diplomacy 2 (1), Spring 2008: 1-46. Inoguchi, T., Newman, E., & Keane, J. (1998). The Changing Nature of Democracy. Tokyo: The United Nations University. Micklethwait, J., & Wooldridge, A. (2014). The Fourth Revolution: The Global Race to Reinvent the State. London: Allen Lane. Woo-Cumings, M. (1999). The Developmental State. Ithaca: Cornell University Press.


45 การจัดการความขัดแย้งด้วยบูรณาการศาสตร์ เขมภัทท์ เย็นเปี่ยม [email protected] เรามักจะได้ยินกันเสมอถึงความขัดแย้งระหว่างภาครัฐกับประชาชนเกี ่ยวกับการเข้ามารุกล ้าในที ่ดิน เพื่อการเกษตรไม่ว่าจะเป็นเขตพื้นที่ป่าสงวนหรือบริเวณทะเลและชายฝั่ง เป็นต้น หรือในประเด็นความขัดแย้ง ระหว่างประชาชนกับประชาชนเกี่ยวกับการน าทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ เช่น ทรัพยากรป่าไม้หรือประมง เป็นต้น การแก้ปัญหาดังกล่าวในหลายกรณีต้องใช้กระบวนการยุติธรรมและการตัดสินคดีโดยชั้นศาล แต่ผลการตัดสินคดี ความในหลาย ๆ คดี กลับเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยกันในหมู่ของประชาชน โดยเฉพาะการตัดสินคดีที่ชาวบ้านต้องแพ้ คดีความและมีความผิด ต้องถูกรับโทษทั้งทางอาญาและแพ่ง ที่นอกจากจะถูกจ าคุกแล้วยังต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็น เงินจ านวนที่มาก จึงเกิดค าถามและการวิจารณ์กันในสังคมว่า การยึดหลักนิติศาสตร์เพียงอย่างเดียวในการตัดสินคดี ความอาจเป็นการมองในมิติเดียวที่ไม่ได้สร้างความเป็นธรรมให้กับชาวบ้าน แต่หากน าเอาหลักรัฐศาสตร์และ หลักรัฐประศาสนศาสตร์มาใช้ร่วมกันในการพิจารณาแก้ปัญหาและทางออกร่วมด้วยแล้ว ยังจะเป็นทางออกและการ แก้ปัญหาความขัดแย้งที่ละมุนละม่อมแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วม ความร่วมมือของชาวบ้านให้เกิดการ พัฒนาและใช้ประโยชน์ร่วมกันในพื้นที่ได้อีกด้วย ในบทความนี้ ผู้เขียนจะขอน ากรณีตัวอย่างการวิจัยในพื้นที่ที่ได้ศึกษาวิจัยร ่วมกับภาคประชาชนและ หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ในการจัดการทรัพยากรปูม้าอย่างยั่งยืน บริเวณอ่าวเพ จังหวัดระยอง ที่ได้น าเอาหลัก นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ มาใช้ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับประชาชน (กลุ่มประมงเรือเล็ก) และหน่วยงานภาครัฐกับประชาชน (กลุ่มประมงเรือเล็ก) และยังสามารถตอบโจทย์ในเรื่องของ การจัดการทรัพยากรปูม้า ในเรื่องของการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์ทรัพยากรปูม้าอย่างยั่งยืนได้อีกด้วย โดยประเด็นปัญหาที่ท าให้เกิดความขัดแย้งกันในพื้นที่ คือ กลุ่มประมงเรือเล็กบางกลุ่มต้องการให้มีการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์ทรัพยากรปูม้า โดยได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ได้แก่ ส านักงานบริหารจัดการทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 (ระยอง) ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงอ่าวไทยฝั่งตะวันออก (ระยอง) ในการขับเคลื่อน กิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ทรัพยากรปูม้าและอาชีพประมงพื้นบ้านยังคงด ารงอยู่ถึงลูกถึงหลาน แต่ก็มีกลุ่มประมงเรือเล็ก บางกลุ่มและชาวประมงรวมทั้งชาวบ้านที่อาศัยบริเวณอ่าวเพหลายราย ยังคงต้องการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ประมงโดยเฉพาะปูม้าอย ่างเต็มที ่ โดยยังไม ่ให้ความส าคัญและร ่วมมือในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์ ทรัพยากรปูม้าอย่างยั่งยืนที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐที่มีอ านาจหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง พยายามบังคับใช้กฎหมาย กับผู้ฝ่าฝืนอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประมงหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง แต่ก็ยังพบผู้กระท าความผิดเป็นเนือง ๆ มิหน าซ ้ายังท าให้ประชาชนลักลอบการท าความผิดและไม่ให้ ความร่วมมือเพิ่มมากขึ้น


46 การพยายามใช้หลักนิติศาสตร์อย่างเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหาและสร้างความร่วมมือกับชาวประมงได้ เมื่อครั้งที่ผู้เขียนและคณะวิจัยจากหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง ได้ท าการวิจัยเชิง ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) กับกลุ่มประมงเรือเล็กที่มีความต้องการในการเป็น แกนน าและต้นแบบการจัดการทรัพยากรปูม้าอย่างยั่งยืน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ นอกจากจะได้ค้นพบ รูปแบบและวิธีการในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์ทรัพยากรปูม้าอย่างยั่งยืนแล้ว ยังท าให้เกิดการแสวงหา วิธีการการบริหารจัดการที่ลดความขัดแย้ง และแต่ละฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันได้ คือ การก าหนดกฎ กติกา ที่ทุกฝ่าย ยอมรับร่วมกันที่เรียกว่า กฎ กติกาของชุมชน หรืออาจจะเรียกว่าเป็น “กฎหมายฉบับชาวบ้าน” ก็ว่าได้ ที่หน่วยงาน ภาครัฐในพื้นที่เชิญกลุ่มประมงในพื้นที่ได้มาร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนและรับฟังความคิดเห็นจนน าไปสู่การลงมติ และสร้างการยอมรับร ่วมกันทุกฝ ่ายในการก าหนดพื้นที ่ที ่เป็นเขตปลอดประมง ซึ ่งเป็นเขตพื้นที ่อนุรักษ์ปูม้า การร ่วมกันก าหนดวิธีการ ผู้รับผิดชอบการบริหารจัดการเขตปลอดประมง รวมทั้งบทลงโทษกับผู้ฝ่าฝืน เป็นต้น การประกาศให้เป็นเขตปลอดประมง โดยใช้กฎ กติกาของชาวบ้านยังท าให้หน่วยงานในพื้นที่ที่มีอ านาจหน้าที่ รับผิดชอบโดยตรงสามารถน าเอากฎหมายที่มีอยู่มาบังคับใช้ได้อย่างเต็มที่ โดยหากใครเข้ามาลุกล ้าในเขตปลอดประมง และสร้างความเสียหายกับเครื่องมือ อุปกรณ์ของทางหน่วยงานราชการ ก็จะมีความผิดและถูกลงโทษตามกฎหมาย จะเห็นได้ว ่า หากใช้หลักนิติศาสตร์เพียงอย่างเดียวในการบริหารจัดการปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ นอกจากจะท าให้เกิดการหลบเลี ่ยง ต่อต้าน ยอมเสี่ยงที่จะกระท าความผิดโดยการลักลอบท าผิดกฎหมายและ ถูกลงโทษแล้ว การกระทบกระทั่งและความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวประมง และระหว่างชาวประมงด้วย กันเองก็ยังด ารงอยู่ แต่เมื่อใช้หลักรัฐศาสตร์เข้ามาร ่วมใช้ในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง คือเมื่อมีเวทีในการเปิดใจ พูดคุยปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ท าให้เกิดความเข้าใจ และการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ที่ทุกฝ ่าย ยอมรับได้ และยังน ามาซึ่งความไว้วางใจ และการมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบร่วมกัน ผลผลิตที่ตามมาคือรูปแบบ และวิธีการบริหารจัดการพื้นที่เขตประมงที่ท าให้ชาวประมงเกิดความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของร่วม (Sense of Belonging) ในการพิทักษ์ผลประโยชน์ทรัพยากรปูม้าที่ให้ทุกฝ่ายได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งนั่นก็คือการน าหลักรัฐประศาสนศาสตร์ มาใช้ในการบริหารจัดการปัญหาและความขัดแย้งในพื้นที่ที่ท าให้ทุกฝ่ายยอมรับในกติกาและอยู่ร่วมกันได้ในพื้นที่ เอกสารอ้างอิง เขมภัทท์ เย็นเปี่ยม และคณะ. (2560). กำรพัฒนำทำงกำรจัดกำรทรัพยำกรปูม้ำ โดยชุมชนประมงเรือเล็กบนฐำน ของภูมิปัญญำท้องถิ่น กรณีศึกษำ: อ่ำวเพ จังหวัดระยอง. กรุงเทพฯ.


47 “การพัฒนาและยกระดับการป้องกันการทุจริตของหน่วยงาน ในด้านคุณธรรมและความโปร่งใส เพื่อให้เป็นไปตามกรอบการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล” ยุทธพงษ์ ลีลากิจไพศาล [email protected] ส าหรับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการด าเนินงานของหน่วยงานภาครัฐประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื ่อวันที ่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561 เห็นชอบให้หน ่วยงานภาครัฐ ทุกหน่วยงานให้ความร่วมมือและเข้าร่วมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการด าเนินงานของหน่วยงาน ภาครัฐในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561-2564 โดยใช้แนวทางเครื่องมือการประเมินและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนระบบการประเมินของส านักงาน ป.ป.ช. ซึ่งผลการประเมิน ในภาพรวมคะแนนระดับประเทศ ประจ าปี 2562 มีค ่าคะแนนเฉลี ่ยรวม 66.74 โดยค ่าคะแนนเฉลี ่ยตามตัวชี้วัดที ่มีคะแนนเฉลี่ยต ่าสุด 3 อันดับ ประกอบด้วย ตัวชี้วัดที่ 10 การป้องกันการทุจริต มีค่าคะแนนเฉลี่ยรวม 42.34 ตัวชี้วัดที่ 9 การเปิดเผยข้อมูล มีค ่าคะแนนเฉลี ่ยรวม 52.70 และตัวชี้วัดที ่ 8 การปรับปรุงระบบการท างาน มีค ่าคะแนนเฉลี ่ยรวม 74.72 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าจะต้องมีการปรับปรุงพัฒนาเพื่อให้มีระดับคุณธรรมและความโปร่งใสสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน แผนแม่บทฯ ยังได้ก าหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดเกี่ยวกับการประเมิน ITA โดยก าหนดให้ร้อยละ 80 ของหน่วยงาน ที่เข้ารับการประเมินจะต้องมีค่าคะแนน ITA 85 คะแนนขึ้นไปภายในปี พ.ศ. 2565และในระยะยาว ก าหนดให้หน่วยงานที่ เข้ารับการประเมินทั้งหมดจะต้องมีค่าคะแนน ITA 90 คะแนนขึ้นไปภายในปี พ.ศ. 2580 เมื่อพิจารณาใน กลุ่มของหน่วยงานประเภทกรมหรือเทียบเท่า พบว่ามีค่าคะแนนเฉลี่ยรวม 87.60 อยู่ในระดับ A ซึ่งถือว่าเป็นไป ตามเป้าหมายที่ก าหนดไว้ตามแผนของรัฐบาล และเมื่อเปรียบเทียบในภาพรวมของคะแนนระหว่างผลการประเมินใน ระดับประเทศกับผลการประเมินของหน่วยงานประเภทกรมหรือเทียบเท่า พบว่าตัวชี้วัดที่หน่วยงานประเภทกรม หรือเทียบเท่ามีระดับคะแนนที่ดีกว่าในภาพรวมของระดับประเทศนั้นคือ ตัวชี้วัดที่ 9 การเปิดเผยข้อมูล และตัวชี้วัด ที่ 10 การป้องกันการทุจริต ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่อยู่ในเครื่องมือแบบตรวจการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (OIT) ส าหรับ ในกลุ่มของหน่วยงานประเภทกรมหรือเทียบเท่า มีจ านวนหน่วยงานที่ได้รับการประเมินทั้งสิ้น 144 หน่วยงาน ซึ่งประกอบด้วยระดับผลการประเมินดังต่อไปนี้ หน่วยงานที่มีระดับค่าคะแนน AA จ านวน 3 หน่วยงาน หน่วยงานที่ มีระดับค่าคะแนน A จ านวน 124 หน่วยงาน หน่วยงานที่มีระดับค่าคะแนน B จ านวน 16 หน่วยงาน หน่วยงานที่มี ระดับค่าคะแนน C จ านวน 0 หน่วยงานหน่วยงานที่มีระดับค่าคะแนน D จ านวน 1 หน่วยงาน หน่วยงานที่มีระดับ ค่าคะแนน E จ านวน 0 หน่วยงาน หน่วยงานที่มีระดับค่าคะแนน F จ านวน 0 หน่วยงาน


48 เมื่อวิเคราะห์ผลการประเมินในภาพรวมรายตัวชี้วัดแล้ว สามารถสรุปผลการประเมินได้ดังนี้ ตัวชี้วัด ที่ 1 การปฏิบัติหน้าที่ 89.08 คะแนน ตัวชี้วัดที่ 2 การใช้งบประมาณ 79.04 คะแนน ตัวชี้วัดที่ 3 การใช้อ านาจ 82.62 คะแนน ตัวชี้วัดที่ 4 การใช้ทรัพย์สินของราชการ 78.45 คะแนน ตัวชี้วัดที่ 5 การแก้ไขปัญหาการทุจริต 79.67 คะแนน ตัวชี้วัดที่ 6 คุณภาพการด าเนินงาน 84.73 คะแนน ตัวชี้วัดที่ 7 ประสิทธิภาพการสื่อสาร 79.32 คะแนน ตัวชี้วัดที่ 8 การปรับปรุงระบบการท างาน 77.52 คะแนน ตัวชี้วัดที่ 9 การเปิดเผยข้อมูล 96.03 คะแนนตัวชี้วัดที่ 10 การป้องกันการทุจริต 97.41 คะแนน จากค่าระดับคะแนนในแต่ละตัวชี้วัดพบว่า ค่าคะแนนของตัวชี้วัดที่ 9 และ 10 มีระดับค่าคะแนนเทียบเท่าระดับ AA ขณะที่ในบางตัวชี้วัดยังมีระดับค่าคะแนนเทียบเท่าระดับ A จากประเด็น ดังกล ่าวเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงว่ายังมีประเด็นต่าง ๆ ที่ต้องพัฒนาเพื่อสนับสนุนการสร้างคุณธรรมและความ โปร่งใสในการด าเนินงานของหน่วยงานภาครัฐและ เมื่อพิจารณาตามเครื่องมือจะเห็นได้ว่า ในภาพรวมค่าคะแนน เฉลี่ย OIT เท่ากับ 96.72 ขณะที่ค่าคะแนน IIT เท่ากับ 81.77 และค่าคะแนน EIT เท่ากับ 80.52 ยังมีค่า คะแนนต ่ากว่าระดับ 85 ซึ่งผลการประเมินดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ายังคงมีประเด็นที่ต้องพัฒนาเพื่อยกระดับผล การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการด าเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ส าหรับประเด็นที่ค้นพบจากการประเมิน IIT พบว่าผลการประเมินที่ได้คะแนนน้อยที่สุด 3 อันดับในกลุ่มของ หน่วยงานประเภทกรมหรือเทียบเท่า คือ ค าถามข้อที่ i7 “ท่านรู้เกี่ยวกับแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจ าปีของ หน่วยงานของท่าน มากน้อยเพียงใด” มีระดับคะแนน 62.53 % ซึ่งอยู่ในตัวชี้วัดที่ 2 การใช้งบประมาณ ค าถามข้อที่ i20 “ขั้นตอนการขออนุญาตเพื่อยืมทรัพย์สินของราชการไปใช้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของท่าน มีความสะดวก มากน้อยเพียงใด” มีระดับคะแนน 64.31 % ซึ่งอยู่ในตัวชี้วัดที่ 4 การใช้ทรัพย์สินของราชการ ค าถามข้อที่ i12“หน่วยงานของท่าน เปิดโอกาส ให้ท่าน มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ ตามประเด็นดังต่อไปนี้ มากน้อยเพียงใด (สอบถาม ทักท้วง จากภาพดังกล่าว เห็นได้ว่าหน่วยงานประเภทกรมหรือเทียบเท่ามีผลการประเมิน ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ A จ านวน 124 หน่วยงาน ขณะที่หน่วยงานที่มีผลการ ประเมินอยู่ในระดับ AA มีเพียงจ านวน 3 หน่วยงาน ซึ่งการผลักดันในกลุ่ม หน่วยงานที่มีคะแนนอยู่ในระดับ A ให้สามารถเลื่อนระดับขึ้นอยู่ในระดับ AA ถือ เป็นโอกาสในการพัฒนาของกลุ่มหน่วยงานประเภทกรมหรือเทียบเท่า


49 ร้องเรียน)” มีระดับคะแนน 67.88% ซึ่งอยู่ในตัวชี้วัดที่ 2 การใช้งบประมาณ ส าหรับประเด็นที่ค้นพบจากการประเมิน EIT พบว ่าผลการประเมินที ่ได้คะแนนน้อยที ่สุด 3 อันดับ ในกลุ ่มของหน ่วยงานประเภทกรมหรือเทียบเท่า คือ ค าถามข้อที ่ e14 “หน ่วยงานที ่ท ่านติดต ่อ เปิดโอกาสให้ผู้รับบริการ ผู้มาติดต ่อ หรือผู้มีส ่วนได้ส ่วนเสีย เข้าไปมีส ่วนร ่วมในการปรับปรุงพัฒนา การด าเนินงาน/การให้บริการของหน ่วยงานให้ดีขึ้น มากน้อยเพียงใด” มีระดับคะแนน 68.58 % ซึ่งอยู่ในตัวชี้วัดที่ 8 การปรับปรุงระบบการท างาน ค าถามข้อที่ e7 “หน่วยงานที่ท่านติดต่อ มีการเผยแพร่ผลงานหรือข้อมูลที่สาธารณชนควรรับทราบอย่างชัดเจน มากน้อยเพียงใด” มีระดับคะแนน 73.31% ซึ่งอยู่ในตัวชี้วัดที่ 7 ประสิทธิภาพการสื่อสาร ค าถามข้อที่ e6 “การเผยแพร่ข้อมูลของหน่วยงานที่ท่านติดต่อมี ลักษณะดังต่อไปนี้ มากน้อยเพียงใด (เข้าถึงง่าย ไม่ซับซ้อน, มีช่องทางหลากหลาย)” มีระดับคะแนน 74.11% ซึ่งอยู่ในตัวชี้วัดที่ 7 ประสิทธิภาพการสื่อสาร และประเด็นที่ค้นพบจากการประเมิน OIT พบว่าผลการประเมินที่ได้ คะแนนน้อยที่สุด 3อันดับ ในกลุ่มของหน่วยงานประเภทกรมหรือเทียบเท่า คือ ค าถามข้อที่ o16“รายงานผลการส ารวจ ความพึงพอใจการให้บริการ” มีระดับคะแนน 86.81 % ซึ่งอยู่ในตัวชี้วัดที่ 9 การเปิดเผยข้อมูล ค าถามข้อที่ o15“ข้อมูล เชิงสถิติการให้บริการ” มีระดับคะแนน 87.50 % ซึ่งอยู่ในตัวชี้วัดที่ 9 การเปิดเผยข้อมูล ค าถามข้อที่ o5“ข้อมูลการ ติดต่อ” มีระดับคะแนน 88.19% ซึ่งอยู่ในตัวชี้วัดที่ 9 การเปิดเผยข้อมูล ส าหรับประเด็นส าคัญที่ได้จากค าแนะน าของผู้ที่ เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการด าเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ คือ 1. การให้ความส าคัญ ของผู้บริหาร 2. การป้อนข้อมูลให้ครบถ้วน 3. กรุณาอย่าท า 3 วันสุดท้ายก่อนครบก าหนดส่ง 4. ท าความเข้าใจกับเกณฑ์ การประเมินให้ถูกต้อง


51 แนวทางในการเพิ่มขีดความสามารถการบริหารงานองค์กรยุคใหม่ เอกอนงค์ ศรีส าอางค์ [email protected] การเตรียมองค์กรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับองค์กรยุคใหม่ นับว่าเป็นความท้าทายส าหรับนักพัฒนาองค์กรเป็นอย่างมากในสถานการณ์โลกไร้พรมแดนในปัจจุบัน การเผชิญกับ ความท้าทายดังกล ่าว องค์กรต่างต้องเตรียมความพร้อมบุคลากรตั้งแต่ผู้น า ทีมในสายงานต่าง ๆ ทีมวิเคราะห์ รวมถึงลูกค้าและผู้และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อท างานร่วมกันและคิดในรูปแบบใหม่ โดยการช่วยให้กลุ่มคนเหล่านี้ เข้าใจและรู้วิธีที่จะพัฒนางานของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีทักษะการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูล มีการจัดโครงสร้างการท างานที่มีความคล่องตัว (agile) และมีการท างานเป็นทีมของสหวิทยาการ (inter-disciplinary) ที่มีความรู้ความสามารถหลากหลายเพื่อตอบโจทย์การแข่งขันที่ซับซ้อนมากขึ้น จากจุดนี้การหาแนวทางในการเพิ่มขีด ความสามารถการบริหารองค์กรยุคใหม่จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายและน่าค้นหาต่อไป การพลิกโฉมองค์กรด้วย Digital Transformation คือ “การเปลี่ยนแปลง”ซึ่งองค์ประกอบพื้นฐาน อย่างเช่น กลยุทธ์ทางธุรกิจ บุคลากร และวัฒนธรรมองค์กร ที่เป็นกลไกขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้ประสบความส าเร็จ จะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจและการบริหารงานเป็นอย่างดี ค าว่า Digital Transformation ที่เป็นกระแสอยู่ในปัจจุบัน เป็นค าที่เกิดขึ้นมาในช่วงเปลี่ยนศักราชจากปี 1990 สู่ปี 2000 หลังจากที่คอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามามีบทบาทในกิจกรรมทาง ธุรกิจ มากกว่าการเป็นเพียงเครื่องมือช่วยในการท างานจัดการ และประมวลผลข้อมูล Digitization เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงข้อมูลจาก analog มาเป็นข้อมูล digital ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้น ของพื้นฐานการน าข้อมูลดิจิทัลไปใช้ประโยชน์ ส าหรับ Digitalization จะเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนการหรือ วิธีการท างาน ที่น าเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วย เช่น การท าระบบอัตโนมัติในกระบวนการท างานผ่านระบบเครือข่าย Network การจัดท าระบบบริหารจัดการในสายงานต ่าง ๆ ในองค์กร เป็นต้น องค์กรส ่วนมากจึงด าเนินการ Digitalization เป็นลักษณะโครงการปรับปรุงกระบวนการที ่มีอยู ่ให้ดีขึ้น อาจกล ่าวได้ว ่าทั้ง Digitization และ Digitalization เป็นการปรับเปลี่ยนด้านข้อมูลและกระบวนการที่ให้ความส าคัญกับเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นหลักแต่ Digital Transformation เป็นการปรับเปลี่ยนทางธุรกิจที่เน้นให้ความส าคัญกับลูกค้า ผู้รับบริการ และความคิด สร้างสรรค์รูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ จึงเป็นสิ่งที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนทั่วทั้งองค์กร ดังนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพและการเพิ่ม ขีดความสามารถการบริหารองค์กรยุคใหม่ต้องเริ่มต้นที่ทุนมนุษย์ เริ่มต้นด้วยผลักดันการเปลี่ยนแปลงด้วยคนในองค์กร องค์กรส่วนมากจะน าเอาทีมที่ปรึกษาจากภายนอก ที่มาพร้อมกับแนวปฏิบัติตามที่แต่ละส านักออกแบบเอาไว้ มาใช้ในการปรับเปลี่ยนองค์กร แต่ก็ควรระลึกเสมอว่า ไม่ได้มีวิธีการใดที่จะแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง เพราะแต่ละองค์กรต่างมีวัฒนธรรมและแนวทางการด าเนินงานที่แตกต่างกัน องค์กรควรให้ความส าคัญกับคนในองค์กรที่มีความรู้และประสบการณ์ในงานที่ท าเป็นประจ า ดึงเข้ามามีส่วนร ่วมกับ โครงการในการเสนอความคิดเห็นว่าวิธีการใดที่ใช่หรือไม่ใช่ กับการปรับปรุงมากกว่าการยึดวิธีการเดิมที่เคยปฏิบัติมา


52 ขจัดความกังวลของสมาชิกในองค์กรต่อการเปลี่ยนแปลง เมื่อสมาชิกในองค์กรรู้ว่าองค์กรจะมุ่งสู่ Digital Transformation ย่อมท าให้เกิดการคาดเดาและกังวลกับความไม่แน่นอน โดยเฉพาะความมั่นคงในอาชีพ ที่งานอาจ ถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ ผู้บริหารจะต้องใส่ใจกับความกังวลเหล่านี้ เพราะถ้าปล่อยไว้จะท าให้กลายเป็นแรงต้านจน Digital Transformation ต้องหยุดชะงัก เพราะตกเป็นจ าเลยของความกังวล ผู้บริหารควรท าให้สมาชิกในองค์กรเห็น โอกาสของการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาทักษะ และความเป็นมืออาชีพที่ทุกคนมีส่วนในการพัฒนาองค์กรไปสู่อนาคต สร้างสรรค์ประสบการณ์ให้ลูกค้า ผู้รับบริการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จาก Outside-In เป้าหมายของ Digital Transformation คือการปรับปรุงเพื่อสร้างประสบการณ์ที่เพิ่มความพึงพอใจและเอาใจใส่กับลูกค้า ผู้รับบริการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ดังนั้นการสอบถามและสัมภาษณ์ลูกค้า ผู้รับบริการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในเชิงลึกจะช่วยให้ทราบ ความต้องการและปัญหาต่าง ๆ ที่ลูกค้า ผู้รับบริการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พบเจอในการใช้บริการ หากการปรับปรุงแบบ Inside-Out หรือองค์กรคิดวิธีการต่าง ๆ ขึ้นมาเอง จะไม่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงจุด แม้ว่าโลกจะก้าวเข้าสู่ยุค Digitization การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการเข้าถึงข้อมูลในโลก Internet จะเป็นไปแบบไร้ขีดจ ากัด การพัฒนางานและการเพิ่มขีดความสามารถการบริหารองค์กรยุคใหม่ยังคงอาศัยทุนมนุษย์ ในการขับเคลื่อนงานอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงานในองค์กร ในธุรกิจ ลูกค้า ผู้รับบริการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่ง ยังคงใช้สมอง ความรู้สึก ความพึงพอใจ และทัศนคติ บนพื้นฐานความเป็นมนุษย์สังคม ดังนั้นองค์กรยุคใหม่จะ สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้จึงต้องค านึงถึงทุนมนุษย์เป็นสิ่งส าคัญ เอกสารอ้างอิง Harvard Business Review. (2019). “Digital Transformation Is Not About Technology”. สืบค้น วันที่ 23 กันยายน 2563. จาก https://hbr.org/2019/03/digital-transformation-is-not-abouttechnology.


53 Thailand 4.0 ไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล มนตรี พานิชยานุวัฒน์ [email protected] การบริหารราชการให้มีประสิทธิภาพจ าเป็นต้องมีการพัฒนาระบบราชการและการบริหารจัดการให้มี ความทันสมัย ซึ่งจะต้องมีการยกระดับขีดความสามารถเชิงดิจิทัลของภาครัฐ ไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งจะเป็น ยุทธศาสตร์ส าคัญของรัฐบาลในการเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันด้านเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีความสัมพันธ์กับ กรอบกฎหมาย กรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลจึงได้ก าหนดวิสัยทัศน์เชิงนโยบายการพัฒนา เศรษฐกิจของประเทศไทยที่เรียกว่าไทยแลนด์ 4.0 และต่อมาได้มีการขับเคลื่อนผ ่านแนวนโยบายการเป็นรัฐบาล ดิจิทัล ภายใต้แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม Thailand 4.0 Thailand 4.0 คือโมเดลขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เปลี่ยนเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย นวัตกรรมที่เน้นเทคโนโลยีความคิดสร้างสรรค์และภาคบริการภายใต้วิสัยทัศน์เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ประเทศไทยต้องติดอยู่ในยุค 3.0 นานกว่า 20 ปี ซึ่งเป็นยุคของการเน้นอุตสาหกรรมหนักและ ส่งออก เช่น เหล็กกล้า รถยนต์ ก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น แต่กระบวนการดังกล่าวจะอาศัยเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ท าให้ประเทศไทยต้องอยู่ในภาวะติดกับดักรายได้ปานกลางและก่อให้เกิดความเหลื่อมล ้าด้านความร ่ารวยและความไม่ สมดุลในการพัฒนาประเทศ และส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้น ประเทศไทยจ าเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยการยกระดับด้านเกษตร แบบดั้งเดิม ให้เป็นเกษตรสมัยใหม่เน้นการบริหารจัดการด้วยการใช้เทคโนโลยี ด้านการประกอบกิจการธุรกิจ SME แบบดั้งเดิมให้เป็น Smart Enterprise และ Startups ที่มีศักยภาพที่สูง ด้านการบริการแบบเดิมที่มีมูลค่าค่อนข้างต ่า ปรับให้เป็นการบริการที่มีมูลค่าสูง และด้านการพัฒนาทักษะแรงงานให้เป็นทักษะแรงงานที่มีความรู้ และทักษะ แรงงานที ่สูง และเพื ่อให้บรรลุความส าเร็จในด้านต ่าง ๆ จ าเป็นต้องมีการขับเคลื ่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม โดยมุ ่งไปกลุ ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมายอันได้แก ่กล ุ ่มอาหารเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ กลุ ่มสาธารณสุขสุขภาพ กลุ ่มเครื ่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ ่นยนต์และระบบเครื่องกล กลุ ่มดิจิตอล เทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต กลุ่มเทคโนโลยีสร้างสรรค์วัฒนธรรมและบริการที่มีมูลค่าสูง อย่างไรก็ตาม Thailand 4.0จะประสบความส าเร็จได้จะต้องอาศัยภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนในการขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน สถาบันทางการศึกษา สถาบันทางการเงิน และที่ส าคัญคือภาครัฐ ซึ่งจะต้องมีการบริหาร ราชการที่มีความทันสมัย มีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามา ซึ่งในภาครัฐก็ได้มีการปรับเปลี่ยน โครงสร้างการบริหารราชการแผ ่นดินด้วยการจัดตั้งกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมขึ้นมา และการตั้ง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมขึ้นมารองรับโมเดล Thailand 4.0


54 นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญแห ่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 ได้มีการบัญญัติให้มีการปฏิรูป ประเทศด้านการบริหารราชการแผ ่นดิน โดยให้มีการน าเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการบริหาร ราชการแผ่นดินและการจัดท าบริการสาธารณะ และให้มีการบูรณาการฐานข้อมูลของหน ่วยงานของรัฐทุก หน่วยงานเข้าด้วยกันเพื่อให้เป็นระบบข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการบริหารการแผ่นดินและเพื่ออ านวยความ สะดวกให้แก่ประชาชน อีกทั้งการมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร จัดการและการเข้าถึงการให้บริการของภาครัฐ ในประเด็นของยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและการพัฒนา ระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ที่ภาครัฐจะต้องมีความเชื่อมโยงในการให้บริการสาธารณะด้านต่าง ๆ ผ่านการน า เทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้สามารถติดต่อราชการได้โดยง่ายสะดวกรวดเร็วโปร่งใสเสียค่าใช้จ่ายน้อยและ ตรวจสอบได้ รัฐบาลดิจิทัล ตามพระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562 ได้ให้นิยามของ รัฐบาลดิจิทัลไว้ว่า การน าเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารงานภาครัฐและการบริการสาธารณะ โดยปรับปรุงการบริหารจัดการและบูรณาการข้อมูลภาครัฐและการท างานให้มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงเข้า ด้วยกันอย่างมั่นคงปลอดภัยและมีธรรมาภิบาล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและอ านวยความสะดวกในการให้บริการ ประชาชน ในการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐต่อสาธารณชนและสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และยังให้นิยามของ ค าว่าดิจิทัลว่าหมายถึง เทคโนโลยีที่ใช้วิธีการน าสัญลักษณ์ศูนย์และหนึ่ง หรือสัญลักษณ์อื่นมาแทนค่าสิ่งทั้งปวง เพื่อใช้สร้างหรือก่อให้เกิดระบบต่าง ๆ เพื่อให้มนุษย์ใช้ประโยชน์ ส าหรับหน่วยงานของรัฐ ที่จะต้องมีลักษณะเป็นรัฐบาลดิจิทัลได้แก่ ราชการส ่วนกลาง ราชการส ่วน ภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอัยการ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐและหน ่วยงานอิสระของรัฐ ส ่วนในการก ากับ และติดตามให้หน ่วยงานของรัฐ มีการ ด าเนินการให้เป็นไปตามแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล จะเป็นอ านาจหน้าที่ของส านักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) การปรับตัวของหน่วยงานภาครัฐในการเป็นรัฐบาลดิจิทัล 1. หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ เป็นกรอบในการบริหารจัดการข้อมูลของ หน่วยงานของรัฐ โดยจะต้องมีกฎเกณฑ์และนโยบายข้อมูลเกี่ยวกับ การก าหนดสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบของ ผู้มีส่วนได้เสียในการบริหารจัดการข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง การจัดเก็บ การประมวลผลการใช้การเผยแพร่และการ ท าลาย ทั้งนี้จะต้องควบคุมและตรวจสอบการด าเนินงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลได้เป็นอย่างดี 2. ให้หน่วยงานของรัฐจัดท าข้อมูลและบริการในรูปแบบดิจิทัล Digitization ได้แก่ การให้หน่วยงาน ของรัฐพัฒนาแพลตฟอร์มบริการพื้นฐานเพื ่อรองรับการพัฒนาแอพพลิเคชั ่นหรือบริการรูปแบบใหม ่ที ่อาศัย เทคโนโลยีดิจิทัล 3. ให้หน่วยงานของรัฐเปิดเผยข้อมูลเปิดภาครัฐ ในรูปแบบดิจิทัล Open Government Data จะมี ความเกี่ยวข้องกับการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและตรวจสอบกระบวนการ วิธีการด าเนินงาน รวมถึงเอกสาร และข้อมูลต่าง ๆ ของภาครัฐ 4. ให้หน ่วยงานของรัฐแลกเปลี ่ยนและเชื ่อมโยงข้อมูลระหว ่างกัน Integration และมีศูนย์ แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางสนับสนุนการเชื่อมโยงบริการดิจิทัลให้เกิดบริการสาธารณะแบบเบ็ดเสร็จ


55 การเป็นรัฐบาลดิจิทัล จ าเป็นต้องปรับรูปแบบการบริหารราชการและการให้การบริการสาธารณะที่ ต้องอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเพื่อการบริการสาธารณะที่มีประสิทธิภาพอันเป็นการตอบสนองความต้องการ ของประชาชนอย่างแท้จริง และการมีพระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นกฎหมายส าคัญที่วางระบบและกลไกให้ภาครัฐน าระบบดิจิทัลที่เหมาะสมมาใช้ในการบริหารงาน และการให้บริการของหน่วยงานรัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและการประยุกต์ใช้ระบบดิจิทัลได้อย่างคุ้มค่าและเต็ม ศักยภาพ อันเป็นลักษณะของรัฐบาลดิจิทัลที่มุ่งหวัง เอกสารอ้างอิง ส านักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน). https://www.dga.or.th/th/index.php เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2563 ส านักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ. https://www.opdc.go.th/?lang=th เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2563


57 การพัฒนาองค์การกับเครือข่าย ศิริมา บุญมาเลิศ [email protected] ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง องค์การภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชนต่างพยายามหาแนวทางที่จะ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และพัฒนาการด าเนินกิจกรรมภายในองค์การ โดยน ารูปแบบและเทคนิคต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ เพื่อแก้ไขปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการด าเนินงานขององค์การเพื่อรองรับความท้าทายต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดและความเจริญเติบโตขององค์การ การบริหารงานแบบเครือข่ายจะช่วยให้เห็นทางเลือกใหม่ หรือนวัตกรรมในการจัดการปัญหา เนื่องจากการปฏิบัติงานแบบเครือข่ายมีลักษณะของการใช้อ านาจหน้าที่ในการ ตัดสินใจร ่วมกัน หรือเชื ่อมโยงระหว ่างส ่วนราชการทั้งส ่วนกลาง ภูมิภาค รัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชนให้มี ความสัมพันธ์ที ่ดีต ่อกัน เกิดกระบวนการเรียนรู้ เพิ ่มโอกาสในการจัดการปัญหา เกิดการพึ ่งพาตนเอง เกิดการจัดการทรัพยากร เกิดกระบวนการผลักดันเชิงนโยบาย เกิดอ านาจหรือพลัง ซึ่งถ้าด าเนินการเพียงล าพัง อาจไม่สามารถด าเนินการได้ การสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วม (Network Building and Participatory) จึงเป็นเครื่องมือที่ปัจจุบัน หลายองค์การมีความพยายามในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหาร การบริการสาธารณะให้มีสมรรถนะสูง เพื่อให้เกิด การมีส่วนร่วมในกระบวนการบริหารจัดการ เนื่องจากกระบวนการสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมเป็นปัจจัยส าคัญที่ สนับสนุน และส่งเสริมให้องค์การมีพลังในการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ อันเป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนายุคใหม่ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือเป็นกระบวนการที่ส าคัญในการด าเนินกิจการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการ พัฒนาที่ยั่งยืน เพราะเครือข่ายท าให้เกิดการรวมพลังในการท างาน ตั้งแต่การร่วมกันก าหนด วัตถุประสงค์ บทบาท หน้าที่ การวางแผน การปฏิบัติงาน และการประเมินผล โดยมีกิจกรรมส าคัญที ่เครือข ่ายต้องท าร ่วมกันคือ การแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร ประสบการณ์ การแลกเปลี่ยนทรัพยากร การบูรณาการองค์ความรู้ ซึ่งจะท า ให้กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเป็นการประสานพลังและเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้องค์การต้องสร้างระบบการด าเนินงานร ่วมกับภาคีที ่เกี ่ยวข้องเพื่อสร้างเครือข ่ายการ ปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบร่วมกัน เงื่อนไขส าคัญของเครือข่ายคือต้องมีการติดต่อสัมพันธ์สื่อสารกันอย่างสม ่าเสมอ ระหว่างสมาชิก เครือข่ายอาจเกิดขึ้นได้ใน 2 ลักษณะคือ 1) เครือข่ายที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ได้แก่ เครือข่ายที่เกิดขึ้นจากความสมานฉันท์การร่วมแรงร่วม ใจของฝ่ายต่าง ๆ ที่มองเห็นความจ าเป็นในการเรียนรู้และการแก้ปัญหาร่วมกันแล้วมารวมตัวกันเป็นเครือข่ายเพื่อ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ ตลอดจนการพึ่งพาอาศัย โดยเป็นเครือข่ายที่มีการสื่อสารและความผูกพันที่ มีชีวิตชีวา มีกระบวนการที ่ประสานสอดคล้องกับความสนใจและความต้องการอย ่างแท้จริงของสมาชิกมีแนว ทางการด าเนินการที่เป็นอิสระจากการครอบง าของฝ่ายต่าง ๆ และมีโครงสร้างความสัมพันธ์ในแนวราบ รัตนาวดี ณ นคร (2554:8) ได้ให้ความเห็นว่าเครือข่ายที่เกิดจากธรรมชาติมักใช้เวลานานในการสร้างเครือข่ายแต่เมื่อเกิดขึ้น แล้วเครือข่ายมักมีความเข้มแข็ง ยั่งยืนและมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มมากขึ้นแต่เครือข่ายที่เกิดจากการจัดตั้งจะมี ความเกี่ยวพันกับนโยบายหรือภาครัฐและมักอยู่ในกรอบแนวคิดเดิมที่ใช้กลไกภาครัฐผลักดันให้เกิดงานที ่เป็น


58 รูปธรรม และส่วนมากภาคีหรือสมาชิกที่เข้าร่วมเครือข่ายมักจะไม่ได้มีพื้นฐานความต้องการ ความคิดความเข้าใจ หรือมุมมองในการจัดตั้งเครือข่ายที่ตรงกันมาก่อนที่จะเกิดการรวมตัว การท างานจึงเป็นเรื่องเฉพาะกิจไม่มีความ ต่อเนื่อง เว้นแต่จะได้รับการชี้แนะที่ดีมีการด าเนินงานเป็นขั้นเป็นตอนจนสามารถสร้างความเข้าใจได้ดีและเกิดความ ผูกพันระหว่างสมาชิกจนน าไปสู่เครือข่าย 2) เครือข่ายที่เกิดจากการจัดตั้งและสนับสนุนของภาคส่วนต่าง ๆ จะเกิดเมื่อมีผู้น าที่มีความพร้อม และมีความต้องการที่จะจัดตั้งเครือข่ายเพื่อให้มีการช่วยเหลือส่วนใหญ่เป็นเครือข่ายที่เกิดจากความต้องการให้มีการ ช่วยเหลือกันท างานเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ตนเองไม่สามารถท าได้ดีพอหรือท าได้ไม่ทั่วถึงเครือข่ายลักษณะนี้อาจเกิดจาก ความพร้อมและความต้องการภายในองค์การหรือเกิดจากการสนับสนุนที่เล็งเห็นถึงประโยชน์ที่ตนเองหรือหน่วยงาน จะได้รับจากการเข้าร่วมเป็นสมาชิกในเครือข่าย (Starkey, 2006) องค์ประกอบที ่ส าคัญของความเป็นเครือข ่ายจะต้องประกอบด้วย ได้แก ่ 1) สมาชิกเครือข ่าย ซึ ่งเป็น องค์ประกอบเบื้องต้นของความเป็นเครือข่าย 2) จุดมุ่งหมาย วัตถุประสงค์ ของเครือข่าย เป็นองค์ประกอบที่ส าคัญอีก ประการหนึ่ง เพราะหากว่าบุคคล กลุ่มองค์การ มารวมกันเพียงเพื่อท ากิจกรรมโดยไร้จุดมุ่งหมาย ความสัมพันธ์ดังกล่าว ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ถือว่าเป็นเครือข่าย 3) การท าหน้าที่อย่างมีจิตส านึกคือ การท าหน้าที่ต่อกัน และกระท าอย่างมี จิตส านึกร ่วม ถ้าหากขาดส ่วนนี้ไปการจัดตั้งเครือข ่ายจะเป็นเพียงการจัดตั้งเพื ่อหาผลประโยชน์เท ่านั้น 4) การมีส่วนร่วมและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คือกระบวนการพึ่งพาอาศัยและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้รวมถึงการมีส่วนร่วม ในกิจกรรมต่าง ๆ ของสมาชิกเป็นปัจจัยส าคัญที่เป็นการส ่งเสริมและกระตุ้นให้เครือข่ายมีพลังในการขับเคลื่อนมากขึ้น หากไม่มีกระบวนการดังกล่าวพัฒนาการของเครือข่ายจะเป็นไปอย่างช้า ๆ และอาจสิ้นสุดลง (ศิริมา สุวรรณศรี และคณะ, 2562) การบริหารองค์การแบบเครือข่ายเป็นการเปิดโอกาสให้องค์การได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารและ ทรัพยากรกับกลุ่ม บุคคล และองค์กรที่อยู่ภายนอก เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันท างานในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ ซึ่งกันและกัน ส่งเสริมให้องค์การมีพลังในการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ ดังนั้นเมื่อองค์การมีการสร้างเครือข่ายให้ เกิดขึ้นแล้วจึงควรมีการพัฒนาและรักษาความสัมพันธ์ของเครือข่ายเพื่อท าให้ กลุ่ม บุคคล และองค์กรต่าง ๆ ที่เข้า มาร่วมเป็นเครือข่ายเกิดความรู้สึกว่าได้รับผลประโยชน์จากการเข้ามามีส่วนร่วมหรือเข้าร่วมเป็นเครือข่าย โดยต้องมี เวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่องร่วมกันสร้างสรรค์กิจกรรมใหม่ ๆ อยู่เสมอ และมีการติดตามประเมินผล ทบทวน และสรุปผลการด าเนินงานระหว่างเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เอกสารอ้างอิง รัตนาวดี ณ นคร. (2554). บทบำทและกำรมีส่วนร่วมในกำรสร้ำงเสริมสุขภำพของนักศึกษำ. สืบค้น วันที่ 29 กันยายน 2563. จาก www.ped.si.mahidol.ac.th/site_data/mykku.../Med ศิริมา สุวรรณศรี และคณะ. (2562). รูปแบบกำรสร้ำงเครือข่ำยและกำรมีส่วนร่วมในกำรจัดสวัสดิกำรสังคมผู้สูงวัย ขององค์กำรบริหำรส่วนต ำบลหนองโพธิ์ อ ำเภอหนองหญ้ำไซ จังหวัดสุพรรณบุรี. กรุงเทพ: มหาวิทยาลัย สวนดุสิต. Starkey, Paul. (2006). Networking for development. London: International Forum for Rural Transport and Development.


59 บูรณาการศาสตร์เพื่อการบริการสาธารณะ รุ่งภพ คงฤทธิ์ระจัน [email protected] ตามเจตนารมณ์ของการก่อตั้งโรงเรียนกฎหมายและการเมือง (รกม.) มหาวิทยาลัยสวนดุสิต มีเจตนาที่มุ่งเน้น การจัดบริการวิชาการให้แก่สังคมตามภารกิจของมหาวิทยาลัย โดยเห็นว่า การจัดบริการวิชาการที่เน้นศาสตร์ทาง สังคมศาสตร์และสังคมศาสตร์ประยุกต์จะสามารถยกระดับการพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นระดับหนึ่ง โรงเรียนกฎหมายและ การเมืองจึงเป็นหน่วยงานที่ก ่อตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองภารกิจดังกล ่าว กล ่าวได้ว่าการก่อตั้งโรงเรียนกฎหมายและ การเมืองมีเจตนารมณ์เพื่อจัดท าหลักสูตรที่เป็นรูปแบบของการบูรณาการศาสตร์โดยเชื่อว่าการจัดหลักสูตรดังกล่าวจะ สามารถรวบรวมองค์ความรู้ 3 ด้าน ที่เน้นเฉพาะด้านกฎหมาย การเมืองและการบริหารงานภาครัฐที่จะสร้างความโดด เด ่นด้านการบริหารงานภาครัฐได้เป็นอย่างดีจึงมีการแยกตัวของ 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรนิติศาสตร์ หลักสูตร รัฐศาสตร์และหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ ออกมาจากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความ เป็นเอกลักษณ์ของศาสตร์ที่มีทิศทางการศึกษาในรูปแบบเดียวกันคือ มุ่งน าเสนอศาสตร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับ การบริหารงานภาครัฐภายใต้ข้อกฎหมายและรูปแบบการปกครอง และอีกประการหนึ่งคือการให้ความส าคัญกับการ ปฏิบัติงานราชการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีความสมบูรณ์ทั้งด้านพฤติกรรมการปฏิบัติงานและความรู้ ในการปฏิบัติราชการ ความส าคัญดังกล ่าวได้มีการสร้างองค์ความรู้ใหม ่ที ่คนใน รกม. มักจะเรียนกันว่า “บูรณาการศาสตร์” นั่นหมายถึง การน าความรู้ ทั้ง 3 ประการข้างต้น มาผสมรวมกันใหม่ เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ในการบริหารงานภาครัฐและการจัดบริการสาธารณะ การจัดการความรู้ดังกล่าว เชื่อว่าจะสามารถท าให้เกิดการยกระดับการบริหารงานภาครัฐและการจัดการ บริการสาธารณะได้มีมาตรฐานสูงขึ้นกว่าในอดีต ว่ากันว่าหลักการในการบริหารภาครัฐในอดีตนั้น เน้นการปฏิบัติงาน แบบแยกส่วน มีการแบ่งแยกภารกิจอย่างชัดเจน ซึ่ง ณ เวลานั้นก็ถือว่าเป็นการแบ่งงานกันท าตามความถนัดใน ความหมายของการแบ่งส่วนราชการและการก าหนดคุณสมบัติเฉพาะต าแหน่งของข้าราชการตั้งแต่เดิม ต่อมา เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปตามโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองท าให้เห็นว่าความรู้แบบแยกส่วนไม่ สามารถน าไปสู่การปฏิบัติงานราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการบริหารงานภาครัฐและการจัดการ บริการสาธารณะของรัฐนั้น ไม่สามารถตอบสนองต่อความพึงพอใจของประชาชนได้อย่างแท้จริง ข้อขัดแย้งและข้อ เรียกร้องจากภาคประชาชนมีสูงมากขึ้น ปัญหาที ่พบในระบบราชการในเวลาปัจจุบันก็คือ ความซับซ้อน ในการจัดบริการสาธารณะนั้นไม ่สามารถด าเนินการตามดุลยพินิจของข้าราชการได้อย ่างตามใจเหมือนในอดีต ปัญหาของการจัดการความเป็นธรรมให้แก่ทุกคนไม ่สามารถด าเนินการเพียงแค ่หลักกฎหมายแต่ฝ ่ายเดียว หรือแม้กระทั่งการก าหนดนโยบายสาธารณะของภาครัฐก็มิได้รับอนุญาตให้ก าหนดนโยบายสาธารณะตามอุดมการณ์ ของพรรคการเมืองแต่อย่างใด ทั้งนี้มีการให้ข้อคิดว่าการอนุญาตให้การบริหารงานราชการแบบเก่าด าเนินการต่อไป มีแต่จะสร้างความเสียหายให้แก่ส่วนรวมและลบศรัทธาของประชาชนให้แก่ระบบราชการไทย ดังนั้นการบริหารงานภาครัฐสมัยใหม่ จึงมีการเรียกร้องให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่แบบบูรณาการ ศาสตร์ ซึ ่งโดยพื้นฐานท ่านที ่เคยศึกษางานทางด้าน Public Administration จะพบว ่า ศาสตร์ทาง P.A. นั้น มีการเรียนการสอนให้เห็นถึงความเป็นบูรณาการศาสตร์มาแต่ต้น ซึ่งเราเรียกว่า “Interdisciplinary” โดยเป็นการ


60 ผสมผสานระหว่างศาสตร์ที่เป็นศาสตร์บริสุทธิ์ (Pure Science) และสังคมศาสตร์ (Social Science) เข้ามา บูรณ าการ จึงเป็นรัฐประศาสนศาสตร์ที ่อยู ่ในฐานะสังคมศาสตร์ประยุกต์(Applied Social Science) ที ่เน้น การศึกษาสร้างองค์ความรู้เพื ่อน าไปประยุกต์ใช้ในงาน แต ่ในภาวการณ์บริหารงานภาครัฐในปัจจุบัน ยังคงเน้น การปฏิบัติงานและการแบ่งส่วนความรู้ออกเป็นศาสตร์ ๆ อยู่ต่อไป ซึ่งท าให้ปัญหาต่าง ๆ ทางสังคมไม่สามารถ แก้ปัญหาได้อย ่างสมบูรณ์ กล ่าวคือ เมื ่อแม้มีการแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ ่งจะพบอีกปัญหาหนึ ่งตามมาเสมอ เมื่อมีการก าหนดนโยบายสาธารณะหนึ่ง นโยบายนั้นจะส่งผลกระทบทางลบต่อสังคมอีกด้านหนึ่งเสมอการเรียกร้องให้ รัฐหันมาจัดการปัญหาแบบบูรณาการโดยการรวมหน่วยงานภาครัฐที่มีภารกิจคล้ายกันและมีความสัมพันธ์ใกล้เคียงกัน เข้ามาปฏิบัติงานร ่วมกันภายใต้สังกัดเดียวกัน เคยเกิดขึ้นในยุคปฏิรูประบบราชการ แต ่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า วัฒนธรรมของระบบราชการไทยก็ไม่สามารถด าเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของของการปฏิรูประบบ ราชการในครั้งนั้นได้ ตัวอย่างเช่น การรวมหน่วยงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กับหน่วยงานในระดับอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย) เข้าไว้ภายใต้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ก็ไม ่มีข้อบ ่งชี้ให้เห็นถึงการยกระดับการศึกษาของไทย ให้มีมาตรฐานในระดับที่สูงขึ้นหรือเป็นที่ยอมรับในระดับสากล (Ranking) และกลับกันรัฐบาลไทยได้ก าหนดให้ การศึกษาระดับอุดมศึกษาแยกตัวออกจากกระทรวงศึกษาธิการและให้จัดตั้งเป็นกระทรวงใหม่ ซึ่งประเด็นการจัด ส่วนราชการในลักษณะดังกล่าวนี้ก็ยังเป็นวังวนในการบริหารราชการแบบในอดีต รัฐกับความท้าทายด้านบูรณาการศาสตร์และการสร้างความรู้ใหม่ จึงเป็นสิ่งที่จ าเป็นของหน่วยงานที่ รับผิดชอบทางด้านการศึกษาที่จะต้องถ ่ายทอดแนวคิดและทัศนคติในการบริหารงานราชการแบบฐานคิดทาง รัฐประศาสนศาสตร์ ให้เห็นถึงความส าคัญต่อการน าศาสตร์ต่าง ๆ เข้ามาผสมผสานในการปฏิบัติงานราชการ โดยอยู่ บนพื้นฐานหลักนิติธรรม นิติรัฐ เพื่อให้เกิดแนวมาตรฐานการปฏิบัติงานใหม่ มี 3 ประการคือ 1. ประชาชนมีความพึงพอใจในคุณภาพชีวิตของตนเองในทุกคน 2. การจัดการบริการสาธารณะเป็นไปอย่างเท่าเทียมในทุกพื้นที่และทุกคน 3. การอ านวยความยุติธรรมต่อคนทุกคน บูรณาการศาสตร์และบทบาทของนิติธรรมและนิติรัฐในการจัดบริการสาธารณะ เอกสารอ้างอิง พิทยา บวรวัฒนา. (2556). ระบบรำชกำร.กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. Down, A. (1966). Inside Bureaucracy. Boston: Little, Brown and Co. Rourke, F. E. (1984). Bureaucracy, Politics, and Public Policy.Third Edition. Boston: Little, Brown and Co. Poli Sci ( ) + + Laws Public Ad. +


61 รัฐประศาสนศาสตร์ : บทบาทและหน้าที่ทางการบริหารงานภาครัฐที่เปลี่ยนแปลงไป อานุภาพ รักษ์สุวรรณ [email protected] แนวคิดและทฤษฎีทางรัฐประศาสนศาสตร์มีการปรับเปลี่ยนและมีความซับซ้อนตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป จากแนวคิดและทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์แบบดั่งเดิม (Old Public Administration – Old PA) เปลี่ยนมาเป็น การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม ่ (New Public Management – NPM) และพัฒนามาสู่แนวคิดการให้บริการ ภาครัฐแนวใหม่ (New Public Service – NPS) รวมถึงการบริหารการปกครอง (Governance) พัฒนาการและการ เปลี่ยนแปลงดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงหลักการและแนวทางของการบริหารจัดการภาครัฐ บทบาท และหน้าที ่ของรัฐในการบริหารงานภาครัฐและการจัดบริการสาธารณะ ความสัมพันธ์ระหว ่างรัฐกับรัฐ หรือ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับเอกชนและประชาชนเปลี่ยนแปลงไปและมีความซับซ้อนมากขึ้น จุดเริ่มต้นของแนวคิดและทฤษฎีทางรัฐประศาสนศาสตร์ นับตั้งแต่ที่ Woodrow Wilson ตีพิมพ์บทความ ที่ชื่อว่า “The Study of Administration” ในปี ค.ศ. 1887 คือ แนวคิดและทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์แบบดั่งเดิม (Old PA) ให้ความส าคัญกับประสิทธิภาพ (Efficiency) ของการบริหารจัดการ มีการก าหนดโครงสร้างของหน่วยงาน และระบบการท างานแบบเป็นทางการ หรือที่มักเรียกว่าองค์การระบบราชการหรือองค์การแบบเป็นทางการขนาด ใหญ่ (Bureaucracy) ใช้การสั่งการจากบนลงล่างเป็นล าดับชั้นตามสายการบังคับบัญชาและเน้นการควบคุมตาม กฎระเบียบ และรัฐเป็นผู้มีบทบาทส าคัญในการเป็นผู้น าของสังคม รัฐอยู่ในฐานะของผู้ที่รับผิดชอบในการจัดบริการ สาธารณะทุกประเภทให้กับประชาชนและประชาชนมีบทบาทจ ากัด ในกิจกรรมการด าเนินงานของรัฐ (Rowing) โดยรัฐมีมุมมองในการตอบสนองต่อประชาชนในรูปแบบที่ ประชาชนต้องพึ่งพาภาครัฐ (Citizen as a client) โดยอาศัยการใช้องค์ความรู้แบบสหวิทยาการ (Interdisciplinary) ในการบริหารจัดการภาครัฐ เพราะฉะนั้น ระบบราชการและการบริหารราชการในยุคดังกล่าวจึงเน้นการมีโครงสร้าง ระบบราชการแบบเป็นทางการ มีลักษณะของการรวมศูนย์อ านาจ เน้นการก าหนดมาตรฐานการท างานผ่านทาง กฎหมายและระเบียบต่าง ๆ เป็นหลัก รัฐเป็นผู้ก าหนดและด าเนินการในการให้บริการสาธารณะให้กับประชาชนใน เกือบจะทุกเรื่อง ประชาชนอยู่ในฐานะที่ต้องพึ่งพาบริการสาธารณะจากรัฐ และเป็นพื้นฐานของรูปแบบการบริหาร จัดการภาครัฐมาจนถึงปัจจุบัน อย ่างไรก็ตาม นับตั้งแต ่ช ่วงปลายทศวรรษ 1970 บริบทการเปลี ่ยนแปลงของสังคมโลกที ่มีการ เปลี่ยนแปลงจากสังคมอุตสาหกรรมไปเป็นสังคมข้อมูลข่าวสาร จากระบบเศรษฐกิจระดับไปเป็นระบบเศรษฐกิจ ระดับโลกจากระบบการผลิตเชิงเดี่ยวที่ผลิตครั้งละมาก ๆ ไปเป็นการผลิตที่มีความหลากหลายและเน้นที่คุณภาพ มากกว่าปริมาณ จากการรวมศูนย์อ านาจไปเป็นการกระจายอ านาจ จากระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนไปเป็น ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม การบริหารงานภาครัฐถูกก าหนดโดยพลังทางการตลาด (Market force) กระแสของ ความต้องการในการจัดองค์การภาครัฐใหม่ (Reorganization) การแปรรูปหน่วยงาน (Privatization) และกระแส ของความต้องการในการยกเลิกกฎระเบียบบางประการและแยกหน ่วยงานมีอิสระ ( Deregulation and


62 Liberalization) อันน าไปสู่การจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะแยกออกจากหน่วยงานราชการ (Agentification) ส ่งผลให้ เกิดการแรงผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบราชการ ภายใต้กรอบแนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management – NPM) เพื่อให้ภาครัฐมีความสามารถเพียงพอที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ของสภาพแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงที่ส าคัญอย่างน้อย 2 ประการในระบบราชการของไทย ได้แก่ 1) ในเชิงหลักการและแนวคิดการบริหารราชการแผ่นดินและการให้บริการสาธารณะของไทยได้ปรับ ไปสู่การให้ความสนใจกับความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับสังคมหรือความสัมพันธ์ระหว่างการให้บริการสาธารณะกับ ความต้องการของประชาชน (Citizen-Centered Government) ภาครัฐมุ ่งตอบสนองประชาชนในฐานะที่เป็น ลูกค้า (Customer) บทบาทของประชาชนจากเดิมที่เป็นผู้รอรับบริการจากภาครัฐได้เปลี่ยนมาเป็นผู้ที่มีบทบาท ส าคัญที่ภาครัฐต้องให้ความส าคัญกับความต้องการและความจ าเป็นของประชาชน และถูกใช้เป็นบรรทัดฐานในการ ก าหนดนโยบายและการให้บริการสาธารณะของภาครัฐ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนไม่ได้เป็นไปตาม ตรรกะในเชิงการปกครอง (Bureaucratic Logic) อีกต่อไป แต่เป็นไปในลักษณะของการบริหารจัดการที่ภาครัฐต้อง ให้ความส าคัญกับการสร้างความพึงพอใจและตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของประชาชน 2) ในเชิงโครงสร้างการบริหารราชการ มีการแปรสภาพกิจการของรัฐ ให้เอกชนเข้ามาด าเนินการ รัฐกระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน และใช้รูปแบบการบริหารจัดการแบบเอกชน รัฐปรับบทบาทของตนเองจากเดิมที่เป็น ผู้จัดท าบริการสาธารณะเองทั้งหมด (Rowing) เปลี่ยนมาเป็นผู้ก ากับและควบคุม (Steering) มีการกระจายอ านาจ การบริหารราชการแผ่นดินไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้น มีการกระจายงานบริการสาธารณะบางอย่างให้เอกชนด าเนินการ แทน เช่น กรมการขนส่งทางบก ให้เอกชนเข้ามาด าเนินการตรวจสภาพรถยนต์แทน หรือโรงพยาบาลเอกชนเข้ามา ให้บริการด้านสุขภาพกับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม เป็นต้น มีหน ่วยงานภาครัฐรูปแบบอื ่น ๆ นอกเหนือไปจากส่วนราชการ เข้ามาด าเนินการในกิจการเฉพาะเรื่องของรัฐ เช่น องค์การมหาชนหรือหน่วยงานตาม พระราชบัญญัติเฉพาะ หน ่วยงานของรัฐรูปแบบพิเศษ เป็นต้น และที ่ส าคัญอีกประการหนึ ่งคือ การมีระบบ ตรวจสอบติดตามการด าเนินงานของภาครัฐ ทั้งที่เป็นหน่วยตรวจสอบในระบบราชการเอง หน่วยงานตรวจสอบที่ เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และการตรวจสอบการด าเนินงานของรัฐโดยภาคประชาชน เป็นต้น ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการภาครัฐมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง โดยเฉพาะนับตั้งแต่ ปี 2000 ได้เกิดแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการที่เรียกว่า “การบริการสาธารณะแนวใหม่ (New Public Service – NPS)” โดยเป็นแนวคิดที่อยู่บนพื้นฐานของค่านิยมประชาธิปไตย (Value of Democracy) ความเป็นพลเมือง (Citizenship) และผลประโยชน์สาธารณะ (Public Interest) ความสามารถในการรับผิดชอบได้ต่อพลเมือง (Accountability) การเจรจาต่อรองเพื่อหาข้อสรุปและพันธสัญญาต่อพลเมืองและชุมชน (Community) ประชาชนในฐานะที่เป็น พลเมืองของประเทศถือเป็นผู้ที่มีบทบาทส าคัญต่อการพัฒนาประเทศในทุกด้าน และมีความต้องการที่แตกต่าง หลากหลาย บทบาทการด าเนินงานของภาครัฐแบบเดิม ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการและผลประโยชน์ที่ แตกต่างหลากหลายดังกล่าวได้ ภาครัฐจึงจ าเป็นต้องปรับบทบาทหน้าที่ของตนเอง ต้องหันมา “รับฟังประชาชน” มากกว่า “ออกค าสั่งประชาชน” และ “รับใช้หรือให้บริการประชาชน” มากกว่า “การก ากับควบคุม” ในขณะที่ ภาครัฐต้องการให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ แต่ก็ต้องมีศักยภาพในการตอบสนองและสร้างคุณภาพชีวิต ที่ดีให้แก่ประชาชนได้ด้วย เพราะฉะนั้น การบริหารจัดการภาครัฐจึงจ าเป็นต้องมีการกระจายอ านาจไปสู่ท้องถิ่น การส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักดูแลและปกครองตนเอง รัฐต้องมีความสามารถในการบูรณาการองค์ความรู้และข้อมูลต่าง ๆ


63 เพื่อการตัดสินใจ การขับเคลื่อนนโยบายและการส่งมอบบริการสาธารณะจ าเป็นการอาศัยการบูรณาการองค์การ เครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในการบริหารจัดการภาครัฐ ภาครัฐจะต้องมีความสามารถ ในการผลักดันให้ประชาชนมีความสามารถในการดูแลตนเอง และลดขนาดของภาครัฐให้เล็กลง แต่มีประสิทธิภาพ ในการปฏิบัติงานมากขึ้น โดยการใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ในการบริหาร และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน จากเดิมที่มีลักษณะจากบนลงล่าง เปลี่ยนไปเป็นความสัมพันธ์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ตามความหลากหลายของประชากร อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทิศทางการบริหารจัดการภาครัฐของไทยมีแนวโน้มจะเป็นไปในทิศทางตามแนวคิด “การบริการสาธารณะแนวใหม่” (NPS) มากขึ้น กล ่าวคือมีความพยายามในการกระจายอ านาจของรัฐไปสู่ส ่วน ท้องถิ่นมากขึ้น มีความพยายามในการสนับสนุนให้ประชาชนปกครองดูแลตนเองมากขึ้น มีความพยายามในการบูร ณาการการให้บริการสาธารณะและการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐมากขึ้น แต่การปรับเปลี่ยนบทบาทของรัฐยังไม่ สามารถด าเนินการได้เต็มที่ ทั้งนี้ ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากที่ภาครัฐเองยังไม่พร้อมที่จะปล่อยให้ประชาชนหรือท้องถิ่น ดูแลตนเอง ในขณะที่อีกปัญหาหนึ่งที่ส าคัญกว่า คือ ระบบกฎหมาย ระบบทรัพยากรทางการบริหาร รวมถึงบทบาท อ านาจหน้าที ่และความรับผิดชอบของแต ่ละหน ่วยงานของรัฐ ยังคงมุ ่งเน้นการท างานตามบทบาทหน้าที ่ของ หน่วยงาน (Function) เป็นหลัก และแม้ว่าหลายหน่วยงานพยายามที่จะบูรณาการการท างานเข้าด้วยกัน แต่ก็ยังติด ปัญหาข้อกฎหมายที่ท าให้ยังไม่สนับสนุนให้เกิดการบูรณาการการท างานได้อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน และอีกปัญหาหนึ่ง ที่มีความส าคัญไม่แพ้ปัญหาอื่น ๆ คือ ความมีธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการภาครัฐ แม้ว่าจะมีความพยายาม ในการออกแบบระบบและกลไกในการก ากับ ติดตาม และตรวจสอบการด าเนินงานของภาครัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ก็ยังปรากฏให้เห็นถึงการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการและการบริหารจัดการภาครัฐอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีศักยภาพที่จ ากัดในการปรับการด าเนินงานให้ทันต่อการการเปลี่ยนแปลงอย ่างพลิกผัน (Disruptive Change) อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ภาครัฐยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จาก เทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการได้อย่างเต็มที่ ระบบฐานข้อมูลประชาชนและการด าเนินงานที่แต่ละหน่วยงานมีอยู่ ยังไม่สามารถเชื่อมโยงเข้าหากัน และใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ เป็นต้น จากพัฒนาการของแนวคิดและทฤษฎีทางรัฐประศาสนศาสตร์ และการพัฒนาระบบราชการของไทยตลอด ระยะเวลาที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีปัญหาและอุปสรรคในหลายเรื่อง และบางเรื่องอาจจะเป็นเรื่องที่ยากจะปรับเปลี่ยน แต่เมื่อใดก็ตาม บุคลากรและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าในหน่วยงานใด ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ถ้าเป้าหมายในการท างานมีความชัดเจนว่าท างานเพื่อประโยชน์สาธารณะ และมีการออกแบบระบบและกลไกการ ท างานที่ดี โดยเฉพาะการออกแบบระบบและกลไกการท างานร ่วมกันระหว่างหลาย ๆ หน่วยงานหรือระหว ่าง เครือข่ายการด าเนินงานภาครัฐ รวมถึงมีระบบตรวจสอบและติดตามการด าเนินงานที่ดี สามารถวัดและประเมิน ผลส าเร็จของการท างานได้อย่างชัดเจนและโปร่งใส และทุกหน่วยงานพร้อมที่แก้ไขหรือปรับเปลี่ยนการด าเนินงานที่ ผิดพลาด ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการด าเนินงานและการบริหารจัดการของภาครัฐย่อมที่จะน าไปสู่ประโยชน์สุขของ ประชาชนได้ตามเจตนารมณ์ของหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี


64 เอกสารอ้างอิง ถวิลวดี บุรีกุล. (2556). ธรรมาภิบาล: หลักการเพื่อการบริหารรัฐกิจแนวใหม่. Retrieved from http://kmcenter.rid.go.th/kmc11/file/file_abstract/abstac-54/abs_010954-1.pdf พิทยา บวรวัฒนา. (2543a). รัฐประศาสนศาสตร์: ทฤษฎีและแนวการศึกษา (ค.ศ.1887-ค.ศ.1970) (7 ed.). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พิทยา บวรวัฒนา. (2543b). รัฐประศาสนศาสตร์: ทฤษฎีและแนวการศึกษา (ค.ศ.1970-ค.ศ.1980) (7 ed.). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อุทัย เลาหวิเชียร. (2537). ทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์. วิวัฒนาการของรัฐประศาสนศาสตร์, (3). คณะรัฐประศาสน ศาสตร์. กรุงเทพมหานคร. Chen, C.-K., Yu, C.-H., Yang, S.-J., & Chang, H.-C. (2004). A customer-oriented service-enhancement system for the public sector. Managing Service Quality, 14(5), 414-425. Cohen, S., & Eimicke, W. (2002). The Effective Public Manager: Achieving Success in a Changing Government (3 ed.). San Francisco: Jossey-Bass. Denhardt, J. V., & Denhardt, R. B. (2007). The New Public Service: Serving, Not Streering. New York: M.E. Sharpe, Inc. Denhardt, R. B., & Denhardt, J. V. (2006). Public Administration: An Action Orientation (5 ed.). Belmond: Thompson Wadsworth. Larbi, G. A. (1999). The New Public Management Approach and Crisis State. Retrieved from Nikos, M. (2000). Trend of Administrative Reform in Europe: Towards Administrative Convergence? Retrieved from University of Bologna. Pasuk Phongpaichit. (2001). Good Governance: Thailand's Experience. Retrieved from Paper for Asia Pacific Finance Association (APFA) Annual Conference, July 2001, Bangkok


65 การดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community Based Approach) : กระบวนทัศน์การดูแลที่ยั่งยืน ชวลิต สวัสดิ์ผล [email protected] ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างเป็นสังคมสูงอายุ (Aging Society) เพราะมีประชากรสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) มากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ (ปัจจุบันปี 2563) มีสัดส่วนผู้สูงอายุร้อยละ 17.4 ของ ประชากรทั้งหมดเป็นสังคมสูงอายุอันดับที ่ 2 ในอาเซียนรองจากประเทศสิงคโปร์ รัฐได้ตระหนักถึงการ เปลี ่ยนแปลงโครงสร้างดังกล ่าว เห็นได้จากนโยบายในระดับชาติ ซึ ่งอยู ่ในรูปของแผนผู้สูงอายุแห ่งชาติ พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รัฐธรรมนูญ ตลอดจนนโยบายของรัฐบาลใน ภาพรวมนโยบายดังกล่าวได้ระบุในระดับปฏิบัติการคือชุมชนท้องถิ่นได้รับความคาดหวังให้เข้ามามีบทบาทในการ ดูแลและเกื้อหนุนผู้สูงอายุโดยเฉพาะผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิง การด าเนินการส่งเสริมการใช้แนวคิดชุมชนเป็นฐาน (Community Based Approach) ซึ่งเป็นแนวคิดในการน าศักยภาพที่โดดเด่นของชุมชนท้องถิ่นได้แก่ ทรัพยากร หรือทุนทางสังคมมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างจิตส านึกร่วมของประชาชน โดยประชาชนเพื่อประชาชน แนวคิดนี้ถือ เป็นรูปแบบหรือวิธีการอย่างหนึ่งของการป้องกันปัญหาต่าง ๆ และลดการพึ่งพาภายนอกชุมชน จุดเด่นของแนวคิดนี้ อยู่ที่การมีรากฐานหลักประชาธิปไตยโดยสร้างให้ประชาชนในชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการคิดวิเคราะห์ปัญหาของ ชุมชนท้องถิ่นเอง ร่วมก าหนดแนวทาง แผนการด าเนินการลงมือปฏิบัติและประเมินผลในกิจกรรมนั้น ๆ สถานการณ์การดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงของสังคมไทยยังเป็นบทบาทส าคัญของครอบครัวและเครือ ญาติ ซึ่งเป็นจุดแข็งของสังคมไทยคือการยังคงมีค่านิยมด้านความกตัญญูกตเวที มีความเป็นชุมชนตลอดจนความ เข้มแข็งของเครือข่ายในชุมชน ซึ่งประกอบไปด้วยชุมชนหรือหมู่บ้าน องค์กรสาธารณสุข วัดและองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น จากผลการวิจัยของผู้เขียนพบว่าการมีส ่วนร ่วมต่อการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน มีอยู่ 3 รูปแบบ คือ 1) รูปแบบดั้งเดิมหรือรูปแบบธรรมชาติซึ่งมาจากครอบครัวและเครือญาติ 2) แบบกึ่งทางการกึ่งธรรมชาติ เป็นการดูแลจากอาสาสมัครที่ผ ่านการอบรมพัฒนาศักยภาพ ได้แก่ อาสาสมัครสาธารณสุขประจ าผู้บ้าน (อสม.) อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ (อผส.) อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) อาสาสมัครสร้างและดูแล ผู้สูงอายุในชุมชน (Care Giver) ชมรมผู้สูงอายุ กลุ่มผู้น าชุมชนและ 3) รูปแบบที่เป็นทางการจากหน่วยงานของ รัฐ เช่น โรงพยาบาลระดับต าบล อ าเภอ หน่วยงานราชการในพื้นที่ เช่น องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานของ กระทรวงมหาดไทย การด าเนินงานของรูปแบบกึ่งทางการกึ่งธรรมชาติและรูปแบบทางการมีปัญหาในการด าเนินงาน คือ การเข้าถึงและขาดการไว้วางใจจากผู้สูงอายุที่อยู่ภาวะพึ่งพิง ความไม่ทั่วถึงและครอบคลุมเนื่องจากบุคลากรมี จ ากัดอีกทั้งยังขาดความรู้สหสาขาวิชาและเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ท าให้ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้แก่ครอบครัวและเครือ ญาติได้ ส่วนบริการด้านสังคมที่เป็นภารกิจของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็ไม่ครอบคลุม เช่นกันและที่มีอยู่เอื้อเฉพาะผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้ จากการศึกษาพบว่าศักยภาพการด าเนินงานของชุมชน ท้องถิ่นในการดูแลผู้สูงอายุมีหลายชุมชนมีการตื่นตัวในการท ากิจกรรมต่าง ๆ


66 การน าแนวคิดการใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community Based Approach) เพื่อผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิง จุดประสงค์ เพื่อให้ชุมชนได้เรียนรู้การบริหารจัดการเพื่อช่วยเหลือและเกื้อหนุนกันให้สามารถพึ่งตนเอง แต่การด าเนินงานของ ชุมชนท้องถิ ่นมีระดับความเข้มแข็งแตกต ่างกัน บางชุมชนมีการด าเนินการเพียงเล็กน้อยแต ่บางชุมชนมีความ หลากหลายของกิจกรรม โดยภาพรวมชุมชนท้องถิ่นมีการตื่นตัวในการช่วยเหลือผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงบน พื้นฐานอัตลักษณ์ของตนเอง เอกสารอ้างอิง มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุ . (2562). สถำนกำรณ์ผู้สูงอำยุไทย 2560. กรุงเทพ : อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์ พับลิชชิง ชวลิต สวัสดิ์ผล. (2563). กำรพัฒนำศักยภำพชุมชนท้องถิ่นเพื่อผู้สูงอำยุที่อยู่ในภำวะพึ่งพำในภำคตะวันออกเฉียงเหนือ. กรุงเทพ : มหาวิทยาลัยสวนดุสิต


67 ความส าคัญของความเป็นสากลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ [email protected] ส านักงานสถิติแห่งชาติ ที ่เป็นหน ่วยงานหลักในการส ารวจและเก็บสถิติเกี ่ยวกับ โครงสร้างและการ เปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร ทั้งอัตราการเกิดและอัตราการเสียชีวิต ซึ่งจากข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ ปฏิเสธไม่ได้ ว่าอัตราการเกิดของประชากรไทยตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมาได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง และอาจส่งผลต่อจ านวนของ นักเรียนและนักศึกษาในอนาคตอันใกล้ เห็นได้จากหลายมหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้เปิดหลักสูตรที่รองรับการ เข้ามาเรียนของนักศึกษาต่างชาติ โดยเฉพาะจากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศในกลุ่ม ประเทศเอเชียตะวันออก เพื่อชดเชยกับจ านวนนักศึกษาที่ลดลง ในยุคปัจจุบัน หากมองในแง่มุมของความเป็นสากลแล้วนั้น เมื่อประเทศไทยได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ ่งของ ประชาคมอาเซียน การปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาให้เป็นไปตามรายละเอียดของประชาคมสังคมและวัฒนธรรม (ASEAN Socio-Cultural Community–ASCC) ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านกิจกรรม ความร่วมมือที่ให้ความส าคัญกับประชาชน ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางผ่านการส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ในระดับภูมิภาค โดยการพัฒนาโอกาสทางการศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการเทียบเคียงคุณวุฒิ ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อสนับสนุนการรับรองคุณวุฒิการศึกษาและคุณวุฒิวิชาชีพของประเทศสมาชิก อาเซียนและเพื ่ออ านวยความสะดวกในการเคลื ่อนย้ายผู้เรียน/แรงงานระหว ่างประเทศสมาชิก รวมถึงมี การเสริมสร้างเครือข่ายความร ่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยในอาเซียน ผ ่านการจัดตั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน (ASEAN University Network: AUN) ซึ ่งเป็นความร ่วมมือระหว ่างสถาบันอุดมศึกษาในประเทศสมาชิกอาเซียน โดยมีกิจกรรมหลัก อาทิ การให้ทุนการศึกษาการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ การแลกเปลี่ยนนักศึกษา การแลกเปลี่ยน ทางวัฒนธรรม การเสริมสร้างทักษะและประสบการณ์ตรงให้กับเยาวชน นิสิต นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสมาชิก การเสริมสร้างความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาและระบบการถ่ายโอนหน่วย กิจของอาเซียน จากปัจจัยที ่กล ่าวมาข้างต้น การปรับเปลี ่ยนให้คณะ/หลักสูตรมีความเป็นสากลเพื ่อรองรับต ่อการ เปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นั้นมีความส าคัญเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้จากการที่ที่ประชุมอธิการบดีแห่ง ประเทศไทย รวมถึงมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีการจัดอบรมหลักสูตรพัฒนาอาจารย์เพื่อน าไปสู่การพัฒนาหลักสูตรตาม เกณฑ์ AUN-QA (ASEAN University Network Quality Assurance) หรือการจัดอบรมผู้ประเมินคุณภาพ การศึกษาระดับหลักสูตร ตามเกณฑ์ AUN-QA ระดับหลักสูตร และมีหลายมหาวิทยาลัยได้น าเอาเกณฑ์ AUN-QA มาใช้ในการประกันคุณภาพการศึกษา หรือการที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สร้างตัวชี้วัดหัวข้อ การสร้างความเป็น สากลจากภายในมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ซึ่งเกณฑ์การประเมินคือ ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายนานาชาติ หลักสูตรที่มี


68 ความเป็นนานาชาติและมีนักศึกษาต่างชาติ เป็นต้น ดังนั้นการปรับเปลี่ยนให้คณะ/หลักสูตรมีความเป็นสากล จึงจ าเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคตอันใกล้ ส าหรับโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิตนั้น ถูกจัดตั้งขึ้นบนฐานความคิดของการ สร้างความเข้มแข็งของหลักสูตร ด้วยการรวมหลักสูตรที่มีพื้นฐานทางวิชาการใกล้เคียงกันหรือสัมพันธ์กัน ได้แก่ หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต รัฐศาสตรบัณฑิต ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร มหาบัณฑิต สาขาการบริหารงานส่วนท้องถิ่น และปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาอาชญาวิทยาการบริหารงานยุติธรรม และสังคม เข้าเป็นศักยภาพเดียวกัน เพื่อจัดตั้งเป็น “โรงเรียนกฎหมายและการเมือง” (School of Laws and Politics) ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลักสูตรที่ประกอบขึ้นมาเป็นโรงเรียนกฎหมายและการเมืองนั้นค่อนข้างมีความเฉพาะทาง ทางด้านเนื้อหาวิชา จึงเป็นอุปสรรคส าคัญต่อการรับนักศึกษาจากต่างประเทศ เพื่อเข้ามาศึกษาในหลักสูตรที่เปิด สอนเป็นภาษาไทย อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก มีนักเรียน นักศึกษาต่างชาติจ านวนมากที่สนใจในการเรียนภาษาไทยเป็นภาษาที่สองหรือภาษาที่สาม เห็นได้จาก จ านวนนักศึกษาต่างชาติที่เข้ามาศึกษาในระดับอุดมศึกษาในไทยเป็นจ านวนหลายหมื่นคนต่อปี ซึ่งกลุ่มนักศึกษา เหล ่านี้มีทั้งนักศึกษาที ่เข้ามาเรียนในหลักสูตรนานาชาติ และหลักสูตรภาษาไทย โดยหลักสูตรภาษาไทยนั้น ส ่วนมากนักศึกษาจะมาจากกลุ ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม ่า เวียดนาม) และนักศึกษาจากประเทศจีน ทั้งหลักสูตรระยะสั้นและระยะยาว นักศึกษากลุ่มนี้มีทั้งมีความรู้ทางภาษาไทยอยู่แล้ว อาทิ นักศึกษาจากประเทศลาว ที่ผู้คนส ่วนใหญ่สามารถพูดและเข้าใจภาษาไทยได้ หรือนักศึกษาที่เรียนในหลักสูตรภาษาไทย ที่การเปิด สอนในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศ เช่น ในประเทศเวียดนาม คือ มหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนาม นครโฮจิมินห์ และมหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนาม ฮานอย ในประเทศกัมพูชา คือ สากลวิทยาลัยภูมินท์ พนมเปญ ในประเทศพม่า คือ มหาวิทยาลัยมัณฑะเลย์ภาษาต่างประเทศ หรือในประเทศจีน คือ มหาวิทยาลัยหมินจู๋ยูนนาน มหาวิทยาลัย กวางสี หรือ มหาวิทยาลัยนานาชาติศึกษาเซี่ยงไฮ้ เป็นต้น ซึ่งหากวิเคราะห์ถึงสาเหตุของการเรียนภาษาไทยของ นักศึกษาต่างชาตินั้น อาจเป็นเพราะความต้องการของตลาดแรงงานที่ในปัจจุบันมีการเพิ่มขึ้นของปฏิสัมพันธ์ทาง ธุรกิจระหว่างประเทศเป็นจ านวนมาก และนักศึกษาเหล ่านี้ไม่เพียงแต่ต้องการเรียนภาษาไทย แต่ยังต้องการ ประสบการณ์ตรงของการใช้ภาษาไทย ท าให้เกิดการไหลเข้ามาของนักศึกษาต่างชาติในประเทศไทยไม่จ ากัด เพียงแค่นักศึกษาในหลักสูตรด้านภาษา แต่ยังมีนักศึกษาอีกเป็นจ านวนมากที่ต้องการเข้ามาเรียนในหลักสูตรอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน จากข้อมูลข้างต้น แสดงให้เห็นว่าหากเนื้อหาหลักสูตรมีความน่าสนใจและสามารถเป็นประโยชน์ต่ออนาคต การท างานของนักศึกษา การดึงนักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนในหลักสูตรหรือวิชาจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป อนึ่ง โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มีเนื้อหาหลักสูตร และรายวิชาที่มีความหลากหลายของระดับความรู้ ตั้งแต่ความรู้ พื้นฐานที่นักศึกษาหลักสูตรอื่นสามารถลงทะเบียนเรียนได้ทั้ง รายวิชากฎหมายและการเมืองเบื้องต้น และรายวิชา พื้นฐานสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองการปกครอง ไปจนถึงความรู้เฉพาะทางส าหรับนักศึกษาในหลักสูตรนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งสามารถน ารายวิชาที่มีอยู่เดิมมาจัดเป็นชุดวิชาเพื่อรองรับหลักสูตรแลกเปลี่ยน


69 ระยะสั้น หรือหลักสูตรระยะยาวส าหรับนักศึกษาต่างชาติที่มีความรู้ทางด้านภาษาไทยได้เช่นกัน เพราะนักศึกษา เหล่านี้ล้วนแล้วแต่มุ่งหวังที่จะท างานที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย แต่การเรียนความรู้ด้านภาษาเพียงอย่างเดียวอาจไม่ สามารถตอบโจทย์การแข่งขันในตลาดแรงงานได้อีกต่อไป การเรียนรู้ศาสตร์ความรู้เฉพาะทางเป็นอีกแนวทางหนึ่งใน การสร้างจุดเด่นให้กับตนเอง หากทางโรงเรียนกฎหมายและการเมืองจะหยิบแนวทางการบูรณาการศาสตร์ทาง กฎหมายและการเมืองมาเป็นจุดขายของหลักสูตรแลกเปลี่ยนส าหรับนักศึกษาต่างชาติ ที่สนใจในข้อกฎหมายไทย นโยบายและการเมืองการปกครองไทย เพื่อเตรียมตัวส าหรับการท างานทางสายอาชีพทางราชการ ทางกฎหมาย หรือบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยก็เป็นได้ อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าได้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างทางสังคม และกระแสความเป็นสากลที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การยอมรับและปรับตัวแสวงหาโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงคือความอยู่รอดในสังคมแห่ง การแข่งขัน จึงมีความส าคัญเป็นอย่างมากต่อบริบทการศึกษาในปัจจุบัน


70 กลยุทธ์ในการจัดการขยะอินทรีย์สู่รางวัลจังหวัดสะอาด โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในต าบลบ้านควน อ าเภอเมือง จังหวัดตรัง ปิยาณีย์ เพชรศรีช่วง [email protected] ในปัจจุบันปัญหาขยะมูลฝอยเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุและจ าเป็นจะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร ่งด ่วน กระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลักในการด าเนินการบริหารจัดการขยะมูลฝอยได้เล็งเห็นถึง ความส าคัญของปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ในด้านต่าง ๆ เช่น ขยะมูลฝอยไม่ได้รับการคัดแยกตั้งแต่ต้นทาง การบริหาร จัดการของหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบยังขาดประสิทธิภาพ และขยะมูลฝอยไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้องตามหลัก วิชาการ กระทรวงมหาดไทยจึงได้จัดท าแผนปฏิบัติการจัดการขยะมูลฝอย “จังหวัดสะอาด” เพื่อขับเคลื่อนและ แก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยให้เกิดความต ่อเนื ่อง และเป็นไปตามแผนแม ่บทการบริหารจัดการขยะ มูลฝอยของ ประเทศ และยังก าหนดแผนรณรงค์ “แยกก่อนทิ้ง” ขึ้นเพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้ง ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้ามามีส ่วนร ่วมในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยให้ถูกต้องตามหลัก วิชาการ ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง โดยให้จังหวัด อ าเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หมู่บ้าน/ชุมชน และ ประชาชนในทุกครัวเรือนร่วมด าเนินการตามแผน ส าหรับจังหวัดตรังในปีพ.ศ. 2562 มีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดตรัง รวมทั้งสิ้น 88,119.34 ตัน/ปี สัดส ่วนองค์ประกอบของขยะมูลฝอยแต ่ละประเภทของจังหวัดตรัง (แบ ่งแยกประเภทขยะตามข้อมูลของ กรมควบคุมมลพิษ) พบว่าเป็นขยะอินทรีย์ เฉลี่ยร้อยละ 22.98 ขยะรีไซเคิลเฉลี่ยร้อยละ 12.82 ขยะทั่วไปเฉลี่ย ร้อยละ 63.59 ของเสียอันตรายเฉลี ่ยร้อยละ 0.67 ขยะอิเล็กทรอนิกส์เฉลี ่ยร้อยละ 0.70 จังหวัดตรัง จึงได้เล็งเห็นความส าคัญของแก้ไขปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยด้วยการคัดแยกขยะมูลฝอยและการจัดการขยะ อินทรีย์ที่สามารถน ามาใช้ประโยชน์ได้ เช่นการท าปุ๋ยหมัก เป็นต้น ส านักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดตรัง จึงได้ขับเคลื่อนโครงการ ถังขยะเปียก ลดโลกร้อน ขึ้น ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเป้าประสงค์ของแผนปฏิบัติการจัดการขยะมูล ฝอยชุมชน “จังหวัดสะอาด” โดยด าเนินการจัดท า “ถังขยะเปียกครัวเรือน” ในระดับครัวเรือนและสถานศึกษา ในสังกัดองค์กรปกครองส ่วนท้องถิ ่นจังหวัดตรัง เพื่อน าขยะอินทรีย์หรือขยะเปียกไปใช้ประโยชน์ซึ่งจะช่วยในการ สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางและยังช่วยลดปริมาณขยะที่ไปถึง ณ สถานที่ก าจัด รวมทั้งยังช่วยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกวิธีหนึ่ง ซึ่งเป็นมาตรการการจัดการของเสียด้านการจัดการขยะ เรื่องมาตรการลดปริมาณขยะ การลดอัตราการเกิดขยะ การเพิ่มการรีไซเคิล และการน าขยะมาใช้ประโยชน์ อย่างไรก็ตามเพื่อเกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการขยะอย่างต่อเนื่องนั้น ภาคประชาชนในพื้นที่ต าบล บ้านควน อ าเภอเมือง จังหวัดตรัง จึงเข้ามามีบทบาทในการมีส่วนร่วมของการคัดแยกขยะเพื่อจัดการขยะตั้งแต่ต้น ทางจนถึงปลายทาง กระทั่งได้รับรางวัลจังหวัดสะอาดซึ่งเป็นตัวอย่างให้กับพื้นที่อื่นได้ ขยะอินทรีย์คือขยะที่ย่อยสลายได้ง่าย มีลักษณะเป็นเศษผักเศษผลไม้และเศษอาหารในครัวเรือนที่เหลือใช้ หรือไม่สามารถใช้งานได้เป็นขยะที่บูดเน่า เศษใบไม้แห้งที่ร่วงจากต้นไม้หรือเกิดการตัดแต่งกิ่งไม้แล้ว โดยวิธีการ


71 จัดการขยะอินทรีย์ที่ต าบลบ้านควนน ามาใช้คือหลัก 3RS (Reduce Reuse and Recycle) หรือหลัก 3ช ใช้น้อย ใช้ซ ้า และการน ากลับมาใช้โดยการมีส่วนร่วมจากประชาชน โดยมีวิธีการปฏิบัติ ดังนี้ 1. ให้มีการคัดแยกขยะตามประเภท 2. ใช้น้อย คือ รณรงค์ปฏิเสธการใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อลดขยะที่เป็นพลาสติกหรือโฟม 3. ใช้ซ ้า คือ วัสดุที่เป็นขยะที่สามารถน ากลับมาใช้ซ ้าได้อีก เช่น กระดาษที่ใช้หน้าเดียว 4. การน ากลับมาใช้ใหม่วัสดุที่พอจะใช้ประโยชน์ได้หรือน ามาดัดแปลงให้เกิดประโยชน์ใหม่อีกครั้งได้ เช่น ขยะอินทรีย์สามารถน ามาใช้เป็นปุ๋ยหมักได้ด้วยการน ากลับมาใช้ใหม่ในรูปแบบปุ๋ยหมัก คือ การน าขยะอินทรีย์ ที่อยู่ในถังขยะเปียกครัวเรือนตั้งแต่ 45 วันขึ้นไปน ามาเป็นปุ๋ยหมักเพื่อใช้ในครัวเรือน เป็นต้น นอกจากนั้น ผู้น าชุมชนยังท าความเข้าใจกับประชาชน โดยมีวิธีการประชาสัมพันธ์ควบคู่กับการอบรมให้ ความรู้กับชาวบ้านถึงการใช้หลัก 3RS (Reduce Reuse and Recycle) หรือหลัก 3ช ใช้น้อย ใช้ซ ้า และการน า กลับมาใช้ใหม่ รวมทั้งการสร้างเครือข่ายแกนน าภายในชุมชนเพื่อให้มีแกนน าหลักในการประชาสัมพันธ์ เชิญชวน และรณรงค์ให้ความรู้แก่ชาวบ้าน กลยุทธ์ในการจัดการขยะอินทรีย์สู่รางวัลจังหวัดสะอาดโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในต าบลบ้านควน อ าเภอเมือง จังหวัดตรัง ใช้วิธีการจัดการขยะอินทรีย์โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ โดยการน าหลัก 3RS (Reduce Reuse and Recycle) หรือ 3ช: ใช้น้อย ใช้ซ ้า และน ากลับมาใช้ใหม่มาใช้ในการจัดการขยะอินทรีย์ด้วย การจัดท าถังขยะเปียกระดับครัวเรือนในรูปแบบปุ๋ยหมัก คือ การน าขยะอินทรีย์ที่อยู่ในถังขยะเปียกครัวเรือนตั้งแต่ 45 วันขึ้นไปน ามาเป็นปุ๋ยหมักและมีวิธีการให้ความเข้าใจกับประชาชนในชุมชนกับหลัก 3RS โดยมีวิธีการ ประชาสัมพันธ์ควบคู่กับการอบรมให้ความรู้กับชาวบ้านถึงการใช้หลัก 3RS หรือ 3ช และการสร้างเครือข่ายแกนน า ภายในชุมชนเพื่อให้แกนน าประชาสัมพันธ์ เชิญชวน และรณรงค์ ให้ความรู้แก่ชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง เอกสารอ้างอิง กรมควบคุมมลพิษ. (2563).แผนปฏิบัติกำรจัดกำรขยะมูลฝอยชุมชน “ตรังสะอำด” ประจ ำปี พ.ศ. 2563 แนวคิดแผน แม่บท กำรบริหำรจัดกำรขยะมูลฝอยของประเทศ พ.ศ. 2559-2564. กรุงเทพมหานคร


73 วิถีนาเกลือเพชรสมุทรคีรีกับความท้าทายและการเลือนหายของภูมิปัญญา ภาวินี รอดประเสริฐ [email protected] ประเทศไทยได้รับความท้าทายกับการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อมที่ เกิดขึ้นตลอดเวลา ภายใต้ระบบการติดต่อสื่อสารเปลี่ยนเป็นแบบโลกไร้พรมแดน ข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้ต่าง ๆ ถูกพัฒนาขึ้นตลอดเวลา ดังนั้น การพัฒนาประเทศในทุกมิติจ าเป็นจะต้องอาศัยฐานแห่งความรู้ และการน าเอา ทรัพยากรที่มีในชุมชน มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งทรัพยากรในชุมชนที่ว่านี้เรียกรวมว่า ทุนทางสังคม (social capital) โดยจะต้องมีการพัฒนาไปอย่างสมดุล “เกลือ” เป็นทรัพยากรที่มีความส าคัญต่อการด ารงชีวิตของมนุษย์นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ส าหรับประเทศ ไทยแล้วชุมชนเกลือสมุทรที ่ใหญ ่ที ่สุดอยู ่ในพื้นที ่ภาคกลาง 3 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดเพชรบุรี จังหวัด สมุทรสาคร และจังหวัดสมุทรสงครำม (เพชรสมุทรคีรี) มีจ านวน 18 ต าบล ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งทุนทางสังคมที่ส าคัญ แห่งหนึ่งของประเทศ ภาพที่ 1 นาเกลือ อ าเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ที่มา: https://thainews.prd.go.th/ th/news /detail/TCATG191213230729038 เกลือสมุทรมีคุณสมบัติพิเศษ คือ ละลายช้า และมีแร ่ธาตุหลายชนิด สามารถน าไปใช้ประโยชน์ได้ หลากหลาย ทั้งในระบบอุตสาหกรรม รวมไปถึงเพื่อการบริโภค เป็นต้น แต่ด้วยกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้นในปัจจุบัน วิถีการท านาเกลือของชาวนาเกลือในพื้นที่ 3 จังหวัดดังกล่าว ก าลังจะเลือนหายไปด้วยกระแส ความเจริญ ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมที่ท าให้ไม่สามารถผลิตเกลือได้ รวมถึงการเปลี่ยนอาชีพของ เกษตรกรนาเกลือไปประกอบอาชีพอื่น เพราะผลิตเกลือขายไม่ได้ราคา/ไม่คุ้มต่อต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ยังพบว่า มีแนวโน้มการน าเขาเกลือจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยส าคัญต่อการผลิตเกลือในกลุ่มพื้นที่เพชรสมุทรคีรี จึงน่าเป็น ห่วงว่าภูมิปัญญาในการท านาเกลือที่มีอยู่เดิม จะคงอยู่แค่เพียงกับเกษตรกรรุ่นเก่าเท่านั้น และไม่มีผู้รับสืบทอดความรู้ ในการท านาเกลือให้อยู่คู่กับประเทศไทยต่อไป ถือได้ว่าเป็นความท้าทายของการด ารงอยู่ของวิถีชีวิตชาวนาเกลือ ซึ่งหมายรวมถึงภูมิปัญญาการท านาเกลือด้วย ในบทความนี้ ผู้เขียนมุ่งน าเสนอถึงประเด็น ท้าทายของวิถีชาวนาเกลือ เพื่อสะท้อนถึงความท้าทายของการคงอยู่ของวิถีนาเกลือในพื้นที่เพชรสมุทรคีรีของไทย


74 จากการส ารวจพื้นที่การท านาเกลือในพื้นที่เพชรสมุทรคีรี พบว่า พื้นที่ในการท านาเกลือ มีแนวโน้มลดลงอย่าง น่าเป็นห่วง จากข้อมูลของส านักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดสมุทรสงคราม สะท้อนให้ เห็นว่าแนวโน้มในการท านาเกลือหรือการยึดอาชีพเกษตรกรนาเกลือมีแนวโน้มลดลง เนื่องมาจากในตลาดมีเกลือ สินเธาว์เข้ามาเป็นส่วนแบ่งการตลาดที่ส าคัญ เพราะมีราคาที่ถูกกว่า มีการโฆษณาชวนเชื่อเรื่องของความสะอาด และมีการเติมสารไอโอดีนเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการน าเข้าเกลือทะเลจากต่างประเทศ เช่น อินเดีย ออสเตรเลีย ที่เป็นคู่แข่งในการผลิตเกลือทะเลอีกทั้งจากสภาพอากาศที่แปรปรวนส่งผลต่อการผลิต เกลือสมุทร เพราะการท านาเกลือสมุทรสามารถท าได้แค่เพียงปีละ 1 ครั้ง ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ท าให้เกษตรนา เกลือส่วนใหญ่ตัดสินใจขายพื้นที่ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมและเปลี่ยนอาชีพ ปัจจุบันเกษตรที่ท านาเกลือเหลือเพียง 80 กว่าเรือนเท่านั้น และเกษตรกรที่มีพื้นที่ในการท านาเกลือเป็นของตนเองมีไม่ถึง 10 ครัวเรือน นอกจากปัญหาด้านสภาพอากาศและปัญหาด้านการตลาดแล้ว ยังมีปัญหามลพิษทางทะเลที่เกิดจากการปล่อย น ้าเสียของโรงงานอุตสาหกรรม ส ่งผลให้น ้าทะเลมีสารพิษปนเปื้อน เกลือที ่ผลิตได้จึงไม่มีคุณภาพหรือยังไม่มี มาตรฐานและขายไม่ได้ราคา กอรปกับต้นทุนในการผลิตเกลือมีราคาสูงขึ้นจากค่าแรงงาน ภาพที่ 2 การท านาเกลือ อ าเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ที่มา: https://twitter.com/amdimondstar/status/856424311749464066 เหล่านี้ ล้วนกลายเป็นปัญหาที่ท าให้ผู้ประกอบอาชีพการท านาเกลือทะเลลดลง เปลี่ยนไปท าอาชีพอื่นแทน ดังนั้น ในอนาคตอาจเป็นไปได้ว่าเมื่อเกษตรกรท านาเกลือลดน้อยลง องค์ความรู้และภูมิปัญญาของชาวนาเกลือ อาจจะสูญหายไปพร้อมกับอาชีพการท านาเกลือก็เป็นได้ สอดคล้องกับการก าหนดนโยบายของประเทศภายใต้ นโยบายประเทศไทย 4.0 ซึ ่งมุ ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ภูมิปัญญาภายในชุมชนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อการคงอยู่ของชุมชนอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน แต่ด้วยความท้าทายดังกล่าว วิถีชาวนาเกลือเพชรสมุทรคีรี จึงน่าเป็นห่วงว่าจะมีผลกระทบทั้งในเชิงเศรษฐกิจ และมิติของการอนุรักษ์ ภายใต้ความท้าทายข้างต้น จ าเป็นอย่างยิ่งที่ชุมชนต้องมีความเข้มแข็ง และรู้จักการน าเอาภูมิปัญญา ท้องถิ่นมาเป็นพลังในการแก้ไขปัญหา และขับเคลื่อนชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ผ ่านการสนับสนุนของหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน โดยมุ่งพัฒนานวัตกรรมชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น อันจะเป็นการส่งเสริมการ เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ ่นที ่ทรงคุณค ่าอย ่างต ่อเนื ่องสู ่การ “พึ่งพำตนเอง พึ่งพำกันเอง” ของสมาชิกในชุมชน สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยซึ่งจะน ามาสู่การสร้างสมดุลระหว่างคนในชุมชน สังคม และธรรมชาติได้อย่าง ยั่งยืน น าไปสู่การอนุรักษ์และการคงอยู่ของวิถีนาเกลือเพชรสมุทรคีรีให้อยู่คู่สังคมไทยต่อไป


75 เอกสารอ้างอิง นวกานต์ แท่งทอง. (2555). ทุนทำงสังคมกับกำรจัดกำรชุมชน: กรณีศึกษำต ำบลเหมืองใหม่ อ ำเภออัมพวำ จังหวัด สมุทรสงครำม. รัฐศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยรามค าแหง. กรุงเทพฯ. ส านักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม. (2559). ข้อมูลกำรขึ้นทะเบียนเกษตรกร ประจ ำปี พ.ศ. 2559. ส านักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม. เชาว์ เฮงสุกล ประธานสหกรณ์ชาวนาเกลือ จังหวัดสมุทรสงคราม, บทสัมภาษณ์ 17 มิถุนายน 2560.


77 วันหยุดกรณีพิเศษเพื่อชดเชยวันหยุดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจ าปี 2563 ภิญโญ คูวัฒนาเสนีย์ [email protected] สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Covid19) ในปี 2563 นอกจากจะก่อให้เกิดความเสียหาย ต ่อเศรษฐกิจเป็นอย ่างมหาศาลแล้ว ยังก ่อให้เกิดความเปลี ่ยนแปลงทางสังคมอย ่างมากมายในหลายรูปแบบ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่กระทบต่อสังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทยอย่างยิ่งประการหนึ่งก็คือ การงดจัดงาน ประเพณีสงกรานต์ประจ าปี 2563 ที่นอกจากจะเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลแล้ว เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 คณะรัฐมนตรีมีมติให้เลื ่อนวันหยุดราชการในช ่วงเทศกาลสงกรานต์ประจ าปี 2563 ซึ ่งนอกจาก จะมีผลต่อข้าราชการในส่วนงานราชการต่าง ๆ แล้ว มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวยังเป็นผลให้ ลูกจ้างทั่ว ๆ ไปไม่อาจได้หยุดพักผ่อนและเดินทางกลับไปเยี่ยมญาติในภูมิล าเนาของตนเองได้อย่างที่เคยปฏิบัติ ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2563 คณะรัฐมนตรีได้มีมติก าหนดให้วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม 2563 และวันที่ 13 สิงหาคม 2562 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอีกครั้งก าหนดให้วันศุกร์ที ่ 4 และวันจันทร์ที ่ 7 กันยายน 2563 เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษเพื่อชดเชยวันหยุดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจ าปี 2563 กรณีของข้าราชการและ ลูกจ้างในหน่วยงานราชการจึงได้รับวันหยุดเพื ่อชดเชยวันหยุดตามประเพณีสงกรานต์ครบถ้วนแล้ว แต่ยังคงมี ประเด็นที่น่าสนใจคือมติของคณะรัฐมนตรีและประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมีผลต่อนายจ้างให้ต้อง ก าหนดวันหยุดตามประเพณีให้เป็นไปตามนี้หรือไม่ การจ้างงานระหว่างนายจ้างและลูกจ้างนั้นมีกฎหมายส าคัญที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้นายจ้างปฏิบัติต่อ ลูกจ้างอย่างเป็นธรรม หรืออาจกล่าวได้ว่าเพื่อปกป้องคุ้มครองลูกจ้างที่ไม่อาจต่อรองเกี่ยวกับเงื่อนไขการจ้างกับ นายจ้างได้อย่างเท่าเทียมกันนั่นเอง กฎหมายส าคัญนั้นก็คือพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กฎหมายคุ้มครองแรงงานนี้มีบทบัญญัติที่เกี ่ยวกับหลักเกณฑ์ที ่นายจ้างจะต้องปฏิบัติ หรือที ่เรียกว่า “หน้าที่” ซึ่งมีอยู่มากมายหลายหมวดด้วยกัน หน้าที่หนึ่งที่ส าคัญและถือว่าเป็นสิ่งที่ลูกจ้างทุกคนปรารถนาอย่างยิ่ง ก็คือ บทบัญญัติที่เกี่ยวกับวันหยุดของลูกจ้าง โดยกฎหมายฉบับนี้ก าหนดให้นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุด จ าแนกออกได้เป็น 3 ประเภทด้วยกันคือ วันหยุดประจ าสัปดาห์ วันหยุดพักผ่อนประจ าปี และวันหยุดตามประเพณี วันหยุดทั้งสามประเภทนี้เป็นสิ่งที่ลูกจ้างทั้งหลายต่างเฝ้ารอเพื่อใช้สิทธิในการหยุดพักผ่อนจากการท างาน โดยวันหยุดประจ าสัปดาห์นั้น นายจ้างต้องก าหนดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจ าสัปดาห์ สัปดาห์หนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน โดยจะก าหนดเป็นวันใด ๆ ของสัปดาห์ก็ได้ ไม่จ าเป็นต้องเป็นวันเสาร์หรืออาทิตย์อย่างที่เข้าใจ แต่อย่างไรก็ดีวันหยุด ประจ าสัปดาห์นี้ต้องมีระยะเวลาที่ห่างกันไม่เกินหกวันท างาน หมายความว่า นายจ้างจะให้ลูกจ้างท างานติดต่อกัน เกินกว่าหกวันไม่ได้ เว้นแต่จะเป็นลูกจ้างที่มีลักษณะงานเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมายดังกล่าว วันหยุดประเภทที ่สอง คือวันหยุดพักผ ่อนประจ าปีหรือที ่เรียกกันทั ่วไปว ่า “วันหยุดพักร้อน” ซึ่งมีหลักเกณฑ์ให้ลูกจ้างมีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจ าปีได้เมื่อท างานครบหนึ่งปี และนายจ้างต้องก าหนดให้ลูกจ้าง มีวันหยุดพักผ่อนประจ าปีได้อย่างน้อยปีละ 6 วัน มีข้อสังเกตว่าลูกจ้างจะใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจ าปีได้ก็ต่อเมื่อ


78 ท างานครบหนึ่งปี ดังนั้นในปีแรกที่ลูกจ้างมีสิทธิลาหยุดได้ แต่ยังไม่อาจใช้สิทธิลาได้ ลูกจ้างจึงมีสิทธิลาหยุดพักผ่อน ประจ าปีในปีที่สองของการท างานได้อย่างน้อย 12 วัน และวันหยุดประเภทที ่สาม คือวันหยุดตามประเพณี ซึ่งนายจ้างจะก าหนดหรือตกลงกับลูกจ้างให้หยุดใน ประเพณี หรือเทศกาลใด หรือวันส าคัญทางศาสนา หรือวันส าคัญของชาติที่เป็นวันหยุดราชการก็ได้ อาทิเช่น เทศกาลส่ง ท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ วันมาฆบูชา และวันเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นต้น แต่รวมแล้วตลอดทั้งปีลูกจ้างต้องมีสิทธิหยุด พักผ่อนประจ าปีได้ไม่น้อยกว่าปีละ 13 วัน กรณีวันหยุดประเพณีสงกรานต์ที่ปกติจะถูกก าหนดให้เป็นวันหยุดราชการตาม ประเพณีปีละ 3 วัน และนายจ้างในสถานประกอบการเอกชนต่าง ๆ ก็มักจะก าหนดเป็นวันหยุดตามประเพณีเพื่อให้เกิด ความสอดคล้องกับการหยุดงานของทางราชการและตอบสนองความต้องการของลูกจ้าง จึงถือเป็นวันหยุดที่ลูกจ้างเฝ้ารอ เนื่องจากมีวันหยุดหลายวันติดต่อกันท าให้สามารถพักผ่อน หรือเดินทางไปท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามวันหยุดพักผ่อนตามประเพณีหรือวันหยุดสงกรานต์นี้ไม่มีความจ าเป็นต้องสัมพันธ์กับวันหยุด ของทางราชการแต่อย่างใด เนื่องจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานนี้ไม่ใช้บังคับกับราชการ ส ่วนกลาง ส ่วน ภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น อีกทั้งไม่ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ดังนั้น นายจ้างและลูกจ้างซึ่งเป็นการจ้างแรงงานที่มิใช่ส่วนงานราชการดังกล่าวจึงไม่จ าต้องผูกพันตามการประกาศวันหยุด หรือวันหยุดราชการทั้งปวง การที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 ก าหนดมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติด เชื้อไวรัสโคโรนา (Covid19) เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคในสถานที่ต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงสูง และมาตรการป้องกัน และลดความแออัดในการเดินทางเพื่อลดโอกาสการแพร่ระบาดของโรค คือ งดวันหยุดสงกรานต์ปี 2563 ดังกล่าว ข้างต้นนั้น จึงเป็นการอาศัยอ านาจตามกฎหมายพิเศษเพื่อลดความเสี ่ยงในการแพร ่ระบาดของเชื้อโรคเท ่านั้น มิใช ่มาตรการทางกฎหมายที ่จะมีผลยกเลิกวันหยุดสงกรานต์ของการจ้างงานตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เป็นผลให้ในปี 2563 นี้ นายจ้างเอกชนต่าง ๆ จ าต้องยกเลิกวันหยุดตามประเพณีในช่วงสงกรานต์ ดังนั้นประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง ขอความร่วมมือสถานประกอบกิจการประกาศ วันหยุดตามประเพณีตามวันหยุดราชการ (เพิ่มเติม) ที่มีเนื้อหาอ้างถึงมติคณะรัฐมนตรีที่ให้เลื่อนวันหยุดราชการ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจ าปี 2563 และก าหนดให้วันศุกร์ที่ 4 กันยายนและวันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2563 เพื่อเพิ่มเติมจากเดิมที่ประกาศให้วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2563 เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษเพื่อชดเชยวันหยุด ในช่วงเทศกาลสงกรานต์เพื่อให้ครบ 3 วันนั้น เมื่อได้พิจารณาถึงหน้าที่ของนายจ้างในส ่วนที่เกี่ยวกับการก าหนด วันหยุดตามประเพณีตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทเกี่ยวกับ การจ้างแรงงานแล้ว เห็นได้ว่าประกาศดังกล่าวนี้มิได้มีผลบังคับโดยตรงต่อนายจ้างเอกชน แต่เป็นมาตรการที่รัฐขอ ความร่วมมือจากนายจ้างเอกชนเท่านั้น นายจ้างจึงอาจก าหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับวันหยุดชดเชยวันหยุดตามประเพณีสงกรานต์ประจ าปี 2563 ดังนี้ แนวทางที่หนึ่งก็คือ ปฏิบัติตามแนวทางของประกาศฉบับนี้ หรือแนวทางที่สอง หากได้มีการก าหนดวันหยุด ตามประเพณีอื่น ๆ ทดแทนวันหยุดตามประเพณีสงกรานต์จนครบ 13 วันตามกฎหมายแล้ว ก็ไม่จ าต้องก าหนด วันหยุดชดเชยวันหยุดตามประเพณีสงกรานต์เพิ่มเติมตามประกาศนี้แต่อย่างใด และแนวทางที่สาม หากนายจ้างที่ได้ ก าหนดวันหยุดชดเชยวันหยุดตามประเพณีสงกรานต์ไปจนครบถ้วนก ่อนหน้าประกาศนี้แล้วก็ไม่มีความจ าเป็น ประการใดที่ต้องปฏิบัติตามประกาศขอความร่วมมือนี้อีกด้วยเช่นกัน หากนายจ้างได้ปฏิบัติตามแนวทางนี้แล้วก็ถือ ได้ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ในการก าหนดวันหยุดตามประเพณีสงกรานต์ ประจ าปี 2563 โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว


81 การควบคุมและตรวจสอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 Supervision and Examination among Judges Regarding to the Constitutional Court Under the Constitution B.E. 2560 ธนภัทร ปัจฉิมม์ [email protected] กันวิศา สุขพานิช [email protected] บทน า บทความที ่จะน าเสนอต่อไปนี้จัดท าขึ้นจากการสืบค้นและอ ่านงานเอกสารในทางวิชาการทั้งหนังสือ งานวิจัย และบทความที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีกัลยาณมิตรทางวิชาการคนส าคัญด้านนิติศาสตร์ของโรงเรียนกฎหมายและ การเมืองเป็นผู้ร่วมประพันธ์บทความนี้ขึ้นมาด้วย ได้แก่ ผศ.กันวิศา สุขพาณิช อาจารย์ประจ าหลักสูตรนิติศาสตร์ เป็นผู้ให้การสนับสนุนและช่วยสืบค้นงานเกี่ยวกับข้อความคิดว่าด้วยหลักการแบ่งแยกอ านาจ ศาลรัฐธรรมนูญใน ต่างประเทศ รวมถึงการตรวจสอบองค์กรตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น จึงท าให้การเรียบ เรียงบทความนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและเสร็จสิ้นตามกรอบเวลา แต่ก่อนที่จะลงรายละเอียดของเนื้อหาบทความ ดังกล่าว ขอท าความเข้าใจก่อนว่าบทความนี้แบ่งการน าเสนอออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นการแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสการจัดงาน “กึ่งทศวรรษโรงเรียนกฎหมายและการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยสวนดุสิต” ส่วนที่สองเป็น เนื้อหาบทความเกี่ยวกับการควบคุมและตรวจสอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ส่วนแรก ก่อนอื่นต้องขอร่วมแสดงความยินดีกับโรงเรียนกฎหมายและการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยสวนดุสิต อีกค าลพหนึ่ง กล่าวคือ ในปีนี้เป็นปีที่โรงเรียนกฎหมายและการเมือง ก้าวมาสู่ปีที่ห้าหรือเป็นปีกึ่งทศวรรษ เป็นที่ ทราบว่าแนวคิดในการหลอมรวมและบูรณาการศาสตร์ที่มีความใกล้เคียงกันหรือสัมพันธ์กันในทางกฎหมายและ การเมืองมาจากการด าริเชิงนโยบายการบริหาร เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการของ รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดี โดยเฉพาะการชี้ให้เห็นถึงแง่คิดและมุมมมองในการควบรวมหลักสูตรและพัฒนาขึ้นเป็นส่วนงานใหม่ เทียบเท่าคณะในช่วงไตรมาสท้ายของปี พ.ศ. 2558 โดยให้มีคณะท างานศึกษาและร่วมกันสร้างหลักสูตรแบบบูรณา การศาสตร์ภายใต้สังกัดโรงเรียนกฎหมายและการเมือง ซึ่งมี ดร.สุวมาลย์ ม่วงประเสริฐ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการเป็น ประธานคณะท างานฯ ในคราวนั้น และการด าเนินงานก็เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาประมาณ 1 ปีจนกระทั่งเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ได้มีประกาศราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับการจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายและการเมือง (เล ่ม 134 ตอนพิเศษ 246 ง หน้า 32 วันที่ 5 ตุลาคม 2560) ขึ้นเป็นส่วนงานใหม่เทียบเท่าคณะและจัดการเรียนการสอนแบบ บูรณาการศาสตร์ ซึ่งเป็นหลักสูตรระดับปริญญาตรี ได้แก่ นิติศาสตรบัณฑิต รัฐศาสตรบัณฑิต รัฐประศาสตรศาสตร บัณฑิตตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา


82 ปัจจุบันโรงเรียนกฎหมายและการเมืองมีอายุกว ่าห้าปีหรือกล ่าวได้ว ่าเป็นปีกึ ่งทศวรรษ “โรงเรียน กฎหมายและการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยสวนดุสิต” หากมองในแง่พัฒนาการของหลักสูตรที่ปรากฏขึ้น ณ วันนี้จะ พบว่า โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มีพัฒนาการความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอน แบบบูรณาการศาสตร์ทางด้านกฎหมายและการเมือง ทั้งในหลักสูตรระดับปริญญาตรี (นบ. รบ. รป.บ. ศศ.บ. (สาขาวิชา กฎหมายมหาชนและการบริหารงานยุติธรรม) หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต (นอกเวลาราชการ) หลักสูตรระดับปริญญาโท (สาขาวิชากฎหมายปกครองและการบริหารงานภาครัฐ) และหลักสูตรระดับประกาศนียบัตร เช่น การหลักสูตรอบรม กฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ที่ได้รับการรับรองแล้วจาก ก.ศป.) หลักสูตรอบรมการไกล่เกลี่ยข้อ พิพาทตาม พรบ. การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 และรวมถึงแนวโน้มและทิศทางทางการพัฒนาหลักสูตรระยะ สั้น (Non degree for reskills/upskills/new skills) เพื ่อรองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนในทุกช ่วงวัยที่จะ เกิดขึ้นในอนาคตอีกจ านวนมาก พัฒนาการและความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นดังกล ่าว เป็นเพราะได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากผู้บริหาร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และที่ไม่อาจละเลยที่จะกล่าวชื่นชมในที่นี้ไปได้คือความช่วยเหลือเกื้อกูลกันและการให้ความ ร่วมมือกันเป็นอย่างดีของคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ รวมถึงการมีส่วนร่วมในการด าเนินงานผ่านกิจกรรมต่าง ๆ กันเป็น อย ่างดีของเหล ่านักศึกษาและศิษย์เก ่าศิษย์ปัจจุบัน ซึ ่งท าให้การพัฒนาประสบผลส าเร็จค ่อนข้างดี โอกาสนี้ จึงขอขอบคุณในน ้าใจและไมตรีที่พวกเราชาวโรงเรียนกฎหมายและการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยสวนดุสิตทุกคนที่มอบให้กัน เนื้อหา ส่วนที่สอง ส าหรับเนื้อหาต่อไปนี้จะเป็นรายละเอียดของบทความเรื่อง “การควบคุมและตรวจสอบ ศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560” เพื่อเป็นการฉลองการก้าวเดินมาสู่ปีที่ห้าหรือกึ่งทศวรรษโรงเรียน กฎหมายและการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยจะขอเริ่มจาก 1) ข้อความคิดเกี่ยวกับหลักความเป็น กฎหมายสูงสุด 2) รัฐเสรีประชาธิปไตยกับการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ 3) หลักเกณฑ์การพิจารณาถึงสถานะ หน้าที่ และอ านาจของศาลรัฐธรรมนูญ และ 4) การควบคุมและตรวจสอบศาลรัฐธรรมนูญ ในการศึกษาเกี่ยวกับการควบคุมและตรวจสอบศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 นั้น จ าเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องท าความเข้าใจก่อนว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีพัฒนาการหรือข้อความคิดอย่างไร ซึ่งในที่นี้จะกล่าวไว้ พอเป็นสังเขป กล่าวคือ ประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญจะก าหนดหลักประกันสิทธิและ เสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนไว้ เพื่อเป็นการปกป้องไม่ให้ผู้ใช้อ านาจปกครองและรัฐธรรมนูญมีการกระท าที่เป็น การลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน อีกทั้ง ในทางปฏิบัติการด าเนินการใด ๆ ขององค์กรหรือสถาบัน การเมืองอาจละเมิดต่อรัฐธรรมนูญได้การที่จะด ารงไว้ซึ่งความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญไว้ได้นั้น จึงต้อง มีการควบคุมการกระท าของบุคคลหรือองค์กรทางเมืองให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จะเห็นว่า ในแง่นี้แนวคิดที่สอดคล้อง กับหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีรากฐานมาจากแนวความคิดเรื่องล าดับชั้นของกฎหมาย โดย Thomas Aquinus นักปรัชญาศาสนาปลายยุคกลาง แนวความคิดประการต่อมามีส ่วนสัมพันธ์กับแนวความคิด ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ คือ แนวความคิด John Locke, Jean Jacques Rousecau มีลักษณะ เป็นสัญญาประชาคม โดยให้สังคมมีส ่วนร ่วมในการตกลงและยอมรับในหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ พัฒนาการในเรื่องล าดับชั้นของกฎหมายยังปรากฏขึ้นในภาคพื้นยุโรปยุคใหม่ เช่น อังกฤษ เยอรมัน ออสเตรีย หลักความเป็นกฎหมายสูงสุด หมายความว่า รัฐธรรมนูญได้รับการยอมรับว่าเป็นกฎหมายสูงสุดในระบบกฎหมาย ของรัฐ และในกรณีที่มีความขัดแย้งกันในทางกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญนั้น รัฐธรรมนูญนั้นย่อมอยู่ในฐานะที่มาก่อน


83 และกฎหมายทุกระดับชั้นที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญย่อมตกเป็นโมฆะ กล ่าวโดยสรุป หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของ รัฐธรรมนูญเป็นหลักการที่ยอมรับการมีล าดับชั้นของกฎหมายและยอมรับว่ารัฐธรรมนูญอยู่ในล าดับศักดิ์สูงสุดกว่า กฎหมายใด ๆ นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญยังแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรของรัฐ สถาบันทางการเมืองกับ รัฐธรรมนูญ ดังนั้น การควบคุมความชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นแนวความคิดที่ส าคัญประการหนึ่งเกี่ยวกับพัฒนาการ ของการให้มีศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปควบคุมความชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ซึ่งจะท าให้เกิดความมั่นคงต่อหลักความ เป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ในการพิจารณาหลักพื้นฐานทางทฤษฎีของรัฐเสรีประชาธิปไตย การจัดตั้งศาล รัฐธรรมนูญนั้น สามารถแบ่งการพิจารณาออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1) หลักประชาธิปไตย 2) หลักนิติรัฐ 3) รูปแบบของ รัฐ และ 4) การคุ้มครองโดยศาลรัฐธรรมนูญ (บรรเจิด สิงหเนติ, 2547, หน้า 20) จากความสัมพันธ์ 4 ส่วนของหลักพื้นฐานของรัฐเสรีประชาธิปไตยกับศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า องค์กรศาล รัฐธรรมนูญเป็นองค์กรสูงสุดของรัฐ ซึ่งการด ารงอยู่ สถานะ หน้าที่ และอ านาจ จะได้รับการกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญ เท่านั้น และองค์กรนี้ก็จะถูกก่อตั้งขึ้นโดยรัฐธธรรมนูญและจะต้องก าหนดโครงสร้าง รวมถึงหน้าที่และอ านาจไว้เป็น การเฉพาะ กรณีหากเทียบเคียงข้อพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมัน จะพบว่ามีข้อพิจารณาอย่างน้อย 2 ส่วน คือ ส่วนแรก เป็นข้อพิจารณาในทางรูปแบบ ก. พิจารณาจากการก่อตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญได้รับการก่อตั้งขึ้นโดยตรงจากรัฐธรรมนูญ ข. การบัญญัติรับรองหน้าที่และอ านาจของศาลรัฐธรรมนูญไว้โดยรัฐธรรมนูญ ส่วนที่สอง เป็นข้อพิจารณาในทางเนื้อหา ก. พิจารณาจากบทบาทหน้าที่ องค์กรนั้นเป็นองค์กรสูงสุดของรัฐและมีบทบาทส าคัญในด้านการ ควบคุมตรวจสอบการใช้อ านาจขององค์กรอื่น เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างองค์กรที่ใช้อ านาจ ข. พิจารณาในแง่ของความเป็นอิสระของศาลรัฐธรรมนูญและไม่อยู่ภายใต้บังคับองค์กรใด ค. พิจารณาสถานะและความสัมพันธ์กับองค์กรอื่นและเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ตั้งอยู่บนพื้นฐาน ความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกัน จากข้อพิจารณาข้างต้น จึงพอสรุปได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญไทยนั้นเป็นองค์ตามรัฐธรรมนูญ เพราะนอกจาก ศาลรัฐธรรมนูญไทย จะเข้าหลักเกณฑ์ของความเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ทั้งในทางรูปแบบและเนื้อหาแล้ว เกณฑ์ ดังกล่าวยังแสดงด้วยว่าศาลรัฐธรรมนูญเข้าตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขดังกล่าวตามเจตจ านงค์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ โดย มุ่งหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ก่อตั้งโดยตรงจากรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญควบคุมการ กระท าขององค์กรตามรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามระบบ Check and Balances โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทต่อ การสร้างเสถียรภาพและพัฒนาการของระเบียบทางการเมือง Hans Kelsen (1929) เห็นว่า ความจ าเป็นในการมีศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีพื้นฐานอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องท าหน้าที่คุ้มครองฝ่ายเสียงข้างน้อยจากการแทรกแซงโดยเสียงข้างมาก ซึ่งการปกครองโดยเสียงข้างมากจะ เป็นการปกครองที่ยอมรับได้ต่อเมื่อฝ่ายเสียงข้างมากได้กระท าการโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหากพิจารณาหลัก ประชาธิปไตยเช่นว่านั้น จึงไม่ใช่การปกครองโดยเสียงข้างมากที่ไม่มีข้อจ ากัด ในทางตรงข้ามการปกครองที่มีการ ประนีประนอมกันระหว ่างกลุ ่มของประชาชนที ่เป็นตัวแทนฝ ่ายข้างมากและข้างน้อยในรัฐสภา ในแง ่นี้ศาล รัฐธรรมนูญจึงเป็นองค์กรที่มีความเหมาะสมที่จะท าหน้าที่ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ Laufer (อ้างถึงในสุรพล นิติไกรพจน์ และคณะ, 2546) ได้ท าการศึกษาเกณฑ์ในการพิจารณา ความเป็นองค์กรตุลาการว่า มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไรบ้าง ซึ่งจากงานศึกษาของ Laufer เห็นว่า เกณฑ์ ดังต่อไปนี้เป็นเกณฑ์ที่ส าคัญในการพิจารณาความเป็นองค์กรตุลาการของศาลรัฐธรรมนูญไว้ดังนี้


84 ก. เกณฑ์จากความในทางกฎหมาย (Das Kriterium Der Ratio Legis) เกณฑ์ในเรื่องนี้มีพื้นฐานมา จากการพิจารณาบทบัญญัติของกฎหมายอย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญก็ดี พิจารณา กฎหมายว ่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ซึ ่งจากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล ่าวได้บัญญัติไว้อย ่างชัดแจ้งว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็น “องค์กรตุลาการ” ข. เกณฑ์ของความเป็นอิสระของผู้พิพากษา (Das Kriterium Der Richterlichen Unabhangigkei) ศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ล้วนได้รับหลักประกันความเป็นอิสระ ไม่ว่าจะเป็นความอิสระของ องค์กร หรือความเป็นอิสระของตัวผู้พิพากษาเช่นเดียวกับศาลอื่น ๆ ค. เกณฑ์ของความผูกพันต่อกฎหมาย (Das Kriterium Der Rechtlichen Bindung) ตามทัศนะของ Lcibhoz เห็นว่า เกณฑ์ในเรื่องนี้เป็นเกณฑ์ที่ส าคัญที่สุดที่จะวินิจฉัยว่า ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรตุลาการที่แท้จริงหรือไม่ ควรที่จะอธิบายปัญหาว่า จะมีหลักเกณฑ์ที่ศาลจะใช้เพื่อน าไปสู่การตีความ บทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ ดังนั้น หลักเกณฑ์ที่จะใช้เป็นเกณฑ์ในการตีความดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่มีความส าคัญ อย ่างยิ ่ง เพราะถ้าขาดหลักเกณฑ์ดังกล ่าวแล้ว กรณีก็ย ่อมขาดหลักเกณฑ์ที ่มีความเป็นเหตุผล “Rational Standards” หลักเกณฑ์ในทางกฎหมายที่จะน ามาใช้เป็นเกณฑ์ในการตีความนั้น จะต้องค้นหาจากรัฐธรรมนูญ หาก มีการมอบอ านาจให้ศาลรัฐธรรมนูญท าการวินิจฉัยปัญหาโดยอาศัยหลักเกณฑ์ดังกล ่าว ในกรณีนี้ยอมสรุปได้ว่า ปัญหาที่เกี่ยวกับอ านาจหน้าที่ทั้งหลายก็ย่อมค้นหาหลักเกณฑ์ดังกล ่าวได้จากรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เกณฑ์ในทาง กฎหมายส าหรับศาลรัฐธรรมนูญ ก็คือ รัฐธรรมนูญนั้นเอง ง. เกณฑ์ในการจ ากัดตนเองของศาล (Das Kriterium Der Seibstbeschrinkung) ซึ่งหมายความว่า การจะริเริ่มกระท าการขององค์กรตุลาการจะริเริ่มได้ก็ต่อเมื่อมีการเสนอเรื่องมายังศาล หากไม่มีการเสนอเรื่องมาให้ ศาลพิจารณาศาลเองก็ไม่มีอ านาจแต่อย่างใด ซึ่งจะเห็นได้ว่า ลักษณะดังกล่าวขององค์กรศาลมีความแตกต่างไปจาก การกระท าขององค์กรนิติบัญญัติที่สามารถริเริ่มการกระท าได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีอ านาจในการ วินิจฉัยเท่าที่กฎหมายได้ก าหนดให้อยู่ในเขตอ านาจของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ตามหลัก “Enumerationspinzip” ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอ านาจที่จะวินิจฉัยเรื่องที่ไม่อยู่ในเขตอ านาจของตนได้ จากข้อความคิดฯ ข้างต้น ต่อไปจะกล่าวถึงการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญของไทย ซึ่งมีนัยและพัฒนาการมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 จนกระทั่งปัจจุบัน พ.ศ. 2565 ถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 โดยหากพิจารณาบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญไทยจะพบว ่าระบบกฎหมายไทยเป็นระบบกฎหมายที ่ยอมรับหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของ รัฐธรรมนูญ สังเกตได้จากบทบัญญัติรับรองว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมำยใดจะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนั้นมิได้ใน ระยะเริ่มแรกองค์กรตุลาการนี้ คือ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรกึ่งตุลาการและท าหน้าที่ในการตีความ รัฐธรรมนูญ จนกระทั่งมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มาตรา 255 จึงมีการก าหนดให้มีศาลรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรตุลา การตามรัฐธรรมนูญ กล่าวโดยสรุป รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2489 มาตรา 89 ได้จัดตั้ง “คณะตุลาการ รัฐธรรมนูญ” ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ต่อมารัฐธรรมนูญฯ ฉบับปี พ.ศ. 2492, 2475 (แก้ไขเพิ่มเติม), 2495, 2511, 2517, และ 2534 ก็บัญญัติให้มีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเช่นกัน จนกระทั่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540, 2550, 2557 และ 2560 นั้น บัญญัติให้มีศาลรัฐธรรมนูญเฉกเช่นปัจจุบัน โครงสร้างของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 มาตรา 200 มีโครงสร้างตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 200 ว่าศาลรัฐธรรมนูญมี 9 คน ประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ 1 คน และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอื ่นอีก 8 คน ซึ ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามค าแนะน าของวุฒิสภาจากบุคคล ดังต่อไปนี้


85 ก. ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งด ารงต าแหน่งไม่ต ่ากว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ซึ่งได้รับ เลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 3 คน ข. ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งด ารงต าแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดมาแล้วไม่ต ่ากว่า 3 ปี ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด จ านวน 2 คน ค. ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ ซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้ด ารงต าแหน่งหรือเคยด ารงต าแหน่ง ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ และได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาจ านวน 1 คน ง. ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้ด ารงต าแหน่ง หรือเคยด ารงต าแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และยังมีผลงานทางวิชาการ เป็นที่ประจักษ์และได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา จ านวน 1 คน จ. ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้รับหรือเคยรับราชการในต าแหน่งไม่ต ่ากว่าอธิบดีหรือ หัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า หรือต าแหน่งไม่ต ่ากว่ารองอัยการสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี จ านวน 2 คน ตามโครงสร้างของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในส ่วนที ่เกี ่ยวกับผู้ทรงคุณวุฒิมีการเปลี ่ยนแปลงไปจาก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 204 คือ มีการลดจ านวนผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ และสาขารัฐศาสตร์ลงเหลือสาขาละ 1 คน แต่ได้เพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิในกลุ่มผู้ที่เคยรับราชการประจ า จ านวน 2 คน ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ได้เพิ่มสาขารัฐประศาสนศาสตร์มาอยู่ในกลุ่มเดียวกันอีกสาขาหนึ่ง นอกจากนั้น ยัง ได้ก าหนดคุณสมบัติของผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์และสาขารัฐศาสตร์หรือสาขารัฐประศาสนศาสตร์สูงกว่าเดิม กล่าวคือ ต้องเป็นศาสตราจารย์มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และยังมีผลงานทางวิชาการอยู่ การที่รัฐธรรมนูญก าหนด คุณสมบัติของผู้ทรงคุณวุฒิไว้สูงเช่นนี้ ย่อมท าให้สาธารณชนมีความเชื่อถือในความรู้ความสามารถของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ และมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในสถาบันศาลรัฐธรรมนูญว่าสามารถปฏิบัติหน้าที่ในคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพและความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส าหรับข้อพิจารณาเกี่ยวกับหลักความเป็นอิสระของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไทย อาจแบ่งออกได้ ดังนี้ (1) ความมั่นคงในต าแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ก าหนดให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีวาระ การด ารงต าแหน่งที่ยาวนาน คือ 7 ปี และด ารงต าแหน่งได้วาระเดียวการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เช่นนี้ มีส่วนส าคัญ ท าให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีความเป็นอิสระเพราะมีความมั่นคงในต าแหน่ง และไม่ต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ความ กดดัน เพราะเกรงว่าจะได้รับการแต่งตั้งให้ด ารงต าแหน่งอีกหรือไม่ การพ้นจากต าแหน่ง นอกจากการพ้นตามวาระแล้ว ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอาจพ้นจากต าแหน่งก่อนครบ ก าหนดตามวาระได้ หากตาย ลาออก มีอายุครบ 75 ปีบริบูรณ์ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติให้พ้นจากต าแหน่งด้วยคะแนนเสียง ไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เพราะเหตุ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือถูกศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนก คดีอาญาของผู้ด ารงต าแหน่งทางการเมืองมีค าพิพากษาว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือกรณีอื่น (2) ค ่าตอบแทน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยังคงได้รับค ่าตอบแทนสูงเช ่นเดิม ค ่าตอบแทนในที่นี้ รวมทั้งเงินเดือน เงินประจ าต าแหน่ง และผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ๆ ซึ่งตามพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินประจ า ต าแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 บัญญัติ ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีสิทธิได้รับประโยชน์ตอบแทนอื่น ๆ คือ การประกัน


86 สุขภาพ และค ่าใช้จ ่ายในการเดินทาง และตามมาตรา 25 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว ่าด้วยวิธี พิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ก าหนดให้ตุลาการซึ่งด ารงต าแหน่งไม่น้อยกว่าหนึ่งปีมีสิทธิได้รับบ าเหน็จ ตอบแทนเป็นเงินซึ่งจ่ายครั้งเดียวเมื่อพ้นจากต าแหน่งด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ คือ (1) ครบวาระ (2) ตาย (3) ลาออก และ (4) มีอายุครบเจ็ดสิบห้าปี นอกจากนั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห ่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มีหลักประกันเกี่ยวกับเงินตอบแทนเพิ่มเติมว่า ในกรณีที่สมควรปรับอัตราเงินเดือนของประธานศาลรัฐธรรมนูญและ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ถ้าการปรับอัตราเงินเดือนดังกล่าวเป็นการ ปรับเพิ่มเป็นร้อยละเท่ากันทุกอัตราและไม่เกินร้อยละสิบของอัตราที่ใช้บังคับอยู่ การปรับให้กระท าโดยตราเป็นพระ ราชกฤษฎีกาและให้ถือว่าบัญชีอัตราเงินเดือนและเงินประจ าต าแหน่งท้ายพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นบัญชีอัตรา เงินเดือนและเงินประจ าต าแหน่งท้ายพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ในกรณีที่การปรับเป็นร้อยละเท่ากันทุกอัตราดังกล่าว หากท าให้อัตราหนึ่งอัตราใดมีเศษไม่ถึงสิบบาทให้ปรับตัวเลขเงินเดือนของอัตราดังกล่าวให้เพิ่มขึ้นเป็นสิบบาท และมิ ให้ถือว่าเป็นการปรับอัตราร้อยละที่แตกต่างกัน ส าหรับหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ยังคงเป็นแบบเดียวกันกับศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 คือ มีส านักงาน ศาลรัฐธรรมนูญเป็นหน่วยธุรการที่มีความเป็นอิสระทั้งในด้านการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการ ด าเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยมีเลขาธิการส านักงานศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้บังคับบัญชา และขึ้นตรง ต ่อประธานศาลรัฐธรรมนูญ และตามพระราชบัญญัติส านักงานศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2542 บัญญัติให้ศาล รัฐธรรมนูญเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ และมีฐานะเป็นกรมตามพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการแผ่นดิน การที่รัฐธรรมนูญก าหนดไว้ว่า ผู้ได้รับการคัดเลือกหรือสรรหาเพื่อแต่งตั้งให้ด ารงต าแหน่งตุลาการศาล รัฐธรรมนูญต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ของวุฒิสภา ในกรณีที่วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบผู้ที่ได้รับการคัดเลือกหรือสรรหารายใดให้ด าเนินการสรรหาหรือ คัดเลือกบุคคลใหม่แทนผู้นั้น แล้วเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไปนั้น แสดงว่าอ านาจตัดสินใจสุดท้ายใน การแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นของวุฒิสภา และเมื่อพิจารณาถึงที่มาของวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งของ ประชาชนตามกลุ่มอาชีพ ท าให้อ านาจตุลาการของศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 เป็นไป ตามหลักประชาธิปไตยและหลักความชอบธรรมในทางประชาธิปไตย ทั้งนี้ แม้ว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พุทธศักราช 2560 จะให้อ านาจวุฒิสภาในการให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกและสรรหา ให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อ านาจในการคัดเลือกหรือสรรหาด้วย ดังนั้น จึงไม่มีผลท า ให้ฝ่ายนิติบัญญัติครอบง าฝ่ายตุลาการ ส่วนความเป็นอิสระของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น เนื่องจากรัฐธรรมนูญได้ ก าหนดหลักประกันความเป็นอิสระของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไว้อย่างสูงอยู่แล้ว ดังนั้น แม้ว่าฝ ่ายนิติบัญญัติ จะมีส่วนในการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในสัดส่วนตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ก็ไม่กระทบต่อความเป็นอิสระ ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต ่อย ่างใด แต ่ส าหรับการตรวจสอบการใช้อ านาจของตุลาการศาลรัฐธรรมตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ในมาตรา 234(1) และ 235 ก าหนดให้มีการตรวจสอบโดยองค์กรอิสระและศาลยุติธรรม กล่าวคือ การควบคุมและตรวจสอบฝ่ายตุลาการเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ในยุคหลังสงครามโลก ครั้งที่สอง ซึ่งเป็นผลสะท้อนมาจากการเพิ่มบทบาทให้กับฝ่ายตุลาการในการตรวจสอบฝ่ายการเมือง ส่งผลท าให้ฝ่าย ตุลาการมีบทบาทในทางการเมืองที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากขึ้นจึงท าให้เกิดการเรียกร้องให้


87 ต้องมีการควบคุมและตรวจสอบฝ่ายตุลาการเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ส าหรับในบทความนี้จะกล่าวเฉพาะประเด็น การควบคุมและตรวจสอบองค์กรตุลาการเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น เป็นที่ทราบแล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญไทยที่ถูก ก่อตั้งครั้งแรกโดยรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2540 มีฐานะเป็นองค์กรฝ่ายตุลาการซึ่งมิได้มีอ านาจหน้าที่พิจารณาพิพากษา อรรถคดีทั่วไปเหมือนกับศาลปกติทั่วไป เช่น ศาลยุติธรรม ศาลปกครองหรือศาลทหาร แต่ศาลรัฐธรรมนูญมีเขต อ านาจในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับอ านาจหน้าที่ขององค์กรทางรัฐธรรมนูญทั้งหลายหรือป ระเด็นพิพาทที่ เกี่ยวข้องกับการเมืองเท่าที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นก าหนดเท่านั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นศาลพิเศษที่แตกต่างไป จากศาลปกติแม้ว่าโดยสภาพขององค์กรและลักษณะการใช้อ านาจของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นการใช้อ านาจ ตุลาการก็ตาม ด้วยลักษณะพิเศษของศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นองค์กรทางรัฐธรรมนูญและมีเขตอ านาจในการวินิจฉัยคดี ที ่เกี ่ยวข้องกับการใช้อ านาจขององค์กรทางรัฐธรรมนูญด้วยกัน เช ่น การวินิจฉัยความชอบด้วย รัฐธรรมนูญของ กฎหมายที ่ตรารัฐสภาหรือคณะรัฐมนตรี หรือการวินิจฉัยความเป็นสมาชิกภาพของสมาชิก รัฐสภาหรือ การกระท าบางอย่างของรัฐมนตรีว่าสอดคล้องกับบรรทัดฐานของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ดังนั้น วัตถุประสงค์ของการควบคุม และตรวจสอบศาลรัฐธรรมนูญจึงมีลักษณะเป็นการถ่วงดุลอ านาจภายใต้หลักการตรวจสอบฝ ่ายตุลาการทั ่วไป ใน 3 ประการ (ฤทธิภัฏ กัลยาณภัทรศิษฏ์, 2558) ได้แก่ ประการแรก การถ ่วงดุลและตรวจสอบตามหลักการแบ ่งแยกอ านาจที ่จะต้องจัดกลไกให้องค์กรทาง รัฐธรรมนูญต่าง ๆ มีอ านาจที่ใกล้เคียงกันโดยจะต้องไม่มีองค์กรใดที่มีอ านาจเหนือกว่าองค์กร อื่นอย่างชัดเจนอันเป็น การป้องกันไม่ให้มีองค์กรใดสามารถเผด็จอ านาจรัฐไว้ได้โดยองค์กรเดียว การถ่วงดุลและตรวจสอบศาลรัฐธรรมนูญ จึงต้องจัดให้มีกลไกที่ป้องกันไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอ านาจเหนือกว่า องค์กรทางรัฐธรรมนูญอื่นได้อย่างถาวร ประการที่สอง การถ่วงดุลและตรวจสอบตามหลักประชาธิปไตยอันเป็นหลักที่รับรองอ านาจสูงสุดของ ประเทศเป็นของประชาชน การด าเนินการใด ๆ ของรัฐย่อมต้องสอดคล้องกับเจตจ านงของประชาชนที่แสดงออก ผ่านรัฐสภาหรือคณะรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีอ านาจตรวจสอบว่าองค์กร ตัวแทนประชาชนใช้อ านาจตรากฎหมายสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ยังจะต้องใช้อ านาจที่สอดคล้อง กับเจตจ านงของประชาชนในที่สุด ดังนั้น จึงต้องมีกลไกในการป้องกันไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้อ านาจเกินขอบเขตจน กลายเป็นองค์กรที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย (Anti-Democracy) และกลายเป็นองค์กรที่ใช้อ านาจสูงสุดตาม เจตจ านงของตนเองหรือที่เรียกว่า “ตุลาการธิปไตย” (Juristocracy) ประการสุดท้าย การควบคุมและตรวจสอบตามหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญที่บรรทัดฐานใด ๆ หรือการใช้อ านาจใด ๆ ภายในรัฐจะขัดหรือแย้งหรือไม่สอดคล้องต่อรัฐธรรมนูญที่เป็นบรรทัดฐานสูงสุดได้ ศาล รัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ใช้รัฐธรรมนูญเป็นบรรดทัดฐานในการตรวจสอบการใช้อ านาจขององค์กรทางรัฐธรรมนูญ อื่น ๆ หรืออาจจะเรียกได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ดี ศาลรัฐธรรมนูญเองก็อาจ มีโอกาสที่ใช้อ านาจอันเป็นการล่วงละเมิดต่อบรรทัดฐานสูงสุดนี้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น จึง ต้องจัดระบบและกลไกในการตรวจสอบเพื่อไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นผู้ล่วงละเมิดต่อรัฐธรรมนูญเสียเอง ส าหรับแนวทางการควบคุมและตรวจสอบสอบศาลรัฐธรรมนูญ โดยรัฐธรรมนูญสามารถจ าแนกได้เป็น 2 แนวทาง ดังนี้ 1) การควบคุมและตรวจสอบโดยระบบที ่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กล่าวคือ ให้มีคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วย (1) ประธานศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการ (2) ประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้น าฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นกรรมการ (3) ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นกรรมการ และ (4) บุคคลซึ่งองค์กรอิสระแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติ


88 องค์กรละหนึ่งคน เป็นกรรมการ และภายหลังการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้แล้ว ผู้ได้รับการคัดเลือกหรือ สรรหาเพื่อแต่งตั้งให้ด ารงต าแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ด้วยคะแนนเสียงไม่ น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจ านวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา จะเห็นได้ว่า การควบคุมและตรวจสอบโดยระบบ ที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นไปอย่างเข้มงวดรัดกุม ซึ่งผู้ที่เป็นกรรมการสรรหานั้น ล้วนแต่เป็นผู้มีคุณวุฒิ และวัยวุฒิขั้นสูง อีกทั้ง หากมองในแง่ของความเชื่อมโยงกับประชาชน จะพบว่า กรรมการสรรหานั้นมีสัดส่วนมาจาก สภาผู้แทนราษฎรและถือได้ว่าเป็นผู้แทนจากประชาชน ได้แก่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้น าฝ่ายค้านในสภา ผู้แทนราษฎรเป็นกรรมการสรรหา จึงกล่าวได้ว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 นั้น มีความเชื่อมโยงกับประชาชนอย่างมีนัยส าคัญ ลักษณะเช่นนี้ แสดงให้เห็นได้ว่ากระบวนการ สรรหาดังกล่าวเป็นการควบคุมและตรวจสอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างมีระบบและกลไกที่ชัดเจน และไม่เป็น เหตุให้กระทบกระเทือนต่อหลักความเป็นอิสระของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด 2) การควบคุมและตรวจสอบโดยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เข้ามา ด ารงต าแหน่ง ระหว่างการด ารงต าแหน่ง และพ้นจากต าแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนจะต้องเข้าสู่มาตรการ ควบคุมและตรวจสอบตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยองค์กรอิสระ คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ตามมาตรา 234(3) ก าหนดให้ผู้ด ารงต าแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ด ารงต าแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และเจ้าหน้าที่ของรัฐยื่นบัญชี ทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ รวมทั้งตรวจสอบและเปิดเผยผลการตรวจสอบ ทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคลดังกล ่าว ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต จะเห็นว่าการควบคุมตรวจสอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นกลไกตามระบบตรวจสอบ ถ่วงดุลและหลักการแบ่งแยกอ านาจ ส าหรับประเด็นเกี่ยวกับการกล่าวหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น ก็สามารถท าได้ โดยที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ ไว้ให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติตามมาตรา 234(1) ไต่สวนและมีความเห็น กรณีมีการกล่าวหาว่าผู้ด ารงต าแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ด ารงต าแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการ ตรวจเงินแผ ่นดิน ผู้ใดมีพฤติการณ์ร ่ารวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที ่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อ านาจขัดต่อ บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพื่อ ด าเนินการต่อไปตามรัฐธรรมนูญ หรือตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริต นอกจากนี้มาตรา 235 ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือมีการกล่าวหาว่า ผู้ด ารงต าแหน่งทางการเมือง เฉพาะที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ตุลาการศาล รัฐธรรมนูญ ผู้ด ารงต าแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ใดมีพฤติการณ์ตามมาตรา 234 บทสรุป จะเห็นว่า รัฐธรรมนูญได้วางระบบและกลไกการควบคุมตรวจสอบให้มีองค์กรอิสระท าหน้าที่ในการกล่าวหา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไว้ด้วย ส าหรับการกล ่าวหาดังกล ่าวจะต้องเป็นกรณีที ่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้นั้นมี พฤติการณ์ร ่ารวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อ านาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมาย หรือความผิดต่อต าแหน่งหน้าที ่ในกระบวนการยุติธรรม หรือฝ ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทาง จริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็นต้น นอกจากนี้ การกล่าวหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในกรณีดังกล่าว ยังคงสามารถท าได้ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภา จ านวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจ านวน


89 สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจ านวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อ กล ่าวหาว่ากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ใดกระท าการตามมาตรา 234(1) โดยยื่นต่อ ประธานรัฐสภาพร้อมด้วยหลักฐาน ตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระท าตามที่ ถูกกล่าวหาให้ประธานรัฐสภา เสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจากผู้ซึ่งมีความเป็นกลาง ทางการเมืองและ มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพื่อไต่สวนหาข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม การควบคุมและตรวจสอบศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 2 แนวทางข้างต้น สอดคล้องกับหลักการ แบ่งแยกอ านาจอันเป็นพื้นฐานที่ส าคัญของหลักนิติรัฐ เพราะหลักการนิติรัฐนั้นไม่สามารถจะสถาปนาขึ้นมาได้ใน ระบบการปกครองที่ไม่มีการแบ่งแยกอ านาจ ไม่มีการควบคุมตรวจสอบซึ่งกันและกันระหว่างอ านาจภายใต้ หลักการแบ่งแยกอ านาจฝ ่ายนิติบัญญัติ ฝ ่ายบริหาร และฝ ่ายตุลาการ โดยหลักการแล้ว ต้องสามารถควบคุม ตรวจสอบและยับยั้งซึ่งกันและกันได้ ทั้งนี้ เพราะอ านาจทั้งสามมิได้แบ่งแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด หากแต่มีการ ถ่วงดุลกัน (Check and Balance) เพื่อให้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้รับความคุ้มครอง ด้วยเหตุนี้ จะต้องไม่ มีอ านาจใดอ านาจหนึ ่ง มีอ านาจเหนืออีกอ านาจหนึ ่งอย ่างเด็ดขาด หรือจะต้องไม่มีอ านาจใดอ านาจหนึ ่งที ่รับ ภาระหน้าที่ของรัฐทั้งหมด และด าเนินการเพื่อให้บรรลุภารกิจดังกล่าวแต่เพียงฝ่ายเดียว ดังนั้น หลักการแบ่งแยกอ านาจ จึงเป็นหลักที่แสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันของการแบ่งแยกอ านาจ การตรวจสอบอ านาจ และการถ่วงดุลอ านาจ เอกสารอ้างอิง บรรเจิด สิงคเนติ. (2547). หลักพื้นฐำนของสิทธิ เสรีภำพ และศักดิ์ศรีควำมเป็นมนุษย์ตำมรัฐธรรมนูญ. กรุงเทพฯ, 2543), กรุงเทพฯ : วิญญูชน. ฤทธิภัฏ กัลยาณภัทรศิษฏ์. (2558). กำรถ่วงดุลและตรวจสอบฝ่ำยตุลำกำรในระบบกฎหมำยไทย. ดุษฎีนิพนธ์นิติ ศาสตรดุษฎีบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2558 สุรพล นิติไกรพจน์ และคณะ. (2546). ศำลรัฐธรรมนูญกับกำรปฏิบัติพันธกิจตำมรัฐธรรมนูญ. กรุงเทพฯ : วิญญูชน. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 มาตรา 89 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 255 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 204 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 200 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 234 (1) และ 235. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนพิเศษ 246 ง หน้า 32 วันที่ 5 ตุลาคม 2560


Click to View FlipBook Version