The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่มรวมบทความฉบับพิเศษ 9 ทศวรรษ (รกม.) 6-12-66

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ชยุต หาญชาญพาณิชย์, 2023-12-06 22:20:20

เล่มรวมบทความฉบับพิเศษ 9 ทศวรรษ (รกม.) 6-12-66

เล่มรวมบทความฉบับพิเศษ 9 ทศวรรษ (รกม.) 6-12-66

91 “การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ดีอย่างไร” Why Mediation is the Best Tool for Dispute Resolution สรศักดิ์ มั่นศิลป์ [email protected] วัลลภ ห่างไธสง [email protected] เคยมีผู้กล่าวว่า “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” แต่ “การไม่มีคดีความติดตัว” ก็นับได้ว่าเป็นความโชคดี ที่ไม่แพ้กัน เมื่อปี พ.ศ. 2562 ได้เกิดมิติใหม่ขึ้น ในกระบวนการยุติธรรมของไทย นั่นคือการมี “พระราชบัญญัติไกล่เกลี่ย ข้อพิพาท พ.ศ. 2562” โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยลดจ านวนปริมาณคดีขึ้นสู่ศาล โดยเฉพาะคดีที่มีอัตราโทษไม่สูง ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่ง หรือคดีอาญา หากคู่กรณีสมัครใจที่จะเข้าสู่กระบวนการของการไกล่เกลี่ย ก็สามารถยื่นค าร้องได้ที่ ศูนย์ไกล่เกลี่ย ซึ่งมีทั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยที่เป็นหน่วยงานของภาครัฐ และภาคประชาชน โดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้ก าหนดเงื่อนไขการเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้ทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญา ดังนี้ ในกรณีคดีแพ่ง สามารถไกล่เกลี่ยได้ในจ านวนทุนทรัพย์ที่คู่กรณีพิพาทกัน ไม่เกิน 5,000,000 (ห้าล้านบาท) แต่จะต้องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยในศูนย์ไกล่เกลี่ยที่เป็นหน่วยงานของรัฐเท่านั้น หากคู่กรณีพิพาทกันในจ านวน ทุนทรัพย์ ไม่เกิน 500,000 บาท (ห้าแสนบาท) ก็จะสามารถด าเนินการไกล่เกลี่ยในศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนได้ ซึ่งตามหลักเจตนารมณ์ของ พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 นั้นต้องการให้ประชาชนได้ มีโอกาสเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย ไม่ต้องถูกด าเนินคดีในฐานะผู้ต้องหา ไม่ต้องถูกฟ้องร้องตกเป็นจ าเลย ในคดีแพ่งหรือคดีอาญาเหมือนดังเช่นอดีตที่ผ่านมา แต่ก็มิได้หมายความว่าทุกคดีจะสามารถเข้าสู่กระบวนการไกล่ เกลี่ยข้อพิพาทตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ทั้งหมด เนื่องจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้ก าหนดเงื่อนไขเอาไว้ว่า จะมีเพียงคดีบางประเภทเท่านั้นที่คู่กรณีสามารถเข้าสู่กระบวนการการไกล่เกลี่ยได้ และช่องทางในการไกล่เกลี่ยนั้น คู ่กรณีสามารถเลือกได้เองโดยมีอิสระในการตัดสินใจ และมีผลบังคับได้จริงตามกฎหมาย ซึ ่งอาจถือได้ว่า พระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 นี้ เป็นนวัตกรรมใหม่ของกระบวนการยุติธรรมของไทยเลยก็ว่าได้ ฉะนั้น หากคู่กรณีเกิดข้อพิพาทกันขึ้น และไม่ต้องการฟ้องร้อง หรือด าเนินคดีกันในชั้นศาล เพื่อประหยัด ค่าใช้จ่ายและประหยัดเวลา คู่กรณีสามารถที่จะเลือกเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้ โดยมีหน่วยงานที่จะรองรับใน 3 ช่องทาง คือ 1. ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่อยู่ในหน่วยงานรัฐ 2. ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่อยู่ในภาคประชาชน และ 3. การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาในชั้นการสอบสวน


92 โดยในบทความนี้ ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างเฉพาะในประเด็นที่ส าคัญ ๆ ทางกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติ ฉบับนี้เท่านั้น มิได้กล่าวถึงเนื้อหารายละเอียดในพระราชบัญญัติทั้งหมด ในกรณีที่คู่กรณีเกิดข้อพิพาทขึ้นทางแพ่ง คดีที่จะสามารถยื่นค าร้องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้ คือ มาตรา 20 ตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ซึ่งบัญญัติว่า การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแพ่งตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล สิทธิในครอบครัว หรือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ไม่สามารถกระท าได้ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแพ่งให้กระท าได้ในกรณี ดังต่อไปนี้ (1) ข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินที่มิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ (2) ข้อพิพาทระหว่างทายาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดก (3) ข้อพิพาทอื่นตามที่ก าหนดในพระราชกฤษฎีกา (4) ข้อพิพาทอื่นนอกจาก (1) (2) และ (3) ที่มีทุนทรัพย์ไม่เกินห้าล้านบาท หรือไม่เกินจ านวนตามที่ ก าหนดในพระราชกฤษฎีกา ฉะนั้น หากเป็นข้อพิพาทกันในคดีแพ ่งที่เกี ่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล หรือ สิทธิในครอบครัว หรือ กรรมสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ คู่กรณีไม่สามารถที่จะยื่นค าร้องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้ “สิทธิแห่งสภาพบุคคล” หมายถึง สิทธิต่าง ๆ เกี่ยวกับสถานภาพ และความสามารถของบุคคล ตามที่ บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 2 หมวด 1 เช่น การถือสัญชาติ, การตกเป็นบุคคล สาบสูญ, การเป็นคนไร้ความสามารถ เป็นต้น “สิทธิในครอบครัว” หมายถึง สิทธิที ่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว ่างสามีภริยาหรือบิดามารดาและบุตร เช่น การฟ้องหย่าเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู หรือฟ้องเรียกค่าเสียหาย หรือค่าทดแทนจากหญิงอื่น หรือจากชายอื่น ที่มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว กับภริยาหรือสามีของตน สิทธิของบุตรในการใช้ชื่อนามสกุลของบิดา (แต่ในกรณีที่สามีท า ร้ายร่างกายภริยา ไม่ใช่เรื่องสิทธิในครอบครัว แต่เป็นเรื่องของคดีอาญาในข้อหาท าร้ายร่างกาย) เป็นต้น “ข้อพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์” โดย “อสังหาริมทรัพย์” หมายถึง ที่ดิน ทรัพย์อันติด กับที่ดินในลักษณะถาวร หรือประกอบเป็นอันเดียวกันกับที่ดิน รวมทั้งสิทธิทั้งหลายอันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ได้วางหลักในเรื่องของ “กรรมสิทธิ์” ไว้ดังนี้ ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจ าหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผล แห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิ ขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ คือ ความเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวข้างต้น ย่อมมีสิทธิต่อ ทรัพย์สินของตนเอง โดยสรุป 5 ประการ คือ 1) สิทธิใช้สอยทรัพย์สิน 2) สิทธิจ าหน่ายทรัพย์สิน 3) สิทธิได้ดอกผล แห่งทรัพย์สิน 4) สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินคืนจากผู้ที่ไม ่มีสิทธิจะยึดถือได้ 5) มีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้า เกี ่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตัวอย ่าง คดีพิพาทที ่เกี ่ยวกับการพิพาทเรื ่องกรรมสิทธิ์ใน อสังหาริมทรัพย์ ไม่สามารถจะน ามายื่นค าขอให้ไกล่เกลี่ยได้ เช่น ผู้จะซื้อฟ้องบังคับให้ผู้จะขายโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ให้แก่ตน (อ้างสิทธิตามสัญญา), นายเอกอ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินว่าได้ครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของนายโท เกิน 10 ปี , การอ้างว่าเป็นที่งอกริ่มตลิ่ง, การอ้างให้เปิดทางจ าเป็น, การขอให้รื้อถอนโรงเรือนที่ก่อสร้างรุกล ้ามาในที่ดิน, เจ้าของ ที่ดินขอให้ขับไล่ผู้เช่าที่ดิน ผู้อาศัย หรือผู้อื่นที่เข้ามาอยู่ในที่ดิน, การขอฟ้องบังคับจ านองอสังหาริมทรัพย์อันมีผล


93 บังคับ แก่ทรัพย์จ านองที่เป็นประกันให้ต้องถูกน าออกขายทอดตลาด, กรณีที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ (สิทธิครอบครอง) หากมีข้อโต้เถียงเรื่องความความเป็นเจ้าของที่ดิน หรือขอให้เปิดทางจ าเป็นในที่ดิน เป็นต้น ส่วนกรณีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในทางอาญานั้น พระราชบัญญัติฉบับนี้ จัดไว้ให้อยู่ในหมวด 3 แห่งมาตรา 35 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า มาตรา 35 การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาให้กระท าได้ในกรณี ดังต่อไปนี้ (1) ความผิดอันยอมความได้ (2) ความผิดลหุโทษตามมาตรา 390 มาตรา 391 มาตรา 392 มาตรา 393 มาตรา 394 มาตรา 395 และ มาตรา 397แห่งประมวลกฎหมายอาญา และความผิดลหุโทษอื่นที่ไม่กระทบต่อส่วนรวมตามที่ก าหนดในพระราชกฤษฎีกา การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามวรรคหนึ่งเมื่อคู่กรณีท าข้อตกลงระงับข้อพิพาททางอาญากันแล้วให้ถือว่าสิทธิ น าคดีอาญามาฟ้องระงับเฉพาะคู่กรณีซึ่งท าข้อตกลงดังกล่าว ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ความผิดอาญาเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งเป็นคดีความผิดลหุโทษ (บางฐาน) และคดีความผิดต่อ ส่วนตัว หรือคดีความผิดอันยอมความได้ (ทุกคดี) คู่กรณีสามารถยื่นค าร้องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้ โดยจะยื่น ไกล่เกลี่ยในศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทซึ่งอยู่ในหน่วยงานภาครัฐ หรือศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนก็ย่อมที่จะ กระท าได้โดยความสมัครใจหรือความยินยอมของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายนั่นเอง ในกรณีที่ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นนั้นเป็นคดีอาญาซึ่งเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ซึ่งโดยหลักแล้วคู่กรณีมิอาจยอมความกันได้ เพราะถ้าหากมีการยอมความกันแล้ว อาจจะส่งผลให้การยอมความในคดีอาญาแผ่นดินนั้นตกเป็นโมฆะได้ เนื่องจากขัด ต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ตาม แต่พระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็ยังเปิดโอกาสให้คู่กรณีสามารถ ที่จะยื่นความประสงค์เพื่อเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้ เพียงแต่หน่วยงานที่คู่กรณีจะยื่นค าร้องเข้าสู่กระบวนการ ไกล่เกลี่ยนั้น จะต้องเป็นการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาในชั้นสอบสวนเท่านั้น เนื่องจากศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ซึ่งอยู่ในหน่วยงานของรัฐ หรือศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน ไม่มีอ านาจที่จะไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญา ซึ่งอยู่ในส่วนนี้ได้นั่นเอง โดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ บัญญัติเรื่องดังกล่าวไว้ใน มาตรา 41 การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาในชั้นการสอบสวนให้กระท าได้ในคดีความผิดดังต่อไปนี้ (1) คดีความผิดอันยอมความได้ (2) คดีความผิดลหุโทษตามมาตรา 390 มาตรา 391 มาตรา 392 มาตรา 393 มาตรา 394 มาตรา 395 และมาตรา 397 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และความผิดลหุโทษอื่นที่ไม่กระทบต่อส่วนรวมตามที่ก าหนดใน พระราชกฤษฎีกา (3) ความผิดที่มีอัตราโทษจ าคุกอย่างสูงไม่เกินสามปีตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ บัญชีท้ายพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาดังนี้ (1) ความผิดฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้และมีผู้ถึงแก่ความตายจากการชุลมุนต่อสู้นั้น ตามมาตรา 294 วรรคหนึ่ง (2) ความผิดฐานท าร้ายร่างกาย ตามมาตรา 295 (3) ความผิดฐานท าร้ายร่างกายโดยมีเหตุฉกรรจ์ ตามมาตรา 296 (4) ความผิดฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้และมีผู้ได้รับอันตรายสาหัสจากการชุลมุนต่อสู้นั้น


94 ตามมาตรา 299 วรรคหนึ่ง (5) ความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามมาตรา 300 (6) ความผิดฐานลักทรัพย์ ตามมาตรา 334 ส ่วนศูนย์ไกล ่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนนั้น มีบทบาทและอ านาจหน้าที่เช่นเดียวกับศูนย์ไกล ่เกลี่ย ในหน่วยงานของรัฐทุกประการ เพียงแต่ศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนนั้น ถูกจ ากัดโดยเงื่อนไขทางทุนทรัพย์ในคดี แพ่ง เพราะถ้าหากคู่กรณีมีข้อพิพาททางแพ่งที่มีทุนทรัพย์เกินกว่าห้าแสนบาท ก็มิอาจที่จะด าเนินการไกล่เกลี่ยใน ศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนได้ ดังบทบัญญัติแห่งมาตรา 69 แห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า มาตรา 69 ภายใต้บังคับมาตรา 20การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนให้กระท าได้ ในกรณีดังต่อไปนี้ (1)ข้อพิพาททางแพ่งที่มีทุนทรัพย์ไม่เกินห้าแสนบาทหรือไม่เกินจ านวนตามที่ก าหนดในพระราชกฤษฎีกา (2) ข้อพิพาททางแพ่งอื่นนอกจาก (1) ตามที่ก าหนดในพระราชกฤษฎีกา (3) ข้อพิพาททางอาญาตามมาตรา 35 ในกรณีที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเห็นว่าการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาค ประชาชนในเรื่องใดได้ด าเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ และออกหนังสือรับรองให้แล้ว ให้ข้อตกลงระงับข้อพิพาทนั้น บังคับกันได้หรือให้สิทธิน าคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีถ้อยค าที่ว่า “หรือไม่เกินจ านวนตามที่ก าหนดในพระราชกฤษฎีกา” หมายความว่า ในอนาคต อาจจะมีการออกพระราชกฤษฎีกาก าหนดวงเงินเพิ่มเติมขึ้นอีกได้ แต่ในขณะที่ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาออกมาบังคับ ก็ยังคงบังคับตามเงื่อนไขที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ก าหนดไว้ ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ความผิดทางอาญาที่สามารถเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้ทั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยในหน่วยงาน ของรัฐ หรือศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนนั้น จะต้องเป็นความผิดทางอาญาที่คู่กรณีสามารถยอมความกันได้ เช่น คดีหมิ่นประมาท (มาตรา 326) ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะท าให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระท าความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ คดีฉ้อโกง (มาตรา 341) ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือท าให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือ บุคคลที่สาม ท า ถอน หรือท าลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระท าความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินสามปี หรือ ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ คดียักยอก (มาตรา 352) ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของ ตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระท าความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน หกหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ ถ้าทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้กระท าความผิด เพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยส าคัญผิดไป ด้วยประการใด หรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระท าความผิดเก็บได้ ผู้กระท าต้องระวางโทษแต่เพียงกึ่งหนึ่ง


95 คดีท าให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358) ผู้ใดท าให้เสียหาย ท าลาย ท าให้เสื่อมค่าหรือท าให้ไร้ประโยชน์ ซึ่ง ทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระท าความผิดฐานท าให้เสียทรัพย์ ต้องระวางโทษจ าคุกไม่ เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ คดีอนาจาร (มาตรา 278) ผู้ใดกระท าอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้ก าลังประทุษร้าย โดย บุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยท าให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจ าคุก ไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ ถ้าการกระท าความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระท าโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล ่วงล ้า อวัยวะเพศหรือทวารหนักของบุคคลนั้น ผู้กระท าต้องระวางโทษจ าคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดหมื่น บาทถึงสี่แสนบาท ถ้าการกระท าความผิดตามวรรคสอง ได้กระท าโดยท าให้ผู้ถูกกระท าเข้าใจว่าผู้กระท ามีอาวุธปืนหรือวัตถุ ระเบิด ต้องระวางโทษจ าคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสี่แสนบาท ถ้าการกระท าความผิดตามวรรคสอง ได้กระท าโดยมีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิดหรือโดยใช้อาวุธ หรือโดยร่วม กระท าความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือกระท ากับชายในลักษณะเดียวกัน ต้องระวางโทษจ าคุก ตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือจ าคุกตลอดชีวิต ในกรณีความผิดมาตรา 278 นั้น ถ้ามิได้เกิดต่อหน้าธารก านัล ไม่เป็นเหตุให้ผู้กระท ารับอันตรายสาหัสหรือ ถึงแก่ความตายให้เป็นความผิดอันยอมความได้นั้น ก็คือคู้กรณีสามารถที่จะยื่นค าร้องเพื่อขอเข้าสู่กระบวนการไกล่ เกลี่ยตามพระราชบัญญัตินี้ได้นั้นเอง คดีบุกรุก (มาตรา 362 และ มาตรา 364) มาตรา 362 ผู้ใดเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น เพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือ แต่บางส ่วน หรือเข้าไปกระท าการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ มาตรา 364 ผู้ใดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เข้าไปหรือซ่อนตัวอยู่ในเคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์หรือ ส านักงานในความครอบครองของผู้อื่น หรือไม่ยอมออกไปจากสถานที่เช่นว่านั้นเมื่อผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ ให้ออก ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ แต่หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นการบุกรุกในเหตุฉกรรจ์ ตาม มาตรา 365 ซึ่งเป็นคดีอาญาแผ่นดิน คู่กรณี ก็ไม่อาจยื่นค าร้องเพื่อขอเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้ ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 บัญญัติว่า (1) โดยใช้ก าลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้ก าลังประทุษร้าย (2) โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระท าความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป หรือ (3) ในเวลากลางคืน ผู้กระท าต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ ในกรณีความผิดเกี่ยวกับเช็ค ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ก็ถือ เป็นคดีอาญาที่คู่กรณีสามารถที่จะยอมความกันได้เช่นเดียวกัน (แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ความผิดเกี่ยวกับเช็คนั้น กฎหมายจะมีการแก้ไขใหม่ให้เป็นความรับผิดเฉพาะในทางแพ่งเท่านั้น จะไม่ถือเป็นการกระท าที่เป็นความรับผิด ในทางอาญาอีกต่อไป)


96 ความผิดอันยอมความได้ หรือ ความผิดต่อส่วนตัวที่กล่าวมานี้ คู่กรณีสามารถยื่นค าร้องเข้าสู่กระบวนการไกล่ เกลี่ยได้ทั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยที่อยู่ในหน่วยงานภาครัฐ หรือ ศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชน ส่วนกรณี “ความผิดลหุโทษ” เช่น มาตรา 390 ผู้ใดกระท าโดยประมาท และการกระท านั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้อง ระวางโทษจ าคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ มาตรา 391 ผู้ใดใช้ก าลังท าร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษ จ าคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ มาตรา 392 ผู้ใดท าให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญ ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหนึ่ง เดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ มาตรา 393 ผู้ใดดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับ ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ มาตรา 394 ผู้ใดไล่ ต้อนหรือท าให้สัตว์ใด ๆ เข้าในสวน ไร่หรือนาของผู้อื่นที่ได้แต่งดินไว้ เพาะพันธุ์ไว้ หรือมี พืชพันธุ์หรือผลิตผลอยู่ ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ มาตรา 395 ผู้ใดควบคุมสัตว์ใด ๆ ปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นเข้าในสวน ไร่หรือนาของผู้อื่นที่ได้แต่งดินไว้ เพาะพันธุ์ไว้ หรือมีพืชพันธุ์หรือผลิตผลอยู่ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท มาตรา 397ผู้ใดกระท าด้วยประการใด ๆ ต่อผู้อื่น อันเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคาม หรือกระท าให้ได้รับความ อับอายหรือเดือดร้อนร าคาญ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท ถ้าการกระท าความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระท าในที่สาธารณสถานหรือต่อหน้าธารก านัลหรือเป็นการ กระท าอันมีลักษณะส่อไปในทางที่จะล่วงเกินทางเพศ ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ ถ้าการกระท าความผิดตามวรรคสองเป็นการกระท าโดยอาศัยเหตุที่ผู้กระท ามีอ านาจเหนือผู้ถูกกระท าอัน เนื่องจากความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชา นายจ้าง หรือผู้มีอ านาจเหนือประการอื่น ต้องระวางโทษจ าคุก ไม่เกินหนึ่งเดือน และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญาแล้ว “ความผิดลหุโทษ” คือคดีความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งกฎหมายก าหนด อัตราโทษจ าคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ แต่กฎหมายอาญา ถือว่า ความผิด ลหุโทษนั้นถือเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ยอมความไม่ได้เพียงแต่กฎหมายให้อ านาจกับพนักงานสอบสวน ที่จะมีอ านาจ เปรียบเทียบปรับได้ เมื่อพนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับแล้ว ก็ถือว่าคดีอาญาเลิกกัน สิทธิที่จะน าคดีอาญามา ฟ้องก็ระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (3) แต่ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ หากว่าเป็นกรณีความผิดลหุโทษดังกล่าวมานั้น คู่กรณีสามารถที่จะยื่นค า ร้องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้ ทั้งในศูนย์ไกล่เกลี่ยในหน่วยงานรัฐ และศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชน อันจะส่งผล ให้สิทธิน าคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามพระราชบัญญัติฉบับนี้เช่นเดียวกัน พระราชบัญญัติฉบับนี้ ยังให้สิทธิกับคู ่กรณีสามารถที่จะขอไกล ่เกลี ่ยเพื่อระงับข้อพิพาท ในคดีอาญา แผ่นดินบางฐานความผิดได้ เช่น มาตรา 295 ผู้ใดท าร้ายผู้อื ่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก ่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระท า ความผิดฐานท าร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ


97 มาตรา 296 ผู้ใดกระท าความผิดฐานท าร้ายร่างกาย ถ้าความผิดนั้น มีลักษณะประการหนึ่งประการใด ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 289 ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ มาตรา 300 ผู้ใดกระท าโดยประมาท และการกระท านั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษ จ าคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ มาตรา 294 ผู้ใดเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ว่า จะเป็นผู้ที่เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่ ถึงแก่ความตายโดยการกระท าในการชุลมุนต่อสู้นั้น ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกิน สองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ ถ้าผู้ที่เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้นั้นแสดงได้ว่า ได้กระท าไปเพื่อห้ามการชุลมุนต่อสู้นั้น หรือเพื่อป้องกันโดย ชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ มาตรา 299 ผู้ใดเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลแต่สามคนขึ้นไป และบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ว่า จะเป็นผู้ที่เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่รับอันตรายสาหัส โดยการกระท าในการชุลมุนต่อสู้นั้น ต้องระวางโทษจ าคุกไม่ เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ ถ้าผู้ที่เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้นั้นแสดงได้ว่า ได้กระท าไปเพื่อห้ามการชุลมุนต่อสู้นั้น หรือเพื่อป้องกัน โดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ มาตรา 334 ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระท าความผิด ฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท ซึ่งความผิดแต่ละฐานที่กล่าวมานี้ เป็นคดีอาญาแผ ่นดินที่มิอาจยอมความได้ แต่พระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้เปิดโอกาสให้คู่กรณีสามารถที่จะแจ้งความประสงค์ เพื่อเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้ แต่จะต้องยื่นค าร้องขอไกล่เกลี่ย ในชั้นพนักงานสอบสวนเท่านั้น จะยื่นค าร้องเพื่อขอไกล่เกลี่ยในศูนย์ไกล่เกลี่ยหน่วยงานภาครัฐ หรือศูนย์ไกล่เกลี่ย ภาคประชาชนมิได้ อนึ่ง ในกรณีความผิดฐานลักทรัพย์นั้น กฎหมายให้คู่กรณีสามารถไกล่เกลี่ยกันได้ เฉพาะการลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 เท่านั้น หากเป็นการลักทรัพย์ในเหตุฉกรรจ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 แล้ว เช่น ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน หรือลักทรัพย์ของนายจ้าง หรือทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของ นายจ้าง ฯลฯ คู่กรณีไม่อาจที่จะยื่นค าร้องเพื่อเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ ฉะนั้น เมื่อคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่มีข้อพิพาทกันไม่ว่าทางแพ่งหรือทางอาญาดังที่กล่าวมา หากสามารถตกลง ระงับข้อพิพาทกันได้แล้ว ผู้ไกล่เกลี่ยก็จะท าบันทึกข้อตกลงระงับข้อพิพาท หากปรากฏต่อมาในภายหลังว่ามีฝ ่าย หนึ่งฝ่ายใดผิดเงื่อนไขตามที่ได้ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลง อีกฝ่ายหนึ่งสามารถน าบันทึกข้อตกลงนั้นยื่นค าร้องขอต่อ ศาลเพื่อบังคับตามข้อพิพาทนั้นได้ภายในสามปีนับแต่วันที่อาจบังคับตามข้อตกลงระงับข้อพิพาทนั้นได้ ดังบัญญ ติไว้ใน มาตรา 32 ตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ว่า เมื่อคู่กรณีฝ่ายหนึ่งเรียกร้องให้คู่กรณีอีกฝ่าย หนึ่งปฏิบัติตามข้อตกลงระงับข้อพิพาทแล้ว แต่คู่กรณีฝ่ายที่ถูกเรียกร้องนั้นไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงระงับข้อพิพาท คู่กรณีฝ่ายที่เรียกร้องอาจยื่นค าร้องขอต่อศาลเพื่อให้บังคับตามข้อตกลงระงับข้อพิพาทได้ การร้องขอตามวรรคหนึ ่งต้องกระทพภายในสามปีนับแต่วันที่อาจบังคับตามข้อตกลงระงับข้อพิพาทได้ ถ้าไม่ได้ร้องขอภายในก าหนดดังกล่าว ให้มูลหนี้ตามข้อตกลงระงับข้อพิพาทนั้นเป็นอันระงับไป


98 การร้องขอตามวรรคหนึ่งให้ยื่นต่อศาลยุติธรรมที่มีการท าข้อตกลงระงับข้อพิพาทในเขตศาลนั้นหรือศาล ยุติธรรมที ่คู ่กรณีฝ ่ายใดฝ ่ายหนึ ่งมีภูมิล าเนาอยู ่ในเขตศาล หรือศาลยุติธรรมที ่มีเขตอ านาจพิจารณา พิพากษาข้อพิพาทซึ่งได้มีการไกล่เกลี่ยนั้น และให้เสียค่าขึ้นศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งใน อัตราเดียวกับค าร้องขอให้ศาลบังคับตามค าชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในประเทศ จะเห็นได้ว่า เจตนารมณ์ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ต้องการให้คนในสังคมนั้น อยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อย อาศัย มีความปรองดองกัน ตามกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ลดภาระค่าใช้จ่ายที่คู่กรณีจะต้องสูญเสียไป จากการต่อสู้คดีในชั้นพนักงานสอบสวน ชั้นพนักงานอัยการ และชั้นศาล ซึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน มากกว่าคดีจะยุติ เสียทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และความรู้สึก เนื่องจากจะต้องมีฝ่ายหนึ่งชนะ และอีกฝ่ายหนึ่งต้องพ่ายแพ้ พระราชบัญญัติฉบับนี้ จึงถือเป็นนวัตกรรมหรือมิติใหม่ ในกระบวนการยุติธรรมของไทย เพื่อช่วยคู่กรณีทั้ง สองฝ่ายให้ได้มีโอกาสพูดคุย และเจรจาตกลงหาทางออกร่วมกัน ไม่มีใครตกเป็นผู้ต้องหาและไม่มีใครถูกฟ้องเป็น จ าเลย อีกทั้งยังเป็นการรักษาสัมพันธภาพระหว่างคู่กรณี ลดปัญหาความขัดแย้งหรือมีข้อโต้แย้งระหว่างกัน เพื่อที่จะ เสริมสร้างสังคมไทยให้มีแต่ความสันติสุขและด าเนินชีวิตต่อไปอย่างสงบสุข เอกสารอ้างอิง กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม, 2563. คู่มือปฎิบัติงำนศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพำทภำคประชำชน (ศกช.) ตำมพระรำชบัญญัติกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำท พ.ศ. 2562. พิมพ์ครั้งที่ 1. ส านักพิมพ์ บริษัท กู๊ดลักซ์ แอนด์ เจน จ ากัด : กรุงเทพฯ


99 กบฏชาวนาการต่อสู้ท าลายอ านาจด้วยอ านาจ: บทเรียนจุดเริ่มต้นของหลักการควบคุมอ านาจในกฎหมายรัฐธรรมนูญ Peasants' Revolt, the Battle Destroys Power with Power: The Beginning of Learning Principles of Power Control in Constitutional Law โชคดี นพวรรรณ [email protected] บทน า โลกตะวันตกได้สร้างสิ่งสากล และเป็นที่อัศจรรย์ให้กับระบบการเมืองการปกครองบนโลกใบนี้ คือ “หลักการ ควบคุมอ านาจ” ซึ ่งเป็นหลักที ่ปรากฏอยู ่ใน “หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ” และ “หลัการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย” ส าหรับความส าคัญ และยิ่งใหญ่ของหลักควบคุมอ านาจนี้ คือ การปกป้องคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพ และสร้างความเสมอภาคให้กับผู้คนในสังคมตะวันตก เมื่อพิจารณาพัฒนาการ และการเกิดขึ้นของหลักการควบคุมอ านาจนี้ จะพบว่าในเวลาก่อนหน้าที่จะเกิด หลักการนี้สังคมตะวันตกได้อยู่ภายใต้การกดขี่ ข่มเหง ริดรอนสิทธิเสรีภาพจากผู้ถืออ านาจไม่ว่าจะเป็นนักบวชในศา สนจักร ลอร์ด (แปลในภาษาไทยว่าขุนนาง) ในระบบฟิวดัล หรือแม้แต่ King (แปลในภาษาไทยว่า “กษัตริย์”) ที่ชาวยุโรป คืนอ านาจให้โดยคาดหวังว่า King จะใช้อ านาจในทางที่ชอบธรรมแตกต่างจากเหล่านักบวช และลอร์ด ในช่วงเวลาที่ กล่าวมานี้ผู้คนยุโรปได้ใช้วิธีดั้งเดิม (Classic) ในการแสวงหา และเรียกร้องสิทธิเสรีภาพคืนให้กับตน กล่าวคือ 1) การสร้างอ านาจขึ้นเพื่อต่อสู้ 2) การท าลายผู้มีอ านาจที่ใช้อ านาจกดขี่ข่มเหงตน และ 3) การเปลี่ยนตัวบุคคลผู้มี อ านาจใหม่โดยหวังว่าอะไรจะดีขึ้น แต่ผลที่ได้กลับเป็นบทเรียนที่ส าคัญในการเรียนรู้ในเรื่องอ านาจ และการใช้ อ านาจท าลายอ านาจจะก่อให้เกิดผลเช่นใด เนื้อหา ในอดีต ในสมัยกลางสังคมยุโรปอยู่ภายใต้อ านาจของ 2 กลุ่ม คือ ศาสนจักร และลอร์ด (แปลเป็นภาษาไทย ว่า “ขุนนาง, อภิสิทธิ์ชน”) ในระบอบ “ฟิวดัล” (แปลเป็นภาษาไทยว่า “ศักดินา”) และภายใต้ระบบฟิวดัลนี้ได้ท า ให้วัสซัลซึ่งคือ ชาวนาหรือประชาชนคนธรรมดามีสถานะเทียบเท่ากับทาส หรือที่เรียกว่า “ทาสติดที่ดิน” วัสซัลหรือ ชาวนาเหล ่านี้ถูกกดขี่ บีบบังคับ เอารัดเอาเปรียบจากทั้งลอร์ด และถูกครอบง าโดยศาสนจักร และเมื่อการกดขี่ เอารัดเอาเปรียบเพิ่มมากขึ้นจนถึงจุดที่ไม่ว่าใครก็อดทนไม่ได้ วัสซัลหรือชาวนาก็ต้องหาวิธีเพื่อที่จะปลดปล ่อยให้ ตนเองเป็นอิสระจากความเดือดร้อนเหล่านั้น และวิธีการหนึ่งที่วัสซัลหรือชาวนาเลือกใช้คือ “การสร้างอ านาจด้วย การรวมตัวของผู้ถูกกดขี่ และใช้ก าลังความรุนแรงเข้าต่อสู้ท าลายผู้ที่ใช้อ านาจกดขี่ข่มเหงตน” โดยมีเป้าหมายเพียง เพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคเท่าเทียมกัน แต่ผลที่ได้รับจะเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ในประวัติศาสตร์ดังที่จะได้กล่าวต่อไป


100 เหตุการณ์กบฏชาวนา และการเรียนรู้ผลที่เกิดขึ้น 1. กบฏชาเกอรี (Jacquerie) กบฏชาเกอรี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศฝรั่งเศสมีการระบาดของกาฬโรค และสงครามร้อย ปีกับอังกฤษ (ค.ศ. 1337 - 1453) ซึ่งในช่วงเวลานั้นรัฐบาลฝรั่งเศสไม่ได้ให้ความช่วยเหลือใด ๆ แก่ชาวนา และขุน นางเจ้าของที่ดินยังเรียกเก็บค่าเช่าที่ดินเพิ่มขึ้นจากชาวนา ท าให้ปี ค.ศ. 1358 พวกชาวนาซึ่งได้รับความเดือดร้อนจาก หายนะของสงครามร้อยปีและถูกซ ้าเติมด้วยกาฬโรคจึงหมดความอดทน และได้รวมตัวกันก่อการกบฏชาเกอรี (Jacquerie) ขึ้น โดยท าการปล้นสะดมพวกขุนนางชนบททั่วไป และในช่วงเวลาหนึ่งก็สามารถยึดครองเขตชนบท ของฝรั่งเศสไว้ในอ านาจได้ แต่ชาวนาผู้ก่อกบฏไม่ได้ใช้อ านาจที่ได้มาแก้ไขความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น พวกเขาเหล่านั้น กลับใช้อ านาจกระท าต่อฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรงและทารุณ เช่น การจับภรรยาของขุนนางและบังคับให้พวกเธอ กินเนื้อของสามีก่อนที่จะข่มขืนและฆ่าพวกเธอ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ แต่เป็นการใช้ อ านาจข่มเหงท าลายอีกฝ่ายหนึ่งไม่ต่างจากสิ่งที่ขุนนางได้เคยกระท า ภาพที่ 1 ชาวนาบุกท าร้ายขุนนาง ภรรยา และบุตร ที่มา : https://www.pinterest.com/pin/404057397793060835/ และในที่สุดเหล่าบรรดาขุนนาง และชนชั้นสูงของฝรั่งเศสก็รวมตัวใช้ก าลังเข้าต่อสู้ปราบปรามชาวนา โดย การฆ่าสังหารพวกชาวนาเป็นอันมาก กบฏชาเกอรีเป็นเหตุการณ์ที่ท้ายที่สุดแล้วสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคก็ไม่ได้ เกิดขึ้นแก่ชาวนาแต่อย่างใด (อนันต์ชัย เลาหะพันธุ. 2550, pp. 192-193) จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ท าให้ชาวฝรั่งเศสถึงความส าคัญของกฎหมาย และการบังคับใช้ให้ เข้มงวดเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการฆ่าล้างแค้นท าลายซึ่งกันและกัน


101 ภาพที่ 2 ความพ่ายแพ้ของชาเกอรี9 มิถุนายน ค.ศ. 1358 ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Jacquerie#/media/ File: Jacquerie_meaux.jpg 2. กบฏชาวนาเยอรมัน (Great Peasants' Revolt) 2.1 สภาพชีวิตที่เลวร้ายภายใต้อ านาจขุนนาง ชาวนาเยอรมันมีสภาพชีวิตที่เลวร้ายไม่แตกต่างจาก ชาวนาในฝรั่งเศสและชาวนาในที่อื่น ๆ อีกหลายพื้นที่ทั่วยุโรป ในเยอรมันพวกชาวนามีสถานะไม่แตกต่างจากทาส พวกเขาเกิดมาเพื่อมีหน้าที่รับใช้ชนชั้นสูงในระบบฟิวดัล และถูกกดขี่เอาเปรียบตลอดชีวิต นับแต่ทศวรรษ 1490 เป็น ต้นมาจนถึงการประกาศการปฏิรูปศาสนาของมาร์ติน ลูเทอร์ (Matin Luther) ชาวนาได้ก่อการจลาจลเพื่อเรียกร้อง ความเห็นใจและความเป็นธรรมให้กับตนมากกว่าสิบครั้ง ซึ่งทุกครั้งก็ประสบความล้มเหลวทั้งสิ้น ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เหล่าขุนนางเจ้าที่ดินและพวกพระราชาคณะในศาสนจักรได้พยายามบีบบังคับ รีดนา ทาเร้นชาวนาและราษฎรเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินและผลประโยชน์ คนเหล่านั้นยังใช้อ านาจลิดรอนสิทธิต่าง ๆ ของชาวนา และทาสติดที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นการลิดรอนสิทธิในการตัดไม้ป่า สิทธิในการเลี้ยงสัตว์ในที่ดินรวม หรือสิทธิในการตกปลา ในห้วยล าธาร เป็นต้น การใช้อ านาจดังกล่าวสร้างความเดือดร้อน และกดดันให้ชาวนารวมตัวกันต่อต้านอย่างเงียบ ๆ ตั้งเป็นภาคีชาวนาชื่อ “บุนชูส์” (Bundshuh) ขึ้น (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต), 2544: 124) (อนันต์ชัย เลา หะพันธุ, 2550: 232-233) 2.2 ชาวนาดิ้นรนขอความเป็นธรรมด้วยสันติวิธี กษัตริย์เพิกเฉย และถูกอ านาจกดขี่เช่นเดิม ภาคีชาวนาเคลื่อนไหวเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ โดย ชาวนาทุกคน คาดหวังว่าจักรพรรดิ จะทรงเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อขจัดปัดเป่าปัญหาของพวกตน แต่จักรพรรดิก็เพิกเฉยมิได้ทรง สนพระทัยต่อความเดือดร้อนของกลุ่มชาวนาบุนชูส์เลย 2.3 เป้าหมายที่ของกบฏชาวนา คือ เรียกร้องความเป็นธรรมและความเมตตาจากขุนนาง การก่อ กบฏของชาวนาเริ่มต้นจากการร่วมกันร่างข้อเรียกร้องขอความเป็นธรรมในสังคมโดยอาศัยหลัก “ความเสมอภาค ของคริสต์ศาสนิกชน” ของมาร์ติน ลูเทอร์ ข้อเรียกร้องนี้เรียกว่า “หลักสิบสองประการ” (The Twelve Articles) มีเนื้อหาสาระส าคัญเกี่ยวข้องกับการเรียกร้องความเป็นธรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ เช่น (อนันต์ชัย เลาหะพันธุ, 2550: 233-234)


102 1) การเรียกร้องสิทธิในการจับสัตว์ป่า นก และปลา ซึ่งพวกศักดินาได้สงวนเป็นสิทธิเฉพาะของตน ชาวนาควรมีอิสรเสรีภาพในการล่าสัตว์จับนก ตกปลา ตัดไม้หรือแม้กระทั่งสิทธิในการรักษาผลประโยชน์ในที่ดินที่ ตนได้ลงแรงเพาะปลูกเช่น สิทธิในการเก็บเกี่ยวพืชผลในฤดูเก็บเกี่ยวเป็นต้น 2) นอกจากนี้ชาวนาต้องการให้ล้มเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมคนตายโดยสิ้นเชิงเพราะพวกเขาถือว่า การเก็บค่าธรรมเนียมคนตายเป็นการพรากเอาทรัพย์สมบัติของหญิงหม้ายเด็กก าพร้าไปโดยไม่ยุติธรรม หรือ 3) การเก็บค่าเช่าตามภาพของที่ดินและผลผลิต และควรจะ “ตีราคาค่าเช่าในราคาพอเหมาะพอสม” ทุ่งหญ้าของหมู่บ้านควรเป็นของส่วนรวมมิใช่ตกอยู่ในมือของผู้หนึ่งผู้ใด เป็นต้น หากพิจารณาข้อเรียกร้องทั้งหมดของชาวนาจะเห็นได้ว่าชาวนาต้องการแต่เพียงสิทธิความชอบธรรมที่จะ มีชีวิตอย่างอิสรเสรี มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มิได้ต้องการมีอ านาจเข้าไปมีส่วนร่วมในการปกครอง หรือลบล้างท าลาย อ านาจของพวกขุนนางในระบอบการปกครองแบบฟิวดัลแต่อย่างใด ภาพที่ 3 มาร์ติน ลูเทอร์ (Matin Luther) ที่มา : https://www.britannica.com/biography/Martin-Luther 2.4 กบฏคือ อ านาจที่เมื่อได้มาแล้วควบคุมไม่ได้ แม้ว่าชาวนาจะยึดหลักการของ ลูเทอร์ในการก่อกบฏ แต่เนื่องจากลูเทอร์ไม่เห็นด้วย และต่อต้านวิธีการก่อกบฏ และการใช้ก าลังรุนแรงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิและอ านาจ โดยลูเทอร์ยังได้พยายามหาทางป้องกันไม่ให้เกิดกบฏชาวนา โดยได้ชักจูงชี้แนะให้ชนชั้นสูงให้มีจิตเมตตาต่อผู้ยากไร้ และพิจารณาถึงหลักความยุติธรรมของสังคม แต่เขาก็ท าไม่ส าเร็จ ท าให้ต่อมาขบวนการเคลื่อนไหวของชาวนาก็ตก อยู่ภายใต้อิทธิพลและอ านาจของนักบวชทอมัส มึนเซอร์ (Thomas Munzer) ผู้ที่เชื่อว่าเวลาของอาณาจักรของพระเป็นเจ้า (Kingdom of God) ได้มาถึงแล้ว และในอาณาจักรนี้ทุกคนจะมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างเสมอภาค และมีสิทธิครอบครอง ในทรัพย์สินต่างๆ ร่วมกัน โดยพวกราชวงศ์และชนชั้นสูงจะต้องถูกเข่นฆ่าท าลายและกวาดล้างออกไปจากสังคมใหม่นี้ ทอมัส มึนเซอร์สนับสนุนให้มีการประหัตประหารและเผาผลาญท าลายชีวิตและทรัพย์สินของชนชั้นสูง และมึนเซอร์ ได้ประกาศตอบโต้วิธีการสันติของลูเทอร์ว่า “ลูเทอร์พูดว่าคนจนมี (ความสุข) เพียงพอแล้ว ถ้าหากพวกเขามีศรัทธา (ในพระเป็นเจ้า) และเจ้าคนที่ พูดเคยรู้หรือไม่ว่าดอกเบี้ยและภาษีต่าง ๆ ที่คนจนต้องจ่ายให้พวกนั้นมันช่วยกีดกั้นความมีศรัทธาได้อย่างไร เขาอ้าง ว่าพระคัมภีร์นั้นสมบูรณ์แบบเพียงพอแล้ว เขาช่างไม่รู้เลยว่าคนจนต้องใช้เวลาทุกวินาทีในการดิ้นรนท ามาหากินจน ไม่มีเวลาจะมานั่งศึกษาพระคัมภีร์ได้ พวกเจ้านายมันดูดเลือดพวกเราด้วยวิถีการรีดไถเงินดอกเบี้ยเสียสูง และพวกมัน


103 ยังมานั่งนับปลาในห้วยหนองคลองบึง วิหคในอากาศ ต้นหญ้าในท้องทุ่งราวกับทุกสิ่งเป็นของมัน และไอ้เจ้านักบวช มุสายังมีหน้าที่กล่าวว่า “สาธุ” อีก… (ลูเทอร์) บอกว่าพวกเราไม่ควรจะก่อกบฏแข็งข้อ เพราะว่าอ านาจการปกครอง นั้นพระเป็นเจ้าประทานให้แก่พวกเจ้านาย แต่ (ความเป็นจริง) อ านาจการปกครองนี้เป็นของชุมชน…” ภาพที่ 4 ทอมัส มึนเซอร์ (Thomas Munzer) ที่มา :https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/e/e7/THOMAS_MUNZER_Bouttats.jpg ข้อตอบโต้ของมึนเซอร์ปลุกเร้ากลุ่มชาวนาให้เกิดปฏิกิริยาเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง ท าให้กลุ่มกบฏที่เดิมมีทีท่า จะประนีประนอมกันได้ แปรสภาพเป็นการอาฆาตแค้น ประกอบกับในฤดูเก็บเกี่ยวของเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1524 ณ เมืองสตือฟ์ลิงเกิน (Stuhlingen) เคาเตสแห่งลุฟเฟน (Countess of Lupfen) ที่นอกจากจะไม่ได้ช่วยเหลือแก้ไข ความเดือดร้อนให้กับชาวนา เขากลับมีค าสั่งให้ชาวนาหยุดเก็บเกี่ยวพืชผลของตน และสั่งให้ไปเก็บผลสตรอเบอรี่ และเปลือกหอยทากแทน ค าสั่งดังกล่าวท าลายความอดทนอดกลั้นของชาวนาให้กลายเป็นความโกรธและการใช้ ก าลังแก้แค้น โดยกบฏชาวนาได้ลุกลามแผ่กระจายไปในที่อื่น ๆ ทั่วทุกสารทิศ ประมาณกันว่าดินแดนเยอรมันกว่าครึ่ง ถูกคุกคามโดยฝ่ายกบฏชาวนา (ชาวนาในบางแห่งมีก าลังสนับสนุนมากกว่า 120,000 คน) (อนันต์ชัย เลาหะพันธุ, 2550: 231-233) ภาพที่5 กบฏชาวนาล้อมรอบอัศวิน และ สัญลักษณ์ Bundschuh : รองเท้าผูกเชือกบนผืนธง ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Bundschuh_movement#/media/File:Bundschuhfahne _Holzschnitt_1539_Petrarcas_Trostspiegel.jpg


104 กบฏชาวนาท าให้เหล่าชาวนาที่สิ้นหวังได้จับอาวุธเท่าที่มีเข้าปล้นสะดม เผาโบสถ์อารามปราสาทบ้านช่อง ของพวกขุนนางชนชั้นสูงและนักบาช เหล่าขุนนางถูกฆ่าตายอย่างทารุณเป็นจ านวนมาก ส่วนนางชีและผู้หญิงก็ถูก ข่มขืนพร่าพรหมจรรย์อย่างยับเยิน (อนันต์ชัย เลาหะพันธุ, 2550: 236-239) แต่อย่างไรก็ดี เมื่อฝ่ายขุนนางชนชั้นสูงตั้งหลักได้ก็รวบก าลังเข้าปราบปราม (ล้างแค้น) กบฏชาวนาอย่างรุนแรง การปราบปรามนี้มีฟิลิปแห่งเฮสส์ (Philip of Hesse) ขุนนางโปรเตสแตนต์ และดุ๊ก จอร์จแห่งแซกโซนี (George of Saxony) เป็นผู้น าในการปราบปราม (ล้างแค้น) ในการปราบปรามครั้งนี้ท าให้พวกชาวนาพ่ายแพ้ และต้องถูกฆ่า อย่างทรมาน มีชาวนากว่า 5,000 คนถูกฆ่าตายอีก 300 คนถูกลงโทษตัดหัวประจานในตลาดกลางเมือง และการสู้รบ ของชาวนาในที่ต่าง ๆ ในดินแดนเยอรมันก็มีผลไม่แตกต่างกัน และผลสุดท้ายจากกวาดล้างปราบปรามกบฏชาวนา มีชาวนาตายในสนามรบถึง 100,000 คน ที่เหลือถูก ทารุณ และถูกฆ่าประจานให้สาสมแก่ความผิดและความแค้นของขุนนาง ถึงขนาดที่ขุนนางบางคนถึงกับร าพึงว่า “ถ้า หากการแก้แค้นของพวกตนด าเนินต่อไปอีก ในไม่ช้าคงไม่มีชาวนาเหลือไว้ใช้สอยอีก และเมื่อถึงเวลานั้นชนชั้นศักดินา เองจะต้องเดือดร้อนและล าบาก” ความพ่ายแพ้ของกบฏชาวนาภายใต้การครอบง าของ “อ านาจที่ควบคุมไม่ได้” ท าให้ชาวนาสูญเสียโอกาส ส าคัญที่จะปลดปล่อยตนเองให้มีสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และต้องทนอยู่ในสภาวะที่ถูกกดขี่ต่อไปอีก 300 ปี 2.5 การตัดสินใจของลูเทอร์: การเลือกข้าง ลูเทอร์พยายามที่จะเข้าควบคุมสถานการณ์ และชี้แนะให้ กลุ่มชาวนาสลายตัว แต่ก็สายเกินแก้ สถานการณ์ที่เลวร้ายจากการกระท าของกบฏท าให้ลูเทอร์ต้องเลือกข้างเป็น ปฏิปักษ์ต่อกลุ่มชาวนาผู้ก่อกบฏ และเข้ากับฝ ่ายขุนนาง เขาเขียนเสนอแนะของเขา Against the Murderous and Thieving Hordes of Peasants โดยกล่าวว่า “บัดนี้นรกได้ว่างลงแล้ว บรรดาปีศาจทั้งหลายต่างมาสิงสถิตย์ในตัวของ พวกชาวนาเหล ่านี้ และตัวหัวหน้าปีศาจเองได้แก ่ มึนเซอร์ผู้ไม ่เคยท าความดีอะไรนอกจากก ่อกวนให้เกิดการ ปล้นสะดม การฆ่าฟันกัน และนองเลือด” ลูเทอร์จึงเรียกร้องให้ฝ่ายศักดินาใช้ก าลังเข้าปราบปรามกลุ่มผู้ยากไร้ โดยกล่าวว่า “เมื่อชาวนาก่อการกบฏอย่างเปิดเผยแล้ว เขาก็ได้อยู่นอกเหนือพระบัญญัติของพระเป็นเจ้าแล้ว เพราะ การกบฏคือวิธีการของฆาตกรเท่านั้น มันเป็นเสมือนกองเพลิงที่จะเผาผลาญทุกอย่างให้มอดไหม้ ให้คงเหลือแต่ แผ่นดินที่เต็มไปด้วยฆาตกรและการนองเลือด ทิ้งไว้แต่หญิงหม้ายและเด็กก าพร้า ทุกสิ่งทุกอย่างแปรเปลี่ยนพินาศ บรรลัยหมด ดังนั้น (ถ้าเป็นไปได้) ก็ขอให้ทุกคนจงทุบตี เข่นฆ่า ทิ่มแทง (smite, slay and stab) ทั้งในที่ลับและ เปิดเผย จงจ าไว้ว่าไม่มีอะไรที่จะเป็นพิษและปวดร้าวหรือชั่วร้ายเลวทรามยิ่งกว่าการกบฏ จงท าเหมือนอย่างที่ท่าน ต้องฆ่าหมาบ้าตัวหนึ่งถ้าหากว่าท่านไม่โจมตีมันเสียก่อนมันจะจู่โจมตีท่าน…” (อนันต์ชัย เลาหะพันธุ, 2550: 238-239) 2.6 ลูเทอร์เข้าใจปัญหาที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับอ านาจ ลูเทอร์เข้าใจปัญหาที่เกิด ขึ้นมาตั้งแต่เริ่มแรกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากอ านาจ อ านาจท าให้ขุนนางผู้ถืออ านาจใช้อ านาจกดขี่ท าลายความ เป็นธรรมในสังคม ดังนั้นการแก้ไขปัญหาจึงไม่สามารถแก้ไขด้วยการใช้ก าลังรุนแรงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิและอ านาจ ในขณะที่ชาวนาใช้อ านาจที่เกิดจากการรวมก าลังผู้คนก่อกบฏ และใช้ความรุนแรงกับฝ่ายตรงข้าม และลู เทอร์จะสนับสนุนการใช้ก าลังเข้าปราบปรามกบฏ แต ่ในขณะเดียวกัน ลูเทอร์ก็ยังตระหนักถึงผลร้ายจะเกิดจาก “อ านาจ” ที่พวกขุนนางจะน ามาใช้เข้าปราบปราม เขาได้เขียนข้อวิตกดังกล่าวลงในจุลสาร An Opening Letter Concerning the Hard Book Against the Peasants ว่า “ข้าพเจ้ามีความกลัวในสองสิ่งคือ ถ้าพวกชาวนาได้เป็น ขุนนางเจ้าที่ดินแล้ว พวกปีศาจก็คงจะกลายเป็นสมภารวัดกันหมด แต่ถ้าหากว่าพวกเจ้านายนักเผด็จการคือขุนนาง


105 เจ้าของที่ดินแล้ว มารดาของปีศาจก็คงจะกลายนางชีเจ้าคณะฯ เช่นกัน” เขาจึงพยายามกระตุ้นเตือนให้พวกขุนนาง นักรบมีเมตตาต่อชาวนาบ้าง อย่าคิดแต่เรื่องที่จะแก้แค้นเพียงอย่างเดียว (อนันต์ชัย เลาหะพันธุ, 2550: 239) วิเคราะห์: บทเรียนอ านาจท าลายคุณความดี และเป้าหมายในสิทธิเสรีภาพ จากเหตุการณ์กบฏชาวนาที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นกบฏชาเกอรีหรือกบฏชาวนาเยอรมัน ท าให้เห็นบทเรียนที่ ส าคัญเกี่ยวกับ “อ านาจ” ดังจะกล่าวต่อไปนี้ 1) “อ านาจ” ท าให้ผู้ถืออ านาจ ขุนนาง ชนชั้นสูงที่มีความสุขสบาย อิ่มสมบูรณ์เพียงพอที่จะแบ่งปัน ให้กับผู้ด้วยโอกาสกลายเป็นบุคคลเห็นแก ่ตัว ไร้ส านึกไร้เหตุผล เอารัดเอาเปรียบ ข่มเหงชาวนา ชาวบ้าน (วัสซัล) ผู้ด้อยโอกาสและได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส เหมือนไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะท า ต่อมนุษย์ด้วยกัน 2) “อ านาจ” ยังท าให้แม้แต่ชาวนาสามารถแปรเปลี่ยนจากบุคคลที่สงบเสงี่ยม ไม่ต่อต้าน ยอมรับ และอดทนต่อสิ่งต่าง ๆ ได้ดี พร้อมที่จะเสียสละหรือยินยอมตามค าขอของผู้ที่มีอ านาจ หรืออยู่ เหนือกว่าตนให้กลายเป็นคนที่โหดเหี้ยมอ ามหิต พร้อมท าลายทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ จะท าต่อกัน 3) “อ านาจ” สามารถครอบง าได้ไม่ว่าจะเป็นขุนนาง ชาวนา จักรพรรดิ์หรือใครก็ตาม 4) เหตุการณ์ที ่เกิดขึ้นท าให้เห็นถึงบทเรียนที ่ส าคัญ คือ เมื ่อชาวนาได้มาอ านาจแล้ว ชาวนากลับ ไม ่สามารถควบคุมอ านาจที ่ได้มาได้ และสูญเสียหลักศีลธรรมจรรยาของมนุษย์ รวมถึงสูญเสีย เป้าหมายเดิมที่จะสร้างสังคมที่มีสิทธิเสรีภาพ มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันได้ ภาพที่ 6 ข้อความคิด เพื่อให้เกิดการค้นคว้าหาค าตอบด้วยตนเอง 5) การใช้อ านาจท าลายผู้ที่ใช้อ านาจที่กดขี่ข่มเหง การเอารัดเอาเปรียบอย่างไร้ส านึก ไม่สามารถสร้าง สิทธิ เสรีภาพ และความยุติธรรมให้เกิดขึ้นได้ 6) ความคิดเห็นของลูเทอร์ ท าให้เห็นถึงที่มาของปัญหากล่าวคือ ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจาก “อ านาจ” อ านาจ ท าให้ขุนนางผู้ถืออ านาจใช้อ านาจกดขี่ท าลายความเป็นธรรมในสังคม 7) การสร้างสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคไม่สามารถสร้างด้วยการเรียกเอาอ านาจมาไว้กับตน ไม่ สามารถสร้างด้วยการใช้ก าลังต่อสู้ด้วยความรุนแรง (อ านาจ) ข้อความคิด การต่อสู้กับอ านาจคือ การเรียนรู้ที่จะก าจัดผู้ถืออ านาจ หรือจ ากัดอ านาจ ?


106 สรุป ปรากฏการณ์กบฏชาวนาในยุโรปสมัยกลางท าให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจในเรื่อง “อ านาจ” ว่าเป็นต้นเหตุ แห่งปัญหา และ “อ านาจ” ถือเป็นสิ่งที่จะต้องถูกจัดการแก้ไขอันเป็นจุดเริ่มต้นของการแสวงหาการจัดการอ านาจ ด้วยการ “ควบคุมจ ากัดอ านาจ” และกว ่าจะค้นพบหลักการดังกล ่าวปรากฏเป็นหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ และหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ผู้คนชาวยุโรปต้องอดทนเรียนรู้อยู่กับความทุกข์ทรมานที่เกิดจาก อ านาจที่ไม่ได้ถูกควบคุมต่อไปเป็นเวลายาวนานนับ 100 ปี เอกสารอ้างอิง พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต). (2544). กำลนุกรม พระพุทธศำสนำในอำรยธรรมโลก. กรุงเทพมหานคร: บริษัท ด่านสุทธาการพิมพ์ จ ากัด. อนันต์ชัย เลาหะพันธุ. (2550). เรื่องน่ำรู้ในยุโรปสมัยกลำง. กรุงเทพมหานคร: ศักดิโสภาการพิมพ์. _____________, ภำพกบฏชำวนำล้อมรอบอัศวิน และ สัญลักษณ์ Bundschuh: รองเท้ำผูกเชือกบนผืนธง (ออนไลน์). สืบค้น วันที่ 19 กรกฎาคม 2565 จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Bundschuh_movement#/media/File:Bundschuhfahne Holzschnitt_1539_Petrarcas_Trostspiegel.jpg. _____________, ภำพควำมพ่ำยแพ้ของชำเกอรี9 มิถุนำยน ค.ศ. 1358 (ออนไลน์). สืบค้น วันที่ 19 กรกฎาคม 2565 จาก https://en.wikipedia .org/wiki/Jacquerie#/media/File: Jacquerie_meaux.jpg. _____________, ภำพชำวนำบุกท ำร้ำยขุนนำง ภรรยำ และบุตร (ออนไลน์). สืบค้น วันที่ 19 กรกฎาคม 2565 จาก https://www.pinterest. com/pin/404057397793060835/. _____________, ภำพทอมัส มึนเซอร์ (Thomas Munzer) (ออนไลน์). สืบค้น วันที่ 19 กรกฎาคม 2565 จาก https://upload.wikimedia. org/wikipedia/commons/e/e7/THOMAS_MUNZER_Bouttats.jpg. _____________, ภาพมาร์ติน ลูเทอร์ (Matin Luther) (ออนไลน์). สืบค้น วันที ่ 19 กรกฎาคม 2565 จาก https://www.britannica.com /biography/Martin-Luther.


107 การศึกษาสาระส าคัญของพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2558 A Study of the Essence of the Dormitory Act, B.E. 2558 (2015) สร้อย ไชยเดช [email protected] บทน า ที่อยู่อาศัยเป็นสิ่งส าคัญ เนื่องจากที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่คนเราจะขาดไปมิได้ การเลือกที่อยู่ อาศัยให้เหมาะกับตนเองและคนในครอบครัวจึงเป็นเรื่องจ าเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหากผู้พักอาศัยยังเป็นเยาวชน หรือยังอยู่ในวัยที่ก าลังศึกษาเล่าเรียน หากบุคคลเหล่านี้มีความจ าเป็นต้องออกมาพักอาศัยห่างไกลจากบ้านและ ครอบครัวเพื ่อมาศึกษายังสถานศึกษาไกลบ้าน การมีที ่พักอาศัยที่สะอาด มีความปลอดภัย ได้มาตรฐานครบถ้วน ในด้านต่าง ๆ ย่อมสร้างความเชื่อมั่นและความสบายใจให้กับผู้ปกครอง ที่พักอาศัยในปัจุบันมีให้เลือกมากมาย ซึ่งหนึ่งในบรรดาที่พักอาศัยที่ได้รับความนิยมในการเลือกพักอาศัยของผู้ที่ก าลังอยู่ในวัยศึกษา คือ หอพัก บทความนี้ มุ ่งศึกษาถึงสาระส าคัญของกฎหมายที ่ใช้ในการควบคุม ก ากับ และดูแล หอพัก ในประเทศไทย กฎหมายนั้นคือ พระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2558 เนื้อหา ในปัจจุบันที่พักอาศัยมีอยู่ด้วยกันมากมายหลายรูปแบบ เช่น บ้านเดี่ยว ทาวเฮ้าส์ คอนโดมิเนียม อะพาร์ตเม้นต์ หอพัก ห้องเช ่า ฯลฯ ซึ ่งการที ่คนเราจะเลือกที ่พักอาศัยว ่าจะเป็นประเภทใดนั้น ขึ้นอยู ่กับปัจจัยหลาย ๆ อย ่าง โดยส่วนมากก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้ชีวิต ก าลังทรัพย์ในการเลือกพื้นที่ตั้งของที่พักอาศัยนั้น หรือจ านวนคนที่ต้อง อยู่อาศัยร่วมกัน ฯลฯ เป็นต้น ส าหรับบทความนี้ ผู้เขียนต้องการน าเสนอถึงที่พักอาศัยประเภทหนึ่งที่เป็นที ่นิยม เลือกใช้เป็นที่พักอาศัยของคนไทย นั่นก็คือ “หอพัก” ส าหรับหอพักนั้นหากเป็นความหมายตามพจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 นั้น ได้ให้ความหมายไว้ว่า น. ที่พักอาศัยส าหรับนักเรียนนักศึกษา เป็นต้น ซึ่งเป็นที่ ทราบกันดีว่าหอพักนั้น โดยส่วนมากจะเป็นที่พักอาศัยที่ได้รับความนิยมจากบรรดานักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่มีความ จ าเป็นจะต้องเดินทางมาเรียนหนังสือในสถานศึกษาที่อยู่ห่างไกลจากบ้านซึ่งเป็นที่พักอาศัยร่วมกับครอบครัว เพราะ ส่วนมากจะมีการคิดราคาค่าเช่าพักอาศัยหอพักในอัตราที่ต ่ากว่าที่พักประเภทอื่น หอพักจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจที่ บรรดาพ่อแม่หรือผู้ปกครองจะเลือกหาให้เป็นที่พักอาศัยของบุตรหลานในระหว่างที่ต้องออกมาเรียนหนังสืออยู่ไกลบ้าน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าหอพักจะได้รับความนิยมจากบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่จะเลือกให้บุตรหลานของ ตนใช้เป็นที่พักอาศัยก็ตาม ก็ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาปรากฏข่าวเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ ในสื่อสังคมมากมาย ในเรื่อง เกี่ยวกับการพักอาศัยในหอพัก ไม่ว่าจะข่าวเกี่ยวกับด้านอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด ปัญหาการมั่วสุมกันของกลุ่ม วัยรุ่น ปัญหาการลักลอบเล่นการพนัน หรือปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าของหอพัก เป็นต้น ซึ่งปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ย่อมส่งผลเสียโดยตรงต่อบรรดานักเรียน นิสิต นักศึกษา ผู้พักอาศัย ซึ่งบางคนยังเป็นผู้เยาว์หรือเป็นเยาวชน ที่ไม่สามารถดูแลสวัสดิภาพหรือรักษาสิทธิของตนได้เท่ากับผู้ใหญ่ทั่วไป รวมทั้งก่อให้เกิดความไม่สบายใจให้กับพ่อ แม่ผู้ปกครอง ที่มีความห่วงใยเพราะต้องอยู่ห่างไกลจากบุตรหลานของตนด้วย ดังนั้นภาครัฐจึงมีมาตรการทาง


108 กฎหมายเพื่อใช้ส าหรับควบคุม ก ากับ และดูแล หอพัก โดยตรง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการจัดระเบียบหอพัก สร้าง ความเชื่อมั่นในความปลอดภัย และเพื่อเป็นการส่งเสริมกิจการหอพัก ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีมาตรฐาน ตารางที่ 1 จ านวนหอพักที่จดทะเบียนของประเทศไทย พ.ศ. 2553 – 2561 ปี พ.ศ. 2553 2554 2555 2556 2557 2558 2559 2560 2561 จ านวน หอพัก (แห่ง) 13,086 13,972 14,343 13,290 13,627 15,162 * * 6,014 หมายเหตุ: * ปี พ.ศ. 2559 และ 2560 ไม่มีการจัดเก็บข้อมูล ที่มา: ส านักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร, 2562 ตารางที่2 จ านวนหอพัก ของภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปี 2553 – 2561 จังหวัด ปี พ.ศ. การเปลี่ยนแปลง 2553 2558 2561 2553-2558 2553-2561 กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล 2,626 2,002 * -4.75 * กรุงเทพมหานคร 1,840 1,241 676 -6.51 -7.91 ปริมณฑล 786 761 * -0.64 * นครปฐม 197 225 192 2.84 -0.32 นนทบุรี 71 93 * 6.20 * ปทุมธานี 471 400 * -3.01 * สมุทรปราการ 45 43 * -0.89 * สมุทรสาคร 2 0 1 -20.00 -6.25 หมายเหตุ: * ไม่มีข้อมูล ที่มา: ส านักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร, 2562 ส าหรับประเทศไทยนั้นการประกอบกิจการหอพัก มีกฎหมายที่ใช้ในการควบคุม ก ากับ และดูแล หอพัก โดยตรงมาเป็นระยะเวลานานแล้ว ในอดีตกฎหมายที่ใช้ควบคุม ก ากับ และดูแล คือ พระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2507 แต่ต่อมากฎหมายฉบับดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไป โดยในปัจจุบันมีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2558 แทน ทศพร มูลรัตน์ (2561) กล่าวไว้ว่า เดิมพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2507 ก าหนดให้ส านักงานการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เป็นหน่วยงานก ากับดูแลการประกอบกิจการหอพักในเขตพื้นที่จังหวัดนั้น ๆ และ มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นนายทะเบียน แต่ตามพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2558 นี้ได้โอนภารกิจมาให้แก่องค์กร ปกครองส ่วนท้องถิ่นมาเป็นผู้ก ากับดูแลการประกอบกิจการหอพักในเขตพื้นที่แทน ตามแผนปฏิบัติการก าหนด ขั้นตอนการกระจายอ านาจให้แก่องค์กรปกครองส ่วนท้องถิ ่นตามพระราชบัญญัติก าหนดแผนและขั้นตอนการ


109 กระจายอ านาจให้แก่องค์กรปกครองส ่วนท้องถิ ่น พ.ศ. 2542 ซึ่งเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2558 คือ โดยที่กฎหมายว่าด้วยหอพักได้ใช้บังคับมาตั้งแต่ พ.ศ. 2507 สาระส าคัญและรายละเอียดเกี่ยวกับ การประกอบกิจการหอพักไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน สมควรก าหนดแนวทางและวิธีการในการก ากับ ดูแลการประกอบกิจการหอพักให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชนที่อยู่ระหว่าง การศึกษา ประกอบกับแผนปฏิบัติการก าหนดขั้นตอนการกระจายอ านาจให้แก ่องค์กรปกครองส ่วนท้องถิ ่นตาม พระราชบัญญัติก าหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอ านาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ได้ก าหนด ให้โอนอ านาจในการก ากับดูแลการประกอบกิจการหอพักให้แก ่องค์กรปกครองส ่วนท้องถิ ่น จึงจ าเป็นต้องตรา พระราชบัญญัตินี้ พระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2558 มีสาระส าคัญที่มีความจ าเป็นที่บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครอง นักเรียน นิสิต นักศึกษา ซึ่งเป็นผู้พักควรจะต้องรู้แล้ว ยังรวมถึงบรรดาผู้เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้ประกอบกิจการหอพัก และผู้จัดการ หอพัก เป็นต้น ที่ควรจะต้องศึกษาและท าความเข้าใจกฎหมายฉบับนี้ อย่างไรก็ตามกฎหมายฉบับนี้ก าหนดไว้ตาม มาตรา 7 ว ่า พระราชบัญญัตินี้ไม ่ใช้บังคับแก ่หอพักของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน ่วยงานอื ่นของรัฐที ่ไม่ใช่ สถานศึกษา ในล าดับแรกต้องท าความเข้าใจถึงการให้นิยามความหมายของค าต่าง ๆ ตามกฎหมายก่อน ดังนี้ มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้ “หอพัก” หมายความว่า สถานที่ที่รับผู้พักตามพระราชบัญญัตินี้เข้าพักอาศัยโดยมีการเรียกเก็บค่าเช่า “ผู้พัก” หมายความว่า ผู้ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาในสถานศึกษาในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรีและมีอายุไม่เกิน ยี่สิบห้าปี “หอพักสถานศึกษา” หมายความว่า หอพักที่ผู้ประกอบกิจการหอพักเป็นสถานศึกษา “หอพักเอกชน” หมายความว่า หอพักที่ผู้ประกอบกิจการหอพักเป็นบุคคลทั่วไปซึ่งไม่ใช่สถานศึกษา “สถานศึกษา” หมายความว ่า โรงเรียน วิทยาลัย สถาบัน มหาวิทยาลัยที่จัดการศึกษาในระบบตาม กฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ทั้งนี้ ไม ่หมายความรวมถึงสถาบันหรือมหาวิทยาลัยของรัฐที่จัดการศึกษา ในระดับอุดมศึกษา “ผู้ประกอบกิจการหอพัก” หมายความว่า ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการหอพักตามพระราชบัญญัตินี้ “ผู้จัดการหอพัก” หมายความว ่า ผู้มีหน้าที ่ควบคุมดูแลหอพักสถานศึกษาหรือหอพักเอกชนตาม พระราชบัญญัตินี้ “เงินประกัน” หมายความว่า เงินที่ผู้พักวางไว้กับผู้ประกอบกิจการหอพักเพื่อประกันความเสียหายที่ผู้พัก ก่อให้เกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินที่ผู้ประกอบกิจการหอพักจัดไว้ให้ผู้พักใช้สอย “กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด” หมายความว่า กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ กฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออก ฤทธิ์ต่อจิตและประสาท กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย และกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปราม ผู้กระท าความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” หมายความว่า เทศบาล องค์การบริหารส่วนต าบล กรุงเทพมหานคร เมือง พัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง ทั้งนี้ ไม่หมายความรวมถึงองค์การบริหารส่วนจังหวัด “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการส่งเสริมกิจการหอพัก “นายทะเบียน” หมายความว่า


110 (1) นายกเทศมนตรี ส าหรับในเขตเทศบาล (2) นายกองค์การบริหารส่วนต าบล ส าหรับในเขตองค์การบริหารส่วนต าบล (3) ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ส าหรับในเขตกรุงเทพมหานคร (4) นายกเมืองพัทยา ส าหรับในเขตเมืองพัทยา (5) ผู้บริหารท้องถิ่นหรือหัวหน้าคณะผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง ส าหรับในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ สาระส าคัญของกฎหมายตามพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2558 พระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2558 มีข้อกฎหมายที่ส าคัญอยู่มากมาย ซึ่งการศึกษาท าความเข้าใจกฎหมาย และปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายทั้งในส่วนของผู้ประกอบกิจการหอพักและตัวผู้พัก ย่อมจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อ ทุกฝ่ายได้สมดังเจตนารมย์ของกฎหมาย รวมทั้งช่วยลดปัญหาในการกระท าผิดกฎหมายซึ่งมีบทลงโทษลงได้ด้วยเช่นกัน 1. การแบ่งหอพักรูปแบบและประเภทของหอพัก หอพักจะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ “หอพักสถานศึกษา” และ “หอพักเอกชน” (มาตรา 4) (1) หอพักสถานศึกษา คือ หอพักที่ผู้ประกอบกิจการหอพักเป็นสถานศึกษา ที่จัดการศึกษาในระบบ ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ (2) หอพักเอกชน คือ หอพักที่ผู้ประกอบกิจการหอพักเป็นบุคคลทั่วไปซึ่งไม่ใช่สถานศึกษา นอกจากนี้หอพักยังแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ (มาตรา 8) (1) หอพักชาย (2) หอพักหญิง นอกจากนี้กฎหมายยังก าหนดว่าบุคคลใดจัดสถานที่เพื่อรับผู้พักเข้าพักอาศัยโดยเรียกเก็บค่าเช่า ให้ถือ ว่าบุคคลนั้นประกอบกิจการหอพัก (มาตรา 6) แต่พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่หอพักของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่ไม่ใช่สถานศึกษา (มาตรา 7) 2. การประกอบกิจการหอพักก าหนดว่าต้องได้รับใบอนุญาต - สถานศึกษาใดประสงค์จะประกอบกิจการหอพัก ต้องได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ก าหนดใน กฎกระทรวง (มาตรา 27) - ผู้ใดประสงค์จะประกอบกิจการหอพักเอกชน ต้องได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ก าหนดใน กฎกระทรวง (มาตรา 33) 3. หอพักที่จะได้รับใบอนุญาตต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ก าหนดในกฎกระทรวง ดังนี้ - หอพักสถานศึกษาที่จะได้รับใบอนุญาตต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ก าหนดในกฎกระทรวง ซึ่งอย่างน้อย ต้องประกอบด้วย (มาตรา 28)


111 (1) ชื่อและประเภทของหอพัก (2) สถานที่ตั้ง สิ่งแวดล้อม และสุขลักษณะของหอพัก (3) ห้องนอน ห้องน ้า และห้องส้วม (4) สถานที่ส าหรับรับประทานอาหารหรือต้อนรับผู้เยี่ยมเยียน และสิ่งอ านวยความสะดวกอื่นส าหรับผู้พัก (5) ระบบสาธารณูปโภคและระบบการรักษาความปลอดภัย ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารหรือกฎหมายอื่นใดได้ก าหนดหลักเกณฑ์ตามวรรคหนึ่งไว้แล้ว กฎกระทรวงตามวรรคหนึ่งจะไม่ก าหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าวก็ได้ ในกรณีที ่มีการก าหนดหลักเกณฑ์ตามวรรคหนึ ่ง หลักเกณฑ์ดังกล ่าวจะต้องมีมาตรฐานไม่ต ่ากว่า หลักเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง - หอพักเอกชนที่จะได้รับใบอนุญาตต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ก าหนดในกฎกระทรวง ซึ่งอย่างน้อย ต้องประกอบด้วย (มาตรา 34) (1) ชื่อและประเภทของหอพัก (2) จ านวนห้องพัก (3) สถานที่ตั้ง สิ่งแวดล้อม และสุขลักษณะของหอพัก (4) ห้องนอน ห้องน ้า และห้องส้วม (5) สถานที่ส าหรับรับประทานอาหารหรือต้อนรับผู้เยี่ยมเยียน และสิ่งอ านวยความสะดวกอื่นส าหรับผู้พัก (6) ระบบสาธารณูปโภคและระบบการรักษาความปลอดภัย ให้น าบทบัญญัติมาตรา 28 วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับแก่การออกกฎกระทรวงเพื่อก าหนด หลักเกณฑ์ตามวรรคหนึ่งด้วยโดยอนุโลม 4. การรับผู้เข้าพัก - หอพักสถานศึกษา นอกจากรับผู้พักซึ่งอยู ่ระหว ่างการศึกษาในสถานศึกษาในระดับไม่สูงกว่า ปริญญาตรีและมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปีแล้ว เพื่อประโยชน์ในด้านการศึกษา การท่องเที่ยว หรือการกีฬา หอพัก สถานศึกษาอาจรับบุคคลทั่วไปเข้าพักเป็นการชั่วคราวได้ในระหว่างปิดภาคการศึกษาที่ไม่มีผู้พัก (มาตรา 30) - หอพักเอกชน ให้รับผู้พักได้เฉพาะผู้ซึ ่งอยู่ในระหว่างการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ไม ่สูงกว่า ปริญญาตรี เว้นแต่หอพักเอกชนที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับสถานศึกษาให้รับผู้พักซึ่งอยู่ในระหว่างการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ด้วย การขึ้นทะเบียนหอพักเอกชนไว้กับสถานศึกษา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื ่อนไขที่ คณะกรรมการก าหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา (มาตรา 36) 5. หน้าที่ของผู้ประกอบกิจการหอพักและผู้จัดการหอพัก ผู้ประกอบกิจการหอพัก ต้องจัดให้มีการประกันภัยเพื่อคุ้มครองชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของผู้พัก ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการก าหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาตรา 57 ผู้ประกอบกิจการหอพักสถานศึกษาที่รับผู้พักซึ่งอยู่ในระหว่างการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องจัดให้มีอาหารที่ ถูกอนามัยและเพียงพอส าหรับผู้พักอย่างน้อยวันละสองมื้อ มาตรา 58 ที่ส าคัญกฎหมายยังก าหนดวว่า ผู้ประกอบกิจการหอพักต้องจัดให้มีระเบียบประจ าหอพักปิดประกาศไว้ โดยเปิดเผยและเห็นได้ง่ายภายในหอพัก (มาตรา 59)


112 ระเบียบประจ าหอพักตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการก าหนดซึ่งอย่างน้อยต้อง มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ (1) การรับผู้พัก (2) อัตราค่าเช่าหอพัก เงินค่าเช่าล่วงหน้า เงินประกัน และค่าบริการอื่น ๆ ที่เรียกเก็บจากผู้พัก (3) เวลาเข้าออกหอพัก (4) หลักเกณฑ์การเยี่ยมผู้พัก (5) การไปพักที่อื่นเป็นการชั่วคราว (6) การปฏิบัติตนในการอยู่ร่วมกันของผู้พัก (7) ชื่อผู้ประกอบกิจการหอพักและผู้จัดการหอพัก (8) เวลาท าการของหอพัก นอกจากนี้กฎหมายยังก าหนดให้ผู้ประกอบกิจการหอพัก ต้องจัดให้มีการตรวจสอบประวัติคนที่จะ รับเข้าท างานในหอพักว่าไม่มีประวัติอาชญากรรมและไม่เป็นโรคติดต่อหรือน่ารังเกียจตามที่คณะกรรมการก าหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา และคนดูแลห้องพักของหอพักหญิงต้องเป็นหญิง (มาตรา 61) ผู้ประกอบกิจการหอพักและผู้จัดการหอพักมีหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกัน ดังต่อไปนี้ (มาตรา 62) (1) ดูแลรักษาสภาพของหอพักให้มีความมั่นคงแข็งแรงและมีระบบการป้องกันอัคคีภัยให้เป็นไปตาม กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร (2) ดูแลรักษาความสะอาดด้านสุขลักษณะและอนามัยของหอพักให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการ สาธารณสุข (3) จัดให้มียาและเวชภัณฑ์ที่จ าเป็นไว้ในหอพักเพื่อให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้พักที่เจ็บป่วย (4) จัดให้มีแผนผังแสดงทางหนีไฟในแต่ละชั้นของหอพัก และห้องพักทุกห้องและป้ายทางออกฉุกเฉินไว้ ในแต่ละชั้นของหอพัก (5) ดูแลและอ านวยความสะดวกให้กับผู้พักในกรณีเกิดอัคคีภัย อุทกภัย หรือเกิดอันตรายใด ๆ ขึ้นและ อาจมีผลกระทบต่อผู้พัก และนอกจากนี้ ในมาตรา 64 ผู้จัดการหอพักมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) ดูแลไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้พักเข้าไปในห้องพัก เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากผู้จัดการหอพัก (2) ดูแลไม่ให้มีการเล่นการพนัน เสพสุรา หรือยาเสพติดในหอพัก (3) ดูแลไม่ให้มีการกระท าการอันควรเชื่อได้ว่ามีการสมคบกันหรือร่วมกันกระท าการอันมิชอบด้วยกฎหมาย (4) ดูแลไม่ให้ผู้พักก่อความร าคาญแก่ผู้พักอื่นหรือผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงกับหอพัก (5) ให้ความช่วยเหลือและแจ้งให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองของผู้พักทราบโดยทันที ในกรณีที่ปรากฏว่า ผู้พักได้รับอันตรายเพราะเจ็บป่วยหรือเหตุอื่นใด (6) แจ้งให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองของผู้พักทราบในกรณีที่ผู้พักไปพักที่อื่นโดยไม่แจ้งให้ทราบ (7) แจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบในกรณีที่มีพฤติกรรมตาม (2) หรือ (3) ซึ่งข้อก าหนดตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้น เป็นการสร้างมาตรฐานที่ดีในด้านต่าง ๆ ให้กับการด าเนิน กิจการหอพักและน่าเชื่อว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองที่จะส่งบุตรหลานมาพักอาศัย


113 ในหอพักว่าบุตรหลานของตนจะได้รับความปลอดภัย มีสวัสดิภาพ และมีความเป็นอยู่ที่ถูกต้องตามสุขลักษณะที่ดี และมีมาตรฐานทางสาธารณสุข 6. สัญญาเช่าหอพักและการเรียกเก็บเงิน ส าหรับการท าสัญญาเช่าหอพักและการเรียกเก็บเงินนั้น ก็เป็นเรื่องส าคัญมากเช่นกัน เนื่องจากผู้พัก หอพักนั้น เป็นผู้ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษา โดยส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ไม่มีรายได้ ยังต้องพึ่งพาอาศัยพ่อแม่ผู้ปกครองในการ ดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังนั้นการต้องเสียค่าเช่าหอพักก็เป็นการสมควรที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาก ากับ ดูแล อย่างใกล้ชิดเพื่อมิให้เกิดปัญหาการเอารัดเอาเปรียบหรือการเรียกเก็บเงินอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2558 ก็มีข้อก าหนดในเรื่องดังกล่าวนี้ไว้เช่นกัน กล่าวคือ การรับผู้พัก ผู้ประกอบกิจการหอพักต้องท าสัญญาเช่าเป็นหนังสือระหว่างผู้ประกอบกิจการหอพักและ ผู้พักตามแบบที่คณะกรรมการประกาศก าหนด ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้ (มาตรา 9) (1) ชื่อและที่อยู่ของผู้ประกอบกิจการหอพักและผู้พัก (2) วันที่ท าสัญญา (3) ระยะเวลาการเข้าพักซึ ่งต้องไม ่น้อยกว ่าหนึ ่งภาคการศึกษาหรือตามระยะเวลาที ่คณะกรรมการ ประกาศก าหนด (4) ความยินยอมของผู้ปกครองในกรณีที่ผู้พักเป็นผู้เยาว์ (5) รายการอื่นตามที่คณะกรรมการก าหนด ผู้ประกอบกิจการหอพักอาจเรียกเก็บเงินค่าเช่าล่วงหน้าได้ไม่เกินอัตราค่าเช่าสามเดือน โดยให้น าเงิน ค่าเช่าล่วงหน้าดังกล่าวช าระเป็นค่าเช่าสามเดือนสุดท้ายของสัญญาเช่า ในกรณีที่ผู้พักขอเลิกสัญญาก่อนครบก าหนดเวลาตามสัญญาเช่า ผู้พักจะขอเงินค่าเช่าล่วงหน้าคืนจาก ผู้ประกอบกิจการหอพักมิได้ (มาตรา 10) ผู้ประกอบกิจการหอพักอาจเรียกเก็บเงินประกันได้ไม่เกินอัตราค่าเช่าหนึ่งเดือน ผู้ประกอบกิจการหอพักต้องคืนเงินประกันให้แก่ผู้พักในวันที่สัญญาเช่าสิ้นสุดลง ทั้งนี้ ตามจ านวนที่ เหลืออยู่หลังจากหักเป็นค่าเสียหายที่ผู้พักก่อให้เกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินที่ผู้ประกอบกิจการหอพักจัดไว้ให้ผู้พักใช้สอย (มาตรา 11) แต่บทบัญญัติในมาตรา 10 และมาตรา 11 ไม่ใช้บังคับแก่หอพักของโรงเรียนประจ า (มาตรา 12) 7. มาตรการส่งเสริมหอพักเอกชน พระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2558 มีมาตรการส ่งเสริมสนับสนุนหอพักเอกชนที่ได้รับการประกาศ เกียรติคุณจากคณะกรรมการ ซึ่งนับว่าเป็นนโยบายที่ดีมาก เท่ากับเป็นการส่งเสริม สนับสนุน และช่วยเหลือหอพัก เอกชนที่ผู้ประกอบกิจการหอพักปฏิบัติตนได้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ มีมาตรฐาน และบริหารจัดการหอพักได้ดีเป็นที่ ยอมรับ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ หอพักเอกชนที ่ได้รับการประกาศเกียรติคุณจากคณะกรรมการอาจได้รับสิทธิประโยชน์และการ สนับสนุน ดังต่อไปนี้ มาตรา 41 (1) สิทธิที่จะได้รับลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีเงินได้เป็นกรณีพิเศษจากการประกอบกิจการหอพักโดย ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามประมวลรัษฎากร


114 (2) ลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีป้าย หรือภาษีอื่นใดในท านองเดียวกัน ทั้งนี้ ตามที่ กฎหมายว่าด้วยการนั้นก าหนด (3) การสนับสนุนด้านการเงินหรือวัสดุอุปกรณ์ (4) การสนับสนุนด้านอื่น ๆ ตามที่ก าหนดในกฎกระทรวง การประกาศเกียรติคุณและการได้รับการสนับสนุนตาม (3) และ (4) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ก าหนดในกฎกระทรวง 8. บทก าหนดโทษ ส าหรับพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2565 นี้ มีการบัญญติบทก าหนดโทษส าหรับผู้ที่กระท าการฝ่าฝืน กฎหมายเอาไว้โดยมีบทลงโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา อาทิ มาตรา 76 ผู้ใดใช้ค าว่า “หอพัก” ในสถานที่ของตนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการหอพัก ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท และปรับอีกวันละไม่เกินห้าพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ มาตรา 77 ผู้ประกอบกิจการหอพักผู้ใดรับผู้พักไม ่เป็นไปตามประเภทของหอพักตามมาตรา 8 ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ มาตรา 78 ผู้ประกอบกิจการหอพักผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 9 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท มาตรา 79 ผู้ประกอบกิจการหอพักผู้ใดเรียกเก็บเงินค่าเช่าล่วงหน้าหรือเงินประกันเกินอัตราที่ก าหนด ไว้ในมาตรา 10 และมาตรา 11 หรือไม่น าเงินค่าเช่าล่วงหน้าหักเป็นค่าเช่าตามที่ก าหนดไว้ในมาตรา 10 ต้องระวาง โทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท มาตรา 80 ผู้ใดไม่คืนค่าเช่าล่วงหน้าหรือเงินประกันให้แก่ผู้พักตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่ก าหนด ไว้ในมาตรา 11 มาตรา 32 มาตรา 39 มาตรา 40 หรือมาตรา 69 แล้วแต่กรณี ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่น บาท และปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ อย ่างไรก็ตามสาระส าคัญที ่กล ่าวมาข้างต้นทั้งหมด เป็นเพียงส ่วนหนึ ่งของบทบัญญัติกฎหมายตาม พระราชบัญญัติ หอพัก พ.ศ. 2558 พระราชบัญญัติฉบับนี้ยังมีข้อกฎหมายที่ส าคัญและน่าสนใจเกี่ยวกับหอพักอีก มากที่เราไม่สามารถกล่าวถึงในที่นี้ได้ทั้งหมด หากท่านผู้ใดมีความสนใจในเรื่องนี้ก็ควรศึกษาพระราชบัญญัติ หอพัก พ.ศ. 2558 เพิ่มเติมให้ครบถ้วน ซึ่งน่าเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ที่ได้ศึกษาเป็นอย่างยิ่ง บทวิเคราะห์หรือวิจารณ์ ส าหรับการศึกษาสาระส าคัญตามพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2558 ซึ่งถือเป็นกฎหมายหลักที่ใช้ควบคุม ก ากับ และดูแล การประกอบกิจการหอพักในประเทศไทยนั้น คงต้องยอมรับว่ามีเจตนารมย์ที่ดีที่จะก ากับ ดูแล กิจการ หอพักในประเทศไทยให้มีคุณภาพและมีมาตรฐาน จะเห็นได้จากบทบัญญัติต่าง ๆ ที่ก าหนดหลักเกณฑ์ไว้อย ่าง เข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นหลักเกณฑ์การขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการหอพัก ที่หอพักจะต้องมีมาตรฐานตามที่ก าหนด การแบ่งประเภทหอพักออกเป็น 2 ประเภท มิให้ผู้พักอาศัยอยู่ปะปนกันทั้งชายและหญิง การก าหนดหลักเกณฑ์ใน เรื่องของสัญญาเช่าหอพักและเรื่องการเรียกเก็บเงิน รวมทั้งมีบทลงโทษส าหรับผู้กระท าความผิดด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เราคงต้องยอมรับกันว่าความเคร่งครัดและมีระเบียบกฎเกณฑ์นั้นถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ดี ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยในด้านต่าง ๆ ช่วยสร้างความสงบเรียบร้อยในสังคม แต่ก็ยังมีข้อที่น่าจะ พิจารณาอีกหลายด้าน เช่น ในยุคสมัยปัจจุบัน บรรดานักเรียน นิสิต นักศึกษา ซึ่งเป็นผู้พักอาศัยในหอพักล้วน


115 แล้วแต่ยังอยู่ในช่วงวัยรุ่น อาจไม่พร้อมจะต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดต่าง ๆ ของการพักในหอพัก จนกระทั่ง หันไปเลือกพักอาศัยอยู่ในที่พักอาศัยประเภทอื่น เช่น คอนโดมิเนียม อะพาร์ตเม้นต์ แมนชั่น หรือห้องเช่าต่าง ๆ ที่อาจจะได้รับความสะดวกสบายจากสิ่งอ านวยความสะดวกที่มีให้มากกว่าและมีความเป็นอยู่ที่เป็นอิสระในการพัก อาศัยมากกว่าหอพัก รวมทั้งน่าเชื่อว่า ยังมีพ่อแม่ผู้ปกครองอีกมากที่ไม่ทราบถึงกฎหมายฉบับนี้ หรือยังขาดความรู้ ความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างการให้บุตรหลานของตนพักอาศัยอยู่หอพักกับการพักอาศัยที่พักประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม อะพาร์ตเม้นต์ แมนชั่น หรือห้องเช่าต่าง ๆ ประกอบกับหากเป็นผู้ประกอบกิจการหอพัก เอกชน ซึ่งประกอบกิจการหอพักเพื่อหวังแสวงหาผลก าไร ก็อาจจะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนว่าการจะประกอบกิจการ หอพักของตนเองนั้น จะคุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่ เพราะหอพักเอกชนจะรับผู้พักได้เฉพาะผู้ซึ่งอยู่ในระหว ่าง การศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ไม่สูงกว่าปริญญาตรี เว้นแต่หอพักเอกชนที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับสถานศึกษาให้รับผู้พัก ซึ่งอยู่ในระหว่างการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ด้วย อีกทั้งหอพักยังต้องแยกประเภท หอพักชาย กับ หอพักหญิง ออกจากกันด้วย นั่นย่อมท าให้กลุ่มผู้พักซึ่งเป็นลูกค้าถูกจ ากัดลงไปตามข้อก าหนดด้วยเช่นกัน ข้อเสนอแนะ การประกอบกิจการหอพักนั้น ผู้พัก คือผู้ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาในสถานศึกษา ส่วนมากยังเป็นเยาวชน หรือเป็นวัยรุ่น การเลือกที่พักอาศัย หากมีการก าหนดกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัด เช่น การเข้าออกห้องพักต้องเป็นไปตาม เวลาที่ก าหนด การออกไปค้างแรมที่อื่น หรือการพาผู้อื่นมาพักยังหอพัก อาจท าให้ผู้พักไม่อยากเลือกหอพักเป็นที่พัก อาศัย ประกอบกับพ่อแม่ผู้ปกครองอีกจ านวนมากที่ไม่ทราบถึงข้อดีของการให้บุตรหลานของตนพักอาศัยอยู่หอพักที่ ได้รับใบอนุญาตและด าเนินการอย่างถูกต้อง จึงให้บุตรหลานไปเลือกพักอาศัยที่พักประเภทอื่น ดังนั้นจึงควรมี มาตรการหรือเพิ่มช่องทางในการประชาสัมพันธ์หรือให้ความรู้ความเข้าใจกับบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองเกี่ยวกับหอพัก เพื่อที่จะได้เป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้พ่อแม่ผู้ปกครองเลือกหอพัก ซึ่งเป็นที่พักที่มีความปลอดภัยและมีมาตรฐานใน ด้านต่าง ๆ เป็นที่พักอาศัยของบุตรหลานของตน ซึ่งจะช่วยให้เกิดความเชื่อมั่นและสบายใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองได้ บทสรุป พระราชบัญญัติ หอพัก พ.ศ. 2558 เป็นกฎหมายหลักที่ใช้ในการควบคุม ก ากับ และดูแล การประกอบ กิจการหอพัก มีการให้ค าจ ากัดความนิยามศัพท์ต่าง ๆ ตามกฎหมาย มีการแบ่งรูปแบบและประเภทของหอพักไว้ ชัดเจน มีการก าหนดหลักเกณฑ์ข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานที่ดีในการประกอบกิจการหอพัก อีกทั้ง ยังมีมาตรการส่งเสริมสนับสนุนหอพักเอกชนที่ได้รับการประกาศเกียรติคุณจากคณะกรรมการโดยอาจได้รับสิทธิ ประโยชน์และการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ หรือมีบทลงโทษส าหรับผู้กระท าผิดกฎหมายไว้ด้วย อย่างไรก็ตาม จากที่ ได้เคยกล ่าวมาแล้วว่าพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2558 นี้ ยังมีเนื้อหาสาระที่ส าคัญอีกมากที่ในบทความนี้ไม่ สามารถกล่าวถึงได้ทั้งหมด ซึ่งนอกจากพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2558 ข้อก าหนดและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ หอพักยังมีปรากฏอยู่ในกฎหมายฉบับอื่นอีก รวมทั้งบรรดากฎกระทรวงที่มีการประกาศตามออกมาอีกหลายฉบับ ซึ่งหากหลายฝ ่ายให้ความสนใจศึกษาจะพบว่ากฎหมายเรื่องนี้เป็นกฎหมายที่ดีและมีประโยชน์มาก เพราะเรื่อง หอพักเป็นเรื่องใกล้ตัว บุตรหลานของพวกเราในสังคมเป็นจ านวนมากต้องเดินทางออกไปอยู่ไกลจากบ้านเพื่อศึกษา เล่าเรียน หากบุตรหลานได้มีที่พักอาศัยที่ปลอดภัยและได้มารตรฐาน ย่อมสร้างความเชื่อมั่นและความสบายใจให้กับ พ่อแม่ผู้ปกครอง และเป็นการช่วยลดปัญหาสังคมลงได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน


116 เอกสารอ้างอิง ทศพร มูลรัตน์. (2561). ปัญหำกำรบังคับใชพระรำชบัญญัติญญัติหอพัก พ.ศ. 2558 กรณีอ ำนำจหน้ำที ่ของ คณะกรรมกำรส่งเสริมกิจกำรหอพัก. การประชุมวิชาการสาขานิติศาสตร์ระดับชาติ ครั้งที ่ 1 หัวข้อ “ระบบกฎหมายไทย: ปฏิรูป/ เปลี่ยนผ่าน/ ปฏิสังขรณ์. 167-177. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. หอพัก. (ออนไลน์). สืบค้น วันที ่ 18 สิงหาคม 2565 จาก https://dictionary.orst.go.th/ พระราชบัญญัติ หอพัก พ.ศ. 2507. (2507, 21 มีนาคม). รำชกิจจำนุเบกษำ. เล่ม 81 ตอนที่ 27. พระราชบัญญัติ หอพัก พ.ศ. 2558. (2558, 22 เมษายน). รำชกิจจำนุเบกษำ. เล่ม 132 ตอนที่ 32ก. ส านักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร. (2562). หอพักในเขตกรุงเทพมหำนคร ปี พ.ศ. 2561. รายงาน วิจัยกรุงเทพมหานคร.


117 แนวคิดทางการเมืองและกฎหมายของ “ขงเบ้ง” Political and Legal Thought of Zhuge Liang ยอดชาย ชุติกาโม [email protected] บทน า “สามก๊ก” เป็นวรรณกรรมส าคัญเรื่องหนึ่งของจีน ที่เป็นที่นิยมไปทั่วโลก มีการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ รวมทั้งภาษาไทย เหตุที่เป็นที่นิยมนั้นเพราะ “สามก๊ก” มีเรื่องราวอรรถรสที่ท าให้ผู้อ่านเห็นถึงความเจริญ ความเสื่อม ของผู้ปกครอง การแย่งชิงอ านาจ การใช้ไหวพริบอุบายต่าง ๆ ทั้งทางการทหารและการเมือง โดยเรียบเรียงด้วย ถ้อยค าที่เข้าใจง่าย “สามก๊ก” เป็นเรื่องราวในสมัยปลายราชวงศ์ฮั ่นที่การปกครองเสื ่อมโทรมลง อ านาจที่ ส่วนกลางไม่เป็นที่ย าเกรงท าให้เกิดขุนศึกและผู้กล้าทั้งหลายเข้ามาแย่งชิงอ านาจ แสวงหาความชอบธรรม สร้าง อิทธิพล สร้างดินแดนของตน ขงเบ้งเป็นบุคคลส าคัญในประวัติศาสตร์จีนและเป็นตัวละครหลักที่ได้มีบทบาทส าคัญอย่างยิ่งในการด าเนิน เรื่องสามก๊ก จากพื้นเพก าเนิดเป็นชาวบ้านธรรมดา แต่ด้วยความใฝ่รู้ใฝ่เรียนกอปรกับมีมิตรสหายทางวิชาการ ท าให้ ขงเบ้งเป็นนักปราชญ์ที่ได้รับการยกย่องจากผู้รู้ทั้งหลายในสมัยนั้น แม้จะยังอยู่ในวัยหนุ่มและไม่เป็นที่รู้จักในบรรดา เจ้านคร แต่ก็ได้รับการนับถือว่าขงเบ้งนี้เป็นนักปราชญ์ที่สามารถ “พลิกฟ้าคว ่าแผ่นดินได้” ขงเบ้งไม่เสนอตัวไปรับใช้ เจ้านครหรือขุนศึกคนใด เพราะเป็นปราชญ์ที่ปรารถนาความสุขตามวิถีธรรมชาติ แต่เมื่อเล ่าปี่ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ ที ่มีเป้าหมายรวบรวมผู้กล้าแห ่งยุคทั้งฝ ่ายบุ๋นฝ ่ายบู๊เพื่อท าการกอบกู้ราชวงศ์ฮั่นให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ได้มาค านับเชิญด้วยตนเองถึงสามครั้งกว่าจะได้พบ ท าให้ขงเบ้งยอมรับต าแหน่งเป็นที่ปรึกษาให้เล่าปี่ เล่าปี่เมื่อได้ขง เบ้งมาก็สามารถพัฒนาจากการเป็นเจ้าเมืองเล็กมาเป็นเจ้าแคว้นใหญ่และเป็นฮ่องเต้ในที่สุด โดยชูธงในการฟื้นฟู ราชวงศ์ฮั่น ต่อต้านกังฉิน ขงเบ้งได้แสดงความสามารถทั้งทางการทหารและทางการเมืองไว้มากในเรื่อง “สามก๊ก” เป็นตัวอย่างเล่าขานในวัฒนธรรมจีนมาจนถึงปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่ผู้อ่าน ผู้ศึกษาวรรณกรรม “สามก๊ก” ต้องตระหนักแต่ต้นคือหนังสือเรื่องนี้เป็นวรรณกรรมอิง ประวัติศาสตร์ หาใช่ว่าทุกเหตุการณ์ ทุกการกระท าของตัวละครจะเป็นสิ ่งที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด ดังที่ สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่า “...หนังสือสามก๊กไม ่ใช่เปนพงศาวดารสามัญ จีนเรียกว่า “สามก๊กจี่” แปลว่าจดหมายเหตุเรื่องสามก๊ก เปนหนังสือซึ่งปราชญ์จีนคนหนึ่งเลือกเอาเรื่องในพงศาวดารตอนหนึ่งมาแต่งขึ้น โดยประสงค์จะให้เปนต าราส าหรับศึกษาอุบายการเมืองแลการสงคราม แลแต่งดีอย่างยิ่ง จึงเปนหนังสือเรื่องหนึ่ง ซึ่งนับถือทั่วไปในประเทศจีน แลตลอดไปจนถึงประเทศอื่น ๆ ต้นต านานของหนังสือสามก๊กนั้น ทราบว่าเดิมเรื่องสามก๊ก เปนแต่นิทานส าหรับเล่ากันอยู่ก่อน เมื่อถึงสมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1161 – 1449) เกิดมีการเล่นงิ้วขึ้นในเมืองจีน พวกงิ้ว ก็ชอบเอาเรื่องสามก๊กไปเล่นด้วยเรื่องหนึ่ง ต่อมาถึงสมัยราชวงศ์หงวน (พ.ศ. 1820 - 1910) การแต่งหนังสือจีนเฟื่องฟู ขึ้น มีผู้ชอบเอาเรื่องพงศาวดารมาแต่งเปนเรื่องหนังสืออ่าน แต่ก็ยังไม่ได้เอาเรื่องสามก๊กมาแต่งเปนหนังสือ[1] จนถึง สมัยราชวงศ์ไต้เหม็ง (พ.ศ. 1911 - 2186) จึงมีนักปราชญ์จีนชาวเมืองฮั่งจิ๋วคนหนึ่งชื่อล่อกวนตง คิดแต่งหนังสือเรื่อง สามก๊กขึ้น เปนหนังสือ 120 ตอน ต่อมามีนักปราชญ์จีนอีก 2 คน คนหนึ่งชื่อเม่าจงกังคิดจะพิมพ์หนังสือสามก๊ก


118 จึงแต่งค าอธิบายแลพังโพยเพิ่มเข้า แล้วให้นักปราชญ์จีนอีกคน 1 ชื่อกิมเสี่ยถ่างอ่านตรวจ กิมเสี่ยถ่างเลื่อมใสใน หนังสือสามก๊ก ช่วยแก้ไขค าพังโพยของเม่าจงกัง แล้วแต่งค าอธิบายของกิมเสี่ยถ่างเปนท านองค าน ามอบให้เม่าจงกัง ไปแกะตัวพิมพ์ตีพิมพ์หนังสือเรื่องสามก๊กขึ้น หนังสือสามก๊กจึงได้มีฉะบับพิมพ์แพร่หลายในประเทศจีน แล้วได้ฉะบับ ต่อไปถึงประเทศอื่น ๆ...” (สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ, 2471, หน้า 7-8) และสิ ่งที ่ส าคัญยิ ่งส าหรับผู้อ ่าน ผู้ศึกษาวรรณกรรม “สามก๊ก” พึงตระหนักคือ หนังสือนี้ได้แต ่งอิง ประวัติศาสตร์สมัยราชวงศ์ฮั่น โดยยกให้เล่าปี่ซึ่งมีขงเบ้งเป็นที่ปรึกษาเป็นฝ่ายดีหรือ Protagonist เพื่อแสดงถึง ภาพลักษณ์ คุณลักษณะ คุณสมบัติที่ดีของผู้ปกครองว่าควรเป็นอย่างไร ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ ทรงวินิจฉัยไว้ว ่า “...ค าอธิบายนั้นมีอยู ่ในสามก๊กภาษาจีน ปรากฏว ่ากิมเสี ่ยถ ่างแต ่งเมื่อ พ.ศ. 2187แปลออกเปน ภาษาไทยดังต่อไปนี้ ข้าพเจ้าอ่านหนังสือเรื่องต่าง ๆ เห็นเปนเรื่องที่นักปราชญ์แต่งดี 6เรื่อง คือเรื่องจังจื๊อเรื่อง 1 ลีส่าวเรื่อง 1ซือมาเซียนซือกี่เรื่อง 1โต้วโพ้วลุดซีเรื่อง 1ซ้องกั๋งเรื่อง 1ไซเซียเรื่อง 1ข้าพเจ้าได้แต่งค าอธิบายหนังสือ เหล่านั้นไว้ทุกเรื่อง ท่านทั้งหลายที่ได้อ่านค าอธิบายก็ยอมว่าข้าพเจ้าเปนผู้รู้ถึงความคิดของผู้แต่งหนังสือนั้น ๆ บัดนี้ ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือเรื่องสามก๊กฉะบับนี้ เห็นว่าควรนับเข้าเปนเรื่องดีได้เรื่อง 1 เพราะเนื้อเรื่องขยายความ ในพงศาวดารเปนหลักฐานดียิ่งนัก หนังสือเรื่องอื่น ๆ แม้ที่นับว่าดีก็ไม่มีเรื่องใดดีถึงเรื่องสามก๊กเลย หากมีค าถาม ว่าหนังสือเรื่องต่าง ๆ อันเปนเรื่องแต่งก่อนสมัยราชวงศจิวก็ดี แลเรื่องภายหลังสมัยนั้นมาจนปัตยุบันนี้ก็ดี เขาก็แต่ง โดยอาศัยพงศาวดารคล้ายสามก๊กทุกเรื่อง ดังฤๅจึงว่าดีไม่ถึงเรื่องสามก๊ก ตอบว่าเรื่องสามก๊กกล่าวถึงกระบวนการแย่งชิง อาณาเขตต์กันอย่างน่าอ่านน่าฟังนัก เรื่องแย่งชิงอาณาเขตต์ตั้งแต่โบราณมาจนปัตยุบันนี้ก็มีมาก แต่ไม่มีเรื่องใดน่า พิศวงเหมือนเรื่องสามก๊ก ผู้แต่งเรื่องสามก๊กมีความรู้มาก ทั้งฉลาดเรียงความ ในบรรดานักประพันธ์ตั้งแต่โบราณมา จนปัตยุบันนี้ ผู้แต่งเรื่องสามก๊กควรนับว่าเปนชั้นเอกได้คนหนึ่ง อันเรื่องแย่งชิงอาณาเขตต์ครั้งราชวงศต ่าง ๆ ที่ปรากฏในพงศาวดารมาเปนล าดับเรื่องอื่น ๆ จะเก็บเอาเรื่องออกแต่งได้ไม่ยากแม้นักประพันธ์สามัญความรู้น้อยก็แต่งได้ ด้วยเหตุนี้หนังสือเรื่องอื่น ๆ จึงไม่เทียมเรื่องสามก๊ก ข้าพเจ้าอ่านเรื่องสามก๊กแล้วลองพิจารณาเหตุบ้านการณ์เมืองครั้งนั้น ก็ไม่เห็นทางที่จะสันนิษฐานให้แปลกกับที่แต่งไว้ได้เปนอย่างอื่น คือเมื่อรัชกาลพระเจ้าเหี้ยนเต้นั้น เปนสมัยราชวงศ์ฮั่นซุดโทรม อ านาจไปตกอยู่แก่ตั๋งโต๊ะ หัวเมืองทั้งปวงก็ แขงเมืองขึ้น เปนเหตุให้เกิดรบพุ่งกัน ถ้าหากในตอนนี้เล่าปี่มีก าลังมากเหมือนอย่างว่าปลาอยู่ในน ้าเมื่อได้เมืองเกงจิ๋ว แล้วเล่าปี่ยกไปปราบปรามหัวเมืองฮ่อปัก เช่นเมืองกังหล าเมืองกังตั๋งแลเมืองจิ๋นเมืองยงเหล่านี้ เพียงแต่ประกาศไป ตามหัวเมืองทั้งปวงก็คงยอมอยู่ในอ านาจ (เพราะเล่าปี่เปนเชื้อกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่น) บ้านเมืองก็จะเปนสุขสืบไปดุจครั้ง กองบู๊ (ในเรื่องตั้งฮั่น) คงไม่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองปรากฏเปนสามก๊ก ตั๋งโต๊ะชิงราชสมบัติยังไม่สม ความคิดก็ถูกฆ่าตาย แล้วอ านาจไปตกอยู่แก่โจโฉ บังอาจบังคับพระมหากษัตริย์ให้มีรับสั่งไปตามหัวเมืองตามใจตน กระแสรับสั่งก็ไม่เปนที่เชื่อถือ แต่ถึงกระนั้นก็จ าต้องเคารพเพราะราชวงศ์ฮั่นยังปกครองแผ่นดินอยู่ ฝ่ายเล่าปี่ตกอับ ไม่สามารถท านุบ ารุงราชวงศ์ฮั่นให้รุ่งเรือง หัวเมืองภาคเหนือภาคใต้แห่งแม่น ้าเอี้ยงจือเกียงก็ตกอยู่ในอ านาจของโจโฉ ซุนกวน ต่างพยายามแย่งชิงกัน ยังเหลือแต่หัวเมืองภาคตวันตกเฉียงใต้(เสฉวน) ส าหรับเล่าปี่จะได้อาศัย ถ้าเล่าปี่ไม่ได้ขง เบ้งเปนก าลัง แลไม่ได้ไปช่วยซุนกวนรบกับโจโฉที่ต าบลเชียะเบี้ยในภาคตวันออก หัวเมืองทางภาคตวันตกเฉียงใต้ คือ เมืองฮันต๋งและเมืองเสฉวนนั้นก็คงต้องตกเปนของโจโฉ เพราะเหตุที่ซุนกวนไม่สามารถต่อสู้โจโฉได้ บ้านเมืองก็คง (จะไปรวมอยู่ในอ านาจโจโฉ) กลายเปนเหมือนเมื่อครั้งอองมัง (ในเรื่องตั้งฮั่น) ชิงราชสมบัติราชวงศ์ฮั่น การเปลี่ยนแปลง ของบ้านเมืองก็คงไม่ปรากฏให้เห็นเปนสามก๊ก


119 ตั้งแต่โจโฉข้ามพ้นต าบลฮัวหยงแล้ว ถึงขานยามขาไก่เลิกทัพกลับเมือง บ้านเมืองตอนนี้เริ่มเปนรูปสามก๊ก จนพวกซุนกวนพร้อมใจกันสู้รบชนะข้าศึกแล้ว รูปสามก๊กจึงปรากฏเปนสามก๊กแท้จริง แม้โจโฉท าบาปกรรมไว้มาก จนคนทั้งหลายพากันแค้นเคือง ที่ประกาศโทษไปตามหัวเมืองก็มี แช่งด่าต่อหน้าก็มี ลอบท าร้ายก็มี วางยาพิษก็มี เอาไฟเผาก็มี เข้าปล้นก็มี จนโจโฉต้องตัดหนวดฟันหัก ตกม้าตกคูเมือง เกือบตายหลายครั้ง แต่ก็ไม่ตาย แม้ผู้เปนศัตรูโจ โฉมีมาก ผู้เปนพรรคพวกช่วยเหลือก็มีมาก ดูเหมือนดินฟ้าอากาสบันดาลจะให้บ้านเมืองเปนสามก๊ก โจโฉผู้เชี่ยวชาญ ในการโกงจึงยังไม่ตาย ได้อยู่ทรยศราชวงศฮั่นดังแมลงมุมชักใยคอยจับสัตว์ เทพดาตกแต่งให้จิวยี่เกิดมาเปนคู่คิดกับ ขงเบ้ง ก็ตกแต ่งให้สุมาอี้เกิดมาเปนคู ่คิดกับโจโฉ ดูเหมือน (เทวดา) เกรงสามก๊กจะรวมเข้าเปนก๊กเดียวเสีย ในตอนกลาง จึงให้ผู้มีปรีชาสามารถเกิดมาท าการให้แยกกันสืบไป... ...หมดค าอธิบายของกิมเสี่ยถ่างเพียงนี้ นับว่าเปนความเห็นของจีน ยังมีความเห็นของไทยวินิจฉัยเรื่องสาม ก๊ก ข้าพเจ้าเคยได้ยินค าผู้หนึ่ง จะเปนใครก็ลืมไปเสียแล้ว กล่าวว่าเรื่องสามก๊กนั้นแต่งดีจริง แต่ผู้แต่งเปน พวกเล่าปี่ ตั้งใจแต่จะยกย่องเล่าปี่เปนส าคัญ ถ้าหากพวกโจโฉแต่งเรื่องสามก๊ก ก็อาจจะด าเนินความในเรื่องสามก๊กให้ผู้อ่าน เข้าใจกลับกันไปได้ ว่าโจโฉเปนผู้ท านุบ ารุงแผ่นดิน ฝ่ายเล่าปี่เปนผู้คิดร้าย เพราะมีข้อที่จะอ้างเข้ากับโจโฉได้หลาย ข้อ เปนต้นแต่ชั้นเดิมที่โจโฉเปนผู้รู้สึกเจ็บร้อนด้วยแผ่นดิน ไปเที่ยวชักชวนพวกหัวเมืองให้ช่วยกันปราบตั๋งโต๊ะซึ่งเป นราชศัตรู และต่อมาเมื่อโจโฉจะได้มีอ านาจในราชธานีนั้น ก็เปนด้วยพระเจ้าเหี้ยนเต้มีรับสั่งให้หาเข้าไปตั้งแต่ง มิได้ ก าเริบเอิบเอื้อมเข้าไปโดยล าพังตน เมื่อโจโฉได้เปนที่เซียงก๊กแล้ว สามารถปกครองบ้านเมืองปราบปรามหัวเมืองที่ กระด้างกระเดื่องให้กลับอยู่ในบังคับบัญชาของรัฐบาลกลางอย่างแต่ก่อนได้โดยมาก ข้อที่กล่าวหาว่าโจโฉเปนศัตรู ราชสมบัตินั้นก็อาจจะคัดค้านได้ว่าถ้าโจโฉเปนศัตรูราชสมบัติจริง จะก าจัดพระเจ้าเหี้ยนเต้เสียเมื่อหนึ่งเมื่อใดก็ก าจัด ได้ ที่ไหนจะยอมเปนข้าพระเจ้าเหี้ยนเต้อยู่จนตลอดอายุ แลความข้อนี้อาจพิศูจน์ได้ ด้วยเมื่อโจผีได้เปนที่แทนโจโฉก็ ชิงราชสมบัติได้โดยง่าย ส่วนเล่าปี่ที่ว่าเปนคนดีก็ดีแต่อัธยาศัย แต่เรื่องประวัติของเล่าปี่ซึ่งปรากฏในเรื่องสามก๊ก ดูเปนแต่เที่ยวรบพุ่งชิงบ้านเมืองเพื่อประโยชน์ของตนเอง ไม่เห็นว่าได้ตั้งใจขวนขวายช่วยพระเจ้าเหี้ยนเต้จริงจังอย่าง ใด ค าที่กล่าวนี้เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับรูปเรื่องสามก๊กก็เห็นชอบกล ดูเหมือนจะต้องรับว่าเปนความจริงอย่างหนึ่ง ในข้อที่ผู้แต่งหนังสืออาจจะจูงใจผู้อ่านให้นิยมได้ตามประสงค์ ยกเรื่องสามก๊กนี้เปนอุทาหรณ์ได้เรื่องหนึ่ง แม้ไทยเรา มิได้เปนพวกข้างไหน ใครอ่านเรื่องสามก๊กหรือเพียงได้ดูงิ้วเล่นเรื่องสามก๊กก็ดูเหมือนจะเข้ากับเล่าปี่ด้วยกันทั้งนั้น...” (สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ, 2471, หน้า 47-54) หนึ่งในขุนศึกที่แสวงหาความเป็นใหญ่ในยุคนั้นคือเล่าปี่ ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ที่ต้องการฟื้นฟูอ านาจของ ราชส านัก แต่ด้วยฐานะทางการเมืองทางทหารที่มีน้อยกว่าขุนศึกคนอื่น ท าให้เล่าปี่ไม่สามารถท าการใหญ่ได้ จนกระทั่ง เล่าปี่ได้ไปเชิญขงเบ้งมาเป็นที่ปรึกษา จึงสามารถท าการใหญ่สร้างฐานอ านาจ สร้างดินแดนของตน จนสามารถแบ่ง แผ่นดินได้ออกมาหนึ่งในสาม เป็นก๊กที่อ้างความชอบธรรมในการสืบเนื่องจากราชวงศ์ฮั่นเพื่อจะรวมแผ่นดินให้เป็น หนึ่ง เมื่อเล่าปี่ล่วงลับไปโดยยังท าตามปณิธานไม่ส าเร็จ เล่าเสี้ยนผู้เป็นบุตรได้สืบทอดอ านาจต่อ แต่ผู้ที่มีบทบาท ในการค ้าชูเล่าปี่และเล่าเสี้ยนคือขงเบ้ง ขงเบ้งเป็นตัวละครส าคัญที่ขับเคลื่อนสภาพความเป็นไปของบ้านเมืองที่เป็น “สามก๊ก” และเมื่อขงเบ้งถึงแก่กรรม ความเป็น “สามก๊ก” ก็สิ้นสุดลงในเวลาไม่นาน ขงเบ้งจึงเป็นตัวละครที่ส าคัญที่ ควรศึกษาถึงแนวคิดของเขาว่ามองเรื่องการเมืองและกฎหมายอย่างไรถึงสามารถค ้าชูก๊กหนึ่งให้อยู่ได้ในช่วงชีวิตของเขา


120 แนวคิดทางการเมืองและกฎหมายของขงเบ้ง ในวรรณกรรม “สามก๊ก” นี้ ผู้แต่งได้ให้ขงเบ้งเป็นตัวแสดงถึงบทบาทของการยอมรับความชอบธรรม ในอ านาจที่ถูกต้องที่เป็นธรรมตามจารีตและการปรับตัวทางการเมืองให้เหมาะสมกับบริบท ซึ่งขงเบ้งจะเน้นเรื่อง ความชอบธรรมในอ านาจของเล่าปี่ในการฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น เพราะเล่าปี่เป็นเชื้อพระวงศ์ โดยจะต้องค่อยท าอย่างเป็น ขั้นเป็นตอนทั้งการวางรากฐานฝ่ายตนเองให้มั่นคง ทั้งการประสานประโยชน์กับผู้อื่นที่พร้อมจะเป็นได้ทั้งมิตรและ ศัตรู และการขยายอ านาจในเงื่อนไขที่เหมาะสม การจะพลิกแพลงทางกลยุทธ์ทางการเมืองไม่ว่าจะอยู่ในบริบทใดก็ ตามขงเบ้งจะไม่ลืมในเรื่องความชอบธรรมในอ านาจของราชวงศ์ฮั่น การฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นว่าเป็นสิ่งสูงสุดที่จะละเมิดมิได้ เมื่อครั้งที่เล่าปี่มาเชิญขงเบ้งไปเป็นที่ปรึกษา ขงเบ้งได้น าเสนอยุทธศาสตร์สามก๊ก ว่าจะต้องแบ่งแผ่นดินเป็นสาม ส่วนก่อน ในเวลานั้นโจโฉและซุนกวนต่างครองอ านาจทางภาคเหนือภาคใต้ไว้อย่างมั่นคง เล่าปี่ต้องตั้งมั่นให้ได้เป็น หนึ่งในสามด้วยการรวบรวมหัวเมืองทางตะวันตกและภาคกลางบางส่วนให้อยู่ในอ านาจให้ได้ก่อนถึงจะมาท าการ ต่อสู้กับโจโฉและซุนกวนได้ “...เล ่าปี ่แลเห็นขงเบ้งรูปร ่างใหญ่โต สูงถึงหกศอก สีหน้าขาวเหมือนหยวก แต ่งตัวโอ ่โถง ท ่วงทีเป็น อาจารย์ผู้ใหญ่ จึงเข้าไปค านับแล้วว่า ข้าพเจ้าตั้งใจมาหาท่านบัดนี้ เพราะมีความปราถนาจะขอสติปัญญาท่าน ด้วย แผ่นดินทุกวันนี้เป็นจลาจลจวนจะสาบสูญอยู่แล้ว ตัวข้าพเจ้านี้เป็นเชื้อวงศ์พระเจ้าเหี้ยนเต้ แต่ทว่ามีสติปัญญาน้อย แล้วก็เป็นชาวบ้านนอกอยู่เมืองตุ้นก้วน แจ้งว่าท่านเป็นคนดีมีสติปัญญาปรากฏเอิกเกริกเสมือนเสียงฟ้า ข้าพเจ้ามี ความยินดี มาค านับท่านถึงสองครั้งแล้วก็มิได้พบ จึงเขียนหนังสือฝากไว้หวังจะให้ท่านแจ้ง ขงเบ้งจึงตอบว่า ข้าพเจ้า เห็นในหนังสือนั้นก็แจ้งอยู่ แต่ข้าพเจ้าคิดว่าตัวยังหนุ่มนัก ทั้งสติปัญญาความคิดก็อ่อน ครั้นจะไปท าราชการด้วยท่าน ก็จะเสียการของท่านไป เล่าปี่ได้ฟังขงเบ้งเจรจาถ่อมตัวดังนั้นจึงว่า ซึ่งท่านว่าสติปัญญาอ่อนนั้นข้าพเจ้าก็แจ้งอยู่แล้ว ด้วยสุมาเต๊กโชแลชีซีได้บอกให้รู้ทุกประการ ขอท่านได้เมตตาอย่าบิดพลิ้วเลย จงช่วยข้าพเจ้าบ ารุงแผ่นดินด้วยเถิด ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงว่า ซึ่งท่านจะให้ข้าพเจ้าไปช่วยคิดอ่านท าราชการนั้น ความคิดท่านจะท าประการใด จงชี้แจงให้ ข้าพเจ้าแจ้งก่อน เล่าปี่ขยับเข้าไปใกล้ขงเบ้งแล้วว่า ทุกวันนี้พระเจ้าเหี้ยนเต้ครองราชสมบัติ มีศัตรูท าหยาบช้าต่าง ๆ ข้าพเจ้ามีใจเจ็บร้อนด้วยการแผ่นดินนัก จึงไปเที่ยวแสวงหาผู้มีสติปัญญาซึ่งจะช่วยคิดอ่านก าจัดศัตรูราชสมบัติเสียก็ ยังมิส าเร็จ แต่ผู้คนทั้งปวงนั้นก็ซ่องสุมไว้ได้พร้อมอยู่แล้ว ซึ่งมาหาท่านทั้งนี้หวังจะให้ช่วยท านุบ ารุง จงเอ็นดูข้าพเจ้าด้วย ขงเบ้งจึงตอบว่า อันแผ่นดินเกิดจลาจลตราบเท่าทุกวันนี้ก็เพราะตั๋งโต๊ะนั้นเป็นต้น ฝ่ายโจโฉเล่าที่ซ่องสุม ทหารทั้งปวงแล้วยกไปก าจัดอ้วนเสี้ยวได้นั้น ใช่ว่าจะส าเร็จด้วยก าลังทหารมากก็หาไม่ ทหารโจโฉน้อยกว่าทหาร อ้วนเสี้ยวอีก แลอาจสามารถท าการใหญ่หลวงส าเร็จได้ทั้งนี้ ก็เพราะปัญญาแลความคิดของตัว ถึงมาทว่าโจโฉ เป็นคนชั่วมิได้มีความกตัญญูต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ คิดอ่านท าการหยาบช้าถึงเพียงนี้แล้วก็ดี ก็ยากที่จะก าจัดโจโฉ ได้โดยง่าย ฝ ่ายซุนกวนอันเปนเจ้าเมืองกังตั๋งเล่า ถึงจะมีก าลังน้อยก็เสมือนมีก าลังมาก ด้วยอาณาประชาราษฎร ทั้งปวงรักใคร่เป็นน ้าหนึ่งใจเดียวกัน ท่านอย่าพึงประมาทแก่ซุนกวน ควรที่จะรักใคร่เปนไมตรีต่อกัน อันเมืองเกงจิ๋ว เล่าก็เป็นเมืองหน้าศึก เหมือนศัตรูมีอยู่รอบทั้งสี่ด้าน ถ้าผู้ใดมีสติปัญญาสามารถก็จะรักษาได้ แลเมืองนี้นานไปก็จะ ได้แก่ท่าน แลเมืองเสฉวนเล่าก็เป็นหัวเมืองใหญ่ มั่งคั่งไปด้วยทรัพย์สมบัติเป็นอันมาก แลครั้งพระเจ้าฮั่นโกโจก็ตั้งตัว ได้ในเมืองนั้นก่อน บัดนี้เล่าเจี๋ยงเจ้าเมืองเสฉวนก็เป็นคนโลเลอยู่หาแน่นอนไม่ แล้วก็มิได้อารีรอบคอบที่จะปลูกเลี้ยง ทหาร ถึงจะมีสมบัติดังเมืองฟ้าก็นับวันจะสาบสูญ บัดนี้ทหารทั้งปวงก็คอยทีจะเอาใจออกหากอยู่ ตัวท่านก็เป็นเชื้อวงศ์ พระเจ้าเหี้ยนเต้ แล้วประกอบไปด้วยสติปัญญาอันรอบคอบ ถ้าจะคิดเอาเมืองเกงจิ๋วแล้ว เมืองเสฉวนก็จะได้โดยง่าย แต่ทว่าได้แล้วจงท าไมตรีให้รอบคอบต่อหัวเมืองทั้งปวง อันซุนกวนนั้นก็จะได้เป็นที่พ านักของท่านไป จะได้ตั้งท านุบ ารุง


121 ทหารให้พร้อมมูล ถ้าเห็นแผ่นดินระส ่าระสายแล้วเมื่อใดก็จะได้คิดอ่านท าการสืบไปได้สะดวก ฝ่ายอาณาประชาราษฎร ทั้งปวงก็จะมีใจรักใคร ่ท่านเป็นอันมาก ซึ่งท่านมีความปราถนาจะให้ช่วยท านุบ ารุงนั้น ข้าพเจ้าก็สั่งสอนให้ได้ตาม สติปัญญาแต่เพียงนี้แม้ท่านมีความอุตส่าห์กระท าตามถ้อยค าของข้าพเจ้าก็จะส าเร็จความปราถนา ขงเบ้งสนทนาด้วยเล่าปี่ดังนั้นแล้ว ก็เรียกให้เด็กหยิบแผนที่ต าบลเมืองเสฉวน อันมีหัวเมืองขึ้นห้าสิบหัวเมืองมา แขวนให้ดูแล้วขงเบ้งจึงว่า ถ้าท่านมีความอุตส่าห์พยายามคิดอ่านท าการได้เมืองเสฉวนนี้แล้ว ก็จะได้เป็นใหญ่สม ความปราถนา เล่าปี่ได้ฟังขงเบ้งบอกดังนั้นจึงว่า ซึ่งท่านมีความเมตตาสั่งสอนแนะน าให้ ข้าพเจ้ามีความยินดีนัก สว่างใน ดวงใจดุจว่าพระอาทิตย์มีปริมณฑลอันปราศจากเมฆ ส่องสว่างไปทั่วโลก แต่ทว่าเมืองเสฉวนแลเมืองเกงจิ๋วนั้น ก็เปนเชื้อ สายญาติวงศ์ของพระเจ้าเหี้ยนเต้ถ้าข้าพเจ้าจะคิดท าการเอาเมืองทั้งสองนี้ก็เหมือนหนึ่งขบถต่อแผ่นดิน ดังคนหา ความกตัญญูมิได้ ขงเบ้งจึงว่า ท่านว่าทั้งนี้ก็ชอบอยู่ แต่เราพิเคราะห์เห็นว่า เล่าเปียวคนนี้อายุจะไม่ยืดยาวสืบไป ฝ่าย เล่าเจี๋ยงนั้นเล่า ก็เป็นคนโลเลหามั่นคงไม่ ทั้งอาณาประชาราษฎรก็มิได้รักใคร่ ถึงว่าท่านมีความกตัญญูต่อพระเจ้า เหี้ยนเต้ มิได้คิดจะท าร้ายคนทั้งสองนี้ก็ดี นานไปก็จะเกิดอันตรายเอง เมืองทั้งสองนี้ก็จะได้แก่ท่านเป็นมั่นคง แลขง เบ้งว่ากล่าวทั้งนี้เหตุพิเคราะห์เห็นโดยต าราว่า ต่อไปภายหน้า เล่าปี่จะได้เป็นใหญ่อยู่ก๊กหนึ่ง โจโฉก๊กหนึ่ง ซุนกวนก๊ก หนึ่ง เป็นสามก๊กฉนี้ แลบันดาคนจีนทั้งปวงจึงพากันนับถือขงเบ้งว่ามีปัญญารู้ต าราดูตลอดไปถึงกาลภายหน้า เป็นที่ สรรเสริญมาตราบเท่าทุกวันนี้ ฝ่ายเล่าปี่ได้ฟังขงเบ้งว่าดังนั้นก็ค านับแล้วว่า ถ้าดังนั้นขอเชิญท่านไปอยู่ท าราชการช่วยท านุบ ารุงสั่งสอน ข้าพเจ้าสืบไป ขงเบ้งจึงว่า ตัวข้าพเจ้าเป็นคนชาวบ้านนอกสติปัญญาน้อย เคยแต่ท าการหยาบ ซึ่งจะไปอยู่ท าราชการ สั่งสอนท่านนั้นเปนการละเอียดสุขุมนัก เห็นจะท าไปมิได้ก็จะเสียการของท่าน เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็อ้อนวอนว่า ถ้าท่าน มิได้ท านุบ ารุงแผ่นดินแล้ว น่าที่อาณาประชาราษฎรทั้งปวงจะได้ความเดือดร้อน เล่าปี่ว่าเท่านั้นแล้วก็ร้องไห้สอื้น ไม่เงยหน้าขึ้นได้ ขงเบ้งเห็นดังนั้นก็รู้ว่าเล่าปี่มีความรักโดยสุจริตจึงว่า ถ้าท่านมีความรักใคร่ข้าพเจ้ามั่นคงอยู่แล้วก็ อย่าร้องไห้วิตกไปเลย ตัวข้าพเจ้าก็จะไปท าราชการด้วยท่าน ถึงมาทว่าข้าพเจ้าจะเป็นประการใดก็ดี ก็จะช่วยท านุ บ ารุงตามสติปัญญา เล ่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีนัก จึงเรียกกวนอูเตียวหุยเข้ามาให้ค านับ แล้วเอาแพรแลสิ่ง ของทั้งปวงซึ่งเอามานั้นให้แก่ขงเบ้งเปนค านับ...” (เจ้าพระยาพระคลัง (หน), 2513ก ,หน้า 683-687) ต่อมาขงเบ้งได้ช่วยเล ่าปี่สร้างฐานอ านาจได้พอควรแล้วแต่ก็ยังไม่อาจทัดทานอ านาจโจโฉได้ ขงเบ้งจึง ด าเนินการตามหลักที่วางไว้ว่าต้องเป็นมิตรซุนกวนก่อนในเวลาที่ยังสร้างฐานอ านาจยังไม่มั่นคงเต็มที่ แล้วจึงจะรบ กับโจโฉได้ ขงเบ้งได้เป็นทูตฝ่ายเล่าปี่ไปเจรจาความเมืองกับซุนกวน บรรดาที่ปรึกษาของซุนกวนต่างก็รู้ทันว่าขงเบ้ง จะมายืมมือฝ ่ายตนต ่อต้านอ านาจโจโฉและคอยเก็บเกี ่ยวผลประโยชน์จึงได้ทัดทานโต้คารมว ่าฝ ่ายเล ่าปี ่ไม่มี ความชอบธรรมในอ านาจ ควรจะยอมแพ้โจโฉ ซึ่งขงเบ้งได้เจรจาโต้คารมกลับไปซึ่งเป็นตอนหนึ่งที่เป็นที่จดจ าได้มาก ของวรรณกรรม “สามก๊ก” “...ขงเบ้งเห็นขุนนางซึ่งเป็นที่ปรึกษาแต่งตัวนั่งเป็นแถวพร้อมกันอยู่ จึงเข้าไปค านับตามประเพณี แล้วต่าง คนต่างสนทนาด้วยกัน เตียวเจียวเห็นขงเบ้งรูปร่างสคราญแต่งตัวหลักแหลม เป็นคนช่างพูดช่างเจรจาเฉลียวฉลาด จึงคิดว่าขงเบ้งมานี้ชรอยจะมาพูดเกลี้ยกล่อมดูแยบคายเปนมั่นคง จ าจะเจรจาด้วยฟังก าลังปัญญาแลความคิดจะว่า ประการใด เตียวเจียวจึงว่า แต่ก่อนข้าพเจ้าแจ้งว่าอาจารย์ฮกหลงอยู่ต าบลเขาโงลังกั๋ง เขาเลื่องลือว่ากอปรด้วย สติปัญญามาก เหมือนอาจารย์ขวันต๋งงักเยยังจะจริงกระนั้นหรือ ขงเบ้งจึงว่า อันเขาสรรเสริญข้าพเจ้านั้นเป็นแต่ ปัญญาภายนอก ซึ่งได้ท าการมาทั้งนั้นก็เหมือนความคิดคนทั้งปวงไม่ยากนัก ถึงผู้ใดจะท าก็ได้ อันปัญญาภายในนั้น ใครยังหาล่วงรู้เห็นปรากฏไม่ เตียวเจียวจึงว่า ข้าพเจ้าได้ยินเขาลือว่าเล่าปี่อุตส่าห์ท าความเพียรไปเชิญท่านถึงสามครั้ง


122 จึงได้ตัวท่านมา เล่าปี่มีความยินดีดังปลาได้น ้า มีใจก าเริบคิดการใหญ่หลวงหมายจะท าการเอาเมืองเกงจิ๋ว เห็นจะได้ เป็นมั ่นคง ดังอยู ่ในก ามือเหมือนจะเอาเสื ่อมาปูลงนั ่งโดยง ่าย เป็นไฉนเมืองเกงจิ๋วจึงกลับไปได้แก ่โจโฉเล่า ท่านคิดอ่านประการใด ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า เตียวเจียวคนนี้เป็นที่ปรึกษาผู้ใหญ่ของซุนกวน มีปัญญาหลักแหลมนัก แม้กูจะมิตอบ ให้จนแก่ถ้อยค าบัดนี้ ที่ไหนจะเจรจาด้วยซุนกวนสืบไปได้ แล้วจึงตอบว่า ซึ่งเราจะคิดท าการเอาแผ่นดินเมืองเกงจิ๋วนั้น ง่ายนัก เหมือนหนึ่งกลับฝ่ามือคว ่าแลหงาย จะท าเมื่อใดก็จะส าเร็จเมื่อนั้น ซึ่งเหตุทั้งนี้ก็เพราะนายเราเป็นคนซื่อถือ ความสัตย์ มิได้ปราถนาที่จะชิงเอาสมบัติของแซ่เดียวกัน ไม่กระท าตามค าเราจึงได้ความเดือดร้อน มาน้อยใจด้วยเล่า จ๋องลูกอมมือเชื่อถือถ้อยค าคนสอพลอ เอาเมืองซงหยงไปลอบยกให้โจโฉ ๆ จึงได้ก าเริบท าการใหญ่หลวงมาถึงเพียงนี้ แลเล่าปี่นายเรามาตั้งอยู่ ณ เมืองกังแฮนั้น ก็หวังจะท าการใหญ่หลวงต่อไปอยู่ ซึ่งผู้มีสติปัญญาเป็นประมาณเหมือน ท่านฉะนี้ ถึงจะบอกให้ที่ไหนจะรู้ ดังเอาแก้วไปทิ้งลงไว้ในตมก็ลับรัศมีเสียเปล่า เตียวเจียวจึงว่า ท่านว่าฉะนี้เรากลัวจะไม่แน่นอนเหมือนปาก ส่วนปากก็ว่าจะไปทางนี้ เท้าจะเดินไปทางอื่นจะ ผิดกันไป อันขวันต๋งงักเยนั้นเป็นถึงอุปราชกอปด้วยสติปัญญา ช่วยท านุบ ารุงแผ่นดินพระเจ้าจีห้วนก๋งปราบปรามศัตรู ให้ราบคาบ บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข ก็ควรที่คนจะยกยอสรรเสริญว่ามีสติปัญญาจริง แลตัวท่านเมื่อยังอยู่ในเขา โงลังกั๋งนั้น เขาเลื่องลือว่ามีปัญญาแลความคิดปรากฏ ดังหนึ่งจะหยั่งรู้ตลอดไปในแผ่นดิน เมื่อเล่าปี่ยังมิได้ท่านมาไว้ เป็นที่อุปถัมภ์นั้น จะคิดท าการสิ่งใดก็ส าเร็จ แล้วก็ได้มีบ้านเมืองอยู่เป็นสุขตามวาสนาของตัว บัดนี้ได้ตัวท่านมาไว้ เป็นที่ท านุบ ารุงแล้ว เห็นว่าการใหญ่หลวงก็ส าเร็จโดยง่ายด้วยก าลังความคิดของท่าน เหตุไฉนเล ่าปี่จึงได้ความ เดือดร้อนยิ่งกว่าแต่ก่อนอีกเล่า เที่ยวหนีโจโฉซุกซ่อนอยู่เหมือนหนูหนีจั่น แต่แผ่นดินสักเท่าใบพุทราก็ไม่มีที่จะอยู่ นี่แลหรือเล่าปี่ได้อาศรัยความคิดของท่านท านุบ ารุงช่วยอุปถัมภ์ แลคนทั้งปวงมาสรรเสริญว่าท่านมีปัญญาเหมือนข วันต๋งงักเยนั้นหาสมไม่ ซึ่งเราว่าทั้งนี้ตามความจริงท่านอย่าน้อยใจเลย ขงเบ้งได้ฟังดังนั้น จึงเอามือปิดปากหัวเราะแล้วตอบว่า ธรรมดาผู้มีปัญญาอันพิสดาร แม้จะคิดการสิ่งใด ก็ลึกซึ้ง ผู้มีปัญญาน้อยหาหยั่งรู้ถึงตลอดไม่ อุปมาเหมือนพระยาครุฑ แม้จะไปทิศใดก็ย่อมบินโดยอากาศอันสูงสุด สายเมฆ มิได้บินต ่าเหมือนสกุณชาติซึ่งมีก าลังน้อย อันผู้มีสติปัญญาน้อยนั้น ก็เหมือนนกทั้งปวงที่มีก าลังอันน้อย มิอาจบินสูงเสมอพระยาครุฑได้ อนึ่งซึ่งคิดท าการใหญ่หลวง แลจะรีบรัดให้ส าเร็จโดยเร็วนั้นจะได้หรือ อุปมาเหมือน คนไข้หนัก หมอผู้พยาบาลก็แจ้งอยู่ว่า โรคนั้นจะบันเทาด้วยยาทุเลา ครั้นจะประกอบยาให้กล้า ก าลังคนไข้น้อย จะสู้ก าลังยามิได้ จ าจะค่อยวางยาทุเลาให้ผ่อนไปแต่วันละเวลา พยายามไปกว่าคนไข้จะถืออาหารได้มากมีก าลังแล้ว หมอก็จะประกอบยาให้มีภาษีขึ้นไปกว่าเก่า โรคนั้นก็จะหาย แลเมื่อครั้งเล่าปี่นายเราเสียทีแก่โจโฉออกจากเมืองยีหล า มาอยู่ ณ เมืองซินเอี๋ยพึ ่งเล ่าเปียวนั้นเล ่า ก็มีทหารเอกแต ่กวนอูเตียวหุยจูล ่งสามคนนี้ มีทหารเลวก็ไม ่ถึงพัน เหมือนหนึ่งคนไข้หนัก อันมาอยู่เมืองซินเอี๋ยนั้น ใช่จะปราถนาตั้งตัวเปนใหญ่อยู่ที่นั้นก็หาไม่ เป็นจ าใจอยู่เพราะหาที่ อาศรัยมิได้ อนึ่งก็เป็นเมืองบ้านนอก ผู้คนก็เบาบาง เข้าปลาอาหารก็น้อย แล้วก็มิได้ตั้งใจจัดแจงบ้านเมือง ถึงมาทว่า กระนั้นก็ดี เราก็ได้เผาทหารโจโฉเสียที่ทุ่งพกบ๋องก็ครั้งหนึ่ง ที่แม่น ้าแปะโหเราก็ได้ไขน ้าให้ท่วมทหารโจโฉ ตายเป็นอันมาก ซึ่งท่านว่าขวันต๋งงักเยดีนั้นก็ยังหาปรากฏว่าได้ท ากลอุบายในการสงครามเหมือนเราไม่ ถึงว่าโจโฉ ได้เมืองซงหยงบัดนี้ก็เพราะเล่าจ๋องเอาไปลอบยกให้ ฝ่ายเล่าปี่นายเราก็มิรู้เห็น ขณะนั้นแม้นายเรามิรักความสัตย์ จะคิดอ่านชิงเอาเมืองเกงจิ๋วก็จะได้ ที่ไหนจะได้ความเดือดร้อนถึงเพียงนี้ เพราะมีน ้าใจซื่อตรงมิได้คิดเบียดเบียฬแก่แซ่ เดียวกัน จึงได้ความระหกระเหิน แล้วเป็นห่วงอาณาประชาราษฎรทั้งสองเมืองติดตามมา จะทิ้งเสียหนีเอาตัวรอดก็มิได้ โจโฉจึงตามมาทันเข้าจึงได้ความล าบากมาอยู่เมืองกังแฮ อันซึ่งน้อยสู้มากมิได้นั้น ก็เป็นประเวณีการแพ้แลชนะใน


123 สงคราม ใช ่จะมีแต่นายเราก็หาไม่ เมื ่อครั้งพระเจ้าฮั ่นโกโจท าศึก ก็ยังแพ้แก่พระเจ้าฌ้อปาอ๋องเป็นหลายครั้ง มาภายหลังเอาชัยชนะได้ พระเจ้าฮั่นโกโจก็ได้เป็นกษัตริย์อันประเสริฐ เนื้อความทั้งนี้ท่านก็ย่อมจะรู้อยู่ แลท่านนี้ดี แต่จะพูดลบหลู่ผู้อื่น ยกยอตัวว่าดี แม้การมาถึงตัวกลัวจะท าไม่ได้เหมือนปากว่า การร้อยสิ่งจะให้ท าแต่สักสิ่งเดียวก็ จะไม่ได้อีกนานไปเบื้องหน้าจะได้ความอัปยศแก่คนทั้งปวงอยู่ เตียวเจียวได้ฟังขงเบ้งว่าดังนั้นก็นิ่งมิได้ว่าประการใด... ...ซีหองจึงลุกขึ้นถามขงเบ้งว่า โจโฉนั้นเป็นผู้ใดท่านแจ้งหรือไม่ ขงเบ้งจึงว่า โจโฉนั้นเป็นศัตรูพระเจ้าเหี้ยนเต้ ใคร ๆ ก็แจ้งอยู่สิ้น เหตุใดท่านจึงมาถามดังนี้ ซีหองจึงว่า ตั้งแต่พระเจ้าฮั่นโกโจได้เสวยราชสมบัติแผ่นดินเป็นสุขมา ช้านาน บัดนี้ถึงก าหนดแผ่นดินเป็นจลาจลโจโฉก็ปราบปรามขอบขัณฑเสมาให้อยู่ในอ านาจของตัวได้ถึงสองส่วนแล้ว เล่าปี่นายท่านมิได้รู้จักลักษณะการควรหรือจะคิดต่อสู้โจโฉนั้น เหมือนเอาไข่ไปกระทบหินก็จะเป็นอันตรายไปเอง ขง เบ้งจึงว่าท่านว่าฉะนี้มิชอบ อันเล่าปี่นายเราคิดอ่านท าการทั้งนี้ เพราะมีความกตัญญูต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ เห็นว่าโจโฉ เป็นศัตรูแผ่นดิน จึงเจ็บร้อนเพื่อจะสนองคุณเจ้า แลตัวท่านก็เป็นข้าแผ่นดินอยู่ในพระเจ้าเหี้ยนเต้ ไม่มีความภักดีต่อ เจ้า กลับเห็นชอบด้วยศัตรูแผ่นดินหามีกตัญญูไม่ จะมาถือเอาว่าการแผ่นดินจะสาบสูญนั้นจะได้หรือ ค าข้อนี้ท่าน อย่าเจรจาต่อไปเลยเราไม่ขอได้ยิน ซีหองได้ฟังดังนั้นก็อดสูใจอ้าปากมิออก ลกเจ๊กจึงลุกขึ้นถามขงเบ้งว่า อันโจโฉนี้มาทว่าท าหยาบช้า แอบรับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้เที่ยวปราบปราม บ้านเมืองทั้งปวงให้แผ่นดินเดือนร้อนก็จริง แต่ว่าโจโฉนี้เปนเชื้อสายของโจฉ าผู้เป็นอุปราชมาแต่แผ่นดินก่อน อันเล่า ปี่นี้ว่าเป็นเชื้อกษัตริย์กระเสนกระสายพระเจ้าเหี้ยนเต้นั้นเราไม่รู้ แจ้งแต่ว่าตระกูลของเล่าปี่นั้นเป็นคนอนาถา ตัวเล่าปี่เล่าก็ เป็นแต่คนทอเสื่อขายควรหรือจะมาองอาจไม่คิดเจียมตัว แลจะต่อสู้โจโฉนั้นเราไม่เห็นด้วย ขงเบ้งจึงว่า ท่านนี้หรือชื่อ ว่าลกเจ๊ก เมื่อยังเป็นเด็กอยู่นั้นลักส้มเขาเอาไปให้แก่มารดา นั่งลงเถิดเราจะเจรจาด้วย ซึ่งท่านนับถือโจโฉว่าเปนเชื้อ สายของโจฉ าก็จริง แต่โจฉ านั้นเปนคนกตัญญูสัตย์ซื่อต่อเจ้าปรากฏมาแต่ก่อน อันโจโฉนี้เป็นคนเสียชาติเสียตระกูล มิได้ประพฤติตามประเพณีปู่ย่าตายาย ท าให้ผิดจากตระกูลของตัว ซึ่งจะนับถือว่าดีนั้นก็แต่คนพาลเหมือนหนึ่งท่าน อัน เล่าปี่นายเรานั้น ก็เป็นเชื้อสายพระเจ้าเหี้ยนเต้ ๆ ก็ท านุบ ารุงให้ยศฐานาศักดิ์ คนทั้งปวงก็รู้อยู่ เหตุไฉนท่านจึงว่าเป็น คนอนาถา ถึงมาทว่าเป็นคนทอเสื่อขายเกือกก็ดี อันนี้ประเพณีเป็นที่ท ามาหากินจะอับอายเป็นกะไรนักหนา ฝ่าย พระเจ้าฮั่นโกโจนั้นเล่าก็มิใช่เป็นเชื้อพระวงศ์มา แต่ก่อนก็เป็นแต่พันนายบ้าน แต่กอปรไปด้วยความเพียรก็ได้เป็น กษัตริย์อันใหญ่ จึงได้สืบพระราชวงศ์เสวยราชสมบัติมาตราบเท่าทุกวันนี้ ท่านจะมาประมาทเล่าปี่นายเรานั้นหาควร ไม่ ตัวท่านเป็นเด็กยังมิสิ้นกลิ่นน ้านม จะมาอวดรู้กว่าผู้ใหญ่นั้นอย่าเจรจาสืบไปเลย ลกเจ๊กฟังขงเบ้งว่าดังนั้นก็นิ่งอยู่ ...” (เจ้าพระยาพระคลัง (หน), 2513ก ,หน้า 766-772) ขงเบ้งได้ช่วยเล่าปี่ท าการสร้างฐานอ านาจจนได้หัวเมืองทางตะวันตกเป็นที่มั่น แบ่งแผ่นดินออกมาได้เป็น “จ๊กก๊ก” เป็นหนึ่งในสามก๊ก แม้เล่าปี่จะล่วงลับไป ขงเบ้งก็ยังรับใช้ค ้าชูเล่าเสี้ยนโดยอ้างอิงถึงการฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น ว่าเป็นความชอบธรรมของจ๊กก๊กที่จะรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียว ขงเบ้งจึงท าการยกทหารไปรุกรานวุยก๊กที่เป็นของ เชื้อสายโจโฉที่ท าการล้มล้างราชวงศ์ฮั่น มีครั้งหนึ่งวุยก๊กได้ส่งขุนนางอาวุโสนามว่าอองลองออกมาเจรจากับขงเบ้ง วิจารณ์ถึงการไร้ความชอบธรรมของขงเบ้งและจ๊กก๊ก ซึ่งขงเบ้งได้กล่าวโต้ตอบอย่างเผ็ดร้อน เป็นตอนที่หนึ่งที่เป็นที่ ตราตรึงของผู้อ่านวรรณกรรม “สามก๊ก” อย่างยิ่ง “...แล้วอองลองจึงว่าแก่ขงเบ้งว่า ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์เลื่องลือชื่อท่านก็ช้านานอยู่แล้ว เราได้พบกันวันนี้ก็ เป็นบุญของเรา ฝ่ายตัวท่านเป็นคนมีวิชารู้ขนบธรรมเนียมการแผ่นดินอยู่ เหตุใดจึงเข้าเป็นพวกอ้ายคนพาลชาติต ่ายก กองทัพมาฉะนี้ ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า เหตุใดท่านจึงเจรจาฉนี้ พระเจ้าเล่าปี่เป็นเชื้อพระวงศ์พระเจ้าเหี้ยนเต้ สั่งเราไว้ว่าให้ก าจัดอ้ายพวกโจรศัตรูราชสมบัติเสียให้ได้ เราจึงยกกองทัพมา อองลองจึงว่า อันประเพณีการแผ่นดิน


124 จะยึดเอาเป็นเที่ยงนั้นไม่ได้ ผู้ใดมีวาสนามากได้สมบัติเรียกว่าเป็นกษัตริย์ ประการหนึ่งวงศ์พระเจ้าเหี้ยนเต้นี้แผ่นดินก็ เป็นอันตรายเกิดจลาจลเนือง ๆ มา เมื่อครั้งพระเจ้าเลนเต้ได้สมบัตินั้น ก็เกิดโจรโพกผ้าเหลืองท าจลาจลขึ้น ราษฎรทั้ง ปวงก็ได้ความเดือดร้อน ครั้งพระเจ้าเหี้ยนเต้ได้ครองราชสมบัติเล่า ตั๋งโต๊ะท าหยาบช้าต่าง ๆ แล้วก็เกิดรบกันกับลิฉุย กุยกีขึ้นกลางเมือง อ้วนสุดหนึ่ง อ้วนเลี้ยวหนึ่ง เล ่าเปียวหนึ่ง ลิโป้หนึ่ง ก็เป็นขบถตั้งตัวเปนเจ้าแข็งเมืองขึ้นสิ้น ราษฎรทั้งปวงก็ไม่มีความสุข ครั้งนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้เหมือนไข่ตั้งอยู่บนศิลา หากว่าพระเจ้าวุยอ๋องเจ้าเรามีบุญมาก ก าจัดศัตรูให้ล่าหนีเสียได้ พระเจ้าเหี้ยนเต้แลราษฎรทั้งปวงจึงได้หลับตานอนเป็นสุขมากขึ้น ฝนตกตามเทศกาลฤดู เสบียงอาหารก็บริบูรณ์มิได้ขัดสน อนึ่งค าโบราณกล่าวไว้ว่า เกิดเป็นคนในแผ่นดินให้พิเคราะห์ดูการ ถ้าเห็นผู้ใดมีบุญสมภารมาก ก็ให้เข้า นอบนบเป็นข้าอยู่ด้วยผู้นั้นจึงจะได้ความสุข แม้นขืนค าโบราณก็จะฉิบหายจนตัวตาย บัดนี้พระเจ้าโจยอยมีรับสั่งให้ เราคุมทหารเอกพันหนึ่ง ทหารเลวยี่สิบหมื่น ยกออกมาเหมือนเพลิงไหม้ป่า พิเคราะห์ดูกองทัพท่านเหมือนหิ่งห้อย ติดปลายหญ้า ถ้าจะรบพุ่งกันเข้าก็เห็นจะเป็นอันตรายยับเยินไปข้างเดียว ตัวท่านเป็นคนมีปัญญาหลักแหลม สารพัด จะรู้ขนบธรรมเนียมการทั้งปวง แม้รู้จักโทษตัวซึ่งคิดผิดไปเข้ากับเล่าปี่นั้นแล้วยอมอ่อนน้อมต่อเราโดยดี เราจะกราบ ทูลพระเจ้าโจยอยให้ตั้งท่านเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ก็จะดีกว่าอยู่กับเล่าเสี้ยนอีก ทแกล้วทหารทั้งปวงก็จะได้ความสุขด้วย ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงหัวเราะตอบว่า ตัวท่านก็เป็นขุนนางผู้ใหญ่อยู่ในพระเจ้าเหี้ยนเต้ก่อน ควรเจรจาให้ เป็นธรรมตามขนบธรรมเนียม เหตุใดจึงมาว่าฉะนี้ ท่านจงนิ่งฟังเถิด เราจะว่าบ้างสักค าหนึ่ง เมื่อครั้งพระเจ้าเลนเต้ได้ เสวยราชสมบัตินั้น เพราะพวกขันทียุยงต่าง ๆ แผ่นดินจึงเป็นจลาจลเกิดโจรโพกผ้าเหลืองขึ้น มาภายหลังตั๋งโต๊ะแลลิ ฉุยกุยกีคิดก าเริบท าการหยาบช้าต ่อแผ ่นดิน จนพระเจ้าเหี้ยนเต้ได้ความเดือดร้อน เพราะพระเจ้าเหี้ยนเต้มิได้ พิเคราะห์เอาคนชาติต ่าช้าซึ่งมิได้มีความคิดมาตั้งเป็นขุนนาง ตัวท่านนี้เราก็รู้จักอยู่ เดิมเป็นลูกตระกูลอยู่บ้านกังไฮ คนทั้งปวงนับถือว่าท่านมีสติปัญญา รู้จักคุณบิดามารดา พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงตั้งให้เปนขุนนางผู้ใหญ่ ควรท่านจะท า การสนองคุณพระเจ้าเหี้ยนเต้โดยสุจริต ช่วยกันยกย่องเชื้อพระวงศ์ขึ้นครองสมบัติจึงจะชอบ แลท่านคบคิดเข้าด้วย อ้ายโจรชิงเอาราชสมบัติฉะนี้ โทษก็ผิดอยู่เป็นอันมาก คนทั้งปวงซึ่งสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินก็คิดแค้นท่านนักจะใคร่ฉีกเนื้อ กินเสียทั้งเปน ถึงเทพดาในชั้นฟ้าก็จะสังหารท่าน บัดนี้เราพิเคราะห์เห็นว่า บุญแซ่เชื้อพระเจ้าเหี้ยนเต้ยังมากอยู่ พระเจ้าเล่าปี่จึงได้เป็นใหญ่ขึ้นในเมืองเสฉวนต่อพระวงศ์กันมา ตัวเรารับสั่งพระเจ้าเล่าเสี้ยนให้ยกกองทัพมาปราบ อ้ายโจรราชสมบัติ ตัวท่านเป็นคนอกตัญญูเร่งหนีซุกซ่อนไปเอาตัวรอดให้พ้นความตายเถิด อย่ามาฝืนหน้าพูดถึงการ แผ่นดินเลย ให้เร่งคิดถึงตัวด้วยแก่ชราถึงเพียงนี้แล้ว จะตายไปดูหน้าวงศ์พระเจ้าเหี้ยนเต้กะไรได้ แล้วขงเบ้งด่าออง ลองว่าอ้ายโจรเฒ่า มึงเร่งกลับไปบอกอ้ายพวกขบถให้ยกกองทัพมารบจะได้เห็นฝีมือว่าผู้ใดจะแพ้แลชนะ อองลองได้ ฟังดังนั้นก็คิดแค้นใจร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง ก็พลัดตกลงจากม้าถึงแก่ความตาย...” (เจ้าพระยาพระคลัง (หน), 2513ข, หน้า 581-584) จึงเห็นได้ว่าแนวคิดของขงเบ้งในวรรณกรรม “สามก๊ก” นี้คือการให้คนเลือกอยู่กับข้างของความถูกต้อง ความชอบธรรมในอ านาจที ่ยึดโยงกับจารีตซึ่งในเรื ่องนี้คือความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ฮั ่น ผู้ที ่ต ่อต้านราชวงศ์ฮั่น ในวรรณกรรมนี้จึงกลายเป็นตัวร้าย เป็นผู้ที่ไม่มีความชอบธรรมแม้ว่าจะมีความสามารถเก่งกล้าทั้งบุ๋นบู๊อย่างโจโฉ หรือแม้จะมีเชื้อสายชาติตระกูลดี มีดินแดนกว้างใหญ่ ประชาชนเคารพนับถืออย่างซุนกวน ก็ไม่มีความชอบธรรม เท่ากับเล่าปี่และสืบเนื่องมายังเล่าเสี้ยนผู้เป็นเชื้อพระวงศ์ที่มีความสามารถน้อยกว่า


125 ในเรื่องแนวคิดทางกฎหมายของขงเบ้งนั้น แม้ว่า “สามก๊ก” เป็นวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ที่เน้นเรื่อง การเมือง การสงคราม จึงปรากฏเรื่องของการวางแผนกลยุทธ์ การเจรจาโต้ตอบทางการเมืองเป็นจ านวนมาก อย่างไรก็ตามในวรรณกรรมนี้ได้มีการสอดแทรกแนวคิดเรื่องกฎหมายด้วย โดยตัวละครอย่างขงเบ้งได้แสดงถึง แนวคิดเรื่องกฎหมายตามคติจารีตจีนไว้อย่างโดดเด่นอยู่สองกรณี กรณีแรกคือตอนที่เล่าปี่ท าการยึดแคว้นเสฉวนได้ส าเร็จ ได้ปรึกษาขงเบ้งเพื่อท าการปฏิรูปการปกครอง และกฎหมาย โดยให้มีความเป็นระบบระเบียบมากขึ้น รวมทั้งก าหนดโทษให้เด็ดขาดเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อให้บ้านเมืองเข้มแข็ง ไม่เหมือนเสฉวนที่เคยถูกปกครองโดยเล่าเจี้ยงที่อ่อนแอจนแพ้แก่เล่าปี่ “...เล่าปี่จึงว่าแก่ขงเบ้งว่า กฎหมายส าหรับเมืองเสฉวนนั้นเราจะให้เลิกเสีย ท่านจงเร่งแต่งกฎหมายใหม่ ส าหรับเมืองแต่ให้คาดโทษนั้นให้หนักขึ้นกว่าเก่าคนทั้งปวงจึงจะกลัวเกรงจะได้ท าตามกฎหมาย บ้านเมืองจึงจะราบคาบ สืบไป หวดเจ้งจึงว่า ครั้งพระเจ้าฮั่นโกโจได้เสวยราชสมบัตินั้น ให้แต่งกฎหมายคาดโทษผู้กระท าผิดไว้เป็นประมาณ มาจนถึงพระเจ้าเหี้ยนเต้ ครั้งนี้ท่านจะให้แต่งกฎหมายคาดโทษผู้ละเมิดให้หนักขึ้นกว่าเก่านั้น ข้าพเจ้าเห็นราษฎรทั้ง ปวงจะได้ความเดือดร้อน ขอให้ผ่อนลงแต่พอประมาณตามกฎหมายเก่า ขงเบ้งจึงตอบว่า อันความคิดท่านนี้เห็นชั้น เดียว ครั้งพระเจ้าฮั่นโกโจให้แต่งกฎหมายไว้ได้ใช้ต่อมาถึงพระเจ้าเหี้ยนเต้ ท่านเห็นว่าขุนนางแลหัวเมืองปรกติอยู่ หรือ อันเล่าเจี้ยงเล่าก็เป็นคนความคิดน้อย หาอาชญาข่มขี่มิได้ แม้รักผู้ใดถึงหาสติปัญญาไม่ ก็ตั้งแต่งให้เป็นขุนนาง ผู้ใหญ่ แลผู้นั้นมีน ้าใจก าเริบละกฎหมายเสีย ข่มเหงอาณาประชาราษฎรแต่ตามอ าเภอใจ ไพร่บ้านพลเมืองได้ความ เดือดร้อนจนเสียเมือง ครั้งนี้เราจึงให้เลิกกฎหมายเก่าเสีย ให้คาดโทษผู้ท าผิดให้หนักขึ้น หวังจะให้คนทั้งปวงตั้งใจท า ความชอบ แม้ขุนนางแลราษฎรเห็นผู้ใดท าความชอบมีบ าเหน็จ ก็จะละความชั่วของตัวเสีย จะได้ดูเยี่ยงอย่างกันท า ตามกฎหมายก็จะมีความชอบขึ้น บ้านเมืองก็จะค่อยปรกติราบคาบไป หวดเจ้งเห็นด้วยก็ค านับเล่าปี่ขงเบ้งว่าชอบ แล้ว ขงเบ้งจึงแต่งกฎหมายใหม่ตามธรรมเนียมแผ่นดิน แต่คาดโทษนั้นหนักขึ้นกว่าเก่า แล้วให้แจกไปแก่เมืองโทสี่สิบ เอ็ดหัวเมือง ซึ่งขึ้นแก่เมืองเสฉวน เจ้าเมืองทั้งนั้นแลเมืองตรีจัตวา ซึ่งขึ้นต่อ ๆ กันทั้งร้อยเศษเมืองนั้นก็ท าตามกฎหมาย สิ้น ราษฎรทั้งปวงก็มีความสุขยิ่งกว่าแต่ก่อน...” (เจ้าพระยาพระคลัง (หน), 2513ข, หน้า 149-150) อีกกรณีหนึ่งคือการเน้นย ้าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย โดยเฉพาะกฎอัยการศึกที่เกี่ยวกับราชการทหาร ดังกรณีขงเบ้งประหารม้าเจ๊ก เพราะม้าเจ๊กอาสาไปตั้งทัพสกัดสุมาอี้ที่ด่านเกเต๋ง แต่ไม่ตั้งค่ายตรงปากทางตามค าสั่ง ไป ตั้งค่ายบนเขาท าให้ถูกล้อม สุมาอี้ท าการตีกองทัพม้าเจ๊กแตกพ่ายและยังท าการตีกองทัพของจ๊กก๊กจนเกือบวอดวาย ท าให้ขงเบ้งต้องถอยทัพกลับจ๊กก๊กทั้งที่ตีหัวเมืองใหญ่ของวุยก๊กได้หลายแห่งและก าลังจะเข้าตีเมืองหลวงของวุยก๊ก โดยก่อนจะรับอาสาไปตั้งทัพที่เกเต๋ง ม้าเจ๊กได้เขียนทัณฑ์บนไว้ท าให้ต้องรับโทษ แม้ว่าจะเคยมีความดีความชอบมา ก่อนก็ตาม “...ขงเบ้งจึงถามว่า ตัวท่านมีสติปัญญาได้เรียนรู้ในกลสงครามมาแต่น้อยจนใหญ่ แลขันอาสาไปครั้งนี้เราก็ ได้ก าชับเป็นกวดขัน ว่าต าบลเกเต๋งนั้นเป็นที่ส าคัญอยู่ ท่านอวดรู้ท าทานบนให้แก่เรา บัดนี้ก็ไม่เหมือนทานบนท าให้ เสียการทั้งนี้โทษท่านก็ใหญ่หลวง ครั้นจะมิเอาโทษตามพระอัยการศึกนั้น สืบไปเบื้องหน้าทหารทั้งปวงก็จะดูเบาแก่ ราชการ แม้ท่านตายเสียผู้เดียวก็จะเป็นกฎหมายอย่างธรรมเนียมไป ราชการก็ไม่แปรปรวนฟั่นเฟือนเสีย ท่านอย่า น้อยใจเราเลย อันบุตรภรรยาอยู่ภายหลัง เราจะช่วยท านุบ ารุงเลี้ยงไปดังตัวท่านยังอยู่ เกิดมาเป็นชาติทหารแล้ว อย่าได้อาลัยแก่ชีวิตเลย จงสู้ตายตามโทษานุโทษนั้นเถิด แล้วก็สั่งให้เอาม้าเจ๊กไปฆ่าเสีย ม้าเจ๊กก็ร้องไห้อ้อนวอนขอ โทษต่าง ๆ ขงเบ้งเห็นม้าเจ๊กร้องไห้อ้อนวอนก็กลั้นน ้าตามิได้ ร้องไห้แล้วจึงว่าตัวท่านกับเรารักกันอยู่เหมือนพี่กับน้อง ซึ่งเราท าทั้งนี้ก็ตามกฎหมายอย่างธรรมเนียม ใช่จะมีใจชิงชังท่านหามิได้ อันบุตรภรรยาของท่านนั้นเราจะเลี้ยงไว้


126 พอว่าสิ้นค าลงทหารก็คุมเอาม้าเจ๊กออกไป ขณะเมื่อทหารจะลงดาบนั้น พอเจียวอ้วนมาแต่เมืองเสฉวนจึงห้ามให้งดไว้ ก็เข้าไปว่าแก่ขงเบ้งว่า ซึ่งม้าเจ๊กกระท าให้เสียการครั้งนี้โทษถึงตายอยู่แล้ว แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าบ้านเมืองยังมิราบคาบ แลมหาอุปราชจะมาฆ่าทหารเอกเสียฉะนี้หาเสียดายไม่หรือ ขงเบ้งจึงว่าเราท าทั้งนี้ใช่จะมีความขึ้งโกรธหามิได้ แม้จะละโทษม้าเจ๊กเสียทหารทั้งปวงก็จะเอาเยี่ยงอย่าง...” (เจ้าพระยาพระคลัง (หน), 2513ข, หน้า 624-625) ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงแนวคิดทางการเมืองและกฎหมายของขงเบ้งในวรรณกรรม “สามก๊ก” จะพบว่าได้รับ อิทธิพลจากอุดมการณ์ปรัชญาการเมืองของจีนสองส านักคือขงจื๊อและหานเฟยจื๊อ โดยในส ่วนของแนวคิดทาง การเมืองนั้น ขงเบ้งได้สะท้อนถึงเรื่องความชอบธรรมในอ านาจตามแนวทางของขงจื๊อ และในเรื่องกฎหมายได้สะท้อนถึง แนวคิดของหานเฟยจื๊ออย่างชัดเจน ขงจื๊อ (551-479 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นนักปราชญ์ในช่วงปลายราชวงศ์โจวเช่นเดียวกับเหลาจื๊อ ขงจื๊อเคย รับราชการที่แคว้นหลู่ ต่อมาเกิดความเบื่อหน่ายในแวดวงราชการจึงลาออกมาผันตัวเองเป็นอาจารย์สอนหนังสือไป ตามแคว้นต่าง ๆ จนบั้นปลายชีวิตจึงได้กลับไปแคว้นหลู่และเสียชีวิตที่นั้น ขงจื๊อได้เคยพบปะกับเหลาจื๊ออยู่บ้าง ขงจื๊อมีความเคารพในเหลาจื๊อที่อาวุโสกว่าทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ แต่ปรัชญาเต๋านั้น ขงจื๊อดูจะไม่ได้ให้ความเชื่อมั่นว่า จะน าพามนุษย์ไปสู่สังคมที่ดีงามได้ ขงจื๊อเห็นว่าเป็นการยากที่จะบอกให้ละ เลิก วิถีชีวิตตามที่เป็นอยู่แล้วกลับไปอยู่ อย่างธรรมชาติ ซึ่งขงจื๊อเห็นว่าสุดโต่งเกินไป ดังนั้น “...ขงจื๊อจึงรณรงค์ให้คนเห็นความส าคัญของจารีตประเพณีและ คุณธรรม คุณธรรมส าคัญที่สุด ส ่วนจารีตประเพณีตลอดทั้งดนตรี เป็นเพียงอุปกรณ์น าไปสู่คุณธรรมเท่านั้น...” (ฟื้น ดอกบัว, 2532, หน้า 90) แนวคิดของขงจื๊อนั้นมีหลักอยู ่ว ่า “...ขงจื๊อเน้นการสอนเรื ่องสังคม เห็นว ่าคนเรามีคุณความดี เคย เจริญรุ่งเรืองสุขสบายมาแต่ก่อน แต่ภายหลังละเลยคุณธรรมและจารีต จึงวุ่นวาย ขงจื๊อศึกษาเรื่องจารีตประเพณี โบราณ พิธีกรรมต่าง ๆ ขงจื๊อบอกว่าให้เคารพบูชาเทพเจ้า ผีสางต่าง ๆ แต่ควรอยู่ให้ห่าง ขงจื๊อบอกว่าตนเองไม่ได้ บัญญัติหรือสอนอะไรใหม่ แต่ศึกษาคุณธรรมของโบราณที่ตกทอดมา ขงจื๊อเน้นความส าคัญของครอบครัวว่าคนเรา ต้องแสวงหาความรู้ เริ่มการศึกษาอบรมที่ครอบครัว คนดีเริ่มมาจากครอบครัวที่ดี ทั้งนี้ ขงจื๊อแบ่งความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลเป็นห้าประเภท ด้วยเหตุที่ว่าคนต้องอยู่ในสังคม อยู่ร่วมกับผู้อื่น เมื่อมาอยู่ร่วมกันก็ต้องปฏิบัติตนให้ เหมาะสม ความสัมพันธ์ทั้งห้าได้แก่ ผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง ผู้ปกครองให้เกียรติ ผู้อยู่ใต้การปกครองต้องภักดี บิดามารดากับบุตรธิดา บิดามารดาให้ความเมตตากรุณา บุตรธิดาให้ความกตัญญู กตเวที สามีกับภรรยา สามีมีคุณธรรม ภรรยาเชื่อฟัง พี่กับน้อง พี่วางตัวให้น่าเคารพ น้องเคารพเชื่อฟัง เพื่อนกับเพื่อน แต่ละคนต้องท าตัวให้น่าเชื่อถือซึ่งกันและกัน... ...ขงจื๊อมีแนวคิดการปกครองอยู่บนรากฐานของจริยศาสตร์ ขงจื๊อบอกว่ารัฐบาลที่ดีที่สุดคือรัฐบาลที่ ปกครองตามประเพณีและหลักจริยธรรมที่มนุษย์มีมาแต่เดิม มากกว่าการใช้ก าลังและอ านาจเงินในการปกครอง ขงจื๊อ เห็นว่าการปกครองที่ใช้อ านาจเฉียบขาดนั้นท าให้คนกลัวเกรง ไม่กล้าขัดขืนต่อผู้ปกครองหรือขัดขืนต่อกฎหมายก็จริง แต่มิได้ท าให้ประชาชนเกิดความละอายใจต่อการท าชั่วหรือเกิดจิตส านึกในการเป็นพลเมืองดีได้ เพราะคนเหล่านั้นท า ตัวดีเพียงเพื่อไม่ต้องการถูกลงโทษเท่านั้น เป็นสังคมที่ดูประหนึ่งว่าทุกคนเป็นคนดีและสงบสุขแต่ซ่อนปัญหาไว้


127 ถ้าเมื่อใดที่ผู้บังคับใช้กฎไม่เข้มแข็ง คนก็ลุกอือท้าทายการปกครอง เมื่อนั้น ถ้าสามารถปกครองโดยประเพณีและ จริยธรรมได้แล้ว คนจะเกิดจิตส านึกในใจเป็นพลเมืองดีอย่างแท้จริง จะท าตัวดีโดยปกติ สังคมจึงสงบสุขถาวร เมื่อ ทุกคนยึดมั่นในคุณธรรมความดีงามแล้ว กฎหมายที่เฉียบขาดก็มิใช่สิ่งจ าเป็นอีกต่อไป ขงจื๊อเห็นว่าผู้ปกครองที ่มี อ านาจเด็ดขาดเบ็ดเสร็จและใช้อ านาจนั้นในทางธรรม สร้างสังคมที่ทุกคนกินดีอยู่ดี เป็นตัวอย่างในการท าความดีแก่ ราษฎร เป็นผู้ปกครองที่ดีที่สุด ขงจื๊อเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครองนั้นเหมือนความสัมพันธ์ ระหว่างบิดากับบุตร บิดาพึงรักใคร่ เลี้ยงดูบุตรให้เป็นคนดี เป็นตัวอย่างที่ดีแก่บุตรอย่างไร ผู้ปกครองก็พึงปฏิบัติ อย่างนั้น บุตรพึงเคารพบิดา กตัญญูต่อบิดาอย่างไร ผู้ถูกปกครองก็พึงปฏิบัติตัวอย่างนั้น ถ้าเมื่อใดผู้ปกครองไม่รัก ใคร่ราษฎร ราษฎรไม่เคารพผู้ปกครอง สังคมอันวุ่นวายจะบังเกิดตามมา... ...ขงจื๊อเห็นว่าการปกครองประเทศต้องใช้พระคุณน าหน้าพระเดช การใช้ก าลังเอาชนะได้เพียงภายนอก ต้องเอาชนะราษฎรทางใจ การปกครองอย่างเข้มงวดด้วยอาญาศึก กฎหมายต่างๆ คนจะไม่ละอายต่อการท าชั่ว ซ ้า ยังคิดจะหลบเลี่ยง การปกครองที่ใช้คุณธรรมน าหน้า สร้างตนเองเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ราษฎร สร้างสังคมที่สงบสุข ด้วยขนบธรรมเนียมประเพณี ประชาชนก็จะละอายต่อการท าชั่วด้วยความรู้สึกรับผิดชอบของตนเอง และมีจิตใจโน้ม น าไปสู่ความดีเบื้องสูงด้วย ขงจื๊อได้ให้ทัศนะว่าผู้ปกครองที่ประชาชนจะรักและให้ความร่วมมือ พึงมีลักษณะอีกห้า ประการ คือ อ่อนน้อมถ่อมตน, โอบอ้อมอารี, ซื่อสัตย์, ท างานแข็งขัน และ สร้างพระคุณ ขงจื๊อเห็นว่ารัฐบาลที่ดีต้อง ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน รัฐบาลที่ประชาขนไม่นิยมจะอยู่ไม่ได้รัฐบาลที่ไม่ดีนั้นร้ายยิ่งกว่าเสือ...” (ยอดชาย ชุติกาโม, 2561, หน้า 77-78) ซึ่งเมื่อพิจารณาบทบาทของขงเบ้งแล้วจะเห็นว่าขงเบ้งด าเนินรอยตามแนวคิดของขงจื๊อคือเป็นขุนนางต้อง จงรักภักดีต่อราชส านัก ขงเบ้งจึงรับใช้เล่าปี่ที่ยึดมั่นในการรักษาไว้ซึ่งราชวงศ์ฮั่น ในขณะที่โจโฉและบริวารแม้จะเป็น ขุนนางกินเบี้ยหวัดจากราชส านักก็เป็นคนที่ท าผิดจากจารีตเพราะบ่อนท าลายราชวงศ์ฮั่น คุกคามฮ่องเต้ รวบอ านาจ ราชส านักไว้ใช้ตามอ าเภอใจ ไม่เป็นไปตามความสัมพันธ์ที่ว่าขุนนางต้องจงรักภักดีต่อราชส านัก ขงเบ้งท าการรับใช้ เล ่าปี่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยกย่องเชิดชูเล่าปี่ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ มีจิตใจโอบอ้อมอารีเมตตาต่อราษฎร ยึดถือ คุณธรรม จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่คนทั้งหลายควรจะท า ยิ่งเมื่อโจผีลูกชายโจโฉท าการถอดถอนฮ่องเต้ราชวงศ์ฮั่น ตั้ง ตัวเองเป็นฮ่องเต้เปลี่ยนราชวงศ์ใหม่ ยิ่งท าให้ภาพลักษณ์และความชอบธรรมของฝ่ายเล่าปี่ขงเบ้งมีมากยิ่งขึ้น เพราะ ถือหลักการยึดมั่นในราชวงศ์ฮั่น มีปณิธานรวบรวมแผ่นดินให้กลับมาสงบสุข ในส่วนของง่อก๊ก ซุนกวนนั้น แม้จะสืบ เชื้อสายจากขุนนางใหญ่ มีความเมตตาอารี ปกครองโดยธรรม ก็ไม่มีความชอบธรรมในอ านาจเท่ากับเล่าปี่ที่มีขงเบ้ง เป็นที่ปรึกษา เพราะเล่าปี่เป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่น ราชวงศ์ฮั่นเป็นราชวงศ์ที่ปกครองแผ่นดินในเวลานั้น คนทั้งหลายจึง ควรภักดีต่อราชส านักมากกว่าภักดีต่อนายของตนเอง เพราะไม่ว่านายของตนจะเป็นเจ้าแคว้นที่ยิ่งใหญ่เพียงใดก็ถือ ว่าเป็นข้าราชส านักฮั่น ซึ่งตอนที่ขงเบ้งเจรจาโต้ตอบกับปราชญ์ง่อก๊กได้สะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน แม้ในที่สุดขง เบ้งจะท าการไม่ส าเร็จ ท าการหักโหมจนป่วยและเสียชีวิตในระหว่างการท าสงครามกับวุยก๊ก ก็ได้รับการสรรเสริญจาก คนทั้งหลายว่าเป็นตัวอย่างของคนดีมีคุณธรรม ส าหรับแนวคิดทางกฎหมายของขงเบ้งนั้น ได้สะท้อนหลักการของแนวคิดหานเฟยจื๊อ ซึ่งแนวคิดของหาน เฟยจื๊อนี้ ได้รับการอธิบายว่า “...หานเฟยจื๊อเห็นว่าธรรมชาติของคนนั้นเป็นคนเห็นแก่ตัว มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ เป็นพวกวัตถุนิยม คนที่ท าการต่าง ๆ ก็เพราะหวังผลประโยชน์ของตัวเท่านั้น ยิ่งได้ผลประโยชน์มากยิ่งท ามาก จะให้ การศึกษาอบรมอย ่างไรก็ไม ่ได้ผล ต้องใช้กฎหมายเข้าไปควบคุม หานเฟยจื๊อเห็นว ่าโลกนี้ล้วนอยู ่ในความ เปลี่ยนแปลง มนุษย์ยุคโบราณก็มีภูมิปัญญาความคิดแบบโบราณ ที่แก้ปัญหาในยุคนั้นได้ แต่ในยุคปัจจุบันอะไรก็


128 แปรเปลี่ยนไปหมดแล้ว วิธีการในอดีตอาจจะน ามาใช้ในปัจจุบันมิได้ ปราชญ์พึงศึกษาโดยไม่มีความมุ่งหวังที่จะ ปฏิบัติตามอดีตหรือก าหนดกฎเกณฑ์อะไรจากอดีต แต่ปราชญ์พึงศึกษาจากปัจจุบันให้เข้าใจหาแนวทางจัดการกับ ปัจจุบันอย่างเหมาะสม หานเฟยจื๊อเห็นว่าการเลื่อมใสยึดมั่นในเรื่องโบราณอย่างขงจื๊อนั้นก็มีประโยชน์ใ นเรื่อง วรรณกรรม และมีส่วนในการสร้างเสถียรภาพทางสังคมอยู่บ้าง แต่ก็เป็นอุปสรรคส าคัญในการพัฒนาบ้านเมือง อะไร ที่ไม่ดีที่พ้นยุคสมัยก็ควรเลิกเสีย การปกครองบ้านเมืองไม่ใช่เวทีมาทดลองทฤษฎีความคิด การที่นักปรัชญาต่าง ๆ มา พูดแต่เรื่องการปกครองสมัยโบราณ สดุดีผู้ปกครองในอดีต ไม่ศึกษาพิจารณาสภาพบ้านเมืองในปัจจุบัน ไม่ศึกษาว่า กฎหมายยังใช้ได้หรือไม่ พวกนี้ล้วนแต่ไร้ประโยชน์ ผู้ปกครองที่มีสติปัญญาย่อมไม่ยึดมั่นในค าแนะน าของบัณฑิต ขงจื๊อ การปกครองบ้านเมืองเพื่อความรุ่งโรจน์นั้นหานเฟยจื๊อเห็นว่าไม่ได้อยู่ที่หลักการที่เรียกว่ามนุษยธรรม จารีต ประเพณีอะไร แต่อยู่ที่หลักการของอ านาจ, ศิลปะการปกครองและกฎหมาย หานเฟยจื๊อเห็นว่าอ านาจเท่านั้นที่จะใช้ในการจัดการสิ่งต่าง ๆ อ านาจท าให้คนที่มีอ านาจเป็นที่กลัวเกรง แก่คนทั่วไป การที่ผู้ปกครองมีปัญญา ปกครองบ้านเมืองโดยเรียบร้อย ขุนนางไม่คดโกง ประชาชนเชื่อฟังก็หามาจาก ความจงรักภักดีไม่ แต่เป็นเพราะกลัวเกรงในอ านาจ ผู้ปกครองมีอ านาจเด็ดขาดทุกคนจึงเชื่อฟังและปฏิบัติตาม คนดี ถ้าไม่มีอ านาจก็ไร้ประโยชน์ ผู้มีอ านาจเท่านั้นย่อมปกครองผู้อื่นได้ ในเรื่องของศิลปะการปกครอง หานเฟยจื๊อเห็นว่าคนที่มีอ านาจและใช้อ านาจตามอ าเภอใจย่อมก่อให้เกิด โทษแก่ตัวเอง เหมือนคนมีอาวุธดีแต่ใช้ไม่เป็น ผู้ปกครองที่มีอ านาจต้องมีศิลปะในการปกครอง ให้บุคคลในบังคับ บัญชาเชื ่อฟังและปฏิบัติตามด้วยดี ศิลปะการปกครองที ่หานเฟยจื๊อเห็นว ่าผู้ปกครองควรใช้คือการบ าเหน็จ ความชอบและการลงโทษ ใครท าดีได้รางวัล ใครท าผิดถูกลงโทษ ดี ไม่ดี ในที่นี้ไม่ใช่นัยยะทางศีลธรรม แต่คนดีคือ คนที่ปฏิบัติตามกฎหมาย คนชั่วคือคนที่ประพฤติขัดกับกฎหมาย การใช้ศิลปะการให้รางวัลและการลงโทษจะช่วยให้ เห็นถึงคนที่มีความสามารถจริง ๆ หานเฟยจื๊อเห็นว่าถ้าผู้ปกครองใช้หลักการนี้กับกฎหมายอย่างเคร่งครัด คนที่ ท างานก็จะเหลือแต่คนที่มีความสามารถ เพราะคนที่ไม่มีความสามารถจะไม่กล้ามาท า เพราะถ้าท าไม่ได้หรือไม่ได้ดี ย่อมถูกลงโทษ คนที่ท าได้ ท าได้ดี ได้รางวัลก็จะคงอยู่ รัฐก็จะเหลือแต่ผู้มีความสามารถควรกับต าแหน่งนั้น ๆ เท่านั้น ในส่วนของกฎหมาย หานเฟยจื๊อเห็นว่ากฎหมายต้องเป็นบรรทัดฐานของประเทศ ใครท าถูกได้ประโยชน์ ใครท าผิดโดนลงโทษ ต้องให้ประชาชนเห็นว่าอะไรควรท าอะไรไม่ควรท า กฎหมายจะท าให้สังคมด าเนินไปด้วยดี เมื่อใดกฎหมายเข้มงวดบ้านเมืองก็เข้มแข็ง เมื่อใดกฎหมายหย่อนยานบ้านเมืองก็อ่อนแอ หานเฟยจื๊อยังเป็นคนที่ เสนอถึงความเสมอภาคทางกฎหมายด้วยว่าไม่ว ่าใครถ้าท าผิดกฎหมายต้องถูกลงโทษอย่างเท่าเทียมกัน การออก กฎหมายที่มีความเข้มงวดและบังคับใช้เคร่งครัดจะท าให้คนย าเกรงและไม่กล้าท าผิด อุปมาเหมือนดังภูเขาลูกใหญ่ที่ไม่ เคยมีใครสะดุดยอดเขา มีแต่เดินสะดุดก้อนดิน เนินดินเล็ก ๆ รัฐที่ดีที่สุดในความคิดของหานเฟยจื๊อนั้น คือรัฐที่มีผู้ปกครองที่มีอ านาจเด็ดขาด ออกกฎหมายก าหนดคุณ และโทษอย่างชัดเจน และด าเนินตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่งตั้งบุคคลด ารงต าแหน่งต่างๆ ให้มีอ านาจหน้าที่ใน ตัวเอง ท าดีได้รางวัล ท าไม ่ดีปลดออก ใช้กฎหมายเป็นหลัก เป็นบรรทัดฐานในการตัดสินปัญหาทุกอย่าง เลิก แบ่งแยกชนชั้นสูง-ต ่า ให้มีความเสมอภาคทางกฎหมาย แนวคิดของหานเฟยจื๊อจึงเป็นพวกนิตินิยม (Legalism) อย่างชัดเจน และเป็นต้นแบบให้จักรพรรดิหลายพระองค์ปฏิบัติตาม...” (ยอดชาย ชุติกาโม, 2561, หน้า 82-83) เมื่อดูจากบทบาทในเรื่องกฎหมายของขงเบ้งแล้วจะเห็นว่าขงเบ้งได้ใช้แนวทางของหานเฟยจื๊ออย่างชัดเจน ในเรื่องของการสร้างกฎหมายใหม่หลังจากยึดเมืองเสฉวนได้แล้วให้มีความเข้มข้นมากขึ้น ก็เพื่อเป็นการสร้างระเบียบ วินัยและใช้พระเดชควบคู่ไปกับพระคุณ ที่ขงเบ้งท าเช่นนั้นก็เพราะว่าตนเองเพิ่งเป็นผู้มาใหม่ในแคว้นนี้ยังไม่ได้ใจคน


129 ในพื้นที่เต็มที่ก็ต้องสร้างกฎระเบียบที่เข้มแข็งเพื่อกระชับอ านาจและให้คนเกิดความกลัวเกรง อีกทั้งยังเป็นการป้อง ปรามบรรดาคนเก่าแก่ที่ติดตามมาไม่ให้รังแกราษฎรอย่างการแย่งชิงสิ่งของหรือเอามาใช้แรงงานเกณฑ์โดยไม่ได้รับ อนุญาต ท าให้คนเก่าคนแก่ต้องส ารวมในวินัยและภาพลักษณ์ของเล่าปี่ขงเบ้งได้รับการสรรเสริญจากราษฎรว่ารู้จัก ควบคุมทหารท าให้ได้ใจราษฎรในเวลารวดเร็ว ในกรณีการประหารม้าเจ๊กนั้น สะท้อนแนวคิดของหานเฟยจื๊ออย่างชัดแจ้ง ใครท าผิดต้องได้รับการลงโทษ ถ้าท าผิดแล้วละเว้นต่อไปจะบังคับบัญชาการแผ่นดินอะไรได้ “...มีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะขจัดความยุ่งยากได้ ก็คือใช้ กฎหมายที่เข้มงวดและก าหนดโทษอย่างรุนแรงมาควบคุมไว้...” (ฟิ้น ดอกบัว, 2532, หน้า 227) ซึ่งในเรื่องสามก๊ก จะเห็นหลายกรณีที่มีคนท าผิด อาทิ รบแพ้แก่ข้าศึกแต่ขงเบ้งไม่ได้ลงโทษรุนแรง เพราะบางทีเป็นการตั้งใจให้แพ้เพื่อ ผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ อย่างครั้งกวนอูไปตั้งด่านสกัดโจโฉที่ต าบลฮัวหยง หลังจากที่โจโฉแตกทัพเรือพ่ายแพ้ จิวยี่ได้หนีไปทางนั้น เมื่อโจโฉพบกวนอูสกัดทางก็ได้ท าการพูดถึงครั้งอดีตที่ตนเองเคยท าคุณแก่กวนอูไว้ ท าให้กวนอู ยอมปล่อยโจโฉให้ผ่านไปทั้งที่ก่อนจะมาตั้งด่านได้ท าทัณฑ์บนกับขงเบ้งไว้แล้ว เมื่อกวนอูกลับมาค่ายเพื่อจะรับโทษ ขงเบ้งก็ท าท่าทางจะลงโทษจริงท าให้ไพร่พลทั้งหลายรวมทั้งเล่าปี่ต้องอ้อนวอนขอให้ละเว้น ซึ่งขงเบ้งก็ยอมทั้งที่ดู ตามรูปการณ์กวนอูท าความผิดใหญ่มากเพราะปล่อยโจโฉหนีไปทั้งที่สามารถจับได้ แต่ขงเบ้งมาแจ้งแก่เล่าปี่ภายหลัง ว่าตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น เพราะสถานการณ์นั้นเป็นแบบที่ว่าโจโฉแพ้ได้แต่จะถูกท าลายไม่ได้ เพราะถ้าโจโฉตาย ซุน กวนจะเรืองอ านาจขึ้นมาเต็มที่ ท าให้การใหญ่ของเล่าปี่ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้นั่นเอง และในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ให้ กวนอูไปสกัดทางเสีย เมื่อเจอโจโฉแล้วปล่อยไปจะได้ถือว่าลบล้างบุญคุณ ครั้งหน้าจะได้ท าการสู้รับได้เต็มที่ แต่ใน กรณีของม้าเจ๊กนั้นต่างออกไป เพราะขงเบ้งตั้งใจให้รักษาด่านที่ต าบลเกเต๋งอย่างแข็งขัน เพราะเป็นชุมทางส าคัญทั้ง ยังเป็นที่เก็บเสบียงจึงต้องหาคนมีฝีมือมารักษาเพื่อสกัดทัพสุมาอี้ไว้ กองทัพที่เหลือจะได้เข้าตีวุยก๊กได้อย่างเต็มที่ ถ้า เสียด่านที่เกเต๋งจะท าให้กองทัพของขงเบ้งล าบาก เพราะจะบุกต่อก็ไม่ได้จะถอยกลับก็ล าบาก ม้าเจ๊กรับอาสาและท า ทัณฑ์บนไว้ก็มีหน้าที่ต้องรักษาด่านให้ได้ แต่ด้วยความดื้อรั้นว่าตนเองทรงปัญญา ม้าเจ็กไม่ตั้งค่ายที่ปากทางตาม ค าสั่งขงเบ้งแต่ไปตั้งค่ายบนภูเขา ท าให้สุมาอี้ยกทัพมายึดเกเต๋งได้โดยง่ายและท าการตีกองทัพม้าเจ๊กแตกยับเยิน กองทัพจ๊กก๊กส่วนที่เหลือจึงต้องถอยกลับอย่างยากล าบากและเกือบถูกไล่ตีให้เสียหายหนัก แต่ขงเบ้งก็ใช้อุบายพลิก แพลงหลอกล่อสุมาอี้ ท าให้กองทัพจ๊กก๊กยกทัพกลับได้โดยสูญเสียน้อยมาก ความพ่ายแพ้ที่เกเต๋งท าให้ขงเบ้งต้อง ลงโทษม้าเจ๊กอย่างเด็ดขาดเพราะถือว่าท าให้บ้านเมืองเสียหายใหญ่หลวง จากที่เคยเกือบบุกถึงเมืองหลวงของวุยก๊ก กลับเป็นต้องถอยกลับโดยไม่ได้อะไร แม้ม้าเจ๊กจะเคยมีความดีความชอบแต่เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายโดย เพราะกฎอัยการศึก ระเบียบวินัยทหาร ความชอบที่มีไม่อาจลบล้างความผิด ม้าเจ๊กจึงต้องถูกประหารเพื่อรักษา กฎหมายไว้ สอดคล้องกับแนวคิดของหานเฟยจื๊อที่ว่า “กฎหมายต้องเด็ดขาด ไม่แยกแยะผู้ท าว่าเป็นใคร ใครท าถูกปูน บ าเหน็จรางวัล ใครท าผิดต้องรับโทษ ไม่มีการละเว้น ไม่มีการยกเว้น”(Chakravarthi Ram-Prasad, 2005, p. 102- 103) ถ้าย่อหย่อนกฎหมายต่อไปขงเบ้งสั่งการอะไรก็จะไม่มีคนเชื่อถือ การประหารม้าเจ๊กนี้ท าให้ขงเบ้งเป็นที่เคารพ ย าเกรงในกองทัพ และท าการอย่างแข็งขันในการรบกับวุยก๊กในครั้งต่อ ๆ มา แม้จะท าการรวมแผ่นดินไม่ส าเร็จ ปราบวุยก๊กไม่ได้เพราะฝ่ายนั้นมีแม่ทัพสุมาอี้ที่มีสติปัญญาทัดเทียมกัน ท าให้ขงเบ้งหักโหมงานจนป่วยและเสียชีวิต ในสนามรบ แต่ก็ได้รับการสรรเสริญยกย่องจากราษฎรว่าเป็นคนที่ยึดมั่นในกฎหมาย ใช้กฎหมายโดยเคร่งครัดเพื่อ ประโยชน์ของบ้านเมือง เป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่ควรค่าแก่การเคารพ


130 บทสรุป จากวรรณกรรม “สามก๊ก” แนวคิดของขงเบ้งในทางการเมืองนั้น เป็นไปตามแนวทางของปรัชญาขงจื๊อ ที่เน้นเรื่องความสัมพันธ์ที่เป็นหลักของสังคม 5 ประการ ซึ่งในนั้นมีหลักการที่ผู้ปกครองต้องเป็นคนดีมีคุณธรรม เมตตาต่อไพร่ฟ้า ผู้ที่เป็นขุนนางต้องจงรักภักดีต่อราชส านัก ขงเบ้งจึงรับใช้เล่าปี่ที่ยึดมั่นในการรักษาไว้ซึ่งราชวงศ์ฮั่น ยกย่องเชิดชูเล่าปี่ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ มีจิตใจโอบอ้อมอารีเมตตาต่อราษฎร ยึดถือคุณธรรม ว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่คน ทั้งหลายควรจะท า มีปณิธานรวบรวมแผ่นดินให้กลับมาสงบสุขภายใต่ผู้ปกครองที่ชอบธรรมและเป็นธรรม ในเรื่อง แนวคิดทางกฎหมายของขงเบ้งนั้น เป็นไปตามแนวทางปรัชญาของหานเฟยจื่อ ที่เน้นการใช้หลักนิตินิยม การบังคับ ใช้กฎหมายต้องเด็ดขาด ไม่แยกแยะผู้เกี่ยวข้องว่าเป็นใคร ใครท าถูกปูนบ าเหน็จรางวัล ใครท าผิดต้องรับโทษ ไม่มี การละเว้น ไม่มีการยกเว้น เพราะถ้าย่อหย่อนกฎหมายต่อไปสั่งการบังคับบัญชาอะไรก็จะไม่มีคนเชื่อถือ จะท าให้ท า การใหญ่ล าบากมากขึ้น ขงเบ้งจึงเป็นตัวแทนภาพลักษณ์ของทั้งขุนนางที่ยึดมั่นในขนบจารีต ความชอบธรรมและการ ถือคุณธรรมทางการเมืองการปกครอง ควบคู่ไปกับภาพลักษณ์ของนักกฎหมายที่ถือมั่นในหลักนิตินิยม มีปณิธานท า การใหญ่ฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น ที่แม้จะไม่ส าเร็จแต่ก็ได้รับการบูชาสรรเสริญมาถึงปัจจุบัน เอกสารอ้างอิง ด ารงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. (2471). ต ำนำนหนังสือสำมก๊ก. พระนคร: โสภณพิ พรรฒธนากร. พระคลัง (หน), เจ้าพระยา. (2513). สำมก๊ก ฉบับรำชบัณฑิตยสภำช ำระ เล่ม 1. พระนคร: แพร่พิทยา. พระคลัง (หน), เจ้าพระยา. (2513). สำมก๊ก ฉบับรำชบัณฑิตยสภำช ำระ เล่ม 2. พระนคร: แพร่พิทยา. ฟื้น ดอกบัว. (2532). ปวงปรัชญำจีน. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. ยอดชาย ชุติกาโม. (2561). เอกสำรประกอบค ำบรรยำยวิชำควำมคิดกำรเมืองตะวันออก. กรุงเทพฯ: โรงเรียน กฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต. Ram-Prasad, Chakravarthi. (2005). Eastern Philosophy. London: Weidenfeld & Nicolson.


131 การตลาดทางการเมืองในยุคของสื่อแห่งโลกาภิวัตน์ Political Marketing in the age of Globalization Media ดังนภสร ณ ป้อมเพชร [email protected] สมศักดิ์ เจริญพูล [email protected] บทน า ปัจจุบัน สื่อและโซเชียลมีเดียนับเป็นหัวใจส าคัญในโลกของการสื่อสาร เนื่องจาก โดยความสามารถในการ เข้าถึงสื่อและโซเชียลมีเดียอย่างง่ายดายนั้น แทบจะท าให้สื่อและโซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งของการด าเนินชีวิต มนุษย์ในโลกแห่งศตวรรษที่ 21 ทั้งนี้ สื่อและโซเชียลมีเดียมีบทบาทในการเชื่อมต่อ สื่อสาร และขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมทางสังคม กิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งการสื่อสารในระบบการเมือง ในอดีตนั้น อุปมานได้ว่า ส่วนใหญ่แล้วสื่อมวลชนจะเป็นผู้เข้าถึงสื่อและโซเชียลในฐานะผู้ท าหน้าที่ในการเผยแพร่ ข้อมูลข ่าวสารสู ่สังคมสาธารณะ หากแต ่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอันทันสมัย ประกอบกับสังคมที่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วที่ท าให้การสื่อสารเกิดการพัฒนาทั้งในรูปแบบใหม่ ๆ ช่องทางที่หลากหลาย และพื้นที่ที่ กว้างขึ้น ส ่งผลให้คนในสังคมโดยทั่วไปสามารถเข้าถึงสื ่อโซเชียลมีเดียได้มากขึ้น และมีบทบาทในการสื่อสารทาง การเมืองได้เท่าๆ กับบุคคลในพื้นที่ทางการเมืองอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลในองค์กรหรือสถาบันของรัฐ ที่อาจหมายถึง รัฐบาล พรรคการเมือง นักการเมือง กลุ่มการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ โดยบุคคลในพื้นที่การเมืองเหล ่านั้น สามารถผลิตและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้วยตนเอง ดังนั้น ในยุคที่สื่อและโซเชียลมีเดียมีพลังสื่อสารได้อย่างไร้ พรมแดน สื่อและโซเชียลมีเดียจึงกลายเป็นช่องทางน าประชาชนและความคิด ความเชื่อ อุดมการณ์ทางการเมือง ไป แสดงบน “พื้นที่สาธารณะ” (space) ที่เป็นพื้นที่ในการรวม และแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร และความรู้ต่าง ๆ ไว้ให้ประชาชน ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่า สื่อ และโซเชียลมีเดียเป็นตัวแปรส าคัญในขับเคลื่อนการสื่อสารในสังคม การเมืองอย่างมากในปัจจุบัน ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการอธิบายภาพสะท้อนของสังคมภายใต้ความ เชื่อมโยงของการใช้สื่อและโซเชียลมีเดียร่วมกับแนวคิด “การตลาดทางการเมือง” โดยที่กลุ่มทางการเมืองต่าง ๆ ไม่ ว่าจะเป็น รัฐ พรรคการเมือง นักการเมือง และกลุ่มการเมืองอื่น ๆ ได้ใช้สื่อและโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือในฐานะของ “สื่อแห่งโลกาภิวัตน์” ที่มีพลังในการสนับสนุนการสร้างอ านาจในทางการเมืองได้ รวมไปถึง เพื่อให้ปลุกสังคมให้เกิด การตื่นรู้ และเข้าใจต่อกลยุทธ์ทางการตลาดในการก าหนดกรอบทางการเมือง (political framing) โดยสื่อสารผ่าน ภาพลักษณ์ทางการเมืองสู่สังคมสาธารณะ ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความนี้น าไปสู่การศึกษาให้เกิดประโยชน์ในเชิงลึก ในโอกาสต่อไป


132 สื่อแห่งโลกาภิวัตน์และอิทธิพลต่อการสื่อสารทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงทางสังคมยุค “โลกาภิวัตน์” ในตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาสังคมได้รับอิทธิพลจาก การน าเทคโนโลยีมาใช้อ านวยความสะดวกในการด าเนินชีวิต และขับเคลื่อนภารกิจต่าง ๆ ให้บรรลุเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม เรายังอาจกล ่าวอย่างเฉพาะเจาะจงได้ว ่า “โลกาภิวัตน์” คือ ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วย เทคโนโลยีในการสื่อสาร ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีถูกพัฒนามาใช้เพื ่อการสื ่อสารในรูปแบบต่าง ๆ โดยสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ในยุคโลกาภิวัตน์เหล่านี้มีความสามารถในการท าลายข้อจ ากัดในด้านระยะทางและเวลาในการสื่อสาร ของมนุษย์ ซึ่งเป็นการน าพามนุษย์ให้เข้าสู่สังคมที่เรียกว่า “โลกไร้พรมแดน” ดังนั้น ค าว่า “สื่อแห่งโลกาภิวัตน์” จึงหมายถึง การสื่อสารใด ๆ ที่มีศักยภาพในการเปิดโอกาสให้ผู้ที่สื่อสารได้เข้าถึง หรือสามารถเข้าถึงผู้รับสารได้อย่าง รวดเร็ว โดยสื่อเหล่านั้นจะเป็นช่องทางให้คนในสังคมได้มีโอกาสในการสื่อสารร่วมกันบนพื้นที่สาธารณะได้อย่างเสรี และด้วยศักยภาพในการท าลายพรมแดนของการสื่อสารของ “สื่อแห่งโลกาภิวัตน์” จะเห็นได้ว่า การสื่อสารในยุคสื่อ แห ่งโลกาภิวัตน์จึงมีอิทธิพลในการก าหนดทิศทางความคิด ความเชื ่อ และพฤติกรรมของคนในสังคมให้เป็นไป ในทางใดทางหนึ่งหรือหลายทางได้ (นฤมิตร สอดสุข, 2545, J. Macionis and K. Plummer, 1997, p.764-765) ในท านองเดียวกัน ตฤณ ไอยะรา (2556) ได้สรุปว่า ปรากฏการณ์ “โลกาภิวัตน์” มีอิทธิพลมากในทาง เศรษฐกิจโดยการน าเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เชื่อมต่อภาคส่วนต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กับกระแสการเปลี่ยนแปลงทาง สังคมภายใต้แนวคิดเสรีนิยมใหม่ อย่างไรก็ตาม หากคุณสมบัติของ “โลกาภิวัตน์” ที่สามารถเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ และตลาด รวมไปถึงเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดการจัดระเบียบทางเศรษฐกิจโลกได้ คุณสมบัติดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ท าให้ เห็นว่า ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีจากปรากฏการณ์ “โลกาภิวัตน์” ย่อมส่งผลในการสื่อสารทางการเมืองด้วยการ เชื ่อมต ่อสังคมการเมืองอันประกอบไปด้วย รัฐ ประชาชน สื ่อมวลชนและกลุ ่มผลประโยชน์อื ่นได้เช ่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศักยภาพของสื่อโลกาภิวัตน์ที่สามารถตอบสนองการสื่อสารทางการเมืองในการเข้าถึง (reach) ข้อมูลและข่าวสารทั้งในด้านความรวดเร็ว (rapidity) และการแพร่กระจาย (diffuseness) ต่อสังคมสาธารณะ รวมไปถึง “การกระชับแน่นของเวลาและสถานที่” (time-space compression) (Marvin, 1988) เพื่อตอบรับต่อกระแสข้อมูลที่ มีอยู่ในสังคมอย่างมากมาย ดาร์เรน จี ลิลเลกเคอร์ (2006) ได้กล่าวว่า มุมมองดั้งเดิมของการสื่อสารทางการเมืองมักมุ่งประเด็นไปที่ การสื่อสารที่รัฐต้องการให้ประชาชนได้รับรู้ถึงกิจกรรม และสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคม รวมไปถึง นักการเมืองที่เข้าแข่งขันเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งก็มักจะรณรงค์ผ ่านการสื่อสารไปยังประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ อย่างไรก็ดี จากมุมมองการสื่อสารทางการเมืองแต่แต่ดั้งเดิมจนถึงมุมมองในศตวรรษที่ 21 เราสามารถพิจารณาได้ว่า การสื ่อสารในสังคมแต่ละยุคมีความแตกต ่างใน 2 ลักษณะ คือ ลักษณะของเครื ่องมือ (devices) และรูปแบบ (features) ที่ใช้ในการสื่อสาร ตัวอย่างเช่น ในศตวรรษที่ 17 เป็นการสื่อสารที่อยู่ในยุคการพิมพ์ (the age of print) ที่การสื่อสารในสังคมเพิ่งเริ่มพัฒนาสื่อสิ่งพิมพ์จากยุคก่อนหน้าที่มีแต่การใช้เครื่องหมาย สัญญาณ การพูด และการ เขียน เครื่องมือที่ใช้คือ อุปกรณ์ในการพิมพ์ต่าง ๆ ที่ผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ได้ทั้งในระดับปัจเจกและอุตสาหกรรม โดย รูปแบบในสื่อสิ่งพิมพ์ในยุคนี้ ประกอบด้วย การน าเสนอข่าว รายงานสถานการณ์บ้านเมือง ซึ่งหนังสือพิมพ์ชื่อดัง เดอะไทม์ (The Times) ก็ได้ถือก าเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในยุคนี้(J. Macionis and K. Plummer, 1997, p.767-768) ในศตวรรษที ่ 19 เครื ่องมือและรูปแบบของสื ่อยังคงปรากฏอยู ่ในลักษณะเดียวกับยุคของสื ่อสิ่งพิมพ์ หากแต ่สิ ่งพิมพ์เริ ่มมีบทบาทในชีวิตประจ าวันของคนในสังคมมากขึ้น โดยพิจารณาได้จากการเกิดของ หนังสือพิมพ์รายวันมากมาย และการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์รายวันแสดงให้เห็นถึงการน าเสนอสถานการณ์ของสังคมและ


133 การเมืองที่มีความถี่มากขึ้น นอกจากนั้น จะเห็นได้ว่าบทบาทของนักข่าวและสื่อมวลชนมีอิทธิพลมากต่อการเมืองไม่ว่า จะเป็น รัฐ นักการเมือง และกลุ่มทางการเมืองต่าง ๆ เนื ่องจากนักข่าวและสื ่อมวลชนสามารถสร้างรูปแบบข่าว เผยแพร่และถ่ายทอดโดยการน าเสนอไปสู่สังคมสาธารณะ ตามที่เรามักคุ้นเคยกับค าว่า “นักข่าวเป็นผู้ที่มีปากกาเป็น อาวุธ” ซึ ่งข้อจ ากัดในการสื ่อสารที ่เห็นได้ชัดในยุคนี้ คือ เป็นการสื ่อสารที ่จ ากัดอยู ่แต ่บุคคลทางการเมือง รัฐ สื่อมวลชน ในขณะที่ประชาชนเป็นเพียงแต่ผู้รับข่าวสาร จนกระทั่ง เมื่อสื่อเทคโนโลยีพัฒนาอย่างต่อเนื่องถึง ในศตวรรษที่ 20 โลกของการสื่อสารได้ก้าวเข้าสู่ ยุคของอิเล็กทรอนิกส์ (the age of electronics) ที่แสดงให้เห็นได้ จากสื่อภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย การบันทึกเสียงและภาพบนแผ่นดีวีดีที่ได้มีการพัฒนาให้เกิด ประสิทธิภาพในการจัดเก็บข้อมูลข่าวสาร ส่วนการบันทึกภาพยนตร์ก็มีความก้าวหน้าจนบางคนเรียกว่า เป็นศตวรรษ แห่งภาพยนตร์ (the cinema century) นอกจากนั้น การพัฒนาอินเตอร์เน็ตที่มีมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19ก็ท าให้มี การเชื่อมต่อคน องค์กร กลุ่มในสังคมได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสามารถในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและน ามาใช้ ควบคู่กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพก็เริ่มแพร่หลายตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ศตวรรษที่ 21 เรียกได้ว่า เป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร (the information age) ที่ประชาชนทั่วไปสามารถ เข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยและรู้จักกันในนามของ “สื่อโซเชียลมีเดีย” โดยทุกคนสามารถเป็นได้ทั้ง ผู้ส ่งสาร ผู้รับสาร รวมไปถึงเป็นผู้ผลิตและเผยแพร่ได้อย่างเสรีที ่สุดกว่าทุกยุคสมัยของการสื่อสารที ่ผ ่านมา การ ครอบครองเครื่องมือในการสื่อสารที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ปรับมาเป็นเพียงโทรศัพท์มือถือโดยผู้ใช้ สามารถพกพาไปอย่างสะดวกสบาย หรือแม้แต่การมีคอมพิวเตอร์แลปท็อป และอื่น ๆ ที่พร้อมส าหรับการเข้าถึงช่อง เข้าร ่วมในพื้นที ่สาธารณะผ ่านโปรแกรมและแอพพลิเคชั ่นต่าง ๆ ด้วยความเร็วของอินเตอร์เน็ตระดับไฮสปีด ประกอบกับรูปแบบของการสื่อสารที่ไม่จ ากัดในการน าเสนอ ไม่ว่าจะเป็น ภาพ เสียง เนื้อหา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสามารถที่น าเสนอหรือสื่อสารในแบบเรียลไทม์ได้ ทั้งนี้ จากลักษณะเครื่องมือและรูปแบบในการสื่อสารในยุค ข้อมูลข่าวสารของสื่อและโซเชียลมีเดียในศตวรรษที่ 21 นี้ จึงนับได้ว่า เป็น “ยุคของสื่อแห่งโลกาภิวัตน์” (the age of globalization media) ที่ซึ่งย่อมมีอิทธิพลต่อการน ามาใช้ในการสื่อสารทางการเมืองอย่างแน่นอน ความเป็นไปได้ที่สื่อและโชเชียลมีเดียจะมีอิทธิพลต่อการเมืองสามารถพิจารณาได้จากการที่คนในสังคม เข้าถึงสื่อและโซเชียลมีเดียในปัจจุบันมีจ านวนสูงมาก โดยข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2022 มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 5 พันล้านคนทั่วโลก คิดเป็น 63 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก และจากทั้งหมดนี้มีคนจ านวน 4.65 พันล้านคน หรือ มากกว ่า 93 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้ใช้โซเชียลมีเดีย ทั้งนี้ ข้อมูลยังปรากฏว ่า ภูมิภาคเอเชียเป็นพื้นที ่ ๆ มีการใช้ อินเตอร์เน็ตมากที่สุดในโลก ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนต่างใช้เวลากับการใช้สื่อและโซเชียลมีเดียโดยเฉลี่ยทั่วโลกต่อคนสูงถึง 147 นาทีต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 145 นาทีต่อคนก่อนหน้านี้ ส าหรับประเทศที่ใช้เวลาส ่วนใหญ่ไปกับการเข้าถึง โซเชียลมีเดียต่อวัน คือ ประเทศฟิลิปปินส์ โดยใช้เวลาเฉลี่ยถึง 3 ชั่วโมงต่อคนในการออนไลน์อินเตอร์เน็ต และใช้ เวลา 53 นาทีกับการเข้าถึงสื่อโซเชียลมีเดียในแต่ละวัน ซึ่งถ้าหากเปรียบเทียบการใช้โซเชียลมีเดียในสหรัฐอเมริกา แล้ว คนอเมริกันใช้เวลากับโซเชียลมีเดียเพียง 2 ชั่วโมง 3 นาทีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า ผู้คนจะมีเป้าหมายในการ เข้าถึงโซเชียลมีเดียด้วยเหตุผลหลายประการ แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว มีความต้องการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อติดต่อกับเพื่อน และครอบครัว ใช้เพื ่อความบันเทิง เช ่น ค้นหาเนื้อหาที ่ตลกหรือสน ุกสนาน และใช้สื ่อโซเชียล เพื่อการแบ่งปันภาพถ่ายและวิดีโอให้กับผู้อื่น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลผู้ใช้ระบุว่า ข้อมูลการชักน าจากขั้วทางการเมือง (political polarization) ที่แฝงมากับข้อมูลและสื่อในช่องทางที่พวกเขาเข้าถึงเป็นสิ่งที่รบกวนการใช้สื่อและโซเชียล มีเดียของพวกเขามากที ่สุด (Dixon, 2022) ซึ ่งนั ่นย ่อมแสดงความเป็นจริงที่ว ่า หากสื ่อและโซเชียลมีเดียเป็น


134 เครื่องมือและช่องทางในการท าให้ผู้คนเข้าร่วมในพื้นที่สาธารณะได้จ านวนมาก รวมทั้ง หากมีการเปิดกว้างสร้าง โอกาสให้เข้าถึงอย่างเสรีได้มากเท่าใด ก็มีความเป็นไปได้ที่ข้อมูลข่าวสารทางการเมืองจะสามารถแพร่กระจายไป ตามเครื่องมือและช่องทางเหล่านั้นได้เช่นกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับบุคคลทางการเมือง (political actors) และบริบททาง การเมือง (political context) ของสังคมนั้น ๆ ว่าจะผลิตสาระทางการเมือง (political content) ออกมาสื่อสาร ให้กับคนในสังคมตนเองอย่างไร สื่อแห่งโลกาภิวัตน์กับการปรับกระบวนการสื่อสารทางการเมือง จากอดีตจนถึงปัจจุบันเรามักรับรู้ว่า การน าเสนอข่าวของสื่อมวลชนมักตกอยู่ภายใต้การจ ากัดสิทธิเสรีภาพ เสมอ อย่างไรก็ตาม จากรูปแบบของเทคโนโลยี ช่องทางในการเผยแพร่ที่มีเทคโนโลยีอันทันสมัยมารองรับในยุคโลกาภิวัตน์ ท าให้ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบัน สื่อมวลชนมีสิทธิและเสรีภาพในการน าเสนอข้อมูล ข่าวสาร และสถานการณ์ทางการ เมืองมากกว่าในอดีตดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ทั้งนี้ นคร วัลลิภากร (2554) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการใช้อ านาจของรัฐกับ สื่อมวลชน โดยได้สรุปว่า สื่อมวลชนสามารถสร้างความสมานฉันท์ท าให้ประเทศชาติเป็นปึกแผ ่นได้ แต่ในทาง กลับกันสื ่อมวลชนก็สามารถก ่อให้เกิดความแตกแยก สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนในสังคมได้เช ่นเดียวกัน ทั้งนี้ ในมิติของเสรีภาพยังมีความเป็นไปได้ที่จะขัดต่อจริยธรรมของสื่อมวลชน เช่น การลงข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน ว่าถูกต้อง ข่าวลือ การเผยแพร่ข่าวส่วนตัว ความเห็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่หวังผลในการท าลายภาพลักษณ์ ขององค์กร รัฐ หรือกลุ่มทางการเมือง เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าบทบาทของสื่อมวลชนในการสื่อสารทางการเมืองในยุค สื่อแห่งโลกาภิวัตน์จะมีแนวโน้มลดลง แต่สื่อมวลชนในฐานะองค์กรหรือสถาบันที่ได้ชื่อว่าเป็นเสาหลักหนึ่งของสังคม ก็ยังคงเป็นผู้ที่สามารถสร้างวาทกรรมได้อย่างน่าเชื่อถือ ยังมีอิทธิพลในการปลุกเร้า ก่อกระแสความรู้สึกต่าง ๆ เช่น ความโกรธ ความเกลียด ความเห็นใจ ความนิยมชมชอบผ่านวาทกรรมไปสู่ประชาชนและสังคมได้อย่างรวดเร็ว ในการนี้ ผู้เขียนวิเคราะห์ว่า เมื่อรูปแบบของการสื่อสารทางการเมืองทั้งในฐานะบุคคลหรือกลุ่มมีลักษณะ ที่เปลี่ยนไป สื่อมวลชนจึงมีการปรับตัวให้สอดคล้องกับลักษณะการสื่อสารในยุคสื่อแห่งโลกาภิวัตน์ โดยตลอดเวลาที่ ผ่านมา สื่อสิ่งพิมพ์มีการปิดตัวลง และหันมาใช้สื่อ และโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือ และช่องทางในการสื่อสารมากขึ้น ในท านองเดียวกัน ผู้เกี ่ยวข้องในกระบวนการสื ่อสารทางการเมือง ไม ่ว ่าจะเป็นองค์กรต ่าง ๆ ของรัฐ กลุ่ม ผลประโยชน์ทางการเมือง หรือกลุ่มประชาชน และนักการเมืองหรือบุคคลทั่วไป ต่างก็มีสื่อ และโซเชียลมีเดียไว้ใน ครอบครอง โดยต่างสร้างพื้นที่สาธารณะของตนเอง เช่น องค์กรของรัฐต่างมีเวปไซต์ บัญชีสื่อและโซเชียลมีเดียเป็น ของตนเองเพื่อสื่อสารต่อสังคมและประชาชน ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า สื่อมวลชน กลุ่มการเมืองทุกกลุ่ม รวมไปถึงหน่วย ทางการเมืองในทุกระดับ ต่างมีการสร้างตัวตนและแบ่งแยกขั้วในทางการเมือง เช่น รายการสถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ (ท็ อปนิวส์ ว็อยซ์ทีวี ฯลฯ) รวมไปถึงช่องยูทูป เพจการเมืองในเฟซบุ๊ก บัญชีทวิตเตอร์ต่าง ๆ ของนักการเมือง บุคคล ทั่วไป โดยจะมีการสื่อสาร แสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมเกี่ยวกับการเมืองตามแนวความคิดของ ตนหรือภายใต้ขั้วการเมืองของตนอย่างชัดเจน ซึ่งนั่นหมายความว่า การปรับกระบวนการสื่อสารทางการเมืองควรที่ จะต้องถูกพัฒนา ขับเคลื่อน ปรับปรุงไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น สื่อมวลชน รัฐ พรรคการเมือง นักการเมือง หรือ ประชาชน รวมไปถึงกลุ่มการเมืองอื่น


135 การตลาดทางการเมืองและกลยุทธ์ในการวางกรอบทางการเมือง เนื่องจากประเด็นในการศึกษาในเรื่องการสื่อสารทางการเมืองในยุคสื่อแห่งโลกาภิวัตน์อาจมีความซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับประเด็นอื่น ๆ ได้อีกมาก เช่น การปรับตัวของสื่อมวลชนในการสร้างอัตลักษณ์ภายใต้ขั้วการเมืองที่ ซึ่งอาจวิเคราะห์ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์การเมือง (political economy) ได้ เพราะหากพิจารณาสื่อมวลในฐานะ ผู้ผลิตสื่อภายใต้แนวคิดเสรีนิยมก็ย่อมมีผลกระทบต่อกระบวนการสื่อสารทางการเมืองอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ในบทความนี้ ขอหยิบยกประเด็นของการสื่อสารทางการเมืองในมิติที่มองว่า การตลาดเป็นเครื่องมือมีความสามารถ ในการขับเคลื่อนกระบวนการทางการเมืองให้บรรลุเป้าหมายได้ เช่น ในฐานะรัฐ การรณรงค์ให้ประชาชนใช้สิทธิ์ ในการเลือกตั้ง ย่อมมีเป้าหมายเพื่อให้ระบบการเมืองและผลการเลือกตั้งสมบูรณ์ชอบธรรมที่สุด หรือ นักการเมือง และพรรคการเมืองสร้างมีการหาเสียงผ่านการจัดเวทีพูดคุยแถลงนโยบายของตนเหล่านั้นล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ กระบวนการการตลาดทางการเมืองทั้งสิ้น การตลาดทางการเมือง (political marketing) โดยเบื้องต้น หมายถึง แนวคิดที ่ใช้เป็นพื้นฐานในการ ขับเคลื่อนกระบวนการทางการเมือง โดยการศึกษาการตลาดทางการเมืองสามารถน ามาใช้เป็นแนวทางศึกษา พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง รวมไปถึงการหาเทคนิค กลยุทธ์ และวิธีการในการผลักดันให้นักการเมือง พรรคการเมืองได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง (O’Cass, A., 1996) ทั้งนี้ ทฤษฎีในการศึกษาการตลาดทางการเมือง มักใช้แบบจ าลองของการสื่อสารทางการเมืองร่วมกับการตลาด ตามแนวคิดของ Niffeneggar (1988, as cited in Cwalina Falkowski, & Newman, 2011, p. 30) ซึ ่งได้อธิบายถึงแนวคิดการตลาดทางการเมืองที่ว่าการตลาด ทางการเมืองนั้น เป็นกระบวนการน าเครื่องมือของส่วนประสมทางการตลาดแบบดั้งเดิม (Marketing Mix) เช่น 4Ps อันประกอบไปด้วย Product (ผลิตภัณฑ์) Price (ราคา) Place (การจัดจ าหน่าย) และ Promotion (การส ่งเสริม การขาย) ร่วมกับการรณรงค์ทางการเมือง ทั้งนี้ การผสมแนวคิดเข้าด้วยกันนั้นก็เพื่อมุ่งให้กระบวนการทางการตลาด ทางการเมืองมีประสิทธิภาพ ตรงความต้องการหรือพฤติกรรมของกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากขึ้น ส าหรับการน าเอา แนวคิดการตลาดทางการเมืองมาศึกษาสังคมการเมืองในประเทศไทย ทรายค า เปลวจันทร์และอัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว (2564) ได้ศึกษาถึงกลยุทธ์การตลาดทางการเมืองของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในขณะที่ก่อนหน้านั้น แพรวา ศรีช านิ (2559) ได้ศึกษาเรื่อง ความล้มเหลวของพรรคเพื่อไทยในการใช้การตลาดทางการเมืองในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทั่วไป ปี 2554 ในกรุงเทพมหานคร ในตัวแบบจ าลองที่คล้ายกัน ทั้งนี้ ในการหยิบยกการศึกษาทั้ง 2 เรื่องดังกล่าวนั้นก็เพื่อต้องการแสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่าง “การตลาด” และ “การเมือง” ทั้ง ๆ ที่ ในวงการทางการเมือง (political sphere) นั้น สร้างให้ “การเมือง” เป็น “สินค้าหรือผลิตภัณฑ์” ย่อมเป็นเรื่องยาก ไม่ว่าจะในมุมมองของนักการเมืองหรือในมุมมองส าหรับนักการบริหาร อย่างไรก็ตาม ด้วยธรรมชาติของการเมืองที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมหลายรูปแบบที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน การแย่งชิง ผลประโยชน์ รวมไปถึงเป้าหมายในการเข้าสู่อ านาจ ท าให้การเมืองต้องมีการสร้างกลยุทธ์ใด ๆ ก็ตามที่จะน าไปสู่ ความส าเร็จซึ่งเป้าหมายนั้น ซึ่งจากผลสรุปของการศึกษาเรื่องการตลาดทางการเมืองทั้ง 2 เรื่องข้างต้น สามารถ อธิบายได้ว่า ปัจจัยในการด าเนินการตลาดทางการเมือง ประกอบด้วย การสร้างผลิตภัณฑ์ (product) การตลาด แบบผลักดัน (push Marketing) การตลาดแบบดึงดูด (pull Marketing) โดยต้องมีกระบวนการในการส ารวจความ คิดเห็น (polling) หาจุดมุ่งเน้น (candidate focus) ของผู้สมัครรับเลือกตั้ง นักการเมือง หรือพรรคการเมืองในฐานะ สินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ด้วยการสร้างกลยุทธ์ผ่านการก าหนดการวางกรอบการเมือง (political framing)


136 การวางกลยุทธ์ด้วยการวางกรอบทางการเมือง หรือ political framing ช่วยให้กระบวนการด าเนินการ ตลาดทางการเมืองมีปัจจัยที่เกี่ยวพันกับการสร้างตัวตน อัตลักษณ์ของนักการเมืองหรือพรรคการเมือง น าไปใช้ใน การประชาสัมพันธ์ (ทั้งในแบบผลักดันและดึงดูด) รวมไปถึง การหาจุดมุ่งเน้นของนักการเมืองหรือพรรคการเมืองถูก ขับเคลื่อนและด าเนินการอย่างเป็นระบบ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า การที่นักการเมืองจ าเป็นต้องก าหนดกรอบทางการเมือง (political framing) ให้ชัดเจน ก็เพื่อที่จะน ามาสร้างเป็นภาพลักษณ์ทางการเมืองของตัวนักการเมืองหรือพรรค และ น าไปสู่การรณรงค์ทางการเมืองผ่านสื่อและโชเชียลมีเดียในล าดับต่อไป ตัวอย่างเช่น กรอบทางการเมืองในเรื่อง ประชาธิปไตย ที่พรรคฝ ่ายค้านในปัจจุบันได้ชูเป็นประเด็นน ามาต่อต้านรัฐบาลที่มีที่มาในการเข้าสู ่อ านาจจาก รัฐประหาร ซึ่งจะเห็นได้ว่า สถานีโทรทัศน์ รายการข่าว เพจการเมือง บัญชีโชเชียลมีเดีย หรือแม้แต่กลุ่มเคลื่อนไหว ของเยาวชนและนักศึกษาต ่างมีการถูกออกแบบอย ่างสอดคล้องกัน มีการออกแบบสัญลักษณ์โดยการชูสามนิ้ว การสร้างบุคคลให้มีบทบาทตามกรอบการเมืองนั้นอย่างเช่น รุ้ง เพนกวิน โดยการชูว่าเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เป็นต้น สื่อใหม่ในการมีส่วนร่วมในการตลาดทางการเมือง ความสงสัยเกี่ยวกับศักยภาพของสื่อใหม่ในการสื่อสารทางการเมืองเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 การแพร่กระจายของสังคมข้อมูลรูปแบบใหม่ผ่านสื่อและโซเชียลมีเดียท าให้รูปแบบของการมีส่วนร่วมทางการเมือง เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน “เสียง” หรือ “การแสดงความเห็นทางการเมือง” ที่เคยแสดงให้เห็นเชิงประจักษ์บนสื่อที่จับ ต้องได้กลับมีพลังอย่างมหาศาลผ่านสื่อและโซเชียลมีเดียในหลาย ๆ แพลตฟอร์ม เช่น การติดแฮชเทคในทวิตเตอร์ เพื่อสนับสนุนความเห็น หรือฝ่ายการเมืองที่ตนชอบและสังกัด แน่นอนที่สุด บนพื้นที่สื่อสาธารณะในยุคของสื่อโลกา ภิวัตน์ นักการเมืองหรือพรรคการเมืองรวมไปถึงแนวความคิดทางการเมือง เช่น แนวความคิดในการสนับสนุน กฎหมายเกี ่ยวกับคู ่ชีวิตของกลุ ่ม LGBTQ แนวความคิดในการสนับสนุนการยกเลิกมาตรา 112 แนวความคิด ในการสนับสนุนการต่อต้านโรงไฟฟ้า ฯลฯ โดยทั้งหมดนี้สามารถอุปมานได้ว่าเป็นการวางกลยุทธ์ในการวางกรอบ ทางการเมืองเพื่อสร้าง “สินค้าหรือผลิตภัณฑ์” ในทางการเมืองเช่นเดียวกัน โดยจะถูกน าไปจัดจ าหน่ายในช่องทาง สื่อและโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ในรูปแบบใหม่ที่เปรียบเสมือน “พื้นที่สาธารณะที่เป็นตลาดทางการเมือง”นั่นเอง ดังนั้น ในยุคของสื่อแห่งโลกาภิวัตน์ สื่อใหม่ในตลาดทางการเมือง จึงต้องมีลักษณะที่ส าคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก สื่อใหม่จะต้องเป็นสื่อที่มีช่องทางให้ผู้ใช้หรือผู้รับสื่อเข้ามามีส่วนร่วมได้ด้วย เช่น การไลฟ์สด หรือเวที สัมมนาให้มีการสื่อสารร่วมกันได้(คลับเฮาส์ สเปซ) ทั้งนี้ ยังไม่ได้รวมถึงการใช้สื่อและโซเชียลมีเดียเป็นฐานในการ รวมตัวกันทางการเมือง แล้วน าไปสู่การเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบอื่น เช่น กลุ่มผู้สนับสนุนพลเอก ประยุทธ์ที ่ไปรอพบในงานพบปะประชาชนนั้น มาจากการรวมตัวจากกลุ ่มผู้ใช้ทวิตเตอร์ ดังนั้น จะเห็นได้ว่า พฤติกรรมในการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองใช้สื่อและโซเชียลมีเดียซึ่งเป็นสื่อใหม่แห่งโลกาภิวัตน์ที่มีอิทธิพลต่อ การตลาดทางการเมืองเป็นอย่างมาก ประการที่สอง สื่อใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์จะต้องมีกรอบทางการเมืองที่สะท้อนตัวตน ความคิด ความเชื่อ ความศรัทธาของผู้ใช้สื่อได้ ทั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่า ภาพลักษณ์ของ “ผลิตภัณฑ์ทางการเมือง” ซึ่งนั่นก็คือ การก าหนด กรอบการเมืองให้กับนักการเมือง พรรคการเมือง ว่าจะเป็นไปในแนวทางใด สื่อใหม่ที่เกิดขึ้นก็ต้องสะท้อนสิ่งเหล่านั้น ในท านองเดียวกัน ตัวอย่างเช่น การใช้รูปโพรไฟล์ของบัญชีสื่อและโซเชียลมีเดียเป็นรูปธงชาติ สีเหลือง ที่ผู้ใช้สื่อ ต้องการสะท้อนตนเองให้คนใน “ตลาดการเมือง” ได้รู้ ซึ่งโดยทั่วไป การใช้สื่อและโซเชียลมีเดียมักแสดงให้เห็นถึง ตัวตนของผู้ใช้สื่อว่าอยู่ภายใต้กรอบทางการเมืองที่ตนวางไว้ และสะท้อนความคิดและความเชื่อทางการเมืองของเขา


137 เหล่านั้น กรอบทางการเมืองของผู้ใช้สื่อในพื้นที่สาธารณะโดยทั่วไป ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองต่าง ๆ เช่น เรื่องสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย การต่อสู้เชิงนโยบายและกฎหมาย ซึ่งท าให้ประเด็นเหล่านั้นถูกสื่อสารและ กระจายไปอย่างแพร่หลายในท้ายที่สุด เช่น การรีทวิตและติดแฮชแทค พรบ.สมรสเท่าเทียม ยกเลิก 112 สนับสนุน 112 ปล่อยเพื่อนเรา บางกลอย ฯลฯ ซึ่งประเด็นเหล่านี้มียอดรีทวิตและแฮชแทคจ านวนมาก ทั้งนี้ การผลิตสื่อใหม่ที่อยู่ ภายใต้กรอบการเมืองดังกล ่าวมีโอกาสที่จะพัฒนาไปสู่การเมืองในโลกเสมือน (Virtual Politics) ในรูปแบบของ (Virtual Communities) ที่เป็นสื่อใหม่กว่าที่สังคมการเมืองอาจจะต้องปรับตัวตามในไม่ช้า แนวทางในการรับมือต่ออิทธิพลของ “สื่อแห่งโลกาภิวัตน์” ในสังคมทุนนิยม (และยุคแห ่งโลกาภิวัตน์) สื ่อทุกรูปแบบบนทุกช ่องทางและผู้ใช้ล้วนถูกรวมเข้ากับ กระบวนการการสะสมและใช้อ านาจทางการเมืองให้แก่ “ฝั่งฝ่ายทางการเมือง” ทั้งสิ้น กลยุทธ์ทางการเมืองไม่ว่าจะ เป็นการวางกรอบทางการเมืองที่เราเรียกกันว่า การสร้างคอนเทนด์นั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของการตลาดทางการเมือง ด้วยเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การผลิตสื่อและใช้โซเชียลมีเดียยังสามารถยับยั้งการสะสมอ านาจให้ฝ่ายการเมืองที่ ประกอบไปด้วยรัฐ นักการเมือง พรรคการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง หากผู้ที่มีสื่อและโซเชียลมีเดีย อยู่ในมือมีความตระหนักรู้ต่อกระแสถาโถมของข้อมูลข่าวสาร รู้จักวิเคราะห์ แยกแยะความรู้ ความจริงที่มีอยู่ใน สังคมการเมืองได้ นอกจากนั้น ผู้ใช้สื่อไม่ว่าจะในฐานะใดก็ตามต้องมีความรู้เท่าทันในกลยุทธ์ทางการตลาดทาง การเมืองในทุกรูปแบบ โดยอาจตั้งต้นที ่การน าทฤษฎีความรับผิดชอบต ่อสังคม (Social Responsibility Theory) มาประยุกต์ใช้อย่างจริงจังเพื่อการพัฒนาสังคมข้อมูลข่าวสารไม่ให้เกิด ข้อมูลข่าวอันเป็นเท็จ การใส ่ร้ายเพื่อท าลาย ภาพลักษณ์ทางการตลาดทางการเมือง หรือ การสร้างภาพลักษณ์ปลอมเพื่อหลอกลวงประชาชนหรือผู้ใช้สื่อให้มา เป็นพวก เช่น เพื่อใช้ในการสร้างฐานคะแนนเสียง หรือสร้างกลุ่มมวลชนในการสนับสนุนประเด็นทางการเมืองของ ตนในการกดดันรัฐหรือคู่กรณีซึ่งในที่นี้ ข้อเสนอในการสร้างสังคมข้อมูล และใช้สื่อ และโซเชียลให้เกิดประโยชน์นั้น ผู้ใช้สื่อและโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นองค์กรของรัฐ นักการเมือง นักสื่อสารมวลชน และประชาชน ที่ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นได้ ทั้งผู้ผลิต เผยแพร่สื่อ และเป็นผู้รับรู้ข่าวสารด้วยเช่นเดียวกันนั้น ต้องถูกก ากับให้มีความรับผิดชอบ เนื่องจาก แนวคิด เกี่ยวกับความรับผิดชอบถือเป็นวิธีการที่ค่อนข้างนิยมปฏิบัติกันในหลายประเทศ นั่นคือ แม้ว่าผู้ใช้สื่อ และโซเชียล มีเดียจะมีเสรีภาพตามกฎหมาย แต่ก็ต้องมีกฎเกณฑ์ให้ต้องค านึงถึงความรับผิดชอบไว้ด้วย (นฤมิตร สอดสุข, 2545) ทั้งนี้ ความรับผิดชอบเป็นที่มาของการสร้างจิตส านึกและก่อให้เกิด “จริยธรรมในการใช้สื่อ” ในท้ายที่สุด นอกจากนั้น การสร้างโลกเสมือนจริงเพื่อการอ านวยความสะดวก และการสร้างโลกจริงเพื่อแสดงความ จริงใจย่อมมีความจ าเป็น เพราะหากโลกของสื่อหลังสังคมยุคโลกาภิวัตน์มีแนวโน้มว่าจะต้องเผชิญต่อกระแสทุนนิยม มากขึ้นกว่านี้ และเมื่อศักยภาพของสื่อและโซเชียลมีเดีย คือ การกระชับแน่นเวลาและสถานที่ที่อาจน าไปสู่สาเหตุ ในการบีบรัดให้เกิดการกดดันจนเกินไปในต่อสถานการณ์หรือพื้นที่ทางการเมืองในอนาคต ดังนั้น การสร้างสังคม ด้วยสื่อแห่งความจริง (real world media) (Macionis, J. and Plummer, K., 1997) โดยการผลิตสื่อเสมือนให้ ถูกต้องตรงความเป็นจริงมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ทางการตลาดทางการเมือง ประชาชนผู้ใช้สื่อแก้ปัญหาร่วมกัน กับรัฐ นักการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ บนพื้นที่สาธารณะด้วยตัวตนที่แท้จริง จะเป็นการดีมากกว่าสร้างภาพลักษณ์ ทางการตลาดทางการเมืองหรือใช้โลกเสมือนจริงตลอดเวลา ซึ่งย่อมท าให้เกิดความไว้วางใจมากกว่าการแต่งเติม ข้อมูลหรือตัวตนอันเป็นเท็จ


138 บทสรุป กระแสโลกาภิวัตน์เปลี่ยนแปลงสังคมโลกในทุก ๆ มิติ โดยในสังคมการเมืองในปัจจุบันได้รับอิทธิพลจาก “สื่อแห่งโลกาภิวัตน์” ในรูปแบบของสื่อและโซเชียลมีเดียซึ่งมีอิทธิพลต่อการสื่อสารทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ ทั้งนี้ สื่อและโซเชียลมีเดียที่ก้าวหน้าและทันสมัยในปัจจุบันนี้ มีศักยภาพที่ส าคัญ คือ “การกระชับพื้นที่และ เวลา” โดยรูปแบบของสื่อนั้นมีลักษณะที่มีความหลากหลาย สามารถส่งผ่านไปตามช่องทางรองรับได้อย่างรวดเร็ว และไร้พรมแดน ซึ่งท าให้เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า สื่อและโซเชียลมีเดียเหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจน เรียกได้ว่า เราอยู่ในโลกที่ถูกครอบครองด้วยสื่อ สื่อและโซเชียลมีเดียจึงเป็นเครื่องมือในการเชื่อมต่อผู้คนในสังคมทุกมิติ โดยในการสื่อสารทางการเมืองนั้น นับได้ว่า สื่อที่มีศักยภาพสื่อสารได้อย่างไร้พรมแดนนั้น ย่อมเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนความคิด ความเชื่อ กิจกรรม รวมไปถึง สนับสนุน “ฝักฝ่ายทางการเมือง” ที่มีอุดมการณ์ที่แตกต่างกันอีกด้วย ทั้งนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบการเมือง สามารถก าหนดกลยุทธ์ในการด าเนินการทางการเมืองต่าง ๆ โดยการก าหนดกรอบทางการเมืองให้เกิดภาพลักษณ์ สัญลักษณ์ และกิจกรรมทางการเมืองให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเมืองของตน การวางกรอบทางการเมืองจึง เปรียบเสมือนการวางกลยุทธ์ในการด าเนินการกิจกรรมทางการเมืองขององค์กรของรัฐ นักการเมือง พรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ให้ออกมาเป็น “ผลิตภัณฑ์ทางการเมือง” ที่จะน าไปเผยแพร ่หรือจัดจ าหน่ายในพื้นที่ สาธารณะตามช่องทางต ่าง ๆ ของสื่อ และโชเชียลมีเดีย โดยกระบวนการทั้งหมดที ่กล ่าวมานี้ คือ แนวคิดทาง การตลาดทางการเมืองโดยผสมผสานกับการใช้ศักยภาพของสื่อและโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นเครื่องมือสนับสนุนอ านาจ ของกลุ่มฐานเสียงและเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะทางการเมืองในท้ายที่สุด เอกสารอ้างอิง ทรายค า เปลวจันทร์ และอัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว. (2564). กลยุทธ์การตลาดทางการเมืองของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ. วำรสำรนิเทศศำสตร์และนวัตกรรม นิด้ำ. 8(1): 1-21. ตฤณ ไอยะรา. (2556). รัฐ ตลาด และโลกาภิวัฒน์:ประวัติศาสตร์อย่างย่อของการจัดระเบียบเศรษฐกิจโลก. วำรสำร สงขลำนครินทร์ ฉบับสังคมศำสตร์และมนุษยศำสตร์. 19(2): 5-55. นคร วัลลิภากร. (2554). กำรใช้อ ำนำจรัฐกับสื่อสำรมวลชนตำมรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช 2550. (ออนไลน์) สืบค้น วันที่ 28 สิงหาคม 2565. จาก http://libdoc.dpu.ac.th/research/145220.pdf. นถมิตร สอดสุข. (2545). ว่าด้วยการสื่อสารทางการเมืองจนถึงยุคโลกาภิวัตน์. วำรสำรอักษรศำสตร์ มหำวิทยำลัย ศิลปำกร. 24 (1-2). 54-76. แพรวา ศรีช านิ. (2559). ความล้มเหลวของพรรคเพื่อไทยในการใช้การตลาดทางการเมืองในการรณรงค์หาเสียง เลือกตั้งทั่วไป ปี 2554 ในกรุงเทพมหานคร. วำรสำรวิทยำกำรวิจัย: ฉบับบัณฑิตศึกษำ. 5(1):75-81. Cwalina, W., Falkowski, A. and Newman, B. (2011). Political Marketing: Theoretical and Strategic Foundations. NY: Routledge.


139 Dixon, S. Average daily time spent on social media worldwide 2012-2022. (online) Available: https://www.statista.com/statistics/433871/daily-social-media-usage-worldwide /https://www.statista.com/statistics/433871/daily-social-media-usage-worldwide/. (2022, August 29). Lilleker, D. (2006). Key Concept in Political Communication. London: SAGE Publications Ltd. Macionis, J. and Plummer, J. (1997). Sociology: A Global Introduction. UK: Pearson Education Limited. Mavin, C. (1988). When Old Technologies were New: Thinking about Electric Communication in the Late Nineteenth Century. Oxford: Oxford University Press. O’Cass, A. (1996). Political Marketing and the Marketing Concept. European Journal of Marketing. 30 (10/11). 37-53.


Click to View FlipBook Version