The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่มรวมบทความฉบับพิเศษ 9 ทศวรรษ (รกม.) 6-12-66

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ชยุต หาญชาญพาณิชย์, 2023-12-06 22:20:20

เล่มรวมบทความฉบับพิเศษ 9 ทศวรรษ (รกม.) 6-12-66

เล่มรวมบทความฉบับพิเศษ 9 ทศวรรษ (รกม.) 6-12-66

291 การสื่อสารทางการเมืองในยุคดิจิทัล Political Communication in the Digital Age ภาวินี รอดประเสริฐ [email protected] บทน า การสื ่อสารทางการเมืองตั้งแต ่อดีตถึงปัจจุบัน มีการพัฒนาเรื ่อยมาจนท าให้เกิดสื ่อใหม ่ น ามาซึ ่งการ เปลี่ยนแปลงทางการสื่อสาร เพราะสื่อใหม่เหล ่านี้ ถูกน าเสนอการสื่อสารผ ่านรูปแบบโครงข่ายทางอินเทอร์เน็ต และมีการแพร ่หลายไปสู่ทุกคน ซึ่งมีผลดีกับการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เพราะทุกคนสามารถรับรู้ข้อมูล ข่าวสารที่ผู้ส่งสารต้องการถ่ายทอดได้โดยตรง แต่ผลเสียก็มีเช่นกัน เพราะข้อมูลข่าวสามารถที่ได้รับมาโดยตรงนั้น ไม่สามารถรับรองความถูกต้องแม่นย าได้ ฉะนั้น ในทางการเมืองพรรคการเมืองส่วนมาก จึงจ าเป็นต้องมีทีมงานแบบ มืออาชีพในการที่จะส่งข้อมูลข่าวสารไปยังประชาชน เพื่อความนิยม และคะแนนเสียง การสื่อสารทางการเมืองในสื่อสังคมออนไลน์ของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงแบบมีระบบคัดสรรข้อมูล ส่งผลให้การสื่อสารทางการเมือง มีปฏิกิริยาเสียงสะท้อนกลับบนสื่อสังคมออนไลน์ ส่งผลให้เกิดความพึงพอใจต่อ บุคคลหรือพรรคการเมือง และมีการแบ่งขั้วทางการเมือง รวมถึงมีความเชื่ออย่างสุดโต่งทางการเมือง จนท าให้ความ ขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมการสื่อสารทางการเมืองในสื่อสังคมออนไลน์มี แนวโน้มใช้ข้อความเพื่อสร้างความเกลียดชังต่อผู้ที่มีความคิดต่างจากตนเอง น ามาซึ่งความแตกแยกในสังคม (คันธิรา ฉายาวงศ์, 2564) การสื่อสารทางการเมืองในยุคดิจิทัล เป็นปัจจัยส าคัญส าหรับการเคลื่อนไหวทางสังคมการเมือง หากไม่มี การสื่อสารก็จะไม่มีการรวมตัว เพื่อแสดงพลังการต่อรองแบบรวมหมู่ (collective action) ในอดีตการรวมตัวหรือ การปลุกระดมเชิญชวนให้คนออกมาเคลื่อนไหวต้องพึ่งพาการสื่อสาร เพื่อการเข้าถึงประชาชนจ านวนมากและใช้ เวลาที่น้อย จึงท าให้การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีพลังมาก หากแนวคิดแบบนี้เป็นจริง ในปัจจุบันที่สื่อ สังคมออนไลน์จึงกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลัง ที่ช่วยให้การเคลื่อนไหวทางสังคมการเมืองเกิดขึ้นได้อย่าง รวดเร็ว และมีอ านาจในการต่อรอง รวมถึงการเสนอความคิดเห็นและข้อเรียกร้องต่าง ๆ (พระครูใบฎีกาวิชาญ วิสุทโธ, 2565) วิวัฒนาการของการสื่อสาร การสื่อสารข้อมูลเกิดขึ้นมาพร้อมกับมนุษย์ เพราะท าให้สามารถสื่อความคิดของตนเองให้ผู้อื่นรับทราบ เป็นประโยชน์ในการด ารงชีวิต ซึ่งมีการอยู่รวมตัวกันเกิดเป็นสังคม พึ่งพาอาศัยซึ่งกัน และกันการติดต่อสื่อสารจะท า ด้วยการให้สัญญาณมือ รูปวาด สัญลักษณ์ต่าง ๆ หรือใช้อากัปกริยาท่าทางว่าตนเองต้องการอะไร ต้องการให้ผู้อื่น ท าอะไร หรือต้องการอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจอะไร เป็นต้น นับตั้งแต่นั้นมาก็มีการสื่อสารด้วย ภาษาต่าง ๆ ตามล าดับ ต่อมาเมื่อมนุษย์มีการประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นมาใช้ท าให้การติดต ่อสื่อสารไม ่ได้จ าเพาะเจาะจงเฉพาะคนสองคน แต่ขยายวงกว้างไปยังการติดต่อระหว่างกลุ่ม 2 กลุ่ม จากสังคมหนึ่งไปยังสังคมหนึ่งหรือจากวัฒนธรรมหนึ่งไปยังอีก วัฒนธรรมหนึ่ง และเกิดวิวัฒนาการควบคู่กับวิวัฒนาการของมนุษย์ในทุก ๆ ด้าน ทั้งในรูปแบบของการใช้ภาษาพูด


292 ภาษาเขียนหรือการใช้ภาษาท่าทาง (อวัจนภาษา)วิวัฒนาการด้านการสื่อสารพัฒนาเรื่อยมาจนมาถึงปัจจุบัน ถึงจุดที่ เรียกว่าการสื่อสารไร้พรมแดนคือ สามารถติดต่อกันได้ทั่วโลกในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยสามารถแบ่งยุคดิจิทัลได้ ดังนี้(Marketeer Team, 2016) 1. Digital 1.0 ยุคของอินเทอร์เน็ต คือ ยุคที่เกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้เว็บไซต์ และอีเมล์ เป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งยิ่งใหญ่จากโลกออฟไลน์มายังออนไลน์ เปลี่ยนจากการส่งจดหมายติดแสตมป์เป็น อีเมล์ สิ่งที่เกิดขึ้นทางธุรกิจ คือ องค์กรเริ่มมองเห็นโอกาสทางดิจิทัลเป็นยุคของการใช้เว็บไซต์แทนโบชัวร์, ใช้ติดต่อ งานเชิงพาณิชย์, เปิดส านักงานที่สามารถท างานได้ไม่มีวันหยุด 2. Digital 2.0 ยุคแห ่ง social media คือ การร ่วมเพื ่อนในสังคมออฟไลน์มาสู ่ออนไลน์ และขยาย พฤติกรรมการใช้งานสู ่ยุคคอนซูเมอร์ ใช้ Social Network เป็นสื่อหลักในการสื ่อสาร อ านาจต่อรองย้ายมาที่ ผู้บริโภค และเป็นผู้สร้างคอนเทนต์ได้เอง แบรนด์รู้จักสร้าง Relationship กับลูกค้า รวมถึงการเป็นเครื่องที่ช่วยใน การท า Marketing Contact Service 3. Digital 3.0 ยุคของ Big Data Analytic /Cloud Computing/Application Social media ประสบความส าเร็จ จากแพลตฟอร์มที่สามารถใช้งานได้ทั่วโลก และการเติบโตของ social media ท าให้เกิดการขยายของข้อมูลมหาศาล เมื่อข้อมูลมากแต่น าไปใช้งานต่อไม่ได้ก็ไม่เกิดประโยชน์ ในยุค Digital 3.0 เป็นยุคที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ที่ทุก องค์กรต่างเห็นความส าคัญของการน า big data มาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที ่สุดบนพื้นฐานของความเข้าใจใน วัตถุประสงค์ของข้อมูลที่ต้องการเก็บเพื่อน าไปขยายผลในรูปแบบต่าง ๆ ผ่านระบบ Data Analytic แต่การน ามาใช้ ให้เกิดประโยชน์ และสามารถใช้งานได้อย่างเรียลไทม์โดยไม่มีข้อจ ากัดของสถานที่จ าเป็นต้องมี Cloud Computing มาช่วยอ านวยความสะดวก สามารถเชื่อมโยงการท างานต่างแพลตฟอร์มมาใช้งานร่วมกันแบบเรียลไทม์ เกิดบริการ Online Service, Omni Channel, บริการต่าง ๆ บนมือถือ และอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับการใช้งานสมาร์ท โฟน ที่กลายมาเป็นอุปกรณ์ในการค้นหาข้อมูลการสื่อสารและการสั่งซื้อสินค้า จนแบรนด์ต้องปรับตัวเพื่อสร้างความ ได้เปรียบในการแข่งขันบริการใหม่ ๆ 4. Digital 4.0 ยุค Machine-2-Machine ความฉลาดของเทคโนโลยีจะท าให้อุปกรณ์ต่าง ๆ คุยกันเองได้ โดยอัตโนมัติโดยค านึงถึงผู้บริโภคเป็นหลัก เช่น รถยนต์คุยกับบ้านแจ้งเตือนบ้านให้เปิดไฟ เปิดแอร์ก่อนที่รถจะขับถึง บ้าน เป็นสิ่งที่องค์กรต้องปรับตัวตามเทรนด์ให้ทันนวัตกรรม เพื่อต่อยอดธุรกิจบนการ แข่งขันที่รวดเร็ว และรอบ ด้าน การสื่อสารทางการเมือง ความหมายของการสื่อสารทางการเมือง Almond and Powell (1980) กล่าวว่า การสื่อสารทางการเมืองเป็นวิธีการในการช่วยระบบการเมืองที่ จะท าหน้าที่อื่น ๆ ของมันไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องผลประโยชน์ การรวบรวม ผลประโยชน์ หรือการก าหนดนโยบาย สาธารณะและการน านโยบายไปปฏิบัติ


293 Manuel Pares I Maicas (1992) ให้ความหมายของการสื่อสารการเมืองไว้ ดังนี้ 1. การสื่อสารใด ๆ ที่สัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับระบบสังคม อันได้แก่ รัฐบาล พรรคการเมือง กลุ่ม กดดันทางการเมือง การเคลื่อนไหวของประชาชน ซึ่งกลุ่มหรือบุคคลเหล่านี้อาจเป็นทั้งผู้ส่งหรือผู้รับสาร 2. สื่อสารทางการเมืองเป็นเรื่องของการโน้มน้าวใจจะกระท าหรือหลอกลวงเพื่อน าไปสู่อ านาจ อุดมการณ์ ผลประโยชน์ ความขัดแย้ง ประชามติ ฯลฯ 3. การสื่อสารนี้อาจเป็นไปในรูปของข่าวเหตุการณ์เสมือนจริง การโฆษณาชวนเชื่อการเบี่ยงเบนข้อเท็จจริง โดยวิธีการโฆษณา และประชาสัมพันธ์ 4. การสื่อสารทางการเมืองเกี่ยวข้องกับการตลาดทางการเมืองโดยเฉพาะกระบวนการ เลือกตั้ง การหยั่ง เสียง อันเป็นเครื่องมือส าคัญในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน สรุปได้ว่า การสื่อสารทางการเมือง คือ ความพยายามในการที่จะสื่อสารระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสารใน การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ผลประโยชน์ทางการเมือง หรือข้อเรียกร้องทางการเมืองใด ๆ อันจะน ามาซึ่ง การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในสังคม ความส าคัญของการสื่อสารทางการเมือง Karl W. Deustch (1966) อธิบายว่า การสื่อสารนั้นเปรียบเสมือนเส้นใยประสาทของมนุษย์ ส่วนการ สื่อสารทางการเมือง เปรียบดังเส้นใยสมองของรัฐบาลซึ่งเส้นใยสมองเป็นส่วนหนึ่งของเส้นใยประสาทของมนุษย์ ท าให้ การเมืองเป็นเรื่องที่มีความสัมพันธ์อย่างแยกกันไม่ได้กับการสื่อสาร ไม่มีรัฐบาลใดสามารถด าเนิน กิจการใด ๆ ได้หาก ปราศจากการสื่อสาร เพราะการสื่อสารน ามาซึ่งเสียงสนับสนุนจากประชาชน กระบวนการสื่อสารทางการเมืองจึงเป็น กระบวนการทางการเมืองที่มีความส าคัญในการช่วยให้เกิดความเห็นพ้องต้องกัน ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง สภาพสังคมที่มีความแตกต่างกัน และสร้างค่านิยมและเป้าหมายร่วมกันให้เกิดขึ้นในสังคม การสื่อสารทางการเมืองจะ ท าหน้าที่ถ่ายทอดข่าวสารกลับไปกลับระหว่างองค์กรทางการเมือง Pye (1972) กล ่าวว ่า การสื ่อสารคือโครงข ่ายที ่โยงใยสังคมมนุษย์ โครงสร้างของระบบการสื ่อสาร เปรียบเสมือนโครงกระดูกของสังคม เนื้อหาสาระ (content) ของการสื่อสารก็คือใจความส าคัญ (substance) ของ การปฏิสัมพันธ์กันของมนุษย์ (intercourse) การไหลเวียนของสารสื่อสารจะก าหนดทิศทาง และอัตราการพลวัตการ พัฒนาของสังคม การสื่อสารแผ่ซ่านไปทั่วสังคมและพบเห็นได้ในทุกส่วนในวิถีสังคม ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะท า การวิเคราะห์กระบวนการทางสังคม ทั้งหมดโดยอาศัยโครงสร้างเนื้อหาสาระ และการไหลเวียนของการสื่อสาร สรุปได้ว่า การสื่อสารทางการเมืองเป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของสังคม การเมือง ซึ่งการสื่อสารมีความส าคัญต่อระบบการเมือง และกลายเป็นกิจกรรมที่แพร ่หลายทั่วไป ทั้งการสร้าง โครงข่าย การประสานผลประโยชน์ การสร้างกฎ การประยุกต์ใช้ และการปรับเปลี่ยนกฎ โดยอาศัยการสื่อสารเป็น เครื่องมือ การสื่อสารทางการเมืองในยุคดิจิทัลของไทย การรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมือง พันธกานต์ ทานนท์ (2563) ศึกษากลยุทธ์การตลาดการเมืองไทยปี 2562 กรณีศึกษา : พรรคอนาคตใหม่ พบว่า พรรคอนาคตใหม่มีการใช้สื่อในหลายช่องทาง โดยจะมุ่งเน้นไปที่สื่อออนไลน์เป็นส าคัญทั้งเว็บไซต์ แฟนเพจเฟ ซบุ๊ก ยูทูบ ไลน์แอด รวมทั้งสื่อเพลง และสินค้าของพรรคอนาคตใหม่อีกด้วย และจะเห็นได้ว่า พรรคอนาคตใหม่จะ เน้นการจัดเวทีปราศรัย และลงพื้นที่หาเสียง ขบวนรถแห่ สร้าง Event marketing และใช้สื่อป้ายหาเสียงในการ


294 เลือกตั้งน้อยมาก ซึ่งมีกระแสสอบถามไปที่เพจของพรรคอนาคตใหม ่ และได้ค าตอบว่า การใช้ป้ายหาเสียงเป็น สิ่งรบกวนประชาชน สร้างความเกะกะให้ประชาชน ซึ่งสื่อออนไลน์สร้างกระแสอีกหนึ่งปรากฏการณ์ส าคัญที่ส่งผลดี ท าให้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค และพรรคอนาคตใหม่กลายเป็นที่รู้จักและโด่งดังเพียงชั่วข้ามคืน คือ ปรากฏการณ์ “ฟ้ารักพ่อ” กับการสร้างแฮทแทกฟ้ารักพ่อ สามารถขึ้นอันดับ 1 ในเทรนด์ทวิตเตอร์ในขณะนั้น เป็น การเปิดตัวพรรคอย่างสวยงาม ประชาชนมีการส่งต่อแสดงความคิดเห็น และแชร์ข้อมูลในประเด็นนี้ในวงกว้าง และ เมื่อเป็นประเด็นในสังคมก็ท าให้สามารถช่วงชิงพื้นที่สื่อในสถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ ได้อีกด้วย สังเกตได้จากส านักข่าว หลายช่องที่น าเสนอประเด็นนี้ รวมถึงรายการโทรทัศน์ต่าง ๆ ก็เชิญนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไปร่วมสัมภาษณ์พูดคุย หรือแม้กระทั่งรายการออนไลน์ในยูทูบต่าง ๆ ก็น าประเด็นนี้ไปพูดต่อ ถือเป็นผลดีในการสื่อสารพรรคอนาคตใหม่ รวมทั้งสามารถดึงดูดกลุ่มแฟนคลับเพิ่มขึ้น เอกรินทร์ ต่วนศิริ (2563) ศึกษาเรื่อง การหาเสียงทางการเมืองในโลกออนไลน์กรณีศึกษาพื้นที่สาม จังหวัดชายแดนใต้ พบว่า ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนในทุกระดับสังคมและทุกมิติ ของชีวิต การเลือกตั้งก็เช่นเดียวกันที่สื ่อสังคมออนไลน์อย ่างเฟซบุ๊กได้เข้ามามีบทบาทด้วยการท าหน้าที ่เป็น สื่อกลางระหว่างพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ในระดับพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้มี3 พรรคการเมืองใหญ่ที่เลือกใช้สื่อชนิดนี้ พบว่า พรรคอนาคตใหม่ใช้เฟซบุ๊กควบคู่ไปกับ การลงพื้นที่หาเสียงโดยให้น ้าหนักทั้งสองวิธีการอย่างเท่าเทียมกันเนื่องจากเป็นพรรคการเมืองใหม่ที่ไม่มีฐานเสียง เดิม ขณะที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชาติ แม้จะมีฐานเสียงเดิมในพื้นที่อยู่แล้ว แต่ทั้งสองพรรคก็เลือกใช้เฟ ซบุ๊กเป็นส่วนเสริมการหาเสียง เหตุที่เฟซบุ๊กถูกใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง เนื่องจากมีฟังก์ชันการใช้งานที่เอื้อต่อการ สร้างเนื้อหาที่น่าดึงดูดและเข้าใจง่ายซึ่งแต่ละพรรคการเมืองเลือกส่งสารต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยประเด็นและรูปแบบ ที่แตกต่างกันไป การแสดงความคิดเห็นและข้อเรียกร้องของประชาชน สุรชาติ บ ารุงสุข (2561) น าเสนอบทความเรื่อง Club House “สโมสร” ต่อต้านเผด็จการ! การปรากฏตัวของ แพลตฟอร์มที่ชื ่อ “คลับเฮ้าส์” (Club House) ได้ถูกน ามาใช้เป็นเครื ่องมือของการสื ่อสารทางการเมืองอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมืองที่อาจจะสามารถส่งผลสะเทือนได้อย่างมากให้แก่การเรียกร้อง ประชาธิปไตยในกรณีของไทย เพราะนับตั้งแต่การรัฐประหาร 2557 เป็นต้นมา ฝ่ายต่อต้านรัฐประหารรับรู้เป็นอย่างดี กับการถูก “ติดตามทางข ่าวสาร” จากทางฝ ่ายรัฐบาล จนฝ ่ายประชาธิปไตยจ าเป็นต้องแสวงหาช ่องทาง ในการติดต่อสื่อสารใหม่ ซึ่งปัญหาในการเมืองไทยเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากความกังวลกับการ “ไล่ล่า” ในเวทีข่าวสาร ของฝ่ายรัฐ และอีกส่วนหนึ่งเกิดความไม่มั่นใจในแพลตฟอร์มเดิม ซึ่งปัญหาความกังวลเช่นนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในการ ต่อสู้กับระบอบอ านาจนิยมทั่วโลก และถูกพิสูจน์จากการใช้ของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลของประธานาธิบดีปูตินมาแล้ว การต่อสู้กับระบอบเผด็จการในคลื่นประชาธิปไตยลูกใหญ่ที่ประสบชัยชนะในปรากฏการณ์ครั้งส าคัญที่ถูกเรียกขาน ว่า “อาหรับสปริง” (Arab Spring) หรือ “ฤดูใบไม้ผลิในโลกอาหรับ” นั้น เป็นดัง “ชัยชนะของเฟสบุ๊คและทวิต เตอร์” ในการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยในโลกอาหรับ ที่เริ่มต้นในตูนิเซียตอนช่วงปลายปี 2553 (ค.ศ. 2010) และ ขยายตัวไปสู่อียิปต์ในช่วงต้นปี 2554 (ค.ศ. 2011) และในคลื่น “อาหรับสปริงลูกที่สอง” ในปี 2562 (ค.ศ. 2019) ไม่ว่า จะเป็นในซูดาน และในแอลจีเรียก็ตอกย ้าบทบาทของเครื่องมือการสื่อสารในโลกสมัยใหม่ที่มีส่วน อย่างส าคัญกับการ เรียกร้องประชาธิปไตย และแน่นอนว่าไม่ต่างกับบทบาทของเครื่องมือนี้ในฮ่องกง อันเป็นพลังของคนหนุ่มสาวใน ฮ ่องกงที่ใช้ต่อสู้กับรัฐบาลที่ท าให้เกิดการประท้วงขนาดใหญ่ในฮ่องกง ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ “คลับเฮ้าส์”


295 จะถูกน ามาใช้เป็นเครื่องมือของการต่อสู้ทางการเมือง และต้องถือว่าเป็นการเปิดมิติใหม่อีกขั้นตอนหนึ่งในทาง เทคโนโลยีหลังจากการสร้าง “กระแสการเมืองออนไลน์” ที ่ท าให้พรรคอนาคตใหม่ประสบความส าเร็จในการ เลือกตั้งในต้นปี 2562 มาแล้ว และยิ่งเมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีนายทักษิณ ชินวัตร เปิดสโมสรชวนคนมาคุยจึงเป็นดังการ เปิด “ปราศรัยใหญ่” ทางการเมืองแม้จะอยู่ในฐานะผู้ลี้ภัยต่างแดน แต่เงื่อนไขความไกลทางภูมิศาสตร์ไม่ใช่ข้อจ ากัดของ การสื่อสารอีกต่อไป การน าเสนอข้อมูลข่าวสารทางการเมืองของสื่อต่าง ๆ วุฒิพร ลิ้มวราภัส (2562) ศึกษาเรื่อง กระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์กรณีศึกษา โพสต์ทูเดย์ และแนวหน้า พบว่า 1) หนังสือพิมพ์ออนไลน์มีบทบาท และมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านหนังสือพิมพ์ ออนไลน์ โดยน าเสนอความจริง ให้ความรู้ เป็นช่องทางการสื่อสารระหว่างประชาชนกับสื่ออันมีต่อการบริหารทาง การเมืองของรัฐบาล และการตรวจสอบการท างานของรัฐบาลและผู้น าทางการเมือง ส าหรับกระบวนการมีส่วนร่วม ทางการเมืองผ ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์ พบว ่า การคัดกรองข้อมูลจัดการความคิดเห็นของผู้ใช้ ประสานงาน ตรวจสอบกิจกรรมต่าง ๆ และเปิดช ่องทางให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นต่อข่าวการเมือง ส ่วนใหญ่จะแสดง ความเห็นเกี่ยวกับประชาธิปไตย การปฏิบัติหน้าที่ของตัวแทนทางการเมือง รวมถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทางการเมืองอันช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย 2) อิทธิพลของหนังสือพิมพ์ออนไลน์ที่มีต่อการพัฒนาทาง การเมือง พบว่า ปัจจุบันอิทธิพลของสื่อออนไลน์ที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาทางการเมืองเป็นอย่างมาก เนื่องจาก โครงสร้างสังคมเปลี่ยนไปมีการน าเทคโนโลยีเข้ามาในชีวิตประชาชนมากขึ้นส่งผลให้ระบบการเมืองมีการพัฒนาสูง มีการพัฒนาความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะเป็นช่องทางในการให้ข้อมูลข่าวสารได้อย่างต่อเนื่องในปริมาณที่ ไม่จ ากัด ส่งผลให้พลเมืองมีสิทธิ โอกาสและความเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากขึ้น สรุป การสื่อสารเป็นเครื่องมือส าคัญในในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ โดยเฉพาะการสื่อสารทางการเมืองทาง การเมืองกลายเป็นเครื่องมือในทางการเมืองของไทยมาตั้งแต่อดีต โดยมีบทบาทส าคัญในการถ่ายทอด แนวความคิด อุดมการณ์ทางการเมือง เจตจ านงทางการเมืองการจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร กระทั่ง มาถึงการเมืองในยุคปัจจุบันที่ การสื่อสารในสื่อแบบดิจิทัลเข้ามามีบทบาทอย่างมาก กลายเป็นช่องทางที่ท าให้คนสามารถแสดงความคิดเห็นทางการ เมืองได้อย่างรวดเร็ว ผ ่านช่องทางของ สื่อ social network อาทิ Clubhouse, Facebook Live, twitter หรือ Instagram ซึ่งอาจจะเป็นรูปแบบการประชาสัมพันธ์ (Public Relations) หรือการสื่อสารเพื่อการโน้มน้าว การสื่อสาร ทางการเมืองจึงเป็นพลังส าคัญในการพัฒนาทางการเมือง โดยเฉพาะการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เพราะการ สื่อสารทางการเมืองท าให้ประชาชนสามารถรับรู้ข้อมูล ข่าวสาร และเรียนรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ ทางการเมือง จาก ระบบการสื่อสารในยุคดิจิทัล ท าให้สามารถรับสาร และส่งสารได้ในทุกรูปแบบ และสามารถต่อยอดความคิดของทุก คนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ หรือคนวัยท างาน จนท าให้เกิดพลังที่น าไปสู่การเปลี่ยนแปลง เพราะสื่อดิจิทัลเหล่านี้ สามารถ เข้าถึงประชาชนเป็นจ านวนมาก และมีแนวโน้มสูงขึ้น แต ่การจะน ามาใช้กับการสื ่อสารทางการเมืองมีความ ละเอียดอ่อนอย่างมากต้องเป็นการน าเสนอข้อมูลที่เป็นความจริง ไม่สร้างความเกลียดชัง และที่ส าคัญควรอยู่ในกรอบ ของกฎหมาย จึงจะน าไปสู่ความสามัคคีของประชาชน รวมทั้งจะเป็นการส่งเสริมกระบวนการพัฒนาและการเรียนรู้ ประชาธิปไตยในสังคมไทย


296 เอกสารอ้างอิง คันธิรา ฉายาวงศ์. 2564. แนวโน้มการเมืองไทยและสังคมสื่อในศตวรรษที่ 21. วำรสำรเทคโนโลยีสื่อสำรมวลชน มทร พระนคร. 6(1). วุฒิพร ลิ้มวราภัส. 2562. กระบวนกำรมีส่วนร่วมทำงกำรเมืองผ่ำนสื่อออนไลน์ กรณีศึกษำ โพสต์ทูเดย์และแนวหน้ำ. ปริญญานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต. (การเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา). สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. พระครูใบฎีกาวิชาญ วิสุทโธ. 2565. การสื ่อสารทางการเมืองในยุดิจิทัล. วำรสำรกำรบริหำรกำรปกครองและ นวัตกรรมท้องถิ่น. 6(1). พันธกานต์ ทานนท์. 2563. กลยุทธ์การตลาดการเมืองไทยปี 2562 กรณีศึกษา : พรรคอนาคตใหม่. วำรสำรนิเทศศำสตร์ และนวัตกรรม นิด้ำ. 7(2). สุรชาติ บ ารุงสุข. (2564). คลับเฮาส์ “ชมรม” ต่อต้านเผด็จการ!. สืบค้น วันที่ 22 กันยายน 2565 จาก https://www.matichonweekly.com/surachart/article_404270 เอกรินทร์ ต่วนศิริ. 2563. การเมืองการเลือกตั้งของนักการเมืองท้องถิ่นชายแดนใต้ ท่ามกลางบริบทความรุนแรง. วำรสำรวิทยบริกำร มหำวิทยำลัยสงขลำนครินทร์. 31(1). Marketeer Team. 2016. เปิดยุคดิจิทัล 1.0-4.0. สืบค้น วันที่ 22 กันยายน 2565 จาก https://marketeeronline.co/archives/24632. G.A. Almond and Powell, G. Bingham Jr. (eds.). (1980). Comparative Politics Today: A World View. Boston: Brown and Company Karl W. Deustch. (1966). The Nerves of Government: Models of Political Communication and Control. New York: The Free Press. Manuel Pares I Maicas. (1992). Introduction a Ia communication social. Barcelona: ESRPPPU. Pye, Lucian W. (1972). Introduction in Communication and Political Development. NJ: Princeton University Press.


297 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Strategy) South East Asian & Indo-Pacific Strategy กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ [email protected] เบญจพร พึงไชย [email protected] บทน า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia หรือ South-East Asia) ในทางยุทธศาสตร์และภูมิศาสตร์ ถือ ว่าเป็นบริเวณที่ส าคัญของสหรัฐอเมริกามาแต่อดีต เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อยู่ระหว่างประเทศจีนและประเทศอินเดีย และมีประเทศที่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้คือ ประเทศพม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน และติมอร์ตะวันออกปัจจุปันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ทวีความส าคัญทางด้านการเมือง และเศรษฐกิจของโลกมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากการที่สหรัฐอเมริกา ต่างพยายามเข้ามามีบทบาททั้งในทางการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านความร่วมมือทางการค้าและความร่วมมือทางการเมืองทั้ง มิติของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับองค์การระหว่างประเทศ (ASEAN) ในฐานะ หุ้นส ่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership)ของอาเซียนและประเทศสมาชิก โดยความร ่วมมือของ สหรัฐอเมริกานั้น มีอย่างหลากหลาย อาทิ การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit: EAS) การ ประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (ASEAN Regional Forum: ARF) ซึ่งความร่วมมือเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความส าคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอาเซียนที่มีต่อ สหรัฐอเมริกา ก้าวย่างที่ส าคัญของสหรัฐอเมริกา เริ่มต้นในยุคของประธานาธิบดีบารัค โอบามา จากความคิดริเริ่มที่จะ กลับเข้ามามีบทบาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้งหนึ่ง ผ ่านนโยบาย Pivot to Asia ที่เป็นการสานสัมพันธ์กับ เอเชียอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นด้านการทูต เศรษฐกิจการค้า รวมถึงด้านการเมืองการทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอาเซียน ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้รับการด าเนินการและพัฒนามาโดยตลอด จนถึงรัฐบาลของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ที่ได้มีการน ายุทธศาสตร์ อินโด-แปซิฟิก(Indo-Pacific Strategy) มา ใช้กับการต่างประเทศทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและการทหาร โดยมีการประกาศผ่านการแถลงในการ ประชุมสุดยอดผู้น าเอเชียตะวันออก (East Asia Summit) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ซึ่งในที่นี้จะเป็นกล่าวถึง ความเชื ่อมโยงระหว ่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอาเซียนที่มีต่อยุทธศาสตร์ อินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Strategy) ของสหรัฐอเมริกา


298 เนื้อเรื่อง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) ถือว่าเป็นภูมิภาคหนึ่งที่มีที่ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ที่ส าคัญทาง การค้า การเดินเรือ การเมือง และการสงคราม ที่ส าคัญมาตั้งแต่อดีต โดยค าจ ากัดความของค าว่า “เอเชียตะวันออก เฉียงใต้” นั้นถูกให้ค านิยามไว้อย่างหลากหลาย อาทิ ดุลยภาค ปรีชารัชช (2557) ได้ให้ค าจ ากัดความของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้อย่างหลายหลาย โดยแบ่งตามประเด็นได้ดังนี้ ในทางภูมิศาสตร์ หมายถึง ดินแดนที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชียซึ่งมี สัณฐานคล้ายคลึงกับรูปสามเหลี่ยม เริ่มจากพื้นที่ทางตอนใต้ของจีนตัดตรงไปยังชายฝั่งตอนเหนือของออสเตรเลีย จากนั้นจึงเชื่อมโยงไปยังพื้นที่ตอนใต้ของอินเดีย แล้วจึงวกกลับไปยังตอนใต้ของจีน จากสภาพภูมิลักษณ์ดังกล่าว อาณาบริเวณที่อยู่ภายในดินแดนสามเหลี่ยม ซึ่งประกอบด้วย เขตภาคพื้นทวีปซึ่งอยู่ติดกับมหาสมุทรอินเดีย-แปซิฟิก รวมถึงเขตหมู่เกาะอินโดนีเซียและหมู่เกาะฟิลิปปินส์ คือดินแดนที่เรียกโดยรวมว่า “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ส่วนในทางการเมืองระหว่างประเทศ “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” จะถูกกล่าวถึงในนามของ “อาเซียน (ASEAN) หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ซึ่งถูกสถาปนาขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967) โดยมีลักษณะ เป็นการรวมกลุ่มภายในภูมิภาคซึ่งประกอบด้วยรัฐต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จ านวนทั้งสิ้น 10 รัฐ ยกเว้นติมอร์ ตะวันออกซึ ่งอยู ่ในฐานะผู้สังเกตการณ์และยังไม ่ได้รับการตอบรับให้เป็นสมาชิกถาวรของอาเซียน (เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช,2558.) ส าหรับในแวดวงเศรษฐศาสตร์และการลงทุน ค าว่า “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” หมายถึง พื้นที่ซึ่งตั้งอยู่ใน โซนมรสุมเขตร้อน (Monsoon) และประกอบด้วยทรัพยากรธรรมชาติอันหลากหลาย อาทิ ผลผลิตทางการเกษตร ป่าไม้ น ้ามัน ก๊าซธรรมชาติและสินแร ่นานาชนิด โดยอาณาบริเวณดังกล ่าวมักเต็มไปด้วยรูปแบบโครงสร้างเศรษฐกิจที่มี ลักษณะเฉพาะตัว อาทิ สังคมนิยมในเวียดนาม ลาวและเมียนมาร์ในช่วงสงครามเย็น หรือ ทุนนิยมในไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ (ทองหล่อ วงษ์ธรรมา, 2559) จากค าจ ากัดความข้างต้น อาจสรุปได้ว่า “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” จัดเป็นค าที่มีความหมายหลากหลาย ในตัวเองซึ่งก็ขึ้นอยู่กับบริบท สภาพเงื่อนไข และการให้นิยามในแวดวงวิชาการ รวมถึงความรับรู้และความเข้าใจส่วน บุคคล ซึ่งในที่นี้จะใช้ค าจัดก าความในทางการเองระหว่างประเทศที่ “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” จะถูกกล่าวถึงใน นามของ “อาเซียน (ASEAN) หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”เช่นกัน หากศึกษาถึงพัฒนาการของค าว่า “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” จะพบว่า ก่อนหน้าที่จะมีการใช้ค าดังกล่าว ดินแดนแถบนี้เคยมีชื่อเรียกเป็นหน่วยภูมิศาสตร์แบบโบราณมาก่อน เช่น ชาวกรีกและโรมัน เคยเรียกแนวคาบสมุทร และหมู่เกาะซึ่งกั้นกลางระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้ว่า “Chryse Chersonesos” ซึ่งมีปรากฏอยู่ในแผนที่ โลกของปโตเลมี ส่วนชาวจีนนั้นเรียกดินแดนแถบนี้ว่า “นานยาง (Nanyang)” ขณะที่ญี่ปุ่นเรียกว่า “นานโย (Nan Yo)” โดยทั้งสองค าล้วนมีความหมายอย ่างเดียวกัน คือ อาณาเขตแห ่งทะเลใต้ ส ่วนวรรณกรรมอินเดียโบราณก็มีค า ที่หมายถึงดินแดนแถบนี้เช่นกัน คือค าว่า “สุวรรณภูมิ หรือ สุวรรณทวีป (Savarnadvipa)” ซึ่งครอบคลุมอาณาบริเวณ แถบพม่าตอนล่างและตอนกลางของลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยา ในขณะที่พ่อค้าชาวอาหรับก็เรียกขานดินแดนแถบนี้ว่า “Qumr หรือ Waq-Waq” ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุมตั้งแต่หมู่เกาะซีลีเบส (มากัสซาร์) จนถึงน่านน ้าญี่ปุ่น (เพ็ญศรี กาญจโนมัย, 2533) เมื่อมาถึงยุคที่มหาอ านาจตะวันตกเริ่มแผ่อิทธิพลทางเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม ก็เริ่มปรากฏค า เกี่ยวกับดินแดนแถบนี้เป็นจ านวนมาก อาทิ “อินเดียไกล (Further India)” ซึ่งหมายถึงดินแดนที่ไกลออกไปจาก อินเดียเพียงเล็กน้อย หรือค าว่า “จีนน้อย (Little China)” ซึ่งหมายถึง ดินแดนที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจีนหรือ แม้กระทั่งค าว่า “อินโดจีน (Indo-China)” ก็ถูกบัญญัติขึ้นมาตามลักษณะการรับอิทธิพลทั้งจากอารยธรรมอินเดีย


299 และจีน ต ่อมาเมื ่อลัทธิล ่าอาณานิคมและอ านาจของชาติยุโรปเริ ่มลงหลักปักฐานในดินแดนแถบนี้อย ่างมั ่นคง จึงเริ่มปรากฏชื่อเรียกขานอาณาบริเวณต่าง ๆ ตามแต่ผลประโยชน์และขอบเขตการปกครองของเจ้าอาณานิคม อาทิ “พม ่าของอังกฤษ (British Burma)” “มลายูของอังกฤษ (British Malaya)” “อินโดจีนของฝรั ่งเศส (French Indochina)” “หมู่เกาะอินเดียตะวันออกของเนเธอแลนด์ (Dutch East Indies)” และ “ฟิลิปปินส์ของสเปน (Spanish Philippines)” เป็นต้น ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง (พ.ศ. 2482 – 2488, ค.ศ.1939 - 1945) ค าว่า “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ได้เริ่มปรากฏขึ้นอย่างเป็นทางการโดยในช่วงเวลาดังกล่าวกองทัพญี่ปุ่นได้ยกทัพเข้ารุกรานดินแดนแถบนี้ ตลอดจน เข้ายึดครองอาณานิคมที่เคยตกอยู่ใต้อาณัติของชาติมหาอ านาจตะวันตก โดยการรุกรบอย่างต่อเนื่องของกองทหาร ญี่ปุ่น ได้สร้างแรงบีบคั้นทางยุทธศาสตร์อย่างรุนแรง จนส่งผลให้ฝ่ายสัมพันธมิตรถอนก าลังออกจากดินแดนดังกล่าว แล้ วหันมาตั้งศูนย์บัญช าก า รรบแห ่งใหม ่เพื ่อควบค ุมอ านวยก ารย ุทธ์และก าหนดย ุทธบริเวณ ในการสู้รบกับกองทัพญี่ปุ่น โดยกองบัญชาการดังกล่าวมีชื่อว่า “South-East Asia Command” หรือ “กองทัพ ภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ซึ่งตั้งอยู่ที่เกาะลังกาและอยู่ภายใต้การน าของ ลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตตัน (Lord Louis Mountbatten) แม่ทัพสัมพันธมิตรผู้มีบทบาทส าคัญในการต่อสู้กับญี่ปุ่น (เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช, 2553.) จากจุดเริ ่มต้นภายใต้แรงบีบคั้นยุทธศาสตร์และการรบทางการทหารในช ่วงสงครามโลกครั้งที ่สอง พัฒนาการของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกกดดันด้วยปัจจัยของพัฒนาการทางเศรษฐกิจ สังคม แรงขับทางภูมิ รัฐศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ และแรงบีบคั้นจากภายนอก ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ จ าต้องแสวงหาความร่วมมือภายในระหว่างกันในรูปแบบความร่วมมือระดับภูมิภาค จึงมีจุดเริ่มต้นมานับแต่นั้น โดยนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2504 โดย ประเทศไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ได้ร่วมกันจัดตั้ง สมาคมอาสา (ASA, Association of South East Asia) ขึ้นเพื่อการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม แต่ด าเนินการ ได้เพียง 2 ปี ก็ต้องหยุดชะงัก ลง เนื่องจากความผกผันทางการเมืองระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย จนเมื่อทั้งสอง ประเทศฟื้นฟูความ สัมพันธ์ระหว่างกัน จึงได้มีการแสวงหาลู่ทางจัดตั้งองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจขึ้นใน ภูมิภาค “สมาคม ประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” และพันเอก (พิเศษ) ดร. ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต ่างประเทศของ ไทยสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร โดยมีการลงนาม “ปฏิญญากรุงเทพ” ที่พระราชวังสราญรมย์ เมือวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 เพื่อจัดตั้งอาเซียนขึ้น (สกลกาญ วิเศษ, 2555) การจัดตั้งกลุ่มอาเซียนขึ้นมานั้นเกิดจากความต้องการสภาพแวดล้อมภายนอกเพื่อที่ผู้ปกครองของประเทศ สมาชิกจะสามารถมุ ่งความสนใจไปที ่การสร้างประเทศ ความกังวลต ่อการแพร ่ขยายของคอมมิวนิสต์ร ่วมกัน ความศรัทธาหรือความเชื่อถือต่อมหาอ านาจภายนอกที่เสื่อมถอยลงในช่วง พ.ศ. 2500 รวมไปถึงความต้องการ ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การจัดตั้งกลุ่มอาเซียนมีวัตถุประสงค์แตกต่างจากสหภาพยุโรป เพราะกลุ่ม อาเซียนถูกสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนความเป็นชาตินิยม อาเซียนจึงก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ส ่งเสริมสันติภาพและความมั ่นคงของภูมิภาค ส ่งเสริมความร ่วมมือระหว ่างอาซียนกับ ต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ ภายใต้ค าขวัญ “หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์หนึ่งประชาคม (One Vision, One Identity, One Community)” (กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ, 2556) ส าหรับบทบาทของสหรัญอเมริกาที่มีต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอาเซียนนั้น สามารถย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2441 (ค.ศ. 1898) สหรัฐอเมริกาได้เข้ามาสนับสนุนคิวบาในการท าสงครามปลดแอกตัวเองออกจากสเปน ท าให้สหรัฐอเมริกาต้องเข้ามาร่วมรบกับสเปน และการท าสงครามระหว่างสเปนกับสหรัฐอเมริกาในปัญหาคิวบานี้เอง ที่ท าให้การรบได้ขยายอาณาบริเวณจากทะเลแคริเบียนมาสู่มหาสมุทรแปซิฟิก ในฐานะที่ฟิลิปปินส์เป็นก าลังส าคัญ


300 ในสเปน ท าให้อเมริกามุ่งโจมตีกองทัพเรื่องของสเปนในฟิลิปปินส์ และในที่สุดสหรัฐอเมริกาก็สามารถชนะสเปน และ เข้าครอบครองฟิลิปปินส์ตามข้อตกลงในสนธิสัญญาปารีส ค.ศ. 1899 (พ.ศ. 2442) เนื่องจากเห็นคุณค่าของหมู่เกาะ ฟิลิปปินส์ทางด้านการค้าและการคมนาคมเพื่อเป็นฐานสู่เอเชียตะวันออก และให้ค ามั่นว่าจะท าการปลดปล่อยให้มี อิสรภาพในอนาคตเมื่อ ฟิลิปปินส์มีความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2477 (ค.ศ. 1934) ประธานาธิบดีรูสเวลท์ได้ลงนามใน Tyding Mcdiffie Act ก าหนดให้ฟิลิปปินส์เป็นเอกราชในอีก 10 ปี (เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช, 2558) นับแต่นั้นการให้อิสรภาพแก่ฟิลิปปินส์ บทบาทของสหรัฐอเมริกาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ทวีบทบาท ความส าคัญขึ้นมาตามล าดับทั้งในรูปแบบรัฐต่อรัฐและรัฐกับอาเซียน โดยสหรัฐอเมริกาสานสัมพันธ์กับอาเซียนอย่าง เป็นทางการเมื่อปีพ.ศ. 2520 (ค.ศ. 1977) ในระยะแรกเน้นความร่วมมือด้านการพัฒนา ต่อมาขยายถึงความร่วมมือ ด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนกับประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ ทั้งในระดับทวิภาคีและในลักษณะกลุ่มประเทศ ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาได้ให้ความส าคัญต่อประเด็นด้านการเมืองและ ความมั ่นคงในภูมิภาคเอเชียและยังคงต้องการมีบทบาทส าคัญเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคตลอดมา โดยเน้นให้ ความส าคัญต่อประเด็นการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีการจัดท าปฏิญญาร่วม อาเซียน - สหรัฐอเมริกา เพื่อความร ่วมมือในการต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างประเทศ (ASEAN - U.S. Joint Declaration for Cooperation to Combat International Terrorism) ในปี พ.ศ. 2545 ด้านเศรษฐกิจ ได้ลง นามในเอกสารกรอบความตกลงการค้าและการลงทุน (ASEAN Regional Forum: ARF) ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการ ร่วมมือกับอาเซียนเกี่ยวกับการสนับสนุนการรวมตัวของอาเซียน ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และการเสริมสร้าง ประสิทธิภาพของส านักเลขาธิการอาเซียน โดยความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้บรรลุถึงจุดสูงสุดเมื่อมีการ ประกาศแถลงการณ์วิสัยทัศน์ร ่วมว ่าด้วยความเป็นหุ้นส ่วนที ่เพิ ่มพูน (Joint Vision Statement on ASEAN-U.S. Enhanced Partnership) และได้รับการยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) เมื่อปี พ.ศ. 2558 ในการประชุมสุดยอดอาเซียน –สหรัฐฯ ครั้งที่3 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ อีกทั้ง เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 (กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ, 2556) นอกจากนี้ประเด็นที่สหรัฐฯ ให้ความส าคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สถานการณ์ในทะเล จีนใต้ ความร ่วมมือด้านความมั ่นคงในกรอบ ASEAN Regional Forum (ARF) การส ่งเสริมสิทธิมนุษยชน การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การจัดการภัยพิบัติ การสนับสนุน การสร้างประชาคมอาเซียนภายในปี ค.ศ. 2015 การพัฒนาความเชื่อมโยงในภูมิภาคของอาเซียน การให้ความส าคัญของสถาปัตยกรรมในภูมิภาคที่มีอาเซียนเป็น ศูนย์กลาง (ASEAN Centrality) และการมีบทบาทที ่แข็งขันในการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit : EAS) การส ่งเสริมการค้าและการลงทุน รวมทั้งการเชิญชวนให้ประเทศในอาเซียนพิจารณาเข้าร่วม ใน กรอบความริเริ่มลุ่มแม่น ้าโขง (Lower Mekong Initiative : LMI) ซึ่งเน้นในเรื่องการส่งเสริมความร่วมมือด้านการ คมนาคม การศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม การเชื่อมโยงระหว่างกัน ความมั่นคงทางอาหารและการเกษตรและ ความมั่นคงทางพลังงาน (กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ, 2556) จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว ่าความสัมพันธ์ระหว ่างสหรัฐอเมริกากับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มี ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นผ่านความร่วมมือในหลากหลายมิติ และในปัจจุบัน ภายในรัฐบาลของประธานาธิบดี โจ ไบ เดน ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับภูมิภาคได้ถูกยกระดับขึ้นอีกขั้นผ่านยุทธศาสตร์ อินโด-แปซิฟิก (IndoPacific Strategy) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งยุทธศาสตร์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากตระหนักถึงความส าคัญของภูมิภาคอินโดแปซิฟิกที่มีต่อความมั่นคงและมั่งคั่งของประเทศ จากการเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของจีน


301 ผ่านอ านาจทางเศรษฐกิจ การทูต และเทคโนโลยีโดยมุ่งหวังสร้างเขตอิทธิพลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ภายใต้โครงการ หนึ ่งแนวเขตหนึ ่งเส้นทาง “The Belt and Road Initiative” ซึ ่งเป็นส ่วนหนึ ่งของนโยบาย “ความฝันของจีน Chinese Dream” ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่ริเริ่มขึ้นเพื่อเชื่อมโยงการค้าและเศรษฐกิจระหว่างเอเชียกับยุโรป ตลอดแนวชาติต ่าง ๆ ซึ ่งตั้งอยู ่บนเส้นทางการค้าไหมในสมัยโบราณ โดยมีวัตถุประสงค์ส าคัญ เพื ่อรักษา ประสิทธิภาพและผลักดันการพัฒนาทางเศรษฐกิจภายในประเทศ เพื่อเชื่อมโยงระหว่างประชาชนกับประชาชน ผ่านความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาและวัฒนธรรมระหว่างกัน อีกทั้งยังเพื่อกระชับความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศของจีนกับประเทศต ่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งหากโครงการดังกล ่าวประสบความส าเร็จ ประเทศจีนจะ สามารถขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและทางการทหารของตนครอบคลุมพื้นที่ยูเรเซียได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นรัฐบาลจีนจึงต้องการเชื่อมประเทศจีนกับประเทศต่างๆในทวีปเอเชีย แอฟริกา และยุโรป ทั้งทางบก (One Belt) และทางทะเล (One Road) โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับอาเซียนและประเทศในภูมิภาค อันจะมีส่วนเชื่อมโยงทั้งทาง บกผ่านเส้นทางที่ 3 เชื่อมโยงจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ และทางทะเล เชื่อมเส้นทางการเดินเรือ จากจีน ไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิตะวันออกกลาง และทวีปแอฟริกา เนื่องจากเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ส าคัญทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ทั้งในแง่ทรัพยากร ฐานการผลิต และเส้นทางออกสู่ ทะเล (OECD, 2018) นอกจากนี้บทบาททางการทหารของจีนภายในภูมิภาค โดยเฉพาะบริเวณทะเลจีนใต้ซึ่งเป็น ส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิกครอบคลุมอาณาบริเวณตั้งแต่ประเทศสิงค์โปร์ไปจนถึงช่องแคบไต้หวันรวมทั้งอ่าว ตังเกี๋ยและอ่าวไทย มีเส้นทางขนส่งทางเรือผ่านคิดเป็นหนึ่งในสามของโลก นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่า ใต้พื้นทะเลมี น ้ามันและแก๊สธรรมชาติส ารองขนาดใหญ ่จึงเป็นที่จับจ้องของชาติที ่มีอาณาเขตติดกับทะเลจีนใต้ โดยตลอด ระยะเวลาที่ผ่านมา จีนเข้ามามีบทบาทในบริเวณดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทั้งสร้างเกาะเทียมที่มีหน่วยทหารประจ าการ การส่งเรือรบและเครื่องบินรบเข้ามาเพื่อลาดตระเวณยิ่งสร้างแรงกดดันให้กับสหรัฐอเมริกาในด้านความมั่งคั่งและมั่นคง จากปัจจัยดังกล ่าวส ่งผลให้ยุทธศาสตร์ อินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Strategy) ถูกน ามาใช้เพื่อเป็น แนวทางในการด าเนินนโยบายและกิจกรรมของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก รวมถึงในเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ส าคัญของสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ผ่านการด าเนินงานที่เสรี และเปิดกว้าง เชื่อมโยง มั่งคั่ง มั่นคง พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายต่าง ๆ ผ่านความร่วมมือกับ ชาติพันธมิตรในอินโด-แปซิฟิก บนพื้นฐานของวัตถุประสงค์ 5 ข้อ ได้แก่ (Executive Office of the President, National Security Council, 2022) 1. ยกระดับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง โดยการยึดมั่นในอ านาจอธิปไตยของรัฐแต่ละรัฐ อันเป็นไปตามพันธกรณีของประเทศภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ผ่านการสร้างเสริมความพร้อมในการรับมือต่อ ความท้ายทาย และการแทรกแซงจากภายนอก การสนับสนุนและส่งเสริมเสรีภาพในสถาบันทางการเมือง การเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารและเสรีภาพในการแสดงออก พัฒนาความโปร่งใสด้านการเงินการคลังในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเพื่อ เปิดโปงการทุจริตและขับเคลื่อนการปฏิรูปให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริต (Strategy on Countering Corruption) ร ่วมกับองค์การระดับภูมิภาค เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ภูมิภาคนี้ ยังคงเปิดกว้างและสามารถเข้าถึงได้กับทุกประเทศ 2. พัฒนาสัมพันธภาพทั้งภายในและภายนอกภูมิภาค ผ ่านการก าลังใช้วิธีการใหม ่ ๆ ในการฟื้นฟู ความสัมพันธ์ และกระชับไมตรีกับประเทศพันธมิตรในภูมิภาค ด้วยความร่วมมือและความช่วยเหลือด้านสุขภาพโลก การเปลี ่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา มนุษยธรรม การบรรเทาภัยพิบัติ ความมั่นคงทางทะเล และพลังงานสะอาด เพื่อเตรียมพร้อมและปรับตัวเข้ากับความท้าทายในศตวรรษที่ 21


302 3. ขับเคลื่อนความมั่งคั่งของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ด้วยกรอบเศรษฐกิจภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก อันเป็นอีก หนึ่งกรอบความร่วมมือพหุพาคีแห่งศตวรรษที่ 21 ในการเตรียมพร้อมสู่การปรับเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ ดิจิทัล ตลอดจนการปรับตัวรับการเปลี่ยนผ ่านด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยการ ด าเนินงานภายใต้กรอบความร ่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หรือ เอเปค (Asia-Pacific Economic Cooperation: APEC) เพื่อส ่งเสริมการค้าการลงทุนที่เสรี เป็นธรรม และเปิดกว้าง และลดช่องว่างด้านโครงสร้าง พื้นฐานของภูมิภาค ผ่านโครงการ Build Back Better World ที่ด าเนินการร่วมกับพันธมิตรกลุ่มประเทศ G7 4. เสริมสร้างความมั่นคงของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก จะเป็นการสนับสนุนสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความมั่งคั่งให้เกิดขึ้นในภูมิภาค ในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ ตลอดจนยับยั้งการรุกราน การแทรกแซง และ ตอบโต้การบีบบังคับที ่เกิดขึ้นในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยเฉพาะอย ่างยิ ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ ่านการ เสริมสร้างความสามารถในการปฏิบัติการทางการทหาร พัฒนาขีดความสามารถในการท ารบ และการสนับสนุน ประเทศพันธมิตรในการปกป้องและพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติ 5. สร้างความพร้อมรับมือระดับภูมิภาคต่อภัยคุกคามข้ามชาติในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน วิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ด้วยการสนับสนุนแผนงานให้สามารถลดการปล ่อยก๊าซเรือน กระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net-zero future) ผ่านโครงการริเริ่มต่าง ๆ เช่น โครงการ Clean EDGE เพื่อผลักดันลดการ ปล ่อยก๊าซคาร์บอนในภาคพลังงาน รวมถึงส ่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สอดรับกับสภาพภูมิอากาศ ที่เปลี่ยนแปลงไป จากวัตถุประสงค์ของยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Strategy) แม้จะดูเหมือนเป็นการเพิ่มบทบาท ในภูมิภาคเพื่อสกัดการขยายอิทธิพลของจีนบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศ และยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้สร้างแรง กดดันให้กับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก และสร้างความตึงเครียดบนพื้นที่ข้อพิพาทบริเวณทะเลจีนใต้ ระหว่างจีนกับประเทศในเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ ในการปาฐกถา หัวข้อ “อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง (A Free and Open Indo-Pacific)” ของนาย แอนโทนี เจ. บลิงเคน (Antony J. Blinken) รัฐมนตรีว ่าการกระทรวงการต ่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ที่ Universitas Indonesia ในวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564 นั้น (US Embassy Bangkok, 2021) รัฐมนตรีต่างประเทศ ของสหรัฐอเมริกาได้ชี้ชัดให้เห็นว่ายุทธศาตร์ของสหรัฐอเมริกานั้น ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อกดดันประเทศใด แต่เป็นไป เพื่อปกป้องระเบียบที่ยึดมั่นในกฎกติการะหว่างประเทศ เป็นการปกป้องสิทธิของทุกประเทศในการเลือกเส้นทาง ของตนเองโดยปราศจากการบีบบังคับ ปราศจากการข่มขู่ เป้าหมายนี้ไม่เกี่ยวกับการแข่งประชันระหว่างภูมิภาคที่ สหรัฐอเมริกา มีบทบาทน าหรือภูมิภาคที่มีจีนเป็นศูนย์กลาง ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่าง ก็มีอธิปไตยเป็นของตนเอง รัฐใดจะมาแทรกแซงหรือกดดันไม ่ได้ ซึ ่งข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว ่าไม ่ว ่าทั้ง สหรัฐอเมริกา และจีน จะมีท่าทีหรือบทบาททางการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจต่อกันอย่างไร แต่พื้นที่การ แข่งขันกันของสองชาติมหาอ านาจก็ยังคงอยู่ในพื้นที่บริเวณอินโด-แปซิฟิก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นเดิม สรุป จากความท้าทายและภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในอาเซียน สหรัฐอเมริกา ในฐานะประเทศมหาอ านาจและประเทศพันธมิตรที่ส าคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงมีการน าเอา ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Strategy) มาใช้เพื่อเป็นแนวทางในการด าเนินความสัมพันธ์กับประเทศใน ภูมิภาค ผ่านแนวคิดการยกระดับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง เพื่อพัฒนาการเชื่อมโยง มั่งคั่ง มั่นคง


303 และพร้อมรับมือยิ่งขึ้น ด้วยการเสริมสร้างบทบาทของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาค และสร้างขีดความสามารถร่วมกัน ระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศพันธมิตร ตลอดจนองค์การระดับภูมิภาคในทุกระดับความร่วมมือและความช่วยเหลือ หากสหรัฐอเมริกาสามารถด าเนินกิจกรรมทุกอย่าง ได้ตามวัตถุประสงค์ของอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Strategy) ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงอาเซียน จะได้รับประโยชน์จากความร่วมมือและความช่วยเหลือ ดังกล่าวไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน เอกสารอ้างอิง กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ. (2556). ASEAN Mini Book. กรุงเทพ: Page Maker Co.,Ltd. เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช. (2553). ประวัติศำสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคโบรำณจำกมุมมองของเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้. เชียงใหม่ : สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช. (2558). เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : อดีตถึงปัจจุบัน. เชียงใหม่ : สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ดุลยภาค ปรีชารัชช. (2554). เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา: วิวัฒนาการและความเปลี่ยนแปลง. วำรสำรศิลป ศำสตร์ คณะศิลปศำสตร์ มหำวิทยำลัยธรรมศำสตร์. 11(2) ทองหล่อ วงษ์ธรรมา. (2559). ประวัติศำสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้.กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. เพ็ญศรี กาญจโนมัย. (2533). ประวัติศำสตร์เอเซียตะวันออกเฉียงใต้. กรุงเทพฯ : รั้วเขียว. สกลกาญจน์ วิเศษ. (2555). สำระอำเซียน. พิมพ์ครั้งที่ 1. ซี แอนด์ เอ็น บุ๊ค; กรุงเทพ. Executive Office of the President, National Security Council. (2022). United States Indo-Pacific Strategy. Cited 2022 Augst 5. Available from: https://th.usembassy.gov/th/us-indo-pacific-strategy-th/. OECD. (2018). "The Belt and Road Initiative in the global trade, investment and finance landscape", in OECD Business and Finance Outlook 2018, OECD Publishing, Paris, Cited 2022 Augst 5. Available from: https://doi.org/10.1787/bus_fin_out-2018-6-en. US Embassy Bangkok. (2021). Speech “A Free and Open Indo-Pacific” by U.S. Secretary of State Antony J. Blinken. Cited 2022 Augst 5. Available from: https://th.usembassy.gov/th/afree-and-open-indo-pacific-th/.


305 รูปแบบการตลาดส าหรับการปฏิรูปภาครัฐ : ลดการผูกขาดของภาครัฐ Market Models of Reforming Government เอกอนงค์ ศรีส าอางค์ [email protected] บทน า ถ้าจะให้มีทางเลือกในการปรับเปลี่ยนบทบาทภาครัฐ โดยน ารูปแบบการตลาดมาใช้ก็น่าที่จะท าได้ใน ปัจจุบัน รูปแบบการตลาดที่น ามาใช้ในการปรับเปลี่ยนบทบาทภาครัฐ และน ามาใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา ของการบริหารงาน ได้เคยมีการน ามาใช้กันในกลุ่มประเทศยุโรปและประเทศที่ยากจนในแอฟริกา ส าหรับในมุมมอง ของการบริหารในรูปแบบตลาดนั้น ปัญหาหลักของการบริหารงานแบบระบบราชการก็คือ ประการแรก การที่ ข้าราชการได้รับผลตอบแทนไม ่เพียงพอที ่จะท างานให้มีประสิทธิภาพ การขาดระบบการจูงใจในการท างาน ท าให้ข้าราชการท างานแบบเฉื่อยชา เกียจคร้าน ประการที่สอง การที่ข้าราชการมักจะจัดท างบประมาณเพื่อให้ ตนเองได้รับประโยชน์ (Niskanen, 1971) ประการที่สาม ข้าราชการและองค์การของรัฐให้ความส าคัญกับการ ก าหนดนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายสาธารณะ การออกกฎหมาย ซึ่งบางครั้งนโยบายและกฎหมายก็ไม่ได้ เป็นที ่ปรารถนา แทนที ่จะให้ความส าคัญกับระบบการให้รางวัลกับบุคลากรในการท างาน ดังนั้นรูปแบบการ บริหารงานแบบการตลาดก็น่าที่จะสามารถน ามาแก้ไขปัญหาการบริหารงานแบบราชการแบบเดิมได้ แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารงานแบบตลาด แนวความคิดของการบริหารแบบตลาดมาจากแนวคิดของการแลกเปลี่ยน และการให้ผลตอบแทน ซึ่งน ามา ปรับใช้กับการบริหารงานภาครัฐในหลาย ๆ ด้าน รูปแบบแนวคิดแบบตลาดนั้นน ามาทั้งด้านวิชาการและทั้งด้านการ น าไปปฏิบัติ เช่น นายกรัฐมนตรี Margaret Thatcher ได้แนะน ารัฐมนตรีไปอ่านงานเขียนของ William Niskanen ที่ได้พูดถึงการน ารูปแบบตลาดมาใช้ในการบริหารราชการ ซึ่งมีสาระโดยสรุปดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของรูปแบบตลาด องค์ความรู้เกี ่ยวกับการน าศาสตร์ด้านการตลาดมาเปลี ่ยนแปลงการบริหาร ภาครัฐก็คือ ประสิทธิภาพในการน าเครื่องมือทางการตลาดมาใช้ในการก าหนดทรัพยากรให้กับสังคม ซึ่งแนวความคิดนี้มาจากแนวคิด ของเศรษฐศาสตร์ยุค Neoclassical ที่มีความเชื่อว่า “การบริหารราชการและกฎหมายจะเป็นตัวท าลายผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น โดยระบบตลาดการค้าแบบเสรีดังนั้น สังคมจะดีขึ้นได้ถ้าน าระบบตลาดแบบแข่งขันมาใช้” จากแนวคิดนี้เห็นได้ว่า แนวคิดแบบตลาดเมื่อน ามาพิจารณาเกี่ยวกับต้นทุนการผลิต ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าราคาสินค้าที่ประชาชนบริโภคอยู่ (เช่น การสร้างมลพิษ) ได้คิดรวมไว้กับราคาผลิตภัณฑ์แล้ว เช่นเดียวกันกับต้นทุนทางสังคมกับต้นทุนทางการตลาด ควรที่จะแยกออกจากกัน เมื่อพิจารณากับรูปแบบของมาตรฐานของประสิทธิภาพทางสังคมที่ได้ถูกก าหนดโดยบทบาท ของภาครัฐ ถูกพัฒนาความคิดมาในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม การแพร่กระจายการแข่งขันทางการตลาดสามารถถูก ก าหนดโดยกลไกทางการตลาดที่ไม่สามารถจ ากัดรูปแบบได้ เช่นเกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอก ความต้องการทางด้านสังคม เกี่ยวกับการกระจายรายได้ ความต้องการสินค้าสาธารณะที่ไม่สามารถให้ค าจ ากัดความได้


306 แม้ว่าภาครัฐจะเข้ามาแทรกแซงกลไกการตลาดโดยใช้เครื่องมือทางการตลาดมากระจายความ ต้องการในสังคม (การบริหารงานราชการ, การก าหนดกฎหมาย) ก็ไม่อาจจะบอกได้ว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด ดังนั้นการเข้า แทรกแซงโดยภาครัฐก็ไม่ได้เป็นเครื่องมือ (tool) ที่มีประสิทธิภาพที่ภาครัฐจะน ามาใช้ได้อาจจะกล่าวได้ว่ายิ่งน าเครื่องมือ ทางการตลาด เช่น การรับช่วง,การให้ผลตอบแทน และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับภาษี ที่ปรากฏออกมาในรูปของเครื่องมือที่ พึงประสงค์ เช่น การวิเคราะห์นโยบายมักที่จะน าการตลาดเข้ามาวิเคราะห์ ในกรณีที่ประชาชนสามารถลดการผลิต มลพิษออกสู่สภาพแวดล้อมได้น้อยเท่าไร ก็จะได้ผลตอบแทนคืนกลับสู่สังคมมากขึ้น 2. เอกสิทธิ์ของข้าราชการ เหตุผลข้อที ่สองตามการปฏิรูปโดยใช้ระบบตลาดเข้ามาวิเคราะห์ก็คือ การที ่ข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการระดับสูงมักจะเข้าใจว่า ตนเองสามารถหาประโยชน์ให้กับตนเองได้ โดยการออกนโยบายและ การก าหนดสินค้า (private good) โดยกระบวนการทางงบประมาณ ซึ ่งสินค้าประเภท private good นั้น ข้าราชการสามารถหาประโยชน์ได้มาก ดังนั้นภาคราชการสามารถจัดหาได้ทั้งสินค้าสาธารณะ public good และ private good ให้กับลูกค้าได้ ซึ่งแน่นอนที่ว่างบประมาณของภาครัฐมักจะน้อย จึงเกิดข้าราชการพวกนอกคอก หา ประโยชน์ให้กับตนเอง จากข้อคิดเห็นของ Dunleavy ว่าข้าราชการที่หาประโยชน์ใส่ตนเอง โดยวิธีการยักย้ายถ่าย โอนงบประมาณ โดยที่พยายามจัดท างบประมาณให้กับตัวข้าราชการมาก ๆ เพราะพวกเข้าสามารถหาประโยชน์ให้ พวกตนได้มาก แทนที ่จะไปให้ความสนใจในการจัดท างบประมาณภาพรวม เช ่น การจัดท างบประมาณเกี ่ยวกับ เงินเดือนข้าราชการที่ก าหนดแบบตายตัว (ได้รับเท่า ๆ กันเหมือนเดิมทุกเดือน แม้ว่าจะท าหรือไม่ท างาน) แทนที่จะ ก าหนดผลตอบแทนโดยวัดที่ผลงาน จากข้อคิดเห็นนี้สามารถสรุปได้ว่า ข้าราชการมักจะมีความทะเยอทะยาน หาประโยชน์ให้ตนเอง โดยใช้เอกสิทธิ์อ านาจของตนเองในความเป็นข้าราชการแต่ถ้าให้มีการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพเข้ามา ตัวข้าราชการก็น่าที่ จะได้รับผลตอบแทนจากผลงานที่ตนท ามากกว่าการแข่งขันกับภาคธุรกิจ แม้ว่าการแข่งขันแบบชัดเจนจะได้ไม่ค่อยดี เท่าไร แต่การที่ท าให้เกิดการแข่งขันกันระหว่างผู้จัดหา 2 รายย่อมเกิดประโยชน์ทั้งทางด้านราคาและบริการกับ ผู้บริโภค อย ่างไรก็ตามประชาชนก็ต้องการที ่จะได้รับบริการแบบ “one-stop shopping” ประชาชน ไม่ต้องการเดินทางไปในหลายที่เพื่อรับบริการจากภาครัฐ แต่เขาต้องการการตัดสินใจที่แน่นอนมากกว่ายิ่งไปกว่านั้น การแข่งขันจะไม่ท าให้เกิดหนทางแก้ไขที่มีประสิทธิภาพส าหรับการจัดหาสินค้าสาธารณะของภาคราชการ โดยเฉพาะให้ กรณีที่ภาครัฐเป็นทั้งผู้ให้บริการทั้ง public – private good แล้ว งบประมาณที่ได้รับจะมีความโน้มเอียงแตกต่างกัน เช่น ผู้ให้บริการด้าน private good จะได้รับผลตอบแทนสูงกว่า (เพราะอาจมาจากก าไรในการขายสินค้า : public food ใช้ได้ฟรี / private good ต้องเสียเงินซื้อ) ข้อสมมติฐานเกี่ยวกับเอกสิทธิ์ของภาครัฐ / ข้าราชการ ก็มีอยู่หลาย ประเด็น เช่น สินค้าบางชนิดไม่สามารถน าเข้าสู่การแข่งขันให้บริการได้ เช่น น ้ามัน และไฟฟ้า แต่สินค้าบางชนิด สามารถท าได้เช่น การจัดการศึกษา, การให้บริการด้านสุขภาพ เป็นต้น ส าหรับในมุมมองด้านตลาดแล้ว ภาครัฐ และระบบราชการจะให้อ านาจกลุ่มตัวแทนที่มาให้บริการภายใต้อ านาจของรัฐตามที่ได้ตกลงกันไว้ไม่มีรัฐบาลใดในโลก ที่จะให้อ านาจทั้งหมดกับตัวแทน แม้ว่าจะมีภาคการเมืองที่เข้มแข็งก็ตามจากประเด็นนี้จึงน าไปสู่ “การเข้าร่วมดูแล ตรวจสอบ” และ “ประสิทธิภาพ” แต่ผลที่ได้อาจจะคล้ายคลึงกับผลกระทบที่เกิดขึ้น เมื่ออ านาจได้รับมากจากการ ก าหนดนโยบายของตัวแทน อ านาจนี้ยังขึ้นอยู่กับระดับความสัมพันธ์ของข้อมูลที่ภาครัฐให้กับตัวแทนอีกด้วย ซึ่งตัวแทนได้รับอ านาจและมีทางเลือกมาจากรูปแบบของนโยบายที่ก าหนดโดยภาครัฐ / ข้าราชการ


307 3. หลักทั่วไปของการบริหาร การเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปสู่รูปแบบตลาด มีแนวคิดมากจาก “NPM” ที่แย้งว่าโครงการก่อสร้าง สาธารณูปโภคพื้นฐาน ได้ถูกสร้างจากการบริหารภาครัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพ และยึดติดกับระบบการให้สิทธิ พิเศษ ดังนั้นส่วนส าคัญของจุดมุ่งหมายคือการปฏิรูป “ไม่ให้มีการให้สิทธิพิเศษ” และเปิดตลาดการแข่งขันจาก ภายนอกขึ้น โดยใช้เทคนิคและระบบการจูงใจส าหรับภาครัฐขึ้น มีระบบการบริหารที่ดี “ภาครัฐที่ดีจะใช้เงินน้อย” จากมุมมองของการบริหารรัฐกิจแนวใหม ่น าไปสู ่ประเด็นเรื ่อง “ความรับผิดชอบที ่ให้ถูกตรวจสอบได้” (accountability) ส าหรับระบบการให้ผลตอบแทนนั้น ทั้ง private และ public interest นั้นจะต้องถูกท าให้ เท่ากัน NPM ให้ความสนใจเกี่ยวการบริหารงานภาครัฐที่คุณค่าของงานอยู่ที่ “ประสิทธิภาพ” โดยน าหลักการ บริหารงานแบบภาคเอกชนมาใช้ เช่น MBO, TQM ซึ่งบทบาทของข้าราชการจากรูปแบบเดิมกลายมาเป็นภาระของ การบริหารแทน บทบาทของข้าราชการการระดับกลางจะเป็นผู้ให้ค าแนะน าเกี ่ยวกับนโยบายกับรัฐมนตรี นักการเมืองจะมีบทบาทในการตัดสินเกี่ยวกับนโยบาย ทิศทางในการก าหนดนโยบายบางครั้งจะเป็นการยากส าหรับ นักการเมืองที่วิเคราะห์และให้ค าแนะน าเกี่ยวกับบริการสาธารณะ แต่ก็ยังคงอยู่ในบริบทของนโยบายสาธารณะที่ดีใน ทุกๆ พื้นที่ เรื่องโครงสร้าง ปัญหาหลักของโครงสร้างของภาครัฐ คือ การถือเอกสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว หรือการรวมอ านาจในการบริหาร จัดการ ดังนั้นเมื ่อน ารูปแบบตลาดมาใช้ จึงต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรให้มีลักษณะเหมือนภาคเอกชน โดยเฉพาะการกระจายอ านาจในการก าหนดนโยบาย และการน านโยบายไปปฏิบัติ ซึ่งหลักการที่สามารถมาท าลาย รูปแบบการบริหารแบบเดิมที ่ยึดอ านาจไว้ที ่ส ่วนกลาง คือ การใช้ระบบเอกชน หรือกึ ่งเอกชนเข้ามาน าเดิม การเกี่ยวกับการให้บริการสาธารณะ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ได้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในยุโรปตะวันตกและใน เอธิโอเปีย การกระจายอ านาจของการบริหารงานได้ถูกแยกการบริหารงานขององค์การขนาดใหญ่ไปเป็นรูปแบบ ตัวแทนย่อย ซึ่งวิธีการนี้จ าน าไปสู่การให้บริการและบริการด้านสินค้าในรูปแบบการบริการแบบตลาด ในรูปแบบนี้ ภาครัฐจะต้องสร้างองค์กรขึ้นมารองรับ เป็นองค์กรที่เข้ามาแข่งขันในการจัดหาสินค้าและให้บริการ (ท าได้ในแบบ ของเอกชนแต่ดีส าหรับภาครัฐ) รูปแบบดังกล่าวได้มีการท าในอังกฤษ, นิวซีแลนด์ และแคนาดา หลักการส าคัญใน การกระจายอ านาจนั้นคล้าย ๆ กับการสร้างตัวแทน ประเด็นแรกจะต้องมีการลดระดับชั้นการบังคับบัญชาลง และ แทนที่การท างานในองค์การให้มีความใกล้ชิดกัน ประเด็นที่สอง ลดเอกสิทธิ์ทางอ านาจที่องค์การแต่ละองค์การมีลง ซึ่งอาจจะทดลองโดยการใช้วิธีการ “voting with one’s feet” หรืออาจใช้ทั้ง 2 วิธีรวมกัน เรื่องการบริหารจัดการ ถ้าข้าราชการต ่างที ่จะท างานให้เหมือนภาคเอกชนแล้ว เทคนิคการบริหารก็ควรที ่จะเปลี ่ยนไปด้วย ซึ่งสมมติฐานนี้ได้ถูกน าไปปรับเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการบริหารด้านการเงินให้เป็นไปในรูปแบบตลาด 1. ด้านการบริหารบุคลากร รูปแบบการบริหารงานบุคคลภาครัฐรูปแบบเดิมใช้ระบบคุณธรรมและความสามารถในการ ก าหนดภาระหน้าที่และการเลื่อนขั้น ซึ่งในรูปแบบเดิมนี้บุคลากรทุก ๆ ระดับมีโอกาสที่เท่าเทียมกัน แต่ส าหรับการ บริหารงานบุคคลแบบใหม่ ใช้หลักการโดยการจ่ายเงินเดือนให้เหมาะสมกับความสามารถในการท างาน และการ ประเมินผลการท างานที่ดีขึ้นควรที่จะให้การจูงใจโดยการให้ค่าตอบแทนที่ดีขึ้น โดยอาศัยหลัก “การกระตุ้นทาง เศรษฐกิจ” เข้ามาเป็นสิ ่งจูงใจ ซึ ่งคุณค ่าและการให้ผลตอบแทนจะถูกแทนที ่ด้วยรางวัลที ่เป็นเงินทอง


308 และยังหมายรวมถึงกระบวนการสรรหาและการจูงใจด้วยรางวัลและผลตอบแทนจะมีความแตกต่างกันในแต่ละระดับของ ผู้บริหาร เช่นการจ่ายโบนัสที่แตกต่างกันในแต่ละฐานเงินเดือนของผู้บริหารระดับกลางไปจนผู้บริหารระดับสูงใน องค์กรภาครัฐ เมื่อน ามาใช้ในรูปแบบตลาดก็เช่นกัน ถ้าผู้แทน (agency) และองค์การมีมาตรฐานการท างานที่ดี ผู้บริหารก็จะจ่ายเงินให้เต็มและได้โบนัสอีกด้วย แต่ถ้าองค์การไม่สามารถท าได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ นั่นหมายความ ว่าจะได้รับค่าตอบแทน ซึ่งในรูปแบบนี้ผู้จัดการจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการท างานของแต่ละผู้แทน และรวมถึง การเป็นผู้ให้รางวัลด้วย ดังนั้นผู้ที่มียศน้อยในองค์การก็อาจจะได้รับค่าตอบแทนโดยขึ้นอยู่กับผลของงาน ความ แตกต่างของการจ่ายค่าตอบแทนนั้นขึ้นอยู่กับการที่ภาครัฐจะเป็นผู้ก าหนดมาตรวัดประสิทธิภาพในการด าเนินงาน ขององค์กรและลูกน้องในองค์กร มาตรฐานการประเมินประสิทธิภาพการท างานและการให้รางวัลนั้นเป็นอีกรูปแบบ หนึ่งของระบบการจูงใจในองค์กรภาครัฐ ซึ่งวิธีการนี้จะท าให้ผู้ที่ท างานมีแรงจูงใจในการท างานให้ดีขึ้นต่อไป 2. ด้านการบริหารการเงิน การปฏิรูปการบริหารด้านการเงินได้เปลี่ยนรูปแบบไปในทางที่ดีขึ้น และยึดติดกับการกู้ยืมของ ภาครัฐ และการคิดใหม่เกี่ยวกับสาระของการงบประมาณของภาครัฐ และการพิจารณาเกี่ยวกับการให้บริการสาธารณะ หนึ่งในหลักการด้านรูปแบบตลาดที่น ามาใช้เกี่ยวกับการบริหารด้านการเงินคือ การแยกผู้ซื้อออกจากผู้จัดหา และ การสร้างการตลาดภายในขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การให้บริการด้านสุขภาพในอังกฤษ ผู้ได้รับบริการกับผู้จัดหาบริการ ต่างร่วมกันบริหารจัดการ โดยที่ผู้ได้รับบริการมีสิทธิที่จะเลือกซื้อบริการจากผู้จัดให้บริการผู้ใดก็ได้ ซึ่งหลักการใน การแยกผู้รับบริการและผู้ให้บริการจะก่อให้เกิดการแข่งขันทางราคา จะได้ราคาที่ถูกและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น แต่ภาครัฐเองก็ยังคงเป็นผู้ควบคุมราคาเพื่อให้เกิดความยุติธรรมในการให้และรับบริการที่เป็นไปตามความเป็นจริง “cost centers” และยังเป็นผู้ควบคุม 3E’s คือ ประหยัด, มีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล ในแง่ของความซื่อสัตย์ ทางด้านการเงินนั่นเอง 3. ทดสอบทางด้านการตลาด หลักการส าคัญของการจัดการภาครัฐในรูปแบบของการตลาดคือ “contracting out” การ ให้เอกชนเข้ามารับสัมปทาน และ “market testing” การทดสอบทางการตลาด ซึ่งหลักการนี้เป็นการศึกษาว่า ภาครัฐจะให้ภาคเอกชนเข้ามาด าเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพได้หรือไม่ (การแข่งขันทางด้านคุณภาพ) อาจกล่าว ได้ว่าเป็นการทดสอบว่าภาครัฐควรที่จะเป็นแต่เพียงผู้ก าหนดนโยบายอย่างเดียว โดยให้ภาคเอกชนเข้ามารับช่วง ด าเนินการแทน ยกตัวอย ่างเช ่นของ GSA ที ่มีการให้ภาคเอกชนเข้ามาด าเนินการในการให้เข้าส านักงานและ ให้บริการด้านยานยนต์โดยให้ผู้แทนเข้ามาแข่งขันกันให้บริการ ซึ่งก็มีมากถึง 90 % ของภาคธุรกิจ ซึ่งในส่วนนี้ภาครัฐ สามารถเข้ามาสร้างกฎเกณฑ์ในการให้บริการและให้หลักการในการแข่งขันของภาคเอกชนในการให้บริการแก่ ประชาชน และในส่วนนี้จะท าให้เกิดการประหยัดส าหรับผู้รับบริการมากขึ้น อย่างไรก็ตามยังคงเป็นค าถามที่ว่าภาระ งานของภาครัฐควรที่จะให้ภาคเอกชนมารับช่วงไปด าเนินการหรือยังคงเป็นภารกิจของภาครัฐต่อไป แน่นอนว่าการ ให้ค าปรึกษาด้านนโยบายควรที่จะให้ผู้อื่นเข้ามามีส่วนรับผิดชอบเกี่ยวกับกระบวนการทางการเมืองด้วยการมีผู้ให้ ค าปรึกษา, กลุ่ม Interest Group, พรรคการเมือง และกลุ่มนักวิชาการที่จะคอยให้ค าแนะน า เรื่องการก าหนดนโยบาย ประเด็นที่สามของการเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นรูปแบบการตลาดคือ การที่นโยบายสาธารณะควรที่จะมีความ เหมาะสมที่จะเป็นหน้าที่ของภาครัฐในการให้บริการสาธารณะอยู่หรือไม่ หรือกล่าวอีกนัยได้ว่า ผู้แทนที่รับช่วงมา ด าเนินการนั้นจะสามารถมีสิทธิที่จะตัดสินใจได้ด้วยตนเองหรือไม่ กระบวนการตัดสินใจควรที่จะเป็นของภาครัฐใน การก าหนดนโยบาย ก็ต้องเป็นของกระบวนการทางการเมืองมากกว ่าความสนใจส ่วนตัว ซึ ่งข้าราชการ


309 ควรเป็น “ผู้ที่ท าตามมิใช่ผู้น า” (on tap but on top) และผู้น าทางการเมืองควรที่จะมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับ นโยบาย แม้ว่าปัญหาเกี่ยวกับการก าหนดนโยบายจะเกิดจากแนวคิดการตลาด สิ่งหนึ่งที่ส าคัญที่สุดก็คือการกระจาย อ านาจการประสานงานและการควบคุมที่จะให้นักการเมืองและตัวข้าราชการต่างประสานงานกันในการก าหนด นโยบายให้มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามก็เป็นที่เชื่อได้ว่าภาวะผู้น าและความมีอิสระของผู้แทนที่มาด าเนินการแทน ภาครัฐจะบริหารจัดการตามแนวนโยบายที่องค์การของตนรับมาจากนโยบายของภาครัฐ ประชาชนก็ยังคงเป็น ผู้บริโภค และมีสิทธิในการเลือกรับบริการ ภาครัฐเองก็ต้องตระหนักเกี่ยวกับการซื้อและขายสินค้า ว่าควรเป็นไปใน ทิศทางใด ถึงแม้ว่าแนวความคิดเกี่ยวกับเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ในการก าหนดนโยบายจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในด้านสิทธิมนุษยชน การตลาดและคุณค่าทางเศรษฐศาสตร์ที่ปรากฏสู่สายตามประชาชนขณะนี้มากขึ้น รัฐควรที่จะเป็นผู้ที่ก ากับดูแลมากกว่าด าเนินการเอง เรื่องความสนใจสาธารณะ ประเด็นสุดท้ายของมุมมองด้านการตลาด คือความสนใจสาธารณะ มีประเด็นดังต่อไปนี้ 1. ภาครัฐควรที่จะตัดสินบทพื้นฐานของบริการสาธารณะที่ดีตรงตามความต้องการของประชาชน 2. ภาครัฐควรที่จะรับผิดชอบเกี่ยวกับสัญญาทางการตลาด (ความโปร ่งใส) ในรูปแบบตลาด ความโปร่งใส / รับผิดชอบให้ตรวจสอบได้ ควรขึ้นอยู่กับผลลัพธ์มากกว่าอยู่ที่กระบวนการ ซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่า “เท่าไรถึงจะดีที่สุด” 3. ประชาชนควรที่จะมีกรอบการมองว่าตนเองเป็นผู้บริโภคพอ ๆ กับเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี เพราะการก าหนดนโยบายมักมาจากความสนใจสาธารณะ และความต้องการใช้บริการสาธารณะจากประชาชน เช่นกัน เอกสารอ้างอิง Appleby, P. (1945). Big democracy. New York: Knopf. Arrow, K. J. (1985). The economics of agency. In J. W. Pratt & R. J. Zeckhauser (Eds.), Principals and agents: The structure of business. Boston: Harvard Business School Press. Buchanan, J. M., & Tullock, G. (1965). The calculus of consent: Logical foundations of constitutional democracy. Ann Arbor: University of Michigan Press. Cooper, T. L. (1991). An ethic of citizenship for public administration. Englewood Cliffs, NJ: Prentice Hall.


311 เ ้ เ ้ แ ็ ท เศ ษ ท้ ถ ่ Straightening Local and Community Economy ศิริมา บุญมาเลิศ [email protected] เขมภัทท์ เย็นเปี่ยม [email protected] บทน า ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม มีเป้าหมายการพัฒนาที ่ส าคัญที ่ให้ ความส าคัญการดึงเอาพลังของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคเอกชน ประชาสังคม ชุมชนท้องถิ่นมาร่วมขับเคลื่อน โดยการ สนับสนุนการรวมตัวของประชาชนในการร่วมคิดร่วมท าเพื่อส่วนรวม การกระจายอ านาจและความรับผิดชอบไปสู่กลไก บริหารราชการแผ่นดินในระดับท้องถิ่น การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการจัดการตนเอง และการเตรียม ความพร้อมของประชากรไทยทั้งในมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อมให้เป็นประชากรที่มีคุณภาพ สามารถพึ่งตนเองและท าประโยชน์แก่ครอบครัว ชุมชน และสังคมให้นานที่สุด โดยรัฐให้หลักประกันการเข้าถึงบริการ และสวัสดิการที่มีคุณภาพอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง ปัจจัยที่น าไปสู่ความเข้มแข็งของชนบท จากผลการวิจัยพบว่า มีปัจจัยหลายประการที่ช่วยสร้างความเข้มแข็ง แก่ชุมชน ได้แก่ 1) ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันของชาวบ้าน และความศรัทธาในทางศาสนา 2) การศึกษาหาความรู้ของคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ตามสถานที่อันพึงมีทั้งในหมู่บ้านและนอกหมู่บ้าน 3) พื้นที ่ที่ เหมาะสมต ่อการประกอบอาชีพ และโครงสร้างพื้นฐาน เช ่น ถนนที ่ใช้ส าหรับการสัญจรและขนส ่งสินค้า 4) สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ อันได้แก่ ดิน น ้า ป่าไม้ ยังด ารงอยู่มาก แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันปัจจัยด้านเศรษฐกิจ กลายเป็นปัจจัยส าคัญที่สุด ที่สามารถผลักดันให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง แนวคิดเศรษฐกิจชุมชนเกิดจากการพัฒนาการเศรษฐกิจของโลกตามแนวทางทุนนิยม ได้ก่อให้เกิดปัญหา และผลเสียหลายประการแก่ประเทศที่ก าลังพัฒนา และในขณะเดียวกัน การศึกษาค้นคว้าเศรษฐกิจชุมชนในหลาย ประเทศท าให้มีหลักฐานในเชิงประจักษ์ว่า แม้สังคมเศรษฐกิจจะได้ผ่านพัฒนาการมาแล้วหลายขั้นตอน นับแต่ชุมชน บุพกาล ผ่านยุคเจ้าขุนมูลนาย ยุคการล่าอาณานิคม และการเติบโตของระบบทุนนิยม แต่ชุมชนหมู่บ้านก็ยังคงด ารง เอกลักษณ์วัฒนธรรมของตน และยังมีศักยภาพในการพัฒนาตนเอง เศรษฐกิจชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจของ ชาติ ดังนั้น เพื่อให้เศรษฐกิจของชาติมีความเจริญรุ่งเรือง จึงมีความจ าเป็นที่จะต้องพัฒนาเศรษฐกิจในระดับล่างคือ เศรษฐกิจในชนชุนชนบทด้วย เศรษฐกิจชุมชนเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการด าเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งด้าน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม บริการ ทั้งในด้านการผลิตการบริโภค และการกระจายผลผลิต โดยให้คนในชุมชนมีส่วนร่วม ในการแก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจของชุมชน คือ การมีส่วนร่วมคิด ร่วมท า ร่วมตัดสินใจ และร่วมรับประโยชน์ บนรากฐานของความสามารถที่มีอยู่ จากการใช้ทุนของชุมชนที่มีอยู่หรือสามารถจัดหามาได้ตามศักยภาพ


312 เนื้อหา เศรษฐกิจชุมชน หมายถึง กิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่น ได้แก่ การผลิต การบริโภค การจ าหน่าย จ่ายแจกที่คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมคิด ร่วมท า ร่วมรับประโยชน์ และร่วมกันเป็นเจ้าของ เศรษฐกิจชุมชนบนรากฐาน ศักยภาพของชุมชน จากการใช้ “ทุนของชุมชน” ซึ่งทุนของชุมชนทั้งที่เป็นทุนทางสังคม เช่น วิถีการผลิต ภูมิปัญญาของ ชุมชน วัฒนธรรม ประเพณีสภาพภูมิประเทศ ความหลากหลายทางทรัพยากรที่มีอยู่ สมาชิกในชุมชนจะเป็นผู้ตัดสินเอง ว่าพวกเราจะผลิตอะไรได้บ้าง ตามศักยภาพและทุนประเภทต่าง ๆ ที่มีอยู่เราจะผลิตกันอย่างไร แล้วเราจะแบ่งปัน ผลประโยชน์จากการผลิตกันอย่างไร คือชุมชน คิดเอง ท าเอง แล้วก็ได้เอง เศรษฐกิจชุมชน เป็นระบบเศรษฐกิจ แนวราบที่ส ่งผลและสร้างความสัมพันธ์ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างผู้คนในชุมชนท้องถิ่น มิใช่เป็นเฉพาะ เศรษฐกิจแนวดิ่งแบบปัจเจกแต่สามารถท าให้เกิดความร่วมมือ เกิดโอกาสและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเศรษฐกิจร่วม ของชุมชนกับเศรษฐกิจของปัจเจก เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีลักษณะความร่วมมือเป็นหุ้นส่วนสร้างความสัมพันธ์ ทั้งใน ชุมชนท้องถิ่นและในระดับที่กว้างขวางอื่นๆ และภายนอก การพัฒนาท้องถิ่นหรือการพัฒนาชนบท เป็นการพัฒนาแบบผสมผสานเป็นการพัฒนาที่มีวัตถุประสงค์ หลายอย่างพร้อมกัน เป็นการหายุทธวิธีปรับปรุงสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในชนบทหรือท้องถิ่น ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมถึงกระจายการพัฒนาไปสู่กลุ่มคนที่ยากจนที่สุดซึ่งอยู่ในชนบท อาจจะเป็นการเร่งเพิ่ม ความสามารถในการผลิตเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เพิ่มการจ้างงาน เป็นต้น โดยมีเป้าหมายคือการลดความ ยากจน ลดช่องว่างของรายได้ตลอดจนปรับปรุงคุณภาพชีวิตและมาตรฐานการครองชีพ ป้องกันการเสื่อมโทรมของ ทรัพยากรธรรมชาติและปัญหามลพิษ ส่งเสริมให้มีการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ให้คนชนบทได้รับโอกาสเข้ามามี ส่วนร่วมในกระบวนการวางแผนและตัดสินใจ เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน และให้คนส่วนใหญ่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ โดย ท้องถิ่นเป็นผู้จัดการทรัพยากรของตัวเองตลอดจนรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมเท่าที่จะท าได้ หมายถึง จะต้องมีการกระจายอ านาจการบริหารจัดการของรัฐไปสู่ท้องถิ่น (ชัยวุฒิ ชัยพันธุ์, 2544) เพื่อให้ประเทศ เติบโตไปพร้อมกับการกระจายความเจริญที่เป็นธรรม ทั้งนี้ ประชาชนในชนบทจะต้องมีความตระหนักว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจในท้องถิ่นชนบทจะต้องเป็นความ รับผิดชอบของคนในท้องถิ่นนั้นเองเป็นส าคัญ ซึ่งวิธีการและมาตรการที่ใช้ในแต่ละพื้นที่ชนบทย่อมมีความ แตกต ่างกันไปตามศักยภาพทางภูมิศาสตร์ จิตส านึกทางสังคม ความพร้อมในด้านผู้น าและการพัฒนาจิตใจ วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณี ขีดความสามารถทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นต้น การฟื้นฟูทางเศรษฐกิจจะ เป็นผลส าเร็จก็เมื่อประชาชนในพื้นที่มีองค์กรที่จะปฏิบัติงานร่วมกันเป็นพลังความรู้ ความคิด ความสามารถ และ พลังใจในการร่วมกันวางแผนการผลิตการตลาด และในเรื่องอื่น ๆ อันเป็นคุณลักษณะที่ส าคัญของชุมชนที่เข้มแข็ง (ชัยวุฒิ ชัยพันธุ์, 2544) ความเข้มแข็งของชุมชนนับเป็นปัจจัยส าคัญที่จะส่งเสริมความส าเร็จของการกระจายอ านาจ ไปสู่ท้องถิ่น เพราะถ้าเศรษฐกิจชุมชนในระดับหมู่บ้านและต าบลมีความมั่นคงสามารถพึ่งตนเองได้ เศรษฐกิจของเมือง และประเทศก็ย่อมจะดีขึ้น เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับหมู่บ้านและต าบลให้พอมีพอกินก่อน จากนั้นจึง พัฒนาไปสู ่การผลิตด้านอื ่น ๆ เป็นการสร้างมูลค ่าเพิ ่มจากวัตถุดิบและทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น ที่มีคุณค่าน้อย ให้เป็นผลผลิตที่มีคุณค่ามากขึ้น โดยอาศัยภูมิปัญญาดั้งเดิมของท้องถิ่น และน าเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้า มาเสริม ท าให้เกิดเป็นหน่วยการผลิตพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจชุมชน เมื่อผลผลิตมีมากเกินที่ชุมชนจะบริโภคหมดก็จะ เกิดการแลกเปลี่ยนซื้อขายกันในระดับชุมชนท้องถิ่นไปจนถึงระดับเมือง ทั้งหมดนี้จะก่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจชุมชน ขึ้นมากมายทั่วประเทศ อ่อนแอบ้างเข้มแข็งบ้างแล้วแต่ภาวะปัจจัยในแต่ละพื้นที่ แต่อย่างน้อยที่สุดก็จะเกิดระบบ


313 เศรษฐกิจพอเพียงขึ้นในชุมชนท้องถิ่นที่คนพอมีพอกินมีใช้และพึ่งตนเองได้ไม่จ าเป็นต้องพึ่งพาการส ่งออกหรือ การลงทุนจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว เศรษฐกิจชุมชนมีลักษณะส าคัญคือ 1. ชุมชนเป็นเจ้าของและด าเนินการเอง 2. ผลผลิตมาจากกระบวนการชุมชน 3. ริเริ่มสร้างสรรค์จากชุมชน 4. ใช้ฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยน าความรู้สากลและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ 5. เชื่อมโยงและบูรณาการกิจกรรมต่าง ๆ 6. มีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน 7. มีการพึ่งพาตนเอง ความส าคัญของเศรษฐกิจชุมชน 1. เป็นรูปแบบเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับความเป็นอยู่และลักษณะของสังคมไทย 2. เศรษฐกิจชุมชนเป็นระบบเศรษฐกิจที่มอง และวิเคราะห์องค์ประกอบต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ หรืออย่างเป็นองค์รวม 3. เศรษฐกิจชุมชนเป็นระบบเศรษฐกิจแบบกระจายตัว กระจายความเข้มแข็งและยั่งยืนไปสู่ ทั่วทุกภูมิภาค 4. เศรษฐกิ จช ุมชนสามารถพัฒนาขีดความสามารถของคน ครอบครั ว ช ุ ม ช น จากการสร้างกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้พึ่งตนเองได้ 5. เศรษฐกิจช ุมชนเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม รวมถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นไปพร้อม ๆ กัน แนวคิดทฤษฎีที่มีความเกี่ยวข้องและสามารถน าไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน 1. ทฤษฎีการกระจายรายได้และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มีเป้าหมายการพัฒนาควรเป็นกลุ่มคนชั้นกลางและชั้นต ่า ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของสังคม ด าเนินการด้วยการกระจายรายได้ควบคู่ไปกับการระดมทุนโดยให้ความส าคัญภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร รายย่อย ยกระดับมาตรฐานในการด ารงชีวิตของคนในชนบทให้สูงขึ้น และมีผลผลิตสูงขึ้น โดยให้บริการของรัฐในเรื่อง ต่าง ๆ เช่น การส ่งเสริมด้านการเกษตร การหาตลาดสินค้า การคมนาคม เป็นต้น การพัฒนาชุมชนควรก าหนด กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ที่ประสบความเดือดร้อนหรือคนยากจนให้เป็นกลุ่มที่จะต้องได้รับการช่วยเหลือหรือพัฒนาก่อน โดยเน้นคนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา ด้วยการให้ความรู้ ฝึกอบรม แนะน า ส ่งเสริมการพัฒนาอาชีพ จนน าไปสู่การ พึ่งพาตนเอง 2. ทฤษฎีการพัฒนาชนบทแบบผสมผสาน เป็นแนวทางการพัฒนาที่ธนาคารโลกเป็นผู้เสนอให้ประเทศก าลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา น าไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาชนบทโดยมีหลักการที่ส าคัญ 4 ประการคือ 1) รัฐต้องด าเนินการให้ชาวนาราย ย่อยได้เข้าถึงการบริการและปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ที่รัฐจัดขึ้น โดยปรับปรุงกลไกการบริหารระดับท้องถิ่นให้มีการ ประสานงานและความร่วมมือกันมากขึ้น 2) มีการวางแผนงานหลาย ๆ สาขาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น จัดให้มีศูนย์ความ


314 เจริญเติบโตของชนบท ซึ่งท าหน้าที่เป็นทั้งตลาดผลิตผลการเกษตร และแหล่งซื้อหาปัจจัยการผลิตและบริการต่าง ๆ 3) เลือกพื้นที่เป้าหมายเพื่อระดมการพัฒนาให้ครอบคลุมทุก ๆ ด้านอย่างเหมาะสม 4) การกระจายอ านาจการ บริหารและการตัดสินใจไปสู่ระดับภูมิภาคและท้องถิ่นให้มากขึ้น การพัฒนาจะต้องเป็นแผนงานและโครงการที่ สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน และจะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับกิจกรรมในการพัฒนา องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นควรท าหน้าที่เป็นผู้ประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ และจะต้องให้คนในชุมชนมีส่วนร ่วมในการก ากับ ติดตามและประเมินผลแผนงานและโครงการต่าง ๆ ที่ได้ด าเนินการด้วย 3. แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาท โดยค านึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจและการกระท า ค านิยาม ความพอเพียงจะต้อง ประกอบด้วยคุณลักษณะพร้อม ๆ กัน ดังนี้ ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียน ตนเองและผู้อื่น เช่นการผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไป อย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนค านึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระท านั้น ๆ อย่างรอบคอบ การมีภูมิคุ้มกันที ่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการ เปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยค านึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งใกล้และไกล เงื่อนไขการตัดสินใจและการด าเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้นต้องอาศัยทั้ง ความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน คือ เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที ่จะน าความรู้เหล ่านั้นมาพิจารณาให้เชื ่อมโยงกัน เพื ่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวัง ในขั้นปฏิบัติ เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความ ซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการด าเนินชีวิต การน าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อม รับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้ และเทคโนโลยี การเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนาการพึ่งตนเองและการจัดการ ตนเอง แผนแม่บทด้านเศรษฐกิจฐานรากก าหนดประเด็นการเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่น ในการพัฒนาการพึ่งตนเอง และการจัดการตนเอง เป็นการพัฒนาที่มุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพของประเทศใน หลากหลายมิติ บนพื้นฐานแนวคิด 3 ประการ ได้แก่


315 1. ต่อยอดอดีต โดยมองกลับไปที่รากเหง้าทางเศรษฐกิจ อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และ จุดเด่นทางทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย รวมทั้งความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของประเทศในด้านอื่น ๆ น ามา ประยุกต์ผสมผสานกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้สอดรับกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมโลกสมัยใหม่ 2. ปรับปัจจุบัน เพื่อปูทางสู่อนาคต ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในมิติต่าง ๆ ทั้งโครงข่ายระบบ คมนาคมและขนส่ง โครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และดิจิทัล และการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการ พัฒนาอุตสาหกรรมและบริการอนาคต 3. สร้างคุณค่าใหม่ในอนาคต ด้วยการเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการ พัฒนาคนรุ่นใหม่ รวมถึงปรับ รูปแบบธุรกิจ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ผสมผสานกับยุทธศาสตร์ที่รองรับอนาคต บนพื้นฐานของ การต่อยอดอดีตและปรับปัจจุบัน พร้อมทั้งการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐให้ประเทศไทยสามารถสร้างฐาน รายได้และการจ้างงานใหม่ ขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนในเวทีโลก ควบคู่ไปกับการยกระดับรายได้และการ กินดีอยู่ดี รวมถึงการเพิ่มขึ้นของคนชั้นกลางและลดความเหลื่อมล ้าของคนในประเทศได้ในคราวเดียวกัน มีเป้าหมายการพัฒนาที่ให้ความส าคัญกับการดึงเอาพลังของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคเอกชน ประชาสังคม ชุมชนท้องถิ ่น มาร่วมขับเคลื ่อน เพื ่อให้ทุกส ่วนมีส ่วนในการเข้าสู ่อ านาจบริหารและเข้าถึงการให้บริการและ สวัสดิการที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน 1. ลดความเหลื ่อมล ้า สร้างความเป็นธรรมในทุกมิติ ปรับโครงสร้าง “เศรษฐกิจฐานราก” ปฏิรูประบบ “ภาษี”กระจายการถือครอง “ที่ดิน” และ “ทรัพยากร”เพิ่มผลิตภาพแรงงานไทย สร้างหลักประกันสังคมทุกกลุ่ม ลงทุนทางสังคมในกลุ่มผู้ด้อยโอกาส เข้าถึงบริการสาธารณสุข เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม 2. กระจายศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี พัฒนาศูนย์กลางความเจริญ แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด จัดระบบเมืองใหม่เพื่อการขยายตัวในอนาคต พัฒนาบนฐานข้อมูล และพัฒนาก าลังแรงงาน 3. เสริมสร้างพลังทางสังคมสนับสนุนการรวมกลุ่มส ่งเสริมระบบรองรับสังคมผู้สูงอายุ สนับสนุนความ ร่วมมือจากทุกภาคส่วน ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ สนับสนุนทุนทางสังคมและวัฒนธรรม สนับสนุนเทคโนโลยี เพื่อรองรับสังคมยุคดิจิทัล 4. เพิ่มขีดความสามารถชุมชนท้องถิ่น พัฒนาขีดความสามารถการวางแผนชีวิตในระดับครอบครัว สร้าง ศักยภาพชุมชนให้พึ่งตนเองและพึ่งพากันเอง สร้างประชาธิปไตยชุมชน สร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาชุมชน องค์ประกอบส าคัญของเศรษฐกิจฐานรากที่เข็มแข็ง 1. มีการรวมกลุ่ม เพื่อสร้างพลังในการท างานร่วมกัน ความสามารถที่จะเจรจาต่อรองและประสานงานทั้ง ภายในและกับภายนอกอย่างมีประสิทธิภาพ 2. มีการจัดการระบบการเงินของชุมชน การบูรณาการทุนร่วมกัน มีกองทุนของชุมชนที่เข้มแข็ง สามารถ เป็นกลไกการเงินของชุมชนในการพัฒนาทั้งเศรษฐกิจสังคม อาชีพ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมของชุมชน และของคนใน ชุมชน 3. มีระบบการจัดการทุนชุมชนที่ครอบคลุมทุนทางสังคม ทุนคน ฟื้นฟูทรัพยากร วิถีวัฒนธรรมภูมิปัญญา อัตลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ 4. มีระบบข้อมูลที่ทันสมัยรอบด้านทั้งภายในและภายนอก เพื่อการวิเคราะห์ระบบของท้องถิ่น อาชีพ รายได้ รายจ่าย การผลิต ฐานเศรษฐกิจ ที่ดิน ความเป็นอยู่ของคนในชุมชน ข้อมูลความรู้ระบบเศรษฐกิจเกี่ยวข้องภายนอก เป็นฐานส าคัญในการวางแผนชุมชน การวางแผนเพื่อการตัดสินใจ การติดตาม วัดผลและรายงานผล


316 5. มีระบบการผลิตของชุมชนทั้งขั้นพื้นฐานและก้าวหน้าที่ได้มาตรฐาน มีมูลค่าเพิ่มและสามารถเชื่อมโยง ระบบเศรษฐกิจภายนอกได้ 6. สร้างความร่วมมือในทุกระดับและทุกมิติ เพื่อให้เกิดความร่วมมือให้บรรลุเป้าหมายและสัมพันธภาพที่ดี ทั้งระดับกลุ่มต่อกลุ่ม กลุ่มกับชุมชน ต าบล อ าเภอ จังหวัด ภูมินิเวศน์ หรือรวมตัวกันเป็นเครือข่ายประเด็นต่าง ๆ ได้ เช่น เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ เครือข่ายข้าว เครือข่ายประมงพื้นบ้าน เครือข่ายท่องเที่ยวโดยชุมชน เครือข่ายภูมิ นิเวศน์วิถีวัฒนธรรม หรือการสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชนกับหน่วยงานต่าง ๆ เป็นต้น 7. มีระบบการอยู่ร่วมกัน หรือเคารพกติกา จารีตประเพณีในการอยู่ร่วมกัน ระบบสวัสดิการการดูแลซึ่งกันและ กันและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติและสังคมใหญ่อย่างสร้างสรรค์และเกื้อกูล 8. มีคุณธรรม จริยธรรมในการท ากิจกรรม การประกอบกิจการ ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม หรือการ ด ารงชีวิต 9. มีความเป็นเจ้าของร ่วมกัน โดยคนในชุมชนร ่วมทุนร ่วมกิจกรรมหรือกิจการ ในการพัฒนาต่าง ๆ ที่ เกิดขึ้นในชุมชน มีส านึกถึงความเป็นเจ้าของร่วมกัน 10. คนในพื้นที่ของชุมชนสามารถมีส่วนร่วม มีความรู้เรื่องราวการพัฒนาในพื้นที่รวมทั้งความรู้ในสังคมอื่น ๆ มีคุณภาพ มีความมั่นใจที่จะให้ความรู้ความเห็น ร่วมคิดร่วมท า ตื่นรู้ มีความสร้างสรรค์ มีคุณธรรมจริยธรรมพื้นฐาน ครอบครัวมีความเข้มแข็ง และสามารถพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจได้มากที่สุด กระบวนการเสริมสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากเห็นผลรูปธรรมที่ชัดเจน จึงก าหนดแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ฐานราก ที่จะใช้เป็นแนวทางดังนี้ (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน. 2566) 1. ใช้พื้นที่ต าบลเป็นตัวตั้ง โดยก าหนดให้มีเป้าหมาย คือ ระบบเศรษฐกิจชุมชนสร้างความสุขยั่งยืน ยุทธศาสตร์ คือ สร้างระบบเศรษฐกิจและทุนชุมชนฐานรากด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อสังคมมี ความสุข เครื่องมือ คือ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภูมิปัญญาท้องถิ่น และนวัตกรรมเทคโนโลยี มาตรการ คือ ก าหนดให้พื้นที่ทุกระดับเป็นเขตเศรษฐกิจชุมชนพิเศษ หลักการ คือ เศรษฐกิจปลอดภัย หรือเศรษฐกิจสีเขียว พื้นที่ด าเนินงาน คือ ต าบล หรือท้องถิ่น พื้นที่บูรณาการ คือ การรวม 2-3 ต าบลขึ้นไป ภายใต้ประเด็นงานร่วมที่ต าบลได้ปรึกษาหารือ และตก ลงร่วมกัน พื้นที่จัดการ คือ ใช้พื้นที่ระดับอ าเภอ จัดการเป็นเครือข่ายระดับอ าเภอจัดการตนเอง 2 . ส ร้ างแล ะพัฒน าแกนน าต าบ ล อ าเภอ จังห วัด โด ยต าบล และหน ่ วยง านในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ และภาคธุรกิจเอกชน ต้องรับรู้ ท าความเข้าใจต่อเป้าหมาย และวางแผนงานร่วมกัน 3. การสร้างกลไกการขับเคลื่อนทั้งในระดับประเทศ จังหวัด อ าเภอ ต าบล และชุมชน เช่น มีการก าหนด ตัวแทนในแต ่ละระดับร ่วมกับหน ่วยงานภาคี วางเป้าหมาย และก าหนดแผนงานในการขับเคลื ่อนการพัฒนา เศรษฐกิจฐานรากร ่วมกัน จัดท าแผนพัฒนาด้านต่าง ๆ เช่น แผนการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการผลิต แผนการ จัดระบบการกระจายสินค้า แผนการสร้างพื้นที่ทางการตลาด การเพิ่มรายได้ การลดหนี้สิน การมีคุณภาพชีวิตที่ดี การมี สิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นต้น


317 4. การพัฒนาองค์ความรู้ ที่มาจากกรอบคิดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากโดยชุมชน เพื่อพัฒนาเป็นระบบ ข้อมูล องค์ความรู้ ขยายผล เผยแพร่ ใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมกับการจัดการทรัพยากรในชุมชน 5. การจัดการองค์กรชุมชน และเครือข่ายองค์กรชุมชนในด้านต่าง ๆ เช่น การจัดการทุนชุมชน การจัด ความสัมพันธ์ระหว่างคน กลไกในระดับต่าง ๆ การจัดความสัมพันธ์ของระบบเครือข่ายทั้งแนวราบ และแนวดิ่ง เพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การสร้างระบบเศรษฐกิจในระยะต่าง ๆ ภายใต้ต้นทุนที่มีอยู่ เช่น ระยะ สั้น ด าเนินการจัดการทรัพยากรในชุมชนให้เหมาะสม ระยะกลาง พัฒนาคนให้เข้าใจระบบเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน และระยะยาว การตลาดภายในภายนอก และการสร้างและพัฒนาเทคโนโลยี เป็นต้น ปัจจัยส าคัญอีกประการที่จะท าให้การเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นเกิดความเข้มแข็งขึ้นมาได้ คือ ทุน มนุษย์ (Human Capital) หมายถึง ความรู้ ทักษะฝีมือ และประสบการณ์ของแรงงาน และทุนทางสังคม (Social Capital) ซึ่งหมายถึง สัมพันธภาพที่เกิดจากความเชื่อใจและไว้วางใจของคนในชุมชน ท้องถิ่น โดยแนวคิดและ ความส าคัญของการพัฒนาทุนทางสังคมเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทั้งธนาคารโลก (World Bank) และองค์การเพื่อ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ว่ามีส่วนส าคัญยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในระดับฐานราก ณดา จันทร์สม (2565) ท าการศึกษาด้วยการถอดบทเรียนทุนทางสังคม ซึ่งเป็นปัจจัยส าคัญต่อความส าเร็จ ของการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน และแนวทางในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ส าคัญ ควรมีองค์ประกอบของทุนทางสังคม ที่ส าคัญ ได้แก่ 1) การมีผู้น าชุมชนที่เข้มแข็ง มีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนชุมชนอย่างจริงจัง ซึ่งอาจเป็นผู้น าที่มาจาก ความร่วมมือจากหลายหน่วยงานในชุมชน หรือผู้น าชุมชนโดยต าแหน่ง หรือผู้น าชุมชนที่เกิดจากการยอมรับของคน ในชุมชนได้ การสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้น าชุมชนและสมาชิกของชุมชนเป็นปัจจัยส าคัญของความส าเร็จของ การพัฒนา 2) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในชุมชน ที่เกิดจากความสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ โดยส่งเสริมให้เกิดการ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน เช่น การมีกิจกรรมทางศาสนาของชุมชนร่วมกัน และดึงการมีส่วนร ่วมของคนใน ชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนให้เกิดขึ้น 3) ก า รก าหนดเป้ าหม าย ร ่ วมกันของคนในช ุม ชน ก า ร ส ร้ างก า รยอม รับต ่อเป้ าหม าย การพัฒนาต้องมาจากการที่คนในชุมชนตระหนักถึงปัญหา และมีความต้องการพัฒนาชุมชนร่วมกัน และร่วมกันก าหนด เป้าหมายและเกิดความเข้าใจร่วมกัน 4) รูปแบบของผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมจะได้รับต้องมีความชัดเจน ความร่วมมือจึง ควรอยู่ในรูปแบบที่เป็นทางการ และการจัดวางผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน โดยมีส่วนช่วยเหลือและสนับสนุนซึ่งกัน และกัน 5) การดึงความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอก โดยเฉพาะจากภาครัฐ เข้ามามีส่วนช่วยในการพัฒนาเป็นสิ่ง ส าคัญ และควรเป็นลักษณะที่ต่อเนื่อง ซึ่งอาจมาจากการมีส่วนร่วมจากหลายหน่วยงานตามความต้องการของชุมชน ซึ่งควรก าหนดรูปแบบของความช่วยเหลืออย่างชัดเจน และควรเป็นรูปแบบที่สร้างความยั่งยืนให้แก่ชุมชนมากกว่าที่ จะเป็นลักษณะของการช่วยเหลือแบบคราวเดียว 6) การก าหนดค่านิยมพื้นฐานร่วมกันในชุมชน การก าหนดพฤติกรรมที่ยอมรับได้และยอมรับไม่ได้อย่าง ชัดเจน เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันในชุมชน และก าหนดกติกาของชุมชนให้ชัดเจนในการจัดการกับพฤติกรรมที่ ยอมรับไม่ได้


318 7) การสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นในชุมชน จะมาจากการก าหนดกติกาที่ชัดเจน และเปิดเผยให้เป็นที่ ยอมรับโดยทั่วกัน ซึ่งสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของคนในชุมชนต่อผู้น าชุมชน และ ระหว่างสมาชิกด้วยกัน 8) การสร้างความร่วมมือและประสานความร่วมมือระหว่างผู้น าชุมชนและสมาชิกของชุมชน ระหว่างสมาชิก ด้วยกันเอง และระหว่างชุมชนและชุมชนอื่นหรือหน่วยงานภายนอกชุมชน เป็นส่วนที่จะท าให้เกิดความเข้มแข็งของ การพัฒนาชุมชน เพราะเป็นการประสานทรัพยากรเพื่อการพัฒนาให้เกิดประสิทธิภาพ เกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่คาดหวังได้ ภายใต้ข้อจ ากัดของทรัพยากร 9) การสร้างอัตลักษณ์ร่วมกันของสมาชิกในชุมชน เป็นส่วนหนึ่งที่จะท าให้เกิดความเป็นน ้าหนึ่งใจเดียวกัน ของคนในชุมชน และสร้างความเป็นเจ้าของชุมชนร่วมกันให้เกิดขึ้นได้ 10) การมีช่องทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เข้าถึงสมาชิกของชุมชนได้อย่างครอบคลุมและทันเวลา และ สามารถสื่อสารให้สมาชิกได้รับสารที่ส าคัญของชุมชน สามารถดึงการมีส ่วนร ่วมของสมาชิกต่อกิจกรรมของชุมชน ปัจจัยนี้จะเป็นสิ่งส าคัญในการเสริมสร้างทุนทางสังคมต่อการพัฒนาชุมชนได้ นอกจากการสนับสนุนทุนทางสังคมเพื่อการพัฒนาตามองค์ประกอบข้างต้นแล้ว รูปแบบของสร้างทุน ทางสังคมเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส าคัญต ่อการใช้ทุนทางสังคมในการพัฒนาชุมชน การพัฒนาทุนทางสังคมให้มีมิติที่ หลากหลายไม่เพียงความสัมพันธ์ภายในชุมชนที่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสร้างความร่วมมือระหว่างกัน จาก ทุนทางสังคมในลักษณะสานความสัมพันธ์ (bonding) แต่การเชื่อมความสัมพันธ์ข้ามกลุ่มให้มีความหลากหลาย ใน ลักษณะของการสร้างความเชื ่อมโยง (bridging) จะช่วยให้เกิดการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายของความ ร่วมมือได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการขยายมิติของทุนทางสังคมไปสู่ภายนอกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ในลักษณะของการ เชื่อมต่อ (linking) จะช่วยขยายการพัฒนาชุมชนให้เติบโตเพิ่มขึ้นได้ บทสรุป ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นถูกเอาเปรียบจากสังคมส่วนบนมาช้านาน แต่ชุมชนก็ยังด ารงอยู่ มาถึงปัจจุบันได้เพราะชุมชนมีระบบคุณค่าที่ช่วยให้ชุมชนสามารถต้านการเอารัดเอาเปรียบจากรัฐและจากระบบทุน ภายนอกชุมชนมาได้ยาวนาน ซึ่งระบบคุณค่าในที่นี้สะท้อนออกมาโดยผ่านวัฒนธรรมชุมชน ดังนั้นการเสริมสร้าง ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่นจึง ให้ความส าคัญกับวัฒนธรรมชุมชน และรูปแบบปฏิบัติที่เป็นวิถีชีวิต ของชาวบ้าน ซึ่งประกอบ ด้วย ค่านิยม ความเชื่อ ศาสนา ภูมิปัญญา และจารีตประเพณี ซึ่งเป็นทุนของชุมชน การที่ ชุมชนจะเข้มแข็งจนถึงขั้นเป็นแกนน าของสังคมได้นั้นจะต้องเป็นชุมชนที่พึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจได้ และต้องเป็น การอาศัยแนวทางเศรษฐกิจชุมชนแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นวิถีเศรษฐกิจที่ชาวบ้านพึ่งตนเองและพึ่งพากันเองภายในชุมชน เป็นหลัก ถ้าแต่ละชุมชนสามารถจะพึ่งตนเองได้ โดยพึ่งพาภายนอกหรือชุมชนอื่นเป็นส่วนน้อยแล้ว เมื่อเชื่อมโยง ชุมชนที่เข้มแข็งเข้าด้วยกันก็จะเป็นเครือข่ายเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง และหากสามารถท าให้เครือข่ายเศรษฐกิจ ชุมชนขยายตัวครอบคลุมไปทั้งประเทศก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจชาติเข้มแข็งต่อไป


319 เอกสารอ้างอิง ชัยวุฒิ ชัยพันธุ์. (2544). พัฒนำชนบทยั่งยืน. กรุงเทพฯ: ศูนย์หนังสือแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ณดา จันทร์สม. (2565). ทุนทำงสังคมกับกำรพัฒนำชุมชนอย่ำงยั่งยืน. กรุงเทพฯ: คณะพัฒนาการเศรษฐกิจสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง. สืบค้นจาก https://www.chaipat.or.th/ วันที่ 9 กันยายน 2566 ยุทธศำสตร์ชำติด้ำนกำรสร้ำงโอกำสและควำมเสมอภำคทำงสังคม. สืบค้นจาก http://nscr.nesdc.go.th/ns วันที่ 9 กันยายน 2566 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน). (2565). เศรษฐกิจฐำนรำก. สืบค้นจาก https://web.codi.or.th/ วันที่ 9 กันยายน 2566


321 การบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการกับเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดตรัง 20 ปี Integration Spatial Management to Trang Province Development Goals for 20 Years. ปิยาณีย์ เพชรศรีช่วง [email protected] บทน า พระราชกฤษฎีกาว ่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้เมื่อ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2565 โดยหมวด 1 การบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ มาตรา 7 การบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ ระบุไว้ว่าต้องเป็นไปตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อความผาสุก ของประชาชนในพื้นที่ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การอ านวยความสะดวก และตอบสนองความต้องการของประชาชน ในพื้นที่ โดยสอดคล้องกับหลักการดังต่อไปนี้ (1) การพัฒนาแบบองค์รวมซึ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การรักษาความสงบเรียบร้อยและการสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล ้าในทุกมิติ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ (2) การบริหารงานให้เป็นไปตามแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด และเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาค (3) การบริหารแผนงาน โครงการ กิจกรรมในโครงการ งบประมาณ และ บุคลากร ในจังหวัด เพื ่อให้เกิดการปฏิบัติราชการร ่วมกันโดยใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีเป็นหลัก (4) การส ่งเสริมและ ด าเนินการให้เกิดความร ่วมมืออย ่างจริงใจระหว ่างภาครัฐ องค์กรปกครองส ่วนท้องถิ ่น ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชนในจังหวัด (5) การกระจายอ านาจการตัดสินใจไปสู ่ระดับผู้ปฏิบัติ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และความรวดเร็วในการปฏิบัติราชการ (6) การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี มีความโปร ่งใส และมีการตรวจสอบ ผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติราชการ เนื้อหา ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 นี้ ก าหนดจังหวัดตาม กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน แต่ไม่รวมถึงกรุงเทพมหานคร ให้มีแผนพัฒนาจังหวัด ซึ่งหมายถึง รายการเกี ่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อก าหนดเป้าหมาย การพัฒนา ประเด็นการพัฒนา แนวทางการพัฒนา แผนงาน และโครงการส าคัญของจังหวัดที่จ าเป็นต้องจัดท าเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี ซึ่งต้องสอดคล้องแผนพัฒนากลุ ่มจังหวัดรายการเกี ่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อก าหนดเป้าหมายการพัฒนา ประเด็นการพัฒนา แนวทางการพัฒนา แผนงาน และโครงการส าคัญของกลุ่มจังหวัดที่จ าเป็นต้องจัดท าเพื่อให้เป็นไป ตามวัตถุประสงค์และทิศทางการพัฒนาของกลุ่มจังหวัดในอนาคต รวมทั้งเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาค ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อก าหนดเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาคที่สอดคล้องเชื่อมโยงกับแผนระดับชาติ และนโยบาย รัฐบาลมีการพัฒนาเชิงพื้นที่ครอบคลุมทุกมิติ เป็นเครื่องมือบูรณาการแผนของราชการส ่วนกลาง ราชการส ่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส ่วนท้องถิ ่น และหน ่วยงานอื ่นของรัฐ เพื ่อขับเคลื ่อนยุทธศาสตร์ชาติ แผนระดับชาติ นโยบายของรัฐบาล และประเด็นการพัฒนาภาคสู ่การปฏิบัติทั้งนี้ เพื ่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด แก่ประเทศ และตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่


322 จังหวัดตรัง เป็นหนึ่งในสองจังหวัดน าร่องการจัดท าเป้าหมายการพัฒนา 20 ปี โดยใช้กระบวนการบูรณาการ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน สถาบันอุดมศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ผู้แทน ซึ ่งได้รับเลือกจากที ่ประชุมระดับจังหวัด ของสภาองค์กรชุมชนต าบลตามกฎหมายว ่าด้วยสภาองค์กรชุมชน และองค์กรภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจเอกชน รวมทั้งระดมความคิดเห็นประชาชนเชิงพื้นที ่ในทุกอ าเภอ ประกอบด้วย ส่วนราชการระดับอ าเภอ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ผู้น าชุมชน ผู้น า ศาสนา ภาคเอกชน จากก า รบ ริห า รง านเชิงพื้นที ่แบบบู รณ าก า รที ่เป็นไปต ามหลักก า รพัฒน าอย ่ างยั ่งยืน เพื่อความผาสุกของประชาชนในพื้นที่ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การอ านวยความสะดวกและตอบสนองความ ต้องการของประชาชนในพื้นที่โดยสอดคล้องกับหลักการ เช่น การพัฒนาแบบองค์รวมซึ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การรักษาความสงบเรียบร้อยและการสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อม ล ้าในทุกมิติและการมีส ่วนร ่วมของประชาชนในพื้นที ่ โดยจังหวัดตรังได้จัดท าแผนเป้าหมายการพัฒนา 20 ปี ก าหนดให้ “ตรัง เมืองเติบโตบนฐานเศรษฐกิจ BCG โดยมีคุณภาพชีวิตที ่ดีและสิ ่งแวดล้อมที ่ยั ่งยืน” โดยมีแผนที่น าทาง (Roadmap) ดังนี้ 1. Tourism & Services ยกระดับการท่องเที่ยวและบริการมูลค่าสูง พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบครบวงจร 2. Responsible Social Development พัฒนาสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต พัฒนาคุณภาพชีวิตภายใต้เศรษฐกิจฐานรากของคนทุกช่วงวัย 3. Agriculture & Industry เกษตรและอุตสาหกรรมมูลค่าสูง พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการเกษตรและอุตสาหกรรม 4. Natural Resources and Environment บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน พัฒนากลไก โครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศการวิจัยและนวัตกรรม 5. Gastronomy ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อาหารเมืองตรัง สร้างระบบและกลไกการจัดการด้านอาหาร บทวิเคราะห์ ด้านสังคมและความมั่นคง สถานการณ์การพัฒนาภาคใต้ตามเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาคใต้ (พ.ศ.2566 -2570) ภาคใต้วางเป้าหมาย การพัฒนาเพื่อมุ่งสู่การเป็น “แหล่งท่องเที่ยวและบริการที่มีคุณภาพ แหล่งผลิต สินค้าเกษตรปลอดภัยและมูลค่าสูง เชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาค” ที่เติบโตอย่างยั่งยืนบนศักยภาพของพื้นที่ โดยด้านสังคมและความมั่นคง พบว ่า โครงสร้างประชากรของภาคก าลังเข้าสู ่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) โดยสัดส ่วนประชากรผู้สูงอายุ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่สัดส่วนประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานลดลงอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อก าลังแรงงาน ในภาคการผลิตของภาค โดยเฉพาะแรงงานภาคการเกษตร ประมง และการท่องเที่ยว ท าให้ต้องพึ่งพาแรงงานต่าง ด้าวหรือแรงงานนอกพื้นที่มากขึ้น ประชากรมีโอกาสเข้าถึงระบบการศึกษาภาคบังคับและระบบบริการสาธารณสุขปฐมภูมิ มากขึ้น แต่ประชากรวัยแรงงานส ่วนใหญ่มีการศึกษาระดับประถมศึกษาและต ่ากว่าซึ่งอยู่ในภาคเกษตรขาดโอกาส ในการเข้าถึงพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ท าให้มีผลิตภาพแรงงานต ่า จึงต้องยกระดับทักษะฝีมือแรงงาน


323 ทั้งในระบบและนอกระบบตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน ประชาชนในภาคยังมีปัญหาความปลอดภัยใน ชีวิตและทรัพย์สิน และยาเสพติดโดยเฉพาะในเมืองเศรษฐกิจหลักและเมืองท่องเที่ยวส าคัญ ส าหรับจังหวัดตรัง เมื่อพิจารณาจุดเน้นการพัฒนาที่ผ่านมา จังวัดตรังก าหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่า “การยกระดับ คุณภาพชีวิตประชาชน สร้างความเข้มแข็งทางสังคมส ่งเสริมการศึกษาเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ” ซึ่งมีจุดเน้นด้าน โครงสร้างและคุณภาพ โดยประชากรวัยแรงงานและวัยเด็กมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ โดยสมบูรณ์ (Aged Society) ในปีพ.ศ. 2571 เน้นการส่งเสริมการมีงานท า และการประกอบอาชีพทุกกลุ่มเป้าหมาย มีการเรียนรู้และการพัฒนาตลอดชีวิตน าไปสู่การลดการพึ่งพิง ระบบสวัสดิการสังคมที่ช่วยเหลือความจ าเป็นขั้น พื้นฐานของประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที ่ดีขึ้นและพึ ่งตนเองได้อย ่างทั ่วถึงเหมาะสม เป็นธรรม และเป็นไปตาม มาตรฐาน โดยค านึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิที่จะได้รับ ระบบสุขภาพและระบบบริการสุขภาพมีคุณภาพ มาตรฐาน ประชาชนเข้าถึงระบบบริการสุขภาพที่ไร้รอยต่ออย่างเสมอภาคและพึงพอใจ จังหวัดตรังเน้นการแก้ไขปัญหา ความยากจน ลดความเหลื่อมล ้าและพัฒนาคนทุกช่วงวัย ความยากจนและความเหลื่อมล ้าลดลง แต่ยังคงมีความเสี่ยง จากรายได้ที ่ลดลง เนื ่องจากความผันผวนของราคาผลผลิตพืชเศรษฐกิจหลัก (ยางพารา ปาล์มน ้ามัน ส่วนด้านการศึกษาเน้นการได้รับโอกาสทางการศึกษาเท่าเทียมทั่วถึงอย่างมีคุณภาพพัฒนาผู้เรียนสอดคล้องกับทักษะ ในศตวรรษที่ 21 มีศักยภาพรองรับการพัฒนาและการแข่งขันของประเทศ การขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง ส่วนวาระเร่งด่วนที่จังหวัดตรังจะต้องขับเคลื่อนนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะ การปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่เสี่ยงและเร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กและเยาวชน สร้างความปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สิน ทั้งนี้ยังมุ่งการพัฒนาคนและสังคมไทยให้มีคุณภาพและคุณธรรม มีการขับเคลื่อนการด าเนินงาน 4ระดับ ประกอบด้วยระดับจังหวัด ระดับอ าเภอ และระดับชุมชน และมีพื้นที่เป้าหมายร่วมกันคือ ชุมชนคุณธรรมน้อมน าหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวร-บรม การพัฒนาจังหวัดตรังที่ผ่านมาตามวิสัยทัศน์และจุดเน้นดังกล่าว เกิดผลส าเร็จที่ส าคัญ ได้แก่ (1) ครัวเรือน ที่ตกเกณฑ์ความยากจน จากฐานข้อมูล TPMAP (มิติด้านสุขภาพ ความเป็นอยู่ การศึกษา รายได้ การเข้าถึงบริการ ภาครัฐ) ได้รับการช่วยเหลือทั้งหมด 11,219 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 100 (ข้อมูล ณ วันที่ 21 ตุลำคม 2565) อัตรา การมีงานท ารวมของจังหวัดคิดเป็นร้อยละ 73.39 (ส ำนักงำนสถิติจังหวัดตรัง, 2565) (2)กลุ่มเปราะบางที่มีรายได้น้อย และมีภาวะพึ ่งพิงต้องได้รับการช ่วยเหลือ เช ่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป ่วยติดเตียง เข้าถึงสวัสดิการของรัฐ จากTPMAP จ านวน 61,648 ครัวเรือน เป้าหมาย 9,221ครัวเรือน ด าเนินการได้ 9,842ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 106.73 ส่วนด้านที่อยู่อาศัยกลุ่มเปราะบางได้รับการปรับปรุงและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้มีความมั่นคง ปลอดภัย จ านวน 616 หลัง (ส านักงานพัฒนาสังคมและความมั ่นคงของมนุษย์จังหวัดตรัง, 2565) (3) การมีหลักประกันด้านสุขภาพของ ประชาชนในจังหวัดตรัง ร้อยละ 99 การให้บริการทุกระดับได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน ปฐมภูมิ (มาตรฐาน รพ.สต.ติดดาว) ทุติยภูมิ (รพช.) ตติยภูมิ (รพศ.) (มาตรฐาน HA) คิดเป็นร้อยละ 100 (4) ระบบ Telemed ส าหรับการส่งต่อผู้ป่วย ครอบคลุมโรงพยาบาล ร้อยละ100 (5) อัตราส่วนแพทย์ต่อประชากร 1:1999 (ปีพ.ศ. 2565) ร้อยละของประชากร ที่เจ็บป่วยที่เป็นผู้ป่วยในเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี เท่ากับร้อยละ 14.626 อัตราเพิ่มของประชากรมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ ปี 2565 ร้อยละ 0.16 ซึ่งจะส่งผลต่อการมีภาวะพึ่งพิงที่เพิ่มขึ้นในระยะเวลาต่อไป (6) การได้รับโอกาสทางการศึกษา และการเรียนรู้ให้มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม โดยประชากรช่วงอายุ 3 – 5 ปี (ปฐมวัย) ได้รับการศึกษาร้อยละ 97.59 ประชากรวัยเรียนภาคบังคับ (ป.1 - ม.3) ได้รับการศึกษาร้อยละ 95.95 ผู้ส าเร็จการศึกษาภาคบังคับ (ม.4 - ม.6, ปวช., กศน.) ได้รับการศึกษาต่อร้อยละ 98.58 การจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนทุกระดับมีส่วนร่วมสร้างสรรค์


324 การเรียนรู้ เพื ่อให้เกิดสมรรถนะหลัก และการพัฒนาตนเองตามความถนัดและความสนใจ โดยใช้รูปแบบ การเรียนการสอนแบบ Active Learning การพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาทุก ประเภทให้มีสมรรถนะทางภาษาและดิจิทัล (7) การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดใน 762 หมู่บ้าน/ชุมชน มีการจัดตั้งชุดปฏิบัติการประจ าต าบล พร้อมจัดท าแผนปฏิบัติการในการสร้างหมู่บ้าน/ชุมชนเข้มแข็ง ปลอดยาเสพ ติด จัดตั้งอาสาสมัครหมู่บ้าน ชุมชน เพื่อเสริมก าลังฝ ่ายปกครอง ก านันผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความสงบหมู่บ้าน เพื ่อเฝ้าระวังป้องกันไม ่ให้มีการค้า การเสพยาเสพติดในพื้นที ่ โดยเฉพาะใน 108 หมู ่บ้าน/ชุมชนสีแดงที ่พบ การแพร ่ระบาดของยาเสพติด ด้านการบ าบัด ตรังด าเนินการร้อยละ 173.04 สมัครใจ ร้อยละ 151.11 บังคับ ร้อยละ 183.59 ต้องโทษร้อยละ 250.53 (8) จังหวัดตรังเป็นจังหวัดคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น อ าเภอคุณธรรม ต้นแบบโดดเด่น ได้แก่ อ าเภอวังวิเศษ องค์กรคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง ชุมชน คุณธรรมต้นแบบโดดเด่น ได้แก่ บ้านเขาหลัก การพัฒนาของจังหวัดตรังเพื่อให้เป็นไปตามทิศทางเป้าหมายการพัฒนา 20 ปี ก าหนดให้ “ตรัง เมือง เติบโตบนฐานเศรษฐกิจ BCG โดยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน” และด้านสังคมและความมั่นคงมี เป้าหมายพัฒนาสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต Responsible Social Development ด้วยการพัฒนา คุณภาพชีวิตภายใต้เศรษฐกิจฐานรากของคนทุกช่วงวัยนั้น สถานการณ์ที่ส าคัญด้านสังคมและความมั่นคง พบว่า โครงสร้างประชากรและคุณภาพประชากร โดยประชากรวัยแรงงานและวัยเด็กมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ในปี 2571 จังหวัดตรังเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ซี่งในปี 2565 มีอ าเภอที่เป็นสังคมผู้สูงอายุ สมบูรณ์แล้วได้แก่ อ าเภอเมืองตรัง ร้อยละ 21.77 ย่านตาขาว ร้อยละ 20.79 ห้วยยอด ร้อยละ 20.62 และนาโยง ร้อยละ 20.63 แนวโน้มอัตราพึ่งพิงเพิ่มสูงขึ้นจากปี2564 ร้อยละ 59 เป็นร้อยละ 77 ในปี 2582 ส่งผลกระทบต่อ ก าลังแรงงานในภาคการผลิต โดยเฉพาะแรงงานภาคการเกษตร ประมง และการท่องเที่ยว ซึ่งอาจต้องพึ่งพาแรงงาน ต่างด้าวหรือแรงงานนอกพื้นที่มากขึ้น อย่างไรก็ตามสังคมผู้สูงอายุจะเป็นโอกาสส าหรับผู้ประกอบการในการพัฒนาสินค้า และบริการภูมิปัญญาการเพิ่มมูลค่าอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่นเป็นอาหารสุขภาพส าหรับผู้สูงอายุ ด้านความยากจนและความเหลื่อมล ้าลดลง แต่ยังคงมีความเสี่ยงจากรายได้ที่ลดลง เนื่องจากความผันผวน ของราคาผลผลิตพืชเศรษฐกิจหลัก (ยางพารา ปาล์มน ้ามัน) โดยระหว่างปี 2556-2562ราคาสินค้าเกษตรหลักของจังหวัด ลดลง ส่งผลต่อรายได้ครัวเรือน จึงต้องสร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่สนองความต้องการตลาด ในขณะที่ประชากรวัย แรงงานเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานมากขึ้น แต่ยังคงต ่ากว่าระดับประเทศและภาค จึงต้องส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้วยการพัฒนา UP-Skill RE- Skill และทักษะใหม่ ส่วนปัญหายาเสพติดและการก่ออาชญากรรม ตั้งแต่ปี 2559-2564 มีแนวโน้มไม่ลดลง จ านวนผู้ต้องคดียา เสพติดปี 2564 เป็นอันดับที่ 6 ของภาคใต้ และเป็นล าดับที่ 17 ของประเทศ ร้อยละ 79 เป็นผู้ต้องหาคดียาเสพติด ประเภทแอมเฟตามิน (ยาบ้า) การแจ้งความคดี ชีวิต ร่างกาย เพศ และคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์จังหวัดตรังสูงกว่า ระดับประเทศเป็นสองเท่า เมื่อวิเคราะห์สภาพแวดล้อมโดยอาศัยเทคนิค SWOT Analysis เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ที ่เป็น โอกาส-อุปสรรค และสถานภาพที่เป็นจุดแข็ง-จุดอ่อนของจังหวัด ด้านสังคมและความมั่นคง โดยพิจารณาจากข้อมูล ผลการด าเนินงานของจังหวัดที่ผ่านมา สถานการณ์การพัฒนาจังหวัดในมิติด้านสังคมและความมั่นคง ความต่อเนื่อง ของสถานการณ์ และการเคลื่อนตัวของปัจจัยเงื่อนไข รวมทั้ง ความเป็นไปได้ด้วย SWOT Analysis ในการจัดท า เป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี ได้ให้ความส าคัญกับการระบุศักยภาพและโอกาสการพัฒนาพื้นที ่ ซึ ่งเป็น


325 แรงผลักดันหนุนเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและน ามาใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนา ส่วนข้อจ ากัดและ อุปสรรคในการพัฒนาเป็นการเติมเต็มเพื่อช่วยผลักดันการพัฒนา โดยน าเสนอเป็นตาราง ดังนี้ ตารางที่1 แสดงการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมด้านสังคมและความมั่นคงจังหวัดตรัง จุดแข็ง (Strength) จุดอ่อน (Weakness) S1 สถานบริการมาตรฐานและระบบสาธารณสุข เข้มแข็งและครอบคลุมทุกพื้นที่ S2 ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป, ศูนย์พัฒนาครอบครัวใน ชุมชนระดับต าบล และกองทุนหลักประกัน สุขภาพ ท้องถิ่นที่ครอบคลุมทุกท้องถิ่น S3 สถานศึกษาและระบบการศึกษาพร้อมให้บริการ การศึกษาภาคบังคับได้อย่างครอบคลุมทุกพื้นที่ต าบล S4 มีเครือข ่ายองค์กรความร ่วมมือระหว ่างภาครัฐ ประชาสังคม องค์กร ชุมชน และภาคเอกชนในทุกระดับ W1อัตราหนี้สินครัวเรือนสูงกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ยของประเทศ W2 ประชาชนเจ็บป ่วยและตายด้วยโรคหรือสาเหตุ จากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม เช่น มะเร็ง หัวใจ เบาหวาน ความดัน และอุบัติเหตุ W3 คุณภาพทางการศึกษาในบางทักษะ เช่น ทักษะ ภาษาอังกฤษ ยังตกเกณฑ์ค่าเฉลี่ยของประเทศ W4 โครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย และเด็กเกิด ใหม่น้อย W5 คดียาเสพติดและคดีอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับ ชีวิตและทรัพย์สินยังมีมาก W6 ขาดการจัดการและการบูรณาการข้อมูลที่เป็นระบบ W7 อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น โอกาส (Opportunity) อุปสรรค (Threat) O1 นโยบายของรัฐบาลให้ความส าคัญในการพัฒนาเชิง พื้นที่และเน้นให้พื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม เช่น การสนับสนุน การจัดตั้งบริษัทพัฒนาเมือง กองทุนพัฒนาต าบล เป็นต้น O2 นโยบาย IMT GT ความร่วมมือทางเศรษฐกิจสาม ฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย เน้นการกระจายรายได้ และการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน (Local economy) O3 นโยบายสาธารณะตาม พ.ร.บ. สุขภาพแห ่งชาติ และนโยบายในการพัฒนาและดูแลคนสูงวัย T1 การเข้าสู ่สังคมผู้สูงอายุ ท าให้ส ่งผลกระทบต่อ แรงงานภาคการเกษตรและขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพ T2 การเกิดโรคระบาด โรคอุบัติใหม่ T3 แรงงานต่างด้าว/ผิดกฎหมายและการอพยพย้าย ถิ่นของประชากรต่างพื้นที่มีแนวโน้มสูงขึ้น T4 สภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวกระทบต ่อเศรษฐกิจ การลงทุน และการจ้างงาน T5 เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส ่งผล กระทบต่อผู้ประกอบการ/กลุ ่มอาชีพ ผู้ใช้แรงงานที่ ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว ปัจจัยและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะส่งผลต่อการพัฒนา การพัฒนาสังคมมีทิศทางมุ่งพัฒนา สังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตโดยเชื่อมโยงฐานเศรษฐกิจที่สร้างความยั่งยืนบนศักยภาพในพื้นที่ ซึ่งปัจจัยที่ส าคัญ เช่น การพัฒนา R&D และประยุกต์ใช้งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม การยกระดับสินค้าเกษตร การพัฒนา สินค้าเกษตรให้ครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน การส ่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูง การยกระดับ การท่องเที่ยว การเพิ่มมูลค่าอาหาร เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้เศรษฐกิจฐานรากของชุมชน อย่างไรก็ตามมีความจ าเป็น อย่างยิ่งต้องเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยการพัฒนาสถาบันครอบครัว


326 และชุมชนให้มีความเข้มแข็ง โดยเสริมสร้างค่านิยมและบรรทัดฐานเชิงคุณธรรมและศีลธรรมอันดีงาม สนับสนุนการ สร้างความอบอุ ่นของสถาบันครอบครัวเป็นพื้นฐานการพัฒนาเยาวชนที ่ส าคัญ ส ่งเสริมการมีส ่วนร ่วมทุกภาคี เครือข่ายเพื่อร่วมการแก้ปัญหาทางสังคม ข้อเสนอแนะ 1. ควรก าหนดโครงการส าคัญที่จ าเป็นต้องจัดท าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดยี่สิบปีเพื่อให้ เป็นไปตามวัตถุประสงค์และทิศทางการพัฒนาของกลุ่มจังหวัดและจังหวัดในอนาคต 2. ควรผลักดันการพัฒนาฐานข้อมูล (BIG DATA) ด้านสังคมเพื่อเชื่อมโยงในทุกมิติและสามารถรองรับการ พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีในจังหวัดตรัง 3. ควรขับเคลื ่อนการบูรณาการเชิงพื้นที่แบบองค์รวมซึ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน เศรษฐกิจ และ สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การรักษาความสงบเรียบร้อยและการสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล ้าในทุกมิติ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ บทสรุป การบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ ต้องเป็นไปตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อความผาสุกของ ประชาชนในพื้นที่ การส่งเสริมและด าเนินการให้เกิดความร่วมมืออย่างจริงใจระหว่างภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชนในระดับจังหวัด โดยจังหวัดตรังจ าเป็นต้องผลักดันสถานการณ์ส าคัญด้านสังคม และความมั่นคงระดับจังหวัดตรัง ดังนี้ (1) พัฒนาฐานข้อมูล (BIG DATA) ด้านสังคมเพื่อเชื่อมโยงในทุกมิติและสามารถรองรับการพัฒนาคุณภาพ ชีวิตที่ดีในจังหวัดตรัง (2) แก้ไขปัญหาความยากจน สร้างโอกาสในการสร้างอาชีพเพื่อสร้างรายได้ ให้กลุ่มแรงงาน กลุ่มเสี่ยง กลุ่มเปราะบาง โดยมีตลาดแรงงานในจังหวัดรองรับ ใช้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน และส่งเสริม การออมทุกรูปแบบ (3) ขับเคลื่อนระบบสุขภาพ โดยการส่งเสริมสุขภาพ ควบคุมป้องกันโรค รักษาพยาบาล การฟื้นฟูสุขภาพ เช่น การส่งเสริมการออกก าลังกาย การยกระดับบริการของโรงพยาบาลให้สามารถรองรับกับโรค ภัยสุขภาพและ รูปแบบการเจ็บป่วยที่เปลี่ยนแปลงไปของประชาชน เช่น พัฒนาศักยภาพการรักษาโรคมะเร็งโดยการฉายแสงรังสี รักษา การพัฒนาการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น พัฒนาระบบการรักษาทางไกลผ่านระบบ Telemedicine (4) สร้างโอกาสทางการศึกษาทุกรูปแบบให้มีความเสมอภาค ทั่วถึง ต่อเนื่อง และเท่าเทียมกัน (5) การสร้างสัมพันธภาพในครอบครัวและชุมชนให้ปลอดยาเสพติด การเฝ้าระวังป้องกันการแพร่ระบาด ของยาเสพติด การเข้าถึงการบ าบัดจากภาครัฐ (6) ขยายผล ผลักดันคุณธรรมต้นแบบทุกระดับ จังหวัด อ าเภอ ชุมชนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์กระทรวงวัฒนธรรม (7) บูรณาการพัฒนาสังคมสูงวัย (8) การแก้ไขปัญหาที่ดินท ากิน ยังมีประชาชนจ านวนหนึ่งยังต้องการความช่วยเหลือ


327 เอกสารอ้างอิง กลุ ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื ่อการพัฒนาจังหวัด. (2566). แผนพัฒนำจังหวัดตรัง พ.ศ. 2567 - 2570 (ฉบับทบทวน พ.ศ. 2567). ส านักงานจังหวัดตรัง จังหวัดตรัง ส านักงานจังหวัดตรัง. (2566). เป้ำหมำยกำรพัฒนำจังหวัดตรัง 20 ปี พ.ศ. 2566-2585. สืบค้น 29 กันยายน 2566. จาก https://ww2.trang.go.th/news_devpro


329 การยกระดับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท สู่การเป็นกระบวนการยุติธรรมทางเลือกอันเป็นที่พึ่งของประชาชน มนตรี พานิชยานุวัฒน์ [email protected] อานุภาพ รักษ์สุวรรณ [email protected] บทน า ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน การแข่งขันและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและ สังคม ส ่งผลให้ความเกี่ยวข้องและความสัมพันธ์ของคนในสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น และภายใต้ความซับซ้อน ดังกล ่าวไม่สามารถที่จะหลีกเลี ่ยงการกระทบกระทั่งกันจนเกิดข้อพิพาทและความขัดแย้งต่าง ๆ ขึ้นในสังคม ตั้งแต่ข้อพิพาททางการเมือง ข้อพิพาททางด้านที่ดินท ากิน ข้อพิพาทด้านสัญชาติ ข้อพิพาทระหว่างแรงงานกับนายทุน ซึ่งรวมไปถึงประเด็นข้อพิพาทย่อยในระดับบุคคล เช่น การผิดนัดช าระหนี้ หรือข้อพิพาทด้านการละเมิดที่อยู่อาศัย และ ข้อพิพาทจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีการปฏิบัติการบางอย่างที่ไปกระทบสิทธิบางประการท าให้ประชาชน ได้รับผลกระทบทางลบจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นต้น ดังนั้น หากรัฐบาลไม่มีมาตรการในการป้องกันการ เกิดข้อพิพาทจะเป็นต้นเหตุที่ท าให้การเกิดปัญหาการขัดแย้งในสังคมทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น และที่ผ่านมาการ ยุติความขัดแย้งหรือข้อพิพาทในสังคมมักจะด าเนินการผ ่านกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก ซึ่งเป็นกระบวนการ มีค่าใช้จ่ายและระยะเวลาด าเนินการ ส่งผลให้เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน และผลของ การตัดสินชี้ขาดข้อพิพาทท าให้เกิดการแบ่งแยกระหว่างฝ่ายที่ชนะคดีและฝ่ายที่แพ้คดี สุดท้ายแล้วสังคมไทยย่อมจะ หลีกหนีจากการเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยข้อขัดแย้งและข้อพิพาท และจะเป็นอุปสรรคส าคัญต่อการพัฒนาประเทศต่อไป ในอนาคต ทั้งนี้ บทความนี้ต้องการน าเสนอสถานการณ์ ปัญหา และการวิเคราะห์การด าเนินการเกี่ยวกับเกลี่ย ข้อพิพาทของไทย พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะเพื่อการยกระดับการด าเนินการด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท สถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทย สถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทย ส่วนหนึ่งสามารถสะท้อนได้จากสถิติจ านวนคดีที่ขึ้นสู่การพิจารณา ของศาล ทั้งนี้ข้อมูลจากรายงานสถิติคดีในภาพและสรุปผลการด าเนินงานด้านคดีของศาลยุติธรรมทั่วราชอาณาจักร ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 (https://www.moj.go.th/view/83994) แสดงให้เห็นแนวโน้มของจ านวนคดี ในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 – 2564 ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในปี พ.ศ. 2555 มีจ านวนคดีที่ขึ้นสู่ การพิจารณาของศาลทั ่วราชอาณาจักรจ านวน 1,076,847 คดี และมีจ านวนคดีมากที ่สุดในปี พ.ศ. 2561 จ านวน 1,666,085 คดี และเริ่มที่จะลดลงเล็กน้อยในปี พ.ศ. 2562 เป็นต้นมา รายละเอียดของแนวโน้มจ านวนคดี ที่ขึ้นสู่ศาลในรอบ 10 ปีดังกล่าวตามที่แสดงในภาพที่ 1


330 ภาพที่ 1 จ านวนคดีที่ขึ้นสู่ศาลในรอบ 10 ปี (พ.ศ.2555 – 2564) นอกจากนี้ หากพิจารณาจ านวนดดีที่ศาลพิพากษาแล้วเสร็จในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 –2564 พบว่ามีแนวโน้มของการพิจารณาคดีแล้วเสร็จมากขึ้นตามจ านวนคดีที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2555 ศาลพิจารณาคดีแล้วเสร็จจ านวน 1,100,058 คดี และศาลพิจารณาคดีแล้วเสร็จมากที ่สุดในปี พ.ศ. 2562 รวมจ านวน 1,700,428 คดี รายละเอียดของแนวโน้มจ านวนคดีที่ศาลพิพากษาแล้วเสร็จในรอบ 10 ปีดังกล่าวตามที่ แสดงในภาพที่ 2 ภาพที่ 2 จ านวนคดีศาลพิพากษาแล้วเสร็จในรอบ 10 ปี (พ.ศ.2555 – 2564) อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจ านวนคดีที่ขึ้นสู่ศาลทั่วราชอาณาจักรกับจ านวนคดีที่ศาลพิพากษาแล้วเสร็จ เปรียบเทียบกันในแต่ละปีพบว่า ในแต่ละปีจ านวนคดีที่ศาลพิพากษาแล้วเสร็จโดยเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 83.95 โดยยังคงเหลือคดีที่ค้างการพิจารณาเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 16.05 และเมื่อพิจารณาจ านวนคดีทั้งหมดที่อยู่ระหว่างการ พิจารณาคดีของศาลทั่วราชอาณาจักรย้อนหลัง 10 ปี พบว่า จ านวนคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลมี แนวโน้มเพิ่มขึ้น รายละเอียดตามที่แสดงในภาพที่ 3


331 ภาพที่ 3 จ านวนคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลทั่วราชอาณาจักรย้อนหลัง 10 ปี (พ.ศ. 2555 – 2564) สถิติและข้อมูลคดีตามที่กล่าวมาข้างต้น เป็นส ่วนหนึ่งที่สะท้อนภาพความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งทั้งหมดเป็นความขัดแย้งที่ถูกน ามาด าเนินการยุติข้อพิพาทหรือความขัดแย้งด้วยกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักและ ยังไม่ถูกนับรวมเข้ากับความขัดแย้งอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางสังคม ซึ่งเกิดจากความแตกต่างทางสถานภาพทาง สังคม เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม หรือความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันในโอกาสความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ ซึ่งเกิด จากการแข ่งขันทางธุรกิจ การแตกต่างของฐานะและความเป็นอยู ่ หรือความขัดแย้งทางการเมืองหรือความขัดแย้ง สาธารณะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการแย่งชิงทรัพยากรหรือที่ท ากินในพื้นที่ต่าง ๆ การรุกล ้าพื้นที่หรือผลกระทบจากการ ด าเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและทางสังคมของฝ่ายหนึ่งแต่ไปกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นต้น ผล ของความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลให้สังคมขาดความสงบสุข และหากต้องการจะด าเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม กระแสหลักสิ่งที่เป็นปัญหาส าคัญคือ ปัญหาการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชนบางกลุ่มหรือคู่ขัดแย้งใน บางกรณีที่ทั้งขาดความรู้เกี่ยวกับกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขาดทรัพยากรหรือไม่มีศักยภาพเพียงพอใน การต่อสู้คดี รวมถึงการด าเนินการในกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักมักจะมีขั้นตอนและระยะเวลาในการด าเนินการ ยาวนาน รวมถึงระบบยุติธรรมอาจไม่สามารถแก้ไขข้อขัดแย้งในสังคมไทยอย่างมีประสิทธิภาพ ส ่งผลให้การเข้าถึง กระบวนการยุติธรรมเหล่านั้น ไม่ก่อให้เกิดความเสมอภาค เป็นธรรม หรือรวดเร็วตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและ ในบางกรณีค าพิพากษาของศาลที่ถือเป็นการยุติหรือเป็นการสิ้นสุดของคดีความไม่สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับ คู่กรณีได้อย่างแท้จริง การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยปกติเมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างกันคู่พิพาทต่างต้องการได้รับความยุติธรรม ทั้งนี้ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้คู่พิพาทได้พูดคุยกัน เพื่อหาแนวทางระงับข้อพิพาทที่ทุกฝ่ายพึงพอใจ โดยมีคนกลางท า หน้าที่ช่วยเหลือและอ านวยความสะดวกให้คู่พิพาทได้มีโอกาสพูดคุยเสนอทางออกร่วมกันน าไปสู่การแก้ไขข้อพิพาทด้วย ความพึงพอใจของคู่พิพาท การไกล่เกลี่ยจึงเป็นวิธีการระงับข้อพิพาทรูปแบบหนึ่ง ที่มีลักษณะของการระงับข้อพิพาท ทางเลือก (Alternative Dispute Resolution - ADR) นอกจากการให้ศาลชี้ขาดตัดสินซึ ่งเป็นการระงับ


332 ข้อพิพาทที่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ฟื้นฟูความสัมพันธ์ และเยียวยาความเสียหายที่ท าให้คู่กรณีได้หาทางออก ร่วมกันโดยที่ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจ (Win-Win) การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของไทยในปัจจุบัน มีหลายหน่วยงานที่มีการด าเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ตามบริบทของกฎหมายของแต่ละหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงาน การไกล่เกลี่ยในธุรกิจประกัน การไกล่เกลี่ยด้านการคุ้มครองผู้บริโภค การไกล่เกลี่ยของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา รวมถึงการไกล่เกลี่ยในชั้น ศาล และการไกล ่เกลี่ยหลังค าพิพากษาและชั้นบังคับคดี เป็นต้น ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 หลังจากที่มีการ ประกาศใช้พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 เป็นต้นมา บทบัญญัติของพระราชบัญญัติดังกล่าวถือ เป็นมาตรฐานกลาง เพื่อให้กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแพ่งซึ่งมีทุนทรัพย์ไม่มากนักและข้อพิพาททางอาญาบาง ประเภท มีระบบและมาตรฐานเดียวกัน โดยก าหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ไกล ่เกลี่ยและการขึ้น ทะเบียนเป็นผู้ไกล่เกลี่ย เพื่อจัดระเบียบการประกอบอาชีพผู้ไกล่เกลี่ยและคุ้มครองประโยชน์ของคู่กรณีและบุคคล อื่นที่มีส ่วนเกี่ยวข้องกับข้อพิพาท และให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมท าหน้าที่ส ่งเสริมและ สนับสนุนให้ประชาชนรวมตัวกันเป็นศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน เพื่อเป็นกระบวนการยุติธรรมทางเลือก ที่คู่ขัดแย้งสามารถใช้เพื่อยุติความขัดแย้ง โดยไม่ต้องฟ้องร้องด าเนินคดีในชั้นศาล ทั้งนี้ ประโยชน์ที่เกิดจากการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาท คือ ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางเลือกได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็น การน ากระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแพ่งซึ่งมีทุนทรัพย์ไม่มากนักและข้อพิพาททางอาญาบางประเภทมาก าหนด เป็นกฎหมายกลางเพื่อให้หน่วยงานของรัฐหรือศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน ใช้ในการยุติหรือระงับข้อพิพาท ดังกล่าว โดยค านึงถึงความยินยอมของคู่กรณีเป็นส าคัญ ท าให้ปริมาณคดีขึ้นสู่ศาลลดน้อยลง ลดปัญหาความขัดแย้ง เกิดความสมานฉันท์ขึ้นในสังคม ลดงบประมาณแผ ่นดินและค่าใช้จ่ายของคู่กรณีในการด าเนินคดีในชั้นศาล และ เสริมสร้างสังคมให้อยู ่ร ่วมกันอย ่างปกติสุข ทั้งนี้ ตารางที ่ 1 แสดงให้เห็นถึงสถิติการไกล ่เกลี ่ยข้อพิพาทตาม พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ที่มีแนวโน้มจ านวนข้อพิพาทที่น าเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยมากขึ้น และข้อมูลการประมาณการของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ แสดงให้เห็นว่าการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทสามารถช่วย ลดใช้จ่ายประชาชน (แพ่ง) เฉลี่ยจ านวน 129,888 บาท/คดี และลดต้นทุนภาครัฐ (อาญา) เฉลี่ยจ านวน 76,612 บาท ตารางที่ 1 สถิติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ปีงบประมาณ จ านวนข้อพิพาท ที่สามารถไกล่เกลี่ยได้ จ านวนข้อพิพาท ที่ไม่สามารถไกล่เกลี่ย รวมทั้งสิ้น ข้อพิพาท ทางแพ่ง ข้อพิพาท ทางอาญา รวมทั้งสิ้น ข้อพิพาท ทางแพ่ง ข้อพิพาท ทางอาญา รวมทั้งสิ้น ข้อพิพาท ทางแพ่ง ข้อพิพาท ทางอาญา รวมทั้งสิ้น 2562 417 88 505 57 14 71 474 102 576 2563 556 67 623 65 18 83 621 85 706 2564 650 17 667 26 3 29 676 20 696 2565 5,152 48 5,200 33 5 38 5,185 53 5,238 รวม ปี 62-65 6,775 220 6,995 181 40 221 6,956 260 7,216 เฉลี่ย ปี 62-65 1,693.75 55.00 1,748.75 45.25 10.00 55.25 1,739.00 65.00 1,804.00 2566 600 8 608 4 - 4 604 8 612 รวมทั้งสิ้น 7,375 228 7,603 185 40 225 7,560 268 7,828 เฉลี่ย ปี 62-65 1,475.00 45.60 1,520.60 37.00 8.00 45.00 1,512.00 53.60 1,565.60


333 ปัญหาและอุปสรรคส าคัญของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ด้วยบทบัญญัติของพระราชบัญญัติการไกล ่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมเป็นหน่วยงานหลักที่ด าเนินการขับเคลื่อนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของประเทศ อย่างไรก็ตาม หาก วิเคราะห์การด าเนินงานของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ มีประเด็นข้อจ ากัดที่น่าสนใจได้แก่ 1) การด าเนินงานตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติการไกล ่เกลี ่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 รับผิดชอบ โดยกองส่งเสริมการระงับข้อพิพาท ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับกอง และมีบุคลากรจ านวนจ ากัด ซึ่งไม่สมดุลกับบทบาทและ ความรับผิดชอบเกี่ยวกับงานด้านการไกล่เกลี่ยของประเทศ 2) การด าเนินการด้านการไกล่เกลี่ยในปัจจุบันมุ่งเน้นเฉพาะการด าเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเท่านั้น เป็นเพียง “กระบวนการไกล่เกลี่ยที่ยังไม่ครอบคลุมทั้งต้นน ้า กลางน ้า และปลายน ้า” โดยกระบวนการไกล ่เกลี่ย ในส ่วนของ “ต้นน ้า” จะเกี ่ยวข้องกับภารกิจของการให้ความรู้ความเข้าใจในกระบวนการยุติธรรมทางเลือก การส่งเสริมการระงับข้อพิพาท และการจัดการความขัดแย้ง ซึ่งจะเป็นมาตรการในเชิงป้องกัน ส่วนภารกิจ “กลางน ้า” การด าเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทจะมีความสัมพันธ์กับกระบวนการยุติธรรม ในช่วงระยะเวลา “ก่อนฟ้องคดี” และ “ช ั้นพ ิ จ า รณ าคด ีข อ งศ าล” โ ด ยใน ช ่ วง ร ะ ย ะเ ว ล า “ก ่ อนฟ้ อ ง คดี” จ ะ มีหน ่ ว ยง านของ รั ฐ หรือหน่วยงานอื่นที่ท าหน้าที ่ในการไกล่เกลี่ยก ่อนฟ้องคดี ได้แก่ การไกล่เกลี่ยตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 32) ซึ่งจะเป็นการไกล่เกลี่ยโดยผู้ประนีประนอมที่ศาลแต่งตั้ง และ เป็นการไกล่เกลี่ยที่ยังไม่มีการเสนอค าฟ้องต่อศาล การไกล่เกลี่ยตาม พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 61/1 (4) ได้ก าหนดให้อ าเภอ มีอ านาจไกล ่เกลี่ย หรือจัดให้มีการไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาท เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในสังคม และที่ส าคัญคือ “การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อ พิพาท พ.ศ. 2562 ” โดย “กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และกองส่งเสริมการระงับข้อพิพาท” ท าหน้าที่ในการ ส่งเสริมพัฒนาและขับเคลื่อนการระงับข้อพิพาททางเลือกด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ทั้งข้อพิพาททางแพ่งและทาง อาญาตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกฎหมายการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท นอกจากนั้นในช่วงภารกิจกลางน ้า ยังมีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทใน “ชั้นพิจารณาคดีของศาล” ซึ่งจะเป็นการไกล่ เกลี่ย เมื่อมีการน าเสนอคดีต่อศาล ซึ่งจะมีขั้นตอนของการไกล่เกลี่ย 2 ลักษณะ คือ (1) การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนถึง วันนัดพิจารณา (2) การไกล ่เกลี ่ยข้อพิพาทระหว ่างการพิจารณาคดีของศาล โดยในชั้นพิจารณาคดีของศาล การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทจะเป็นอ านาจหน้าที่ของศาลทั้งหมด การไกล ่เกลี่ยข้อพิพาทตามภารกิจ “ปลายน ้า”ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กับช่วงเวลา “หลังศาลมีค าพิพากษา” โดยศาลจะออกค าบังคับให้ลูกหนี้ช าระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามค าพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 273 ก าหนดให้ศาลออกค าบังคับในคดีมโนสาเร่ ที่เป็นคดีเล็กค่าเสียหายไม่เกิน 300,000 บาท ศาลจะให้เวลา ลูกหนี้ช าระหนี้ไม่เกิน 15 วันเท่านั้น ซึ่งหลังจากที่ศาลมีค าพิพากษาให้ลูกหนี้ช าระหนี้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้จะต้องส่ง หมาย บังคับให้ลูกหนี้ไปช าระหนี้ตามค าพิพากษา “ภายใน 30 วัน” หากไม่ยอมช าระหนี้ เจ้าหนี้จะไปขอตั้ง เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื ่อยึดอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ เพื ่อเอามาช าระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ก็ได้ นอกจากนั้น เจ้าหนี้มีสิทธิ์ยึดอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้เป็นระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีค าพิพากษาถึงที่สุด แม้ว่าในวันที่ศาลมี ค าพิพากษา ลูกหนี้จะไม่มีทรัพย์สินใด ๆ จะให้ยึดอายัด แต่ถ้าภายหลังในระยะเวลาดังกล่าว ลูกหนี้ได้ทรัพย์สินมา ก็อาจถูกเจ้าหนี้บังคับได้ เช่น การได้รับมรดก การถูกรางวัลลอตเตอรี่ เป็นต้น


334 3) การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท จ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีระบบ กลไก และมาตรฐานของการไกล่เกลี่ยที่เป็น “มาตรฐานกลาง” ที่ใช้บังคับทั้งกระบวนการไกล่เกลี่ยที่เป็นต้นน ้า กลางน ้าและปลายน ้า เพื่อให้เกิดการสร้างการมี ส่วนร่วมกับเครือข่าย อาสาสมัครภาคประชาชน บูรณาการ ความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการส่งเสริมพัฒนา และขับเคลื่อนการระงับข้อพิพาททางเลือก ด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการเข้าถึง ความยุติธรรมอย่างสะดวก รวดเร็วเป็นธรรม โดยจัด “มาตรฐานกลางของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท” ให้คู่กรณีมีโอกาส เจรจาตกลงกัน เพื่อการระงับข้อพิพาทด้วยสันติวิธีและปราศจากการวินิจฉัยข้อพิพาท และให้ข้อตกลงอันเกิดจากความ ตกลงยินยอมของคู่กรณีมีสภาพบังคับตามกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนทุกชนชั้นสามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้ อย่างแท้จริงตามหลักความเสมอภาคและยังท าให้ปริมาณคดีที่ขึ้นสู่ศาลลดน้อยลง ลดปัญหาความขัดแย้งและเกิดความ สมานฉันท์ในการยุติข้อพิพาท ด้วยกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน 4) บทบาทหน้าที ่ในการไกล ่เกลี ่ยพิพาทของกองส ่งเสริมการระงับข้อพิพาทท าได้แต ่เพียงการระงับ ข้อพิพาททางแพ่งและทางอาญาตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ยังขาดบทบาทของการท า หน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทความขัดแย้งทางสังคมหรือความขัดแย้งทางสาธารณะ จึงยังไม่มีหน่วยงานในระดับประเทศ ที่ท าหน้าที่ในเชิงนโยบายและในเชิงการจัดการกับความขัดแย้งของสังคมหรือความขัดแย้งสาธารณะที่เป็นปัญหา สังคมหรือปัญหาสาธารณะที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างประชาชนในสังคมหรือชุมชน ข้อเสนอแนะ เนื่องจากบทบาทการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในภาพกว้าง ประกอบด้วยภารกิจทั้งในเชิงการป้องกันความขัดแย้ง การ ยุติข้อขัดแย้ง และผลของการระงับข้อขัดแย้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยเฉพาะอย่างยิ่งกอง ส่งเสริมระงับข้อพิพาท กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม จ าเป็นต้องมีการปรับบทบาทการด าเนินงาน ที่ครอบคลุมทั้งบทบาทในเชิงรุกและบทบาทเชิงรับ โดยมีข้อเสนอแนะส าคัญ 2 ประการ ดังนี้ 1) การยกระดับหน่วยงานเดิมด้วยการปรับโครงสร้างของหน่วยงานให้มีศักยภาพในการรองรับงานเชิงรุกและ เชิงรับ ทั้งที่เป็นภารกิจต้นน ้า กลางน ้า และปลายน ้าของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท การขับเคลื่อนงานด้านการไกล่เกลี่ยข้อ พิพาทด้วยหน่วยงานตามโครงสร้างเดิม มีขอบเขตงานเฉพาะ “งานไกล่เกลี่ยภาคประชาชนเท่านั้น” จึงเป็นการ ยากและข้อจ ากัดที่จะขับเคลื่อนการด าเนินการด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของการไกล่ เกลี่ยข้อพิพาททั้งระบบ และยากที ่จะน าไปสู ่ความส าเร็จในการพัฒนาการไกล ่เกลี่ยข้อพิพาทไปเป็นกระบวนการ ยุติธรรมทางเลือก 2) การมีหน่วยงานที่มีศักยภาพในการด าเนินการที่ส าคัญประกอบด้วย - การก าหนดนโยบายด้านการป้องกันและแก้ไขความขัดแย้งในสังคมและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท - การส่งเสริม สนับสนุน และด าเนินการป้องกันความขัดแย้งและการยุติข้อขัดแย้งในชุมชน สังคม และข้อพิพาทสาธารณะต่าง ๆ - การด าเนินการและส ่งเสริมการไกล ่เกลี ่ยข้อพิพาทก ่อนการฟ้องและหลังค าพิพากษา เพื่อลดจ านวนคดีที่จะเข้าสู่ศาลและสามารถยุติข้อขัดแย้งที่เป็นที่พอใจของคู่กรณี - การสนับสนุนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของประเทศและหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องด าเนินการไกล่เกลี่ยข้อ พิพาทให้เป็นไปอย่างมีมาตรฐาน


335 - การพัฒนาและสร้างมาตรฐานการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของประเทศทั้งมาตรฐานบุคลากรด้านการไกล่ เกลี่ยข้อพิพาท มาตรฐานศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและมาตรฐานของระบบ กลไก และกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท - การติดตตามและก ากับมาตรฐานการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของประเทศ บทสรุป กระบวนการยุติธรรมทางเลือกเป็นส่วนส าคัญในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน และเป็น กระบวนการที่ลดภาระด้านเวลาและค่าใช้จ่ายในการยุติข้อพิพาทของคู่กรณี และเป็นวิธีการที่สามารถยุติข้อขัดแย้ง ร่วมกันของคู่ขัดแย้ง และเป็นการยุติข้อพิพาทที่เป็นที่พึงพอใจของทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในสังคมไทยมีการใช้ การไกล่เกลี่ยเพื่อยุติข้อพิพาทต่าง ๆ และมีการด าเนินการโดยหลายหน่วยงาน แต่การด าเนินการเหล่านั้นยังขาด มาตรฐานเดียวกัน นอกจากนี้การประกาศใช้พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ถึงเป็นจุดเริ่มต้น ที ่ส าคัญส าหรับการพัฒนาการไกล ่เกลี ่ยข้อพิพาท เพื ่อให้เป็นกระบวนการยุติธรรมทางเลือกอันเป็นที ่พึ ่งของ ประชาชน อย่างไรก็ตาม การด าเนินการเพื่อให้เกิดผลตามพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวยังมีข้อจ ากัดบางประการ ที่ต้องได้การพัฒนา แก้ไข และปรับปรุงต่อไป ดังนั้น จึงมีความจ าเป็นต้องยกระดับการด าเนินงานด้านการไกล่ เกลี่ยข้อพิพาทเพื่อให้ครอบคลุมภารกิจ ในการแก้ไขข้อขัดแย้งหรือข้อพิพาทตั้งแต่การป้องกันมิให้เกิดข้อพิพาท และ เมื่อเกิดข้อพิพาทแล้วต้องมีระบบและกลไกลในการยุติข้อขัดแย้ง และผลข้อการตกลงเพื่อการยุติข้อขัดแย้งสามารถ ด าเนินการและเป็นที่พึงพอใจของคู่กรณี อันจะส่งผลให้ “การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเป็นกระบวนการยุติธรรมทางเลือก อันเป็นที่พึ่งของประชาชน” ได้อย่างแท้จริง เอกสารอ้างอิง กระทรวงยุติธรรม. (2565). รำยงำนสถิติคดีในภำพรวมและสรุปผลกำรด ำเนินงำนด้ำนคดีของศำลยุติธรรมทั่ว รำชอำณำจักร ประจ ำปี พ.ศ. 2565. สืบค้นจาก https://www.moj.go.th/view/83994 อรทัย ก๊กผล. (2560). การขยายบทบาทและภารกิจงานยุติธรรมสู่ท้องถิ่น: ศักยภาพ แนวทางปฏิบัติและขอบเขต ภารกิจ. วำรสำรสถำบันพระปกเกล้ำ. 15(2) . หน้า 21-48 Community Relations Service (CRS), (2023). สิบค้น วันที่ 28 สิงหาคม 2566. จาก www.justice.gov/crs. United States Department of Justice. American Bar Association (ABA), (2023). สืบค้น เมื่อ 5 สิงหาคม 2566. จาก www.americanbar.org/groups/dispute_resolution/ Her Majesty's Courts and Tribunals Service (HMCTS), (2023). สืบค้น วันที่ 12 สิงหาคม 2566. จาก www.gov.uk/government/organisations/hmcts. Civil Mediation Council (CMC), (2023).สืบค้น วันที่ 28 สิงหาคม 2566จาก www.civilmediation.org. National Mediator Accreditation System (NMAS), (2023). สืบค้น วันที่ 28 สิงหาคม 2566. จาก www.nmas.com.au. Resolution Institute, (2023). สืบค้น วันที่ 28 สิงหาคม 2566. จาก www.resolution.institute.


337 ทิศทางการแก้ไขกฎหมายในเหตุการณ์กราดยิง เปมิกา สนิทพจน์ [email protected] ในห้วงก่อนปี พ.ศ. 2563 ประเทศไทยไม่เคยมีการเกิดคดีการกราดยิงเกิดขึ้นมาก่อน ท าให้ทั้งประชาชน และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีการเตรียมแผนการรับมือ หรือการเตรียมความพร้อมในการป้องกันหรือปราบปรามมาก่อน จนกระทั่งในปี 2563 - 2566 ได้เกิดคดีกราดยิงขึ้นถึง 6 เหตุการณ์ด้วยกัน ดังนี้ ครั้งที่ 1 เหตุการณ์กราดยิงโคราช เหตุเกิดเมื่อวันที่ 8 กุมพันธ์ 2563 ณ ห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 โคราช ซึ่งถือว่าเป็นการกราดยิงครั้งแรกของเมืองไทย และเป็นการยิงแบบไม่เลือกหน้า มีผู้เสียชีวิตจ านวนมาก ถึง 31 คน และผู้ได้รับบาดเจ็บ 58 คน ผู้ก่อเหตุคือ จ.ส.อ. จักรพันธ์ ถมมา อายุ 32 ปี เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน ระยะไกลท าการไลฟ์สดขณะก่อเหตุฆาตกรรมสยองขวัญลงเฟซบุ๊ก ซึ่งในขณะนั้นมีผู้ที่หลบซ่อนอยู่ในห้างเป็นจ านวน มาก โดยนายจักรพันธ์ได้ท าการเดินส ารวจสถานที่ต่าง ๆ พร้อมลั่นไกปืนไปเรื่อย ๆ ตลอดทั้งคืนถูกเจ้าหน้าที่ท าการ วิสามัญเสียชีวิตในที่เกิดเหตุนับเป็นเหตุการณ์กราดยิงที่ร้ายแรงที่สุดในประเทศไทยสาเหตุหรือแรงกระตุ้นที่ท าให้กระท า ผิด คือ ผู้กระท าผิดอ้างว่าเกิดความกดดันจากการถูกผู้บังคับบัญชาหลอกเรื่องการซื้อบ้าน ครั้งที่ 2 กราดยิงปทุมธานี –สระบุรี 2563 เหตุเกิดวันที่ 24 มิถุนายน 2563 โดยผู้กระท าผิดใช้ปืน 11 มม. ซึ่งขโมยมาจากคนข้างบ้าน ไล่ยิงเจ้าหน้าที่ช่างไฟฟ้าประจ าสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ต าบลหนองโรง อ.หนองแค จ.สระบุรี ผู้กระท าผิดได้ขับรถยนต์กระบะสีแดงมาจอดบริเวณข้างวัดบึงบา และใช้อาวุธปืน ยิงบริเวณประตูวัดบึงบาริมถนน บางขัน-หนองเสือ ไม ่ทราบทิศทาง และวัตถุประสงค์ จากนั้นได้ขับรถหลบหนีไป เมื ่อท าการตรวจสอบเหตุและ หาข่าวที่เกิดขึ้น พบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. ตกอยู่บริเวณประตูวัดจ านวน 4 ปลอก ทราบทิศทางหลบหนี ใช้ ถนนเลียบคลอง 10 มุ่งหน้าไปทาง อ.หนองแค ตรวจสอบเหตุและหาข่าวที่เกิดขึ้น พบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. ตกอยู่บริเวณประตูวัดจ านวน 4 ปลอก ทราบทิศทางหลบหนี ใช้ถนนเลียบคลอง 10 มุ่งหน้าไปทาง อ.หนองแค จากนั้น ไม่นาน คนร้ายก็ตัดสินใจมอบตัว หลังถูกเจ้าหน้าที่หลายสิบชีวิตท าการปิดล้อม โดยมีพ่อกับแม่คอยพูดเกลี้ยกล ่อมอยู่ ตลอดเวลา รวมระยะเวลาในการล้อมจับกุมทั้งสิ้น 8 ชั่วโมง ครั้งที่ 3 กราดยิงร้านทองลพบุรี 2563 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2563 ณ ร้านทอง ห้างโรบินสัน จังหวัดลพบุรี โดยในตอนนั้นมีคนร้ายสวมชุดอ าพรางสีด าทั้งตัว พร้อมด้วยหมวกไหมพรมและกระเป๋าเป้ บุกเข้าไป บริเวณร้านทองในห้างโรบินสัน เมื่อเข้าไปในห้างสรรพสินค้า คนร้ายได้ท าการฆาตกรรมผู้อยู่ในเหตุการณ์ทันที3 ราย ได้แก ่ รปภ.ของห้าง, พนักงานร้านทอง และเด็กชายวัย 2 ขวบ ก ่อนจะกวาดเอาทองหนัก 28 บาท แล้วขับ รถจักรยานยนต์ฟีโน่หลบหนีไป จากการสืบสวนสอบสวนหลายวัน ในที่สุดพบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายประสิทธิชัย เขาแก้ว หรือ ผอ.กอล์ฟ อดีตผู้อ านวยการโรงเรียนประถมในจังหวัดสิงห์บุรี เปิดเผยสาเหตุการลงมือว่า เกิดจากปัญหาส่วนตัว และการเงิน ส่วนที่ยิงคนในร้านเพราะต้องการเปิดทางในการชิงทอง ท าให้มีผู้เสียชีวิตรวม 3 ราย บาดเจ็บอีก 4 คน


338 ครั้งที่ 4 กราดยิงที่จังหวัดอุบลราชธานี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2565 บริเวณลานตลาดอุบลสแควร์ ณ ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี จังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นหนึ่งในข่าวกราดยิงที่สร้างความหวาดกลัวให้ผู้คนได้มากที่สุด เหตุการณ์กราดยิงอุบล เกิดขึ้นเนื่องจากการทะเลาะวิวาทของ 2 แก๊งวัยรุ่น ได้แก่ “แก๊งขามใหญ่” และ “แก๊งหาดวัด ใต้” น าไปสู่เสียงปืนที่ก้องกังวานไปทั่วบริเวณ จนประชาชนโดยรอบ ต้องรีบหนีตายกันแบบไม่คิดชีวิต ภายหลังพบมี ผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 3 ราย และบาดเจ็บจ านวนมาก น าไปสู่การออกหมายจับผู้ก่อเหตุ 26 ราย ในเวลาต่อมา ซึ่งกลุ่มวัยรุ่น ที่ท าการกราดยิง มีประวัติอาชญากรรมเกือบทุกคน โดยหนึ่งในผู้ต้องหามีคดีติดตัวมากถึง 13 คดีเลยทีเดียว ครั้งที่ 5 กราดยิงศูนย์เด็กเล็ก จังหวัดหนองบัวล าภู เหตุเกิดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2565 ซึ่งผู้ก่อเหตุเป็นอดีต ต ารวจ ชื่อว่า ส.ต.ท.ปัญญา ค าราบ คาดเอี่ยวปมโดนให้ออกจากราชการ เพราะพัวพันคดียาเสพติด คนร้ายบุกเข้า มาที่โรงเรียน จากนั้นมีเสียงปืนดังขึ้น พบคนในพื้นที่ถูกยิงทันทีหลายศพ ก่อนที่คนร้ายจะท าการเพิ่มกระสุนปืน แล้ว เดินเข้ามาในอาคาร โดยใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปที่ประตู แล้วถีบกระจกปลดล็อคเข้าไปด้านใน ทางบุคลากรที่เห็น เหตุการณ์รีบกระจายข่าวให้คนอื่นระวังตัว โดยในตอนแรกไม่ทันคาดคิดว่าผู้ก่อเหตุจะท าร้ายเด็กด้วย แต่ปรากฏว่า ส.ต.ท.ปัญญา ได้ใช้อาวุธมีดฟันไปบริเวณศีรษะของเด็กเล็กที่ก าลังนอนอยู่ ทั้งยังได้ฟันครูท้องแก่ที่ก าลังจะคลอด เดือนหน้า ภายหลังผู้ก่อเหตุได้ท าการหลบหนีไป ก่อนที่ต ารวจจะสืบพบว่า ส.ต.ท.ปัญญาได้เดินทางกลับไปที่บ้าน แล้ววิสามัญลูกและภรรยา ก่อนฆ่าตัวตายตาม เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงศูนย์เด็กเล็กหนองบัวล าภูแล้ว เกือบ 40 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกจ านวนมาก ครั้งที่ 6 กราดยิงที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน ที่กรุงเทพมหานคร เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566 ผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชนอายุ 14 ปี ใช้อาวุธปืนกราดยิงไม่เลือกหน้ามีผู้บาดเจ็บหลายคน และเสียชีวิต จ านวน 4 คน จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า สาเหตุเกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่ การติดเกมส์ และมีอาการป่วยทางจิตเวช เมื่อสรุปเหตุการณ์ทั้ง 6 เหตุการณ์ พบว่า อาชญากรเหล่านี้มักมีพฤติกรรมเก็บตัวโดดเดี่ยวไม่สุงสิงกับผู้อื่น หรือมีลักษณะถูกกระท าในวัยเด็ก เผชิญภาวะบีบคั้นในโรงเรียนหรือที่ท างาน แต่นิยมความรุนแรง คลุกคลีกับความ รุนแรงมาตลอด เช่น มีนิสัยชอบฆ่าสัตว์ นิยมปืน ชอบศึกษาเรื่องปืน หรือชอบศึกษาเรื่องเหตุการณ์กราดยิงที่เกิด ขึ้นมาในอดีต ได้รับความกดดันจากภายนอกท าให้เกิดความคับแค้นด้วยเหตุผลส่วนตัวจึงลงมือกราดยิง สถานที่เกิดเหตุสามารถเกิดขึ้นในที่ตั้งหนึ่งแห่งหรือหลายแห่งซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน ผู้กระท าผิดสามารถ ด าเนินการในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน โดยสถานที่ของการก่อเหตุเป็นได้ทั้งสถานที่ท างาน สถานศึกษา สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ทางศาสนา ย่านธุรกิจ หรือคอนเสิร์ตกลางแจ้ง กล ่าวคือเป็น “สถานที่ที่มีคนพลุกพล ่าน” และอาจมีผู้ก่อเหตุ (active shooter) คนเดียวหรือหลายคน โดยไม่ได้กระท าในนามกลุ่มอาชญากรรมหรือกลุ่มอันธพาล และไม่ได้อยู่ ในบริบทของการท าสงคราม หรือลงมือกราดยิงโดยถือเป็นส ่วนหนึ ่งของอาชญากรรมอื ่น แรงจูงใจของผู้ก ่อเหตุ มีไม่ตายตัว ค านิยามของการกราดยิงจึงไม่ก าหนดว่าเป็นแรงจูงใจรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น อีกทั้งผู้ก่อเหตุมี เจตนา ลงมือและโดยส่วนใหญ่มีการเตรียมการมาก่อน ทั้งแผนการ อาวุธปืน และกระสุนหลายนัด หรือกระทั่งเสื้อ เกราะป้องกันกระสุน ในบางรายอาจตั้งใจถ่ายทอดสดทางสื่อโซเชียลมีเดีย ณ ขณะที่ก าลังก่อเหตุ โดยคาดหวังที่จะ ประกาศเจตจ านง เรียกร้องความสนใจหรือความต้องการบางประการ อาวุธที่ใช้ในการก่อเหตุคือ อาวุธปืน ท าให้หลาย ๆ ประเทศที่เคยมีเหตุการณ์การกราดยิงได้มีมาตรการ ในการควบคุมอาวุธปืน ดังนี้ (Jiratchaya Chaichumkhun, 2566)


339 ประเทศนิวซีแลนด์ จากเหตุกราดยิงในมัสยิดในเมืองไครสต์เชิร์ชเมื่อปี 2019 พรากชีวิตผู้คนไป 51 คน และท าให้มีผู้บาดเจ็บ 40 คน ซึ่งถือเป็นการสังหารหมู่ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์นิวซีแลนด์ข้ามวันหลังเกิดเหตุ จาซินดา อาร์เดิร์น (Jacinda Ardern) นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ก็ออกประกาศว่าจะเดินหน้าผลักดันแก้ไขกฎหมาย เพื่อควบคุมปืนให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ก่อนจะประกาศรายละเอียดตามมาว่า จะแบนอาวุธกึ่งอัตโนมัติ ปืนไรเฟิลจู่โจมแทบ ทุกชนิด แม็กกาซีนที่มีความจุสูง รวมถึงชิ้นส่วนใด ๆ ก็ตามที่น ามาดัดแปลงใส่ปืนได้ แบบเดียวกับที่ผู้ก่อเหตุใช้ในการ กราดยิงรัฐสภานิวซีแลนด์ยังลงมติอย่างท่วมท้น ด้วยคะแนนเสียง 119:1 ให้ผ่านร่างแก้ไขกฎหมายเพื่อแบนอาวุธปืน กึ่งอัตโนมัติและปืนไรเฟิลจู่โจมแทบทุกชนิดทั้งประเทศ นอกจากนี้ประเทศนิวซีแลนด์ได้มีการแก้ไขกฎหมายอื่น ๆ เช่น การห้ามอาวุธปืนที่มีความเสี่ยงสูงอย่างปืนไรเฟิลสั้นกึ่งอัตโนมัติ เพิ่มความเข้มงวดในกฎส าหรับผู้ค้าปืน และลด ระยะเวลาของใบอนุญาตอาวุธปืนจาก 10 ปีเป็น 5 ปี ส าหรับผู้ถือใบอนุญาตครั้งแรก ผู้ที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต หรือผู้ที่ ใบอนุญาตหมดอายุความพยายามของนิวซีแลนด์ในการควบคุมอาวุธปืนได้รับการยกย่องจากทั่วโลก โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งฝ่ายนิติบัญญัติสนับสนุนการควบคุมอาวุธปืนและนักเคลื่อนไหวต่างพยายามอย่างหนัก จัดการกับความรุนแรงที่เกิดจากปืน เยอรมนี จากเหตุกราดยิงในเมืองแอร์ฟูร์ท ประเทศเยอรมนี เมื่อปี 2022 ท าให้รัฐบาลคุมเข้มกฎหมายปืน มากขึ้น โดยตามพระราชบัญญัติปืน ระบุว่า คนที่ต้องการครอบครองปืนต้องมีใบอนุญาตครอบครองปืน ในการเป็น เจ้าของหรือซื้อปืนพก และต้องใช้ใบอนุญาตอาวุธ ในการใช้หรือพกปืน ขณะที่เหล่านักล่าสัตว์ไม่ต้องขอใบอนุญาต ตัวนี้ แต่ต้องมีใบอนุญาตล่าสัตว์ และจะใช้ปืนได้ในกรณีที่ล่าสัตว์เท่านั้น โดยที่ใบอนุญาตครอบครองปืนจะท าให้ผู้ที่ มีใบสามารถ “ขนส่ง” ได้อย่างเดียวเท่านั้น นั่นหมายความว่า หากคุณจะพกปืนไปในที่สาธารณะจะต้องไม่มีกระสุน อยู ่ในปืน และบรรจุอยู ่ในเคสที ่ล็อกอยู ่เท ่านั้น ยิ ่งกว ่านั้น ใบอนุญาตให้พกปืนนี้จะออกได้ในบางกรณีเท่านั้น โดยทั่วไปจะให้ในกรณีที่ผู้สมัครสามารถพิสูจน์ได้ว่าเขาหรือเธอตกอยู่ในอันตรายมากกว่าประชาชนทั่วไป และการ ถือปืนจะท าให้พวกเขาปลอดภัยกว่าเดิม โดยรวมแล้ว ค่าใช้จ่ายส าหรับการสมัคร รวมถึงการประกันภัยที่จ าเป็น จะ อยู่ที่ประมาณ 500 ยูโร (ราว 19,000 บาท) ขณะเดียวกัน ก็มีกฎหมายอาวุธสงครามที่ระบุว่า การพกอาวุธสงคราม ก็ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายในเยอรมนี (เว้นแต่เป็นอาวุธสงครามที่มีมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 หรือก่อนหน้านั้น) และอาวุธปืนบางประเภทก็ถือว่าเป็นเรื ่องผิดภายใต้กฎหมายนี้ด้วย เช ่น ปืนลูกซองแบบโยนล า แต ่ก็ไม่ใช ่ทุกปืน กึ่งอัตโนมัติคนที่สามารถครอบครองปืนได้ต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป บุคคลที่สามารถพิสูจน์ “ความน่าเชื่อถือ” และ “คุณสมบัติ” มีความรู้เฉพาะทางที่จ าเป็นต่อการครอบครองปืนสามารถแสดง “เจตนา” ในการครอบครองปืนได้มี ประกันความรับผิดส าหรับการบาดเจ็บส่วนบุคคลและความเสียหายต่อทรัพย์สินอย่างน้อย 1 ล้านยูโร (36 ล้านบาท) โดยคุณสมบัติที ่จะถือว ่าไม ่เหมาะสมกับการได้ครอบครองปืน เช ่น เคยก ่อคดีอาชญากรรมมาในรอบ 10 ปี มี พฤติกรรมที่ส่อได้ว่าเขาจะใช้ปืนอย่างประมาท เป็นสมาชิกขององค์กรที่ถูกแบนหรือไม่ถูก ติดแอลกอฮอล์ ยาเสพติด หรือมีอาการป่วยทางจิตไหม สหราชอาณาจักร หลังเหตุกราดยิงในโรงเรียนประถมดันเบลนที ่สกอตแลนด์ เมื ่อปี 1996 ท าให้เด็ก นักเรียน 16 คน และครู 1 คนเสียชีวิต พร้อมด้วยผู้บาดเจ็บ 15 ราย ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะยิงตัวเองตามนี่คือเหตุการณ์ กราดยิงครั้งประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนกฎหมายครอบครองปืนในสหราชอาณาจักรไปในทันที หากไปดูกฎหมายเก่า พระราชบัญญัติอาวุธปืนในปี 1988 ของสหราชอาณาจักร จะระบุว่า ใบอนุญาตครอบครองปืนจะผ่านได้ก็ต่อเมื่อผู้ ยื่นขอความประสงค์ครอบครองปืนพกและปืนไรเฟิล มีสถานที่จัดเก็บปืนส่วนตัวที่ปลอดภัย “มีลักษณะนิสัยดี” และ สามารถแสดง “เหตุผลที่ดี” ในการครอบครองอาวุธปืนได้ นอกจากนี้ยังมีการแนะน าให้ขอใบรับรองปืนลูกซองที่


340 เข้มงวดน้อยกว่าแทนด้วย แต่กฎหมายฉบับเดิมมีช่องโหว่ ดูได้จากกรณีของผู้ก่อเหตุที่ดันเบลนที่เขาสามารถซื้อปืนพก ขนาด .22 ครอบครองกระสุนได้ 1,000 นัด และซื้อกระสุนได้อีก 500 นัด ในช่วงเวลาไหนก็ได้ และในใบอนุญาตของ เขา เหตุผลที่ดีที่ใช้ในการขอพกปืนก็คือ งานอดิเรกที่ชอบฝึกซ้อมยิงปืนในศูนย์ฝึกซ้อมบริเวณละแวกบ้าน เหตุการณ์นี้ ท าให้ประชาชนออกแคมเปญที่ชื่อว่า “สโนว์ดรอป” ชื่อเดียวกับดอกไม้ที่จะผลิบานในเดือนที่เกิดเหตุ กราดยิง แคมเปญนี้เรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการเป็นเจ้าของปืนพก ซึ่งมีผู้ลงนามร่วมแก้ไขถึง 750,000 กว่า คนแล้วปีถัดมา รัฐบาลสหราชอาณาจักรก็ออกพระราชบัญญัติอาวุธปืน (ฉบับแก้ไข) ปี 1997 ที่สั่งห้ามใช้ปืนพก อย่างสิ้นเชิงการออกพระราชบัญญัติปี 1997 ไม่ได้ส่งผลให้เห็นอย่างชัดเจนในช่วงแรก สถิติของรัฐบาลแสดงให้เห็น ว่าการสั่งห้ามในขั้นต้นส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อความรุนแรงจากอาวุธปืนนอกสกอตแลนด์ ขณะที่อาชญากรรม เกี่ยวกับปืนในอังกฤษและเวลส์เพิ่มขึ้นตลอด โดยมีทั้งสิ้น 24,094 คดีในช่วงปี 2003-2004แต่ 7 ปีหลังจากนั้น ตัวเลขดังกล่าวลดลง 53% เหลือ 11,227 คดี ซึ่งปีเตอร์ สแควรส์ (Peter Squires) ศาสตราจารย์ด้านอาชญวิทยา และนโยบายสาธารณะกล่าวว่า “ดันเบลนเป็นผู้เปลี่ยนเกมส าหรับการครอบครองปืนในสหราชอาณาจักร หากการตายของ เด็ก ๆไม่ได้กระตุ้นส านึกของประเทศนี้ ก็คงไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลงได้แล้ว” ออสเตรเลีย ในปี 1996 ร้านคาเฟ่ในเมืองแทสมาเนีย ออสเตรเลีย เกิดเหตุกราดยิงที่ท าให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 35 คน และมีผู้บาดเจ็บ 23 คน เหตุการณ์สังหารหมู่นี้สั่นสะเทือนออสเตรเลียอย่างหนัก ซึ่งจอห์น โฮวาต (John Howard) นายกรัฐมนตรี (ในตอนนั้น) ที ่เพิ ่งรับต าแหน ่งได้ 6 สัปดาห์ กล ่าวว ่า “สิ ่งที ่ยากที่สุดในการเมืองมัก เกี่ยวข้องกับการพรากสิทธิ์และอภิสิทธิ์ไปจากผู้ที่สนับสนุนคุณ” กฎหมายใหม่ที่เข้มงวดนี้ห้ามการขายและน าเข้าปืนไร เฟิลและปืนลูกซองอัตโนมัติและกึ่งอัตโนมัติทั้งหมด พร้อมออกข้อบังคับให้ประชาชนแสดงเหตุผลที่ถูกต้อง และรออีก 28 วัน เพื่อซื้ออาวุธปืน แต่นโยบายที่ส าคัญที่สุดเลยก็คือ การซื้อปืนจ านวนมากจากเอกชนกลับคืนมายังภาครัฐ รวมถึงการที่ รัฐบาลยึดและท าลายอาวุธปืนเกือบ 700,000 กระบอก ท าให้จ านวนครัวเรือนที่มีปืนลดลงครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ ยังออก กฎแบนปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ และปืนลูกซองแบบโยนล า อาวุธปืนที่ไม่มีใบอนุญาตหลายพันชิ้นถูกส่งมอบกลับคืน รัฐบาลภายใต้โครงการนิรโทษกรรมปืน พร้อมก าหนดให้เจ้าของปืนที่มีใบอนุญาตต้องเข้ารับการอบรมด้านความ ปลอดภัยก่อนไม่เพียงเท่า ยังมีการเพิ่มรายละเอียดปลีกย่อยในกฎหมายอีก เช่น การให้เก็บปืนและกระสุนแยกกันไว้ ในพื้นที่ปลอดภัย เพื่อความปลอดภัยด้วยหลังจากการเปลี่ยนกฎหมาย อัตราส่วนของคดีฆาตกรรมที่เกิดจากปืนใน ออสเตรเลียก็ลดลง เหลือ 0.15 ต่อประชากร 100,000 คน ในปี 2014 ลดลงจากปี 1996 ที่เคยมีอัตราส่วน 0.54 ต่อประชากร 100,000 คน แคนาดา เป็นหนึ่งในประเทศที่ออกกฎหมายควบคุมปืนหลังเกิดเหตุกราดยิง อย่างเมื่อปี 1989เกิดเหตุกราดยิง นักศึกษาหญิงที่เรียนคณะวิศวกรรมในมหาวิทยาลัยท าให้นักศึกษาหญิงเสียชีวิตทั้งสิ้น 14 คน ในห้องเรียนเหตุการณ์ นี้ ท าให้แคนาดาเปลี่ยนกฎให้ผู้พกปืนต้องเข้าคอร์สอบรมความปลอดภัย มีการตรวจประวัติ และเพิ่มโทษส าหรับคดี ที่เกิดจากปืนขณะที่เมื่อปี 2020 ก็เกิดเหตุกราดยิงในเมืองพอร์ตาพิค ซึ่งยื้อเวลายาวนาน 12 ชั่วโมง มีผู้เสียชีวิต 10 ราย และที่เหตุการณ์สงบลงได้ ก็มาจากการยิงตัวเองเสียชีวิตของผู้ก่อเหตุ ซึ่งหลังเหตุการณ์นี้แคนาดาสั่งแบนปืนและ ชิ้นส่วนประกอบปืน 1,500 แบบ พร้อมตั้งข้อก าหนดว่า กระสุนควรมีพลังท าลายล้างแค่ไหนแต่จริง ๆ แล้ว แคนาดาก็ มีความพยายามในการแก้ไขกฎหมายปืนมาอยู่ตลอด โดยเมื่อปี 1892 มีการออกกฎเป็นครั้งแรก ให้ลงโทษผู้ที่ถือปืน พกโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ขณะที่ปี 1968 ก็มีการจัดประเภทของปืนที่ไม่มีข้อจ ากัด และห้ามใช้ส ่วนในปี 1977 ก็มีการเปลี่ยนแปลงประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งก าหนดให้ผู้ถือปืนต้องมีใบรับรองการจัดหาอาวุธปืนส าหรับปืนไรเฟิล และปืนลูกซอง มีการแนะน าการเก็บบันทึกที่จ าเป็นโดยผู้ค้าอาวุธ รวมถึงมีการสั่งห้ามอาวุธปืนอัตโนมัติอย่างเต็ม


Click to View FlipBook Version