The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมฎีกามาตรา 5 (22 ก.ค.2566)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Tan, แทน Jomkratok,จอมกระโทก, 2023-07-23 04:03:21

รวมฎีกามาตรา 5 (22 ก.ค.2566)

รวมฎีกามาตรา 5 (22 ก.ค.2566)

-51- (จักษ์ชัย เยพิทักษ์-วิชัย เอื้ออังคณากุล-รังสรรค์ กุลาเลิศ) ศาลแรงงานกลาง - นายพิชัย ลิมป์วพรรณ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ1276/2559 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4600/2560 นางสาวอุทุมพร ชูศรีพัฒน์โจทก์ บริษัทเคที โพรเทค จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 9 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ โดยการคำนวณตาม ผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานจึงเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หากเดือนใดโจทก์ไม่สามารถขายสินค้าได้จำเลยไม่จำต้องจ่ายค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าให้แก่โจทก์ ดังนั้นแม้โจทก์จะไม่ได้รับค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าเป็นประจำทุกเดือนก็หาทำให้เงินดังกล่าวมิใช่ ค่าจ้างไม่ เมื่อค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าที่จำเลยค้างชำระนั้นเป็นค่าจ้างที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง กำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี และแม้ โจทก์มิได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีมาด้วยก็ตาม แต่เมื่อศาลแรงงานภาค 4


-52- เห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความก็อาจจะพิพากษาให้จำเลยเสียดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าโจทก์จะได้รับทุกสิ้นเดือนของเดือนถัดไป โดยไม่ต้องรอว่า จะเก็บเงินจากลูกค้าได้หรือไม่ แม้โจทก์ไม่ทวงถามค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าของเดือนสิงหาคม 2556 แต่ค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าก็จะถึงกำหนดชำระให้แก่โจทก์ในสิ้นเดือนกันยายน 2556 จึงไม่จำต้องมี หนังสือบอกกล่าวทวงถามอีก ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงิน 357,930 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 4 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 357,930 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานขายสินค้าในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและ ภาคเหนือตอนล่าง ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 20,000 บาท และตกลงจะจ่ายค่าตอบแทนในการขายหรือค่า นายหน้าทุกวันสิ้นเดือนของเดือนถัดไปโดยไม่ต้องรอว่าจะเก็บเงินจากลูกค้าได้หรือไม่ โจทก์ลาออกเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2556 ระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2556 โจทก์ขายสินค้าให้จำเลยรวมหลายรายการ มีสิทธิได้รับ ค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าเป็นเงินจำนวน 357,930 บาท ในวันสิ้นเดือนของเดือนถัดไป ซึ่งจำเลยยัง ไม่ได้จ่ายให้แก่โจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า ค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าดังกล่าวเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง กำหนดให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยค่าจ้างค้างจ่ายระหว่างผิดนัดอัตรา ร้อยละ 15 ต่อปี กรณีนี้ค่าจ้างถึงกำหนดที่จะจ่ายให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อสิ้นเดือนกันยายน 2556 ถือว่าจำเลยผิดนัด ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 เพื่อความเป็นธรรมแก่โจทก์ เห็นสมควรกำหนดให้แม้ว่าโจทก์ไม่มีคำขอในส่วนนี้ ตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52


-53- มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ค่าตอบแทนการขายหรือค่านายหน้าโจทก์จะได้รับ ต่อเมื่อขายสินค้าได้ มิใช่เป็นเงินที่โจทก์จะได้รับทุกเดือนจึงมิใช่ค่าจ้างนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานภาค 4 ฟังข้อเท็จจริง ว่าโจทก์ทำงานในตำแหน่งพนักงานขายสินค้าเคมีเกษตร โดยมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในการขายจากยอดขายจึงถือ ได้ว่าค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์โดยการคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำ ได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานจึงเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และ เมื่อค่าตอบแทนในการขายเป็นเงินที่จ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่โจทก์ทำย่อมมีความหมายอยู่แล้วว่าหากเดือน ใดโจทก์ไม่สามารถขายสินค้าเคมีเกษตร จำเลยก็ไม่จำต้องจ่ายค่าตอบแทนการขายหรือค่านายหน้าให้แก่โจทก์ ดังนั้นแม้โจทก์จะไม่ได้รับค่าตอบแทนในการขายเป็นประจำทุกเดือน ก็หาทำให้เงินดังกล่าวมิใช่ค่าจ้างไม่ อุทธรณ์ ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่าโจทก์ลาออกเมื่อเดือนสิงหาคม 2556 จึงไม่มีค่าจ้างที่ถึงกำหนดใน เดือนกันยายน 2556 จำเลยจึงไม่ผิดนัดนั้น คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าค่าตอบแทนในการขายเป็นค่าจ้าง และ ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 4 ว่าเงินดังกล่าวถึงกำหนดชำระเมื่อสิ้นเดือนกันยายน 2556 อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 4 รับฟังเป็นยุติ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาล ฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 15 ต่อปี หรือไม่ เห็นว่า เมื่อค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าที่จำเลยค้างชำระนั้นเป็นค่าจ้างที่ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง กำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างต้องเสียดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปี และแม้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี มาด้วยก็ตาม แต่เมื่อศาลแรงงานภาค 4 เห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ ก็อาจจะพิพากษาให้จำเลยเสียดอกเบี้ย ดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ที่ ศาลแรงงานภาค 4 พิพากษาให้จำเลยเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ด้วยนั้น จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลย ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน พิพากษายืน (บูรณ์ ฐาปนดุลย์-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ธีระพงศ์ จิระภาค) ศาลแรงงานภาค 4 - นายสุรเชนทร์ วงค์พิพันธ์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


-54- แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ62/2557 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 892/2560 นายสมาน ศึกษาโจทก์ บริษัทสยามโฮเต็ลพร็อพเพอร์ตี้ส์ (หัวหิน) จำกัด กับพวกจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, 582 วรรค สอง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 17 ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างในการเลิก จ้างกรณีปกติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการพิจารณาเรื่องการกระทำอันไม่เป็น ธรรมตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 และการที่ลูกจ้างจะเรียกค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องรอผลการวินิจฉัยในเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมเสียก่อน เมื่อโจทก์ฟ้องเรียก เอาค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าซึ่งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ค่าชดเชย หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง นอกเหนือจากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลง จ่ายให้แก่ลูกจ้าง" ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินที่จ่ายให้ กรณีนายจ้างไม่บอกกล่าวเลิกสัญญาจ้าง ให้ถูกต้องตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 และ ป.พ.พ. มาตรา 582 วรรคสอง แล้วแต่กรณี กรณีฟ้องของโจทก์อายุความจึงต้องเริ่มนับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันเลิก จ้างซึ่งเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2557 จึงเกิน กำหนดสิบปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ___________________________


-55- โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชย 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้อง 54,000 บาท รวม 90,000 บาท และจ่ายสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้า 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้อง 18,000 บาท และ ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวจากต้นเงินค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าข้างต้นนับแต่วัน ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินต้นดังกล่าวเสร็จแก่โจทก์ ในชั้นตรวจคำฟ้อง ศาลแรงงานภาค 7 ตรวจพิเคราะห์คำฟ้องแล้วเห็นว่า ศาลล้มละลายกลางมี คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2557 และมูลหนี้ตามฟ้องเกิดขึ้นก่อนจำเลยที่ 1 ถูก พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์ต้องนำมูลหนี้ดังกล่าวไปขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตามมาตรา 27 ประกอบมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานภาค 7 วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อ กฎหมายเรื่องอายุความ ศาลแรงงานภาค 7 เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสืบพยานโจทก์และจำเลย ให้งด สืบพยานโจทก์และจำเลย ศาลแรงงานภาค 7 พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ ให้มีผลวันที่ 20 ตุลาคม 2547 ตามหนังสือเรื่องการบอกเลิกสัญญาจ้างฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2547 โจทก์ซึ่งเป็น เจ้าหนี้อาจบังคับเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้นับตั้งแต่วันเลิกจ้างดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 แล้ววินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์ขาดอายุความสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์อ้างว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังโต้แย้งกันว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุใดและเป็นการกระทำ อันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 หรือไม่ โจทก์จึงมีคำขอให้


-56- คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 รับโจทก์เข้าทำงานตามเดิม กรณีจึงไม่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ จนกว่าจะได้วินิจฉัยข้อโต้แย้งดังกล่าว ข้อโต้แย้งดังกล่าวเพิ่งถึงที่สุดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2557 และข้อเท็จจริงไม่ ปรากฏว่าโจทก์เคยขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามหนังสือเลิกจ้างให้แก่ โจทก์ โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างในการเลิกจ้างกรณีปกติ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่ง เป็นคนละกรณีกับการพิจารณาเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 และ การที่ลูกจ้างจะเรียกค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องรอผลการวินิจฉัย ในเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมเสียก่อน เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกเอาค่าชดเชยและค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้า ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ค่าชดเชย หมายความว่า เงินที่ นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง นอกเหนือจากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง" ส่วนสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินที่จ่ายให้ กรณีนายจ้างไม่บอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างให้ถูกต้องตามระยะเวลาที่ กฎหมายกำหนด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 และประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 582 วรรคสอง แล้วแต่กรณี กรณีฟ้องของโจทก์อายุความจึงต้องเริ่มนับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันเลิกจ้างซึ่งเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 11 ธันวาคม 2557 จึงเกินกำหนดสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลแรงงานภาค 7 วินิจฉัยว่าคำฟ้อง โจทก์ขาดอายุความจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ เพราะไม่ ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายืน (ทวีป ตันสวัสดิ์-วิชัย เอื้ออังคณากุล-ธีระพงศ์ จิระภาค) ศาลแรงงานภาค 7 - นายมนตรี ปริวุฒิพาณิชย์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ83/2558


-57- หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8491/2559 นางสาววิไลพร ปิ๊บกลางโจทก์ นางสุภาภรณ์ นิ่มแย้ม ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างในหมวดสวัสดิการกำหนดว่า นายจ้างจะให้เงิน ช่วยเหลือเป็นค่าอาหารแก่พนักงานทุกคนที่เป็นพนักงานประจำตามสภาพการจ้าง ยกเว้นพนักงานทดลองงานและ พนักงานระดับผู้จัดการแผนกขึ้นไปจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือค่าอาหารนั้น เดิมนายจ้างเคยมอบคูปองค่าอาหารให้แก่ ลูกจ้างคนละ 1 ใบ ต่อวัน เป็นมูลค่าวันละ 5 บาท และปี 2535 นายจ้างมอบกระดาษทิชชูให้แก่ลูกจ้างคนละ 2 ม้วน ต่อเดือน แสดงให้เห็นว่านายจ้างมีเจตนาแต่แรกที่จะให้ค่าอาหารเป็นสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือพนักงานประจำ ยกเว้นพนักงานทดลองงานและพนักงานระดับผู้จัดการแผนกขึ้นไป จึงกำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานใน หมวดสวัสดิการ และเห็นเจตนาชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อระยะแรกนายจ้างจ่ายค่าอาหารในรูปคูปองและจ่ายกระดาษทิชชู ให้ลูกจ้าง แม้ต่อมานายจ้างเปลี่ยนการจ่ายค่าอาหารในรูปคูปองและการจ่ายกระดาษทิชชูมาเป็นตัวเงิน โดยจ่ายให้ พนักงานที่มีสิทธิได้รับทุกคนเป็นประจำทุกเดือนและไม่มีเงื่อนไขว่าพนักงานจะขาดลามาสายหรือไม่ ก็เพื่อความ สะดวกในการปฏิบัติของบริษัทนายจ้างเท่านั้น มิได้แสดงว่าเมื่อนายจ้างเปลี่ยนการให้สวัสดิการจากรูปแบบอื่นมา เป็นตัวเงินแล้วจะทำให้สวัสดิการดังกล่าวกลายเป็นค่าจ้าง สวัสดิการจึงเป็นตัวเงินได้ ไม่จำต้องเป็นแต่สิ่งของหรือ บริการที่นายจ้างจัดให้ลูกจ้าง ดังนั้นเงินค่าอาหารและค่ากระดาษทิชชูที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างประจำทุกเดือนจึง เป็นสวัสดิการ ไม่ใช่ค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จังหวัดปทุมธานี ที่ 1/2553 ลงวันที่ 5 มกราคม 2553 และให้ถือว่า เงินค่าอาหารและค่ากระดาษทิชชูเป็นค่าจ้าง และเมื่อนำมารวมกับค่าจ้างปกติที่ลูกจ้างได้รับรวมเป็นฐานคำนวณค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาใน วันหยุด และดอกเบี้ยตามคำร้องแล้ว โจทก์จะได้รับค่าล่วงเวลา 1.5 เท่า หรือ 150 เปอร์เซ็นต์ ของงวดวันที่ 21/02/2008 ถึง 20/09/2009 เป็นเงิน 857.04 บาท ค่าทำงานในวันหยุด 1 เท่า หรือ 100 เปอร์เซ็นต์ ของงวด


-58- วันที่ 21/02/2008 ถึง 20/09/2009 เป็นเงิน 439.06 บาท และค่าล่วงเวลาในวันหยุด 3 เท่า หรือ 300 เปอร์เซ็นต์ ของงวดวันที่ 21/02/2008 ถึง 20/09/2009 เป็นเงิน 441.13 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า บริษัทมิซึกิ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด นายจ้างได้รับโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2531 เดิมบริษัทนายจ้างมอบคูปองเป็นค่าอาหารให้ลูกจ้างวันละใบมูลค่า 5 บาท และปี 2535 มอบกระดาษทิชชูให้ลูกจ้างคนละ 2 ม้วนต่อเดือน ปัจจุบันนายจ้างจ่ายค่าอาหารให้ลูกจ้างคนละ 700 บาท และค่ากระดาษทิชชู อีกคนละ 10 บาทต่อเดือน โจทก์เคยนำค่าอาหารรวมกับค่าจ้างเป็นฐานคำนวณเงิน ประกันสังคมที่นายจ้างเก็บจากลูกจ้างนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคม จังหวัดปทุมธานีมีหนังสือแนะนำนายจ้างไม่ต้องนำเงินค่าอาหารมาคำนวณเป็นค่าจ้างเพื่อส่งเงินสมทบเข้ากองทุน ประกันสังคม บริษัทนายจ้างมีระเบียบข้อบังคับการทำงานใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2541 ถึงปัจจุบัน โดยกำหนดให้เงิน ค่าอาหารและค่ากระดาษทิชชูเป็นสวัสดิการไว้ในหมวด 12 สวัสดิการ ข้อ 12.1 ถึง 12.10 แล้ววินิจฉัยว่าเงิน ค่าอาหารและค่ากระดาษทิชชูไม่เป็นค่าจ้าง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เงินค่าอาหารและค่ากระดาษทิชชูที่บริษัท นายจ้างจ่ายให้โจทก์เป็นประจำทุกเดือนเป็นค่าจ้างหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าสวัสดิการหมายถึงสิ่งของไม่ใช่ตัวเงิน ซึ่งสอดคล้องกับกฎกระทรวงว่าด้วยการจัดสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ พ.ศ.2548 ที่ล้วนแต่เป็นสิ่งของไม่ใช่ ตัวเงิน ทั้งเงินค่าอาหารและค่ากระดาษทิชชูบริษัทนายจ้างให้โจทก์เป็นจำนวนที่แน่นอน ขาดลามาสายไม่หักเงิน ดังกล่าว ค่าอาหารและค่ากระดาษทิชชูจึงเป็นค่าจ้าง เห็นว่า ตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของบริษัทนายจ้าง กำหนดเรื่องการให้สวัสดิการแก่ลูกจ้างไว้ในหมวดที่ 12 ประกอบด้วยการตรวจสุขภาพประจำปี การบริการข้าวสวย การบริการรับ - ส่งพนักงาน เงินค่าอาหาร การเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ สถานพยาบาลของบริษัทนายจ้าง การ ประกันภัยหมู่ เงินช่วยเหลือค่าทำศพ เครื่องแบบพนักงานและอุปกรณ์ในการทำงาน การเบิกค่ารักษาพยาบาลและ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สำหรับเงินค่าอาหารกำหนดไว้ว่า บริษัทนายจ้างจะให้เงินช่วยเหลือเป็นค่าอาหารแก่ พนักงานทุกคนที่เป็นพนักงานประจำของบริษัทตามสภาพการจ้าง ยกเว้นพนักงานทดลองงานและพนักงานระดับ ผู้จัดการแผนกขึ้นไปจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือค่าอาหาร ประกอบกับข้อเท็จจริงปรากฏว่า เดิมบริษัทนายจ้างมอบ คูปองค่าอาหารให้ลูกจ้างวันละใบมูลค่า 5 บาท และต่อมาปี 2535 บริษัทนายจ้างมอบกระดาษทิชชูให้ลูกจ้างคน ละ 2 ม้วนต่อเดือน ย่อมแสดงให้เห็นว่า บริษัทนายจ้างมีเจตนาแต่แรกที่จะให้ค่าอาหารเป็นสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือ


-59- พนักงานประจำยกเว้นพนักงานทดลองงานและพนักงานระดับผู้จัดการแผนกขึ้นไป จึงกำหนดไว้ในระเบียบ ข้อบังคับการทำงานในหมวดสวัสดิการ และเห็นเจตนาชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อระยะแรกบริษัทนายจ้างจ่ายค่าอาหารเป็น คูปองและจ่ายกระดาษทิชชูให้ลูกจ้าง แม้ต่อมาบริษัทนายจ้างจะเปลี่ยนการจ่ายค่าอาหารเป็นคูปองและการจ่าย กระดาษทิชชูมาเป็นตัวเงินโดยจ่ายให้พนักงานที่มีสิทธิได้รับทุกคนเป็นประจำทุกเดือนโดยไม่มีเงื่อนไขว่าพนักงาน จะขาดลามาสายหรือไม่ ก็เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติของบริษัทนายจ้างเท่านั้น มิได้แสดงว่าเมื่อบริษัทนายจ้าง เปลี่ยนการให้สวัสดิการจากรูปแบบอื่นมาเป็นตัวเงินจะทำให้สวัสดิการดังกล่าวกลายเป็นค่าจ้าง สวัสดิการจึงเป็น ตัวเงินได้ ไม่จำต้องเป็นแต่สิ่งของหรือบริการที่นายจ้างจัดให้ลูกจ้าง ดังนั้นเงินค่าอาหารเดือนละ 700 บาท และค่า กระดาษทิชชูเดือนละ 10 บาท ที่บริษัทนายจ้างจ่ายให้โจทก์เป็นประจำทุกเดือนจึงเป็นสวัสดิการ ไม่ใช่ค่าจ้างตาม ความหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (สมจิตร์ ทองศรี-วิชัย เอื้ออังคณากุล-ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน) ศาลแรงงานกลาง - นายสุวรรณ์ นามตะ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นนบ74/2554 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8260 - 8262/2559 ว่าที่ร้อยตรีรวีโรจน์


-60- หรือรัชย์กฤติ์ สุวรรณหงษ์ กับพวกโจทก์ บริษัทธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 เงินรางวัลจากการขายรถยนต์ จำเลยตกลงจ่ายให้โจทก์ทั้งสามต่อเมื่อลูกค้าผ่อนค่างวดครบสี่งวด แรกตรงตามกำหนด หากชำระไม่ตรงตามกำหนด โจทก์ทั้งสามต้องติดตามให้ลูกค้าชำระให้ครบภายในงวดที่ 5 มิฉะนั้นจำเลยจะหักเงินรางวัลจากเงินรางวัลรวมที่ทำได้ในงวดที่ 4 แต่หากโจทก์ทั้งสามติดตามให้ลูกค้าชำระครบ ในงวดที่ 5 จำเลยจะคืนให้พร้อมเงินรางวัลที่หักไว้ ส่วนเงินรางวัลสำหรับการขายประกันคุ้มครองภาระหนี้จะจ่ายให้ เมื่อลูกค้าชำระตรงตามกำหนดสี่งวดแรกต่อการขายแต่ละครั้ง เช่นนี้เห็นได้ว่าการจ่ายเงินรางวัลดังกล่าวมุ่งหมาย เพื่อเป็นการจูงใจให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในการหาลูกค้าและตรวจสอบความสามารถในการผ่อน ชำระเงินค่างวดของลูกค้าเพื่อป้องกันความเสียหายในด้านสินเชื่อเพื่อลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจของจำเลยอีกทั้ง เป็นการกระตุ้นให้พนักงานกระตือรือร้นหาลูกค้าและติดตามเร่งรัดการจ่ายเงินค่าเช่าซื้อให้ตรงตามกำหนด ดังนั้น พนักงานจะมีโอกาสได้รับเงินดังกล่าวมากน้อยเพียงใดจึงขึ้นอยู่กับความขยันและประสิทธิภาพในการทำงานของแต่ ละคน จึงไม่ใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเพื่อเป็นค่าตอบแทนในการทำงานโดยตรงตามสัญญาจ้างสำหรับ ระยะเวลาการทำงานปกติหรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานอันจะถือเป็น ค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 เมื่อการจ่ายเงินรางวัลดังกล่าวกำหนดเงื่อนไขให้ปฏิบัติงานจนครบก่อนจึงจะมีสิทธิได้รับ ทั้งจำเลย จะจ่ายเงินรางวัลให้กับพนักงานที่ยังคงมีสถานภาพเป็นพนักงานในวันที่จ่ายเท่านั้น เมื่อโจทก์ทั้งสามลาออกจากการ เป็นลูกจ้างเป็นการพ้นสถานภาพการเป็นพนักงานไปก่อนในวันที่จ่าย โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินรางวัลตาม ฟ้อง ___________________________ คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียง ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าคอมมิสชันจำนวน 75,509 บาท และ 112,865 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม


-61- จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสามจำนวน 124,104 บาท 92,299 บาท และ 97,942 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้าง ของจำเลย ตำแหน่งเจ้าหน้าที่การตลาดเช่าซื้อรถใหม่ กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน โจทก์ที่ 1 ลาออก เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2555 โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ลาออกเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2555 จำเลยตกลงจ่ายเงินรางวัล การขายรถยนต์คันละ 600 บาท เมื่อลูกค้าผ่อนค่างวดครบ 4 งวดแรก ตรงตามกำหนด แต่หากชำระไม่ตรงตาม กำหนด โจทก์ทั้งสามจะต้องติดตามให้ลูกค้าชำระให้ครบภายในงวดที่ 5 ถ้าไม่ครบจำเลยจะหักเงินรางวัลจากเงิน รางวัลรวมที่ทำได้ในงวดที่ 4 เป็นเงิน 1,800 บาท หากติดตามให้ลูกค้าชำระครบในงวดที่ 5 จำเลยจะคืนเงิน 1,800 บาท พร้อมจ่ายเงินรางวัล 600 บาท รวม 2,400 บาท ให้โจทก์ทั้งสาม ส่วนเงินรางวัลสำหรับการขายประกัน คุ้มครองภาระหนี้มีเงื่อนไขว่าจะจ่ายเมื่อลูกค้าชำระตรงกำหนดสี่งวดแรกเป็นเงิน 500 บาท ต่อการขายแต่ละครั้ง และโจทก์ทั้งสามยังได้รับเงินรางวัลจากบริษัทประกันเพิ่มอีกร้อยละ 5 ของค่าเบี้ยประกันเมื่อลูกค้าชำระค่างวดใน งวดแรกแล้ว และวินิจฉัยว่าเงินตามฟ้องถือว่าเป็นเงินส่วนหนึ่งที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงาน โดยคิดตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของการทำงาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ประการแรกของจำเลยว่า เงินรางวัลตามฟ้องเป็นค่าจ้างตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่าเงินรางวัลจากการ ขายรถยนต์ จำเลยตกลงจ่ายให้โจทก์ทั้งสามต่อเมื่อลูกค้าผ่อนค่างวดครบสี่งวดแรกตรงตามกำหนด หากชำระไม่ ตรงตามกำหนด โจทก์ทั้งสามก็จะต้องติดตามให้ลูกค้าชำระให้ครบภายในงวดที่ 5 มิฉะนั้นจำเลยจะหักเงินรางวัล จากเงินรางวัลรวมที่ทำได้ในงวดที่ 4 แต่หากโจทก์ทั้งสามติดตามให้ลูกค้าชำระครบในงวดที่ 5 แล้ว จำเลยจะคืนให้ พร้อมเงินรางวัลที่หักไว้ ส่วนเงินรางวัลสำหรับการขายประกันคุ้มครองภาระหนี้จะจ่ายให้เมื่อลูกค้าชำระตรงตาม กำหนดสี่งวดแรกต่อการขายแต่ละครั้ง และเงินรางวัลจากบริษัทประกันเพิ่มอีกร้อยละ 5 ของค่าเบี้ยประกันจะ ได้รับต่อเมื่อลูกค้าชำระค่างวดในงวดแรกแล้วเช่นนี้เห็นได้ว่าการจ่ายเงินรางวัลจากการขายรถยนต์และเงินรางวัล สำหรับการขายประกันคุ้มครองภาระหนี้นั้น มุ่งหมายเพื่อเป็นการจูงใจให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพใน การหาลูกค้าและตรวจสอบความสามารถในการผ่อนชำระเงินค่างวดของลูกค้าเพื่อป้องกันความเสียหายในด้าน สินเชื่อเพื่อลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจของจำเลยอีกทั้งเป็นการกระตุ้นให้พนักงานกระตือรือร้นหาลูกค้าและ ติดตามเร่งรัดการจ่ายเงินค่าเช่าซื้อให้ตรงตามกำหนด ดังนั้น พนักงานจะมีโอกาสได้รับเงินดังกล่าวมากน้อยเพียงใด จึงขึ้นอยู่กับความขยันและประสิทธิภาพในการทำงานของแต่ละคน ส่วนเงินรางวัลเพิ่มอีกร้อยละ 5 ของค่าเบี้ย


-62- ประกันก็เป็นเงินรางวัลที่โจทก์ทั้งสามได้รับจากบริษัทประกัน มิใช่ได้รับจากจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง ดังนั้น เงินรางวัล ตามฟ้องดังกล่าวจึงไม่ใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเพื่อเป็นค่าตอบแทนในการทำงานโดยตรงตามสัญญาจ้าง สำหรับระยะเวลาการทำงานปกติหรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานอันจะ ถือเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 อุทธรณ์จำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการต่อมาว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับเงินตาม ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การจ่ายเงินตามฟ้องทั้งสามกรณีนั้น จำเลยกำหนดเงื่อนไขไว้โดยการขายรถยนต์จะจ่ายให้ ต่อเมื่อลูกค้าผ่อนค่างวดครบสี่งวดแรกตรงตามกำหนด มิฉะนั้นโจทก์ทั้งสามจะต้องติดตามให้ลูกค้าชำระให้ครบ ภายในงวดที่ 5 แต่ถ้าไม่ครบก็จะไม่ได้รับเงินรางวัล ส่วนการขายประกันคุ้มครองภาระหนี้จะจ่ายให้ต่อเมื่อลูกค้า ชำระตรงกำหนดสี่งวดแรก และเงินรางวัลจากบริษัทประกันจำเลยจะจ่ายให้ต่อเมื่อลูกค้าชำระค่างวดในงวดแรก แล้ว การที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขเช่นนี้ได้โจทก์ทั้งสามจะต้องมีสภาพเป็นพนักงานจนกว่าจะได้ปฏิบัติงานครบ กำหนดงวดตามเงื่อนไขดังกล่าวเสียก่อนจึงจะมีสิทธิได้รับเงินรางวัล ทั้งจำเลยจะจ่ายเงินรางวัลให้กับพนักงานที่ ยังคงมีสถานภาพเป็นพนักงานในวันที่จ่ายเท่านั้น เมื่อโจทก์ทั้งสามลาออกจากการเป็นลูกจ้างเป็นการพ้นสถานภาพ การเป็นพนักงานไปก่อนในวันที่จ่าย โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินรางวัลตามฟ้อง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษา ให้จำเลยจ่ายเงินรางวัลและคืนเงินที่มีการหักไว้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม (บูรณ์ ฐาปนดุลย์-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร ) ศาลแรงงานกลาง - นายพิพัฒน์ กิจเสถียรพงษ์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ2050/2556 หมายเหตุ


-63- ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6578/2559 นายคริสโตเฟอร์ คูโจทก์ บริษัทวอเล่ย์พาร์สันส์ (ประเทศไทย) จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ป.รัษฎากร มาตรา 40 (1), 50, 50 ทวิ ภาษีเงินได้ที่จำเลยออกให้แก่โจทก์เป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่ส่วนราชการเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย และเป็นการจ่ายให้แทนโจทก์ มิได้จ่ายให้แก่โจทก์ จึงเป็นเงินประเภทอื่นมิใช่เงินที่จำเลยและโจทก์ตกลงจ่ายให้แก่ กันเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง จึงไม่ใช่ค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 50 กำหนดเป็นหน้าที่ของผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษี เงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมิน และมาตรา 50 ทวิ กำหนดให้ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ออกหนังสือ รับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ได้หักไว้แล้วในปีภาษีให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย เมื่อค่าจ้างและเงินภาษีที่จำเลยยอม ชำระแทนโจทก์เป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานซึ่งถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) จำเลยจึงมีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราว และมีหน้าที่ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ได้หักไว้แล้วให้แก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยส่วนที่ขาดพร้อม ดอกเบี้ยและค่าตั๋วเครื่องบินรวมเป็นเงินจำนวน 2,614,373.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของ ต้นเงิน 2,506,409.58 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยออก หนังสือรับรองการทำงาน และนำส่งหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง


-64- ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินแก่โจทก์ไม่เกิน 40,000 บาท เมื่อโจทก์ ต้องการเดินทางกลับประเทศออสเตรเลียและแจ้งให้จำเลยชำระ หากจำเลยไม่ชำระให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ถือว่าจำเลยผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยออก หนังสือรับรองการทำงานให้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า เงิน ภาษีที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เป็นค่าจ้าง เห็นว่า ภาษีเงินได้ที่จำเลยนำส่งกรมสรรพากรนั้น โจทก์ในฐานะผู้มีเงินได้มี หน้าที่ชำระโดยจำเลยหักเงินดังกล่าวไว้จากค่าจ้างและนำส่งส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ภาษีเงินได้ที่จำเลยออกให้แก่ โจทก์เป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่ส่วนราชการเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายและเป็นการจ่ายให้แทนโจทก์ มิได้จ่ายให้แก่ โจทก์ จึงเป็นเงินประเภทอื่นมิใช่เงินที่จำเลยและโจทก์ตกลงจ่ายให้แก่กันเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญา จ้าง จึงไม่ใช่ค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ที่จะต้องนำไปคำนวณเป็นค่าชดเชย ตามมาตรา 118 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นถูกต้องแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า จำเลยต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50 กำหนดเป็นหน้าที่ของผู้จ่ายเงินได้พึง ประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมิน และมาตรา 50 ทวิ กำหนดให้ผู้มีหน้าที่หัก ภาษี ณ ที่จ่าย ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ได้หักไว้แล้วในปีภาษีให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย เมื่อ จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์จ่ายค่าจ้างและยอมชำระเงินภาษีแทนโจทก์ทั้งที่โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระ เงินดังกล่าว จึงเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานซึ่งถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) ที่จำเลยมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ไว้ทุกคราวที่หักเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 50 และมีหน้าที่ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ได้หักไว้แล้ว ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถูกหักภาษีดังกล่าวตามมาตรา 50 ทวิ การที่จำเลยไม่ได้ให้การว่าได้ออกหนังสือรับรองการหัก ภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ ศาลแรงงานกลางยกคำขอในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่โจทก์ตามฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (นิยุต สุภัทรพาหิรผล-วิชัย เอื้ออังคณากุล-ธีระพงศ์ จิระภาค)


-65- ศาลแรงงานกลาง - นายสุวิทย์ เศวตสุนทร แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ6179/2552 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15462/2558 นายสุวัฒน์ ก.ศรีสุวรรณโจทก์ ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 575 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 13 การปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่ลูกจ้างหรือพนักงานไม่มีบทกฎหมายบังคับให้นายจ้างจะต้อง กระทำ จึงเป็นอำนาจทางการบริหารจัดการของนายจ้างตามแต่ที่จะกำหนดหรือตามที่ได้ตกลงกันไว้ การปรับขึ้น เงินเดือนประจำปีแก่พนักงานของจำเลยจึงต้องเป็นไปตามนโยบายหรือแนวทางการพิจารณาปรับเงินเดือนให้แก่ พนักงานตามที่จำเลยประกาศไว้ ซึ่งมีเงื่อนไขว่า พนักงานจะได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนในเดือนมีนาคมของปีถัดไป ส่วนพนักงานที่พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานก่อนงวดการจ่ายเงินเดือนในเดือนมีนาคม 2550 จำเลยจะไม่ พิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนให้ เมื่อโจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2550 การที่จำเลยไม่ปรับขึ้นเงินเดือนให้โจทก์จึงเป็นไปตามอำนาจทางการบริหารจัดการของจำเลยตามระเบียบ โดยชอบแล้ว


-66- โจทก์ใช้รถประจำตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2554 อันเป็นสิทธิประโยชน์และสวัสดิการในรูปที่มิใช่ตัวเงิน ที่จำเลยจัดให้เฉพาะพนักงานระดับสูง แม้ต่อมาโจทก์จะได้รับอนุมัติเป็นกรณีพิเศษให้เปลี่ยนเป็นการรับเงิน ช่วยเหลือค่ารถเดือนละ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 3,000 บาท แทนรถประจำตำแหน่งก็ตาม ก็ยังคง เป็นสวัสดิการเพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบเป็นตัวเงิน เงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถนั้นจึงเป็นการจ่ายเพื่อเป็น สวัสดิการ มิใช่ค่าจ้างที่จะต้องนำมารวมเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชย จำเลยประกอบกิจการธนาคาร เดิมใช้ชื่อว่าธนาคาร ส. ส่วนโจทก์เคยเป็นพนักงานของบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ ร. ซึ่งธนาคารและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต้องรวมกิจการกันตามประกาศกระทรวงการคลัง จำเลยกำหนดเงื่อนไขในการจ้างงานกับโจทก์ว่า จำเลยจะจัดสวัสดิการให้แก่โจทก์ตามระเบียบว่าด้วยสวัสดิการที่ จำเลยจัดให้แก่พนักงานของจำเลย (ขณะนั้นจำเลยใช้ชื่อว่าธนาคาร ส.) ยกเว้นสวัสดิการว่าด้วยเงินบำเหน็จ จึงเป็น กรณีที่จำเลยต้องการสงวนสิทธิที่จะจัดสวัสดิการเงินบำเหน็จไว้ให้แก่พนักงานที่ร่วมทำงานกับจำเลยมาตั้งแต่แรกไม่ รวมถึงโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานใหม่ที่เข้ามาภายหลังรวมกิจการ ทั้งเงินบำเหน็จดังกล่าวไม่ถือเป็นสิทธิของโจทก์ที่มีต่อ นายจ้างเดิมที่จะทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินบำเหน็จตามฟ้องแก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์เป็นพนักงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด ตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2512 ถึงเดือนกรกฎาคม 2542 กระทรวงการคลังออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความ เห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นจำเลยกับบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด ผลจากการรวมกิจการทำให้จำเลยรับไปซึ่งทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิและหน้าที่ รวมทั้งส่วนของพนักงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด ด้วย จากนั้นโจทก์แสดงความประสงค์ขอ เป็นพนักงานและจำเลยรับโจทก์เป็นพนักงานของจำเลย ตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย เริ่มทำงานวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 โดยนับอายุงานต่อเนื่อง ได้รับเงินเดือนเดือนละ 46,000 บาท เงินค่าครองชีพ 1,700 บาท และ ค่าตำแหน่งงาน 7,150 บาท รวมเป็นค่าจ้างจำนวน 54,850 บาท ตามระเบียบงานที่ 76/2547 โจทก์มีสิทธิได้รับ รถประจำตำแหน่ง หากไม่ประสงค์จะรับรถประจำตำแหน่งจำเลยจะจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นค่ารถ ค่าน้ำมันรถและค่า พนักงานขับรถ (ถ้ามี) ทั้งนี้เงินดังกล่าวจะไม่นำไปรวมกับเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณผลประโยชน์อื่นใด ยกเว้น การเลิกจ้างโดยจ่ายค่าชดเชยและกรณีเกษียณอายุ โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จบำนาญ สิทธิในการปรับเพิ่ม เงินเดือนและได้รับเงินโบนัส จำเลยออกประกาศระเบียบงานที่ 14/2549 เกี่ยวกับรถประจำตำแหน่งหรือเงิน ช่วยเหลือค่ารถโดยให้ถือเงินช่วยเหลือค่ารถเป็นเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้แต่จะไม่นำไป รวมกับเงินเดือนเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณผลประโยชน์อื่น โจทก์ขอและได้รับความยินยอมในการเปลี่ยนแปลง สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับรถประจำตำแหน่งเป็นรับเงินช่วยเหลือค่ารถเดือนละ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 53,000 บาท เมื่อเดือนมีนาคม 2550 โจทก์เกษียณอายุ ในตำแหน่งหัวหน้าทีมบริหาร สินทรัพย์รอการขาย มีรายได้สุดท้ายเป็นเงินเดือน 95,480 บาท เงินช่วยเหลือค่ารถ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถ


-67- 3,000 บาท จำเลยจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีรวม 957,982.67 บาท แก่โจทก์ อัน เป็นการปฏิบัติผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยไม่ปรับเงินเดือน ในปี 2550 ให้โจทก์อัตราร้อยละ 6.5 ของ เงินเดือน ทำให้โจทก์ขาดรายได้ที่จำเลยต้องจ่ายอีกเดือนละ 6,202 บาท ขอคิดเพียง 6,200 บาท เป็นเวลา 2 เดือน 11 วัน เป็นเงิน 14,673.33 บาท และต้องนำรายได้ที่ขาดกับเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถไปรวมเป็นรายได้ เดือนสุดท้ายเพื่อคำนวณค่าชดเชย จำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชยที่ยังขาดเป็นเงิน 592,000 บาท และต้องจ่ายเงิน บำเหน็จหรือบำนาญตามระเบียบเกี่ยวกับบำเหน็จพนักงานสหธนาคารกรุงเทพฯ จำกัด เป็นเงิน 4,753,540 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ 5,360,213.33 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ต้อง ชำระแก่โจทก์คือวันที่ 12 มีนาคม 2550 (วันที่โจทก์เกษียณ) จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 509,954.54 บาท รวมเป็นต้น เงินและดอกเบี้ย 5,870,167.87 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคล ประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เดิมใช้ชื่อว่าธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2541 กระทรวงการคลังออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธ นาคาร จำกัด (มหาชน) กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อีก 12 บริษัท ซึ่งมีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) รวมอยู่ด้วย โจทก์เคยเป็นลูกจ้างของบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) โจทก์แจ้งความประสงค์ขอเข้าทำงานกับจำเลยและจำเลยตกลงรับ โจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย เริ่มทำงานวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 ได้รับ ค่าจ้างเดือนละ 54,850 บาท โจทก์มีสิทธิได้ใช้รถประจำตำแหน่ง ต่อมาจำเลยอนุมัติให้โจทก์เปลี่ยนแปลงการได้รับ สิทธิประโยชน์จากการใช้รถประจำตำแหน่งมาเป็นรับเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถรวมเป็นเงินเดือนละ 53,000 บาท ระเบียบงานที่ 76/2547 ถูกยกเลิกโดยระเบียบงานที่ 14/2549 ในเดือนมีนาคม 2550 โจทก์ เกษียณอายุโดยได้รับค่าชดเชย 954,800 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 3,182.67 บาท แล้ว วินิจฉัยว่า นับแต่ปี 2544 โจทก์ใช้รถประจำตำแหน่งมาโดยตลอด อันเป็นสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ตัวเงิน เป็น สวัสดิการ ที่จำเลยจัดให้แก่พนักงาน แม้ต่อมาจะมีการเปลี่ยนสิทธิประโยชน์ของโจทก์จากการใช้รถประจำตำแหน่ง ไปเป็นการรับเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถรวมเดือนละ 53,000 บาท แต่ก็เป็นเงินสวัสดิการเพื่อทดแทนการ ใช้รถยนต์ทำงานให้แก่นายจ้าง ไม่ใช่เงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานโดยตรง จึงไม่เป็นค่าจ้างที่จะต้องนำไปรวม คำนวณค่าชดเชย ส่วนเงินบำเหน็จ เมื่อโจทก์เริ่มทำงานกับจำเลยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 เกษียณอายุเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2550 จึงมีระยะเวลาทำงานไม่ครบ 10 ปี จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามระเบียบเกี่ยวกับบำเหน็จ


-68- พนักงานสหธนาคารกรุงเทพฯ จำกัด ทั้งเงื่อนไขประกอบการเสนอจ้างงานสำหรับพนักงานระดับต่ำกว่าระดับฝ่าย ข้อ 1.10 ก็ได้กำหนดไว้แล้วว่า ยกเว้นไม่นำสวัสดิการว่าด้วยเงินบำนาญที่จัดให้แก่พนักงานของธนาคารสหธนาคาร (เดิม) มาจัดเป็นสวัสดิการให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ สำหรับการปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่ พนักงาน เป็นสิทธิของจำเลยตามนโยบายหรือแนวทางที่จำเลยประกาศให้ทราบ โจทก์เกษียณอายุก่อนงวดการจ่าย เงินเดือนในเดือนมีนาคม 2550 โจทก์ย่อมไม่ได้รับการพิจารณาปรับเงินเดือนประจำปี 2550 จำเลยจ่ายค่าชดเชย แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องปรับขึ้นเงินเดือนในปี 2550 ให้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่ลูกจ้างหรือพนักงานนั้น ไม่มีบทกฎหมายบังคับให้ นายจ้างจะต้องกระทำ จึงเป็นอำนาจทางการบริหารจัดการของนายจ้างตามแต่ที่จะกำหนดหรือตามที่ได้ตกลงกับ ลูกจ้างหรือพนักงานไว้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่จะให้รับฟังได้ว่าการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่พนักงานเป็น ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ทั้งข้อเท็จจริงได้ความตามศาลแรงงานกลางว่า การปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่พนักงาน เป็นสิทธิเฉพาะของจำเลย และเป็นไปตามนโยบายหรือแนวทาง การพิจารณาปรับเงินเดือนให้แก่พนักงานตามที่ จำเลยประกาศไว้ ข้อ 2.7.5 ซึ่งได้กำหนดเงื่อนไขว่า พนักงานจะได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนในเดือนมีนาคมของปี ถัดไป โดยพนักงานจะรู้ว่าได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนประมาณวันที่ 15 มีนาคม ส่วนพนักงานที่พ้นสภาพจากการ เป็นพนักงานก่อนงวดการจ่ายเงินเดือนในเดือนมีนาคม 2550 จำเลยจะไม่พิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนให้ ดังนั้นเมื่อ โจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน เนื่องจากเกษียณอายุเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2550 การที่จำเลยไม่ปรับขึ้น เงินเดือนประจำปี 2550 ให้แก่โจทก์นั้น จึงเป็นไปตามอำนาจทางการบริหารจัดการของจำเลยตามระเบียบโดยชอบ แล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของโจทก์ว่า การคำนวณค่าชดเชยให้โจทก์โดยไม่นำ เอาเงินช่วยเหลือค่ารถเดือนละ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 3,000 บาท มารวมเป็นค่าจ้างเพื่อเป็นฐาน ในการคำนวณค่าชดเชยชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ใช้รถประจำตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2544 นั้น เป็นสิทธิ ประโยชน์และเป็นสวัสดิการในรูปแบบที่มิใช่ตัวเงินที่จำเลยจัดให้เฉพาะพนักงานระดับสูง แม้ต่อมาโจทก์จะได้รับ อนุมัติจากจำเลยเป็นกรณีพิเศษ ให้เปลี่ยนเป็นการรับเงินช่วยเหลือค่ารถเดือนละ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถ เดือนละ 3,000 บาท แทนก็ตามก็ยังถือว่าเป็นสวัสดิการอยู่นั่นเองเพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบเป็นเงินแทน เงิน ช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถ จึงเป็นการจ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการ มิใช่เป็นค่าตอบแทนในการทำงานโดยตรงไม่ถือ เป็นค่าจ้าง และเมื่อได้ความจากโจทก์เองว่า โจทก์ขอและจำเลยยินยอมให้โจทก์รับเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมัน รถแทนการใช้รถประจำตำแหน่ง เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2548 หลังจากจำเลยออกระเบียบงานที่ 14/2549 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2548 โดยข้อ 2.7 กำหนดไม่ให้นำเงินช่วยเหลือค่ารถไปรวมกับเงินเดือนเพื่อใช้เป็นฐานในการ คำนวณผลประโยชน์อื่นใด อันรวมถึงค่าชดเชยด้วย นั้น เมื่อโจทก์เองเป็นถึงรองผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย จบ การศึกษานิติศาสตร์ย่อมทำความเข้าใจระเบียบที่จำเลยประกาศใช้ได้เป็นอย่างดี การที่จำเลยประกาศใช้ระเบียบ งานที่ 14/2549 มาตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 โดยโจทก์ก็มาขอรับสิทธิประโยชน์จากระเบียบงานดังกล่าว ทั้ง ระเบียบงานที่ 76/2547 ที่โจทก์นำมาอ้างเพื่อใช้เป็นประโยชน์แก่ตน ก็กำหนดให้มีผลใช้บังคับเพียงถึงวันที่ 31


-69- สิงหาคม 2548 เท่านั้น ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางไม่นำเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถมารวมเพื่อเป็นฐานใน การคำนวณค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสุดท้ายของโจทก์ว่า จำเลยต้องจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์ หรือไม่ เห็นว่า จำเลยประกอบกิจการธนาคารและเคยใช้ชื่อว่า ธนาคารสหธนาคารกรุงเทพ จำกัด โจทก์เคยเป็น พนักงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่จะต้องรวมกิจการ ตาม ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคารจำกัด (มหาชน) กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อื่น จำเลยกำหนดเงื่อนไขในการจ้างงานไว้กับโจทก์ ข้อ 1.10 ว่าจำเลยจะจัดสวัสดิการ ให้โจทก์ตามระเบียบว่าด้วยสวัสดิการที่จำเลยจัดให้กับพนักงานของจำเลยซึ่งขณะนั้นจำเลยใช้ชื่อว่า ธนาคารสหธ นาคาร จำกัด (มหาชน) ยกเว้นสวัสดิการว่าด้วยเงินบำเหน็จนั้น แสดงว่ากรณีเงินบำเหน็จที่จัดไว้สำหรับพนักงาน ของธนาคารสหธนาคาร (จำกัด) มหาชน ที่ทำงานมาก่อน ที่จะมีการรวมกิจการ เป็นสวัสดิการที่มีมาก่อนแล้วและ จำเลยยังคงที่จะสงวนสิทธิไว้ให้แก่พนักงาน ที่ร่วมทำงานกับจำเลยมาแต่แรก ไม่รวมถึงโจทก์ที่เป็นพนักงานใหม่ ซึ่ง เพิ่งเข้ามาหลังมีการรวมกิจการ ทั้งไม่ถือเป็นสิทธิของโจทก์ที่มีต่อนายจ้างเดิมที่จะให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างใหม่รับไป ทั้งสิทธิและหน้าที่ ตามความหมายในมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ดังนั้นที่จำเลยไม่ จ่ายเงินบำเหน็จในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ต้อง ด้วยความเห็นของศาลฎีกา พิพากษายืน (บูรณ์ ฐาปนดุลย์-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ธีระพงศ์ จิระภาค) ศาลแรงงานกลาง - นายอนันต์ บุญแย้ม แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ2215/2552 หมายเหตุ


-70- ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15462/2558 นายสุวัฒน์ ก.ศรีสุวรรณโจทก์ ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 13 การปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่ลูกจ้างหรือพนักงานนั้น ไม่มีบทกฎหมายบังคับให้นายจ้าง จะต้องกระทำ จึงเป็นอำนาจทางการบริหารจัดการของนายจ้างตามแต่ที่จะกำหนดหรือตามที่ได้ตกลงกับลูกจ้าง หรือพนักงานไว้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่จะให้รับฟังได้ว่าการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่พนักงานเป็น ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่พนักงานเป็นสิทธิเฉพาะของจำเลย และเป็นไปตาม นโยบายหรือแนวทางการพิจารณาปรับเงินเดือนให้แก่พนักงานตามที่จำเลยประกาศไว้ ซึ่งได้กำหนดเงื่อนไขว่า พนักงานจะได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนในเดือนมีนาคมของปีถัดไป โดยพนักงานจะรู้ว่าได้รับการปรับขึ้นเงินเดือน ประมาณวันที่ 15 มีนาคม ส่วนพนักงานที่พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานก่อนงวดการจ่ายเงินเดือนในเดือนมีนาคม 2550 จำเลยจะไม่พิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนให้ ดังนั้นเมื่อโจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2550 การที่จำเลยไม่ปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี 2550 ให้แก่โจทก์นั้น จึงเป็นไปตามอำนาจ ทางการบริหารจัดการของจำเลยตามระเบียบโดยชอบแล้ว การที่โจทก์ใช้รถประจำตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2544 นั้น เป็นสิทธิประโยชน์และเป็นสวัสดิการใน รูปแบบที่มิใช่ตัวเงินที่จำเลยจัดให้เฉพาะพนักงานระดับสูง แม้ต่อมาโจทก์จะได้รับอนุมัติจากจำเลยเป็นกรณีพิเศษ ให้เปลี่ยนเป็นการรับเงินช่วยเหลือค่ารถเดือนละ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 3,000 บาท แทนก็ตามก็ ยังถือว่าเป็นสวัสดิการอยู่นั่นเองเพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบเป็นเงินแทน เงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถ จึงเป็นการ จ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการ มิใช่เป็นค่าตอบแทนในการทำงานโดยตรงไม่ถือเป็นค่าจ้าง โจทก์ขอและจำเลยยินยอมให้โจทก์รับเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถแทนการใช้รถประจำ ตำแหน่ง หลังจากจำเลยออกระเบียบงานที่ 14/2549 โดยข้อ 2.7 กำหนดไม่ให้นำเงินช่วยเหลือค่ารถไปรวมกับ เงินเดือนเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณผลประโยชน์อื่นใด อันรวมถึงค่าชดเชยด้วย ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางไม่นำ เงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถมารวมเพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยให้แก่โจทก์จึงชอบแล้ว


-71- จำเลยประกอบกิจการธนาคารและเคยใช้ชื่อว่าธนาคาร ส. จำกัด โจทก์เคยเป็นพนักงานของ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ร. ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่จะต้องรวมกิจการ ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความ เห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคาร ส. กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อื่น จำเลยกำหนดเงื่อนไขในการจ้าง งานไว้กับโจทก์ ว่าจำเลยจะจัดสวัสดิการให้โจทก์ตามระเบียบว่าด้วยสวัสดิการที่จำเลยจัดให้กับพนักงานของจำเลย ซึ่งขณะนั้นจำเลยใช้ชื่อว่า ธนาคาร ส. ยกเว้นสวัสดิการว่าด้วยเงินบำเหน็จนั้น แสดงว่ากรณีเงินบำเหน็จที่จัดไว้ สำหรับพนักงานของธนาคาร ส. ที่ทำงานมาก่อนที่จะมีการรวมกิจการ เป็นสวัสดิการที่มีมาก่อนแล้วและจำเลย ยังคงที่จะสงวนสิทธิไว้ให้แก่พนักงานที่ร่วมทำงานกับจำเลยมาแต่แรก ไม่รวมถึงโจทก์ที่เป็นพนักงานใหม่ซึ่งเพิ่งเข้า มาหลังมีการรวมกิจการ ทั้งไม่ถือเป็นสิทธิของโจทก์ที่มีต่อนายจ้างเดิมที่จะให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างใหม่รับไปทั้ง สิทธิและหน้าที่ ตามความหมายในมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ดังนั้น ที่จำเลยไม่จ่ายเงิน บำเหน็จในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัด จากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคล ประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เดิมใช้ชื่อว่าธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2541 กระทรวงการคลังออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธ นาคาร จำกัด (มหาชน) กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อีก 12 บริษัท ซึ่งมีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) รวมอยู่ด้วย โจทก์เคยเป็นลูกจ้างของบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 โจทก์แจ้งความประสงค์ขอเข้า ทำงานกับจำเลย และจำเลยตกลงรับโจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย เริ่ม ทำงานวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 ได้รับค่าจ้างเดือนละ 54,850 บาท โจทก์มีสิทธิได้ใช้รถประจำตำแหน่ง ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2549 จำเลยอนุมัติให้โจทก์เปลี่ยนแปลงการได้รับสิทธิประโยชน์จากการใช้รถประจำตำแหน่งมาเป็นรับ เงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถรวมเป็นเงิน เดือนละ 53,000 บาท ระเบียบงานที่ 76/2547 ถูกยกเลิกโดย


-72- ระเบียบงานที่ 14/2549 ในเดือนมีนาคม 2550 โจทก์เกษียณอายุโดยได้รับค่าชดเชย 954,800 บาท และค่าจ้าง สำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 3,182.67 บาท ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องปรับขึ้นเงินเดือนในปี 2550 ให้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่ลูกจ้างหรือพนักงานนั้น ไม่มีบทกฎหมายบังคับให้ นายจ้างจะต้องกระทำ จึงเป็นอำนาจทางการบริหารจัดการของนายจ้างตามแต่ที่จะกำหนดหรือตามที่ได้ตกลงกับ ลูกจ้างหรือพนักงานไว้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่จะให้รับฟังได้ว่าการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่พนักงานเป็น ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ทั้งข้อเท็จจริงได้ความตามศาลแรงงานกลางว่าการปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่พนักงาน เป็นสิทธิเฉพาะของจำเลย และเป็นไปตามนโยบายหรือแนวทางการพิจารณาปรับเงินเดือนให้แก่พนักงานตามที่ จำเลยประกาศไว้ ซึ่งได้กำหนดเงื่อนไขว่าพนักงานจะได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนในเดือนมีนาคมของปีถัดไป โดย พนักงานจะรู้ว่าได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนประมาณวันที่ 15 มีนาคม ส่วนพนักงานที่พ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน ก่อนงวดการจ่ายเงินเดือนในเดือนมีนาคม 2550 จำเลยจะไม่พิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนให้ ดังนั้นเมื่อโจทก์พ้นสภาพ จากการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2550 การที่จำเลยไม่ปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี 2550 ให้แก่โจทก์นั้น จึงเป็นไปตามอำนาจทางการบริหารจัดการของจำเลยตามระเบียบโดยชอบแล้ว อุทธรณ์ของ โจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของโจทก์มีว่า การคำนวณค่าชดเชยให้โจทก์โดยไม่ นำเอาเงินช่วยเหลือค่ารถเดือนละ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 3,000 บาท มารวมเป็นค่าจ้างเพื่อเป็น ฐานในการคำนวณค่าชดเชยชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถดังกล่าวถือเป็น ค่าจ้าง ทั้งตามระเบียบงานที่ 76/2547 กำหนดข้อยกเว้นโดยให้นำเงินช่วยเหลือค่ารถไปรวมกับเงินเดือนเพื่อใช้ใน การคำนวณกรณีเกษียณอายุ แม้ต่อมาระเบียบงานที่ 14/2549 จะกำหนดไม่ให้นำเงินดังกล่าวมารวมกับเงินเดือน เพื่อใช้ในการคำนวณก็ตาม แต่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้โจทก์เสียเปรียบ ซึ่งโจทก์ก็ไม่เคยทราบและไม่ยินยอม ด้วย จึงไม่อาจนำข้อกำหนดตามระเบียบงานที่ 14/2549 ในส่วนดังกล่าวมาใช้กับโจทก์ได้ นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ใช้ รถประจำตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2544 นั้น เป็นสิทธิประโยชน์และเป็นสวัสดิการในรูปแบบที่มิใช่ตัวเงินที่จำเลยจัดให้ เฉพาะพนักงานระดับสูง แม้ต่อมาโจทก์จะได้รับอนุมัติจากจำเลยเป็นกรณีพิเศษ ให้เปลี่ยนเป็นการรับเงินช่วยเหลือ ค่ารถเดือนละ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 3,000 บาท แทนก็ตามก็ยังถือว่าเป็นสวัสดิการอยู่นั่นเอง เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบเป็นเงินแทน เงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถจึงเป็นการจ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการ มิใช่เป็น ค่าตอบแทนในการทำงานโดยตรงไม่ถือเป็นค่าจ้าง และเมื่อได้ความจากโจทก์เองว่า โจทก์ขอและจำเลยยินยอมให้ โจทก์รับเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถแทนการใช้รถประจำตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2549 หลังจาก จำเลยออกระเบียบงานที่ 14/2549 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 โดยกำหนดไม่ให้นำเงินช่วยเหลือค่ารถไปรวม กับเงินเดือนเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณผลประโยชน์อื่นใด อันรวมถึงค่าชดเชยด้วย นั้น เมื่อโจทก์เองเป็นถึงรอง ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย จบการศึกษานิติศาสตร์ย่อมทำความเข้าใจระเบียบที่จำเลยประกาศใช้ได้เป็นอย่างดี การ ที่จำเลยประกาศใช้ระเบียบงานที่ 14/2549 มาตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 โดยโจทก์ก็มาขอรับสิทธิประโยชน์ จากระเบียบงานดังกล่าว ทั้งระเบียบงานที่ 76/2547 ที่โจทก์นำมาอ้างเพื่อใช้เป็นประโยชน์แก่ตน ก็กำหนดให้มีผล ใช้บังคับเพียงถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เท่านั้น ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางไม่นำเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมัน


-73- รถมารวมเพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อ นี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสุดท้ายของโจทก์ว่า จำเลยต้องจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์ หรือไม่ เห็นว่า จำเลยประกอบกิจการธนาคารและเคยใช้ชื่อว่าธนาคารสหธนาคารกรุงเทพ จำกัด โจทก์เคยเป็น พนักงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่จะต้องรวมกิจการ ตาม ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคารจำกัด (มหาชน) กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อื่น จำเลยกำหนดเงื่อนไขในการจ้างงานไว้กับโจทก์ ว่าจำเลยจะจัดสวัสดิการให้โจทก์ ตามระเบียบว่าด้วยสวัสดิการที่จำเลยจัดให้กับพนักงานของจำเลยซึ่งขณะนั้นจำเลยใช้ชื่อว่า ธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) ยกเว้นสวัสดิการว่าด้วยเงินบำเหน็จนั้นแสดงว่ากรณีเงินบำเหน็จที่จัดไว้สำหรับพนักงานของ ธนาคารสหธนาคาร (จำกัด) มหาชน ที่ทำงานมาก่อน ที่จะมีการรวมกิจการ เป็นสวัสดิการที่มีมาก่อนแล้วและ จำเลยยังคงที่จะสงวนสิทธิไว้ให้แก่พนักงานที่ร่วมทำงานกับจำเลยมาแต่แรก ไม่รวมถึงโจทก์ที่เป็นพนักงานใหม่ซึ่ง เพิ่งเข้ามาหลังมีการรวมกิจการ ทั้งไม่ถือเป็นสิทธิของโจทก์ที่มีต่อนายจ้างเดิมที่จะให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างใหม่รับไป ทั้งสิทธิและหน้าที่ ตามความหมายในมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ดังนั้นที่จำเลยไม่ จ่ายเงินบำเหน็จในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามา นั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พิพากษายืน (บูรณ์ ฐาปนดุลย์-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ธีระพงศ์ จิระภาค) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุแหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา ___________________________


-74- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15403/2558 นางขนิษฐา พิมพ์นาคโจทก์ นางสาวปุณณภา ศักดาสุคนธ์ กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 70 วรรค สอง (จำเลยทั้งสองทำสัญญาจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2548 แต่ร้านเปิดดำเนินกิจการในวันที่ 21 มกราคม 2549 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2548) โจทก์และคณะบุคคลแมสคอตโดยจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงว่า โจทก์จะนำสิทธิในวันหยุดพักผ่อน วันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันหยุดประจำสัปดาห์ของโจทก์มาใช้หยุดในระหว่างที่ ร้านปิดปรับปรุง หากโจทก์ใช้วันหยุดเกินสิทธิ คณะบุคคลแมสคอตขอสงวนสิทธิไม่จ่ายค่าจ้างในวันหยุดดังกล่าว และโจทก์ลงลายมือชื่อรับทราบและยินดีให้ความร่วมมือในเอกสารดังกล่าว แต่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ให้คำจำกัดความของคำว่า "ค่าจ้าง" ให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุด และวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งวันหยุดตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ล้วนเป็นวันหยุดที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างแม้ลูกจ้างจะมิได้ทำงานทั้งสิ้น นอกจากนี้ การมอบหมายงานหรือการสั่งให้ลูกจ้างทำงานเป็นสิทธิของนายจ้าง การที่นายจ้างไม่อาจมอบหมายงานหรือสั่งงาน ให้ลูกจ้างทำ ทั้งที่ลูกจ้างมีความพร้อมที่จะทำงานให้แก่นายจ้างนั้นนายจ้างจึงยังต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอด ระยะเวลาที่ตกลงจ้างกัน นายจ้างจะยกขึ้นเป็นเหตุอ้างว่าไม่มีงานให้ลูกจ้างทำจึงไม่จ่ายค่าจ้างให้ไม่ได้ เมื่อจำเลย ทั้งสองให้โจทก์หยุดงานในระหว่างที่ร้านปิดปรับปรุงอันเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองไม่มีงานให้โจทก์ทำ มิใช่โจทก์ไม่ สามารถทำงานให้แก่จำเลยทั้งสองได้ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธินำค่าจ้างที่จ่ายให้แก่โจทก์ ในช่วงนหยุดดังกล่าวมา หักกับค่าจ้างที่โจทก์มีสิทธิได้รับหลังจากร้านเปิดดำเนินการแล้ว โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญาจ้างมีกำหนด 2 ปี แต่จำเลยทั้งสอง บอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนด ทำให้โจทก์สูญเสียโอกาสในการทำงานกับผู้อื่นและได้รับความเสียหาย โจทก์ขอ คิดค่าเสียหายนับแต่วันบอกเลิกสัญญาถึงวันที่สัญญาจ้างครบกำหนด คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายและมีคำขอให้จำเลย ทั้งสองชำระค่าเสียหายจากการปฏิบัติผิดสัญญาโดยบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดแล้ว ที่ศาลแรงงานกลาง กำหนดค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในฟ้องตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติว่าในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้าง ให้ นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างภายใน 3 วัน นับแต่วันเลิกจ้าง ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 18


-75- มีนาคม 2549 จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ภายในวันที่ 21 มีนาคม 2549 จำเลยทั้งสองไม่จ่าย ภายในเวลาดังกล่าวจึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างค้างจ่ายตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2549 เป็นต้นไป ไม่มีบท กฎหมายใดให้จำเลยทั้งสองต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ทันทีเมื่อเลิกจ้าง จำเลยทั้งสองต้องเสีย ดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันผิดนัดคือวันทวงถาม ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองจ่ายในวันใด ต้องถือวันฟ้องเป็นวันทวงถาม จำเลยทั้งสองจึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับ แต่วันฟ้องเป็นต้นไป แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของ ประชาชน ศาลฎีกาจึงสามารถหยิบยกแก้ไขให้ถูกต้องได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 34,986 บาท ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างจำนวน 1 เดือน เป็นเงิน 50,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 50,000 บาท และค่าเสียหายจำนวน 871,658 บาท รวมเป็นเงิน 1,006,644 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มีนาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ คืนนามบัตรและบัญชีรายชื่อของลูกค้าแก่จำเลยทั้งสอง และชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 224,074 บาท พร้อมดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย 34,982 บาท ค่าชดเชย 50,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 50,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 50,000 บาท ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้าง 136,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์จนกว่าจะ ชำระเสร็จ โดยดอกเบี้ยของค่าจ้างค้างจ่าย ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้คิดตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2549 ส่วนดอกเบี้ยค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างให้คิด ตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไป คำขออื่นให้ยกและยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของร้านอาหาร ชื่อ คอนทราซี่ (CONTRAZI) ตั้งอยู่เลขที่ 19 ซอยสุขุมวิท 11 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา


-76- กรุงเทพมหานคร สถานที่ประกอบกิจการดังกล่าวจำเลยทั้งสองเช่าจากบริษัทสุขุมวิทแลนด์ จำกัด โดยจำเลยทั้ง สองร่วมกันจัดตั้งคณะบุคคลชื่อแมสคอตประกอบกิจการร้านอาหารดังกล่าว ร้านอาหารคอนทราซี่ของจำเลยทั้ง สองมีที่นั่งรับประทานอาหารของลูกค้าประมาณ 200 ที่นั่ง โดยเปิด ให้บริการลูกค้าตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2549 เป็นต้นมา ในแต่ละวันร้านอาหารคอนทราซี่เปิดให้บริการสองรอบ รอบแรกเวลา 11.30 นาฬิกา ถึง 14.30 นาฬิกา รอบที่สองเวลา 18 นาฬิกา ถึง 22.30 นาฬิกา เมื่อเดือนกันยายน 2548 คณะบุคคลแมสคอตโดยจำเลยที่ 1 ได้ทำ สัญญาจ้างโจทก์เป็นผู้จัดการ ร้านอาหารคอนทราซี่ กำหนดระยะเวลาจ้าง 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548 ถึง วันที่ 31 สิงหาคม 2550 ค่าจ้างเดือนละ 50,000 บาท ต่อมาในวันที่ 18 มีนาคม 2549 คณะบุคคลแมสคอตโดย จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ มีผลนับตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2549 เป็นต้นไป โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าให้ โจทก์ทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนด จ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า ก่อนฟ้องโจทก์บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าชดเชยและค่าสินไหม ทดแทนแล้ว โจทก์ไม่ได้เพิกเฉยต่อการที่ผู้ใต้บังคับบัญชากระทำความผิดโดยการลักขโมยกินอาหารของร้าน หรือไม่ ตักเตือนและไม่แจ้งต่อนายจ้าง โจทก์ไม่ได้สร้างความขัดแย้ง แตกแยก แบ่งพรรคแบ่งพวกทำให้บุคลากรในร้านขาด ความสามัคคี โจทก์ปฏิบัติหน้าที่เหมาะสมตามตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ไม่ได้เพิกเฉยจนก่อให้เกิดความ บกพร่องต่อหน้าที่และเนื้องาน แต่ปฏิบัติงานด้วยความละเอียดรอบคอบ การรับสินค้าไวน์คนละปีเนื่องจากไวน์ที่ สั่งซื้อหมด ไม่ได้สั่งซื้อสุราเกินความจำเป็น ไม่ได้ทำเอกสารหาย ไม่ได้ไม่มีความสามารถในการฝึกอบรม ผู้ใต้บังคับบัญชาในการปฏิบัติงานในร้าน ไม่ได้ไม่ให้ความร่วมมือและประสานงานระหว่างแผนก ไม่ได้ขัดคำสั่ง นายจ้างโดยรับพนักงานเข้าทำงานหรือให้พนักงานทำงานโดยพลการ ไม่ได้แสดงกิริยาดูหมิ่นไม่ให้เกียรติลูกค้าที่มา ใช้บริการ และไม่ได้ไม่ให้ความเคารพต่อนายจ้างไม่ว่าโดยทางวาจาและกิริยา การที่จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์จึง เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธินำเงินที่ จำเลยทั้งสองจ่ายให้โจทก์ล่วงหน้าไป 21 วัน เป็นเงิน 34,986 บาท มาหักกับค่าจ้างที่โจทก์มีสิทธิได้รับหรือไม่ เห็น ว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญาจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2548 แต่ร้านเปิดดำเนินกิจการในวันที่ 21 มกราคม 2549 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2548 โจทก์และคณะบุคคลแมสคอตโดยจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงว่า โจทก์จะนำ สิทธิในวันหยุดพักผ่อน วันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันหยุดประจำสัปดาห์ของโจทก์มาใช้หยุดในระหว่างที่ร้านปิด ปรับปรุง หากโจทก์ใช้วันหยุดเกินสิทธิ คณะบุคคลแมสคอตขอสงวนสิทธิไม่จ่ายค่าจ้างในวันหยุดดังกล่าว และโจทก์ ลงลายมือชื่อรับทราบและยินดีให้ความร่วมมือในเอกสารดังกล่าว แต่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ให้คำจำกัดความของคำว่า "ค่าจ้าง" ให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุด และวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ซึ่งวันหยุดตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ล้วนเป็นวันหยุดที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างแม้ลูกจ้างจะมิได้ทำงานทั้งสิ้น นอกจากนี้ การมอบหมายงานหรือการสั่งให้ลูกจ้างทำงานเป็นสิทธิของนายจ้าง การที่นายจ้างไม่อาจมอบหมายงานหรือสั่งงาน ให้ลูกจ้างทำ ทั้งที่ลูกจ้างมีความพร้อมที่จะทำงานให้แก่นายจ้างนั้นนายจ้างจึงยังต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอด ระยะเวลาที่ตกลงจ้างกัน นายจ้างจะยกขึ้นเป็นเหตุอ้างว่าไม่มีงานให้ลูกจ้างทำจึงไม่จ่ายค่าจ้างให้ไม่ได้ เมื่อ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองตกลงให้โจทก์หยุดงานในระหว่างที่ร้านปิดปรับปรุงอันเป็นกรณีที่จำเลยทั้ง สองไม่มีงานให้โจทก์ทำ มิใช่โจทก์ไม่สามารถทำงานให้แก่จำเลยทั้งสองได้ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธินำค่าจ้างที่จ่าย ให้แก่โจทก์ในช่วงวันหยุดดังกล่าวมาหักกับค่าจ้างที่โจทก์มีสิทธิได้รับหลังจากร้านเปิดดำเนินการแล้ว ที่ศาลแรงงาน


-77- กลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่าที่ศาลแรงงานกลางกำหนด ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างโดยโจทก์ไม่ได้มีคำขอในส่วนของ ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างมานั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า โจทก์ บรรยายฟ้องข้อ 3.4 ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญาจ้างมีกำหนด 2 ปี แต่จำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญา ก่อนครบกำหนด ทำให้โจทก์สูญเสียโอกาสในการทำงานกับผู้อื่นและได้รับความเสียหาย โจทก์ขอคิดค่าเสียหายนับ แต่วันบอกเลิกสัญญาถึงวันที่สัญญาจ้างครบกำหนด คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายและมีคำขอให้จำเลยทั้งสองชำระ ค่าเสียหายจากการปฏิบัติผิดสัญญาโดยบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหาย จากการผิดสัญญาจ้างดังกล่าวจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในฟ้องตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ในส่วนที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้คิดดอกเบี้ยของค่าจ้างค้างจ่ายและสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2549 อันเป็นวันที่จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์นั้น ตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 วรรคสอง กำหนดว่าในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้าง ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ ลูกจ้างภายใน 3 วัน นับแต่วันเลิกจ้าง ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 18 มีนาคม 2549 จำเลยทั้ง สองจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ภายในวันที่ 21 มีนาคม 2549 จำเลยทั้งสองไม่จ่ายภายในเวลาดังกล่าวจึง ต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างค้างจ่ายตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2549 เป็นต้นไป สำหรับสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้า ไม่มีบทกฎหมายใดให้จำเลยทั้งสองต้องจ่ายทันทีเมื่อเลิกจ้าง จำเลยทั้งสองต้องเสียดอกเบี้ยจากต้น เงินดังกล่าวนับแต่วันผิดนัดคือวันทวงถาม ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองจ่ายสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าในวันใด ต้องถือวันฟ้องเป็นวันทวงถาม จำเลยทั้งสองจึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไป แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงสามารถหยิบยกแก้ไขให้ถูกต้องได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คิดดอกเบี้ยของค่าจ้างค้างจ่ายตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2549 และดอกเบี้ย ของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไป ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (ทวีป ตันสวัสดิ์-วิชัย เอื้ออังคณากุล-นิยุต สุภัทรพาหิรผล)


-78- แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุแหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13163/2558 นายศุภชัย ยังประภากรโจทก์ บริษัทฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 575 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นิติสัมพันธ์ที่จะเป็นสัญญาจ้างแรงงานนั้นเป็นไปตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 575 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 คือ นายจ้างว่าจ้างอีกฝ่ายหนึ่งเป็นลูกจ้างเพื่อทำการงานให้ นายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชาให้ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามคำสั่งและระเบียบข้อบังคับในการทำงาน เมื่อไม่ปรากฏว่า โจทก์มีความรับผิดชอบในหน้าที่การงานอะไรเป็นกิจจะลักษณะ ไม่ต้องเข้าทำงานทุกวัน ย่อมแสดงว่าโจทก์มิได้อยู่ ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้บริหารของบริษัทจำเลย นอกจาก อ. ซึ่งเป็นบิดาโจทก์เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีนิติสัมพันธ์ เป็นลูกจ้างของจำเลย เพราะไม่ได้ทำงานให้จำเลยและไม่ได้อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและการ บังคับบัญชาตามสายงานปกติของจำเลย การที่โจทก์เข้ามาทำงานในบริษัทจำเลยก็เพื่อช่วยเหลืองานของบิดา เท่านั้นย่อมเป็นความสัมพันธ์ส่วนบุคคล และไม่ถือว่า อ. จ้างโจทก์แทนจำเลยโดยชอบ จึงไม่ผูกพันจำเลยซึ่งเป็นนิติ บุคคลแยกต่างหาก ___________________________


-79- โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระ 480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของยอดเงินในแต่ละเดือน และให้จำเลยจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุก ระยะเวลา 7 วัน จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยย้ายโจทก์กลับไปตำแหน่งเดิมและให้มีอัตราค่าจ้างเท่า เดิม จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยประกอบธุรกิจ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์และกิจการสวนสัตว์ โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยตั้งแต่เริ่มก่อการตั้งบริษัทจนถึงขณะฟ้องคดี นี้ จำเลยมีนายอุทัย ซึ่งเป็นบิดาของโจทก์เป็นประธานกรรมการบริหารบริษัทจำเลย เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2549 นายอุทัยแต่งตั้งให้โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบุคคล ต่อมาวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 นายอุทัยมีคำสั่งให้ โจทก์พ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลและแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของประธานกรรมการผู้จัดการ ในการ ปฏิบัติงานของโจทก์ไม่ได้ทำงานที่บริษัทจำเลยทุกวัน อาทิตย์หนึ่งทำงานประมาณ 3 - 4 วัน ไม่มีการลงเวลาทำงาน โจทก์เข้ามาทำงานที่บริษัทจำเลยตามคำสั่งของนายอุทัยและอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายอุทัยเท่านั้น โจทก์ ไม่ได้สมัครเข้าเป็นพนักงานของจำเลยเป็นกิจจะลักษณะ ไม่มีการทำสัญญาจ้าง และได้รับเงินเดือนจากนายอุทัย โจทก์ไม่มีโต๊ะทำงานในบริษัทจำเลย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า นิติสัมพันธ์ ที่จะเป็นสัญญาจ้างแรงงานนั้นเป็นไปตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้คือ คู่สัญญามีเจตนาตรงกันว่า ฝ่ายหนึ่งเป็นนายจ้างว่าจ้างอีกฝ่ายหนึ่งเป็นลูกจ้างเพื่อทำการงานให้ โดยนายจ้างจ่ายค่าตอบแทนการทำงานเป็น ค่าจ้าง นายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชาให้ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามคำสั่งในการทำงานและปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ ในการทำงาน เมื่อได้ความว่าโจทก์ไม่มีที่ทำงานเป็นกิจจะลักษณะ ไม่มีเนื้องานความรับผิดชอบที่แน่ชัดว่าทำงานใด ให้แก่บริษัทจำเลย แม้ในตอนแรกจะมีตำแหน่งเป็นถึงผู้อำนวยการฝ่ายบุคคล และต่อมาเปลี่ยนตำแหน่งเป็นที่ ปรึกษาของนายอุทัยก็เป็นการแต่งตั้งโดยนายอุทัยซึ่งเป็นบิดาของโจทก์ และไม่ปรากฏว่าโจทก์มีความรับผิดชอบใน หน้าที่การงานอะไรเป็นกิจจะลักษณะตามตำแหน่งเดิมและตำแหน่งใหม่ โจทก์ไม่ต้องเข้าทำงานทุกวันจะเข้าบริษัท จำเลยต่อเมื่อได้รับคำสั่งจากนายอุทัย ย่อมแสดงว่าโจทก์มิได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้บริหารอื่นตามสาย งานของบริษัทจำเลยนอกจากนายอุทัยซึ่งเป็นบิดาโจทก์เท่านั้น และโจทก์ไม่มีอำนาจหน้าที่บริหารจัดการงานบุคคล


-80- ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทจำเลย ไม่อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของ บริษัทจำเลย ดังนี้ โจทก์จึงไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างของจำเลย เพราะไม่ได้ทำงานให้จำเลยและไม่ได้อยู่ภายใต้ ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและการบังคับบัญชาตามสายงานปกติของจำเลย โจทก์เข้ามาทำงานในบริษัท จำเลยก็เพื่อช่วยเหลืองานของบิดาเท่านั้น ย่อมเป็นความสัมพันธ์ส่วนบุคคล และไม่ถือว่านายอุทัยว่าจ้างโจทก์แทน จำเลยโดยชอบ จึงไม่ผูกพันจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาชอบแล้ว ศาลฎีกา เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ไสลเกษ วัฒนพันธุ์-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ภาติยะ ดวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายปรัชญา กำเนิดฤทธิ์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นสป652/2555 หมายเหตุ Print Preview Mode พิมพ์หน้านี้ 2. ฎีกาตดัสินเกี่ยวกบั ปัญหาขอ ้ กฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13140/2558 บริษัทอีซูซุพิษณุโลก ฮกอันตึ้ง จำกัดโจทก์


-81- นางมนัสเนตร ดิษปาน ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 123 วรรค หนึ่ง, 124 วรรค สาม ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 คำว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้าง และลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นราย ชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือนหรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลา ทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้นค่าจ้างจึงเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายแก่ลูกจ้างตามระยะเวลา การทำงานหรือเงินที่นายจ้างจ่ายโดยคำนวณตามผลงานก็ได้ ค่าคอมมิสชันเป็นเงินที่โจทก์จะจ่ายให้ลูกจ้างตามยอดของรถยนต์ที่ลูกจ้างจำหน่ายได้ ค่าคอมมิส ชันจะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนรถยนต์ที่ลูกจ้างจะจำหน่ายได้ ค่าคอมมิสชันจึงเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานในการจำหน่ายรถยนต์ของลูกจ้าง โดยคำนวณจ่ายตามผลงานการขายรถยนต์แต่ละ คันและมีกำหนดจ่ายทุกเดือน ค่าคอมมิสชันจึงเป็นค่าจ้าง เมื่อโจทก์ไม่จ่ายค่าคอมมิสชันของเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ให้แก่ น. และค่าคอมมิสชันนั้นเป็นค่าจ้างอันเป็นเงินตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จำเลยในฐานะ พนักงานตรวจแรงงานจึงมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินค่าคอมมิสชันให้แก่ น. ลูกจ้างได้ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง และมาตรา 124 วรรคสาม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 14/2551 จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา


-82- ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่คู่ความทั้งสอง ฝ่ายแถลงรับและไม่ได้โต้แย้งกันว่า นางสาวนิรามัยลูกจ้างโจทก์ได้ลาออกจากบริษัทโจทก์ไปเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2551 โดยโจทก์ยังมิได้จ่ายค่าคอมมิสชันหรือค่าส่งเสริมการขายจำนวน 9,500 บาท แก่นางสาวนิรามัย ซึ่งโจทก์จะ จ่ายให้แก่ลูกจ้างโดยคำนวณจากยอดจำหน่ายรถที่ลูกจ้างจำหน่ายได้ในแต่ละเดือน หากจำหน่ายได้มากก็จะได้ค่า คอมมิสชันมาก แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์จะจ่ายค่าคอมมิสชันให้แก่นางสาวนิรามัยซึ่งเป็นลูกจ้างตามอัตราที่ได้ตกลงกัน ไว้ โดยคำนวณจากยอดจำหน่ายรถ ค่าคอมมิสชันจึงเป็นค่าจ้างตามความหมายของบทบัญญัติมาตรา 5 ของ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และเมื่อโจทก์ตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานกับโจทก์และลูกจ้างได้ทำงาน ตามตำแหน่งหน้าที่แล้ว โจทก์ก็มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างเพื่อเป็นค่าตอบแทนตามสัญญาจ้าง เมื่อไม่ปรากฏ ว่ามีการจัดทำหนังสือลงลายมือชื่อลูกจ้างในการให้ความยินยอม หรือมีข้อตกลงกันไว้ให้ชัดเจนเป็น การเฉพาะว่า ลูกจ้างยินยอมให้โจทก์หักค่าจ้างเพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 77 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าคอมมิสชันจำนวน 9,500 บาท แก่นางสาวนิรามัยลูกจ้าง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่าเงินค่าคอมมิสชันเป็นค่าจ้างหรือไม่ และพนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจออกคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าคอมมิสชันได้หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าค่าคอมมิสชัน ที่โจทก์จ่ายให้แก่นางสาวนิรามัยไม่ใช่ค่าจ้าง เนื่องจากนางสาวนิรามัยได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนจากโจทก์แล้ว ค่า คอมมิสชันเป็นเพียงเงินรางวัลพิเศษที่โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้างในการขายรถได้มากขึ้นตามเป้าหมายที่โจทก์กำหนด ค่าคอมมิสชันจึงไม่ใช่ค่าจ้างนั้น เห็นว่า ค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ได้กำหนด นิยามคำว่า ค่าจ้าง หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญา จ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือนหรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้ โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่าย ให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้นค่าจ้างจึง เป็นเงินที่นายจ้างจ่ายแก่ลูกจ้างตามระยะเวลาการทำงานหรือเงินที่นายจ้างจ่ายโดยคำนวณตามผลงานก็ได้ เมื่อคดี นี้คู่ความแถลงรับกันว่าค่าคอมมิสชันหมายถึงเงินที่โจทก์จะจ่ายให้ลูกจ้างตามยอดของสินค้าที่ลูกจ้างจำหน่ายได้ เช่นหากลูกจ้างจำหน่ายรถได้จำนวนเท่าใดก็จะได้ค่าคอมมิสชันเป็นอัตราตามที่ได้ตกลงกันไว้ในแต่ละคัน ค่าคอมมิส ชันจะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนรถที่ลูกจ้างจะจำหน่ายได้ และโจทก์ยังมิได้จ่ายค่าคอมมิสชันของเดือน กุมภาพันธ์ 2551 ให้แก่นางสาวนิรามัยนั้น จากข้อเท็จจริงดังกล่าวค่าคอมมิสชันจึงเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้าง เพื่อตอบแทนการทำงานในการจำหน่ายรถยนต์ของลูกจ้าง โดยคำนวณจ่ายตามผลงานการขายรถยนต์แต่ละคัน และมีกำหนดงวดเวลาจ่ายไว้แน่นอนโดยกำหนดจ่ายทุกเดือน ค่าคอมมิสชันจึงเป็นค่าจ้างตามความหมาย บทบัญญัติ มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเมื่อโจทก์มิได้จ่ายค่าคอมมิสชันของเดือน กุมภาพันธ์ 2551 ให้แก่นางสาวนิรามัยและค่าคอมมิสชันนั้นเป็นค่าจ้างอันเป็นเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 จำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานจึงมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินค่าคอมมิส ชันดังกล่าวให้แก่นางสาวนิรามัยลูกจ้างได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง และมาตรา 124 วรรคสาม คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 6 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน


-83- (สุนทร ทรงฤกษ์-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ปดารณี ลัดพลี) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุแหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11328 - 11424/2558 นายกิตติ ต่ายทอง กับพวกโจทก์ บริษัทยานสยามขนส่ง จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดเป็นลูกจ้างในงานขนส่งทางบก ในกรณีที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างให้โจทก์ทั้งเก้าสิบ เจ็ดทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุดโดยไม่มีข้อตกลงที่จะจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าล่วงเวลา ในวันหยุดให้แก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ด จำเลยก็ยังมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงใน วันทำงานตามจำนวนที่ทำให้แก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความใน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 6 โจทก์แต่ละคนกล่าวอ้างในคำฟ้องว่าในแต่ละวันทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและทำงานล่วงเวลา ในวันหยุดวันละ 4 ชั่วโมง ปรากฏอัตราการจ่ายค่าตอบแทน (อัตราเดิม) ตามระยะทางและระยะเวลาการเดินทาง


-84- ตัวอย่างเช่น กรณีที่โจทก์คนใดเดินทางไปส่งมอบสินค้าที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งใช้ระยะเวลาเดินทาง 12 ชั่วโมง เกินกว่าเวลาทำงานปกติไป 4 ชั่วโมง จำเลยจ่ายค่าตอบแทนให้เป็นเงินรวม 345 บาท ซึ่งคิดเป็นอัตราค่าจ้างต่อ ชั่วโมง คือ ชั่วโมงละ 28.75 บาท หากต้องเดินทางไปส่งสินค้าที่จังหวัดจันทบุรีซึ่งใช้ระยะเวลาเดินทาง 9 ชั่วโมง เกินกว่าเวลาทำงานปกติไป 1 ชั่วโมง จำเลยจ่ายค่าตอบแทนให้เป็นเงินรวม 335 บาท ซึ่งคิดเป็นอัตราค่าจ้างต่อ ชั่วโมง คือชั่วโมงละ 37.22 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานที่โจทก์แต่ละคนได้รับตาม เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 แล้ว ปรากฏว่าจำเลยได้จ่ายค่าตอบแทนสำหรับการทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน และการทำงานล่วงเวลา ในวันหยุดเป็นเงินจำนวนเกินกว่าอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงของโจทก์แต่ละคนทั้งเอกสารหมาย ล.1 ก็ปรากฏว่าแม้โจทก์จะทำงานภายในชั่วโมงทำงานปกติคือไม่เกิน 8 ชั่วโมง จำเลยก็จ่ายค่าตอบแทนให้ นอกเหนือจากเงินเดือนซึ่งเป็นประโยชน์แก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ด เมื่อได้ความว่าจำเลยจ่ายค่าตอบแทนสำหรับการ ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและการทำงานล่วงเวลาในวันหยุดซึ่งไม่น้อยกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดให้แก่โจทก์ทั้ง เก้าสิบเจ็ดแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดอีก ___________________________ คดีทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนนี้เดิมศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอีกสามสิบ ห้าสำนวน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 132 ตามลำดับ แต่คดีสำหรับโจทก์ที่ 5, ที่ 9, ที่ 11, ที่ 22, ที่ 25, ที่ 27, ที่ 41, ที่ 44, ที่ 45, ที่ 47, ที่ 64 ถึงที่ 66, ที่ 73, ที่ 77, ที่ 79, ที่ 81, ที่ 86, ที่ 90, ที่ 91, ที่ 93, ที่ 99, ที่ 102 ถึงที่ 105, ที่ 108, ที่ 114, ที่ 122, ที่ 125 ถึงที่ 127, ที่ 130 ถึงที่ 132 ยุติไปแล้วตาม คำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องของศาลแรงงานกลางคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนนี้ โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดฟ้องและแก้ไขคำฟ้องเป็นทำนองเดียวกันว่า โจทก์แต่ละคนเข้าทำงานกับจำเลย ในตำแหน่งพนักงานขับรถบรรทุกเพื่อขนส่งรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุไปมอบให้แก่ลูกค้าทั่วประเทศ โดยโจทก์แต่ละคนได้รับ ค่าจ้างของปี 2546, 2547 และ2548 เป็นไปตามคำฟ้อง ระหว่างเวลาทำงานทั้งสามปีดังกล่าวจำเลยให้โจทก์ ทั้งหมดทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี กับให้โจทก์ทั้งหมดทำงานล่วงเวลาในวันหยุดประจำ สัปดาห์ วันหยุดตามประเพณีและในวันทำงานปกติตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2546 ถึง 31 ธันวาคม 2546 จึงต้อง จ่ายค่าจ้างในวันหยุด 2 วัน ค่าล่วงเวลาหรือค่าตอบแทนในการทำงานล่วงเวลาในวันหยุด 2 วัน ในวันทำงานปกติ 2 วัน ในปี 2547 ค้างชำระค่าจ้างในวันหยุด 55 วัน วันละ 8 ชั่วโมง ค่าล่วงเวลาหรือค่าตอบแทนในการทำงาน ล่วงเวลาในวันหยุด 55 วัน วันละ 4 ชั่วโมง และในวันทำงานตามปกติ 305 วัน วันละ 4 ชั่วโมง ในปี 2548 ค้าง ชำระค่าจ้างในวันหยุด 55 วัน วันละ 8 ชั่วโมง ค่าล่วงเวลาหรือค่าตอบแทนในการทำงานล่วงเวลาในวันหยุดวันละ 4 ชั่วโมง และในวันทำงานปกติ 301 วัน วันละ 4 ชั่วโมง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินตามฟ้องแก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ด จำเลยทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง


-85- ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวน โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงาน กลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าตอบแทนสำหรับเวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติในวันทำงานและวันหยุด และค่าจ้างในวันหยุดของโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวน ในกรณีที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ฟังใหม่จะเป็นผล ให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงก็ให้ศาลแรงงานกลางดำเนินการตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณา คดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 56 วรรคท้าย ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลงเพิ่มเติมว่า ตามบัญชีแนบท้ายคำให้การ นั้น เป็นค่าตอบแทนการการทำงานหรือค่าเที่ยว ไม่รวมเงินเดือนของโจทก์แต่ละคนซึ่งปรากฏตามคำฟ้องอีกต่างหาก ค่าตอบแทนดังกล่าวรวมทั้งกรณีที่โจทก์แต่ละคนทำงานในวันหยุดและขับรถเกินเวลาทำงานปกติและเกินเวลา ทำงานในวันหยุด ทั้งนี้หากเป็นการทำงานในวันหยุดนอกจากเงินค่าเที่ยวแล้วจำเลยจะจ่ายเพิ่มให้อีกคนละ 100 บาท ต่อเที่ยวด้วย ส่วนเอกสารท้ายคำให้การ ในช่องที่เขียน 1 เท่า คือเงินเดือนเฉลี่ยของโจทก์ 1 ชั่วโมงการทำงาน ตลอดระยะเวลา 2 ปี ตามคำฟ้องมีการเปลี่ยนแปลงค่าเที่ยว 5 ครั้ง แต่ที่โจทก์ทั้งหมดฟ้องคิดจากอัตราค่าเที่ยวปี 2546 เพียงอัตราเดียว ส่วนเวลาที่ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติและวันหยุดตลอดจนเวลาทำงานในวันหยุดของ โจทก์ทั้งหมดตามคำฟ้องเป็นการประมาณการคร่าวๆ เนื่องจากจำเลยไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ว่าตลอด ระยะเวลาตามคำฟ้องดังกล่าวโจทก์แต่ละคนทำงานล่วงเวลาทั้งในวันทำงานปกติและทำงานในวันหยุดคนละเท่าใด เพราะจำเลยไม่ได้เก็บหลักฐานใดๆ จึงต้องฟังตามที่โจทก์แต่ละคนบรรยายมาในคำฟ้อง และให้รวบรวมถ้อยคำ สำนวนส่งศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนอุทธรณ์ เพียงว่า โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาและค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลา ในวันหยุดที่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนเป็น ลูกจ้างในงานขนส่งทางบก ในกรณีที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างให้โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน และทำงานล่วงเวลาในวันหยุดโดยไม่มีข้อตกลงที่จะจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่โจทก์ทั้งเก้าสิบ เจ็ดสำนวน จำเลยก็ยังมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนที่ ทำให้แก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 6 จากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังเพิ่มเติมมาได้ความว่า อัตราค่าตอบแทน ต่อเที่ยวที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนเป็นไป ค่าตอบแทนที่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนได้รับตามบัญชี แนบท้ายคำให้การ เป็นค่าตอบแทนที่จำเลยจ่ายให้เมื่อโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนทำงานในวันหยุด ทำงานล่วงเวลา หรือทำงานล่วงเวลาวันหยุดเพิ่มอีกส่วนหนึ่งต่างหากไม่รวมเงินเดือนของโจทก์แต่ละคน โดยอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ในวันทำงานของโจทก์แต่ละคน ในช่องที่ข้อความว่า 1 เท่า ดังนี้ การที่จะพิจารณาว่าจำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทน


-86- สำหรับการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุดตามที่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนอุทธรณ์ หรือไม่จึงต้องพิจารณาด้วยว่าจำเลยได้จ่ายค่าตอบแทนในส่วนที่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนทำงานล่วงเวลาในวัน ทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุดแก่โจทก์ทั้งหมดดังกล่าวครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมายแล้วหรือไม่ โจทก์แต่ละ คนกล่าวอ้างในคำฟ้องว่าในแต่ละวันทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุดวันละ 4 ชั่วโมง ปรากฏอัตราการจ่ายค่าตอบแทน (อัตราเดิม) ตามระยะทางและระยะเวลาการเดินทาง ตัวอย่างเช่น กรณีที่โจทก์ คนใดเดินทางไปส่งมอบสินค้าที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งใช้ระยะเวลาเดินทาง 12 ชั่วโมง เกินกว่าเวลาทำงานปกติ ไป 4 ชั่วโมง จำเลยจ่ายค่าตอบแทนให้เป็นเงินรวม 345 บาท ซึ่งคิดเป็นอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง คือ ชั่วโมงละ 28.75 บาท หากต้องเดินทางไปส่งสินค้าที่จังหวัดชลบุรีซึ่งใช้ระยะเวลาเดินทาง 9 ชั่วโมง เกินกว่าเวลาทำงานปกติไป 1 ชั่วโมง จำเลยจ่ายค่าตอบแทนให้เป็นเงินรวม 335 บาท ซึ่งคิดเป็นอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง คือชั่วโมงละ 37.22 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานที่โจทก์แต่ละคนได้รับแล้ว ปรากฏว่าจำเลยได้จ่าย ค่าตอบแทนสำหรับการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและการทำงานล่วงเวลาในวันหยุดเป็นเงินจำนวนเกินกว่าอัตรา ค่าจ้างต่อชั่วโมงของโจทก์แต่ละคน อีกทั้งก็ปรากฏว่าแม้โจทก์จะทำงานภายในชั่วโมงทำงานปกติคือไม่เกิน 8 ชั่วโมง จำเลยก็จ่ายค่าตอบแทนให้นอกเหนือจากเงินเดือนซึ่งเป็นประโยชน์แก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวน เมื่อได้ ความว่าจำเลยจ่ายค่าตอบแทนสำหรับการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและการทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ซึ่งไม่ น้อยกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดให้แก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนตามฟ้อง ให้แก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนอีก ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ ของโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร) ศาลแรงงานกลาง - นายยงยุทธ สมัย แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นมบ3/2550


-87- หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18660 - 18677/2557 นายพีระ เฉลิมฤกษ์ กับพวกโจทก์ บริษัทอดิตยา เบอร์ล่า เคมีคัลส์ (ประเทศไทย) จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 61 เงินประเภทใดจะเป็นค่าจ้างหรือไม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ผู้ใดจะวางระเบียบหรือตกลงให้ผิดไปเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เมื่อตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างปรากฏว่า จำเลยผู้เป็นนายจ้างตกลงจ่ายค่าครองชีพให้แก่ลูกจ้างมีกำหนดจ่ายเป็นรายเดือนทุกเดือนตลอดมาทำนองเดียวกับ เงินเดือน ไม่ปรากฏชัดว่าจำเลยจ่ายค่าครองชีพเกี่ยวข้องกับภาวะค่าครองชีพโดยเฉพาะหรือจ่ายเพื่อช่วยเหลืออื่น ใด ค่าครองชีพดังกล่าวจึงเป็นค่าจ้างตามมาตรา 5 ซึ่งต้องนำไปคำนวณจ่ายค่าล่วงเวลา แม้จะมีข้อตกลงเกี่ยวกับ สภาพการจ้างไม่ให้นำค่าครองชีพไปรวมคำนวณจ่ายค่าล่วงเวลาก็เป็นข้อตกลงที่ขัดต่อมาตรา 61 ซึ่งเป็นกฎหมาย เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาโดยคำนวณจากค่าจ้าง ข้อตกลง ดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับ ___________________________ คดีทั้งสิบแปดสำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 1 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 18 โจทก์ทั้งสิบแปดฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาเป็นจำนวนตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ แต่ละคน จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง


-88- ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาย้อนหลังเป็นเวลา 2 ปี พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินทุกจำนวนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสิบแปดรายละเอียดตาม คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในสำนวนได้ความว่า ระหว่างพิจารณาคู่ความตก ลงสละประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การทุกข้อ ยกเว้นประเด็นที่ว่าค่าครองชีพที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสิบแปด เป็นค่าจ้างที่ต้องนำมารวมเป็นฐานในการคำนวณค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งสิบแปดหรือไม่ จากนั้นคู่ความแถลงรับ ข้อเท็จจริงและศาลแรงงานภาค 1 มีคำสั่งงดสืบพยาน ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลงรับจึงฟังเป็นยุติว่า จำเลยกับ สหภาพแรงงานอดิตยา เบอร์ล่า เคมีคัลล์ ซัฟไฟท์ส ดิวิชั่น จัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้ ค่าครองชีพที่ จำเลยจ่ายให้แก่พนักงานทั้งหมดรวมโจทก์ทั้งสิบแปดมีจำนวนการจ่ายที่แน่นอนและเป็นประจำทุกเดือน หากนำค่า ครองชีพมาเป็นฐานในการคำนวณค่าล่วงเวลาย้อนหลังไปสองปี โจทก์ทั้งสิบแปดมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาในส่วนที่ ขาดตามตารางคำนวณค่าล่วงเวลา แล้ววินิจฉัยว่า ค่าครองชีพที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสิบแปดมีจำนวนที่แน่นอน และจ่ายเป็นประจำทุกเดือน ประกอบกับมิได้ยกเว้นการจ่ายค่าครองชีพให้แก่พนักงานที่หยุดหรือลา ย่อมบ่งชี้ว่าแม้ ในวันหยุดวันลาโจทก์ทั้งสิบแปดก็ยังมีสิทธิได้รับค่าครองชีพ อันมีลักษณะเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน เช่นเดียวกับค่าจ้าง ค่าครองชีพดังกล่าวจึงเป็นค่าจ้างที่จำเลยต้องนำมารวมเป็นฐานในการคำนวณค่าล่วงเวลาให้แก่ โจทก์ทั้งสิบแปดด้วย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงว่า ค่าครองชีพเป็นค่าจ้างที่จำเลยจะต้องนำมา รวมคำนวณเพื่อจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งสิบแปดหรือไม่ เห็นว่า เงินประเภทใดจะเป็นค่าจ้างหรือไม่นั้น ต้อง เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ผู้ใดจะวางระเบียบหรือตกลงให้ผิดไปเป็นอย่าง อื่นไม่ได้ เมื่อตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างปรากฏว่าจำเลยผู้เป็นนายจ้างตกลงจ่ายค่าครองชีพให้แก่ลูกจ้างมี กำหนดจ่ายเป็นรายเดือนทุกเดือนตลอดมา ทำนองเดียวกับเงินเดือนตั้งแต่จำเลยได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการ จ้างกับสภาพแรงงานไทย ซัลไพท์ แอนด์ เคมีคัล แต่ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตั้งแต่ปี 2540 ถึงปี 2555 ไม่ปรากฏชัดว่าเหตุที่จำเลยจ่ายค่าครองชีพให้แก่ลูกจ้างเกี่ยวข้องกับภาวะค่าครองชีพโดยเฉพาะหรือเป็นเงินที่จ่าย เพื่อช่วยเหลืออื่นใดมีเพียงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในปี 2540 เท่านั้นที่กำหนดให้นำค่าครองชีพมารวมกับ ค่าจ้าง ค่าครองชีพดังกล่าวจึงเป็นเงินที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างจ่ายแก่โจทก์ทั้งสิบแปดผู้เป็นลูกจ้างโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ถือเป็นค่าจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และแม้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งมีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2558 จะมีข้อตกลงไม่ให้นำค่าครองชีพไปรวมคำนวณจ่ายค่า ล่วงเวลา ก็เป็นข้อตกลงที่ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 61 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับ ความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาโดยคำนวณจากค่าจ้างซึ่งหมายถึงเงินที่เป็น


-89- ค่าจ้างทั้งหมด ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในส่วนดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับ จำเลยจึงต้องนำค่าครองชีพไปรวม คำนวณจ่ายค่าล่วงเวลาแก่โจทก์ทั้งสิบแปด ที่ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ภาติยะ ดวงมณี-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-เสรี เพศประเสริฐ) ศาลแรงงานกลางภาค 1 - นางสาวหฤทัย ประพุทธนิติสาร แหล่งที่มา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ20/2557 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15186 - 15192/2557 นายมนตรี คงนาม กับพวกโจทก์ บริษัทอะมีน อัศมะอาน (1432) จำกัด กับพวกจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 797 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 12, 70


-90- สัญญาจ้างลูกจ้างชั่วคราวระบุว่า ป. กรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเข้า ทำงานในโครงการก่อสร้างสะพานท่าเทียบเรือที่จำเลยที่ 1 รับจ้างเหมาจากจำเลยที่ 2 แม้สัญญาจ้างลูกจ้างชั่วคราว จะไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 แต่กฎหมายมิได้บังคับให้สัญญาจ้างแรงงานต้องทำเป็น หนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ เมื่อมีการเข้าทำงานก่อสร้างในโครงการดังกล่าวบางส่วนและจำเลยที่ 1 มี หนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าจ้างในส่วนของงานที่ก่อสร้างไปแล้ว หากโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานในส่วน ดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เข้ารับเอาผลงานที่โจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงาน พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าการ ทำสัญญาจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดของ ป. เป็นการทำไปในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 797 จำเลยที่ 1 ย่อมเป็นผู้ซึ่งตกลงรับโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้อันเป็นนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดตามมาตรา 70 และตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติ ให้ในกรณีที่นายจ้างเป็นผู้รับเหมาช่วงให้ผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปหากมีตลอดสายจนถึงผู้รับเหมาชั้นต้นร่วมรับผิดกับ ผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างในค่าจ้าง เมื่อจำเลยที่ 2 ตกลงรับจ้างก่อสร้างในโครงการก่อสร้างสะพานท่าเทียบเรือ ให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลเทพกระษัตรีผู้ว่าจ้าง จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ซึ่งตกลงรับจะดำเนินงานทั้งหมดหรือแต่ บางส่วนของงานก่อสร้างดังกล่าวจนสำเร็จประโยชน์ของผู้ว่าจ้าง และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ซึ่งทำสัญญาจ้างเหมา ค่าแรงงานพร้อมแบบหล่อคอนกรีตกับจำเลยที่ 2 โดยรับจะดำเนินงานแต่บางส่วนของงานดังกล่าวอันเป็นงานใน ความรับผิดชอบของจำเลยที่ 2 เพื่อประโยชน์แก่ผู้ว่าจ้าง จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้รับเหมาชั้นต้นและจำเลยที่ 1 เป็น ผู้รับเหมาช่วงตามบทนิยามในมาตรา 5 ดังนั้น หากโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานแล้วจำเลยที่ 1 ไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ ทั้งเจ็ด จำเลยที่ 2 ก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในเงินค่าจ้างที่ค้างจ่ายด้วยตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง และมีสิทธิไล่ เบี้ยเงินค่าจ้างที่จ่ายให้โจทก์ทั้งเจ็ดคืนจากจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 12 วรรคสอง ___________________________ โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องในทำนองเดียวกันขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท และโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 7 คนละ 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จาก ต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ทุกสำนวนขาดนัด จำเลยที่ 2 ทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษายกฟ้อง


-91- โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานภาค 8 ปรากฏ ว่า จำเลยที่ 1 มีนายประสิทธิ์ และนางสาวศิรินทรา เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตรา สำคัญของจำเลยที่ 1 กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ตามหนังสือรับรอง จำเลยที่ 2 ตกลงรับจ้างก่อสร้างในโครงการ ก่อสร้างสะพานท่าเทียบเรือบ้านแหลมทรายจากองค์การบริหารส่วนตำบลเทพกระษัตรี ตามสัญญาจ้าง จำเลยที่ 2 จึงได้ทำสัญญาจ้างเหมาค่าแรงงานพร้อมแบบหล่อคอนกรีต ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการอันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ก่อสร้างสะพานท่าเทียบเรือบ้านแหลมทราย โดยสัญญาดังกล่าวทำขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 ซึ่งในวัน เดียวกันนี้นายประสิทธิ์กรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจ้างลูกจ้างชั่วคราวจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานเป็น ลูกจ้างโดยมีเนื้อความในสัญญาระบุว่า นายประสิทธิ์กรรมการผู้มีอำนาจลงนามของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ทั้ง เจ็ดเข้าปฏิบัติงานในหน้าที่ต่าง ๆ เพื่อทำงานที่หน่วยงานก่อสร้างท่าเทียบเรือบ้านแหลมทรายขององค์การบริหาร ส่วนตำบลเทพกระษัตรี มีกำหนด 5 เดือน นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2554 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งเจ็ดและ จำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิดจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งเจ็ดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ยุติตามสัญญาจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว ระบุว่า นายประสิทธิ์ กรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ชั่วคราวในโครงการก่อสร้างสะพานท่าเทียบเรือบ้านแหลมทราย ซึ่งจำเลยที่ 1 รับจ้างเหมาตามสัญญาจ้างเหมา ค่าแรงงานพร้อมแบบหล่อคอนกรีต จากจำเลยที่ 2 จะไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 แต่กฎหมายมิได้บังคับ ให้สัญญาจ้างแรงงานต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ ทั้งข้อเท็จจริงยุติตามที่คู่ความ ไม่โต้เถียงกันว่ามีการเข้าทำงานก่อสร้างตามที่จำเลยที่ 1 รับจ้างเหมาจากจำเลยที่ 2 บางส่วน และจำเลยที่ 1 มี หนังสือทวงถาม ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าจ้างในส่วนของงานที่ก่อสร้างไปแล้ว หากโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานในส่วน ดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เข้ารับเอาผลงานที่โจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงาน พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าการ ทำสัญญาจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดของนายประสิทธิ์เป็นการทำในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 797 จำเลยที่ 1 ก็ย่อมเป็นผู้ซึ่งตกลงรับโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้อันเป็น นายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ดังนั้นหากโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานตามสัญญาจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว จำเลยที่ 1 ก็ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดให้ถูกต้องและตามกำหนดเวลาตามมาตรา 70 และ ตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ในกรณีที่นายจ้างเป็นผู้รับเหมาช่วงให้ผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปหากมีตลอดสาย จนถึงผู้รับเหมาชั้นต้นร่วมรับผิดกับผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างในค่าจ้างและเงินอื่นตามที่บัญญัติไว้ด้วย ซึ่งจำเลย ที่ 2 ตกลงรับจ้างก่อสร้างในโครงการก่อสร้างสะพานท่าเทียบเรือบ้านแหลมทรายให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบล เทพกระษัตรีตามสัญญาจ้างจำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ซึ่งตกลงรับจะดำเนินงานทั้งหมดหรือแต่บางส่วนของงานก่อสร้าง ดังกล่าวจนสำเร็จประโยชน์ขององค์การบริหารส่วนตำบลเทพกระษัตรีผู้ว่าจ้าง จึงเป็นผู้รับเหมาชั้นต้น ตามบท นิยามในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นผู้ซึ่งทำสัญญาจ้างเหมา ค่าแรงงานพร้อมแบบหล่อคอนกรีตกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับเหมาชั้นต้นโดยรับจะดำเนินงานแต่บางส่วนของงาน ดังกล่าวอันเป็นงานในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 2 เพื่อประโยชน์แก่องค์การบริหารส่วนตำบลเทพกระษัตรีผู้


-92- ว่าจ้าง จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้รับเหมาช่วงตามบทนิยามในมาตรา 5 ด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดให้ถูกต้องและตามกำหนดเวลาตามมาตรา 70 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับเหมาชั้นต้นจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างในเงินค่าจ้างที่ค้างจ่ายด้วยตาม มาตรา 12 วรรคหนึ่ง และมีสิทธิไล่เบี้ยเงินค่าจ้างที่ได้จ่ายให้โจทก์ทั้งเจ็ดคืนจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างตาม มาตรา 12 วรรคสอง อย่างไรก็ตามแม้ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดจะได้ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินค่าจ้างที่ค้างจ่าย แต่ ศาลแรงงานภาค 8 ยังมิได้รับฟังข้อเท็จจริงว่าแท้จริงแล้ว โจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานตามฟ้องจริงหรือไม่ เป็นระยะเวลา ที่ทำงานจริงคิดเป็นจำนวนชั่วโมงและจำนวนวันแล้วเป็นจำนวนเท่าใด โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับค่าจ้างอัตราเท่าใด จำเลย ที่ 1 ค้างจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งเจ็ดหรือไม่ และหากค้างจ่ายจริงจำนวนเงินค่าจ้างที่ค้างจ่ายมีเท่าใด จึงยังไม่อาจนำ ข้อเท็จจริงดังกล่าวไปวินิจฉัยปัญหานี้ตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดได้ เห็นสมควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงาน ภาค 8 วินิจฉัยข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานและการค้างจ่ายค่าจ้างข้างต้นเสียก่อน พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 8 ให้ศาลแรงงานภาค 8 วินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ทั้งเจ็ดและการค้างจ่ายค่าจ้างดังกล่าว แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (อนันต์ ชุมวิสูตร-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ปดารณี ลัดพลี) ศาลแรงงานภาค 8 - นางสาวยุวิสส์ร์ชญา ยกซิ่ว แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ76/2555 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15164/2557


-93- นางสาวจิราพร พระชัยโจทก์ บริษัทลากูนซาวน่า จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 โจทก์ทำงานเป็นพนักงานนวดสปา จำเลยไม่มีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่าด้วยการมา ทำงาน การลาหยุดและวันหยุด โจทก์จะมาทำงานหรือไม่ก็ได้ เมื่อมาทำงานแล้วโจทก์จะกลับไปก็เพียงแจ้งให้ ผู้จัดการของจำเลยทราบ วันใดที่โจทก์ไม่มาทำงานก็จะไม่มีค่าแรงแบ่งให้ โจทก์ขาดงานโดยไม่แจ้งผู้จัดการของ จำเลยทราบก็ไม่มีบทลงโทษโจทก์ จำเลยไม่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์ การที่จำเลยจัดคิวทำงานก่อนหลังให้แก่ พนักงานซึ่งรวมถึงโจทก์ด้วยเป็นการจัดลำดับการทำงานก่อนหลังของพนักงานเพื่อความเป็นระเบียบทั้งป้องกันการ ทะเลาะวิวาทกัน ไม่ใช่การใช้อำนาจบังคับบัญชา เมื่อจำเลยไม่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์อย่างลูกจ้าง ความสัมพันธ์ ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงมิใช่นายจ้างลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 84,240 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้น เงิน 29,120 บาท และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 55,120 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระ เสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 84,240 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อ ปี จากต้นเงิน 29,120 บาท และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 55,120 บาท นับแต่วันฟ้องคือวันที่ 24 มกราคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 8 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของ จำเลยว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยไม่มีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่าด้วยการมาทำงาน การลาหยุด และวันหยุดงาน การมาทำงานโจทก์จะมาทำงานหรือไม่ก็ได้ เมื่อมาทำงานแล้วโจทก์จะกลับไปก็เพียง แจ้งให้ผู้จัดการของจำเลยทราบ วันใดที่โจทก์ไม่มาทำงานก็จะไม่มีค่าแรงแบ่งให้ หากโจทก์ขาดงานโดยไม่แจ้งให้


-94- ผู้จัดการของจำเลยทราบจำเลยก็ไม่มีบทลงโทษโจทก์ จำเลยไม่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์ เมื่อพนักงานของจำเลย เข้าทำงานรวมถึงโจทก์ด้วยจำเลยจะจัดคิวทำงานก่อนหลังให้แก่พนักงาน ซึ่งการจัดคิวของจำเลยมิใช่การใช้อำนาจ บังคับบัญชาแต่เป็นการจัดลำดับการทำงานก่อนหลังของพนักงานเพื่อความเป็นระเบียบทั้งป้องกันการทะเลาะกัน เมื่อจำเลยไม่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์อย่างลูกจ้าง ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลย จึงมิใช่นายจ้างลูกจ้าง ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ที่ศาลแรงงานภาค 8 วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยนั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็น ของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นและอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผล ของคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ (ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-ธีระพงศ์ จิระภาค) ศาลแรงงานภาค 8 - นางสาวยุวิสส์ร์ชญา ยกซิ่ว แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ161/2554 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12647/2557 บริษัทเคไลน์คอนเทนเนอร์เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัดโจทก์ นายนิพันธ์ ไชยชาติจำเลย


-95- พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 สัญญาไอไอซีแอลระบุว่าโจทก์ส่งจำเลยเข้าทดสอบเพื่อรับเกียรติบัตรจากสถาบันไอไอซีแอล โดย โจทก์เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมในการสอบ หากจำเลยสอบผ่านจะได้รับเงินค่าเทคนิคพิเศษเดือนละ 5,000 บาท ในช่วงอายุของเกียรติบัตรซึ่งมีอายุ 5 ปี จำเลยรับประกันที่จะทำงานกับโจทก์ให้สอดคล้องตามระเบียบข้อบังคับใน การทำงานของโจทก์อย่างน้อย 5 ปี ตามอายุของเกียรติบัตร หากไม่สามารถทำงานได้ตามข้อตกลงดังกล่าวจำเลย ต้องคืนเงินค่าเทคนิคพิเศษแก่โจทก์ การจ่ายเงินค่าเทคนิคพิเศษจึงเป็นไปตามเงื่อนไขข้อตกลงดังกล่าว มิใช่เป็นการ จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติอันจะถือว่าเป็นค่าจ้าง สถาบันไอไอซีแอลมีความเชี่ยวชาญด้านตู้คอนเทนเนอร์ โจทก์ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับตู้คอนเทน เนอร์ โจทก์ย่อมต้องการให้พนักงานที่มีคุณสมบัติดังกล่าวทำงานให้โจทก์จนครบอายุของเกียรติบัตร โจทก์จำเลย ทราบข้อความในสัญญาและสมัครใจทำสัญญากัน ทั้งสัญญาไอไอซีแอลไม่มีข้อความขัดต่อความสงบเรียบร้อยของ ประชาชน จึงใช้บังคับได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระคืนเงินแก่โจทก์ตามสัญญา "ไอไอซีแอล" จำนวน 64,343 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน ดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 64,343 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 มิถุนายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าเงินค่าเทคนิค พิเศษเป็นค่าจ้างหรือไม่ และสัญญา "ไอไอซีแอล" ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สัญญาระบุไว้ได้ความว่า โจทก์


-96- เป็นผู้ส่งจำเลยเข้าทดสอบเพื่อรับเกียรติบัตรจากสถาบันไอไอซีแอล โดยโจทก์เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมในการสอบ หากจำเลยสอบผ่านจะได้รับเงินค่าเทคนิคพิเศษเดือนละ 5,000 บาท ในช่วงอายุของเกียรติบัตรซึ่งมีอายุ 5 ปี ก่อน ครบกำหนดอายุของเกียรติบัตรจำเลยต้องคอยติดตามประกาศของสถาบันไอไอซีแอลเพื่อเข้าทดสอบต่ออายุเกียรติ บัตร จำเลยรับประกันที่จะทำงานให้โจทก์สอดคล้องตามระเบียบข้อบังคับในการทำงานของโจทก์อย่างน้อย 5 ปี ตามอายุของเกียรติบัตร หากไม่สามารถทำงานได้ตามข้อตกลงดังกล่าวจำเลยต้องคืนเงินค่าเทคนิคพิเศษแก่โจทก์ ดังนั้นการจ่ายเงินค่าเทคนิคพิเศษจึงเป็นไปตามเงื่อนไขข้อตกลงดังกล่าว มิใช่เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน ในเวลาทำงานปกติ อันจะถือว่าเป็นค่าจ้างดังที่จำเลยอุทธรณ์ และข้อเท็จจริงได้ความว่าสถาบันไอไอซีแอลมีความ เชี่ยวชาญด้านตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งโจทก์ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับตู้คอนเทนเนอร์ โจทก์ย่อมต้องการให้พนักงานที่มี คุณสมบัติดังกล่าวทำงานให้โจทก์จนครบอายุของเกียรติบัตร เมื่อโจทก์จำเลยทราบข้อความในสัญญาทุกข้อแล้ว และสมัครใจทำสัญญากัน ทั้งสัญญานี้ไม่มีข้อความใดที่ทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลยเกินสมควรหรือต้องห้ามตาม กฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงบังคับได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิด สัญญาจึงต้องคืนเงินค่าเทคนิคพิเศษแก่โจทก์ตามสัญญาดังที่ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยมานั้นต้องด้วยความเห็น ของศาลฎีกาแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-พิทยา บุญชู) ศาลแรงงานกลาง - นายสมฤกษ์ โรจนสุพจน์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นสป45/2554 หมายเหตุ ___________________________


-97- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3934/2557 นางกานต์รวี นางามโจทก์ บริษัททิสเวิลด์ไวด์มาร์เก็ตติ้ง (1997) จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 119 วรรค หนึ่ง (4) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 เดิมจำเลยจ่ายเงินค่ารับรองลูกค้า ค่าน้ำมันพาหนะ และค่าโทรศัพท์ให้แก่ลูกจ้างในแผนกขายซึ่ง รวมถึงโจทก์ด้วยตามยอดเงินในใบเสร็จรับเงินที่ขอเบิก ต่อมาจำเลยจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นประจำตามอัตราที่แน่นอน ทุกเดือนโดยไม่ต้องมีใบเสร็จรับเงินมาแสดงอีก แสดงว่าจำเลยมีวัตถุประสงค์ในการจ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์เพื่อ เป็นค่าใช้จ่ายในการทำงาน ไม่ได้จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์โดยตรง การเปลี่ยนแปลงการจ่ายเงินเป็นไม่ ต้องนำใบเสร็จรับเงินมาแสดงอีก เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงวิธีการจ่ายเงินให้สะดวกในการบริหารจัดการเท่านั้น ไม่ได้เปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการจ่ายเงิน เงินนั้นจึงไม่ใช่ค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 การที่จำเลยย้ายโจทก์จากตำแหน่งผู้จัดการเขตการขายไปเป็นผู้จัดการประสานงานขายเป็นเหตุให้โจทก์ ไม่ได้รับเงินดังกล่าวจึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยลดค่าจ้างโจทก์ จำเลยออกคำสั่งให้โจทก์ไปทำงานในตำแหน่งผู้จัดการประสานงานขาย แต่โจทก์ไม่ยอมไปทำงาน ยังคงทำงานในตำแหน่งผู้จัดการเขตการขายตามเดิม ต่อมาจำเลยมีหนังสือเตือนแล้ว จึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบ ด้วยกฎหมายของจำเลยและกระทำผิดซ้ำคำเตือน จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้า ไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,000 บาท ค่าชดเชย 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 11 มกราคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระ เสร็จ และให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 100,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง


-98- ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 90,000 บาท และค่าชดเชย 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินค่าชดเชยนับแต่วันที่ 12 มกราคม 2549 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ว่าเงินค่ารับรองลูกค้า ค่าน้ำมันพาหนะ ค่า โทรศัพท์เป็นเงินที่จำเลยให้เป็นค่าใช้จ่ายในแผนกการขายเท่านั้น ส่วนค่าคอมมิสชันเป็นเงินเพิ่มจูงใจในการทำงาน เงินดังกล่าวมิใช่ค่าจ้าง เมื่อจำเลยย้ายโจทก์ไปทำงานตำแหน่งอื่นที่มิใช่แผนกขายโดยตรง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงิน ดังกล่าว ไม่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงให้โจทก์ได้รับค่าจ้างลดลง คำสั่งย้ายงานจึงชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ไม่ยอม ย้ายไปตามคำสั่งของจำเลยจึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลย จำเลยออกหนังสือ เตือนแล้วโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอีกภายในเวลาไม่เกิน 1 ปี จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่าย ค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟัง ข้อเท็จจริงว่า เดิมจำเลยจ่ายเงินค่ารับรองลูกค้า ค่าน้ำมันพาหนะ และค่าโทรศัพท์ให้แก่ลูกจ้างในแผนกขายซึ่ง รวมถึงโจทก์ด้วยตามยอดเงินในใบเสร็จรับเงินที่ขอเบิก แต่ต่อมาจำเลยได้จ่ายให้เป็นประจำตามอัตราที่แน่นอนทุก เดือนโดยไม่ต้องมีใบเสร็จรับเงินมาแสดงอีก ดังนี้จึงแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีวัตถุประสงค์ในการจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ โจทก์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการทำงาน มิได้จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์โดยตรง แม้จำเลยจะเปลี่ยนแปลง การจ่ายเงินให้แก่โจทก์โดยไม่ต้องนำใบเสร็จรับเงินมาแสดงอีก ก็เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงวิธีการจ่ายเงินให้เกิด ความสะดวกในการบริหารจัดการเท่านั้น มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการจ่ายเงิน เงินที่จำเลยจ่าย ให้แก่โจทก์ดังกล่าวจึงมิใช่ค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ส่วนค่าคอมมิสชัน โจทก์ มิได้บรรยายกล่าวไว้ในคำฟ้อง จำเลยก็ไม่ได้ให้การต่อสู้คดีถึงค่าคอมมิสชันไว้ อุทธรณ์ของจำเลยเกี่ยวกับค่าคอมมิส ชันจึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ดังนั้น เมื่อจำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์จากตำแหน่งผู้จัดการเขตการขายไปเป็นผู้จัดการ ประสานงานขายเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับเงินค่ารับรองลูกค้า ค่าน้ำมันพาหนะและค่าโทรศัพท์ จึงมิใช่กรณีที่จำเลย ลดค่าจ้างโจทก์แต่ประการใด การที่โจทก์ไม่ยอมไปทำงานในตำแหน่งใหม่ แต่ยังคงทำงานในตำแหน่งเดิมให้จำเลย และต่อมาจำเลยได้มีหนังสือเตือนแล้ว จึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลย และ เป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่าย ค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ จำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ (พิทยา บุญชู-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-นิยุต สุภัทรพาหิรผล)


-99- ศาลแรงงานกลาง - นายไพโรจน์ นิติกรไชยรัตน์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ285/2550 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2818/2557 นายจอห์น คริสโตเฟอร์ มาราลโลโจทก์ นายณัฐพล แม่นศรแผลงจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 575 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 สัญญาร่วมหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยข้อ 4 ระบุว่าคู่สัญญาตกลงแบ่งผลประโยชน์ในการดำเนิน กิจการฝ่ายละครึ่งหนึ่งของผลกำไรสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วในวันสุดท้ายของแต่ละเดือน โดยจำเลยจะจ่ายเงิน ขั้นต่ำ 35,000 บาท ต่อเดือน ให้โจทก์ภายในวันที่ 15 ของแต่ละเดือนเพื่อเป็นประกันผลกำไรตามที่ได้ตกลงกันไว้ เป็นระยะเวลา 28 เดือน และข้อ 6 ระบุว่าหากจำเลยผิดสัญญาข้อ 4 ในเดือนใดก็ตาม เงินที่ค้างจ่ายนั้นจะต้องยก ยอดไปเดือนถัดไปบวกกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2 หากจำเลยไม่จ่ายเงินประกันผลกำไรเป็นเวลาติดต่อกัน 3 เดือน ย่อมมีผลให้สัญญาร่วมหุ้นนี้สิ้นสุดลงทันที แสดงว่าเงินที่โจทก์จะได้รับจากจำเลยในแต่ละเดือนมีลักษณะเป็น การแบ่งผลกำไรและประกันผลกำไร และเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสิ้นสุดลงของสัญญา มิได้มีลักษณะเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่ใช่นายจ้างและลูกจ้างกัน


-100- ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างรวมจำนวน 1,086,781 บาท พร้อม ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัด ศาลจึงให้พิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ร่วมหุ้นกับจำเลยเปิดร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่รวม 3 ร้าน โดยโจทก์ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการร้าน แล้ว วินิจฉัยว่าสัญญาร่วมหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยในการประกอบกิจการร้านอินเตอร์เน็ต มีลักษณะเป็นการร่วม ลงทุนประกอบธุรกิจในรูปแบบของห้างหุ้นส่วนเพื่อแบ่งปันผลกำไรที่ได้จากกิจการตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 1012 หาได้มีความสัมพันธ์ในลักษณะนายจ้างลูกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 ไม่ ทั้งตามสัญญาดังกล่าวข้อ 3 ระบุว่า ในการบริหารงานของร้านอินเตอร์เน็ต โจทก์จำเลยต้องให้ ความเห็นชอบร่วมกันในการดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องกับร้าน นั้น จำเลยหาได้มีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์อันมีอำนาจ บังคับบัญชาให้โจทก์ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายไม่ ข้อ 4 ระบุว่า คู่สัญญาตกลงแบ่งผลประโยชน์ในการดำเนิน กิจการฝ่ายละครึ่งหนึ่งจากผลกำไรสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วในวันสุดท้ายของแต่ละเดือน โดยจำเลยจะจ่ายเงิน ขั้นต่ำ 35,000 บาท ต่อเดือน ให้โจทก์ภายในวันที่ 15 ของแต่ละเดือนเพื่อเป็นประกันผลกำไรตามที่ได้ตกลงกันไว้ เป็นระยะเวลา 28 เดือน การปันผลกำไรงวดแรกเริ่มวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2550 นั้น เงินที่จำเลยต้องจ่ายให้โจทก์ ตามสัญญาร่วมหุ้นมีลักษณะเป็นเงินส่วนแบ่งกำไรและประกันผลกำไรในการร่วมลงทุนระหว่างโจทก์จำเลย หาได้ เป็นการจ่ายเงินค่าจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์ตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือเป็นการจ้างแรงงานโจทก์โดยมีจำเลยเป็นนายจ้างไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า สัญญาร่วมหุ้นระหว่างโจทก์จำเลยรวมการจ้างแรงงาน โดยจำเลยตกลงให้โจทก์ เป็นผู้จัดการมีอำนาจบริหารจัดการร้านอินเตอร์เน็ตสองแห่ง โดยตกลงให้เงินค่าจ้างแก่โจทก์เดือนละ 40,000 บาท และ 35,000 บาท ตามลำดับ เงินดังกล่าวรวมค่าจ้างในการทำงานอยู่ด้วยไม่ว่าร้านอินเตอร์เน็ตทั้งสองแห่งจะมีผล กำไรหรือไม่ก็ตาม จึงไม่ได้มีลักษณะเป็นเงินส่วนแบ่งผลกำไรและประกันผลกำไรในการร่วมลงทุนระหว่าง โจทก์จำเลยแต่เพียงอย่างเดียว แต่รวมเงินค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ไว้ด้วย


Click to View FlipBook Version