The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมฎีกามาตรา 5 (22 ก.ค.2566)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Tan, แทน Jomkratok,จอมกระโทก, 2023-07-23 04:03:21

รวมฎีกามาตรา 5 (22 ก.ค.2566)

รวมฎีกามาตรา 5 (22 ก.ค.2566)

-401- ดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ทราบ พิเคราะห์หนังสือเอกสารหมาย ล.2 แล้ว เห็นว่า เป็นหนังสือที่นางสาววร จิตรามีถึงนายไพรัชเพื่อขอเลิกจ้างโจทก์ และนายไพรัชบันทึกความเห็นว่า สมควรเลิกจ้างโจทก์เสนอต่อจำเลยที่ 2 มิใช่หนังสือที่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นนายจ้างแจ้งไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไป จึงไม่ใช่หนังสือเลิกจ้าง การที่ศาลแรงงาน กลางวินิจฉัยว่า ย่อมเป็นที่เข้าใจแก่คนทั่วไปว่า จำเลยทั้งสองผู้เป็นนายจ้างมีความประสงค์ที่จะเลิกจ้างโจทก์นั้น ก็ ขัดกับข้อความที่จำเลยที่ 2 บันทึกไว้ในเอกสารหมาย ล.2 ว่า ไม่ควรเลิกจ้าง ให้เรียกมาตกลงกันใหม่โดยทำหนังสือ เป็นข้อตกลง ส่วนการที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลและผู้บังคับบัญชาของโจทก์นำหนังสือเอกสารหมาย ล.2 แจ้งให้โจทก์ ทราบว่า จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์นั้นก็ไม่มีผลเป็นการเลิกจ้างเนื่องจากบุคคลดังกล่าวไม่มีอำนาจเลิกจ้างและ หนังสือเอกสารหมาย ล.2 ก็มิใช่หนังสือเลิกจ้าง ทั้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาก็ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่า จำเลยที่ 2 เชิดเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือนายไพรัชให้เป็นตัวแทนและมีอำนาจเลิกจ้างโจทก์ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ เลิกจ้างโจทก์ จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟัง ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอโจทก์ที่ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-กมล เพียรพิทักษ์-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายสรศักดิ์ ศรีพิชญาการ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6831/2543


-402- นาย บุญเลิศ พิกุลโจทก์ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชนจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 โจทก์เป็นลูกจ้างรายวันมีสิทธิได้รับค่าจ้างเฉพาะวันที่มาทำงาน แม้ว่าสัญญาจ้าง แรงงานระหว่างจำเลยกับโจทก์ยังไม่สิ้นสุด แต่โจทก์ ก็มิได้ทำงานให้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่าย ค่าจ้างให้แก่โจทก์ ___________________________ คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์ ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องว่า ขณะฟ้องคดีนี้โจทก์ทั้งสามยังเป็นลูกจ้างของจำเลย โจทก์ที่ 1 ได้รับ ค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ 226 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 750 บาท เบี้ยขยันเดือนละ 750 บาท และเบี้ยเลี้ยงวัน ละ 15 บาทโจทก์ที่ 2 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ 367 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 600บาท เบี้ยขยันเดือนละ 750 บาท และเบี้ยเลี้ยงวันละ 6 บาท โจทก์ที่ 3 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ 181 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 750 บาท เบี้ยขยันเดือนละ 750 บาท และเบี้ยเลี้ยงวันละ 15 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 5และ 20 ของเดือน โจทก์ทั้งสามเป็นกรรมการลูกจ้างในสถานประกอบการของจำเลย จำเลยจงใจไม่ยอมจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้ง สามตั้งแต่วันที่ 18กันยายน 2542 จนถึงวันฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน12,246.29 บาท 17,421 บาท และ 10,401 บาท กับค่าจ้างเดือนละ 7,766บาท 10,298 บาท และ 6,569 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสาม ตามลำดับนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะสิ้นสุดการเป็นลูกจ้าง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของค่าจ้างค้าง จ่ายนับแต่วันถึงกำหนดจ่ายทุกคราวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ทุกเวลาเจ็ดวันของค่าจ้างค้างจ่ายนับแต่วันถึงกำหนดจ่ายทุกคราวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างรายวันของจำเลยหากโจทก์ทั้งสามไม่ทำงานให้แก่จำเลย ในวันใด จำเลยก็จะไม่จ่ายค่าจ้างให้ เมื่อวันที่ 11กันยายน 2542 จำเลยได้ทำหนังสือส่งโจทก์ทั้งสามไปปฏิบัติงานที่ โครงการก่อสร้างเขื่อนและท่าเทียบเรือจังหวัดภูเก็ต โดยให้โจทก์ทั้งสามไปรายงานตัวที่หน่วยงานใหม่ในวันที่ 17


-403- กันยายน 2542 ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยจำเลยมีอำนาจกระทำได้ แต่โจทก์ทั้งสามไม่ไปรายงานตัวและ เข้าปฏิบัติงานที่จังหวัดภูเก็ต จึงถือว่าโจทก์ทั้งสามจงใจฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือคำสั่งของจำเลยอัน ชอบด้วยกฎหมายกรณีร้ายแรง และเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ทำ ให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยจึงได้ร้องขอเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามต่อศาลแรงงานกลางซึ่งคดีอยู่ระหว่างพิจารณา เบี้ยเลี้ยงค่าครองชีพและเบี้ยขยันจำเลยจ่ายให้โจทก์ทั้งสามเป็นสวัสดิการ ไม่ใช่ค่าจ้างซึ่งมีวิธีการจ่ายและ หลักเกณฑ์การจ่ายแตกต่างจากค่าจ้างหลายประการ เช่นจะได้รับเฉพาะวันที่มาทำงานเท่านั้นวันใดไม่มาทำงานก็ จะไม่ได้เบี้ยเลี้ยง หรือถ้าหยุดงานไปเกินกว่าที่กำหนดไว้ในระเบียบหรือข้อตกลงก็จะไม่ได้ค่าครองชีพและเบี้ยขยัน โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธินำเบี้ยเลี้ยงและเบี้ยขยันมาคำนวณเป็นค่าจ้าง เมื่อโจทก์ทั้งสามไม่ได้ทำงานให้จำเลย จำเลย จึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างและเงินต่าง ๆ ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสามเป็นกรรมการลูกจ้างได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้าย วัน ละ 226 บาท 367 บาท และ 181 บาท ตามลำดับและยังมีสิทธิได้รับค่าครองชีพเบี้ยขยันและเบี้ยเลี้ยงตามระเบียบ ของจำเลยเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.3 โจทก์ทั้งสามทำงานอยู่ที่หน่วยงานท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2542 จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสามกับพวกรวม 72 คน ไปทำงานที่ โครงการก่อสร้างเขื่อนและท่าเทียบเรือของจำเลยที่จังหวัดภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2542 โจทก์ทั้งสามทราบ คำสั่งแล้วไม่ยอมเดินทางไปปฏิบัติงานที่จังหวัดภูเก็ต อ้างว่าครอบครัวของโจทก์ทั้งสามอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ จำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสาม ถึงวันที่ 16 กันยายน 2542 หลังจากนั้นไม่ได้จ่ายค่าจ้าง ค่าครองชีพ เบี้ยขยันและ เบี้ยเลี้ยงให้โจทก์ทั้งสามอีก แล้ววินิจฉัยว่าเมื่อโจทก์ทั้งสามไม่ได้ทำงานให้จำเลย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่า ครองชีพ เบี้ยเลี้ยงและเบี้ยขยันให้โจทก์ทั้งสาม พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่าโจทก์ทั้งสามเป็นกรรมการลูกจ้าง เมื่อจำเลยยังมิได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม ความเป็นนายจ้างลูกจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งสามยังคงมีอยู่ จำเลยมี หน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งสามจนกว่าความเป็นนายจ้างลูกจ้างจะสิ้นสุดลงนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า"สัญญาจ้าง หมายความว่า สัญญาไม่ว่าเป็นหนังสือ หรือด้วยวาจาระบุชัดเจนหรือเป็นที่เข้าใจโดยปริยายซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าลูกจ้างตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคน หนึ่งเรียกว่านายจ้างและนายจ้างตกลงจะให้ค่าจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้" และ"ค่าจ้าง หมายความว่า เงินที่ นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนใน การทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ เป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้าง ทำได้ ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานและให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้" ตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายความว่า สัญญา จ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทนนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานของ


-404- ลูกจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้าง โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างรายวันมีสิทธิได้รับค่าจ้างเฉพาะวันที่มา ทำงาน แม้ว่าสัญญาจ้างแรงงานระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งสามยังไม่สิ้นสุดก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ทั้ง สามมิได้ทำงานให้แก่จำเลยตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2542 เป็นต้นมา จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ ทั้งสาม พิพากษายืน (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-สละ เทศรำพรรณ-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6831/2543 นายบุญเลิศ พิกุลโจทก์ ๓ บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์จำกัด (มหาชน)จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5


-405- โจทก์เป็นลูกจ้างรายวันมีสิทธิได้รับค่าจ้างเฉพาะวันที่มาทำงานแม้ว่าสัญญาจ้าง แรงงานระหว่างจำเลยกับโจทก์ยังไม่สิ้นสุด แต่โจทก์ก็มิได้ทำงานให้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่าย ค่าจ้างให้แก่โจทก์ ___________________________ โจทก์เป็นลูกจ้างรายวันมีสิทธิได้รับค่าจ้างเฉพาะวันที่มาทำงานแม้ว่าสัญญาจ้าง แรงงานระหว่างจำเลยกับโจทก์ยังไม่สิ้นสุด แต่โจทก์ก็มิได้ทำงานให้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่าย ค่าจ้างให้แก่โจทก์ (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-สละ เทศรำพรรณ-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายชาตรี ศิริรักษ์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________


-406- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5200/2543 นาย สุกิจ เสาวลักษณ์พรรณโจทก์ บริษัท สยามซิตี้ อินชัวร์รันส์ จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 118 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5, 19, 20 ประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งมีผลผูกพัน ให้จำเลยต้องปฏิบัติตามนับแต่วันที่จำเลยประกาศใช้เป็นต้นไป แม้ต่อมาในปี 2540 จำเลยจะประกาศใช้ข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงาน โดยมีบทเฉพาะกาลว่าพนักงานที่ครบเกษียณอายุแล้วจะได้รับเงินที่จำเลยจ่ายสมทบให้พร้อม ผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งหากคำนวณแล้วยอดเงินที่จะได้รับเมื่อรวมกับค่าชดเชยแล้วได้น้อยกว่า เงินบำเหน็จที่ได้กำหนดไว้ในประกาศเดิม จำเลยจะจ่ายเพิ่มให้ในส่วนที่ขาดอยู่เพื่อให้ได้รับเท่ากับอัตราที่กำหนดไว้ ในประกาศฉบับเดิมข้อบังคับดังกล่าวจึงขัดแย้งกับประกาศฉบับเดิม และมิใช่เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ เป็นคุณยิ่งกว่า เมื่อโจทก์ไม่ได้ตกลงยินยอมให้จำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงในเรื่องการให้เงินบำเหน็จ ข้อบังคับเกี่ยวกับ การทำงานจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ ค่าชดเชยเป็นเงินที่กฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างซึ่งถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำ ผิด ส่วนเงินบำเหน็จตามประกาศมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้เป็นกำลังใจในการปฏิบัติงานหรือเป็นสวัสดิการพิเศษ อันมีลักษณะเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนคุณงามความดีของลูกจ้าง จึงมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน เมื่อประกาศมิได้ กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่าเงินบำเหน็จที่โจทก์พึงจะได้รับนั้นให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าชดเชย จึงไม่อาจถือเอาได้ว่า เงินค่าชดเชยที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์แล้วนั้นได้รวมเอาเงินบำเหน็จไว้ด้วย ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยออกประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำ ของบริษัทจำเลยเพื่อให้เงินบำเหน็จเป็นค่าตอบแทนการทำงานของพนักงานในลักษณะเป็นเงินสงเคราะห์ซึ่งถือว่า ประกาศฉบับดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงานและข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เมื่อ โจทก์เกษียณอายุ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามประกาศฉบับดังกล่าว แต่จำเลยไม่จ่ายเงินบำเหน็จให้แก่ โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ


-407- จำเลยให้การว่า จำเลยได้จ่ายเงินชดเชยรวมเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ครบถ้วนตามสิทธิประโยชน์ที่ จำเลยกำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยแล้ว จำเลยไม่มีหนี้สินใด ๆ ติดค้างโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำบริษัท จำเลยตามเอกสารหมาย จ.2 นั้น เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งมีผลผูกพันให้จำเลยจะต้องปฏิบัติตามนับ แต่วันที่ 7 มีนาคม 2522 อันเป็นวันที่จำเลยประกาศใช้เป็นต้นไป และแม้ต่อมาในปี 2540 จำเลยจะประกาศใช้ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.1 โดยมีบทเฉพาะกาลว่าพนักงานที่ครบเกษียณอายุ แล้วจะได้รับเงินที่บริษัทฯ จ่ายสมทบให้พร้อมผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามระเบียบที่ได้กำหนดไว้ หากคำนวณแล้วยอดเงินที่จะได้รับเมื่อรวมกับค่าชดเชยที่ได้รับตามระเบียบฉบับนี้แล้วได้น้อยกว่าเงินบำเหน็จที่ได้ กำหนดไว้ในระเบียบฉบับเดิม ทางบริษัทฯ จะจ่ายเพิ่มให้ในส่วนที่ขาดอยู่เพื่อให้ได้รับเท่ากับอัตราที่กำหนดไว้ใน ระเบียบฉบับเดิมก็ตาม แต่บทเฉพาะกาลดังกล่าวนั้น มีความหมายว่าหากพนักงานที่ครบเกษียณอายุได้รับเงินจาก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพรวมกับจำนวนค่าชดเชยแล้ว มีจำนวนมากกว่าเงินบำเหน็จที่ได้รับตามประกาศว่าด้วยการให้ เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำบริษัทของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.2 จำเลยก็จะไม่จ่ายเงินบำเหน็จให้แก่ พนักงานที่ครบเกษียณอายุนั้นอีก บทเฉพาะกาลตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย ล.1 จึง ขัดแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำของบริษัทตาม เอกสารหมาย จ.2 และมิใช่เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เป็นคุณยิ่งกว่า เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ตก ลงยินยอมให้จำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องการให้เงินบำเหน็จให้เป็นไปตามบท เฉพาะกาลของข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.1 ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าว จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 20 ค่าชดเชยเป็นเงินที่กฎหมายบังคับ ให้นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างซึ่งถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำผิด โดยมีหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กำหนดไว้ ส่วนเงินบำเหน็จตามประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำบริษัทของจำเลยตามเอกสาร หมายจ.2 นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้เป็นกำลังใจในการปฏิบัติงานหรือเป็นสวัสดิการพิเศษแก่เจ้าหน้าที่ประจำ ของจำเลยที่ได้ปฏิบัติงานให้จำเลยด้วยดีตลอดมาโดยไม่มีความผิด อันมีลักษณะเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนคุณงาม ความดีของลูกจ้าง ฉะนั้น วัตถุประสงค์และหลักการของการจ่ายค่าชดเชยกับเงินบำเหน็จตามประกาศเอกสาร หมาย จ.2 จึงแตกต่างกัน เมื่อประกาศการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำบริษัทของจำเลยตามเอกสารหมายจ. 2 มิได้กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่าเงินบำเหน็จที่โจทก์พึงจะได้รับนั้นให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าชดเชยที่โจทก์ได้รับ จากจำเลยในกรณีที่ค่าชดเชยมีจำนวนมากกว่าเงินบำเหน็จจึงไม่อาจถือเอาได้ว่าเงินค่าชดเชยที่จำเลยจ่ายให้แก่ โจทก์แล้วนั้นได้รวมเอาเงินบำเหน็จจำนวน 300,000 บาทที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยตามประกาศการให้เงิน บำเหน็จเอกสารหมายจ.2 ไว้แล้ว"


-408- พิพากษากลับ ให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ปัญญา สุทธิบดี-สละ เทศรำพรรณ-พูนศักดิ์ จงกลนี) แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุคำพิพากษาศาลฎีกา 5200/2543 มีข้อพิจารณาดังนี้ 1. ประกาศของนายจ้างที่ให้เงิน บำเหน็จแก่ลูกจ้าง เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือไม่ ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติ แรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 5 มีหลักเกณฑ์สำคัญดังนี้ 1) ข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง หรือระหว่าง นายจ้างหรือสมาคมนายจ้างกับสหภาพแรงงาน 2) ข้อตกลงดังกล่าวเกี่ยวกับสภาพการจ้าง คือ เงื่อนไขการจ้างหรือ การทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้างหรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอัน เกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน ประกาศการให้เงินบำเหน็จคดีนี้ เป็นข้อตกลงระหว่างจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างกับ โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างเกี่ยวกับเงินบำเหน็จอันเป็นสวัสดิการที่จำเลยให้แก่ลูกจ้างเพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติงานอันมี ลักษณะเพื่อตอบแทนคุณงามความดีของลูกจ้าง จึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง มีผลผูกพันนายจ้างกับ ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 19 2. การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพ การจ้าง เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว การจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงต้องดำเนินการประการใด ประการหนึ่งดังนี้ 2.1 นายจ้างหรือลูกจ้างยื่นข้อเรียกร้องต่ออีกฝ่าย เพื่อขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับ สภาพการจ้างที่มีอยู่ตามหลักเกณฑ์ ขั้นตอนและวิธีการตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 13- 19 2.2 นายจ้างกับลูกจ้างตกลงกันแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยไม่ได้ยื่นข้อเรียกร้อง อาจ ทำโดยนัดประชุมแล้วตกลงตามมติที่ประชุมหรือทั้งสองฝ่ายทำข้อตกลงเป็นหนังสือระบุข้อที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงลง ชื่อผู้ทำข้อตกลง 2.3 นายจ้างทำการแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฝ่ายเดียวแต่สิ่งที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นเป็น คุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 20 คดีนี้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้ ประกาศแก้ไขเปลี่ยนแปลงประกาศให้เงินบำเหน็จที่มีอยู่เดิมซึ่งทำให้สิทธิที่จะได้รับเงินบำเหน็จของลูกจ้างลด น้อยลงและบางกรณีอาจถึงกับหมดสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ โดยจำเลยได้ประกาศแก้ไขเองฝ่ายเดียวโดยไม่ได้ยื่นข้อ


-409- เรียกร้อง ลูกจ้างของจำเลยไม่ได้ยินยอมด้วย และการแก้ไขดังกล่าวไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าการแก้ไขข้อตกลง เกี่ยวกับสภาพการจ้างของจำเลย จึงเป็นการแก้ไขที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 การ แก้ไขไม่มีผล ต้องบังคับตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิม 3. เงินบำเหน็จจ่ายรวมกับค่าชดเชยได้หรือไม่ ค่าชดเชย เป็นเงินที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541บังคับให้นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง ส่วน เงินบำเหน็จเป็นเงินอื่นที่ไม่มีกฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้าง นายจ้างจะตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง หรือไม่ก็ได้ จะจ่ายโดยมีเงื่อนไขอย่างไรก็ได้ เมื่อตกลงจ่ายให้แล้วก็กลายเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เมื่อ ค่าชดเชยกับเงินบำเหน็จเป็นเงินคนละประเภทกัน การจ่ายเงินประเภทหนึ่งแล้วจะถือว่าจ่ายเงินอีกประเภทหนึ่ง ด้วยแล้วไม่ได้ เว้นแต่จะมีข้อตกลงระบุไว้ชัดแจ้งว่าเงินที่จ่ายนั้นมีเงินประเภทใดบ้าง ซึ่งมีหลักในการเขียนข้อตกลง ดังนี้ 1) ลูกจ้างต้องได้รับค่าชดเชยก่อน ได้รับเงินประเภทอื่นทีหลัง 2) ลูกจ้างต้องได้รับค่าชดเชยเต็มจำนวน นายจ้างจะลดจ่าย จ่ายลดจำนวนลงหรือให้ลูกจ้างสละสิทธิไม่รับค่าชดเชยไม่ได้ 3) เมื่อลูกจ้างได้ค่าชดเชยเต็ม จำนวนแล้ว จะให้งดหรือลดเงินประเภทอื่นก็ได้ 4) นายจ้างจ่ายเงินประเภทอื่นให้แก่ลูกจ้างแล้วระบุว่า เป็นการ จ่ายค่าชดเชยด้วยแล้วไม่ได้ เท่ากับลูกจ้างไม่ได้รับค่าชดเชย แต่ระบุว่าเงินประเภทอื่นที่จ่ายนั้นให้หักส่วนหนึ่ง ออกมาเป็นค่าชดเชย แล้วส่วนที่เหลือจึงเป็นเงินประเภทอื่นบังคับได้ เพราะเท่ากับลูกจ้างได้รับค่าชดเชยแล้วส่วนที่ เหลือเป็นเงินประเภทอื่น คดีนี้ประเภทให้เงินบำเหน็จของจำเลยมิได้ระบุว่าให้กันส่วนหนึ่งออกมาเป็นค่าชดเชย การที่จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวนหนึ่งให้แก่โจทก์ จึงถือว่ามีเงินบำเหน็จรวมอยู่ด้วยแล้วไม่ได้ รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5200/2543 นายสุกิจ เสาวลักษณ์พรรณโจทก์ บริษัทสยามซิตี้ อินชัวร์รันส์ จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 ประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่ลูกจ้างซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง มีผลผูกพันให้ นายจ้างต้องปฏิบัติตามนับแต่วันที่นายจ้างประกาศใช้เป็นต้นไป แม้ต่อมานายจ้างจะประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับ การทำงานขึ้นใหม่โดยมีบทเฉพาะกาลขัดแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิมและมิใช่เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับ สภาพการจ้างที่เป็นคุณยิ่งกว่า เมื่อลูกจ้างมิได้ตกลงยินยอมด้วย ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องการให้เงิน บำเหน็จให้เป็นไปตามบทเฉพาะกาลของข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย จึงไม่มีผลผูกพันลูกจ้างตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20


-410- ค่าชดเชยเป็นเงินที่กฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างซึ่งถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำ ผิดโดยมีหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ ส่วนเงินบำเหน็จตามประกาศว่าด้วยการให้เงิน บำเหน็จแก่ลูกจ้างซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้เป็นกำลังใจในการปฏิบัติงาน หรือเป็นสวัสดิการพิเศษแก่ลูกจ้างที่ได้ปฏิบัติงานให้นายจ้างด้วยดีตลอดมาโดยไม่มีความผิดอันมีลักษณะเป็นการ จ่ายเพื่อตอบแทนคุณงามความดีของลูกจ้าง วัตถุประสงค์และหลักการของการจ่ายค่าชดเชยกับเงินบำเหน็จจึง แตกต่างกัน เมื่อประกาศการให้เงินบำเหน็จมิได้กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่า เงินบำเหน็จที่โจทก์พึงจะได้รับนั้นให้ถือว่า เป็นส่วนหนึ่งของค่าชดเชยที่ลูกจ้างได้รับจากนายจ้างในกรณีที่ค่าชดเชยมีจำนวนมากกว่าเงินบำเหน็จจึงไม่อาจถือ ได้ว่าเงินค่าชดเชยที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างนั้นได้รวมเอาเงินบำเหน็จที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับจากจำเลยตามประกาศ การให้เงินบำเหน็จแล้วได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินบำเหน็จเนื่องจากโจทก์เกษียณอายุราชการ เป็นเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่ วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จนกว่าจะ ชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 12,513.69 บาท จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยจะต้องจ่ายเงินบำเหน็จจำนวน 300,000 บาท ให้แก่ โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำบริษัทจำเลยเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพ การจ้าง ซึ่งมีผลผูกพันให้จำเลยจะต้องปฏิบัติตามนับแต่วันที่ 7 มีนาคม 2522 อันเป็นวันที่จำเลยประกาศใช้เป็นต้น ไป และแม้ต่อมาในปี 2540 จำเลยจะประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย โดยมีบทเฉพาะกาลว่า พนักงานที่ครบเกษียณอายุแล้วจะได้รับเงินที่บริษัทฯ จ่ายสมทบให้พร้อมผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามระเบียบที่ได้กำหนดไว้ หากคำนวณแล้วยอดเงินที่จะได้รับเมื่อรวมกับค่าชดเชยที่ได้รับตามระเบียบฉบับนี้แล้ว ได้น้อยกว่าเงินบำเหน็จที่ได้กำหนดไว้ในระเบียบฉบับเดิม ทางบริษัทฯ จะจ่ายเพิ่มให้ในส่วนที่ขาดอยู่เพื่อให้ได้รับ อัตราที่กำหนดไว้ในระเบียบเดิมก็ตาม แต่บทเฉพาะกาลดังกล่าวนั้นมีความหมายว่า หากพนักงานที่ครบเกษียณอายุ ได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพรวมกับจำนวนค่าชดเชยแล้วมีจำนวนมากกว่าเงินบำเหน็จที่ได้รับตามประกาศ ว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำบริษัทของจำเลย จำเลยก็จะไม่จ่ายเงินบำเหน็จให้แก่พนักงานที่ครบ


-411- เกษียณอายุนั้นอีก บทเฉพาะกาลตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยจึงขัดแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพ การจ้างเรื่องประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำของบริษัท และมิใช่เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพ การจ้างที่เป็นคุณยิ่งกว่า เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ตกลงยินยอมให้จำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับ สภาพการจ้างในเรื่องการให้เงินบำเหน็จให้เป็นไปตามบทเฉพาะกาลของข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 ค่าชดเชยเป็นเงินที่กฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างซึ่งถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำผิด โดยมี หลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ ส่วนเงินบำเหน็จตามประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่ เจ้าหน้าที่ประจำบริษัทของจำเลย มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้เป็นกำลังใจในการปฏิบัติงานหรือเป็นสวัสดิการพิเศษ แก่เจ้าหน้าที่ประจำของจำเลยที่ได้ปฏิบัติงานให้จำเลยด้วยดีตลอดมาโดยไม่มีความผิด อันมีลักษณะเป็นการจ่าย เพื่อตอบแทนคุณงามความดีของลูกจ้าง ฉะนั้นวัตถุประสงค์และหลักการของการจ่ายค่าชดเชยกับเงินบำเหน็จตาม ประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำบริษัทของจำเลย จึงแตกต่างกัน เมื่อประกาศดังกล่าวมิได้ กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่า เงินบำเหน็จที่โจทก์พึงจะได้รับนั้นให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าชดเชยที่โจทก์ได้รับจาก จำเลยในกรณีที่ค่าชดเชยมีจำนวนมากกว่าเงินบำเหน็จ จึงไม่อาจถือเอาได้ว่าเงินค่าชดเชยที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ แล้วนั้นได้รวมเอาเงินบำเหน็จจำนวน 300,000 บาท ที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยตามประกาศการให้เงินบำเหน็จ ไว้แล้ว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์. (ปัญญา สุทธิบดี-สละ เทศรำพรรณ-พูนศักดิ์ จงกลนี) ศาลแรงงานกลาง - นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ


-412- ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3988/2543 นาย ไพรัตน์ แสวงกิจโจทก์ บริษัท เอส.พี.คอมมิวนิเคชั่น จำกัด กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 การวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสามหรือไม่ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงหลายอย่าง ประกอบกัน เช่น ใครเป็นผู้ตกลง รับโจทก์เข้าทำงานในกรณีที่เป็นนิติบุคคลต้องพิจารณาว่าผู้ตกลงรับโจทก์เข้า ทำงานนั้น เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลหรือไม่ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนนั้นทำในนามนิติบุคคลหรือใน ฐานะส่วนตัว งานที่ทำนั้นเป็นของใคร การทำงานของโจทก์มีอิสระหรือต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของใคร ใคร เป็นผู้จ่ายเงินแก่โจทก์ อะไรบ้าง จำนวนแน่นอนหรือไม่กำหนดจ่ายเมื่อใด และจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลา ปกติของวันทำงานหรือเพื่อตอบแทนผลสำเร็จของงาน เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานรับฟังมายังไม่พอสำหรับการวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าโจทก์เป็นลูกจ้าง ของจำเลยทั้งสามหรือไม่ ศาลฎีกาย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนเสียก่อน แล้วดำเนินการ ต่อไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 56 วรรคสอง หรือวรรค สาม แล้วแต่กรณี ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนมีนาคม 2536 จำเลยทั้งสามโดยเรือโทสุปรีดิ์ ศรีผดุง ได้ร่วมกันจ้างโจทก์ เข้าทำงานเป็นลูกจ้างทำหน้าที่ดูแลฟาร์มกุ้งได้รับค่าจ้างเดือนละ 10,000 บาท และได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอีก ร้อยละ 5 ของเงินขายกุ้งเมื่อขายกุ้งได้ ตั้งแต่ปี 2536 ถึง2541 จำเลยทั้งสามขายกุ้งได้เป็นเงินทั้งสิ้น 58,329,391 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับเงินผลประโยชน์ตอบแทนจำนวน 2,916,467 บาท ซึ่งโจทก์รับมาแล้วบางส่วน คงค้างจ่าย จำนวน 1,895,394 บาทและระหว่างทำงานจำเลยทั้งสามค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์จำนวน 600,000บาท ขอให้บังคับ จำเลยทั้งสามจ่ายเงินผลประโยชน์จากการขายกุ้งที่ค้างจำนวน 1,895,394 บาท และค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 600,000 บาทแก่โจทก์


-413- จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยทั้งสามจำเลยทั้งสามไม่เคยตกลงให้ค่าจ้างและ ผลประโยชน์ตอบแทนใด ๆ แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 เคยขอคำแนะนำและปรึกษากับโจทก์เป็นบางครั้งแต่จำเลยที่ 2 ก็ ได้ชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์และเรือโทสุปรีดิ์ ศรีผดุงเป็นเพื่อนนักเรียนรุ่นเดียวกัน รู้จักกัน มาประมาณ 45 ปี โจทก์เคยทำฟาร์มกุ้งมาก่อนเมื่อปลายเดือนมกราคม 2536 เรือโทสุปรีดิ์ ทำข้อตกลงกับโจทก์ ให้ โจทก์ทำหน้าที่ดูแลกิจการฟาร์มกุ้งทั้งหมดแทนโดยมีอำนาจเบิกเงินจากธนาคารมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการ ดำเนินการว่าจ้างลูกจ้าง สั่งซื้อสินค้าที่ต้องการมาใช้ในกิจการแทนได้ จะให้ค่าตอบแทนร้อยละ 5 ของรายได้จาก การจับกุ้งขาย และให้เบี้ยเลี้ยงอีกเดือนละ 10,000 บาท โดยไม่มีกำหนดจ่ายแน่นอน ข้อตกลงดังกล่าวมิได้กำหนด อัตราค่าจ้างไว้แน่นอน และเบี้ยเลี้ยงก็ไม่มีลักษณะเป็นค่าจ้างเพราะไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยได้รับจากจำเลยทุกเดือน ส่วนข้อตกลงที่โจทก์จะได้ค่าตอบแทนร้อยละ 5 ของรายได้จากการจับกุ้งขายก็เป็นข้อสัญญาว่า โจทก์จะได้ ค่าตอบแทนเมื่อโจทก์เลี้ยงกุ้งจนกระทั่งจับกุ้งขายได้อันมีลักษณะให้ถือผลสำเร็จของงาน กรณีดังกล่าวจึงไม่ใช่ สัญญาจ้างแรงงานข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยทั้งสาม ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มี สิทธิได้รับค่าจ้างและเงินผลประโยชน์จากการขายกุ้งหรือไม่ เพียงใด พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ข้อแรกว่า โจทก์เป็น ลูกจ้างของจำเลยทั้งสามหรือไม่โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าเรือโทสุปรีดิ์ตกลงให้โจทก์เข้าไปดูแลฟาร์มเลี้ยงกุ้งมีอำนาจที่จะ จ้างหรือเลิกจ้างลูกจ้าง รวมทั้งมีอำนาจเบิกจ่ายเงินเดือนให้แก่ลูกจ้าง ตกลงให้เบี้ยเลี้ยงเดือนละ 10,000 บาท และ ให้เงินตอบแทนในการจับกุ้งขายร้อยละ 5 ของยอดเงินที่ขายกุ้งได้เป็นลักษณะของการเข้าทำงานเต็มตัวตามหน้าที่ ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายจ้าง มิใช่เป็นการไหว้วานให้ช่วยงานกันในฐานะเพื่อนเก่าที่รู้จักกันมานานเท่านั้นการให้ เบี้ยเลี้ยงเป็นประจำทุก ๆ เดือน และจ่ายอย่างมีกำหนดเวลาแน่นอนเดือนละ 10,000 บาท ถือว่าให้โจทก์ทำงาน โดยมีค่าจ้างประจำที่แน่นอน เป็นสัญญาจ้างแรงงานส่วนเงินค่าตอบแทนร้อยละ 5 ของยอดเงินขาย กุ้งได้นั้น ได้ตกลงอย่างชัดเจนและแน่นอนว่าจะให้จากยอดเงินที่ขายกุ้งได้ การตกลงเช่นนี้มิใช่เป็นการถือเอาผลงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิได้ตกลงกันว่าถ้ามีกำไรจึงจะได้รับเงิน หากขาดทุนจะไม่ได้รับเงินจึงเป็นข้อตกลงเรื่องค่าจ้าง ส่วนหนึ่งตามสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์จึงเป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสาม เห็นว่า การจะวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างหรือไม่ นั้นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงหลายอย่างประกอบกันเช่น ใครเป็นผู้ตกลงรับโจทก์เข้าทำงาน ในกรณีที่เป็นนิติบุคคลต้องพิจารณาว่าผู้ตกลงรับโจทก์เข้าทำงานนั้น เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล หรือไม่ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนนั้นทำในนามนิติบุคคลหรือในฐานะส่วนตัว งานที่ทำนั้นเป็นของใคร การทำงาน ของโจทก์มีอิสระหรือต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของใคร ใครเป็นผู้จ่ายเงินแก่โจทก์ อะไรบ้างจำนวนแน่นอน


-414- หรือไม่ กำหนดจ่ายเมื่อใดและจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาปกติของวันทำงานหรือเพื่อตอบแทนผลสำเร็จ ของงาน คดีนี้ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมายังไม่พอสำหรับการวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของ จำเลยทั้งสามหรือไม่ เห็นควรให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงในกรณีต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นให้ครบถ้วนเสียก่อน จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงดังกล่าว แล้วดำเนินการต่อไปตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 56 วรรคสอง หรือวรรคสาม แล้วแต่กรณี ในชั้นนี้ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความศาลฎีกา (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-สละ เทศรำพรรณ-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์) แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3988/2543 นายไพรัตน์ แสวงกิจโจทก์ บริษัทเอส.พี.คอมมิวนิเคชั่น จำกัด กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56


-415- การวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสามหรือไม่ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงหลายอย่าง ประกอบกัน เช่น ใครเป็นผู้ตกลงรับโจทก์เข้าทำงานในกรณีที่เป็นนิติบุคคลต้องพิจารณาว่าผู้ตกลงรับโจทก์เข้า ทำงานนั้น เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลหรือไม่ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนนั้นทำในนามนิติบุคคลหรือใน ฐานะส่วนตัว งานที่ทำนั้นเป็นของใคร การทำงานของโจทก์มีอิสระหรือต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของใคร ใคร เป็นผู้จ่ายเงินแก่โจทก์ อะไรบ้าง จำนวนแน่นอนหรือไม่ กำหนดจ่ายเมื่อใด และจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลา ปกติของวันทำงานหรือเพื่อตอบแทนผลสำเร็จของงาน เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานรับฟังมายังไม่พอสำหรับการวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าโจทก์เป็นลูกจ้าง ของจำเลยทั้งสามหรือไม่ ศาลฎีกาย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนเสียก่อน แล้วดำเนินการ ต่อไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง หรือวรรคสาม แล้วแต่กรณี ___________________________ เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานรับฟังมายังไม่พอสำหรับการวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าโจทก์เป็นลูกจ้าง ของจำเลยทั้งสามหรือไม่ ศาลฎีกาย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนเสียก่อน แล้วดำเนินการ ต่อไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง หรือวรรคสาม แล้วแต่กรณี (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-สละ เทศรำพรรณ-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์) ศาลแรงงานกลาง - นายอร่ามศักดิ์ ไทพาณิชย์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก


-416- หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3121/2543 นายสุชาติ ต่วนประสิทธิ์โจทก์ บริษัทซี.พี.ซัมซุง คอนสตรัคชั่น จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 150, 850, 852 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2542 ซึ่งโจทก์ทราบ การเลิกจ้างและไม่ไปทำงานตั้งแต่วันดังกล่าว ต่อมาโจทก์ไปทำหนังสือยินยอมรับเงินค่าชดเชยและสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าโดยการสละสิทธิไม่เรียกร้องค่าชดเชยหรือเงินใด ๆ จากโจทก์อีก หลังจากโจทก์ไม่ไปทำงานถึง 2 เดือนเศษ โจทก์จึงมีอิสระแก่ตน พ้นพันธะกรณีและอำนาจบังคับบัญชาของจำเลยโดยสิ้นเชิง การสละสิทธิเรียกร้อง ของโจทก์ตามเอกสารดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและไม่เป็นโมฆะ เอกสารฉบับพิพาทระบุว่า จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์ถูกเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2542 โดยจำเลยตกลงจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ 169,600 บาท โจทก์ทราบแล้วตกลงรับ เงินจำนวนดังกล่าวโดยจะไม่ฟ้องร้องดำเนินคดีเรียกค่าชดเชยหรือเงินใด ๆ จากจำเลยอีก ซึ่งเงินใด ๆ ที่โจทก์ไม่ติด ใจเรียกร้องอีกดังกล่าวนั้น ย่อมหมายถึงเงินทุกประเภท รวมทั้งค่าล่วงเวลาที่โจทก์อาจจะมีสิทธิได้รับจากจำเลยด้วย เมื่อการสละสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าล่วงเวลาจาก จำเลย ___________________________ โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าชดเชย ค่าล่วงเวลากับดอกเบี้ยรวม 688,249.95 บาท พร้อม ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 585,171.82 บาท ให้แก่โจทก์


-417- จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า หนังสือยินยอมที่โจทก์ตกลงรับเงิน ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าโดยสละสิทธิไม่เรียกร้องค่าชดเชยหรือเงินใด ๆ จากจำเลยซึ่งเป็น นายจ้างอีกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของ ประชาชนนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2542 ซึ่ง โจทก์ทราบการเลิกจ้างและไม่ไปทำงานตั้งแต่วันดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2542 โจทก์จึงไปทำ หนังสือยินยอม อันเป็นระยะเวลาหลังจากโจทก์ไม่ไปทำงานถึง 2 เดือนเศษ โจทก์จึงมีอิสระแก่ตน พ้นพันธะกรณี และอำนาจบังคับบัญชาของจำเลยโดยสิ้นเชิง การสละสิทธิเรียกร้องตามเอกสารดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบ เรียบร้อยของประชาชนและไม่เป็นโมฆะ จึงมีผลใช้บังคับระหว่างโจทก์และจำเลย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เอกสารหมาย ล.5 ไม่ได้ระบุว่าโจทก์สละสิทธิค่าล่วงเวลา จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ สละเงินดังกล่าวนั้น เห็นว่า เอกสารหมาย ล.5 ระบุว่าจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบว่า โจทก์ถูกเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2542 โดยจำเลยตกลงจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ 169,600 บาท โจทก์ทราบ แล้วตกลงรับเงินจำนวนดังกล่าวโดยจะไม่ฟ้องร้องดำเนินคดีเรียกค่าชดเชยหรือเงินใด ๆ จากจำเลยอีก ซึ่งเงินใด ๆ ที่โจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องอีกดังกล่าวนั้น ย่อมหมายถึงเงินทุกประเภท รวมทั้งค่าล่วงเวลาที่โจทก์อาจจะมีสิทธิได้รับ จากจำเลยด้วย เมื่อการสละสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้อง ค่าล่วงเวลาจากจำเลย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (มงคล คุปต์กาญจนากุล-สละ เทศรำพรรณ-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายสุทธินันท์ เสียมสกุล


-418- แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6966 - 6971/2542 นางเนาวนิตย์ เอี่ยมสอาด กับพวกโจทก์ บริษัทโกดัก (ประเทศไทย) จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 118 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา 46 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 10 ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกำหนดว่า ถ้าผลประโยชน์ที่ลูกจ้างได้รับตามโครงการเกษียณอายุ ก่อนเวลาปกติน้อยกว่าค่าชดเชยการเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงานกรณีการเลิกจ้างตามปกติ บริษัทจะจ่ายเงินส่วนที่ ขาดอยู่นั้นให้ และจำนวนเงินทั้งหมดที่ลูกจ้างได้รับจากโครงการเกษียณอายุก่อนเวลาปกติให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่ง ของการจ่าย ค่าชดเชยการเลิกจ้างนั้นด้วย ดังนั้น เงินผลประโยชน์ตามโครงการดังกล่าวที่จำเลยจ่ายไปจึงมี ค่าชดเชยรวมอยู่ด้วยแล้ว เมื่อโจทก์ถูกเลิกจ้างโดยมีสิทธิได้รับเงินผลประโยชน์ตามโครงการดังกล่าว เงิน ผลประโยชน์ที่โจทก์ได้รับจึงมี ค่าชดเชยรวมอยู่ด้วยแล้ว และเงินผลประโยชน์ดังกล่าวก็มีจำนวนสูงกว่าค่าชดเชยที่ โจทก์มีสิทธิได้รับตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ให้แก่โจทก์อีก ___________________________


-419- คดีทั้งหกสำนวนศาลแรงงานกลางรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์ตามลำดับ สำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 6 โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 259,200 บาท 240,960 บาท 207,360 บาท 103,200 บาท 287,400 บาท และ 36,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะ ชำระเสร็จและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 476,900 บาท 418,400 บาท 513,000 บาท 1,076,250 บาท 1,053,850 บาท และ 301,000 บาท แก่โจทก์ทั้งหกตามลำดับ จำเลยทั้งหกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งหกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ทั้งหกว่า เงินที่ โจทก์ทั้งหกได้รับจากจำเลยตามโครงการเกษียณอายุก่อนเวลาปกติ ถือว่าได้รับค่าชดเชยตามประกาศ กระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 รวมอยู่ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง กำหนดว่า ถ้าผลประโยชน์ที่ลูกจ้างได้รับตามโครงการเกษียณอายุน้อยกว่าค่าชดเชยการเลิกจ้างตามกฎหมาย แรงงานบริษัทจะจ่ายเงินส่วนที่ขาดอยู่นั้นให้ จำนวนเงินทั้งหมดที่ลูกจ้างได้รับจากโครงการเกษียณอายุให้ถือว่าเป็น ส่วนหนึ่งของการจ่ายค่าชดเชย การเลิกจ้างด้วย ดังนั้น เงินผลประโยชน์ตามโครงการเกษียณอายุก่อนเวลาปกติที่ จำเลยจ่ายไปจึงมีค่าชดเชยรวมอยู่ด้วยแล้ว เมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 3 ถูกเลิกจ้างโดยมีสิทธิได้รับเงินผลประโยชน์ ตามโครงการเกษียณอายุก่อนเวลาปกติ เงินผลประโยชน์ที่โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 3 มีสิทธิได้รับจากจำเลย จึงมี ค่าชดเชยรวมอยู่ด้วยแล้ว และเงินผลประโยชน์ ดังกล่าวก็มีจำนวนสูงกว่าค่าเชยที่โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 3 มีสิทธิ ได้รับตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 3 อีก ส่วนที่โจทก์ที่ 4 ถึงโจทก์ที่ 6 ถูกเลิกจ้างโดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชย ซึ่งเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่ โจทก์ที่ 4 ถึงโจทก์ที่ 6 ตามสิทธิดังกล่าว ก็คิดคำนวณในลักษณะเดียวกับการคิดคำนวณค่าชดเชยตามประกาศ กระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 (3) ทั้งเป็นคุณแก่โจทก์ที่ 4 ถึงโจทก์ที่ 6 และยังเป็นจำนวน ที่มากกว่าว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันที่โจทก์ที่ 4 ถึงโจทก์ที่ 6 มีสิทธิได้รับตามข้อ 46 (3) เงินที่ จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ที่ 4 ถึงโจทก์ที่ 6 จึงมีค่าชดเชยรวม อยู่ด้วยแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 4 ถึงโจทก์ที่ 6 อีกเช่นเดียวกัน พิพากษายืน


-420- (มงคล คุปต์กาญจนากุล-พิมล สมานิตย์-อร่าม หุตางกูร) ศาลแรงงานกลาง - นายพงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6689/2542 นาย ชวนะ ปูคะวนัชโจทก์ บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ คัน ทรี่ จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 575 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา ข้อ 2 ตามสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยตกลงจ่ายเงินเดือนเดือนละ65,000 บาท และเงิน ผลตอบแทนอีกเดือนละ 15,000 บาท ให้แก่โจทก์โดยจำเลยไม่จัดรถยนต์และค่าใช้จ่ายใดทางด้านรถยนต์ให้โจทก์


-421- แต่เงินผลตอบแทนดังกล่าวต้องนำรวมเข้าเสมือนเป็นรายได้ที่ได้รับเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน เงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ อีกเดือนละ 15,000 บาท จึงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงานของ โจทก์ในอัตราที่แน่นอนเท่ากันทุกเดือน ทำนองเดียวกับเงินเดือน เงินผลตอบแทนที่จำเลยจ่ายแก่โจทก์ดังกล่าวจึง เป็นค่าจ้าง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 65,000 บาท และค่าพาหนะเดือนละ 15,000 บาท ต่อมาวันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540และจำเลยได้จ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมค่าชดเชยแก่โจทก์เพียง 130,000 บาท ส่วนที่ขาดอีก 30,000 บาท จำเลย ไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิด นัดคือวันที่ 1 ธันวาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2540 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2540จำเลยจ่าย ค่าจ้างแก่โจทก์เดือนละ 65,000 บาท และเงินอื่นอีกเดือนละ 15,000 บาทโดยจำเลยไม่จัดรถยนต์และค่าใช้จ่ายใด ๆ ในด้านรถยนต์ให้โจทก์ ซึ่งโจทก์ก็ได้รับเงินตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท เงินจำนวนนี้จะต้องนำมารวมคำนวณ เสมือนเป็นรายได้ที่ได้รับเพิ่มขึ้นและต้องรับผิดชอบต่อการเสียภาษีด้วยเงินอื่นที่โจทก์ได้รับจากจำเลยนี้เป็นเงินค่า พาหนะที่จำเลยเหมาจ่ายแก่โจทก์เพื่อตอบแทนการทำงานเวลาปกติของโจทก์ในอัตราที่แน่นอนเท่ากันทุกเดือนเงิน ค่าพาหนะดังกล่าวจึงเป็นค่าจ้างจำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับอัตราค่าจ้าง 1 เดือน และค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น160,000 บาท แต่จำเลยจ่ายเงินทั้งสอง จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์เพียง 130,000 บาท จึงไม่ถูกต้องจำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและ ค่าชดเชยแก่โจทก์อีก 30,000 บาท โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย จำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด สมควรให้จำเลยชำระ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 7 วัน ตามที่จำเลยได้รับหนังสือทวงถาม พิพากษาให้จำเลย จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า15,000 บาท ค่าชดเชย 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2541จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา


-422- ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า เงินค่ารถประจำตำแหน่งไม่ใช่ค่าจ้าง เพราะมิใช่เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน แต่เป็นเงินสวัสดิการที่จ่ายให้เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลพนักงาน จะ นำมารวมคำนวณเป็นค่าจ้างตามกฎหมายแรงงานไม่ได้นั้น เห็นว่า ตามสัญญาจ้างแรงงาน เอกสาร หมาย จ.5จำเลยตกลงจ่ายเงินเดือนเดือนละ 65,000 บาท และเงินผลตอบแทนอีกเดือนละ 15,000 บาท ให้แก่ โจทก์โดยจำเลยไม่จัดรถยนต์และค่าใช้จ่ายใดทางด้านรถยนต์ให้โจทก์ แต่เงินผลตอบแทนดังกล่าวต้องนำรวมเข้า เสมือนเป็นรายได้ที่ได้รับเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน เงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์อีกเดือนละ 15,000 บาท จึงเป็นเงิน ที่ จำเลยจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงานของโจทก์ในอัตราที่แน่นอนเท่ากันทุกเดือน ทำนองเดียวกับเงินเดือน เงินผลตอบแทนที่จำเลยจ่ายแก่โจทก์ดังกล่าวจึงเป็นค่าจ้าง หาใช่เป็นเพียงค่าสวัสดิการ ดังที่จำเลยอ้างไม่ พิพากษายืน (อร่าม หุตางกูร-พิมล สมานิตย์-ธนพัฒน์ แจ่มจันทร์) แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6689/2542 นาย ชวนะ ปูคะวนัชโจทก์ บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์คันทรี่ จำกัดจำเลย


-423- ป.พ.พ. มาตรา 575 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา ข้อ 2 ตามสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยตกลงจ่ายเงินเดือนเดือนละ 65,000 บาทและเงิน ผลตอบแทนอีกเดือนละ 15,000 บาท ให้แก่โจทก์ โดยจำเลยไม่จัดรถยนต์และค่าใช้จ่ายใดทางด้านรถยนต์ให้โจทก์ แต่เงินผลตอบแทนดังกล่าวต้องนำรวมเข้าเสมือนเป็นรายได้ที่ได้รับเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนเงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์อีก เดือนละ 15,000 บาท เป็นเงินที่จำเลยจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงานของโจทก์ใน อัตราที่แน่นอนเท่ากันทุกเดือนทำนองเดียวกับเงินเดือน จึงเป็นค่าจ้าง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย ได้รับค่าจ้าง อัตราสุดท้ายเดือนละ 65,000 บาท และค่าพาหนะเดือนละ 15,000 บาท ต่อมาวันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 จำเลย มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 และจำเลยได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมค่าชดเชยแก่โจทก์เพียง 130,000บาท ส่วนที่ขาดอีก 30,000 บาท จำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยจ่าย ค่าชดเชยเป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดคือวันที่ 1 ธันวาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2540 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2540 จำเลยจ่าย ค่าจ้างแก่โจทก์เดือนละ 65,000 บาทและเงินอื่นอีกเดือนละ 15,000 บาท โดยจำเลยไม่จัดรถยนต์และค่าใช้จ่ายใด ๆ ในด้านรถยนต์ให้โจทก์ ซึ่งโจทก์ก็ได้รับเงินตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท เงินจำนวนนี้จะต้องนำมารวมคำนวณ เสมือนเป็นรายได้ที่ได้รับเพิ่มขึ้นและต้องรับผิดชอบต่อการเสียภาษีด้วย เงินอื่นที่โจทก์ได้รับจากจำเลยนี้เป็นเงินค่า พาหนะที่จำเลยเหมาจ่ายแก่โจทก์เพื่อตอบแทนการทำงานเวลาปกติของโจทก์ในอัตราที่แน่นอนเท่ากันทุกเดือน เงิน ค่าพาหนะดังกล่าวจึงเป็นค่าจ้าง จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับอัตราค่าจ้าง 1 เดือน และค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น160,000 บาท แต่จำเลยจ่ายเงินทั้งสอง จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์เพียง130,000 บาท จึงไม่ถูกต้อง จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและ ค่าชดเชยแก่โจทก์อีก 30,000 บาท โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย จำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดสมควรให้จำเลยชำระ


-424- ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 7 วัน ตามที่จำเลยได้รับหนังสือทวงถาม พิพากษาให้จำเลย จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 15,000 บาท ค่าชดเชย 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าเงินค่ารถประจำตำแหน่งไม่ใช่ค่าจ้าง เพราะมิใช่เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน แต่เป็นเงินสวัสดิการที่จ่ายให้เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลพนักงานจะนำมา รวมคำนวณเป็นค่าจ้างตามกฎหมายแรงงานไม่ได้นั้น เห็นว่าตามสัญญาจ้างแรงงาน เอกสารหมาย จ.5 จำเลยตกลงจ่ายเงินเดือนเดือนละ 65,000 บาท และเงินผลตอบแทนอีกเดือนละ 15,000 บาทให้แก่โจทก์โดย จำเลยไม่จัดรถยนต์และค่าใช้จ่ายใดทางด้านรถยนต์ให้โจทก์ แต่เงินผลตอบแทนดังกล่าวต้องนำรวมเข้าเสมือนเป็น รายได้ที่ได้รับเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน เงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์อีกเดือนละ15,000 บาท จึงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายเพื่อ ตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงานของโจทก์ในอัตราที่แน่นอนเท่ากันทุกเดือนทำนองเดียวกับ เงินเดือนเงินผลตอบแทนที่จำเลยจ่ายแก่โจทก์ดังกล่าวจึงเป็นค่าจ้าง หาใช่เป็นเพียงค่าสวัสดิการดังที่จำเลยอ้างไม่" พิพากษายืน (อร่าม หุตางกูร-พิมล สมานิตย์-ธนะพัฒน์ แจ่มจันทร์) แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________


-425- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5610/2542 นาย โกวิทย์ ศรีวัฒนากรโจทก์ บริษัท อัน อัน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 575 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา ข้อ 2 บริษัท ด. เป็นผู้ทำสัญญาจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ทำ หน้าที่ลูกค้ามาพักที่โรงแรม ท. การสมัครงานและการทำงานของโจทก์มิได้เกี่ยวข้องกับจำเลย และจำเลยไม่มี อำนาจบังคับบัญชาในการทำงานของโจทก์ ทั้งงานที่โจทก์รับจ้างบริษัท ด. ทำในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่าย การตลาดซึ่งมีหน้าที่หาลูกค้ามาพักที่โรงแรม ท. ก็ไม่ใช่งานของจำเลย เพราะจำเลยประกอบกิจการจำหน่าย เฟอร์นิเจอร์ ประกอบกับโจทก์เคยฟ้องบริษัทด.เป็นจำเลยต่อศาลแรงงานว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทดังกล่าวใน ตำแหน่งเดียวกันกับในคดีนี้ขอให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าชดเชยแก่โจทก์ คู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว จึงเห็นได้ ว่าโจทก์ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยตามสัญญาจ้างแรงงานจำเลยจึงไม่ใช่นายจ้างของโจทก์ แม้ จำเลยได้จ่ายเงินค่าจ้างบางส่วนและออกใบรับเงินในนามจำเลยให้แก่โจทก์ตามคำขอของบริษัทด.ก็ตาม ก็ไม่ทำให้ จำเลยกลายเป็นนายจ้างของโจทก์ไปได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง 1,850 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 36,383 บาท และค่าชดเชย 55,500 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลย จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ จากจำเลยขอให้ยกฟ้อง


-426- ศาลแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้เป็นนายจ้างของโจทก์ถึงแม้ว่าการจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ บริษัท เดอะทองธารา 94 จำกัด จะให้จำเลยจ่ายค่าจ้างบางส่วนและออกใบรับเงินในนามจำเลย ก็ไม่ทำให้จำเลยมีฐานะ เป็นนายจ้างโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย และ ค่าชดเชย พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ค่าจ้างหมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายแก่ ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานเมื่อฟังได้ว่าเงินที่โจทก์รับเป็นค่าจ้างและจำเลยเป็นผู้จ่ายค่าจ้าง จำเลยจึงเป็น นายจ้างโจทก์นั้นเห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า บริษัทเดอะทองธารา 94 จำกัดเป็นผู้ทำสัญญาจ้างโจทก์ ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ทำหน้าที่หาลูกค้ามาพักที่โรงแรมทองธารา ตามสัญญาว่าจ้าง การทำงานเอกสารหมาย ล.3 โดยการสมัครงานและการทำงานของโจทก์มิได้เกี่ยวข้องกับจำเลย และจำเลยไม่ อำนาจบังคับบัญชาในการทำงานของโจทก์ ทั้งงานที่โจทก์รับจ้างบริษัทเดอะทองธารา 94 จำกัด ทำในตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดซึ่งมีหน้าที่หาลูกค้ามาพักที่โรงแรมทองธาราก็ไม่ใช่งานของจำเลยเพราะจำเลยประกอบ กิจการจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ประกอบกับโจทก์เคยฟ้องบริษัทเดอะทองธารา 94 จำกัด เป็นจำเลยในคดีหมายเลข แดงที่ 6958/2540 ของศาลแรงงานกลางว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทดังกล่าวในตำแหน่งเดียวกันกับในคดีนี้ ขอให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าจ้างค้างจ่ายและค่าชดเชยแก่โจทก์ คู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงทำ สัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว จึงเห็นว่าโจทก์ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์กับ จำเลยตามสัญญาจ้างแรงงานแต่อย่างใด จำเลยไม่ใช่นายจ้างของโจทก์ ดังนั้นแม้ข้อเท็จจริงจะได้ ความตามที่ศาลแรงงานกลางฟังมาว่าจำเลยจ่ายเงินค่าจ้างบางส่วนและออกใบรับเงินในนามจำเลยให้แก่โจทก์ตาม คำขอของบริษัทเดอทองธารา 94 จำกัด ก็ไม่ทำให้ จำเลยกลายเป็นนายจ้างของโจทก์ไปได้ พิพากษายืน (ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน-พิมล สมานิตย์-วิรัตน์ ลัทธิวงศกร) แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก


-427- หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5610/2542 นายโกวิทย์ ศรีวัฒนากรโจทก์ บริษัทอัน อัน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 575 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา 2 บริษัท ด.เป็นผู้ทำสัญญาจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ทำหน้าที่ หาลูกค้ามาพักที่โรงแรม ท. การสมัครงานและการทำงานของโจทก์มิได้เกี่ยวข้องกับจำเลย และจำเลยไม่มีอำนาจ บังคับบัญชาในการทำงานของโจทก์ ทั้งงานที่โจทก์รับจ้างบริษัท ด.ทำในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ซึ่งมี หน้าที่หาลูกค้ามาพักที่โรงแรม ท.ก็ไม่ใช่งานของจำเลย เพราะจำเลยประกอบกิจการจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ ประกอบ กับโจทก์เคยฟ้องบริษัท ด.เป็นจำเลยต่อศาลแรงงานว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทดังกล่าวในตำแหน่งเดียวกันกับใน คดีนี้ขอให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าชดเชยแก่โจทก์คู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงทำ สัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว จึงเห็นได้ว่าโจทก์ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ กับจำเลยตามสัญญาจ้างแรงงานจำเลยจึงไม่ใช่นายจ้างของโจทก์ แม้จำเลยได้จ่ายเงินค่าจ้าง บางส่วนและออกใบรับเงินในนามจำเลยให้แก่โจทก์ตามคำขอของบริษัท ด.ก็ตาม ก็ไม่ทำให้จำเลยกลายเป็น นายจ้างของโจทก์ไปได้ ___________________________


-428- บริษัท ด.เป็นผู้ทำสัญญาจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ทำหน้าที่ หาลูกค้ามาพักที่โรงแรม ท. การสมัครงานและการทำงานของโจทก์มิได้เกี่ยวข้องกับจำเลย และจำเลยไม่มีอำนาจ บังคับบัญชาในการทำงานของโจทก์ ทั้งงานที่โจทก์รับจ้างบริษัท ด.ทำในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ซึ่งมี หน้าที่หาลูกค้ามาพักที่โรงแรม ท.ก็ไม่ใช่งานของจำเลย เพราะจำเลยประกอบกิจการจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ ประกอบ กับโจทก์เคยฟ้องบริษัท ด.เป็นจำเลยต่อศาลแรงงานว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทดังกล่าวในตำแหน่งเดียวกันกับใน คดีนี้ขอให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าชดเชยแก่โจทก์คู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงทำ สัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว จึงเห็นได้ว่าโจทก์ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ กับจำเลยตามสัญญาจ้างแรงงานจำเลยจึงไม่ใช่นายจ้างของโจทก์ แม้จำเลยได้จ่ายเงินค่าจ้าง บางส่วนและออกใบรับเงินในนามจำเลยให้แก่โจทก์ตามคำขอของบริษัท ด.ก็ตาม ก็ไม่ทำให้จำเลยกลายเป็น นายจ้างของโจทก์ไปได้ (ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน-พิมล สมานิตย์-วิรัตน์ ลัทธิวงศกร) ศาลแรงงานกลาง - นายปกรณ์ รัตนพิทย์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5294/2542 นาย นันทวิทย์ ธงไชยโจทก์


-429- บริษัท โรงพยาบาล วชิรปรา การ จำกัดจำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา ข้อ 2 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏเพียงว่าโจทก์ได้รับเงินเดือน48,400 บาท ค่ารับรอง-ของขวัญ 5,000 บาท และค่าตอบแทนอื่น ๆ30,000 บาท แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยจ่ายเงินค่ารับรอง-ของขวัญและเงินค่าตอบแทนอื่น ๆ ให้แก่โจทก์ด้วยเหตุใด เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานหรือไม่ จึงไม่อาจวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยที่ว่า ค่า รับรองของขวัญและค่าตอบแทนอื่น ๆ ดังกล่าวเป็น ค่าจ้างหรือไม่ศาลฎีกาให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงาน พิจารณา และวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวก่อน ศาลแรงงานกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เนื่องจากเห็นว่าจำเลย เลิก จ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม โดยมิได้กำหนดค่าเสียหายที่เกิด จากการถูกบุคคลอื่น ดูหมิ่นเหยียดหยาม เสื่อมเสีย ชื่อเสียงและ เสียประวัติการทำงาน การที่จำเลยอุทธรณ์ว่าค่าเสียหายส่วนที่ ศาลแรงงานไม่ได้กำหนดให้โจทก์ไม่อยู่ ในอำนาจของศาลแรงงานนั้น จำเลยมิได้โต้แย้งหรือคัดค้านว่าศาลแรงงานกำหนดค่าเสียหาย จากการเลิกจ้างไม่ เป็นธรรมให้โจทก์ไม่ถูกต้อง อย่างไร และที่ถูกต้องควรเป็นเช่นไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณา คดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างเป็นเงิน 83,400 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อน ประจำปีเป็นเงิน 49,281.70 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 83,400 บาท ค่าชดเชยเป็นเงิน 500,400 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยขาดนัด ศาลแรงงานกลางพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2537 ครั้ง สุดท้ายทำหน้าที่รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารและผู้อำนวยการนอกเวลา ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 83,400 บาทต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2541 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและมิได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ ทำงานติดต่อกันครบ 3 ปี แต่ทำไม่ครบ 6 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วันเป็นเงิน


-430- 500,400 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 83,400 บาท จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปรากฏเหตุจำเป็น ถือว่า เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม แต่โจทก์เบิกความลอย ๆ ว่า การเลิกจ้างดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความอับ อายเสื่อมเสียชื่อเสียงและประวัติการทำงานเท่านั้น เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงิน 250,200 บาท นอกจากนี้โจทก์เสียสิทธิในการหยุดพักผ่อนประจำปี 2541 รวม 13 วัน เป็นเงิน 36,140 บาท จำเลยเลิกจ้างโจทก์ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2541 โจทก์มีฐานะเป็นลูกจ้างจำเลยเพียงถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2541 จำเลยจึงต้อง จ่ายค่าจ้างเดือนพฤศจิกายน 2541 จำนวน 30,580 บาท เท่านั้นซึ่งจำเลยจ่ายค่าจ้างจำนวนดังกล่าวให้โจทก์แล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 83,400 บาท ค่าชดเชยจำนวน 500,400 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 250,200 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 36,140 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยว่า จำเลยให้ค่าจ้าง โจทก์เดือนละ 48,400 บาท ส่วนเงินค่ารับรองจำนวน 5,000 บาท และเงินค่าตอบแทนจำนวน 30,000 บาท โจทก์ ต้องนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการรับรองผู้มาเยี่ยมเยือน และผู้ที่จำเลยต้องติดต่อด้วยเพื่อการบริหารงาน และเพื่อ ประโยชน์ในกิจการงานของจำเลยไม่ใช่เงินค่าตอบแทนการทำงานของโจทก์ จึงไม่ใช่ค่าจ้างที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ เห็นว่าในใบสำคัญจ่าย เอกสารหมาย จ.3 ที่โจทก์อ้างประกอบคำเบิกความระบุรายละเอียดว่าโจทก์ได้รับเงินเดือน 48,400 บาท ค่ารับรอง-ของขวัญ 5,000 บาท และค่าตอบแทนอื่น ๆ 30,000 บาท แต่ในสำนวนไม่ปรากฏ ข้อเท็จจริงว่าจำเลยจ่ายเงินค่ารับรอง-ของขวัญและเงินค่าตอบแทนอื่น ๆ ให้แก่โจทก์ด้วยเหตุใด เป็นการจ่ายเพื่อ ตอบแทนการทำงานหรือไม่ ในชั้นนี้จึงไม่อาจจะวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยข้อนี้ได้ จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงาน กลางพิจารณาและวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ก่อน ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์อีกว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดจากการถูกบุคคลอื่นดูหมิ่น เหยียดหยามเสื่อมเสียชื่อเสียงและประวัติการทำงานเพราะไม่ใช่ค่าเสียหายเนื่องจากสัญญาจ้าง แรงงานหรือสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงาน จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลาง กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เนื่องจากเห็นว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม โดยมิได้กำหนดค่าเสียหายที่เกิดจาก การถูกบุคคลอื่นดูหมิ่นเหยียดหยาม เสื่อมเสียชื่อเสียงและประวัติการทำงานจำเลยอุทธรณ์ว่าค่าเสียหายส่วนที่ศาล แรงงานกลางไม่ได้กำหนดให้โจทก์นั้นไม่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงาน มิได้โต้แย้งหรือคัดค้านว่าศาลแรงงานกลาง กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้โจทก์ไม่ถูกต้องอย่างไร และที่ถูกต้องควรเป็นเช่นไร จึงเป็น อุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย


-431- พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะจำนวนเงินที่ให้จำเลยจ่ายสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาใหม่ ว่าโจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละเท่าไรแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาล แรงงานกลาง (พูนศักดิ์ จงกลนี-พิมล สมานิตย์-อร่าม หุตางกูร) แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5294/2542 นาย นันทวิทย์ ธงไชยโจทก์ บริษัท โรงพยาบาลวชิรปราการ จำกัดจำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา ข้อ 2 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56


-432- ข้อเท็จจริงในสำนวนในชั้นฎีกามีเพียงว่า โจทก์ได้รับเงินเดือน48,400 บาท ค่ารับรอง-ของขวัญ 5,000 บาท และค่าตอบแทนอื่น ๆ30,000 บาท แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยจ่ายเงินค่ารับรอง-ของขวัญ และเงิน ค่าตอบแทนอื่น ๆ ให้แก่โจทก์ด้วยเหตุใด เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานหรือไม่ ศาลฎีกาจึงไม่อาจวินิจฉัย อุทธรณ์จำเลยที่ว่าค่ารับรองของขวัญและค่าตอบแทนอื่น ๆ ดังกล่าวเป็นค่าจ้างหรือไม่ศาลฎีกาให้ย้อนสำนวนไปให้ ศาลแรงงานพิจารณาและวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวก่อน ศาลแรงงานกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เนื่องจากเห็นว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม โดย มิได้กำหนดค่าเสียหายที่เกิดจากการถูกบุคคลอื่นดูหมิ่นเหยียดหยามเสื่อมเสียชื่อเสียงและเสียประวัติการทำงาน การที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ค่าเสียหายส่วนที่ศาลแรงงานไม่ได้กำหนดให้โจทก์ไม่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานนั้น จำเลยมิได้โต้แย้งหรือคัดค้านว่า ศาลแรงงานกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้โจท ก์ไม่ถูกต้อง อย่างไรและที่ถูกต้องควรเป็นเช่นไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างเป็นเงิน 83,400 บาทค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อน ประจำปีเป็นเงิน 49,281.70 บาทสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 83,400 บาท ค่าชดเชยเป็นเงิน 500,400 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยขาดนัด ศาลแรงงานกลางพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2537 ครั้ง สุดท้ายทำหน้าที่รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารและผู้อำนวยการนอกเวลาได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ83,400 บาท ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2541 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและมิได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ ทำงานติดต่อกันครบ 3 ปี แต่ทำไม่ครบ 6 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 500,400 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 83,400 บาท จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปรากฏเหตุจำเป็น ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม แต่โจทก์เบิกความลอย ๆ ว่าการเลิกจ้างดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความอับ อาย เสื่อมเสียชื่อเสียงและประวัติการทำงานเท่านั้นเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงิน 250,200 บาท นอกจากนี้โจทก์เสียสิทธิในการหยุดพักผ่อนประจำปี 2541 รวม 13 วัน เป็นเงิน 36,140 บาทจำเลยเลิกจ้างโจทก์ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2541 โจทก์มีฐานะเป็นลูกจ้างจำเลยเพียงถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2541 จำเลยจึงต้อง จ่ายค่าจ้างเดือนพฤศจิกายน 2541 จำนวน 30,580 บาท เท่านั้น ซึ่งจำเลยจ่ายค่าจ้างจำนวนดังกล่าวให้โจทก์แล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 83,400 บาท ค่าชดเชยจำนวน 500,400 บาท


-433- ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 250,200 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 36,140 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยว่า จำเลยให้ค่าจ้าง โจทก์เดือนละ 48,400 บาท ส่วนเงินค่ารับรองจำนวน 5,000 บาท และเงินค่าตอบแทนจำนวน 30,000 บาท โจทก์ ต้องนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการรับรองผู้มาเยี่ยมเยือนและผู้ที่จำเลยต้องติดต่อด้วยเพื่อการบริหารงานและเพื่อ ประโยชน์ในกิจการงานของจำเลยไม่ใช่เงินค่าตอบแทนการทำงานของโจทก์ จึงไม่ใช่ค่าจ้างที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ เห็นว่า ในใบสำคัญจ่ายเอกสารหมาย จ.3 ที่โจทก์อ้างประกอบคำเบิกความระบุรายละเอียดว่าโจทก์ได้รับเงินเดือน 48,400 บาทค่ารับรอง-ของขวัญ 5,000 บาท และค่าตอบแทนอื่น ๆ 30,000 บาทแต่ในสำนวนไม่ปรากฏ ข้อเท็จจริงว่าจำเลยจ่ายเงินค่ารับรอง-ของขวัญและเงินค่าตอบแทนอื่น ๆ ให้แก่โจทก์ด้วยเหตุใด เป็นการจ่ายเพื่อ ตอบแทนการทำงานหรือไม่ ในชั้นนี้จึงไม่อาจจะวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยข้อนี้ได้ จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงาน กลางพิจารณาและวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ก่อน ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์อีกว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดจากการถูกบุคคลอื่นดูหมิ่น เหยียดหยาม เสื่อมเสียชื่อเสียงและประวัติการทำงานเพราะไม่ใช่ค่าเสียหายเนื่องจากสัญญาจ้าง แรงงานหรือสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงาน จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานนั้นเห็นว่า ศาลแรงงานกลาง กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เนื่องจากเห็นว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม โดยมิได้กำหนดค่าเสียหายที่เกิดจาก การถูกบุคคลอื่นดูหมิ่นเหยียดหยาม เสื่อมเสียชื่อเสียงและประวัติการทำงานจำเลยอุทธรณ์ว่า ค่าเสียหายส่วนที่ศาล แรงงานกลางไม่ได้กำหนดให้โจทก์นั้นไม่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงาน มิได้โต้แย้งหรือคัดค้านว่าศาลแรงงานกลาง กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้โจทก์ไม่ถูกต้องอย่างไร และที่ถูกต้องควรเป็นเช่นไร จึงเป็น อุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะจำนวนเงินที่ให้จำเลยจ่ายสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาใหม่ ว่าโจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละเท่าไรแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาล แรงงานกลาง (พูนศักดิ์ จงกลนี-พิมล สมานิตย์-อร่าม หุตางกูร)


-434- แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ตัวอย่างก่อนพิมพ์ สั่งพิมพ์ 8. ฎีกาตดัสินเกี่ยวกบั ปัญหาขอ ้ กฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5294/2542 นายนันทวิทย์ ธงไชยโจทก์ บริษัทโรงพยาบาลวชิรปราการ จำกัดจำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา 2 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏเพียงว่าโจทก์ได้รับเงินเดือน48,400 บาท ค่ารับรอง-ของขวัญ 5,000 บาท และค่าตอบแทนอื่น ๆ 30,000 บาทแต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยจ่ายเงินค่ารับรอง-ของขวัญ และเงินค่าตอบแทนอื่น ๆ ให้แก่โจทก์ด้วยเหตุใด เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานหรือไม่ จึงไม่อาจวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยที่ว่า ค่า


-435- รับรองของขวัญและค่าตอบแทนอื่น ๆ ดังกล่าวเป็นค่าจ้างหรือไม่ศาลฎีกาให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานพิจารณา และวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวก่อน ศาลแรงงานกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เนื่องจากเห็นว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม โดย มิได้กำหนดค่าเสียหายที่เกิดจากการถูกบุคคลอื่นดูหมิ่นเหยียดหยาม เสื่อมเสียชื่อเสียงและเสียประวัติการทำงาน การที่จำเลยอุทธรณ์ว่าค่าเสียหายส่วนที่ศาลแรงงานไม่ได้กำหนดให้โจทก์ไม่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานนั้นจำเลย มิได้โต้แย้งหรือคัดค้านว่าศาลแรงงานกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้โจทก์ไม่ถูกต้องอย่างไร และ ที่ถูกต้องควรเป็นเช่นไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ___________________________ ศาลแรงงานกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เนื่องจากเห็นว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม โดย มิได้กำหนดค่าเสียหายที่เกิดจากการถูกบุคคลอื่นดูหมิ่นเหยียดหยาม เสื่อมเสียชื่อเสียงและเสียประวัติการทำงาน การที่จำเลยอุทธรณ์ว่าค่าเสียหายส่วนที่ศาลแรงงานไม่ได้กำหนดให้โจทก์ไม่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานนั้นจำเลย มิได้โต้แย้งหรือคัดค้านว่าศาลแรงงานกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้โจทก์ไม่ถูกต้องอย่างไร และ ที่ถูกต้องควรเป็นเช่นไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 (พูนศักดิ์ จงกลนี-พิมล สมานิตย์-อร่าม หุตางกูร) ศาลแรงงานกลาง - นายประภัทรพงษ์ ฉายสิว ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก


-436- หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ


Click to View FlipBook Version