-201- หรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงาน ประการที่สาม เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง ในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เมื่อ ปรากฏว่าในส่วนของค่าอาหารนั้นจำเลยไม่ได้จ่ายเป็นเงินให้แก่พนักงานเพียงแต่จัดเป็นอาหารให้คำนวณต่อคนเป็น ค่าอาหารละ 832 บาท เท่านั้น จึงไม่ใช่ "เงิน" ที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานตาม สัญญาจ้าง และปรากฏตามเอกสารเรื่องการปรับราคาค่าอาหารและหอพักเพื่อคำนวณภาษีว่าจำเลยได้จัดอาหาร และหอพักให้พนักงานอาศัยเป็นสวัสดิการโดยคำนวณเป็นค่าอาหารและค่าหอพักเพื่อถือเป็นรายได้เพื่อคำนวณ ภาษี ค่าอาหารดังกล่าวจึงเป็นเพียงสวัสดีการที่จำเลยจัดให้แก่ลูกจ้างเท่านั้น มิใช่ค่าจ้างตามความหมายของ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ส่วนค่าบริการนั้นตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเอกสาร หมาย จ.2 ระบุว่าเป็นเงินที่นายจ้างเรียกเก็บเงินจากแขกผู้มาใช้บริการร้อยละสิบแล้วนำมาจ่ายให้แก่ลูกจ้างทุกคน จำนวนตั้งแต่ร้อยละเจ็ดสิบของค่าบริการทั้งหมดในปี 2540 จนถึงร้อยละเก้าสิบของค่าบริการทั้งหมดตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมาและปรากฏตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าส่วนที่เหลืออีกร้อยละสิบนั้นจำเลยหักไว้เพื่อเป็นต้นทุนของสิ่งของ เครื่องมือเครื่องใช้ที่แตกหักชำรุดเสียหายในแต่ละเดือน เมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างแต่ละคราวจำเลยก็จะนำเงิน ค่าบริการมาแบ่งเฉลี่ยแก่ลูกจ้างคนละเท่าๆ กัน ดังนั้น การที่ลูกจ้างโจทก์จะได้รับค่าบริการมากน้อยเพียงใดจึง ขึ้นอยู่กับจำนวนค่าใช้จ่ายของลูกค้าเป็นสำคัญ ทั้งไม่ปรากฏว่าหากเป็นกรณีที่จำเลยไม่ได้รับเงินค่าบริการไว้หรือ เงินค่าบริการที่รับไว้มีจำนวนน้อยกว่าอัตราเฉลี่ยที่จ่ายประจำเดือนแล้วจำเลยจะต้องจ่ายเงินของจำเลยเพิ่มให้ ลูกจ้างแต่อย่างใด การหักค่าบริการไว้ร้อยละสิบในแต่ละเดือนก็เป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและเพื่อ ชดเชยความชำรุดของทรัพย์สินที่อาจเสียหายจากการทำงานของลูกจ้างตามปกติของการทำงาน จำเลยจึงไม่ได้มี ส่วนได้เสียกับค่าบริการ การที่จำเลยเป็นผู้เรียกเก็บจากลูกค้าและเป็นผู้จัดแบ่งให้แก่ลูกจ้างเป็นกรณีที่จำเลยทำ แทนลูกจ้างเพื่อความสะดวกและเพื่อให้กิจการของจำเลยดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยดังนั้น ค่าบริการจึงมิใช่เงิน ของนายจ้างที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของ วันทำงาน และมิใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างมิได้ทำงานแต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ค่าบริการจึงมิใช่ค่าจ้างตามความหมายของพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 เช่นกัน จำเลยจึงไม่ต้องนำค่าอาหารและค่าบริการเป็นฐานคำนวณค่าชดเชย และสินค้าแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าเพิ่ม ที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว" พิพากษายืน (รัตน กองแก้ว-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา
-202- แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8785/2550 นายยงนำ สิทธิพงษ์พรโจทก์ บริษัทฮาร์ทแอนด์มายด์แอพพาเรล จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 575, 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 โจทก์เป็นหนึ่งในผู้เริ่มก่อการตั้งบริษัทจำเลยและเป็นผู้ถือหุ้นมาตั้งแต่เริ่มบริษัทจำนวน 16,000 หุ้น เป็นอันดับสามจากผู้ถือหุ้น 8 คน แต่ในปี 2544 ถือหุ้นจำนวน 40,000 หุ้น เป็นอันดับหนึ่ง และเป็นกรรมการ ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมและประทับตราสำคัญของบริษัทตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2536 ซึ่งเป็นวันเริ่มตั้งบริษัท จนถึงวันที่ 22 มกราคม 2546 ต่อมาวันที่ 16 มกราคม 2546 โจทก์ได้โอนหุ้นทั้งหมดให้แก่ ป. และ ก. โจทก์เป็น กรรมการผู้จัดการตั้งแต่เริ่มตั้งบริษัทจนถึงเดือนมกราคม 2546 การบริหารงานของโจทก์ไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับ เกี่ยวกับการทำงาน จะมาทำงานในเวลาใดก็ได้ไม่ต้องบันทึกเวลาทำงาน โจทก์จึงมิใช่พนักงานที่ต้องอยู่ภายใต้ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย การที่โจทก์ได้รับเงินเดือนจากจำเลยจึงมิใช่ได้รับในฐานะเป็นพนักงานหรือ ลูกจ้างของจำเลย ส่วนการที่โจทก์บริหารงานภายใต้ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นนั้นก็เป็นเพียงวิธีการครอบงำบริษัทจำกัด ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1144 เท่านั้น หาได้อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของจำเลยอันมีลักษณะสำคัญประการ หนึ่งของสัญญาจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 ไม่ ดังนั้น โจทก์จึงมิใช่ลูกจ้างของจำเลย ___________________________
-203- โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงิน 3,497,611 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของ ต้นเงิน 1,662,500 บาท กับอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 1,350,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์ เป็นลูกจ้างจำเลยหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีรายชื่อและรหัสพนักงานอยู่ในบัญชีเงินเดือนพนักงานจำเลย มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย หักเงินประกันสังคมและจ่ายเงินเดือนเดือนละ 2 ครั้ง เข้าบัญชีธนาคารเช่นเดียวกับ พนักงานอื่น โจทก์ตกลงทำงานเพื่อรับค่าจ้างจากจำเลยเป็นผลตอบแทนการทำงาน โจทก์ต้องบริหารงานตาม ข้อบังคับของบริษัทและอยู่ในความครอบงำของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์ การที่โจทก์ไม่ถือ ปฏิบัติเคร่งครัดตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานก็เป็นไปตามปกตินิยมของบริษัททั่วไปนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติ ในการพิจารณาของศาลแรงงานกลางปรากฏว่า โจทก์เป็นหนึ่งในผู้เริ่มก่อการตั้งบริษัทจำเลยตามเอกสารหมาย ล.9 และเป็นผู้ถือหุ้นมาตั้งแต่เริ่มตั้งบริษัทโดยถือหุ้นจำนวน 16,000 หุ้น เป็นอันดับสามจากผู้ถือหุ้น 8 คน ตามสำเนา บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเอกสารหมาย จ.2 แต่ในปี 2544 ถือหุ้นจำนวน 40,000 หุ้น เป็นอันดับหนึ่งตามสำเนาบัญชี รายชื่อผู้ถือหุ้นเอกสารหมาย ล.12 โจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมและประทับตราสำคัญของบริษัท ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2536 ซึ่งเป็นวันเริ่มตั้งบริษัทจนถึงวันที่ 22 มกราคม 2546 ตามสำเนาหนังสือรับรอง เอกสารหมาย จ.3 ต่อมาวันที่ 16 มกราคม 2546 โจทก์ได้โอนหุ้นทั้งหมดให้แก่นายประวิตร นายอธิวัฒน์และนาย กำพลตามใบโอนหุ้นเอกสารหมาย ล.13 โจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการตั้งแต่เริ่มตั้งบริษัทจนถึงเดือนมกราคม 2546 การบริหารงานของโจทก์ไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับเกี่ยวกับการทำงาน จะมาทำงานเวลาใดก็ได้ไม่ต้องบันทึกเวลา ทำงาน ดังนี้โจทก์จึงมิใช่พนักงานที่ต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย แต่เป็นผู้ซึ่งได้รับมอบ อำนาจให้ทำการแทนบริษัท ซึ่งเป็นความหมายของคำว่าบริษัทตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานจำเลยข้อ 5 ดังกล่าว การที่โจทก์ได้รับเงินเดือนจากจำเลยจึงมิใช่ได้รับในฐานะเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลย ส่วนการที่ โจทก์บริหารงานภายใต้ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นนั้นก็เป็นเพียงวิธีการครอบงำบริษัทจำกัดดังที่บัญญัติไว้ในประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1144 เท่านั้น หาได้อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของจำเลยอันเป็นลักษณะสำคัญ ประการหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ไม่ ดังนั้น โจทก์จึงมิใช่ลูกจ้างของจำเลย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น..."
-204- อนึ่ง จากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาปรากฏว่าโจทก์ได้รับเงินจากจำเลยเป็นราย เดือน หากจำเลยค้างจ่ายเงินรายเดือนโจทก์จริงตามฟ้อง จำเลยก็ต้องชำระแก่โจทก์ จึงเห็นสมควรไม่ตัดสิทธิโจทก์ ที่จะนำคดีในส่วนเงินรายเดือนมาฟ้องใหม่ต่อศาลที่คดีอยู่ในเขตอำนาจ" พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องในส่วนเงินรายเดือนมาฟ้องใหม่ต่อศาลที่คดีอยู่ใน เขตอำนาจและภายในกำหนดอายุความ (จรัส พวงมณี-พิชิต คำแฝง-รัตน กองแก้ว) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8211/2550 นายธรรมนูญ กังศิริกุลโจทก์ บริษัทกรีนสปอต (ประเทศไทย) จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 118
-205- จำเลยเคยจัดรถยนต์ประจำตำแหน่งให้แก่โจทก์ซึ่งทำงานในตำแหน่งผู้จัดการภาคใต้ ต่อมาจำเลย ยกเลิกรถยนต์ประจำตำแหน่งของโจทก์เนื่องจากมีอายุการใช้งานเกิน 5 ปี ตามนโยบายของจำเลย แล้วจำเลยได้ จ่ายเงินให้โจทก์ในอัตราเดือนละ 20,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2545 อันเป็นวันหลังจากที่เรียกรถยนต์ ประจำตำแหน่งคืนจากโจทก์เป็นต้นไป เพื่อให้โจทก์นำเงินดังกล่าวไปซื้อหรือเช่ารถยนต์สำหรับใช้งานแทนรถยนต์ ประจำตำแหน่งที่เรียกคืน และจำเลยจะจัดรถยนต์ประจำตำแหน่งให้พนักงานตำแหน่งระดับผู้จัดการแผนกขึ้นไป เท่านั้น ดังนั้น รถยนต์ประจำตำแหน่งจึงเป็นสวัสดิการที่จำเลยจัดให้แก่พนักงานที่ทำงานในตำแหน่งดังกล่าว เมื่อ จำเลยเรียกรถยนต์ประจำตำแหน่งคืนแล้วจ่ายเงินเดือนละ 20,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อซื้อหรือเช่ารถยนต์สำหรับ ใช้งานแทนรถยนต์ประจำตำแหน่ง จึงเป็นการจ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการเช่นเดียวกัน มิใช่เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลง กันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายเดือน แม้จะจ่ายเงิน ดังกล่าวเป็นจำนวนแน่นอนเท่าๆ กันทุกเดือน ก็มิใช่ค่าจ้างที่จะต้องนำไปรวมคำนวณจ่ายเป็นค่าชดเชย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าชดเชยและดอกเบี้ยพร้อมเงินเพิ่มจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,212,579.75 บาท และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 160,000 บาท พร้อมทั้งเงินเพิ่มใน อัตราร้อยละ 15 ทุก 7 วัน ของเงินจำนวน 160,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า เงินที่ จำเลยจ่ายให้โจทก์เดือนละ 20,000 บาท เป็นค่าจ้างที่จะต้องนำไปรวมคำนวณเป็นค่าชดเชยที่จำเลยจะต้องจ่าย พร้อมเงินเพิ่มและดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเคยจัดรถยนต์ ประจำตำแหน่งให้แก่โจทก์ซึ่งทำงานในตำแหน่งผู้จัดการภาคใต้ ต่อมาจำเลยยกเลิกรถยนต์ประจำตำแหน่งของ โจทก์เนื่องจากมีอายุการใช้งานเกิน 5 ปี แล้วจำเลยได้จ่ายเงินให้โจทก์ในอัตราเดือนละ 20,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2545 อันเป็นวันหลังจากที่เรียกรถยนต์ประจำตำแหน่งคืนจากโจทก์เป็นต้นไป การจ่ายเงินให้แทน รถยนต์ประจำตำแหน่งเพื่อให้โจทก์นำเงินดังกล่าวไปซื้อหรือเช่ารถยนต์สำหรับใช้งานแทนรถยนต์ประจำตำแหน่งที่ เรียกคืน และข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลาง ปรากฏว่าจำเลยจะจัดรถยนต์ประจำตำแหน่งให้ พนักงานตำแหน่งระดับผู้จัดการแผนกขึ้นไปเท่านั้น ดังนั้น รถยนต์ประจำตำแหน่งจึงเป็นสวัสดิการที่จำเลยจัดให้แก่
-206- พนักงานที่ทำงานในตำแหน่งดังกล่าว เมื่อจำเลยเรียกรถยนต์ประจำตำแหน่งคืนแล้วจ่ายเงินเดือนละ 20,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อซื้อหรือเช่ารถยนต์สำหรับใช้งานแทนรถยนต์ประจำตำแหน่งจึงเป็นการจ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการ เช่นเดียวกัน มิใช่เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับ ระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายเดือนแม้จะจ่ายเงินดังกล่าวเป็นจำนวนแน่นอนเท่าๆ กันทุกเดือน ก็มิใช่ค่าจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ที่จะต้องนำไปรวมคำนวณจ่ายเป็นค่าชดเชยตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 และเมื่อจำเลยไม่ต้องนำเงินดังกล่าวไปรวมคำนวณจ่าย เป็นค่าชดเชยแล้วจึงมิใช่กรณีที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยที่จะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่าง เวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี หรือเป็นกรณีนายจ้างจงใจไม่จ่ายค่าชดเชยโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่งและวรรคสองแต่อย่างใด ที่ศาลแรงงานกลาง พิพากษามานั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (พีรพล พิชยวัฒน์-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-มานัส เหลืองประเสริฐ) ศาลแรงงานกลาง - นายบัณฑิต แก้วทอง แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7287/2550 บริษัทเอ เอส ฮอลเล็จ เซอร์วิส จำกัดโจทก์
-207- นายธำรง ดิษฐศรีพรจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 118 (3) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรค หนึ่ง ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ส. ปฏิเสธไม่ขับรถหัวลากเนื่องจาก ส. ประสบอุบัติเหตุตกจาก รถและแขนขวาได้รับบาดเจ็บ ส. จึงไม่ได้จงใจขัดคำสั่งของนายจ้าง การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ส. ปฏิเสธไม่ขับ รถหัว ลากเพราะได้รับค่าเที่ยวน้อยลง และ ส. แสดงใบรับรองแพทย์ภายหลังโจทก์เลิกจ้าง ส. แล้ว ส. จึงมีเจตนาฝ่าฝืน ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ส. ได้รับค่าตอบแทนในการทำงานเป็นค่าเที่ยว เที่ยวละ 100 บาท ถึง 650 บาท ตามระยะทาง ใกล้ไกลและความยากง่ายของงาน สำหรับการทำงาน 180 วัน ก่อนเลิกจ้างเป็นการทำงานในระหว่างเวลาทำงาน ปกติคิดเป็นร้อยละ 30 และเป็นการทำงานนอกเวลาทำงานปกติคิดเป็นร้อยละ 70 ของค่าเที่ยวทั้งหมด ส่วนที่ตอบ แทนการทำงานสำหรับระยะเวลาทำงานปกติร้อยละ 30 จึงเป็นค่าจ้าง แต่ส่วนที่ตอบแทนการทำงานนอกเวลา ทำงานปกติร้อยละ 70 ไม่เป็นค่าจ้าง ส่วนที่ตอบแทนการทำงานสำหรับระยะเวลาทำงานปกติร้อยละ 30 เมื่อ คำนวณเป็นรายเดือนแล้วรวมกับเงินเดือนที่ ส. ได้รับจึงใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครอง แรงงานฯ มาตรา 118 (3) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 188/2546 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2546 จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 188/2546 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2546 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับค่าชดเชยเป็นว่า ให้โจทก์ผู้เป็นนายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายสมศักดิ์ ลูกจ้างเป็นเงิน 46,725 บาท นอกจากนี้ให้เป็นไปตามคำสั่งของจำเลย คำขออื่นให้ยกเสีย โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
-208- ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ประกอบธุรกิจ รับจ้างนำรถลากไปลากตู้คอนเทนเนอร์เพื่อนำสินค้าของลูกค้าไปส่งยังท่าเรือเพื่อส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ นาย สมศักดิ์ เป็นลูกจ้างของโจทก์ ตำแหน่งพนักงานขับรถเข้าทำงานเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2541 มีหน้าที่ขับรถหัวลาก ตามใบสั่งงานของโจทก์ แล้วนำรถหัวลากไปลากตู้คอนเทนเนอร์เปล่าจากตัวแทนของบริษัทเรือ และนำตู้คอนเทน เนอร์ไปยังที่เก็บสินค้าของลูกค้าเพื่อนำสินค้าบรรจุลงในตู้คอนเทนเนอร์ เสร็จแล้วจึงขับรถลากตู้คอนเทนเนอร์ไปส่ง ยังท่าเรือเพื่อส่งสินค้าไปยังต่างประเทศ นายสมศักดิ์ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน เดือนละ 5,500 บาท และ ได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงหรือค่าเที่ยวเป็นจำนวนเที่ยวละ 100 บาท ถึง 650 บาท โดยพิจารณาจากระยะทางใกล้ไกลและ ความยากง่ายของงานในวันที่ 3 กรกฎาคม 2546 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา โจทก์มอบหมายให้นายสมศักดิ์ไปขน สินค้าที่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม แต่นายสมศักดิ์ปฏิเสธไม่ขับรถหัวลากให้โจทก์ เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บที่ แขนขวา และในวันดังกล่าวได้ปฏิบัติงานเป็นเวลาประมาณ 6 ชั่วโมงแล้ว วันที่ 15 กรกฎาคม 2546 โจทก์จึงเลิก จ้างนายสมศักดิ์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่จ่ายค่าชดเชย นายสมศักดิ์ได้รับค่าเที่ยวสำหรับการทำงานในเวลา ทำงาน 180 วัน ก่อนการเลิกจ้างคิดเป็นเงิน 45,750 บาท เป็นการทำงานในระหว่างเวลาทำงานปกติคิดเป็นร้อยละ 30 ของค่าเบี้ยเลี้ยงหรือค่าเที่ยวทั้งหมดและทำงานนอกเวลาทำงานปกติคิดเป็นร้อยละ 70 ของค่าเบี้ยเลี้ยงหรือค่า เที่ยวทั้งหมด ขณะเลิกจ้างนายสมศักดิ์ลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้างติดต่อกันเกินกว่า 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี โจทก์อุทธรณ์ประการแรกว่า นายสมศักดิ์ลูกจ้างปฏิเสธไม่ขับรถหัวลากเพราะได้รับค่าเที่ยวลด น้อยลง ทั้งนายสมศักดิ์ได้แสดงใบรับรองแพทย์ ภายหลังจากโจทก์เลิกจ้างนายสมศักดิ์แล้ว นายสมศักดิ์จึงมีเจตนา ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 20 คำสั่งของโจทก์ที่เลิกจ้างนายสมศักดิ์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ชอบแล้ว เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่านายสมศักดิ์ปฏิเสธไม่ขับรถหัวลากเนื่องจากนายสมศักดิ์ประสบอุบัติเหตุ ตกจากรถและแขนขวาได้รับบาดเจ็บ นายสมศักดิ์ไม่ได้จงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง อุทธรณ์ของ โจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาล ฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยเป็นประการสุดท้ายว่าเงินค่าเที่ยวหรือเบี้ย เลี้ยงที่นายสมศักดิ์ได้รับจากโจทก์เป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณเป็นค่าชดเชยหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์มิได้ มีเจตนาที่จะจ่ายให้เป็นค่าตอบแทนการทำงานปกติ จึงไม่ต้องนำค่าเที่ยวส่วนที่ทำในเวลางานปกติร้อยละ 30 มา รวมคำนวณกับค่าจ้างปกติ และจำเลยอุทธรณ์ว่าต้องนำค่าเที่ยวส่วนที่ทำนอกเวลางานปกติร้อยละ 70 มาคำนวณ รวมกับค่าเที่ยวส่วนที่ทำในเวลางานปกติร้อยละ 30 ด้วยนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นิยามคำว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า "เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงาน ตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่ นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้" ดังนั้น ค่าจ้างจึงต้องเป็นค่าตอบแทนในการทำงานสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟัง
-209- ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2547 ได้ความว่านายสมศักดิ์ได้รับค่าเที่ยวจำนวนเที่ยวละ 100 บาท ถึง 650 บาท โดยนายจ้างและลูกจ้างเป็นผู้ ตกลงกำหนดตามระยะทางใกล้ไกลและความยากง่ายของงานสำหรับการทำงานในเวลาทำงาน 180 วัน ก่อนการ เลิกจ้างคิดเป็นเงิน 45,750 บาท เป็นการทำงานในระหว่างเวลาทำงานปกติคิดเป็นร้อยละ 30 ของค่าเบี้ยเลี้ยงหรือ ค่าเที่ยวทั้งหมด และทำงานนอกเวลาทำงานปกติคิดเป็นร้อยละ 70 ของค่าเบี้ยเลี้ยงหรือค่าเที่ยวทั้งหมด ค่าเบี้ย เลี้ยงหรือค่าเที่ยวดังกล่าวจึงเป็นเงินที่โจทก์และนายสมศักดิ์ตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญา จ้าง และส่วนที่ตอบแทนการทำงานสำหรับระยะเวลาทำงานปกติร้อยละ 30 ตามที่คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริง ร่วมกันจึงเป็นค่าจ้างแต่ส่วนที่ตอบแทนการทำงานนอกเวลาทำงานปกติร้อยละ 70 ไม่เป็นค่าจ้าง ค่าเบี้ยเลี้ยงหรือ ค่าเที่ยวที่เป็นค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยจำนวนร้อยละ 30 ของค่าเบี้ยเลี้ยงหรือค่าเที่ยวทั้งหมด จำนวน 45,750 บาท คิดเป็นเงิน 13,725 บาท เมื่อคำนวณเป็นรายเดือนจึงเป็นเงินเดือนละ 2,287.50 บาท เมื่อ รวมกับเงินเดือนที่นายสมศักดิ์ได้รับเดือนละ 5,500 บาท จึงเป็นเงินค่าจ้างเดือนละ 7,787.50 บาท นายสมศักดิ์ ทำงานติดต่อกันครบสามปีแต่ไม่ครบหกปี โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายสมศักดิ์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตรา สุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (3) นายสมศักดิ์ลูกจ้างจึงมี สิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 46,725 บาท คำพิพากษาศาล แรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (จิระวรรณ ศิริบุตร-พิชิต คำแฝง-สถิตย์ อรรถบลยุคล) ศาลแรงงานกลาง - นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ Print Preview Mode
-210- พิมพ์หน้านี้ 4. ฎีกาตดัสินเกี่ยวกบั ปัญหาขอ ้ กฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6960/2550 นายสังเวียน คะเค็งโจทก์ บริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 60 การทำงานของโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขับรถขนส่งน้ำมันให้จำเลยแม้จะไม่ได้กำหนดเวลาทำงานไว้ แต่ก็กำหนดโดยใช้ผลงานเป็นเกณฑ์ ซึ่งการจะทำผลงานให้ได้ตามเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 45 เที่ยว โจทก์จะต้อง มาทำงานภายในช่วงเวลาทำงานที่จำเลยกำหนดไว้นั่นเอง มิได้มีอิสระที่จะปฏิบัติงานในเวลาใดหรือไม่ก็ได้ สินจ้างที่ โจทก์ได้รับเป็นรายเที่ยวก็เป็นผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 60 โจทก์จึงเป็นลูกจ้างจำเลยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และตาม สัญญาจ้าง แรงงาน และแม้ว่าตามสัญญาขนส่งน้ำมันจะเรียกโจทก์ว่า "ผู้รับจ้าง" และเรียกจำเลยว่า "ผู้ว่าจ้าง" ก็ไม่มีผล เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างตามกฎหมายไปได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2542 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่ง พนักงานขับรถขนส่งน้ำมันโดยจำเลยไม่มีค่าจ้างให้โจทก์ แต่จำเลยจ่ายเพียงค่าตอบแทนในการทำงานเป็นเงิน รางวัลพิเศษ เรียกว่า ค่าเที่ยว ซึ่งกำหนดตามระยะทางใกล้ไกลของการปฏิบัติงานแต่ละที่ กำหนดจ่ายเงินดังกล่าว ทุกวันที่ 15 และวันที่ 30 จำเลยมีกำหนดวันเวลาทำงานตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ เวลา 15 นาฬิกา เป็นต้นไป จนกว่าจะปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้น นับแต่จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง จำเลยไม่เคยจ่าย ค่าจ้างให้แก่โจทก์ จำเลยจ่ายเงินค่าเที่ยวให้แก่โจทก์เท่านั้น ค่าเที่ยวดังกล่าวโจทก์ถือว่ามิใช่ค่าจ้าง ครั้นวันที่ 23 สิงหาคม 2545 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด และจำเลยไม่จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างปกติในอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็น เงิน 165 บาทต่อวันนับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2542 อันเป็นวันที่โจทก์เริ่มเข้าทำงานกับจำเลยจนถึงวันเลิกจ้าง เป็น
-211- เวลา 968 วัน เป็นเงินรวม 159,720 โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 14,850 บาท มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 22 วัน เป็นเงิน 3,630 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เป็นเงิน 14,850 บาท นอกจากนี้จำเลยต้องคืนเงิน ประกันการทำงานหรือความเสียหายที่จำเลยได้เรียกหรือรับไว้จากโจทก์นับแต่โจทก์เริ่มเข้าทำงานกับจำเลยจนถึง วันเลิกจ้างจำนวน 46,800 บาท เนื่องจากในระหว่างที่โจทก์ทำงานให้จำเลยนั้นโจทก์ไม่ได้ทำความเสียหายในการ ทำงานแก่จำเลย อีกทั้งจำเลยยังค้างจ่ายเงินตอบแทนในการทำงาน (ค่าเที่ยว) ของเดือนสิงหาคม 2545 จำนวน 3,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์เข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างตามกฎหมาย รวมทั้งจ่ายค่าเที่ยวให้แก่โจทก์ ตามอัตราเดิมขณะเลิกจ้าง หากศาลเห็นว่าโจทก์และจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหาย จากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ เป็นเงิน 14,850 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยจ่ายค่าค้างรวม 159,720 บาท ค่าชดเชย 14,850บาท สินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้า 3,630 บาท เงินประกัน 46,800 บาท เงินตอบแทนการทำงาน (ค่าเที่ยว) ของเดือนสิงหาคม 2545 จำนวน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินค่าจ้าง ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าเงินประกันและเงินตอบแทนการทำงาน (ค่าเที่ยว) ดังกล่าวข้างต้นนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระ เสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีฐานะเป็นนายจ้างจึงไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานโดย จ่ายค่าจ้างขั้นต่ำและค่าชดเชยหรือสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์เป็น ลูกจ้างจำเลยหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยเงินประกัน เงินตอบ แทนการทำงาน (ค่าเที่ยว) และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลย รับโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง แต่ได้เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำความผิดจึงขอให้จำเลยจ่ายค่าจ้าง สินจ้าง แทนการบอกกล่วงล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อันเป็นการเรียกร้องสิทธิตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นิยามคำว่า "นายจ้าง" หมายความถึง ผู้ซึ่งตกลง รับลูกจ้างเจ้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ซึ่งรวมทั้งบุคคลตาม (1) ถึง (3) ด้วย และนิยามคำว่า "ลูกจ้าง" หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไรอันมีความหมายเช่นเดียวกับประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 575 ซึ่งระบุลักษณะของสัญญาจ้างแรงงานว่า คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่
-212- ทำงานให้ ซึ่งมีความหมายว่าลูกจ้างจะต้องตกลงทำงานให้นายจ้างโดยสมัครใจเพื่อแลกเปลี่ยนกับค่าจ้างที่นายจ้าง เป็นผู้จ่ายให้เป็นการตอบแทนแก่แรงงานของลูกจ้างนั้น แต่การพิจารณาว่าโจทก์และจำเลยเป็นนายจ้างและลูกจ้าง กันหรือไม่นั้นนอกจากจะพิจารณาว่าโจทก์และจำเลยมีความสัมพันธ์กันดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 ดั่งว่ามาแล้ว ยังจะต้องปรากฏ ข้อเท็จจริงด้วยว่าโจทก์อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาโดยต้องปฏิบัติตามคำสั่งระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ของจำเลยดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 และประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 583 ด้วย ดังนั้นแม้ศาลแรงงานกลางจะฟังข้อเท็จจริง ในทางปฏิบัติของการทำงานจะเรียกโจทก์ หรือพนักงานขับรถบรรทุกขนส่งน้ำมันรายอื่นๆ ว่า "ผู้บริการจัดส่งน้ำมัน" หรือ "ผบจ." ซึ่งมีวิธีทำงานในแต่ละวันผู้ บริการขนส่งน้ำมันจะมาลงชื่อที่คลังน้ำมันของบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่เวลาประมาณ 18 นาฬิกา โดยมีลูกจ้างจำเลยทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจนับผู้บริการขนส่งน้ำมันเพื่อจับฉลากรับงานขนส่งน้ำมันตามที่บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ออกใบสั่งงานให้แก่จำเลย ผู้บริการขนส่งน้ำมันแต่ละรายจะได้เที่ยวงานมาก น้อยแตกต่างกันไปตามที่จับฉลากได้ และสามารถแลกเปลี่ยนงานกับผู้บริการขนส่งน้ำมันรถยนต์อื่นได้ อัตราค่า เที่ยวขนส่งขั้นต่ำเที่ยวละ 250 บาท วันใดที่ไม่มาทำงานจะต้องแจ้งเพื่อให้จำเลยทราบและบันทึกในสมุดแจ้งการ หยุดงาน แต่ไม่ต้องยื่นใบลาตามแบบการลาของจำเลย โดยจำเลยมิได้กำหนดให้หยุดงานสัปดาห์หรือปีละกี่วัน แต่ ยังปรากฏข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางว่า ในการทำงานโจทก์จะต้องเขียนใบสมัครงานตาม เอกสารหมาย ล.7 แล้วจำเลยจะตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นว่ามีความเหมาะสมที่จะป็นผู้บริการจัดส่งน้ำมันหรือไม่ จากนั้นจะต้องทำสัญญาขนส่งน้ำมันตามเอกสารหมาย ล.3 การทำงานจำเลยจะแจ้งให้โจทก์ปฏิบัติตามระเบียบ ปฏิบัติการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการจัดส่งน้ำมัน ของส่วนคลังและขนส่ง บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เอกสารหมาย ล.4 ซึ่งจะได้รับแจกหลังจากผ่านการอบรมจากส่วนคลังและขนส่ง บริษัทบางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) แล้ว และจะต้องปฏิบัติงานภายใต้ประกาศบริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด เรื่องระเบียบ ปฏิบัติและบทลงโทษสำหรับผู้บริการจัดส่งเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาวันที่ 1 มกราคม 2546 จำเลยประกาศใช้ขัอ บังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย จ.8 ซึ่งเมื่อพิจารณาใบสมัครงานเอกสารหมาย จ.7 หน้า 4 มีข้อความระบุ ว่า "หากข้าพเจ้าได้ทำงานในบริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด แล้วและข้าพเจ้าต้องพ้นจากงานไม่ว่ากรณีใดๆ ข้าพเจ้า ยินยอมให้บริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด หักเงินที่ข้าพเจ้ามีสิทธิได้รับชดใช้หนี้สินให้แก่บริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด" และมีข้อความระบุต่อไปว่า "ข้าพเจ้าขอรับรองว่า ก. จะปฏิบัติตามระเบียบและคำสั่งของบริษัทบางจาก กรีนไลน์ จำกัด ที่ใช้บังคับอยู่แล้ว หรือที่จะออกใช้บังคับต่อไปภายหน้าโดยเคร่งครัด ข. ข้อความที่แจ้งในใบสมัครนี้ เป็นความจริงทุกประการ หากสืบทราบภายหลังว่าข้อความที่แจ้งไว้ข้างต้นข้อหนึ่งข้อใดไม่เป็นความจริงข้าพเจ้า ยินยอมให้เลิกจ้างได้โดยทันที โดยข้าพเจ้าไม่มีสิทธิเรียกร้องใดๆ ทั้งสิ้น" ตามใบสมัครงานเอกงานหมาย ล.7 ดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นว่าโจทก์จะต้องทำงานภายใต้ระเบียบและคำสั่งของจำเลยที่ใช้บังคับอยู่ในขณะสมัครงาน หรือที่จะออกใช้บังคับต่อไปของจำเลย นอกจากนั้นสัญญาขนส่งน้ำมันเอกสารหมาย ล.3 ข้อ 1.2 และข้อ 3.4 ยัง ระบุข้อความทำนองเดียวกันว่าผู้รับจ้างยินยอมปฎิบัติตามข้อกำหนดกฎเกณฑ์หรือระเบียบในการปฏิบัติงานอัน เกี่ยวกับการขับรถขนส่งน้ำมันตามสัญญานี้ หรือที่จะได้กำหนดเพิ่มเติมต่อไปภายหน้า เป็นการแสดงให้เห็นว่าใน การปฏิบัติงานของโจทก์มิได้ปฏิบัติได้โดยอิสระแต่ยังคงต้องอยู่ภายใต้ระเบียบ คำสั่งกฎเกณฑ์ ข้อบังคับของจำเลย ทั้งที่ระบุไว้ในขณะทำสัญญาซึ่งหมายถึงเงื่อนไขของสัญญาขนส่งน้ำมันเอกสารหมาย ล.3 ดังกล่าวและที่จำเลยจะใช้ บังคับต่อไปด้วย ซึ่งหมายความรวมถึงการปฏิบัติงานภายใต้ระเบียบปฏิบัติการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการ จัดส่งน้ำมัน ส่วนคลังและขนส่ง บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เอกสารหมาย ล.4 ซึ่งแม้จะเป็นระเบียบ
-213- ปฏิบัติที่ออกโดยบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) แต่ระเบียบดังกล่าวจะต้องใช้บังคับแก่ผู้บริการจัดส่ง น้ำมันทุกคนรวมทั้งโจทก์ด้วย และจำเลยได้แจ้งให้ผู้บริการจัดส่งน้ำมันยึดถือปฏิบัติโดยถือเสมือนว่าเป็นระเบียบที่ จำเลยออกใช้บังคับแก่ผู้บริการจัดส่งน้ำมันเอง และในรายละเอียดของระเบียบดังกล่าวระบุบังคับการปฏิบัติตนของ ผู้บริการจัดส่งน้ำมันไม่เพียงแต่ขั้นตอนการปฏิบัติงานทั่วไปแต่ยังรวมถึงความประพฤติส่วนตัว อาทิ ห้ามการเล่น การพนัน ทะเลาะวิวาทหรือต้องมีกริยามารยาทที่เรียบร้อยในการทำงาน และจำเลยยังได้นำความจากระเบียบ ปฏิบัติการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการจัดส่งน้ำมัน ส่วนคลังและขนส่ง บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เอกสารหมาย ล.4 ในข้อสำคัญมากำหนดเป็นระเบียบที่ใช้บังคับแก่ผู้บริการจัดส่งน้ำมันอีกด้วยตาม ประกาศบริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด (มหาชน) เรื่อง ระเบียบปฏิบัติและบทลงโทษสำหรับผู้บริการจัดส่ง เอกสาร หมาย จ.3 นอกจากนั้นตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย จ.8 ที่จำเลยประกาศใช้วันที่ 1 มกราคม 2546 ก็ระบุถึงลูกจ้างงานขนส่งที่มีการปฏิบัติงานลักษณะเดียวกันกับผู้บริการจัดส่งน้ำมันไว้ด้วย ดังนั้น การทำงาน ของโจทก์ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้บริการจัดส่งน้ำมันจึงอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของจำเลยทั้งโดยระเบียบข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานของจำเลยโดยตรงและภายใต้ระเบียบปฏิบัติของบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ที่ จำเลยให้ใช้บังคับแก่ผู้บริการจัดส่งน้ำมันด้วย ส่วนที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่มีเวลาทำงานปกติจะ เข้าทำงานหรือไม่ก็ได้ หากขาด ลา มาสาย ก็ไม่มีมาตรการลงโทษอย่างไรนั้น ก็ปรากฏตามสัญญาขนส่งน้ำมัน เอกสารหมาย ล.3 ข้อ 5.3 วรรคสอง ที่ผู้บริการจัดส่งน้ำมันจะต้องขนส่งน้ำมันได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 45 เที่ยว มิฉะนั้นจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ดังนั้นการทำงานของโจทก์แม้จะไม่ได้กำหนดเวลาทำงานไว้แต่ก็กำหนดโดย ใช้ผลงานเป็นเกณฑ์ ซึ่งการจะทำผลงานให้ได้ตามเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 45 เที่ยว โจทก์ก็จะต้องมาทำงานภายใน ช่วงเวลาทำงานที่จำเลยกำหนดไว้นั่นเอง มิได้มีอิสระที่จะปฏิบัติงานในเวลาใดหรือไม่ก็ได้แต่อย่างใด สินจ้างที่โจทก์ ได้รับเป็นรายเที่ยวก็เป็นผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 60 โจทก์จึงเป็นลูกจ้างจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และตามสัญญาจ้าง แรงงาน และแม้ว่าตามสัญญาขนส่งน้ำมันจะเรียกโจทก์ว่า "ผู้รับจ้าง" และเรียกจำเลยว่า "ผู้ว่าจ้าง" ก็ไม่มีผล เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างตามกฎหมายไปได้ สำหรับปัญหาว่าจำเลยจะต้องจ่ายค่าจ้าง ค้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย เงินประกัน เงินตอบแทนการทำงาน (ค่าเที่ยว) และค่าเสียหาย จากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่นั้น จำเลยให้การว่าโจทก์มีพฤติกรรมและ มารยาทไม่เหมาะสมและส่งมอบน้ำมันผิดสถานที่ลงน้ำมันผิดถังทำให้จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ลูกค้านั้น ศาล แรงงานกลางยังมิได้ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยในปัญหานี้เห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริง หรือสืบพยานโจทก์จำเลยเพื่อฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31" พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงในปัญหาที่ยังมิได้ วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (บวร กุลทนันทน์-พิชิต คำแฝง-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์)
-214- แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6942/2550 บริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัดโจทก์ นายอัมพร นีละโยธิน กับพวกจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 575, 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 119 การจะเป็นนายจ้างหรือลูกจ้างกันหรือไม่นั้น นอกจากจะพิจารณาตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 5 และ ป.พ.พ. มาตรา 575 แล้วยังต้องปรากฏด้วยว่าลูกจ้างได้ปฏิบัติงานภายใต้ข้อบังคับ ระเบียบ หรือ คำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายอันเป็นอำนาจบังคับบัญชาของนายจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และ พ.ร.บ.คุ้มครอง แรงงานฯ มาตรา 119 อีกด้วย คดีนี้นอกจากศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์รับผู้รับจ้างขนส่งเข้าทำงานทำ หน้าที่ขนส่งน้ำมันจากคลังน้ำมันโรงกลั่นน้ำมันบริษัท บ. หรือตามที่โจทก์กำหนดให้ขนส่งไปยังผู้รับหรือสถานที่อื่น ใดตามที่โจทก์จะแจ้งให้ผู้รับจ้างขนส่งทราบเป็นคราวๆ ไป การจ่ายค่าตอบแทนทั้งสองฝ่ายตกลงกำหนดอัตรา ค่าจ้างเป็นรายเที่ยวตามสัญญาขนส่งน้ำมัน การเข้าปฏิบัติงานหากผู้รับจ้างขนส่งไม่สามารถมาทำงานได้ให้แจ้งฝ่าย โจทก์เพื่อที่โจทก์จะได้จัดหาบุคคลอื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทนแล้วยังปรากฏข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาคดีของศาล
-215- แรงงานกลางอีกว่า เมื่อมีบุคคลมาสมัครเพื่อเป็นผู้รับจ้างขนส่ง โจทก์จะให้บุคคลดังกล่าวเขียนใบสมัคร และโจทก์ จะตรวจสอบประสบการณ์คุณสมบัติของผู้สมัคร แล้วจะให้ส่วนคลังและขนส่ง บริษัท บ. ทดสอบการขับรถเพื่อออก ใบอนุญาตให้ จากนั้นจึงจะทำสัญญาขนส่งน้ำมัน การทำงานของผู้รับจ้างขนส่งจะต้องปฏิบัติตามระเรียบปฏิบัติการ ใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการจัดส่งน้ำมันเวลาปฏิบัติงานในแต่ละวันจะเริ่มตั้งแต่เวลา 18.30 นาฬิกา เมื่อผู้ รับจ้างขนส่งมาที่ส่วนคลังและขนส่งบริษัท บ. แล้ว จะจับสลากเพื่อรับงานตามใบสั่งงานที่บริษัท บ. ออกให้แก่ โจทก์ โดยผู้รับจ้างขนส่งจะได้รับค่าขนส่งต่อเที่ยวไม่เท่ากัน แต่จะได้รับไม่ต่ำกว่าเที่ยวละ 250 บาท โจทก์ได้ คัดลอกข้อความบางส่วนจากระเบียบปฏิบัติการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการจัดส่งน้ำมันมาจัดทำเป็น ข้อกำหนดสัญญาจ้างผู้รับเหมาเพื่อใช้บังคับแก่ผู้รับจ้างขนส่ง และเคยจัดทำประกาศบริษัท จ. เรื่องระเบียบปฏิบัติ และบทลงโทษสำหรับผู้บริการจัดส่ง ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการทำงานของผู้รับจ้างขนส่งจะต้องเริ่ม จากการเขียนใบสมัครเข้าทำงานกับโจทก์ก่อน แล้วจึงจะทดสอบการขับรถ จากนั้นจึงทำสัญญาขนส่งน้ำมันซึ่งตาม สัญญาขนส่งน้ำมันแม้จะเรียกคู่สัญญาว่า "ผู้ว่าจ้าง" กับ "ผู้รับจ้าง" แต่ตามสัญญาข้อ 1.2 ระบุว่า "ผู้รับจ้างยินยอม จะปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎเกณฑ์หรือระเบียบในการปฏิบัติอันเกี่ยวกับการขับรถขนส่งน้ำมันตามสัญญานี้ หรือที่ จะได้กำหนดเพิ่มเติมต่อไปภายหน้า เพื่อให้การปฏิบัติงานบรรลุผลสำเร็จตามที่ผู้ว่าจ้างได้กำหนดไว้" และตามข้อ 3.4 ก็ระบุไว้ทำนองเดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้รับจ้างขนส่งจะต้องปฏิบัติงานภายใต้ระเบียบกฎเกณฑ์ที่โจทก์ กำหนดไว้แล้ว และที่จะได้กำหนดเพิ่มเติมหลังจากการทำสัญญา และเมื่อโจทก์กำหนดให้ผู้รับจ้างขนส่งปฏิบัติตาม ระเบียบการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการจัดส่งน้ำมัน ทั้งยังคัดลอกข้อความบางส่วนมาจัดทำเป็นข้อกำหนด สัญญาจ้างผู้รับเหมา จึงเป็นกรณีที่โจทก์นำระเบียบปฏิบัติของส่วนคลังและขนส่ง บริษัท บ. มาใช้บังคับแก่ผู้รับจ้าง ขนส่งในลักษณะเดียวกันเป็นระเบียบปฏิบัติของโจทก์ ซึ่งตามระเบียบปฏิบัติการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการ จัดส่งน้ำมัน นอกจากจะระบุถึงระเบียบปฏิบัติภายในพื้นที่ศูนย์จ่ายน้ำมัน ในระหว่างการขนส่งน้ำมันไปยังลูกค้า ณ สถานที่ของลูกค้า การลงน้ำมันโดยทั่วไปแล้ว ยังระบุถึงความประพฤติส่วนตัวที่ต้องห้ามแสดงกิริยา มารยาทหรือ วาจาไม่สุภาพ ห้ามเล่นการพนันภายในพื้นที่ และห้ามก่อการทะเลาะวิวาททำร้ายหรือพยายามทำร้ายผู้อื่นอีกด้วย ซึ่งตามข้อกำหนดสัญญาจ้างผู้รับเหมาระบุบทลงโทษไว้ตั้งแต่การแจ้งตัวแทนผู้รับเหมาเพื่องดให้งาน 3 วัน ไปจนถึง ส่งตัวบุคคลนั้นคืนบริษัทต้นสังกัด และยังปรากฏว่าโจทก์เคยมีประกาศบริษัท จ. เรื่องระเบียบปฏิบัติและบทลงโทษ สำหรับผู้บริการจัดส่ง ซึ่งกำหนดบทลงโทษแก่ผู้บริการจัดส่ง ตั้งแต่งดจ่ายงาน 3 วัน จนถึงเลิกสัญญาจ้าง ดังนั้น การปฏิบัติงานของผู้รับจ้างขนส่งจึงมิได้เป็นเพียงผู้รับจ้างโดยอิสระ แต่ยังคงต้องปฏิบัติงานภายใต้ระเบียบปฏิบัติ ของโจทก์ที่กำหนดขึ้นในลักษณะเดียวกับการทำงานของลูกจ้างทั่วไป ส่วนที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าผู้รับจ้างขนส่ง จะขนส่งน้ำมันตามคำสั่งที่โจทก์ได้กำหนด อัตราค่าจ้างจะขึ้นอยู่กับการทำงานแต่ละครั้งหากไม่มาทำงานก็ไม่ได้ ค่าจ้าง กำหนดวันทำงานไม่แน่นอน การหยุดงานวันใดเพียงแต่แจ้งให้ผู้ที่รับผิดชอบของโจทก์ทราบ ไม่ต้องได้รับ คำสั่งอนุมัติให้หยุดงานหรือไม่ก่อนนั้น ก็ปรากฏตามสัญญาขนส่งน้ำมัน ข้อ 5.3 วรรคสอง ซึ่งระบุว่าผู้รับจ้างจะต้อง ประกันผลงานจำนวนเที่ยววิ่งขนส่งน้ำมันไม่ต่ำกว่าเดือนละ 45 เที่ยว หากผู้รับจ้างไม่สามารถปฏิบัติได้ตามจำนวน เที่ยวที่ระบุไว้โดยไม่มีเหตุอันควร ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญา อีกทั้งโจทก์ยังได้จัดทำสมุดแจ้งการหยุดงานเพื่อ บันทึกการลาหยุดงานของผู้รับจ้างขนส่ง ซึ่งตามเอกสารดังกล่าวมีรายละเอียดของชื่อผู้หยุดงาน วันที่หยุด โจทก์จึง มีฐานะเป็นนายจ้างของผู้รับจ้างขนส่งดังกล่าวตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 5 ___________________________
-216- โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 3/2545 และคำวินิจฉัย ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่ 11/2545 จำเลยทั้งเก้าให้การว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 3/2545 ที่ออกโดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 และคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่ 11/2545 เป็นคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายและ ข้อเท็จจริงแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งเก้าตามคำวินิจฉัยที่ 3/2545 ฉบับ ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 11/2545 ฉบับลงวันที่ 12 ธันวาคม 2545 จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งเก้าเพียง ประการเดียวว่า ผู้รับจ้างขนส่งในคดีนี้เป็นลูกจ้างของโจทก์หรือไม่ และกรณีมีเหตุที่จะเพิกถอนคำวินิจฉัยของ จำเลยทั้งเก้าตามฟ้องหรือไม่ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มี วัตถุประสงค์ประกอบกิจการบริหารงานขนส่งและขนถ่ายน้ำมัน ต่อมาวันที่ 3 กันยายน 2545 นายทะเบียนได้รับ จดทะเบียนสหภาพแรงงานกรีนไลน์ และออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนให้แก่ผู้รับจ้าง วันที่ 20 กันยายน 2545 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ให้โจทก์ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจดทะเบียน กรรมการสหภาพแรงงาน ซึ่งโจทก์ชี้แจงว่าบุคคลตามรายชื่อที่ขอตรวจสอบไม่ได้มีฐานะเป็นลูกจ้างโจทก์ วันที่ 27 กันยายน 2545 สหภาพแรงงานกรีนไลน์ยื่นข้อเรียกร้องต่อโจทก์เพื่อขอแก้ไขสภาพการจ้าง ต่อมาวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำวินิจฉัยที่ 3/2545 ให้โจทก์ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยภายใน สามสิบวัน นับแต่วันรับทราบคำวินิจฉัย วันที่ 2 ธันวาคม 2545 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยคณะกรรมการแรงงาน สัมพันธ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานว่าไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง แรงงานวินิจฉัยให้ยกคำอุทธรณ์ของโจทก์ และศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงอีกว่าผู้รับจ้างขนส่งรับจ้างโจทก์ ขนส่งน้ำมันตามคำสั่งที่โจทก์ได้กำหนด อัตราค่าจ้างขึ้นอยู่กับการทำงานแต่ละครั้ง หากไม่มาทำงานก็ไม่ได้ค่าจ้าง กำหนดวันทำงานไม่แน่นอน การหยุดงานของผู้รับจ้างขนส่งหากไม่มาทำงานในวันใดก็เพียงแต่แจ้งให้ผู้ที่รับผิดชอบ ของโจทก์ทราบเท่านั้น ไม่ต้องได้รับคำสั่งอนุมัติให้หยุดงานหรือไม่ก่อนแล้ววินิจฉัยว่าสัญญาขนส่งน้ำมันตามเอกสาร หมาย จ.3 ที่ทำขึ้น ระหว่างโจทก์ในฐานะผู้ว่าจ้างฝ่ายหนึ่ง กับพนักงานรับจ้างขนส่งซึ่งเรียกว่าผู้รับจ้างอีกฝ่ายหนึ่งมี ข้อตกลงตามขอบเขตของงานเกี่ยวกับการดำเนินการจัดส่งน้ำมันที่โจทก์กำหนดให้ผู้รับจ้างขนส่งดำเนินการ ซึ่ง โจทก์ในฐานะผู้ว่าจ้างมุ่งเน้นที่ผลสำเร็จของงานที่ผู้รับจ้างขนส่งกระทำ ทั้งนี้โจทก์จะชำระค่าสินจ้างตามผลสำเร็จ ของงานที่ผู้รับจ้างขนส่งกระทำการสำเร็จเป็นรายเที่ยว ตามที่ได้ปฏิบัติงานจริงอีกทั้งประกาศของโจทก์ตามเอกสาร หมาย จ.11 เรื่อง ระเบียบปฏิบัติและบทลงโทษสำหรับผู้บริการจัดส่งก็มีลักษณะเป็นแนวทางปฏิบัติงานให้ผู้รับจ้าง
-217- ขนส่งรับทราบในเรื่องความปลอดภัย ความประพฤติ ภาพลักษณ์และการปฏิบัติงานเท่านั้น บทลงโทษที่โจทก์ กำหนดยังมิใช่ลักษณะของโทษทางวินัย สำหรับการที่ผู้รับจ้างขนส่งต้องแต่งเครื่องแบบขณะปฏิบัติงานที่โจทก์ จัดหาให้ ก็เป็นกรณีที่บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กำหนดให้ผู้รับเหมาที่จะมาปฏิบัติงานในพื้นที่ของ บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ต้องแต่งกายให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมัน และการจัดส่งน้ำมัน เห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 นิยามคำว่า "นายจ้าง" หมายความว่า "ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจาก นายจ้างให้ทำการแทน ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคล หมายความว่า ผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลนั้น และ หมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทน" และนิยามคำว่า "ลูกจ้าง" หมายความว่า "ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง" อันมีลักษณะทำนองเดียวกับความหมาย ของสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 ซึ่งบัญญัติว่า "อันว่าจ้าง แรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าลูกจ้างตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่านายจ้างและ นายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้" กล่าวคือลูกจ้างตกลงทำงานโดยสมัครใจให้แก่นายจ้างโดยได้รับ ค่าจ้างจากนายจ้างเป็นการแลกเปลี่ยนกับแรงงานของลูกจ้างนั้น แต่การจะเป็นนายจ้างและลูกจ้างกันหรือไม่นั้น นอกจากจะพิจารณาตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 และประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 575 แล้วยังต้องปรากฏด้วยว่าลูกจ้างได้ปฏิบัติงานภายใต้ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วย กฎหมายอันเป็นอำนาจบังคับบัญชาของนายจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 อีกด้วย คดีนี้นอกจากศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์รับผู้รับจ้างขนส่งเข้าทำงานหน้าที่ขนส่งน้ำมันจากคลังน้ำมันโรงกลั่นน้ำมันบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือตามที่โจทก์กำหนดให้ขนส่งไปยังผู้รับหรือสถานที่อื่นใดตามที่โจทก์จะแจ้งให้ผู้รับจ้างขนส่งทราบเป็น คราวๆ ไป การจ่ายค่าตอบแทนทั้งสองฝ่ายตกลงกำหนดอัตราค่าจ้างเป็นรายเที่ยวตามสัญญาขนส่งน้ำมันเอกสาร หมาย จ.3 การเข้าปฏิบัติงานหากผู้รับจ้างขนส่งไม่สามารถมาทำงานได้ให้แจ้งฝ่ายโจทก์ เพื่อที่โจทก์จะได้จัดหา บุคคลอื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทนแล้ว ยังปรากฏข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลางอีกว่า เมื่อมี บุคคลมาสมัครเพื่อเป็นผู้รับจ้างขนส่ง โจทก์จะให้บุคคลดังกล่าวเขียนใบสมัคร และโจทก์จะตรวจสอบประสบการณ์ คุณสมบัติของผู้สมัคร แล้วจะให้ส่วนคลังและขนส่ง บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ทดสอบการขับรถ เพื่อออกใบอนุญาตให้ จากนั้นจึงจะทำสัญญาขนส่งน้ำมันตามเอกสารหมาย จ.3 การทำงานของผู้รับจ้างขนส่ง จะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการจัดส่งน้ำมันเอกสารห มาย จ.4 เวลา ปฏิบัติงานในแต่ละวันเริ่มตั้งแต่เวลา 18.30 นาฬิกา เมื่อผู้รับจ้างขนส่งมาที่ส่วนคลังและขนส่งบริษัทบางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) แล้ว จะจับฉลากเพื่อรับงานตามใบสั่งงานเอกสารหมาย จ.6 ที่บริษัทบางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ออกให้แก่โจทก์ โดยผู้รับจ้างขนส่งจะได้รับค่าขนส่งต่อเที่ยวไม่เท่ากัน แต่จะได้รับไม่ต่ำ กว่าเที่ยวละ 250 บาท โจทก์ได้คัดลอกข้อความบางส่วนจากระเบียบปฏิบัติการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการ จัดส่งน้ำมันเอกสารหมาย จ.4 มาจัดทำเป็นข้อกำหนดสัญญาจ้างผู้รับเหมา เอกสารหมาย จ.7 เพื่อใช้บังคับแก่ผู้รับ จ้างขนส่ง และเคยจัดทำประกาศบริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด เรื่อง ระเบียบปฏิบัติและบทลงโทษสำหรับผู้บริการ จัดส่งเอกสารหมาย จ.11 ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นได้ว่าในการทำงานของผู้รับจ้างขนส่งจะต้องเริ่มจากการ เขียนใบสมัครเข้าทำงานกับโจทก์ก่อน แล้วจึงจะทดสอบการขับรถ จากนั้นจึงทำสัญญาขนส่งน้ำมันเอกสารหมาย จ. 3 ซึ่งตามสัญญาขนส่งน้ำมันเอกสารหมาย จ.3 แม้จะเรียกคู่สัญญาว่า "ผู้ว่าจ้าง" กับ "ผู้รับจ้าง" แต่ตามสัญญาข้อ
-218- 1.2 ระบุว่า "ผู้รับจ้างยินยอมจะปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎเกณฑ์หรือระเบียบในการปฏิบัติอันเกี่ยวกับการขับ รถ ขนส่งน้ำมันตามสัญญานี้ หรือที่จะได้กำหนดเพิ่มเติมต่อไปภายหน้า เพื่อให้การปฏิบัติงานบรรลุผลสำเร็จตามที่ผู้ ว่าจ้างได้กำหนดไว้" และตามข้อ 3.4 ก็ระบุไว้ทำนองเดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้รับจ้างขนส่งจะต้องปฏิบัติงาน ภายใต้ระเบียบกฎเกณฑ์ที่โจทก์กำหนดไว้แล้ว และที่จะได้กำหนดเพิ่มเติมหลังจากการทำสัญญา และเมื่อโจทก์ กำหนดให้ผู้รับจ้างขนส่งปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการจัดส่งน้ำมัน เอกสารหมาย จ.4 ทั้งยังคัดลอกข้อความบางส่วนมาจัดทำเป็นข้อกำหนดสัญญาจ้างผู้รับเหมาเอกสารหมาย จ.7 จึงเป็นกรณีที่ โจทก์นำระเบียบปฏิบัติของส่วนคลังและขนส่ง บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) มาใช้บังคับแก่ผู้รับจ้าง ขนส่งในลักษณะเดียวกันเป็นระเบียบปฏิบัติของโจทก์ ซึ่งตามระเบียบปฏิบัติการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการ จัดส่งน้ำมัน เอกสารหมาย จ.4 นอกจากจะระบุถึงระเบียบปฏิบัติภายในพื้นที่ศูนย์จ่ายน้ำมัน ในระหว่างการขนส่ง น้ำมันไปยังลูกค้า ณ สถานที่ของลูกค้า การลงน้ำมันโดยทั่วไปอล้ว ยังระบุถึงความประพฤติส่วนตัวที่ต้องห้ามแสดง กิริยา มารยาทหรือวาจาไม่สุภาพ ห้ามเล่นการพนันภายในพื้นที่ และห้ามก่อการทะเลาะวิวาท ทำร้ายหรือพยายาม ทำร้ายผู้อื่นอีกด้วย ซึ่งตามข้อกำหนดสัญญาจ้างผู้รับเหมาเอกสารหมาย จ.7 ระบุบทลงโทษไว้ตั้งแต่การแจ้งตัวแทน ผู้รับเหมาเพื่องดให้งาน 3 วัน ไปจนถึงส่งตัวบุคคลนั้นคืนบริษัทต้นสังกัดและยังปรากฏว่าโจทก์เคยมีประกาศบริษัท บางจากกรีนไลน์ จำกัด เรื่อง ระเบียบปฏิบัติและบทลงโทษสำหรับผู้บริการจัดส่งเอกสารหมาย จ.11 ซึ่งกำหนด บทลงโทษแก่ผู้บริการจัดส่งตั้งแต่งดจ่ายงาน 3 วัน จนถึงเลิกสัญญาจ้าง ดังนั้น การปฏิบัติงานของผู้รับจ้างขนส่งจึง มิได้เป็นเพียงผู้รับจ้างโดยอิสระ แต่ยังคงต้องปฏิบัติงานภายใต้ระเบียบปฏิบัติของโจทก์ที่กำหนดขึ้นใน ลักษณะ เดียวกับการทำงานของลูกจ้างทั่วไป ส่วนที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่า ผู้รับจ้างขนส่งจะขนส่งน้ำมันตามคำสั่งที่โจทก์ ได้กำหนด อัตราค่าจ้างจะขึ้นอยู่กับการทำงานแต่ละครั้ง หากไม่มาทำงานก็ไม่ได้ค่าจ้าง กำหนดวันทำงานไม่ แน่นอน การหยุดงานวันใดเพียงแต่แจ้งให้ผู้ที่รับผิดชอบของโจทก์ทราบ ไม่ต้องได้รับคำสั่งอนุมัติให้หยุดงานหรือไม่ ก่อนนั้น ก็ปรากฏตามสัญญาขนส่งน้ำมันเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 5.3 วรรคสอง ซึ่งระบุว่าผู้รับจ้างจะต้องประกัน ผลงานจำนวนเที่ยววิ่งขนส่งน้ำมันไม่ต่ำกว่าเดือนละ 45 เที่ยว หากผู้รับจ้างไม่สามารถปฏิบัติได้ตามจำนวนเที่ยวที่ ระบุไว้โดยไม่มีเหตุอันควร ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาอีกทั้งโจทก์ยังได้จัดทำสมุดแจ้งการหยุดงานเอกสารหมาย จ.8 เพื่อบันทึกการลาหยุดงานของผู้รับจ้างขนส่งซึ่งตามเอกสารดังกล่าวมีรายละเอียดของชื่อผู้หยุดงาน วันที่หยุด งาน ทะเบียนรถ รายละเอียดของการลาหยุดงาน ดังนั้น แม้ว่าผู้รับจ้างขนส่งจะหยุดงานวันใดก็ได้ แต่จะต้องขนส่ง น้ำมันได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 45 เที่ยว และในการทำงานแต่ละวันจะเริ่มตั้งแต่เวลา 18.30 นาฬิกา จะทำงานใน เวลาอื่นมิได้ การจะขนส่งน้ำมันให้ได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 45 เที่ยว จึงต้องมาทำงานภายในเวลาโดยมีอัตราการ ทำงานที่สม่ำเสมอ และยังต้องระบุเหตุผลในการลาหยุดอันสมควรด้วยเพื่อมิให้ขัดต่อสัญญาขนส่งน้ำมันเอกสาร หมาย จ.3 ข้อ 5.3 วรรคสอง ดังกล่าว การปฏิบัติงานของผู้รับจ้างขนส่งจึงถูกบังคับโดยจำนวนเที่ยวที่ขนส่งโดย สัมพันธ์กับเวลาปฏิบัติงาน มิใช่การปฏิบัติงานโดยอิสระแต่อย่างใด ในส่วนของค่าจ้างที่ขึ้นอยู่กับการทำงานแต่ละ ครั้งก็เป็นลักษณะของค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วยงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 60 ดังนั้น การปฏิบัติงานของผู้รับจ้างขนส่งจึงอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาในการทำงานของโจทก์ โจทก์จึง มีฐานะเป็นนายจ้างของผู้รับจ้างขนส่งดังกล่าวตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 ที่ศาล แรงงานกลางวินิจฉัยว่าผู้รับจ้างขนส่งไม่ได้เป็นลูกจ้างโจทก์จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และเมื่อโจทก์ฟ้อง ต่อศาลแรงงานกลาง ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 3/2545 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่ 11/2545 เรื่องบริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2545 โดยอ้างเหตุว่า นิติสัมพันธ์ระหว่าง
-219- โจทก์กับผู้รับจ้างขนส่งเป็นสัญญาจ้างทำของมิใช่สัญญาจ้างแรงงาน คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ถูกต้อง ตามกฎหมายเนื่องจากไม่อยู่ในขอบอำนาจของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ดังนั้น เมื่อโจทก์มีฐานะเป็นนายจ้างของผู้รับจ้างขนส่ง การวินิจฉัยตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ครั้งที่ 3/2545 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545 และการวินิจฉัยอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงานที่ 11/2545 เรื่องบริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงาน สัมพันธ์ ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2545 จึงชอบด้วยอำนาจและหน้าที่ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 41 (1) และมาตรา 23 แล้ว ไม่มีเหตุให้เพิกถอนแต่อย่างใด อุทธรณ์จำเลยทั้งเก้าฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ (บวร กุลทนันทน์-พิชิต คำแฝง-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6021/2550 นายแบรี่ แมดด็อคโจทก์ บริษัทจาร์ดีน ลอยด์ ทอมป์สัน จำกัดจำเลย
-220- ป.พ.พ. มาตรา 150 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ป.พ.พ. มาตรา 575 จำเลยเป็นบริษัทในเครือของบริษัทแม่ในประเทศอังกฤษซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วโลก ในภูมิภาคเอเชียมี สำนักงานที่กำกับดูแลจำเลยคือ บริษัท จ. (สิงค์โปร์) โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างบริษัท จ. (ออสเตรเลีย) และ โอนย้ายไปเป็นลูกจ้างบริษัท จ. (มาเลเซีย) โดยให้โจทก์มีสิทธินับเวลาทำงานติดต่อกันได้ และให้โจทก์คงได้รับสิทธิ หยุดพักผ่อนในกรณีทำงานมานานตามที่เคยได้รับต่อไป ต่อมาโจทก์โอนย้ายไปเป็นลูกจ้างจำเลย และได้ทำสัญญา กับบริษัท จ. (สิงค์โปร์) ระบุว่าเป็นการจ้างงานโจทก์ต่อเนื่องจากที่ได้ทำงานกับบริษัท จ. (สิงค์โปร์) และโจทก์ยังคง มีสิทธิสะสมวันหยุดในกรณีที่ทำงานมานานต่อไปจากที่เคยได้รับ เมื่อข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวไม่เป็นการ ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชน แม้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับสิทธิหยุดพักผ่อนของลูกจ้างในกรณีทำงานมานานไว้ก็ ผูกพันจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างด้วย ___________________________ (จรัส พวงมณี-พิชิต คำแฝง-วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์) ศาลแรงงานกลาง - นายชวลิต ธรรมฤาชุ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________
-221- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 200/2550 บริษัทตะวันนาบรรจุภัณฑ์ จำกัดโจทก์ นายประภาส กังวาลจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 150, 154, 369, 575, 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 สัญญาฝึกอบรมและดูงานต่างประเทศระหว่างโจทก์กับจำเลย มีข้อกำหนดให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการส่งจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างไปฝึกอบรมต่างประเทศและมีข้อกำหนดให้จำเลยนำวิชาความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่ได้จากการไปฝึกอบรมและดูงานต่างประเทศกลับมาใช้ในการทำงานให้เกิด ประโยชน์แก่โจทก์ มีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทน แม้ระยะเวลาที่ให้โจทก์ส่งจำเลยไปฝึกอบรมจะมีกำหนด 2 สัปดาห์ แต่ระยะเวลาที่ให้จำเลยกลับมาทำงานให้โจทก์มีกำหนด 3 ปี ก็ไม่ทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลย เพราะใน ระหว่างที่จำเลยต้องกลับมาทำงานให้โจทก์นั้น จำเลยยังคงได้รับค่าตอบแทนจากการทำงานตามปกติ มิได้ถูกตัด ทอน ทั้งตามข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวยังให้สิทธิจำเลยไม่ต้องกลับมาทำงานให้โจทก์ได้โดยจำเลยต้องชดใช้ ค่าใช้จ่ายในการไปฝึกอบรมและดูงานทั้งหมดคืนแก่โจทก์ การคำนวณจำนวนค่าใช้จ่าย หรือค่าเสียหายที่จำเลยต้อง ชดใช้ในกรณีที่จำเลยกลับมาทำงานให้โจทก์ไม่ครบกำหนด 3 ปี โดยเอาค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและดูงานทั้งหมด หารด้วย 36 เดือน แล้วคูณด้วยจำนวนเดือนที่จำเลยยังทำงานไม่ครบ ก็สอดคล้องกับข้อตกลงที่ให้สิทธิจำเลยเลือก ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการไปฝึกอบรมและดูงานทั้งหมดคืนโจทก์ แทนการกลับมาทำงานให้โจทก์มีกำหนด 3 ปี ไม่ทำให้ โจทก์ได้เปรียบจำเลยเช่นกัน จึงไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของ ประชาชน สัญญาฝึกอบรมและดูงานต่างประเทศระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่เป็นโมฆะ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 81,789.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ใน เงินต้น 80,614 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 79,096.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
-222- จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาฝึกอบรมและดูงานต่างประเทศ ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ เพราะข้อตกลงที่กำหนดให้โจทก์ส่งจำเลยไปฝึกอบรมและดูงานต่างประเทศเพียง 2 สัปดาห์ แต่ผูกมัดให้จำเลยต้องกลับมาทำงานให้โจทก์นานถึง 3 ปี เป็นข้อตกลงที่เอาเปรียบจำเลย ไม่เป็นธรรม และขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เห็นว่า การไปฝึกอบรมและดูงานต่างประเทศย่อม จะต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ก็ทำให้ผู้ไปฝึกอบรมได้วิชาความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในการทำงานติดตัว การ มีลูกจ้างที่มีวิชาความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในการทำงานย่อมจะทำให้กิจการของนายจ้างเจริญรุ่งเรือง สัญญาฝึกอบรมและดูงานต่างประเทศระหว่างโจทก์กับจำเลยข้อ 1 กำหนดให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างเป็นผู้ออก ค่าใช้จ่ายในการส่งจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างไปฝึกอบรมต่างประเทศ ข้อ 4 กำหนดให้จำเลยนำวิชาความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ที่ได้จากการไปฝึกอบรมและดูงานต่างประเทศกลับมาใช้ในการทำงานให้เกิดประโยชน์แก่โจทก์ มี ลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทน แม้ระยะเวลาที่ให้โจทก์ส่งจำเลยไปฝึกอบรมและดูงานโดยโจทก์เป็นผู้ออก ค่าใช้จ่ายจะมีกำหนด 2 สัปดาห์ แต่ระยะเวลาที่ให้จำเลยกลับมาทำงานให้โจทก์มีกำหนด 3 ปี ก็ไม่ทำให้โจทก์ ได้เปรียบจำเลย เพราะในระหว่างที่จำเลยต้องกลับมาทำงานให้โจทก์นั้น จำเลยยังคงได้รับค่าตอบแทนจากการ ทำงานตามปกติ มิได้ถูกตัดทอน ทั้งสัญญาดังกล่าว ข้อ 8 ยังให้สิทธิจำเลยไม่ต้องกลับมาทำงานให้โจทก์ได้โดยให้ จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายในการไปฝึกอบรมและดูงานที่โจทก์ได้ออกให้จำเลยไปทั้งหมดคืนให้แก่โจทก์เท่านั้น การ คำนวณจำนวนค่าใช้จ่ายหรือค่าเสียหายที่จำเลยจะต้องชดใช้ในกรณีที่จำเลยกลับมาทำงานให้โจทก์ไม่ครบกำหนด 3 ปี โดยให้เอาค่าใช้จ่ายในการส่งจำเลยไปฝึกอบรมและดูงานทั้งหมดมาหารด้วย 36 เดือน แล้วคูณด้วยจำนวน เดือนที่จำเลยยังทำงานไม่ครบ ก็สอดคล้องกับข้อตกลงที่ให้สิทธิจำเลยเลือกชดใช้ค่าใช้จ่ายในการไปฝึกอบรมและดู งานทั้งหมดคืนโจทก์แทนการกลับมาทำงานให้โจทก์มีกำหนด 3 ปี ไม่ทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลยเช่นกัน จึงไม่ใช่ข้อ สัญญาที่ไม่เป็นธรรม และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาฝึกอบรมและดูงาน ต่างประเทศระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลใช้บังคับไม่เป็นโมฆะ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (จรัส พวงมณี-พิชิต คำแฝง-วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์) ศาลแรงงานกลาง - นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
-223- แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 197 - 199/2550 นางประนอม สัจจาจริง กับพวกโจทก์ บริษัทมิก เด็นชิ โคเงียว (ไทยแลนด์) จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 (3) มีผลว่า หากผู้รับเหมาค่าแรงมีนิติสัมพันธ์ต่อ ลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานเท่าใด ผู้ประกอบกิจการก็ต้องรับผิดต่อลูกจ้างนั้นตามสัญญาที่ นายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงทำไว้กับลูกจ้างเท่านั้น แต่จะขอให้บังคับให้ผู้ประกอบกิจการรับผิดและให้ผูกพันดังเช่น ลูกจ้างของผู้ประกอบกิจการที่ได้จ้างลูกจ้างนั้นโดยตรงหาได้ไม่ จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการจึงไม่ต้องรับผิดต่อ โจทก์เกินกว่าที่นายจ้างของโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับเหมาค่าแรงต้องรับผิดต่อโจทก์ ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อน ประจำปี ปีละ 6 วันทำงาน ตามระเบียบข้อบังคับของนายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงแล้ว จึงไม่มีสิทธิที่จะบังคับให้จำเลย จัดให้โจทก์ได้หยุดพักผ่อนประจำปีหรือได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามคู่มือระเบียบข้อบังคับการ ทำงานสวัสดิการพนักงานของจำเลยได้มากกว่านี้อีก ___________________________ คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ว่า โจทก์ ที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ
-224- โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องเป็นใจความอย่างเดียวกันว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของบริษัทพลพัฒน์ บิสซิเนส จำกัด ผู้รับการว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรง บริษัทพลพัฒน์ บิส ซิเนส จำกัด ได้ให้โจทก์ทั้งสามไปทำงานให้แก่จำเลยในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลย จำเลยจึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 (3) ข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานและสวัสดิการพนักงานของจำเลยจึงมีผลผูกพันจำเลย ลูกจ้างของจำเลย และลูกจ้างของ ผู้รับเหมาค่าแรงทุกคนรวมทั้งโจทก์ทั้งสามด้วย บริษัทพลพัฒน์ บิสซิเนส จำกัด ได้กำหนดให้โจทก์ทั้งสามมีสิทธิ หยุดพักผ่อนประจำปีตามกฎหมายปีละ 6 วัน แต่ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย หมวด 6 ได้กำหนด วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุดวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่ลูกจ้างตามอายุงาน โดยพนักงานที่มีอายุงาน 1 ปีขึ้นไป มีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีได้ 6 วันทำงาน พนักงานที่มีอายุงาน 3 ปีขึ้นไป มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ 8 วัน ทำงาน พนักงานที่มีอายุงาน 5 ปีขึ้นไป มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ 10 วันทำงาน พนักงานที่มีอายุงาน 7 ปีขึ้น ไป มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ 12 วันทำงาน พนักงานที่มีอายุงาน 10 ปีขึ้นไป มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ 15 วันทำงาน โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีอายุงานครบ 5 ปีขึ้นไป ส่วนโจทก์ที่ 3 มีอายุงานครบ 3 ปีขึ้นไป แต่โจทก์ทั้ง สามยังคงมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีเพียง 6 วันทำงานเช่นเดิม จำเลยไม่ยอมให้สิทธิดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสาม โจทก์ ทั้งสามได้เรียกร้องต่อนายจ้าง โจทก์ทั้งสามและจำเลยแล้ว แต่บุคคลทั้งสองเพิกเฉย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างแก่ โจทก์ทั้งสามกรณีที่ไม่ให้โจทก์ทั้งสามหยุดพักผ่อนประจำปี 2545 ปี 2546 และปี 2547 ตามข้อบังคับของจำเลยใน ส่วนของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 คิดเป็นเงินคนละ 1,348 บาท ส่วนของโจทก์ที่ 3 คิดเป็นเงิน 1,008 บาท ขอให้บังคับ จำเลยปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2542 หมวดที่ 6 ข้อ 3.1 และให้จ่าย ค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งสามที่ไม่ได้หยุดพักผ่อนประจำปีตามข้อบังคับดังกล่าวในปี 2545 ปี 2546 และปี 2547 คนละ 1,348 บาท 1,348 บาท และ 1,008 บาท ตามลำดับ และให้จำเลยจัดสวัสดิการตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ในส่วนสวัสดิการพนักงานทั้งสิบเก้ารายการแก่โจทก์ทั้งสามด้วย จำเลยให้การว่า จำเลยได้ว่าจ้างบริษัทพลพัฒน์ บิสซิเนส จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัด บี แอนด์ เค กรุ๊ป เซอร์วิส ทำงานบางส่วนในกระบวนการผลิตของจำเลยให้แล้วเสร็จตามสัญญา โดยผู้รับจ้างได้ส่งลูกจ้างมา ทำงานให้จำเลยตามจำนวนที่ตกลงกัน โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นลูกจ้างของบริษัทพลพัฒน์ บิสซิเนส จำกัด ส่วน โจทก์ที่ 3 เป็นลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด บี แอนด์ เค กรุ๊ป เซอร์วิส ผู้รับจ้างจะเป็นผู้จ่ายค่าจ้าง ควบคุมดูแล บังคับบัญชาลูกจ้างของตนตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของผู้รับจ้าง โจทก์ทั้งสามจึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย การ ที่ผู้รับจ้างซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสามได้จัดให้โจทก์ทั้งสามมีวันหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่าปีละ 6 วัน เป็น การชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยในฐานะผู้ประกอบกิจการหาจำต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามไม่ โจทก์ทั้งสามไม่อาจ อ้างสิทธิหรือบังคับให้จำเลยจัดให้โจทก์ทั้งสามมีสวัสดิการเช่นเดียวกับลูกจ้างของจำเลย ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
-225- ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็น ลูกจ้างของบริษัทพลพัฒน์ บิสซิเนส จำกัด โจทก์ที่ 3 เป็นลูกจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด บี แอนด์ เค กรุ๊ป เซอร์วิส โจทก์ ทั้งสาม และลูกจ้างอื่นได้ถูกนายจ้างส่งไปทำงานให้แก่จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการที่ได้ว่าจ้างนายจ้างของโจทก์ ทั้งสามด้วยวิธีเหมาค่าแรง ตามสัญญาบริการ เอกสารหมาย จล.1 และ จล.2 ตามลำดับ นายจ้างของโจทก์ทั้งสามมี ระเบียบข้อบังคับการทำงาน ตามเอกสารหมาย จล.5 และ จล.6 ตามลำดับโดยระเบียบข้อบังคับการทำงาน ดังกล่าวกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 6 วันทำงาน ส่วนจำเลยมีคู่มือระเบียบข้อบังคับการ ทำงานสวัสดิการแก่พนักงานของจำเลย ตามเอกสารหมาย จล.4 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสาม ว่า โจทก์ทั้งสามชอบที่จะมีสิทธิได้หยุดพักผ่อนประจำปีปีละ 6 วันทำงานตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของ นายจ้างของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และของนายจ้างของโจทก์ที่ 3 ตามเอกสารหมาย จล.5 และ จล.6 หรือตามคู่มือ ระเบียบข้อบังคับการทำงานสวัสดิการพนักงานของจำเลย ตามเอกสารหมาย จล.4 ซึ่งกำหนดให้มีวันหยุดพักผ่อน ประจำปีได้มากกว่าโดยคำนวณตามอายุการทำงานของลูกจ้าง เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 (3) กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการที่ได้ว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรง โดยมอบให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดรับช่วงไป ควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างอีกทอดหนึ่งก็ดี หรือมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใด เป็นผู้จัดหาลูกจ้างมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมด ในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของ ลูกจ้างดังกล่าวด้วย หมายความว่า เมื่อนายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงไปจ้างลูกจ้างให้มาทำงานให้แก่ผู้ประกอบกิจการ โดยงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ ก็ถือว่าผู้ประกอบกิจการนั้นเป็นนายจ้างด้วย ซึ่งมีผลว่า หากผู้รับเหมาค่าแรงมีนิติสัมพันธ์ต่อลูกจ้างตาม สัญญาจ้างแรงงานเท่าใด ผู้ประกอบกิจการก็ต้องรับผิดต่อลูกจ้างนั้นตามสัญญาที่นายจ้างผู้รับเหมา ค่าแรงทำไว้กับลูกจ้างเท่านั้น เนื่องด้วยกฎหมายคุ้มครองลูกจ้างให้ได้รับสิทธิพึงมีพึงได้ตาม สัญญาจ้าง แรงงานที่ผู้รับเหมาค่าแรงมีต่อลูกจ้าง แต่จะขอให้บังคับให้ผู้ประกอบกิจการรับผิดและให้ผูกพันดังเช่นลูกจ้าง ของผู้ประกอบกิจการที่ได้จ้างลูกจ้างนั้นโดยตรงหาได้ไม่ เพราะลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงไม่ใช่ลูกจ้างของผู้ ประกอบกิจการนั้นโดยตรงตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่มาตรา 5 (3) ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการนั้น เป็นนายจ้างของลูกจ้างนั้นด้วยเท่านั้น ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามเกิน กว่าที่นายจ้างของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้รับเหมาค่าแรงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสาม และเมื่อโจทก์ทั้งสามได้ใช้สิทธิ หยุดพักผ่อนประจำปี ปีละ 6 วันทำงาน ตามระเบียบข้อบังคับของนายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงแล้ว จึงไม่มีสิทธิที่จะ บังคับให้จำเลยจัดให้โจทก์ทั้งสามได้หยุดพักผ่อนประจำปีหรือได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้ มากกว่านี้อีก ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน. (พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์-พิชิต คำแฝง-จรัส พวงมณี)
-226- แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 197 - 199/2550 นางประนอม สัจจาจริง กับพวกโจทก์ บริษัทมิก เด็นชิ โคเงียว (ไทยแลนด์) จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 (3) พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 (3) กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการที่ได้ว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรง โดยมอบให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดรับช่วงไปควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างอีกทอดหนึ่ง ก็ดี หรือมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาลูกจ้างมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยการ ทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของลูกจ้างดังกล่าวด้วย หมายความว่า เมื่อนายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงไปจ้าง ลูกจ้างให้มาทำงานให้แก่ผู้ประกอบกิจการ โดยงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดในกระบวนการผลิตหรือ ธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการก็ถือว่าผู้ประกอบกิจการนั้นเป็นนายจ้างด้วย ซึ่งมีผลว่า หาก ผู้รับเหมาค่าแรงมีนิติสัมพันธ์ต่อลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานเท่าใด ผู้ประกอบกิจการก็ต้องรับผิด ต่อลูกจ้างนั้นตามสัญญาที่นายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงทำไว้กับลูกจ้างเท่านั้น เนื่องด้วยกฎหมายมุ่งคุ้มครองลูกจ้างให้
-227- ได้รับสิทธิพึงมีพึงได้ตามสัญญาจ้างแรงงานที่ผู้รับเหมาค่าแรงมีต่อลูกจ้าง แต่จะขอให้บังคับให้ผู้ ประกอบกิจการรับผิดและให้ผูกพันดังเช่นลูกจ้างของผู้ประกอบกิจการที่ได้จ้างลูกจ้างนั้นโดยตรงหาได้ไม่ เพราะ ลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงไม่ใช่ลูกจ้างของผู้ประกอบกิจการนั้นโดยตรงตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่ มาตรา 5 (3) ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการนั้นเป็นนายจ้างของลูกจ้างนั้นด้วยเท่านั้น ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบ กิจการ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามเกินกว่าที่นายจ้างของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้รับเหมาค่าแรงต้องรับผิดต่อโจทก์ ทั้งสาม และเมื่อโจทก์ทั้งสามได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ปีละ 6 วันทำงาน ตามระเบียบข้อบังคับของนายจ้าง ผู้รับเหมาค่าแรงแล้ว จึงไม่มีสิทธิที่จะบังคับให้จำเลยจัดให้โจทก์ทั้งสามได้หยุดพักผ่อนประจำปีหรือได้รับค่าจ้าง สำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้มากกว่านี้อีก ___________________________ คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ว่า โจทก์ ที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องเป็นใจความอย่างเดียวกันว่าจำเลยเป็นนิติบุคคล ประเภทบริษัทจำกัด โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของบริษัทพลพัฒน์ บิสซิเนส จำกัด ผู้รับการว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรง บริษัทพลพัฒน์ บิสซิเนส จำกัด ได้ให้โจทก์ทั้งสามไปทำงานให้แก่จำเลยในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความ รับผิดชอบของจำเลย จำเลยจึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 (3) ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและสวัสดิการพนักงานของจำเลยจึงมีผลผูกพันจำเลย ลูกจ้างของจำเลย และลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงทุกคนรวมทั้งโจทก์ทั้งสามด้วย บริษัทพลพัฒน์ บิสซิเนส จำกัด ได้กำหนดให้โจทก์ ทั้งสามมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีตามกฎหมายปีละ 6 วัน แต่ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย หมวด 6 ได้กำหนดวันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุดวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่ลูกจ้างตามอายุงาน โดยพนักงานที่มีอายุงาน 1 ปีขึ้นไปมีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีได้ 6 วันทำงาน พนักงานที่มีอายุงาน 3 ปีขึ้นไป มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ได้ 8 วันทำงาน พนักงานที่มีอายุงาน 5 ปีขึ้นไป มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ 10 วันทำงาน พนักงานที่มีอายุงาน 7 ปีขึ้นไป มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ 12 วันทำงาน พนักงานที่มีอายุงาน 10 ปีขึ้นไป มีสิทธิหยุดพักผ่อน ประจำปีได้ 15 วันทำงาน โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีอายุงานครบ 5 ปีขึ้นไป ส่วนโจทก์ที่ 3 มีอายุงานครบ 3 ปีขึ้นไป แต่ โจทก์ทั้งสามยังคงมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีเพียง 6 วันทำงานเช่นเดิม จำเลยไม่ยอมให้สิทธิดังกล่าวแก่โจทก์ทั้ง สาม โจทก์ทั้งสามได้เรียกร้องต่อนายจ้างของโจทก์ทั้งสามและจำเลยแล้วแต่บุคคลทั้งสองเพิกเฉย จำเลยจึงต้องจ่าย ค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งสามกรณีที่ไม่ให้โจทก์ทั้งสามหยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2545 ปี 2546 และปี 2547 ตามข้อบังคับ ของจำเลย ในส่วนของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 คิดเป็นเงินคนละ 1,348 บาท ส่วนของโจทก์ที่ 3 คิดเป็นเงิน 1,008 บาท ขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2542 หมวดที่ 6 ข้อ 3.1 และ ให้จ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งสามที่ไม่ได้หยุดพักผ่อนประจำปีตามข้อบังคับดังกล่าวในปี 2545 ปี 2546 และปี 2547
-228- คนละ 1,348 บาท 1,348 บาทและ 1,008 บาท ตามลำดับ และให้จำเลยจัดสวัสดิการตามข้อบังคับเกี่ยวกับการ ทำงานในส่วนสวัสดิการพนักงานทั้งสิบเก้ารายการแก่โจทก์ทั้งสามด้วย จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสามกับจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน จำเลยได้ว่าจ้างบริษัทพลพัฒน์ บิส ซิเนส จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัด บี แอนด์ เค กรุ๊ป เซอร์วิส ทำงานบางส่วนในกระบวนการผลิตของจำเลยให้แล้ว เสร็จตามสัญญา โดยผู้รับจ้างได้ส่งลูกจ้างมาทำงานให้จำเลยตามจำนวนที่ตกลงกัน โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นลูกจ้าง ของบริษัทพลพัฒน์ บิสซิเนส จำกัด ส่วนโจทก์ที่ 3 เป็นลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด บี แอนด์ เค กรุ๊ป เซอร์วิส ผู้รับ จ้างจะเป็นผู้จ่ายค่าจ้าง ควบคุมดูแลบังคับบัญชาลูกจ้างของตนตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของผู้รับจ้าง โจทก์ ทั้งสามจึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย การที่ผู้รับจ้างซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสามได้จัดให้โจทก์ทั้งสามมีวันหยุด พักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่าปีละ 6 วัน เป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยในฐานะประกอบกิจการหาจำต้องรับ ผิดต่อโจทก์ทั้งสามไม่โจทก์ทั้งสามไม่อาจอ้างสิทธิหรือบังคับให้จำเลยจัดให้โจทก์ทั้งสามมีสวัสดิการเช่นเดียวกับ ลูกจ้างของจำเลย ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม ศาลแรงงาลกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็น ลูกจ้างของบริษัทพลพัฒน์ บิสซิเนส โจทก์ที่ 3 เป็นลูกจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด บี แอนด์ เค กรุ๊ป เซอร์วิส โจทก์ทั้งสาม และลูกจ้างอื่นได้ถูกนายจ้างส่งไปทำงานให้แก่จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการที่ได้ว่าจ้างนายจ้างของโจทก์ทั้งสาม ด้วยวิธีเหมาค่าแรง นายจ้างของโจทก์ทั้งสามมีระเบียบข้อบังคับการทำงาน โดยระเบียบข้อบังคับการทำงาน ดังกล่าวกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 6 วันทำงาน ส่วนจำเลยมีคู่มือระเบียบข้อบังคับการ ทำงานสวัสดิการแก่พนักงานของจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามว่า โจทก์ทั้งสามชอบที่จะ มีสิทธิได้หยุดพักผ่อนประจำปีปีละ 6 วันทำงาน ตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของนายจ้างของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และของนายจ้างของโจทก์ที่ 3 หรือตามคู่มือระเบียบข้อบังคับการทำงานสวัสดิการพนักงานของจำเลย ซึ่ง กำหนดให้มีวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้มากกว่าโดยคำนวณตามอายุการทำงานของลูกจ้างเห็นว่า พระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 (3) กำหนดให้ผู้ประกอบกิจากรที่ได้ว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรง โดยมอบให้ บุคคลหนึ่งบุคคลใดรับช่วงไปควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างอีกทอดหนึ่งก็ดีหรือ มอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาลูกจ้างมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยการทำงาน นั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ ให้ถือว่า ผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของลูกจ้างดังกล่าวด้วย หมายความว่า เมื่อนายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงไปจ้างลูกจ้างให้ มาทำงานให้แก่ผู้ประกอบกิจการ โดยงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความ รับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการก็ถือว่าผู้ประกอบกิจการนั้นเป็นนายจ้างด้วย ซึ่งมีผลว่า หากผู้รับเหมาค่าแรงมีนิติ
-229- สัมพันธ์ต่อลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานเท่าใด ผู้ประกอบกิจการก็ต้องรับผิดต่อลูกจ้างนั้นตาม สัญญาที่นายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงทำไว้กับลูกจ้างเท่านั้น เนื่องด้วยกฎหมายมุ่งคุ้มครองลูกจ้างให้ได้รับสิทธิพึงมีพึงได้ ตามสัญญาจ้างแรงงานที่ผู้รับเหมาค่าแรงมีต่อลูกจ้าง แต่จะขอให้บังคับให้ผู้ประกอบกิจการรับผิด และให้ผูกพันดังเช่นลูกจ้างของผู้ประกอบกิจการที่ได้จ้างลูกจ้างนั้นโดยตรงหาได้ไม่ เพราะลูกจ้างของผู้รับเหมา ค่าแรงไม่ใช่ลูกจ้างของผู้ประกอบกิจการนั้นโดยตรงตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่มาตรา 5 (3) ให้ถือ ว่าผู้ประกอบกิจการนั้นเป็นนายจ้างของลูกจ้างนั้นด้วยเท่านั้น ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการจึงไม่ต้องรับผิด ต่อโจทก์ทั้งสามเกินกว่าที่นายจ้างของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้รับเหมาค่าแรงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามและเมื่อโจทก์ ทั้งสามได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีปีละ 6 วันทำงาน ตามระเบียบข้อบังคับของนายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงแล้ว จึง ไม่มีสิทธิที่จะบังคับให้จำเลยจัดให้โจทก์ทั้งสามได้หยุดพักผ่อนประจำปีหรือได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อน ประจำปีได้มากกว่านี้อีก ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ ขึ้น" พิพากษายืน (พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์-พิชิต คำแฝง-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9016 - 9043/2549
-230- นายอัครินทร์ เฟื่องอาวรณ์โจทก์ บริษัทเวทเธอร์ฟอร์ด เคเอสพี จำกัด กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 เมื่อจำเลยที่ 2 จ้างบริษัท ค. ให้จัดหาคนงานหรือลูกจ้างในตำแหน่งต่าง ๆ ตามที่จำเลยที่ 2 กำหนด เพื่อไปทำงานของจำเลยที่ 2 บนเรือทานตะวัน เอ็กซ์พลอเรอร์ และงานดังกล่าวจำเลยที่ 2 รับจ้างจาก บริษัท ช. ให้ดำเนินการเรื่องเรือเพื่อการผลิต การขนถ่าย และจัดเก็บปิโตรเลียมที่ผลิตได้เพื่อเตรียมจำหน่าย จึงเป็น กรณีที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการได้ว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรงโดยมอบหมายให้บริษัท ค. จัดหาลูกจ้างมา ทำงานอันมิใช่การประกอบธรุกิจจัดหางาน โดยงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 2 จึง ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของลูกจ้างดังกล่าวด้วยตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และต่อมาเมื่อได้จัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 ขึ้นและจำเลยที่ 1 ได้รับโอนกิจการและพนักงานของบริษัท ค. รวมทั้งสิทธิ และหน้าที่ตามสัญญาของบริษัท ค. ที่มีต่อจำเลยที่ 2 มาด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบแปดให้ไป ทำงานกับจำเลยที่ 2 บนเรือทานตะวัน เอ็กซ์พลอเรอร์ จำเลยที่ 2 จึงเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งยี่สิบแปดด้วย การทำงานบนเรือมีรอบการทำงานยี่สิบแปดวันและหยุดพักไม่ต้องทำงานยี่สิบแปดวัน เงินค่า พาหนะเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 เหมาจ่ายให้เป็นค่าเดินทางจากภูมิลำเนาที่พักมายังท่าเรือจังหวัดระยองเพื่อไปขึ้น ทำงานบนเรือทานตะวัน เอ็กซ์พลอเรอร์ จะให้ต่อเมื่อต้องเดินทางมาเพื่อขึ้นไปทำงานบนเรือเท่านั้น หากมิใช่รอบที่ จะไปทำงานบนเรือก็จะไม่ได้รับเงินค่าพาหนะและโจทก์แต่ละคนได้รับไม่เท่ากัน การจ่ายค่าพาหนะดังกล่าว แม้จะ จ่ายโดยเหมาจ่ายให้ แต่เมื่อโจทก์ทั้งยี่สิบแปดมีกำหนดเวลาทำงานติดต่อกันเป็นช่วง ช่วงละยี่สิบแปดวันที่ต้อง ปฏิบัติงานนอกฝั่งและช่วงที่ไม่ต้องปฏิบัติงานนอกฝั่งอีกยี่สิบแปดวันสลับกันไป เงินค่าพาหนะจะจ่ายให้เฉพาะช่วงที่ ต้องปฏิบัติงานนอกฝั่งและได้รับจำนวนไม่เท่ากัน ดังนั้น จึงเป็นการจ่ายเพื่อช่วยเหลือลูกจ้างสำหรับค่าเดินทางจาก ภูมิลำเนาไปยังท่าเรือจังหวัดระยอง มิได้จ่ายเพื่อตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงาน ปกติในวันทำงานของโจทก์ทั้งยี่สิบแปดและมิได้ประสงค์จะจ่ายเป็นค่าจ้าง จึงมิใช่ค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ___________________________ คดีทั้งยี่สิบแปดสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้ง ยี่สิบแปดสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 28 ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งยี่สิบแปดสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2
-231- โจทก์ทั้งยี่สิบแปดฟ้องโดยโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 12 แก้ไขคำฟ้องทำนองเดียวกัน ขอให้บังคับ จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและ ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องและคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ทั้ง ยี่สิบแปดแต่ละสำนวน จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 2 ถึงแก่กรรม นางอุไรวรรณผู้ปกครองทรัพย์มรดกของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำ ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลแรงงานกลางอนุญาต ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งยี่สิบแปด โจทก์ทั้งยี่สิบแปดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า บริษัทเชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งได้รับสัมปทานการสำรวจขุดเจาะและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยได้จ้างจำเลยที่ 2 ให้ดำเนินงานในเรื่องเรือเพื่อการผลิต ขนถ่ายและจัดเก็บปิโตรเลียมที่ผลิตได้เพื่อเตรียมจำหน่าย ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 2 จึงได้จ้างบริษัทเคเอสพี เซอร์วิส แอนด์ เทรด จำกัด ให้จัดหาคนงานหรือลูกจ้างใน ตำแหน่งต่าง ๆ ตามที่จำเลยที่ 2 กำหนดเพื่อไปทำงานของจำเลยที่ 2 บนเรือชื่อทานตะวัน เอ็กซ์พลอเรอร์ ในปี 2541 ได้มีการจดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 1 และรับโอนกิจการและพนักงานของบริษัทเคเอสพี เซอร์วิส แอนด์ เทรด จำกัด รวมทั้งสิทธิหน้าที่ตามสัญญาที่ทำไว้กับจำเลยที่ 2 มาดำเนินการด้วย จากนั้นจำเลยที่ 1 จึงได้ทำสัญญาจ้าง ลูกจ้างรวมทั้งโจทก์ทั้งยี่สิบแปด ซึ่งบางคนก็เป็นลูกจ้างของบริษัทเคเอสพี เซอร์วิส แอนด์ เทรด จำกัด อยู่เดิม ไป ทำงานให้จำเลยที่ 2 บนเรือทานตะวัน เอ็กซ์พลอเรอร์ต่อไป โดยเมื่อจะจ้างผู้ใดจำเลยที่ 1 จะส่งไปให้จำเลยที่ 1 (ที่ ถูกจำเลยที่ 2) สัมภาษณ์ก่อนจนเป็นที่พอใจตกลงแล้ว จำเลยที่ 1 ก็จะเป็นผู้ทำสัญญาจ้างและกำหนดค่าจ้างให้แก่ ลูกจ้าง เมื่อจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างแล้วก็จะไปเรียกเก็บค่าบริการจากจำเลยที่ 2 ตามตำแหน่งต่าง ๆ ของลูกจ้างที่ จำเลยทั้งสองได้ตกลงกัน เห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งยี่สิบแปด ข้อ 2.2 ก่อนว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้าง ของโจทก์ทั้งยี่สิบแปดหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นิยามคำว่า "นายจ้าง" หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และหมายความรวมถึง...(3) ในกรณีที่ผู้ประกอบ กิจการได้ว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรงโดยมอบให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดรับช่วงไปควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบ จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างอีกทอดหนึ่งก็ดี มอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาลูกจ้างมาทำงานอันมิใช่การ
-232- ประกอบธุรกิจจัดหางานก็ดี โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจใน ความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของลูกจ้างดังกล่าวด้วย การ ที่ กฎหมายกำหนดไว้เช่นนี้เพื่อให้ลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงมีหลักประกันในสิทธิต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มากยิ่งขึ้น โดยสามารถฟ้องเรียกร้องสิทธิแก่ผู้ประกอบกิจการซึ่งว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรงใน ฐานะนายจ้างได้ และผู้ประกอบกิจการซึ่งว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรงก็จะต้องผูกพันตนในฐานะนายจ้างแก่ลูกจ้าง ของผู้รับเหมาค่าแรง นับแต่บุคคลหนึ่งบุคคลใดที่ตนได้มอบให้รับช่วงไปควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบจ่าย ค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างอีกทอดหนึ่ง หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่ตนได้มอบหมายให้จัดหาลูกจ้างทำงานอันมิใช่การ ประกอบธุรกิจจัดหางานนั้นได้ทำสัญญาจ้างลูกจ้าง และปลดเปลื้องการผูกพันตนในฐานะนายจ้างนับแต่สัญญาจ้าง ลูกจ้างนั้นสิ้นสุดลง เว้นแต่ยังมีข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานระหว่างตนกับ ลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงนั้นอยู่ไม่ว่าจะสิ้นสุดสัญญาจ้างกันแล้วหรือไม่ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้จ้างบริษัทเค เอสพี เซอร์วิส แอนด์ เทรด จำกัด ให้จัดหาคนงานหรือลูกจ้างในตำแหน่งต่าง ๆ ตามที่จำเลยที่ 2 กำหนด เพื่อไป ทำงานของจำเลยที่ 2 บนเรือทานตะวัน เอ็กซ์พลอเรอร์ และงานดังกล่าวจำเลยที่ 2 ได้รับจ้างจากบริษัทเชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้ดำเนินการเรื่องเรือเพื่อการผลิต ขนถ่ายและจัดเก็บปิโตรเลียมที่ผลิตได้เพื่อเตรียม จำหน่าย จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการได้ว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรงโดยมอบหมายให้บริษัทเค เอสพี เซอร์วิส แอนด์ เทรด จำกัด จัดหาลูกจ้างมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยงานนั้นเป็นส่วน หนึ่งของธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 2 จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของลูกจ้างดังกล่าวด้วยตาม มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และต่อมาเมื่อได้จัดตั้งจำเลยที่ 1 ขึ้นและจำเลยที่ 1 ได้รับโอนกิจการและพนักงานของบริษัทเคเอสพี เซอร์วิส แอนด์ เทรด จำกัด รวมทั้งสิทธิหน้าที่ตามสัญญาของ บริษัทดังกล่าวที่มีต่อจำเลยที่ 2 มาด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบแปดให้ไปทำงานกับจำเลยที่ 2 บนเรือทานตะวัน เอ็กซ์พลอเรอร์ จำเลยที่ 2 จึงเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งยี่สิบแปดด้วย โจทก์ทั้งยี่สิบแปดอุทธรณ์ใน ข้อ 2.3 ต่อไปอีกว่า เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งยี่สิบแปดแล้ว การที่จำเลยที่ 2 จัดการให้โจทก์ที่ 1 ถึง ที่ 27 ทำสัญญาจ้างกับบริษัทใหม่เป็นการกระทำโดยมีเจตนาทำให้อายุงานของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 27 ระงับไปและเริ่ม นับอายุงานใหม่ ส่งผลเสียหายต่อการคำนวณค่าชดเชย เป็นการบีบบังคับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 27 โดยไม่สุจริตและไม่ เป็นธรรม ผู้รับเหมาค่าแรงจึงเป็นเพียงตัวแทนเชิดของผู้ประกอบกิจการนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 27 แต่ละสำนวนเพียงแต่กล่าวอ้างว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้ยกเลิกสัญญาจัดหาลูกจ้างกับจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 มี ภาระต้องจ่ายค่าชดเชยจำนวนมาก จำเลยที่ 1 จึงหาเหตุเรื่องการมารายงานตัวเพื่อให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 27 และ ลูกจ้างอื่นขาดงาน จะได้เลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย การกระทำของจำเลยที่ 1 ในการหาเหตุเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 27 โดยไม่สุจริตเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเท่านั้น โดยมิได้กล่าวอ้างเหตุเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ตามอุทธรณ์แต่ อย่างใด อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งยี่สิบแปดจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง เป็น อุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ทั้งยี่สิบแปดอุทธรณ์ในข้อ 2.1 ว่า เงินค่าค้างคืนนอกฝั่งและค่าพาหนะเป็นค่าจ้างนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นิยามคำว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้าง และลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นราย ชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลา
-233- ทำงานปกติของวันทำงานฯ ดังนั้น ค่าจ้างจึงต้องเป็นเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายโดยการจ่ายนั้นเป็น ค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้าง และเป็นการทำงานสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติหรือตามผลงานที่ทำได้ ในเวลาทำงานปกติ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เงินค่าค้างคืนนอกฝั่งเป็นเงินที่คำนวณจากการทำงาน ล่วงเวลา ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นิยามคำว่า "การทำงานล่วงเวลา" หมายความว่า การทำงานนอกหรือเกินเวลาทำงานปกติหรือเกินชั่วโมงทำงานในแต่ละวันที่นายจ้างลูกจ้างตกลงกัน ตามมาตรา 23 ในวันทำงานหรือวันหยุดแล้วแต่กรณี ดังนั้น เงินค่าค้างคืนนอกฝั่งจึงเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานนอกหรือเกินเวลาทำงานปกติ ที่โจทก์ทั้งยี่สิบแปดอุทธรณ์ว่า การทำงานของ โจทก์ทั้งยี่สิบแปดในชั่วโมงที่เก้าถึงชั่วโมงที่สิบสองในช่วงที่ค้างคืนนอกฝั่งเป็นระยะเวลาการทำงานตามปกติของ โจทก์ทั้งยี่สิบแปด จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ใน ข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนเงินค่าพาหนะนั้น ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า การ ทำงานบนเรือมีรอบการทำงานยี่สิบแปดวันและหยุดพักไม่ต้องทำงานยี่สิบแปดวัน เงินค่าพาหนะเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 เหมาจ่ายให้เป็นค่าเดินทางจากภูมิลำเนาที่พักเดินทางมายังท่าเรือจังหวัดระยองเพื่อไปขึ้นทำงานบนเรือ ทานตะวัน เอ็กซ์พลอเรอร์ จะให้ต่อเมื่อต้องเดินทางมาเพื่อขึ้นไปทำงานบนเรือเท่านั้น หากมิใช่รอบที่จะไปทำงาน บนเรือก็จะไม่ได้รับเงินค่าพาหนะ และโจทก์แต่ละคนได้รับไม่เท่ากัน เห็นว่า การจ่ายค่าพาหนะดังกล่าว แม้จะจ่าย โดยเหมาจ่ายให้ แต่เมื่อโจทก์ทั้งยี่สิบแปดมีกำหนดเวลาทำงานติดต่อกันเป็นช่วง ช่วงละยี่สิบแปดวันที่ต้อง ปฏิบัติงานนอกฝั่งและช่วงที่ไม่ต้องปฏิบัติงานนอกฝั่งอีกยี่สิบแปดวันสลับกันไป เงินค่าพาหนะจะจ่ายให้เฉพาะช่วงที่ ต้องปฏิบัติงานนอกฝั่งและได้รับจำนวนไม่เท่ากัน ดังนั้น จึงเป็นการจ่ายเพื่อช่วยเหลือลูกจ้างสำหรับค่าเดินทางจาก ภูมิลำเนาไปยังท่าเรือจังหวัดระยอง มิได้จ่ายเพื่อตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงาน ปกติในวันทำงานของโจทก์ทั้งยี่สิบแปดและมิได้ประสงค์จะจ่ายเป็นค่าจ้าง จึงมิใช่ค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ค่าพาหนะนี้เป็นเพียงสวัสดิการที่นายจ้าง ให้แก่ลูกจ้างเท่านั้น มิใช่ค่าจ้างจึงชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ทั้งยี่สิบแปดในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น... พิพากษายืน. (จรัส พวงมณี-พิชิต คำแฝง-พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์) ศาลแรงงานกลาง - นายสละ เทศรำพรรณ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก
-234- หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9015/2549 นางสาววิลาวรรณ เอกรัชฤทธิ์โจทก์ บริษัทฐิติกร จำกัด (มหาชน)จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรค หนึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 24 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 ให้นิยามของ "การทำงานล่วงเวลา" หมายความว่า "การทำงาน นอกหรือเกินเวลาทำงานปกติหรือเกินชั่วโมงทำงานในแต่ละวันที่นายจ้างลูกจ้างตกลงกันตามมาตรา 23 ในวัน ทำงานหรือวันหยุดแล้วแต่กรณี" และมาตรา 24 วรรคหนึ่ง ระบุว่า "ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาใน วันทำงาน เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราวๆ ไป" ตามบทบัญญัติดังกล่าวการทำงานของลูกจ้างที่ จะเป็นการทำงานล่วงเวลาจึงต้องเป็นกรณีที่เป็นความประสงค์ของนายจ้างที่จะให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา โดย ลูกจ้างให้ความยินยอมก่อนเป็นคราวๆ ไป และจะต้องเป็นการทำงานนอกหรือเกินเวลาทำงานปกติหรือเกินชั่วโมง ทำงานในแต่ละวันที่นายจ้างตกลงกันตามมาตรา 23 ในวันทำงานหรือวันหยุด เมื่อนายจ้างประสงค์ให้มีการทำงาน ล่วงเวลาในช่วงระยะใด นายจ้างจะต้องทำความตกลงกับลูกจ้างโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้มีสาระสำคัญครบถ้วน ถึงกำหนดช่วงระยะการเริ่มต้นและการสิ้นสุดของการทำงานล่วงเวลาไว้ก่อนล่วงหน้า หลังจากนั้นหากนายจ้างจะ ออกคำสั่งในเรื่องการทำงานล่วงเวลาอีกก็ต้องให้สอดคล้องกับข้อตกลงดังกล่าว เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟัง ข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้สั่งให้โจทก์ทำงานล่วงเวลา แล้ววินิจฉัยว่าถือไม่ได้ว่าโจทก์ทำงานล่วงเวลา จึงไม่มีสิทธิ ได้รับค่าล่วงเวลา จึงชอบด้วยบทบัญญัติข้างต้นแล้ว ___________________________
-235- โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลา 29,656.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อ ปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จสิ้นแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2546 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลย ตำแหน่งพนักงานการเงิน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 8,750 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เวลาทำงานปกติของโจทก์คือเริ่มงานเวลา 8 นาฬิกา พัก 1 ชั่วโมง ตั้งแต่ เวลา 12 นาฬิกา ถึง 13 นาฬิกา เลิกงานเวลา 17 นาฬิกา ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2547 โจทก์ได้ลาออกจาก การเป็นลูกจ้างของจำเลย ระหว่างทำงานโจทก์บันทึกเวลาออกจากงานหลังเวลาทำงานปกติไปบ้างแต่จำเลยไม่ได้ สั่งให้โจทก์ทำงานล่วงเวลา แล้ววินิจฉัยว่า กรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์ทำงานล่วงเวลา จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา โจทก์ อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยว่าการทำงานของโจทก์หลังเวลา 17 นาฬิกา ซึ่งเกินเวลาทำงานปกตินั้น เป็นการทำงานล่วงเวลาหรือไม่ และศาลแรงงานกลางไม่ได้นำข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 576 มาพิจารณานั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ให้นิยามของ "การ ทำงานล่วงเวลา" หมายความว่า "การทำงานนอกหรือเกินเวลาทำงานปกติหรือเกินชั่วโมงทำงานในแต่ละวันที่ นายจ้างลูกจ้างตกลงกันตาม มาตรา 23 ในวันทำงานหรือวันหยุดแล้วแต่กรณี" และมาตรา 24 วรรคหนึ่ง ระบุว่า "ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราวๆ ไป" ตามบทบัญญัติดังกล่าวการทำงานของลูกจ้างที่จะเป็นการทำงานล่วงเวลาจึงต้องเป็นกรณีที่เป็นความประสงค์ของ นายจ้างที่จะให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา โดยลูกจ้างให้ความยินยอมก่อนเป็นคราวๆ ไป และจะต้องเป็นการทำงาน นอกหรือเกินเวลาทำงานปกติหรือเกินชั่วโมงทำงานในแต่ละวันที่นายจ้างลูกจ้างตกลงกันตามมาตรา 23 ในวัน ทำงานหรือวันหยุด เมื่อนายจ้างประสงค์ให้มีการทำงานล่วงเวลาในช่วงระยะใดนายจ้างจะต้องทำความตกลงกับ ลูกจ้างโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้มีสาระสำคัญครบถ้วนถึงกำหนดช่วงระยะการเริ่มต้นและการสิ้นสุดของการ ทำงานล่วงเวลาไว้ก่อนล่วงหน้า หลังจากนั้นนายจ้างจะออกคำสั่งในเรื่องการทำงานล่วงเวลาอีกก็ต้องให้สอดคล้อง กับข้อตกลงดังกล่าว เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่ได้สั่งให้โจทก์ทำงานล่วงเวลา แล้ววินิจฉัย ว่าถือไม่ได้ว่าโจทก์ทำงานล่วงเวลา จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา จึงชอบด้วยบทบัญญัติข้างต้นแล้ว ดังนั้น การจะ วินิจฉัยว่าการทำงานของโจทก์หลังเวลาทำงานปกติเป็นการทำงานล่วงเวลาหรือไม่ และศาลแรงงานกลางจะต้องนำ ข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 576 มาพิจารณาหรือไม่ ย่อมไม่อาจเปลี่ยนแปลงผล คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางได้ อุทธรณ์โจทก์ทั้งสองประการจึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับ การวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"
-236- พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ (จรัส พวงมณี-พิชิต คำแฝง-ชุติมา จงสงวน) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8242 - 8246/2549 นายกฤษดา บุหลัง กับพวกโจทก์ บริษัทไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (9), 575 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 6, 22, 61 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ฟ้องเรียกค่าล่วงเวลาตามสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นิยามคำว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่าย
-237- เป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ... และคำว่า "ค่าล่วงเวลา" หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน แม้ค่าล่วงเวลาจะ ไม่ใช่ค่าจ้างตามความหมายดังกล่าว เพราะไม่ใช่เป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงาน ปกติของวันทำงาน แต่ก็เป็นเงินที่นายจ้างจ่ายตอบแทนการทำงานนอกเวลาปกติ ซึ่งนายจ้างผูกพันต้องจ่ายแก่ ลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน ถือว่าเป็นสินจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 ค่าล่วงเวลาจึงเป็นสินจ้าง อย่างหนึ่งตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (9) ซึ่งมีอายุความฟ้องร้อง 2 ปี ส่วนที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ว่า แม้คำให้การของจำเลยจะอ้างอายุความตามมา แต่จำเลย จะต้องสืบพยานประกอบคำให้การดังกล่าวด้วยตาม ป.วิ.พ. นั้น เห็นว่า การพิจารณาคดีแรงงานต้องบังคับตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งการดำเนินคดีแรงงานแตกต่างจากการดำเนินคดี แพ่งทั่วไป โดยการดำเนินคดีตามพระราชบัญญัตินี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบไต่สวน ซึ่งให้อำนาจศาลในการค้นหา ความจริงดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 45 ว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริง แห่งคดีให้ศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร ไม่มีบทบัญญัติให้ต้องสืบประกอบ ดังกล่าว ทั้งตามคำฟ้องและคำให้การปรากฏข้อเท็จจริงได้ความแจ้งชัดพอวินิจฉัยได้แล้ว มิได้นำข้อเท็จจริงนอก สำนวนมาวินิจฉัยแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 1 "งานขนส่งทางบก" หมายความว่า การลำเลียงหรือเคลื่อนย้ายบุคคล สัตว์ หรือสิ่งของด้วยยานพาหนะขนส่งทาง บกซึ่งเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการเคลื่อนย้ายบุคคลหรือสัตว์ที่เจ็บป่วย และการขนส่งในงานดับเพลิงหรืองานบรรเทาสาธารณภัย โจทก์ทั้งห้าเป็นลูกจ้างจำเลยในตำแหน่งพนักงานขับรถ ให้ผู้บริหารของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งห้า ไม่ใช่การขับรถส่งหรือลำเลียงบุคคลทั่วไป ลักษณะงานของ โจทก์ทั้งห้าจึงไม่ใช่งานขนส่งทางบกตามกฎกระทรวงดังกล่าว ___________________________ คดีทั้งห้าสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งห้า สำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งห้าสำนวนว่า จำเลย โจทก์ทั้งห้าฟ้องทำนองเดียวกันว่า ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เป็น เงินคนละ 64,876 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 32,328 บาท โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 136,656 บาท และจ่ายโบนัสให้แก่ โจทก์ทั้งห้าคนละ 14,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
-238- กับจ่ายเงินเพิ่มแก่โจทก์ที่ 5 นับแต่วันถึงกำหนดในการจ่ายค่าล่วงเวลาในอัตราร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างชำระทุก ระยะ 7 วัน จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 23,436.32 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 14,853.92 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 10,526.56 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 12,859.10 บาท และโจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 20,742.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2546 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้น ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยประกอบ กิจการผลิตรถจักรยานยนต์ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับกิจการขนส่ง โจทก์ที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2543 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2546 โจทก์ที่ 2 เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2543 ถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2546 โจทก์ที่ 3 เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2543 ถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2546 โจทก์ที่ 4 เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2545 ถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2546 และโจทก์ที่ 5 เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2545 ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2547 ในตำแหน่งพนักงานขับรถ มีหน้าที่รับส่งผู้บริหารจากที่พัก ไปที่ทำงาน จากที่ทำงานกลับที่พัก รวมทั้งขับไปส่งที่อื่นตามคำสั่งของผู้บริหารได้รับค่าจ้างในอัตราเดือนละ 7,000 บาท มีช่วงเวลาทำงานปกติเริ่มตั้งแต่เวลา 8 นาฬิกา จนถึง 17 นาฬิกา ของทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ในส่วนของการ ทำงานล่วงเวลานั้น แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเช้าและช่วงเย็น โดยโจทก์ทั้งห้าได้ทำงานล่วงเวลาตามระยะเวลาที่ บันทึกไว้ ขณะที่จำเลยรับโจทก์ทั้งห้าเข้าเป็นลูกจ้าง มีข้อตกลงกันว่าจำเลยจะจ่ายค่าล่วงเวลาเป็นการเหมาจ่ายราย เดือนให้แก่โจทก์ทั้งห้าในอัตราเดือนละ 3,000 บาท ในระหว่างโจทก์ทั้งห้าทำงานให้แก่จำเลยนั้น โจทก์ทั้งห้าได้รับ เงินค่าจ้างในอัตราเดือนละ 7,000 บาท และได้รับเงินค่าล่วงเวลาเหมาจ่ายตามที่ได้ตกลงกันไว้เดือนละ 3,000 บาท ทุกเดือนครบถ้วนแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ว่า ค่าล่วงเวลาบางส่วนของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ฟ้องจำเลยเรียกค่าล่วงเวลาตามสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 นิยามคำว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการ ทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ... และคำว่า "ค่าล่วงเวลา" หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่าย ให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน แม้ค่าล่วงเวลาจะไม่ใช่ค่าจ้างตามความหมาย
-239- ดังกล่าวเพราะไม่ใช่เป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานปกติของวันทำงาน แต่ก็เป็นเงิน ที่นายจ้างจ่ายตอบแทนการทำงานนอกเวลาปกติ ซึ่งนายจ้างผูกพันต้องจ่ายแก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้าง แรงงานถือว่าเป็นสินจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 ค่าล่วงเวลาจึงเป็นสินจ้างอย่าง อื่นตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) ซึ่งมีอายุความฟ้องร้อง 2 ปี ส่วนที่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ว่า แม้คำให้การของจำเลยจะอ้างอายุความมา แต่จำเลย จะต้องสืบพยานประกอบคำให้การดังกล่าวด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น เห็นว่า การ พิจารณาคดีแรงงานต้องบังคับตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งมีการ ดำเนินคดีแรงงานแตกต่างจากการดำเนินคดีแพ่งทั่วไป โดยการดำเนินคดีตามพระราชบัญญัตินี้ตั้งอยู่บนพื้นฐาน ของระบบไต่สวน ซึ่งให้อำนาจศาลในการค้นหาความจริง ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 45 ว่า เพื่อประโยชน์แห่งความ ยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี ให้ศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เอง ตามที่เห็นสมควร ไม่มีบทบัญญัติให้ต้องสืบประกอบดังกล่าว ทั้งตามคำฟ้องและคำให้การปรากฏข้อเท็จจริงได้ ความแจ้งชัดพอวินิจฉัยได้แล้ว มิได้นำข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาวินิจฉัยแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และ ที่ 3 ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ทั้งห้ามีสิทธิได้รับเงินค่าล่วงเวลาเป็นเงิน เท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานหรือไม่ เห็นว่า ตามคำนิยามที่บัญญัติไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2541) ข้อ 1 ว่า "งานขนส่งทางบก" หมายความว่า การลำเลียงหรือเคลื่อนย้ายบุคคล สัตว์ หรือสิ่งของด้วย ยานพาหนะขนส่งทางบกซึ่งเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการเคลื่อนย้าย บุคคลหรือสัตว์ที่เจ็บป่วย และการขนส่งในงานดับเพลิงหรืองานบรรเทาสาธารณภัย โจทก์ทั้งห้าเป็นลูกจ้างจำเลย ในตำแหน่งพนักงานขับรถให้ผู้บริหารของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งห้า ไม่ใช่การขับรถส่งหรือลำเลียงบุคคล ทั่วไป ลักษณะงานของโจทก์ทั้งห้าจึงไม่ใช่งานขนส่งทางบกตามกฎกระทรวงดังกล่าว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ ขึ้น... พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาแก่โจทก์ที่ 5 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 เมษายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงาน กลาง (ชุติมา จงสงวน-วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-จรัส พวงมณี)
-240- ศาลแรงงานกลาง - นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6433/2549 นางศรีสุดา กิจพานิชหรือลี้ถาวรโจทก์ บริษัทพอนเท็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ป.พ.พ. มาตรา 575 จำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายค่าจ้างตอบแทนการทำงานให้แก่โจทก์โดยจ่ายในนามของโจทก์เดือนละ 47,000 บาท และจ่ายในนามของมารดาโจทก์เดือนละ 73,730 บาท โดยมารดาโจทก์ไม่ได้มาปฏิบัติงานให้แก่ จำเลยที่ 1 การที่ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์ในนามของมารดาโจทก์ ก็โดยมีเจตนาเพื่อทำให้รายได้พึงประเมิน ของโจทก์ที่ใช้เป็นฐานคำนวณและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตาม ป.รัษฎากร ของโจทก์ลดลงไปจากที่ได้รับจริง ดังนี้ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ แม้มีข้อตกลงเกี่ยวกับวิธีการจ่ายเงินค่าจ้าง อันมีผลทำให้รัฐจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากโจทก์ได้ลดน้อยลงถือได้ว่าเป็นการไม่สุจริต แต่ข้อตกลง ดังกล่าวก็หาตกเป็นโมฆะไม่ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างในส่วนนี้ได้ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่ วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
-241- ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าคอมมิชชั่นหรือค่าบำเหน็จจากการขาย 9,720,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าตอบแทนจากกองทุนเกษียณอายุ 1,380,155 บาท และค่าจ้างค้าง 80,229 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับค่าคอมมิชชั่นหรือค่าบำเหน็จจากการขายและค่าตอบแทนกองทุน เกษียณอายุนับแต่วันฟ้อง และในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับค่าจ้างค้างจ่ายนับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2544 เป็น ต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองออกใบสำคัญการทำงานหรือหนังสือรับรองการทำงาน (ใบ ผ่านงาน) ให้แก่โจทก์ด้วย จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างค้างจำนวน 26,634 บาท และจำเลยที่ 2 จ่าย ค่าจ้างค้างจำนวน 11,815 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นลูกจ้าง จำเลยทั้งสอง ครั้งสุดท้ายทำหน้าที่เป็นกรรมการผู้จัดการ จำเลยทั้งสองมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์...มีปัญหาตาม อุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระแก่โจทก์ในส่วนที่จ่ายในนามของมารดา โจทก์หรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายค่าจ้างตอบแทนการทำงานให้แก่โจทก์โดยจ่าย ในนามของโจทก์เดือนละ 47,000 บาท และจ่ายในนามของมารดาโจทก์เดือนละ 73,730 บาท โดยมารดาโจทก์ไม่ ได้มาปฏิบัติงานให้แก่จำเลยที่ 1 การที่ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์ในนามของมารดาโจทก์ก็โดยมีเจตนาเพื่อทำ ให้รายได้พึงประเมินของโจทก์ที่ใช้เป็นฐานคำนวณและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากรของโจทก์ ลดลงไปจากที่ได้รับจริง เห็นว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์นั้น แม้มีข้อตกลง เกี่ยวกับวิธีการจ่ายเงินค่าจ้างอันมีผลทำให้รัฐจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากโจทก์ได้ลดน้อยลง ถือได้ว่าเป็น การไม่สุจริต แต่ข้อตกลงการจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ของจำเลยที่ 1 ก็หาตกเป็นโมฆะไม่ โจทก์จึงมีสิทธิรับค่าจ้างใน ส่วนนี้ได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าจ้างแก่โจทก์ระหว่างวันที่ 21 พฤษภาคม 2544 ถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2544 คิด เป็นเงิน 41,780.33 บาท โจทก์จึงชอบที่จะขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายเงินจำนวนนี้พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2544 ซึ่งถือได้ว่าเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ได้ อุทธรณ์ ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น
-242- พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างจำนวน 68,414.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อย ละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์-วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-สถิตย์ อรรถบลยุคล) ศาลแรงงานกลาง - นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6250/2549 นายพัลลภ พิสิษฐ์สังฆการโจทก์ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 575 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 9 วรรค หนึ่ง, 118 โจทก์เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านกฎหมาย มีหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำ ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับปัญหากฎหมายแก่ฝ่ายกฎหมายหรือฝ่ายอื่นของจำเลย แก่ธนาคารสาขาของจำเลย บริษัทใน
-243- เครือของจำเลย และแก่กรรมการผู้จัดการใหญ่ของจำเลย อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติงานในธุรกิจการธนาคาร ปกติของจำเลย งานของโจทก์เป็นการให้ความรู้ ความเห็น เพื่อช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถใช้ดุลพินิจได้รัดกุม ถูกต้อง มีคุณภาพ และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย แม้โจทก์จะสามารถแสดงความคิดเห็นให้คำปรึกษา แนะนำ และให้ข้อเสนอแนะได้อย่างอิสระตามความรู้ความสามารถในวิชาชีพกฎหมายของโจทก์โดยไม่จำต้องมี ผู้บังคับบัญชาคอยควบคุมสั่งการ และลงเวลาเข้าทำงาน แต่โจทก์ก็ต้องเข้าปฏิบัติงานในที่ทำงานของจำเลยพร้อมที่ จะทำหน้าที่เมื่อมีคำปรึกษาหารือเข้ามา ต้องอยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับหรือคำสั่งของจำเลยและอยู่ใต้บังคับบัญชา ของกรรมการผู้จัดการใหญ่ของจำเลย แม้โจทก์จะไม่มีสิทธิได้รับเงินเพิ่มพิเศษ เงินรางวัล เงินบำเหน็จหรือสวัสดิการ ต่าง ๆ ที่พนักงานอื่นได้รับ แต่โจทก์ก็ได้รับเงินค่าตอบแทนตามสัญญาเป็นรายเดือน การลากิจลาป่วยก็ต้องรายงาน ต่อกรรมการผู้จัดการใหญ่ของจำเลย ไม่สามารถหยุดงานได้ตามอำเภอใจของโจทก์ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และ จำเลยจึงเป็นสัญญาจ้างแรงงานต้องอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ 12 ฉบับ ระยะเวลาตามสัญญาจ้างฉบับแรกถึงฉบับที่ 10 มีระยะเวลา ฉบับละ 1 ปี โดยสัญญาฉบับแรกนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2536 ครบสัญญาวันที่ 30 กันยายน 2537 และฉบับต่อ ๆ มาเริ่มระยะเวลาต่อเนื่องกันไปถึงฉบับที่ 10 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 30 กันยายน 2546 ฉบับที่ 11 เริ่มสัญญาต่อเนื่องไป มีกำหนด 1 เดือน และฉบับที่ 12 มีกำหนด 2 เดือน สิ้นสุดสัญญาวันที่ 31 ธันวาคม 2546 รวมระยะเวลาตาม สัญญา 10 ปี 3 เดือน แต่งานที่โจทก์ทำเป็นการให้ความรู้ ความเห็น เพื่อช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานของจำเลยสามารถใช้ ดุลพินิจได้ถูกต้อง รัดกุม มีคุณภาพ และป้องกันความเสียหาย โดยโจทก์มีหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำ ตอบข้อสงสัย เกี่ยวกับปัญหากฎหมายในการปฏิบัติงานปกติของธุรกิจการธนาคารของจำเลยหรือบริษัทในเครือทั้งสิ้น จึงมิใช่การ จ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลยซึ่งมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่ แน่นอน หรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงานไว้ในสัญญา แม้สัญญา จ้างระหว่างโจทก์และจำเลยมีกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดการจ้างไว้และเลิกจ้างเมื่อสิ้นสุดตามกำหนด ระยะเวลานั้น ก็ไม่ทำให้โจทก์เป็นลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ต้องถือ ว่าเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยทั้ง 12 ฉบับ มีสาระสำคัญของสัญญาเป็นอย่างเดียวกัน งานที่ทำมีลักษณะอย่าง เดียวกัน สัญญาที่ทำมีระยะเวลาต่อเนื่องกันไป จึงต้องนับระยะเวลาการทำงานต่อเนื่องติดต่อกันไป โจทก์ทำงานกับ จำเลยติดต่อกันครบ 10 ปี จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 100,000 บาท ย่อมมีสิทธิได้รับค่าชดเชย 1,000,000 บาท ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (5) จำเลยไม่จ่ายให้แก่โจทก์จึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ซึ่งถือเป็นวันเลิกจ้าง ต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ___________________________
-244- โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าชดเชย 1,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชยเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่ศาล แรงงานกลางรับฟังมาปรากฏว่า จำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งกิจการทั้งปวงซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการ ธนาคารพาณิชย์ การดำเนินธุรกิจของจำเลยต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ ที่มีความ ละเอียดและยุ่งยากมากมาย โจทก์เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ทางด้านกฎหมาย มีหน้าที่ให้ คำปรึกษา แนะนำ ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับปัญหากฎหมายแก่ฝ่ายกฎหมายหรือฝ่ายอื่นของจำเลยแก่ธนาคารสาขา ของจำเลย บริษัทในเครือของจำเลย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ของจำเลย อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติงานใน ธุรกิจการธนาคารปกติของจำเลย งานของโจทก์เป็นการให้ความรู้ ความเห็น เพื่อช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถใช้ ดุลพินิจได้รัดกุม ถูกต้อง มีคุณภาพ และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายงานของโจทก์แม้โจทก์จะสามารถแสดงความ คิดเห็น ให้คำปรึกษา แนะนำ และข้อเสนอแนะได้อย่างอิสระตามความรู้ความสามารถในวิชาชีพกฎหมายของโจทก์ โดยไม่จำต้องมีผู้บังคับบัญชาคอยควบคุมสั่งการ และลงเวลาเข้าทำงาน แต่โจทก์ก็ต้องเข้าปฏิบัติงานในที่ทำงานของ จำเลย พร้อมที่จะทำหน้าที่เมื่อมีคำปรึกษาหารือเข้ามา ต้องอยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับหรือคำสั่งของจำเลยและอยู่ ใต้บังคับบัญชาของกรรมการผู้จัดการใหญ่ของจำเลย แม้โจทก์จะไม่มีสิทธิได้รับเงินเพิ่มพิเศษ เงินรางวัล เงิน บำเหน็จ หรือสวัสดิการต่าง ๆ ที่พนักงานอื่นได้รับ แต่โจทก์ก็ได้รับเงินค่าตอบแทนตามสัญญาเป็นรายเดือน การลา กิจ ลาป่วย ก็ต้องรายงานต่อกรรมการผู้จัดการใหญ่ของจำเลย ไม่สามารถหยุดงานได้ตามอำเภอใจของโจทก์ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นสัญญาจ้างแรงงานต้องอยู่ภายใต้บังคับของ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการที่สองว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยพร้อม ดอกเบี้ยหรือไม่ เพียงใด ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ 12 ฉบับ ระยะเวลาตาม
-245- สัญญาจ้างฉบับแรกถึงฉบับที่ 10 มีระยะเวลาฉบับละ 1 ปี โดยสัญญาฉบับแรกนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2536 ครบ สัญญาวันที่ 30 กันยายน 2537 และฉบับต่อ ๆ มา เริ่มระยะเวลาต่อเนื่องกันไปถึงฉบับที่ 10 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 30 กันยายน 2546 ฉบับที่ 11 เริ่มสัญญาต่อเนื่องไปมีกำหนด 1 เดือน และฉบับที่ 12 มีกำหนด 2 เดือน สิ้นสุดสัญญา วันที่ 31 ธันวาคม 2546 รวมระยะเวลาตามสัญญา 10 ปี 3 เดือน ที่จำเลยอุทธรณ์ว่างานที่โจทก์ทำเป็นงานที่ ปรึกษากฎหมาย มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลย แต่เป็นงานที่มีลักษณะเป็นครั้งคราวที่กำหนดการ สิ้นสุดหรือความสำเร็จของงานไว้ในสัญญา และเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้าง ตามกำหนดระยะเวลานั้น จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมา ปรากฏว่างานที่โจทก์ทำเป็นการให้ความรู้ ความเห็น เพื่อช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานของจำเลยสามารถใช้ดุลพินิจได้ถูกต้อง รัดกุม มีคุณภาพ และป้องกันความเสียหาย โดยโจทก์มีหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำ ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับปัญหา กฎหมายในการปฏิบัติงานปกติของธุรกิจการธนาคารของจำเลย หรือของบริษัทในเครือทั้งสิ้น จึงมิใช่การจ้างงานใน โครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลยซึ่งมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงานตามที่จำเลยอุทธรณ์ แม้สัญญา จ้างระหว่างโจทก์และจำเลยมีกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดการจ้างไว้และเลิกจ้างเมื่อสิ้นสุดตามกำหนด ระยะเวลานั้น ก็ไม่ทำให้โจทก์เป็นลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ต้องถือ ว่าเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้ โจทก์ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยทั้ง 12 ฉบับ มีสาระสำคัญของสัญญาเป็นอย่างเดียวกัน งานที่ทำมี ลักษณะอย่างเดียวกัน สัญญาที่ทำมีระยะเวลาต่อเนื่องกันไป จึงต้องนับระยะเวลาการทำงานต่อเนื่องติดต่อกันไป โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบ 10 ปี จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้าง อัตราสุดท้าย 300 วัน โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 100,000 บาท ย่อมมีสิทธิได้รับค่าชดเชย 1,000,000 บาท ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (5) จำเลยไม่จ่ายให้แก่โจทก์จึงตกเป็นผู้ผิดนัด นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ซึ่งถือเป็นวันเลิกจ้าง ต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ สิบห้าต่อปี ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน พิพากษายืน. (พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์-จรัส พวงมณี-สถิตย์ อรรถบลยุคล) ศาลแรงงานกลาง - นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
-246- แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4777/2549 บริษัทดูนี่ จำกัดโจทก์ นางสาวลลิดา สิทธิไชยาจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 575 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 โจทก์ประกอบธุรกิจ ผลิต นำเข้า ขายและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการบริการบนเครื่องบิน โจทก์และจำเลยทำสัญญาจ้างข้อ 11 กำหนดว่าในกรณีที่สัญญาจ้างสิ้นสุดเนื่องจากการลาออกของลูกจ้าง ลูกจ้าง ตกลงว่าภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ลาออกลูกจ้างจะไม่เข้าร่วมทำงานในบริษัทหรือกิจการอื่นใดที่เป็นการ แข่งขันโดยทางตรงหรือทางอ้อมกับบริษัทโจทก์ ต่อมาจำเลยลาออกจากบริษัทโจทก์และไปทำงานที่เมืองฮ่องกงกับ บริษัท ด. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของโจทก์และประกอบกิจการเช่นเดียวกับโจทก์ ครั้นต่อมาอีกเดือนเศษจำเลยได้ ลาออกจากบริษัท ด. และเข้าทำงานกับบริษัท ว. ซึ่งประกอบธุรกิจนำเข้าและส่งออกวัสดุเกี่ยวกับบริการด้าน อาหารที่เมืองฮ่องกงภายใน 1 ปี นับแต่จำเลยลาออกจากบริษัทโจทก์ ดังนี้ ตามสัญญาจ้างข้อ 11 มิได้กำหนดพื้นที่ กำหนดแต่ระยะเวลาห้าม และการกระทำที่ห้ามคือการเข้าทำงานในบริษัทอื่นที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสายการบิน แข่งขันกับโจกท์ เมื่อปรากฏว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศไทย มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย และโจทก์ไม่มีสาขาหรือประกอบธุรกิจอยู่ที่เมืองฮ่องกง แม้บริษัท ด. ซึ่งประกอบธุรกิจที่อยู่ที่เมืองฮ่องกงจะเป็น บริษัทในเครือของโจทก์ บริษัทดังกล่าวก็เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์เป็นเอกเทศ ถือไม่ได้ว่าธุรกิจของ บริษัท ด. เป็นธุรกิจของโจทก์ และไม่ปรากฏว่าบริษัท ด. ประกอบธุรกิจโดยนำผลิตภัณฑ์ของโจทก์ไปจำหน่ายแม้ จะมีผู้ประกอบธุรกิจแข่งขันกับบริษัท ด. ก็ไม่มีผลกระทบถึงธุรกิจของโจทก์ การที่จำเลยเข้าทำงานกับบริษัท ว. ซึ่ง ประกอบธุรกิจอยู่ที่เมืองฮ่องกงจึงไม่เป็นการเข้าทำงานในบริษัทอื่นที่เป็นการแข่งขันกับธุรกิจของโจทก์ การกระ ของจำเลยไม่เป็นการผิดข้อตกลงตามสัญญาจ้าง ข้อ 11
-247- ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยหยุดทำงานในบริษัทวอเตอร์มาร์ค เอเชีย จำกัด และ ห้ามไม่ให้เข้าไปทำงานร่วมกับบริษัทที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของโจทก์หรือกระทำการใดไม่ว่าในทางตรงหรือทางอ้อม ในลักษณะที่เป็นการแข่งขันกับธุรกิจของโจทก์เป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2546 กับให้จำเลยคืนเงิน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์โดยยกเหตุผลต่าง ๆ ขึ้นอ้างว่า โจทก์จ่ายเงิน จำนวน 70,000 บาท ให้จำเลยเพื่อการย้ายภูมิลำเนาไปทำงานที่เมืองฮ่องกงกับบริษัทดูนี่ ฮ่องกง จำกัด ซึ่งเป็น บริษัทในเครือของโจทก์ เมื่อจำเลยผิดข้อตกลงโดยไปทำงานกับบริษัทวอเตอร์มาร์ค เอเชีย จำกัด จำเลยจึงต้องคืน เงินดังกล่าวให้แก่โจทก์นั้น เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง อันเป็น อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า การที่จำเลยลาออก จากการเป็นลูกจ้างโจทก์แล้วเข้าทำงานกับบริษัทวอเตอร์มาร์ค เอเชีย จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจนำเข้าและส่งออก วัสดุเกี่ยวกับการบริการด้านอาหารอยู่ที่เมืองฮ่องกง ภายในเวลา 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยลาออก เป็นการผิดสัญญา จ้างโดยฝ่าฝืนข้อตกลงห้ามทำงานในบริษัทหรือกิจกรรมอื่นใดที่เป็นการแข่งขันกับโจทก์ในธุรกิจเกี่ยวกับสายการบิน ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ลาออก ตามสัญญาจ้าง หรือไม่ เห็นว่า ข้อห้ามดังกล่าวมิได้กำหนดพื้นที่ กำหนดแต่ ระยะเวลาห้ามและการกระทำที่ห้ามซึ่งในคดีนี้คือการเข้าทำงานในบริษัทอื่นที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสายการบิน แข่งขันกับโจทก์ ข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องของโจทก์และคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า โจทก์จดทะเบียน เป็นนิติบุคคลในประเทศไทย มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีสาขาหรือประกอบธุรกิจอยู่ ที่เมืองฮ่องกง แม้บริษัทดูนี่ ฮ่องกง จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจอยู่ที่เมืองฮ่องกงจะเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ บริษัท ดังกล่าวก็เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์เป็นเอกเทศ ถือไม่ได้ว่าธุรกิจของบริษัทดูนี่ ฮ่องกง จำกัด เป็นธุรกิจ ของโจทก์ และไม่ปรากฏว่าบริษัทดูนี่ ฮ่องกง จำกัด ประกอบธุรกิจโดยนำผลิตภัณฑ์ของโจทก์ไปจำหน่าย แม้จะมีผู้ ประกอบธุรกิจแข่งขันกับบริษัทดูนี่ ฮ่องกง จำกัด ก็ไม่มีผลกระทบถึงธุรกิจของโจทก์ การที่จำเลยเข้าทำงานกับ บริษัทวอเตอร์มาร์ค เอเชีย จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจอยู่ที่เมืองฮ่องกงจึงไม่เป็นการเข้าทำงานในบริษัทอื่นที่เป็นการ แข่งขันกับธุรกิจของโจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นการผิดข้อตกลงตามสัญญาจ้าง ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น
-248- พิพากษายืน. (จรัส พวงมณี-วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-พิทยา บุญชู) ศาลแรงงานกลาง - นางณณัฏฐ์ ธีราทรง แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2269/2549 นายเจฟฟรีย์ แม็คคอร์มิคโจทก์ นิชิมัตสุ คอนสตรัคชั่น คัมปะนี ลิมิเต็ดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 9 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 โจทก์จำเลยทำสัญญาจ้างกันไว้ 4 ฉบับ กำหนดระยะเวลาจ้างติดต่อกัน สัญญาจ้างแต่ละฉบับ กำหนดเงินเดือนค่าจ้างของโจทก์ไว้เป็นเงินบาท แต่สัญญาฉบับแรกมิได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับเงินชดเชยอัตรา แลกเปลี่ยน เพิ่งจะมีขึ้นในฉบับที่ 2 ถึงฉบับที่ 4 ความว่า เงินเดือนของโจทก์ตามที่กำหนดไว้ต้องมีการปรับยอด
-249- ประจำเดือนทุกเดือนในวันที่ 25 ของแต่ละเดือนเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงิน สกุลบาทและสกุลเหรียญสหรัฐ โดยให้นำเงินเดือนของโจทก์ร้อยละ 50 ซึ่งถือว่ามีอัตราแลกเปลี่ยน 29 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐมาปรับยอดตามอัตราแลกเปลี่ยนหรืออัตราซื้อขายกลาง เงินชดเชยอัตราแลกเปลี่ยนที่โจทก์จะได้รับ ในแต่ละเดือนจึงไม่ครอบคลุมถึงเงินเดือนของโจทก์ทั้งหมด และมีจำนวนไม่แน่นอนผันแปรไปตามอัตราแลกเปลี่ยน หรืออัตราซื้อขายกลางในวันที่มีการปรับยอด เดือนใดที่อัตราแลกเปลี่ยนหรืออัตราซื้อขายกลางมีค่าเท่ากับหรือน้อย กว่า 29 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐโจทก์ก็จะไม่ได้รับเงินชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน เงินชดเชยอัตราแลกเปลี่ยนจึงไม่ใช่ เงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์เพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานตามปกติ ส่วนเงินค่าเช่าบ้านแม้จะเป็นเงินที่จำเลย จ่ายให้โจทก์ทุกเดือนมีจำนวนแน่นอนและจ่ายโดยไม่มีเงื่อนไข แต่จำเลยก็จ่ายให้แก่ลูกจ้างของจำเลยที่เป็นชาว ต่างประเทศต้องเดินทางมาทำงานในประเทศไทย ทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงสถานที่พักอาศัยไปจากที่เคยอยู่เดิม เช่นเดียวกับโจทก์ทุกคน อันเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งที่จำเลยจัดให้แก่ลูกจ้างที่เป็นชาวต่างประเทศเพื่อเป็นขวัญและ กำลังใจในการทำงานไม่ใช่เงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานตามปกติเช่นกัน และการจ่ายเงินทั้งสอง ประเภทดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นการหลีกเลี่ยงการจ่ายค้าจ้าง จึงไม่ใช่ค่าจ้าง จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายเงินอื่นที่โจทก์มีสิทธิได้รับไปแล้วเมื่อจำเลยเลิกจ้าง แม้ในที่สุดศาล แรงงานกลางจะวินิจฉัยว่าไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างก็มีเหตุที่จำเลยจะเข้าใจว่าจำเลยไม่ ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง เพราะเมื่อจำเลยได้ทราบจากการชี้แนะของศาลในระหว่างการพิจารณาคดี จำเลยก็ ได้นำค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายมาวางไว้ต่อศาลและขอให้โจทก์รับไป พฤติการณ์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่า จำเลยจงใจไม่จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร อันจะทำให้จำเลยต้องเสียเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคสอง การพิจารณาว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอันเป็นเหตุให้นายจ้างต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ ลูกจ้างตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 หรือไม่ ต้องพิจารณาที่เหตุ แห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจริงหรือไม่และเหตุนั้นเป็นเหตุสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างหรือไม่ โดยไม่คำนึงว่านายจ้างมี สิทธิที่จะเลิกจ้างได้หรือไม่ ไม่ว่าสิทธินั้นจะเป็นสิทธิที่เกิดจากบทบัญญัติของกฎหมายหรือข้อตกลงในสัญญาจ้าง ปรากฏตามหนังสือเลิกจ้างว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะจำเลยหมดความจำเป็นที่จะต้องมีขั้นตอนในการ ควบคุมดูแลโครงการก่อสร้างและออกแบบโครงสร้างใต้ดินตามโครงการรถไฟฟ้ามหานครระยะแรกส่วนเหนือช่วง ห้วยขวางถึงบางซื่ออย่างที่จำเลยดำเนินการอยู่ในปี 2545 ต่อไปแล้ว ในปี 2546 จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ เหตุ ดังกล่าวแม้จะมีอยู่จริงก็ไม่เป็นเหตุสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ เพราะโครงการก่อสร้างและออกแบบโครงสร้าง ใต้ดินตามโครงการรถไฟฟ้ามหานครระยะแรกส่วนเหนือช่วงห้วยขวางถึงบางซื่อที่จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานใน ตำแหน่งผู้จัดการพาณิชย์แล้ว จำเลยยังรับจ้างการประปานครหลวงก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำจากโรงงานผลิตน้ำบางเขน ถึงถนนงามวงศ์วานและประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในประเทศไทยอยู่ด้วย จำเลยจึงยังมีงานอื่นที่จะให้โจทก์ทำ ต่อไป เมื่อไม่ปรากฏว่างานดังกล่าวเป็นงานที่โจทก์ไม่สามารถจะทำได้จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่จำเลยจะต้องเลิกจ้าง โจทก์ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
-250- ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าชดเชยอันเนื่องมาจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม โดยโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 1,489,626 บาท โบนัสสำหรับการ ทำงานตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงครบกำหนดตามสัญญาจ้างรวม 55 วัน เป็นเงิน 37,930 บาท ค่าขนส่งสัมภาระกลับ ประเทศอังกฤษจำนวน 100,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 1,489,629 บาท จำเลยจง ใจไม่จ่ายค่าชดเชยดังกล่าวให้โจทก์จึงต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ของเงินค่าชดเชยทุกระยะเวลา 7 วัน นับ แต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นต้นไป เฉพาะเงินเพิ่มถึงวันฟ้อง จำนวน 9,549,731 บาท และเงินเพิ่มอัตราร้อย ละ 15 ของค่าชดเชยจำนวน 1,489,626 บาท ทุกระยะเวลา 7 วัน นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง จำเลยขอวางเงินจำนวน 942,000 บาท อันเป็น ค่าชดเชยที่จำเลยเข้าใจว่าโจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายเพื่อให้โจทก์มารับไปจากศาล และโจทก์ยอมรับเงิน ดังกล่าวแต่แถลงว่าขอรับไปในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของค่าชดเชยที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น โจทก์ยังติดใจค่าชดเชยในส่วนที่ ยังขาด ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในเงินค่าชดเชยจำนวน 942,000 บาท นับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2546 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2547 แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า สำหรับในปัญหาประการแรกเรื่องค่าชดเชย โจทก์อุทธรณ์ว่า เงินชดเชยอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยเดือนละ 38,271 บาท กับค่าเช่าบ้านเดือนละ 53,000 บาท เป็นค่าจ้างจำเลยจ่าย ค่าชดเชยให้โจทก์ 942,000 บาท โดยไม่นำเงินดังกล่าวมารวมเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยเป็นการไม่ถูกต้อง โจทก์จึงยังไม่ได้รับค่าชดเชยอีก 547,626 บาท เห็นว่า โจทก์จำเลยทำสัญญาจ้างกันไว้ 4 ฉบับ กำหนดระยะเวลา จ้างติดต่อกัน สัญญาจ้างดังกล่าวแต่ละฉบับกำหนดเงินเดือนค่าจ้างของโจทก์ไว้ในข้อ 2 เป็นเงินบาท โดยสัญญาจ้าง ฉบับแรกมิได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับเงินชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน เพิ่งจะมีขึ้นในฉบับที่ 2 ถึงฉบับที่ 4 ความว่า เงินเดือน ของโจทก์ตามที่กำหนดไว้ต้องมีการปรับยอดประจำเดือนทุกเดือนในวันที่ 25 ของแต่ละเดือนเพื่อให้สอดคล้องกับ ภาวะผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินสกุลบาทและสกุลเหรียญสหรัฐ โดยให้นำเงินเดือนของโจทก์ร้อยละ 50 ซึ่งถือว่ามีอัตราแลกเปลี่ยน 29 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ มาปรับยอดตามอัตราแลกเปลี่ยนหรืออัตราซื้อขาย กลาง เงินชดเชยอัตราแลกเปลี่ยนที่โจทก์จะได้รับในแต่ละเดือนจึงไม่ครอบคลุมถึงเงินเดือนของโจทก์ทั้งหมด และมี