-151- แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ125/2552 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12039 - 12042/2553 นายสุบิน แตงอ่อน กับพวกโจทก์ บริษัทรุ่งโรจน์วิกรัย จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 150, 850, 852 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 สิทธิเรียกร้องค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เป็นสิทธิตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แต่เมื่อโจทก์ทั้งสี่สมัครใจทำข้อตกลงสละสิทธิเรียกร้องในเงินจำนวนดังกล่าวภายหลัง จากที่จำเลยเลิกจ้าง ซึ่งในขณะนั้นโจทก์ทั้งสี่พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยและมีอิสระที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับ สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของตนเองได้ เพราะพ้นพันธกรณีและอำนาจบังคับบัญชาจากจำเลยไปแล้ว ข้อตกลงอันเป็น สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยจึงมีผลสมบูรณ์ หาได้ขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะส่งผลให้เป็น โมฆะแต่อย่างใดไม่ โจทก์ทั้ง สี่จึงต้องผูกพันและปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ___________________________ คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 2 สั่งให้รวมพิจารณาคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับ สำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และเรียกจำเลยทั้งสี่สำนวนว่า จำเลย
-152- โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 599,840 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 599,840 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 495,520 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 495,520 บาท ค่าทำงานในวันหยุดแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 52,300 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 52,300 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 36,000 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 36,000 บาท ค่าล่วงเวลาในวันหยุดแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 252,976 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 252,976 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 187,776 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 187,776 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อย ละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน ของต้นเงินทั้งสามจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า ค่าจ้างที่โจทก์ทั้งสี่ได้รับ จากจำเลย วันที่จำเลยจ่ายค่าจ้างกับวันเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่เป็นไปตามคำฟ้องและคำให้การของโจทก์ทั้งสี่และจำเลย รายได้ย้อนหลัง 6 เดือน ของโจทก์ทั้งสี่ก่อนถูกเลิกจ้างในเรื่องเงินเดือน เงินจูงใจ เงินอุดหนุนค่าเช่าบ้าน เงินอื่นๆ ค่าทำงานในวันหยุด และรายได้รวมเป็นไปตามเอกสาร ระหว่างที่โจทก์ทั้งสี่เป็นลูกจ้างจำเลยได้ทำงานล่วงเวลาใน วันทำงานปกติและในวันหยุด มีจำนวนชั่วโมงตามเอกสาร จำเลยกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายค่าเที่ยวหรือเงินจูงใจ ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ โดยคำนวณค่าเที่ยวเท่ากับระยะทางวิ่งที่มีสินค้า (กิโลเมตร) คูณด้วยน้ำหนักบรรทุก (ตัน) คูณอัตรา ตัวแปรสินค้าเป็นไปตามเอกสาร เมื่อโจทก์ทั้งสี่และจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงอันถือเป็นสัญญาประนีประนอมยอม ความต่อกัน เพื่อยุติข้อพิพาท ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี และโจทก์ทั้งสี่ได้รับเงิน จำนวนดังกล่าวไปครบถ้วนแล้ว ตามสำเนาบันทึกการเจรจา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ว่า การที่โจทก์ทั้งสี่กับจำเลยทำสัญญา ประนีประนอมยอมความตามสำเนาบันทึกการเจรจาซึ่งระบุไว้ในข้อ 3 ว่า หากนายจ้างจ่ายค่าชดเชยและค่าบอก กล่าวล่วงหน้าครบถ้วนแล้ว ลูกจ้างไม่ติดใจเรียกร้องเงินอื่นๆ เช่น ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจาก นายจ้างอีกต่อไป และโจทก์ทั้งสี่รับว่าได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปครบถ้วนแล้ว นั้น โจทก์ทั้งสี่ยังคงมีสิทธิเรียกร้อง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดจากจำเลยตามฟ้องได้อีกหรือไม่ เห็นว่า คำว่า "เงิน อื่นๆ" ที่ระบุไว้ในสำเนาบันทึกการเจรจาข้อ 3 หากเทียบกับตัวอย่างต่อท้ายที่ยกขึ้นระบุไว้ ย่อมเล็งเห็นถึงความ ประสงค์ของโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยว่าให้ หมายถึง เงินทุกประเภทอันเกิดจากสัญญาจ้างแรงงาน ที่ ลูกจ้างพึงมีสิทธิที่จะได้รับตามกฎหมายจากนายจ้างก่อนที่มีการเลิกจ้าง ซึ่งมีความหมายรวมถึงค่าล่วงเวลา ค่า ทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามที่โจทก์ทั้งสี่เรียกร้องมาด้วย สิทธิเรียกเงินประเภทดังกล่าวตามที่
-153- โจทก์เรียกร้องมานั้น แม้เป็นสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ทั้งสี่สมัครใจ ทำข้อตกลงสละสิทธิเรียกร้องดังกล่าวภายหลังจากที่จำเลยเลิกจ้าง ซึ่งในขณะนั้นโจทก์ทั้งสี่พ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง ของจำเลยและมีอิสระที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของตนเองได้ เพราะพ้นพันธะกรณีและอำนาจ บังคับบัญชาจากจำเลยไปแล้ว ข้อตกลงอันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยจึงมีผล สมบูรณ์ หาได้ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชน อันจะส่งผลให้เป็นโมฆะแต่อย่างใดไม่ โจทก์ทั้งสี่จึงต้องผูกพันและปฏิบัติตามบันทึกการเจรจา เมื่อโจทก์ ได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยจากจำเลยครบถ้วนแล้ว โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงิน อื่นๆ ซึ่งหมายรวมถึงค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดดังที่วินิจฉัยข้างต้นเพราะสิทธิ เรียกร้องเงินดังกล่าว โจทก์ทั้งสี่ยอมสละแล้วซึ่งย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 โจทก์ทั้งสี่ไม่อาจจะรื้อฟื้นสิทธิที่ระงับไปแล้วตามกฎหมายมาเรียกร้องเอาจากจำเลยได้อีก ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (นิพนธ์ ใจสำราญ-ดิเรก อิงคนินันท์-อนันต์ ชุมวิสูตร) ศาลแรงงานภาค 2 - นายพันธ์เทพ เปรมประเสริฐสุข แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12037/2553
-154- นายยุทธ สารจิตต์โจทก์ บริษัทแกรนด์โฮมมาร์ท จำกัด กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 19 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 19 บัญญัติว่า เพื่อประโยชน์ในการคำนวณระยะเวลา การทำงานของลูกจ้างตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นับวันหยุด วันลา วันที่นายจ้างอนุญาตให้หยุดงานเพื่อประโยชน์ ของลูกจ้าง และวันที่นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างหยุดงานเพื่อประโยชน์ของนายจ้าง รวมเป็นระยะเวลาการทำงานของ ลูกจ้างด้วย ซึ่งวันหยุดและวันลาดังกล่าวตามมาตรา 5 ให้คำจำกัดความว่า วันหยุด หมายความว่า วันที่กำหนดให้ ลูกจ้างหยุดประจำสัปดาห์หยุดตามประเพณี หรือหยุดพักผ่อนประจำปี วันลา หมายความว่า วันที่ลูกจ้างลาป่วย ลาเพื่อทำหมัน ลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็น ลาเพื่อรับราชการทหาร ลาเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ ความสามารถ หรือลาเพื่อคลอดบุตร จึงเห็นได้ว่า การที่โจทก์ขาดงานไปโดยมิได้ลา ทั้งมิใช่วันที่นายจ้างสั่งให้ ลูกจ้างหยุดงานเพื่อประโยชน์ของนายจ้าง จึงไม่อาจนำเวลาที่ขาดงาน ซึ่งนายจ้างไม่ได้ประโยชน์จากการทำงาน ของลูกจ้างมารวมเป็นระยะเวลาทำงานของลูกจ้างได้ เมื่อโจทก์ขาดงานไปโดยมิได้ลาให้ถูกต้องตามระเบียบ โจทก์ จึงไม่ได้ทำงานติดต่อครบสามปีที่จะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันแต่อย่างใด เพียงแต่มีสิทธิ ได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 115/2548 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 ของจำเลยที่ 2 และขอให้ บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 68,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และ จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งที่ 115/2548 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 ของจำเลย ที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยส่วนที่เหลือจำนวน 68,099.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับ แต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
-155- ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการเดียวว่า คำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนนทบุรีที่ 115/2548 ที่วินิจฉัยว่าใน ระหว่างทำงานโจทก์ขาดงานไปเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2548 จึงไม่นับวันดังกล่าวรวมเป็นระยะเวลาทำงานติดต่อกัน เพื่อคำนวณค่าชดเชยนั้นชอบหรือไม่โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า โจทก์เริ่มทำงานกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2545 แต่ในระหว่างทำงาน เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2548 โจทก์ได้ขาดงานโดยมิได้ยื่นใบลาหรือแจ้งเหตุขัดข้องและได้ ยอมให้จำเลยที่ 1 หักเงินค่าจ้างของวันที่ขาดงานและยอมให้บันทึกการขาดในประวัติการทำงานของโจทก์ด้วย เมื่อ โจทก์ขาดงานจึงไม่นับวันที่ขาดงานเข้าในระยะเวลาทำงาน โจทก์จึงมิได้ทำงานติดต่อกันครบสามปีไม่มีสิทธิได้รับ ค่าชดเชยเพิ่มตามฟ้อง คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานถูกต้องแล้วนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 บัญญัติว่า "ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังต่อไปนี้...(3) ลูกจ้างซึ่งทำงาน ติดต่อกันครบสามปี แต่ไม่ครบหกปีให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน..." และมาตรา 19 บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์ในการคำนวณระยะเวลาการทำงานลูกจ้างตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นับวันหยุด วันลา วันที่นายจ้างอนุญาตให้หยุดงานเพื่อประโยชน์ของลูกจ้าง และวันที่นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างหยุดงานเพื่อประโยชน์ของ นายจ้าง รวมเป็นระยะเวลาการทำงานของลูกจ้างด้วย" ซึ่งวันหยุดและวันลาดังกล่าวตาม มาตรา 5 ให้คำจำกัด ความว่า "วันหยุด" หมายความว่า วันที่กำหนด ให้ลูกจ้างหยุดประจำสัปดาห์ หยุดตามประเพณี หรือหยุดพักผ่อน ประจำปี "วันลา" หมายความว่า วันที่ลูกจ้างป่วย ลาเพื่อทำหมัน ลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็น ลาเพื่อรับราชการทหาร ลาเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถ หรือลาเพื่อคลอดบุตร จึงเห็นได้ว่าการที่โจทก์ขาดงานไปใน วันที่ 3 มกราคม 2548 โดยวันดังกล่าวมิใช่วันที่กำหนดให้ลูกจ้างหยุดประจำสัปดาห์ หยุดตามประเพณีหรือหยุด พักผ่อนประจำปี และโจทก์ขาดงานไปโดยมิได้ลา ทั้งมิใช่วันที่นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างหยุดงานเพื่อประโยชน์ของ นายจ้าง จึงไม่อาจนำเวลาที่ขาดงาน ซึ่งนายจ้างไม่ได้ประโยชน์จากการทำงานของลูกจ้างมารวมเป็นระยะเวลา ทำงานของลูกจ้างได้ เมื่อโจทก์เข้าทำงานเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2545 และถูกเลิกจ้างเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 โดยระหว่างการทำงานเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2548 โจทก์ได้ขาดงานไปโดยมิได้ลาให้ถูกต้องระเบียบ โจทก์จึงมิได้ ทำงานติดต่อกันครบสามปี ที่จะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันแต่อย่างใด เพียงแต่มีสิทธิได้รับ ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (2) เท่านั้น คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนนทบุรีที่ 115/2548 เรื่อง ค่าชดเชย จึงวินิจฉัยไว้ชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยที่ 1 ฟังขึ้น" พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ (ทวีป ตันสวัสดิ์-ดิเรก อิงคนินันท์-ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล) ศาลแรงงานกลาง - วิทยา ทาระ
-156- แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ7081/2548 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11912/2553 นายชลยุทธ เดชะคุปต์โจทก์ บริษัทกันกุล เทรดดิ้งแอนด์ เอเยนซี่ จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 17, 20, 118 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นิยาม "ค่าจ้าง" หมายความว่า "เงินที่นายจ้างและ ลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น..." ซึ่งตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือระบุเรื่องค่าจ้างและการจ่าย ค่าจ้างไว้ในข้อ 3 และระบุค่าเบี้ยเลี้ยงไว้ในข้อ 3.2 เพียงว่า ค่าเบี้ยเลี้ยงวันละ 140 บาท ซึ่งศาลแรงงานกลางฟัง ข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงให้โจทก์ที่ปฏิบัติงานบนเรือเป็นอัตราแน่นอนทุกเดือนระหว่างออกไป ปฏิบัติงาน โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ซึ่งเป็นนายเรือทำงานประจำบนเรือจะต้องปฏิบัติงานที่อื่นใดนอกจาก บนเรือดังกล่าว เบี้ยเลี้ยงที่จำเลยจ่ายโจทก์จึงเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการ ทำงานปกติอันเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างที่จำเลยจ่ายแก่โจทก์เป็นรายเดือน การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าเบี้ย เลี้ยงเป็นค่าจ้างเมื่อรวมกับเงินเดือนแล้วโจทก์จึงได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 84,200 บาท จึงชอบแล้ว เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตามกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าและเมื่อโจทก์และจำเลยมีเจตนาทำสัญญาจ้างคราวละ 6 เดือน การนับระยะเวลาทุกช่วงเข้าด้วยกัน จึงมิชอบด้วยกฎหมายนั้นตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 20 บัญญัติว่า "การที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงาน ติดต่อกันโดยนายจ้างมีเจตนาที่จะไม่ให้ลูกจ้างนั้นมีสิทธิใดตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่านายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงาน
-157- ในหน้าที่ใด และการจ้างแต่ละช่วงมีระยะเวลาห่างกันเท่าใดก็ตามให้นับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันเพื่อ ประโยชน์ในการได้สิทธิของลูกจ้างนั้น" ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยจ้างโจทก์ทำงานตำแหน่งนายเรือตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2543 ถึงวันที่ 15 เมษายน 2547 โดยทำสัญญาจ้างแรงงานช่วงเวลาละ 6 เดือน ต่อเนื่องกันอีก 6 ช่วง ซึ่งการทำสัญญาจ้างแรงงานในลักษณะดังกล่าวทำให้โจทก์มีระยะเวลาการ ทำงานไม่ติดต่อกัน สิทธิที่จะได้รับค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้างก็จะได้ไม่เท่าสิทธิตามที่บัญญัติในมาตรา 118 จึงต้องนับ ระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกัน เพื่อประโยชน์ในการได้สิทธิในค่าชดเชยของโจทก์ตามมาตรา 20 การที่ศาล แรงงานกลางนับระยะเวลาการทำงานของโจทก์ทุกช่วงเข้าด้วยกัน เห็นว่า โจทก์ทำงานกับจำเลยครบสามปีแต่ไม่ ครบหกปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (3) จึงชอบแล้ว แต่ในส่วนของการจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อโจทก์นำ เรือกลับถึงท่าเรือกรุงเทพมหานครแล้วจำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ จึงเป็นการเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลาการจ้างใน สัญญาว่าจ้างคนประจำเรือข้อ 2 เช่นนี้ สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงมิต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ จำเลยจ้างโจทก์ให้เป็นคนประจำเรือตำแหน่งนายเรือ ซึ่งในวันครบกำหนดตามสัญญาจ้างอาจเป็น วันที่โจทก์ยังนำเรือกลับมาไม่ถึงกรุงเทพมหานคร เพราะเรือยังอยู่ในความควบคุมของโจทก์ การที่โจทก์และจำเลย ตกลงว่าการเดินทางกลับมาไม่ถึงมิให้เป็นการต่ออายุสัญญาจ้าง ซึ่งมีผลทำให้สัญญาจ้างครบกำหนดเมื่อเรือเดินทาง กลับถึงกรุงเทพมหานครแล้ว ย่อมเป็นข้อตกลงที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนและ ไม่ตกเป็นโมฆะแต่ประการใด ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับได้ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทันทีที่โจทก์นำเรือกลับมาถึง ท่าเรือกรุงเทพมหานครเป็นการเลิกจ้างเมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาจ้าง ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่เป็น การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 157,173.33 บาท ค่าชดเชยจำนวน 438,533.33 บาท และค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 252,600 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวทุกจำนวนอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่ โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง
-158- ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2543 จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์เข้า ทำงานตำแหน่งนายเรือ มีกำหนดระยะเวลาจ้าง 6 เดือน และได้ต่อสัญญาจ้างไปอีกครั้งละ 6 เดือน รวม 6 ครั้ง ครั้งสุดท้ายมีกำหนดระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2546 แล้วจำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2547 ในการทำงานจำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์เดือนละ 80,000 บาท และเบี้ยเลี้ยงวันละ 140 บาท ซึ่ง จำเลยจ่ายให้โจทก์เป็นประจำทุกเดือนในระหว่างที่ปฏิบัติงานบนเรือ แล้ววินิจฉัยว่าเบี้ยเลี้ยงเป็นส่วนหนึ่งของ ค่าจ้าง การที่จำเลยให้โจทก์ไม่ได้ทำงานติดต่อกันถือว่าจำเลยมีเจตนาไม่ให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย จึงต้องนับ ระยะเวลาทุกช่วงเข้าด้วยกัน จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์วันที่ 30 เมษายน 2547 แต่ให้โจทก์ทำงา นถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2547 โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าให้โจทก์ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ตามข้อตกลงจึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยชำระ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 157,173.33 บาท และค่าชดเชยจำนวน 438,533.33 บาท พร้อมด้วย ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 12 กรกฎาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยก่อน โดยจำเลยอุทธรณ์ ประการแรกว่า เบี้ยเลี้ยงที่จำเลยจ่ายให้โจทก์วันละ 140 บาท นั้น เป็นผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จ่ายกันเป็น ครั้งคราวเพราะวันหยุดวันลาลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับ จึงมิใช่ค่าจ้างนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 นิยาม "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงาน ตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น..." ซึ่งตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือระบุเรื่องค่าจ้างและการจ่ายค่าจ้างไว้ในข้อ 3 และระบุเรื่องค่าเบี้ยเลี้ยงไว้ในข้อ 3.2 เพียงว่า "ค่าเบี้ยเลี้ยงวันละ 140 บาท" ซึ่งศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้โจทก์ที่ ปฏิบัติงานบนเรือเป็นอัตราแน่นอนทุกเดือนระหว่างออกไปปฏิบัติงาน โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ซึ่งเป็นนาย เรือทำงานประจำบนเรือกิมจิ่งจะต้องปฏิบัติงานที่อื่นใดนอกจากบนเรือดังกล่าว เบี้ยเลี้ยงที่จำเลยจ่ายโจทก์จึงเป็น ค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติอันเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างที่จำเลยจ่าย แก่โจทก์เป็นรายเดือน การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าเบี้ยเลี้ยงเป็นค่าจ้าง เมื่อรวมกับเงินเดือนแล้วโจทก์จึงได้รับ ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 84,200 บาท จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น จำเลยอุทธรณ์เป็นประการสุดท้ายว่า สัญญาว่าจ้างคนประจำเรือระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็น สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตามกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างจึงไม่ ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและเมื่อโจทก์และจำเลยมีเจตนาทำสัญญาจ้างกันคราวละ 6 เดือน การ นับระยะเวลาทุกช่วงเข้าด้วยกันจึงมิชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 20 บัญญัติว่า "การที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานติดต่อกันโดยนายจ้างมีเจตนาที่จะไม่ให้ลูกจ้างนั้นมีสิทธิใดตาม พระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่านายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานในหน้าที่ใด และการจ้างแต่ละช่วงมีระยะเวลาห่างกันเท่าใดก็
-159- ตาม ให้นับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกัน เพื่อประโยชน์ในการได้สิทธิของลูกจ้างนั้น" ซึ่งปรากฏ ข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางว่า จำเลยจ้างโจทก์ทำงานตำแหน่งนายเรือตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2543 ถึงวันที่ 15 เมษายน 2547 โดยทำสัญญาจ้างแรงงานช่วงเวลาละ 6 เดือนต่อเนื่องกัน อีก 6 ช่วง ซึ่งการทำสัญญาจ้างแรงงานในลักษณะดังกล่าวทำให้โจทก์มีระยะเวลาการทำงานไม่ ติดต่อกัน สิทธิที่จะได้รับค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้างก็จะได้ไม่เท่าสิทธิตามที่บัญญัติในมาตรา 118 จึงต้องนับระยะเวลา การทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกัน เพื่อประโยชน์ในการได้สิทธิในค่าชดเชยของโจทก์ตามมาตรา 20 การที่ศาลแรงงาน กลางนับระยะเวลาการทำงานของโจทก์ทุกช่วงเข้าด้วยกันแล้วเห็นว่าโจทก์ทำงานกับจำเลยครบสามปีแต่ไม่ครบหก ปีจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 (3) จึงชอบแล้ว แต่ในส่วนของการจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อ ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางว่า ในระหว่างที่โจทก์ทำงานตามสัญญาจ้างคนประจำเรือ ฉบับสุดท้าย จำเลยให้โจทก์นำเรือไปส่งสินค้าต่างประเทศ โจทก์นำเรือกลับมาถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2547 เกินกำหนดระยะเวลาตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือ ข้อ 2 วรรคหนึ่ง ที่ระบุให้มีระยะเวลาการทำงาน 6 เดือน นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2546 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 15 เมษายน 2547 แต่ตามสัญญาว่าจ้างคนประจำ เรือข้อ 2 วรรคสอง ก็ได้ระบุว่าในกรณีเรือที่ลูกจ้างทำงานเดินทางกลับมาถึงเมืองท่ากรุงเทพมหานครภายหลังวัน ครบกำหนดสัญญาจ้าง มิให้ถือว่าเป็นการต่ออายุสัญญาจ้าง หรือเป็นการจ้างโดยมิได้กำหนดเวลาแต่อย่างใด กำหนดระยะเวลาการทำงานตามสัญญาดังกล่าวจึงเป็นได้สองกรณีคือระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาหรือ หากในวันครบกำหนดอายุสัญญาจ้าง ลูกจ้างยังอยู่ระหว่างการทำงานบนเรือนอกท่าก็ให้ครบกำหนดในวันที่เดินทาง กลับมาถึงท่าเรือที่กรุงเทพมหานคร เมื่อโจทก์นำเรือกลับถึงท่าเรือกรุงเทพมหานครแล้วจำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ จึง เป็นการเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลาการจ้างในสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือข้อ 2 ดังกล่าว สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลง โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง จำเลย จึงมิต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์จึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์จำเลยฟังขึ้นบางส่วน มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็น ธรรมหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน และสัญญา ข้อ 2 วรรคสอง ขัดกับกฎหมายคุ้มครองแรงงานจึงเป็นโมฆะ เห็นว่า จำเลยจ้างโจทก์ให้เป็นคนประจำเรือตำแหน่ง นายเรือ ซึ่งในวันครบกำหนดตามสัญญาจ้างอาจเป็นวันที่โจทก์ยังนำเรือกลับมาไม่ถึงกรุงเทพมหานคร เพราะเรือยัง อยู่ในความควบคุมของโจทก์ การที่โจทก์และจำเลยตกลงกันว่าการเดินทางกลับมาไม่ถึงมิให้เป็นการต่ออายุสัญญา จ้าง ซึ่งมีผลทำให้สัญญาจ้างครบกำหนด เมื่อเรือเดินทางกลับถึงกรุงเทพมหานครแล้ว ย่อมเป็นข้อตกลงที่ไม่ขัดต่อ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนและตกเป็นโมฆะแต่ประการใด ข้อตกลงดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ได้ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทันทีที่โจทก์นำเรือกลับมาถึงท่าเรือกรุงเทพมหานครเป็นการเลิกจ้างเมื่อครบกำหนด ระยะเวลาตามสัญญาจ้าง จึงไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าดังที่วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น และไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็น ธรรม อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
-160- พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (พิทยา บุญชู-ดิเรก อิงคนินันท์-ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7891/2553 นายวิศิษฐ์ วิชาสีโจทก์ บริษัทสยาม-ฮิตาชิ คอนสตรัคชัน แมชีเนอรี จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 9 วรรค หนึ่ง ค่านายหน้าในการยึดรถเป็นเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง โดยคำนวณจากจำนวนรถที่ ลูกจ้างยึดได้ในอัตราแน่นอนคันละ 10,000 บาท นอกเหนือจากค่าจ้างรายเดือนอัตราเดือนละ 9,500 บาท ที่ กำหนดจ่ายให้ทุกวันที่ 25 ของเดือน จึงเป็นการจ่ายให้เป็นค่าตอบแทนในการทำงานคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้าง ทำได้ในเวลาปกติของวันทำงาน ถือเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ซึ่งนายจ้างต้องเสีย ดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง
-161- ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 11,460 บาท สินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าในส่วนของค่านายหน้าย้อนหลัง 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วัน ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าชดเชย 57,300 บาท และค่านายหน้าย้อนหลัง 140,000 บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็น ธรรม 708,208 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เงินสมทบ ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนของจำเลยอีก 49,078 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์สละประเด็นในส่วนที่ฟ้องเรียกเงินสมทบและผลประโยชน์เงินสมทบของ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจากจำเลย จำเลยสละคำให้การที่ต่อสู้ไว้ว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม และในส่วนที่กล่าวอ้าง ว่าโจทก์ลาออกเอง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินค่านายหน้าในการยึดรถให้แก่โจทก์ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่าที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยเสียดอกเบี้ยอัตราร้อย ละ 7.5 ต่อปี จากเงินค่านายหน้าในการยึดรถจำนวน 100,000 บาท และให้เสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 30 มกราคม 2544 เป็นต้นไปชอบหรือไม่ เห็นว่า ค่านายหน้าในการยึดรถเป็นเงินที่จำเลยตกลงจ่ายให้แก่โจทก์ โดยคำนวณจาก จำนวนรถที่โจทก์ยึดได้ในอัตราแน่นอนคันละ 10,000 บาท นอกเหนือจากค่าจ้างรายเดือนอัตราเดือนละ 9,500 บาท ที่กำหนดจ่ายให้ทุกวันที่ 25 ของเดือน จึงเป็นการจ่ายให้เป็นค่าตอบแทนในการทำงานคำนวณตามผลงานที่ โจทก์ทำได้ในเวลาปกติของวันทำงาน ถือเป็นค่าจ้างอีกส่วนหนึ่งนอกเหนือจากค่าจ้างที่ต้องจ่ายตามระยะเวลาการ ทำงานปกติตามความหมายของคำว่า "ค่าจ้าง" ที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ให้คำจำกัด ความไว้ เมื่อจำเลยยังไม่ได้จ่ายให้แก่โจทก์ จำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยเสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 30 มกราคม 2542 โดยอ้างว่าโจทก์ ทำเรื่องขอเบิกเงินในวันดังกล่าวนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางมิได้ฟังข้อเท็จจริงดังที่อ้าง ทั้งโจทก์ฟ้องขอให้ชำระ
-162- ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 30 มกราคม 2544 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปตามคำขอของโจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะในส่วนดอกเบี้ยของเงินค่านายหน้าในการยึดรถ ให้จำเลยชำระให้แก่ โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. (พิทยา บุญชู-ดิเรก อิงคนินันท์-พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์) ศาลแรงงานกลาง - นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นสป35/2544 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8938 - 8992/2552 นายทองแดง พงษ์ธนู กับพวกโจทก์ บริษัทเซนจูรี่เท็กซ์ไทล์ จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5
-163- การที่จำเลยจ่ายค่าครองชีพให้ลูกจ้างมีจำนวนแน่นอนและจ่ายให้เป็นประจำทุกเดือนเช่นเดียวกับ เงินเดือนโดยไม่คำนึงว่าลูกจ้างจะหยุดงานหรือไม่เช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าค่าครองชีพเป็นเงินส่วนหนึ่งที่จำเลยจ่ายให้แก่ ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานปกติในวันทำงานของลูกจ้าง ค่าครองชีพจึงเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง การที่จำเลยกับสหภาพแรงงานเซนจูรี่เท็กซ์ไทล์ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยมีเงื่อนไขมิ ให้นำค่าครองชีพไปรวมกับค่าจ้างเพื่อคิดคำนวณค่าชดเชยและเงินอื่น ๆ ที่คำนวณจากค่าจ้างและเงินเดือน จึงเป็น การฝ่าฝืน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนย่อมตก เป็นโมฆะ ไม่มีผลผูกพันลูกจ้าง ___________________________ คดีทั้งห้าสำนวนศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกันโดยเรียกโจทก์เรียงตามลำดับ สำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 55 เรียกจำเลยทุกสำนวนว่าจำเลย โจทก์ทั้งห้าสิบห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าชดเชยพิเศษ สินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องของ โจทก์แต่ละคน จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งห้าสิบห้ามีวันเข้าทำงานวันเลิกจ้าง อัตรา ค่าจ้างสุดท้าย และค่าครองชีพ จำเลยกับสหภาพแรงงานเซนจูรี่เท็กซ์ไทล์มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง จำเลยมี หนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าสิบห้าและจ่ายเงินให้แก่โจทก์ทั้งห้าสิบห้า และหากค่าครองชีพที่พิพาทเป็นค่าจ้างจำเลย ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ทั้งห้าสิบห้า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมจำเลยจ่ายค่าครองชีพรวมกับค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง แต่เมื่อมี การประกาศปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำลูกจ้างจำเลยส่วนใหญ่จะไม่ได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างตามประกาศ จำเลยกับ สหภาพแรงงานเซนจูรี่เท็กซ์ไทล์จึงทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกันใหม่โดยแยกค่าครองชีพออกจากค่าจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2533 เป็นต้นมา ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ข้อ 2 มีข้อตกลงว่าจำเลยจ่ายค่าครอง ชีพให้แก่ลูกจ้างโดยมีหลักเกณฑ์ไม่นำเงินดังกล่าวรวมเข้าในค่าจ้างมูลฐาน และไม่นำไปคิดคำนวณค่าล่วงเวลา ค่า ทำงานในวันหยุด ค่าทดแทน ค่าชดเชย เงินบำเหน็จ เงินโบนัสประจำปี และเงินอื่น ๆ ที่คำนวณจากค่าจ้างและ เงินเดือน ก่อนเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าสิบห้าจำเลยจ่ายค่าครองชีพให้แก่ลูกจ้างทุกคนเป็นประจำในอัตราเดือนละ 700
-164- บาท ไม่ว่าจะหยุดงานหรือไม่ก็ตาม แล้ววินิจฉัยว่า ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้ประสงค์จะจ่ายค่าครองชีพเพื่อตอบแทนการทำงานให้แก่ลูกจ้างแต่จ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการช่วยเหลือ ลูกจ้าง ค่าครองชีพจึงมิใช่ค่าจ้าง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าสิบห้าเนื่องจากต้องลดพนักงานลงตามความเหมาะสม เพื่อประคองให้รอดพ้นจากภาวะล้มละลายอันเป็นเหตุให้ต้องเลิกกิจการและเลิกจ้างลูกจ้างทั้งหมดเพราะเหตุ ประกอบกิจการขาดทุน มิได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าสิบห้าเนื่องจากนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือ เทคโนโลยีเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุจำเป็นและสมควรเพียงพอ เป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่าย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือค่าชดเชยพิเศษและค่าบอกกล่าว ล่วงหน้าเพิ่มพิเศษแก่โจทก์ทั้งห้าสิบห้า จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ที่ 11 ที่ 12 ขาด อยู่ 13 วัน และจ่ายให้แก่โจทก์ที่ 25 ขาดอยู่ 2 วัน จึงต้องรับผิดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าส่วนที่ขาด พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ดังกล่าว พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 11 โจทก์ที่ 12 และโจทก์ที่ 25 จำนวน 4,455.97 บาท 6,744.40 บาท และ 419 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ทั้งห้าสิบห้าและจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าสิบห้าว่า ค่าครองชีพเป็นค่าจ้างหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยกับสหภาพแรงงานเซนจูรี่เท็กซ์ไทล์ได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการ จ้างกันใหม่จากเดิมที่เคยจ่ายค่าครองชีพรวมกับค่าจ้างมาเป็นแยกจ่ายค่าครองชีพออกจากค่าจ้างก็ตาม แต่ก็ได้ ความว่าหลังจากทำข้อตกลงดังกล่าวแล้วจำเลยได้จ่ายค่าครองชีพให้แก่ลูกจ้างรายวันและรายเดือนในอัตราเท่ากัน ทุกเดือนโดยไม่คำนึงว่าลูกจ้างจะหยุดงานหรือไม่ การที่จำเลยจ่ายค่าครองชีพให้ลูกจ้างรวมทั้งโจทก์ทั้งห้าสิบห้ามี จำนวนแน่นอนและจ่ายให้เป็นประจำทุกเดือนเช่นเดียวกับเงินเดือนโดยไม่คำนึงว่าลูกจ้างจะหยุดงานหรือไม่เช่นนี้ กรณีย่อมถือได้ว่าค่าครองชีพเป็นเงินส่วนหนึ่งที่จำเลยจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานปกติในวันทำงาน ของลูกจ้าง ค่าครองชีพจึงเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง เมื่อค่าครองชีพเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างและพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 กำหนดให้ถือเอาอัตราค่าจ้างเป็นเกณฑ์ในการคำนวณจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด เป็นต้น ดังนั้น ในการจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าและค่าชดเชย นายจ้างจะต้องจ่ายให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายซึ่งต้องรวมค่าจ้างทุกประเภท รวมทั้งค่าครองชีพมาเป็นฐานคำนวณด้วย การที่จำเลยกับสหภาพแรงงานเซนจูรี่เท็กซ์ไทล์ทำข้อตกลงเกี่ยวกับ สภาพการจ้าง โดยมีเงื่อนไขมิให้นำค่าครองชีพไปรวมกับค่าจ้างเพื่อคิดคำนวณค่าชดเชยและเงินอื่น ๆ ที่คำนวณ จากค่าจ้างและเงินเดือน จึงเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับ ความสงบเรียบร้อยของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลผูกพันลูกจ้าง จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยเพิ่มเติมแก่โจทก์ทั้งห้าสิบห้า... พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มแก่โจทก์ทั้งห้าสิบห้าคน ละ 350 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายค่าชดเชยเพิ่ม
-165- ให้แก่โจทก์คนละ 7,000 บาท ยกเว้นโจทก์ที่ 3 ที่ 5 ที่ 13 ที่ 24 ที่ 28 ที่ 34 และที่ 47 จ่ายเพิ่มให้คนละ 5,600 บาท โจทก์ที่ 10 จ่ายเพิ่มให้ 2,100 บาท และโจทก์ที่ 55 จ่ายเพิ่มให้ 4,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินแต่ละจำนวนจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 27 เมษายน 2548 สำหรับโจทก์ที่ 11 ที่ 12 ที่ 25 ถึงที่ 35 ให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 18 เมษายน 2548 สำหรับโจทก์ที่ 13 ถึง ที่ 24 ให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 23 เมษายน 2548 สำหรับโจทก์ที่ 36 ให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 30 เมษายน 2548 และสำหรับโจทก์ที่ 37 ถึง 55 ให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 29 เมษายน 2548 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลแรงงานกลาง (นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ดิเรก อิงคนินันท์-วิรุฬห์ แสงเทียน) ศาลแรงงานกลาง - นายไพโรจน์ นิติกรไชยรัตน์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7896 - 8256/2552 นางเพยาว์ นันทภูมิ กับพวกโจทก์ บริษัทเซิงลิมโดไทย จำกัด กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5
-166- การที่บริษัท น. กำหนดรายชื่อผู้ขายวัตถุดิบและรายชื่อผู้ผลิตชิ้นส่วนรองเท้า ส่งเจ้าหน้าที่มา ประจำที่โรงงานของจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพและรูปแบบการผลิตรองเท้าของจำเลยที่ 2 เป็นกรณีที่ บริษัท น. สอดแทรกเข้าไปในกระบวนการผลิตรองเท้าตั้งแต่กำหนดตัวผู้จำหน่ายวัตถุดิบ กำหนดตัวผู้ผลิตชิ้นส่วน รองเท้า จำเลยที่ 2 ไม่มีอิสระในการเลือกซื้อวัตถุดิบและเลือกจ้างผู้ผลิตชิ้นส่วนรองเท้า จนถึงในกรณีการผลิตไม่ได้ คุณภาพหรือรูปแบบตามความประสงค์ของบริษัท น. เจ้าหน้าที่ของบริษัท น. ที่ประจำอยู่ที่โรงงานก็แจ้งให้จำเลยที่ 2 แก้ไขในส่วนโรงงานผลิตได้อีกด้วย ดังนั้นทุกขั้นตอนการผลิตของจำเลยที่ 2 จึงอยู่ในการควบคุมของบริษัท น. ทั้งนี้ก็เพื่อให้จำเลยที่ 2 ผลิตรองเท้าที่มีคุณภาพวัตถุดิบและคุณภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานเดียวกับรองเท้าของ บริษัท น. ทั่วโลก อันเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญที่จำเลยที่ 2 ต้องทำให้สำเร็จประโยชน์ของบริษัท น. สัญญาระหว่าง จำเลยที่ 2 กับบริษัท น. จึงไม่ใช่สัญญาอันมีวัตถุประสงค์ให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในรองเท้าแต่เพียงอย่างเดียว แต่ เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ตกลงรับผลิตรองเท้าจนสำเร็จประโยชน์ในการให้คุณภาพของรองเท้าที่จำเลยที่ 2 ผลิตมี มาตรฐานเดียวกับรองเท้าของบริษัท น. ทั่วโลก จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้รับเหมาชั้นต้นของบริษัท น. ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้าง ผลิตรองเท้าตามความหมายของคำว่า "ผู้รับเหมาชั้นต้น" ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ___________________________ คดีทั้งสามร้อยหกสิบเอ็ดสำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 2 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้ เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 361 โจทก์ทั้งสามร้อยหกสิบเอ็ดฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชยส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ย ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา ให้พิจารณาคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ไปฝ่าย เดียว (จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การ) จำเลยที่ 2 ทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง พิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยส่วนที่เหลือตาม บัญชีท้ายคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์ทั้งสามร้อยหกสิบเอ็ด ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสามร้อยหกสิบเอ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับเหมาชั้นต้นของบริษัทไนกี้ (ประเทศ ไทย) จำกัด หรือไม่ พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่า จำเลยที่ 2 ผลิตรองเท้าให้บริษัทไนกี้
-167- (ประเทศไทย) จำกัด เพียงรายเดียว ในการผลิตบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้กำหนดรูปแบบ จำนวน วัตถุดิบ และตั้งราคากลางให้จำเลยที่ 2 พิจารณา หากจำเลยที่ 2 เห็นว่าสามารถผลิตได้ตามราคากลางก็แจ้งกลับไป ยังบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด ทำใบยืนยันให้ทำการผลิตโดยระบุรายละเอียด ขนาดรองเท้า จำนวนรองเท้าแต่ละขนาด สถานที่จัดส่ง และราคารองเท้าต่อคู่ส่งให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ จัดซื้อวัตถุดิบจากรายชื่อผู้ขายที่บริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด กำหนดเพื่อให้ใช้วัตถุดิบตามคุณภาพที่บริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด กำหนด แม้มีผู้จำหน่ายวัตถุดิบรายอื่น (ไม่มีรายชื่อตามที่บริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด กำหนด) ที่มีวัตถุดิบมีคุณภาพเดียวกันและราคาถูกกว่า จำเลยที่ 2 ก็ไม่สามารถซื้อได้ และจำเลยที่ 2 ดำเนินการ ผลิตจนเป็นรองเท้าสำเร็จรูปแล้วส่งให้บริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผลิตชิ้นส่วนด้านบนของ รองเท้าให้จำเลยที่ 2 ซึ่งผู้ผลิตชิ้นส่วนรองเท้าต้องเป็นผู้ที่บริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุรายชื่อไว้ ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด จะตรวจสอบในเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานและคุณภาพสินค้า ระหว่างการผลิตมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด มาประจำที่โรงงานของจำเลยที่ 2 เพื่อตรวจสอบ คุณภาพและการผลิตของจำเลยที่ 2 หากการผลิตไม่ได้คุณภาพหรือไม่ได้รูปแบบตามที่บริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด กำหนด เจ้าหน้าที่ของบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด แจ้งฝ่ายตรวจสอบคุณภาพของจำเลยที่ 2 แล้วฝ่าย ตรวจสอบคุณภาพประสานงานกับฝ่ายผลิตของจำเลยที่ 2 ให้แก้ไขปรับปรุงในส่วนของโรงงานผลิต บริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด มีนโยบายทางการค้าในการควบคุมคุณภาพการผลิตของจำเลยที่ 2 ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน กับผู้ผลิตรายอื่นที่ผลิตรองเท้าให้บริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด ทั่วโลก มีเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และเจ้าหน้าที่ ของบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด ตรวจสอบคุณภาพของงานที่จำเลยที่ 1 ผลิตว่าถูกต้องตรงตามที่กำหนดไว้ หรือไม่หากตรวจสอบแล้วไม่ได้คุณภาพตามกำหนดก็สั่งให้จำเลยที่ 1 หยุดการผลิต เห็นว่า การที่บริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด กำหนดรายชื่อผู้ขายวัตถุดิบและรายชื่อผู้ผลิตชิ้นส่วนรองเท้า ส่งเจ้าหน้าที่มาประจำที่โรงงาน ของจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพและรูปแบบการผลิตรองเท้าของจำเลยที่ 2 เป็นกรณีที่บริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด สอดแทรกเข้าไปในกระบวนการผลิตรองเท้าตั้งแต่กำหนดตัวผู้จำหน่ายวัตถุดิบ กำหนดตัว ผู้ผลิตชิ้นส่วนรองเท้า จำเลยที่ 2 ไม่มีอิสระในการเลือกซื้อวัตถุดิบและเลือกจ้างผู้ผลิตชิ้นส่วนรองเท้า จนถึงในกรณี การผลิตไม่ได้คุณภาพหรือรูปแบบตามความประสงค์ของบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าหน้าที่ของบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ประจำอยู่ที่โรงงานก็แจ้งให้จำเลยที่ 2 แก้ไขในส่วนโรงงานผลิตได้อีกด้วย ดังนั้นทุกขั้นตอน การผลิตของจำเลยที่ 2 จึงอยู่ในการควบคุมของบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด ทั้งนี้ก็เพื่อให้จำเลยที่ 2 ผลิต รองเท้าที่มีคุณภาพวัตถุดิบและคุณภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานเดียวกับรองเท้าของบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด ทั่วโลก อันเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญที่จำเลยที่ 2 ต้องทำให้สำเร็จประโยชน์ของบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด สัญญา ระหว่างจำเลยที่ 2 กับบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด จึงไม่ใช่สัญญาอันมีวัตถุประสงค์ให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ใน รองเท้าแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ตกลงรับผลิตรองเท้าจนสำเร็จประโยชน์ในการให้คุณภาพของ รองเท้าที่จำเลยที่ 2 ผลิตมีมาตรฐานเดียวกับรองเท้าของบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด ทั่วโลก จำเลยที่ 2 จึงเป็น ผู้รับเหมาชั้นต้นของบริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างผลิตรองเท้าตามความหมายของคำว่า "ผู้รับเหมาชั้นต้น" ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และเมื่อจำเลยที่ 2 ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ผลิตชิ้นส่วนรองเท้าด้านบน ตามแบบที่กำหนดในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 2 เพื่อประโยชน์แก่ผู้ว่าจ้าง จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้รับเหมาช่วง จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสามร้อยหกสิบเอ็ดใน ค่าชดเชยส่วนที่เหลือตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ทั้ง สามร้อยหกสิบเอ็ดฟังขึ้น
-168- พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในค่าชดเชยส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ย ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 (ไพโรจน์ วายุภาพ-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์) ศาลแรงงานภาค 2 - นางเศรณี ศิริมังคละ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4970/2552 นายวิทยา ตรีโลเกศวัฒนาโจทก์ บริษัทเดคทอปเมนูเฟคทอริ่ง จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 575 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 จำเลยมีวัตถุประสงค์หลักคือประกอบกิจการออกแบบและเป็นที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างท่อก๊าซ จำเลยรับจ้างเป็นวิศวกรที่ปรึกษาออกแบบในโครงการท่อส่งก๊าซให้บริษัท ว. จำเลยจ้างโจทก์เป็นวิศวกรและส่ง
-169- โจทก์ไปทำงานในโครงการดังกล่าวของบริษัท ว. จำเลยเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนในการทำงานที่โจทก์ไปทำงานที่ บริษัท ว. ให้โจทก์ตลอดมา อันเป็นการจ่ายค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยสำหรับ ระยะเวลาการทำงานปกติของโจทก์จึงเป็นค่าจ้าง การที่โจทก์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งและการบังคับบัญชาของบริษัท ว. นั้น เป็นกรณีที่จำเลยมอบอำนาจบังคับบัญชาบางส่วนของตนไปให้บริษัท ว. ใช้แทนจำเลยในระหว่างที่โจทก์ไป ปฏิบัติงานตามคำสั่งของจำเลยเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับบริษัท ว. เมื่องาน ออกแบบเสร็จสิ้นลง บริษัท ว. มีหนังสือถึงจำเลยแจ้งว่าการปฏิบัติงานของโจทก์สิ้นสุดลง เป็นกรณีที่บริษัท ว. แจ้ง ส่งตัวโจทก์คืนให้จำเลย แสดงว่าอำนาจในการเลิกจ้างโจทก์ยังคงอยู่ที่จำเลย หาได้ทำให้จำเลยไม่มีอำนาจบังคับ บัญชาโจทก์แต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงเป็นลูกจ้างของจำเลย ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลา 1,748 บาท ค่าทำงานในวันหยุด 18,664 บาท และค่าชดเชย 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งวิศวกรซึ่งเป็นงานที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักของจำเลยคือประกอบกิจการ ออกแบบและเป็นที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างท่อก๊าซโดยจำเลยรับจ้างเป็นวิศวกรที่ปรึกษาออกแบบในโครงการท่อ ส่งก๊าซมาบตาพุด จังหวัดระยอง ให้บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด จำเลยส่งโจทก์ไปทำงานในโครงการดังกล่าวของ บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด โจทก์ไปทำงานที่บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด ก็ด้วยคำสั่งของจำเลยและทำงานใน โครงการที่จำเลยรับจ้างจากบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด นั่นเอง เมื่องานออกแบบเสร็จสิ้นลงบริษัทวอร์เลย์พาร์ สันส์ จำกัด จึงมีหนังสือถึงจำเลยแจ้งว่าการปฏิบัติงานของโจทก์สิ้นสุดลงในวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เป็นกรณีที่ บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด แจ้งส่งตัวโจทก์คืนให้จำเลยเมื่อการปฏิบัติงานสิ้นสุดลง ไม่ใช่บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด บอกเลิกจ้างโจทก์ แสดงว่าอำนาจในการเลิกจ้างโจทก์ยังคงอยู่ที่จำเลย อีกทั้งจำเลยเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนใน การที่โจทก์ไปทำงานที่บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด ตามคำสั่งของจำเลยให้โจทก์ตลอดมาไม่ว่าจะคำนวณ ค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงหรือเป็นรายเดือนก็ตาม ค่าตอบแทนนั้นเป็นการจ่ายตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้าง
-170- ระหว่างโจทก์กับจำเลยสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติของโจทก์ จึงเป็นค่าจ้าง การที่โจทก์ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง และการบังคับบัญชาของบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด นั้นเป็นกรณีที่จำเลยมอบอำนาจบังคับบัญชาบางส่วนของ ตนไปให้บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด ใช้แทนจำเลยในระหว่างที่โจทก์ไปปฏิบัติงานตามคำสั่งของจำเลยเพื่อให้งาน สำเร็จลุล่วงไปตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด หาได้ทำให้จำเลยไม่มีอำนาจบังคับ บัญชาโจทก์แต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงเป็นลูกจ้างของจำเลย แม้จำเลยยื่นแบบรายการหักภาษี ณ ที่จ่ายของโจทก์ใน ฐานะผู้มีรายได้อิสระก็ไม่ทำให้นิติสัมพันธ์ความเป็นลูกจ้างนายจ้างระหว่างโจทก์จำเลยเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ของ โจทก์ฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาในประเด็น ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3) (ข) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธี พิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 (ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-มานัส เหลืองประเสริฐ) ศาลแรงงานกลาง - นายเลิศชัย ภักดีฉนวน แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ6943/2548 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4970/2552 นายวิทยา ตรีโลเกศวัฒนาโจทก์
-171- บริษัทเดคทอปเมนูเฟคทอริ่ง จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นวิศวกรซึ่งเป็นงานตามวัตถุประสงค์หลักของจำเลย คือ ประกอบกิจการ ออกแบบและเป็นที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างท่อก๊าซ โดยจำเลยรับจ้างเป็นวิศวกรที่ปรึกษาออกแบบในโครงการท่อ ส่งก๊าซมาบตาพุดให้แก่บริษัท ว. และจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ไปทำงานที่บริษัท ว. ในโครงการดังกล่าว โดยจำเลยเป็น ผู้จ่ายค่าตอบแทนการทำงานให้ เมื่องานออกแบบเสร็จสิ้นบริษัท ว. แจ้งส่งตัวโจทก์คืนให้จำเลย ดังนั้น แม้ใน ระหว่างที่โจทก์ทำงานให้บริษัท ว. โจทก์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งและการบังคับบัญชาของบริษัท ว. แต่เป็นกรณีที่ จำเลยมอบอำนาจบังคับบัญชาบางส่วนของตนให้บริษัท ว. ใช้แทนจำเลยในระหว่างที่โจทก์ไปปฏิบัติงานตามคำสั่ง ของจำเลย เพื่อให้งานลุล่วงไปตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับบริษัท ว. หาได้ทำให้จำเลยไม่มีอำนาจบังคับบัญชา โจทก์แต่อย่างใดไม่ และแม้จำเลยยื่นแบบรายการหักภาษี ณ ที่จ่ายของโจทก์ในฐานะผู้มีรายได้อิสระก็ไม่ทำให้นิติ สัมพันธ์ความเป็นลูกจ้างนายจ้างระหว่างโจทก์จำเลยเปลี่ยนแปลงไป ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งวิศวกรออกแบบ โดยให้โจทก์ไปทำงานกับ บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด (Worley Parsons (Thailand) Limited) ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 70,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ตามกฎหมายขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลา 1,748 บาท ค่าทำงานในวันหยุด 18,664 บาท และค่าชดเชย 210,000 บาท และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยมิใช่นายจ้างโจทก์ โจทก์จำเลยไม่เคยทำสัญญาจ้างแรงงาน ต่อกัน โจทก์เป็นวิศวกรอิสระรับจ้างจำเลยเป็นวิศวกรที่ปรึกษาในการคำนวณและออกแบบโครงการก่อสร้างท่อส่ง ก๊าซให้แก่ บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด (Worley Parsons (Thailand) Limited) ระหว่างอำเภอมาบตาพุดถึง อำเภอบางปะกงเท่านั้น โจทก์มีอิสระในการทำงาน ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของจำเลย ค่าจ้างรับบริการก็เป็น การหักภาษีตามแบบ ภ.ง.ด.3 สำหรับผู้มีวิชาชีพอิสระจ้างทำของ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการจ้าง ทำของ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และจำเลยไม่เคยสั่งให้โจทก์ทำงานใน วันหยุดประจำสัปดาห์เพราะเป็นการทำงานอย่างอิสระของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดจำเลย ไม่เคยสั่งให้โจทก์ทำงานล่วงเวลา โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาหรือดอกเบี้ยตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
-172- ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีวัตถุประสงค์หลักในการประกอบกิจการ ออกแบบและเป็นที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างท่อก๊าซ โจทก์เป็นวิศวกรได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ วิศวกรรมควบคุม จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งวิศวกร (ไม่ได้ทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือ) โดยส่งให้โจทก์ไป ทำงานกับบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด (Worley Parsons (Thailand) Limited) ในโครงการท่อส่งก๊าซมาบตา พุด จังหวัดระยอง จำเลยรับจ้างบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด ในส่วนการออกแบบโดยเป็นวิศวกรที่ปรึกษาใน ลักษณะการจ้างงานเป็นคราว ๆ ไป โจทก์ไม่ได้เข้าทำงานที่บริษัทของจำเลย เมื่อถึงรอบการจ่ายเงินค่าตอบแทน โจทก์นำหลักฐานระบุชั่วโมงทำงานที่โจทก์ทำงานให้บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด มาคำนวณเงินค่าตอบแทนกับ กรรมการผู้จัดการของจำเลยแล้วรับเงินค่าตอบแทนไปตามรอบการจ่ายเงินการบังคับบัญชาในการทำงานขึ้นอยู่กับ บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด วันที่ 31 สิงหาคม 2548 ผู้จัดการฝ่ายบุคคลของบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด มี หนังสือถึงจำเลยอ้างถึงจดหมายของบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 มีผลให้การ ปฏิบัติงานของโจทก์สิ้นสุดลงในวันที่ 31 สิงหาคม 2548 แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้จัดหาวิศวกรอิสระเช่นโจทก์ไป ทำงานกับบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด เป็นคราว ๆ จำเลยได้รับค่าตอบแทนจากบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด เป็นจำนวนเงินมากกว่าที่จำเลยคำนวณจ่ายให้โจทก์ตามที่ตกลงกับโจทก์ แล้วจำเลยได้รับเงินค่าตอบแทนจากส่วน ต่างนั้น โจทก์ทำงานโดยอิสระไม่อยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลย โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งวิศวกร ซึ่งเป็นงานที่เป็นไปตาม วัตถุประสงค์หลักของจำเลยคือประกอบกิจการออกแบบและเป็นที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างท่อก๊าซ โดยจำเลย รับจ้างเป็นวิศวกรที่ปรึกษาออกแบบในโครงการท่อส่งก๊าซมาบตาพุด จังหวัดระยอง ให้บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด จำเลยส่งโจทก์ไปทำงานในโครงการดังกล่าวของบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด โจทก์ไปทำงานที่บริษัทวอร์ เลย์พาร์สันส์ จำกัด ก็ด้วยคำสั่งของจำเลยและทำงานในโครงการที่จำเลยรับจ้างจากบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด นั่นเอง เมื่องานออกแบบเสร็จสิ้นลงบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด จึงมีหนังสือถึงจำเลยแจ้งว่าการปฏิบัติงานของ โจทก์สิ้นสุดลงในวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เป็นกรณีที่บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด แจ้งส่งตัวโจทก์คืนให้จำเลยเมื่อ การปฏิบัติงานสิ้นสุดลง ไม่ใช่บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด บอกเลิกจ้างโจทก์แสดงว่า อำนาจในการเลิกจ้างโจทก์ ยังคงอยู่ที่จำเลย อีกทั้งจำเลยเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนในการที่โจทก์ไปทำงานที่บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด ตาม คำสั่งของจำเลยให้โจทก์ตลอดมาไม่ว่าจะคำนวณค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงหรือเป็นรายเดือนก็ตาม ค่าตอบแทน นั้นเป็นการจ่ายตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติของ โจทก์ จึงเป็นค่าจ้าง การที่โจทก์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งและการบังคับบัญชาของบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด นั้นเป็น กรณีที่จำเลยมอบอำนาจบังคับบัญชาบางส่วนของตนไปให้บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด ใช้แทนจำเลยในระหว่างที่ โจทก์ไปปฏิบัติงานตามคำสั่งของจำเลยเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับบริษัทวอร์เลย์พาร์ สันส์ จำกัด หาได้ทำให้จำเลยไม่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์แต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงเป็นลูกจ้างของจำเลย แม้จำเลย ยื่นแบบรายการหักภาษี ณ ที่จ่ายของโจทก์ในฐานะผู้มีรายได้อิสระ ก็ไม่ทำให้นิติสัมพันธ์ความเป็นลูกจ้างนายจ้าง ระหว่างโจทก์จำเลยเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"
-173- พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาในประเด็น ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3) (ข) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธี พิจารณาคดีแรงงาน มาตรา 31 (ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-มานัส เหลืองประเสริฐ) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3631 - 3667/2552 นายวินัย พูลศิลป์ กับพวกโจทก์ บริษัทลินฟ๊อกซ์ ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 65 โจทก์ทั้งสามสิบเจ็ดเป็นพนักงานขับรถยนต์บรรทุกสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ของจำเลย ทำหน้าที่ขับ รถยนต์บรรทุกไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าของจำเลยทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยได้รับเงินเดือนและค่า เที่ยวอีกส่วนหนึ่ง เมื่อจำเลยกำหนดค่าเที่ยวให้โจทก์ทั้งสามสิบเจ็ดตามระยะทางเป็นสำคัญโดยไม่ได้คำนึงถึง ระยะเวลาในการขับรถ แสดงว่าค่าเที่ยวไม่ได้จ่ายเพื่อตอบแทนการขับรถในส่วนที่เกินเวลาทำงานปกติ แต่มี
-174- ลักษณะเป็นการตอบแทนการเดินทางไปปฏิบัติงานในเวลาทำงานปกติ ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยตกลงให้จ่าย ค่าเที่ยวเป็นการตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติ เงินค่าเที่ยวจึงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายเป็นค่าตอบแทนการ ทำงานตามสัญญาจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน จึงเป็นค่าจ้างตาม มาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา แต่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน สำหรับเวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 65 (8) (กฎหมายที่ใช้ บังคับขณะเกิดเหตุ) ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ข้อ 6 ___________________________ คดีทั้งสี่สิบสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียง ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 42 และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่า จำเลย โจทก์ทั้งสี่สิบสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าตอบแทนการ ทำงานนอกเวลาทำงานปกติตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วัน ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 6 ที่ 7 ที่ 18 ที่ 20 และที่ 25 ขอถอนฟ้อง ศาลแรงงานกลางอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ดังกล่าวจากสารบบความ ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสี่สิบสอง (ที่ถูกโจทก์ทั้งสามสิบเจ็ด) อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามสิบเจ็ดว่า เงินค่าเที่ยวเป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ได้นิยามคำว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนใน การทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือ ระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความ รวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตาม
-175- พระราชบัญญัตินี้ เมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับและไม่ได้โต้แย้งกันฟังเป็นยุติแล้วว่างานที่โจทก์ทั้งหมดต้อง ปฏิบัติคือการขับรถบรรทุกสินค้าตู้คอนเทนเนอร์จากศูนย์กระจายสินค้า อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าของจำเลยทั่วประเทศ โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและค่าเที่ยวตามระยะทางใกล้ไกล ที่ต้องขับรถไปทำงานในแต่ละเที่ยว กำหนดอัตราค่าเที่ยวเป็นจำนวนแน่นอนสามารถคำนวณได้ตามระยะทางและ จำนวนเที่ยวที่โจทก์แต่ละคนทำได้ตามตารางกำหนดอัตราค่าเที่ยว ซึ่งมีผลบังคับนับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2547 โดย กำหนดระยะทางไว้เป็นกิโลเมตร และจำนวนพนักงานขับรถคูณด้วยค่าเที่ยว เช่น ลำดับที่ 5 สระบุรี 110 กิโลเมตร ค่าเที่ยว 200 บาท คูณด้วย 1 (ขับคนเดียว) ลำดับที่ 14 พระนครศรีอยุธยา 55 กิโลเมตร ค่าเที่ยว 200 คูณด้วย 1 (ขับคนเดียว) โดยไม่ปรากฏข้อความใดที่ระบุว่าเป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติว่า การขับรถไปส่ง สินค้าระยะประมาณ 100 กิโลเมตร เช่น จังหวัดสระบุรีหรือพระนครศรีอยุธยา พนักงานขับรถได้รับค่าขับรถต่อ เที่ยวคนละ 200 บาท หรืออัตราเฉลี่ยกิโลเมตรละประมาณ 2 บาท และการขับรถไปส่งสินค้าระยะไกลเกิน 1,000 กิโลเมตร เช่น อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พนักงานขับรถยังได้ค่าขับรถต่อเที่ยวเพียงคนละ 1,000 บาท หรือ อัตราเฉลี่ยกิโลเมตรละประมาณ 1 บาทเศษ เห็นได้ว่าค่าเที่ยวดังกล่าวกำหนดขึ้นตามระยะทางเป็นสำคัญโดยไม่ได้ คำนึงถึงระยะเวลาในการขับรถ แสดงว่าค่าเที่ยวดังกล่าวไม่ได้จ่ายเพื่อตอบแทนการขับรถในส่วนที่เกินเวลาทำงาน ปกติ แต่มีลักษณะเป็นการตอบแทนการเดินทางไปปฏิบัติงานในเวลาทำงานปกติ จึงไม่เป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้ พนักงานขับรถเป็นการตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติ ทั้งคดีไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งหมดซึ่งเป็นลูกจ้างใน งานขนส่งทางบกกับจำเลยมีข้อตกลงให้จ่ายค่าเที่ยวเป็นการตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติ เงินค่าเที่ยว ดังกล่าวจึงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน จึงเป็นค่าจ้างตามความหมายของบทบัญญัติมาตรา 5 ดังกล่าวแม้โจทก์ทั้งหมด เป็นลูกจ้างในงานขนส่งทางบกจะไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาในชั่วโมงที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 65 (8) (กฎหมายที่ใช้บังคับขณะเกิดเหตุคดีนี้) ประกอบ กฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) แต่จำเลยก็ยังคงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งหมดสำหรับ ระยะเวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกตินั้นด้วย หาใช่ว่าเมื่อลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาแล้วจะถูกตัดสิทธิมิให้ ได้รับค่าจ้างธรรมดาไปด้วยไม่... พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติสำหรับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 8 ถึงที่ 17 ที่ 19 ที่ 21 ถึงที่ 24 และที่ 26 ถึงที่ 42 ในกรณีที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ฟังใหม่จะเป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงก็ให้ศาล แรงงานกลางดำเนินการตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคท้าย ?? ??
-176- ?? ?? 2/2 (พีรพล พิชยวัฒน์-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-มานัส เหลืองประเสริฐ) ศาลแรงงานกลาง - นายพงศธร นิ่มมานพ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3631 - 3667/2552 นายวินัย พูลศิลป์ กับพวกโจทก์ บริษัทลินฟ๊อกซ์ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 65 (8) กฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
-177- โจทก์ทำงานขับรถบรรทุกสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าของจำเลยทั่วประเทศ จึง เป็นลูกจ้างในงานขนส่งทางบกได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและค่าเที่ยวตามระยะทางใกล้ไกล คำนวณได้ตาม ระยะทางและจำนวนเที่ยวที่ทำได้โดยไม่ได้คำนึงถึงระยะเวลาในการขับรถ ค่าเที่ยวดังกล่าวจึงไม่ได้จ่ายเพื่อตอบ แทนการขับรถในส่วนที่เกินเวลาทำงานปกติ แต่มีลักษณะเป็นการตอบแทนการเดินทางไปปฏิบัติงานในเวลาทำงาน ปกติ ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงให้จ่ายค่าเที่ยวเป็นการตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติ ค่า เที่ยวนั้นจึงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้าง โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ใน เวลาทำงานปกติของวันทำงาน จึงเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 แม้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างในงานขนส่งทางบกจะไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ตาม พ.ร.บ.คุ้มครอง แรงงานฯ มาตรา 65 (5) ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 12ฯ แต่จำเลยก็ยังคงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนสำหรับ เวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติจากวันละ 8 ชั่วโมงให้แก่โจทก์ โดยถือเกณฑ์คำนวณค่าจ้างเฉลี่ยเงินค่าเที่ยวรวม กับเงินเดือนได้ค่าจ้างเฉลี่ยวันละหรือชั่วโมงละเท่าใด แล้วนำค่าจ้างเฉลี่ยเป็นรายชั่วโมงนั้นมาคำนวณค่าตอบแทน สำหรับเวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติต่อไป ___________________________ คดีทั้งสี่สิบสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์เรียง ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 42 และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 42 และเรียกจำเลยทุกสำนวน ว่า จำเลย โจทก์ทั้งสี่สิบสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องเป็นใจความว่า โจทก์ทั้งสี่สิบสองเป็นลูกจ้างของจำเลย ตำแหน่งพนักงานขับรถบรรทุกสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อส่งสินค้าให้ห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัสทั่วประเทศ ได้รับ เงินเดือนตามฟ้องของโจทก์แต่ละคน โดยมีลักษณะการทำงานเป็นรอบ รอบละ 14 วัน กล่าวคือ 7 วันทำการแรก โจทก์ทั้งสี่สิบสองต้องขับรถร่วมกับพนักงานขับรถคู่กะวิ่งงานระยะยาว (ต่างจังหวัด) ผลัดเปลี่ยนกันขับ หากวันทำ การที่ 7 โจทก์ทั้งสี่สิบสองเป็นผู้ขับกลับ วันทำการที่ 8 และที่ 9 โจทก์ทั้งสี่สิบสองจะได้หยุดพัก ส่วนคู่กะจะต้องวิ่ง งานระยะสั้น (กรุงเทพมหานครและปริมณฑล) ในวันดังกล่าวโดยลำพัง และในวันทำการที่ 10 และที่ 11 โจทก์ทั้งสี่ สิบสองต้องวิ่งงานระยะสั้น (กรุงเทพมหานครและปริมณฑล) ส่วนคู่กะจะได้หยุดพักในวันดังกล่าว หลังจากนั้นใน วันทำการที่ 12 ถึง 14 โจทก์ทั้งสี่สิบสองกับคู่กะจะต้องวิ่งงานระยะสั้นร่วมกัน แล้วจึงเริ่มต้นรอบงานใหม่ ในแต่ละ รอบ 14 วัน โจทก์ทั้งสี่สิบสองจะได้หยุดงาน 2 วัน ส่วนอีก 12 วัน ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง หากไม่ขับรถก็ต้อง นอนพักผ่อนในรถหรือรอรับงานในเที่ยวต่อไป คิดเป็นชั่วโมงการทำงานปกติ 8 ชั่วโมง นอกเวลาทำงานปกติ 16 ชั่วโมง จำเลยจ่ายเงินเดือนและเงิน "ค่าเที่ยว" ตามระยะทางใกล้ไกลที่ขับรถไปทำงานยังสถานที่ต่างๆ ให้แก่โจทก์ ทั้งสี่สิบสอง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าตอบแทนการทำงานนอกเวลาทำงานปกติ แต่จำเลยไม่เคยจ่ายเงิน
-178- ดังกล่าว โจทก์ทั้งสี่สิบสองขอคิดค่าล่วงเวลาหรือค่าตอบแทนการทำงานนอกเวลาทำงานปกติเป็นเวลา 2 ปี ย้อนหลังถึงวันฟ้องของโจทก์แต่ละคน โดยหักวันหยุดสัปดาห์ละ 1 วัน ทำงานล่วงเวลาวันละ 16 ชั่วโมง รวมเป็น เวลาทำงานนอกเวลาทำงานปกติ ตามฟ้องของโจทก์แต่ละคน ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าตอบแทน การทำงานนอกเวลาทำงานปกติตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคนพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า เดิมพนักงานขับรถของจำเลยทำงาน 12 วัน หยุด 2 วัน ต่อมาเดือนตุลาคม 2548 ได้เปลี่ยนเป็นทำงาน 6 วัน หยุด 1 วัน โดยมีจำนวนวันทำงานและวันหยุดเท่าเดิม จำเลยจัดให้มีพนักงานขับรถ ประจำ 2 คน ต่อรถบรรทุก 1 คัน และมีพนักงานสำรองไม่ประจำรถหมุนเวียนเป็นช่วงๆ ช่วงละประมาณ 2 เดือน รถบรรทุก 1 คัน จะขับส่งสินค้าระยะสั้นและระยะไกลสลับกันไป โดยระยะสั้นไม่เกิน 400 กิโลเมตร ใช้พนักงานขับ รถ 1 คน ต่อเที่ยว หากเป็นระยะไกลเกิน 400 กิโลเมตร ขึ้นไปจะใช้พนักงานขับรถ 2 คน ต่อเที่ยวสลับกันขับ ทั้ง บางครั้งเมื่อกลับมาแล้วพนักงานขับรถอ่อนเพลียไม่สามารถขับเที่ยวต่อไปหรือไม่มาทำงานหรือลางานหรือมีเหตุอื่น จำเลยก็จะจัดพนักงานสำรองขับรถสลับกับพนักงานประจำรถดังกล่าวโจทก์ทั้งสี่สิบสองจึงไม่ได้ทำงานขับรถ ตลอดเวลา การทำงานของโจทก์ทั้งสี่สิบสองนั้นเป็นไปตามกฎหมายโดยทำงานตามปกติวันละ 8 ชั่วโมง หยุดพัก 1 ชั่วโมง และมีสิทธิคิดค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติต่อเมื่อทำงานเกินเวลาดังกล่าวการนับชั่วโมงการ ทำงานต้องนับเวลาการทำงานจริง การรอรับงานเพื่อวิ่งรถในเที่ยวต่อไปไม่ใช่เวลางานที่จะนำมาคิดค่าตอบแทนและ จำเลยไม่เคยให้โจทก์ทั้งสี่สิบสองรอรับงาน การทำงานของโจทก์ทั้งสี่สิบสองเป็นประเภทงานขนส่งตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 65 (8) ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ข้อ 6 โจทก์ทั้งสี่สิบสองจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา แต่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงใน เวลาทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำเกินเวลาทำงานปกติ โจทก์ทั้งสี่สิบสองจะทำงานต่อเมื่อขับรถขนส่งสินค้าเป็น เที่ยว ๆ ตามระยะทางใกล้ไกลโดยได้รับค่าจ้างเป็นเงินเดือนประจำและเงินค่าเที่ยวต่อการขับรถแต่ละเที่ยวมาก น้อยตามระยะทางใกล้ไกล ซึ่งได้รวมค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่าย ค่าตอบแทนดังกล่าวอีก อัตราเงินเดือนตามฟ้องของโจทก์แต่ละคนไม่ถูกต้องและสูงเกินจริงช่วงเวลาที่โจทก์ เรียกร้องมานั้นโจทก์บางคนไม่ได้ทำงานเกินเวลาทำงานตามปกติ บางคนถูกให้ออกจากงาน และบางคนถูกพักงาน ชั่วคราว เงินค่าตอบแทนดังกล่าวไม่ใช่เงินที่จำเลยจะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แต่โจทก์ทั้งสี่สิบสอง มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 6 ที่ 7 ที่ 18 ที่ 20 และที่ 25 ขอถอนฟ้องศาลแรงงานกลางอนุญาต และ จำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ดังกล่าวจากสารบบความ ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสามสิบเจ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
-179- ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามสิบเจ็ดว่า เงินค่าเที่ยวเป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ เห็นว่า พระราบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ได้นิยามคำว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนใน การทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือ ระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความ รวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตาม พระราชบัญญัตินี้ เมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับและไม่ได้โต้แย้งกันฟังเป็นยุติแล้วว่างานที่โจทก์ทั้งหมดต้อง ปฏิบัติคือการขับรถบรรทุกสินค้าตู้คอนเทนเนอร์จากศูนย์กระจายสินค้า อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าของจำเลยทั่วประเทศ โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและค่าเที่ยวตามระยะทางใกล้ไกล ที่ต้องขับรถไปทำงานในแต่ละเที่ยว กำหนดอัตราค่าเที่ยวไว้เป็นจำนวนแน่นอนสามารถคำนวณได้ตามระยะทาง และจำนวนเที่ยวที่โจทก์แต่ละคนทำได้ตามตารางกำหนดอัตราค่าเที่ยวเอกสารหมาย จ.ล.2 ซึ่งมีผลบังคับนับแต่ เดือนกุมภาพันธ์ 2547 โดยกำหนดระยะทางไว้เป็นกิโลเมตร และจำนวนพนักงานขับรถคูณด้วยค่าเที่ยว เช่น ลำดับ ที่ 5 สระบุรี 110 กิโลเมตร ค่าเที่ยว 200 บาท คูณด้วย 1 (ขับคนเดียว) ลำดับที่ 14 พระนครศรีอยุธยา 55 กิโลเมตร ค่าเที่ยว 200 บาท คูณด้วย 1 (ขับคนเดียว) ลำดับที่ 25 ชลบุรี 300 กิโลเมตร ค่าเที่ยว 250 บาท คูณ 1 และ 140 บาท คูณ 2 (ขับเดียว 250 บาท ขับ 2 คน คนละ 140 บาท) ลำดับที่ 31 หาดใหญ่ 2,100 กิโลเมตร 1,000 บาท คูณ 2 (ขับ 2 คน คนละ 1,000 บาท) โดยไม่ปรากฏข้อความใดที่ระบุว่าเป็นค่าตอบแทนการทำงาน เกินเวลาทำงานปกติ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.ล.2 ว่า การขับรถไปส่งสินค้าระยะประมาณ 100 กิโลเมตร เช่น จังหวัดสระบุรีหรือพระนครศรีอยุธยา พนักงานขับรถได้รับค่าขับรถต่อเที่ยวคนละ 200 บาท หรืออัตราเฉลี่ย กิโลเมตรละประมาณ 2 บาท และการขับรถไปส่งสินค้าระยะไกลเกิน 1,000 กิโลเมตร เช่น อำเภอหาดใหญ่ จังหวัด สงขลา พนักงานขับรถยังได้ค่าขับรถต่อเที่ยวเพียงคนละ 1,000 บาท หรืออัตราเฉลี่ยกิโลเมตรละประมาณ 1 บาท เศษ เห็นได้ว่าค่าเที่ยวดังกล่าวกำหนดขึ้นตามระยะทางเป็นสำคัญ โดยไม่ได้คำนึงถึงระยะเวลาในการขับรถ แสดง ว่าค่าเที่ยวดังกล่าวไม่ได้จ่ายเพื่อตอบแทนการขับรถในส่วนที่เกินเวลาทำงานปกติ แต่มีลักษณะเป็นการตอบแทน การเดินทางไปปฏิบัติงานในเวลาทำงานปกติ จึงไม่เป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้พนักงานขับรถเป็นการตอบแทนการ ทำงานเกินเวลาทำงานปกติ ทั้งคดีไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งหมดซึ่งเป็นลูกจ้างในงานขนส่งทางบกกับจำเลยมีข้อตกลง ให้จ่ายค่าเที่ยวเป็นการตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติ เงินค่าเที่ยวดังกล่าวจึงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายเป็น ค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานจึง เป็นค่าจ้างตามความหมายของบทบัญญัติมาตรา 5 ดังกล่าวแม้โจทก์ทั้งหมดเป็นลูกจ้างในงานขนส่งทางบกจะไม่มี สิทธิ์ได้รับค่าล่วงเวลาในชั่วโมงที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 65 (8) (กฎหมายที่ใช้บังคับขณะเกิดเหตุคดีนี้) ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) แต่จำเลยก็ยังคงมี หน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งหมดสำหรับเวลาที่งานเกินเวลาทำงานปกตินั้นด้วย หาใช่ว่าเมื่อลูกจ้างไม่มี สิทธิได้รับค่าล่วงเวลาแล้วจะถูกตัดสิทธิมิให้ได้รับค่าจ้างธรรมดาไปด้วยไม่ โจทก์ทั้งหมดจึงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทน สำหรับเวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติตามจำนวนเวลาที่โจทก์ทั้งหมดได้ทำงานเกินจากวันละ 8 ชั่วโมง โดยถือ เกณฑ์คำนวณค่าจ้างเฉลี่ยเงินค่าเที่ยวรวมกับเงินเดือนได้ค่าจ้างเฉลี่ยวันละหรือชั่วโมงละเท่าใด แล้วนำค่าจ้างเฉลี่ย เป็นรายชั่วโมงนั้นมาคำนวณค่าตอบแทนสำหรับเวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อย ละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องของโจทก์แต่ละคนเป็นต้นไป แต่จำนวนเงินดังกล่าวไม่ให้เกินคำขอของโจทก์แต่ละคน
-180- อนึ่ง ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโจทก์แต่ละคนเพียงพอที่ศาลฎีกาจะพิพากษา ถึงจำนวนเงินค่าตอบแทนในการทำงานเกินเวลาทำงานปกติให้โจทก์แต่ละคนได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาล แรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโจทก์แต่ละคนว่ามีสิทธิได้รับค่าจ้างเฉลี่ยชั่วโมงละเท่าใด โจทก์แต่ละคนทำงาน เกินเวลาทำงานปกติจำนวนกี่ชั่วโมง และมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนสำหรับการทำงานเกินเวลาทำงานปกติคนละ เท่าไรก่อนแล้วพิพากษาคดีเสียใหม่ตามรูปคดี" พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติสำหรับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 8 ถึงที่ 17 ที่ 19 ที่ 21 ถึงที่ 24 และที่ 26 ถึงที่ 42 ในกรณีที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ฟังใหม่จะเป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงก็ให้ศาล แรงงานกลางดำเนินการตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคท้าย (พีรพล พิชยวัฒน์-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-มานัส เหลืองประเสริฐ) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8923 - 8927/2551 นายกิติศักดิ์ เลขาขำ กับพวกโจทก์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทกรุงเทพฯ
-181- พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน)จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22, 146 เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท ก. ลูกหนี้แล้ว อำนาจในการจัดการ ทรัพย์สินของลูกหนี้หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไปเป็นอำนาจของจำเลยซึ่ง เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 จำเลยจึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน บริษัท ก. ลูกหนี้ผู้เป็นนิติบุคคล การที่จำเลยจ้างโจทก์ทั้งห้าหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวโดยจ่ายค่าจ้าง จากกองทรัพย์สินของบริษัท ก. ลูกหนี้ โจทก์ทั้งห้าจึงเป็นลูกจ้างของบริษัท ก. ลูกหนี้โดยมีจำเลยเป็นผู้กระทำการ แทน จำเลยมีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์ทั้งห้าตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 โจทก์ทั้งห้าไม่ใช่ ลูกจ้างของกรมบังคับคดีอันเป็นหน่วยงานราชการส่วนกลาง สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับ จำเลยอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โจทก์ทั้งห้ามีอำนาจฟ้อง โจทก์ทั้งห้ามีหนังสือขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าทำงาน ในวันหยุด ค่าจ้างในวันลาป่วย พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม หรือเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมเจ้าหนี้ การที่จำเลย ทำบันทึกเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นว่าไม่จำเป็นให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาโดยอ้างเหตุว่าสัญญา จ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของทางราชการไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จนได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชานั้น เป็นเพียงความเห็นของจำเลยใน ปัญหาว่าจำเป็นต้องนำเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมเจ้าหนี้หรือไม่ ไม่ใช่จำเลยกระทำหรือวินิจฉัยให้ โจทก์ทั้งห้าไม่ได้รับค่าชดเชยและค่าตอบแทนดังกล่าว ไม่ทำให้โจทก์ทั้งห้าได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งห้าจึงไม่ จำต้องยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลล้มละลายกลางเพื่อให้มีคำสั่งกลับหรือแก้ไขคำวินิจฉัยของจำเลยตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 เมื่อ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 บัญญัติให้ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมาย ว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และโจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โจทก์ทั้งห้าจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางได้ส่วนปัญหาว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าตอบแทน ดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งห้าตามฟ้องหรือไม่ นั้นจำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยจ้างโจทก์ทั้งห้าทำงานที่แสวงหากำไรใ นทาง เศรษฐกิจหรือไม่ อันเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของจำเลยตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ประกอบ ข้อเท็จจริง แต่ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาล แรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาคดีใหม่
-182- ___________________________ คดีทั้งห้าสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียง ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าจ้างใน วันลาป่วย และค่าทำงานในวันหยุดตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่ วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งห้า จำเลยทั้งห้าสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นางลางน้อยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ลงนามในหนังสือสัญญา ว่าจ้างโจทก์ทั้งห้าเป็นพนักงานชั่วคราวโดยขออนุมัติจัดจ้างจากรองอธิบดีผู้ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมบังคับคดี แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยจ้างโจทก์ทั้งห้าในนามกรมบังคับคดี โจทก์ทั้งห้าจึงเป็นลูกจ้างชั่วคราวของกรมบังคับคดีซึ่งเป็น หน่วยงานราชการส่วนกลาง ไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ตามมาตรา 4(1) โจทก์ ทั้งห้าจึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งห้าและจำเลยไม่โต้แย้งกันได้ความว่า ภายหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ เด็ดขาด จำเลยจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยจ่ายค่าจ้างจากกองทรัพย์สินของบริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ตามรายงานของจำเลย มีปัญหาวินิจฉัยว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลย อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์ บริษัทกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้แล้ว อำนาจในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้หรือกระทำการ ที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไปเป็นอำนาจของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 จำเลยจึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ผู้เป็นนิติ บุคคล อีกทั้งค่าจ้างของโจทก์ทั้งห้าก็จ่ายจากกองทรัพย์สินของบริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ โจทก์ทั้งห้าจึงเป็นลูกจ้างของบริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้โดยมีจำเลยเป็นผู้กระทำการแทน จำเลยมีฐานะเป็นนายจ้างทั้งห้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 โจทก์ทั้งห้าไม่ได้เป็น
-183- ลูกจ้างของกรมบังคับคดีอันเป็นหน่วยงานราชการส่วนกลาง สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งห้า กับจำเลยอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โจทก์ทั้งห้ามีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ทั้ง ห้าฟังขึ้น อนึ่ง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องตามคำให้การของจำเลยยังมีอีกประการหนึ่งว่าเมื่อจำเลยยกคำร้อง ของโจทก์ทั้งห้าที่ขอให้จ่ายค่าชดเชยและค่าตอบแทนแล้ว โจทก์ทั้งห้าต้องยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลล้มละลายกลาง ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว พิเคราะห์ แล้วเห็นว่าตามเอกสารหมาย ล.4 เป็นหนังสือที่โจทก์ทั้งห้าขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อน ประจำปี ค่าทำงานในวันหยุด ค่าจ้างในวันลาป่วย พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม หรือเสนอเรื่องที่โจทก์ทั้งห้าขอ พิจารณาในที่ประชุมเจ้าหนี้ การที่จำเลยทำบันทึกเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นว่าไม่จำเป็นให้ที่ประชุมเจ้าหนี้ พิจารณาโดยอ้างเหตุว่าสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ ของทางราชการไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จนได้รับความเห็นชอบจาก ผู้อำนวยการกองบังคับคดีล้มละลาย 1 ให้งดเสนอที่ประชุมเจ้าหนี้นั้น เป็นเพียงความเห็นของจำเลยในปัญหาว่า จำเป็นต้องนำเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมเจ้าหนี้หรือไม่ ไม่ใช่จำเลยกระทำหรือวินิจฉัยให้โจทก์ทั้งห้า ไม่ได้รับค่าชดเชยและค่าตอบแทนดังกล่าว ไม่ทำให้โจทก์ทั้งห้าได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งห้าจึงไม่จำต้องยื่นคำ ร้องคัดค้านต่อศาลล้มละลายกลางภายใน 14 วัน นับแต่วันทราบคำวินิจฉัยเพื่อให้ศาลล้มละลายกลางกลับหรือสั่ง แก้ไขคำวินิจฉัยของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 เมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 บัญญัติให้ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีหรือมี คำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและโจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับ จำเลยปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โจทก์ทั้งห้าจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลาง ได้ เนื่องจากคดียังมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดค่าจ้างสำหรับวันหยุด พักผ่อนประจำปี ค่าจ้างในวันลาป่วย และค่าชดเชย พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มตามฟ้องของโจทก์ทั้งห้าหรือไม่ เพียงใด ซึ่งจำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยจ้างโจทก์ทั้งห้าทำงานที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจหรือไม่ อันเป็นประเด็นที่ ต้องวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ประกอบข้อเท็จจริง แต่ศาลแรงงาน กลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงแล้ว พิพากษาคดีใหม่ พิพากษายกคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาในประเด็นอื่นแล้วมี คำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดีต่อไป
-184- (จรัส พวงมณี-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-มานัส เหลืองประเสริฐ) ศาลแรงงานกลาง - นายประเวศ อัศวรัตน์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ1886/2548 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8923 - 8927/2551 นายกิติศักดิ์ เลขาขำ กับพวกโจทก์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของ บริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน)จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22, 146 เมื่อศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์บริษัท ก. ลูกหนี้แล้ว อำนาจในการจัดการทรัพย์สินของ ลูกหนี้หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไปเป็นอำนาจของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ จำเลยจึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ก. และค่าจ้างของโจทก์ก็จ่ายจากกองทรัพย์สินของ บริษัท ก. โจทก์จึงเป็นลูกจ้างของบริษัท ก. โดยมีจำเลยเป็นผู้กระทำการแทนจำเลยจึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์
-185- ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 โจทก์จึงมิใช่ลูกจ้างของกรมบังคับคดีอันเป็นหน่วยงานราชการส่วนกลาง สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ และเมื่อโจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย และค่าตอบแทนอื่น ๆ หรือเสนอเรื่องที่โจทก์ขอ เข้าพิจารณาในที่ประชุมเจ้าหนี้ การที่จำเลยทำบันทึกเสนอผู้บังคับบัญชาว่า ไม่จำเป็นต้องให้ที่ประชุมเจ้าหนี้ พิจารณา โดยอ้างเหตุว่าสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยเพื่อประโยชน์ราชการไม่อยู่ใน บังคับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ นั้น เป็นเพียงความเห็นของจำเลยในปัญหาว่าจำเป็นต้องเสนอเรื่องเพื่อเข้าสู่การ พิจารณาของที่ประชุมเจ้าหนี้หรือไม่ แม้ต่อมาผู้อำนวยการกองบังคับคดีล้มละลาย 1 ให้งดเสนอที่ประชุมเจ้าหนี้ ก็ ไม่ใช่กรณีที่จำเลยกระทำหรือวินิจฉัยให้โจทก์ไม่ได้รับค่าชดเชยและค่าตอบแทนดังกล่าว ไม่ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์จึงไม่จำต้องยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลล้มละลายกลางภายใน 14 วัน นับแต่วันทราบคำวินิจฉัย ตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 146 และโจทก์สามารถฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางได้ ___________________________ คดีทั้งห้าสำนวนนี้ศาลแรงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียง ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 โจทก์ทั้งห้าฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ซึ่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยได้ตกลงว่าจ้างโจทก์ทั้งห้าเข้าทำงานเป็น ลูกจ้างระหว่างดำเนินการรวบรวมทรัพย์สินของบริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะเลิกจ้าง ต่อมา จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยโจทก์ทั้งห้าไม่ได้กระทำผิด และ ไม่ได้จ่ายค่าชดเชย รวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่โจทก์ทั้งห้ามีสิทธิได้รับตามกฎหมาย โจทก์ทั้งห้าได้รับค่าจ้าง อัตราสุดท้ายเดือนละ 18,310 บาท หรือวันละ 610.33 บาท 36,590 บาท หรือวันละ 1,219.67 บาท 15,315 บาท หรือวันละ 510.50 บาท 15,135 บาท หรือวันละ 504.50 บาท และ 18,250 บาท หรือวันละ 608.33 บาท ตามลำดับ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าจ้างในวันลาป่วย และค่า ทำงานในวันหยุดตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะ ชำระเสร็จ และจ่ายเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งห้า จำเลยทั้งห้าสำนวนให้การว่า จำเลยจ้างโจทก์ทั้งห้าทำงานในการรวบรวมทรัพย์สินของบริษัท กรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) หลังจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้า โจทก์ทั้งห้ามีหนังสือร้องขอให้จำเลยจ่าย ค่าชดเชยและค่าตอบแทน จำเลยสั่งยกคำร้อง โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้โดยไม่ยื่นคำร้องโต้แย้งคำสั่งของจำเลยต่อศาล
-186- ล้มละลายกลาง เป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีอำนาจ ฟ้อง โจทก์ทั้งห้าเป็นพนักงานชั่วคราวทำงานในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 856/2545 ของศาลล้มละลายกลาง อันเป็นส่วนหนึ่งในการจัดกิจการและทรัพย์สินของจำเลยและอยู่ภายในบังคับบัญชาของจำเลยโจทก์ทั้งห้าจึงเป็น ลูกจ้างของหน่วยงานราชการ สังกัดกองบังคับคดีล้มละลาย 1 กรมบังคับคดี สัญญาจ้างแรงงาน ระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยจึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ตามมาตรา 4 (1) และเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของบริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไปตาม พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 เป็นการทำงานที่ไม่ได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ จำเลยไม่ต้อง จ่ายค่าชดเชยค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าทำงานในวันหยุดตามกฎหมายกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 3 งานที่โจทก์ทั้งห้าทำมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มี กำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสาม สัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งห้ากำหนดจ่ายค่าจ้างเป็นรายวัน คำฟ้องของ โจทก์ทั้งห้าไม่แยกเป็นค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์ และค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณีเป็นเงินจำนวนเท่าใด และคำฟ้องของโจทก์ที่ 5 ไม่ระบุว่าลาป่วยกี่วันจึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม โจทก์ทั้งห้าเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันเลิกจ้าง เป็นการใช้สิทธิเกินกว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้นายจ้างเสีย ดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ข้อเรียกร้องระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ว่าจำเลยต้องจ่ายเงินตามคำ ฟ้องให้โจทก์ทั้งห้าหรือไม่ ถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายเงินให้โจทก์ทั้งห้าโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จำเลยไม่ ต้องรับผิดในเงินเพิ่ม ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นางลางน้อยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ลงนามในหนังสือสัญญา ว่าจ้างโจทก์ทั้งห้าเป็นพนักงานชั่วคราวโดยขออนุมัติจัดจ้างจากรองอธิบดีผู้ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมบังคับคดี แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยจ้างโจทก์ทั้งห้าในนามกรมบังคับคดี โจทก์ทั้งห้าจึงเป็นลูกจ้างชั่วคราวของกรมบังคับคดีซึ่งเป็น หน่วยงานราชการส่วนกลาง ไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ตามมาตรา 4 (1) โจทก์ ทั้งห้าจึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...เมื่อศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์บริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้แล้ว อำนาจในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้ กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไปเป็นอำนาจของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 จำเลยจึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ผู้เป็นนิติบุคคล อีกทั้ง ค่าจ้างของโจทก์ทั้งห้าก็จ่ายจากกองทรัพย์สินของบริษัทกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้โจทก์ทั้งห้าจึง เป็นลูกจ้างของบริษัทกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้โดยมีจำเลยเป็นผู้กระทำการแทนจำเลยมีฐานะ
-187- เป็นนายจ้างโจทก์ทั้งห้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 โจทก์ทั้งห้าไม่ได้เป็นลูกจ้างของ กรมบังคับคดีอันเป็นหน่วยงานราชการส่วนกลาง สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลย อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โจทก์ทั้งห้ามีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าฟังขึ้น อนึ่ง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องตามคำให้การของจำเลยยังมีอีกประการหนึ่งว่า เมื่อจำเลยยกคำร้อง ของโจทก์ทั้งห้าที่ขอให้จ่ายค่าชดเชยและค่าตอบแทนแล้วโจทก์ทั้งห้าต้องยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลล้มละลายกลาง ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว พิเคราะห์ แล้วเห็นว่า ตามเอกสารหมาย ล.4 เป็นหนังสือที่โจทก์ทั้งห้าขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุด พักผ่อนประจำปี ค่าทำงานในวันหยุด ค่าจ้างในวันลาป่วย พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มหรือเสนอเรื่องที่โจทก์ทั้งห้า ขอเข้าพิจารณาในที่ประชุมเจ้าหนี้ การที่จำเลยทำบันทึกเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นว่าไม่จำเป็นให้ที่ประชุม เจ้าหนี้พิจารณาโดยอ้างเหตุว่าสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยเป็นสัญญาเพื่อ ประโยชน์ของทางราชการไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จนได้รับความเห็นชอบ จากผู้อำนวยการกองบังคับคดีล้มละลาย 1 ให้งดเสนอที่ประชุมเจ้าหนี้นั้น เป็นเพียงความเห็นของจำเลยในปัญหา ว่าจำเป็นต้องนำเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมเจ้าหนี้หรือไม่ ไม่ใช่จำเลยกระทำหรือวินิจฉัยให้โจทก์ทั้ง ห้าไม่ได้รับค่าชดเชยและค่าตอบแทนดังกล่าว ไม่ทำให้โจทก์ทั้งห้าได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งห้าจึงไม่จำต้องยื่นคำ ร้องคัดค้านต่อศาลล้มละลายกลางภายใน 14 วัน นับแต่วันทราบคำวินิจฉัยเพื่อให้ศาลล้มละลายกลางกลับหรือสั่ง แก้ไขคำวินิจฉัยของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 เมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 บัญญัติให้ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีหรือมี คำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและโจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับ จำเลยปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โจทก์ทั้งห้าจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลาง ได้ เนื่องจากคดียังมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุด ค่าจ้างสำหรับวันหยุด พักผ่อนประจำปี ค่าจ้างในวันลาป่วย และค่าชดเชย พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มตามฟ้องของโจทก์ทั้งห้าหรือไม่ เพียงใด ซึ่งจำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยจ้างโจทก์ทั้งห้าทำงานที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจหรือไม่ อันเป็นประเด็นที่ ต้องวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ประกอบข้อเท็จจริง แต่ศาลแรงงาน กลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงแล้ว พิพากษาคดีใหม่" พิพากษายกคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาในประเด็นอื่นแล้วมี คำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดีต่อไป
-188- (จรัส พวงมณี-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-มานัส เหลืองประเสริฐ) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7855/2551 นางสาวนภาพร จำปาเต็มโจทก์ บริษัทเคทีดับบลิว เมดิคอล คอนซันแตนท์ จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 821 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 จำเลยมอบหมายให้ ว. ดูแลงานด้านการตลาดของบริษัทจำเลย และรู้เห็นในการทำงานของ ว. จึง เป็นพฤติการณ์ที่จำเลยได้เชิด ว. ออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยหรือรู้แล้วยอมให้ ว. เชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็น ตัวแทนของจำเลยในการจ้างโจทก์ทำงานกับจำเลย การที่ ว. รับโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยโดยจ่ายค่าจ้างให้และ จำเลยได้รับประโยชน์จากการทำงานของโจทก์มาโดยตลอดนั้น จึงมีผลผูกพันจำเลยเสมือนว่า ว. เป็นตัวแทนของ จำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 821 จำเลยจึงเป็นนายจ้างโจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 โดย เป็นผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้โดยมี ว. กระทำการเป็นตัวแทนของจำเลยดำเนินการแทน ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยจะมีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือมาตรา 5 (3) จำเลยก็เป็นนายจ้างโจทก์
-189- ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายตลาด ได้รับค่าจ้างเดือน ละ 2,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ระหว่างเดือนกันยายน 2547 ถึงเดือนพฤษภาคม 2548 จำเลย ค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์เป็นเงิน 17,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้าง 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยประกอบกิจการจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยแต่ เป็นลูกจ้างของบริษัทโททอล เอ็นจิเนียริ่ง แมนเนจเมนท์ จำกัด ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการเงิน ได้รับค่าจ้าง เดือนละ 16,000 บาท บริษัทดังกล่าวเป็นผู้ส่งเงินสมทบประกันสังคมให้โจทก์ โจทก์ต้องลงเวลาทำงานและต้อง ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทดังกล่าวด้วย แต่จำเลยและบริษัทโททอล เอ็นจิเนียริ่ง แมนเนจเมนท์ จำกัด มีสถานที่ทำงานใกล้เคียงกัน เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2547 จำเลยโดยนายวรวุฒิลูกจ้าง จำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทำการตลาดให้ศูนย์ทันตกรรม ติดต่อกับศูนย์สุขภาพและประสานงานให้ศูนย์ทันตกรรมและ ทำหน้าที่ประสานงานกับลูกค้าของจำเลย ซึ่งงานมีกำหนดเวลาว่าจะแล้วเสร็จเมื่อใด และจำเลยตกลงจ่าย ค่าตอบแทนให้โจทก์เดือนละ 2,000 บาท โดยโอนเงินผ่านธนาคารให้วันสิ้นเดือน โดยโจทก์ก็ยังปฏิบัติหน้าที่ให้ บริษัทโททอล เอ็นจิเนียริ่ง แมนเนจเมนท์ จำกัด โจทก์พ้นจากการเป็นพนักงานบริษัทดังกล่าวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2548 แต่จำเลยมอบหมายงานให้โจทก์ทำและจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์จนถึงเดือนธันวาคม 2547 โดยมีหลักฐาน การจ่ายเงิน ตั้งแต่เดือนมกราคม 2548 จำเลยไม่ได้มอบหมายงานให้โจทก์ทำอีก จำเลยจึงไม่จำต้องจ่ายค่าจ้างตาม ฟ้องให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า เดิมโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัท โททอล เอ็นจิเนียริ่ง แมนเนจเมนท์ จำกัด ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการเงิน ซึ่งมีนายวรวุฒิเป็นผู้จัดการ นายวร วุฒิมีฐานะเป็นคู่หมั้นของนางสาวขวัญฤดีกรรมการบริษัทจำเลย นางสาวขวัญฤดีมอบหมายให้นายวรวุฒิดูแลงาน ด้านการตลาดของจำเลยและรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ นายวรวุฒิจึงขอให้โจทก์มาช่วยทำงานด้าน การตลาดในบริษัทจำเลยด้วยตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2547 โดยมีค่าตอบแทนจากการช่วยทำงานให้จำเลยเป็น เงินเดือน เดือนละ 2,000 บาท และเงินพิเศษอัตราร้อยละ 2 ต่อครั้งที่มีลูกค้าไปใช้บริการที่บริษัทจำเลย จำเลยจึง เป็นนายจ้างโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 (3) โจทก์ทำงานให้จำเลยจนถึงเดือน พฤษภาคม 2548 และจำเลยยังไม่ได้จ่ายค่าจ้างให้โจทก์เป็นเงิน 15,000 บาท พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างจำนวน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 13 กันยายน 2548) ไปจนกว่าจะชำระ เสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
-190- ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยประการเดียวว่า จำเลยมีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ได้ว่าจ้างนายวรวุฒิไปดำเนินการโดยวิธีเหมา ค่าแรง จำเลยจึงไม่ได้มีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 (3) เห็นว่า การที่จำเลยได้มอบให้นายวรวุฒิช่วยงานด้านการตลาดให้แก่จำเลย แล้วนายวรวุฒิได้จัดทำหนังสือแสดงการเป็น พนักงานเอกสารหมาย จ.1 ยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้ทำงานกับจำเลยในตำแหน่งหัวหน้าส่วนการตลาด โดยระบุอัตรา เงินเดือนและเงินตอบแทนพิเศษร้อยละ 2 จากการที่ลูกค้าไปใช้บริการกับจำเลย โดยด้านบนของหนังสือเป็นชื่อ บริษัทจำเลย แล้วลงนามนายวรวุฒิเหนือตำแหน่งฝ่ายทรัพยากรบุคคลและประทับตราชื่อบริษัทจำเลยให้แก่โจทก์ ซึ่งศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมอบหมายให้นายวุฒิดูแลงานด้านการตลาดของบริษัทจำเลยและรู้เห็น ในการทำงานของนายวรวุฒิ จึงเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยได้เชิดนายวรวุฒิออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยหรือรู้แล้ว ยอมให้นายวรวุฒิเชิดตัวเขาออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยในการจ้างโจทก์ทำงานกับจำเลย การที่นายวรวุฒิรับ โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยโดยจ่ายค่าจ้างให้และจำเลยได้รับประโยชน์จากการทำงานของโจทก์มาโดยตลอดนั้น จึงมี ผลผูกพันจำเลยเสมือนว่านายวรวุฒิเป็นตัวแทนของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 จำเลยจึงเป็นนายจ้างโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 โดยเป็นผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้าง เข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้โดยมีนายวรวุฒิกระทำการเป็นตัวแทนของจำเลยดำเนินการแทน ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยจะ มีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือมาตรา 5 (3) จำเลยเป็น นายจ้างโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (จรัส พวงมณี-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-พิทยา บุญชู) แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
-191- ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7717/2551 นายเจฟเฟรย์ อลัน แซนเดอร์สโจทก์ บริษัทฟาสโก้มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 581 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 118 กรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสาม สัญญาระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างต้องเป็นไปตามมาตรา 118 วรรคสี่ โดยต้องเป็นสัญญาจ้างในโครงการเฉพาะที่ มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรือในงาน อันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้าง ในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานจะต้องแล้วเสร็จในเวลาไม่เกินสองปี โดยนายจ้างและลูกจ้างทำสัญญาเป็นหนังสือ ไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ค่าชดเชย หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่าย ให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง นอกเหนือจากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง เงินที่จำเลยให้โจทก์ก่อนที่ จะครบกำหนดระยะเวลา 12 เดือน ตามสัญญาจ้าง จึงมิใช่ค่าชดเชย สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเดิมเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาจ้างที่แน่นอนระหว่าง วันที่ 14 เมษายน 2543 ถึงวันที่ 13 เมษายน 2544 แต่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวในวันที่ 13 เมษายน 2544 แล้วจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ ยังคงให้โจทก์ทำงานต่อไป ทั้งยังยอมจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ จึงต้องถือว่าได้ทำ สัญญาจ้างกันใหม่โดยความอย่างเดียวกันกับสัญญาเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 581 กลายเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนด ระยะเวลาการจ้างกันไว้ ดังนั้นเมื่อจำเลยจะเลิกจ้างโจทก์จำเลยต้องบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ทราบเมื่อถึงหรือ ก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป ___________________________
-192- โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 13 มกราคม 2543 โจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทฟาส โก้ยามาบิชิ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มบริษัทร่วมค้าของบริษัทฟาสโก้ออสเตรเลียพีทีวาย จำกัด ในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ วันที่ 13 เมษายน 2543 จำเลยตกลงจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการโครงการ มี กำหนดเวลา 12 เดือน ได้รับค่าจ้างเดือนละ 150,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน การจ้างมีข้อตกลงว่า ณ วันสิ้นสุดของกำหนดระยะเวลาการจ้าง 12 เดือน บริษัทฟาสโก้ออสเตรเลียพีทีวาย จำกัด จะจ่ายเงินให้โจทก์ 59,441 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เป็นการตอบแทนเพื่อให้โจทก์ออกจากงานเนื่องจากการยุบตำแหน่ง ต่อมาวันที่ 2 เมษายน 2544 ก่อนครบกำหนดเวลาสิ้นสุดการจ้างโจทก์ได้รับเงินค่าตอบแทนดังกล่าวจากบริษัทฟาสโก้ ออสเตรเลียพีทีวาย จำกัด แล้ว เงินจำนวนดังกล่าวเป็นการจ่ายให้ตามสิทธิของโจทก์อันเกิดจากข้อตกลงในสัญญา การจ้างงานที่โจทก์ทำกับบริษัทฟาสโก้ออสเตรเลียพีทีวาย จำกัด กรณีเมื่อครบกำหนดเวลาทำงานในต่างประเทศ ซึ่งโจทก์ไม่สามารถกลับเข้าไปทำงานตำแหน่งเดิมและไม่มีตำแหน่งเทียบเท่าในประเทศออสเตรเลีย โดยคำนวณเงิน จำนวนดังกล่าวจากระยะเวลาที่โจทก์ทำงานกับบริษัทฟาสโก้ออสเตรเลียพีทีวาย จำกัด ในประเทศออสเตรเลีย 5 ปี กับระยะเวลาที่โจทก์ทำงานให้บริษัทฟาสโก้ยามาบิชิ จำกัด ในประเทศไทย 3 ปี รวมเวลา 8 ปี ในอัตราเดียวกันกับ อัตราค่าตอบแทนที่สหภาพแรงงานในประเทศออสเตรเลียกำหนดให้ลูกจ้างภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลา สิ้นสุดการจ้างตามข้อตกลงในวันที่ 13 เมษายน 2544 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานต่อและจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ตามปกติ โดยต่อเนื่อง และโจทก์ยังคงทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิม ณ ที่ทำการของจำเลยตลอดมา โดยได้รับค่าจ้างอัตรา สุดท้ายเดือนละ 150,000 บาท และค่าที่พักเดือนละ 60,000 บาท รวมเป็นเงินค่าจ้างเดือนละ 210,000 บาท ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2544 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิด และจำเลยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าตาม กฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และโดยผลของกฎหมายถือว่าโจทก์ ทำงานเป็นลูกจ้างติดต่อกันเป็นเวลา 1 ปี 8 เดือน จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน ขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าชดเชย 630,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันเลิกจ้างจนกว่า ชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2543 โจทก์ทำสัญญาจ้างกับบริษัทฟาสโก้เอเซียแปซิฟิก จำกัด แต่เหตุที่โจทก์ทำงานในบริษัทจำเลยได้เนื่องจากจำเลยและบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทในเครือของบริษัทฟาส โก้ออสเตรเลียพีทีวาย จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างเดิมของโจทก์ จำเลยมิได้จ้างโจทก์ ข้อตกลงตามสัญญาจ้างดังกล่าวจึง ไม่ผูกพันจำเลยและไม่อาจนำมาบังคับจำเลยได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เงินจำนวน 59,441 ดอลลาร์ออสเตรเลีย มิได้จ่ายให้แก่โจทก์ตามสิทธิที่เกิดจากข้อตกลงในสัญญาจ้างข้อ 25 ข้อตกลงข้อดังกล่าวไม่มีข้อความระบุถึง ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์อ้างมาและโจทก์ไม่เคยเจรจาทำข้อตกลงกับจำเลยเกี่ยวกับการคำนวณค่าตอบแทน และ จำนวนเงินดังกล่าวมิได้คำนวณจากระยะเวลาที่โจทก์ทำงานกับบริษัทฟาสโก้ออสเตรเลียพีทีวาย จำกัด และ บริษัทฟาสโก้ยามาบิชิ จำกัด เหตุที่ค่าตอบแทนได้กำหนดให้ในอัตราเดียวกันกับอัตราค่าตอบแทนที่สหภาพแรงงาน ในประเทศออสเตรเลียกำหนดให้ลูกจ้าง เนื่องจากโจทก์มิได้เป็นลูกจ้างบริษัทฟาสโก้ออสเตรเลียพีทีวาย จำกัด ซึ่ง ข้อตกลงดังกล่าวมีผลใช้บังคับกับพนักงานของบริษัทดังกล่าวที่เมืองซิดนีย์เท่านั้น และโจทก์ดำรงตำแหน่งระดับ ผู้บริหารมิได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานจึงมิได้รับประโยชน์ตามข้อตกลง ประกอบกับขณะบริษัทดังกล่าวทำ ข้อตกลงกับสหภาพแรงงาน โจทก์มิได้ทำงานกับบริษัทฟาสโก้ออสเตรเลียพีทีวาย จำกัด เพราะโจทก์ทำงานอยู่ใน
-193- ประเทศไทย อีกทั้งไม่มีข้อตกลงข้อใดให้ความคุ้มครองหรือให้ประโยชน์แก่โจทก์ โจทก์จึงมิใช่ผู้ที่จะได้รับ ผลประโยชน์หรือมีสิทธิตามกฎหมายของประเทศออสเตรเลียหรือหรือประเทศไทย ภายหลังโจทก์สิ้นสุดกำหนด ระยะเวลาการจ้างกับบริษัทฟาสโก้เอเซียแปซิฟิก จำกัด กรรมการจำเลยไม่เคยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ทำงานกับจำเลย ต่อไป แต่โจทก์ได้รับการว่าจ้างให้ทำงานในบริษัทจำเลยต่อไปจากกรรมการผู้มีอำนาจบริษัทฟาสโก้เอเซียแปซิฟิก จำกัด โดยมีข้อตกลงตามสัญญาจ้างเดิมระหว่างโจทก์กับบริษัทดังกล่าว ฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2543 ชอบที่โจทก์ จะเรียกร้องจากบริษัทฟาสโก้เอเซียแปซิฟิก จำกัด เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2543 จำเลยไม่เคยตกลงรับโอนการจ้าง โจทก์มาจากบริษัทฟาสโก้ยามาบิชิ จำกัด ประเทศออสเตรเลียและไม่เคยตกลงนับอายุงานของโจทก์ต่อเนื่องมาจาก บริษัทดังกล่าวแต่อย่างใด โจทก์ตกลงกับบริษัทฟาสโก้เอเซียแปซิฟิก จำกัด เพื่อทำงานในบริษัทจำเลยตำแหน่ง ผู้จัดการโครงการ มีกำหนดเวลา 12 เดือน ตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน 2543 ถึงวันที่ 13 เมษายน 2544 ถึงวันที่ 13 เมษายน 2544 ตามจดหมายการจ้างงานลงวันที่ 24 มีนาคม 2543 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 150,000 บาท และค่าที่พักเดือนละ 60,000 บาท รวมเดือนละ 210,000 บาท ซึ่งมีข้อตกลงโดยชัดแจ้งว่าให้สิทธิและหน้าที่ ระหว่างโจทก์กับบริษัทฟาสโก้ออสเตรเลียพีทีวาย จำกัด สิ้นสุดลง ต่อมาบริษัทฟาสโก้เอเซียแปซิฟิก จำกัด ตกลง ต่ออายุการทำงานของโจทก์ต่อไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2544 หลังจากนั้นได้ต่ออายุการทำงานอีกครั้งจนถึง วันที่ 31 ธันวาคม 2544 เมื่อครบกำหนดการจ้างจำเลยมิได้ต่ออายุสัญญาโจทก์อีกตามจดหมายลงวันที่ 20 ธันวาคม 2544 เมื่อสัญญาจ้างโจทก์สิ้นสุดลงบริษัทฟาสโก้ออสเตรเลียพีทีวาย จำกัด ได้จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ แทนบริษัทฟาสโก้เอเซียแปซิฟิก จำกัด เป็นเงิน 59,441 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เท่ากับเงินไทย 1,359,000 บาท ซึ่ง เป็นจำนวณเงินที่สูงกว่าค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย จำเลยจึงมิต้องรับผิดจ่าย ค่าชดเชย และการจ้างโจทก์มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว รับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2540 ถึง วันที่ 13 มกราคม 2543 โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทฟาสโกยามาบิชิ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มร่วมค้าของ บริษัทฟาสโก้ออสเตรเลียพีทีวาย จำกัด เมื่อโจทก์ทำงานกับบริษัทฟาสโกยามาบิชิ จำกัด ครบกำหนดตามสัญญา จ้างแล้ว ต่อมาโจทก์กับจำเลยโดยนายคริสโตเฟอร์ตำแหน่งประธานบริษัทฟาสโก้เอเซียแปซิฟิกลิมิเต็ด จำกัด ที่มี อำนาจควบคุมกำกับดูแลบริษัทในเครือต่าง ๆ ของกลุ่มบริษัทฟาสโก้ได้มีการลงนามทำสัญญาว่าจ้างให้โจทก์ ปฏิบัติงานในประเทศไทย ตำแหน่งผู้จัดการโครงการ มีกำหนดระยะเวลา 12 เดือน โดยสิ้นสุดการว่าจ้างวันที่ 13 เมษายน 2544 และโจทก์ขึ้นตรงต่อนายคริสโตเฟอร์อย่างเคร่งครัด ประกอบกับจำเลยได้จ่ายเงินเดือนให้แก่โจทก์ ตลอดมา นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงาน และสัญญาจ้างดังกล่าวกำหนด ระยะเวลา 12 เดือน เป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดแน่นอน จำเลยจึงไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า อันมี ผลให้จำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสาม พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
-194- ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อครบกำหนดระยะเวลาสิ้นสุด การจ้างในวันที่ 13 เมษายน 2544 จำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ แต่จำเลยยังคงให้โจทก์ทำงานกับจำเลยต่อไปและจ่าย ค่าจ้างให้ จำเลยบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2544 โดยมีหนังสือยืนยันให้การจ้างสิ้นสุดลงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 จำเลยตกลงจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทุกวันสิ้นเดือน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ใช่สัญญาที่จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสาม ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย เห็นว่า กรณีที่ นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 วรรคสาม นั้น สัญญาระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างต้องเป็นไปตาม มาตรา 118 วรรคสี่ กล่าวคือต้องเป็นสัญญาจ้างในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้าง ซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุด หรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานจะต้องแล้ว เสร็จในเวลาไม่เกินสองปี โดยนายจ้างและลูกจ้างทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง เมื่อคดีนี้มิใช่การจ้างงาน ในโครงการ หรืองานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว หรืองานที่เป็นไปตามฤดูกาล กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 118 วรรค สาม ที่จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์มิได้กระทำความผิด จำเลยจึงต้องจ่าย ค่าชดเชยแก่โจทก์ ที่จำเลยอ้างว่าได้จ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 59,441 ดอลล่าร์ออสเตรเลีย คิดเป็นเงินไทย 1,359,080 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินสูงกว่าค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแล้วนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ค่าชดเชย หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง นอกเหนือจากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง เมื่อมีการจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวในวันที่ 19 มีนาคม 2544 ก่อนที่จะครบกำหนดระยะเวลา 12 เดือน ตามสัญญาจ้าง เงินจำนวนดังกล่าวจึงมิใช่ค่าชดเชย แต่ เป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์เป็นกรณีพิเศษตามข้อตกลงในสัญญาจ้าง เมื่อค่าจ้างของโจทก์ตามสัญญาจ้างเอกสาร หมาย จ.2 และ ล.3 ระบุไว้ชัดว่า 150,000 บาท ต่อเดือน ส่วนค่าที่พักโจทก์จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเอง อีกทั้งค่า เช่าบ้านที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นประจำทุกเดือนและจ่ายโดยไม่มีเงื่อนไข แต่เงินดังกล่าวนายจ้างจ่ายให้เพื่อ แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายเรื่องค่าเช่าบ้านอันเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งเพื่อขวัญและกำลังใจในการทำงานมิใช่ตอบแทน การทำงาน เงินดังกล่าวจึงไม่เป็นค่าจ้าง โจทก์ทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปีแต่ไม่ครบสามปี จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน ดังนั้นจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เป็นเงิน 450,000 บาท มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ หรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเดิมจะเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาจ้างที่แน่นอนคือ ระหว่างวันที่ 14 เมษายน 2543 ถึงวันที่ 13 เมษายน 2544 แต่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวในวันที่ 13 เมษายน 2544 แล้วจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ แต่ยังคงให้โจทก์ทำงานกับจำเลยต่อไปทั้งยังยอมจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ จึงต้องถือว่าโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาจ้างกันใหม่ โดยความอย่างเดียวกันกับสัญญาเดิมตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 581 สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงกลายเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้าง กันไว้ ดังนั้นเมื่อจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจะเลิกจ้างโจทก์ จำเลยต้องบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ทราบเมื่อถึงหรือก่อน ถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป จำเลยจ่าย ค่าจ้างให้โจทก์ทุกวันสิ้นเดือน จำเลยบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2544 โดยให้มีผลเป็นการเลิก
-195- จ้างวันที่ 31 ธันวาคม 2544 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2545 คิดเป็นเงิน 150,000 บาท อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 150,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 23 กันยายน 2545) และค่าชดเชย 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 31 ธันวาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-พิทยา บุญชู) แหล่งที่มา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7699/2551 บริษัทคุมิ (ไทยแลนด์) จำกัดโจทก์ นางสาวลมหวล หมั่นมาจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 575 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5
-196- โจทก์มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้ จ. ปฏิบัติตาม มีวันเวลาทำงานวันใด วันหยุดวันใด หากไม่ อาจมาทำงานได้จะต้องปฏิบัติอย่างไร หากไม่ปฏิบัติตามนั้นจะมีผลอย่างไร ซึ่งเป็นการใช้อำนาจบังคับบัญชาในการ ปฏิบัติงานของ จ. โดยแท้ หาใช่ จ. ทำงานได้โดยอิสระเพียงเพื่อให้ได้ผลสำเร็จของงานเท่านั้นไม่ และในสัญญา ดังกล่าวกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าบริการแก่ จ. เป็นรายเดือนตอบแทนการทำงานตลอดระยะเวลาที่ จ. ทำงานให้ โจทก์ โดยกำหนดค่าล่วงเวลา ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ค่าทำงานในวันหยุด หาใช่โจทก์จ่ายสินจ้างให้ จ. เพื่อผลสำเร็จ แห่งการงานที่ทำอันจะเป็นสัญญาจ้างทำของไม่ นอกจากนี้ ในหัวข้อสุดท้ายของสัญญาดังกล่าวที่เป็นหมายเหตุยัง กำหนดว่านอกเหนือจากหน้าที่ขับรถตามสัญญาแล้ว ยังมีกรณีที่ จ. ต้องทำงานอื่นตามที่โจทก์มอบหมายอีกด้วย จะ เห็นได้ว่าค่าตอบแทนในการทำงานจึงมิใช่เพียงเพื่อผลสำเร็จของการงานที่ทำคือขับรถเท่านั้น แต่เป็นค่าจ้าง ตลอดเวลาที่ทำงานให้ไม่ว่าเป็นงานหน้าที่ใดโดยกำหนดจ่ายเป็นรายเดือน ดังนั้น สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับ จ. จึง มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานมิใช่สัญญาจ้างทำของดังที่โจทก์อุทธรณ์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 19/2548 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2548 ของจำเลยที่วินิจฉัยว่า นายจักรกฤษณ์เป็นลูกจ้างของโจทก์ ให้โจทก์จ่ายค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 6,166 บาท ค่าล่วงเวลา 8,530 บาท รวม เป็นเงิน 14,696 บาท แก่นายจักรกฤษณ์ จำเลยให้การว่า ไม่มีเหตุที่จำเลยจะเพิกถอนคำสั่งที่ 19/2548 ดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลงรับกัน ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด นายจักรกฤษณ์เข้าทำงานกับโจทก์เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2547 ตำแหน่ง พนักงานขับรถ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 5,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนโดยจ่ายผ่านธนาคาร โดยมี สัญญาจ้างกำหนดวันเวลาทำงาน คือวันจันทร์ถึงวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 8 นาฬิกา ถึง 17 นาฬิกา หยุดวันอาทิตย์ เมื่อ วันที่ 25 ธันวาคม 2547 นายจักรกฤษณ์ขับรถยนต์ของโจทก์หมายเลขทะเบียน ษศ 6893 กรุงเทพมหานคร เพื่อ นำผู้จัดการของโจทก์จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไปโรงแรมเวสท์อินน์ กรุงเทพมหานคร นายจักรกฤษณ์ขับรถชน รถยนต์อื่นจำนวน 3 คัน ทำให้รถยนต์ของโจทก์และรถยนต์คู่กรณีทั้งหมดได้รับความเสียหาย พนักงานสอบสวน
-197- สอบสวนที่เกิดเหตุแล้วมีความเห็นว่านายจักรกฤษณ์ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์ของผู้อื่นเสียหาย เปรียบเทียบปรับ 1,000 บาท นายจักรกฤษณ์ยินยอมชำระค่าปรับ ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2547 นายจักรกฤษณ์ เข้าบริษัทเพื่อปฏิบัติหน้าที่ นายวจีเทพ ผู้บังคับบัญชาแจ้งว่าโจทก์เลิกจ้างแล้วโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป อ้างเหตุว่านายจักรกฤษณ์เจตนาทำให้ทรัพย์สินของบริษัทได้รับความเสียหาย โดยบอกเลิกจ้าง ด้วยวาจา และโจทก์คงค้างจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าแท็กซี่ นับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2547 ถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2547 แก่นายจักรกฤษณ์เป็นเงิน 14,323.33 บาท ต่อมาวันที่ 29 ธันวาคม 2547 นาย จักรกฤษณ์ยื่นคำร้องต่อจำเลยว่าโจทก์ไม่จ่ายค่าจ้าง จำเลยสอบพยานบุคคลและพยานเอกสารแล้วเห็นว่าโจทก์มี ฐานะเป็นนายจ้างของนายจักรกฤษณ์และค้างจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลาแก่นายจักรกฤษณ์จริง จึงมีคำสั่งที่ 19/2548 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2548 ให้โจทก์จ่ายค่าจ้างและค่าล่วงเวลาแก่นายจักรกฤษณ์เป็นเงิน 14,696 บาท ได้แจ้ง คำสั่งให้โจทก์และนายจักรกฤษณ์ทราบ โจทก์เห็นว่าคำสั่งของจำเลยไม่ชอบจึงนำคดีมาฟ้องภายในกำหนดเวลาตาม กฎหมาย ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า หนังสือสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับนายจักรกฤษณ์เป็น สัญญาจ้างแรงงานหรือสัญญาจ้างทำของ เห็นว่า ข้อความในสัญญาดังกล่าวโจทก์ได้วางข้อกำหนด กฎเกณฑ์ไว้ว่าในระหว่างที่นายจักรกฤษณ์ขับรถให้โจทก์ นายจักรกฤษณ์จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรจึงจะมีคุณสมบัติ ครบถ้วนในหัวข้อแรกโดยเฉพาะต้องมีความซื่อสัตย์ ขยันหมั่นเพียรในการทำงาน มีกริยา มารยาท สุภาพเรียบร้อย ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวนี้โดยปกติแล้วเป็นคุณสมบัติของลูกจ้างที่นายจ้างในสัญญาจ้างแรงงาน ประสงค์จะให้ลูกจ้างปฏิบัติ มิใช่คุณสมบัติที่จำเป็นของผู้รับจ้างในสัญญาจ้างทำของเพราะสัญญาจ้างทำของมุ่งถึง ผลสำเร็จของการงานที่ว่าจ้างนั้นเป็นสำคัญ ทั้งเมื่อพิจารณาในหัวข้อที่สองซึ่งเป็นกฎข้อบังคับที่บังคับให้นาย จักรกฤษณ์จะต้องปฏิบัติตามแล้วจะเห็นได้ชัดเจนว่าโจทก์มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้นายจักรกฤษณ์ปฏิบัติ ตาม มีวันเวลาทำงานวันใด วันหยุดวันใด หากไม่อาจมาทำงานได้จะต้องปฏิบัติอย่างไร หากไม่ปฏิบัติตามนั้นจะมี ผลอย่างไร ซึ่งเป็นการใช้อำนาจบังคับบัญชาในการปฏิบัติงานของนายจักรกฤษณ์โดยแท้ หาใช่นายจักรกฤษณ์ ทำงานได้โดยอิสระเพียงเพื่อให้ได้ผลสำเร็จของงานเท่านั้นไม่ ทั้งในหัวข้อที่สามในเรื่องค่าบริการแล้วยิ่งเห็นได้ ชัดเจนว่าเป็นเงินที่โจทก์ตกลงจ่ายให้แก่นายจักรกฤษณ์เป็นรายเดือนตอบแทนการทำงานตลอดระยะเวลาที่นาย จักรกฤษณ์ทำงานให้โจทก์ โดยกำหนดค่าล่วงเวลา ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ค่าทำงานในวันหยุดให้ด้วย หาใช่โจทก์ จ่ายสินจ้างให้นายจักรกฤษณ์เพื่อผลสำเร็จแห่งการงานที่ทำอันจะเป็นสัญญาจ้างทำของไม่ ยิ่งไปกว่านั้นในหัวข้อ สุดท้ายที่ระบุเป็นหมายเหตุไว้ยังมีข้อความกำหนดไว้ด้วยว่าวันไหนที่ผู้ใช้บริการไม่ได้ใช้บริการ เช่น ไปต่างประเทศ ผู้ให้บริการต้องมาทำหน้าที่อื่นที่ผู้ใช้บริการมอบหมาย ซึ่งหมายความว่านอกเหนือจากหน้าที่ขับรถตามสัญญาแล้ว ยังมีกรณีที่นายจักรกฤษณ์ต้องทำงานอื่นตามที่โจทก์มอบหมายอีกด้วย ค่าตอบแทนในการทำงานจึงมิใช่เพียงเพื่อ ผลสำเร็จของการงานที่ทำคือการขับรถเท่านั้น แต่เป็นการจ่ายค่าจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ไม่ว่าเป็นงานหน้าที่ใด โดยกำหนดจ่ายเป็นรายเดือน สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับนายจักรกฤษณ์จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้าง แรงงาน มิใช่สัญญาจ้างทำของดังที่โจทก์อุทธรณ์ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของ โจทก์ฟังไม่ขึ้น
-198- พิพากษายืน (พิทยา บุญชู-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นางณณัฏฐ์ ธีราทรง แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นร361/2548 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8794/2550 นายอนิรุทธ ชูตินันท์โจทก์ บริษัท เดอะ เอวาซอน ภูเก็ต จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 จำเลยจัดอาหารและหอพักให้พนักงานอาศัยเป็นสวัสดิการโดยคำนวณเป็นค่าอาหารและค่าหอพัก เพื่อถือเป็นรายได้เพื่อคำนวณภาษี จึงเป็นเพียงสวัสดิการที่จำเลยจัดให้แก่ลูกจ้างเท่านั้นมิใช่ค่าจ้างตามความหมาย ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5
-199- ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระบุว่าค่าบริการเป็นเงินที่นายจ้างเรียกเก็บจากแขกผู้มาใช้บริการ ร้อยละสิบแล้วนำมาจ่ายให้แก่ลูกจ้างทุกคนจำนวนตั้งแต่ร้อยละเจ็ดสิบของค่าบริการทั้งหมดในปี 2540 จนถึงร้อย ละเก้าสิบของค่าบริการทั้งหมดตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมาส่วนที่เหลืออีกร้อยละสิบนั้นจำเลยหักไว้เพื่อเป็นต้นทุนของ สิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้ที่แตกหักชำรุดเสียหายในแต่ละเดือน เมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างแต่ละคราวจำเลยจะนำเงิน ค่าบริการมาแบ่งเฉลี่ยแก่ลูกจ้างคนละเท่าๆ กัน ดังนั้น การที่ลูกจ้างจะได้รับค่าบริการมากน้อยเพียงใดจึงขึ้นอยู่กับ จำนวนค่าใช้จ่ายของลูกค้าเป็นสำคัญ การที่จำเลยเป็นผู้เรียกเก็บจากลูกค้าและเป็นผู้จัดแบ่งให้แก่ลูกจ้างเป็นกรณีที่ จำเลยทำแทนลูกจ้างเพื่อความสะดวกและเพื่อให้กิจการของจำเลยดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ค่าบริการจึงมิใช่ ค่าจ้างตามความหมายของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2546 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งผู้จัดการ ฝ่ายทรัพยากรบุคคลได้รับเงินเดือนละ 51,303 บาท ค่าบริการเฉลี่ยเดือนละ 4,500 บาท ค่าอาหารเดือนละ 832 บาท รวมเป็นค่าจ้างเดือนละ 56,635 บาท ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม 2548 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้เหตุผล ว่าโจทก์ไม่ผ่านการประเมินผลงาน ไม่สามารถทำงานกับผู้อื่นได้ดี มีปัญหาและอุปสรรคในการประสานงาน ใช้วาจา ไม่สุภาพกับเพื่อนร่วมงาน โดยเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2548 โจทก์ไม่ได้กระทำการใดตามเหตุผลที่จำเลยเลิก จ้างจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและจำเลยได้จ่ายค่าชดเชยกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ แล้วแต่ไม่ครบถ้วน ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มจำนวน 8,801 บาท พร้อมด้วย ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าชดเชยเพิ่มจำนวน 15,996 บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำนวน 679,620 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 51,303 บาท เท่านั้น ส่วนค่าอาหารและ ค่าบริการเป็นสวัสดิการที่จำเลยให้แก่โจทก์ไม่ใช่ค่าจ้างตามกฎหมาย จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมาย แรงงาน ชอบด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เป็นธรรมต่อโจทก์แล้วเพราะ โจทก์ไม่ผ่านการประเมินผลงาน ประกอบกับโจทก์มีพฤติกรรมไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยดี โดยโจทก์ใช้ กิริยาท่าทางวาจาที่ไม่สุภาพดุด่าเพื่อนร่วมงาน จำเลยจึงมีหนังสือบอกเลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายค่าจ้าง สินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิใดๆ ที่จะเรียกให้จำเลยรับผิดใช้สินจ้างแทน การบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหาย และค่าเสียหายโอกาสพร้อมดอกเบี้ยได้อีก ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
-200- ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ตามข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานภาค 8 ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2546 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการฝ่าย ทรัพยากรบุคคลได้รับเงินเดือนเดือนละ 51,303 บาท ค่าอาหารเดือนละ 832 บาท และค่าบริการที่เก็บจากลูกค้า เฉลี่ยจ่ายให้ประจำเดือนจำนวนไม่เท่ากันในแต่ละเดือนโดยค่าอาหารที่จ่ายให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์เอกสารหมาย ล.2 ซึ่งจำเลยไม่ได้จ่ายเป็นเงินให้แต่จัดเป็นอาหารให้พนักงานรับประทานส่วนค่าบริการที่จำเลยเก็บจากลูกค้าแล้ว จะหักไว้ร้อยละสิบ แล้วจึงเฉลี่ยจ่ายให้พนักงานเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเอกสาร หมาย จ.2 ต่อมาจำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.3 โดยจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างแก่โจทก์ครบถ้วน แล้ว และจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์จำนวน 153,909 บาท จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 89,366.39 บาท และศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่สามารถทำงานร่วมกับบุคคลอื่นในสถานประกอบการของ จำเลยได้ดีเพียงพอเนื่องจากมักมีเหตุขัดแย้งกับผู้ร่วมงาน โดยโจทก์มีอารมณ์ฉุนเฉียวและใช้วาจาไม่สุภาพ จำเลย เลิกจ้างโจทก์มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์อุทธรณ์ประการแรกตามข้อ 2.1 โดยยกคำพยานโจทก์ปากต่างๆ ขึ้นอ้างว่าข้อเท็จจริงโจทก์ สามารถทำงานร่วมกับสหภาพแรงงานหรือกรรมการลูกจ้างจนเกิดผลเป็นอย่างดี การกระทำของโจทก์ต่อพนักงาน จำเลยเพียงแต่แสดงกิริยากวดขัน เข้มงวดเป็นคุณลักษณะที่ดีเพื่อให้งานมีประสิทธิภาพและถูกต้อง และสาเหตุที่ แท้จริงที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะจำเลยรับนางสาวภูริดามาทำหน้าที่ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลซ้ำซ้อนกับ ตำแหน่งของโจทก์ ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งของโจทก์ต่อไปนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นการ โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 8 และยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่จึงเป็นอุทธรณ์ใน ข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรค หนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายตามข้อ 2.2 ถึงข้อ 2.4 ว่า ค่าบริการและ ค่าอาหารที่จำเลยให้โจทก์เป็นค่าจ้างหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เพิ่มหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ค่าบริการเป็นเงินที่จำเลยเก็บรวบรวมจากลูกค้าที่มาใช้บริการโรงแรมในแต่ละ เดือนก่อนที่จะแบ่งเฉลี่ยจ่ายแก่พนักงานทุกคน จำเลยได้หักค่าบริการไว้ร้อยละสิบเป็นต้นทุนสิ่งของที่แตกหักชำรุด จึงเป็นเงินที่จำเลยตกลงจ่ายเงินแก่พนักงานหลังหักต้นทุนแล้ว ส่วนค่าอาหารเป็นเงินที่จำเลยตกลงจ่ายแก่โจทก์ทุก เดือน จำนวนเท่ากันและจำเลยนำค่าอาหารเป็นฐานคำนวณรายได้ประจำปีเพื่อเสียภาษีจึงเป็นค่าจ้างที่ต้องคำนวณ เป็นค่าชดเชยกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มแก่โจทก์นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ค่าจ้าง หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนการ ทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวันรายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลา อื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึง เงินที่นายจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันหยุด และวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้" ค่าจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงมีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ ประการแรก ค่าจ้างต้องเป็นเงินที่นายจ้างกับลูกจ้าง ตกลงจ่ายกันตามสัญญาจ้าง ประการที่สอง เงินที่จ่ายดังกล่าวนายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงาน