-301- ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ยังศาลที่มีอำนาจภายใน กำหนดอายุความ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการ เดียวว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่และจำเลยต้องจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เมื่อ พิเคราะห์คำว่า "สัญญาจ้างแรงงาน" "นายจ้าง" และ "ลูกจ้าง" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 575, 583 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 แล้ว ลูกจ้าง คือผู้ซึ่งตก ลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้างโดยอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของนายจ้าง หมายความว่า ลูกจ้างต้อง ทำงานตามที่นายจ้างสั่งและต้องปฏิบัติตามระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง หากลูกจ้างฝ่าฝืน นายจ้างสามารถลงโทษได้ คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทำงานให้แก่จำเลย แต่ไม่แน่ชัดว่าโจทก์ ทำงานทั่วไปหรือทำธูป ซึ่งก็ไม่ใช่ข้อวินิจฉัยถึงการเป็นนายจ้างลูกจ้าง ลักษณะสำคัญที่วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นลูกจ้าง ของจำเลยหรือไม่ อยู่ที่อำนาจการบังคับบัญชา เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงการทำงานของโจทก์ไม่ปรากฏ ว่าต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของจำเลย หรือต้องปฏิบัติตามระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย แสดงว่าการทำงานของโจทก์ไม่ได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของจำเลย โจทก์จึงมิได้เป็นลูกจ้างของจำเลย ไม่มีสิทธิ ได้รับค่าจ้างและค่าชดเชยจากจำเลยตามฟ้อง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน. (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-ชวลิต ยอดเณร-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก
-302- หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2548/2548 นายโกมล ล่ำชัยประเสริฐโจทก์ บริษัทจีโอเซม (ไทยแลนด์) จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 575 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 โจทก์เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลย มีหน้าที่ดูแลด้านการตลาด ในการทำงานของ โจทก์นั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องอยู่ภายใต้ระเบียบหรือข้อบังคับในการทำงานของบริษัทจำเลย แม้โจทก์จะได้รับ มอบหมายให้ดูแลงานของบริษัทจำเลยโดยต้องมาทำงานทุกวัน ก็ไม่มีผู้ใดบังคับบัญชาโจทก์ นอกจากนี้ยังปรากฏ ข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งบริษัทจำเลยและทำงานกับจำเลยโดยเป็นกรรมการมาแต่แรก การทำงานของ โจทก์ให้แก่บริษัทจำเลยจึงเป็นการทำในฐานะกรรมการและผู้ถือหุ้นที่ต้องดูแลรักษาผลประโยชน์ของบริษัทจำเลยที่ โจทก์เป็นผู้ร่วมก่อตั้งมา แม้โจทก์จะได้รับเงินเดือนจากจำเลย แต่การทำงานของโจทก์ในบริษัทจำเลยไม่มีลักษณะ เป็นสัญญาจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นลูกจ้างของบริษัทจำเลย เมื่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติให้โจทก์ออกจากการเป็นกรรมการบริษัทจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าชดเชยจาก จำเลย ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2539 โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยโดยเป็นกรรมการและเป็นผู้ ถือหุ้น มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของจำเลยในส่วนงานก่อสร้างและติดต่อพบปะลูกค้า ต่อมา เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2544 จำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทำงานมา 5 ปี 7 เดือน มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 787,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น
-303- จำเลยให้การว่า การทำงานในตำแหน่งกรรมการของโจทก์ตั้งแต่เริ่มแรกนั้นจำเลยไม่ได้ว่าจ้าง โจทก์ให้มาเป็นลูกจ้าง ลักษณะงานของโจทก์ไม่เหมือนลูกจ้างทั่วไป โจทก์ไม่มีแฟ้มประวัติ ไม่มีการสมัครงาน ไม่ ต้องมาทำงานในเวลาทำการทุกวัน การลาไม่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของบริษัท การบังคับบัญชาก็ไม่มี ผู้บังคับบัญชาโจทก์ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยหามีลักษณะเป็นนายจ้างกับลูกจ้างไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โจทก์ปฏิบัติงานโดยอิสระไม่ต้องมาทำงานทุกวัน ไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของจำเลยอันเป็นลักษณะขอ สัญญาจ้างแรงงาน โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 285,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีในต้นเงิน 214,200 บาท นับแต่วันถัดจากวันเลิกจ้าง (วันที่ 26 ธันวาคม 2544) เป็นต้นไป ดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 35,700 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มกราคม 2545) เป็นต้นไป และ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 35,700 บาท นับแต่วันถัดจากวันถึงกำหนดจ่ายค่าจ้าง (วันที่ 25 ธันวาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินแก่โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาว่า โจทก์ เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลย มีหน้าที่ดูแลด้านการตลาด โจทก์ต้องมาทำงานทุกวัน บางวันหรือส่วน ใหญ่จะอยู่ที่ไซด์งาน (สถานที่ก่อสร้าง) การดำเนินงานหรือการแก้ปัญหาตามปกติของโจทก์ โจทก์ทำได้เองโดย อิสระเว้นแต่เรื่องใหญ่ๆ หรือมีจำนวนเงินสูงๆ หรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ โจทก์ต้องได้รับอนุมัติจากที่ ประชุมของกรรมการหรือปรึกษานายสาธิต วังจริยา กรรมการบริษัทจำเลยอีกคนหนึ่งก่อน คดีมีปัญหาที่จะต้อง วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ในการทำงานของโจทก์นั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องอยู่ภายใต้ระเบียบ หรือข้อบังคับในการทำงานของบริษัทจำเลย แม้โจทก์จะได้รับมอบหมายให้ดูแลงานบริษัทจำเลยโดยต้องมาทำงาน ทุกวัน ก็ไม่มีผู้ใดบังคับบัญชาโจทก์ นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งบริษัทจำเลยและทำงาน กับจำเลยโดยเป็นกรรมการมาแต่แรก การทำงานของโจทก์ให้แก่บริษัทจำเลยจึงเป็นการทำในฐานะกรรมการและผู้ ถือหุ้นที่ต้องดูแลรักษาผลประโยชน์ของบริษัทจำเลยที่โจทก์เป็นผู้ร่วมก่อตั้งมา แม้โจทก์จะได้รับเงินเดือนจากจำเลย แต่การทำงานของโจทก์ในบริษัทจำเลยไม่มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นลูกจ้างของบริษัทจำเลย เมื่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติให้โจทก์ ออกจากการเป็นกรรมการบริษัทจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินจากจำเลยเป็นคดีนี้ คดีไม่จำต้องวินิจฉัย อุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยต่อไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของ ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน"
-304- พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ (รัตน กองแก้ว-ชวลิต ยอดเณร-พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2244/2548 นายธีระ มงคลชีพโจทก์ บริษัทระยองอินดัสเตรียลปาร์ค จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, 193/34 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 เงินโบนัสไม่ใช่ค่าจ้างหรือสินจ้างอย่างอื่นตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (8) และ (9) การเรียกร้อง เงินโบนัสจึงไม่อยู่ในบังคับกำหนดอายุความ 2 ปี ของบทบัญญัติดังกล่าว กำหนดอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้อง เงินโบนัสตามสัญญาจ้างแรงงานมิได้มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30
-305- ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินโบนัสจำนวน 1,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ เจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องของ โจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เงินโบนัสเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายเป็นรางวัลในการปฏิบัติงานให้แก่ลูกจ้าง มิใช่เป็น เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน และ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ก็มิได้บัญญัติบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้าง นายจ้างจะจ่ายเงินโบนัส ให้แก่ลูกจ้างหรือไม่ หากมีการจ่ายเงินโบนัสนายจ้างจะจ่ายด้วยวิธีใด และมีหลักเกณฑ์อย่างไรก็แล้วแต่นายจ้างจะ กำหนด หรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างของสถานประกอบกิจการนั้น ๆ ฉะนั้น เงินโบนัสจึงมิใช่ค่าจ้างหรือ สินจ้างอย่างอื่นตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. (8) และ (9) การเรียกร้องเงินโบนัสจึงไม่อยู่ในบังคับกำหนดอายุความ 2 ปี ของบทบัญญัติดังกล่าว กำหนดอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องเงินโบนัสตามสัญญาจ้างแรงงาน มิได้มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลย จ่ายเงินโบนัสประจำปี 2537 ถึงปี 2539 โดยยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2542 คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุ ความ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้อ อื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี. (ปัญญา สุทธิบดี-ชวลิต ยอดเณร-พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์)
-306- ศาลแรงงานกลาง - นายดำรงค์ ทรัพยผล ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1528/2548 นายเอนก สิริวิชช์โจทก์ บริษัท ซิงเกอร์ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 เงินโบนัสโจทก์ได้รับเป็นประจำปีโดยจำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ปีละ 1 ครั้งพร้อมกับเงินเดือนงวดที่ 12 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายของปีในเดือนธันวาคมของแต่ละปี มิใช่แบ่งจ่ายเป็นงวดดังเช่นการจ่ายเงินเดือน และระบุการ จ่ายว่าเป็นเงินโบนัส สำหรับค่าน้ำและค่าไฟฟ้าแต่เดิมจำเลยจะจ่ายให้แก่โจทก์ต่อเมื่อต้องมีใบเสร็จรับเงินมาแสดง ประกอบการเบิกจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง แสดงให้เห็นว่าค่าน้ำค่าไฟฟ้า เป็นการจ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการโดยแท้ ไม่ มีเจตนาที่จะจ่ายให้เป็นเงินค่าจ้าง แม้ต่อมาโจทก์จะไม่ต้องนำใบเสร็จมาแสดงก็เนื่องจากโจทก์เป็นผู้บริหารระดับสูง เป็นการอำนวยความสะดวกและให้เกียรติโจทก์และเป็นจำนวนไม่มาก จึงเหมาจ่ายให้แก่โจทก์เป็นประจำทุกเดือน เงินดังกล่าวนี้ก็ยังคงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เป็นสวัสดิการเช่นเดิม ดังนั้น ทั้งเงินโบนัส เงินค่าน้ำ และเงินค่า ไฟฟ้าจึงไม่ใช่เงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาปกติของวันทำงาน จึงมิใช่ค่าจ้างที่ ต้องนำมารวมคำนวณเป็นค่าชดเชย
-307- ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างจำนวน 93,692.30 บาท ค่าชดเชยส่วนที่ขาด จำนวน 325,300.04 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำนวน 9,532,153.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำ ขอท้ายฟ้องแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ครบถ้วนตามกฎหมายแล้วจำเลยไม่ต้องจ่าย ค่าจ้างในส่วนที่ยังไม่ได้ปรับขึ้นให้แก่โจทก์ จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุครบเกษียณอายุเป็นการเลิกจ้างที่ถูกต้อง ตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย จำเลยเลิกจ้างเป็นธรรมต่อโจทก์แล้ว จึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการ เลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 สิงหาคม 2544) เป็นต้น ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เงินโบนัส เงิน ค่าน้ำ และเงินค่าไฟฟ้าที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เป็นเงินค่าจ้างที่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นค่าชดเชยหรือไม่ ศาล แรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าเงินโบนัสโจทก์ได้รับเป็นประจำทุกปีโดยจำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ปีละ 1 ครั้ง พร้อมกับ เงินเดือน งวดที่ 12 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายของปีในเดือนธันวาคมของแต่ละปี มิใช่แบ่งจ่ายเป็นงวดดังเช่นการจ่าย เงินเดือน และระบุการจ่ายว่าเป็นเงินโบนัส สำหรับค่าน้ำและค่าไฟฟ้าแต่เดิมจำเลยจะจ่ายให้แก่โจทก์ต่อเมื่อต้องมี ใบเสร็จรับเงินมาแสดงประกอบการเบิกจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริงตามเอกสารหมาย ล. 5 ข้อ 3 แสดงให้เห็นว่าค่า น้ำและค่าไฟฟ้า เป็นการจ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการโดยแท้ ไม่มีเจตนาที่จะจ่ายให้เป็นเงินค่าจ้าง แม้ต่อมาโจทก์จะไม่ ต้องนำใบเสร็จมาแสดงก็เนื่องจากโจทก์เป็นผู้บริหารระดับสูง เป็นการอำนวยความสะดวกและให้เกียรติโจทก์ และ เป็นจำนวนเงินไม่มาก จึงเหมาจ่ายให้แก่โจทก์เป็นประจำทุกเดือน เงินดังกล่าวนี้ก็ยังคงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่ โจทก์เป็นสวัสดิการเช่นเดิม ดังนั้น ทั้งเงินโบนัส เงินค่าน้ำ และเงินค่าไฟฟ้าจึงไม่ใช่เงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อ เป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาปกติของวันทำงาน จึงมิใช่ค่าจ้างที่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นค่าชดเชย ที่ศาล แรงงานกลางพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน
-308- (พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์-ชวลิต ยอดเณร-สถิตย์ อรรถบลยุคล) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 898/2548 นายนิพนธ์ จยาวรรณโจทก์ บริษัทรับตรวจสินค้า โพ้นทะเล จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 118 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 จำเลยอุทธรณ์ว่าเงินค่าอาหารและเงินรายรับอื่นไม่ใช่ค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 เป็นการอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย จึงอุทธรณ์ได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54 ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าเงินค่าชดเชยที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยว่า ด้วยการเกษียณอายุนั้น ถือเป็นค่าชดเชยตามมาตรา 118 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ แล้วหรือไม่ เป็นอุทธรณ์ ให้แปลความข้อบังคับเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าชดเชยเมื่อพนักงานเกษียณอายุแล้ว จึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย เช่นกัน ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์
-309- ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินในกรณีเกษียณอายุ 153,962.88 บาท และค่าชดเชย 85,440 บาท แก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินในกรณีเกษียณอายุ 153,962.88 บาท และค่าชดเชย 85,440 บาท แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 8,544 บาท จำเลยให้การว่าโจทก์ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 6,894 บาท และค่าอาหาร 1,200 บาท รวมทั้งรายรับอื่นอีก 450 บาท โดยอ้างว่า เงิน ค่าอาหารและรายรับอื่นจ่ายให้เป็นสวัสดิการจึงไม่ใช่ค่าจ้าง แล้วศาลแรงงานกลางกำหน ดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีรายได้ (เงินเดือน) เดือนละเท่าไร แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เงินค่าอาหารและรายรับอื่นจำเลยจ่ายให้ เป็นค่าตอบแทนในการทำงาน ถือเป็นเงินเดือนด้วย โจทก์จึงมีเงินเดือนเดือนละ 8,544 บาท จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 6,894 บาท ไม่ใช่ 8,544 บาท เพราะเงินค่าอาหาร 1,200 บาท และเงินรายรับอื่น 450 บาท จำเลยจ่ายให้เป็นสวัสดิการ จึงไม่ใช่ค่าจ้างตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จึงไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นค่าชดเชย เห็นว่าอุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยเป็นการอุทธรณ์ว่า ค่าอาหารและเงิน รายรับอื่นเป็นค่าจ้าง หรือไม่ จึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย และอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า เงินค่าชดเชยที่จำเลย จ่ายให้แก่โจทก์ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยว่าด้วยการเกษียณอายุนั้น ถือเป็นค่าชดเชยตามมาตรา 118 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แล้วหรือไม่ เป็นอุทธรณ์ให้แปลความข้อบังคับเกี่ยวกับการ จ่ายเงินค่าชดเชยเมื่อพนักงานเกษียณอายุแล้ว จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายเช่นกัน" ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้ดำเนินการต่อไป (พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์-ชวลิต ยอดเณร-สถิตย์ อรรถบลยุคล) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ
-310- แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 871/2548 นายไพรัช บูรพชัยศรีโจทก์ บริษัทเมโทรแมชีนเนอรี่ จำกัดจำเลย ป.รัษฎากร มาตรา 3 จตุทศ, 40 (1), 50 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 17, 118 หนี้ค่าจ้างค้างจ่าย เงินสะสม สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยที่จำเลยจะต้อง ชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ล้วนแต่เป็นเงินที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระอันเนื่องมาจาก การที่จำเลยกับโจทก์มีนิติสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างกับลูกจ้าง ถือว่าเป็นเงินที่โจทก์ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากรฯ มาตรา 40 (1) ซึ่งกำหนดให้เป็นเงินได้พึงประเมิน จำเลยผู้จ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์ ตามคำพิพากษาย่อมมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 50 ประกอบด้วยมาตรา 3 จตุทศ ซึ่ง เป็นหน้าที่ที่จำเลยจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แม้จำเลยจะมิได้อ้างเรื่องการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ในชั้น พิจารณา แต่เมื่อจำเลยจะต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาจำเลยก็สามารถหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินประเภทต่าง ๆ เนื่องจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและเป็นเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลย จ่ายเงินค่าจ้างค้างจ่ายเป็นเงิน 136,800 บาท พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะ ชำระเสร็จ เงินสะสมจำนวน 2,152.98 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 136,800 บาท พร้อม
-311- ดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าชดเชยเป็นเงิน 1,368,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย นับถัด จากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายเป็นเงิน 2,000,000 บาท ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยได้นำเงินจำนวน 5,472,036.32 บาท มาวางศาลเพื่อชำระหนี้ โจทก์ตามคำพิพากษา จำเลยอ้างต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนตามคำพิพากษาแล้วเป็นเงิน จำนวน 6,538,905.72 บาท โดยหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นเงินจำนวน 1,066,869.40 บาท โจทก์เห็นว่าจำเลยมีหน้าที่ ต้องปฏิบัติตามคำบังคับโดยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์เต็มจำนวนตามคำบังคับซึ่งออกตามคำพิพากษา การ ชำระภาษีเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องชำระให้แก่กรมสรรพากรภายหลังจากที่โจทก์ได้รับชำระหนี้แล้ว ข้ออ้างเรื่อง การหักภาษี ณ ที่จ่าย จำเลยมิได้ยกขึ้นกล่าวในชั้นพิจารณา เพิ่งหยิบยกขึ้นมาอ้างในชั้นบังคับคดี จำเลยไม่อาจหัก ภาษี ณ ที่จ่ายได้ ดังนั้น จำเลยยังคงเป็นหนี้ค่าชดเชยตามคำพิพากษาเป็นเงินจำนวน 1,067,958.29 บาท พร้อม ด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดียึดอายัดทรัพย์สินของ จำเลยมาชำระหนี้ โจทก์ให้เต็มจำนวนตามคำพิพากษา ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ตามคำร้องของโจทก์ โจทก์มิได้อ้างว่าจำนวนภาษีที่จำเลยหักไว้ ณ ที่ จ่ายไม่ถูกต้อง จึงต้องฟังว่า การหักภาษีได้หักไว้เป็นจำนวนที่ถูกต้องแล้ว และเงินที่โจทก์ได้รับในคดีนี้เป็นเงินได้พึง ประเมิน จำเลยผู้จ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์ตามคำพิพากษา จึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายตามประมวล รัษฎากร มาตรา 50 มาตรา 3 จตุทศ จึงไม่มีเหตุที่จะออกหมายบังคับคดีตามที่โจทก์ขอ ให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า โจทก์ชอบที่จะบังคับคดีให้จำเลยชำระหนี้เต็มจำนวนตามคำพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า หนี้เงินประเภทต่าง ๆ ที่ จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ล้วนแต่เป็นเงินที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระ อันเนื่องมาจากการที่จำเลยกับโจทก์มีนิติสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างนั่นเอง ถือได้ว่าเป็นเงินที่โจทก์ได้ เนื่องจากการจ้างแรงงานตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (1) ซึ่งกำหนดให้เป็นเงินได้พึงประเ มิน จำเลยผู้จ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์ตามคำพิพากษาย่อมมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50 ประกอบด้วยมาตรา 3 จตุทศ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่จำเลยจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แม้จำเลยจะมิได้อ้างเรื่องการหัก ภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ไว้ในชั้นพิจารณาก็ตาม แต่เมื่อจำเลยจะต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยก็สามารถหักภาษี เงินได้ ณ ที่จ่าย ได้ คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้ยกคำร้องของโจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน
-312- (วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-ชวลิต ยอดเณร-วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 812/2548 นายแดเรล เค.วูลลีย์โจทก์ บริษัทเดอะ เท็กซาน จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 โจทก์เข้าไปบริหารงานของบริษัทจำเลยในฐานะผู้ถือหุ้น การทำงานอิสระ ไม่ต้องมาทำงานทุกวัน ไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของผู้ใดในบริษัทจำเลยและไม่ต้องอยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย โจทก์ จึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 แม้โจทก์จะได้รับค่าตอบแทน จากจำเลยเป็นเงินเดือน ก็มิใช่ค่าจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อโจทก์มิใช่ลูกจ้างจำเลยจึงไม่ต้อง หักเงินสมทบส่งสำนักงานประกันสังคม การที่จำเลยหักเงินที่โจทก์ได้รับจากจำเลยส่งเป็นเงินสมทบแก่สำนักงาน ประกันสังคมก็ไม่มีผลทำให้โจทก์กลับมีฐานะกลายเป็นลูกจ้างของจำเลย ___________________________
-313- โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ตกลงรับการจ้างทำงานกับจำเลยในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการตลาดมาตั้งแต่ เดือนมีนาคม 2532 เงินเดือนสุดท้าย 40,000 บาท ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ 2544 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยไม่บอก กล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย โจทก์มีสิทธิได้รับเงินที่ไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 40,000 บาท โจทก์ทำงาน เกินกว่า 13 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเป็นเงิน 400,000 บาท เงินที่จำเลยหักไปจากเงินเดือนโดยไม่ชอบ 3 ครั้ง รวม เป็นเงิน 18,200 บาท เงินค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย 2 ครั้งใน 2 ปี ติดต่อกันหลักเลิกจ้างเป็นเงิน 59,361 บาท และ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ขาดรายได้คิดเป็นเงิน 2,880,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ต่าง ๆ ดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจร้านอาหารใช้ ชื่อทางการค้าว่า ร้านเบอร์เบิร์นสตรีท เดิมโจทก์เข้าเป็นหุ้นส่วนกับจำเลย แต่เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ ตกลงออกจากการเป็นหุ้นส่วนและผู้บริหารของจำเลยโดยตกลงขายหุ้นของจำเลยในส่วนของโจทก์ทั้งหมดให้แก่ นายดักลาส เบเกอร์ แฮริสัน กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยด้วยความสมัครใจ มีการตกลงชำระเงินบางส่วนและ ส่วนที่เหลือให้ผ่อนชำระ ในระหว่างผ่อนชำระนั้นโจทก์ขอให้จำเลยช่วยต่อใบอนุญาตการทำงานให้โจทก์ เพื่อโจทก์ จะได้สิทธิทำงานในประเทศไทย โจทก์มิได้เป็นพนักงานของจำเลยตามที่กล่าวอ้าง หากแต่เข้ามาเป็นหุ้นส่วนและ ขายหุ้นดังกล่าว จำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหาย จำเลยไม่เคยหักเงินเดือนโจทก์โดยไม่ชอบส่วนการหักเงินภาษี ณ ที่จ่ายของโจทก์นั้นเป็นความ ยินยอมของโจทก์ เพื่อประโยชน์ของโจทก์ในการดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงานของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจดทะเบียนเป็น นิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2529 ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ใช้ชื่อร้านว่าเ บอร์เบิร์น สตรีท ปัจจุบันมีนายดักลาส เบเกอร์ แฮริสัน เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท กระทำการแทนบริษัท โจทก์ได้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยตั้งแต่ปี 2531 และได้ร่วมกับนายดักลาส เบเกอร์ แฮริ สัน บริหารกิจการของจำเลย โดยโจทก์ดูแลในเรื่องเอกสารต่าง ๆ รวมทั้งบริหารด้านการบัญชีและการเงิน ได้รับ ค่าตอบแทนในการบริหารครั้งสุดท้ายเป็นเงินเดือนละ 40,000 บาท ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ได้ขาย หุ้นในบริษัทในส่วนของตนซึ่งขณะนั้นมีอยู่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ให้แก่นายดักลาส เบเกอร์ แฮริสัน เป็นเงิน 3,600,000 บาท โจทก์ได้รับเงินแล้วจำนวน 2,600,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 1,000,000 บาท มีข้อตกลงให้นาย ดักลาส เบเกอร์ แฮริสันผ่อนชำระเดือนละ 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยมีกำหนด 24 เดือน เริ่มผ่อนชำระตั้งแต่ วันที่ 1 เมษายน 2544 ในระหว่างผ่อนชำระค่าหุ้นนั้น นายดักลาส เบเกอร์ แฮริสัน จะต้องต่อใบอนุญาตการทำงาน
-314- ของโจทก์ในการทำงานกับจำเลยต่อไปจนกว่าจะชำระค่าหุ้นหมด ตามเอกสารหมาย ล.1 หรือ ล.12 หรือ ล.13 หลังจากขายหุ้นแล้วโจทก์ไม่ได้เข้าไปทำงานกับจำเลยอีก แต่ได้เข้าไปช่วยฝึกงานด้านการบัญชีและการเงินให้ พนักงานใหม่ของจำเลย 2 ถึง 3 ครั้ง นายดักลาส เบเกอร์ แฮริสัน ได้ผ่อนชำระค่าหุ้นให้โจทก์โดยจ่ายเป็นเงินเดือน ของจำเลยให้แก่โจทก์จนครบสัญญา ในการจ่ายเงินนั้นได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และหักเงินที่จำเลยให้แก่โจทก์ เป็นเงินสมบทส่งสำนักงานประกันสังคม โดยระบุว่าโจทก์เป็นพนักงานของจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตาม อุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดจ่ายเงินค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายที่เกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟัง ได้ว่าโจทก์เข้าไปบริหารงานของจำเลยในฐานะผู้ถือหุ้นการทำงานอิสระ ไม่ต้องมาทำงานทุกวันไม่อยู่ภายใต้การ บังคับบัญชาของผู้ใดในบริษัทจำเลยและไม่ต้องอยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย โจทก์จึงไม่ใช่ ลูกจ้างของจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 แม้โจทก์จะได้รับค่าตอบแทนจาก จำเลยเป็นเงินเดือนก็มิใช่ค่าจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อโจทก์มิใช่ลูกจ้างจำเลยจึงไม่ต้องหักเงิน สมทบส่งสำนักงานประกันสังคม การที่จำเลยหักเงินที่โจทก์ได้รับจากจำเลยส่งเป็นเงินสมทบแก่สำนักงาน ประกันสังคมก็ไม่มีผลทำให้โจทก์กลับมีฐานะกลายเป็นลูกจ้างของจำเลย อีกทั้งศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริง ว่าโจทก์ไม่ได้ทำงานกับจำเลยอีกต่อไปเนื่องจากโจทก์ขายหุ้นของจำเลยในส่วนของโจทก์ให้แก่นายดักลาส เบเกอร์ แฮริสัน โดยที่จำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและ ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน. (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-ชวลิต ยอดเณร-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
-315- ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9072/2547 บริษัทอุบลวัสดุ จำกัดโจทก์ นางสาววราภรณ์ สุเมธศุภโชคจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 150, 379, 383 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ธุรกิจการค้าของโจทก์ต้องอาศัยการแข่งขัน ข้อมูลความรู้ความลับทางการค้าเกี่ยวกับสินค้าของ โจทก์ตามสมควร โจทก์จึงมีสิทธิที่จะป้องกันสงวนรักษาข้อมูลและความลับในทางการค้าเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจ ของโจทก์ได้ ทั้งข้อตกลงตามสัญญาจ้างทำงานก็มีกำหนดเวลาห้ามจำเลยอยู่ 2 ปี อันถือได้ว่าเป็นกำหนดเวลา พอสมควร สัญญาจ้างทำงานดังกล่าว จึงหาขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ ข้อความในสัญญาที่ว่าจำเลยจะไม่ทำงานรับจ้างหรือให้ข้อมูลของโจทก์แก่ผู้ประกอบการรายอื่น ซึ่งมีลักษณะธุรกิจแบบเดียวกับโจทก์ภายในกำหนด 2 ปี นับจากวันเลิกจ้าง หากผิดสัญญายอมให้ปรับ 200,000 บาท นั้น ย่อมเป็นข้อสัญญาที่มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายจากการผิดสัญญาไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 เบี้ยปรับเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหาย ถ้าสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงได้โดยคำนึงถึงทาง ได้เสียของเจ้าหนี้หรือโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 การที่ศาลแรงงานกลางใช้ ดุลพินิจลดเบี้ยปรับลงจึงชอบด้วยกฎหมาย ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าปรับและค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และห้ามจำเลยทำงาน หรือกระทำการอันเป็นการแข่งขันในทางการค้ากับโจทก์เป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง
-316- ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2544 จำเลยได้เข้าทำงานกับโจทก์ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายซูเปอร์มาร์เก็ตได้รับค่าจ้างเดือนละ 40,000 บาท ตามสัญญาจ้าง เอกสารหมาย จ.4 และในข้อ 5.2 มีข้อตกลงว่าจำเลยจะไม่ไปทำงานรับจ้างหรือให้ข้อมูลของโจทก์กับ ผู้ประกอบการรายอื่นซึ่งมีลักษณะธุรกิจแบบเดียวกับโจทก์มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันเลิกจ้าง หากจำเลยผิดสัญญา ยอมให้ปรับ 200,000 บาท ต่อมาวันที่ 10 สิงหาคม 2545 จำเลยลาออกตามใบลาออกเอกสารหมาย จ.5 แล้ว จำเลยเข้าทำงานที่บริษัทศิริมหาชัยโฮมเซ็นเตอร์หรือบริษัทยูนิตี้โฮม จำกัด ซึ่งมีลักษณะธุรกิจเดียวกับโจทก์เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 ซึ่งอยู่ในระยะเวลา 2 ปี นับแต่เลิกจ้าง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาตามเอกสารหมาย จ.4 ที่มี ข้อตกลงว่าจำเลยจะไม่ไปทำงานรับจ้างกับผู้ประกอบการรายอื่นซึ่งมีลักษณะธุรกิจแบบเดียวกับโจทก์มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันเลิกจ้าง หากจำเลยผิดสัญญายอมให้ปรับ 200,000 บาท นั้น ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ของประชาชนเป็นโมฆะ เพราะรักษาผลประโยชน์ของโจทก์ฝ่ายเดียวเกินสมควร ปิดทางทำมาหาได้ของจำเลยอย่าง เด็ดขาด จำเลยไม่อาจประกอบอาชีพอย่างเดียวกับโจทก์จนไม่อาจดำรงตนอยู่ได้ เห็นว่า ธุรกิจการค้าของโจทก์ต้อง อาศัยการแข่งขัน ข้อมูลความรู้ความลับทางการค้าเกี่ยวกับสินค้าของโจทก์ตามสมควร ฉะนั้น โจทก์จึงมีสิทธิตาม ควรที่จะป้องกันสงวนรักษาข้อมูลและความลับในทางการค้าเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจของโจทก์ได้ทั้งข้อสัญญา ดังกล่าวก็มีกำหนดเวลาห้ามจำเลยอยู่ 2 ปี อันถือได้ว่าเป็นกำหนดเวลาพอสมควร สัญญาจ้างทำงานตามเอกสาร หมาย จ.4 จึงหาขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ข้อตกลงในสัญญาจ้างทำงานตามเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 5.2 ที่มีข้อความว่า หากจำเลยฝ่าฝืนจะถูกปรับเป็นเงินจำนวนหนึ่งไม่ใช่เบี้ยปรับดังที่ศาลแรงงานกลาง วินิจฉัย แต่เป็นข้อสัญญาที่ชัดแจ้งต้องบังคับกันตามที่ตกลงไว้นั้น เห็นว่า ข้อความในสัญญาที่ว่าจำเลยจะไม่ทำงาน รับจ้างหรือให้ข้อมูลของโจทก์แก่ผู้ประกอบการรายอื่น ซึ่งมีลักษณะธุรกิจแบบเดียวกับโจทก์ภายในกำหนด 2 ปี นับ จากวันเลิกจ้าง หากผิดสัญญายอมให้ปรับ 200,000 บาท นั้น ย่อมเป็นข้อสัญญาที่มีลักษณะเป็นการกำหนด ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาไว้ล่วงหน้า จึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 เบี้ย ปรับเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหาย ถ้าสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงได้โดยคำนึงถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้หรือ โจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 การที่ศาลแรงงานกลางใช้ ดุลพินิจลดเบี้ยปรับลงจึงชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน
-317- (สถิตย์ อรรถบลยุคล-ชวลิต ยอดเณร-ปัญญา สุทธิบดี) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8373/2547 บริษัทน้ำมันปิโตรเลียมไทย จำกัดโจทก์ นายประเทือง มะกรครรภ์ กับพวกจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, 420, 850 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 แม้การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่เก็บเงินจากลูกค้าของโจทก์แล้วนำไปเป็นประโยชน์ส่วนตนจะเป็น การละเมิดต่อโจทก์ แต่เนื่องจากโจทก์และจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กันตามสัญญาจ้างแรงงาน การที่จำเลยที่ 1 กระทำการดังกล่าว จึงเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานอยู่ในตัวด้วย การใช้สิทธิ เรียกร้องของโจทก์เกี่ยวกับการผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้ โดยเฉพาะ ต้องอยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 193/30 คือ มีอายุความ 10 ปี มิใช่ 1 ปี หนี้ของโจทก์จึงยังไม่ขาด อายุความและแม้จำเลยที่ 1 กับโจทก์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่สัญญาประนีประนอมยอมความ
-318- ดังกล่าวกระทำภายในศาลหลังมีการฟ้องคดีแล้ว เห็นได้ว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อบังคับหนี้ตาม ฟ้อง มิใช่เพื่อระงับหนี้เดิมและก่อหนี้ใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ไม่มีผลให้หนี้เดิมระงับ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำ ประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ยังต้องรับผิด ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้เข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งพนักงานขาย สินค้า มีหน้าที่ขายสินค้าและเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าของโจทก์และนำส่งมอบให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญา ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ตกลงยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไม่ว่าโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ เป็นจำนวนเงินไม่เกิน 500,000 บาท ระหว่างวันที่ 18 กรกฎาคม 2544 ถึงวันที่ 6 กันยายน 2544 จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้ไปเก็บเงินค่าสินค้า แต่จำเลยที่ 1 ได้เบียดบังยักยอก เงินจำนวนดังกล่าวเป็นของตนเอง ไม่ส่งมอบให้แก่โจทก์ตามหน้าที่ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 713,734.66 บาท และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ให้การว่า การทำหนังสือรับสภาพหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นการใช้สิทธิไม่ สุจริต จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 713,734.66 บาท ตามสัญญา ประนีประนอมยอมความ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ร่วมรับผิดจำนวนไม่เกิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อ ปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยที่ 1 ตกลงยอมชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์เป็น จำนวน 713,734.66 บาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 9 เมษายน 2545 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การ ต่อสู้คดีในการพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ใน ตำแหน่งพนักงานขายตามใบสมัครเอกสารหมาย จ. 3 มีหน้าที่ขายสินค้าและเก็บเงินจากลูกค้าส่งมอบให้แก่โจทก์ ระหว่างการทำงานจำเลยที่ 1 กระทำผิดหน้าที่โดยเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าโจทก์เป็นเงิน 508,342.66 บาท แล้ว นำไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวและจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.8 โดยมีมูลหนี้มา จากจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงิน 455,392 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ยอมผ่อนชำระ และ
-319- จำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระจำนวน 205,392 บาท จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลย ที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.4 และวินิจฉัยว่าคดีไม่ขาด อายุความ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ในข้อ 2.1 ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอม ยอมความกับโจทก์หนี้เดิมจึงระงับสิ้นไป จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นหรือไม่ เห็นว่า แม้การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่เก็บ เงินจากลูกค้าของโจทก์แล้วนำไปเป็นประโยชน์ส่วนตนจะเป็นการละเมิดต่อโจทก์ แต่เนื่องจากโจทก์และจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กันตามสัญญาจ้างแรงงาน การที่จำเลยที่ 1กระทำการดังกล่าวจึงเป็นการผิด สัญญาจ้างแรงงานอยู่ในตัวด้วย การใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกี่ยวกับการผิดสัญญาจ้าง แรงงานไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 193/30 คือ มีอายุความ 10 ปี มิใช่ 1 ปี ดังที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ หนี้ของโจทก์ยังไม่ขาด อายุความ และแม้จำเลยที่ 1 กับโจทก์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ 9 เมษายน 2545 แต่สัญญา ประนีประนอมยอมความดังกล่าวกระทำภายในศาลหลังมีการฟ้องคดีแล้วจึงเห็นได้ว่าเป็นสัญญาประนีประนอม ยอมความเพื่อบังคับหนี้ตามฟ้อง มิใช่เพื่อระงับหนี้เดิมและก่อหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 จึงไม่มีผลให้หนี้เดิมระงับ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงยังต้องรับผิด อุทธรณ์จำเลยที่ 2 ทั้งข้อ 2.1 และข้อ 2.2 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วิชัย วิวิตเสวี-ชวลิต ยอดเณร-หัสดี ไกรทองสุก) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ Print Preview Mode
-320- พิมพ์หน้านี้ 6. ฎีกาตดัสินเกี่ยวกบั ปัญหาขอ ้ กฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5394 - 5404/2547 สมศักดิ์ ฉัตรทันต์ กับพวกโจทก์ บริษัทไทยเจริญทรานสปอร์ต จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 เงินค่าคอมมิชชั่นหรือค่าเที่ยวที่จำเลยจ่ายให้โจทก์แต่ละคนซึ่งเป็นพนักงานขับรถและพนักงานยก ของที่ไปกับรถของจำเลยเมื่อทำตามหน้าที่ของตน โดยจำเลยกำหนดอัตราไว้แน่นอนว่าเที่ยวหนึ่งจะจ่ายให้เท่าใด สามารถคำนวณได้ตามจำนวนเที่ยวที่ทำได้ในเวลาทำงานตามปกติของวันทำงาน มีลักษณะชี้ชัดว่าจำเลยมุ่งหมาย จ่ายให้โจทก์เพื่อตอบแทนการทำงานมิใช่จงใจจ่ายเพื่อจูงใจให้โจทก์ขยันทำงาน เงินค่าคอมมิชชั่นหรือค่าเที่ยวจึง เป็นค่าจ้าง ตามความหมายของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ___________________________ คดีทั้งสิบเอ็ดสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้ เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๑๑ ตามลำดับ โจทก์ทั้งสิบเอ็ดสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างที่ขาดเป็นเงิน ๑๒,๒๔๐ บาท ๑๓,๖๘๐ บาท ๔๑,๐๘๒ บาท ๙,๒๖๔ บาท ๑๕,๐๑๕ บาท ๑๗,๖๑๕ บาท ๑๗,๖๑๕ บาท ๑๗,๘๕๖ บาท ๒๙,๐๙๕ ๑๑,๕๐๕ บาท ๑๒,๔๘๐ บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๑๑ และให้จำเลยจ่ายค่าจ้างนับถัดจากวันฟ้องต่อไปไม่น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด จำเลยทั้งสิบเอ็ดสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง
-321- ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างที่ยังขาดอยู่ให้แก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๑,๒๒๐ บาท โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๑,๒๙๐ บาท โจทก์ที่ ๓ เป็นเงิน ๑๐,๒๒๒.๓๓ บาท โจทก์ที่ ๔ เป็นเงิน ๑,๒๗๐ บาท โจทก์ที่ ๕ เป็นเงิน ๕,๗๓๕ บาท โจทก์ที่ ๖ เป็นเงิน ๗,๓๘๐ บาท โจทก์ที่ ๗ เป็นเงิน ๓,๒๙๐ บาท โจทก์ที่ ๙ เป็นเงิน ๑๐,๒๓๒ บาท โจทก์ที่ ๑๐ เป็นเงิน ๓,๙๒๐ บาท และโจทก์ที่ ๑๑ เป็นเงิน ๒,๖๒๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของเงินที่ต้องจ่ายแก่โจทก์ แต่ละคนนับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๕) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสียและให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ ๘ โจทก์ทั้งสิบเอ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่าตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ บัญญัติ ความหมายของคำว่า "ค่าจ้าง" ไว้ว่า คือเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตาม สัญญาจ้าง สำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดย คำนวณตาม ผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน เมื่อเงินค่าคอมมิชชั่นหรือค่าเที่ยว จำเลยได้ จ่ายให้โจทก์ทุกคนเมื่อโจทก์ทุกคนทำตามหน้าที่ของตนซึ่งจำเลยกำหนดอัตราไว้แน่นอนว่าเที่ยวหนึ่งจะจ่ายให้ เท่าใด สามารถคำนวณได้ตามจำนวนเที่ยวที่ทำได้ในเวลาทำงานตามปกติของวันทำงานอันมีลักษณะชี้ชัดว่า จำเลย มุ่งหมายจ่ายให้โจทก์ทุกคนเพื่อเป็นค่าตอบแทนในการทำงาน มิใช่จงใจจ่ายไปเพื่อจูงใจให้โจทก์ขยันทำงาน ฉะนั้น เงินค่าคอมมิชชั่นหรือค่าเที่ยวจึงเป็น "ค่าจ้าง" ตามความหมายของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ พิพากษายืน (สถิตย์ อรรถบลยุคล-อรพินท์ เศรษฐมานิต-ปัญญา สุทธิบดี) ศาลแรงงานกลาง - นายสละ เทศรำพรรณ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก
-322- หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 252/2547 นายวิลเลี่ยม เบงต์สันโจทก์ บริษัทนครไทยสตริปมิล จำกัด (มหาชน) กับพวกจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 823 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/25 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการของจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/25 จึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนายจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในค่าชดเชยต่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างแต่ไม่ ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองแถลงรับว่า จำเลยทั้งสองทราบคำสั่งของ พนักงานตรวจแรงงานตามเอกสารท้ายคำฟ้องของโจทก์แล้ว และมิได้ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวภายใน เวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลแรงงานกลางเห็นว่าไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องดังกล่าวจึงงดสืบพยาน
-323- ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามฟ้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน เป็นที่สุด จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม จึงเป็นปริยายว่าจำเลยที่ ๑ ไม่อาจโต้แย้งหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้อีก กรณีมิใช่เรื่องการนำบทบัญญัติแห่งมาตรา ๘ วรรคสอง มาตัดสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ ๑ ไม่เป็นการบังคับ ใช้หรือตีความกฎหมายโดยไม่ชอบดังจำเลยที่ ๑ อ้างแต่อย่างใด คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ ของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ ๑ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ไป อนึ่ง จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการของจำเลยที่ ๑ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๒๕ จึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ มีฐานะ เป็นนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในค่าชดเชย ต่อโจทก์แต่ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ จ่ายค่าชดเชยให้ โจทก์โดยไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวนั้นศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ แต่ จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. (อรพินท์ เศรษฐมานิต-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง (เชียงใหม่) - นายสุพิชัย กาญจนาธิวัฒน์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก
-324- หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 252/2547 นายวิลเลี่ยม เบงต์สันโจทก์ บริษัทนครไทยสตริปมิล จำกัด (มหาชน) กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 125 วรรค สอง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 วรรค สอง ความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 125 วรรคสอง ที่บัญญัติว่าในกรณีที่นายจ้างหรือลูกจ้าง ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุด ต่อเนื่องมาจากความในวรรคหนึ่งที่ว่าเมื่อพนักงา นตรวจ แรงงานมีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้างหรือลูกจ้างไม่พอใจคำสั่งนั้นให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายใน 30 วัน นับ แต่วันทราบคำสั่งซึ่งเป็นการเปิดโอกาสหรือให้สิทธิแก่นายจ้างหรือลูกจ้างที่ไม่เห็นชอบด้วยกับคำสั่งนำคดีไปฟ้อง ศาลเพื่อให้ตรวจสอบคำสั่งดังกล่าวอีกชั้นหนึ่งแต่หากนายจ้างหรือลูกจ้างไม่ประสงค์จะใช้สิทธิดังกล่าว แสดงว่า นายจ้างหรือลูกจ้างไม่มีข้อโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว ความในวรรคสองจึงบัญญัติให้เป็นที่สุด ซึ่งหมายถึงเป็นที่สุดสำหรับ นายจ้างหรือลูกจ้างด้วย มิใช่เป็นที่สุดเฉพาะในทางบริหาร เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้อง ปฏิบัติตาม จะโต้แย้งหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้อีกไม่ได้ กรณีมิใช่เรื่องการนำบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 8 วรรคสอง มาตัดสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการบังคับใช้หรือ ตีความกฎหมายโดยชอบแล้ว ___________________________
-325- โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งหัวหน้างานกำหนดจ่ายค่าจ้างทุก วันที่ 27 ของเดือน ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และ จำเลยที่ 2 แจ้งเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2544 จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างแต่ไม่จ่ายค่าชดเชยแก่ โจทก์ โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี และ พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งที่ 16/2545 ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่ทราบคำสั่ง แต่ จำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตาม ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองที่ศาลแรงงานกลางต่อศาล ล้มละลายกลางและได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่าย ค่าชดเชย 780,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองแถลงรับว่า จำเลยทั้งสองทราบคำสั่งของ พนักงานตรวจแรงงานตามเอกสารท้ายคำฟ้องของโจทก์แล้ว และมิได้ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวภายใน เวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลแรงงานกลางเห็นว่าไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องดังกล่าวจึงงดสืบพยาน ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เมื่อคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดแล้วจำเลยทั้งสองซึ่งเป็น นายจ้างของโจทก์ตามกฎหมาย จึงมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวและโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเพราะ ได้รับอนุญาตจากศาลล้มละลายกลางให้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองได้ และคำฟ้องโจทก์ไม่ได้ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ใน ฐานะส่วนตัว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 780,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า คำ วินิจฉัยของศาลแรงงานกลางที่ว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามชอบ หรือไม่ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่ากรณีที่คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดตามความในมาตรา 125 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หมายถึงเป็นที่สุดเฉพาะในทางบริหารเท่านั้น ไม่อาจนำมาเป็น ข้อจำกัดสิทธิหรือตัดสิทธิของจำเลยที่ 1 ในการต่อสู้คดีได้นั้น เห็นว่า ความในมาตรา 125 วรรคสอง ที่บัญญัติว่าใน กรณีที่นายจ้างหรือลูกจ้างไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุดนั้น ต่อเนื่องมาจากความในวรรคหนึ่ง ที่ว่าเมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้างหรือลูกจ้างไม่พอใจคำสั่งนั้นให้นำคดีไปสู่ ศาลได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสหรือให้สิทธิแก่นายจ้างหรือลูกจ้างที่ไม่เห็นชอบ ด้วยกับคำสั่งนำคดีไปฟ้องศาลเพื่อให้ตรวจสอบคำสั่งดังกล่าวอีกชั้นหนึ่ง แต่หากนายจ้างหรือลูกจ้างไม่ประสงค์จะ ใช้สิทธิดังกล่าว แสดงว่านายจ้างหรือลูกจ้างไม่มีข้อโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวความในวรรคสองจึงบัญญัติให้เป็นที่สุด จึง
-326- หมายถึงเป็นที่สุดสำหรับนายจ้างหรือลูกจ้างด้วย มิใช่เป็นที่สุดเฉพาะในทางบริหารดังจำเลยที่ 1 อ้างแต่อย่างใด ที่ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อไปว่า บทบัญญัติในมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธี พิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 เป็นบทบังคับแก่ผู้ที่นำคดีมาสู่ศาลซึ่งต้องปฏิบัติหรือดำเนินการก่อนจึงจะฟ้องคดี ต่อศาลได้ แต่ศาลแรงงานกลางกลับนำบทบัญญัติดังกล่าวมาตัดสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 เป็นการใช้หรือ ตีความกฎหมายโดยไม่ชอบนั้น เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม จึงเป็นปริยายว่าจำเลยที่ 1 ไม่อาจโต้แย้งหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้อีกได้ กรณีมิใช่ เรื่องการนำบทบัญญัติแห่งมาตรา 8 วรรคสองมาตัดสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นการบังคับใช้หรือ ตีความกฎหมายโดยไม่ชอบดังจำเลยที่ 1 อ้างแต่อย่างใด คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของ จำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 1 เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป อนึ่ง จำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการของจำเลยที่ 1 ตาม พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/25 จึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 มีฐานะเป็น นายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในค่าชดเชยต่อ โจทก์แต่ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยให้ โจทก์โดยไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวนั้นศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ แต่ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (อรพินท์ เศรษฐมานิต-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________
-327- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9096/2546 นายสมพงษ์ ตั๊นมากโจทก์ บริษัทไทยฟิล์มอินดัสตรี จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 10 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 นิยามศัพท์คำว่า ค่าจ้าง หมายความว่า เงินที่ นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ ฯลฯ เมื่อตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน วัตถุประสงค์ของการที่จำเลยจ่ายค่าเช่าบ้านแก่ลูกจ้างเพื่อเป็นการ ช่วยเหลือเรื่องที่อยู่อาศัย ค่าเช่าบ้านจึงเป็นเพียงสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้าง มิใช่จ่ายเพื่อตอบแทนการ ทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานปกติ แม้จะมีการจ่ายเงินจำนวนนี้แน่นอนทุกเดือนก็มิใช่ค่าจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยหมวด 10 ว่าด้วยวินัยและโทษทางวินัย ข้อ 3.3 ความ ซื่อสัตย์สุจริต ข้อ 3.3.2 พนักงานต้องแจ้งข้อมูลส่วนตัวของตนตามที่บริษัท ฯ ต้องการแก่บริษัท ฯ ตามความเป็น จริง และถ้าข้อมูลที่ได้แจ้งแล้วไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงไม่ว่าด้วยเหตุผลใด พนักงานต้องรายงานข้อมูลที่ถูกต้อง ให้บริษัท ฯ ทราบโดยเร็วที่สุดนั้น ย่อมมีผลใช้บังคับแก่บุคคลที่เป็นลูกจ้างของจำเลยแล้วเท่านั้น ไม่มีผลผูกพันไปถึง บุคคลภายนอกด้วย ขณะที่โจทก์กรอกข้อความลงในใบสมัครงานโจทก์ยังไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลย และเป็น บุคคลภายนอกซึ่งไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ส่วนที่ตอนท้ายของใบสมัครงาน มีข้อความว่า ข้าพเจ้าขอรับรองว่ารายละเอียดดังกล่าวข้างต้นนี้ เป็นความสัตย์จริงทุกประการ หากภายหลังที่ได้เข้า มาทำงานแล้วปรากฏว่ามีข้อความที่ไม่ตรงกับความจริงหรือเป็นความเท็จ บริษัท ฯ มีสิทธิที่จะลงโทษและ/หรือเลิก จ้างโดยให้ข้าพเจ้าออกจากงานได้ทันทีตามแต่กรณีนั้น อาจเป็นเงื่อนไขข้อตกลงในสัญญาว่าจ้างที่ให้สิทธิแก่นายจ้าง ลงโทษลูกจ้างหรือเลิกสัญญาจ้างได้เป็นการเฉพาะราย แต่ก็มิใช่ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่นายจ้างต้องจัดให้มี ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ดังนั้น แม้จะได้ความว่าโจทก์กรอกข้อความในใบสมัครงานเป็นเท็จ กรณี จึงถือไม่ได้ว่าการกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย เมื่อ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอาศัยเหตุดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย ทั้ง ไม่สูญเสียสิทธิที่จะได้รับประโยชน์ต่าง ๆ อันพึงมีพึงได้ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง
-328- นับตั้งแต่ที่จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานควบคุมเครื่องจักร โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความ ซื่อสัตย์และขยันหมั่นเพียร จนได้รับเบี้ยขยันและได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนกอันเป็นการแสดงให้เห็นว่าโจทก์ มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะเป็นพนักงานของจำเลย แม้โจทก์จะเคยถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญามาก่อน แต่ก็เป็น ความผิดต่อส่วนตัว ซึ่งผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์และคดีระงับสิ้นลงแล้วก่อนที่จะมาเป็นพนักงานของจำเลย ประมาณ 2 ปี ทั้งเป็นความผิดที่ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมเครื่องจักรให้แก่จำเลย จึงมิใช่เรื่องร้ายแรง การ ที่จำเลยอาศัยเหตุดังกล่าวเลิกจ้างโจทก์จึงมิใช่เหตุผลอันสมควร จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 11,790 บาท ค่าชดเชยจำนวน 94,320 บาท เงินค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ลาของโจทก์เป็นเงิน 2,358 บาท และ ค่าเสียหายเพราะเหตุเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เป็นเงินจำนวน 1,500,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ได้ยื่นใบสมัครเข้าทำงานกับจำเลย โดยปกปิด ข้อเท็จจริงด้วยการระบุในใบสมัครเข้าทำงานว่า โจทก์ไม่เคยต้องคดีใด ๆ มาก่อน อันเป็นความเท็จ ความจริงโจทก์ เคยตกเป็นผู้ต้องหาของกรมตำรวจในข้อหายักยอกทรัพย์ หากจำเลยทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้แต่แรก จำเลยจะไม่ รับโจทก์เข้าทำงาน เมื่อจำเลยได้ทราบข้อเท็จจริงในภายหลังซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ จึงเป็นการผิดต่อข้อตกลง เกี่ยวกับสภาพการจ้าง ถือว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยจึง เลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยตามที่โจทก์ฟ้องมา การเลิกจ้างโจทก์ไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าเช่าบ้านเดือนละ 1,500 บาท ไม่ได้จ่ายให้เพื่อตอบแทนการ ทำงาน ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 11,790 บาท เงินค่าชดเชยจำนวน 87,919.20 บาท เงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 100,000 บาท พร้อม ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2537 ตำแหน่งพนักงานควบคุมเครื่องจักรในแผนกผลิตแผ่นใสซีพีพี และได้เลื่อนตำแหน่ง สุดท้ายเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตแผนกดังกล่าวได้รับเงินเดือน 9,490 บาท ค่าที่พัก 1,500 บาท ค่าทำงานกะ 400 บาท เบี้ยขยัน 400 บาท เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2545 จำเลยเลิกจ้างโจทก์อ้างเหตุว่า จำเลยตรวจสอบประวัติพบว่าโจทก์
-329- กรอกข้อความเป็นเท็จในใบสมัครงานว่าไม่เคยต้องคดี แต่ความจริงปรากฏว่าเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2535 โจทก์เป็น ผู้ต้องหาฐานยักยอกทรัพย์ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง และต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2535 พนักงานอัยการมีหนังสือแจ้งคำสั่งยุติการดำเนินคดีแก่โจทก์ เนื่องจากผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ คดีมีปัญหาต้อง วินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า ค่าเช่าบ้านที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทุกเดือน เดือนละ 1,500 บาท เป็นค่าจ้างหรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 นิยามศัพท์คำว่าค่าจ้าง หมายความว่า เงิน ที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ ฯลฯ แต่เมื่อพิจารณาจากข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวด 9 สวัสดิการ ระบุว่า 1. วัตถุประสงค์ บริษัท ฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในหมวดนี้ขึ้นเพื่อให้พนักงานทุกคนของ บริษัท ฯ เป็นผู้มีสุขภาพพลานัยสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ มีความสามัคคีในหมู่คณะตลอดจนเพื่อช่วยให้ พนักงานและครอบครัว มีมาตรฐานการดำรงชีพสูงขึ้นจากที่ควรจะเป็น ตามอัตราเงินเดือนของพนักงานแต่ละคน อันจะเป็นผลให้พนักงานทำงานได้โดยปราศจากข้อบกพร่องหรือมีข้อบกพร่องน้อยที่สุดและผลที่บริษัท ฯ ได้รับใน ที่สุดก็คือการดำเนินการอย่างราบรื่นมีสมานฉันท์และประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของบริษัท ฯ 2. นโยบาย บริษัท ฯ จะให้สวัสดิการต่าง ๆ แก่พนักงานตามที่บริษัท ฯ เห็นสมควรโดยจะ พิจารณาจากประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ในการจัดสวัสดิการ ตามความเหมาะสมของสภาพแวดล้อม และ สภาพการณ์ประกอบกับความสามารถของบริษัท ฯ ในการจัดสวัสดิการนั้น ๆ ย่อมเห็นได้ว่า จำเลยจ่ายค่าเช่าบ้านแก่ลูกจ้างเพื่อเป็นการช่วยเหลือเรื่องที่อยู่อาศัย ค่าเช่าบ้านจึง เป็นเพียงสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้าง มิใช่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลา ทำงานปกติ แม้จะมีการจ่ายเงินจำนวนนี้แน่นอนทุกเดือน ก็มิใช่ค่าจ้าง ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ค่าเช่าบ้าน เป็นค่าตอบแทนการทำงานปกติของวันทำงานและนำมารวมกับเงินเดือนเป็นค่าจ้างนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เพราะค่าจ้างที่โจทก์มีสิทธิได้รับคือเงินเดือน เดือนละ 9,490 บาท เท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยประการที่สองมีว่า การยื่นใบสมัครเข้าทำงานของโจทก์ที่ระบุว่าไม่ เคยต้องคดีใด ๆ มาก่อนนั้น เป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยโดยเฉพาะ หมวด 10 ว่าด้วยวินัยและโทษทางวินัย ข้อ 3.3 ความซื่อสัตย์ สุจริต ข้อ 3.3.2 พนักงานต้องแจ้งข้อมูลส่วนตัวของตนตามที่บริษัท ฯ ต้องการแก่บริษัท ฯ ตามความเป็นจริง และ ถ้าข้อมูลที่ได้แจ้งแล้วไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงไม่ว่าด้วยเหตุผลใด พนักงานต้องรายงานข้อมูลที่ถูกต้องให้บริษัท ฯ ทราบโดยเร็วที่สุดนั้น ย่อมมีผลใช้บังคับแก่บุคคลที่มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างของจำเลยแล้วเท่านั้น ไม่มีผลผูกพันไป ถึงบุคคลภายนอกด้วย แต่ขณะที่โจทก์กรอกข้อความลงในใบสมัครงาน โจทก์ยังไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลย และ เป็นบุคคลภายนอกซึ่งไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ส่วนที่ตอนท้ายของใบสมัคร งานมีข้อความว่าข้าพเจ้าขอรับรองว่า รายละเอียดดังกล่าวข้างต้นนี้ เป็นความสัตย์จริงทุกประการ หากภายหลังที่ ได้เข้ามาทำงานแล้ว ปรากฏว่ามีข้อความที่ไม่ตรงกับความจริงหรือเป็นความเท็จ บริษัท ฯ มีสิทธิที่จะลงโทษและ/
-330- หรือเลิกจ้างโดยให้ข้าพเจ้าออกจากงานได้ทันทีตามแต่กรณีนั้น อาจเป็นเงื่อนไขข้อตกลงในสัญญาว่าจ้างที่ให้สิทธิแก่ นายจ้างลงโทษลูกจ้างหรือเลิกสัญญาจ้างได้เป็นการเฉพาะราย แต่ก็มิใช่ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่นายจ้างต้อง จัดให้มีตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กรณีจึงถือไม่ได้ว่าการกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนต่อ ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรง มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยนั้น ศาลฎีกาเห็น พ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อได้วินิจฉัยว่า ค่าเช่าบ้านมิใช่ค่าจ้างแล้ว ดังนั้น การที่ศาล แรงงานกลางนำค่าเช่าบ้านมารวมกับเงินเดือนเป็นค่าจ้างเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าและค่าชดเชย จึงยังคลาดเคลื่อน ที่ถูกจำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 35 วัน เป็นเงิน 11,071.50 บาท และค่าชดเชยจำนวน 240 วัน เป็นเงิน 75,920 บาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า การเลิกจ้างของจำเลยไม่เป็นธรรม แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยอ้างว่าความมุ่งหมายของจำเลยที่ให้ผู้สมัครงานกรอกประวัติการทำงานของตนและอื่น ๆ ลง ในใบสมัครงาน ก็เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาคุณสมบัติของบุคคลผู้ยื่นใบสมัครงานว่า เหมาะสมกับตำแหน่ง งานที่จำเลยจะรับเข้าทำงานหรือไม่ และตอนท้ายของใบสมัครงานจะมีข้อความว่าหากรายละเอียดไม่ตรงตามความ จริงหรือเป็นเท็จ จำเลยมีสิทธิลงโทษและ/หรือเลิกจ้างโจทก์ได้ทันทีตามแต่กรณีนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตาม คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า นับตั้งแต่ที่จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานควบคุมเครื่องจักรประจำ แผนกผลิตแผ่นใสซีพีพี ในปี 2537 เป็นต้นมา โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์และขยันหมั่นเพียร จนได้รับเบี้ย ขยันและได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนกงานดังกล่าว อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะ เป็นพนักงานของจำเลย แม้โจทก์จะเคยถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญามาก่อน แต่ก็เป็นความผิดต่อส่วนตัว ซึ่ง ผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์และคดีระงับสิ้นลงแล้วก่อนที่จะมาเป็นพนักงานของจำเลยประมาณ 2 ปี ทั้งเป็น ความผิดที่ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมเครื่องจักรให้แก่จำเลย จึงมิใช่เรื่องร้ายแรง จำเลยอาศัยเหตุดังกล่าว เลิกจ้างโจทก์ จึงมิใช่เหตุผลอันสมควร ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกา เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 11,071.50 บาท ค่าชดเชยจำนวน 75,920 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. (สมชัย จึงประเสริฐ-อรพินท์ เศรษฐมานิต-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายศิริชัย คุณจักร ศาลอุทธรณ์ -
-331- แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6526/2545 นางดวงกมล ศรีสุขโจทก์ บริษัทไทย สแกนดิคสตีล จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ค่าเช่าบ้านที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เป็นประจำทุกเดือนแม้จะมีจำนวนแน่นอนและจ่ายโดยไม่มี เงื่อนไข แต่ค่าเช่าบ้านดังกล่าวจำเลยจ่ายเป็นค่าที่พักให้แก่ลูกจ้างของจำเลยที่ปฏิบัติงานอยู่ที่โรงงานมาบตาพุดซึ่ง เป็นสวัสดิการที่จำเลยจัดให้แก่ลูกจ้างของจำเลยเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงาน มิใช่จ่ายเพื่อตอบแทนการ ทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน จึงมิใช่ค่าจ้าง เมื่อค่าเช่าบ้านดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นค่าจ้าง แม้จำเลยจะ นำไปรวมกับเงินเดือนซึ่งเป็นค่าจ้างเพื่อคำนวณเป็นค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ ก็ไม่ทำให้ค่าเช่าบ้านซึ่งเป็นสวัสดิการ กลายเป็นค่าจ้าง ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2539 จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 35,800 บาท (ค่าจ้าง32,545 บาท ค่าเช่าบ้าน 3,255 บาท) ตำแหน่งหัวหน้า แผนกบุคคลธุรการกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 27 ของเดือน ต่อมาวันที่ 20 กรกฎาคม 2543 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์มิได้กระทำความผิด เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทำงานกับจำเลย ติดต่อกันมาครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน คิดเป็นเงิน
-332- 214,800 บาท มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 37 วัน คิดเป็นเงิน 44,153 บาท การกระทำของ จำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องขาดรายได้ประจำและโจทก์มีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว โจทก์ขอคิด ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 429,600 บาทจำเลยยังไม่จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จำนวน 4 วัน คิดเป็นเงิน4,773 บาท จำเลยหักค่าจ้างโจทก์ในอัตราร้อยละ 5 ทุกเดือนนำเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยจำเลยจะจ่ายเงินสมทบส่วนหนึ่ง เงินดังกล่าวโจทก์จะมีสิทธิได้รับเมื่อพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างจำเลย เมื่อโจทก์ ถูกเลิกจ้างโจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวจำนวน 153,883.30 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าจำนวน 44,153 บาท เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 153,883.30 บาท ค่าชดเชยจำนวน 214,800 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 4,773 บาทค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำนวน 429,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันเลิกจ้าง (วันที่ 20 กรกฎาคม 2543) ถึง วันฟ้องคิดเป็นเงิน 618 บาท จากต้นเงิน 214,800 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี จากต้น เงิน 48,926 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ผู้บังคับบัญชา หย่อนสมรรถภาพ ผลการปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามที่จำเลยมอบหมาย กระทำการข้ามผู้บังคับบัญชา และออกจากสถานที่ทำงานในระหว่างเวลาทำงานโดยมิได้รับอนุญาต ซึ่งจำเลยเคยเตือนเป็นหนังสือแล้ว จำเลย ยินยอมจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ตาม กฎหมายโดยคำนวณจากค่าจ้างที่เป็นเงินเดือนแต่โจทก์ไม่ยอมรับอ้างว่าจะต้องนำค่าที่พักหรือค่าเช่าบ้านมารวม เป็นค่าจ้างด้วย แต่จำเลยเห็นว่าค่าที่พักหรือค่าเช่าบ้านมิใช่ค่าจ้าง แต่เป็นเงินพิเศษหรือเงินสวัสดิการช่วยเหลือด้าน ที่อยู่อาศัยให้แก่ลูกจ้างที่ปฏิบัติงานประจำที่โรงงานมาบตาพุด จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่เป็นธรรม โจทก์ได้รับ เงินสะสมและเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยเรียบร้อยแล้ว ขอให้ยก ฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยจ่ายค่าเช่าบ้านให้โจทก์เป็นจำนวนแน่นอนไม่ได้ตรวจสอบว่ามี การเช่าบ้านจริงหรือไม่ ใช้ค่าเช่าบ้านรวมกับเงินเดือนเป็นฐานคำนวณค่าล่วงเวลา ค่าเช่าบ้านจึงเป็นเงินที่จำเลยจ่าย เป็นค่าตอบแทนการทำงานสำหรับระยะเวลาทำงานปกติอันเป็นค่าจ้าง ดังนั้น ค่าจ้างของโจทก์ซึ่งประกอบด้วย เงินเดือนและค่าเช่าบ้านจึงเป็นเงินเดือนละ 35,800 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 180 วัน ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่โจทก์ยังไม่ได้ใช้สิทธิหยุด 4 วัน สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับ ค่าจ้าง 37 วัน ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนายเอนนิโอ คาสเทลลี่ ผู้บังคับบัญชาฝ่าฝืนกฎ ข้อบังคับของจำเลยและปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นการเลิกจ้างไม่เป็น ธรรม พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 214,800 บาทค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 4,773 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี นับจากวันที่ 20 กรกฎาคม 2543 และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าจำนวน 44,153 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 140,000บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (วันที่ 27 กรกฎาคม 2543)จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่น นอกจากนี้ให้ยก
-333- จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์มิใช่เป็นการเลิก จ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น ศาลแรงงานกลางพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ ว่าโจทก์กระทำการดังที่จำเลยอ้างเป็นเหตุผลในการเลิกจ้างโจทก์ว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนายเอนนิโอ คาสเทลลี่ ผู้บังคับบัญชา ฝ่าฝืนกฎข้อบังคับของจำเลยและปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง อุทธรณ์ของจำเลยที่แสดงเหตุผลเพื่อให้ศาล ฎีการับฟังว่าโจทก์ได้กระทำการดังกล่าวแล้วจริง เป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล แรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธี พิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่ออุทธรณ์จำเลยข้อนี้ต้องห้ามมิให้ อุทธรณ์เสียแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่จำต้องตั้งกรรมการเพื่อสอบสวนความผิดของโจทก์ก็ดี บันทึกตาม เอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.5และ ล.7 เป็นเพียงบันทึกตักเตือนการทำงานและความเห็นของนายเอนนิโอ คาสเทลลี่ โจทก์ไม่จำต้องลงชื่อยอมรับเพราะไม่ใช่หนังสือเตือนตามกฎหมายก็ดี จำเลยไม่จำต้องระบุเหตุผลของการเลิกจ้าง โจทก์ในหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย จ.2 เพราะมิใช่เป็นกรณีเลิกจ้างโดยจำเลยไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชย แต่เป็น กรณีที่จำเลยเลิกจ้างโดยยอมจ่ายค่าชดเชยก็ดี การที่จำเลยเลิกจ้างเป็นเพราะโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนายเอนนิโอ คาสเทลลี่ ผู้บังคับบัญชา โจทก์หย่อนสมรรถภาพในการทำงาน เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร มิใช่เป็นการ เลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมก็ดี แม้จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายแต่ก็ไม่อาจทำให้ผลของคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลาง ที่ว่าการเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเปลี่ยนแปลงไป จึงเป็น อุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรค หนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับ วินิจฉัย ที่จำเลยอุทธรณ์ต่อมาว่า ค่าเช่าบ้านที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ไม่เป็นค่าจ้างที่จะนำมาคำนวณเป็น ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่ โจทก์ และโจทก์เป็นเจ้าหนี้ผู้ผิดนัดเพราะเหตุไม่ยอมรับชำระหนี้เงินประเภทต่าง ๆ ที่จำเลยเสนอจ่ายแก่โจทก์นั้น เห็นว่า แม้ค่าเช่าบ้านที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เป็นประจำทุกเดือนจะมีจำนวนแน่นอนและจ่ายโดยไม่มีเงื่อนไขก็ตาม แต่ค่าเช่าบ้านดังกล่าวจำเลยจ่ายเป็นค่าที่พักให้แก่ลูกจ้างของจำเลยที่ปฏิบัติงานอยู่ที่โรงงานมาบตาพุด ซึ่งเป็น สวัสดิการอย่างหนึ่งที่จำเลยจัดให้แก่บรรดาลูกจ้างของจำเลยเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงานตามระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย จ.6 บทที่ 9 สวัสดิการ จึงมิใช่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานใน เวลาทำงานปกติของวันทำงาน จึงมิใช่ค่าจ้าง เมื่อค่าเช่าบ้านดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นค่าจ้างเสียแล้ว แม้จำเลยจะ นำไปรวมกับเงินเดือนซึ่งเป็นค่าจ้างเพื่อคำนวณเป็นค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ก็ไม่ทำให้ค่าเช่าบ้านซึ่งเป็นสวัสดิการ กลายเป็นค่าจ้างไปไม่ ดังนั้น เมื่อปรากฏตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยยอม จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์จึงเป็นการ ขอปฏิบัติการชำระหนี้โดยชอบ แต่โจทก์ไม่ยอมรับชำระหนี้โดยอ้างว่าจำเลยมิได้นำค่าเช่าบ้านมาคำนวณรวมเป็น เงินประเภทต่าง ๆดังกล่าวข้างต้น ถือได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ที่ไม่รับชำระหนี้โดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมาย ได้ โจทก์จึงตกเป็นเจ้าหนี้ผู้ผิดนัด ย่อมไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในเงินประเภทต่าง ๆ ดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมาย
-334- แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 207 และมาตรา 221จำเลยไม่จำต้องจ่ายดอกเบี้ยในค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุด พักผ่อนประจำปีและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าจำเลยได้จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ในเดือนกรกฎาคม2543 ครบถ้วนเต็ม เดือนแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียง 30 วัน หรือ 1 งวดค่าจ้าง มิใช่ 37 วัน ดังที่ ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นเห็นว่า จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ จำเลยเพิ่งจะยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 195,270 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 4,339 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า40,138.83 บาทแก่โจทก์ โดยจำเลยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสำหรับ เงินประเภทดังกล่าวข้างต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-วีรพจน์ เพียรพิทักษ์-หัสดี ไกรทองสุก) แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2545
-335- นาง ปัทมา เทวพิทักษ์โจทก์ บริษัท ริเวอร์แควโฟลทเตล จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 575, 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 119 การพิจารณาว่าโจทก์และจำเลยเป็นลูกจ้างและนายจ้างหรือไม่นั้น นอกจากจะพิจารณาว่าโจทก์ และจำเลยมีความสัมพันธ์กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 575 และพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงานฯ มาตรา 5 แล้ว ยังต้องปรากฏว่าโจทก์อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาโดยต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ระเบียบและ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 ด้วย คดีนี้โจทก์รับจ้างจำเลยทำงานตำแหน่งมัคคุเทศก์อิสระ อัตราค่าจ้างขึ้นกับการ ทำงานแต่ละครั้งโดยนำนักท่องเที่ยวไปตามตารางทัวร์ที่กำหนดไว้ หากไม่มาทำงานก็จะไม่ได้ค่าจ้าง กำหนดวัน ทำงานไม่แน่นอน ไม่มีการกำหนดวันหยุดวันลาและสวัสดิการสำหรับโจทก์ แสดงว่าโจทก์มีอิสระในการทำงานกับ จำเลยไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย นิติ สัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่ใช่การจ้างแรงงานหรือเป็นลูกจ้างและนายจ้างกันตามบทกฎหมายข้างต้น โจทก์ไม่เป็นลูกจ้างของจำเลย ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่มัคคุเทศก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้าย เดือนละ 10,000 บาท ต่อมาขณะโจทก์ปฏิบัติหน้าที่นำนักท่องเที่ยวจากสถานีรถไฟวังโพเพื่อไปรับประทานอาหาร กลางวันที่ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยคจังหวัดกาญจนบุรี รถตู้โดยสารของจำเลยซึ่งบรรทุกนักท่องเที่ยวมาพร้อม โจทก์ประสบอุบัติเหตุตกเหว โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส แพทย์มีความเห็นว่า โจทก์หายเกือบเป็นปกติสามารถ ประกอบอาชีพได้ วันที่ 31 มกราคม 2544 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลย ค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ตั้งแต่เดือนเมษายน 2543ถึงวันที่ 31 มกราคม 2544 รวม 10 เดือน เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย 60,000 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสามจำนวน คิดเป็นดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง8,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง 105,000 บาท ค่าชดเชย 63,000 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 10,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 100,000 บาท 60,000 บาท และ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์
-336- จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่ใช่ลูกจ้างจำเลย แต่มารับจ้างทำหน้าที่มัคคุเทศก์ อิสระให้จำเลย ได้รับค่าจ้างเฉพาะวันที่ทำงานให้จำเลยในอัตราวันละ600 บาท การทำงานของโจทก์เป็นอิสระไม่ อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของจำเลย สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นจ้างทำของ หากโจทก์ไม่สามารถมาทำงานให้ จำเลยได้โจทก์ไม่ต้องเขียนใบลา การกระทำของจำเลยไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องจ่าย ค่าจ้าง ค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์รับจ้างจำเลยทำงานตำแหน่งมัคคุเทศก์อิสระกำหนดวันทำงาน ไม่แน่นอน อัตราค่าจ้างขึ้นอยู่กับผลสำเร็จของงานแต่ละครั้ง หากไม่มาทำงานก็ไม่ได้รับค่าจ้างของวันนั้น ไม่มี กำหนดวันหยุด วันลา และไม่มีสวัสดิการสำหรับโจทก์ จำเลยไม่เคยหักภาษี ณ ที่จ่ายออกจากค่าจ้างของโจทก์ สาระสำคัญของการทำงานของโจทก์จะต้องทำงานให้เป็นผลสำเร็จคือนำนักท่องเที่ยวไปตามตารางทัวร์ที่จำเลยและ นักท่องเที่ยวกำหนดไว้ล่วงหน้า โดยใช้รถตู้หรือรถบัสอันเป็นอุปกรณ์ในการนำเที่ยวที่จำเลยมีไว้เพื่ออำนวยความ สะดวกในทางการค้าของจำเลย หากมีค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการปฏิบัติงานของโจทก์ จำเลยเป็นผู้รับผิดชอบ โจทก์ จึงไม่ใช่ลูกจ้างจำเลย พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย หรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตามความหมายของลูกจ้างที่บัญญัติไว้ในมาตรา 5 แห่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และเป็นคู่สัญญาในลักษณะจ้างแรงงานตามมาตรา 575 แห่งประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าโจทก์และจำเลยเป็นลูกจ้างและนายจ้างกันหรือไม่นั้น นอกจากจะพิจารณาว่าโจทก์และจำเลยมีความสัมพันธ์กันดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 5 แล้ว ยังต้องปรากฏข้อเท็จจริงด้วยว่าโจทก์ อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาโดยต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ระเบียบ และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยดังที่บัญญัติ ไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 ด้วย คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์รับจ้างจำเลยทำงานตำแหน่งมัคคุเทศก์อิสระอัตราค่าจ้างขึ้นกับ การทำงานแต่ละครั้ง โดยนำนักท่องเที่ยวไปตามตารางทัวร์ที่กำหนดไว้ หากไม่มาทำงานก็จะไม่ได้ค่าจ้างกำหนดวัน ทำงานไม่แน่นอน ไม่มีการกำหนดวันหยุด วันลา และสวัสดิการสำหรับโจทก์ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าโจทก์มี อิสระในการทำงานกับจำเลย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับ การทำงานของจำเลยนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงมิใช่การจ้างแรงงานหรือเป็นลูกจ้างและนายจ้างกันตาม บทกฎหมายข้างต้น โจทก์ไม่เป็นลูกจ้างของจำเลย ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน
-337- (เกษมสันต์ วิลาวรรณ-วีรพจน์ เพียรพิทักษ์-พูนศักดิ์ จงกลนี) แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5281/2545 นาย นพปฎล สินศิริพงษ์โจทก์ เซลเมอร์ เอเอสเอจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 575 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 การพิจารณาว่าโจทก์และจำเลยจะมีนิติสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างกันหรือไม่ ต้อง พิจารณาจากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในคดีและบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯมาตรา 5 มิใช่พิจารณาจากข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่คู่ความฝ่ายใดฝ่าย หนึ่งอ้างหรือพิจารณาจากข้อความที่ระบุในเอกสารเท่านั้น การที่โจทก์รับจ้างทำการงานให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลย เป็นที่รับรู้ของคนในประเทศไทยว่าจำเลยมีความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างท่าเทียบเรือ โจทก์ทำงานดังกล่าวโดย อิสระไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของจำเลยไม่มีเวลาทำงานปกติ และไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานระเบียบหรือคำสั่งใด ๆ ของจำเลย นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยในลักษณะดังกล่าวจึง ไม่ใช่คู่สัญญาในเรื่องจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และไม่ใช่นายจ้างและลูกจ้าง
-338- กันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินต่าง ๆ ที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับจากนายจ้าง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคล จดทะเบียนที่ประเทศนอร์เวย์ ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ก่อสร้างท่าเรือ ณ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง มีนายสัญญาสุวรรณวงศ์ เป็นผู้มีอำนาจและ รับผิดชอบดำเนินการในประเทศไทย โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยเมื่อเดือนมกราคม 2539 ตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่าย การตลาดได้ค่าจ้างเดือนละ95,000 บาท ค่าน้ำมันในการปฏิบัติงานเป็นประจำในแต่ละเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 4,000 บาท วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโดยไม่ทราบสาเหตุ จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ เป็นเงิน 594,000 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับค่าพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 495,000 บาท โจทก์มีสิทธิได้สินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน198,000 บาท โจทก์ขอค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 7,128,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าวันหยุดพักผ่อนประจำปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายแต่ ละจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องของต้นเงิน 8,415,000 บาท จนกว่าจะ ชำระให้โจทก์เสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ในฐานะนายจ้างลูกจ้างตามสัญญาจ้าง แรงงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินต่าง ๆ ตามที่ฟ้องมา ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของ จำเลยหรือไม่ โดยโจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่า การที่ลูกจ้างกับนายจ้างมิได้ตกลงกำหนดวันเวลาให้ลูกจ้างทำงานหรือ นายจ้างยินยอมให้ลูกจ้างไปทำงานให้ผู้อื่นได้ในเวลาที่ลูกจ้างยังทำงานอยู่กับนายจ้างนั้น ย่อมเป็นไปตามข้อตกลง ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง เรื่องเหล่านี้หาใช่เป็นข้อแสดงว่าลูกจ้างไม่เป็นลูกจ้างของนายจ้างตามกฎหมาย เงินที่ จำเลยจ่ายให้โจทก์โดยระบุว่าเป็นค่าธรรมเนียม จำเลยเป็นผู้ทำขึ้นและอยู่ที่ความเข้าใจของผู้ทำ ไม่อาจฟังได้ว่าเงิน ที่จ่ายมิใช่ค่าจ้างนั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าโจทก์และจำเลยจะมีนิติสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างกันหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในคดีและบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 575 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 มิใช่พิจารณาจากข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่
-339- คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอ้างหรือพิจารณาจากข้อความที่ระบุในเอกสารเท่านั้น คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริง ว่า จำเลยทำธุรกิจเกี่ยวกับการก่อสร้างท่าเทียบเรือ โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยเมื่อปี 2539 ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ฝ่ายการตลาด มีหน้าที่ทำให้จำเลยเป็นที่รับรู้ของคนในประเทศไทยว่าจำเลยมีความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างท่า เทียบเรือเพื่อที่จะได้มีผู้มาจ้างจำเลยก่อสร้างท่าเทียบเรือต่อไป ระยะเวลาการทำงานของโจทก์ไม่มีการกำหนด จำนวนชั่วโมงทำงานต่อสัปดาห์ ไม่ได้กำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของการทำงานแต่ละวัน โจทก์มีอิสระที่จะ ทำงาน เงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ได้หักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย เอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.6 ใบสำคัญจ่ายเอกสารหมาย ล.3 ระบุว่า ประเภทเงินได้ที่จ่ายคือค่าบริการ ตาม ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าโจทก์รับจ้างทำการงานให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยเป็นที่รับรู้ของคนในประเทศไทยว่า จำเลยมีความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างท่าเทียบเรือ โจทก์ทำการงานดังกล่าวโดยอิสระไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชา ของจำเลย ไม่มีเวลาทำงานปกติและไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานระเบียบหรือ คำสั่งใด ๆ ของจำเลย นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยในลักษณะดังกล่าวจึงไม่ใช่คู่สัญญาในเรื่องจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และไม่ใช่นายจ้างและลูกจ้างกันตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินต่าง ๆ ตามฟ้องอันเป็นเงินที่ ลูกจ้างมีสิทธิได้รับจากนายจ้างอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (เกษมสันต์ วิลาวรรณ-วีรพจน์ เพียรพิทักษ์-พูนศักดิ์ จงกลนี) แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5028/2545
-340- นางสาว นริศรา เสริมหิรัญโจทก์ บริษัท คาชานีเทรดดิ้ง จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 582 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 9 ภาษีเงินได้ที่บริษัทจำเลยนำส่งกรมสรรพากรและเงินประกันสังคมที่นำส่งสำนักงานประกันสังคม จำเลยออกให้ลูกจ้างทุกคนรวมทั้งโจทก์ ซึ่งเงินสองจำนวนดังกล่าวโจทก์ในฐานะผู้มีเงินได้และลูกจ้างผู้ประกันตนมี หน้าที่ต้องชำระโดยจำเลยจะหักจำนวนเงินดังกล่าวไว้จากค่าจ้างและนำส่งหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง แต่เมื่อจำเลย มิได้หักเงินดังกล่าวจากค่าจ้างของโจทก์แต่ออกเงินนั้นแทนโจทก์ ภาษีเงินได้และเงินสมทบกองทุนประกันสังคมที่ จำเลยออกให้จึงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายแทนโจทก์ มิได้จ่ายให้แก่โจทก์จึงเป็นเงินประเภทอื่น มิใช่เงินที่จำเลยและโจทก์ ตกลงจ่ายกันเป็นค่าตอบแทนในการทำงาน จึงมิใช่ค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้ลูกจ้างในกรณีเลิกจ้างโดยไม่ได้ บอกกล่าวล่วงหน้าให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 582 และเป็นเงินที่จ่ายให้สำหรับ ระยะเวลาที่จะมีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างโดยลูกจ้างมิได้ทำงานให้แก่นายจ้าง ดังนั้น สินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าจึงมิใช่ค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 และมิใช่ค่าจ้างตามมาตรา 9 วรรคหนึ่งด้วย ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 จำเลย จงใจกลั่นแกล้งโจทก์โดยไม่จ่ายเงินเดือนให้โจทก์ตามปกติเพื่อมิให้โจทก์ทนทำงานกับจำเลยได้ต่อไป ต่อมาเมื่อวันที่ 1 และ 2 สิงหาคม 2543จำเลยไม่ยอมให้โจทก์เข้าทำงานตามปกติ ไม่ยอมให้โจทก์ติดต่อกับลูกค้าที่มาซื้อสินค้าใน บริษัทจำเลย พยายามทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าโจทก์มีปัญหาในการทำงานไม่จ่ายเงินเดือนที่ค้างให้โจทก์ และบอกเลิกจ้าง โจทก์ด้วยวาจา การกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินส่วนแบ่งกำไรจาก การขายพลอยและอัญมณี200,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 77,585.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยใน อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้างที่ค้าง155,170.82 บาท และ ค่าชดเชย 1,209,548.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จและเงิน เพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทุก 7 วันนับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายค่าเสียหายจาก การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 3,500,000 บาท แก่โจทก์
-341- จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกลั่นแกล้งโจทก์ ที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินส่วนแบ่งกำไรจากการขาย พลอยและอัญมณีที่จำเลยให้โจทก์ไปซื้อจากจังหวัดจันทบุรีเป็นเงิน 200,000บาท นั้น โจทก์เป็นเพียงลูกจ้างคน หนึ่งของจำเลยไม่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากผลกำไรโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษเพราะเหตุโจทก์ออกจากงาน ไม่ได้เกิดจากจำเลยปรับปรุงกิจการ แต่เนื่องจากโจทก์จงใจทำให้จำเลยเสียหาย ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการ ทำงาน ฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะความประพฤติ ของโจทก์เองซึ่งจำเลยย่อมมีสิทธิเลิกจ้างได้โดยชอบและเป็นธรรมแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการเลิก จ้างไม่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2543 เงินภาษีและเงิน ประกันสังคมไม่ใช่เงินที่จำเลยจ่ายตอบแทนการทำงานของโจทก์ แต่จำเลยจ่ายให้แก่ทางราชการเป็นสวัสดิการ ให้แก่โจทก์จึงไม่ใช่ค่าจ้าง โจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 68,000 บาท จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายโดยกำหนดให้เท่ากับ 30 วัน ตามที่โจทก์ขอโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับ ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน แต่การเลิกจ้างโจทก์ไม่ใช่กรณีเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 120 ถึงมาตรา 122 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่ามีข้อตกลงให้ จำเลยแบ่งส่วนกำไรจากการขายพลอยและอัญมณีให้โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งกำไร จำเลยค้างชำระ ค่าจ้างโจทก์ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2543 รวมเป็นเงิน 70,266.67 บาท จำเลยพร้อมจะจ่าย ค่าจ้างที่ค้างและค่าชดเชยแต่โจทก์ไม่ยอมรับไม่ใช่กรณีจำเลยจงใจไม่จ่ายโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรจำเลยจึงไม่ ต้องจ่ายเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน และจำเลยไม่ได้ผิดนัดชำระค่าจ้างและค่าชดเชยจึงกำหนดให้ จำเลยชำระดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 68,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จ่ายค่าชดเชยจำนวน 680,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิก จ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 680,000 บาท และค่าจ้างค้างจำนวน 70,266.67 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่าเงินค่าภาษีและเงิน ประกันสังคมที่จำเลยจ่ายในคดีนี้เป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หรือไม่ เห็นว่า ตาม มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ค่าจ้าง หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็น ค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวันรายสัปดาห์ ราย เดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้ หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตาม พระราชบัญญัตินี้" เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าภาษีเงินได้ที่จำเลยนำส่งกรมสรรพากรและเงินประกันสังคมที่จำเลย นำส่งสำนักงานประกันสังคมจำเลยออกให้ลูกจ้างของจำเลยทุกคนรวมทั้งโจทก์ด้วย ซึ่งภาษีเงินได้และเงินสมทบ
-342- กองทุนประกันสังคมนั้น โจทก์ในฐานะผู้มีเงินได้และลูกจ้างผู้ประกันตนมีหน้าที่จักต้องชำระโดยจำเลยจะหักเงิน จำนวนดังกล่าวไว้จากค่าจ้างและนำส่งให้แก่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เมื่อจำเลยมิได้หักเงินจำนวนดังกล่าวจาก ค่าจ้างของโจทก์ แต่ออกเงินนั้นแทนโจทก์และส่งไปส่วนราชการดังกล่าว ภาษีเงินได้และเงินสมทบกองทุน ประกันสังคมที่จำเลยออกให้แก่โจทก์จึงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่ส่วนราชการเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายและเป็นการ จ่ายแทนโจทก์ มิได้จ่ายให้แก่โจทก์ เป็นเงินประเภทอื่นมิใช่เงินที่จำเลยและโจทก์ตกลงจ่ายให้แก่กันเป็นค่าตอบแทน ในการทำงานตามสัญญาจ้างจึงมิใช่ค่าจ้างตามบทกฎหมายข้างต้น ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเงินทั้งสองประเภทจะต้อง นำไปรวมเป็นเงินได้ของโจทก์และคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย และจำเลยมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงิน ภาษีที่จำเลยตกลงจ่ายให้แก่โจทก์ด้วยนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร ไม่เกี่ยวกับปัญหาว่า เงินทั้งสองประเภทดังกล่าวเป็นค่าจ้างหรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อมาว่าจำเลยต้องรับผิดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเท่าใด เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2543 จำเลยได้บอก เลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างเดือนสิงหาคม 2543 และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน ซึ่งพอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกเงินจากจำเลยสำหรับระยะเวลา 2 เดือน คือ เดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน 2543 เมื่อจำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 2 สิงหาคม 2543 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับการทำงานในวันที่ 1 สิงหาคม 2543 (ซึ่งศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์แล้ว) และการบอกเลิกจ้างในวันดังกล่าวตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคหนึ่ง จะมีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราว ถัดไปข้างหน้าคือในวันที่ 30 กันยายน 2543 จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เท่ากับ ค่าจ้างที่โจทก์ควรได้รับสำหรับระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2543 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2543 เป็นเงิน 133,733.33 บาทอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อมาว่าจำเลยต้องจ่ายเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยพร้อมที่จะจ่ายเงินค่าจ้างค้างและค่าชดเชยให้โจทก์ตลอดมาแต่โจทก์ไม่ ยอมรับ โดยจำเลยมิได้โต้แย้งว่าจะไม่จ่ายแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ใช่เรื่องจำเลยจงใจไม่จ่ายเงินดังกล่าวโดยปราศจาก เหตุผลอันสมควรดังนั้น ที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่าเหตุผลอันสมควรตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. 2541 จะต้องเป็นเหตุผลที่มีอยู่ตลอดเวลาที่นายจ้างยังมิได้จ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างตามกฎหมาย กรณี เหตุผลสมควรนั้นได้จบสิ้นไปแล้วเมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้ แต่จำเลยยังคงไม่จ่ายเงินให้แก่โจทก์โดยไม่ปรากฏ เหตุผลอันสมควรอื่นใด ทั้งมิได้นำเงินไปมอบไว้แก่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายเพื่อจ่ายให้แก่ลูกจ้างนั้น จึงเป็น การแปลบทกฎหมายข้างต้นขึ้นเองเพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงใหม่เป็นว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายเงินดังกล่าวโดย ปราศจากเหตุผลอันสมควร ซึ่งเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
-343- มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อมาว่าโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ตั้งแต่วันผิดนัดตามฟ้อง หรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยพร้อมจะจ่ายเงินค่าจ้างค้างและค่าชดเชย ให้โจทก์ตลอดมา แต่โจทก์ไม่ยอมรับเนื่องจากเกี่ยงเรื่องอัตราค่าจ้างที่จะนำมาคำนวณเป็นค่าชดเชยอยู่ ตาม ข้อเท็จจริงดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัด ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้นมิใช่หนี้เงินที่กฎหมาย บังคับให้นายจ้างต้องจ่ายเมื่อเลิกจ้าง นายจ้างจะตกเป็นผู้ผิดนัดรับผิดชำระดอกเบี้ยต่อเมื่อลูกจ้างทวงถาม เมื่อไม่ ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้เมื่อใด จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ที่ศาล แรงงานกลางกำหนดให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในค่าจ้างค้าง ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วัน ฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายว่าจำเลยต้องจ่ายดอกเบี้ยสำหรับสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าร้อยละ 15 ต่อปี หรือไม่ เห็นว่า สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ ลูกจ้างเนื่องจากนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 582 วรรคสอง และเป็นเงินที่จ่ายให้สำหรับระยะเวลาที่จะมีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างโดยลูกจ้าง มิได้ทำงานให้แก่นายจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงมิใช่ค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 และมิใช่ค่าจ้างตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่นายจ้างจะต้องเสียดอกเบี้ย ในระหว่างผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ที่โจทก์อ้างว่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสี่ นั้นเป็นการยกข้อกฎหมายที่ไม่ตรงกับรูปเรื่องในคดีนี้เนื่องจาก จำเลยมิได้จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ตามบทมาตราที่โจทก์อ้างนั้น อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ที่ ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยดังกล่าวโดยมิได้วินิจฉัยว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงเป็น การพิพากษาเกินคำขอของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 133,733.33 บาท และไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 680,000 บาท แก่ โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (เกษมสันต์ วิลาวรรณ-พูนศักดิ์ จงกลนี-ปัญญา สุทธิบดี) แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
-344- แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3825/2545 นาง นิตร ทรัพย์เกิดโจทก์ นาย บุญส่ง อำนวยเดชกร กรรมการผู้จัดการบริษัท อบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 119 (2) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 35 คดีแรงงาน โจทก์หรือจำเลยอาจฟ้องหรือให้การเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ทั้งการดำเนินคดี ควรเป็นไปโดยสะดวก ประหยัด รวดเร็ว เสมอภาค และเป็นธรรมตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ เหตุที่จำเลยเลิกจ้างเป็นเรื่องที่โจทก์ตวาดใส่จำเลยว่า "หยิบขึ้นมาทำไม" จำเลยโกรธจึงเลิกจ้าง โจทก์ ถ้อยคำดังกล่าววิญญูชนโดยทั่วไปในฐานะนายจ้างอาจไม่พอใจบ้างที่ถูกลูกจ้างกล่าวทำนองทักท้วงเช่นนั้น และนายจ้างอาจได้รับความเสียหายบ้างในด้านการบังคับบัญชา แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างการทำงาน ของนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งย่อมมีการสั่งงาน สอบถาม ถกเถียง และโต้แย้งกันเป็นปกติวิสัย เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ กล่าวถ้อยคำนั้นโดยมีเจตนาหรือประสงค์ให้จำเลยได้รับความเสียหายการกระทำของโจทก์จึงมิใช่การจงใจทำให้ นายจ้างได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ โจทก์ฟ้อง บ. ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท อ. และบริษัท อ. ในฐานะนายจ้างตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 ในชั้นพิจารณาจำเลยยอมรับว่าเป็นกรรมการบริษัท อ. และเป็น นายจ้าง ทั้งต่อสู้คดีโดยอ้างความผิดที่โจทก์ได้กระทำซึ่งเป็นเหตุเลิกจ้างด้วย บ. กับบริษัท อ. จึงต่างเป็นนายจ้าง
-345- ของโจทก์และมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีนี้ด้วย และเนื่องจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์ในฐานะผู้มีอำนาจ กระทำการแทนบริษัท อ. จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์เป็นเงิน 31,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การด้วยวาจา ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 31,200 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อย ละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีนี้เป็นคดีแรงงาน โจทก์หรือจำเลยอาจฟ้องหรือให้การเป็นหนังสือหรือ ด้วยวาจาก็ได้ ทั้งการดำเนินคดีควรเป็นไปโดยสะดวก ประหยัด รวดเร็วเสมอภาค และเป็นธรรม ตามเจตนารมณ์ ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างฟ้องคดีด้วย ตนเองโดยมิได้ตั้งแต่งทนายความเข้าดำเนินคดีแทน ในคำฟ้องระบุชื่อ "นายบุญส่ง อำนวยเดชกร" และระบุ ตำแหน่งหน้าที่ว่า "กรรมการผู้จัดการบริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัด" เป็นจำเลยและบรรยายในคำฟ้องว่า "โจทก์ได้สมัครเข้าทำงานตำแหน่งลูกจ้างกับบริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัด... จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด..."ตามคำฟ้องข้างต้นแม้มิได้กล่าวถึงรายละเอียดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ไว้ดังที่จำเลยอ้าง แต่เป็นที่เข้าใจได้ว่า โจทก์ฟ้องบริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัด และนายบุญส่ง อำนวยเดชกร ในฐานะนายจ้างตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยฟ้องบริษัทอบพื้น ไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัดในฐานะนิติบุคคลผู้ซึ่งตกลงรับโจทก์เข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้และฟ้องนายบุญส่งอำนวย เดชกร ในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัดนิติบุคคล คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่มี ข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานกับจำเลย จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนข้ออ้างของจำเลยเรื่องการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษานั้น เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณา เมื่อโจทก์เป็น เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้วและจำเลยไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นและไม่อาจ นำมาพิจารณาในชั้นนี้ได้อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
-346- ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ข้อต่อมาว่า การกระทำของโจทก์เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความ เสียหาย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาได้ความว่า ในวันที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์กำลังทำงานตามปกติ จำเลยเดินตรวจดูคนงาน เห็นโจทก์ทำงานได้ไม่เรียบร้อยจึง แนะนำและสั่งให้โจทก์แก้ไข ครั้นกลับมาตรวจดูอีกก็ถูกโจทก์พูดจาไม่สุภาพ ซึ่งคำไม่สุภาพดังกล่าวจำเลยว่า โจทก์ ตวาดใส่จำเลยว่า "หยิบขึ้นมาทำไม" จำเลยโกรธจึงเลิกจ้างโจทก์ ดังนี้ เหตุที่จำเลยเลิกจ้างจึงเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าว ถ้อยคำข้างต้นซึ่งวิญญูชนโดยทั่วไปในฐานะนายจ้างอาจไม่พอใจบ้างที่ถูกลูกจ้างกล่าวทำนองทักท้วงเช่นนั้น และ นายจ้างอาจได้รับความเสียหายบ้างในด้านการบังคับบัญชา แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างการทำงานของ นายจ้างและลูกจ้างซึ่งย่อมมีการสั่งงานสอบถาม ถกเถียง และโต้แย้งกันเป็นปกติวิสัย เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์กล่าว ถ้อยคำนั้นโดยมีเจตนาหรือประสงค์ให้จำเลยได้รับความเสียหาย การกระทำของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นจึงมิใช่การจง ใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายตามมาตรา 119(2) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541อุทธรณ์ ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยกล่าวมาในตอนท้ายของอุทธรณ์นี้ว่า ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ มากเกินไป อายุการทำงานของโจทก์ในวันข้างหน้าเป็นเรื่องอนาคต โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องนั้น โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายและศาลแรงงานกลางก็มิได้วินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวด้วย อุทธรณ์ส่วนนี้จึงเป็นอุทธรณ์ใน ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อนึ่ง คดีนี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า ตามคำฟ้องโจทก์ได้ฟ้องทั้งนายบุญส่งอำนวยเดชกร ใน ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัด และบริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัด ในฐานะ นายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 5 ในชั้นพิจารณาจำเลยก็ยอมรับว่าเป็นกรรมการ บริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัด และเป็นนายจ้าง ทั้งต่อสู้คดีโดยอ้างความผิดที่โจทก์ได้กระทำซึ่งเป็นเหตุเลิกจ้าง ด้วย นายบุญส่ง อำนวยเดชกร จำเลยกับบริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัดจึงต่างเป็นนายจ้างของโจทก์และมี ผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีนี้ด้วย และเนื่องจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์ในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทน บริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ศาลฎีกาจึงเห็นควรกำหนดให้คำพิพากษา ผูกพันบริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัด นายจ้างโดยให้บริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัด ร่วมรับผิดกับจำเลยใน การจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ด้วย" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัด จ่ายค่าชดเชย31,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2543เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว (เกษมสันต์ วิลาวรรณ-วีรพจน์ เพียรพิทักษ์-พูนศักดิ์ จงกลนี)
-347- แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2681 - 2683/2545 นางสโรชา สินคณารักษ์ กับพวกโจทก์ ธนาคารยูโอบี รัตนสิน จำกัด (มหาชน)จำเลย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 13, 20 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 มติคณะรัฐมนตรีที่ยกเว้นให้จำเลยไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการและผลประโยชน์ค่าตอบแทนของพนักงาน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และหรือเงื่อนไขในการจ้างเดิม ของจำเลย อันมีผลทำให้สภาพการจ้างเดิมในเรื่องดังกล่าวยังคงใช้บังคับกันต่อไปได้เท่านั้น มิได้ห้ามไม่ให้มีการ แก้ไขเปลี่ยนแปลง จำเลยจึงสามารถดำเนินการให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเดิมเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัส พนักงานได้ ไม่ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องการจ่ายเงินโบนัส มิได้เกิดจากข้อเรียกร้องของนายจ้างหรือ ลูกจ้าง จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 นายจ้างและลูกจ้างย่อมมีสิทธิทำ ข้อตกลงเปลี่ยนแปลงให้แตกต่างไปจากเดิมได้เท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และเงินโบนัสเป็น เงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างนอกเหนือไปจากที่นายจ้างต้องจ่ายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มิได้มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ นายจ้างสามารถออกประกาศเพื่อนำไปสู่ข้อตกลงเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง เกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัสได้
-348- ___________________________ คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวน ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินโบนัส 145,283.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 126,960 บาท ค่าชดเชยพิเศษ 81,306.58 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 79,350 บาท ค่าเสียหายในการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 1,309,275 บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ที่ 1 ชำระเงินโบนัส 157,656.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 137,280 บาท ค่าชดเชยพิเศษ 70,586.36 บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 68,640 บาท ค่าเสียหายในการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 1,415,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ที่ 2 และชำระเงินโบ นัส 221,079.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 190,170 บาท ค่าชดเชยพิเศษ 217,291.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 211,300 บาท ค่าเสียหายในการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 1,743,225 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ที่ 3 จำเลยทั้งสามสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า... การที่จำเลยดำเนินการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเกี่ยวกับ การจ่ายเงินโบนัส โดยออกประกาศที่ 41/0113 ระงับการจ่ายเงินโบนัสพนักงานประจำปี 2541 ในขณะที่จำเลยมี สถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากถูกกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงินเข้าแทรกแซงถือหุ้นเกินกว่าร้อย ละห้าสิบนั้น ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีซึ่งยกเว้นให้จำเลยไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการและผลประโยชน์ค่าตอบแทนของพนักงาน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และหรือเงื่อนไขในการจ้างเดิม ของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวเพียงแต่ยกเว้นให้จำเลยไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทาง ราชการในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการและผลประโยชน์ค่าตอบแทนของพนักงาน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และ หรือเงื่อนไขในการจ้างเดิมของจำเลย อันมีผลทำให้สภาพการจ้างเดิมในเรื่องดังกล่าวยังคงใช้บังคับกันต่อไปได้
-349- เท่านั้นมิได้ห้ามไม่ให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง จำเลยจึงสามารถดำเนินการให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเดิม เกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัสพนักงานได้ ไม่ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามประการที่สอง การที่จำเลยดำเนินการเปลี่ยนแปลงสภาพการ จ้างเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัส โดยออกประกาศที่ส.บค. 1.0188/2542 ระงับการจ่ายเงินโบนัสพนักงานประจำปี 2542 ในขณะที่จำเลยมีฐานะเป็นธนาคารเอกชน เป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 13 หรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่อง การจ่ายเงินโบนัส มิได้เกิดจากข้อเรียกร้องของนายจ้างหรือลูกจ้าง จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติแรงงาน สัมพันธ์ พ.ศ.2518 นายจ้างและลูกจ้างย่อมมีสิทธิทำข้อตกลงเปลี่ยนแปลงให้แตกต่างไปจากข้อตกลงเดิมได้เท่าที่ไม่ ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และเงินโบนัสเป็นเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างนอกเหนือไปจาก ที่นายจ้างจะต้องจ่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มิได้มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น จำเลยสามารถออกประกาศเพื่อนำไปสู่ข้อตกลงเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัส ไม่ฝ่าฝืนต่อ พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 13 อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (จรัส พวงมณี-วีรพจน์ เพียรพิทักษ์-หัสดี ไกรทองสุก) ศาลแรงงานกลาง - นายธีระ เบญจรัศมีโรจน์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________
-350- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8690/2544 นาง ตันตินี ปัทมพงศ์โจทก์ บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 "ค่าจ้าง" ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 หมายความว่าเงินที่นายจ้างและลูกจ้าง ตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือนหรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวัน ทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้าง มีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ข้อตกลงของจำเลยที่จะจัดหารถประจำตำแหน่งให้โจทก์ หากยังหารถไม่ได้จะให้ ค่าเช่ารถยนต์เดือนละ 22,000 บาท แสดงให้เห็นว่า มีการกำหนดให้จำเลยจัดหารถประจำตำแหน่งให้โจทก์เป็น หลัก โดยมีข้อยกเว้นว่า หากยังหารถให้ไม่ได้ก็ให้จ่ายค่าเช่ารถยนต์ให้โจทก์ หากต่อมาจำเลยสามารถหารถประจำ ตำแหน่งให้โจทก์ได้เมื่อใด ก็ไม่จำต้องจ่ายค่าเช่ารถยนต์ให้โจทก์ต่อไป ค่าเช่ารถยนต์ตามข้อตกลงจึงถือว่าเป็น สวัสดิการ มิใช่เงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน แม้จะจ่ายเงินจำนวนแน่นอนเท่า ๆ กันทุกเดือนก็มิใช่ค่าจ้าง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งหกและนายสุปัญญาได้ร่วมกันจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างประจำ ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายธุรกิจประกันสุขภาพ ค่าจ้างเดือนละ 97,000 บาทซึ่งรวมค่าพาหนะเดือนละ 22,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ทั้งนี้การปฏิบัติงานของโจทก์และพนักงานในฝ่ายธุรกิจประกันสุขภาพอยู่ภายใต้ การบังคับบัญชาของนายสุปัญญา ต่อมาวันที่ 26 ตุลาคม 2541 จำเลยทั้งหกโดยเจตนาไม่สุจริตได้ร่วมกันประกาศ ยุบหน่วยงานฝ่ายธุรกิจประกันสุขภาพ เพื่อลดบทบาทการบริหารงานของนายสุปัญญา แล้วเลิกจ้างโจทก์กับ พนักงานในฝ่ายเดียวกันรวม 5 คน โดยบอกกล่าวล่วงหน้าเพียง 5 วัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันจ่ายค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 194,699 บาท กับค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 11,000,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การว่า ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน จำเลยจำต้องลดจำนวนบุคลากรรวมทั้ง โจทก์เพื่อให้กิจการของจำเลยอยู่ต่อไป โจทก์ได้รับค่าจ้างเพียงเดือนละ 75,000 บาท ส่วนอีก 22,000 บาท เป็นค่า