-251- จำนวนไม่แน่นอนผันแปรไปตามอัตราแลกเปลี่ยนหรืออัตราซื้อขายกลางในวันที่มีการปรับยอด เดือนใดที่อัตรา แลกเปลี่ยนหรืออัตราซื้อขายกลางมีค่าเท่ากับหรือน้อยกว่า 29 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ โจทก์ก็จะไม่ได้รับเงิน ชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน เงินชดเชยอัตราแลกเปลี่ยนจึงไม่ใช่เงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์เพื่อตอบแทนการทำงานใน เวลาทำงานตามปกติ ส่วนเงินค่าเช่าบ้านแม้จะเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ทุกเดือนมีจำนวนแน่นอนและจ่ายโดยไม่ มีเงื่อนไข แต่จำเลยก็จ่ายให้แก่ลูกจ้างของจำเลยที่เป็นชาวต่างประเทศต้องเดินทางมาทำงานในประเทศไทย ทำให้ ต้องเปลี่ยนแปลงสถานที่พักอาศัยไปจากที่เคยอยู่เดิมเช่นเดียวกับโจทก์ทุกคน อันเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งที่จำเลย จัดให้แก่ลูกจ้างที่เป็นชาวต่างประเทศเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงาน ไม่ใช่เงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการ ทำงานในเวลาทำงานตามปกติเช่นกัน และการจ่ายเงินทั้งสองประเภทดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นการหลีกเลี่ยงการ จ่ายค่าจ้าง จึงไม่ใช่ค่าจ้างไม่อาจนำมารวมเป็นฐานคำนวณค่าชดเชยได้ ที่จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ 942,000 บาท จึงถูกต้องแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาประการที่สองเรื่องเงินเพิ่ม ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยเลิกจ้างโดยจ่ายเงินอื่นที่โจทก์มี สิทธิได้รับให้โจทก์รับไปแล้วเมื่อจำเลยเลิกจ้างรวมเป็นเงิน 602,736 บาท อันได้แก่เงินเดือนของเดือนมกราคมและ เดือนกุมภาพันธ์ 2546 เงินชดเชยอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับเดือนธันวาคม 2545 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2546 โบนัส ตามส่วนกับค่าตั๋วเครื่องบินระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2546 และค่าตั๋วเครื่องบินใน การย้ายกลับประเทศอังกฤษ ทั้งจำเลยจ้างโจทก์ทำงานในโครงการก่อสร้างและออกแบบโครงสร้างใต้ดินตาม โครงการรถไฟฟ้ามหานครระยะแรกส่วนเหนือ ช่วงห้วยขวางถึงบางซื่อ โดยกำหนดระยะเวลาจ้างกันไว้ ซึ่งแม้ใน ที่สุดศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ที่จำเลยทราบว่าจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ จำเลยจึงนำค่าชดเชย จำนวนที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายจำนวน 942,000 บาท มาวางศาลและแถลงยินยอมให้โจทก์ได้รับเงิน ดังกล่าวไปซึ่งไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างก็ถือว่ามีเหตุที่จำเลยจะเข้าใจว่าจำเลยไม่ต้อง จ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างกรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร อันจะ ทำให้จำเลยต้องเสียเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคสอง ที่ศาล แรงงานกลางยกคำขอให้จำเลยเสียเงินเพิ่มจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ปัญหาประการสุดท้ายเรื่องการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เห็นว่า การพิจารณาว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่ เป็นธรรมอันเป็นเหตุให้นายจ้างต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธี พิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 หรือไม่ ต้องพิจารณาที่เหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีสาเหตุจริงหรือไม่ และ เหตุนั้นเป็นเหตุสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างหรือไม่ โดยไม่คำนึงว่านายจ้างมีสิทธิที่จะเลิกจ้างได้หรือไม่ ไม่ว่าสิทธินั้น จะเป็นสิทธิที่เกิดจากบทบัญญัติของกฎหมายหรือข้อตกลงในสัญญาจ้าง เมื่อปรากฏตามหนังสือเลิกจ้างว่า จำเลย เลิกจ้างโจทก์เพราะจำเลยหมดความจำเป็นที่จะต้องมีขั้นตอนในการควบคุมดูแลโครงการก่อสร้างและออกแบบ โครงสร้างใต้ดินตามโครงการรถไฟฟ้ามหานครระยะแรกส่วนเหนือ ช่วงห้วยขวางถึงบางซื่ออย่างที่จำเลยดำเนินการ อยู่ในปี 2545 ต่อไปแล้ว ในปี 2546 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ เหตุดังกล่าวแม้จะมีอยู่จริงก็ไม่เป็นเหตุสมควรที่จำเลยจะ เลิกจ้างโจทก์ เพราะข้อเท็จจริงปรากฏว่า นอกจากโครงการก่อสร้างและออกแบบโครงสร้างใต้ดินตามโครงการ รถไฟฟ้ามหานครระยะแรกส่วนเหนือ ช่วงห้วยขวางถึงบางซื่อที่จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการ พาณิชย์แล้ว จำเลยยังรับจ้างการประปานครหลวงก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำจากโรงงานผลิตน้ำบางเขนถึงถนนงามวงศ์
-252- วาน และประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในประเทศไทยอยู่ด้วย จำเลยจึงยังมีงานอื่นที่จะให้โจทก์ทำต่อไป เมื่อไม่ ปรากฏว่างานดังกล่าวเป็นงานที่โจทก์ไม่สามารถจะทำได้จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่จำเลยจะต้องเลิกจ้างโจทก์ การที่ จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยต้องใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่ โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่การกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้เป็นดุจพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดเองได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางดำเนินการในเรื่องดังกล่าว พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และให้ย้อนสำนวนให้ศาล แรงงานกลางพิจารณากำหนดจำนวนค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์แล้วพิพากษาประเด็นนี้ใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. (จรัส พวงมณี-วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-พิทยา บุญชู) ศาลแรงงานกลาง - นายเลิศชัย ภักดีฉนวน แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1394/2549 บริษัท แอร์ อันดามัน จำกัดโจทก์ นายสุรเชษฐ วิริยะศิริกุลจำเลย
-253- ป.พ.พ. มาตรา 150 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 43 ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับ ส. ตามสัญญาจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ว่าภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หาก ส. ตั้งครรภ์ให้ถือว่า ส. ได้บอกเลิกสัญญานี้แล้ว เป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มี ผลเป็นการเลิกจ้าง เพราะ ส. มีครรภ์ อันขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 43 ซึ่งเป็นกฎหมาย เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 การปฏิบัติงานบนเครื่องบินเป็นการทำงานในเวลาทำงานปกติของ ส. แม้ค่าชั่วโมงบินที่ ส. ได้รับ ในแต่ละเดือนจะมีจำนวนไม่แน่นอนและไม่เท่ากันแต่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างก็จ่ายค่าชั่วโมงบินให้แก่ ส. เมื่อมีการ ปฏิบัติงานบนเครื่องบินในแต่ละเดือนทุกเดือน ตามอัตราที่คำนวณจากเวลาที่ได้ปฏิบัติงานบนเครื่องบิน ค่าชั่วโมง บินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ ส. เป็นการตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง สำหรับระยะเวลาการ ทำงานปกติเป็นรายชั่วโมงของวันทำงาน จึงเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 5/2547 ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2547 ในส่วนที่สั่งให้ โจทก์จ่ายค่าชดเชยจำนวน 60,561 บาท ให้แก่นางสาวสาวิตรี จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์และนางสาวสาวิตรีตามสัญญาจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ข้อ 6.1 ที่ว่า ภายใน ระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หากพนักงาน (ซึ่งหมายถึงนางสาวสาวิตรีลูกจ้าง) ตั้งครรภ์ให้ถือว่าพนักงานได้ บอกเลิกสัญญานี้แล้ว ตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็น ว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การใช้แรงงานเป็นไปอย่างเป็นธรรมและ คุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ถูกเอาเปรียบเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน พระราชบัญญัติ
-254- ดังกล่าวมาตรา 43 บัญญัติว่า ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ ข้อตกลงระหว่างโจทก์ และนางสาวสาวิตรีตามสัญญาจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ข้อ 6.1 ที่กำหนดว่า ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่ วันเริ่มสัญญา หากนางสาวสาวิตรีตั้งครรภ์ให้ถือว่านางสาวสาวิตรีได้บอกเลิกสัญญาเป็นข้อตกลงที่ต่อเนื่องเกี่ยวพัน กับข้อตกลงในเรื่องสภาพการจ้าง การสิ้นสุดสัญญาและการตั้งครรภ์ตามสัญญาดังกล่าวข้อ 2 ข้อ 5.2.2 และข้อ 6 ซึ่งสรุปได้ว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเข้าใจและยอมรับว่าการปฏิบัติงานในตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมี ลักษณะเป็นการเฉพาะ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินต้องมีคุณสมบัติเฉพาะตัวเกี่ยวกับภาษีที่ใช้ มีบุคลิกภาพที่ดี และสุขภาพสมบูรณ์สามารถปฏิบัติงานบนเครื่องบินขณะทำการบินได้ตามหลักเกณฑ์ที่โจทก์กำหนดและไม่ถูก จำกัดทางเวชศาสตร์การบิน ซึ่งจะต้องได้รับการศึกษาอบรม การทดสอบและการตรวจร่างกายตามระยะเวลาที่ โจทก์กำหนด พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจำเป็นต้องมีสภาพร่างกายที่พร้อมจะเข้ารับการฝึกอบรมและปฏิบัติงาน เพื่อเพิ่มพูนความสามารถและประสบการณ์ในช่วงระยะเวลา 2 ปีแรกของการปฏิบัติงาน การตั้งครรภ์ของพนักงาน ต้อนรับบนเครื่องบินในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งสองฝ่ายจึง ได้ตกลงเงื่อนไขเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ตามข้อ 6.1 ขึ้นเป็นข้อหนึ่งของสัญญาจ้าง ซึ่งข้อ 5.2.2 กำหนดว่า เมื่อนางสาว สาวิตรีได้กระทำผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด หรือฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ คำสั่งต่าง ๆ ที่กล่าวไว้ในข้อ 2 กรณีร้ายแรง ให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลงและข้อตกลงในข้อ 6.1 ที่กำหนดว่า ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หากนางสาว สาวิตรีตั้งครรภ์ให้ถือว่านางสาวสาวิตรีได้บอกเลิกสัญญานั้น มีข้อความต่อไปอีกด้วยว่า โดยให้สัญญาสิ้นสุดลงตั้งแต่ วันที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งวินิจฉัยหรือเมื่อเห็นได้ชัดว่านางสาวสาวิตรีตั้งครรภ์ จึงเห็นได้ว่าข้อตกลงข้อ 6.1 เป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีผลเป็นการเลิกจ้างเพราะนางสาวสาวิตรีมีครรภ์ อันขัดต่อพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 43 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาประการสุดท้ายมีว่า ค่าชั่วโมงบินเป็นค่าจ้างหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าการ ปฏิบัติงานบนเครื่องบินเป็นการทำงานในเวลาทำงานปกติของนางสาวสาวิตรี แม้ค่าชั่วโมงบินที่นางสาวสาวิตรีได้รับ ในแต่ละเดือนจะมีจำนวนไม่แน่นอนและไม่เท่ากัน แต่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างก็จ่ายค่าชั่วโมงบินให้แก่นางสาวสาวิตรี เมื่อมีการปฏิบัติงานบนเครื่องบินในแต่ละเดือนทุกเดือน ตามอัตราที่คำนวณจากเวลาที่ได้ปฏิบัติงานบนเครื่องบิน ค่าชั่วโมงบินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่นางสาวสาวิตรีเป็นการตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง สำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมงของวันทำงาน จึงเป็นค่าจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ที่จำเลยนำค่าชั่วโมงบินมารวมเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยด้วย จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของ โจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน. (จรัส พวงมณี-วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-พิทยา บุญชู)
-255- ศาลแรงงานกลาง - นายสมฤกษ์ โรจนสุพจน์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1394/2549 บริษัทแอร์ อันดามัน จำกัดโจทก์ นายสุรเชษฐ วิริยะศิริกุลจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 150 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 43 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การใช้แรงงานเป็นไปอย่างเป็นธรรมและ คุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ถูกเอาเปรียบเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงระหว่างโจทก์และ ส. ตามสัญญาจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ข้อ 6.1 ที่กำหนดว่า ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หาก ส. ตั้งครรภ์ให้ถือว่า ส. ได้บอกเลิกสัญญานั้น มีข้อความต่อไปอีก ด้วยว่า โดยให้สัญญาสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่แพทย์วินิจฉัยหรือเมื่อเห็นได้ชัดว่า ส. ตั้งครรภ์ ข้อตกลงข้อ 6.1 จึงมี วัตถุประสงค์เพื่อให้มีผลเป็นการเลิกจ้างเพราะ ส. มีครรภ์ อันขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 43 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150
-256- การปฏิบัติงานบนเครื่องบินเป็นการทำงานในเวลาทำงานปกติของ ส. แม้ค่าชั่วโมงบินที่ ส. ได้รับ ในแต่ละเดือนจะมีจำนวนไม่แน่นอนและไม่เท่ากัน แต่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างก็จ่ายค่าชั่วโมงบินให้แก่ ส. เมื่อมีการ ปฏิบัติงานบนเครื่องบินในแต่ละเดือนทุกเดือน ตามอัตราที่คำนวณจากเวลาที่ได้ปฏิบัติงานบนเครื่องบิน ค่าชั่วโมง บินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ ส. เป็นการตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาทำงาน ปกติเป็นรายชั่วโมงของวันทำงาน จึงเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการขนส่งทางอากาศ จำเลย เป็นพนักงานตรวจแรงงาน เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2545 โจทก์ได้ว่าจ้างนางสาวสาวิตรี ชัยพนัส ทำงานเป็นลูกจ้างใน ตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ซึ่งนางสาวสาวิตรีทราบดีว่ามีลักษณะงานเป็นการเฉพาะ ต้องมีสุขภาพ สมบูรณ์ บุคลิกภาพดี มีความรู้เฉพาะตัวเกี่ยวกับภาษาที่ใช้ สามารถปฏิบัติงานบนเครื่องบินขณะทำการบินได้ตาม หลักเกณฑ์ที่โจทก์กำหนด และไม่ถูกจำกัดทางเวชศาสตร์การบิน จึงตกลงว่าหากนางสาวสาวิตรีไม่ปฏิบัติตาม ข้อตกลงในสัญญาจ้างให้ถือว่านางสาวสาวิตรีบอกเลิกสัญญาจ้าง และภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเข้าทำงาน หากนางสาวสาวิตรีตั้งครรภ์ ให้ถือว่านางสาวสาวิตรีเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ต่อมาวันที่ 30 ตุลาคม 2546 นางสาวสาวิตรีได้โทรศัพท์มาลางานกับหัวหน้าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแจ้งว่าป่วยโดยไม่มีใบรับรองแพทย์ แล้วขาดงานไปจนกระทั่งวันที่ 9 พฤศจิกายน 2546 รวม 11 วัน หัวหน้าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจึงมีหนังสือ แจ้งการขาดงานของนางสาวสาวิตรีต่อฝ่ายบุคคลของโจทก์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลจึงติดต่อนางสาวสาวิตรีให้เข้าพบ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 นางสาวสาวิตรีได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของโจทก์ทราบว่าตั้งครรภ์พร้อมกับยื่น ใบรับรองแพทย์ซึ่งยืนยันว่านางสาวสาวิตรีตั้งครรภ์ประมาณ 10 สัปดาห์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลจึงแจ้งให้นางสาว สาวิตรีทราบถึงข้อตกลงที่ให้ถือว่านางสาวสาวิตรีเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างและนำเรื่องเสนอต่อผู้มีอำนาจของ โจทก์ พร้อมทั้งนำข้อตกลงไปปรึกษากับนักกฎหมาย เรื่องดังกล่าวกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา แต่นางสาว สาวิตรีไม่มาทำงานให้โจทก์และไปร้องต่อจำเลยว่าโจทก์เลิกจ้าง ทั้ง ๆ ที่นางสาวสาวิตรีเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง และละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่ได้เป็นกรณีที่โจทก์เลิกจ้าง โจทก์จึงไม่ต้อง จ่ายค่าชดเชย แต่จำเลยกลับมีคำสั่งที่ 5/2547 ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2547 ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง อัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 60,561 บาท ให้แก่นางสาวสาวิตรีโดยนำค่าชั่วโมงบินนับแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือน ตุลาคม 2546 เฉลี่ยเดือนละ 12,187 บาท ซึ่งเป็นเงินที่โจทก์จ่ายค่าตอบแทนเป็นกรณีพิเศษให้แก่นางสาวสาวิตรี เมื่อได้ปฏิบัติงานบนเครื่อง ไม่ใช่ค่าจ้าง มาคำนวณค่าชดเชยด้วย อันเป็นการไม่ถูกต้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของ จำเลยที่ 5/2547 ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2547 ในส่วนที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยจำนวน 60,561 บาท ให้แก่นางสาว สาวิตรี ชัยพนัส จำเลยให้การว่า ข้อตกลงเรื่องการตั้งครรภ์ระหว่างโจทก์กับนางสาวสาวิตรี ชัยพนัส กำหนดไว้ด้วย ว่า หากนางสาวสาวิตรีตั้งครรภ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเข้าทำงานให้แจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์จะ เปลี่ยนงานให้ตามความเหมาะสมโดยได้รับค่าจ้างหรือให้ลาหยุดโดยไม่ได้รับค่าจ้างจนกว่าจะคลอด นางสาวสาวิตรี
-257- ได้เข้ารับการตรวจจากแพทย์พบว่าตั้งครรภ์และประสบภาวะแท้งคุกคาม แพทย์ให้พักรักษาตัวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2546 เป็นต้นไป วันที่ 29 ตุลาคม 2546 นางสาวสาวิตรีได้ยื่นใบรับรองผลการตรวจ ครรภ์ดังกล่าวต่อฝ่ายดูแลจัดตารางการบินของโจทก์ และเข้าพบเจรจากับผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลและธุรการของ โจทก์แจ้งความประสงค์ว่าต้องการเปลี่ยนตำแหน่งงาน แต่โจทก์ไม่สามารถเปลี่ยนตำแหน่งงานให้ได้ และเมื่อตาราง การบินของเดือนพฤศจิกายน 2546 ออกมาปรากฏว่าไม่มีชื่อนางสาวสาวิตรีอยู่ในแผนกการบิน นางสาวสาวิตรีจึง ไม่ได้ทำงานในแผนกใดนับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 เป็นต้นมา วันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 นางสาวสาวิตรี และโจทก์ได้เจรจากัน โดยโจทก์ทราบแล้วว่านางสาวสาวิตรีตั้งครรภ์ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเข้าทำงาน ซึ่ง เป็นการผิดสัญญาจ้าง อันเป็นเหตุให้โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ แต่เพื่อเป็นการช่วยเหลือนางสาวสาวิตรี โจทก์ได้เสนอ ให้นางสาวสาวิตรีเขียนใบลาออกโดยให้มีผลในอีก 1 เดือนข้างหน้าหรือวันที่ 11 ธันวาคม 2546 โดยโจทก์จะจ่าย ค่าจ้างให้ตามปกติและนางสาวสาวิตรีไม่ต้องไปทำงาน แต่นางสาวสาวิตรีไม่ตกลงและหาข้อยุติไม่ได้ เมื่อถึงกำหนด จ่ายค่าจ้างของเดือนพฤศจิกายน 2546 โจทก์ได้จ่ายค่าจ้างระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 ให้แก่ นางสาวสาวิตรี จึงเป็นการเลิกจ้างนางสาวสาวิตรีเนื่องจากนางสาวสาวิตรีผิดสัญญาจ้างตั้งครรภ์ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเข้าทำงาน ซึ่งไม่เข้าข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นางสาวสาวิตรี นางสาวสาวิตรีทำงานตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2545 ติดต่อกันจนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 รวม 1 ปี 10 เดือน ได้รับเงินเดือนสุดท้ายเดือนละ 8,000 บาท กับค่า ชั่วโมงบินเพื่อปฏิบัติงานบนเครื่องบินในแต่ละเดือน ซึ่งโจทก์จ่ายให้ตามระยะทางของเส้นทางการบินประกอบ จำนวนชั่วโมงบินในแต่ละเที่ยวบิน อันเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานของนางสาวสาวิตรีซึ่งเป็นค่าจ้าง ใน เดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม 2546 นางสาวสาวิตรีได้รับค่าชั่วโมงบินจำนวน 10,564 บาท 9,979 บาท และ 16,019 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 36,562 บาท คำสั่งของจำเลยที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้นางสาวสาวิตรี จำนวน 60,561 บาท จึงชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นางสาวสาวิตรี ชัยพนัส เป็นลูกจ้างโจทก์ เข้าทำงานเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2545 ในตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ตามสัญญาจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเอกสาร หมาย จล. 1 หมายเลข 6 จนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 ได้รับเงินเดือนเดือนละ 8,000 บาท กับชั่วโมงบินเมื่อ มีการปฏิบัติงานบนเครื่องบินในแต่ละเดือนอีกจำนวนหนึ่ง ช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม 2546 นางสาวสาวิตรี ได้รับค่าชั่วโมงบินเป็นเงินเดือนละ 10,564 บาท 9,979 บาท และ 16,019 บาท ตามลำดับ และศาลแรงงานกลาง วินิจฉัยว่าข้อกำหนดในสัญญาจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเอกสารหมาย จล. 1 หมายเลข 6 ข้อ 6.1 ที่กำหนด ว่า ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หากพนักงานตั้งครรภ์ให้ถือว่าพนักงานได้บอกเลิกสัญญา เป็น ข้อกำหนดที่ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในกรณีที่พนักงานเกิดการตั้งครรภ์ ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 43 ซึ่งบัญญัติว่า ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ อันเป็นกฎหมาย เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตกเป็นโมฆะไม่อาจใช้บังคับแก่นางสาวสาวิตรีได้ ที่โจทก์อ้างในคำฟ้อง ว่า โจทก์ไม่ได้เลิกจ้างนางสาวสาวิตรี นางสาวสาวิตรีไม่มาทำงานให้โจทก์เพราะนางสาวสาวิตรีเป็นฝ่ายบอกเลิก สัญญาพร้อมกับไม่มาทำงานถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรนั้น โจทก์ไม่ได้ให้การและแสดงพยานหลักฐานให้เห็นเช่นนั้นไว้ในชั้นสอบสวนของพนักงานตรวจแรงงาน เพิ่งกล่าวอ้าง ในคำฟ้อง เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ไม่อาจรับฟังให้ขัดกับข้อเท็จจริงที่โจทก์ให้การไว้ในชั้นสอบสวนของ พนักงานตรวจแรงงานได้ ชั้นสอบสวนของพนักงานตรวจแรงงาน นางวิไลวรรณ ศรีษเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคล
-258- ของโจทก์ในฐานะตัวแทนฝ่ายโจทก์ให้การไว้ตามเอกสารหมาย จล. 1 หมายเลข 3 ว่า โจทก์ได้เลิกจ้างนางสาว สาวิตรีเพราะเหตุนางสาวสาวิตรีตั้งครรภ์ จึงต้องรับฟังว่าโจทก์เลิกจ้างนางสาวสาวิตรี เมื่อไม่ปรากฏว่าการเลิกจ้าง ของโจทก์ต้องด้วยข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 โจทก์ จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นางสาวสาวิตรี ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่า การปฏิบัติงานบนเครื่องบินก็เป็นการ ทำงานในเวลาทำงานปกติของนางสาวสาวิตรีและโจทก์จ่ายค่าชั่วโมงบินให้แก่นางสาวสาวิตรีเมื่อมีการปฏิบัติงาน บนเครื่องบิน ค่าชั่วโมงบินจึงเป็นเงินที่โจทก์จ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานแก่นางสาวสาวิตรี จึงเป็นค่าจ้าง การที่ จำเลยนำเงินค่าชั่วโมงบินที่นางสาวสาวิตรีได้รับ 90 วันสุดท้ายก่อนที่มีการเลิกจ้างมาคำนวณรวมเป็นค่าชดเชยให้ โจทก์จ่ายให้แก่นางสาวสาวิตรีจึงถูกต้องแล้ว คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานของจำเลยที่ 5/2547 ในส่วนที่สั่งให้โจทก์ จ่ายค่าชดเชยให้แก่นางสาวสาวิตรีจำนวน 60,561 บาท จึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์และนางสาวสาวิตรี ชัยพนัส ตามสัญญาจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเอกสารหมาย จล. 1 หมายเลข 6 ข้อ 6.1 ที่ว่า ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หากพนักงาน (ซึ่งหมายถึงนางสาวสาวิตรี ลูกจ้าง) ตั้งครรภ์ให้ถือว่าพนักงานได้บอกเลิกสัญญานี้แล้ว ตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบ เรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การใช้ แรงงานเป็นไปอย่างเป็นธรรมและคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ถูกเอาเปรียบเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ของประชาชน พระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 43 บัญญัติว่า ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุ มีครรภ์ ข้อตกลงระหว่างโจทก์และนางสาวสาวิตรีตามสัญญาจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเอกสารหมาย จล. 1 หมายเลข 6 ข้อ 6.1 ที่กำหนดว่า ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หากนางสาวสาวิตรีตั้งครรภ์ให้ถือว่า นางสาวสาวิตรีได้บอกเลิกสัญญา เป็นข้อตกลงที่ต่อเนื่องเกี่ยวกันกับข้อตกลงในเรื่องสภาพการจ้างการสิ้นสุดของ สัญญาและการตั้งครรภ์ตามสัญญาดังกล่าวข้อ 2. ข้อ 5.2.2 และข้อ 6 ซึ่งสรุปได้ว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเข้าใจและ ยอมรับว่าการปฏิบัติงานในตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมีลักษณะเป็นการเฉพาะ พนักงานต้อนรับบน เครื่องบินต้องมีคุณสมบัติเฉพาะตัวเกี่ยวกับภาษาที่ใช้ มีบุคลิกภาพที่ดีและสุขภาพสมบูรณ์สามารถปฏิบัติงานบน เครื่องบินขณะทำการบินได้ตามหลักเกณฑ์ที่โจทก์กำหนดและไม่ถูกจำกัดทางเวชศาสตร์การบิน ซึ่งจะต้องได้รับ การศึกษาอบรม การทดสอบและการตรวจร่างกายตามระยะเวลาที่โจทก์กำหนด พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน จำเป็นต้องมีสภาพร่างกายที่พร้อมจะเข้ารับการผึกอบรมและปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มพูนความสามารถและประสบการณ์ ในช่วงระยะเวลา 2 ปีแรกของการปฏิบัติงาน การตั้งครรภ์ของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินในช่วงเวลาดังกล่าวเป็น อุปสรรคต่อการปฏิบัติงานและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งสองฝ่ายจึงได้ตกลงเงื่อนไขเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ตามข้อ 6.1 ขึ้นเป็นข้อหนึ่งของสัญญาจ้าง ซึ่งข้อ 5.2.2 กำหนดว่า เมื่อนางสาวสาวิตรีได้กระทำผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด หรือ ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ คำสั่งต่าง ๆ ที่กล่าวไว้ในข้อ 2 กรณีร้ายแรง ให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลง และข้อตกลงในข้อ 6.1 ที่กำหนดว่า ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หากนางสาวสาวิตรีตั้งครรภ์ให้ถือว่านางสาวสาวิตรีได้บอก เลิกสัญญานั้น มีข้อความต่อไปอีกด้วยว่า โดยให้สัญญาสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งวินิจฉัยหรือ เมื่อเห็นได้ชัดว่านางสาวสาวิตรีตั้งครรภ์ จึงเห็นได้ว่าข้อตกลงข้อ 6.1 เป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีผลเป็น
-259- การเลิกจ้างเพราะนางสาวสาวิตรีมีครรภ์ อันขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 43 ซึ่งเป็น กฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาประการสุดท้ายมีว่า ค่าชั่วโมงบินเป็นค้าจ้างหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าการ ปฏิบัติงานบนเครื่องบินเป็นการทำงานในเวลาทำงานปกติของนางสาวสาวิตรี แม้ค่าชั่วโมงบินที่นางสาวสาวิตรีได้รับ ในแต่ละเดือนจะมีจำนวนไม่แน่นอนและไม่เท่ากัน แต่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างก็จ่ายค่าชั่วโมงบินให้แก่นางสาวสาวิตรี เมื่อมีการปฏิบัติงานบนเครื่องบินในแต่ละเดือนทุกเดือน ตามอัตราที่คำนวณจากเวลาที่ได้ปฏิบัติงานบนเครื่องบิน ค่าชั่วโมงบินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่นางสาวสาวิตรีเป็นการตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง สำหรับระยะเวลาทำงานปกติเป็นรายชั่วโมงของวันทำงาน จึงเป็นค่าจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ที่จำเลยนำค่าชั่วโมงบินมารวมเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชย จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน. (จรัส พวงมณี-วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-พิทยา บุญชู) แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 98/2549
-260- นายธนศักดิ์ สืบเทศโจทก์ บริษัท ไทยเค บอยเลอร์ จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 118, 119 (1), 119 (4) โจทก์เป็นวิศวกรฝ่ายผลิตไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเอกสารบัญชีการเงิน การที่โจทก์ได้ให้ ส. ลูกจ้าง ของจำเลยไปเอาบัญชีค่าจ้างมาถ่ายสำเนา เสร็จแล้วก็ได้นำกลับไปคืนที่เดิม แสดงว่าโจทก์ไม่มีเจตนาจะเอาบัญชี ค่าจ้างนั้นไปเป็นของตน จึงยังไม่เข้าข่ายเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ของจำเลย ส่วนที่โจทก์ถ่ายสำเนาโดยใช้กระดาษ และเครื่องถ่ายเอกสารของจำเลย ก็ปรากฏว่าลูกจ้างคนอื่นที่เคยใช้เครื่องถ่ายเอกสารของจำเลยถ่ายเอกสารส่วนตัว เพียงแต่ถูกจำเลยตักเตือนด้วยวาจาเท่านั้น แสดงว่าจำเลยมิได้ถือเป็นความผิดร้ายแรง การกระทำของโจทก์เป็น การถือวิสาสะมากกว่า ไม่มีเจตนาทุจริต ส่วนระเบียบข้อบังคับหมวด 6 ของจำเลยเรื่องความลับเกี่ยวกับข้อมูลบัญชี อัตราค่าจ้างของลูกจ้างมีความมุ่งหมายเพื่อป้องกันมิให้ข้อมูลรั่วไหลไปยังบุคคลภายนอกซึ่งอาจทำให้คู่แข่งทราบถึง รายได้ของพนักงานแล้วเกิดการดึงตัวพนักงานที่มีความรู้ความสามารถไป โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้นำบัญชีค่าจ้าง ไปเปิดเผยต่อบุคคลภายนอกหรือพนักงานคนใดในบริษัท หรือนำออกนอกบริษัท หรือมีบุคคลภายนอกล่วงรู้ ความลับดังกล่าวหรือมีบริษัทใดมาชักชวนพนักงานที่มีความรู้ความสามารถของจำเลยออกไป การกระทำของโจทก์ จึงมิใช่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้างในกรณี ร้ายแรง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 114,305.99 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 24,131.26 บาท และค่าเสียหาย 76,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ จำนวน 114,305.99 บาท คำขออื่น นอกจากนี้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
-261- ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นวิศวกรฝ่ายผลิตไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเอกสารบัญชี การเงิน การที่โจทก์ได้ให้นางสาวสุภาพไปเอาบัญชีค่าจ้างมาถ่ายสำเนา เสร็จแล้วก็ได้นำกลับไปคืนที่เดิม แสดงว่า โจทก์ไม่มีเจตนาจะเอาบัญชีค่าจ้างนั้นไปเป็นของตน จึงยังไม่เข้าข่ายเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ของจำเลย ส่วนที่ ถ่ายสำเนาโดยใช้กระดาษและเครื่องถ่ายเอกสารของจำเลย ก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า พนักงานที่เคยใช้เครื่องถ่าย เอกสารของจำเลยถ่ายเอกสารส่วนตัวก็เพียงถูกจำเลยตักเตือนด้วยวาจาเท่านั้น แสดงว่าจำเลยมิได้ถือเป็นความผิด ร้ายแรง การกระทำของโจทก์จึงเป็นการถือวิสาสะมากกว่า ไม่มีเจตนาทุจริต สำหรับปัญหาว่า โจทก์มีความผิดฐาน ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงหรือไม่นั้น เมื่อพิเคราะห์ระเบียบข้อบังคับหมวด 6 ของจำเลยเรื่องความลับเกี่ยวกับข้อมูลบัญชีอัตราค่าจ้างของลูกจ้างแล้ว ระเบียบดังกล่าวมีความมุ่งหมายเพื่อ ป้องกันมิให้ข้อมูลที่บรรจุไว้ในบัญชีค่าจ้างรั่วไหลไปยังบุคคลภายนอกซึ่งอาจทำให้คู่แข่งทราบถึงรายได้ของพนักงาน แล้วเกิดการดึงตัวพนักงานที่มีความรู้ความสามารถไป ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้นำบัญชีค่าจ้างไปเปิดเผยต่อ บุคคลภายนอกหรือพนักงานคนใดในบริษัท หรือนำออกนอกบริษัท หรือมีบุคคลภายนอกล่วงรู้ความลับดังกล่าว หรือมีบริษัทใดมาชักชวนพนักงานที่มีความรู้ความสามารถของจำเลยออกไป การกระทำของโจทก์จึงมิใช่เป็นการฝ่า ฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้างในกรณีร้ายแรง เมื่อจำเลย เลิกจ้างโจทก์ทันทีโดยมิได้ตักเตือนเป็นหนังสือก่อน จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษา มานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-ชวลิต ยอดเณร-รัตน กองแก้ว) ศาลแรงงานกลาง - นางสาวสุนันท์ วสาคารวะ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
-262- ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7675/2548 บริษัทนครไทยสตริปมิล จำกัด (มหาชน)โดยบริษัทมหาราชแพลนเนอร์ จำกัด ผู้ทำแผนโจทก์ พนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 75, 118, 119 ป.พ.พ. มาตรา 575, 583 ประกาศของโจทก์ที่แจ้งให้ลูกจ้างทราบถึงความจำเป็นของโจทก์ที่ต้องหยุดกิจการทั้งหมดลง ชั่วคราวและจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่โจทก์หยุดกิจการ ชั่วคราวตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 มิใช่หนังสือเลิกจ้างลูกจ้าง แม้ในประกาศจะระบุให้ ลูกจ้างพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานไปทันทีที่ไปทำงานประจำกับนิติบุคคลอื่น ก็เป็นเพียงเงื่อนไขที่โจทก์จะใช้ สิทธิเลิกจ้างลูกจ้างเท่านั้น การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างไปทำงานกับนิติบุคคลอื่นจึงมิใช่เป็นการตกลงเลิกสัญญา จ้างกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ยังคงเป็นลูกจ้างโจทก์ ระหว่างที่โจทก์ประกาศหยุดกิจการชั่วคราว โจทก์มิได้มอบหมาย งานให้จำเลยที่ 2 ทำ ส่วนเงินที่โจทก์จ่ายให้ในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้างก็มิใช่ค่าจ้าง แต่เป็นเงินที่ต้องจ่ายตาม มาตรา 75 และบทมาตราดังกล่าวก็มิได้บัญญัติห้ามลูกจ้างไปทำงานกับบุคคลอื่นในระหว่างที่นายจ้างประกาศหยุด กิจการชั่วคราว การที่จำเลยที่ 2 ไปทำงานกับนิติบุคคลอื่นจึงมิใช่การละทิ้งหน้าที่หรือทำผิดสัญญาจ้าง เมื่อโจทก์ เลิกจ้างจำเลยที่ 2 โดยที่จำเลยที่ 2 มิได้กระทำผิดตาม มาตรา 119 โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ 2 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ที่ 105/2545 และมีคำสั่งให้ การเลิกจ้างจำเลยที่ 2 เป็นการเลิกจ้างที่โจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง
-263- จำเลยที่ 2 ให้การว่า ยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้อง แต่การเลิกจ้างจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์ต้องจ่าย ค่าชดเชย เพราะกรณีดังกล่าวไม่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบ ธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กและเหล็กแผ่นชนิดต่าง ๆ ต่อมาในปี 2540 กิจการของโจทก์ ประสบกับการขาดสภาพคล่องเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ โจทก์มีประกาศแจ้งให้ลูกจ้างทราบถึงความ จำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดเป็นการชั่วคราวและจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างร้อยละห้าสิบของค่าจ้างตลอดระยะเวลาที่ โจทก์ไม่ให้ลูกจ้างทำงานตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2544 เป็นต้นไป โดยกำหนดเงื่อนไขว่าหากลูกจ้างคนใดไปทำงาน กับนิติบุคคลอื่นให้สถานภาพการเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลงทันที ประกาศของโจทก์นั้น เป็นเพียงประกาศแจ้งให้ลูกจ้าง ทราบถึงความจำเป็นของโจทก์ที่ต้องหยุดกิจการทั้งหมดลงชั่วคราวและจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างในอัตราร้อยละห้าสิบ ของค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่โจทก์หยุดกิจการชั่วคราว ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 แต่มิใช่หนังสือเลิกจ้าง แม้ในประกาศจะระบุให้ลูกจ้างพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานทันทีที่ไปทำงาน ประจำกับนิติบุคคลอื่น ก็เป็นเพียงเงื่อนไขที่โจทก์จะใช้สิทธิเลิกจ้างลูกจ้างเท่านั้น การที่จำเลยที่ 2 ไปทำงานกับนิติ บุคคลอื่น จึงมิใช่เป็นการตกลงเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์อันจะทำให้สัญญาจ้างสิ้นสุด จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของโจทก์ มีหน้าที่ต้องทำงานตามที่โจทก์มอบหมายตามวันเวลาทำงานและสถานที่ทำงานที่โจทก์กำหนดโดยอยู่ภายใต้การ บังคับบัญชาของโจทก์ ซึ่งโจทก์ต้องจ่ายค่าจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานของจำเลยที่ 2 ตลอดเวลาที่จำเลยที่ 2 ทำงานให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และ 583 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 แม้จำเลยที่ 2 ยังเป็นลูกจ้างของโจทก์ในระหว่างโจทก์ประกาศหยุดกิจการชั่วคราว แต่โจทก์ก็มิได้มอบหมายงานให้จำเลยที่ 2 ทำในระหว่างนี้ ส่วนเงินที่โจทก์จ่ายให้จำเลยที่ 2 ในอัตราร้อยละห้าสิบ ของค่าจ้างนั้น ก็เป็นเงินที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 มิใช่เงินค่าจ้างที่จ่าย เพื่อตอบแทนการทำงาน อีกทั้งมาตรา 75 ก็มิได้บัญญัติห้ามลูกจ้างไปทำงานให้แก่บุคคลอื่นในระหว่างที่นายจ้าง ประกาศหยุดกิจการชั่วคราว การที่จำเลยที่ 2 ไปทำงานกับนิติบุคคลอื่น จึงมิใช่เป็นการละทิ้งหน้าที่หรือทำผิด สัญญาจ้าง และไม่เป็นการเอาเปรียบโจทก์ที่รับเงินสองทาง เพราะเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยที่ 2 ในอัตราร้อยละ ห้าสิบนั้น มิใช่ค่าจ้าง เมื่อโจทก์มีหนังสือเลิกจ้างจำเลยที่ 2 ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 โดยที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลย ที่ 2 ตามมาตรา 118 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน.
-264- (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-ชวลิต ยอดเณร-พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์) ศาลแรงงานกลาง - นายสัญญา ภูริภักดี ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7613 - 7626/2548 นายอำนาจ แทนสกุล กับพวกโจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงแรมวิเศษ กับพวกจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (9) พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ค่าจ้างค้างจ่ายเป็นเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงาน ซึ่ง นายจ้างยังไม่ได้จ่ายให้แก่ลูกจ้าง จึงเป็นค่าจ้าง ซึ่ง ป.พ.พ. บัญญัติอายุความที่ลูกจ้างเรียกเอาค่าจ้างมีกำหนด 2 ปี ไว้โดยเฉพาะแล้วในมาตรา 193/34 (9) ___________________________
-265- คดีทั้งสิบสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ ที่ 1 ถึง ที่ 14 ตามลำดับ โจทก์ทั้งสิบสี่สำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าจ้างค้างจ่าย เงิน ประกันสังคมที่จำเลยทั้งสองหักไว้แต่ไม่นำส่งสำนักงานประกันสังคมและเงินกองทุนสะสมพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อย ละ 15 ต่อปี ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 13 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 13 และจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย ค่าชดเชย กับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายตามคำฟ้องของโจทก์ที่ 14 แก่โจทก์ที่ 14 จำเลยทั้งสองทั้งสิบสี่สำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยที่ 2 เป็น หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 นายสุจินต์ นายสุรพล และนางสาวฐิตินาถ เป็นกรรมการของบริษัทวิเศษอุดมทรัพย์ จำกัด โดยกรรมการ 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัทกระทำการแทนบริษัทได้ บริษัทวิเศษ อุดมทรัพย์ จำกัด ถูกฟ้องล้มละลาย ศาลจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งและศาลฎีกาพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์ ทั้งสิบสี่แถลงว่า ประสงค์เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในค่าจ้างค้างจ่ายเพียงอย่างเดียว ไม่ติดใจเรียกร้องเงิน ประกันสังคม เงินกองทุนเงินสะสม ค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอีกต่อไป ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 235,766 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 14,570 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 11,097 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 76,964 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 30,000 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 19,900 บาท โจทก์ที่ 7 จำนวน 366,690 บาท โจทก์ที่ 8 จำนวน 145,733 บาท โจทก์ที่ 9 จำนวน 29,340 บาท โจทก์ที่ 10 จำนวน 166,111 บาท โจทก์ที่ 11 จำนวน 35,000 บาท โจทก์ที่ 12 จำนวน 29,865 บาท โจทก์ที่ 13 จำนวน 112,869 บาท โจทก์ที่ 14 จำนวน 564,724 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินของโจทก์แต่ละคนนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะ ชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองทั้งสิบสี่สำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยว่าการฟ้องเรียกค่าจ้างค้างจ่ายมีอายุความ 2 ปี หรือ 5 ปี เห็นว่า ค่าจ้างค้างจ่ายเป็นเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานซึ่ง นายจ้างยังไม่ได้จ่ายให้แก่ลูกจ้าง จึงเป็นค่าจ้าง ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติอายุความที่ลูกจ้าง
-266- เรียกเอาค่าจ้างมีกำหนด 2 ปี ไว้โดยเฉพาะแล้วในมาตรา 193/34 (9) โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 13 ฟ้องวันที่ 29 พฤศจิกายน 2545 ดังนั้น ค่าจ้างค้างจ่ายก่อนวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 จึงขาดอายุความ ส่วนโจทก์ที่ 14 ฟ้องเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2546 ดังนั้น ค่าจ้างค้างจ่ายก่อนวันที่ 2 กรกฎาคม 2544 จึงขาดอายุความ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ข้อนี้ฟังขึ้น... พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 11,097 บาท โจทก์ ที่ 5 จำนวน 30,590 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 20,236 บาท โจทก์ที่ 9 จำนวน 30,240 บาท โจทก์ที่ 10 จำนวน 135,524 บาท โจทก์ที่ 11 จำนวน 35,758 บาท โจทก์ที่ 13 จำนวน 93,765 บาท และโจทก์ที่ 14 จำนวน 325,184.33 บาท แต่ทั้งนี้โจทก์ดังกล่าวมีสิทธิได้รับค่าจ้างค้างจ่ายในจำนวนที่หักเงินประกันสังคมและภาษีเงินได้ ตามกฎหมายออกแล้ว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินของโจทก์แต่ละคน นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องของโจทก์ที่ 2 ให้ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในค่าจ้างค้างจ่ายของโจทก์ ที่ 1 ที่ 4 ที่ 7 ที่ 8 และ ที่ 12 แล้วส่งสำนวนคืนศาลฎีกาโดยเร็วตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธี พิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง หรือดำเนินการต่อไปตามวรรคสาม. (จรัส พวงมณี-ชวลิต ยอดเณร-หัสดี ไกรทองสุก) ศาลแรงงานภาค 8 - นายวิชิต ทัศนานุกุลกิจ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7389/2548
-267- นายประวัติ ทะสาโจทก์ บริษัทซีฟาม จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 17 ป.วิ.พ. มาตรา 94 การบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างไม่มีกฎหมายบังคับว่าผู้ แสดงเจตนาจะต้องมีพยานเอกสารมาแสดง การแสดงเจตนาดังกล่าว อาจทำเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ การ บอกเลิกสัญญาจ้างจึงมิใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ไม่อยู่ภายใต้บังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 94 การที่ศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจพิเคราะห์พยานบุคคลประกอบเหตุผลแวดล้อมต่าง ๆ แล้วฟังว่าจำเลยบังคับ ให้โจทก์ทำหนังสือลาออก จึงเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 33,000 บาท พร้อมทั้งด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อย ละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 16,499.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยใน อัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 4 พฤศจิกายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการ เดียวว่า การที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยบังคับให้โจทก์ยื่นใบลาออกโดยไม่สมัครใจนั้น เป็นการรับ ฟังพยานบุคคลเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงพยานเอกสารอันเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 หรือไม่
-268- พิเคราะห์แล้ว ป.วิ.พ. มาตรา 94 บัญญัติว่า "เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาล ยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี (ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง (ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมี ข้อความเพิ่มเติม ตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา (2) แห่งมาตรา 93 และ มิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้าง และนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่า พยานเอกสารที่ แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอม หรือไม่ถูกต้องทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสาร นั้นไม่สมบูรณ์หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด" หมายความว่า เมื่อมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสาร มาแสดงแล้ว ห้ามนำพยานบุคคลมาสืบแทนเอกสาร หรือสืบแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร แต่ไม่ห้ามนำพยาน บุคคลมาสืบเพื่อหักล้างเอกสารว่าเอกสารนั้นปลอมหรือหนี้ตามเอกสารไม่สมบูรณ์ หรือตีความไม่ถูกต้อง เห็นว่า การบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นกรณีนายจ้างแสดงเจตนาเลิกจ้าง หรือลูกจ้างแสดง เจตนาขอลาออกจากงานไม่มีกฎหมายบังคับว่าผู้แสดงเจตนาจะต้องมีพยานเอกสารมาแสดงแต่อย่างใด การแสดง เจตนาดังกล่าวอาจทำเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ การบอกเลิกสัญญาจ้างจึงมิใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมี พยานเอกสารมาแสดง ไม่อยู่ภายใต้บังคับของ ป.วิ.พ. มาตรา 94 ที่กล่าวข้างต้น ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางใช้ ดุลพินิจพิเคราะห์พยานบุคคลประกอบเหตุผลแวดล้อมต่าง ๆ แล้วฟังว่าจำเลยบังคับให้โจทก์ทำหนังสือลาออกนั้น จึงเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-ชวลิต ยอดเณร-พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์) ศาลแรงงานกลาง - นายสุรศักดิ์ กาญจนวิทย์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
-269- แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7084 - 7289/2548 นางสุปราณี ฤกษ์ลักษณี กับพวกโจทก์ นายประพนธ์ โอรสานนท์ผู้ร้อง บริษัทไทยว๊าปนิตติ้ง จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 575 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ป.วิ.พ. มาตรา 271, 272, 293 วรรค สอง โจทก์เป็นลูกจ้างฟ้องขอให้บังคับจำเลยผู้เป็นนายจ้างจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานอันถึงที่สุด ผู้ร้องเป็นเพียงผู้ถือหุ้นของจำเลย จึงไม่ใช่นายจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 5 ตามความหมายคำว่า นายจ้าง (2) และ ป.พ.พ. มาตรา 575 เมื่อผู้ร้องไม่ใช่นายจ้างก็ ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี ไม่ต้องด้วย หลักเกณฑ์ที่จะเข้าเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดี แรงงาน ฯ มาตรา 31 ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ที่อนุโลมให้นำ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ในคดีแรงงานนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ชอบที่จะบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อผู้ร้องไม่ใช่นายจ้างผู้ต้องรับผิดชำระค่าชดเชยและสินจ้างแทนการ
-270- บอกกล่าวล่วงหน้าตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ไม่เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาผู้ที่ต้องถูกศาลแรงงานกลางมีคำ บังคับ กำหนดวิธีที่จะปฏิบัติตามบังคับตามมาตรา 272 ผู้ร้องจึงไม่มีเหตุที่จะขอให้ทุเลาการบังคับ และศาลจะงด การบังคับคดีได้ก็ต่อเมื่อศาลเห็นว่าข้ออ้างของลูกหนี้ตามคำพิพากษามีเหตุฟังได้ และถ้างดการบังคับคดีไว้ไม่น่าจะ เป็นที่เสียหายแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามมาตรา 293 วรรคสอง เมื่อผู้ร้องไม่ใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องจึง ขอระงับหรืองดการบังคับคดีไว้ชั่วคราวไม่ได้ ___________________________ คดีทั้งสองร้อยหกสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียก โจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 206 และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่า จำเลย คดีสืบเนื่องจากโจทก์ทั้งสองร้อยหกฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 62/2547 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2547 อันถึงที่สุดโดยจำเลยไม่นำ คดีมาสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่ง ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นจำเลยร่วม อ้างว่าผู้ร้องเป็นผู้ถือ หุ้นของจำเลย โจทก์ทั้งสองร้อยหกสมรู้กับกรรมการจำเลยผู้มีเจตนาปิดกิจการและเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองร้อยหกโดย ระบุภูมิลำเนาจำเลยในคำฟ้องเป็นสาขาของจำเลยเพื่อมิให้ผู้ร้องทราบ ผู้ร้องยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ของเพิก ถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลย ครั้งที่ 1/2547 ที่มีมติโดยไม่ชอบให้ปิดกิจการของจำเลยเพราะผู้แทนผู้ ถือหุ้นใหญ่มีส่วนได้เสียในมติด้วย เป็นผู้มีกิจการเป็นสภาพอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับจำเลย ผู้ร้องจะต้อง ฟ้องแย้งโจทก์ทั้งสองร้อยหกและจำเลยด้วยเหตุที่โจทก์ทั้งสองร้อยหกกับพวกพาบุคคลภายนอกมาปิดกั้น ทางเข้าออกบริษัทจำเลยทำให้ลูกค้าจำเลยไม่อาจนำสินค้าที่ว่าจ้างจำเลยผลิตออกไปได้ ทำให้ลูกค้าไม่สามารถส่ง สินค้านั้นไปต่างประเทศได้ จำเลยต้องรับผิดชอบในค่าเสียหายของลูกค้า ผู้ร้องไม่อาจให้กรรมการผู้มีอำนาจของ จำเลยกระทำการักษาประโยชน์ของจำเลยได้ ศาลแรงงานกลางสอบโจทก์ทั้งสองร้อยหก จำเลย และผู้ร้องแล้ว แถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า ผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้นจำเลย เดิมผู้ร้องเคยเป็นกรรมการของจำเลยแต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นแล้ว ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยค้างชำระและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสอง ร้อยหกและออกคำบังคับแก่จำเลย ผู้ร้องยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ ศาลแรงงานวินิจฉัยว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลง คำสั่ง มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งทั้งสามคำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองร้อยหกผู้เป็นลูกจ้างฟ้องขอให้บังคับจำเลยผู้ เป็นนายจ้างจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานอันถึงที่สุด เป็น กรณีลูกจ้างฟ้องให้นายจ้างชำระเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคสาม และ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ผู้ร้องเป็นเพียงผู้ถือหุ้นของ
-271- จำเลย ไม่ใช่ผู้ตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ ไม่ใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคล และไม่ได้เป็นผู้ได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยให้ทำการแทน จึงไม่ใช่นายจ้างตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ตามความหมายคำว่านายจ้าง (2) และไม่ใช่ผู้ตกลงจะให้ สินจ้างตลอดเวลาที่โจทก์ทั้งสองร้อยหกผู้เป็นลูกจ้างทำงานให้ จึงไม่ใช่นายจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 575 เมื่อผู้ร้องไม่ใช่นายจ้างก็ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองร้อยหก ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้ มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่จะเข้าเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 มีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า ผู้ร้องขอทุเลาการบังคับ และขอระงับหรืองดการบังคับคดี ชั่วคราวได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ที่อนุโลมให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ในคดีแรงงานนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 271 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อผู้ร้องไม่ใช่นายจ้าง ผู้ต้องรับผิดชำระค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ไม่เป็นลูกหนี้ ตามคำพิพากษาผู้ที่ต้องถูกศาลแรงงานกลางมีคำบังคับ กำหนดวิธีที่จะปฏิบัติตามคำบังคับตามมาตรา 272 ผู้ร้องจึง ไม่มีเหตุที่จะขอให้ทุเลาการบังคับ และศาลจะงดการบังคับคดีได้ก็ต่อเมื่อศาลเห็นว่าข้ออ้างของลูกหนี้ตามคำ พิพากษามีเหตุฟังได้ และถ้างดการบังคับคดีไว้ไม่น่าจะเป็นที่เสียหายแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามมาตรา 293 วรรคสอง เมื่อผู้ร้องไม่ใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องจึงขอระงับหรืองดการบังคับคดีไว้ชั่วคราวไม่ได้ อุทธรณ์ของผู้ ร้องประการนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (หัสดี ไกรทองสุก-ชวลิต ยอดเณร-วิชัย วิวิตเสวี) ศาลแรงงานกลาง - นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก
-272- หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ Print Preview Mode พิมพ์หน้านี้ 5. ฎีกาตดัสินเกี่ยวกบั ปัญหาขอ ้ กฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7084 - 7289/2548 นางสุปรารี ฤกษ์ลักษณี กับพวกโจทก์ นายประพันธ์ โอรสานนท์ผู้ร้อง บริษัทไทยว๊าปนิตติ้ง จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 575, 582 ป.วิ.พ. มาตรา 57, 231, 271, 293 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 125 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับบริษัทจำเลยผู้เป็นนายจ้างจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานอันถึงที่สุด เป็นกรณีลูกจ้างฟ้องให้นายจ้างชำระเงินตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคสาม และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ผู้ร้องเป็น ผู้ถือหุ้นของจำเลย ไม่ใช่ผู้ตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ไม่ใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยซึ่งเป็น นิติบุคคลและไม่ได้เป็นผู้ได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยให้ทำการแทน จึงไม่ใช่นายจ้างตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และไม่ใช่ผู้ตกลงจะให้สินจ้าง จึงไม่ใช่นายจ้างตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 เมื่อผู้ร้องไม่ใช่นายจ้างก็ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ ผู้ร้องจึง ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี ที่จะเข้าเป็นจำเลยร่วมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31
-273- ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ที่อนุโลม ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ในคดีแรงงานนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อผู้ร้องไม่ใช่นายจ้างผู้ต้องรับผิด ชำระค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ไม่เป็นลูกหนี้ตามคำ พิพากษาผู้ที่ต้องถูกศาลแรงงานกลางมีคำบังคับตามมาตรา 272 ผู้ร้องจึงไม่มีเหตุที่จะขอให้ทุเลาการบังคับ และ ศาลจะงดการบังคับคดีได้ก็ต่อเมื่อศาลเห็นว่าข้ออ้างของลูกหนี้ตามคำพิพากษามีเหตุฟังได้และถ้างดการบังคับคดีไว้ ไม่น่าจะเป็นที่เสียหายแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามมาตรา 293 วรรคสอง เมื่อผู้ร้องไม่ใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ ร้องจึงขอระงับหรืองดการบังคับคดีไว้ชั่วคราวไม่ได้ ___________________________ คดีทั้งสองร้อยหกสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียก โจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 206 และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่า จำเลย คดีสืบเนื่องจากโจทก์ทั้งสองร้อยหกฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 62/2547 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2547 อันถึงที่สุดโดยจำเลยไม่นำ คดีมาสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่ง ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นจำเลยร่วม อ้างว่าผู้ร้องเป็นผู้ถือ หุ้นของจำเลย โจทก์ทั้งสองร้อยหกสมรู้กับกรรมการจำเลยผู้มีเจตนาปิดกิกจารและเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองร้อยหกโดย ระบุภูมิลำเนาจำเลยให้คำฟ้องเป็นสาขาของจำเลยเพื่อมิให้ผู้ร้องทราบ ผุ้ร้องยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ขอเพิก ถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลย ครั้งที่ 1/2547 ที่มีมติโดยไม่ชอบให้ปิดกิจการของจำเลยเพราะผู้แทนผู้ ถือหุ้นใหญ่มีส่วนได้เสียในมติด้วย เป็นผู้มีกิจการเป็นสภาพอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับจำเลย ผู้ร้องจะต้อง ฟ้องแย้งโจทก์ทั้งสองร้อยหกและจำเลยด้วยเหตุที่โจทก์ทั้งสองร้อยหกกับพวกพาบุคคลภายนอกมาปิดกั้น ทางเข้าออกบริษัทจำเลย ทำให้ลูกค้าจำเลยไม่อาจนำสินค้าที่ว่าจ้างจำเลยผลิตออกไปได้ ทำให้ลูกค้าไม่สามารถส่ง สินค้านั้นไปต่างประเทศได้ จำเลยต้องรับผิดชอบในค่าเสียหายของลูกค้าผู้ร้องไม่อาจให้กรรม การผู้มีอำนาจของ จำเลยกระทำการรักษาประโยชน์ของจำเลยได้ ศาลแรงงานกลางสอบโจทก์ทั้งสองร้อยหก จำเลย และผู้ร้องแล้ว แถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า ผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้นจำเลย เดิมผู้รองเคยเป็นกรรมการของจำเลยแต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นแล้ว ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นเพียงผู้ถือหุ้นจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องกับคดี ผู้มีส่วนได้เสียคือจำเลย ไม่ใช่ผู้ร้อง ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความร่วม มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ต่อมาศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษา ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยค้างชำระและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสองร้อยหกและออกคำบังคับแก่ จำเลย ผู้ร้องยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า คำพิพากษาและคำบังคับให้จำเลยจ่าย ค่าชดเชยค้างชำระและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสองร้อยหกมิได้บังคับผู้ร้อง จึงไม่มีกรณีที่ต้อง ขอทุเลาการบังคับ มีคำสั่งให้ยกคำร้อง หลังจากศาลแรงงานกลางออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องยื่นคำ ร้องขอให้ระงับหรืองดการบังคับคดีชั่วคราวจนกว่าศาลอุทธรณ์ (ที่ถูกศาลฎีกา) จะมีคำสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง มีคำสั่งให้ยกคำร้อง
-274- ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งทั้งสามคำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยประการแรกว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียตาม กฎหมายในผลแห่งคดีที่จะร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมได้หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตเข้าเป็น จำเลยร่วมกับจำเลยเป็นการยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ซึ่งต้องปรากฏว่า ผู้ร้องมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีจึงจะมีสิทธิเข้าเป็นจำเลยร่วมได้ คดีนี้โจทก์ทั้งสองร้อยหกผู้เป็นลูกจ้าง ฟ้องขอให้บังคับจำเลยผู้เป็นนายจ้างจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามคำสั่งพนักงานตรวจ แรงงานอันถึงที่สุดเป็นกรณีลูกจ้างฟ้องให้นายจ้างชำระเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคสาม และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างผู้ร้อง เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลย ไม่ใช่ผู้ตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ ไม่ใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยซึ่ง เป็นนิติบุคคลและไม่ได้เป็นผู้ได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยให้ทำการแทน จึงไม่ใช่นายจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ตามความหมายคำว่านายจ้าง (2) และไม่ใช่ผู้ตกลงจะให้ สินจ้างตลอดเวลาที่โจทก์ทั้งสองร้อยหกผู้เป็นลูกจ้างทำงานให้ จึงไม่ใช่นายจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 575 ผู้ร้องไม่มีความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างกับโจทก์ทั้งสองร้อยหก ผลแห่งคดีมีเพียงว่านายจ้าง ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ลูกจ้างหรือไม่เพียงใด เมื่อผู้ร้องไม่ใช่นายจ้างก็ไม่มี หน้าที่ต้องจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองร้อยหก ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี ไม่ต้องด้วย หลักเกณฑ์ที่จะเข้าเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ประกอบ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ส่วนกรณีความเสียหายที่ผู้ร้อง อ้างว่าโจทก์ทั้งสองร้อยหกกับพวกพาบุคคลภายนอกมาปิดกั้นทางเข้าออกบริษัทจำเลย ลูกค้าจำเลยไม่อาจนำสินค้า ที่ว่าจ้างจำเลยผลิตออกไปได้ ทำให้ลูกค้าไม่สามารถส่งสินค้านั้นไปต่างประเทศได้ จำเลยต้องรับผิดชอบใน ค่าเสียหายของลูกค้านั้น เป็นกรณีที่จะต้องว่ากล่าวเอาแก่โจทก์ทั้งสองร้อยหกกับพวกต่อไปเป็นอีกคดีหนึ่ง อุทธรณ์ ของผู้ร้องประการนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า ผู้ร้องขอทุเลาการบังคับและขอระงับหรืองดการบังคับคดี ชั่วคราวได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ที่อนุโลมให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ในคดีแรงงานนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 271 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อผู้ร้องไม่ใช่นายจ้าง ผู้ต้องรับผิดชำระค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ไม่เป็นลูกหนี้ ตามคำพิพากษาผู้มีต้องถูกศาลแรงงานกลางมีคำบังคับกำหนดวิธีที่จะปฏิบัติตามคำบังคับตามมาตรา 272 ผู้ร้องจึง ไม่มีเหตุที่จะขอให้ทุเลาการบังคับ และศาลจะงดการบังคับคดีได้ก็ต่อเมื่อศาลเห็นว่าข้ออ้างของลูกหนี้ตามคำ พิพากษามีเหตุฟังได้และถ้างดการบังคับคดีไว้ไม่น่าจะเป็นที่เสียหายแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ตามมาตรา 293 วรรคสอง เมื่อผู้ร้องไม่ใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องจึงขอระงับหรืองดการบังคับคดีไว้ชั่วคราวไม่ได้ อุทธรณ์ของผู้ ร้องประการนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"
-275- พิพากษายืน (หัสดี ไกรทองสุก-ชวลิต ยอดเณร-วิชัย วิวิตเสวี) แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6783/2548 นายนพรัตน์ ทองตันโจทก์ บริษัทชนานิเทศ จำกัด กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 119 ป.พ.พ. มาตรา 583 ลูกจ้างคือผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างภายใต้การบังคับบัญชาของนายจ้างซึ่งต้อง ทำงานตามที่นายจ้างมอบหมายในวันเวลาทำงานที่นายจ้างกำหนด และต้องปฏิบัติตามคำสั่งระเบียบหรือข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้าง หากฝ่าฝืนนายจ้างลงโทษได้ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 มาตรา 119 และ ป.พ.พ. มาตรา 583 เมื่อโจทก์มีอำนาจเต็มในการบริหาร
-276- กิจการและไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของบริษัทจำเลยที่ 1 โจทก์บริหารกิจการของจำเลยที่ 1 ไปตามที่ เห็นสมควร เพียงแต่รายงานผลการทำงานให้กรรมการอื่นทราบเดือนละครั้ง ดังนี้โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างของบริษัท จำเลยที่ 1 แม้โจทก์จะทำงานให้บริษัทจำเลยที่ 1 ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 50,000 บาท ก็ตาม ___________________________ คดีนี้เดิมศาลแรงงานภาค 8 พิจารณาพิพากษารวมกับคดีหมายเลขดำที่ 75/2547 ของศาล แรงงานภาค 8 แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดไปโดยคู่ความไม่ได้อุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้า จำนวน 50,000 บาท ค่าจ้างค้างชำระจำนวน 231,666.50 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จำนวน 16,666.50 บาท ค่าชดเชยจำนวน 499,999.75 บาท และค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำนวน 4,200,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 4,998,332.75 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ลูกจ้างคือผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างภายใต้ การบังคับบัญชาของนายจ้างซึ่งต้องทำงานตามที่นายจ้างมอบหมายในวันเวลาทำงานที่นายจ้างกำหนด และต้อง ปฏิบัติตามคำสั่งระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้าง หากฝ่า ฝืนนายจ้างลงโทษได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 มาตรา 119 และประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 คดีนี้ศาลแรงงานภาค 8 รับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีอำนาจเต็มในการบริหารกิจการ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของบริษัทจำเลยที่ 1 โจทก์บริหารกิจการของจำเลยที่ 1 ไปตามที่เห็นสมควร เพียงแต่ รายงานผลการทำงานให้กรรมการอื่นทราบเดือนละครั้ง แม้โจทก์จะทำงานให้บริษัทจำเลยที่ 1 ได้รับค่าตอบแทน เดือนละ 50,000 บาท แต่โจทก์ไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของบริษัทจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ลูกจ้างของบริษัทจำเลยที่ 1 ที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนประเด็นอื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์ แม้ วินิจฉัยไปก็ไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาของศาลฎีกาเปลี่ยนแปลง จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธี พิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
-277- พิพากษายืน. (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-ชวลิต ยอดเณร-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานภาค 8 - นางสาวอรุณี วีระรัศมี ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5738 - 5742/2548 นายชวนิช สิริสิงหล กับพวกโจทก์ บริษัทโรงแรมเซ็นทรัล พลาซ่า จำกัด (มหาชน) กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2515 มาตรา ข้อ 46 (1), (3)
-278- โจทก์ที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ได้รับค่าอาหารเดือนละ 600 บาท ซึ่งจ่ายเท่ากันเป็นประจำ ทุกเดือนนอกเหนือจากเงินเดือน ค่าอาหารจึงเป็นค่าจ้าง ส่วนค่าบริการเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บจากลูกค้าที่มา ใช้บริการในอัตราร้อยละ 10 จำเลยที่ 1 หักเป็นเงินสวัสดิการพนักงานไว้ร้อยละ 22 ส่วนที่เหลือนำมาแบ่งให้ พนักงาน เงินค่าบริการจึงเป็นเงินของลูกค้าที่มาใช้บริการ ไม่ใช่เงินที่จำเลยที่ 1 จ่ายตอบแทนการทำงานของ พนักงานผู้เป็นลูกจ้าง แม้จำเลยที่ 1 จะหักเงินค่าบริการไว้ร้อยละ 22 เป็นสวัสดิการพนักงานก็ไม่ทำให้เงิน ค่าบริการกลายเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 จ่ายตอบแทนการทำงานของพนักงาน เงินค่าบริการจึงไม่ใช่ค่าจ้าง นำมาเป็น ฐานคำนวณค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ได้ ดังนั้น ค่าจ้างของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 จึงเท่ากับ เงินเดือนที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมา ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยรวมเงินค่าบริการ เข้ากับเงินเดือนของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 โดยโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้ระบุว่ามีเงินค่าบริการไว้ในคำฟ้อง เป็นการ พิพากษาเกินคำขอหรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2541 ซึ่งเป็นวันก่อนที่ พ.ร.บ.คุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มีผลใช้บังคับ จึงต้องบังคับตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม เมื่อโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ติดต่อกันครบ 3 ปีขึ้นไป จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน โจทก์ที่ 2 ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี จำเลยที่ 1 ต้องจ่าย ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลง วันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 46 (3) (1) ___________________________ คดีทั้งห้าสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกนายชวนิช สิริ สิงหล ว่าโจทก์ที่ 1 นายอภิสิทธิ์ จันทสิงห์ ว่าโจทก์ที่ 2 นายวรวิทย์ พัทธรัตน์ ว่าโจทก์ที่ 3 และเรียกบริษัทโรงแรม เซ็นทรัลพลาซ่า จำกัด (มหาชน) ว่าจำเลยที่ 1 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า จำกัด ซึ่งจด ทะเบียนแล้วว่าจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 3 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโดยโจทก์ทั้งสาม ไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าโจทก์ที่ 1 และที่ 3 เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ที่ 1 และที่ 3 โดยไม่มีความผิดแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายเงินสมทบ ส่วนของ นายจ้างให้โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าชดเชย 819,900 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้า 30 วัน เป็นเงิน 81,190 บาท (ที่ถูก 81,990 บาท) แก่โจทก์ที่ 1 ชำระค่าชดเชย 12,600 บาท สินจ้างแทน การบอกกล่าวล่วงหน้า 30 วัน เป็นเงิน 12,600 บาท และคืนเงินค้ำประกันการทำงาน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย
-279- แก่โจทก์ที่ 2 ชำระค่าชดเชย 276,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30 วัน เป็นเงิน 27,600 บาท แก่ โจทก์ที่ 3 ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนของนายจ้างแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,251,084 บาท และแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 183,427 บาท จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง และจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งให้โจทก์ทั้งสามชำระค่าเสียหายจำนวน 102,597 บาท 10,900 บาท และ 18,995 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่จำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้องแย้ง อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 สำหรับโจทก์ที่ 2 ไม่อยู่ ในอำนาจของศาลแรงงาน ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 901,090 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 35,200 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 248,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2541 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,251,084 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2541 อันเป็นวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ที่ 3 จำนวน 183,427 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2541 อันเป็นวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องแย้ง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าเงินค่าบริการเป็นเงินที่ จำเลยที่ 1 เรียกเก็บจากลูกค้าที่มาใช้บริการในอัตราร้อยละ 10 จำเลยที่ 1 หักเป็นเงินสวัสดิการพนักงานไว้ร้อยละ 22 ส่วนที่เหลือนำมาแบ่งให้พนักงาน เงินค่าบริการจึงเป็นเงินของลูกค้าที่มาใช้บริการ ไม่ใช่เงินที่จำเลยที่ 1 จ่าย ตอบแทนการทำงานของพนักงานผู้เป็นลูกจ้าง แม้จำเลยที่ 1 จะหักเงินค่าบริการไว้ร้อยละ 22 เป็นสวัสดิการ พนักงานก็ไม่ทำให้เงินค่าบริการกลายเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 จ่ายตอบแทนการทำงานของพนักงาน เงินค่าบริการจึง ไม่ใช่ค่าจ้าง นำมาเป็นฐานคำนวณค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ได้ ดังนั้น ค่าจ้างของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 จึงเท่ากับเงินเดือนที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาคือ 78,000 บาท และ 24,000 บาท ตามลำดับ ส่วนโจทก์ที่ 2 นอกจากได้รับเงินเดือนเดือนละ 8,000 บาท ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาแล้ว ยังปรากฏ ตามคำฟ้องว่า โจทก์ที่ 2 ได้รับค่าอาหารเดือนละ 600 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การรับตามคำฟ้องข้อเท็จจริงจึงฟังได้ ตามคำฟ้องคำให้การว่าโจทก์ที่ 2 ได้รับค่าอาหารเดือนละ 600 บาท ซึ่งเป็นการจ่ายประจำทุกเดือน และข้อเท็จจริง ไม่ปรากฏว่าเป็นการจ่ายค่าอาหารตามที่โจทก์ที่ 2 ได้จ่ายจริง ค่าอาหารจึงเป็นค่าจ้าง ดังนั้น โจทก์ที่ 2 จึงได้รับ
-280- ค่าจ้างเดือนละ 8,600 บาท ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยรวมเงินค่าบริการเข้ากับเงินเดือน ของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 โดยโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้ระบุว่ามีเงินค่าบริการไว้ในคำฟ้องเป็นการพิพากษาเกินคำขอ หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง มีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายว่าจำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 หรือตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เห็นว่า โจทก์ทั้งสามฟ้องว่าถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2541 และจำเลยทั้งสองให้การว่าได้เลิกจ้างจริง ตามคำฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำฟ้องคำให้การว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2541 ซึ่งเป็นวันก่อนที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มีผลใช้บังคับ จึงต้องบังคับตามประกาศ กระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่ จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ให้การปฏิเสธวันที่โจทก์ทั้งสามเข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสาม ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามคำฟ้องว่าโจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2526 วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 และเมื่อเดือนตุลาคม 2533 ตามลำดับโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ทำงานเป็น ลูกจ้างจำเลยที่ 1 ติดต่อกันครบ 3 ปีขึ้นไป จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน โจทก์ที่ 2 ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปีจำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อย กว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 46 (3) (1) ตามลำดับ ดังนั้น โจทก์ทั้งสามจึงได้รับค่าชดเชยจำนวน 468,000 บาท 8,600 บาท และ 144,000 บาท ตามลำดับ อนึ่ง เมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้วว่าโจทก์ทั้งสามได้รับจ้างเดือนละ 78,000 บาท 8,600 บาท และ 24,000 บาท ตามลำดับแล้ว สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่โจทก์ทั้งสามได้รับซึ่งใช้ค่าจ้างเป็นฐาน จึงเปลี่ยนแปลงไปจากที่ศาลแรงงานกลางพิพากษา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียก สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ามาคนละเท่ากับค่าจ้าง 30 วัน ดังนั้น โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 78,000 บาท 8,600 บาท และ 24,000 บาท ตามลำดับ" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าชดเชย 468,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้า 78,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ชำระค่าชดเชย 8,600 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 8,600 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ชำระค่าชดเชย 144,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 24,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (หัสดี ไกรทองสุก-ชวลิต ยอดเณร-วิชัย วิวิตเสวี)
-281- แหล่งที่มาสำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5208 - 5211/2548 บริษัทไทยลีพิมพ์ย้อม จำกัด กับพวกโจทก์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ให้คำนิยาม "นายจ้าง" หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับ ลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้และหมายความรวมถึง (1) ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง บริษัท ท. ผู้เช่ากิจการของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มาดำเนินการ ได้เช่าแรงงานจากการทำงานของลูกจ้างโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ด้วย การบังคับบัญชาลูกจ้างของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 การจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง การจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคม และกองทุนเงินทดแทน บริษัท ท. เป็นผู้ดำเนินการแทนและจ่ายเงินแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงถือว่าบริษัท ท. เป็น ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 (1) และโจทก์ที่ 1 กับที่ 2 มิได้เลิกจ้างลูกจ้างหรือโอนการจ้างลูกจ้างไปให้บริษัท ท. ย่อมถือได้ว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ยังคงเป็นนายจ้าง ของลูกจ้างอยู่ตามมาตรา 5 แห่งบทกฎหมายดังกล่าว ___________________________
-282- พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ให้คำนิยาม "นายจ้าง" หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับ ลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้และหมายความรวมถึง (1) ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง บริษัท ท. ผู้เช่ากิจการของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มาดำเนินการ ได้เช่าแรงงานจากการทำงานของลูกจ้างโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ด้วย การบังคับบัญชาลูกจ้างของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 การจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง การจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคม และกองทุนเงินทดแทน บริษัท ท. เป็นผู้ดำเนินการแทนและจ่ายเงินแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงถือว่าบริษัท ท. เป็น ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 (1) และโจทก์ที่ 1 กับที่ 2 มิได้เลิกจ้างลูกจ้างหรือโอนการจ้างลูกจ้างไปให้บริษัท ท. ย่อมถือได้ว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ยังคงเป็นนายจ้าง ของลูกจ้างอยู่ตามมาตรา 5 แห่งบทกฎหมายดังกล่าว (รัตน กองแก้ว-ชวลิต ยอดเณร-พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์) ศาลแรงงานกลาง - นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5024/2548 นายสุวัฒน์ ชิ้นประเสริฐโจทก์ บริษัทซิสคอม คอมพิวเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัดจำเลย
-283- พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 การที่จำเลยจ่ายเงินประจำตำแหน่ง และเงินค่ารถกับเงินค่ารับรองให้แก่โจทก์ในลักษณะเหมาจ่าย เป็น รายเดือน รวมเป็นเงินเดือนละ 25,000 บาท เท่า ๆ กันทุกเดือนโดยไม่ได้ความจากคำวินิจฉัยของศาลแรงงาน กลางว่า เงินดังกล่าวเป็นเงินสวัสดิการหรือเงินช่วยเหลืออื่นใดแก่โจทก์ เงินประจำตำแหน่ง เงินค่ารถ และค่ารับรอง จึงเป็นเงินที่มีจำนวนแน่นอนที่จำเลยตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างระหว่าง จำเลยและโจทก์ จึงถือว่าเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,278,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อ ปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 390,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อย ละ 15 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤศจิกายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และ จ่ายค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 45,500 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 65,000 บาท ค่าเสียหายจาก การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 130,000 บาท เงินโบนัสค้างจ่ายจำนวน 125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อย ละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยออกใบสำคัญแสดงการทำงาน ให้แก่โจทก์คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2543 ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายขาย ได้รับเงินเดือนสุดท้ายเดือน ละ 40,000 บาท เงินประจำตำแหน่ง 5,000 บาท ค่ารถและค่ารับรองอีกเดือนละ 20,000 บาท โดยเป็นการเหมา จ่าย วันที่ 21 ตุลาคม 2546 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า เงินประจำตำแหน่ง เงินค่ารถ และ ค่ารับรองที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทุกเดือนเป็นค่าจ้างหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยจ่ายเงินประจำตำแหน่ง และเงินค่า
-284- รถกับเงินค่ารับรองให้แก่โจทก์ในลักษณะเหมาจ่ายเป็นรายเดือน รวมเป็นเงินเดือนละ 25,000 บาท เท่า ๆ กันทุก เดือนโดยไม่ได้ความจากคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินสวัสดิการหรือเงินช่วยเหลืออื่นใดแก่ โจทก์ เงินประจำตำแหน่ง เงินค่ารถและค่ารับรองจึงเป็นเงินที่มีจำนวนแน่นอนที่จำเลยตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทน ในการทำงานให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยและโจทก์ จึงถือว่าเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 คำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์โดยนำเอาเงินประจำตำแหน่ง เงินค่ารถและค่ารับรองไปรวมเข้ากับเงินเดือนอัตรา สุดท้ายของโจทก์เป็นฐานในการคำนวณด้วยจึงชอบแล้ว? พิพากษายืน. (วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์-ชวลิต ยอดเณร-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์) ศาลแรงงานกลาง - นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5017 - 5023/2548 นายศักดิ์โกศล ฉิมวัย กับพวกโจทก์ บริษัทจัดหางานนิธิโรจน์ เซ็นเตอร์ เซอร์วิส จำกัดจำเลย
-285- ป.พ.พ. มาตรา 824 ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรค หนึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการที่บริษัท ซ. ซึ่งเป็นนายจ้างผิด สัญญาการจ้างแก่โจทก์ทั้งเจ็ดในฐานะที่จำเลยเป็นตัวแทนทำสัญญาการจ้างทำงานแทนบริษัทนายจ้างตัวการซึ่งอยู่ ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ใช่นายจ้างของโจทก์ทั้งเจ็ด เป็นอุทธรณ์ที่ ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาล แรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการใช้แรงงานให้เป็นไปอย่างเป็น ธรรมและคุ้มครองผู้ใช้แรงงานไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยห้ามไม่ให้นายจ้างกระทำการบางอย่างและให้ลูกจ้างมี สิทธิบางอย่างนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอื่น หาได้บัญญัติตัดสิทธิของลูกจ้างที่จะพึงมีพึงได้ตามกฎหมาย อื่นไม่ คดีนี้โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะที่จำเลยเป็นนายจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ และเป็น ตัวแทนทำสัญญาการจ้างแทนบริษัท ซ. ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ อันเป็นการ เรียกร้องให้ได้สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 ศาลแรงงานกลางจึงนำ ป.พ.พ. มาตรา 824 มาใช้บังคับได้ ___________________________ คดีทั้งเจ็ดสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียว โดยเรียกโจทก์ตามลำดับ สำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 และเรียกจำเลยทั้งเจ็ดสำนวนว่าจำเลย โจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนฟ้องจำเลยเป็นใจความว่า จำเลยเป็นบริษัทจัดหางาน ตาม พ.ร.บ. จัดหางาน และคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 และเป็นตัวแทนของบริษัทซัมซุง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด นายจ้าง ตัวการซึ่งอยู่ ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โจทก์ทั้งเจ็ดเดินทางไปยังประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2546 และเริ่มทำงานในวันที่ 3 มีนาคม 2546 ต่อมาวันที่ 16 สิงหาคม 2546 บริษัทซัมซุง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ส่งโจทก์ทั้งเจ็ดกลับประเทศไทยก่อนครบสัญญา ทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดเสียหาย ขาดค่าจ้างที่ควรจะได้รับคนละ 6 เดือนครึ่ง เป็นเงิน 3,250 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 133,250 บาท จำเลยในฐานะตัวแทนทำสัญญาการจ้าง แทนนายจ้างซึ่งเป็นตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศ และมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ และเป็นนายจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดตาม
-286- ความหมายของกฎหมายคุ้มครองแรงงานจึงต้องรับผิดในค่าเสียหายดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหาย ให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดคนละ 133,250 บาท จำเลยทั้งเจ็ดสำนวนให้การว่า จำเลยมิได้เป็นตัวแทนที่จะถือว่าเป็นนายจ้างโจทก์ทั้งเจ็ด เพราะผู้ที่ จะถือว่าเป็นนายจ้างตามความใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 (3) จะต้องเป็นบุคคลทั่วไปที่จัดหา คนงานให้แก่นายจ้าง ไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจจัดหางาน ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นบริษัทจัดหางานตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครอง คนหางาน พ.ศ. 2528 ส่งโจทก์ทั้งเจ็ดไปทำงานที่ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ให้แก่บริษัทซัมซุง เอ็นจิ เนียริ่ง จำกัด นายจ้าง ซึ่งอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศสาธารณรัฐ สังคมนิยมเวียดนาม และเป็นตัวแทนทำสัญญาการจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดทำงานดังกล่าวแทนบริษัทซัมซุง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ต่อมาวันที่ 16 สิงหาคม 2546 บริษัทดังกล่าวได้ส่งโจทก์ทั้งเจ็ดกลับประเทศไทย อันเป็นการผิดสัญญาการ จ้าง ทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับความเสียหาย จำเลยในฐานะเป็นตัวแทนทำสัญญาการจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดแทนบริษัทซัมซุง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้ง เจ็ดแต่ลำพังตนเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ถึงอายุ ระยะเวลาการทำงานและความเดือดร้อนของ โจทก์ทั้งเจ็ดแล้ว สมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งเจ็ดคนละ 40,000 บาท พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหาย ให้โจทก์ทั้งเจ็ดคนละ 40,000 บาท จำเลยทั้งเจ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย จากการที่บริษัทซัมซุง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างผิดสัญญาการจ้างให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นลูกจ้างในฐานะ ที่จำเลยเป็นตัวแทนทำสัญญาการจ้าง โจทก์ทั้งเจ็ดทำงานแทนบริษัทซัมซุง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ตัวการซึ่งอยู่ ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 มิได้พิพากษาให้จำเลยรับผิดในฐานะที่เป็น นายจ้าง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ใช่นายจ้างของโจทก์ทั้งเจ็ดตามความใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 (3) จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งเจ็ดนั้น เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ไม่ ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ป.พ.พ. มาตรา 824 เป็นบทบัญญัติทั่วไป จะนำมาใช้บังคับแก่คดีแรงงาน ซึ่งมี พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บัญญัติไว้โดยเฉพาะไม่ได้นั้น เห็นว่า พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการใช้แรงงานให้เป็นไปอย่างเป็นธรรมและคุ้มครองผู้ใช้แรงงานไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยห้ามไม่ให้นายจ้างกระทำการบางอย่างและให้ลูกจ้างมีสิทธิบางอย่างนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอื่น
-287- หาได้บัญญัติตัดสิทธิของลูกจ้างที่จะพึงมีพึงได้ตามกฎหมายอื่นไม่ ดังจะเห็นได้จากความในมาตรา 7 แห่ง พระราชบัญญัติดังกล่าวซึ่งบัญญัติว่า "การเรียกร้องหรือการได้มาซึ่งสิทธิหรือประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ เป็นการตัดสิทธิหรือประโยชน์ที่ลูกจ้างพึงได้ตามกฎหมายอื่น" คดีนี้นอกจากโจทก์ทั้งเจ็ดจะฟ้องให้จำเลยรับผิด ชดใช้ค่าเสียหายในฐานะที่จำเลยเป็นนายจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 แล้ว โจทก์ทั้งเจ็ด ยังฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะที่จำเลยเป็นตัวแทนทำสัญญาการจ้างแทนบริษัทซัมซุง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ตัวการซึ่ง อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ อันเป็นการเรียกร้องให้ได้สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 ด้วย ศาล แรงงานกลางจึงนำ ป.พ.พ. มาตรา 824 มาใช้บังคับได้ ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลย ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (จรัส พวงมณี-ชวลิต ยอดเณร-หัสดี ไกรทองสุก) ศาลแรงงานกลาง - นายสุนทร นาเนกรังสรรค์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4885/2548 นายอาณัฐชัย รัตตกุลโจทก์
-288- บริษัทซุปเปอร์บล๊อก จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1166 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 118 ป.พ.พ. มาตรา 1166 บัญญัติว่า บรรดาการซึ่งกรรมการได้ทำไปแม้ในภายหลังความปรากฏว่า การแต่งตั้งกรรมการคนนั้นมีข้อบกพร่องหรือบกพร่องด้วยองค์คุณควรแก่ตำแหน่งกรรมการ การมิได้ทำนั้นย่อม สมบูรณ์เสมือนดังว่าบุคคลนั้นได้รับการแต่งตั้งโดยถูกต้องและบริบูรณ์ด้วยองค์คุณของกรรมการ และตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า นายจ้าง หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่าย ค่าจ้างให้ และหมายความรวมถึง (1) ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง (2) ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติ บุคคลให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลและผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการ แทนนิติบุคคลให้กระทำการแทนด้วย การที่ พ. ซึ่งตามหนังสือรับรองที่เจ้าหน้าที่รับรองว่า พ. เป็นกรรมการคนหนึ่ง ของจำเลย มีอำนาจลงชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยมีผลผูกพันจำเลยได้บอกเลิกจ้างโจทก์ จึงเป็นการแสดง เจตนาของจำเลยในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจ แม้ว่าการแต่งตั้งจะมีข้อบกพร่องหรือในฐานะที่เป็นตัวแทนของ จำเลย เมื่อจำเลยรับรองการแสดงเจตนาของ พ. ที่บอกเลิกจ้างโจทก์เป็นการแสดงเจตนาของจำเลย จึงมีผลเป็น การเลิกจ้างโจทก์ตามกฎหมายแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างรวม 2 เดือน เป็นเงิน 100,000 บาท และ ค่าจ้างเดือนละ 50,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2545 เป็นต้นไป พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของ ค่าจ้างที่ค้างชำระในแต่ละเดือนแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม 2545 เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง และชำระเงินค่าจ้างเดือนละ 50,000 บาท ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2545 เป็นต้นไป พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์มี สิทธิได้รับเงินค่าจ้างของเดือนสิงหาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
-289- ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษาได้รับค่าจ้างเดือนละ 50,000 บาท เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2545 จำเลยโดยนางสาว พรเพ็ญได้บอกเลิกจ้างโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์แล้วหรือไม่ โจทก์ ฟ้องว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และอ้างหนังสือรับรองซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับรองว่า นางสาวพรเพ็ญเป็นกรรมการคนหนึ่งของจำเลย มีอำนาจลงชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยมีผลผูกพันจำเลย จำเลยได้ให้การรับรองการกระทำของนางสาวพรเพ็ญว่าเป็นการกระทำของจำเลยในการเลิกจ้างโจทก์โดยชอบแล้ว เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1166 บัญญัติว่า บรรดาการซึ่งกรรมการได้ทำไปแม้ใน ภายหลังความปรากฏว่าการแต่งตั้งกรรมการคนนั้นมีข้อบกพร่องหรือบกพร่องด้วยองค์คุณควรแก่ตำแหน่ง กรรมการ การมิได้ทำนั้นย่อมสมบูรณ์เสมือนดั่งว่าบุคคลนั้นได้รับการแต่งตั้งโดยถูกต้องและบริบูรณ์ด้วยองค์คุณ ของกรรมการ และตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า นายจ้าง หมายความว่าผู้ ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และหมายความรวมถึง (1) ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทน นายจ้าง (2) ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล และผู้ซึ่งได้รับ มอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทนด้วย การกระทำของนางสาวพรเพ็ญเป็นการแสดง เจตนาของจำเลยในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจ แม้ว่าการแต่งตั้งจะมีข้อบกพร่องหรือในฐานะที่เป็นตัวแทนของ จำเลย เมื่อจำเลยรับรองการแสดงเจตนาของนางสาวพรเพ็ญที่บอกเลิกจ้างโจทก์เป็นการแสดงเจตนาของจำเลย จึง มีผลเป็นการเลิกจ้างโจทก์ตามกฎหมายแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของ จำเลยฟังขึ้น จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2545 ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยยังไม่ได้จ่ายค่าจ้างเดือน มิถุนายน 2545 ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงชอบที่จะได้รับค่าจ้างดังกล่าวจำนวน 50,000 บาท พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าจ้าง 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับ แต่วันฟ้อง (วันที่ 31 กรกฎาคม 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง. (พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์-ชวลิต ยอดเณร-ปัญญา สุทธิบดี) ศาลแรงงานกลาง - นายพงศธร นิ่มมานพ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก
-290- หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4885/2548 นายอาณัฐชัย รัตตกุลโจทก์ บริษัทซุปเปอร์บล๊อก จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1166 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 พ. เป็นกรรมการคนหนึ่งของบริษัทจำเลย การที่ พ. เลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการแสดงเจตนาของ จำเลยในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจแม้ว่าการแต่งตั้งจะมีข้อบกพร่องหรือในฐานะที่เป็นตัวแทนของจำเลย เมื่อจำเลย รับรองการแสดงเจตนาของ พ. ที่บอกเลิกจ้างโจทก์เป็นการแสดงเจตนาของจำเลย จึงมีผลเป็นการเลิกจ้างโจทก์ ตามกฎหมายแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2540 จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างตำแหน่งกรรมการ มีหน้าที่ใน การกำหนดนโยบายของจำเลย จนถึงปลายปี 2542 โจทก์ทำหน้าที่เป็นกรรมการผู้บริหารของจำเลย และเมื่อต้นปี 2545 โจทก์ทำหน้าที่ตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารได้รับค่าจ้างเดือนละ 50,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2545 จำเลยโดยนางสาวพรเพ็ญ สุขสมบูรณ์วงศ์ ได้บอกเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2545 เป็น ต้นไป โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่จ่ายค่าจ้างเดือนมิถุนายน 2545 ให้แก่โจทก์ โจทก์เพิ่งตรวจสอบว่านางสาว พรเพ็ญไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลย เพราะเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2545 ซึ่งเป็นวันประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อ แต่งตั้งนางสาวพรเพ็ญเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยไม่ได้มีการประชุมผู้ถือหุ้นของจำเลย การบอกเลิกจ้าง โจทก์ดังกล่าวจึงกระทำไปโดยผู้ไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยจึงไม่มีผลตามกฎหมาย โจทก์ยังคงเป็นลูกจ้างของ จำเลย แม้จำเลยจะกีดกันไม่ให้โจทก์เข้าไปทำงาน แต่จำเลยมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์อัตราร้อยละ 50,000 บาท นับแต่เดือนมิถุนายน 2545เป็นต้นไป ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างรวม 2 เดือน เป็นเงิน 100,000 บาท และ
-291- ค่าจ้างเดือนละ 50,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2545 เป็นต้นไป พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของ ค่าจ้างที่ค้างชำระในแต่ละเดือนแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า นางสาวพรเพ็ญมีอำนาจเลิกจ้างโจทก์เพราะบริษัทจำเลยมีผู้ถือหุ้นจำนวน 140,000 หุ้น บริษัทที่ถือหุ้นในบริษัทจำเลยมากที่สุดคือบริษัทวิคตอรี่ เอส จำกัด ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทซอง แลนด์ จำกัด ถือหุ้นบริษัทจำเลย 69,123 หุ้น ซึ่งบริษัทดังกล่าวนางสาวพรเพ็ญเป็นกรรมการผู้มีอำนาจได้ มอบหมายให้นางสาวพรเพ็ญเข้ามาเป็นกรรมการของจำเลยจำเลย การแต่งตั้งให้นางสาวพรเพ็ญเป็นกรรมการของ จำเลยได้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นแต่งตั้งถูกต้องตามกฎหมาย และโจทก์ทราบมาตลอดถึงความถูกต้องของ จำเลยมีอำนาจเลิกจ้างโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม 2545 เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 21 กรกฎาคม 2545) และชำระเงินค่าจ้างเดือนละ 50,000 บาท ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2545 เป็นต้นไป พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างของเดือนสิงหาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษาได้รับค่าจ้างเดือนละ 50,000 บาท เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2545 จำเลยโดยนางสาว พรเพ็ญ สุขสมบูรณ์วงศ์ ได้บอกเลิกจ้างโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ แล้วหรือไม่ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัท จำกัด และอ้างหนังสือรับรองเอกสารท้ายฟ้อง หมายเลข 1 เป็นเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับรองว่านางสาวพรเพ็ญ สุขสมบูรณ์วงศ์ เป็นกรรมการคน หนึ่งของจำเลย มีอำนาจลงชื่อและประทับตามสำคัญของจำเลยมีผลผูกพันจำเลย จำเลยได้ให้การรับรองการ กระทำของนางสาวพรเพ็ญว่าเป็นการกระทำของจำเลยในการเลิกจ้างโจทก์โดยชอบแล้ว เห็นว่า ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1166 บัญญัติว่า บรรดาการซึ่งกรรมการได้ทำไปแม้ในภายหลังความปรากฏว่า การแต่งตั้งกรรมการคนนั้นมีข้อบกพร่องหรือบกพร่องด้วยองค์คุณควรแก่ตำแหน่งกรรมการ การมิได้ทำนั้นย่อม สมบูรณ์เสมือนดั่งว่าบุคคลนั้นได้รับการแต่งตั้งโดยถูกต้องและบริบูรณ์ด้วยองค์คุณของกรรมการ และตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า นายจ้าง หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้า ทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้และหมายความรวมถึง (1) ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง (2) ในกรณีที่ นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มี อำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทนด้วย การกระทำของนางสาวพรเพ็ญเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจ แม้ว่าข้อบกพร่องหรือในฐานะที่เป็นตัวแทนของจำเลยเมื่อจำเลยรับรองการแสดง เจตนาของนางสาวพรเพ็ญที่บอกเลิกจ้างโจทก์เป็นการแสดงเจตนาของจำเลย จึงมีผลเป็นการเลิกจ้างโจทก์ตาม กฎหมายแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น จำเลยเลิกจ้าง
-292- โจทก์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2545 ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยยังไม่ได้จ่ายค่าจ้างเดือนมิถุนายน 2545 ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงชอบที่จะได้รับค่าจ้างดังกล่าวจำนวน 50,000 บาท" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าจ้าง 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับ แต่วันฟ้อง (วันที่ 31 กรกฎาคม 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง (พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์-ชวลิต ยอดเณร-ปัญญา สุทธิบดี) แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4842/2548 นายกิตติพัฒน์ ใจดีโจทก์ บริษัทบ้านแพน เอนจิเนียริ่ง แอนด์ โฮลดิ้ง จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 จำเลยเหมาจ่ายค่าน้ำมันรถให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนทุกเดือน เดือนละ 3,000 บาท เพื่อชดเชยกับ การที่โจทก์ใช้รถยนต์ส่วนตัวของโจทก์ไปในการทำงานให้แก่จำเลย ค่าน้ำมันรถดังกล่าวจึงมิใช่เงินที่นายจ้างตกลง
-293- จ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้าง ไม่เป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2544 จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 20,000 บาท กับค่าน้ำมันรถเหมาจ่ายเดือนละ 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 23,000 บาท วันที่ 11 กันยายน 2545 จำเลยให้โจทก์เขียนใบลาออกระบุว่าจะไปทำธุรกิจส่วนตัวแล้วจะให้เงินโจทก์ 3 เดือน เป็นเงิน 69,000 บาท แล้วจำเลยไม่จ่ายให้ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยใน อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง วันนัดพิจารณา ศาลแรงงานกลางสอบโจทก์ว่าฟ้องอย่างใด โจทก์แถลงว่าฟ้องโจทก์หมายถึงโจทก์ ไม่ได้ลาออกโดยสมัครใจ แต่ถูกจำเลยหลอกลวงให้ลงชื่อลาออกแล้วจะให้เงิน 69,000 บาท ถือว่าจำเลยเลิกจ้าง โจทก์ ขอเรียกค่าชดเชยตามกฎหมายทนายจำเลยจึงแถลงขอถอนข้อต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้อง และขอต่อสู้ว่าโจทก์ ลาออกโดยสมัครใจจึงไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชย ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์เป็นเงิน 69,000 บาท พร้อมด้วย ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ค่าน้ำมันรถมิได้ เป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์เป็นค่าตอบแทนในการทำงานให้แก่จำเลย จึงไม่ใช่ค่าจ้างที่จะนำไปรวมคำนวณเป็น ค่าชดเชยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเหมาจ่ายค่าน้ำมันรถให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนทุกเดือน เดือนละ 3,000 บาท เพื่อ ชดเชยกับการที่โจทก์ใช้รถยนต์ส่วนตัวของโจทก์ไปในการทำงานให้แก่จำเลย ค่าน้ำมันดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเงินที่ นายจ้างตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้าง ย่อมไม่เป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าเป็นค่าจ้างแล้วนำไปรวมกับเงินเดือนเพื่อคำนวณเป็น ค่าชดเชยที่จำเลยต้องจ่ายให้แก่โจทก์นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเพียง 60,000 บาท เท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น
-294- พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์เป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยใน อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลแรงงานกลาง. (ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์-ชวลิต ยอดเณร-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์) ศาลแรงงานกลาง - นายวิชัย วิสิทธวงศ์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4301 - 4302/2548 นางสาวรุ่งนภา ไกลมี กับพวกโจทก์ บริษัทเอ็ฟ ซี ซี (ไทยแลนด์) จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 150 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5
-295- ลูกจ้างตามคำนิยามใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 มีเพียงประเภทเดียว คือ ผู้ ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร ดังนั้น ลูกจ้างประจำจึงเป็นลูกจ้างประเภทหนึ่ง ซึ่ง จะมีลักษณะอย่างไรนั้นให้เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เมื่อข้อบังคับเกี่ยวกับการ ทำงานของจำเลยไม่ได้กำหนดว่าลูกจ้างประจำนั้นมีลักษณะอย่างไร จึงหมายความว่าลูกจ้างที่ผ่านการทดลองงาน ซึ่งนายจ้างตกลงจ้างไว้เป็นประจำ แม้จำเลยจะมิได้กำหนดว่าเมื่อครบกำหนดทดลองงานแล้วให้ลูกจ้างกลายเป็น ลูกจ้างประจำทันที แต่ก็ต้องแปลว่า เมื่อลูกจ้างทำงานจนครบกำหนดระยะเวลาทดลองงานแล้วยังให้ทำงานต่อไป แสดงว่า จำเลยตกลงจ้างลูกจ้างนั้นต่อไปเป็นประจำ จึงกลายเป็นลูกจ้างประจำ ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานซึ่งเกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้อง กำหนดให้ ลูกจ้างประจำมีสิทธิได้รับค่ารถ ค่าคูปองอาหาร และค่าครองชีพ เมื่อจำเลยแก้ไขระเบียบข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานจากเดิมที่กำหนดไว้ 115 วัน เป็น 1 ปี ย่อมทำให้สิทธิของลูกจ้างซึ่งจะได้รับค่ารถ ค่าคูปอง อาหาร และค่าครองชีพ เปลี่ยนจากได้รับเมื่อพ้นเวลา 115 วันเป็น 1 ปี เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับ สภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องที่ขัดแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีผลใช้บังคับ ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 20 การแก้ไขดังกล่าวจึงไม่มีผล ต้องถือตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับสภาพจ้าง เดิม การที่จำเลยทำสัญญาจ้างกับโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดระยะเวลาทดลองงานเกินกว่า 115 วัน จึงเป็นการทำ สัญญากับลูกจ้างขัดแย้งกับข้อตกลง เกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีผลใช้บังคับอยู่ ซึ่งไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง จึงตกเป็น โมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่าจำเลย โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทำนองเดียวกันขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์ทั้งสองกลับ เข้าทำงานในตำแหน่งและได้รับค่าจ้างเท่าเดิม หากจำเลยไม่ประสงค์ที่จะรับโจทก์ทั้งสองเข้าทำงาน โจทก์ที่ 1 ขอ เรียกค่ารถจำนวน 1,600 บาท ค่าคูปองอาหาร จำนวน 2,800 บาท ค่าครองชีพจำนวน 8,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง ค่าจ้างจำนวน 5,970 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วัน ฟ้อง ค่าชดเชยจำนวน 16,110 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ค่าเสียหายจากการเลิก จ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 10,000 บาท โจทก์ที่ 2 ขอเรียกค่ารถจำนวน 7,200 บาท ค่าคูปองอาหารจำนวน 9,600 บาท ค่าครองชีพ จำนวน 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ค่าชดเชย จำนวน 42,960 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ค่าจ้างจำนวน 537 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็น ธรรมจำนวน 50,000 บาท
-296- จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่ารถ ค่าคูปองอาหารค่าครองชีพ แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 12,400 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 52,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระ เสร็จแก่โจทก์ทั้งสองค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 5,370 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 5,370 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 10,560 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และค่าเสียหายจากการเลิก จ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 5,370 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 15,840 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าโจทก์ทั้งสอง มีสิทธิได้ค่ารถเดือนละ 200 บาท ค่าคูปองอาหารเดือนละ 350 บาท และค่าครองชีพเดือนละ 1,000 บาท จาก จำเลยตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือไม่ เห็นว่า ผู้แทนสหภาพแรงงานของโจทก์ทั้งสองได้ยื่นข้อเรียกร้อง ไปยังบริษัทจำเลยเกี่ยวกับเรื่องสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างที่มีสิทธิจะได้รับค่ารถ ค่าคูปองอาหาร และค่าครองชีพ และสามารถตกลงกันได้โดยได้จัดทำบันทึกข้อตกลงซึ่งได้มีการตกลงเปลี่ยนแปลงกันมาจนถึงปัจจุบันที่ระบุว่า ลูกจ้างประจำมีสิทธิได้รับค่ารถเดือนละ 200 บาท ค่าคูปองอาหารเดือนละ 350 บาท และค่าครองชีพเดือนละ 1,000 บาท ต่อมาปี 2543 จำเลยได้เปลี่ยนกำหนดระยะเวลาทดลองงานเป็น 1 ปี เห็นว่า ลูกจ้างตามคำนิยามใน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 มีเพียงประเภทเดียว คือ ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับ ค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร ดังนั้น ลูกจ้างประจำจึงเป็นลูกจ้างประเภทหนึ่งซึ่งจะมีลักษณะอย่างไรนั้นให้เป็นไป ตามที่ตกลงกันไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเมื่อพิจารณาระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการทำงานของจำเลยก็ ไม่ได้กำหนดว่าลูกจ้างประจำนั้นมีลักษณะอย่างไร จึงหมายความว่าลูกจ้างที่ผ่านการทดลองงานซึ่งนายจ้างตกลง จ้างไว้เป็นประจำ แม้จำเลยจะมิได้กำหนดว่าเมื่อครบกำหนดทดลองงานแล้วให้ลูกจ้างนั้นกลายเป็นลูกจ้างประจำ ทันทีแต่ก็ต้องแปลว่าเมื่อลูกจ้างทำงานจนครบกำหนดระยะเวลาทดลองงานแล้วจำเลยยังให้ทำงานต่อไปแสดงว่า จำเลยตกลงจ้างลูกจ้างนั้นต่อไปเป็นประจำ จึงกลายเป็นลูกจ้างประจำทำให้มีสิทธิได้รับค่ารถเดือนละ 200 บาท ค่า คูปองอาหารเดือนละ 350 บาท และค่าครองชีพเดือนละ 1,000 บาท ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานซึ่งเกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้อง กำหนดให้ ลูกจ้างประจำมีสิทธิได้รับค่ารถ ค่าคูปองอาหารและค่าครองชีพ เมื่อจำเลยแก้ไขระเบียบข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานโดยกำหนดระยะเวลาทดลองงานจากเดิม 115 วัน เป็น 1 ปี ย่อมทำให้สิทธิของลูกจ้างซึ่งจะ ได้รับค่ารถ ค่าคูปองอาหาร และค่าครองชีพเปลี่ยนจากได้รับเมื่อพ้นระยะเวลา 115 วัน เป็น 1 ปี นั้น เป็นการ แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องที่ขัดแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพ
-297- การจ้างที่มีผลใช้บังคับ ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 การแก้ไขดังกล่าวจึงไม่มีผล ต้อง ถือตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิม การที่จำเลยทำสัญญาจ้าง กับโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดระยะเวลาทดลองงานเกินกว่า 115 วันนั้น จึงเป็นการทำสัญญากับลูกจ้างขัดแย้งกับ ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีผลใช้บังคับอยู่ซึ่งไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 150 เมื่อโจทก์ทั้งสองทำงานกับจำเลยพ้นระยะเวลาทดลองงาน 115 วัน ถือว่าเป็น ลูกจ้างประจำจึงมีสิทธิได้รับค่ารถเดือนละ 200 บาท ค่าคูปองอาหารเดือนละ 350 บาท และค่าครองชีพเดือนละ 1,000 บาท จากจำเลย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวนฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-ชวลิต ยอดเณร-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายธีระพงศ์ ชื่นไพศาล แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3920/2548 นายวาตารุ โอนูกิโจทก์ บริษัทคิว.เอ็ม.อิชิฮาร่า จำกัดจำเลย
-298- พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 118 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31, 49 ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรค สาม ป.พ.พ. มาตรา 575, 582 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนายจ้างของโจทก์ จำเลยผิดสัญญาจ้างจึงฟ้องให้จำเลยรับผิดจ่ายเงินตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และค่าเสียหายตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 เป็นการฟ้องในมูลหนี้ตามสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อจำเลยให้การต่อสู้และฟ้องแย้งว่าโจทก์ไม่ใช่ ลูกจ้างของจำเลย ขอให้โจทก์ชำระเงินคืนและชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย โดยจำเลยปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของ จำเลย คำฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ใช่ฟ้องมูลหนี้มาจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน คำฟ้องแย้งของ จำเลยจึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมของโจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 932,874.36 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้า 155,479.06 บาท ค่าเสียหาย 3,731,497.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน ดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทอิชิฮาร่า พลาสติก อินดัสเตรียล จำกัด ซึ่งอยู่ในประเทศญี่ปุ่น บริษัทอิชิฮาร่า พลาสติก อินดัสเตรียล จำกัด ได้ส่งโจทก์มา เป็นผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยี ทางด้านวิศวกรรมในการประดิษฐ์ ออกแบบ และควบคุมการผลิตพลาสติกและแม่พิมพ์ ให้แก่จำเลย โดยจำเลยเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนให้แก่บริษัทอิชิฮาร่า พลาสติก อินดัสเตรียล จำกัด เป็นรายเดือน จำเลยไม่มีสิทธิสั่งการ ควบคุม บังคับบัญชา หรือให้คุณให้โทษแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และให้บังคับโจทก์คืน เงินที่จำเลยชำระให้แก่บริษัทอิชิฮาร่า พลาสติก อินดัสเตรียล จำกัด 46,970,000 บาท เงินค่าเช่าที่พักอาศัย 3,225,126.06 บาท เงินค่าเช่ารถยนต์ 3,666,565.38 บาท เงินค่าอะไหล่และค่าซ่อมแม่พิมพ์ 4,386,682.40 บาท ค่าสั่งซื้อเม็ดพลาสติก 8,179,086.22 บาท แก่จำเลย ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า รับคำให้การจำเลย เมื่อจำเลยให้การว่า โจทก์มิใช่ลูกจ้างจำเลย ฟ้อง แย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย
-299- จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นนายจ้างของโจทก์ จำเลยผิด สัญญาจ้างจึงฟ้องให้จำเลยริบผิดจ่ายเงินตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และค่าเสียหายตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 เป็นการฟ้องในมูลหนี้ตามสัญญาจ้าง แรงงาน เมื่อจำเลยให้การต่อสู้และฟ้องแย้งว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย ขอให้โจทก์ชำระเงินคืนและชดใช้ ค่าเสียหายแก่จำเลย โดยจำเลยปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย คำฟ้องแย้งของจำเลย จึงไม่ใช่ฟ้องที่มีมูลหนี้ มาจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน คำฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมของโจทก์ ที่ศาล แรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์-ชวลิต ยอดเณร-ปัญญา สุทธิบดี) ศาลแรงงานกลาง - นายสมคิด แสงธรรม ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________
-300- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2970/2548 นางวันดี ระยับศรีโจทก์ นางชมัยพร วงศ์พยัคฆ์จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 575, 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ลูกจ้าง คือผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้างโดยอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของ นายจ้าง หมายความว่า ลูกจ้างต้องทำงานตามที่นายจ้างสั่งและต้องปฏิบัติตามระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการ ทำงานของนายจ้าง หากลูกจ้างฝ่าฝืนนายจ้างสามารถลงโทษได้ ดังนั้นเมื่อการทำงานของโจทก์ไม่ต้องอยู่ภายใต้การ ควบคุมของจำเลย หรือต้องปฏิบัติตามระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย แสดงว่าการทำงานของ โจทก์ไม่ได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของจำเลย โจทก์จึงมิได้เป็นลูกจ้างของจำเลย ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างและ ค่าชดเชยจากจำเลย ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2546 จำเลยได้จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างให้ทำหน้าที่ ทั่วไป ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ 200 บาท โดยไม่มีวันหยุดประจำสัปดาห์และไม่ได้กำหนดวันจ่ายค่าจ้าง แต่ จำเลยแจ้งว่าจะจ่ายให้เมื่อทำงานครบ 100,000 บาท ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดย โจทก์ไม่มีความผิด โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาเกิน 120 วัน จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตรา สุดท้าย 30 วัน เป็นเงิน 6,000 บาท แต่จำเลยไม่ยอมจ่ายและในระหว่างทำงานจำเลยยังค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ตั้งแต่ วันที่ 20 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 เป็นเวลา 193 วัน คิดเป็นเงิน 38,600 บาท รวมแล้วจำเลย ค้างชำระค่าจ้างและค่าชดเชยโจทก์เป็นเงิน 44,600 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างและค่าชดเชยจำนวน 44,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลยตามฟ้องโจทก์ เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2546 โจทก์กับสามีเข้าไปอาศัยอยู่ที่บ้านของจำเลย และทำธูปให้จำเลยโดยตกลงคิดค่าจ้างตามผลงานที่ทำได้คิดเป็น กิโลกรัมละ 5 บาท ต่อมาจำเลยทราบว่าโจทก์และสามีกระทำการทุจริต ด้วยการนำเอาธูปที่จำเลยจ้างให้โจทก์ทำ ไปขายให้บุคคลภายนอกแล้วนำเงินไปใช้จ่ายโดยไม่ส่งมอบให้จำเลยและโจทก์ยังยักยอกเงินค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า รวมทั้ง เงินค่าอุปกรณ์ก่อสร้างที่สั่งมาก่อสร้างจำนวนมาก จำเลยจึงให้โจทก์และสามีหยุดทำงานโดยจ่ายค่าทำธูปที่ค้างจ่าย ให้ทั้งหมด เมื่อโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยจึงไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชยจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง