-101- เห็นว่า หนังสือสัญญาร่วมหุ้น ข้อ 6 ระบุว่า...หากผู้ให้สัญญาผิดสัญญาข้อ 4 ในเดือนใดก็ตาม เงินที่ค้างจ่ายนั้น จะต้องยกยอดไปเดือนถัดไปบวกดอกเบี้ย 2 % หากผู้ให้สัญญาไม่จ่ายเงินประกันผลกำไรเป็นเวลาติดต่อกัน 3 เดือน ย่อมมีผลให้สัญญาร่วมหุ้นนี้สิ้นสุดลงทันทีและนำมาซึ่งการขายกิจการ... แสดงว่าเงินที่โจทก์อ้างว่าจะได้รับจาก จำเลยในแต่ละเดือนสามารถค้างชำระติดต่อกันได้โดยฝ่ายจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้ และหากค้างจ่ายติดต่อกัน 3 เดือน มีผลให้สัญญาร่วมหุ้นสิ้นสุดลงทันที เงินดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการแบ่งกำไรและประกันผลกำไร และเป็น เงื่อนไขสำคัญในการสิ้นสุดลงของสัญญา ไม่มีลักษณะเป็นเงินค่าจ้างตามกฎหมายแต่ประการใด หากโจทก์จำเลย ต้องการให้เงินดังกล่าวรวมค่าจ้างในการทำงานอยู่ด้วยก็ควรระบุให้ชัดเจนในสัญญาเนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญ เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ได้เสียของทั้งสองฝ่าย การที่หนังสือสัญญาร่วมหุ้นระหว่างโจทก์จำเลยระบุผลประโยชน์ไว้ เพียงตามที่ปรากฏในข้อ 4 ดังกล่าวข้างต้น ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์จำเลยเป็นนายจ้างและลูกจ้างกัน อันจะเป็น เหตุให้โจทก์ฟ้องเรียกเอาค่าจ้างจากจำเลยได้ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ต่อศาลที่คดีอยู่ในเขตอำนาจและภายใน กำหนดอายุความ (ทวีป ตันสวัสดิ์-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-วิรุฬห์ แสงเทียน) ศาลแรงงานกลาง - นายรัฐพล โลนา แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ3699/2553 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7786/2556
-102- นายลอย วิงวอนโจทก์ บริษัทบีซีกอล์ฟรีสอร์ทเมเนจเม้นท์ จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/25, 90/59 โจทก์เป็นลูกจ้าง บ. จำเลยเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของ บ. ตามคำสั่งศาลแรงงานกลาง จำเลยเป็นผู้มีอำนาจในการจัดกิจการและทรัพย์สินของ บ. ลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/59 ประกอบมาตรา 90/25 เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ทำงานแทน บ. นายจ้างโจทก์ จำเลยจึงมีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ในความหมายของคำว่า "นายจ้าง" ตาม (1) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้น เงินค่าชดเชยและค่าเสียหายและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินค่าจ้าง นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่า จะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้บริหารบริษัทบลูแคนยอนพรอพเพอร์ที่ จำกัด จ่ายค่าชดเชย 129,999 บาท ค่าจ้างค้างจ่าย 3,466 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จ่ายสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้า 25,566 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 4 กันยายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ 130,000 บาท แต่ทั้งนี้จำเลยไม่ต้องรับผิดเป็น ส่วนตัว คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทบลู แคนยอนพรอพเพอร์ที่ จำกัด ส่วนจำเลยเป็นเพียงผู้บริหารแผนของบริษัทดังกล่าวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย
-103- พ.ศ.2483 จึงมิใช่นายจ้างของโจทก์นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟู กิจการของบริษัทบริษัทบลูแคนยอนพรอพเพอร์ที่ จำกัด ตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง จำเลยจึงมีอำนาจในการ จัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/59 ประกอบมาตรา 90/25 และเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนบริษัทบลูแคนยอนพรอพเพอร์ที่ จำกัด นางจ้างโจทก์ จำเลยจึงมี ฐานะเป็นนายจ้างโจทก์ด้วยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ในความหมายของคำว่า นายจ้างตาม (1) อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ นอกจากที่ แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 8 (พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-วิรุฬห์ แสงเทียน) ศาลแรงงานภาค 8 - นายจรัญ ฉางแก้ว แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ32/2550 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6533 - 6534/2556 นายเปี่ยมลาภ เจริญรัตนวัฒน์โจทก์ บริษัทอัสซ่าอะบลอย (ประเทศไทย) จำกัดจำเลย
-104- พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 เดิมจำเลยมีข้อตกลงจ่ายค่านายหน้าจากการขายให้โจทก์ทั้งสองในอัตราร้อยละ 1 จากยอดเงินที่ เรียกเก็บจากลูกค้า จึงเป็นเงินที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างและโจทก์ทั้งสองผู้เป็นลูกจ้างตกลงกันให้จ่ายค่านายหน้าเป็น ค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างโดยคำนวณจากผลงานที่โจทก์ทั้งสองทำได้ในเวลาทำงานปกติของวัน ทำงาน ต่อมาจำเลยกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายค่านายหน้าใหม่โดยกำหนดอัตราค่านายหน้าตามระยะเวลาที่ลูกค้า ชำระค่าสินค้า และกำหนดให้โจทก์ที่ 2 ได้รับค่านายหน้าเมื่อมียอดขายไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของเป้าหมายที่กำหนด ไว้ แม้จำเลยอ้างว่ากำหนดขึ้นเพื่อจูงใจให้พนักงานทำยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายหรือติดตามทวงถามหนี้ค่าสินค้า ของลูกค้าก็ตาม แต่การทำยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายหรือการติดตามทวงถามหนี้ค่าสินค้าจากลูกค้าเป็นส่วนหนึ่ง ของงานในความรับผิดชอบของพนักงานขาย ค่านายหน้าที่จำเลยต้องจ่ายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดใหม่นี้จึงเป็น ค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างโดยคำนวณจากผลงานที่โจทก์ทั้งสองทำได้ในเวลาทำงานปกติของวัน ทำงานนั่นเอง ค่านายหน้าตามข้อตกลงเดิมและตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดใหม่จึงเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียง ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 1 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 57,446 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าชดเชย 144,470.74 บาท ค่านายหน้า 14,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 158,470.74 บาท และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ของต้นเงิน 158,470.74 บาท ทุกระยะเวลา 7 วัน ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 14,602.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 27 มกราคม 2549) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 445,231.20 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน ค่านายหน้า 53,651.05 บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 27,827.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อย ละ 7.5 ต่อปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 55,654.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และ ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2
-105- จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่านายหน้า 14,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549) ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 16,215 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (เลิกจ้างวันที่ 27 มกราคม 2549) ค่าชดเชย 98,274.12 บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 80,000 บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 เสร็จสิ้น และให้จำเลย จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 19,799 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (เลิกจ้างวันที่ 30 มกราคม 2549) ค่าชดเชย 436,309.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิก จ้าง ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์ที่ 2 เสร็จสิ้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ ประการแรกว่า เงินค่านายหน้าที่จำเลยจ่ายให้ เฉพาะพนักงานในแผนกขายเป็นเพียงเงินจูงใจในการทำงาน มิใช่เป็นเงินตอบแทนการทำงานโดยตรง จ่ายให้ พนักงานขายโดยคำนวณตามผลงานเพื่อจูงใจให้พนักงานขายสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายที่จำเลย กำหนดให้เป็นรายปีและจูงใจให้พนักงานขายช่วยเหลือติดตามทวงถามหนี้สินค่าสินค้าจากลูกค้าด้วย จึงมิใช่ค่าจ้าง นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าเดิมจำเลยมีข้อตกลงในการจ่ายค่านายหน้าจากการขายให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 อัตราร้อยละ 1 จากยอดเงินที่เรียกเก็บจากลูกค้าได้ ต่อมาจำเลยได้กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายค่า นายหน้าขึ้นใหม่โดยกำหนดให้โจทก์ที่ 1 ได้รับค่านายหน้าอัตราร้อยละ 1 เมื่อลูกค้าชำระเงินไม่เกิน 90 วัน ได้รับค่า นายหน้าอัตราร้อยละ 0.8 เมื่อลูกค้าชำระเงินภายใน 90 ถึง 120 วัน หากลูกค้าชำระเงินเกินกว่า 120 วัน จะไม่ได้ รับค่านายหน้า ส่วนโจทก์ที่ 2 จะได้รับค่านายหน้าอัตราร้อยละ 0.5 ของยอดขายที่ทีมงานขายซึ่งอยู่ในความดูแล ของโจทก์ที่ 2 ทำได้เมื่อลูกค้าชำระเงินไม่เกิน 90 วัน และจะได้รับค่านายหน้าอัตราร้อยละ 0.4 เมื่อลูกค้าชำระเงิน ภายใน 90 ถึง 120 วัน หากลูกค้าชำระเงินเกินกว่า 120 วัน จะไม่ได้รับค่านายหน้า นอกจากนี้โจทก์ที่ 2 จะได้รับ ค่านายหน้าเมื่อมียอดขายไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของเป้าหมายที่กำหนดไว้ตามตารางค่านายหน้าและเงินรางวัลการ ขาย การคำนวณเพื่อจ่ายค่านายหน้าให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดงวดการจ่ายพร้อมกับเงินเดือนที่เป็นประจำ แน่นอน ดังนั้นเงินค่านายหน้าดังกล่าวซึ่งกำหนดอัตราร้อยละ 1 แต่เดิมจึงเป็นเงินที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างและโจทก์ ที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง โดยคำนวณจากผลงานที่ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน แม้ต่อมาจำเลยกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายค่านายหน้า ใหม่โดยกำหนดอัตราค่านายหน้าตามระยะเวลาที่ลูกค้าชำระค่าสินค้า และกำหนดให้โจทก์ที่ 2 ได้รับค่าน ายหน้า เมื่อมียอดขายไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยจำเลยอ้างว่ากำหนดหลักเกณฑ์นี้ขึ้นเพื่อจูงใจให้ พนักงานสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายหรือให้ติดตามทวงถามหนี้สินค่าสินค้าของลูกค้าก็ตาม แต่การทำ ยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายหรือการติดตามทวงถามหนี้ค่าสินค้าจากลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งของงานในความรับผิดชอบ
-106- ของพนักงานขาย ค่านายหน้าที่จำเลยต้องจ่ายให้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดใหม่จึงเป็นค่าตอบแทนการทำงาน ดังกล่าวนั่นเอง ค่านายหน้าที่จำเลยต้องจ่ายให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทั้งตามข้อตกลงเดิมและตามหลักเกณฑ์ที่ กำหนดใหม่ จึงเป็นค่าจ้างตามความหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ที่ศาลแรงงาน กลางวินิจฉัยว่าเงินค่านายหน้าเป็นค่าจ้างซึ่งต้องนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการคำนวณค่าชดเชยด้วยจึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ประการต่อมาว่าโจทก์ที่ 2 บริหารงานขายไม่เป็นไปตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา จัดทำใบเสนอราคาสินค้าขายให้ลูกค้าในราคาต่ำกว่าต้นทุน และไม่ดำเนินการให้ผ่านการตรวจสอบของผู้จัดการ ฝ่ายขายโครงการตามระเบียบข้อบังคับ ทำให้ใบเสนอราคาไม่ถูกต้องตามที่จำเลยกำหนด ละเลยไม่นำพาต่อคำสั่ง นายจ้างเป็นอาจิน โดยรู้อยู่แล้วว่าการกระทำของตนไม่ถูกต้องแต่ยังจงใจทำเพียงเพราะหวังจะได้รับเงินจูงใจค่า นายหน้าจากยอดขายที่ทีมขายทำได้ มิได้คำนึงว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้นายจ้างและลูกจ้างอื่นต้องเดือดร้อน เสียหายจากผลประกอบการที่ขาดทุน เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายและเป็นการฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน คำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีร้ายแรงนั้น เห็นว่า ศาล แรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าแม้ใบเสนอราคาที่พนักงานขายโครงการซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ที่ 2 จัดทำ ส่งไปยังลูกค้าของจำเลยภายหลังวันที่จำเลยมีคำสั่งดังกล่าวไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่จำเลยกำหนด แต่จำเลยมิได้นำ พยานหลักฐานใดมาพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าสินค้าตามรายการที่ปรากฏในใบเสนอราคามีราคาขายเพียงใด มีข้อมูลที่ กำหนดไว้ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ และโจทก์ที่ 2 ได้ทราบถึงราคาขายที่จำเลยกำหนดไว้สำหรับสินค้าดังกล่าว แล้วแต่ยังคงมีเจตนาที่จะขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าราคานั้น ทั้งไม่ปรากฏว่าความเสียหายที่จำเลยได้รับเป็นผลมา จากการทำงานของโจทก์ที่ 2 โดยตรง พฤติการณ์ในการทำงานของโจทก์ที่ 2 ดังกล่าวยังไม่พอฟังว่าจงใจทำใบเสนอ ราคาแก่ลูกค้าในราคาและเงื่อนไขที่ทำให้จำเลยเสียหาย จึงเป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงแล้วว่าโจทก์ที่ 2 มิได้มีมูลเหตุจูงใจใดให้ต้องจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ดังนั้นการที่จำเลยอุทธรณ์โดยอ้างว่าโจทก์ที่ 2 จงใจทำเพียงเพราะหวังจะได้รับเงินจูงใจค่านายหน้าจากยอดขาย จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟัง พยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 2 จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายและ ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน คำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ อัน เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับปัญหาประการสุดท้ายที่จำเลยอุทธรณ์ว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เพราะ โจทก์ทั้งสองละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งนายจ้าง ไม่นำสินค้าไปเสนอขายให้แก่ลูกค้าตามนโยบายและแผนงานของ จำเลย กระทั่งมีการขายสินค้าให้กับลูกค้าในราคาที่ต่ำกว่าทุน จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุสมควร มิใช่การเลิกจ้างที่ ไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ได้นำสินค้าค้างสต็อกไปขายตามนโยบายของ จำเลยโดยมีเจตนาที่จะไม่ร่วมมือหรือปฏิบัติตามนโยบายของจำเลย จึงเป็นการจงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมาย ของนายจ้าง ส่วนโจทก์ที่ 2 ก็ไม่จัดทำใบเสนอราคาและไม่ตรวจสอบให้พนักงานจัดทำใบเสนอราคาให้เป็นไปตามที่ จำเลยกำหนดอันเป็นการบริหารงานขายไม่เป็นไปตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและละเลยไม่ควบคุมพนักงานให้ ปฏิบัติตามแผนงาน จึงเป็นการจงใจขัดคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างเช่นกัน ดังนั้นแม้การกระทำของ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จะยังไม่ถึงกับเป็นการกระทำผิดร้ายแรง แต่ก็มีเหตุอันสมควรเพียงพอที่จำเลยจะไม่ไว้วางใจให้
-107- ปฏิบัติงานต่อไปได้ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่าย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ด้วยจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ จำเลยฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (พิทยา บุญชู-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์) ศาลแรงงานกลาง - นางสาวฉันทนา เจริญศักดิ์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ4983/2549 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4116/2556 นายบุญทอง วาระเพียงโจทก์ บริษัท จี 4 เอส ซีเคียวริตี้เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัดจำเลย
-108- พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 62 (2), 65 (8) (เดิม) กฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 กฎกระทรวงฉบับที่ 8 (พ.ศ.2541) ฯ กำหนดให้ลูกจ้างที่ทำงานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินไม่มี สิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 61 และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตาม มาตรา 63 แต่ให้มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ หมายความ ว่าลูกจ้างที่ทำงานดังกล่าวไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาและค่าล่วงเวลาในวันหยุด แต่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงิน เท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน ซึ่งวันทำงานไม่ได้หมายถึงวันที่นายจ้างกำหนดให้ลูกจ้างทำงานตามปกติ ตามความหมายของคำว่า "วันทำงาน" ในมาตรา 5 แต่หมายถึงวันทำงานที่ลูกจ้างได้ทำ และตาม มาตรา 62 (2) บัญญัติให้นายจ้างจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้ลูกจ้างซึ่งไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดไม่น้อยกว่า 2 เท่า ของอัตรา ค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน ดังนั้นหากลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงานตามปกติก็มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็น เงินเท่ากับค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามปกติ หากลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันหยุดก็มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน เป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานในวันหยุดคือ 2 เท่า ของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน ตามปกติ โจทก์เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย โจทก์ทำงานล่วงเวลาในวันหยุด จึงได้รับค่าตอบแทนเป็น เงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันหยุดหรืออัตรา 2 เท่า ของค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามปกติ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างจำนวน 2,866 บาท ค่าล่วงเวลาในวันหยุดจำนวน 8,830 บาท จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าทำงานในวันหยุดที่ค้างชำระจำนวน 6,975 บาท แก่ โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 กันยายน 2550) ไปจนกว่าชำระเสร็จ คำ ขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
-109- ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า ตามข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกำหนดว่าพนักงานแต่ละคนจะปฏิบัติงานปกติวันละไม่เกิน 8 ชั่วโมง หรือไม่เกิน สัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง ให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันหยุด มีวันหยุดตาม ประเพณีปีละ 13 วัน โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งพนักงานรักษาความปลอดภัย เข้าทำงานเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2549 ได้รับค่าจ้างรายชั่วโมง ชั่วโมงละ 23.25 บาท โจทก์ทำงานในวันหยุดวันละ 12 ชั่วโมง แต่จำเลย คิดค่าทำงานในวันหยุดเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรก 8 ชั่วโมง จ่ายให้สองเท่าเป็น 16 ชั่วโมง ส่วน 4 ชั่วโมงหลังจ่ายให้ หนึ่งเท่า และตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2549 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2550 โจทก์ทำงานในวันหยุดตามประเพณีจำนวน 13 วัน และทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์จำนวน 62 วัน และโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องค่าจ้างตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2549 ถึงเดือนสิงหาคม 2550 จำนวน 2,866 บาท ตามฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่ง สภาพข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม การที่โจทก์ เป็นลูกจ้างประเภทไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด เมื่อจำเลยสั่งให้โจทก์มาทำงานในวันหยุดตามประเพณีจำนวน 13 วัน และวันหยุดประจำสัปดาห์จำนวน 62 วัน โจทก์ทำงานในวันหยุดวันละ 12 ชั่วโมง ทุกวัน โจทก์ย่อมมีสิทธิ ได้รับค่าทำงานในวันหยุดไม่น้อยกว่าสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามชั่วโมงที่ทำตามมาตรา 62 (2) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จำเลยไม่อาจยกกรณีการจ่ายค่าล่วงเวลาสำหรับงานเฝ้าดูแล สถานที่หรือทรัพย์สินตามมาตรา 65 (8) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2541) ลงวันที่ 14 กันยายน 2541 ที่ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตาม มาตรา 61 และค่า ล่วงเวลาในวันหยุดตามมาตรา 63 แต่ให้มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน ตามจำนวนชั่วโมงที่ทำมาเป็นข้ออ้างเพื่อให้หลุดพ้นจากหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดสองเท่าหาได้ไม่ โจทก์เริ่มทำงานเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2549 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2550 จำเลยสั่งให้โจทก์มาทำงานในวันหยุดตาม ประเพณีและวันหยุดประจำสัปดาห์ทุกวัน และโจทก์ทำงานในวันหยุดวันละ 12 ชั่วโมง โดยแยกเป็นการทำงานใน วันหยุดตามประเพณี 13 วัน และวันหยุดประจำสัปดาห์ 62 วัน รวมเป็นจำนวน 75 วัน ดังนั้นจำเลยต้องจ่ายค่า ทำงานในวันหยุดให้โจทก์ไม่น้อยกว่าสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงที่ทำ เท่ากับจำเลยต้องจ่ายค่าทำงานใน วันหยุดวันละ 24 ชั่วโมง เมื่อจำเลยจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้โจทก์เพียงวันละ 20 ชั่วโมง ยังขาดอยู่วันละ 4 ชั่วโมง เมื่อคิดจากวันทำงานในวันหยุด 75 วัน รวมค่าทำงานในวันหยุดที่จำเลยจ่ายไม่ครบจำนวน 300 ชั่วโมง คิด จากค่าจ้างชั่วโมงละ 23.25 บาท รวมเป็นค่าจ้างที่จำเลยค้างหรือจ่ายไม่ครบถ้วนจำนวน 6,975 บาท คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาในวันหยุดในอัตราสองเท่า หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินประจำธนาคาร ธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขานครศรีธรรมราช ซึ่งมีลักษณะงานตามกฎกระทรวงฉบับที่ 8 (พ.ศ.2541)ฯ โจทก์จึง ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 61 และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ตามมาตรา 63 แต่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนสำหรับการทำงานในวันหยุดเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันหยุดในอัตราหนึ่งเท่า หรือเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงใน วันทำงานนั้น เห็นว่า ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2541)ฯ กำหนดให้งานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินเป็นงาน ตามมาตรา 65 (8) ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุที่ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตาม มาตรา 61 และค่าล่วงเวลาใน วันหยุดตามมาตรา 63 แต่ให้มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวน ชั่วโมงที่ทำ หมายความว่าลูกจ้างที่ทำงานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาและค่าล่วงเวลาใน
-110- วันหยุด แต่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน ซึ่งวันทำงานดังกล่าวนี้มิใช่ หมายถึงวันที่นายจ้างกำหนดให้ลูกจ้างทำงานตามปกติตามความหมายของคำว่า "วันทำงาน" ในมาตรา 5 แต่ หมายความถึงวันทำงานที่ลูกจ้างได้ทำ และตามมาตรา 62 (2) บัญญัติให้นายจ้างจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้ลูกจ้าง ซึ่งไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดไม่น้อยกว่าสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน ดังนั้น หากลูกจ้าง ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานตามปกติก็มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน ตามปกติ แต่หากลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันหยุดก็มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงใน วันทำงานในวันหยุดคือสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามปกติ คดีนี้โจทก์เป็นพนักงานรักษาความ ปลอดภัย ทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ 62 วัน และทำงานในวันหยุดตามประเพณี 13 วัน โดยทำงานวันละ 12 ชั่วโมง เมื่อโจทก์มีเวลาทำงานตามปกติวันละ 8 ชั่วโมง โจทก์จึงทำงานล่วงเวลาในวันหยุดวันละ 4 ชั่วโมง และมี สิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันหยุดหรืออัตราสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงใน วันทำงานตามปกติตามกฎกระทรวงฉบับที่ 8 (พ.ศ.2541)ฯ แต่จำเลยได้จ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์ไปแล้วจำนวน หนึ่งเท่า จึงจ่ายค่าตอบแทนขาดไปจำนวนหนึ่งเท่าของค่าจ้างในวันทำงานตามปกติ ที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษา มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-อนันต์ ชุมวิสูตร) ศาลแรงงานภาค 8 - นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ283/2551 หมายเหตุ ___________________________
-111- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4115/2556 นายจักรวาล เทียมจันทร์โจทก์ บริษัทจัดหางานแมน-โปร เอ็นยิเนียริ่งแอนด์ คอนสทรัคชั่น จำกัด กับพวกจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 820, 821, 824, 1167 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 บริษัท ย. มีหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนกระทำการทุกอย่างแทน ในการจัดหาคนหางานไปทำงานในประเทศไนจีเรีย จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำ การแทนจำเลยที่ 1 จัดทำสัญญาจ้างงานกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราของจำเลยที่ 1 ใน ฐานะนายจ้าง เป็นกรณีจำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนทำสัญญาจ้างงานแทนบริษัท ย. ซึ่งเป็นตัวการอยู่ต่างประเทศและ มีภูมิลำเนาในต่างประเทศ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดตามสัญญาจ้างงานนั้นเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 จำเลยทั้งสองทำสัญญาจ้างงานกับโจทก์แทนบริษัท ย. ไม่ใช่กรณีจำเลยทั้งสองเป็นนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครอบแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1167 ประกอบมาตรา 820, 821 เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 1 ในขอบอำนาจ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด พิพากษา ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้หนี้โจทก์เป็นเงิน 76,617.31 บาท พร้อม ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากยอดเงิน 70,002 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ใช้เงินค่าเสียหายและค่าขาด ประโยชน์ 75,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สิ้นให้แก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง
-112- ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 76,617.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยใน อัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 70,002 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 18 พฤษภาคม 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้แก่โจทก์ และให้ยกฟ้องแย้ง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่ามีปัญหาวินิจฉัยประการแรกตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามที่ศาลแรงงานกลาง วินิจฉัยว่าหนังสือมอบอำนาจ ที่ระบุว่าบริษัทยูจินเอ็นจิเนียริ่ง (ประเทศไนจีเรีย) จำกัด มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนกระทำการทุกอย่างแทนในการจัดหาคนหางานไปทำงานในประเทศไนจีเรีย ซึ่งจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้จัดทำสัญญาจ้างงานกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราของจำเลยที่ 1 ในนามนายจ้างนั้นเป็นกรณีต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 824 ที่จำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนทำสัญญาจ้างงานแทนบริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นตัวการอยู่ต่างประเทศ และมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดตามสัญญาจ้างงานนั้นแต่ลำพังตนเอง กรณีไม่จำต้อง วินิจฉัยต่อไปตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าจำเลยทั้งสองเป็นเพียงนายหน้า ผู้ชี้ช่องในการจัดหางานและจัดส่งโจทก์ ไปทำงาน ศาลแรงงานกลางแปลความหมายในสัญญาจ้างงานผิดพลาด ไม่ตรงตามเจตนาของคู่สัญญาเป็นการนอก ฟ้องขัดต่อพยานหลักฐานเอกสารที่ปรากฏ เป็นการวินิจฉัยข้อกฎหมายผิดพลาดไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมายอีก ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามกฎหมายเท่านั้น ตามสัญญาจ้างงานก็มิได้ระบุให้คิดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้น เห็นว่า การ ที่ฝ่ายจำเลยลดค่าจ้างโดยโจทก์ไม่ยินยอมฝ่ายจำเลยผิดสัญญา จึงต้องชดใช้ค่าจ้างส่วนที่ลดลงให้โจทก์ เมื่อนายจ้าง ไม่จ่ายค่าจ้างส่วนที่ลดลงนั้นก็ต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ดังนั้นการที่ศาลแรงงานกลางกำหนดอัตรา ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จึงเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางยกฟ้องแย้งโดย วินิจฉัยข้อกฎหมายผิดพลาดหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ฝ่ายจำเลยผิดสัญญาจ้างงานและได้ คืนเงินค่าบริการและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดหางานที่เรียกเก็บไป 86,000 บาท ให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อฝ่ายจำเลยผิด สัญญาจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ เป็นการวินิจฉัยโดยถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลย ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อนึ่ง เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคล มีจำเลยที่ 2 เป็น กรรมการผู้มีอำนาจลงนามกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดแทนบริษัทยูจินเอ็นจิเนียรริ่ง (ประเทศไนจีเรีย)
-113- จำกัด ผู้เป็นกิจการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 ตามข้างต้น ไม่ใช่กรณีจำเลยทั้งสองเป็น นายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 1167 ประกอบมาตรา 820, 821 เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 1 ใน ขอบอำนาจ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิด พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำ พิพากษาศาลแรงงานกลาง (ธีระพงศ์ จิระภาค-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-นิยุต สุภัทรพาหิรผล) ศาลแรงงานกลาง - นายประเวศ อัศวรัตน์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ523/2551 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2660/2556 นายบุญรักษ์ ตั้งศรีตระกูลโจทก์ บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 17 วรรค สอง (เดิม), 118 จำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างจ่ายเงินค่าเบี้ยกันดารและค่าเช่าที่พักให้โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างเมื่อโจทก์ต้อง ไปทำงานในต่างจังหวัด หากโจทก์กลับเข้ามาทำงานในกรุงเทพมหานครแล้วจำเลยที่ 1 ไม่จ่ายให้ แสดงว่าจำเลยที่
-114- 1 จ่ายเงินทั้งสองประเภทให้แก่โจทก์เป็นสวัสดิการ ไม่ใช่จ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับ ระยะเวลาการทำงานปกติ เงินค่าเบี้ยกันดารและค่าเช่าที่พักจึงไม่เป็นค่าจ้าง โจทก์แจ้งความประสงค์ให้จำเลยที่ 1 แบ่งจ่ายค่าจ้างเดือนละ 2 ครั้ง ในวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน ของทุกเดือน จำเลยที่ 1 ตกลง เกิดเป็นข้อตกลงส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างในการจ่ายค่าจ้างให้เป็นไปตามกำหนดนั้น สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่มีกำหนดระยะเวลาจำเลยที่ 1 บอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์วันที่ 29 กรกฎาคม 2547 เป็นผลให้สัญญาจ้างเลิกกันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปคือวันที่ 15 สิงหาคม 2547 เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทันทีตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2547 โดยไม่ได้บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2547 ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2547 รวม 18 วัน แผนรางวัลอายุงานเป็นสภาพการจ้างที่ผูกพันจำเลยที่ 1 กับพนักงานที่รวมถึงโจทก์ด้วย ตาม ระเบียบแผนรางวัลอายุงานจำเลยที่ 1 มีสิทธิลดเงินรางวัลอายุงานลงได้เพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมแก่ประโยชน์ที่ โจทก์ได้รับจากแหล่งต่างๆ รวมทั้งการเลิกจ้างในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้นกรณีการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เมื่อ โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยอันเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเพราะการเลิกจ้าง จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธินำค่าชดเชยไป หักออกจากเงินรางวัลอายุงานที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 1 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 80,631,640 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถูกเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้จำหน่ายคดี เฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากสารบบความ จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 27,993 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ จำเลยที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 83,979 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วัน ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 1,399,650 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 จ่าย
-115- ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 2,239,440 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกนั้นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้ กระทำความผิดตามหนังสือเลิกจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลย ที่ 1 ต้องจ่ายค่าเสียหาย ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีพร้อม ดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยไม่นำค่าเบี้ยกันดาร ค่าเช่าบ้าน และเงินช่วยเหลือค่าดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน ซึ่งเป็นสวัสดิการ ไม่ใช่ค่าจ้างมารวมเป็นฐานคำนวณเงินประเภทต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ส่วนเงินรางวัลตามอายุงานโจทก์มีสิทธิได้รับ 1,119,720 บาท แต่ตามระเบียบเงินรางวัลอายุงานระบุให้สิทธิจำเลยที่ 1 หักเงินนี้ในกรณีที่มีการจ่ายเงินตาม กฎหมาย แผนสวัสดิการอื่น... รวมทั้งในการเลิกจ้าง...ให้แก่พนักงาน โดยให้หักจำนวนเงินลงให้สอดคล้องเหมาะสม กับประโยชน์ต่างๆ ที่พนักงานได้รับจากแหล่งอื่นๆ เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยถึง 1,399,650 บาท มากกว่าเงิน รางวัลตามอายุงานแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิหักเงินรางวัลตามอายุงานออกทั้งหมด ไม่เหลือจ่ายให้แก่โจทก์อีก และ เมื่อโจทก์ถูกเลิกจ้างขณะมีอายุ 40 ปี ไม่ได้เกษียณอายุครบ 60 ปี โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามอายุงาน โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกว่า ค่าเบี้ยกันดารและค่าเช่าบ้านเป็นค่าจ้างต้องนำมารวมเป็นฐานคำนวณ ค่าชดเชย ค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ด้วยนั้น เห็น ว่า เงินค่าเบี้ยกันดารและค่าเช่าบ้าน จำเลยที่ 1 มีระเบียบการจ่ายชัดเจนว่าประสงค์จะช่วยเหลือโจทก์ในด้านเงิน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับส่วนตัวและค่าเช่าที่พักเมื่อโจทก์ต้องไปทำงานในต่างจังหวัด หากโจทก์กลับเข้ามาทำงานใน กรุงเทพมหานครแล้ว จำเลยที่ 1 จะไม่จ่ายเงินทั้งสองประเภทนี้ให้แก่โจทก์ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 จ่ายเงินทั้ง สองประเภทให้แก่โจทก์เพื่อเป็นสวัสดิการเท่านั้น ไม่ได้จ่ายให้แก่โจทก์ด้วย วัตถุประสงค์เพื่อค่าตอบแทนในการ ทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ เงินค่าเบี้ยกันดารและค่าเช่าบ้านจึงไม่เป็นค่าจ้างตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ที่ศาลแรงงานกลางไม่นำเงินทั้งสองประเภทมารวมเป็นฐาน คำนวณค่าชดเชย ค่าเสียหายที่เลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีชอบแล้ว อุทธรณ์ ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น โจทก์อุทธรณ์ข้อสองว่า จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นรายเดือน ไม่ใช่เป็นรายครึ่งเดือนทุกวันที่ 15 ของ เดือนและทุกวันสิ้นเดือน กำหนดจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์จึงต้องจ่ายเป็นรายเดือนเป็นเงิน 181,955 บาท โจทก์จึงมี สิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 181,955 บาท ไม่ใช่ 83,979 บาท ตามคำพิพากษาศาล แรงงานกลาง เห็นว่า แม้โจทก์เป็นลูกจ้างรายเดือน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 181,955 บาท แต่โจทก์ได้ยื่น ความประสงค์ต่อจำเลยที่ 1 ให้แบ่งจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์เดือนละ 2 ครั้ง คือ ในวันที่ 15 และวันสิ้นเดือนของทุกเดือน ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ตกลงตามข้อเสนอของโจทก์ จึงเกิดเป็นข้อตกลงลักษณะหนึ่งของสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลย ที่ 1 ว่า การจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์ต้องจ่ายตามกำหนดดังกล่าว เมื่อสัญญาจ้างไม่ได้กำหนดว่าสิ้นสุดเวลาใด จึง
-116- ต้องถือว่าโจทก์เป็นบุคคลจ้างตามสัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา หากจำเลยที่ 1 ประสงค์เลิกจ้างโจทก์ต้องบอก กล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถึงคราวใด เพื่อให้เป็นผล เลิกสัญญากัน เมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน ตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุบัญญัตินี้ ปรากฏ ว่าจำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2547 จึงเป็นผลให้สัญญาจ้างเลิกกันเมื่อถึง กำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปคือวันที่ 15 สิงหาคม 2547 เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทันทีตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2547 โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตั้งแต่วันดัง กล่าวถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2547 รวม 18 วัน วันละ 4,665.50 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 83,979 บาท คำพิพากษาศาล แรงงานกลางส่วนนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น โจทก์อุทธรณ์ข้อสามว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงไม่เข้าเงื่อนไข ตามแผนรางวัลอายุงาน ไม่อาจนำระเบียบดังกล่าวมาใช้แก่กรณีของโจทก์ได้ การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้ จำเลยที่ 1 หักเงินค่าชดเชยออกจากเงินรางวัลอายุงานทั้งหมด ไม่เหลือจ่ายให้แก่โจทก์เป็นการไม่ชอบนั้น ปรากฏ ว่าแผนรางวัลอายุงาน ระบุว่า การหักเงินในกรณีที่มีการจ่ายเงินตามกฎหมาย หรือแผนสวัสดิการอื่น ในกรณีที่ พนักงานได้รับหรือจะได้รับ หรือมีสิทธิได้รับประโยชน์ใดๆ จากแหล่งใดๆ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะกรมสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงาน...หน่วยราชการหรือองค์การเอกชนอื่นใด...เพื่อให้มีการจ่ายประโยชน์แก่พนักงาน...การเลิก จ้าง...บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้ลงเพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมแก่ประชาชนต่างๆ ที่ พนักงานได้รับจากแหล่งอื่นๆ นั้น เห็นว่า แผนดังกล่าวสภาพการจ้าง ที่ผูกพันจำเลยที่ 1 กับพนักงานรวมทั้งโจทก์ ให้ต้องปฏิบัติตาม ระเบียบนี้มีความหมายว่าเงินรางวัลอายุงานที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีสิทธิ ที่จะลดลงได้เพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมแก่ประโยชน์ต่าง ๆ ที่โจทก์ได้รับจากแหล่งต่างๆ รวมทั้งจากการเลิกจ้างใน ทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้นกรณีการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับ ค่าชดเชยอันเป็นเงินที่จ่ายเพราะการเลิกจ้าง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธินำค่าชดเชยไปหักออกจากเงินรางวัลอายุงานที่ โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าค่าชดเชยมีจำนวนมากกว่าเงินรางวัลอายุงาน เมื่อหักกันแล้วจึงไม่มีเงิน รางวัลอายุงานเหลืออยู่อีก คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น โจทก์อุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า การจ่ายเงินแผนบำเหน็จบำนาญให้ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขึ้นอยู่ กับอายุของลูกจ้าง แต่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ลูกจ้างทำงานกับจำเลยที่ 1 หากลูกจ้างทำงานกับจำเลยที่ 1 จนครบ 5 ปีขึ้นไป แม้อายุไม่ถึง 55 ปี หรือ 60 ปี ดังเช่นโจทก์ซึ่งถูกเลิกจ้างขณะมีอายุ 40 ปี และทำงานให้จำเลยที่ 1 มานาน 16 ปี โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับเงินแผนบำเหน็จบำนาญ เห็นว่า แผนบำเหน็จบำนาญ ระบุไว้ในข้อ 3 ว่าพนักงานจะ ครบกำหนดเกษียณอายุในวันแรกของเดือนถัดจากเดือนที่พนักงานผู้นั้นมีอายุครบ 60 ปี เว้นแต่พนักงานผู้นั้นและ บริษัทจะตกลงกันให้เกษียณอายุก่อนครบกำหนดอายุ 60 ปี โดยทำหนังสือลงลายมือชื่อของทั้งสองฝ่ายไว้เป็น หลักฐาน และพนักงานผู้นั้นมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ระบุในข้อ 6 ว่าพนักงานที่มีอายุครบ 50 ปี ขึ้นไป ขณะ ออกจากงานมีสิทธิขอให้แปลงเงินบำเหน็จและเงินอื่นใดที่พึงได้จากบริษัทบางส่วนหรือทั้งหมดเป็นเงินบำนาญได้ ข้อ 8.3กำหนดตารางคำนวณเงินบำนาญทุกประเภท โดยกำหนดอายุพนักงานขณะขอรับบำนาญขั้นต่ำสุด 50 ปี ขั้นสูงสุด 55 ปี จากข้อกำหนดดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าแผนบำเหน็จบำนาญ มีความประสงค์จะช่วยเหลือพนักงานที่
-117- เกษียณอายุ 60 ปี หรือที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปี และขอเกษียณอายุก่อนครบกำหนด 60 ปี กับให้สิทธิแก่พนักงานที่ มีอายุครบ 50 ปีขึ้นไป ขณะออกจากงานมีสิทธิขอให้แปลงเงินบำเหน็จและเงินอื่นใดที่พึงได้จากบริษัทบางส่วนหรือ ทั้งหมดเป็นเงินบำนาญได้ โจทก์ซึ่งมีอายุ 40 ปี ขณะถูกเลิกจ้างจึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับประโยชน์จากแผน บำเหน็จบำนาญฉบับนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน พิพากษายืน (อนันต์ ชุมวิสูตร-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-นิยุต สุภัทรพาหิรผล) ศาลแรงงานกลาง - นายวิชัย วิสิทธิวงศ์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ5644/2549 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2470/2556 นางขนิษฐา แสงมณีโจทก์ บริษัทนวกิจบ้านเมือง จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 575 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5
-118- การพิจารณาว่าสัญญาใดเป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือจ้างทำของต้องพิจารณาถึง ข้อเท็จจริงในการทำงานของนายจ้างลูกจ้างจึงจะทราบเจตนาในการทำสัญญาว่าคู่สัญญาเจตนาทำสัญญา จ้างแรงงานหรือสัญญาจ้างทำของ แม้สัญญาจ้างหาโฆษณาระหว่างโจทก์กับจำเลยมีรายละเอียดมุ่งถึงผลสำเร็จของการหาโฆษณา ให้แก่หนังสือพิมพ์บ้านเมืองของจำเลยให้ได้ตามเป้าประสงค์ในสัญญาว่าโจทก์กับพวกต้องหาโฆษณาจาก บุคคลภายนอกมาตีพิมพ์โดยคิดค่าโฆษณามีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 25 ล้านบาท และ 32 ล้านบาท ภายในกำหนด 10 เดือน และ 12 เดือน แต่ในทางปฏิบัติเมื่อโจทก์กับพวกไม่สามารถหาโฆษณาได้ตามเป้าประสงค์ จำเลยก็ผ่อนผัน ให้แก่โจทก์กับพวก ทั้งยังจ่ายเงินเดือนและค่านายหน้าให้ตามสัญญา เมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้วจำเลยยังทำ สัญญาจ้างโจทก์กับพวกต่ออีก แสดงว่าเจตนาของจำเลยในการทำสัญญาจ้างโจทก์หาโฆษณาไม่ได้มุ่งถึงความสำเร็จ ของการงานที่ว่าจ้างเป็นสำคัญ จำเลยกำหนดให้โจทก์มีตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณาและมอบบัตรประจำตัว พนักงานแก่โจทก์ พวกของโจทก์มีตำแหน่งในฝ่ายโฆษณาทั้งสิ้น โจทก์มีอำนาจลงโทษตักเตือนลูกจ้างที่กระทำผิด แทนจำเลยได้ แสดงถึงอำนาจบังคับบัญชาที่จำเลยมีต่อโจทก์กับพวก นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นการ จ้างแรงงาน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 420,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อ ปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดพิจารณาจำเลยแถลงไม่ประสงค์จะให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคดีอยู่ ในอำนาจศาลแรงงานหรือไม่ ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 420,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
-119- จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยประกอบกิจการจัดพิมพ์หนังสือพิมพ์บ้านเมืองซึ่งเป็น หนังสือพิมพ์รายวันออกจำหน่าย เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2545 โจทก์กับพวกรวม 8 คน และจำเลยทำสัญญาจ้าง หาโฆษณาโดยโจทก์กับพวกจะหาโฆษณาจากบุคคลภายนอกมาลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์บ้านเมือง คิดเป็นเงินค่า โฆษณาไม่ต่ำกว่า 25,000,000 บาท ภายในกำหนด 10 เดือน นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2545 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 หากโจทก์กับพวกหาโฆษณาภายในกำหนดเวลาได้ไม่ถึงยอดเงินดังกล่าวแล้วยอมให้จำเลยบอกเลิกสัญญาจ้าง หาโฆษณานี้ได้ทันที จำเลยตกลงจ่ายเงินเดือนและค่านายหน้าให้โจทก์กับพวกโดยโจทก์รับค่าจ้างเดือนละ 70,000 บาท จำเลยหักค่าจ้างของโจทก์ไว้บางส่วนเป็นเงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย และหักไว้บางส่วนเป็นเงินสะสมของโจทก์ เนื่องจากโจทก์เป็นผู้ประกันตนและจำเลยจ่ายเงินสมทบให้สำนักงานประกันสังคม เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตาม สัญญาจ้างหาโฆษณาแล้ว ปรากฏว่าโจทก์กับพวกหาโฆษณาให้จำเลยคิดเป็นเงินต่ำกว่า 25,000,000 บาท แต่ จำเลยกับโจทก์เจรจากันและจำเลยตกลงให้โจทก์กับพวกหาโฆษณาต่ออีก 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 ถึง วันที่ 31 ธันวาคม 2546 โดยโจทก์กับพวกต้องหาโฆษณามาลงหนังสือพิมพ์บ้านเมืองของจำเลยคิดเป็น เงินไม่ต่ำ กว่า 36,000,000 บาท ตามสัญญาจ้างหาโฆษณาฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2546 ส่วนค่าตอบแทนในการหาโฆษณา นั้นเป็นไปตามเงื่อนไขเดิมโดยโจทก์ทำบันทึกขอเสนอรายละเอียดอัตราเงินเดือนของโจทก์กับพวกต่อกรรมการ ผู้จัดการจำเลยเพื่อทราบ การพิจารณาว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างทำของหรือไม่ จึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงใน การทำงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่มีต่อกันด้วย มิใช่จะพิจารณาเฉพาะข้อความในสัญญาเพียงอย่างเดียว โดยแม้ โจทก์กับพวกไม่สามารถหาโฆษณาให้จำเลยได้เป็นเงินถึง 25,000,000 บาท ภายในกำหนดเวลา 10 เดือน หรือเป็น เงินถึง 36,000,000 บาท ภายในกำหนดเวลา 12 เดือน ก็ตาม แต่โจทก์กับพวกยังได้รับค่านายหน้าจากจำเลย ทั้ง ระหว่างที่โจทก์ทำงานกับจำเลย จำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์เป็นประจำทุกเดือนตลอดมา จึงไม่ใช่เป็นการทำงานใน ลักษณะจ้างทำของ ส่วนข้อความในสัญญาจ้างหาโฆษณาที่ระบุว่าหากผู้รับจ้างจัดหาโฆษณาได้เป็นเงินไม่ถึง 25,000,000 บาท ภายในกำหนดเวลา 10 เดือน หรือผู้รับจ้างจัดหาโฆษณาได้เป็นเงินไม่ถึง 36,000,000 บาท ภายในกำหนดเวลา 12 เดือน ก็เป็นเพียงเงื่อนไขที่กำหนดไว้เพื่อให้สิทธิแก่จำเลยผู้ว่าจ้างในการจะบอกเลิกสัญญา หากโจทก์กับพวกไม่สามารถหาโฆษณาได้เป็นเงินตามที่กำหนดไว้เท่านั้น สัญญาจ้างหาโฆษณาจึงมิใช่สัญญาจ้างทำ ของ โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยการที่จำเลยเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์โดยอ้างเหตุว่าโจทก์กับพวกมิเคยทำงานตามที่ ได้รับจ้างสำเร็จลุล่วงตามข้อตกลงไว้ในหนังสือเลิกจ้างพนักงาน เป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดใน กรณีหนึ่งกรณีใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 จำเลยต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชย จำนวน 420,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องให้โจทก์ คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อมาว่าสัญญาจ้างหาโฆษณาระหว่างโจทก์และจำเลย เป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2.1 ถึง 2.4 ว่า สัญญาจ้างหาโฆษณา ระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของนั้น เห็นว่า ในการพิจารณาว่าสัญญาใดเป็นสัญญาจ้าง แรงงานหรือสัญญาจ้างทำของนั้นหาจำต้องพิจารณาเพียงแต่ข้อความในสัญญาไม่ หากแต่ต้องพิจารณาถึง
-120- ข้อเท็จจริง ในการทำงานของนายจ้างและลูกจ้างด้วย จึงจะทราบถึงเจตนาในการทำสัญญาของคู่สัญญาว่าเจตนา ทำสัญญาจ้างแรงงานหรือสัญญาจ้างทำของ แม้สัญญาจ้างหาโฆษณาระหว่างโจทก์และจำเลยจะมี รายละเอียดมุ่งถึงผลสำเร็จของงานอันได้แก่การหาโฆษณาให้แก่หนังสือพิมพ์ของจำเลยให้ได้ตามเป้าประสงค์ใน สัญญา แต่ในทางปฏิบัติเมื่อโจทก์กับพวกไม่สามารถหาโฆษณาให้จำเลยได้ตามเป้าประสงค์ในสัญญา จำเลยก็ผ่อน ผันให้แก่โจทก์กับพวก ทั้งยังจ่ายเงินเดือนและค่านายหน้าให้ตามสัญญา และเมื่อระยะเวลาตามสัญญาจ้างหา โฆษณาครบกำหนดแล้ว ปรากฏว่าจำเลยยังทำสัญญาจ้างโจทก์กับพวกอีก จึงแสดงถึงเจตนาของจำเลยในการจ้าง โจทก์หาโฆษณาว่าแม้มีการกำหนดเป้าประสงค์ในการให้โจทก์กับพวกหาโฆษณามีมูลค่าไม่ต่ำกว่าในสัญญาข้อ 3 แต่จำเลยมิได้มุ่งถึงผลสำเร็จของการงานที่ว่าจ้างนั้นเป็นสำคัญ ทั้งในการจ้างโจทก์กับพวกดังกล่าวจำเลยกำหนดให้ โจทก์มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณา ส่วนพวกของโจทก์ก็มีตำแหน่งในฝ่ายโฆษณาทั้งสิ้น จำเลยมอบบัตร ประจำตัวพนักงานแก่โจทก์ โจทก์จะต้องลงเวลาเข้าทำงาน และโจทก์มีอำนาจลงโทษตักเตือนลูกจ้างที่กระทำผิด แทนจำเลยได้ พฤติการณ์ดังกล่าวจึงล้วนแสดงถึงอำนาจบังคับบัญชาที่จำเลยมีต่อโจทก์กับพวก นิติสัมพันธ์ระหว่าง จำเลยกับโจทก์จึงเป็นการจ้างแรงงานอย่างแจ้งชัด หาใช่สัญญาจ้างทำของไม่ ส่วนการที่จำเลยอ้างว่าโจทก์กับพวก ไม่ต้องทดลองงานตามข้อบังคับของจำเลยนั้น เห็นว่า การที่จำเลยจ้างโจทก์กับพวกหาโฆษณาให้แก่จำเลยใน จำนวนเงินมูลค่าไม่ต่ำกว่า 25,000,000 บาท และไม่ต่ำกว่า 36,000,000 บาท นั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นความ เชี่ยวชาญของโจทก์กับพวกเป็นสำคัญ ทั้งสัญญาระหว่างจำเลยกับโจทก์เป็นสัญญาจ้างแรงงานแบบ มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดตามสัญญา ย่อมต้องแตกต่างจากการจ้างแรงงานแบบสัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลาที่ จำเลยใช้บังคับแก่ลูกจ้างของจำเลยทั่วไป ลำพังการที่จำเลยไม่ให้โจทก์กับพวกทดลองงานหาทำให้นิติสัมพันธ์ ระหว่างจำเลยกับโจทก์กลายเป็นสัญญาจ้างทำของไปไม่ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (สุนันท์ ชัยชูสอน-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-ธีระพงศ์ จิระภาค) ศาลแรงงานกลาง - นายวิรัตน์ ลัทธิวงศกร แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน
-121- หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ603/2551 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20658 - 21837/2555 นางพรรณี ปริวัตรนานนท์ กับพวกโจทก์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการ และสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาจำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 ป.พ.พ. มาตรา 193/30, 193/34 (9), 222 วรรค สอง, 224 วรรค สอง, 575 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 12 พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 9 วรรค หนึ่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 48 การที่โจทก์ที่ 921 แก้ไขคำฟ้องโดยจำเลยมิได้ให้การแก้คดีเพิ่มเติม มีผลเพียงว่าจำเลยยอมรับว่ามี มติคณะรัฐมนตรีจริง ส่วนโจทก์ที่ 921 จะมีสิทธิได้รับการปรับอัตราค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของมติคณะรัฐมนตรีนั้นด้วย เมื่อมติคณะรัฐมนตรีในการปรับค่าจ้างในอัตราไม่เกิน ร้อยละ 5 มีเงื่อนไขว่าเมื่อปรับค่าจ้างแล้วค่าจ้างที่ได้รับต้องไม่เกิน 50,000 บาท ทั้งจะต้องจัดหารายได้เพิ่มเติมและ หรือต้องลดค่าใช้จ่ายเพื่อให้เพียงพอรายจ่ายบุคลากรที่เพิ่มขึ้น กรณีจึงยังไม่อาจปรับค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรี ครั้งนี้ให้แก่โจทก์ที่ 921 ได้ การที่มีบันทึกข้อตกลงในวันที่ 29 มิถุนายน 2525 ข้อ 17 ที่ระบุว่าการพิจารณาความดีความชอบ ประจำปีของเจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของคุรุสภาในขณะใด ๆ ให้องค์การค้าของคุรุสภาพิจารณาโดยถือหลักเกณฑ์ การพิจารณาตามมติคณะรัฐมนตรีหรือระเบียบของทางราชการที่กำหนดสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจในขณะนั้น ๆ มิใช่หมายความว่าเพียงแต่มีบันทึกข้อตกลงนั้นแล้วจะเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยาย จะต้องปรากฏ ว่าได้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงมาอย่างต่อเนื่องด้วย เมื่อองค์การค้าของคุรุสภาไม่เคยให้เงินตอบแทนความดี
-122- ความชอบแก่เจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภาในลักษณะที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ลูกจ้างและพนักงาน รัฐวิสาหกิจผู้ปฏิบัติงานช่วงเกษียณอายุติดต่อกับครบ 15 ปี ได้รับเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน มาก่อน เงิน ตอบแทนความชอบ จึงไม่เป็นสภาพการจ้างโดยปริยาย ความเสียหายเป็นดอกเบี้ยสหกรณ์ที่จำเลยจ่ายเงินให้โจทก์ที่ 1191 ล่าช้าเป็นความเสียหายอัน เกิดแต่พฤติการณ์พิเศษตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 วรรคสอง โจทก์ที่ 1191 ต้องแสดงให้ปรากฏว่าจำเลยได้คาดเห็น หรือควรจะได้คาดเห็นล่วงหน้าก่อนแล้วถึงพฤติการณ์ที่โจทก์ที่ 1191 จะได้รับความเสียหาย เมื่อโจทก์ที่ 1191 ไม่ได้แสดงให้ปรากฏว่าจำเลยได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นล่วงหน้าถึงความเสียหายให้เพียงพอ การที่ศาล แรงงานกลางไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้จึงชอบแล้ว การที่จำเลยปรับอัตราค่าจ้างให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในส่วนงานอื่นของจำเลย แต่ไม่ปรับอัตรา ค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งหมดซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของจำเลย ทั้งที่ลูกจ้างทั้งสองกลุ่มนี้ต่างก็ทำงาน เป็นลูกจ้างของจำเลยด้วยกัน เป็นการปฏิบัติโดยไม่เท่าเทียมกัน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยปรับอัตรา ค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งหมดนั้น เป็นการพิจารณาถึงระดับค่าจ้างที่ไม่ได้รับการปรับขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีของโจทก์ ทั้งหมดกับระดับค่าจ้างที่ได้รับการปรับขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีของพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นที่ไม่ใช่พนักงานเจ้าหน้าที่ ขององค์การค้าของจำเลย อันเป็นการพิจารณาเพื่อกำหนดให้เป็นธรรมแก่คู่ความทั้งสองฝ่ายโดยชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 48 แล้ว เมื่อสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภากับองค์การค้าของคุรุสภามีการปฏิบัติตามข้อตกลงมา จนกระทั่งมีสภาพเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยายแล้ว หากจำเลยเห็นว่าการปฏิบัติตามข้อตกลงนี้ไม่ เหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบันของจำเลย จำเลยก็สามารถดำเนินการให้ถูกต้องตามกระบวนการของ พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ที่กำหนดไว้สำหรับการยื่นข้อเรียกร้องเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือจำเลยตกลงกับลูกจ้างที่เกี่ยวข้องเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเดิมได้ หรือลูกจ้างที่เกี่ยวข้องได้ให้ความยินยอม สำหรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จำเลยต้องดำเนินการตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการ จ้างโดยปริยายที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับปฏิบัติต่อกันมาโดยตลอดนั้นเป็นการตีความตามมุ่งหมายในการทำข้อตกลงของ ทั้งสองฝ่ายโดยชอบ โจทก์ทั้งหมดฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงโดยปรับอัตราค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรี แก่โจทก์ทั้งหมด เป็นการกล่างอ้างว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 12 เมื่อจำเลย ยังไม่ได้ปรับเงินเดือนค่าจ้างของโจทก์ทั้งหมดตามมติคณะรัฐมนตรีเงินที่จะได้รับจากการปรับอัตราค่าจ้างตามที่ โจทก์ทั้งหมดฟ้องนั้นจึงยังไม่มีสถานะเป็นสินจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 และยังไม่มีสถานะเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 สิทธิเรียกร้องให้จำเลยดำเนินการดังกล่าวจึงมิได้ขาดอายุความตาม ป.พ.พ.
-123- มาตรา 193/34 (9) แต่เป็นกรณีจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ทั้งหมดซึ่งไม่มีบทบัญญัติของ กฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เงินที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิที่จะได้รับจากการปรับอัตราค่าจ้างตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยปริยายยังไม่มีสภาพเป็นค่าจ้าง จึงมิใช่ค่าจ้างที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง แต่เป็นหนี้เงินที่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่าง ผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งหมดทวงถามให้จำเลยจ่ายค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นจากการปรับอัตราค่าจ้างและ เงินบำเหน็จส่วนที่จ่ายไม่ครบเมื่อใด จำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปปัญหานี้เป็นข้อกฎหมาย เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ___________________________ คดีทั้ง 1,180 สำนวนนี้ เดิมศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีสำหรับ โจทก์ที่ 553 ที่ 581 ที่ 587 ที่ 662 ที่ 724 ที่ 741 (ที่ถูกเป็นโจทก์ที่ 740) ที่ 922 ที่ 951 ที่ 960 ที่ 970 ที่ 981 ที่ 1164 และที่ 1193 โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 1193 และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่า จำเลย ระหว่างการพิจารณาคดีศาลแรงงานกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับโจทก์ที่ 553 ที่ 581 ที่ 587 ที่ 662 ที่ 724 ที่ 741 (ที่ถูกเป็นโจทก์ที่ 740) ที่ 922 ที่ 951 ที่ 960 ที่ 970 ที่ 981 ที่ 1164 และที่ 1193 รวม 13 สำนวน ออกจากสารบบความ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะ 1,180 สำนวน นี้ โจทก์ทุกสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยปรับอัตราค่าจ้างและจ่ายค่าจ้างตามมติ คณะรัฐมนตรีทั้งสามครั้งดังกล่าวให้แก่โจทก์ทุกคนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์แต่ละคน เกิดสิทธิเป็นต้นไปและจ่ายเงินบำเหน็จที่ขาดไปให้แก่โจทก์แต่ละคนที่เกษียณอายุและที่ลาออกพร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่เกษียณอายุและลาออก ทั้งนี้รายละเอียดต่าง ๆ รวมทั้งค่าจ้างที่โจทก์แต่ละคนได้รับ ค่าจ้างอัตราสุดท้าย วันเกษียณอายุ วันลาออก จำนวนปีที่ทำงาน คำขอต่าง ๆ ของโจทก์แต่ละคนปรากฏอยู่ในคำ ฟ้อง คำขอท้ายฟ้อง ที่แก้ไขคำฟ้อง และเอกสารท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง
-124- ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล ศาลแรงงานกลาง เห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจ พิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่ศาลปกครองกลางเห็นว่าอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ต่อมาคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลมีคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 48/2554 ลงวันที่ 1 กันยายน 2554 ว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า องค์การค้าของคุรุสภาซึ่งปัจจุบันโอนมาอยู่ในสังกัดของจำเลยเป็น ส่วนงานภายในส่วนหนึ่งของจำเลย ซึ่งแต่เดิมองค์การค้าของคุรุสภากับสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาได้มี การยื่นข้อเรียกร้องต่อกันและมีการทำบันทึกข้อตกลงกันขึ้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2525 ข้อ 17 ระบุว่าเรื่องการ พิจารณาความดีความชอบประจำปีเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภานั้น การพิจารณาความดีความชอบในขณะใด ๆ ให้องค์การค้าของคุรุสภาพิจารณาโดยถือหลักเกณฑ์การพิจารณาตามมติคณะรัฐมนตรีหรือระเบียบของทางราชการ ที่กำหนดสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจในขณะนั้น ๆ นอกจากนี้แล้วเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2537 คณะกรรมการ อำนวยการคุรุสภายังได้มีมติครั้งที่ 15/2537 อนุมัติหลักการว่าหากคณะรัฐมนตรีมีมติในเรื่องอัตราเงินเดือน พนักงานรัฐวิสาหกิจเป็นอย่างไร ให้องค์การค้าของคุรุสภาดำเนินการปรับอัตราค่าจ้างเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุ สภาให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีได้โดยไม่ต้องนำเสนอขออนุมัติต่อคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาอีก ถือได้ว่า เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยาย จึงเป็นเรื่องที่จำเลยนายจ้างและโจทก์ทั้งหมดลูกจ้างจะต้องปฏิบัติ ต่อกันต่อไปโดยไม่มีข้อแม้ ฉะนั้นเมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 วันที่ 14 มีนาคม 2549 และ วันที่ 2 ตุลาคม 2550 ให้ปรับอัตราค่าจ้างของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ จำเลยในฐานะนายจ้างจึงมีหน้าที่ต้องปรับค่าจ้าง ให้แก่โจทก์ทั้งหมดในฐานะลูกจ้างตามสิทธิที่โจทก์แต่ละคนจะได้รับตามมติคณะรัฐมนตรี เป็นหน้าที่ของจำเลย จะต้องเสนอให้คณะกรรมการของจำเลยพิจารณาปรับค่าจ้างให้เป็นไปตามนั้น จะอ้างว่าองค์การค้าของจำเลยไม่ใช่ รัฐวิสาหกิจและขาดสภาพคล่องทางการเงินจึงไม่ยอมปรับค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีไม่ได้ เพราะองค์การค้าของ คุรุสภาเคยปรับค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีตลอดมาซึ่งถือเป็นสภาพการจ้างโดยปริยาย เมื่อองค์การค้าของคุรุสภา โอนมาอยู่ในสังกัดของจำเลยและมีฐานะเป็นหน่วยงานภายในส่วนหนึ่งของจำเลย จำเลยจึงต้องปรับค่าจ้างตามมติ คณะ รัฐมนตรีทั้งสามครั้งตามฟ้อง เมื่อจำเลยไม่ยอมปรับค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีจำเลยจึงต้องรับผิดปรับ ค่าจ้างและชำระค่าจ้างที่ค้างตามมติคณะรัฐมนตรีให้แก่โจทก์ทุกคนตามสิทธิของโจทก์แต่ละคนที่ยังทำงานเป็น ลูกจ้างจำเลยในขณะที่มติคณะรัฐมนตรีแต่ละครั้งมีผลบังคับ (โดยคิดคำนวณปรับจากค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่โจทก์แต่ ละคนมีสิทธิได้รับในวันที่มติคณะรัฐมนตรีแต่ละครั้งมีผลบังคับใช้) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง นับแต่วันที่โจทก์แต่ละคนเกิดสิทธิเป็นต้นไป จนกว่าชำระเสร็จ เมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 838 โจทก์ที่ 869 ถึงที่ 921 โจทก์ที่ 923 ถึงที่ 937 โจทก์ที่ 947 ถึงที่ 1005 โจทก์ที่ 1117 ถึงที่ 1174 (ยกเว้นโจทก์ที่ 553, 581, 587, 662, 724, 741 (ที่ถูกเป็นโจทก์ที่ 740), 951, 960, 970, 981, 1164, 1193 เนื่องจากโจทก์ที่ยกเว้นนี้ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องแล้ว) (ที่ถูกมีโจทก์ที่ 922 ซึ่งแยก พิจารณาด้วย) ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตลอดมา ขณะที่มติคณะรัฐมนตรีครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 มีผลบังคับ ใช้ โจทก์เหล่านี้ก็ยังคงเป็นลูกจ้างจำเลยและยังคงเป็นลูกจ้างจำเลยตลอดมา ดังนั้นโจทก์ดังกล่าวจึงมีอำนาจฟ้อง และมีสิทธิได้ปรับค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีทั้งสามครั้ง จำเลยจึงต้องรับผิดปรับอัตราค่าจ้างและจ่ายค่าจ้างให้ โจทก์ดังกล่าวตามมติคณะรัฐมนตรีทั้งสามครั้ง และจ่ายค่าจ้างที่ค้างแก่โจทก์ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเกิดสิทธิเป็นต้นไปและจ่ายค่าจ้างไปตามนั้นจนกว่าโจทก์แต่ละคนจะพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้าง ของจำเลยหรือมีมติคณะรัฐมนตรีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น โจทก์ที่ 939 ที่ 1095 และที่ 1177 ทำงานในผลัด
-125- กลางคืนจึงมีสิทธิได้เงินเพิ่มอีกคนละ 30 เปอร์เซ็นต์ โจทก์ที่ยังคงทำงานเป็นลูกจ้างขององค์การค้าของจำเลยใน ขณะที่มติคณะรัฐมนตรีแต่ละครั้งมีผลบังคับใช้ โจทก์เหล่านั้นสามารถฟ้องจำเลยได้เนื่องจากถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิไม่ ปรับขึ้นเงินเดือนให้ตามมติคณะรัฐมนตรีซึ่งโจทก์แต่ละมีสิทธิที่จะได้รับ สำหรับโจทก์ที่เกษียณอายุและโจทก์ที่ขอ ลาออกและได้รับอนุญาตให้ลาออกก่อนมติคณะรัฐมนตรีให้ปรับอัตราค่าจ้างมีผลบังคับใช้แต่ละครั้ง โจทก์เหล่านั้น ไม่มีสิทธิได้ปรับอัตราค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีในครั้งนั้น เฉพาะโจทก์ที่ 939 ทำงานผลัดกลาง คืนมีสิทธิได้เงิน เพิ่มอีก 30 เปอร์เซ็นต์ จนถึงวันที่ลาออก (วันที่ 3 กันยายน 2551) การปรับเงินเดือนขึ้นมากหรือน้อยเป็นการ พิจารณาความดีความชอบประจำปีและเป็นดุลพินิจของจำเลยชอบที่จะกระทำได้ ไม่มีเหตุที่จะปรับเงินเดือนให้ โจทก์ผู้ขอให้ปรับเงินเดือนขึ้นอีกครึ่งขั้น เมื่อจำเลยยังมิได้ปรับค่าจ้างเพิ่มตามมติคณะรัฐมนตรี การคิดคำนวณ บำเหน็จจึงยังไม่ถูกต้อง ที่ถูกจำเลยต้องคิดคำนวณบำเหน็จโดยคิดจากอัตราค่าจ้างสุดท้ายที่มีการปรับตามมติ คณะรัฐมนตรีที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน ยกเว้นโจทก์ที่ 939 ที่ 1095 และที่ 1177 ที่ ทำงานผลัดกลางคืนจำเลยต้องคิดคำนวณบำเหน็จโดยคิดจากค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่มีการปรับตามมติคณะรัฐมนตรี กับเงินเพิ่มอีก 30 เปอร์เซ็นต์ แล้วคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน ฉะนั้นจำเลยจึงต้องรับผิดจ่ายเงินในส่วนต่างของ บำเหน็จที่จ่ายให้แก่โจทก์ที่เกษียณอายุและลาออกขาดไป เงินบำเหน็จมิใช่ค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 โจทก์ทั้งหมดจึงไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี คงมีสิทธิได้ดอกเบี้ยเป็น ค่าเสียหายเพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับแต่วันที่ จำเลยจ่ายบำเหน็จให้แก่โจทก์แต่ละคนไม่ครบเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2552 ที่ให้ลูกจ้างและพนักงานรัฐวิสาหกิจผู้ปฏิบัติงานช่วงเกษียณอายุติดต่อกันครบ 15 ปี ได้รับเงินตอบแทนความ ดีความชอบการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน และมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2552 นั้น ใช้ แก่ลูกจ้างพนักงานรัฐวิสาหกิจ จำเลยมิใช่รัฐวิสาหกิจและจำเลยไม่เคยให้เงินตอบแทนความดีความชอบกรณีนี้ตาม มติคณะรัฐมนตรีมาก่อน จึงไม่เป็นสภาพการจ้างโดยปริยาย จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินตอบแทนความดีความ ชอบ 300 วัน ให้แก่โจทก์ที่เกษียณอายุในวันที่ 1 ตุลาคม 2552 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2553 เห็นชอบให้ ปรับอัตราค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจเพิ่มได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 5 ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 และมี เงื่อนไขในการปรับขึ้นค่าจ้างอีกหลายประการเช่นเมื่อปรับค่าจ้างแล้วค่าจ้างที่ได้รับต้องไม่เกิน 50,000 บาท รัฐวิสาหกิจจะต้องจัดหารายได้เพิ่มเติมและหรือต้องลดค่าใช้จ่ายเพื่อให้เพียงพอรายจ่ายบุคลากรที่เพิ่มขึ้น มติ คณะรัฐมนตรีนี้มีเงื่อนไขในการปรับค่าจ้างและการเงินของนายจ้างไม่เหมือนกันกับมติคณะรัฐมนตรี 3 ครั้ง ที่ผ่าน มาและต้องมีการดำเนินการอีกหลายขั้นตอน กรณีจึงยังไม่อาจปรับค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ให้แก่โจทก์ที่ 921 ได้ในทันที การฟ้องของโจทก์ทั้งหมดเป็นการฟ้องให้จำเลยปรับค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นกรณีที่ จำเลยไม่ยอมปรับค่าจ้างให้โจทก์แต่ละคนตามมติคณะรัฐมนตรี หลักการนับอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับ สิทธิเรียกร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 เมื่อจำเลยไม่ยอมปรับก็ยังไม่มีอัตราค่าจ้าง ค้างจ่าย ไม่มีหนี้ค่าจ้างที่ถึงกำหนดชำระ อายุความยังไม่เริ่มนับเพราะไม่ใช่เวลาที่โจทก์ทั้งหมดผู้เป็นลูกจ้างอาจ บังคับสิทธิเรียกร้องได้ คดีโจทก์ทั้งหมดจึงยังไม่ขาดอายุความ พิพากษาให้จำเลยปรับอัตราค่าจ้าง จ่ายค่าจ้าง จ่าย ค่าจ้างค้าง พร้อมดอกเบี้ย จ่ายบำเหน็จแก่โจทก์ที่เกษียณอายุและที่ลาออกในส่วนที่จำเลยจ่ายบำเหน็จขาดไป พร้อมดอกเบี้ย คำขออื่นของโจทก์ทั้งหมดนอกจากนี้ให้ยก รายละเอียดปรากฏตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 838 ที่ 921 ที่ 923 ถึงที่ 1075 ที่ 1090 ถึงที่ 1192 และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาล ฎีกา
-126- ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 921 อุทธรณ์ว่า เมื่อโจทก์ที่ 921 แก้ไขคำฟ้องแล้ว จำเลยมิได้ให้การแก้คดีเพิ่มเติม ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติและถือว่าจำเลยยอมรับว่าจะต้องปรับอัตราค่าจ้างให้โจทก์ ที่ 921 ตามมติคณะรัฐมนตรีครั้งที่ 4 จึงไม่มีประเด็นที่ศาลแรงงานกลางต้องวินิจฉัยว่าจำเลยต้องปรับค่าจ้างให้ โจทก์ที่ 921 อีกต่อไป จำเลยจึงต้องปรับค่าจ้างให้โจทก์ที่ 921 เช่นเดียวกับที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้ปรับ อัตราค่าจ้างให้โจทก์ทั้งหมดตามมติคณะรัฐมนตรีทั้งสามครั้ง เจตนารมณ์ของมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวเพื่อให้ปรับ อัตราค่าจ้างลูกจ้างอย่างชัดเจนร้อยละ 5 เพียงแต่ให้หน่วยงานไปกำหนดว่าจะปรับให้ร้อยละเท่าใดเท่านั้น ไม่ได้ เป็นเงื่อนไขที่จะไม่ปรับอัตราค่าจ้างให้ลูกจ้างนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในส่วนของโจทก์ที่ 921 ว่า ใน ส่วนของโจทก์ที่ 921 ขอแก้ไขคำฟ้องของตนเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2555 โดยขอเพิ่มเติมข้อ 6 ว่าเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2553 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ปรับอัตราค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจร้อยละ 5 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 (มติคณะรัฐมนตรีครั้งที่ 4) มติคณะรัฐมนตรีระบุว่าเห็นชอบให้ปรับอัตราค่าจ้างของลูกจ้าง รัฐวิสาหกิจเพิ่มได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 5 และมีเงื่อนไขในการปรับขึ้นค่าจ้างอีกหลายประการเช่นเมื่อปรับค่าจ้าง แล้วค่าจ้างที่ได้รับต้องไม่เกิน 50,000 บาท รัฐวิสาหกิจจะต้องจัดหารายได้เพิ่มเติมและหรือต้องลดค่าใช้จ่ายเพื่อให้ เพียงพอรายจ่ายบุคลากรที่เพิ่มขึ้น มติคณะรัฐมนตรีนี้มีเงื่อนไขในการปรับค่าจ้างและการเงินของนายจ้าง ไม่ เหมือนกันกับมติคณะรัฐมนตรี 3 ครั้ง ที่ผ่านมา และต้องมีการดำเนินการอีกหลายขั้นตอน กรณีจึงยังไม่อาจปรับ ค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ให้แก่โจทก์ที่ 921 ได้ในทันที ซึ่งถูกต้องตรงกับที่ปรากฏตามสำเนามติ คณะรัฐมนตรี ซึ่งกำหนดเงื่อนไขในการปรับอัตราค่าจ้างที่ให้ปรับขึ้นไม่เกินร้อยละ5 โดยเมื่อมีการปรับอัตราค่าจ้าง ดังกล่าวแล้วต้องมีอัตราค่าจ้างเดิมรวมกับที่ปรับครั้งนี้ไม่เกิน 50,000 บาท และมีเงื่อนไขอื่นๆ อีกด้วย ซึ่งการที่ จำเลยไม่ได้แก้ไขคำให้การในส่วนที่โจทก์ที่ 921 อุทธรณ์นั้น มีผลเพียงว่าจำเลยยอมรับว่ามีมติคณะรัฐมนตรี ดังกล่าวจริง แต่สิทธิของโจทก์ที่ 921 ที่จะได้รับการปรับอัตราค่าจ้างที่ให้ปรับขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจะมี อยู่หรือไม่อย่างไร ก็ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวด้วย ดังนั้นที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย ข้างต้นจึงชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ที่ 921 ประการนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 838 ที่ 923 ถึงที่ 1075 ที่ 1090 ถึงที่ 1192 อุทธรณ์ว่าคณะรัฐมนตรีมีมติ เห็นชอบให้ลูกจ้างและพนักงานรัฐวิสาหกิจผู้ปฏิบัติงานช่วงเกษียณอายุติดต่อกันครบ 15 ปี ให้ได้รับเงินตอบแทน ความดีความชอบการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2552 นั้น ให้ใช้แก่ลูกจ้างพนักงานรัฐวิสาหกิจ เป็นสภาพการจ้างโดยปริยายใช้บังคับแก่จำเลยด้วย และต้องปรับเงินเดือนให้ โจทก์แต่ละคนเพิ่มเติมอีกคนละครึ่งขั้นเพราะไม่มีระเบียบข้อบังคับใดให้จำเลยปรับเงินเดือนในอัตรานี้ได้ ข้อบังคับ คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ว่าด้วยการบริหารงานองค์การค้าของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 ไม่ สามารถใช้บังคับได้เพราะจำเลยไม่มีอำนาจปรับเงินเดือนเพียงครึ่งขั้นนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2525 สหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อองค์การค้าของคุรุสภา และองค์การค้าของคุรุสภาได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา ต่อมาทั้งสองฝ่ายประชุมและ ตกลงกันได้จึงทำบันทึกข้อตกลงในวันที่ 29 มิถุนายน 2525 ซึ่งข้อ 17 ระบุว่าเรื่องการพิจารณาความดีความชอบ ประจำของเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภานั้น การพิจารณาความดีความชอบในขณะใด ๆ ให้องค์การค้าของคุรุ
-127- สภาพิจารณาโดยถือหลักเกณฑ์การพิจารณาตามมติคณะรัฐมนตรีหรือระเบียบของทางราชการที่กำหนดสำหรับ เจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจในขณะนั้น ๆ คณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเคยมีมติครั้งที่ 15/2537 วันที่ 10 ตุลาคม 2537 อนุมัติหลักการว่าหากคณะรัฐมนตรีมีมติในเรื่องอัตราเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจเป็นอย่างไร ให้องค์การค้า ของคุรุสภาดำเนินการปรับอัตราค่าจ้างเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภาให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีได้โดยไม่ต้อง นำเสนอขออนุมัติต่อคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาอีก ซึ่งจำเลยได้ปรับอัตราค่าจ้างเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุ สภาให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีมาโดยตลอด การที่จำเลยปรับอัตราค่าจ้างมาโดยตลอดจึงทำให้การปฏิบัติ เช่นนั้นเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยาย มิใช่หมายความว่าเพียงแต่มีบันทึกข้อตกลงในวันที่ 29 มิถุนายน 2525 ข้อ 17 แล้วข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยายแต่อย่างใด แต่ จะต้องปรากฏว่าได้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงมาอย่างต่อเนื่องด้วย เมื่อปรากฏว่าองค์การค้าของคุรุสภาไม่เคยให้เงิน ตอบแทนความดีความชอบแก่เจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภาในลักษณะที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ลูกจ้าง และพนักงานรัฐวิสาหกิจผู้ปฏิบัติงานช่วงเกษียณอายุติดต่อกันครบ 15 ปี ให้ได้รับเงินตอบแทนความดีความชอบ การทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน มาก่อน ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าเงินดังกล่าวไม่เป็นสภาพการ จ้างโดยปริยาย จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินตอบแทนความดีความชอบ 300 วัน ตามที่ขอแก่โจทก์แต่ละคนจึงชอบแล้ว และในส่วนที่ฟ้องขอให้จำเลยปรับเงินเดือนให้โจทก์แต่ละคนคนละครึ่งขั้นนั้น จำเลยก็ได้ดำเนินการตามข้อบังคับ คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาว่าด้วยการบริหารงานองค์การค้าของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 อัน เป็นอำนาจในทางบริหารของจำเลยซึ่งสอดคล้องกับระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการบริหารองค์การค้าของคุรุสภา พ.ศ. 2503 ข้อ 8 ซึ่งกำหนดให้การเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานเจ้าหน้าที่ตำแหน่งประจำองค์การค้าของคุรุสภาให้ที่ ประชุมคณะกรรมการองค์การค้าของคุรุสภาเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ เมื่อการเลื่อนขั้นเงินเดือนมีระเบียบที่กำหนดไว้ อย่างชัดแจ้งแล้วเช่นนี้ การที่จำเลยปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวจึงชอบแล้ว สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1191 ที่ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยสหกรณ์ที่จำเลยจ่ายเงินล่าช้านั้น เห็นว่า ความเสียหายเป็นดอกเบี้ยสหกรณ์ที่จำเลยจ่ายเงินล่าช้านั้น เป็นความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคสอง ซึ่งโจทก์ที่ 1191 ต้องแสดงให้ปรากฏว่าจำเลยได้ คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นล่วงหน้าก่อนแล้วถึงพฤติการณ์ที่โจทก์ที่ 1191 จะได้รับความเสียหายเนื่องจากไม่ได้ รับดอกเบี้ยสหกรณ์ด้วยเหตุที่จำเลยชำระเงินล่าช้า เมื่อโจทก์ที่ 1191 ไม่ได้แสดงให้ปรากฏว่าจำเลยได้คาดเห็นหรือ ควรจะได้คาดเห็นล่วงหน้าถึงความเสียหายดังกล่าวให้เพียงพอที่ศาลแรงงานกลางจะรับฟังให้เป็นไปตามที่ฟ้อง การ ที่ศาลแรงงานกลางไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์ที่ 1191 จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ทั้งหมดของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 838 ที่ 923 ถึงที่ 1075 ที่ 1090 ถึงที่ 1192 ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยเสียดอกเบี้ยในเงินที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับจากการปรับอัตรา ค่าจ้างและจากเงินบำเหน็จที่จำเลยจ่ายไม่ครบในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องของโจทก์แต่ละคนเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
-128- (วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน) ศาลแรงงานกลาง - นายธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ3901/2553 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20513 - 20657/2555 นางเพลินพิศ สมารักษ์ กับพวกโจทก์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการ และสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาจำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรค สอง, 42, 142 (5), 172 วรรค สอง, 246 ป.พ.พ. มาตรา 193/30, 224 วรรค หนึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 9 วรรค หนึ่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31, 51 วรรค หนึ่ง พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 มาตรา 82, 83 (1) คำฟ้องของโจทก์ทั้งหมดบรรยายว่า โจทก์ทั้งหมดมีสิทธิได้รับการปรับอัตราค่าจ้างและได้รับ บำเหน็จในส่วนที่ขาดตามมติคณะรัฐมนตรีและบันทึกข้อตกลงซึ่งเป็นสภาพแห่งข้อหา โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลัก
-129- แห่งข้อหาว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีและบันทึกข้อตกลงนั้น ส่วนที่โจทก์แต่ละคนได้รับเงินเดือนในแต่ ละปีจำนวนเท่าใด ถ้ามีการปรับค่าจ้างจะต้องใช้อัตราเงินเดือนใดในการคำนวณ และโจทก์แต่ละคนจะได้รับเงิน ตามฟ้องจำนวนเท่าใดนั้น เมื่อโจทก์ทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลย จำเลยย่อมมีข้อมูลเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี ทั้ง เป็นรายละเอียดที่สามารถนำสืบพิสูจน์กันในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางได้ คำฟ้องของโจทก์ทั้งหมดได้แสดง โดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรค สอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 แล้ว ไม่เป็นฟ้องเคลือบ คลุม โจทก์ทั้งหมดฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงโดยการปรับอัตราค่าจ้างตามมติ คณะรัฐมนตรีซึ่งจำเลยได้ปฏิบัติมาโดยตลอด เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เมื่อ จำเลยยังไม่ได้ปรับอัตราค่าจ้างของโจทก์ทั้งหมดตามมติคณะรัฐมนตรี เงินที่โจทก์ทั้งหมดฟ้องให้จำเลยปรับอัตรา ค่าจ้างจึงยังไม่มีสภาพเป็นค่าจ้าง สิทธิเรียกร้องให้จำเลยดำเนินการดังกล่าวไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้ เป็นการเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 องค์การค้าของคุรุสภาโอนไปเป็นองค์การค้าของจำเลยตาม พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการ ศึกษา พ.ศ.2546 มาตรา 83 (1) องค์การค้าจึงเป็นหน่วยงานภายในส่วนหนึ่งของจำเลย มาตรา 82 วรรคสอง บัญญัติให้เจ้าหน้าที่และพนักงานที่โอนไปเป็นของจำเลยได้รับตำแหน่ง เงินเดือน ค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ไม่น้อยกว่าที่ได้รับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ ทั้งข้อบังคับคณะกรรมการของจำเลยว่าด้วยการ บริหารสำนักงาน พ.ศ.2547 ข้อ 31 (9) กำหนดให้โอนบรรดาส่วนงาน กิจการ เงิน ทรัพย์สิน หนี้ อัตรากำลัง พนักงานเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ (องค์การค้าของคุรุสภา) ให้ไปเป็นขององค์การค้าของจำเลย ข้อ 32 กำหนดว่าบทบัญญัติของกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หนังสือสัญญา หรือสิ่งอื่นใดที่อ้าง ถึงองค์การค้าของคุรุสภาหรือศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ก่อนการใช้ข้อบังคับนี้ให้ถือว่าอ้างถึงองค์การค้าของจำเลย เมื่อ องค์การค้าของคุรุสภาได้ให้สิทธิประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่ของตนด้วยการปฏิบัติตามมติคณะกรรมการอำนวยการคุรุ สภาครั้งที่ 15/2537 โดยปรับขึ้นค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีให้แก่เจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของคุรุสภาตลอดมา การปฏิบัติดังกล่าวจึงเป็นสภาพการจ้างโดยปริยาย จำเลยย่อมจะต้องรับมาซึ่งสิทธิและหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตาม ข้อตกลงดังกล่าว และโจทก์ทั้งหมดยังคงมีสิทธิในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยายตามมาตรา 82 วรรค สอง เจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลย การที่จำเลยปรับขึ้นค่าจ้างให้แก่เจ้าหน้าที่ประจำ สำนักงานของจำเลยโดยไม่ปรับขึ้นค่าจ้างให้แก่เจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของจำเลยตามที่เคยปฏิบัติสืบเนื่องกันมา ย่อมไม่เป็นธรรมและไม่เป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยาย มติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติให้รัฐวิสาหกิจปรับค่าจ้างแก่ลูกจ้างมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ ให้แก่ผู้ที่ยังมีสภาพเป็นลูกจ้างอยู่ในวันที่คณะรัฐมนตรีลงอนุมัติ หาใช่ให้ปรับค่าจ้างแก่ลูกจ้างที่พ้นสภาพจากการ เป็นลูกจ้างไปแล้วในวันที่มติคณะรัฐมนตรีมีผลใช้บังคับไม่ การปรับค่าจ้างให้เจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของจำเลยซึ่ง
-130- นำหลักการของมติคณะรัฐมนตรีมาปรับใช้ย่อมต้องเป็นไปตามหลักการนั้นด้วย ดังนั้นโจทก์ที่พ้นจากสภาพการเป็น ลูกจ้างของจำเลยไปก่อนวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติจึงไม่มีสิทธิได้รับการปรับอัตราค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรี คำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่เพียงแต่พิพากษาให้จำเลยปรับขึ้นค่าจ้างและจ่ายบำเหน็จส่วนที่ ขาดให้แก่โจทก์แต่ละคนในแต่ละช่วงเวลาตามสิทธิ โดยให้เป็นไปตามหลักการตามมติคณะรัฐมนตรีแต่ละครั้ง และ ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันเกิดสิทธิ จำเลยสามารถนำหลักการตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางไปเป็นหลัก ในการคิดคำนวณและดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ เมื่อคำพิพากษาศาลแรงงานกลางได้กล่าวและแสดง ข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยครบถ้วนจึงเป็นคำ พิพากษาที่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง แล้ว การที่จำเลยทราบถึงความมรณะของโจทก์ที่ 119 แล้วยื่นคำคัดค้านแต่เพียงว่าทนายความโจทก์ ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องและไม่รับรองความเป็นทนายของ อ. บุตรของโจทก์ที่ 119 โดยไม่ได้คัดค้านการดำเนิน กระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบของศาลแรงงานกลาง ทั้งยังคงเข้าทำหน้าที่ของตนในวันนัดสืบพยานจำเลยและพยาน โจทก์ต่อเนื่องกันมา จนกระทั่งศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ อ. เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 119 ได้ จำเลยจึง ยื่นคำร้องคัดค้านว่าศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 42 เป็นกรณีที่จำเลย ทราบถึงกระบวนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ แล้วยังคงดำเนินการในหน้าที่ของตนต่อไป เท่ากับจำเลยได้ให้สัตยาบัน แก่การผิดระเบียบนั้นแล้ว จึงไม่อาจยกกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวมาเป็นเหตุอ้างว่าคำพิพากษาของ ศาลแรงงานกลางในส่วนของโจทก์ที่ 119 ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เงินที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิที่จะได้รับอันเนื่องมาจากการปรับอัตราค่าจ้างตามข้อตกลงเกี่ยวกับ สภาพการจ้างโดยปริยาย เงินนั้นยังไม่มีสภาพเป็นค่าจ้าง มิใช่ค่าจ้างที่จะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง แต่เป็นหนี้เงินที่คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิด นัดได้ร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงินที่ได้จากการปรับอัตราค่าจ้างและเงินบำเหน็จ ส่วนที่ขาดในวันใด จึงต้องถือว่าจำเลยผิดนัดนับแต่วันฟ้องของโจทก์แต่ละคน ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วย ความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ___________________________
-131- คดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบห้าสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียก โจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 145 และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่าจำเลย โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยปรับค่าจ้างและจ่ายค่าจ้างตามมติ คณะรัฐมนตรีทั้งสองครั้งดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเกิดสิทธิเป็นต้นไปจนกว่าชำระ เสร็จ และจ่ายบำเหน็จที่ขาดไปแก่โจทก์แต่ละคนที่เกษียณอายุและลาออก พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเกิดสิทธิเป็นต้นไป ทั้งนี้รายละเอียดต่าง ๆ รวมทั้งเงินเดือนค่าจ้างที่โจทก์แต่ละคนได้รับ ค่าจ้างอัตรา สุดท้ายวันที่เกษียณอายุ วันที่ลาออก จำนวนปีที่ทำงาน บำเหน็จที่ได้รับ และจำนวนเงินที่ขอให้จำเลยชำระปรากฏ ตามคำฟ้อง คำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง เอกสารท้ายคำฟ้อง และคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา นายแพร้ว โจทก์ที่ 119 ถึงแก่ความตาย ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ นางสาวอภิรดี เข้าเป็นคู่ความแทนนายแพร้ว โจทก์ที่ 119 ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยปรับอัตราค่าจ้างและจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 53 (โดยคิด คำนวณปรับอัตราค่าจ้างจากค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่โจทก์แต่ละคนได้รับในวันที่ 1 เมษายน 2547 ซึ่งเป็นวันที่มติ คณะรัฐมนตรีครั้งที่ 1 มีผลบังคับ) ตามมติคณะรัฐมนตรีครั้งที่ 1 ที่มีผลบังคับวันที่ 1 เมษายน 2547 จนถึงวันที่ โจทก์แต่ละคนเกษียณอายุ สำหรับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 22 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2547 ส่วนโจทก์ที่ 23 ถึงที่ 53 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2548 ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างที่ค้างแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 53 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อ ปี นับแต่วันเกิดสิทธิเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ และให้จำเลยปรับอัตราค่าจ้างและจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ที่ 54 ถึงที่ 128 (โดยคิดคำนวณปรับอัตราค่าจ้างจากค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่โจทก์แต่ละคนได้รับในวันที่มติคณะรัฐมนตรีแต่ละ ครั้งมีผลบังคับ) ตามมติคณะรัฐมนตรีครั้งที่ 1 ที่มีผลบังคับวันที่ 1 เมษายน 2547 และครั้งที่ 2 ที่มีผลบังคับวันที่ 1 ตุลาคม 2548 จนถึงวันที่โจทก์แต่ละคนเกษียณอายุ สำหรับโจทก์ที่ 54 ถึงที่ 83 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2549 ส่วนโจทก์ที่ 84 ถึงที่ 128 จนถึงวันที่ 3 กันยายน 2550 ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างที่ค้างแก่โจทก์ที่ 54 ถึงที่ 128 พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเกิดสิทธิเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ และให้จำเลยปรับอัตราค่าจ้างและ จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ที่ 129 ถึงที่ 138 (โดยคิดคำนวณปรับอัตราค่าจ้างจากค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่โจทก์แต่ละคนได้รับ ในวันที่ 1 เมษายน 2547 ที่มติคณะรัฐมนตรีมีผลบังคับใช้) ตามมติคณะรัฐมนตรีครั้งที่ 1 ที่มีผลบังคับวันที่ 1 เมษายน 2547 จนถึงวันที่โจทก์แต่ละคนลาออก (โจทก์ที่ 129 ลาออกวันที่ 20 กันยายน 2547 โจทก์ที่ 130 ลาออกวันที่ 16 พฤศจิกายน 2547 โจทก์ที่ 131 ลาออกวันที่ 8 พฤศจิกายน 2547 โจทก์ที่ 132 ลาออกวันที่ 8 พฤศจิกายน 2547 โจทก์ที่ 133 ลาออกวันที่ 26 พฤศจิกายน 2547 โจทก์ที่ 134 ลาออกวันที่ 26 พฤศจิกายน 2547 โจทก์ที่ 135 ลาออกวันที่ 16 ธันวาคม 2547 โจทก์ที่ 136 ลาออกวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 โจทก์ที่ 137 ลาออกวันที่ 25 มิถุนายน 2548 โจทก์ที่ 138 ลาออกวันที่ 1 กันยายน 2548) ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างที่ค้างแก่โจทก์ที่ 129 ถึงที่ 138 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเกิดสิทธิเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ และให้จำเลย
-132- ปรับอัตราค่าจ้างและจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ที่ 139 ถึงที่ 145 (โดยคิดคำนวณปรับอัตราค่าจ้างจากค่าจ้างอัตราสุดท้าย ที่โจทก์แต่ละคนได้รับในวันที่มติคณะรัฐมนตรีแต่ละครั้งมีผลบังคับใช้) ตามมติคณะรัฐมนตรีครั้งที่ 1 ที่มีผลบังคับ วันที่ 1 เมษายน 2547 และมติคณะรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ที่มีผลบังคับวันที่ 1 ตุลาคม 2548 จนถึงวันที่โจทก์แต่ละคน ลาออก (โจทก์ที่ 139 ลาออกวันที่ 2 มีนาคม 2549 โจทก์ที่ 140 ลาออกวันที่ 2 มีนาคม 2549 โจทก์ที่ 141 ลาออก วันที่ 4 เมษายน 2549 โจทก์ที่ 142 ลาออกวันที่ 17 กรกฎาคม 2549 โจทก์ที่ 143 ลาออกวันที่ 1 มิถุนายน 2549 โจทก์ที่ 144 ลาออกวันที่ 16 มกราคม 2550 โจทก์ที่ 14 ลาออกวันที่ 2 สิงหาคม 2550) กับให้จำเลยจ่ายค่าจ้างที่ ค้างแก่โจทก์ที่ 139 ถึงที่ 145 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเกิดสิทธิเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ และให้จำเลยจ่ายบำเหน็จแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 145 ในส่วนที่จำเลยจ่ายขาดไป (คิดคำนวณบำเหน็จจากเงินเดือน สุดท้ายที่มีการปรับตามมติคณะรัฐมนตรีที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานมาลบออกจาก บำเหน็จที่จำเลยจ่ายให้โจทก์แต่ละคนไปแล้ว ได้ผลลัพธ์เท่าใดก็เป็นบำเหน็จที่จำเลยต้องจ่ายให้แก่โจทก์แต่ละคน) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยจ่ายบำเหน็จให้แก่โจทก์แต่ละคนไม่ครบเป็นต้นไปจนกว่า ชำระเสร็จ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ที่ 110 ถึงแก่กรรม นายชานนท์ ซึ่งเป็นทายาทและเป็น ผู้จัดการมรดกของโจทก์ที่ 110 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งหมดเคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งหมดไม่ได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้ง ว่าในปีที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องให้ปรับเงินเดือนนั้น โจทก์แต่ละคนเป็นผู้อยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับการเลื่อนขั้น เงินเดือนหรือไม่ และได้เลื่อนเท่าใด หากต้องปรับเลื่อนโจทก์แต่ละคนจะมีฐานเงินเดือนแต่ละปีเท่าใดทำให้จำเลย ไม่เข้าใจว่ายอดเงินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องตามคำฟ้องใช้หลักเกณฑ์ในการคำนวณอย่างไร มีข้อบังคับ กฎ หรือ ระเบียบใดกำหนดให้จำเลยต้องปรับเงินเดือนให้แก่โจทก์ทั้งหมดตามมติคณะรัฐมนตรี เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ ทั้งหมดได้บรรยายให้เห็นแล้วว่าโจทก์ทั้งหมดมีสิทธิได้รับการปรับอัตราค่าจ้างและได้รับบำเหน็จในส่วนที่ขาดตาม มติคณะรัฐมนตรีและบันทึกข้อตกลงซึ่งเป็นสภาพแห่งข้อหา โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำเลยไม่ ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีและบันทึกข้อตกลงนั้น ในส่วนที่โจทก์แต่ละคนได้รับเงินเดือนในแต่ละปีจำนวนเท่าใด ถ้ามีการปรับค่าจ้างจะต้องใช้อัตราเงินเดือนใดในการคำนวณ และโจทก์แต่ละคนจะได้รับเงินตามฟ้องจำนวนเท่าใด นั้น เมื่อโจทก์ทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลย จำเลยย่อมมีข้อมูลเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี ทั้งเป็นรายละเอียดที่ โจทก์ทั้งหมดและจำเลยสามารถนำสืบพิสูจน์กันในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางได้ คำฟ้องของโจทก์ทั้งหมดจึง แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 แล้ว คำฟ้องของโจทก์ทั้งหมดจึงไม่เคลือบคลุม อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
-133- มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่าฟ้องของโจทก์ทั้งหมดขาดอายุความหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งหมดฟ้องขอให้จำเลยปรับค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรี ถือได้ว่าเป็นการฟ้องเรียกเอา ค่าจ้างหรือสินจ้างเพื่อการงานที่ทำ หรือเรียกเอาค่าจ้างหรือสินจ้างอย่างอื่น สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงมีกำหนดอายุ ความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (8) (9) คดีของโจทก์ทั้งหมดจึงขาดอายุความ นั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งหมดฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2525 ข้อ 17 ที่ระบุ เกี่ยวกับการพิจารณาความดีความชอบประจำปี ซึ่งจำเลยได้ปฏิบัติมาโดยตลอด กล่าวคือจำเลยได้ปรับค่าจ้างให้แก่ เจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของคุรุสภาเมื่อมีมติคณะรัฐมนตรีให้ปรับเงินเดือนให้แก่ข้าราชการและลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ ตลอดมา แต่เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ปรับอัตราค่าจ้างของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ 2 ครั้ง คือมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 ให้ปรับอัตราค่าจ้างของลูกจ้างในอัตราร้อยละ 3 เท่ากันทุกอัตรา และให้ได้รับค่าจ้างสูงกว่าที่ ปรับเพิ่มร้อยละ 3 ตามอัตราค่าจ้างใหม่อีก 2 ขั้น โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 และมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 14 มีนาคม 2549 ให้ปรับค่าจ้างของลูกจ้างเพิ่มได้ไม่เกินร้อยละ 5 ของอัตราค่าจ้างที่ได้รับ โดยให้มีผลตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2548 จำเลยกลับเพิกเฉยไม่ปรับอัตราค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ทำให้โจทก์ทั้งหมดได้รับ ความเสียหายไม่ได้รับเงินตามมติคณะรัฐมนตรีและได้รับบำเหน็จน้อยกว่าที่ควรจะได้รับ อันเป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เมื่อจำเลยยังไม่ได้ปรับอัตราค่าจ้างของโจทก์ทั้งหมดตามมติคณะรัฐมนตรี ทั้งสองครั้งดังกล่าว เงินที่โจทก์ทั้งหมดฟ้องให้จำเลยปรับอัตราค่าจ้างนั้นยังไม่มีสภาพเป็นค่าจ้างจะถือว่าโจทก์ ทั้งหมดฟ้องเรียกค่าจ้างหรือส่วนหนึ่งของค่าจ้างที่มีอายุความฟ้องร้อง 2 ปี ไม่ได้ สิทธิเรียกร้องให้จำเลยดำเนินการ ดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นบัญญัติเรื่องอายุความไว้เป็นการ เฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ทั้งหมดนำคดีมาฟ้องต่อ ศาลแรงงานกลางเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2552 นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ปรับอัตราค่าจ้างแต่ละครั้งถึงวันฟ้อง ยังไม่เกิน 10 ปี คำฟ้องของโจทก์ทั้งหมดมิได้ขาดอายุความดังที่จำเลยอุทธรณ์ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคดี โจทก์ยังไม่ขาดอายุความนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า จำเลยต้องปรับค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรี และจ่ายบำเหน็จในส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์ทั้งหมดตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ที่ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าบันทึกข้อตกลงระหว่างสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภากับองค์การค้าของคุรุสภา ฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2525 และมติคณะอำนวยการคุรุสภาครั้งที่ 15/2537 เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการ จ้างโดยปริยายขัดต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 บันทึกข้อตกลงและมติ คณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาดังกล่าวไม่เป็นสภาพการจ้างหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การขึ้นเงินเดือน ให้แก่เจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของจำเลยเป็นอำนาจของคณะกรรมการของจำเลย จำเลยมีผลประกอบการขาดทุน และขาดสภาพคล่อง การปรับค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างต้องเป็นกรณีที่มีเงินเพียงพอที่จะจ่ายด้วย การที่ศาลแรงงานกลาง มีคำพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินให้แก่โจทก์ทั้งหมดขัดกับหลักการของมติคณะรัฐมนตรี โจทก์ที่พ้นสภาพจากการเป็น ลูกจ้างของจำเลยไม่ว่าด้วยสาเหตุเกษียณอายุหรือลาออกไปก่อนวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติไม่มีอำนาจฟ้องและไม่มี สิทธิได้รับการปรับค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรี เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เดิมจำเลยมีชื่อว่า "คุรุสภา" และเป็นนิติบุคลตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 และให้องค์การค้าของคุรุสภาเป็นหน่วยงานหนึ่งของ คุรุสภา ต่อมามีการตราพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ขึ้น พระราชบัญญัตินี้ยกเลิก พระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 และให้มีจำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการเมื่อมี
-134- การโอนองค์การค้าของคุรุสภาไปเป็นของจำเลยองค์การค้าจึงเป็นหน่วยงานภายในส่วนหนึ่งของจำเลย ในขณะที่ เป็นองค์การค้าของคุรุสภานั้น เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ปรับค่าจ้างของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ องค์การค้าของคุรุสภาก็ จะปรับค่าจ้างให้แก่เจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของคุรุสภาตามมติคณะรัฐมนตรีตลอดมา แต่เมื่อมีการเปลี่ยนจาก องค์การค้าของคุรุสภามาเป็นองค์การค้าของจำเลย จำเลยไม่เคยปรับค่าจ้างให้แก่เจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของ จำเลยเนื่องจากขาดสภาพคล่อง ดังนี้เมื่อตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 มาตรา 83 (1) ได้บัญญัติให้โอนบรรดากิจการ เงิน ทรัพย์สิน หนี้ สิทธิต่าง ๆ ขององค์การค้าของคุรุสภาไปเป็นของจำเลย โดยมาตรา 82 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้เจ้าหน้าที่และพนักงานของคุรุสภาตามพระราชบัญญัติครู พุทธศักราช 2488 เป็นเจ้าหน้าที่และพนักงานของคุรุสภาและของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา (จำเลย) ตามพระราชบัญญัตินี้แล้วแต่กรณี... ทั้งนี้ให้ดำเนินตำแหน่งและได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ไม่น้อยกว่าที่ได้รับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ" ซึ่งต่อมาข้อบังคับ คณะกรรมการของจำเลยว่าด้วยการบริหารสำนักงาน พ.ศ.2547 ข้อ 31 (9) ได้กำหนดให้โอนบรรดาส่วนงาน กิจการ เงิน ทรัพย์สิน หนี้ อัตรากำลังพนักงานเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ (องค์การค้าของคุรุ สภา) ให้ไปเป็นขององค์การค้าของจำเลย โดยข้อ 32 กำหนดว่าบทบัญญัติของกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หนังสือสัญญา หรือสิ่งอื่นใดที่อ้างถึงองค์การค้าของคุรุสภาหรือศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ (องค์การค้าของ คุรุสภา) ก่อนการใช้ข้อบังคับนี้ให้ถือว่าอ้างถึงองค์การค้าของจำเลย ดังนั้นเมื่อในขณะที่เป็นองค์การค้าของคุรุสภา องค์การค้าดังกล่าวได้ให้สิทธิประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่ของตนด้วยการปฏิบัติตามมติคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภา ครั้งที่ 15/2537 ตามเอกสารหมาย ล. 16 โดยปรับขึ้นค่าจ้างให้แก่เจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของคุรุสภาตลอดมา การปฏิบัติดังกล่าวจึงเป็นสภาพการจ้างโดยปริยายที่มีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ใช้บังคับ เมื่อจำเลยได้รับโอนกิจการมาจากองค์การค้าของคุรุสภา จำเลยย่อมจะต้องรับมาซึ่งสิทธิและ หน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว และโจทก์ทั้งหมดยังคงมีสิทธิในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดย ปริยายนั้นตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 มาตรา 82 วรรคสอง ทั้งการที่องค์การ ค้าของจำเลยเป็นส่วนงานหนึ่งของจำเลย เจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของจำเลยย่อมเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยด้วย จำเลยจึงสามารถขอรับเงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดินตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 มาตรา 68 (1) เพื่อใช้ในการดำเนินงานขององค์การค้าของจำเลยได้ จำเลยปรับขึ้นค่าจ้างให้แก่เจ้าหน้าที่ ประจำสำนักงานของจำเลยโดยไม่ปรับขึ้นค่าจ้างให้แก่เจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของจำเลยตามที่เคยปฏิบัติสืบเนื่อง กันมาย่อมไม่เป็นธรรมและไม่เป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยาย จำเลยไม่อาจนำเหตุที่จำเลย ขาดสภาพคล่องมากล่าวอ้างเพื่อไม่ปรับขึ้นค่าจ้างให้แก่เจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของจำเลยได้ แต่อย่างไรก็ดีเมื่อ พิจารณามติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติให้รัฐวิสาหกิจปรับค่าจ้างแก่ลูกจ้างของตนเองนั้น มีวัตถุประสงค์จะปรับค่าจ้าง เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ที่ยังมีสภาพเป็นลูกจ้างอยู่ในวันที่คณะรัฐมนตรีลงมติอนุมัติ หาใช่ให้ปรับค่าจ้างแก่ ลูกจ้างที่พ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างไปแล้วในวันที่มติคณะรัฐมนตรีมีผลใช้บังคับไม่ การปรับค่าจ้างให้เจ้าหน้าที่ ขององค์การค้าของจำเลยซึ่งนำหลักการของมติคณะรัฐมนตรีมาปรับใช้ย่อมต้องเป็นไปตามหลักการดังกล่าวนั้นด้วย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องปรับอัตราค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ให้แก่โจทก์ตามสิทธิของโจทก์แต่ ละคน โดยคิดคำนวณปรับจากค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่โจทก์แต่ละคนได้รับในวันที่มติคณะรัฐมนตรีแต่ละครั้งมีผล บังคับใช้ จนถึงวันสุดท้ายที่โจทก์แต่ละคนมีสภาพเป็นลูกจ้างขององค์การค้าของจำเลยก่อนพ้นสภาพไปด้วยการ เกษียณอายุหรือลาออกดังที่วินิจฉัยไว้ข้างต้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยปรับขึ้นค่าจ้างและจ่ายบำเหน็จ
-135- ส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์ทุกคน และปรับขึ้นค่าจ้างจนถึงวันลาออกของโจทก์ที่พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างขององค์การค้า ของจำเลยด้วยการลาออกนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่าการที่คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางไม่ได้ กำหนดจำนวนเงินให้ชัดเจนว่าจำเลยจะต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์คนละเท่าใด และไม่ได้ระบุว่าวันเกิดสิทธิซึ่งเป็นวันที่ จำเลยจะต้องเริ่มต้นชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์แต่ละคนคือวันใด เป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งหมดฟ้องขอให้จำเลยปรับอัตราค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งหมดตามมติคณะรัฐมนตรี และจ่ายบำเหน็จส่วนที่ ขาดให้แก่โจทก์ที่มีสิทธิได้รับ ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยปรับขึ้นค่าจ้างบำเหน็จส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์แต่ ละคนในแต่ละช่วงเวลาตามสิทธิ โดยให้เป็นไปตามหลักการตามมติคณะรัฐมนตรีแต่ละครั้ง และให้จำเลยชำระ ดอกเบี้ยนับแต่วันเกิดสิทธิ แม้คำพิพากษาศาลแรงงานกลางจะไม่ได้ระบุถึงจำนวนเงินและวันที่ที่เกิดสิทธิที่จะได้รับ ดอกเบี้ยที่จำเลยต้องจ่ายให้แก่โจทก์แต่ละคนไว้อย่างชัดเจน แต่จำเลยก็สามารถนำหลักการตามคำพิพากษาศาล แรงงานกลางไปเป็นหลักในการคิดคำนวณและดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ เมื่อคำพิพากษาศาลแรงงาน กลางได้กล่าวและแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น ครบถ้วน จึงเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่าคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางใน ส่วนของโจทก์ที่ 11 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ที่ 119 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 แต่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้นางสาวอภิรดี บุตรของโจทก์ที่ 119 เข้าเป็นคู่ความแทน หลังจากสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้นแล้ว เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42, 43 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ที่บัญญัติให้ ศาลต้องเลื่อนการนั่งพิจารณาคดีไปจนกว่าทายาทของผู้มรณะจะเข้ามาเป็นคู่ความแทน เห็นว่า ในการดำเนินคดี ของโจทก์ที่ 119 ได้มอบอำนาจให้นางสาวอภิรดีบุตรเป็นผู้รับมอบอำนาจดำเนินคดีแทนตนมาตั้งแต่เริ่มต้นคดี ต่อมาเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 ในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางโจทก์ที่ 119 ถึงแก่ความตายใน วันที่ 28 มิถุนายน 2555 ทนายความโจทก์ที่ 119 จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้นางสาว อภิรดีเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 119 ในวันเดียวกันนั้นศาลแรงงานกลางได้ทำการสืบพยานจำเลยไปโดยไม่ได้มี คำสั่งใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2555 ทนายความจำเลยยื่นคำคัดค้านการที่นางสาวอภิรดี จะเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 119 โดยอ้างเหตุในการคัดค้านแต่เพียงว่าทนายความโจทก์ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องและ ไม่รับรองความเป็นทายาทของนางสาวอภิรดี จากนั้นในวันที่ 3 และวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 ศาลแรงงานกลางได้ ทำการสืบพยานโจทก์โดยทนายความจำเลยเข้าทำหน้าที่แทนจำเลยตามปกติ และศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต ให้นางสาวอภิรดีเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 119 ได้ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 ในวันเดียวกันทนายความจำเลยยื่น คำร้องคัดค้านว่าศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 จากที่ได้ ความดังกล่าวแสดงว่าจำเลยได้ทราบถึงการที่นางสาวอภิรดีขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 119 ผู้มรณะมาตั้งแต่ วันที่ 28 มิถุนายน 2555 ซึ่งในวันดังกล่าวก็มีการสืบพยานจำเลยไปตามปกติ ภายหลังวันนั้นจำเลยก็คัดค้านการเข้า
-136- เป็นคู่ความแทนผู้มรณะอ้างเหตุว่าทนายความโจทก์ที่ 119 ไม่มีอำนาจและไม่รับรองความเป็นทายาทของนางสาว อภิรดีโดยไม่ได้อ้างเหตุแห่งการที่ศาลแรงงานกลางสืบพยานจำเลยโดยไม่ได้เลื่อนการนั่งพิจารณาคดีออกไปว่าเป็น การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือผิดระเบียบประการใด ทั้งหลังจากวันนั้นศาลแรงงานกลางทำการสืบพยาน โจทก์ต่อไปอีก 2นัด ทนายความจำเลยก็ยังคงทำหน้าที่แทนจำเลยในวันนัดดังกล่าวโดยไม่ได้คัดค้าน จนกระทั่งศาล แรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้นางสาวอภิรดีเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 119 จึงยื่นคำร้องคัดค้านการดำเนิน กระบวนพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลาง การที่ทนายความจำเลยทราบถึงกระบวนการพิจารณาที่ผิดระเบียบของ ศาลแรงงานกลางแล้วยังคงดำเนินในหน้าที่ของตนต่อไป เท่ากับจำเลยได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้นแล้ว จำเลยจึงยกกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลแรงงานกลางดังกล่าวมาเป็นเหตุอ้างว่าคำพิพากษาของศาล แรงงานกลางในส่วนของโจทก์ที่ 119 ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ในส่วนดอกเบี้ยของเงินที่ได้รับจากการปรับอัตราค่าจ้างนั้น เมื่อปรากฏว่าเงินที่โจทก์แต่ละ คนมีสิทธิที่จะได้รับเป็นเงินที่จำเลยมีหน้าที่จะต้องจ่ายเนื่องมาจากการปรับอัตราค่าจ้างตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพ การจ้างโดยปริยาย เงินนั้นจึงยังไม่มีสภาพเป็นค่าจ้างมิใช่ค่าจ้างที่จะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง คงเป็นหนี้เงินที่คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิด นัดได้ร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ในส่วนของวันผิดนัด อันเป็นวันเริ่มต้นที่จำเลยจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์แต่ละคนนั้น เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทวงถามให้ จำเลยชำระเงินที่ได้รับจากการปรับอัตราค่าจ้างและเงินบำเหน็จส่วนที่จำเลยจ่ายขาดไปในวันใด จึงต้องถือว่าจำเลย ผิดนัดนับแต่วันฟ้องของโจทก์แต่ละคนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่าย ดอกเบี้ยในต้นเงินค่าจ้างอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเกิดสิทธิ และให้จ่ายดอกเบี้ยในต้นเงินบำเหน็จนับแต่วันที่ จำเลยจ่ายบำเหน็จให้แก่โจทก์แต่ละคนไม่ครบเป็นต้นไป จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ต้องด้วยความเห็นของศาล ฎีกา ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ศาลฎีกา ก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยปรับอัตราค่าจ้างและจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ที่ 54 ถึงที่ 83 ตามมติ คณะรัฐมนตรีครั้งที่ 1 ที่มีผลบังคับวันที่ 1 เมษายน 2547 และครั้งที่ 2 ที่มีผลบังคับวันที่ 1ตุลาคม 2548 จนถึง วันที่ 6 กรกฎาคม 2549 ปรับอัตราค่าจ้างและจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ที่ 139 และที่ 140 ตามมติคณะรัฐมนตรีครั้งที่ 1 ที่มีผลบังคับวันที่ 1 เมษายน 2547 จนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2549 สำหรับการปรับอัตราค่าจ้างและจ่ายค่าจ้างให้ โจทก์ที่ลาออกจากการเป็นลูกจ้างขององค์การค้าของจำเลยให้ปรับและจ่ายถึงวันสุดท้ายที่โจทก์แต่ละคนมีสภาพ การเป็นลูกจ้างอยู่ โดยให้จำเลยเสียดอกเบี้ยในส่วนของเงินที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับจากการปรับอัตราค่าจ้างใน อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องของโจทก์แต่ละคน และเสียดอกเบี้ยในส่วนของบำเหน็จส่วนที่จำเลยขาดไป นับแต่วันฟ้องของโจทก์แต่ละคนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 22 โจทก์ที่ 129 และที่ 136 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
-137- (พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-พิทยา บุญชู) ศาลแรงงานกลาง - นายธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13895/2555 นายวิชิตพงศ์ วิจารจิตต์โจทก์ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 เดิมจำเลยจ่ายค่าพาหนะให้โจทก์เมื่อไปปฏิบัติงานนอกสถานที่เป็นรายครั้งตามค่าใช้จ่ายที่โจทก์ เบิกจ่าย ต่อมาจำเลยมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงโดยให้โจทก์รับค่าพาหนะเป็นการเหมาจ่ายรายเดือน ตามคำสั่งดังกล่าว ระบุว่าการอนุมัติค่าพาหนะให้แก่โจทก์ให้ถือว่าเป็นการให้เฉพาะตำแหน่งที่ดำรงอยู่ในขณะนั้นเท่านั้น หากมีการ เปลี่ยนแปลงตำแหน่งและลักษณะงานที่ไม่จำเป็นจะต้องได้รับค่าพาหนะ จำเลยมีสิทธิยกเลิกเงินได้ค่าพาหนะนั้น แปลความได้ว่าจำเลยตกลงให้ค่าพาหนะแก่โจทก์ต่อมาเมื่อโจทก์มีตำแหน่งและลักษณะงานที่ต้องเดินทาง มิได้ให้ ค่าพาหนะเป็นการถาวรตลอดไปมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรณีจึงเป็นการที่นายจ้างให้เงินเพิ่มแก่ลูกจ้างเป็นครั้งคราว ตามลักษณะการทำงาน มิได้ให้เพื่อตอบแทนการทำงานโดยตรงไม่ถือเป็นค่าจ้าง
-138- ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยมีคำสั่งให้ค่าพาหนะเป็นเงินเดือนค่าจ้างและให้จำเลยจ่ายเงินรางวัล ประจำปีงบประมาณ 2547/2548 โดยคิดคำนวณค่าพาหนะของโจทก์ที่ได้รับเป็นเงินเดือนค่าจ้าง เดือนละ 2,000 บาท รวมคำนวณไปในการจ่ายเงินรางวัลประจำปีงบประมาณ 2547/2548 ในอัตรา 2.25 เท่าของเงินเดือนค่าจ้าง ที่ค้างชำระต่อโจทก์ และให้นำเงินค่าพาหนะสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามข้อตกลงกับจ่ายค่าจ้างค้าง จำนวน 4,500 บาท และค่าเสียหายจำนวน 100,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็น ต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาเงินช่วยเหลือค่าพาหนะที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ เดือน ละ 2,000 บาท เป็นค่าจ้างหรือไม่ เห็นว่า เดิมจำเลยจ่ายค่าพาหนะให้โจทก์เมื่อไปปฏิบัติงานนอกสถานที่เป็นราย ครั้งตามค่าใช้จ่ายที่โจทก์เบิกจ่าย ต่อมาจำเลยเปลี่ยนแปลงโดยให้โจทก์รับค่าพาหนะเป็นการเหมาจ่ายรายเดือน เดือนละ 2,000 บาท ตามคำสั่งที่ 12/2527 คำสั่งนี้ระบุว่า การอนุมัติค่าพาหนะให้แก่โจทก์ให้ถือว่าเป็นการให้ เฉพาะตำแหน่งที่ดำรงอยู่ในขณะนั้นเท่านั้น หากมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งและลักษณะงานที่ไม่จำเป็นจะต้อง ได้รับค่าพาหนะ จำเลยมีสิทธิยกเลิกเงินได้ค่าพาหนะนั้น แปลความได้ว่าจำเลยตกลงให้ค่าพาหนะแก่โจทก์ ต่อเมื่อ โจทก์มีตำแหน่งและลักษณะงานที่ต้องเดินทาง มิได้ให้ค่าพาหนะเป็นการถาวรตลอดไปมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรณี จึงเป็นการที่นายจ้างให้เงินเพิ่มแก่ลูกจ้างเป็นครั้งคราวตามลักษณะการทำงาน มิได้ให้เพื่อตอบแทนการทำงาน โดยตรง ไม่ถือเป็นค่าจ้างตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและข้อตกลงการจ่ายเงินรางวัลประจำปี จำเลยจึงไม่ ต้องจ่ายเงินรางวัลประจำปีงบประมาณ 2547/2548 และไม่ต้องส่งเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์ โดย นำค่าพาหนะไปรวมเป็นเงินเดือนตามที่โจทก์อุทธรณ์แต่อย่างใด ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็น พ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ปดารณี ลัดพลี-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-สุนันท์ ชัยชูสอน)
-139- ศาลแรงงานกลาง - นายพงศธร นิ่มมานพ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ3505/2549 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13825/2555 นายวีระชัย บุณยทรรศนีย์โจทก์ บริษัทเฟอร์เทอร์แลนซ์ อินเทอร์เทรด (1963) จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 575, 587 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 จำเลยจ้างโจทก์ขับรถขนส่งสินค้าโดยโจทก์ต้องมีรถบรรทุกสินค้าของตัวเอง จำเลยจ่ายค่าจ้างให้ เฉพาะวันที่ปฏิบัติงานส่งสินค้าให้จำเลยเท่านั้น จึงบ่งบอกว่าจำเลยมุ่งผลสำเร็จของงานให้มีการขนสินค้าไปให้ลูกค้า ตามช่วงเวลานั้นจนเสร็จสิ้นไปเป็นสำคัญ อีกทั้งโจทก์จะมาทำงานวันใดก็ได้ตามความสมัครใจ ไม่มีข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานให้โจทก์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยหากฝ่าฝืนจำเลยมีสิทธิลงโทษทางวินัยแก่โจทก์ แสดงว่า จำเลยไม่มีอำนาจควบคุมบังคับบัญชาโจทก์ สัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงเป็นสัญญาจ้างทำของ ___________________________
-140- โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 9,680 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ และค่าชดเชย 55,415 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 29,915 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 27 พฤศจิกายน 2550) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าทำงานโดยสมัคร งาน ผ่านการทดลองงาน มีผู้ค้ำประกันการทำงาน จำเลยหักเงินค่าจ้างส่งสำนักงานประกันสังคมทุกเดือน โจทก์จึง เป็นลูกจ้างจำเลย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการจ้างแรงงาน หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ผู้ที่มารับจ้างขนส่งสินค้าให้แก่จำเลยจะได้รับค่าจ้างขนส่งสินค้าเป็นรายเที่ยวเฉพาะวันที่มี การขนส่งสินค้าเท่านั้น หากวันใดไม่มีการขนส่งสินค้า ผู้รับจ้างก็จะไม่ได้รับค่าจ้างแต่อย่างใด โดยจำเลยไม่ต้องจ่าย ค่าจ้างในวันนั้น ๆ ค่าจ้างดังกล่าวก็มิได้คิดกันเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน ผู้รับจ้างขนส่งสินค้าไม่มีสิทธิ ได้รับเงินค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปี ดังเช่นพนักงานอื่นที่เป็นลูกจ้างของ จำเลย ผู้รับจ้างจะต้องมีพาหนะที่ใช้สำหรับการขนส่งสินค้าโดยจำเลยมิได้เป็นผู้จัดหาและผู้รับจ้างจะต้องเป็น ผู้รับผิดชอบค่าน้ำมันรถ ค่าบำรุงรักษารถ ค่าอะไหล่และอุปกรณ์เกี่ยวกับรถเองทั้งสิ้น ผู้รับจ้างมิได้อยู่ภายใต้ ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทจำเลยดังเช่นพนักงานอื่น เมื่อผู้รับจ้างขนส่งสินค้าหยุดงานหรือไม่ มาส่งสินค้าเพราะเหตุของการเจ็บป่วยก็ดี ไปทำกิจธุระใด ๆ ก็ดี ผู้รับจ้างขนส่งสินค้าก็ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับ วันที่มิได้มาทำการส่งสินค้าและหยุดงานไปนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ในการขนส่งสินค้านั้น โจทก์จะต้องมีรถบรรทุกสินค้าของตนเอง จำเลยจะจ่ายค่าจ้างให้เฉพาะวันที่ได้ปฏิบัติงานส่งสินค้าให้แก่จำเลย เท่านั้น วันที่ไม่ได้ปฏิบัติงานจะไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้าง การจ้างงานขนส่งสินค้าเช่นนี้จึงมีลักษณะบ่งบอกถึงจำเลยมุ่ง ผลสำเร็จของงาน คือให้มีการขนส่งสินค้าไปให้ลูกค้าตามช่วงเวลานั้นจนสำเร็จเสร็จสิ้นไปเป็นสำคัญ หาได้มุ่งถึง แรงงานที่จำเลยจะได้รับจากการขับรถของโจทก์ไม่ นอกจากนี้ยังปรากฏว่าในการทำงานนั้นโจทก์จะมาทำงานในวัน ใดก็ได้ตามความสมัครใจ แสดงว่าจำเลยไม่มีอำนาจควบคุมบังคับบัญชาโจทก์ว่าโจทก์จะต้องมาทำงานวันใดหรือ เวลาใด โจทก์จะมาทำงานหรือไม่ขึ้นอยู่กับความต้องการของโจทก์เอง ไม่มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่าโจทก์ จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยและหากโจทก์ฝ่าฝืนไม่ยอมปฏิบัติตามจำเลยมีสิทธิลงโทษทางวินัยแก่โจทก์ได้ ซึ่ง
-141- อำนาจควบคุมบังคับบัญชาลูกจ้างเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างแรงงาน นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ และจำเลยจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของ หาใช่เป็นสัญญาจ้างแรงงานไม่ จำเลยจึงไม่ต้องจ่าย ค่าชดเชยให้โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลแรงงานกลาง (ทวีป ตันสวัสดิ์-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-นิยุต สุภัทรพาหิรผล) ศาลแรงงานกลาง - นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ2859/2551 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2967/2555 นายทรงพล พันต่วนโจทก์ บริษัทฮีดากา รีไซเคิล อ๊อฟ เอเชีย จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 538
-142- พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 สัญญาจ้างระบุจ่ายค่าจ้าง และสวัสดิการ ค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง เมื่อผ่านการทดลองงาน จำเลย จะบรรจุให้เป็นพนักงานประจำ โดยมีสวัสดิการเบี้ยขยันให้ตามหลักเกณฑ์ บ้านพักที่จำเลยจัดให้พนักงานมี 80 ห้อง พนักงานที่ไม่มีบ้านพักจะได้ค่าเช่า ในกรณีของโจทก์ไม่ต้องการบ้านพักก็จะช่วยเหลือเป็นค่าเช่า การตกลง จ่ายเงินดังกล่าวกันตามสัญญาจ้างของโจทก์กับจำเลยมีเจตนามาตั้งแต่แรกที่จะให้เป็นสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือ พนักงานนอกเหนือจากค่าจ้างที่กำหนดไว้เป็นเงินเดือน แม้ค่าเช่าบ้านและค่าพาหนะจำเลยจะจ่ายให้โจทก์เป็น ประจำทุกเดือน โดยไม่มีเงื่อนไขว่าต้องนำเอกสารหรือหลักฐานมาเบิกจ่าย ก็เป็นเพียงวิธีการจ่ายเงินในลักษณะ เหมาจ่ายเพื่อความสะดวกในทางปฏิบัติ และมิได้แสดงว่าคู่สัญญาจะเปลี่ยนเจตนาให้สวัสดิการนั้นกลายเป็นค่าจ้าง จำเลยใช้สิทธิเลิกสัญญาจ้างเนื่องจากโจทก์ไม่สามารถปฏิบัติงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบได้ หรืออาจกล่าวว่าโจทก์ขาดสมรรถภาพที่จะทำงานและรับผิดชอบในตำแหน่งที่ได้รับการว่าจ้าง มิใช่เป็นเรื่องการ ลงโทษเพราะโจทก์กระทำผิดทางวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน จำเลยมิได้กลั่นแกล้งโจทก์ กรณีจึงมีเหตุผล เพียงพอและสมควรที่จำเลยจะเลิกสัญญาจ้างโจทก์ได้ ไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 โจทก์ไม่ได้ไปทำงานเนื่องจากลาป่วยและลากิจ แต่โจทก์กลับทำบันทึกรายงานการตรวจงาน โรง อาหาร ร้านค้า พร้อมกับแสดงข้อสังเกต แสดงว่าโจทก์รายงานเท็จ เมื่อได้ความว่ามีการกระทำเช่นนั้นในงานหลัก ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของโจทก์ ย่อมถือได้ว่า โจทก์มีการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดย ถูกต้องและสุจริต ทำให้จำเลยนายจ้างมีสิทธิที่จะให้โจทก์ลูกจ้างออกจากงานได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือ ให้สินไหมทดแทนก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 6,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 19,724 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 25,320 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง
-143- โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยระบุว่า ตกลงจ่ายค่าจ้าง จำนวนเงิน 22,000 บาท และสวัสดิการ ค่าเช่าบ้านเดือนละ 1,000 บาท ค่าเดินทางเดือนละ 1,000 บาท ประกัน ชีวิตทุนประกัน 200,000 บาท เมื่อผ่านการทดลองงานบริษัทจะบรรจุให้เป็นพนักงานประจำ โดยมีสวัสดิการเบี้ย ขยันให้ตามหลักเกณฑ์ ซึ่งก็สอดคล้องกับประกาศรับสมัครที่โจทก์ประกาศรับสมัครตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่าย บุคคลและธุรการโดยระบุไว้ว่า มีสวัสดิการ เช่น ค่าเช่าบ้าน หอพักบริษัท รถรับส่งพนักงาน ค่าอาหาร ฯลฯ และได้ ความจากนายภาสกร ผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานของจำเลยว่า สวัสดิการของลูกจ้างมีรถรับส่ง ค่าอาหาร และบ้านพัก พนักงาน ในกรณีของโจทก์ไม่ต้องการบ้านพักก็จะช่วยเหลือเป็นค่าเช่าเดือนละ 1,000 บาท บ้านพักที่บริษัทจัดให้ พนักงานพักอาศัยมี 80 ห้อง สำหรับพนักงานทั่วไปที่ไม่มีบ้านพักจะได้ค่าเช่าเดือนละ 500 บาท แต่ผู้บริหารจะได้ เดือนละ 1,000 บาท ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การตกลงจ่ายเงินดังกล่าวกันตามสัญญาจ้างของโจทก์กับจำเลยมีเจตนา มาตั้งแต่แรกที่จะให้เป็นสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือพนักงานนอกเหนือจากค่าจ้างที่กำหนดไว้เป็นเงินเดือน แม้ค่าเช่า บ้าน และค่าพาหนะจำเลยจะจ่ายให้โจทก์เป็นประจำทุกเดือน โดยไม่มีเงื่อนไขว่าต้องนำเอกสารหรือหลักฐานมา เบิกจ่าย ก็เป็นเพียงวิธีการจ่ายเงินในลักษณะเหมาจ่ายเพื่อความสะดวกในทางปฏิบัติ และมิได้แสดงว่าคู่สัญญาจะ เปลี่ยนเจตนาให้สวัสดิการนั้นกลายเป็นค่าจ้าง ทั้งมิใช่กรณีที่นายจ้างมีเจตนาหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าจ้างโดยฝ่าฝืน กฎหมายแต่อย่างใด ที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยมาชอบแล้ว หลังจากโจทก์ทำงานครบปีจำเลยมีการประเมินผลการทำงานของโจทก์ที่ผ่านมาโดยรวมแล้ว ยัง ทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร จึงเรียกโจทก์ไปคุยกับประธานกรรมการบริษัทจำเลย และให้โอกาสโจทก์ปรับปรุงตนเอง เมื่อครบกำหนดมีการประเมินผลการปฏิบัติงานอีกก็ยังไม่ดีขึ้น โดยมีการประเมินผลถึง 4 ครั้ง ซึ่งมีรายละเอียดตาม คำเบิกความของนายภาสกร ผู้จัดการโรงงานผู้บังคับบัญชาของโจทก์ แสดงให้เห็นว่า ในการดูแลความปลอดภัยใน โรงงานและประสานงานกับบริษัทลูกค้าของจำเลย การดูแลโรงอาหาร ร้านค้า การควบคุมดูแลรถรับส่งพนักงาน การประเมิน การลาออก การขาดงาน ลางาน มาสายของพนักงาน มีข้อบกพร่องไม่สมบูรณ์ ในกรณีที่โจทก์ต้อง ประเมิน วิเคราะห์งานก็ไม่จัดทำแผนการประเมินและวิเคราะห์ หรือมีการทำก็ไม่สมบูรณ์ จึงสรุปผลว่าโจทก์ไม่ผ่าน เกณฑ์ประเมินผลการทำงาน และเลิกจ้างโจทก์ เห็นว่า กรณีนี้ จำเลยใช้สิทธิเลิกสัญญาจ้างเนื่องจากโจทก์ไม่ สามารถปฏิบัติงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบได้ หรืออาจกล่าวว่าโจทก์ขาดสมรรถภาพที่จะทำงานและรับผิดชอบ ในตำแหน่งที่ได้รับการว่าจ้างก็น่าจะไม่ผิด มิใช่เป็นเรื่องการลงโทษเพราะโจทก์กระทำผิดทางวินัยตามข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงาน ด้วยเหตุผลดังกล่าวประกอบข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 2 ฟังว่า จำเลยมิได้กลั่นแกล้งโจทก์ กรณีจึงมีเหตุผลเพียงพอและสมควรที่จำเลยจะเลิกสัญญาจ้างโจทก์ได้ ไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมต่อ โจทก์ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า วันที่ 26 และวันที่ 28 พฤษภาคม วันที่ 28 มิถุนายน และ วันที่ 2 กรกฎาคม 2550 โจทก์ไม่ได้ไปทำงานเนื่องจากลาป่วยและลากิจ แต่โจทก์กลับทำบันทึกรายงานการตรวจ
-144- งานโรงอาหาร ร้านค้าต่าง ๆ พร้อมกับแสดงข้อสังเกต แสดงว่าโจทก์รายงานเท็จ เมื่อได้ความว่ามีการกระทำเช่นนั้น ในงานหลักซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของโจทก์ ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ทำให้จำเลยนายจ้างมีสิทธิที่จะให้โจทก์ลูกจ้างออกจากงานได้โดยไม่ต้องบอกกล่าว ล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยมาจึงชอบแล้ว พิพากษายืน (ไสลเกษ วัฒนพันธุ์-ดิเรก อิงคนินันท์-ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล) ศาลแรงงานกลาง - นายเปี่ยมศักดิ์ มาฆทาน แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกแรงงาน หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ65/2551 หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14550 - 14707/2553 นายจ่อโซ ไม่มีชื่อสกุล กับพวกโจทก์ บริษัทฟูโปนิตติ้ง 1999 (ไทยแลนด์) จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 61
-145- การพิจารณาว่าคำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ต้องพิจารณาจากคำฟ้อง โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปด บรรยายฟ้องว่า โจทก์แต่ละคนเข้าทำงานกับจำเลยตามวัน เดือน ปี ที่ระบุในคำฟ้องจนถึงวันสุดท้ายที่อ้างว่าถูก จำเลยเลิกจ้าง และเรียกค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลา โดยนับจากวันที่โจทก์แต่ละคนเข้าทำงาน จนถึงวันสุดท้ายที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุแล้วคำนวณเป็นยอดเงินรวมของค่าจ้าง ค่าทำงานวันหยุด และค่า ล่วงเวลา โดยมิได้บรรยายให้แจ้งชัดว่าจำเลยค้างจ่ายเงินดังกล่าวในงวดใด วัน เดือน ปีใด และค้างจ่ายแต่ละครั้ง เป็นจำนวนเท่าใด โดยเฉพาะวันหยุดนั้น พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 มีถึง 3 ประเภท คือวันหยุด ประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี ซึ่งตามมาตรา 61 บัญญัติค่าทำงานในวันหยุด สำหรับลูกจ้างซึ่งมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดกับลูกจ้างซึ่งไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดไว้แตกต่างกัน แต่โจทก์ทั้ง หนึ่งร้อยห้าสิบแปดมิได้บรรยายคำฟ้องให้ชัดแจ้งว่าจำเลยค้างชำระค่าทำงานในวันหยุดประเภทใด อัตราค่าทำงาน ในวันหยุดเท่าไร คำฟ้องของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดจึงมิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่ อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธี พิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม การกำหนดประเด็นพิพาทและหน้าที่นำสืบในคดีแรงงานไม่จำต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เนื่องจาก พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะได้บัญญัติไว้แล้วในมาตรา 39 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการ กำหนดให้คู่ความฝ่ายใดในคดีแรงงานนำพยานมาสืบก่อนหรือหลังเป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลแรงงาน โดยเฉพาะ เดิมโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดซึ่งเป็นคนต่างด้าวพักอาศัยในโรงงานของจำเลย ต่อมาขอออกไป พักอาศัยนอกโรงงานโดยทำข้อตกลงร่วมกับจำเลยว่าโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดมีหน้าที่ต้องดำเนินการต่ออายุ ใบอนุญาตทำงานก่อนที่ใบอนุญาตทำงานจะสิ้นสุดลงโดยเสียค่าใช้จ่ายเอง การที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดไม่ ดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงานทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่าหากไม่มีใบอนุญาตทำงานจะไม่สามารถทำงานกับจำเลยต่อไป ได้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยต่อไป การที่จำเลยไม่ให้โจทก์ทั้งหนึ่ง ร้อยห้าสิบแปดทำงานเป็นการดำเนินการให้ต้องตามความประสงค์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปด หาใช่เกิดจาก ความประสงค์ของจำเลยแต่ต้นที่จะไม่ให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดทำงานไม่ ___________________________ คดีทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดสำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 6 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้ เรียกโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 158 ตามลำดับ และให้เรียกจำเลยทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปด สำนวนว่า จำเลย
-146- โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 158 แต่ละ คนตามจำนวนที่ระบุในคำขอท้ายฟ้องพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินของโจทก์แต่ละคน จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบ แปดในประการแรกที่สมควรยกขึ้นวินิจฉัยก่อนใน ข้อ 3.2 ว่า คำฟ้องโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดสำหรับในส่วน ของค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดอ้างว่าจำเลยค้างจ่ายเคลือบคลุม หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดอุทธรณ์ทำนองว่า โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดบรรยายฟ้องถึงความเป็น นายจ้างลูกจ้าง สภาพการจ้าง การจ่ายค่าจ้างไว้ครบถ้วน จำเลยไม่หลงต่อสู้คดีอีกทั้งจำเลยได้ส่งเอกสารการจ่าย ค่าจ้างเข้ามาในคดี เห็นว่า การพิจารณาว่าคำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่จะต้องพิจารณาจากคำฟ้อง โจทก์ทั้งหนึ่งร้อย ห้าสิบแปดบรรยายฟ้องว่า โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดเข้าทำงานกับจำเลยตามวัน เดือน ปี ที่ระบุในคำฟ้องของ โจทก์แต่ละคนจนถึงวันสุดท้ายที่โจทก์แต่ละคนอ้างว่าถูกจำเลยเลิกจ้างคือวันที่ 29 ธันวาคม 2548 และบรรยาย ฟ้องเรียกค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดอ้างว่าจำเลยค้างจ่าย โดยนับ จากวันที่โจทก์แต่ละคนเข้าทำงานจนถึงวันสุดท้ายที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุแล้วคำนวณเป็นยอดเงินรวมของ ค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลา โดยมิได้บรรยายให้แจ้งชัดว่าจำเลยค้างจ่ายเงินดังกล่าวในงวดใด วัน เดือน ปีใด และค้างจ่ายแต่ละครั้งเป็นจำนวนเท่าใด โดยเฉพาะวันหยุดนั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 มีถึง 3 ประเภท คือวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี ซึ่งตามมาตรา 61 กำหนดค่าทำงานในวันหยุดสำหรับลูกจ้าง ซึ่งมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดกับลูกจ้างซึ่งไม่มีสิทธิ ได้รับค่าจ้างในวันหยุดไว้แตกต่างกัน แต่ทนายความของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดก็มิได้บรรยายคำฟ้องให้ชัดแจ้ง ว่า จำเลยค้างชำระค่าจ้างในวันหยุดประเภทใด อัตราค่าทำงานในวันหยุดเท่าไร ฟ้องโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดจึง มิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดฟังไม่ขึ้น โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดอุทธรณ์ข้อ 3.1 ในทำนองว่า ศาลแรงงานภาค 6 กำหนดให้โจทก์ทั้ง หนึ่งร้อยห้าสิบแปดนำสืบก่อนแล้วจึงให้จำเลยสืบแก้ ไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปด
-147- เสียเปรียบ เนื่องจากจำเลยอ้างข้อเท็จจริงในคำให้การขึ้นใหม่ว่า จำเลยได้จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบ แปดครบถ้วนแล้ว จำเลยจึงต้องมีหน้าที่นำสืบก่อนนั้น เห็นว่า การกำหนดประเด็นพิพาทและหน้าที่นำสืบในคดี แรงงานไม่จำต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเนื่องจากพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะได้บัญญัติไว้แล้วในมาตรา 39 วรรค หนึ่ง ว่าในกรณีมีประเด็นที่ยังไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกัน ให้ศาลแรงงานจดประเด็นข้อ พิพาทและบันทึกคำแถลงของโจทก์กับคำให้การของจำเลยอ่านให้คู่ความฟังและให้ลงลายมือชื่อไว้ โดยจะระบุให้ คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำพยานมาสืบก่อนหรือหลังก็ได้ แล้วให้ศาลแรงงานกำหนดวันสืบพยานไปทันที บทบัญญัติ ดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดเจนว่า การกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดในคดีแรงงานนำพยานมาสืบก่อนหรือหลังนั้นเป็น อำนาจและดุลพินิจของศาลแรงงานโดยเฉพาะ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้าย ข้อ 3.3 ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดหรือไม่ และ จำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ให้แก่ โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดนำสืบให้ เห็นชัดเจนว่าหลังจากมีการทำบันทึกข้อตกลงแล้ว โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดก็ย้ายไปพักอาศัยอยู่นอกโรงงานของ จำเลย และจะเข้าไปภายในโรงงานของจำเลยได้ก็ต่อเมื่อมีชื่อปรากฏอยู่ในประกาศที่จำเลยปิดเอาไว้ ประกอบกับ จำเลยไม่ดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงานให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปด ทั้ง ๆ ที่เดิม หากโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบ แปดพักอาศัยอยู่ภายในโรงงานของจำเลย จำเลยก็จะดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงานให้ โดยจำเลยจะหักค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนภายหลัง โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดจึงถูกจำเลยกลั่นแกล้งไม่ยอมให้กลับเข้าไปทำงาน ไม่จ่าย งานให้ทำและไม่จ่ายค่าจ้าง ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดและการที่ศาลแรงงานภาค 6 วินิจฉัยว่า ลูกจ้างที่อยู่ในโรงงานการจะหลบหนีย่อมทำได้ยาก ไม่เกี่ยวกับสภาพการจ้างและอำนาจการบังคับบัญชา ไม่น่าจะเกี่ยวกับการควบคุมตัวบุคคลอันอาจเข้าข่ายการบังคับใช้แรงงานที่ขัดต่อกฎหมายนั้น เห็นว่า ศาลแรงงาน ภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงว่าเดิมโจทก์ทั้งร้อยห้าสิบแปดพักอาศัยในโรงงานของจำเลย ต่อมาได้ขอออกไปพักอาศัยนอก โรงงานโดยทำข้อตกลงร่วมกันกับจำเลยตามบันทึกข้อตกลง โดยโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดมีหน้าที่ต้องดำเนินการ ต่ออายุใบอนุญาตทำงานก่อนที่ใบอนุญาตทำงานจะสิ้นสุดลงโดยเสียค่าใช้จ่ายเอง ต่อมาโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบ แปดไม่ได้นำพาต่อการดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน และปล่อยปละละเลยให้ใบอนุญาตทำงานหมดอายุไป แล้ว จำเลยจึงไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดเข้าทำงานอีก เพราะจำเลยเกรงจะมีความผิดตามกฎหมาย ดังนั้นการที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดไม่ดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงานทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่าหากไม่มี ใบอนุญาตทำงานก็จะไม่สามารถทำงานกับจำเลยต่อไปได้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดไม่ประสงค์จะ ทำงานกับจำเลยต่อไป การที่จำเลยไม่ให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดทำงานก็เป็นการดำเนินการให้ต้องตามความ ประสงค์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดที่ไม่ดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงานนั่นเอง หาใช่เกิดจากความ ประสงค์ของจำเลยแต่ต้นที่จะไม่ให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดทำงานไม่ ที่ศาลแรงงานภาค 6 วินิจฉัยว่าจำเลยมิได้ เลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปด จึงไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และ ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดจึงชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้า สิบแปดประการสุดท้ายนี้จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
-148- พิพากษายืน (ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล-ดิเรก อิงคนินันท์-วิรุฬห์ แสงเทียน) ศาลแรงงานภาค 6 - นายเดชวิบุล พนาเศรษฐเนตร แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นพ252/2552 หมายเหตุ Print Preview Mode พิมพ์หน้านี้ 3. ฎีกาตดัสินเกี่ยวกบั ปัญหาขอ ้ กฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12239 - 12405/2553 นายวิโรจน์ วันระยานนท์ กับพวกโจทก์ บริษัทไทยอินเตอร์เนชั่นแนลซีฟูดส์ จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 820 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 118 วรรค สอง
-149- จำเลยรับว่ามอบให้ ธ. ซึ่งเป็นผู้จัดการบริษัทจำเลยที่จังหวัดสงขลาเป็นตัวแทนของจำเลยในการ ประชุมแจ้งเรื่องให้พนักงานรวมทั้งโจทก์ทั้งหมดไปทำงานที่บริษัท ซ. ธ. จึงเป็นผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจ กระทำการแทนจำเลย จึงเป็นตัวแทนและนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และจำเลยซึ่ง เป็นตัวการจะต้องผูกพันต่อลูกจ้างและโจทก์ทั้งหมดในการกระทำของ ธ. ที่ได้กระทำไปภายในขอบวัตถุประสงค์ ของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 820 ดังนั้น การที่ ธ. แจ้งต่อที่ประชุมว่าขอให้ลูกจ้างทั้งหมดไปทำงานที่บริษัท ซ. หากไม่ไปจะไม่จ่ายค่าจ้าง แม้การทำงานของโจทก์ทั้งหมดในบริษัทใหม่จะเป็นการทำงานเช่นเดิม แต่โจทก์ทั้งหมด ไม่ยอมทำตามจะถือว่าเป็นความผิดของโจทก์ทั้งหมดไม่ได้ เป็นสิทธิของโจทก์ทั้งหมดที่จะไปทำงานกับบริษัทใหม่ หรือไม่ก็ได้ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหมดแล้วตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง ___________________________ คดีทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเจ็ดสำนวน ศาลแรงงานภาค 9 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้ เรียกโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเจ็ดสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 167ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเจ็ด สำนวนว่า จำเลย โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเจ็ดสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าชดเชยให้แก่โจทก์แต่ละคน จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์แต่ละคน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลย นางสาวธิติมาเป็นตัวแทน ของจำเลยมีอำนาจบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 167 ได้หรือไม่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ได้ให้คำนิยามว่า นายจ้างหมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ ในกรณีที่ นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มี อำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลด้วย เมื่อจำเลยเป็นนิติบุคคล นางสาวธิติมาเป็นผู้จัดการบริษัทจำเลยที่จังหวัด
-150- สงขลา และจำเลยรับว่า มอบให้นางสาวธิติมาเป็นตัวแทนของจำเลยในการประชุมแจ้งเรื่องให้พนักงานรวมทั้งโจทก์ ทั้งหมดไปทำงานที่บริษัทซีเวลท์โฟรเซ่นท์ ฟู้ด จำกัด นางสาวธิติมาจึงเป็นผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำ การแทนจำเลยจึงเป็นตัวแทนและเป็นนายจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าว และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 บัญญัติว่า "ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันตัวแทน หรือตัวแทนช่วง ได้ทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน" ซึ่งมีความหมายว่า กิจการใดอันตัวแทนได้กระทำไปในขอบอำนาจของ ตัวแทน เป็นการกระทำของตัวการ จำเลยผู้เป็นตัวการจึงต้องผูกพันต่อบุคคลภายนอกคือลูกจ้างและโจทก์ทั้งหมด ในการกระทำของนางสาวธิติมาที่ได้กระทำไปภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลย ดังนั้น การที่นางสาวธิติมาแจ้งต่อ ที่ประชุมตามที่ศาลแรงงานภาค 9 ฟังมาว่า ขอให้ลูกจ้างทั้งหมดไปทำงานที่บริษัทซีเวลท์ โฟรเซ่น ฟู้ด จำกัด แต่ ลูกจ้างทั้งหมดไม่ยอมไปนางสาวธิติมาบอกว่า ทางจำเลยไม่มีเงินจ่าย หากพนักงานไม่ไปตัวนางสาวธิติมาเองก็ไม่มี เงินจ่ายเหมือนกัน ถือเป็นการบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง บัญญัติว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้าง ทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึง กรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้าง เพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป" จากบทบัญญัติ ดังกล่าว หมายถึง การที่นายจ้างกระทำการใด ๆ ต่อลูกจ้างที่เป็นการแสดงว่านายจ้างมีเจตนาไม่ให้ลูกจ้างทำงาน ต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง และหมายรวมถึงกรณีที่นายจ้างไม่มีงานให้ลูกจ้างทำหรือไม่อาจประกอบกิจการ ต่อไปได้ ถือเป็นการเลิกจ้าง ดังนั้น การที่นางสาวธิติมาซึ่งเป็นตัวแทนนายจ้างแจ้งต่อลูกจ้างและโจทก์ทั้งหมดว่าให้ ทุกคนไปทำงานที่บริษัทซีเวลท์ โฟร์เซ่น ฟู้ด จำกัด หากไม่ไปจะไม่จ่ายเงินค่าจ้างให้ แม้การทำงานของโจทก์ทั้งหมด ในบริษัทใหม่จะเป็นการทำงานเช่นเดิมแต่โจทก์ทั้งหมดไม่ยอมทำตามจะถือว่าเป็นความผิดของโจทก์ทั้งหมดไม่ได้ เป็นสิทธิของโจทก์ทั้งหมดที่จะไปทำงานกับบริษัทใหม่หรือไม่ก็ได้ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ ทั้งหมดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง ทั้งมาตรา 118 วรรคสอง ไม่ได้ บัญญัติว่า การเลิกจ้างต้องกระทำเป็นหนังสือจึงบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาได้ และถือว่านางสาวธิติมาเป็นตัวแทน ของจำเลยมีอำนาจบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 167 ได้ ศาลแรงงานภาค 9 วินิจฉัยในประเด็นนี้ศาลฎีกาเห็น พ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดี เปลี่ยนแปลง พิพากษายืน (พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์-ดิเรก อิงคนินันท์-พิทยา บุญชู) ศาลแรงงานภาค 9 - นายจำรัส เพ็ชรสุวรรณ์ แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา