-351- พาหนะที่จำเลยให้โจทก์ใช้เดินทางไปปฏิบัติงานแก่จำเลย ในการเลิกจ้างจำเลยได้จ่ายค่าชดเชยเก้าสิบวันและ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30 วัน ของอัตราค่าจ้างสุดท้ายแก่โจทก์เป็นเงินรวม 300,000 บาท แล้ว และ จำเลยไม่ได้กลั่นแกล้งโจทก์ กรณีไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหาย ส่วนค่าจ้างสำหรับ วันหยุดพักผ่อนประจำปีพร้อมดอกเบี้ยจำเลยได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับแล้ว แต่โจทก์ยังไม่ไปรับ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้การว่า จำเลยที่ 5 และที่ 6 ไม่ใช่นายจ้างหรือตัวแทนนายจ้าง แต่เป็นเพียง ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เท่านั้น จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 5 และที่ 6 ศาลแรงงานกลางอนุญาต ให้จำหน่ายคดี เฉพาะจำเลยที่ 5 และที่ 6 ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อน ประจำปีพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์แล้ว ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยนั้น จำเลยที่ 1 จ่ายให้โจทก์แล้วรวมเป็นเงิน 300,000บาท ตามเอกสารหมาย ล.4 จำเลยที่ 1 ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจอีกทั้ง ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างพร้อมโจทก์มีจำนวน 13 คน และอยู่คนละฝ่ายหรือส่วนงานกับโจทก์ พฤติการณ์แห่งคดีไม่ ปรากฏว่าจำเลยกลั่นแกล้งโจทก์ ยังฟังไม่ได้ว่าการเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างที่ ขาดไปในเดือนพฤศจิกายน 2541 เป็นเงิน 22,000 บาท ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่โจทก์ถูกเลิกจ้างแล้ว จึงไม่มีสิทธิ ได้รับค่าจ้างดังกล่าว ส่วนค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี โจทก์ก็ได้รับไปแล้วตามเอกสารหมาย ล.29 จึงไม่ มีสิทธิเรียกร้องอีกคงมีประเด็นวินิจฉัยเฉพาะเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยซึ่งต้องวินิจฉัย ก่อนว่าโจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเท่าใด จำเลยนำสืบว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 75,000 บาท ส่วนโจทก์นำ สืบว่าได้รับค่าจ้างเดือนละ 97,000 บาท แยกเป็นเงินเดือน 75,000 บาท และค่าเช่ารถยนต์ 22,000 บาท โดยเป็น การเหมาจ่ายทุกเดือน เห็นว่า จำเลยนำสืบยอมรับว่ามีข้อตกลงพิเศษกับโจทก์ว่าจะหารถประจำตำแหน่งให้ แต่ถ้า หากยังหารถไม่ได้ก็จะให้ค่าเช่ารถเดือนละ 22,000 บาท และปรากฏว่าจำเลยจ่ายค่าเช่ารถแก่โจทก์เป็นประจำทุก เดือน ค่าเช่ารถดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นค่าจ้าง ต้องนำมารวมคำนวณสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและ ค่าชดเชย จำเลยที่ 1 บอกเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2541 โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ 1 เดือน เป็นเงิน 97,000 บาท และโจทก์ ทำงานครบ หนึ่งปีแต่ไม่ครบสามปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน เป็นเงิน 291,000 บาท รวม สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยเป็นเงิน388,000 บาท จำเลยที่ 1 จ่ายแก่โจทก์แล้ว 300,000 บาท ยังขาดอยู่อีก 88,000 บาทพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่ โจทก์อีก 88,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 จนกว่าจะชำระ เสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
-352- ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ค่าเช่า รถยนต์หรือค่าชดเชยรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้โจทก์ทุกเดือนเดือนละ22,000 บาท นั้น เป็นค่าจ้างหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 5 บัญญัติว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้าง ตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่นหรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวัน ทำงานและให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมี สิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 มีข้อตกลงกับโจทก์ว่าจะ หารถประจำตำแหน่งให้โจทก์ แต่ถ้าหากยังหารถไม่ได้ก็จะให้ค่าเช่ารถยนต์เดือนละ 22,000 บาท ข้อตกลงของ โจทก์และจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่ามีการกำหนดให้จำเลยที่ 1 หารถประจำตำแหน่งให้โจทก์เป็นหลัก มี ข้อยกเว้นว่าหากยังหารถให้ไม่ได้ก็ให้จ่ายค่าเช่ารถยนต์ให้โจทก์เดือนละ 22,000 บาท ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะยังหา รถประจำตำแหน่งให้โจทก์ไม่ได้จึงต้องจ่ายค่าเช่ารถยนต์ให้โจทก์เดือนละ 22,000 บาท ไปแล้วกี่เดือนก็ตาม หาก ต่อมาจำเลยที่ 1 สามารถหารถประจำตำแหน่งให้โจทก์ได้ตามข้อตกลงเมื่อใด จำเลยที่ 1 ก็ไม่จำต้องจ่ายค่าเช่า รถยนต์ดังกล่าวให้โจทก์อีกต่อไป ดังนั้น ค่าเช่ารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้โจทก์เดือนละ22,000 บาท ตามข้อตกลง ในระหว่างที่ยังจัดหารถประจำตำแหน่งให้โจทก์ไม่ได้ถือว่าเป็นสวัสดิการมิใช่เงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานใน เวลาทำงานปกติของวันทำงานแม้จะจ่ายเงินจำนวนแน่นอนเท่า ๆ กันทุกเดือน ก็มิใช่ค่าจ้าง การที่ศาลแรงงานกลาง นำเอาค่าเช่ารถยนต์เดือนละ 22,000 บาท ไปคิดรวมเป็นค่าจ้างของโจทก์เป็นเงินเดือนละ97,000 บาท จึงไม่ ถูกต้อง ที่ถูกเป็นค่าจ้างเพียงเดือนละ 75,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่โจทก์มีสิทธิได้รับจาก จำเลยที่ 1 จำนวน 1 เดือน จึงเป็นเงินเพียง75,000 บาท และค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน เป็นเงิน 225,000บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 300,000 บาท เท่ากับจำนวนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและ ค่าชดเชยที่โจทก์ได้รับไปจากจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในเงินดังกล่าวได้อีก อุทธรณ์ ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น และเนื่องจากคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระหนี้ดังกล่าวซึ่งมีมูลหนี้อันมิ อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่มิได้อุทธรณ์ด้วยตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (หัสดี ไกรทองสุก-กมล เพียรพิทักษ์-จรัส พวงมณี)
-353- แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8690/2544 นางตันตินี ปัทมพงศ์โจทก์ บริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นายจ้างมีข้อตกลงกับลูกจ้างว่าจะหารถประจำตำแหน่งให้ แต่ถ้าหากยังหารถไม่ได้ก็จะให้ค่าเช่า รถยนต์ เดือนละ 22,000 บาท ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้หารถประจำตำแหน่งให้ลูกจ้างเป็นหลัก มีข้อยกเว้นว่า หากยังหา รถให้ไม่ได้ก็ให้จ่ายค่าเช่ารถยนต์ให้ลูกจ้าง หากต่อมานายจ้างสามารถหารถประจำตำแหน่งให้ลูกจ้างได้ ตามข้อตกลงเมื่อใด นายจ้างก็ไม่จำต้องจ่ายค่าเช่ารถยนต์ดังกล่าวให้ลูกจ้างอีกต่อไป ค่าเช่ารถยนต์รายเดือนที่ นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้าง ถือว่าเป็นสวัสดิการ มิใช่เงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน แม้จะจ่ายเงินจำนวน แน่นอนเท่า ๆ กัน ทุกเดือนก็มิใช่ค่าจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันจ่ายค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน ๑๙๔,๖๙๙ บาท กับค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นเงิน ๑๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะ ชำระเสร็จแก่โจทก์
-354- จำเลยทั้งหกคนให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ศาลแรงงานกลางอนุญาต ให้จำหน่ายคดี เฉพาะ จำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์อีก ๘๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ จนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ว่า ค่าเช่ารถยนต์หรือ ค่าชดเชยรถยนต์ ที่จำเลยที่ ๑ จ่ายให้โจทก์ทุกเดือนเดือนละ ๒๒,๐๐๐ บาท นั้น เป็นค่าจ้างหรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ บัญญัติว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่าย เป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ ราย เดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้ หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตาม พระราชบัญญัตินี้ คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยที่ ๑ มีข้อตกลงกับโจทก์ว่าจะหารถประจำ ตำแหน่งให้โจทก์ แต่ถ้าหากยังหารถไม่ได้ ก็จะให้ค่าเช่ารถยนต์เดือนละ ๒๒,๐๐๐ บาท ข้อตกลงของโจทก์และ จำเลยที่ ๑ ดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่ามีการกำหนดให้จำเลยที่ ๑ หารถประจำตำแหน่งให้โจทก์เป็นหลัก มีข้อยกเว้น ว่า หากยังหารถให้ไม่ได้ก็ให้จ่ายค่าเช่ารถยนต์ให้โจทก์ ดังนั้น แม้จำเลยที่ ๑ จะยังหารถประจำตำแหน่งให้โจทก์ ไม่ได้จึงต้องจ่ายค่าเช่ารถยนต์ให้โจทก์ไปแล้วกี่เดือนก็ตาม หากต่อมาจำเลยที่ ๑ สามารถหารถประจำตำแหน่งให้ โจทก์ได้ตามข้อตกลงเมื่อใด จำเลยที่ ๑ ก็ไม่จำต้องจ่ายค่าเช่ารถยนต์ดังกล่าวให้โจทก์อีกต่อไป ดังนั้น ค่าเช่ารถยนต์ ที่จำเลยที่ ๑ จ่ายให้โจทก์ ตามข้อตกลงในระหว่างที่ยังจัดหารถประจำตำแหน่งให้โจทก์ไม่ได้ ถือว่าเป็นสวัสดิการ มิใช่เงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน แม้จะจ่ายเงินจำนวนแน่นอนเท่า ๆ กันทุก เดือน ก็มิใช่ค่าจ้าง การที่ศาลแรงงานกลางนำเอาค่าเช่ารถยนต์เดือนละ ๒๒,๐๐๐ บาท ไปคิดรวมเป็นค่าจ้างของ โจทก์เป็นเงินเดือนละ ๙๗,๐๐๐ บาท จึงไม่ถูกต้องที่ถูกเป็นค่าจ้างเพียงเดือนละ ๗๕,๐๐๐ บาท สินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ ๑ จำนวน ๑ เดือน จึงเป็นเงินเพียง ๗๕,๐๐๐ บาท และ ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน เป็นเงิน ๒๒๕,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๓๐๐,๐๐๐ บาท เท่ากับจำนวนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยที่โจทก์ได้รับไปจากจำเลยที่ ๑ แล้ว โจทก์จึงไม่มี สิทธิฟ้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดในเงินดังกล่าวได้อีก?
-355- พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง . (หัสดี ไกรทองสุก-กมล เพียรพิทักษ์-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8382/2544 นางกัญญา พุ่มแก้วโจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดมณเฑียรนครศรีธรรมราชจำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรค สอง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 125 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31
-356- พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย เงินประกัน ค่าชดเชย และค่าจ้างที่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแก่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง จำเลยทราบคำสั่ง ดังกล่าวแล้ว โจทก์และจำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน จึงถึงที่สุด จำเลยจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานแก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่ ชำระ โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานได้แม้จะเกินระยะเวลา 30 วัน นับแต่ วันที่ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเพราะ มิใช่เป็นการฟ้องเพื่อเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง แต่เป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงาน ตรวจแรงงานซึ่งไม่อยู่ในกำหนดเวลาที่จะต้องฟ้องภายใน 30 วัน โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย เงินประกัน ค่าชดเชย และค่าจ้างที่ต่ำกว่าอัตรา ค่าจ้างขั้นต่ำตาม คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ถึงที่สุด ทั้งโจทก์ได้แนบสำเนาคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานมา ท้ายคำฟ้องด้วยแล้ว สภาพแห่งข้อหาของโจทก์มีว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินทั้งสี่ประเภทนั้นตามคำสั่งพนักงานตรวจ แรงงานโดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานถึงที่สุดแล้วตาม พ.ร.บ. คุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคสอง เพราะจำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง พนักงานตรวจแรงงาน จำเลยจึงต้อง จ่ายเงินทั้งสี่ประเภทให้โจทก์ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน และโจทก์มีคำ ขอบังคับให้จำเลยจ่ายเงินทั้งสี่ประเภทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรค สอง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 โจทก์ไม่จำต้องบรรยาย ถึงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละเท่าใด ตั้งแต่ช่วงเวลาใดถึงช่วงเวลาใดมาในฟ้อง ___________________________ โจกท์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย และถูกจำเลยเลิกจ้าง โดยจำเลยอ้างว่าโจทก์ขาดงาน ติดต่อกันเป็นเวลา 10 วัน โจทก์จึงร้องทุกข์ต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราช พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย และค่าจ้างที่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำย้อนหลังแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยได้รับค่าจ้าง พร้อมสวัสดิการและประโยชน์อื่นเป็น ส่วนหนึ่งของค่าจ้างซึ่งมากกว่าเงินค่าจ้างที่โจทก์ได้รับ จำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ แต่โจทก์ออกจากงานไปเองด้วย ความสมัครใจ จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยและเงินที่โจทก์อ้างว่าจำเลยจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ โจทก์ มิได้นำคดี สู่ศาลภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตามมาตรา 124, 125 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จึงหมดเวลาฟ้องร้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้ให้รายละเอียด เกี่ยวกับจำนวนเงินอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและวันเวลาที่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำมีผลใช้บังคับ ขอให้ยกฟ้อง
-357- ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า พนักงานตรวจแรงงานกำหนดจำนวนเงินค่าจ้างที่จำเลยจ่ายให้ โจทก์ต่ำกว่า ค่าจ้างขั้นต่ำชัดเจนแน่นอนแล้ว โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายถึงรายละเอียดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและวัน เวลาที่อัตรา ค่าจ้างขั้นต่ำมีผลใช้บังคับ ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม โจทก์จำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่ วันที่ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจึงถึงที่สุดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคสอง จำเลยต้องจ่ายเงินให้โจทก์ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน เมื่อจำเลยไม่จ่ายโจทก์ ย่อมฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานได้แม้เกิน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งเพราะ ไม่ใช่เป็นการฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน พิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ประการแรก โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ปัญหาข้อนี้เกี่ยวด้วย ความ สงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอ้างในศาลแรงงานกลาง แต่จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้น อุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าโจทก์มิได้ฟ้องนายเจริญ หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของ โจทก์ด้วย โจทก์จึง ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดที่บังคับให้ลูกจ้างต้องฟ้องบรรดานายจ้าง ทั้งหมดเป็นจำเลย จึงเป็นสิทธิของลูกจ้างที่จะเลือกฟ้องนายจ้างคนใดหรือทุกคนเป็นจำเลยก็ได้ โจทก์มีอำนาจฟ้อง โดยไม่จำต้องฟ้อง นายเจริญเป็นจำเลยด้วย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์มิได้ฟ้องคดี ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า พนักงาน ตรวจแรงงานมี คำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย เงินประกัน ค่าชดเชย และค่าจ้างที่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแก่ โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่ง จำเลยทราบคำสั่งดังกล่าวทางไปรษณีย์ตอบรับแล้ว แต่โจทก์และจำเลย ไม่นำคดีไปสู่ศาล ภายใน 30 วันนับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงถึงที่สุด ดังนี้จำเลยมีหน้าที่ ตามกฎหมายที่จะต้องจ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานแก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับ จำเลยปฏิบัติตาม คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานได้แม้จะเกินระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งพนักงานตรวจ แรงงาน เพราะมิใช่เป็นการฟ้องเพื่อเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง แต่เป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานซึ่งไม่อยู่ใน กำหนดเวลาที่จะต้องฟ้องภายใน 30 วัน ส่วนอุทธรณ์ข้อ 3.2 ของจำเลยเพียงแต่กล่าวว่าจำเลยต้องการให้โจทก์ หรือพนักงานตรวจแรงงานในฐานะ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ฟ้องเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน และจำเลย พอใจแล้วจึงไม่ฟ้องเพิกถอนคำสั่ง ดังกล่าว ไม่มีข้อความตอนใดเลยที่โต้แย้งว่าคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางไม่ ชอบด้วยเหตุผลใด จึงเป็นอุทธรณ์ที่ ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้ง ศาลแรงานและวิธีพิจารณาคดีแรงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ประการสุดท้าย คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย เงินประกัน ค่าชดเชย และ ค่าจ้างที่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของพนักงานตรวจแรงงานที่ถึงที่สุด ทั้งโจทก์ได้แนบสำเนาคำสั่งพนักงานตรวจ แรงงานมา ท้ายคำฟ้องด้วยแล้ว ดังนี้ ฟ้องของโจทก์มีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าคำสั่งพนักงานตรวจ
-358- แรงงานถึงที่สุดแล้ว ตามพ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคสอง เพราะจำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาล ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยจึงต้องจ่ายเงินทั้งสี่ประเภทให้โจทก์ตามคำสั่ง พนักงานตรวจ แรงงาน และโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยจ่ายเงินทั้งสี่ประเภทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คำฟ้องของ โจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 โจทก์ไม่จำต้องบรรยายฟ้องถึงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำว่าเป็นวันละเท่าใด ตั้งแต่ช่วงเวลาใดถึง ช่วงเวลาใดดังที่จำเลยอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบแล้ว พิพากษายืน. (วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-สกนธ์ กฤติยาวงศ์-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง (สงขลา) - นายธงชัย อยู่ถนอม ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7402 - 7403/2544 นาย ธงชัย พรศิริเสวี กับพวกโจทก์ บริษัท ซีลเทค อินดัสตรีส์ จำกัดจำเลย
-359- พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 119 จำเลยจ่ายค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ให้แก่โจทก์ทั้งสองในลักษณะเหมาจ่ายเป็นรายเดือน เป็น เงินเดือนละ 6,000 บาท เท่า ๆ กันทุกเดือน โดยไม่คำนึงว่าโจทก์ทั้งสองจะได้ใช้จ่ายเงินเป็นค่าน้ำมันรถและค่า โทรศัพท์หรือไม่ หรือได้ใช้จ่ายไปจำนวนมากน้อยเท่าใด และโจทก์ทั้งสองไม่ต้องแสดงใบเสร็จค่าน้ำมันรถหรือ ใบเสร็จค่าโทรศัพท์เป็นหลักฐานในการรับเงินดังกล่าวด้วยเงินค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ดังกล่าวจึงเป็นเงินที่ จำเลยเป็นนายจ้างตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างระหว่าง จำเลยและโจทก์ทั้งสองถือว่าเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 แม้จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้ระบุเหตุผลของการเลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้าง ซึ่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯมาตรา 17 วรรคสามกำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้า นายจ้างไม่ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างนายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ก็ ตามแต่ข้อห้ามดังกล่าวไม่รวมถึงข้อต่อสู้ในการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมด้วยเนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 49 นั้น ศาลจะต้องพิจารณาถึงสาเหตุแห่ง การเลิกจ้างของนายจ้างว่ามีเหตุอันสมควรหรือไม่ ซึ่งอาจไม่ใช่เหตุตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 ก็ได้ ศาลแรงงานกลางจึงต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองและจำเลยในส่วนนี้ก่อน ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยที่ยังขาด อยู่แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 24,000 บาท และจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยใน อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 18,000 บาท จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 6,000 บาท และจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ทั้งสองคนละ 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากเงินต้นที่จำเลยจะต้องจ่ายให้โจทก์แต่ละคน
-360- ดังกล่าวด้วย โดยให้คำนวณดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2543 อันเป็นวันผิดนัดไปจนถึงวันชำระเสร็จคำขอ อื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสอง คำให้การ ของจำเลยทั้งสองสำนวนและคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า โจทก์ที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2541 ในตำแหน่งพนักงานขายได้รับเงินเดือนสุดท้ายในอัตราเดือนละ 9,450 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นลูกจ้าง ของจำเลยตั้งแต่วันที่ 16ธันวาคม 2541 ในตำแหน่งพนักงานขายได้รับเงินเดือนสุดท้ายในอัตราเดือนละ 10,600 บาท นอกจากนี้ในการทำงานจำเลยได้จ่ายค่าน้ำมันรถและค่าสึกหรอให้โจทก์ทั้งสองคนละ 5,500 บาท และค่า โทรศัพท์คนละ500 บาท ต่อเดือน โดยเป็นการเหมาจ่าย โจทก์ทั้งสองไม่ต้องแสดงใบเสร็จค่าน้ำมันรถหรือค่า โทรศัพท์ต่อจำเลย ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2543จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง ในการเลิกจ้างนั้นจำเลย ได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 9,450 บาท ค่าชดเชยจำนวน 28,350 บาท และค่าจ้างสำหรับ วันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน1,417.50 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 39,217.50 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 และจ่ายสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 10,600 บาท ค่าชดเชยจำนวน 31,800 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อน ประจำปีจำนวน2,826.66 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 45,226.66 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวนประการแรกว่า ค่าน้ำมันรถและค่า โทรศัพท์ที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสองรวมคนละ 6,000 บาท ต่อเดือนนั้นเป็นค่าจ้างหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลย จ่ายค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ให้แก่โจทก์ทั้งสองในลักษณะเหมาจ่ายเป็นรายเดือน เป็นเงินเดือนละ 6,000 บาท เท่า ๆ กันทุกเดือนโดยไม่คำนึงว่าโจทก์ทั้งสองจะได้ใช้จ่ายเงินเป็นค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์หรือไม่หรือได้ใช้จ่าย ไปเป็นจำนวนมากน้อยเท่าใด อีกทั้งโจทก์ทั้งสองไม่ต้องแสดงใบเสร็จค่าน้ำมันรถหรือใบเสร็จค่าโทรศัพท์เป็น หลักฐานในการรับเงินดังกล่าวอีกด้วย เงินค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ดังกล่าวจึงเป็นเงินที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างตก ลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยและโจทก์ทั้งสอง จึงถือได้ว่าเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 5 คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยนำเอาค่าน้ำมันรถและค่า โทรศัพท์ไปรวมเข้ากับเงินเดือนอัตราสุดท้ายของโจทก์ทั้งสองเป็นฐานในการคำนวณด้วยจึงชอบแล้วอุทธรณ์ข้อนี้ ของจำเลยทั้งสองสำนวนฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวนต่อไปว่า จำเลยจะยกเหตุเลิกจ้างอื่น ๆ ที่มิได้ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างมาเป็นข้อต่อสู้ว่าจำเลยมีเหตุอันสมควรที่จะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้ มิใช่เป็นการเลิก จ้างไม่เป็นธรรมได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังยุติได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายบอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองและจำเลย ไม่ได้ระบุเหตุของการเลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้างดังกล่าวก็ตาม แต่บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสามที่ว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้
-361- ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้" นั้น ข้อห้ามดังกล่าวไม่ รวมถึงข้อต่อสู้ในเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมด้วย เนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 นั้น ศาลจะต้องพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างของ นายจ้างว่ามีเหตุอันสมควรหรือไม่ ซึ่งเหตุแห่งการเลิกจ้างดังกล่าวอาจไม่ใช่เหตุตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 ก็ได้ ฉะนั้น คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้าง โจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือเลิกจ้าง จำเลยจะยกเหตุว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเนื่องจากโจทก์ ทั้งสองมีความบกพร่องหรือมีความผิดตามคำให้การของจำเลยมาเป็นข้อต่อสู้ในการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมไม่ได้นั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์ทั้ง สองและจำเลย แล้วพิพากษาในเรื่องนี้ใหม่ตามรูปคดี อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองสำนวนฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะที่วินิจฉัยว่า การที่จำเลยเลิกจ้าง โจทก์ทั้งสองเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม รวมทั้งที่กำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 35,000 บาทด้วย แล้วให้ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองและจำเลยในเรื่องนี้ใหม่ และพิพากษาไป ตามรูปคดีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง (ปัญญา สุทธิบดี-สกนธ์ กฤติยาวงศ์-พูนศักดิ์ จงกลนี) แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7402 - 7403/2544
-362- นายธงชัย พริศิริเสวีโจทก์ บริษัทซีลเทค อินดัสตรีส์ จำกัดจำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 240 (3), 243 (2) พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 119 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 นายจ้างจ่ายค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ให้แก่ลูกจ้างในลักษณะเหมาจ่ายเป็นรายเดือน เป็นเงิน เท่า ๆ กันทุกเดือน โดยไม่คำนึงว่าลูกจ้างจะได้ใช้จ่ายเงินเป็นค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์หรือไม่ หรือได้ใช้จ่ายไป เป็นจำนวนมากน้อย เท่าใด ทั้งลูกจ้างไม่ต้องแสดงใบเสร็จค่าน้ำมันรถหรือใบเสร็จค่าโทรศัพท์เป็นหลักฐานในการ รับเงินดังกล่าว เงินค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ดังกล่าวจึงเป็นเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงาน ให้แก่ลูกจ้าง ตามสัญญาจ้าง ถือได้ว่าเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 บทบัญญัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสาม ที่ว่า "ในกรณีที่นายจ้าง เป็นฝ่าย บอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตาม มาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้" ไม่รวมถึงข้อต่อสู้ในเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ศาลจะต้องพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างของนายจ้างว่ามีเหตุอันสมควรหรือไม่ ซึ่งเหตุแห่งการเลิก จ้างดังกล่าวอาจไม่ใช่เหตุตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 ก็ได้ การที่ศาลแรงงาน วินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือเลิกจ้าง จำเลยจะยกเหตุว่าจำเลยจำเลยเลิกจ้าง โจทก์เนื่องจากโจทก์มีความบกพร่องหรือมีความผิดตามคำให้การของจำเลยมาเป็นข้อต่อสู้ในการเลิกจ้างที่ไม่เป็น ธรรมไม่ได้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ว่า โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ตามลำดับ
-363- โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยที่ยังขาด อยู่แก่ โจทก์ทั้งสองคนละ ๒๔,๐๐๐ บาท และจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองคนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อม ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเพิ่มเติมให้โจทก์ทั้งสองคนละ ๑๘,๐๐๐ บาท จ่ายสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ ๖,๐๐๐ บาท และจ่ายค่าเสียหายให้แก่ โจทก์ทั้งสอง คนละ ๓๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากเงินต้นที่จำเลยจะต้องจ่ายให้ โจทก์แต่ละคนดังกล่าวด้วย โดยให้คำนวณดอกเบี้ยนับแต่วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๓ อันเป็นวันผิดนัดไปจนถึงวัน ชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวน ประการแรกว่า ค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสองรวมคนละ ๖,๐๐๐ บาท ต่อเดือนนั้นเป็น ค่าจ้างหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยจ่ายค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ให้แก่โจทก์ทั้งสองในลักษณะเหมาจ่ายเป็นราย เดือน เป็นเงินเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท เท่า ๆ กันทุกเดือนโดยไม่คำนึงว่าโจทก์ทั้งสองจะได้ใช้เงินเป็นค่าน้ำมันรถและ ค่าโทรศัพท์หรือไม่ หรือได้ใช้จ่ายไปเป็นจำนวนมากน้อยเท่าใด อีกทั้งโจทก์ทั้งสองไม่ต้องแสดงใบเสร็จค่าน้ำมันรถ หรือใบเสร็จค่าโทรศัพท์เป็นหลักฐานในการรับเงินดังกล่าวอีกด้วย เงินค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ดังกล่าวจึงเป็น เงินที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้าง ระหว่างจำเลยและโจทก์ทั้งสอง จึงถือได้ว่าเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้าแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยนำเอาค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ ไปรวมเข้ากับเงินเดือนอัตราสุดท้ายของโจทก์ทั้งสองเป็นฐานในการคำนวณ ด้วยจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลย ทั้งสองสำนวนฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวนต่อไปว่า จำเลยจะยกเหตุเลิกจ้างอื่น ๆ ที่มิได้ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างมาเป็นข้อต่อสู้ว่าจำเลยมีเหตุอันสมควรที่จะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้ มิใช่เป็นการเลิก จ้างไม่เป็นธรรมได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังยุติได้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายบอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองและ จำเลยไม่ได้ระบุเหตุผลของการเลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้างดังกล่าวก็ตาม แต่บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคสาม ที่ว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้า นายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือ บอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา ๑๑๙ ขึ้นอ้างในภายหลัง ไม่ได้" นั้น ข้อห้ามดังกล่าวไม่รวมถึงข้อต่อสู้ในเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมด้วย เนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
-364- ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและ วิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ นั้น ศาลจะต้อง พิจารณาถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างของนายจ้างว่ามีเหตุ อันสมควรหรือไม่ ซึ่งเหตุแห่งการเลิกจ้างดังกล่าวอาจไม่ใช่ เหตุตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ ก็ได้ ฉะนั้น คำพิพากษาของศาล แรงงานกลางที่วินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือเลิกจ้าง จำเลยจะยกเหตุว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเนื่องจากโจทก์ทั้งสองมีความบกพร่องหรือมีความผิดตามคำให้การของจำเลยมาเป็นข้อ ต่อสู้ในการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้นั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงาน กลางวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองและจำเลยแล้วพิพากษาในเรื่องนี้ใหม่ตามรูปคดี อุทธรณ์ของจำเลยทั้ง สองสำนวนฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะที่วินิจฉัยว่า การที่จำเลยเลิกจ้าง โจทก์ทั้งสอง เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม รวมทั้งที่กำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองคนละ ๓๕,๐๐๐ บาทด้วย แล้วให้ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองและจำเลยในเรื่องนี้ใหม่ และ พิพากษาไปตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง . (ปัญญา สุทธิบดี-สกนธ์ กฤติยาวงศ์-พูนศักดิ์ จงกลนี) ศาลแรงงานกลาง - นายธนบดี กิรัตน์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5445 - 5565/2544
-365- นายชลอ สัตยาลักษณ์ กับพวกโจทก์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 10, 11, 19 วรรค สอง, 20 จำเลยจ่ายเงินโบนัสให้โดยพิจารณาว่าโจทก์ทุกคนยังเป็นลูกจ้างอยู่จนถึงวันสิ้นงวดบัญชีและผล การปฏิบัติงานที่ผู้บังคับบัญชาประเมินเท่านั้น ถึงแม้จำเลยจะกำหนดอัตราการจ่ายโบนัสไว้ชัดเจนโดยคำนวณจาก ฐานเงินเดือนของโจทก์แต่ละคนเป็นจำนวนแน่นอนก็ตาม แต่ก็มิใช่เงินที่จำเลยจ่ายตอบแทนการทำงานสำหรับ ระยะเวลาการทำงานปกติของวันทำงาน ทั้งข้อตกลงระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานที่ทำขึ้นก็ระบุว่า เพื่อเป็น กำลังใจในการปฏิบัติภาระหน้าที่ของพนักงาน เงินโบนัสที่จำเลยจ่ายเป็นการจ่ายเพื่อจูงใจให้พนักงานทำงานให้ มิใช่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานจึงไม่ใช่ค่าจ้าง ศาลแรงงานไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายโบนัสโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ ที่โจทก์ อุทธรณ์เพื่อให้ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายโบนัสโดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่ง ต้องห้ามตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54วรรคหนึ่ง ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงว่า ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานระบุให้จำเลยจ่ายโบนัสปีละ 2 ครั้ง ภายหลังการปิดบัญชีประจำงวด ทั้งคู่มือการบริหารงานบุคคลก็ระบุให้จำเลยจ่ายโบนัสปีละ 2 ครั้ง ส่วนวันปิดบัญชี ประจำงวดหมายถึงวันสิ้นเดือนมิถุนายนและธันวาคมของปีมีความหมายว่า ให้มีการจ่ายโบนัสหลังวันสิ้นเดือน ดังกล่าว ซึ่งโดยสภาพกำหนดไว้กว้าง ๆ ว่า ต้องจ่ายก่อนการจ่ายโบนัสงวดถัดไปเท่านั้น การพิจารณาว่าโจทก์แต่ละ คนมีสิทธิได้รับโบนัสงวดแรกของปี 2541 หรือไม่ ต้องพิจารณาตามข้อบังคับการทำงานดังกล่าวโดยพิจารณาจาก สถานภาพการเป็นพนักงานและผลการปฏิบัติงานถึงวันสิ้นงวดบัญชีอันได้แก่วันสิ้นเดือนมิถุนายน 2541 เมื่อโจทก์ ทุกคนมีสถานภาพการเป็นพนักงานอยู่ในวันสิ้นเดือนมิถุนายน 2541 และผลการปฏิบัติงานผ่านการประเมินของ ผู้บังคับบัญชา สิทธิได้รับโบนัสงวดแรกของปี 2541 ของโจทก์ทุกคนย่อมเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันสิ้นเดือนมิถุนายน 2541 ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างนายจ้างกับสหภาพแรงงานที่จะมีผลผูกพันลูกจ้างนั้นต้อง เป็นข้อตกลงตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 19 วรรคสอง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดขึ้น ใหม่จะผูกพันเฉพาะลูกจ้างซึ่งทำงานอยู่กับนายจ้างในขณะทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเท่านั้น เมื่อโจทก์ทุก คนลาออกก่อนที่จำเลยกับสหภาพแรงงาน ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ย่อมมีผลว่าขณะสภาพการจ้าง
-366- เปลี่ยนแปลงไปตามข้อตกลงใหม่โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลยและมิได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานแล้ว ข้อตกลง เกี่ยวกับสภาพการจ้างใหม่จึงไม่ผูกพันโจทก์ ___________________________ คดีทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดสำนวน ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้ เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 121 โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดสำนวนฟ้องทำนองเดียวกัน ขอให้บังคับจำเลยจ่ายโบนัสและเงินเพิ่มใน อัตราร้อยละ 15 ของเงินโบนัสที่ค้างทุกระยะ 7 วัน นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะจ่ายเสร็จแก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ด ตามฟ้องแต่ละสำนวน จำเลยทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายโบนัสพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วัน ฟ้องแต่ละสำนวนแก่โจทก์ทั้ง 121 คน (โจทก์ทั้ง 121 คน ฟ้องเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2543) รายละเอียดจำนวน เงินโบนัสของโจทก์แต่ละรายอยู่ในช่องโบนัสที่เรียกเพิ่มตามบัญชีท้ายคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง โจทก์และจำเลยทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดประการแรกว่า เงินโบนัสที่ จำเลยจ่ายให้โจทก์ทุกคนเป็นค่าจ้างหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ให้คำ จำกัดความว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตาม สัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือนหรือระยะเวลาอื่น หรือ จ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน ส่วนเงินโบนัสจำเลยจ่ายให้โดย พิจารณาว่าโจทก์ทุกคนยังเป็นลูกจ้างอยู่จนถึงวันสิ้นงวดบัญชีและผลการปฏิบัติงานที่ผู้บังคับบัญชาประเมินเท่านั้น ถึงแม้จำเลยจะกำหนดอัตราการจ่ายโบนัสไว้ชัดเจนโดยคำนวณจากฐานเงินเดือนของโจทก์แต่ละคนเป็นจำนวน แน่นอนก็ตาม แต่ก็มิใช่เงินที่จำเลยจ่ายตอบแทนการทำงานสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติของวันทำงาน ทั้ง ข้อตกลงระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพที่ทำขึ้น (ในคดีหมายเลขดำที่ 11671 - 16703/2542 ของศาลแรงงานกลาง) ข้อ 4 วรรคสอง ระบุว่า เพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติภาระหน้าที่ของพนักงาน จำเลยตกลง ให้โบนัสพิเศษแก่พนักงาน ดังนี้จะเห็นได้ว่า เงินโบนัสที่จำเลยจ่ายเป็นการจ่ายเพื่อจูงใจให้พนักงานทำงานให้ มิใช่ จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน จึงไม่ใช่ค่าจ้าง อุทธรณ์โจทก์ทั้งหมดข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
-367- ส่วนที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดอุทธรณ์ประการที่สองว่า จำเลยจงใจไม่จ่ายโบนัส โดยไม่มีเหตุผล อันสมควรนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายโบนัสโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์เพื่อให้ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายโบนัสโดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาล ฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนจำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่า ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยไม่ได้กำหนดวัน จ่ายโบนัสที่แน่นอนไว้ ในวันลาออกจากงานโจทก์ทุกคนยังไม่มีสิทธิเรียกร้องโบนัสงวดแรกของปี 2541 จากจำเลย ในระหว่างเวลาดังกล่าวจำเลยมีสิทธิขอให้เปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเรื่องโบนัสตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 สิทธิรับโบนัสของโจทก์ทุกคนเพิ่งเกิดขึ้นในวันที่ 25 ธันวาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทำข้อตกลง เกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับใหม่กับสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ ถ้าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ทำขึ้นใหม่ ไม่ผูกพันโจทก์ทุกคน ทั้งโจทก์ทุกคนไม่อาจอ้างเอาสิทธิตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งสิ้นผลไปแล้วโจทก์ ทุกคนจึงไม่มีสิทธิได้รับโบนัสนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานระบุให้ จำเลยจ่ายโบนัสปีละ 2 ครั้ง ภายหลังการปิดบัญชีประจำงวด ทั้งคู่มือการบริหารงานบุคคลก็ระบุให้จำเลยจ่าย โบนัสปีละ 2 ครั้ง ส่วนวันปิดบัญชีประจำงวดหมายถึงวันสิ้นเดือนมิถุนายนและธันวาคมของปี เช่นนี้จึงมีความหมาย ว่า ให้มีการจ่ายโบนัสหลังวันสิ้นเดือนดังกล่าว ซึ่งโดยสภาพกำหนดไว้กว้าง ๆ ว่าต้องจ่ายก่อนการจ่ายโบนัสงวด ถัดไปเท่านั้น ดังนั้น การพิจารณาว่าโจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับโบนัสงวดแรกของปี 2541 หรือไม่ ต้องพิจารณาตาม ข้อบังคับการทำงานดังกล่าวโดยพิจารณาจากสถานภาพการเป็นพนักงานและผลการปฏิบัติงานถึงวันสิ้นงวดบัญชี อันได้แก่วันสิ้นเดือนมิถุนายน 2541 เมื่อโจทก์ทุกคนมีสถานภาพการเป็นพนักงานอยู่ในวันสิ้นเดือนมิถุนายน 2541 และผลการปฏิบัติงานผ่านการประเมินของผู้บังคับบัญชาสิทธิได้รับโบนัสงวดแรกของปี 2541 ของโจทก์ทุกคนย่อม เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันสิ้นเดือนมิถุนายน 2541 อุทธรณ์จำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงาน ธนาคารกรุงเทพซึ่งเป็นองค์กรย่อมได้แก่ (ผูกพัน) โจทก์ทุกคนโดยไม่ต้องคำนึงว่าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ธนาคารกรุงเทพหรือไม่ ดังนั้น เมื่อสภาพการจ้างเดิมถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงไป สิทธิของโจทก์ทุกคนย่อมถูก ยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงไปด้วยโดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์ยังเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพหรือไม่ เช่นกันนั้น เห็นว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างนายจ้างกับสหภาพแรงงานที่จะมีผลผูกพันลูกจ้างนั้นต้อง เป็นข้อตกลงตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 19 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับ สภาพการจ้างที่ทำโดยนายจ้างหรือสมาคมนายจ้างกับสหภาพแรงงานหรือลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภท เดียวกัน โดยมีลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันเป็นสมาชิกหรือร่วมกันในการเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการ จ้างเกินกว่าสองในสามของลูกจ้างทั้งหมด ให้ถือว่าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันนั้นทุกคน จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ เกิดขึ้นใหม่นี้จะผูกพันเฉพาะลูกจ้างซึ่งทำงานอยู่กับนายจ้างในขณะทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเท่านั้น เมื่อ โจทก์ทุกคนลาออกก่อนที่จำเลยกับสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพจะทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ดังนั้น
-368- ขณะสภาพการจ้างเปลี่ยนแปลงไปตามข้อตกลงใหม่นี้โจทก์ทุกคนไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลยและมิได้เป็นสมาชิก สหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพแล้ว ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างใหม่ดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ทั้งหมด ศาล แรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์และจำเลยทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดสำนวนฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (พูนศักดิ์ จงกลนี-สกนธ์ กฤติยาวงศ์-ปัญญา สุทธิบดี) ศาลแรงงานกลาง - นายสมพงษ์ เหมวิมล แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4573 - 5228/2544 นาย ศักดิ์ชัย วิชัยเมฆพัตรโจทก์ บริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 204, 224 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 9 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 19
-369- เงินโบนัสเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเป็นรางวัลในการปฏิบัติงานเท่านั้น มิใช่เป็นเงินที่นายจ้าง จ่ายเป็นการตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้าง เงินโบนัสจึงมิใช่ค่าจ้างตามความหมายในมาตรา 5 แห่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 เมื่อเงินโบนัสไม่ใช่ค่าจ้าง การที่นายจ้างไม่จ่ายเงินโบนัสแก่ลูกจ้างจึง มิใช่กรณีที่นายจ้างจงใจไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างและต้องเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างตามมาตรา 9 วรรคสอง ข้อบังคับของธนาคารจำเลยที่ระบุว่า จำเลยจะพิจารณาจ่ายโบนัสให้ปีละ 2 ครั้ง ภายหลังการปิด บัญชีประจำงวด นั้นแม้จำเลยจะจ่ายโบนัสครั้งแรกพร้อมเงินเดือนในเดือนมิถุนายนโดยตลอดก็เป็นเพียงวิธีปฏิบัติ ถือไม่ได้ว่าเป็นกำหนดเวลาจ่ายเงินโบนัสครั้งแรก หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดชำระ จำเลยจะตกเป็นลูกหนี้ผู้ ผิดนัดต่อเมื่อโจทก์บอกกล่าวทวงถามก่อน จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อตกลง เกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีอยู่เดิมแล้ว การที่จำเลยยื่นข้อเรียกร้องต่อสหภาพแรงงาน ธ. และต่อมาได้มีการจัดทำ ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเกี่ยวกับเงินโบนัสขึ้นใหม่ ภายหลังที่โจทก์พ้นสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยแล้ว ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าว ก็ไม่มีผลผูกพันโจทก์โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามอัตราเดิม ___________________________ คดีทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้ากับคดีอื่นอีกหนึ่ง สำนวน ซึ่งโจทก์ได้ขอถอนฟ้องในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางโดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 222 และโจทก์ที่ 224 ถึงที่ 656 ตามลำดับ โจทก์ทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนฟ้องว่า โจทก์ทั้งหมดเป็นลูกจ้างของจำเลย ในระหว่างการทำงาน เป็นลูกจ้างจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องเงินโบนัสว่า จำเลยจะจ่ายโบนัสให้พนักงานปีละ 2 ครั้ง และพนักงานที่มีสิทธิได้รับโบนัสจะต้องปฏิบัติงานในงวดนั้นไม่ต่ำกว่า 1 เดือน และต้องอยู่ปฏิบัติงานจนถึงวันสิ้น งวดบัญชี และได้กำหนดอัตราการจ่ายเงินโบนัสแก่ลูกจ้างตามขั้นของตำแหน่งงานของลูกจ้างแต่ละคนและวันสิ้น งวดบัญชีงวดที่ 1 คือวันที่ 30 มิถุนายน และงวดที่ 2คือวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี ดังนี้สำหรับปี 2541 จำเลยจึง ต้องจ่ายเงินโบนัสงวดที่ 1 ในวันที่ 28 มิถุนายน 2541 โจทก์ทุกคนอยู่ปฏิบัติงานถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2541 จึงมี สิทธิได้รับโบนัสงวดที่ 1 คนละประมาณ 3 เดือน ซึ่งจำเลยต้องจ่ายในวันที่ 28มิถุนายน 2541 แต่ถึงวันดังกล่าว จำเลยไม่ยอมจ่ายจนกระทั่งวันที่ 10 และ 28 สิงหาคม 2541 จึงจ่ายให้โจทก์ทุกคนในอัตราเพียงคนละหนึ่งเท่าของ เงินเดือนคงค้างจ่ายอยู่ประมาณคนละสองเท่าของเงินเดือน ถือว่าจำเลยผิดนัดจ่ายเงินค่าตอบแทนการทำงานหรือ เงินโบนัสงวดที่ 1 แก่โจทก์ทุกคนโดยจงใจและไม่มีเหตุผลอันสมควรและโจทก์ทุกคนไม่ได้ตกลงยินยอมด้วยจำเลย จึงต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละสิบห้าของเงินโบนัสที่ค้างจ่ายทุกระยะเจ็ดวันนับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2541
-370- คิดถึงวันฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินโบนัสและเงินเพิ่มตามฟ้องและจ่ายเงินเพิ่มต่อไป นับถัดจากวันฟ้องจนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ทุกคน จำเลยทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนให้การว่า โจทก์ทุกคนไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสเพราะในปี 2541 จำเลยทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสว่า ให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสเพียง 1 งวด โดยแบ่งจ่ายในอัตรา 1 เท่าของเงินเดือนในวันที่ 10 สิงหาคม 2541 และให้จ่าย ส่วนที่เหลือตามอัตราที่พนักงานแต่ละลำดับชั้นพึงได้รับต่อ 1 งวดหรือครึ่งหนึ่งตามข้อตกลงร่วมข้อ 1 ปี 2536 ให้แก่พนักงานที่มีสภาพพนักงานถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 โดยจำเลยตกลงจ่ายภายในเดือนธันวาคม 2541 โจทก์ ที่เป็นพนักงานระดับผู้บังคับบัญชาก็ไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสเพราะพนักงานเหล่านั้นและจำเลยไม่เคยทำข้อตกลงใด ๆกำหนดอัตราและหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสไว้เลย ทั้งไม่อาจอ้างสิทธิประโยชน์ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการ จ้างระหว่างจำเลยและสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเป็นพนักงานที่ไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาจำเลยไม่เคยผิดนัด ในการจ่ายเงินโบนัสแก่โจทก์ทุกคน เพราะไม่เคยมีข้อตกลงว่าจะจ่ายเงินดังกล่าวในวันใด สำหรับปี 2541 มีปัญหา เรื่องผลประกอบการที่จำเลยต้องพิจารณาประกอบในการจ่ายเงินโบนัสและได้เจรจากับฝ่ายลูกจ้างมาโดยตลอด จนถึงใกล้สิ้นปีจึงสามารถตกลงกันได้ กรณีไม่ใช่การจงใจผิดนัดโดยไม่มีเหตุอันสมควรทั้งเงินโบนัสก็ไม่ใช่ค่าจ้าง ค่า ล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดหรือเงินประกันซึ่งลูกจ้างจะเรียกเงินเพิ่มได้ในกรณีที่นายจ้างผิดนัด ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลง โจทก์ที่ 223ขอถอนฟ้อง ศาลแรงงานกลางอนุญาต ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบ กิจการธนาคารพาณิชย์โจทก์ทุกคนเคยเป็นลูกจ้างของจำเลย โจทก์บางรายเป็นลูกจ้างระดับพนักงานบางรายเป็น พนักงานระดับผู้บังคับบัญชา ในเรื่องเงินโบนัสจำเลยและสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพได้ทำข้อตกลงร่วมกัน ตลอดมาตั้งแต่ปี 2523 ถึง 2536 ตามข้อตกลงเอกสารหมาย จ.ล.1ต่อมามีข้อตกลงระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม ถึง วันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 และข้อตกลงฉบับล่าสุดระหว่างวันที่ 13 สิงหาคม ถึงวันที่ 25ธันวาคม 2541 ตาม ข้อตกลงเอกสารหมาย จ.ล.2 และ จ.ล.3ตามลำดับ โดยก่อนทำข้อตกลงฉบับหลังโจทก์ทุกคนพ้นสภาพการเป็น พนักงานแล้วตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย จ.ล.4 ก็ระบุเรื่องเงินโบนัสไว้ในข้อ 6.1 จำเลยและสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคารกรุงเทพมีข้อตกลงร่วมตามเอกสารหมาย จ.ล.5 โจทก์ทุก คนทำงานกับจำเลยจนพ้นเดือนมิถุนายน 2541 โดยทยอยออกจากงานตั้งแต่เดือนกรกฎาคมสิงหาคม กันยายน และพฤศจิกายน 2541 และจำเลยจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ทุกคน คนละ 1 เดือน เมื่อวันที่ 10 และ 28 สิงหาคม2541 แล้ววินิจฉัยว่า ตามข้อลงร่วมฉบับใหม่เอกสารหมาย จ.ล.3ทำขึ้นเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 และให้มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2541 เป็นต้นไป ซึ่งขณะทำข้อตกลงโจทก์ทุกคนพ้นสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยแล้ว ข้อตกลงนั้นจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ดังกล่าว ซึ่งต้องมีสิทธิตามข้อตกลงเดิม ส่วนโจทก์ทุกคนมีสิทธิเรียกเงินโบนัส พร้อมเงินเพิ่มตามฟ้องหรือไม่เพียงใดนั้น เห็นว่าอัตราเงินโบนัสที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทุกคนมาโดยตลอดเป็นอัตรา แน่นอนตั้งแต่ปี 2537 นั้นเกิดจากข้อตกลงแม้ตามหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสจำเลยมีสิทธินำผลการปฏิบัติงานมา พิจารณาประกอบได้ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบไม่ปรากฏว่ามีลูกจ้างรายใดมีผลการปฏิบัติงานไม่น่าพอใจ
-371- และต้องคิดเงินโบนัสจากอัตราที่กำหนดแน่นอนไว้แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ทุกคนมีสิทธิได้รับเงินโบนัสตาม อัตราที่ฟ้องและที่คู่ความทำบัญชีร่วมเสนอต่อศาล ส่วนในข้อที่มีการกำหนดวันจ่ายเงินโบนัสไว้ชัดเจนหรือไม่ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า มีการกำหนดวันจ่ายเงินโบนัสไว้แน่นอนมีเพียงระเบียบข้อบังคับในการทำงานตามเอกสาร หมาย จ.ล.4กำหนดเพียงว่าจ่ายภายหลังวันปิดบัญชีประจำงวดสำหรับคดีนี้หมายถึงจ่ายภายหลังวันสิ้นเดือน มิถุนายน 2541 ซึ่งเป็นวันปิดงวดบัญชีงวดแรก ส่วนที่โจทก์ทุกคนนำสืบว่า จำเลยจ่ายพร้อมเงินเดือนในเดือน มิถุนายนมาโดยตลอด ก็เป็นเพียงวิธีปฏิบัติกรณีถือไม่ได้ว่าเป็นกำหนดจ่ายเงินโบนัส หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่ไม่ กำหนดชำระ จำเลยจะตกเป็นลูกหนี้ผู้ผิดนัดเมื่อโจทก์บอกกล่าวทวงถามแล้ว โจทก์ทุกคนไม่ได้นำสืบให้ชัดว่าทวง ถามแล้วเมื่อใด จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดต้องจ่ายดอกเบี้ยนับแต่วันใดก่อนวันฟ้อง คงถือได้ว่าจำเลยผิดนัดนับแต่ วันฟ้อง ส่วนที่โจทก์ทุกคนเรียกเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าทุกระยะเจ็ดวัน นับแต่วันที่ 28มิถุนายน 2541 ซึ่งอ้างว่าเป็น วันผิดนัด เนื่องจากเงินโบนัสมิใช่ค่าจ้างค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด เงินประกันหรือค่าชดเชยและค่าชดเชย พิเศษตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 9 โจทก์ทุกคนจึงไม่มีสิทธิเรียกเงินเพิ่ม เนื่องจาก โบนัสเป็นหนี้เงินค้างชำระ เห็นสมควรกำหนดดอกเบี้ยให้โจทก์ทุกคนร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินโบนัสนับแต่วัน ฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 52 พิพากษาให้จำเลย จ่ายเงินโบนัสพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องแต่ละสำนวนแก่โจทก์ทั้งหกร้อยห้าสิบหกคน (ที่ถูก น่าจะเป็นโจทก์ทั้งหกร้อยห้าสิบห้าคน)รายละเอียดจำนวนเงินโบนัสของโจทก์แต่ละคนอยู่ในช่องโบนัสที่เรียกเพิ่ม ตามบัญชีท้ายคำพิพากษา โจทก์และจำเลยทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนอุทธรณ์ในข้อ 2.1 ว่า ตาม ข้อบังคับเอกสารหมาย จ.ล.4 กำหนดจ่ายเงินโบนัสภายหลังวันปิดบัญชีประจำงวด ซึ่งศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จ่ายภายหลังสิ้นเดือนมิถุนายน 2541 โจทก์ทุกคนเห็นว่าเงินโบนัสเป็นหนี้ที่มีกำหนดชำระหรือกำหนดจ่ายที่แน่นอน จำเลยจะต้องจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ทุกคนภายในวันที่ 28 มิถุนายน 2541เนื่องจากเป็นข้อตกลงที่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 20 หรือหากเห็นว่าจะต้องชำระตามข้องบังคับเอกสาร หมาย จ.ล.4 ก็ต้องจ่ายไม่เกินวันที่ 7 กรกฎาคม2541 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคสอง เพราะเงินโบนัสถือว่าเป็นค่าจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลาการชำระเงินไว้เพียง 7 วัน มิใช่จนกว่าโจทก์ทุกคนจะทวงถาม เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติถือว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2541 และที่โจทก์ ทุกคนอุทธรณ์ข้อ 2.2 ว่าโจทก์ทุกคนมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าทุกระยะเจ็ดวันทั้งเงินโบนัสเป็นสภาพการจ้าง เป็นค่าจ้างและเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 5 และ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2540มาตรา 5 นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองข้อ ไปพร้อมกัน เห็นว่า ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ให้คำนิยามคำว่า "สภาพการ จ้าง"หมายความว่า "เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้างสวัสดิการ การเลิกจ้างหรือ ประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน" กับมาตรา 5แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. 2541 ให้คำนิยามคำว่า"ค่าจ้าง" หมายความว่า "เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็น ค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง..." และมาตรา 9แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้าง
-372- ...ไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด... ค่าชดเชยตามมาตรา 118 ค่าชดเชย พิเศษตามมาตรา 120 มาตรา 121 และมาตรา 122 ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อย ละ 15 ต่อปี" และตามมาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างจงใจ... ไม่จ่ายเงินตามวรรคหนึ่งโดย ปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้นกำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ถึงกำหนด... จ่ายให้นายจ้างเสียเงินเพิ่มให้แก่ ลูกจ้างร้อยละสิบห้าของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน นั้นเห็นได้ว่าเงินโบนัสเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง เป็นรางวัลในการปฏิบัติงานเท่านั้น มิใช่เป็นเงินที่นายจ้างจ่ายเป็นการตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้าง เงินโบนัส จึงมิใช่ค่าจ้างตามความหมายในมาตรา 5แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2540 และมาตรา 5แห่ง พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ในคำนิยามของคำว่า สภาพการจ้างเช่นนี้ เมื่อเงินโบนัสไม่ใช่ค่าจ้างแล้ว การที่นายจ้างไม่จ่ายเงินโบนัสแก่ลูกจ้าง จึงมิใช่กรณีที่นายจ้างจงใจไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างและต้องเสียเงินเพิ่ม ให้แก่ลูกจ้างร้อยละสิบห้าของเงินค่าจ้างค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน ตามมาตรา 9 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541ดังที่โจทก์ทุกคนอ้างมาในอุทธรณ์ ทั้งกรณีที่จะถือว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินโบนัสวัน ใดนั้น โจทก์ทุกคนอ้างว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2541 หรือหากจะถือข้อบังคับตามเอกสารหมายจ.ล. 4 ก็คือในวันที่ 7 กรกฎาคม 2541 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคสอง เพราะเงิน โบนัสเป็นค่าจ้างนั้น เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าเงินโบนัสไม่ใช่ค่าจ้าง กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 9 วรรคสอง ที่จำเลย จะต้องจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ถึงกำหนดจ่าย คดีนี้คู่ความรับข้อเท็จจริงกันว่า ตาม เอกสารหมาย จ.2 บทที่ 4 เรื่องค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่น ๆ ข้อ 2 โบนัส ในข้อ 2.1 ธนาคารจ่ายเงินโบนัส ให้กับพนักงานปีละ 2 ครั้ง และข้อ 2.2 พนักงานมีสิทธิได้รับโบนัสจะต้องปฏิบัติงานในงวดนั้นไม่ต่ำกว่า 1 เดือน และอยู่ปฏิบัติงานจนถึงวันสิ้นงวดบัญชี และตามข้อบังคับของจำเลยตามเอกสารหมายจ.ล.4 ข้อ 6 เรื่อง ผลประโยชน์อื่นนอกเหนือเงินเดือนในข้อ 6.1 โบนัสธนาคารจำเลยจะพิจารณาจ่ายโบนัสให้ปีละ 2 ครั้ง ภายหลัง การปิดบัญชีประจำงวด คดีนี้โจทก์ทั้งหมดทำงานกับจำเลยมาก่อนวันที่ 1มกราคม 2541 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2541 อันถือว่าเป็นวันสิ้นสุดในการปิดบัญชีประจำงวดที่หนึ่ง เมื่อพิจารณาเอกสารหมาย จ.2ประกอบข้อบังคับของ จำเลยตามเอกสารหมาย จ.ล.4 ข้อ 6.1แล้วข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่ามีการกำหนดจ่ายเงินโบนัสไว้แน่นอนวันใดที่ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามเอกสารหมาย จ.ล.4 กำหนดเพียงว่าการจ่ายเงิน โบนัสให้จ่ายภายหลังวันปิดบัญชีประจำงวด คดีนี้ หมายถึงจ่ายภายหลังวันสิ้นเดือนมิถุนายน 2540 ซึ่งเป็นวันปิด งวดบัญชีงวดแรก ที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยจ่ายพร้อมเงินเดือนในเดือนมิถุนายนโดยตลอดเป็นเพียงวิธีปฏิบัติกรณีถือ ไม่ได้ว่าเป็นกำหนดจ่ายเงินโบนัส หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดชำระ จำเลยจะตกเป็นลูกหนี้ผู้ผิดนัดต่อเมื่อ โจทก์บอกกล่าวทวงถาม ซึ่งข้อเท็จจริงโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ชัดแจ้งว่าทวงถามเมื่อใด ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยผิดนัดต้องจ่ายดอกเบี้ยนับแต่วันใดก่อนฟ้อง คงถือได้ว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันฟ้องนั้นชอบแล้ว ส่วนในข้อที่ โจทก์ทุกคนอุทธรณ์เรียกเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าทุกระยะเวลาเจ็ดวันนั้น เมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วว่าเงินโบนัสไม่ใช่ค่าจ้าง โจทก์ทุกคนจึงไม่มีสิทธิเรียกเงินเพิ่มตามบทบัญญัติมาตรา 9 ดังกล่าว ส่วนในข้อที่จำเลยทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนอุทธรณ์ว่าตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เอกสารหมาย จ.ล.2 เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งจำเลยได้จัดทำกับสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ ย่อม มีผลผูกพันและก่อให้เกิดสิทธิแก่ลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานดังกล่าว หากข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการ จ้างสิ้นผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ลูกจ้างก็ไม่อาจอ้างสิทธิตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นได้ คดีนี้ภายหลัง จำเลยปิดบัญชีงวดแรกปี 2541 จำเลยมีภาระที่จะต้องจ่ายเงินโบนัสแก่พนักงานของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.ล.4
-373- ข้อ 6.1 นับตั้งแต่วันปิดงวดบัญชีคือวันที่ 30มิถุนายน 2541 ซึ่งนับแต่วันดังกล่าวจนถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2541อัน เป็นวันที่จำเลยได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ ในเรื่องเงินโบนัสของปี 2541 ตามเอกสารหมาย จ.ล.3 จำเลยยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดการจ่ายเงินโบนัสจำเลยยังสามารถอาศัยขั้นตอนตาม พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 เปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างในส่วนของเงินโบนัสตามที่จำเลยได้ยื่นข้อ เรียกร้องในเรื่องเงินโบนัสต่อสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2541 ได้ในวันที่โจทก์ทุกคน ออกจากงานเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 โจทก์ยังไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสงวดแรกของปี 2541 เนื่องจากอยู่ใน ระหว่างการพิจารณาและเจรจาต่อรองตามกฎหมาย โจทก์ทุกคนมีสิทธิได้รับเงินโบนัสงวดแรกปี 2541 เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 อันเป็นวันทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามเอกสารหมาย จ.ล.3 ทำให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพ การจ้างเรื่องเงินโบนัสเดิมสิ้นผลไป จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสแก่โจทก์ตามอัตราที่กำหนดตกลงกันไว้เดิมนั้น เห็นว่า ตามคู่มือการบริหารงานบุคคลเอกสารหมาย จ.2 ระบุว่า ธนาคารจะจ่ายเงินโบนัสให้พนักงานปีละ 2 ครั้ง พนักงานที่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสจะต้องปฏิบัติงานในงวดนั้นไม่ต่ำกว่า 1 เดือน และต้องอยู่ปฏิบัติงานจนถึงวันสิ้น งวดบัญชีงวดแรกคือวันที่ 30 มิถุนายน2541 ปรากฏว่าโจทก์ทุกคนทำงานกับจำเลยมาก่อนวันที่ 1 มกราคม2541 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2541 โจทก์ทุกคนจึงมีสิทธิได้รับเงินโบนัสในงวดบัญชีแรกของจำเลย ตามข้อบังคับของ จำเลยเอกสารหมายจ.ล.4 และข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามเอกสารหมาย จ.ล.2เมื่อจำเลยไม่จ่ายให้ครบถ้วน จึงตกเป็นผู้ผิดนัดดังได้วินิจฉัยมาข้างต้นการที่จำเลยยื่นข้อเรียกร้องต่อสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2541 และต่อมาได้มีการจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างขึ้นภายหลังที่โจทก์ทุกคนพ้นสภาพการเป็น นักงานของจำเลยแล้ว ดังนั้น ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 25ธันวาคม 2541 ซึ่งให้มีผลใช้ บังคับตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2541จึงหามีผลผูกพันโจทก์ทุกคนไม่ โจทก์ทุกคนมีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามข้อตกลง เกี่ยวกับสภาพการจ้างตามเอกสารหมาย จ.ล.2 เดิมที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ และจำเลยทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนทุกข้อฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (กมล เพียรพิทักษ์-สกนธ์ กฤติยาวงศ์-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
-374- หมายเหตุหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน ถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ภายใน กำหนดเวลาดังกล่าว ลูกหนี้ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดทันทีโดยไม่ต้องเตือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 204 วรรคสอง ส่วนหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้หรือมีกำหนดเวลาชำระหนี้แต่ไม่ใช่ตามวันแห่งปฏิทิน ลูกหนี้จะ ตกเป็นผู้ผิดนัดต่อเมื่อเจ้าหนี้ได้เตือนแล้วตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง คดีนี้ตามข้อบังคับของธนาคารจำเลยระบุว่า ธนาคารจำเลยจะพิจารณาจ่ายโบนัสให้ปีละ 2 ครั้ง ภายหลังการปิดบัญชีประจำงวดกรณีเช่นนี้น่าจะถือว่า มีการ กำหนดเวลาจ่ายโบนัสไว้แล้วว่าจะจ่ายภายหลังการปิดบัญชีประจำงวดจึงถือว่าเป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ที่ แน่นอน ซึ่งเจ้าหนี้หรือลูกจ้างจะเรียกร้องให้จ่ายโบนัสก่อนการปิดบัญชีประจำงวดแต่ละครั้งไม่ได้ แต่กำหนดเวลา ชำระหนี้ดังกล่าวมิใช่วันแห่งปฏิทิน ดังนั้นเจ้าหนี้จึงต้องเตือนก่อนลูกหนี้จึงจะตกเป็นผู้ผิดนัดตามมาตรา 204 วรรค หนึ่ง ไพโรจน์ วายุภาพ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4573 - 5228/2544 นายศักดิ์ชัย วิชัยเมฆพัตร กับพวกโจทก์ บริษัทธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)จำเลย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5, 10, 19, 20 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 9 เงินโบนัสที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นรางวัลในการปฏิบัติงานมิใช่เป็นเงินที่นายจ้างจ่ายเป็นการ ตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้าง จึงมิใช่ค่าจ้างตามความหมายในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ในคำนิยามของคำว่าสภาพการจ้าง การที่นายจ้างไม่ จ่ายเงินโบนัสแก่ลูกจ้างจึงมิใช่กรณีที่นายจ้างจงใจไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างที่ต้องเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละ สิบห้าของเงินค่าจ้างค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวันตามมาตรา 9 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 คู่มือการบริหารงานบุคคลระบุว่า ธนาคารนายจ้างจะจ่ายเงินโบนัสให้พนักงานปีละ 2 ครั้ง พนักงานที่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสจะต้องปฏิบัติงานในงวดนั้นไม่ต่ำกว่า 1 เดือน และต้องอยู่ปฏิบัติงานจนถึงวันสิ้น งวดบัญชีงวดแรกคือวันที่ 30 มิถุนายน 2541 โจทก์เป็นพนักงานของจำเลย ทำงานกับจำเลยมาก่อนวันที่ 1 มกราคม 2541 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2541 จึงมีสิทธิได้รับเงินโบนัสในงวดบัญชีแรกของจำเลยตามข้อบังคับของ จำเลยและข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เมื่อจำเลยไม่จ่ายให้ครบถ้วนจึงตกเป็นผู้ผิดนัด การที่จำเลยยื่นข้อ เรียกร้องต่อสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2541 แต่มีการจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการ
-375- จ้างขึ้นภายหลังโจทก์พ้นสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยแล้ว ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่จัดทำขึ้นดังกล่าว จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ ___________________________ คดีทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้ากับคดีอื่นอีกหนึ่ง สำนวน ซึ่งโจทก์ได้ขอถอนฟ้องในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางโดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 222 และโจทก์ที่ 224 ถึงที่ 656 ตามลำดับ โจทก์ทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินโบนัสและเงินเพิ่ม ตามฟ้องแต่ละสำนวนและจ่ายเงินเพิ่มต่อไป นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทุกคน จำเลยทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ที่ 223 ขอถอนฟ้องศาลแรงงานกลางอนุญาต ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง แต่ละสำนวนแก่โจทก์ทั้งหกร้อยห้าสิบหกคน (ที่ถูกน่าจะเป็นโจทก์ทั้งหกร้อยห้าสิบห้าคน) รายละเอียดจำนวนเงิน โบนัสของโจทก์แต่ละคนอยู่ในช่องโบนัสที่เรียกเพิ่มตามบัญชีท้ายคำพิพากษา โจทก์และจำเลยทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนอุทธรณ์ในข้อ 2.1 ว่า ตาม ข้อบังคับเอกสารหมาย จ.ล. 4 กำหนดจ่ายเงินโบนัสภายหลังวันปิดบัญชีประจำงวด ซึ่งศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จ่ายภายหลังสิ้นเดือนมิถุนายน 2541 โจทก์ทุกคนเห็นว่าเงินโบนัสเป็นหนี้ที่มีกำหนดชำระหรือกำหนดจ่ายที่แน่นอน จำเลยจะต้องจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ทุกคนภายในวันที่ 28 มิถุนายน 2541 เนื่องจากเป็นข้อตกลงที่เป็นคุณแก่ ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 หรือหากเห็นว่าจะต้องชำระตามข้อบังคับเอกสาร หมาย จ.ล. 4 ก็ต้องจ่ายไม่เกินวันที่ 7 กรกฎาคม 2541 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคสอง เพราะเงินโบนัสถือว่าเป็นค่าจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าว มีกำหนดระยะเวลาการชำระเงินไว้เพียง 7 วัน มิใช่จนกว่าโจทก์ทุกคนจะทวงถาม เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติถือว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2541 และที่โจทก์ ทุกคนอุทธรณ์ข้อ 2.2 ว่า โจทก์ทุกคนมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าทุกระยะเจ็ดวัน ทั้งเงินโบนัสเป็นสภาพการ
-376- จ้าง เป็นค่าจ้างและเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 และ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองข้อ ไปพร้อมกันเห็นว่า ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ให้คำนิยามคำว่า "สภาพการจ้าง" หมายความว่า "เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือ ประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน" กับมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 ให้คำนิยามคำว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า "เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็น ค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง..." และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ในกรณีที่ นายจ้าง...ไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด... ค่าชดเชยตามมาตรา 118 ค่าชดเชยพิเศษตามมาตรา 120 มาตรา 121 มาตรา 122 ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัด ร้อยละ 15 ต่อปี" และตามมาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างจงใจ...ไม่จ่ายเงินตามวรรคหนึ่งโดย ปราศจากเหตุผลอันสมควรเมื่อพ้นกำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ถึงกำหนด...จ่าย ให้นายจ้างเสียเงินเพิ่มให้แก่ ลูกจ้างร้อยละสิบห้าของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน" นั้น เห็นได้ว่า เงินโบนัสเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ ลูกจ้างเป็นรางวัลในการปฏิบัติงานเท่านั้น มิใช่เป็นเงินที่นายจ้างจ่ายเป็นการตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้าง เงินโบนัสจึงมิใช่ค่าจ้างตามความหมายในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ในคำนิยามของคำว่า สภาพการจ้าง เช่นนี้ เมื่อเงินโบนัสไม่ใช่ค่าจ้าง แล้ว การที่นายจ้างไม่จ่ายเงินโบนัสแก่ลูกจ้างจึงมิใช่กรณีที่นายจ้างจงใจไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างและต้องเสียเงิน เพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละสิบห้าของเงินค่าจ้างค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน ตามมาตรา 9 วรรคสอง แห่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ดังที่โจทก์ทุกคนอ้างมาในอุทธรณ์ ทั้งกรณีที่จะถือว่าจำเลยผิดนัดไม่ ชำระเงินโบนัสวันใดนั้น เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าเงินโบนัสไม่ใช่ค่าจ้าง กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 9 วรรคสอง ที่จำเลย จะต้องจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ถึงกำหนดจ่าย ... ตามคู่มือการบริหารงานบุคคล ระบุว่า ธนาคารจะจ่ายเงินโบนัสให้พนักงานปีละ 2 ครั้ง พนักงาน ที่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสจะต้องปฏิบัติงานในงวดนั้นไม่ต่ำกว่า 1 เดือน และต้องอยู่ปฏิบัติงานจนถึงวันสิ้นงวดบัญชี งวดแรกคือวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ปรากฏว่าโจทก์ทุกคนทำงานกับจำเลยมาก่อนวันที่ 1 มกราคม 2541 จนถึง วันที่ 30 มิถุนายน 2541 โจทก์ทุกคนจึงมีสิทธิได้รับเงินโบนัสในงวดบัญชีแรกของจำเลย ตามข้อบังคับของจำเลย และข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เมื่อจำเลยไม่จ่ายให้ครบถ้วนจึงตกเป็นผู้ผิดนัดดังได้วินิจฉัยมาข้างต้น การที่ จำเลยยื่นข้อเรียกร้องต่อสหภาพแรงงานธนารคารกรุงเทพ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2541 และต่อมาได้มีการจัดทำ ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างขึ้นภายหลังที่โจทก์ทุกคนพ้นสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยแล้ว ดังนั้นข้อตกลง เกี่ยวกับสภาพการจ้างที่จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 ซึ่งให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2541 จึง หามีผลผูกพันโจทก์ทุกคนไม่ โจทก์ทุกคนมีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามเอกสารหมาย จ.ล. 2 เดิม ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนทุกข้อ ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน.
-377- (กมล เพียรพิทักษ์-สกนธ์ กฤติยาวงศ์-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายสมพงษ์ เหมวิมล แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2513/2544 นางสาวศุภวรรณ พัดคุ้มโจทก์ บริษัทสินทรัพย์ทวีอนันต์ จำกัดจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา 2 อาหารวันละ 3 มื้อ ที่นายจ้างให้แก่ลูกจ้างที่ไปทำงานปกติรับประทาน โดยลูกจ้างซึ่งไม่ได้ไป ทำงานหรือเป็นวันหยุดจะไม่ได้รับประทานด้วยนั้น อาหารดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการช่วยการครองชีพของ ลูกจ้างซึ่งมาทำงานให้เสียค่าใช้จ่ายน้อยลง อันมีลักษณะเป็นการให้สวัสดิการแก่ลูกจ้างอย่างหนึ่งเท่านั้น มิใช่ค่าจ้าง ตามความหมายของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 2 ต่อมาเมื่อ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีผลบังคับใช้ทำให้ประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับดังกล่าวถูก ยกเลิก ความหมายคำว่า "ค่าจ้าง" จึงต้องใช้ตามมาตรา 5 ซึ่งหมายถึง "เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็น
-378- ค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ ?" ดังนั้น อาหารวันละ 3 มื้อ ที่จำเลย จัดให้แก่โจทก์จึงมิใช่เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงาน จึงไม่ถือว่าเป็นค่าจ้าง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งพนักงานเก็บเงิน จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้ กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างส่วนที่ขาด และเงินสะสม พร้อมด้วย ดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยมีค่าอาหารวันละ ๓ มื้อ ให้แก่พนักงานทุกคน เมื่อรวมกับเงินเดือนแล้ว โจทก์ได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าเดือนละ ๖,๖๐๐ บาท ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย ส่วนเงินสะสมจำเลยหักเป็นเงิน ประกันสังคมในส่วนของจำเลยไว้เท่านั้น โจทก์สมัครใจลาออกจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้า ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า อาหารวันละ ๓ มื้อ ที่จำเลยจัดให้แก่ลูกจ้างมี วัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือการครองชีพของลูกจ้างที่ไปทำงาน มีลักษณะเป็นการให้สวัสดิการแก่ลูกจ้าง ไม่ใช่จำเลย จ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงาน อาหารวันละ ๓ มื้อ จึงมิใช่ค่าจ้าง โจทก์ไม่ได้ลาออก จำเลยเลิกจ้างโดย โจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่บอกกล่าวล่วงหน้า พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างที่ได้จ่ายต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ค่าชดเชย พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีในต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าว สินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าและเงินสะสมพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าว การคิดดอกเบี้ย ทั้งหมดให้นับตั้งแต่วันที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลง วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๕ ข้อ ๒ ให้ความหมายของคำว่า "ค่าจ้าง" หมายถึง "เงินหรือเงินและสิ่งของที่นายจ้าง ให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน" อาหารวันละ ๓ มื้อ ที่จำเลยผู้เป็น นายจ้างให้แก่ลูกจ้างที่ไปทำงานปกติรับประทานแสดงให้เห็นว่าลูกจ้างซึ่งมิได้ไปทำงานหรือเป็นวันหยุดไม่ได้ รับประทานอาหารทั้ง ๓ มื้อ เช่นนี้กรณีเห็นได้ว่าอาหารวันละ ๓ มื้อ ที่จำเลยจัดให้แก่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างนั้นมี วัตถุประสงค์เป็นการช่วยการครองชีพของลูกจ้างซึ่งมาทำงานในแต่ละวันให้เสียค่าใช้จ่ายน้อยลง อันมีลักษณะเป็น การให้สวัสดิการแก่ลูกจ้างอย่างหนึ่งเท่านั้น มิใช่ค่าจ้างตามความหมายของประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับ
-379- ดังกล่าว ต่อมาพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๓ ได้บัญญัติให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐๓ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๑๕ ดังนั้นประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๕ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามข้อ ๒ และข้อ ๑๔ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๐๓ ลง วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๑๕ จึงถูกยกเลิกไปด้วย ภายหลังที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มีผลใช้ บังคับแล้วความหมายของคำว่า "ค่าจ้าง" ต้องใช้ตามมาตรา ๕ เท่านั้น ซึ่งตามมาตรา ๕ คำว่า "ค่าจ้าง" หมายความ ว่า "เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการ ทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน ?" ดังนั้น อาหารวันละ ๓ มื้อ คิดเป็นเงินมื้อละ ๔๐ บาท รวมเป็นเงินวันละ ๑๒๐ บาท ที่จำเลยจัดให้แก่โจทก์จึงมิใช่เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทน ในการทำงาน จึงไม่ถือว่าเป็นค่าจ้างเช่นกัน ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าอาหารวันละ ๓ มื้อ ที่จำเลยให้แก่โจทก์ มิใช่ค่าจ้างนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (กมล เพียรพิทักษ์-สกนธ์ กฤติยาวงศ์-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายวิเทพ พัชรภิญโญพงศ์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1830/2544
-380- พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง)โจทก์ บริษัทเขาใหญ่เนเชอรัลปาร์ค จำกัด กับพวกจำเลย ป.อ. มาตรา 2, 3 ป.วิ.อ. มาตรา 15, 176, 195 ป.วิ.พ. มาตรา 249 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 3, 5, 118, 144 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 พ.ศ.2515 มาตรา 2, 8 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา 2, 46 โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยเป็นนายจ้างของลูกจ้างผู้มีชื่อจำนวน 55 คน ได้กระทำผิด ด้วยการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างดังกล่าว จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริง จึงต้องฟังตามที่โจทก์บรรยาย มาในคำฟ้อง จำเลยจะฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงให้ผิดไปจากที่ปรากฏในคำฟ้องซึ่ง จำเลยให้การรับสารภาพแล้วไม่ได้ ทั้งข้อเท็จจริงที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาก็เป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว โดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แต่การกระทำความผิดเกิดขึ้นก่อน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับจึงต้องปรับบทให้ถูกต้องตาม ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การ คุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับในขณะกระทำความผิด ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นนายจ้างของลูกจ้างผู้มีชื่อจำนวน ๕๕ คน ได้ร่วมกันฝ่าฝืนไม่ ปฏิบัติตามข้อกำหนดของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๕ ข้อ ๔๖ ซึ่งกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้ถูกต้องตามอัตราที่กำหนด โดยจำเลยทั้งสามไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยให้ ลูกจ้างผู้มีชื่อจำนวน ๕๕ คน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑,๒๐๕,๓๕๘ บาท ให้ถูกต้องตามอัตราที่กำหนด ขอให้ลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐๓ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๑๕ ข้อ ๒, ๘ ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๕ ข้อ ๒, ๔๖ พระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๓, ๕, ๑๑๘, ๑๔๔ จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ
-381- ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐๓ ข้อ ๒, ๘ ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ฉบับลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๕ ข้อ ๒, ๔๖ ประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ให้ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คนละ ๖ เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คนละ ๓ เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๓, ๕, ๑๑๘, ๑๔๔ มา ด้วยนั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับ จึงไม่อาจลงโทษจำเลย ทั้งสาม ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้ ให้ยกเสีย หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๓, ๕, ๑๑๘ วรรคหนึ่ง, ๑๔๔ วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาล ชั้นต้น จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาต ให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ ๓ ฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๓ ลาออกจากกรรมการผู้มีอำนาจ ทำการแทนจำเลยที่ ๑ แล้ว จึงมิได้เป็นนายจ้างที่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ หรือประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน และจำเลยที่ ๓ ไม่มีเจตนากระทำผิดนั้น เห็น ว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ ๓ เป็นนายจ้างของลูกจ้างผู้มีชื่อจำนวน ๕๕ คน ได้กระทำผิดด้วยการ ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๖ และ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ โดยไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างดังกล่าวรวมเป็นเงิน ๑,๒๐๕,๓๕๘ บาท จำเลยที่ ๓ ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้อง จำเลยที่ ๓ จะฎีกา โต้เถียงข้อเท็จจริงให้ผิดไปจากที่ปรากฏในคำฟ้องซึ่งจำเลยที่ ๓ ให้การรับสารภาพแล้วไม่ได้ ทั้งข้อเท็จจริงที่จำเลย ที่ ๓ กล่าวอ้างในฎีกาก็เป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๓ อีก ด้วย จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ ประกอบประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ ๓ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
-382- อนึ่ง การกระทำความผิดคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ก่อนพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มีผลใช้บังคับ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาปรับบทลงโทษตามบทกฎหมาย ดังกล่าวยังไม่ถูกต้อง จึงต้องปรับบทให้ถูกต้องตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐๓ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๑๕ และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๕ ซึ่งเป็นกฎหมาย ที่มีผลใช้บังคับในขณะกระทำความผิด พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐๓ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๑๕ ข้อ ๒ และข้อ ๘ ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๕ ข้อ ๒ และข้อ ๔๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ สำหรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้ลงโทษปรับอีกสถาน หนึ่ง โดยปรับคนละ ๒๐,๐๐๐ บาท ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ ๑ ปี ตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามมาตรา ๒๙ และมาตรา ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค ๓. (มงคล คุปต์กาญจนากุล-ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์-สุวัฒน์ วรรธนะหทัย) ศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) - นายสุเจตน์ ส่งสัมพันธ์สกุล ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายอาวุธ ปั้นปรีชา แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ Print Preview Mode พิมพ์หน้านี้
-383- 7. ฎีกาตดัสินเกี่ยวกบั ปัญหาขอ ้ กฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1766 - 1771/2544 นายพันศักดิ์ ไมถึง กับพวกโจทก์ นายศุภเสกข์ ลีลางกูรในฐานะผู้ชำระบัญชี ของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 577 วรรค หนึ่ง, 582, 1250 ป.วิ.พ. มาตรา 86, 104 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 17, 118 วรรค สอง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31, 54 ศาลแรงงานพิเคราะห์คำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลย อีกทั้งคำแถลงรับของคู่ความแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีได้ จึงสั่งงดสืบพยานและใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่ ปรากฏในสำนวน จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานรับฟังข้อเท็จจริงโดยไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่แน่ชัดเป็นการรับฟัง พยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงาน เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง การเลิกจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง มีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ ประการแรก นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปอันมีผลตลอดไปเป็นการถาวร ประการที่สอง นายจ้าง ไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง และประการที่สาม สาเหตุเนื่องมาจากสัญญาจ้างสิ้นสุดหรือเหตุอื่นใด นายจ้างหยุดกิจการเป็นเหตุให้ลูกจ้างไม่ได้ทำงานกับนายจ้าง แม้นายจ้างจะโอนย้ายลูกจ้างให้ไป ทำงานกับบุคคลภายนอกก็ต้องให้ลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 577 วรรคหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่า ลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วยจึงต้องถือว่านายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานอันมีผลตลอดไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง เนื่องจากนายจ้างหยุดกิจการอันเป็นเหตุอื่นใด จึงเป็นกรณีเลิกจ้าง นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 เมื่อนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้า
-384- นายจ้างจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 582 ด้วย โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทผู้เป็นนายจ้าง จำเลยซึ่งมีหน้าที่จัดการใช้ หนี้เงินของบริษัทนายจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 1250 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ___________________________ คดีทั้งหกสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด จ่าย ค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งหกตามจำนวนในฟ้องของ โจทก์แต่ละคน จำเลยให้การด้วยวาจาว่า จำเลยรับว่าได้มีการประกาศหยุดกิจการบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2543 และแจ้งให้พนักงานทุกคนโอนย้ายเข้าสังกัดบริษัทบิสซิเนสแวลู จำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 โดยให้รายงานตัวต่อฝ่ายบุคคล หากไม่มารายงานตัวภายในกำหนด ถือว่าพนักงานลาออกจากการ เป็นพนักงานด้วยความสมัครใจ โจทก์ทั้งหกแถลงว่า หลังจากที่บริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ปิดกิจการโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และ ที่ 5 ไปทำงานต่อกับบริษัทชลนาดร (1999) จำกัด ไม่ทราบประกาศที่ให้โอนย้ายพนักงานทุกคนเข้าสังกัดบริษัทบิส ซิเนสแวลู จำกัด มาก่อน เพิ่งทราบภายหลังและไม่ประสงค์จะเข้าทำงานและโจทก์ทั้งหกไม่ได้มาทำงานหลังจาก บริษัทปิดกิจการ ศาลแรงงานกลาง พิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ตามลำดับ จำเลยทั้งหกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ศาลแรงงานกลางรับ ฟังพยานหลักฐานชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางได้พิเคราะห์คำฟ้องโจทก์ซึ่งได้บรรยายถึงวัน
-385- เข้าทำงาน อัตราค่าจ้างสุดท้าย และกำหนดวันจ่ายค่าจ้าง คำให้การจำเลยซึ่งมิได้ให้การปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของ โจทก์ทั้งหก อีกทั้งคำแถลงรับของคู่ความแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีได้แล้ว จึงสั่งงดสืบพยาน และใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน ดังนี้ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางรับ ฟังข้อเท็จจริงโดยไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่แน่ชัด เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ที่ โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ปัญหาวินิจฉัยประการที่สองมีว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกหรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง บัญญัติว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้หมายความว่าการกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด ?" ซึ่งมีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ ประการแรก นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปอันมีผลตลอดไปเป็นการถาวร ประการที่สอง นายจ้าง ไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง และประการที่สาม สาเหตุเนื่องมาจากสัญญาจ้างสิ้นสุดหรือเหตุอื่นใด คดีนี้บริษัทสปีด ชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งหกหยุดกิจการตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งหก ไม่ได้ทำงาน แม้บริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด จะโอนย้ายโจทก์ทั้งหกให้ไปทำงานกับบริษัทบิสซิเนสแวลู จำกัด ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ก็ต้องให้โจทก์ทั้งหกยินยอมพร้อมใจด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 577 วรรคหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏ ว่าโจทก์ทั้งหกยินยอมพร้อมใจด้วยโดยการไปรายงานตัวต่อฝ่ายบุคคล จึงต้องถือว่าบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ไม่ให้โจทก์ทั้งหกทำงานอันมีผลตลอดไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งหกเนื่องจากบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด หยุดกิจการอันเป็นเหตุอื่นใด จึงเป็นกรณี บริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด เลิกจ้างโจทก์ทั้งหก จึงต้องจ่ายค่าชดเชย ให้แก่โจทก์ทั้งหกตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 และเมื่อบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด เลิกจ้างโจทก์ทั้งหกดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ได้บอกกล่าวให้โจทก์ทั้งหกทราบล่วงหน้าจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอก กล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งหกตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 582 โจทก์ทั้งหกฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ผู้เป็น นายจ้าง จำเลยซึ่งมีหน้าที่จัดการใช้หนี้เงินของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1250 จึงต้อง ชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งหกในนามของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด โดยจำเลยไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้ง หกในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด โดยไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว นอกจากที่แก้ให้ เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-กมล เพียรพิทักษ์-จรัส พวงมณี)
-386- ศาลแรงงานกลาง - นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1694/2544 บริษัทโรงพยาบาลเอกชล จำกัด (มหาชนโจทก์ นายไพฑูรย์ ไตรธนสมบัติจำเลย จำเลยร่วมจำเลย นายปรีชา อยู่ประเสริฐจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 118 เงินค่าตรวจรักษาคนไข้ที่แพทย์ของโรงพยาบาลโจทก์รวมทั้งจำเลยร่วมได้รับ เป็นเงินที่โจทก์จ่าย ให้แก่จำเลยร่วมตามข้อตกลงในสัญญาจ้าง มีลักษณะเป็นเงินที่คนไข้จ่ายให้แก่แพทย์ที่ตรวจรักษาโดยโจทก์รับไว้ แทนแล้วจ่ายคืนให้แก่แพทย์ในภายหลังโดยหักเงินไว้ส่วนหนึ่ง จึงมิใช่เงินของนายจ้างที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบ แทน การทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงาน จึงมิใช่ค่าจ้างไม่ต้องนำไป เป็นฐานเพื่อคำนวณค่าชดเชยให้แก่จำเลยร่วม
-387- ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นพนักงานตรวจแรงงานตามกฎหมายเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2541 โจทก์ได้ เลิกจ้างนายปรีชา อยู่ประเสริฐลูกจ้างโจทก์ ด้วยเหตุเกษียณอายุ ต่อมานายปรีชาได้ยื่นคำร้องทุกข์ต่อจำเลยว่า โจทก์จ่ายค่าชดเชยไม่ถูกต้องครบถ้วน วันที่ 12 มีนาคม2542 จำเลยมีคำสั่งที่ 36/2542 ว่าเงินค่าตรวจรักษาคนไข้ ที่นายปรีชาได้รับจากโจทก์เป็นเงินที่นายจ้างเรียกเก็บจากคนไข้โดยออกใบเสร็จในนามนายจ้างแล้วจ่ายให้แก่ ลูกจ้างตามสัดส่วนที่ได้ตกลงกันมูลเหตุที่จ่ายเงินดังกล่าวเนื่องจากการปฏิบัติงานตรวจรักษาคนไข้จึงเป็นการจ่าย เพื่อตอบแทนการทำงานของลูกจ้างอีกส่วนหนึ่งตามผลงานที่ลูกจ้างได้ทำนอกเหนือจากเงินเดือน เงินดังกล่าวจึง เป็นค่าจ้าง เมื่อโจทก์เลิกจ้างจึงต้องนำมาคิดคำนวณเป็นค่าชดเชยด้วย คำสั่งของจำเลยดังกล่าวไม่ชอบด้วย ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพราะเงินค่าตรวจรักษาคนไข้ ค่าผ่าตัด แพทย์เจ้าของไข้จะเป็นผู้กำหนดตามลักษณะ อาการของโรคแต่ละราย มิใช่เงินที่โจทก์เรียกเก็บตามที่จำเลยวินิจฉัยซึ่งแต่ละครั้งมีจำนวนไม่เท่ากันและให้ โรงพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บเงินจากคนไข้แทน แล้วโรงพยาบาลจึงจะจ่ายให้แก่แพทย์อันเป็นรายได้จากการประกอบ วิชาชีพอิสระของแพทย์ การที่จำเลยสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยแก่นายปรีชาอีกจำนวน 1,430,482 บาทพร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน2541 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของ จำเลยที่ 36/2542 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2542 จำเลยให้การว่า เงินค่าตรวจรักษาคนไข้ซึ่งนายปรีชาอยู่ประเสริฐ ได้รับเป็นเงินอันเกิดจากการ ทำงานที่นายปรีชาทำให้แก่โจทก์ การกำหนดค่ารักษาก็คิดตามบัญชีที่โจทก์กำหนดเงินค่าตรวจรักษาดังกล่าวจึงเป็น เงินที่นายจ้างให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงาน ถือได้ว่าเป็นค่าจ้างด้วย ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเรียกนายปรีชาอยู่ประเสริฐ เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบ กิจการโรงพยาบาลจำเลยร่วมเข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม2530 ครั้งสุดท้ายทำงานในตำแหน่ง ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายแพทย์ ได้รับเงินเดือน เดือนละ 114,760 บาท กำหนดจ่ายทุกวันสิ้นเดือนนอกจากนี้จำเลย ร่วมยังมีรายได้จากเงินค่าตรวจรักษาคนไข้ที่จำเลยร่วมปฏิบัติงานเป็นแพทย์ทำการตรวจรักษาคนไข้หลังจากที่โจทก์ ได้หักค่าใช้จ่ายไว้ส่วนหนึ่งตามข้อตกลง โจทก์กำหนดจ่ายเงินค่าตรวจรักษาคนไข้แก่จำเลยร่วมรวมถึงแพทย์คนอื่น ของโรงพยาบาลโจทก์ทุกวันที่ 10 และ 25 ของเดือนถัดไป เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม2541 โจทก์ได้เลิกจ้างจำเลยร่วม ด้วยเหตุเกษียณอายุ(มีอายุครบ 55 ปี) และจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างซึ่งเป็นเงินเดือนสุดท้ายสามร้อยวันเป็นเงิน จำนวน 1,147,600 บาทแก่จำเลยร่วม หลังจากนั้นจำเลยร่วมไปร้องทุกข์ต่อจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน ว่าโจทก์จ่ายค่าชดเชยไม่ถูกต้องครบถ้วนโดยมิได้นำเงินค่าตรวจรักษาคนไข้ที่จำเลยร่วมได้รับอันเป็นค่าจ้างตาม ผลงานในระยะเวลาสามร้อยวันสุดท้ายก่อนเลิกจ้างมาคำนวณจ่ายค่าชดเชยด้วย จำเลยได้สอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว มีคำวินิจฉัยว่า เงินค่าตรวจรักษาคนไข้ที่จำเลยร่วมได้รับจากโจทก์เป็นเงินที่โจทก์จ่ายตอบแทนการทำงานอีกส่วน หนึ่งตามผลงานที่จำเลยร่วมทำได้นอกเหนือจากเงินเดือนจึงเป็นค่าจ้างต้องนำมาคำนวณเป็นค่าชดเชยด้วย จึงมี
-388- คำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยอีกจำนวน 1,430,482 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่จำเลยร่วมแล้ววินิจฉัยว่า เงินค่าตรวจ รักษาคนไข้ที่จำเลยร่วมได้รับจากโจทก์เป็นค่าจ้าง โจทก์ต้องนำไปเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยให้แก่จำเลยร่วม อีกส่วนหนึ่งด้วย คำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้วไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เงินค่าตรวจ รักษาคนไข้ที่จำเลยร่วมได้รับจากโจทก์เป็นค่าจ้างซึ่งต้องนำไปเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยให้แก่จำเลยร่วม หรือไม่ และคำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงาน ตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่ นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุด และวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้" ค่าจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงมีสาระสำคัญ 3 ประการคือ ประการแรก ค่าจ้างต้องเป็นเงินที่นายจ้างกับลูกจ้าง ตกลงจ่ายกันตามสัญญาจ้าง ประการที่สอง เงินที่จ่ายดังกล่าวนายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงาน หรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงานประการที่สาม เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง ในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 คดี นี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าเงินค่าตรวจรักษาคนไข้ที่แพทย์ของโรงพยาบาลโจทก์รวมทั้งจำเลยร่วมได้รับ เป็นเงินจากการที่แพทย์แต่ละคนใช้ดุลพินิจกำหนดขึ้นในการตรวจรักษาคนไข้แต่ละราย ได้แก่ ค่าตรวจวินิจฉัยโรค ค่าผ่าตัดและค่าเยี่ยมไข้ เป็นต้น ทั้งนี้โจทก์ได้กำหนดอัตราค่าตรวจรักษาคนไข้ไว้เพื่อให้แพทย์ถือปฏิบัติเป็นแนว เดียวกัน เมื่อแพทย์กำหนดค่าตรวจรักษาคนไข้ไว้แล้ว เจ้าหน้าที่การเงินของโจทก์จะเป็นผู้เก็บเงินค่าตรวจรักษา คนไข้พร้อมกับค่ายา ค่าเวชภัณฑ์และอื่น ๆ จากคนไข้ในคราวเดียวกัน โดยออกใบเสร็จรับเงินในนามของโจทก์ ให้แก่คนไข้ แล้วโจทก์จ่ายเงินค่าตรวจรักษาคนไข้ดังกล่าวให้แก่แพทย์ในภายหลัง ทุกวันที่ 10 และวันที่ 25ของแต่ ละเดือน โดยโจทก์หักเงินไว้ส่วนหนึ่งคิดเป็นร้อยละจากจำนวนเงินค่าตรวจรักษาคนไข้ตามที่ตกลงกัน เห็นว่าแม้เงิน ค่าตรวจรักษาคนไข้จะเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยร่วมตามข้อตกลงในสัญญาจ้างตามหลักเกณฑ์ประการแรก แต่เงินดังกล่าวมีลักษณะเป็นเงินที่คนไข้จ่ายให้แก่แพทย์ที่ตรวจรักษาคนไข้โดยให้โจทก์รับไว้แทน แล้วจ่ายคืนให้แก่ แพทย์ที่ตรวจรักษาคนไข้ในภายหลังโดยหักเงินไว้ส่วนหนึ่ง จึงมิใช่เงินของนายจ้างที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทน การทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงานตามหลักเกณฑ์ประการที่สอง และ มิใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ตามหลักเกณฑ์ประการที่สาม จึงมิใช่ค่าจ้าง ไม่ต้องนำไปเป็นฐานเพื่อ คำนวณค่าชดเชยให้แก่จำเลยร่วม ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าเงินดังกล่าวเป็นค่าจ้าง คำสั่งของจำเลยชอบด้วย กฎหมาย ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนและพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งที่ 36/2542 ลงวันที่ 12มีนาคม 2542 ของจำเลย
-389- (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-กมล เพียรพิทักษ์-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ1. ปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญในคดีนี้คือ เงินอื่นที่ลูกจ้างได้รับจากการทำงานให้แก่ นายจ้างนอกจากเงินเดือนเป็น "ค่าจ้าง"ตามกฎหมายที่จะนำมาคำนวณค่าชดเชยหรือไม่ พระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5กำหนดความหมายของ "ค่าจ้าง" ไว้ว่า "เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็น ค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ราย เดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้ หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตาม พระราชบัญญัตินี้" ความหมายของ "ค่าจ้าง" ดังกล่าวข้างต้น มีพื้นฐานจากแนวคิดในการยกร่างและมีรูปนัยดังนี้ 1.1 ค่าจ้างต้องเป็น "เงิน" เท่านั้น (สิ่งของที่ลูกจ้างได้รับแม้จะเป็นค่าจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับเดิม แต่ ไม่เป็น"ค่าจ้าง" ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานอีกต่อไป) 1.2 ค่าจ้างต้องเป็นเงินที่นายจ้างจ่าย 2 ประการ คือ 1.2.1 ประเภทแรกคือเงินที่จ่ายเป็น "ค่าตอบแทนในการทำงาน"ที่ลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้าง (หากเงินที่จ่ายนั้นมิได้จ่าย เป็นค่าตอบแทนในการทำงานโดยตรง แต่จ่ายในลักษณะอื่นหรือเป็นสวัสดิการ เช่นค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น ก็มิใช่ "ค่าจ้าง") โดยต้องจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในช่วง "เวลาทำงานปกติ" ที่นายจ้างกำหนดให้ลูกจ้างทำ(หากจ่าย เพื่อตอบแทนการทำงานนอกเวลาทำงานปกติก็มิใช่"ค่าจ้าง" แต่เป็น "ค่าล่วงเวลา""ค่าทำงานในวันหยุด" หรือ"ค่า ล่วงเวลาในวันหยุด") ส่วนการคำนวณค่าจ้างเพื่อจ่ายให้ลูกจ้างจะมี 2 รูปแบบคือ ก. จ่ายโดยคำนวณตามเวลาที่ ลูกจ้างทำงาน (Timerate)ดังที่บัญญัติว่า "เป็นรายชั่วโมง รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น" ข. จ่ายโดย คำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำงานได้ (Piecerate)ดังที่กำหนดค่าจ้างกันเป็นตัวละ อันละ รายละ โหลละร้อยละกุรุ สละ ฯลฯ 1.2.2 ประเภทที่สองคือ เงินที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุด(วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี)และในวันลา (วันลาป่วย วันลาเพื่อทำหมัน วันลาเพื่อรับราชการทหารและวันลาเพื่อ คลอดบุตร) ซึ่งลูกจ้างมิได้มาทำงานในวันนั้นโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 56-59บัญญัติ ให้นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง (เงินประเภทนี้นายจ้างมิได้จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน แต่นายจ้างต้องจ่ายตามที่ กฎหมายกำหนด) 2. เมื่อพิเคราะห์ถึงเงื่อนไขในการจ่ายเงินค่าตรวจรักษาคนไข้ที่จำเลยร่วมได้รับจากโจทก์ซึ่ง ประกอบกิจการโรงพยาบาลในคดีนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า เป็นเงินที่จำเลยร่วมผู้เป็นลูกจ้างได้รับจากการทำงาน (การ
-390- ตรวจวินิจฉัยโรค การผ่าตัด การเยี่ยมไข้)ในเวลาทำงานปกติให้แก่นายจ้างเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน ดังกล่าวโดยตรง และโจทก์จ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่จำเลยร่วมทำได้ (ต่อครั้งและต่อคนไข้แต่ละราย)เงินค่า ตรวจรักษาคนไข้จึงน่าจะเป็น "ค่าจ้าง" ตามบทกฎหมายข้างต้นและต้องนำไปคำนวณค่าชดเชยด้วย 3. ตาม ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังได้เงินค่าตรวจรักษาคนไข้ที่จำเลยร่วมได้รับในคดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเรียก เก็บจากคนไข้(เป็นเงินก้อน) โดยโจทก์ออกใบเสร็จให้ ซึ่งตามปกติใบเสร็จรับเงินจักต้องแสดงรายการของสินค้าหรือ บริการต่าง ๆ ที่ลูกค้าซื้อหรือได้รับใบเสร็จของโจทก์จึงมีค่าตรวจรักษาคนไข้ ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ ฯลฯ(เช่นเดียวกับ ใบเสร็จของภัตตาคารซึ่งมีรายการอาหารซึ่งมีรายการอาหารที่ลูกค้าบริโภคและค่าบริการต่าง ๆ) เงินค่าตรวจรักษา คนไข้จึงเป็นรายการหนึ่งในจำนวนเงินที่เรียกเก็บจากผู้ป่วยที่เข้าใช้บริการการรักษาจากกิจการของโจทก์ และเงิน จำนวนดังกล่าวได้เข้าไปในระบบการบัญชีและระบบการเงิน (กระเป๋าเงิน) ของโจทก์แล้วมิใช่เงินที่โจทก์เรียกเก็บ ต่างหากและแยกส่งให้แก่จำเลยร่วมโดยตรง ทั้งข้อเท็จจริงยังฟังได้อีกด้วยว่า เงินค่าตรวจรักษาคนไข้นั้นเมื่อโจทก์ เรียกเก็บจากคนไข้แล้วก็มิได้จ่ายให้จำเลยร่วมทั้งหมดหากแต่ได้หักเงินไว้ส่วนหนึ่งก่อนที่จะจ่ายให้แก่จำเลยร่วมเงิน ค่าตรวจคนไข้ที่จำเลยร่วมได้รับจากโจทก์จึงมิใช่เงินของคนไข้อีกต่อไปแต่เป็น "เงินของนายจ้าง" และน่าจะเป็น "ค่าจ้าง"ตามกฎหมาย กรณีจะเห็นได้ชัดขึ้นหากพิเคราะห์ความเป็นจริงที่ว่าในจำนวนราคาสินค้าหรือค่าบริการทุก ชิ้นหรือทุกประเภทที่ลูกค้าต้องจ่ายจะประกอบด้วยค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงาน ค่าจัดการและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เสมอ การ ระบุค่าบริการหรือค่าแรงงานไว้ในราคาสินค้าและบริการแล้วมีผลทำให้เงินจำนวนนั้นมิใช่ค่าจ้างก็มีข้อน่าวิตกว่า อาจเกิดปัญหาการคุ้มครองแรงงานและการเอาแบบอย่างในกิจการประเภทอื่นต่อไปในภายหน้าได้ เกษมสันต์ วิ ลาวรรณ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1694/2544 บริษัทโรงพยาบาลเอกชล จำกัด (มหาชน)โจทก์ นายไพฑูรย์ ไตรธนสมบัติจำเลย นายปรีชา อยู่ประเสริฐจำเลยร่วม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 มีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ ประการ แรก ค่าจ้างต้องเป็นเงินที่นายจ้างกับลูกจ้างตกลงจ่ายกันตามสัญญาจ้าง ประการที่สอง เงินที่จ่ายดังกล่าวนายจ้าง จ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงาน ประการที่สาม เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
-391- เงินค่าตรวจรักษาคนไข้ตามข้อตกลงในสัญญาจ้าง มีลักษณะเป็นเงินที่คนไข้จ่ายให้แก่ลูกจ้างซึ่ง เป็นแพทย์ ที่ตรวจรักษาคนไข้โดยให้นายจ้างรับไว้แทนแล้วจ่ายคืนให้แก่ลูกจ้างที่ตรวจรักษาคนไข้ในภายหลังโดย หักเงินไว้ส่วนหนึ่ง มิใช่เงินของนายจ้างที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับ ระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงาน จึงมิใช่ค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓๖/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๒ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเรียกนายปรีชา อยู่ประเสริฐ เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เงินค่าตรวจรักษา คนไข้ที่จำเลยร่วมได้รับจากโจทก์เป็นค่าจ้างซึ่งต้องนำไปเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยให้แก่จำเลยร่วมหรือไม่ และคำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ บัญญัติว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตาม สัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือ จ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานและให้หมายความรวมถึงเงินที่ นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ ค่าจ้าง ตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงมีสาระสำคัญ ๓ ประการ คือ ประการแรก ค่าจ้างต้องเป็นเงินที่นายจ้างกับลูกจ้างตกลง จ่ายกันตามสัญญาจ้าง ประการที่สอง เงินที่จ่ายดังกล่าวนายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานหรือ ผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงาน ประการที่สาม เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างใน วันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ คดี นี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เงินค่าตรวจรักษาคนไข้ที่แพทย์ของโรงพยาบาลโจทก์รวมทั้งจำเลยร่วมได้รับ เป็นเงินจากการที่แพทย์แต่ละคนใช้ดุลพินิจกำหนดขึ้นในการตรวจรักษาคนไข้แต่ละรายได้แก่ ค่าตรวจวินิจฉัยโรค
-392- ค่าผ่าตัด และค่าเยี่ยมไข้ เป็นต้น ทั้งนี้โจทก์ได้กำหนดอัตราค่าตรวจรักษาคนไข้ไว้เพื่อให้แพทย์ถือปฏิบัติเป็นแนว เดียวกัน เมื่อแพทย์กำหนดค่าตรวจรักษาคนไข้ไว้แล้ว เจ้าหน้าที่การเงินของโจทก์จะเป็นผู้เก็บเงินค่าตรวจรักษา คนไข้พร้อมกับค่ายา ค่าเวชภัณฑ์และอื่น ๆ จากคนไข้ในคราวเดียวกัน โดยออกใบเสร็จรับเงินในนามของโจทก์ ให้แก่คนไข้ แล้วโจทก์จ่ายเงินค่าตรวจรักษาคนไข้ดังกล่าวให้แก่แพทย์ในภายหลัง ทุกวันที่ ๑๐ และวันที่ ๒๕ ของ แต่ละเดือน โดยโจทก์หักเงินไว้ส่วนหนึ่งคิดเป็นร้อยละจากจำนวนเงินค่าตรวจรักษาคนไข้ตามที่ตกลงกัน เห็นว่า แม้ เงินค่าตรวจรักษาคนไข้จะเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยร่วมตามข้อตกลงในสัญญาจ้างตามหลักเกณฑ์ประการ แรก แต่เงินดังกล่าวมีลักษณะเป็นเงินที่คนไข้จ่ายให้แก่แพทย์ที่ตรวจรักษาคนไข้โดยให้โจทก์รับไว้แทน แล้วจ่ายคืน ให้แก่แพทย์ที่ตรวจรักษาคนไข้ในภายหลังโดยหักเงินไว้ส่วนหนึ่ง จึงมิใช่เงินของนายจ้างที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบ แทนการทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงานตามหลักเกณฑ์ประการที่สอง และมิใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ตามหลักเกณฑ์ประการที่สาม จึงมิใช่ค่าจ้าง ไม่ต้องนำไปเป็นฐานเพื่อ คำนวณค่าชดเชยให้แก่จำเลยร่วม ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าเงินดังกล่าวเป็นค่าจ้าง คำสั่งของจำเลยชอบด้วย กฎหมายไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนและพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งที่ ๓๖/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๒ ของจำเลย. (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-กมล เพียรพิทักษ์-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายนิรัตน์ จันทพัฒน์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________
-393- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7766/2543 นางสาวมณีนารถ เขียวพันธ์โจทก์ บริษัทโรงแรมกรุงเทพธานี (โรงแรมมหานครกรุงเทพ) จำกัดจำเลย ป.พ.พ. มาตรา 169, 575, 582, 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 9 วรรค หนึ่ง สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้าง ให้แก่ลูกจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้ และลูกจ้างก็มีหน้าที่ตอบแทนคือต้องทำงานให้แก่นายจ้างเช่นเดียวกัน นายจ้างได้บอกเลิกสัญญาจ้างแก่ลูกจ้างเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2542 โดยให้ลูกจ้างหยุดทำงานตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2542 เป็นต้นไป ฉะนั้นนายจ้างจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเพียงวันที่ 20 มกราคม 2542 เท่านั้น ไม่จำต้องจ่ายค่าจ้างหลังจากนั้นอีกเพราะสัญญาแรงงาน สิ้นสุดลงและลูกจ้างพ้นจากฐานะการเป็นลูกจ้าง และไม่ได้ทำงานให้แก่นายจ้างแล้ว จำเลยแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์โดยทำเป็นหนังสือเลิกจ้างระบุให้มีผลเป็นการเลิกจ้างนับตั้งแต่ วันที่ 21 มกราคม 2542 เป็นต้นไป โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2542 สัญญาจ้าง แรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยจึงสิ้นสุดในวันที่ระบุไว้ การที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าให้ชอบด้วย กฎหมาย ก็มีผลเพียงทำให้ นายจ้างต้องรับผิดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างเท่านั้น และ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ก็มิใช่ค่าจ้าง เมื่อสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลง การนับระยะเวลา ทำงานของลูกจ้างก็สิ้นสุดลงด้วย ___________________________
-394- โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุด พักผ่อนประจำปี ค่าชดเชย พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ ๑๕ ทุกระยะ ๗ วัน กับให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จนกว่าจำเลยจะจ่ายเงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ๒๕๗,๒๘๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้า ๕๔,๓๐๒ บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๒๐,๐๐๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว? คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อ ๓ ของโจทก์ประการแรกว่า จำเลย จะต้องจ่ายค่าจ้างในเดือนมกราคม ๒๕๔๒ และค่าชดเชยให้แก่โจทก์เพียงใด สำหรับค่าจ้างในเดือนมกราคม ๒๕๔๒ นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ ประกอบกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ มีความหมายว่า สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยนายจ้างมีหน้าที่ ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้ และลูกจ้างก็มีหน้าที่ตอบแทนคือต้องทำงานให้แก่ นายจ้างเช่นเดียวกัน คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้บอกเลิกสัญญาจ้างแก่โจทก์ซึ่งเป็น ลูกจ้างเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๒ โดยให้โจทก์หยุดทำงานตั้งแต่วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๒ เป็นต้นไป ฉะนั้น จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เพียงวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๒ เท่านั้น ไม่จำต้องจ่ายค่าจ้างหลังจากนั้น อีกเพราะสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างระหว่างวันที่ ๒๑ ถึง วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๒ จากจำเลย เพราะโจทก์พ้นจากฐานะการเป็นลูกจ้างของจำเลยและไม่ได้ทำงานให้แก่ จำเลยแล้ว ส่วนปัญหาว่าจำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เพียงใดนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยแสดงเจตนาเลิกจ้าง โจทก์โดยทำเป็นหนังสือเลิกจ้างระบุให้มีผลเป็นการเลิกจ้างนับตั้งแต่วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๒ เป็นต้นไป ตาม หนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล. ๓ ทั้งนี้โดยโจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวตั้งแต่วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕ ๔๒ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยจึงสิ้นสุดในวันที่ระบุไว้ ส่วนการที่จำเลยบอกเลิก สัญญาจ้างแรงงานโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าให้ชอบด้วยกฎหมายนั้น ก็มีผลเพียงทำให้จำเลยต้อง รับผิดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เท่านั้น และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็มิใช่ค่าจ้าง สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลย จึงสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๒ เป็นต้น ไป การนับระยะเวลาทำงานของโจทก์ก็สิ้นสุดลงในวันดังกล่าวด้วย มิใช่นับถึงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ ตามที่
-395- โจทก์อ้างแต่อย่างใด เมื่อนับระยะเวลาทำงานของโจทก์ถึงวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่โจทก์ ทำงานให้แก่จำเลยแล้ว โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบสามปีแต่ไม่ครบหกปี และคงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจาก จำเลยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย ๑๘๐ วัน เป็นเงิน ๒๕๗,๒๘๐ บาท คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางใน ประเด็นทั้งสองข้อข้างต้นนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น? พิพากษายืน. (ปัญญา สุทธิบดี-สละ เทศรำพรรณ-พูนศักดิ์ จงกลนี) ศาลแรงงานกลาง - นายสมพงษ์ เหมวิมล ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7381/2543 นางสาวอุมาภรณ์ ปัญญารักษาโจทก์ บริษัทกิติทิพย์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 118
-396- ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลและผู้บังคับบัญชาของโจทก์แจ้งให้โจทก์ ทราบว่านายจ้างเลิกจ้าง กับนำหนังสือแจ้งการเลิกจ้างเอกสารหมาย ล. 2 มาให้โจทก์ดู ซึ่งจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้มี คำสั่งเลิกจ้างลงมาด้วยตนเอง และจำเลยที่ 2 สั่งการในหนังสือเอกสารหมาย ล. 2 ว่า ยังไม่สมควรเลิกจ้าง แต่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลมิได้แจ้งคำสั่งดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ทราบ หนังสือเอกสารหมาย ล. 2 เป็นหนังสือที่ ว. มีถึง พ. เพื่อขอเลิกจ้างโจทก์ และ พ. บันทึกความเห็นว่า สมควรเลิกจ้างโจทก์เสนอต่อจำเลยที่ 2 มิใช่หนังสือที่ จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นนายจ้างแจ้งไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไป จึงมิใช่หนังสือเลิกจ้าง ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ย่อม เป็นที่เข้าใจแก่คนทั่วไปว่า จำเลยทั้งสองผู้เป็นนายจ้างมีความประสงค์ที่จะเลิกจ้างโจทก์นั้น ก็ขัดกับข้อความที่ จำเลยที่ 2 บันทึกไว้ในเอกสารหมาย ล. 2 ว่า ไม่ควรเลิกจ้าง ให้เรียกมาตกลงกันใหม่โดยทำหนังสือเป็นข้อตกลง ส่วนการที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลและผู้บังคับบัญชาของโจทก์นำหนังสือเอกสารหมาย ล. 2 แจ้งให้โจทก์ทราบว่า จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์นั้นก็ไม่มีผลเป็นการเลิกจ้างเนื่องจากบุคคลดังกล่าวไม่มีอำนาจเลิกจ้างและหนังสือ เอกสารหมาย ล. 2 ก็มิใช่หนังสือเลิกจ้าง ทั้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาก็ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่า จำเลยที่ 2 เชิดเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือ พ. ให้เป็นตัวแทนและมีอำนาจเลิกจ้างโจทก์ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้เลิกจ้างโจทก์ จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้จัดการ เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ จ้างโจทก์เป็นลูกจ้างทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้าย เดือนละ ๗,๓๘๐ บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ ๒๘ ของเดือน ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิดและไม่บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทำงานครบ ๓ ปี แต่ไม่ถึง ๖ ปีมีสิทธิได้รับ ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้าย จำนวน ๑๘๐ วันเป็นเงิน ๔๔,๒๘๐ บาท ระหว่างทำงานจำเลยหักเงิน ประกันไว้ ๒,๐๐๐บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินประกันจำนวน ๒,๐๐๐ บาทจ่ายสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน ๗,๓๘๐ บาท และค่าชดเชยจำนวน ๔๔,๒๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายให้แก่ โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การด้วยวาจาว่า จำเลยทั้งสองยังไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ แต่โจทก์หยุดงานไม่มาทำงาน ให้จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าส่วนเงินประกันรับว่า ยังไม่ได้คืนให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มี จำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ จ้าง โจทก์เป็นลูกจ้างทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๗,๓๘๐ บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุก
-397- วันที่ ๒๘ ของเดือน เมื่อวันที่๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๒ นางสาววรจิตรา เจริญกุศล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบริหารซึ่ง รับผิดชอบงานฝ่ายบุคคลของจำเลยที่ ๑ ทำหนังสือขอเลิกจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.๒ ถึงนายไพรัช อุศศิลป์ ศักดิ์ ผู้จัดการศูนย์ของจำเลยที่ ๑ เสนอความเห็นว่า เห็นควรเลิกจ้างโจทก์ เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบ เรื่องการตอกบัตรมาทำงานและตอกบัตรเวลาเลิกงานมาทำงานสาย และมีการขาดงานหลายครั้ง นายไพรัชบันทึก ความเห็นถึงจำเลยที่ ๒ ว่า "โจทก์ปฏิบัติบกพร่องต่อหน้าที่หลายครั้ง เห็นสมควรเลิกจ้างโจทก์ ส่วนจะต้องจ่าย ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานหรือไม่ให้เป็นดุลพินิจของศาล" จำเลยที่ ๒ บันทึกความเห็นในเอกสารหมายล.๒ ว่า "ไม่ควรเลิกจ้าง ให้เรียกมาตกลงกันใหม่ โดยทำหนังสือเป็นข้อตกลง" โจทก์มาทำงานให้จำเลยที่ ๑ ถึงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๒แล้วไม่มาทำงานอีก ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลและผู้บังคับบัญชาแจ้ง ให้โจทก์ทราบว่า นายจ้างเลิกจ้างโจทก์กับนำหนังสือแจ้งการเลิกจ้างมาให้โจทก์ดูก่อน ย่อมเป็นที่เข้าใจแก่คนทั่วไป ว่า จำเลยทั้งสองผู้เป็นนายจ้างมีความประสงค์ที่จะเลิกจ้างโจทก์ แม้จำเลยที่ ๒ในฐานะกรรมการผู้จัดการยังไม่ได้มี คำสั่งเลิกจ้างลงมาด้วยตนเองก็ตามส่วนที่จำเลยที่ ๒ สั่งการในหนังสือที่ฝ่ายบุคคลเสนอขอเลิกจ้างว่า ยังไม่สมควร เลิกจ้างโจทก์ แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลก็มิได้แจ้งให้โจทก์ทราบการกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสองทำให้คนทั่วไป ทราบว่า โจทก์ถูกเลิกจ้างแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าชดเชยจำนวน๔๔,๒๘๐ บาท เงินประกัน การทำงาน ๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน ๗,๓๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนชำระ เสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของ จำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์หรือไม่ และต้องจ่ายค่าชดเชย กับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ให้แก่โจทก์ตามที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๘ บัญญัติว่า "ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังต่อไปนี้ (๑) ... (๒) ... (๓) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปีแต่ยังไม่ครบหกปีให้จ่ายไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้าย หนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้าง ตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย..." และบัญญัติคำว่า เลิกจ้างไว้ในวรรคสอง ว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะสิ้นสุด สัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุนายจ้างไม่
-398- สามารถดำเนินกิจการต่อไป" หมายความว่า การเลิกจ้างนั้นต้องเป็นการกระทำของนายจ้างที่ไม่ให้ลูกจ้างทำงาน ต่อไป การกระทำของผู้อื่นที่ไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปนั้น มิใช่การเลิกจ้าง ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑มาตรา ๕ ได้ให้คำนิยามคำว่า นายจ้าง หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้และ หมายความรวมถึง (๑) ... (๒) ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลและผู้ ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทนด้วย" คดีนี้ จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคล ประเภทบริษัทจำกัด เป็นผู้ตกลงรับโจทก์เข้าทำงานและจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ จึงเป็นนายจ้างของโจทก์ และจำเลย ที่ ๒ เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ ๑ ถือเป็นนายจ้างของโจทก์ด้วย ศาลแรงงานกลางฟัง ข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลและผู้บังคับบัญชาของโจทก์แจ้งให้โจทก์ทราบว่านายจ้างเลิกจ้าง กับนำหนังสือ แจ้งการเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.๒ มาให้โจทก์ดู ซึ่งจำเลยที่ ๒ ยังไม่ได้มีคำสั่งเลิกจ้างลงมาด้วยตนเอง และจำเลยที่ ๒ สั่งการในหนังสือเอกสารหมาย ล.๒ ว่า ยังไม่สมควรเลิกจ้าง แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลมิได้แจ้งคำสั่งดังกล่าวของ จำเลยที่ ๒ ให้โจทก์ทราบ พิเคราะห์หนังสือเอกสารหมาย ล.๒ แล้ว เห็นว่า เป็นหนังสือที่นางสาววรจิตรามีถึงนาย ไพรัชเพื่อขอเลิกจ้างโจทก์ และนายไพรัชบันทึกความเห็นว่า สมควรเลิกจ้างโจทก์เสนอต่อจำเลยที่ ๒ มิใช่หนังสือที่ จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นนายจ้างแจ้งไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไป จึงมิใช่หนังสือเลิกจ้าง การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ย่อมเป็นที่เข้าใจแก่คนทั่วไปว่า จำเลยทั้งสองผู้เป็นนายจ้างมีความประสงค์ที่จะเลิกจ้างโจทก์นั้น ก็ขัดกับข้อความที่ จำเลยที่ ๒ บันทึกไว้ในเอกสารหมาย ล.๒ ว่า ไม่ควรเลิกจ้าง ให้เรียกมาตกลงกันใหม่โดยทำหนังสือเป็นข้อตกลง ส่วนการที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลและผู้บังคับบัญชาของโจทก์นำหนังสือเอกสารหมาย ล.๒ แจ้งให้โจทก์ทราบว่า จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์นั้นก็ไม่มีผลเป็นการเลิกจ้างเนื่องจากบุคคลดังกล่าวไม่มีอำนาจเลิกจ้างและหนังสือ เอกสารหมาย ล.๒ ก็มิใช่หนังสือเลิกจ้างทั้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาก็ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่า จำเลยที่ ๒ เชิดเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือนายไพรัชให้เป็นตัวแทนและมีอำนาจเลิกจ้างโจทก์ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้เลิกจ้าง โจทก์ จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอโจทก์ที่ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-กมล เพียรพิทักษ์-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายสรศักดิ์ ศรีพิชญาการ
-399- แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ___________________________ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7381/2543 นางสาวอุมาภรณ์ ปัญญารักษาโจทก์ บริษัทกิติทิพย์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กับพวกจำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 118 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินประกันจำนวน 2,000 บาท จ่ายสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 7,380 บาท และค่าชดเชยจำนวน 44,280 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าชดเชยจำนวน 44,280 บาท เงิน ประกันการทำงาน 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 7,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจน ชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
-400- ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลย ทั้งสองเลิกจ้างโจทก์หรือไม่ และต้องจ่ายค่าชดเชย กับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ตามที่ศาล แรงงานกลางพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 บัญญัติว่า "ให้ นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังต่อไปนี้ (1) ... (2) ... (3) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปีแต่ยังไม่ครบหกปีให้จ่ายไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้าย หนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้ายสำหรับ ลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย..." และบัญญัติคำว่า เลิกจ้าง ไว้ในวรรคสอง ว่า "การเลิก จ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็น เพราะสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะ เหตุนายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป" หมายความว่า การเลิกจ้างนั้นต้องเป็นการกระทำของนายจ้างที่ไม่ให้ ลูกจ้างทำงานต่อไป การกระทำของผู้อื่นที่ไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปนั้น มิใช่การเลิกจ้าง ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ได้ให้คำนิยามคำว่า นายจ้าง หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่าย ค่าจ้างให้และหมายความรวมถึง (1) ... (2) ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลและ ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทนด้วย" คดีนี้ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เป็นผู้ตกลงรับโจทก์เข้าทำงานและจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ จึงเป็นนายจ้างของ โจทก์ และจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ถือเป็นนายจ้างของโจทก์ด้วย ศาล แรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลและผู้บังคับบัญชาของโจทก์แจ้งให้โจทก์ทราบว่านายจ้างเลิกจ้าง กับนำหนังสือแจ้งการเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.2 มาให้โจทก์ดู ซึ่งจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้มีคำสั่งเลิกจ้างลงมาด้วยตนเอง และจำเลยที่ 2 สั่งการในหนังสือเอกสารหมาย ล.2 ว่า ยังไม่สมควรเลิกจ้าง แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลมิได้แจ้งคำสั่ง