แผนการจดั การเรียนรู้
แบบใชโ้ ครงงานเปน็ ฐาน (Project Based Learning)
กลุม่ สำระกำรเรียนรวู้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี
รำยวิชำชวี วทิ ยำ 3 รหสั วิชำ ว30248 ชน้ั มธั ยมศกึ ษำปที ่ี 5
หน่วยกำรเรยี นรทู้ ี่ 2 เร่อื ง กำรสังเครำะห์ดว้ ยแสง
นางบุญล้อม แก้วดอน
ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครชู านาญการพิเศษ
โรงเรยี นเบต็ ตด้ี เู มน 2 ช่องเมก็ อำเภอสริ ินธร จงั หวดั อุบลรำชธำนี
องค์กำรบรหิ ำรสว่ นจงั หวัดอุบลรำชธำนี
คำนำ
แผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning) เรื่อง การ
สังเคราะห์ด้วยแสง ผู้สอนจัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนรวมกับเอกสาร
ประกอบการเรียน เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง รายวิชาชีววิทยา 3 รหัสวิชา ว30248
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีการวัดผล
และประเมินผลท่ีหลากหลายตามมาตรฐานการเรยี นรู้และตัวชีว้ ดั กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์
และเทคโนโลยี (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2551 ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการเตรียมการจัดการเรียนการสอน และกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน
อีกท้งั เป็นแนวทางในการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนรายช่ัวโมง
ดังนั้น แผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning) เรื่อง
การสังเคราะห์ด้วยแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชาชีววิทยา 3 รหัส
วิชา ว30248 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้จัดทำได้จัดทำไว้ทั้งหมด 5 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนละ 4
ชวั่ โมง รวมเวลา 20 ชวั่ โมง
ผู้จัดทำขอขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร. มนตรี วงษ์สะพาน ผู้ช่วยศาสตราจารย์
ดร.ปริญญา มูลสิน นางวิภาพร อุปนิสากร นางสาววาปี อินจำปา และนางพัชรี คูณทอง ที่ได้ให้
ความอนุเคราะห์เป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจผลงานและคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้
รวมทั้งช้แี นะแนวทางข้อบกพร่องต่าง ๆ ในครง้ั น้ี ผ้จู ดั ทำหวังอย่างย่ิงว่าแผนการจดั การเรยี นร้นู ี้คงให้
ประโยชน์สำหรับครูผู้สอนรายวิชารายวิชาชีววิทยา และครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีรายวิชาอน่ื ๆ รวมท้งั ผู้ทสี่ นใจ
บญุ ลอ้ ม แก้วดอน
ข
คำรับรองของผบู้ รหิ ารสถานศึกษา
ข้าพเจ้า นายวัฒนา เตชะโกมล ผู้อำนวยการโรงเรียนเบต็ ตี้ดูเมน 2 ช่องเม็ก ขอรับรอง
ว่าแผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเปน็ ฐาน (Project Based Learning) เรื่อง การสังเคราะห์
ด้วยแสง รายวิชาชีววิทยา 3 รหัสวิชา ว30248 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา
2565 ตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฉบับ
ปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งเป็น
แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนว Backward Design เป็นผลที่เกิดจากการศึกษาค้นคว้าด้วยความ
วิริยะ อุตสาหะ มุ่งมั่นตั้งใจทำงาน หาแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนโดย นางบุญล้อม
แก้วดอน ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี โรงเรียนเบ็ตตี้ดูเมน 2 ช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี สำนักการศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นผู้จัดทำขึ้นเพ่ือ
ประกอบการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนในรายวิชาชีววทิ ยา 3 รหสั วิชา ว30248 ชน้ั มธั ยมศึกษา
ปที ี่ 5 เร่อื ง การสังเคราะหด์ ว้ ยแสง โดยการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project
Based Learning) ร่วมกับเอกสารประกอบการเรียน ซึ่งได้นำมาใช้ในกระบวนการจัดกิจกรรมการ
เรยี นการสอนจรงิ
(ลงชื่อ)
(นายวัฒนา เตชะโกมล)
ผ้อู ำนวยการโรงเรียนเบ็ตตี้ดูเมน 2 ชอ่ งเม็ก
ค
คำชแ้ี จง
แผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning) เรื่อง การ
สังเคราะห์ด้วยแสง รายวิชาชีววิทยา 3 รหัสวิชา ว30248 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สร้างขึ้นเพื่อให้ครู
นำไปใช้เป็นวิธีการในการจัดกระบวนการเรียนการสอนร่วมกับเอกสารประกอบการเรียน ในการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอน โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ศึกษาและปฏิบัติกิจกรรม จากกระบวนการจัดการ
เรียนรู้และเอกสารประกอบการเรียน เพื่อสืบเสาะหาความรู้ การให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
และผู้เรียนเกดิ องค์ความรู้ สามารถนำความรูม้ าเขี่ยนเป็นแผนภาพได้ การนำความรู้จากการเรียนการ
สอนไปประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ โดยครูจะทำหน้าที่เป็นผู้ใหค้ ำแนะนำผู้เรียน ฉะนั้นครูจะต้องให้
ผู้เรียนปฏิบตั ิกิจกรรมการเรียนรู้ตามขั้นตอนอย่างเครง่ ครัด จึงจะทำให้บังเกิดผลดีต่อการจัดกิจกรรม
การเรียนการสอน โดยมีแผนการจัดการเรียนรู้ปฐมนิเทศ เวลา 2 ชั่วโมง เพื่อสร้างข้อตกลงและสร้าง
ความเข้าใจในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน รวมทั้งวัดความรู้เดิมของผู้เรียนก่อนจัดกิจกรรมการ
เรียนการสอนร่วมกับเอกสารประกอบการเรียน แผนการจัดการเรียนรู้ตามเนื้อหา จำนวน 5 แผน
เวลา 20 ชั่วโมง และแผนการจัดการเรียนรู้ปัจฉิมนิเทศ เวลา 2 ชั่วโมง เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนของผู้เรียนหลังจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project Based
Learning) ร่วมกบั เอกสารประกอบการเรยี น รวมเวลาตลอดการใช้แผนการจดั การเรยี นรู้ 22 ช่ัวโมง
แผนการจดั การเรยี นรู้แบบใชโ้ ครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning)
เรื่อง การสงั เคราะหด์ ้วยแสง รายวิชาชวี วทิ ยา 3 รหัสวิชา ว30248 ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 5
มที ้ังหมด 5 แผน เวลาเรยี น 20 ช่ัวโมง ดงั น้ี
ท่ี แผนการจัดการเรยี นรู้ เรอ่ื ง จำนวน
ชั่วโมง
1 แผนการจัดการเรียนรู้ ปฐมนิเทศ (ทดสอบก่อนเรยี น) 2
2 แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 1 การศกึ ษาทเ่ี ก่ียวกับการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง 4
3 แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 2 กระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสงของพืช 4
4 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 โฟโตเรสไพเรชัน 4
5 แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 4 การเพ่ิมความเขม้ ของแกส๊ คาร์บอนได้ออกไซด์ 4
6 แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 5 ปจั จยั บางประการทมี่ ีผลต่อการสงั เคราะห์ 4
ดว้ ยแสงของพืช
ง
ท่ี แผนการจัดการเรยี นรู้ เรื่อง จำนวน
ชวั่ โมง
8 แผนการจัดการเรยี นรู้ ปจั ฉิมนเิ ทศ (ทดสอบหลังเรยี น) 2
รวมเวลาทั้งหมด 22
จ
สารบญั
เรือ่ ง หน้า
คำนำ...................................................................................................................... ก
คำรับรองของผบู้ ริหารสถานศึกษา.......................................................................... ข
คำช้ีแจง.................................................................................................................. ค
สารบญั ................................................................................................................... จ
สารบัญตาราง......................................................................................................... ช
สารบญั แผนภาพ.................................................................................................... ซ
กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) 1
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551……………………………. 2
2
- วิทยาศาสตร์พื้นฐาน………………………………………………………………………………… 3
- วิทยาศาสตรเ์ พิม่ เติม………………………………………………………………………………... 3
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้…………………………………………………………………………….. 3
สาระท่ี 1 วทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ……………………………………………………………………. 4
สาระท่ี 2 วทิ ยาศาสตร์กายภาพ............................................................................ 4
สาระท่ี 3 วิทยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ.................................................................. 4
สาระที่ 4 เทคโนโลยี……………………...................................................................... 7
คณุ ภาพผูเ้ รียนเม่อื จบช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6................................................................... 9
วทิ ยาศาสตรเ์ พ่ิมเตมิ ...................................................................................................... 9
เรียนรูอ้ ะไรในวิทยาศาสตรเ์ พ่ิมเตมิ ................................................................................ 9
สาระวทิ ยาศาสตร์เพ่มิ เติม.............................................................................................. 10
สาระชวี วิทยา......................................................................................................... 10
สาระเคมี................................................................................................................ 11
สาระฟสิ กิ ส์............................................................................................................ 12
สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ........................................................................ 16
คณุ ภาพผู้เรียนเม่ือเรียนจบสาระวิทยาศาสตร์เพมิ่ เตมิ ...................................................
สาระการเรยี นรเู้ พิม่ เติม สาระชวี วทิ ยา..........................................................................
ฉ
สารบัญ (ต่อ)
เรื่อง หน้า
วเิ คราะหค์ วามสัมพนั ธ์ของหนว่ ยการเรยี นรู้ สาระชีววทิ ยา ผลการเรียนรู้ สาระการ 32
เรียนรเู้ พมิ่ เตมิ กบั เวลา.................................................................................................... 36
โครงงานวิทยาศาสตร์ .................................................................................................... 40
การจดั การเรยี นการสอนแบบใชโ้ ครงงานเปน็ ฐาน ........................................................ 41
กจิ กรรมการเรยี นรู้แบบใชโ้ ครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning : PjBL) ........ 52
คำอธิบายรายวชิ า........................................................................................................... 52
ผลการเรยี นรู้................................................................................................................ .. 54
โครงสร้างรายวิชา.......................................................................................................... . 63
การวเิ คราะหเ์ นื้อหากบั เวลาเรยี น................................................................................... 68
90
แผนการจัดการเรียนรู้ปฐมนิเทศ............................................................................... 160
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 1 การศึกษาทเ่ี กยี่ วกับการสงั เคราะห์ด้วยแสง.................. 207
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง.................................... 250
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 โฟโตเรสไพเรชัน............................................................ 290
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 4 การเพมิ่ ความเขม้ ของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์............. 322
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 5 ปัจจัยบางประการท่ีมีผลตอ่ การสงั เคราะห์ด้วยแสง......
แผนการจัดการเรยี นรปู้ ัจฉิมนิเทศ............................................................................
บรรณานุกรม.......................................................................................................... 343
ภาคผนวก............................................................................................................... 347
ภาคผนวก ก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น........................................ 348
ภาคผนวก ข แบบประเมินแผนการจดั การเรียนร้.ู .............................................. 362
ภาคผนวก ค รายช่ือผู้เชีย่ วชาญ.......................................................................... 368
ประวตั ิยอ่ ผู้จัดทำ............................................................................................................... 370
ช
สารบญั ตาราง
ตารางท่ี หน้า
1 ผลการเรยี นรแู้ ละสาระการเรียนรูเ้ พ่มิ เตมิ ชีววทิ ยา (3) ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 5… 16
2 ผลการเรยี นรู้และสาระการเรียนรเู้ พ่ิมเติม ชีววทิ ยา (4) ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 5… 24
3 วิเคราะห์ความสมั พนั ธข์ องหนว่ ยยอ่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้เพ่ิมเติม
กับเวลา............................................................................................................ 32
4 การวเิ คราะห์เน้ือหากบั เวลาเรยี น..................................................................... 63
ซ
สารบัญแผนภาพ
แผนภาพท่ี หน้า
1 สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ. 2560)
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 ………… 2
2 ขัน้ ตอนการจัดกิจกรรมการเรียนร้แู บบใช้โครงงานเป็นฐาน .................... 42
3 แสดงข้นั ตอนการประเมินการจดั การเรียนรูแ้ บบโครงงานเป็นฐาน ……… 49
1
กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2560)
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
บทนำ
ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง
พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นี้ ได้กำหนดสาระการ
เรียนรู้ออกเป็น 4 สาระ ได้แก่ สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระท่ี 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ
สาระท่ี 3 วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ สาระที่ 4 เทคโนโลยี มีสาระเพิ่มเติม 4 สาระ ได้แก่ สาระ
ชีววิทยา สาระเคมี สาระฟิสิกส์ สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ ซึ่งองค์ประกอบของหลักสูตร
ทั้งในด้านเนื้อหา การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้นั้นมีความสำคัญ
อย่างยิ่งในการวางรากฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้น ให้มีความต่อเนื่อง
เชื่อมโยงกันตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ ได้กำหนดตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ที่ผู้เรียนจำเป็นต้องเรียนเป็นพื้นฐาน
เพื่อให้สามารถนำความรู้นี้ไปใช้ในการดำรงชีวิตหรือศึกษาต่อในวิชาชีพที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์ได้
โดยจัดเรียงลำดับความยากง่ายของเนื้อหาแต่ละสาระในแต่ละระดับชั้นให้มีการเชื่อมโยงความรู้กับ
กระบวนการเรียนรู้ และการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ท่ีสง่ เสริมให้ผู้เรียนพัฒนาความคิด ท้ังความคิดเป็น
เหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะที่สำคัญทั้งทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการ
สืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปญั หาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูลหลากหลายและ
ประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ตระหนักถึงความสำคัญ
ของการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่มุ่งหวังให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อผู้เรียนมากที่สุด จึงได้จัดทำตัวชี้วัด
และสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ขึ้น เพื่อให้สถานศึกษา ครูผู้สอน
ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ได้ใชเ้ ป็นแนวทางในการพฒั นาหนังสือเรยี น คมู่ ือครู สือ่ ประกอบการเรียน
การสอน ตลอดจนการวัดและประเมินผล โดยตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระ
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 ที่จัดทำขึ้นนี้ ได้ปรับปรุง เพื่อให้มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกันภายในสาระ
การเรียนรู้เดียวกันและระหว่างสาระการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตลอดจน
การเชื่อมโยงเนื้อหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ด้วย นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงเพื่อให้มี
2
ความทันสมัยต่อการเปล่ียนแปลง และความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการต่าง ๆ และทัดเทียมกับ
นานาชาติ กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ สรุปเปน็ แผนภาพได้ ดงั น้ี
วทิ ยาศาสตร์พน้ื ฐาน
สาระท่ี 2
วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 – ว 2.3
สาระท่ี 1 กล่มุ สาระการเรยี นรู้ สาระที่ 3
วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ วทิ ยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์โลกและอวกาศ
มาตรฐาน ว 1.1 – ว 1.3 มาตรฐาน ว 3.1 – ว 3.2
สาระที่ 4
เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.1 – ว 4.2
แผนภาพท่ี 1 สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรพ์ ืน้ ฐาน
ทีม่ า : ตัวชวี้ ดั และสาระการเรียนร้แู กนกลาง กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ (หน้า 2)
(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551
สถาบนั ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
วทิ ยาศาสตรเ์ พ่ิมเตมิ
สาระชวี วทิ ยา
สาระเคมี
สาระฟิสกิ ส์
สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
3
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระที่ 1 วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.1 เขา้ ใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสมั พันธ์ระหว่างส่ิงไม่มชี ีวิตกับ
มาตรฐาน ว 1.2 สิ่งมีชีวิตและ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบ
มาตรฐาน ว 1.3 นิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ
ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไข
ปัญหาสิง่ แวดลอ้ มรวมท้งั นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้า
และออกจากเซลล์ ความสมั พนั ธ์ของโครงสร้าง และหนา้ ท่ีของระบบต่าง ๆ
ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และ
หน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธก์ ัน รวมทั้งนำความรูไ้ ปใช้
ประโยชน์
เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรม
สารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต
ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการ ของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งนำ
ความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
สาระที่ 2 วิทยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัตขิ องสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพนั ธ์ของสมบัติของ
สสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติ
มาตรฐาน ว 2.2 ของการเปลี่ยนสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิรยิ า
มาตรฐาน ว 2.3 เคมี
เข้าใจในธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ
ลกั ษณะการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมทง้ั นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏสิ ัมพนั ธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติ
ของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
รวมท้งั นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
4
สาระที่ 3 วทิ ยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.1 เขา้ ใจองค์ประกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกิด และวิวฒั นาการของเอกภพ
มาตรฐาน ว 3.2 กาแลก็ ซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทง้ั ปฏิสมั พันธภ์ ายในระบบสุริยะท่ี
สง่ ผลตอ่ สิ่งมีชวี ติ และการประยกุ ต์ใชเ้ ทคโนโลยี
เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการ
เปลี่ยนแปลงภายในโลก และบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการ
เปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิศาสตร์โลก รวมทั้งผลต่อส่ิงมีชีวิตและ
สงิ่ แวดล้อม
สาระท่ี 4 เทคโนโลยี เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการ
มาตรฐาน ว 4.1 เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์
คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหา หรือ พัฒนางานอย่างมี
มาตรฐาน ว 4.2 ความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้
เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม
และสิง่ แวดล้อม
เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็น
ขั้นตอนและเป็นระบบใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการ
เรียนรู้ การทำงาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน
และมีจริยธรรม
คณุ ภาพของผูเ้ รียนเมื่อจบช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 6
❖ เข้าใจการการลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ กลไกการรักษาดุลยภาพของมนุษย์
ภูมิคุ้มกัน ในร่างกายของมนุษย์และความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน การถ่ายทอดลักษณะทาง
พันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม วิวัฒนาการที่ทำให้เกิดความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต
ความสำคญั และผลของเทคโนโลยีทางดีเอน็ เอตอ่ มนษุ ย์ สงิ่ มีชวี ติ และส่ิงแวดล้อม
❖ เข้าใจความหลากหลายของไบโอมในเขตภูมิศาสตร์ต่าง ๆ ของโลก การเปลี่ยนแปลง
แทนที่ในระบบนิเวศ ปัญหาและผลกระทบทีม่ ีต่อทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อม แนวทางในการ
อนรุ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ และการแก้ไขปญั หาสง่ิ แวดลอ้ ม
5
❖ เข้าใจชนิดของอนุภาคสำคัญที่เป็นส่วนประกอบในโครงสร้างอะตอม สมบัติบาง
ประการของธาตุ การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ ชนิดของแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคและสมบัติ
ต่าง ๆ ของสารที่มีความสัมพันธ์กับแรงยึดเหนี่ยว พันธะเคมี โครงสร้างและสมบัติของพอลิเมอร์
การเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี ปจั จยั ทม่ี ีผลตอ่ อัตราการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี และการเขยี นสมการเคมี
❖ เขา้ ใจปรมิ าณท่ีเกย่ี วกับการเคลื่อนท่ี ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งแรง มวลและความเร่ง ผล
ของความเร่งที่มีต่อการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ แรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็ก ความสัมพันธ์
ระหวา่ งสนามแมเ่ หลก็ และกระแสไฟฟ้า และแรงภายในนิวเคลยี ส
❖ เข้าใจพลังงานนิวเคลียร์ ความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงาน การเปลี่ยนพลังงาน
ทดแทน เป็นพลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีด้านพลังงาน การสะท้อน การหักเห การเลี้ยวเบนและการรวม
คล่นื การได้ยิน ปรากฏการณ์ท่เี ก่ยี วข้องกับเสยี ง สกี บั กำรมองเห็นสี คล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟ้าและประโยชน์
ของคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟา้
❖ เข้าใจการแบ่งชั้นและสมบัติของโครงสร้างโลก สาเหตุ และรูปแบบการเคลื่อนที่ของ
แผ่นธรณีที่สัมพันธ์กับการเกิดลักษณะธรณีสัณฐาน สาเหตุ กระบวนการเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟ
ระเบดิ สึนามิ ผลกระทบ แนวทาง การเฝา้ ระวัง และการปฏบิ ตั ติ นให้ปลอดภยั
❖ เข้าใจผลของแรงเนื่องจากความแตกต่างของความกดอากาศ แรงคอริออลิส ที่มีต่อ
การหมุนเวียนของ อากาศ การหมุนเวียนของอากาศตามเขตละติจูดและผลที่มีต่อภูมิอากาศ
ความสัมพันธข์ องการหมุนเวียนของอากาศและการหมุนเวียนของกระแสน้ำผิวหน้าในมหาสมุทร และ
ผลต่อลักษณะลมฟ้าอากาศ สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม ปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง
ภูมิอากาศโลก และแนวปฏิบัติเพื่อลดกิจกรรมของมนุษย์ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก
รวมทั้งการแปลความหมายสญั ลกั ษณล์ มฟ้าอากาศท่สี ำคัญจากแผนท่ีอากาศ และข้อมูลสารสนเทศ
❖ เข้าใจการกำเนิดและการเปลี่ยนแปลงพลังงาน สสาร ขนาด อุณหภูมิของเอกภพ
หลักฐานที่สนับสนุน ทฤษฎีบิกแบง ประเภทของกาแล็กซี โครงสร้างและองค์ประกอบของกาแล็กซี
ทางช้างเผือก กระบวนการเกิดและการสร้างพลังงาน ปัจจัยที่ส่งผลต่อความส่องสว่างของดาวฤกษ์
และความสัมพันธ์ระหว่างความส่องสว่างกับโชติมาตรของดาวฤกษ์ ความสัมพันธ์ระหว่างสี อุณหภูมิ
ผิว และสเปกตรัมของดาวฤกษ์ วิวัฒนาการและ การเปลี่ยนแปลงสมบัติบางประการของดาวฤกษ์
กระบวนการเกิดระบบสุรยิ ะ การแบ่งเขตบริวารของดวงอาทติ ย์ ลักษณะของดาวเคราะห์ที่เอ้ือต่อการ
ดำรงชีวิต การเกิดลมสุริยะ พายุสุริยะและผลที่มีต่อโลก รวมทั้งการสำรวจอวกาศและการประยุกตใ์ ช้
เทคโนโลยีอวกาศ
❖ ระบปุ ัญหา ตง้ั คำถามท่ีจะสำรวจตรวจสอบ โดยมกี ารกำหนดความสมั พันธ์ระหว่างตัว
แปรต่าง ๆ สืบค้นข้อมูลจากหลายแหล่ง ตั้งสมมติฐานที่เป็นไปได้หลายแนวทาง ตัดสินใจเลือก
ตรวจสอบสมมติฐานที่เป็นไปได้
6
❖ ตั้งคำถามหรือกำหนดปัญหาที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทาง
วิทยาศาสตร์ ที่แสดง ให้เห็นถึงการใช้ความคิดระดับสูงที่สามารถสำรวจตรวจสอบ หรือศึกษาค้นคว้า
ได้อย่างครอบคลุมและเชื่อถือได้ สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับ หรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบเพื่อ
นำไปสู่การสำรวจตรวจสอบ ออกแบบวิธีการสำรวจตรวจสอบตามสมมติฐานที่กำหนดไว้ได้อย่าง
เหมาะสม มีหลักฐานเชิงประจักษ์ เลือกวัสดุ อุปกรณ์ รวมทั้งวิธีการ ในการสำรวจตรวจสอบอย่าง
ถกู ตอ้ งทั้งในเชิงปรมิ าณและคุณภาพ และบนั ทึกผลการสำรวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบ
❖ วิเคราะห์ แปลความหมายข้อมูล และประเมินความสอดคล้องของข้อสรุปเพ่ือ
ตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ ให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงวิธีการสำรวจตรวจสอบ จัดกระทำข้อมูล
และนำเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธี ที่เหมาะสม สื่อสารแนวคิด ความรู้จากผลการสำรวจตรวจสอบ โดย
การพูด เขียน จัดแสดง หรือใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจโดยมีหลักฐานอ้างอิง หรือมี
ทฤษฎีรองรับ
❖ แสดงถึงความสนใจ มุง่ มนั่ รับผดิ ชอบ รอบคอบ และซื่อสัตย์ ในการสบื เสาะหาความรู้
โดยใช้เครื่องมือและวิธีการที่ให้ได้ผลถูกต้อง เชื่อถือได้ มีเหตุผลและยอมรับได้ว่าความรู้ทาง
วิทยาศาสตรอ์ าจมีการเปลี่ยนแปลงได้
❖ แสดงถึงความพอใจและเห็นคุณค่าในการค้นพบความรู้ พบคำตอบ หรือแก้ปัญหาได้
ทำงานร่วมกับ ผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ แสดงความคิดเห็นโดยมีข้อมูลอ้างอิงและเหตุผลประกอบ
เกี่ยวกับผลของการพัฒนาและการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมีคุณธรรมต่อสังคมและ
สง่ิ แวดลอ้ ม และยอมรบั ฟังความคิดเห็นของผูอ้ ื่น
❖ เข้าใจความสัมพันธ์ของความรู้วิทยาศาสตร์ที่มีผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยีประเภท
ต่าง ๆ และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ส่งผลให้มีการคิดค้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้า ผลของ
เทคโนโลยตี ่อชีวิต สงั คม และสิ่งแวดล้อม
❖ ตระหนักถึงความสำคัญและเห็นคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใช้ใน
ชีวิตประจำวัน ใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดำรงชีวิต และการ
ประกอบอาชีพ แสดงความชื่นชม ภูมิใจ ยกย่อง อ้างอิงผลงาน ชิ้นงานที่เป็นผลมาจากภูมิปัญญา
ท้องถิ่นและการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย ศึกษา หาความรู้เพิ่มเติม ทำโครงงาน หรือสร้างชิ้นงาน
ตามความสนใจ
❖ แสดงความซาบซึ้ง ห่วงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้และรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม อย่างรู้คุณค่ำ เสนอตัวเองร่วมมือปฏิบตั ิกับชุมชนในการป้องกัน ดูแลทรัพยากรธรรม
ชำตแิ ละสงิ่ แวดล้อมของทอ้ งถน่ิ
❖ วิเคราะห์แนวคิดหลักของเทคโนโลยี ได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อน การ
เปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตร์อื่น โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์
7
หรือคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ เปรียบเทียบ และตัดสินใจเพื่อเลือกใช้เทคโนโลยี โดยคำนึงถึงผลกระทบ
ต่อชีวิต สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ ทรัพยากรเพื่อออกแบบ สร้าง
หรือพัฒนาผลงานสำหรับแก้ปัญหาที่มีผลกระทบต่อสังคมโดยใช้กระบวนกำรออกแบบเชิงวิศวกรรม
ใช้ซอฟต์แวร์ช่วยในกำรออกแบบและนำเสนอผลงาน เลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือได้อย่าง
ถกู ต้อง เหมาะสม ปลอดภัย รวมทง้ั คำนึงถงึ ทรพั ย์สินทางปญั ญา
❖ ใช้ความรู้ทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ สื่อดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สื่อสาร เพื่อรวบรวมข้อมูลในชีวิตจริงจากแหล่งตา่ ง ๆ และความรู้จากศาสตรอ์ ื่น มาประยุกต์ใช้ สร้าง
ความรู้ใหม่ เข้าใจ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มีผลต่อการดำเนินชีวิต อำชีพ สังคม วัฒนธรรม
และใชอ้ ย่างปลอดภยั มจี รยิ ธรรม
วทิ ยาศาสตร์เพมิ่ เติม
วิทยาศาสตร์เพิ่มเติมจัดทำขึ้นสำหรับผู้เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย แผนการ
เรียนวิทยาศาสตร์ที่จำเป็นต้องเรียนเนื้อหาในสาระชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ และโลก ดาราศาสตร์
และอวกาศ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญและเพียงพอสำหรับการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ในด้าน
วิทยาศาสตรเ์ พื่อประกอบวิชาชพี ในสาขาที่ใช้วิทยาศาสตร์เปน็ ฐาน เชน่ แพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์
เทคโนโลยีชวี ภาพ เทคนคิ การแพทย์ วศิ วกรรม สถาปตั ยกรรม ฯลฯ โดยมผี ลการเรียนรู้ ที่ครอบคลุม
ดา้ นเน้ือหา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21 รวมทงั้ จติ วิทยาศาสตร์
ทผี่ ้เู รียนจำเป็นต้องมีวิทยาศาสตร์เพิม่ เตมิ นี้ ได้มีการปรับปรุงเพื่อให้มีเนื้อหา ที่ทัดเทียมกับนานาชาติ
เน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา รวมทั้งเชื่อมโยงความรู้สู่การนำไปใช้ในชีวิตจริง
สรุปไดด้ ังน้ี
1. ลดความซ้ำซ้อนของเนอื้ หาระหว่างตวั ชว้ี ัดในรายวชิ าพ้นื ฐานและผลการเรยี นรู้ รายวชิ า
เพม่ิ เติม เพ่ือให้ผเู้ รยี นไดม้ เี วลาสำหรับการเรียนรู้ และทำปฏิบตั กิ ารทางวทิ ยาศาสตร์เพ่ิมข้ึน
2. ลดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาระหว่างสาระชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ และโลก ดาราศาสตร์
และอวกาศ โดยมีการพจิ ารณาเนือ้ หาท่ีมีความซ้ำซอ้ นกัน แลว้ จดั ใหเ้ รยี นทส่ี าระใดสาระหนึ่ง เชน่
- เรื่องสารชีวโมเลกุล เดิมเรียนทั้งในสาระชีววิทยา และเคมี ได้พิจารณาแล้วจัดให้
เรียนในสาระชีววทิ ยา
- เรื่องปิโตรเลียม เดิมเรียนทั้งในสาระเคมี และโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
ไดพ้ จิ ารณาแล้วจดั ใหเ้ รยี นในสาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
8
- เรื่องกฎของบอยล์ กฎของชาร์ล ไอโซโทปกัมมันตรังสี ได้พิจารณาแล้วจัดให้ เรียน
ในสาระเคมี และเรอื่ งพลงั งานนวิ เคลียร์ จดั ให้เรยี นในสาระฟสิ ิกส์ เนอ่ื งจากเดิมเนอื้ หาเหล่านี้ ทบั ซ้อน
กันในสาระเคมีและฟิสิกส์
- เรื่องการทดลองของทอมสนั และการทดลองของมิลลิแกน เดิมเรียนทั้งในสาระเคมี
และฟิสกิ ส์ ได้พจิ ารณาแล้วจดั ใหเ้ รยี นในสาระเคมี
3. ลดความซำ้ ซ้อนกันระหว่างระดับมธั ยมศึกษาตอนตน้ และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
เช่น
- เรื่องระบบนิเวศและส่ิงแวดล้อมในสาระชีววิทยา ได้ปรับให้สาระการเรียนรู้ เนื้อหา
และกจิ กรรม มคี วามแตกตา่ งกนั ตามความเหมาะสมของระดับผู้เรียน
- เรือ่ งเทคโนโลยอี วกาศ การเกดิ ลม การเปลี่ยนแปลงอุณหภมู ิของโลก พายุ และมรสุม
ได้มีการปรับให้สาระการเรียนรู้ เนื้อหา และกิจกรรมเรียนต่อเนื่องกันจากระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
ไปสูร่ ะดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย เพ่ือไม่ให้ซอ้ นทับกนั
4. ลดทอนเนื้อหาที่ยาก เพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มของผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอน
ปลาย
5. มกี ารเพม่ิ เนอ้ื หาดา้ นตา่ ง ๆ ทม่ี ีความทันสมยั สอดคล้องต่อการดำรงชวี ิต ใ น ป ั จ จ ุ บั น
และอนาคตมากขึ้น เช่น เรื่องเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ ที่มีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมในสาระชีววิทยา
เรื่องทักษะและความปลอดภัยในปฏิบัติการเคมี นวัตกรรมและการแก้ปัญหาที่เน้นการบูรณาการใน
สาระเคมีเรื่องเทคโนโลยีด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม การสื่อสารด้วยสัญญาณดิจิทัลที่เหมาะสม
กับสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบัน รวมทั้งเนื้อหาเกี่ยวกับการค้นคว้าวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาค
เพ่ือความสอดคลอ้ งกับความกา้ วหนา้ ของวชิ าฟสิ กิ ส์ในปจั จุบัน
วทิ ยาศาสตรเ์ พิ่มเติมนี้ ถึงแม้ว่าสถานศึกษาสามารถจัดให้ผู้เรียนได้เรียนตามความ
เหมาะสมและตามจุดเน้นของสถานศึกษา แต่ในแนวทางปฏิบตั ิสถานศึกษาควรจัดให้ผู้เรียนได้เรียน
ทกุ สาระเพือ่ ให้มคี วามรเู้ พยี งพอในการนำไปใช้เพื่อการศึกษาตอ่ โดยเฉพาะอย่างยงิ่ เน้ือหาของวิชา
โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ ทสี่ ถานศึกษามักมองข้ามความสำคัญของการเรยี นสาระนี้ ซึ่งเป็นการ
บูรณาการความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ทั้งฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา รวมทั้งศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
เพ่ือมาช่วยในการอธบิ ายและเขา้ ใจปรากฏการณต์ ่าง ๆ ในธรรมชาติ ทั้งการเปลี่ยนแปลงบนผิวโลก
การเปลี่ยนแปลงภายในโลก และการเปลี่ยนแปลงทางลมฟ้าอากาศ ซึ่งกระบวนการเปลี่ ยนแปลง
ทงั้ หมดดังกลา่ วล้วนสง่ ผลซึง่ กนั และกัน รวมทง้ั สงิ่ มชี ีวติ ด้วยและท่สี ำคัญคือ ความร้ใู นวิชานี้ สามารถ
นำไปใช้ในการศึกษาต่อเพื่อประกอบอาชีพในหลาย ๆ ด้าน เช่น อาชีพที่เกี่ยวกับวัสดุศาสตร์
การเดินเรือ การบิน การเกษตร การศึกษาประวัติศาสตร์ วิศวกร อุตสาหกรรมน้ำมัน เหมือง
นักธรณีวิทยานักอุตุนิยมวิทยา นักดาราศาสตร์ นักบินอวกาศ ดังนั้นพื้นฐานความรูท้ างวชิ าโลก ดารา
9
ศาสตร์ และอวกาศ จะช่วยเปิดโอกาสทางด้านอาชีพที่หลากหลายให้กับผู้เรียน เพราะในอนาคต
ข้างหน้า นอกจากมนุษย์จะตองมีความเข้าใจเกี่ยวกับโลกที่ตัวเองอาศัยอยู่แล้ว ยังต้องพัฒนาตนเอง
เพื่อศกึ ษาขอ้ มูลตา่ ง ๆ ที่อยนู่ อกโลกเพอื่ นำขอ้ มลู เหล่านนั้ กลบั มาพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขน้ึ
เรียนรูอ้ ะไรในวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม
วทิ ยาศาสตร์เพิ่มเตมิ ผู้เรียนจะไดเ้ รียนร้สู าระสำคัญ ดังน้ี
1. ชีววิทยา เรียนรู้เกี่ยวกับ การศึกษาชีววิทยา สารที่เป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต
เซลล์ของสิ่งมีชีวิต พันธุกรรมและการถ่ายทอด วิวัฒนาการ ความหลากหลายทางชีวภาพ โครงสร้าง
และการทำงานของส่วนต่าง ๆ ในพืชดอก ระบบและการทำงานในอวัยวะต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์
และสง่ิ มชี ีวิตและส่ิงแวดล้อม
2. เคมี เรียนรู้เกี่ยวกับ ปริมาณสาร องค์ประกอบและสมบัติของสาร การเปลี่ยนแปลง
ของสาร ทกั ษะและการแกป้ ัญหาทางเคมี
3. ฟิสิกส์ เรียนรู้เกี่ยวกับ ธรรมชาติและการค้นพบทางฟิสิกส์ แรงและการเคลื่อนที่
และพลงั งาน
4. โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ เรียนรู้เกี่ยวกับ โลกและกระบวนการเปลี่ยนแปลง
ทางธรณีวิทยา ข้อมลู ทางธรณวี ิทยาและการนำไปใช้ประโยชน์ การถ่ายโอนพลังงานความร้อนของโลก
การเปลี่ยนแปลงลกั ษณะลมฟ้าอากาศกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ โลกในเอกภพ และดาราศาสตร์กบั
มนุษย์
สาระวทิ ยาศาสตร์เพ่มิ เติม
สาระชวี วทิ ยา
1. เข้าใจธรรมชาติของสิ่งมีชีวติ การศึกษาชีววิทยาและวิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ สารที่เป็น
องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต กล้องจุลทรรศน์ โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ การลำเลียงสารเข้า
และออกจากเซลล์ การแบง่ เซลล์ และการหายใจระดบั เซลล์
2. เข้าใจการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม สมบัติ
และหน้าที่ของสารพันธุกรรม การเกิดมิวเทชัน เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ หลักฐาน ข้อมูลและแนวคิด
เกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวเบิร์ก การเกิดสปีชีส์ใหม่ ความหลากหลาย
ทางชีวภาพ กำเนิดใหม่ของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต และอนุกรมวิธาน รวมทั้งนำ
ความรู้ไปใช้ประโยชน์
10
3. เข้าใจส่วนประกอบของพชื การแลกเปล่ยี นแก๊สและคายน้ำของพืช การลำเลียงของพืช
การสังเคราะห์ด้วยแสง การสืบพันธุ์ของพืชดอกและการเจริญเติบโต และการตอบสนองของ พืช
รวมทั้งนำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
4. เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ รวมทั้งการหายใจและการแลกเปลี่ยนแก๊ส
การลำเลยี งสารและการหมนุ เวยี นเลอื ด ภมู คิ ้มุ กนั ของร่างกาย การขับถ่าย การรบั รูแ้ ละการตอบสนอง
การเคลอ่ื นท่ี การสืบพนั ธุ์และการเจริญเติบโต ฮอรโ์ มนกับการรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์
รวมท้ังนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
5. เขา้ ใจแนวคิดเกีย่ วกับระบบนิเวศ กระบวนการถ่ายทอดพลังงานและการหมุนเวียนสาร
ในระบบนิเวศ ความหลากหลายของไบโอม การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ
ประชากรและรูปแบบการเพิ่มของประชากร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัญหา
และผลกระทบทเี่ กดิ จากการใชป้ ระโยชน์ และแนวทางการแกไ้ ขปญั หา
สาระเคมี
1. เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมี
และสมบัตขิ องสาร แก๊สและสมบัตขิ องแกส๊ ประเภทและสมบตั ขิ องสารประกอบอนิ ทรยี แ์ ละพอลิเมอร์
รวมทัง้ การนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
2. เข้าใจการเขียนและการดุลสมการเคมี ปริมาณสัมพันธ์ในปฏิกิริยาเคมี อัตราการ
เกิดปฏิกิริยาเคมี สมดุลในปฏิกิริยาเคมี สมบัติและปฏิกิริยาของกรด–เบส ปฏิกิริยารีดอกซ์และเซลล์
เคมไี ฟฟ้า รวมทัง้ การนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
3. เข้าใจหลักการทำปฏิบัติการเคมี การวัดปริมาณสาร หน่วยวัดและการเปลี่ยนหน่วย
การคำนวณปริมาณของสาร ความเข้มข้นของสารละลาย รวมทั้งการบูรณาการความรู้และทักษะใน
การอธิบายปรากฏการณใ์ นชวี ติ ประจำวนั และการแก้ปัญหาทางเคมี
สาระฟสิ กิ ส์
1. เข้าใจธรรมชาติทางฟิสิกส์ ปริมาณและกระบวนการวัด การเคลื่อนที่แนวตรง แรงและ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน กฎความโน้มถ่วงสากล แรงเสียดทาน สมดุลกลของวัตถุ งานและกฎการ
อนุรักษ์พลังงานกล โมเมนตัมและกฎการอนุรักษ์โมเมนตัม การเคลื่อนที่แนวโค้ง รวมทั้งนำความรู้ไป
ใชป้ ระโยชน์
11
2. เข้าใจการเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกส์อย่างง่าย ธรรมชาติของคลื่น เสียงและการได้ยิน
ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสงและการเห็น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับแสง รวมทั้งนำความรู้
ไปใช้ประโยชน์
3. เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์ สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความจุไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า
และ กฎของโอห์ม วงจรไฟฟ้ากระแสตรง พลังงานไฟฟ้าและกำลังไฟฟ้า การเปลี่ยนพลังงานทดแทน
เป็นพลังงานไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กที่กระทำกับประจุไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้า
การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกฎของฟาราเดย์ ไฟฟ้ากระแสสลับ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และการ
สื่อสาร รวมท้งั นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
4. เข้าใจความสัมพันธ์ของความร้อนกับการเปลี่ยนอุณหภูมิและสถานะของสสาร สภาพ
ยืดหยนุ่ ของวสั ดุ และมอดุลัสของยัง ความดันในของไหล แรงพยุง และหลักของอาร์คิมดี สี ความตึงผิว
และแรงหนืดของของเหลว ของไหลอุดมคติ และสมการแบร์นูลลี กฎของแก๊ส ทฤษฎีจลน์ของ
แก๊ส อุดมคติและพลังงานในระบบ ทฤษฎีอะตอมของโบร์ ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ทวิภาวะ
ของคลื่นและอนุภาค กัมมันตภาพรังสี แรงนิวเคลียร์ ปฏิกิริยานิวเคลียร์ พลังงานนิวเคลียร์ ฟิสิกส์
อนภุ าค รวมท้ังนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
1. เข้าใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในโลก ธรณีพิบัติภัยและผลต่อสิ่งมีชีวิต
และส่งิ แวดลอ้ ม การศึกษาลำดบั ชน้ั หนิ ทรพั ยากรธรณี แผนท่ี และการนำไปใชป้ ระโยชน์
2. เข้าใจสมดุลพลังงานของโลก การหมุนเวียนของอากาศบนโลก การหมนุ เวียนของน้ำใน
มหาสมุทร การเกิดเมฆ การเปล่ยี นแปลงภมู ิอากาศโลกและผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการ
พยากรณ์อากาศ
3. เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิดและวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี
ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ ความสัมพันธ์ของดาราศาสตร์กับมนุษย์จากการศึกษาตำแหน่งดาวบนทรง
กลมฟา้ และปฏิสัมพันธภ์ ายในระบบสรุ ิยะ รวมท้ังการประยกุ ต์ใชเ้ ทคโนโลยีอวกาศ
12
คณุ ภาพผ้เู รียนเมอื่ เรียนจบสาระวทิ ยาศาสตรเ์ พมิ่ เตมิ
ผ้เู รียนทเี่ รยี นครบทุกผลการเรยี นรู้ มคี ุณภาพดงั นี้
❖ เข้าใจวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการค้นหาคำตอบเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต สารที่เป็น
องคป์ ระกอบของส่ิงมีชวี ติ และปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์ การใช้กล้องจุลทรรศน์ โครงสร้างและหน้าท่ี
ของเซลล์ การลำเลียงสารเขา้ และออกจากเซลล์ การแบ่งเซลล์ และการหายใจระดับเซลล์
❖ เข้าใจหลักการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต การถ่ายทอดยีนบน
ออโตโซมและโครโมโซมเพศ โครงสร้างและองค์ประกอบทางเคมีของดีเอ็นเอ การจำลองดีเอ็นเอ
กระบวนการสังเคราะห์โปรตีน การเกิดมิวเทชันในสิ่งมีชีวิต หลักการและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
ทางดีเอ็นเอ หลักฐานและข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต แนวคิดเกี่ยวกับวัฒนาการ
ของสิ่งมีชีวิต เงื่อนไขของภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก กระบวนการเกิดสปีชีส์ใหม่ของสิ่งมีชีวิต
ความหลากหลายทางชวี ภาพ กำเนดิ ของสง่ิ มชี ีวิต ลักษณะสำคญั ของสงิ่ มีชวี ิต กลมุ่ แบคทเี รีย โพรทิสต์
พชื ฟังไจ และสตั ว์ การจำแนกสิ่งมีชวี ิตออกเปน็ หมวดหมูแ่ ละวิธีการเขียน ช่อื วทิ ยาศาสตร์
❖ เข้าใจโครงสร้างและส่วนประกอบของพืชทั้งราก ลำต้น และใบ การแลกเปลี่ยนแก๊ส
การคายน้ำ การลำเลียงน้ำและธาตุอาหาร การลำเลียงอาหาร การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช
กระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์และการปฏิสนธิของพืชดอก การเกิดผลและเมล็ด บทบาทของสาร
ควบคุมการเจริญเติบโตของพืชและการประยุกต์ใช้ และการตอบสนองของพืช
❖ เข้าใจกลไกการรักษาดลุ ยภาพของสิ่งมีชวี ิต โครงสรา้ ง หนา้ ท่ี และกระบวนการต่าง ๆ
ของสัตว์และมนุษย์ ได้แก่ การย่อยอาหาร การแลกเปลี่ยนแก๊ส การเคลื่อนที่ การกำจัดของเสียออก
จากร่างกายของส่ิงมชี วี ิต ระบบหมนุ เวยี นเลือด ระบบภูมิค้มุ กนั ในร่างกายของมนุษย์ การทำงาน ของ
ระบบประสาทและอวัยวะรับความรู้สึก ระบบสืบพันธุ์ การปฏิสนธิ การเจริญเติบโต ฮอร์โมน และ
พฤตกิ รรมของสตั ว์
❖ เข้าใจกระบวนการถ่ายทอดพลังงานและการหมุนเวียนสารในระบบนิเวศ
ความหลากหลายของไบโอม การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การเปลี่ยนแปลง
จำนวนประชากรมนุษย์ในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก แนวทางการป้องกันและแก้ไข
ปัญหาทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
❖ เข้าใจการศึกษาโครงสร้างอะตอมของนักวิทยาศาสตร์ การจัดเรียงอิเล็กตรอนใน
อะตอม สมบัติบางประการของธาตุและการจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ พันธะเคมี สมบัติของสารที่มี
ความสัมพันธก์ ับพันธะเคมี กฎตา่ ง ๆ ของแก๊ส และสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของ
สารประกอบอินทรยี ์และประเภทและสมบัตขิ องพอลเิ มอร์
13
❖ เข้าใจการเขียนและการดุลสมการเคมี การคำนวณปริมาณสารตา่ ง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ
ปฏิกิริยาเคมี อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีและปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี สมดุลใน
ปฏิกิริยาเคมีและปัจจัยที่มีผลต่อสมดุลเคมี ทฤษฎีกรด-เบส สมบัติและปฏิกิริยาของกรด-เบส
สารละลายบฟั เฟอร์ ปฏกิ ริ ิยารดี อกซ์ และเซลล์เคมีไฟฟ้า
❖ เขา้ ใจข้อปฏิบัติเบื้องตน้ เกยี่ วกับความปลอดภยั ในการทำปฏิบัติการเคมี การเลือกใช้
อุปกรณ์หรือเครื่องมือในการทำปฏิบัติการ หน่วยวัดและการเปลี่ยนหน่วยวัดด้วยการใช้แฟกเตอร์
เปลี่ยนหน่วย การคำนวณเกี่ยวกับมวลอะตอม มวลโมเลกุล และมวลสูตร ความสัมพันธ์ของโมล
จำนวนอนุภาค มวล และปริมาตรของแก๊สที่ STP การคำนวณสูตรอย่างง่ายและสูตรโมเลกุลของ
สาร ความเข้มข้นของสารละลาย การเตรียมสารละลาย และการบูรณาการความรู้และทักษะในการ
อธิบายปรากฏการณใ์ นชีวติ ประจำวันและการแกป้ ัญหาทางเคมี
❖ เข้าใจธรรมชาติของฟิสิกส์ กระบวนการวัด ความสัมพันธ์ระหว่างปรมิ าณที่เกี่ยวขอ้ ง
กับการเคลื่อนที่ การเคลื่อนที่ในแนวตรง แรงลัพธ์ กฎการเคลื่อนที่ แรงเสียดทาน กฎความโน้ ม
ถ่วงสากล สนามโน้มถ่วง งาน กฎการอนุรักษ์พลังงานกล สมดุลกลของวัตถุ เครื่องกลอย่างง่าย
โมเมนตัมและการดล กฎการอนรุ ักษโ์ มเมนตัม การชน และการเคลื่อนทใ่ี นแนวโค้ง
❖ เขา้ ใจการเคล่ือนทแี่ บบคลน่ื ปรากฏการณ์คลน่ื การสะทอ้ น การหกั เห การเลี้ยวเบน
และการแทรกสอด หลักการของฮอยเกนส์ การเคลื่อนที่ของคลื่นเสียง ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ
เสียง ความเข้มเสียงและระดับเสียง การได้ยิน ภาพที่เกิดจากกระจกเงาและเลนส์ ปรากฏการณ์ท่ี
เกย่ี วขอ้ งกับแสงและการมองเห็นแสงสี
❖ เขา้ ใจสนามไฟฟา้ แรงไฟฟา้ กฎของคูลอมบ์ ศักย์ไฟฟา้ ตัวเกบ็ ประจุ ตัวตา้ นทาน
และกฎของโอหม์ พลังงานไฟฟ้า การเปลี่ยนพลังงานทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีด้าน
พลังงาน สนามแม่เหล็ก ความสัมพันธ์ระหว่างสนามแม่เหล็กกับกระแสไฟฟ้า การเหนี่ยวนำแม่เหล็ก
ไฟฟ้า ไฟฟา้ กระแสสลับ คลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า และประโยชน์ของคล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า
❖ เข้าใจผลของความร้อนต่อสสาร สภาพยืดหยุ่น ความดันในของไหล แรงพยุง ของ
ไหลอุดมคติ ทฤษฎีจลน์ของแก๊ส แนวคิดควอนตัมของพลังงาน ทฤษฎีอะตอมของโบร์
ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ทวิภาวะของคลื่นและอนุภาค การสลายของนิวเคลียสกัมมันตรังสี
กัมมันตภาพ ปฏิกิริยานิวเคลียร์ พลังงานนิวเคลียร์ ความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงาน แรง
ภายในนวิ เคลยี ส และการคน้ ควา้ วิจัยด้านฟิสกิ สอ์ นภุ าค
❖ เข้าใจการแบ่งชั้นและสมบัติของโครงสร้างโลก สาเหตุ และรูปแบบการเคลื่อนท่ี
ของแผ่นธรณีที่สัมพันธ์กับการเกิดลักษณะธรณีสัณฐานและธรณีโครงสร้างแบบต่าง ๆ หลักฐานทาง
ธรณีวิทยาที่พบในปัจจุบันและการลำดับเหตุการณ์ทางธรณีวิทยาในอดีต สาเหตุ กระบวนการ เกิด
14
แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ ผลกระทบ แนวทางการเฝ้าระวัง และการปฏิบัติตนให้ปลอดภัย
สมบัติและการจำแนกชนิดของแร่ กระบวนการเกิดและการจำแนกชนิดหิน กระบวนการเกิดและการ
สำรวจแหล่งปิโตรเลียมและถ่านหนิ การแปลความหมายจากแผนที่ภูมิประเทศและแผนที่ ธรณีวิทยา
และการนำข้อมลู ทางธรณีวทิ ยาไปใช้ประโยชน์
❖ เข้าใจปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการรับและปลดปล่อยพลังงานจากดวงอาทิตย์
กระบวนการท่ที ำให้เกดิ สมดลุ พลังงานของโลก ผลของแรงเนื่องจากความแตกตา่ งของความกดอากาศ
แรงคอริออลิส แรงสู่ศูนย์กลางและแรงเสียดทานที่มีต่อการหมุนเวียนของอากาศการหมุนเวียน
ของอากาศตามเขตละตจิ ูด และผลท่มี ตี ่อภูมิอากาศปัจจัยที่ทำให้เกิดการแบง่ ชั้นน้ำและการหมุนเวียน
ของน้ำในมหาสมุทร รูปแบบการหมุนเวียนของน้ำในมหาสมุทร และผลของการหมุนเวียนของน้ำใน
มหาสมุทรที่มีต่อลักษณะลมฟ้าอากาศ สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์ระหว่างเสถียรภาพ
อากาศและการเกิดเมฆ การเกิดแนวปะทะอากาศแบบต่าง ๆ และลักษณะลมฟ้าอากาศที่เกี่ยวข้อง
ปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก รวมท้ังการแปลความหมายสัญลักษณ์ ลม
ฟา้ อากาศ และการพยากรณ์ลักษณะลมฟา้ อากาศเบื้องต้น จากแผนทอ่ี ากาศและข้อมูลสารสนเทศ
❖ เข้าใจการกำเนิดและการเปลี่ยนแปลงพลังงาน สสาร ขนาดอุณหภูมิของเอกภพ
หลักฐานทีส่ นบั สนนุ ทฤษฎบี ิกแบง ประเภทของกาแล็กซี โครงสร้างและองค์ประกอบของกาแล็กซี
ทางช้างเผือก กระบวนการเกิดดาวฤกษ์ และการสร้างพลังงานของดาวฤกษ์ ปัจจัยที่ส่งผลต่อ
ความส่องสว่างของดาวฤกษ์ และความสัมพันธ์ระหว่างความส่องสว่างกับโชติมาตรของดาวฤกษ์
ความสัมพันธ์ระหว่างสี อุณหภูมิผิว และสเปกตรัมของดาวฤกษ์ วิธีการหาระยะทางของดาวฤกษ์
ด้วยหลักการแพรัลแลกซ์ วิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงสมบัติบางประการของดาวฤกษ์
กระบวนการเกิดระบบสรุ ิยะ การแบง่ เขตบรวิ ารของดวงอาทติ ย์ ลกั ษณะของดาวเคราะห์ที่เอ้ือต่อการ
ดำรงชีวิตการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ด้วยกฎเคพเลอร์ และกฎความโน้มถ่วงของนิวตัน
โครงสร้างของดวงอาทิตย์ การเกิดลมสุริยะ พายุสุริยะและผลที่มีต่อโลก การระบุพิกัดของดาว
ในระบบขอบฟ้าและระบบศูนย์สูตร เสน้ ทางการข้ึนการตกของดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ เวลา สุริยคติ
และการเปรยี บเทียบเวลาของแต่ละเขตเวลาบนโลก การสำรวจอวกาศและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
อวกาศ
❖ ระบุปัญหา ตั้งคำถามที่จะสำรวจตรวจสอบ โดยมีการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง
ตัวแปรต่าง ๆ สืบค้นข้อมูลจากหลายแหล่ง ตั้งสมมติฐานที่เป็นไปได้หลายแนวทาง ตัดสินใจเลือก
ตรวจสอบสมมติฐานทีเ่ ป็นไปได้
❖ ตั้งคำถามหรือกำหนดปัญหาที่อยู่บนพ้ืนฐานของความรู้และความเข้าใจทาง
วิทยาศาสตร์ ทแี่ สดงใหเ้ ห็นถึงการใช้ความคิดระดบั สูงท่สี ามารถสำรวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้
อย่างครอบคลุมและเชื่อถือได้ สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบ เพื่อนำไปสู่
15
การสำรวจตรวจสอบ ออกแบบวิธีการสำรวจตรวจสอบตามสมมติฐานที่กำหนดไว้ได้อย่างเหมาะสม
มีหลักฐานเชิงประจักษ์ เลือกวัสดุ อุปกรณ์ รวมทั้งวิธีการในการสำรวจตรวจสอบอย่างถูกต้อง ทั้งใน
เชิงปริมาณและคุณภาพ และบันทึกผลการสำรวจตรวจสอบอย่างเปน็ ระบบ
❖ วิเคราะห์ แปลความหมายข้อมูล และประเมินความสอดคล้องของข้อสรุป
เพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ ให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงวิธีการสำรวจตรวจสอบ จัดกระทำ
ข้อมูลและนำเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม สื่อสารแนวคิด ความรู้ จากผลการสำรวจ
ตรวจสอบโดยการพูด เขียน จัดแสดงหรือใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจ โดยมีหลักฐาน
อา้ งอิงหรอื มที ฤษฎรี องรบั
❖ แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น รับผิดชอบ รอบคอบ และซื่อสัตย์ ในการสืบเสาะหา
ความรู้โดยใช้เครื่องมือ และวิธีการที่ให้ได้ผลถูกต้องเชื่อถือได้ มีเหตุผลและยอมรับได้ว่าความรู้ทาง
วทิ ยาศาสตร์อาจมีการเปลย่ี นแปลงได้
❖ แสดงถึงความพอใจและเห็นคุณค่าในการค้นพบความรู้ พบคำตอบ หรือแก้ปัญหาได้
ทำงานร่วมกับผู้อืน่ อย่างสรา้ งสรรค์แสดงความคิดเห็นโดยมีข้อมูลอ้างอิงและเหตุผลประกอบเกี่ยวกับ
ผลของการพัฒนาและการใช้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอย่างมีคุณธรรมต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม
และยอมรบั ฟงั ความคดิ เห็นของผอู้ นื่
❖ เข้าใจความสัมพันธ์ของความรู้วิทยาศาสตร์ที่มีผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยีประเภท
ต่าง ๆ และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ส่งผลให้มีการคิดค้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้า ผลของ
เทคโนโลยตี ่อชีวิต สงั คม และส่ิงแวดลอ้ ม
❖ ตระหนักถึงความสำคัญและเห็นคุณค่าของความรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีท่ีใช้ใน
ชีวิตประจำวัน ใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดำรงชีวิต และการ
ประกอบอาชีพ แสดงความชื่นชม ภูมิใจ ยกย่อง อ้างอิงผลงาน ชิ้นงานที่เป็นผลมาจากภูมิปัญญา
ทอ้ งถนิ่ และการพฒั นาเทคโนโลยที ี่ทันสมัย ศกึ ษาหาความรู้เพ่ิมเติมทำโครงงาน หรือสร้างช้ินงานตาม
ความสนใจ
❖ แสดงความซาบซึ้ง ห่วงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้และรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมอย่างรู้คุณค่า เสนอตัวเองร่วมมือปฏิบัติกับชุมชนในการป้องกัน ดูแลทรัพยากร
ธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ มของทอ้ งถ่นิ
16
สาระการเรียนรู้เพมิ่ เตมิ สาระชวี วิทยา
สาระชีววิทยา
3. เขา้ ใจส่วนประกอบของพชื การแลกเปล่ียนแกส๊ และคายนำ้ ของพชื การลำเลียงของพืชการ
สังเคราะห์ด้วยแสงการสืบพันธุ์ของพืชดอกและการเจริญเตบิ โต และการตอบสนองของพืช รวมทั้งนำ
ความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ตารางท่ี 1 ผลการเรยี นรูแ้ ละสาระการเรียนรเู้ พมิ่ เตมิ ชีววทิ ยา (3) ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 5
ชั้น ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรเู้ พิ่มเตมิ
ม.5 1. อธิบายเกี่ยวกับชนิดและลักษณะของ เนื้อเยื่อพืชแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
เนื้อเยื่อพืช และเขียนแผนผังเพื่อสรุปชนิด เนื้อเยอื่ เจรญิ และเนื้อเย่อื ถาวร
ของเน้ือเยอื่ พชื เน้อื เย่ือเจริญแบง่ เปน็ เน้ือเยือ่ เจริญสว่ น
ปลาย เนือ้ เยื่อเจริญเหนือข้อและเนอ้ื เยื่อ
เจรญิ ด้านข้าง
เนื้อเยื่อถาวรเปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อ
เจริญ เนื้อเยื่อถาวรอาจแบ่งได้เป็น 3 ระบบ
คือ ระบบเนื้อเยื่อผิว ระบบเนื้อเยื่อพื้น และ
ระบบเนอ้ื เยอื่ ท่อลำเลียง ซง่ึ ทำหนา้ ทตี่ ่างกัน
2. สังเกต อธิบาย และเปรยี บเทยี บโครงสร้าง ราก คือ ส่วนแกนของพืชทีโ่ ดยท่ัวไปเจริญ
ภายในของรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและรากพืช อยู่ใต้ระดับผิวดิน ทำหน้าที่ยึดหรือค้ำจุนให้
ใบเล้ยี งคู่จากการตัดตามขวาง พืชเจริญเติบโตอยู่กับที่ได้ และยังมีหน้าที่
สำคัญในการดูดน้ำและธาตุอาหารในดินเพื่อ
สง่ ไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช
โครงสร้างภายในของปลายรากที่ตัด
ตามยาว ประกอบด้วย เนื้อเยื่อเจริญ
แบ่งเป็นบริเวณ ต่าง ๆ คือ บริเวณหมวก
ราก บริเวณเซลล์กำลังแบ่งตัว บริเวณเซลล์
ขยายตัวตามยาว และบริเวณที่เซลล์ มีการ
เปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่เฉพาะและ
เจริญเติบโตเตม็ ที่
17
ตารางที่ 1 (ตอ่ )
ชัน้ ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้เพิม่ เตมิ
โครงสร้างภายในของรากระยะการเติบโต
ปฐมภูมิ เมื่อตัดตามขวางจะเห็นโครงสร้าง
แบ่งเป็น 3 ชั้น เรียงจากด้านนอกเข้าไป คือ
ชั้นเอพิเดอร์มิส ชั้นคอร์เทกซ์ และชั้นสตีล
ในชั้นสตีลจะพบมัดท่อลำเลียงที่มีลักษณะ
แตกต่างกันในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบ
เลี้ยงคู่
โครงสร้างภายในของรากระยะการเติบโต
ทุติยภูมิ ชั้นเอพิเดอร์มิสจะถูกแทนที่ด้วย
ชั้นเพริเดิร์ม ซึ่งมี คอร์กเป็นเนื้อเยื่อสำคัญ
ช้นั คอร์เทกซอ์ าจมีการเปล่ยี นแปลงเกิดเซลล์
ที่ทำให้มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น หรือเกิดเซลล์
ที่สะสมอาหารเพิ่มขึ้น ส่วนลักษณะมัดท่อ
ลำเลียงจะเปลี่ยนไป เนื่องจากมีการสร้าง
เนอ้ื เยื่อลำเลียงเพม่ิ ขึน้
3. สังเกต อธบิ าย และเปรยี บเทยี บโครงสรา้ ง ลำต้น คือ ส่วนแกนของพืชที่โดยทั่วไป
ภายในของลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและลำต้น เจริญอยู่เหนือระดับผิวดินถัดขึ้นมาจากราก
พชื ใบเลีย้ งคู่จากการตดั ตามขวาง ทำหน้าท่สี รา้ งใบและชูใบ ลำเลียงน้ำ ธาตุ
อาหาร และอาหารท่ีพืชสร้างขึ้นส่งไปยังส่วน
ตา่ ง ๆ
โครงสร้างภายในของลำต้นระยะการ
เติบโตปฐมภูมิ เมื่อตัดตามขวางจะเห็น
โครงสร้างแบ่งเปน็ 3 ชั้น เรียงจากด้านนอก
เข้าไป คือ ชั้นเอพิเดอร์มิส ชั้นคอร์เทกซ์
และชั้นสตีล ซึ่งชั้นสตีลจะพบมัดท่อลำเลียง
ที่มีลักษณะแตกต่างกันในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
และพชื ใบเลย้ี งคู่
18
ตารางที่ 1 (ตอ่ )
ช้นั ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรเู้ พ่ิมเติม
ลำต้นในระยะการเตบิ โตทุติยภมู ิจมเี ส้นรอ
บวงเพิ่มขึ้น และมีโครงสรา้ งแตกตา่ งจากเดิม
เนื่องจากมีการสร้างเนื้อเยื่อเพริเดิร์ม
และเนอ้ื เยอื่ ท่อลำเลียงทตุ ิยภูมเิ พมิ่ ขึ้น
4. สังเกต และอธิบายโครงสร้างภายในของ ใบมีหน้าที่สงั เคราะห์ดว้ ยแสง แลกเปลี่ยน
ใบพชื จากการตัดตามขวาง แก๊ส และคายน้ำ ใบของพืชดอก
ประกอบด้วยก้านใบ แผ่นใบ เส้นกลางใบ
และเส้นใบพืชบางชนิดอาจไม่มีก้านใบที่โคน
ก้านใบอาจพบหรอื ไม่พบหูใบ
โครงสร้างภายในของใบตัดตามขวาง
ประกอบด้วย เนื้อเยื่อ 3 กลุ่ม ได้แก่
เอพิเดอร์มิส มีโซฟิลล์ และเนื้อเยื่อท่อ
ลำเลยี ง
5. สืบค้นข้อมูล สังเกต และอธิบายการ พืชมีการแลกเปลี่ยนแก๊สและการคายน้ำ
แลกเปล่ียน แก๊สและการคายนำ้ ของพชื ผ่านทางปากใบเป็นส่วนใหญ่ ปากใบพบได้ท่ี
ใบและลำต้นอ่อน เมื่อความชื้นสัมพัทธ์ใน
อากาศ ภายนอกต่ำกว่าความชื้นสัมพัทธ์
ภายในใบพืชทำใหน้ ้ำภายในใบพืชระเหยเป็น
ไอออกมาทางรปู ากใบ เรียกวา่ การคายน้ำ
ความชื้นในอากาศ ลม อุณหภูมิ สภาพน้ำ
ในดิน ความเข้มของแสง เปน็ ปจั จัยที่มีผลต่อ
การคายนำ้ ของพืช
6. สบื ค้นขอ้ มูล และอธบิ ายกลไกการลำเลียง พืชดูดน้ำและธาตุอาหารต่าง ๆ จากดิน
นำ้ และธาตอุ าหารของพชื โดยเซลล์ ขนรากแล้วลำเลียงผ่านชั้นคอร์
7. สืบค้นข้อมูล อธิบายความสำคัญของธาตุ เทกซ์เข้าสู่เนื้อเยื่อลำเลียงน้ำในชั้นสตีล
อาหาร และยกตัวอย่างธาตุอาหารที่สำคัญท่ี ซึ่งเป็นการดูดน้ำจากดินสู่เนื้อเยื่อลำเลียงน้ำ
มผี ลตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของพชื ในแนวระนาบ และลำเลียงไปยังส่วนต่าง ๆ
ของพืชในแนวด่งิ
19
ตารางท่ี 1 (ตอ่ )
ชั้น ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้เพ่มิ เติม
8. อธิบายกลไกการลำเลียงอาหารในพืช ในสภาวะปกติการลำเลียงน้ำจากรากสู่
ยอดของพืชอาศัยแรงดึงจากการคายน้ำ
รว่ มกบั แรงโคฮชี ัน แรงแอดฮีชัน
ในภาวะที่บรรยากาศมคี วามช้ืนสัมพัทธส์ ูง
มากจนไมส่ ามารถเกิดการคายน้ำได้ตามปกติ
น้ำที่ เข้าไปในเซลล์รากจะทำให้เกิดแรงดัน
เ ร ี ย ก ว ่ า แ ร ง ดั น ร า ก ท ำ ใ ห ้ เ กิ ด
ปรากฏการณก์ ัตเตชนั
พืชแต่ละชนิดต้องการปริมาณและชนิด
ของธาตอุ าหารแตกตา่ งกันสามารถนำความรู้
เกย่ี วกับสมบัตขิ องธาตุอาหารชนดิ ต่าง ๆ ที่มี
ผลต่อการเจริญเติบโตของพืชในสารละลาย
ธาตุอาหารเพื่อให้พืชเจริญเติบโตได้ตามที่
ต้องการ
อาหารที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์
ด้วยแสงจากแหล่งสร้าง จะถูกเปลี่ยนแปลง
เป็นซูโครส และลำเลียงผ่านทางท่อโฟลเอ็ม
โดยอาศัยกลไกการลำเลียงอาหารในพืชซ่ึง
เกย่ี วขอ้ งกบั แรงดนั นำ้ ไปยงั แหล่งรบั
9. สืบค้นข้อมูล และสรุปการศึกษาที่ได้จาก การศึกษาค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ใน
การทดลองของนักวิทยาศาสตร์ในอดีต อดีต ทำให้ได้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการ
เก่ียวกบั กระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง สังเคราะห์ด้วยแสงมาเป็นลำดับขั้นจนได้
ข้อสรุปว่า คาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ เป็น
วัตถุดิบที่พืชใช้ในกระบวนการสังเคราะห์
ด้วยแสง และผลผลิตที่ได้ คือ น้ำตาล
ออกซิเจน
20
ตารางท่ี 1 (ตอ่ )
ชั้น ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรูเ้ พ่ิมเติม
10. อธิบายขั้นตอนที่เกิดขึ้นในกระบวนการ การตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ เกิดในสโตร
สังเคราะหด์ ว้ ยแสงของพืช C3 มา โดยใช้ RuBP และเอนไซม์รูบิสโก ได้สาร
ทปี่ ระกอบดว้ ย คารบ์ อน 3 อะตอม คอื PGA
โดยใช้ ATP และ NADPH ที่ได้จากปฏิกิริยา
แสงไปรีดิวซ์ สารประกอบคาร์บอน 3
อะตอม ได้เป็นน้ำตาลที่มีคาร์บอน ๓ อะตอม
คือ PGAL ซึ่งส่วนหนึ่งจะถูกนำไปสร้าง
RuBP กลับคืนเป็นวัฏจักร โดยพืช C3 จะมี
การตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยวัฏจักร
คลั วนิ เพยี งอยา่ งเดียว
กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง มี 2
ขั้นตอน คือ ปฏิกิริยาแสง และการตรึง
คาร์บอนไดออกไซด์
ปฏิกิริยาแสงเป็นปฏิกิริยาที่เปลี่ยน
พลังงานแสงป็นพลังงานเคมี โดยแสง
ออกซิไดซ์โมเลกุลสารสี ที่ไทลาคอยด์ของ
คลอโรพลาสต์ ทำให้เกิดการถ่ายทอด
อิเล็กตรอน ได้ผลิตภัณฑ์เป็น ATP และ
NADPH+ H+ในสโตรมาของคลอโรพลาสต์
11. เ ป ร ี ย บ เ ท ี ย บ ก ล ไ ก ก า ร ต รึ ง พืช C4 ตรึงคาร์บอนอนินทรีย์ 2 ครั้ง ครั้ง
คาร์บอนไดออกไซด์ ในพืช C3 พืช C4 และ แรกเกิดขึ้นที่เซลล์มีโซฟิลล์ โดย PEP และ
พชื CAM เอนไซม์ เพบคาร์บอกซเิ ลส ไดส้ ารประกอบที่
มีคาร์บอน 4 อะตอม คือ OAA ซึ่งจะมีการ
เปลี่ยนแปลงทางเคมีได้สารประกอบที่มี
คาร์บอน 4 อะตอม คือ กรดมาลิก ซึ่งจะถูก
ลำเลียงไปจนถึงเซลล์บันเดิลชีทและปล่อย
คาร์บอนไดออกไซด์ในคลอโรพลาสต์เพื่อใช้
ในวฏั จกั รคลั วนิ ตอ่ ไป
21
ตารางท่ี 1 (ต่อ)
ช้นั ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้เพิม่ เติม
พ ื ช CAM ม ี ก ล ไ ก ใ น ก า ร ต รึ ง
คาร์บอนไดออกไซด์ คล้ายพืช C4 แต่มีการ
ตรึงคาร์บอนอนินทรีย์ทั้ง 2 ครั้งในเซลล์
เดียวกัน โดยเซลล์มีการตรึงคาร์บอนอนิน-
ทรีย์ครั้งแรกในเวลากลางคืนและปล่อย
ออกมาในเวลากลางวันเพื่อใช้ในวัฏจักร
คลั วนิ ต่อไป
12. สืบค้นข้อมูล อภิปราย และสรุปปัจจัย ปัจจัยที่มีผลต่อการสังเคราะห์ด้วยแสง
ความเข้มของแสง ความเข้มข้นของ เช่น ความเข้มของแสง ความเข้มข้นของ
คาร์บอนไดออกไซด์ และอุณหภูมิที่มีผลต่อ คาร์บอนไดออกไซด์อุณหภูมิ ปริมาณน้ำใน
การสังเคราะหด์ ้วยแสงของพชื ดนิ ธาตอุ าหาร อายใุ บ
13. อธิบายวฏั จกั รชวี ติ แบบสลับของพชื ดอก พ ื ช ด อ ก ม ี ว ั ฏ จ ั ก ร ช ี ว ิ ต แ บ บ ส ลั บ
ประกอบด้วย ระยะที่สร้างสปอร์ เรียก
ระยะสปอโรไฟต์ (2n) และระยะท่ีสร้างเซลล์
สบื พันธุ์เรียก ระยะแกมีโทไฟต์ (n)
ส่วนประกอบของดอกที่เกี่ยวข้องกับการ
สืบพันธุ์ โดยตรงคือชั้นเกสรเพศผู้และชั้น
เกสรเพศเมยี ซึ่งจำนวนรงั ไขเ่ กยี่ วข้องกับการ
เจรญิ เปน็ ผลชนิดตา่ ง ๆ
14. อธิบาย และเปรียบเทียบกระบวนการ พืชดอกสร้างไมโครสปอร์และเมกะสปอร์
สร้าง เซลล์สืบพนั ธุเ์ พศผู้และเพศเมียของพชื ซ่ึงอาจสรา้ งในดอกเดยี วกันหรอื ต่างดอกหรือ
ดอก และอธิบายการปฏสิ นธขิ องพืชดอก ตา่ งตน้ กัน
การสร้างไมโครสปอร์ของพืชดอกเกิดขึ้น
โดย ไมโครสปอร์มาเทอร์เซลล์แบ่งเซลล์แบบ
ไมโอซิสได้ไมโครสปอร์ โดยไมโครสปอร์น้ี
แบ่งเซลล์แบบไมโทซิสได้ 2 เซลล์ คือ ทิวบ์
เซลล์ และเจเนอเรทิฟเซลล์ เมื่อมีการถ่าย
เรณไู ปตกบนยอดเกสรเพศเมยี
22
ตารางที่ 1 (ตอ่ )
ชัน้ ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรเู้ พ่ิมเติม
ทิวบ์เซลล์จะงอกหลอดเรณู และเจเนอเรทิฟ
เซลล์แบ่งไมโทซิสไดเ้ ซลล์สบื พันธ์ุเพศผู้ 2 เซลล์
การสร้างเมกะสปอร์เกิดขึ้นภายในออวุลใน
รังไข่ โดยเซลล์ที่เรียกว่า เมกะสปอร์มาเทอร์
เซลล์ แบ่งไมโอซิสได้เมกะสปอร์ ซึ่งในพืชส่วน
ใหญ่จะเจริญพัฒนาต่อไปได้เพียง 1 เซลล์
ที่เหลืออีก 3 เซลล์จะฝ่อ เมกะสปอร์จะแบ่ง
ไมโทซิส 3 ครง้ั ได้ 8 นวิ เคลียส ที่ประกอบด้วย
7 เซลล์โดยมี 1 เซลล์ ที่ทำหน้าที่เป็นเซลล์
สืบพันธุ์ เรียก เซลล์ไข่ ส่วนอีก 1 เซลล์มี 2
นวิ เคลียส เรยี ก โพลาร์นิวคลีไอ
การปฏิสนธิของพืชดอกเป็นการปฏิสนธิคู่
โดยคู่หนึ่งเป็นการรวมกันของสเปิร์มเซลล์หนึ่ง
กับเซลล์ไข่ได้เป็นไซโกต ซึ่งจะเจริญและพัฒนา
ไปเป็นเอ็มบริโอ และอีกคู่หนึ่งเป็นการรวมกัน
ของสเปิร์มอีกเซลล์หนึ่งกับโพลาร์ นิวคลีไอได้
เป็นเอนโดสเปิร์มนิวเคลียส ซึ่งจะเจริญ
และพัฒนาตอ่ ไปเปน็ เอนโดสเปิรม์
15. อธิบายการเกิดเมล็ดและการเกิดผล ภายหลังการปฏิสนธิ ออวุลจะมีการเจริญ
ของพืชดอก โครงสร้างของเมล็ดและผล และพฒั นาไปเป็นเมล็ด และรังไข่จะมีการเจริญ
และยกตัวอย่างการใช้ประโยชน์จาก และพัฒนาไปเป็นผล
โครงสรา้ งต่าง ๆ ของเมล็ด และผล
โครงสร้างของเมล็ดประกอบด้วย เปลือก
เมล็ด เอ็มบริโอ และเอนโดสเปิร์ม โครงสร้าง
ของผลประกอบด้วย ผนังผล และเมล็ด ซึ่งแต่
ละส่วนของโครงสร้างจะมีประโยชน์ต่อพืชเอง
และต่อสงิ่ มีชีวติ อ่นื
23
ตารางที่ 1 (ต่อ)
ช้ัน ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรเู้ พ่ิมเตมิ
16. ทดลอง และอธิบายเกี่ยวกับปัจจัย เมล็ดทเ่ี จริญเต็มทีจ่ ะมีการงอกโดยมีปัจจัย
ต่าง ๆ ที่มีผลต่อการงอกของเมล็ด สภาพพัก ต่าง ๆ ที่มีผลต่อการงอกของเมล็ด เช่น น้ำ
ตัวของเมล็ด และบอกแนวทางในการแก้ หรือความชื้น ออกซิเจน อุณหภูมิ และแสง
สภาพพกั ตวั ของเมล็ด
เมล็ดบางชนิด สามารถงอกได้ทันที แต่เมล็ด
บางชนิดไม่สามารถ งอกได้ทันทีเพราะอยู่ใน
สภาพักตัว
เมล็ดบางชนิดมีสภาพพักตัวเนื่องจากมี
ปัจจัย บางประการที่มีผลยับยั้งการงอกของ
เมล็ด ซึ่งสภาพพักตัวของเมล็ดสามารถแก้ไข
ไดห้ ลายวิธี ตามปัจจยั ท่ียับย้งั
17. สบื คน้ ขอ้ มูล อธิบายบทบาทและหน้าท่ี พืชสร้างสารควบคุมการเจริญเติบโตหลาย
ของออกซิน ไซโทไคนิน จิบเบอเรลลิน ชนดิ ท่ีส่วนตา่ ง ๆ ซง่ึ สารนี้เปน็ ส่งิ เรา้ ภายในที่
เอทิลีน และกรดแอบไซซิก และอภิปราย มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช เช่น ออกซิน
เกยี่ วกับการนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ไซโทไคนิน จิบเบอเรลลิน เอทิลีน และกรด
แอบไซซิก
18. สืบค้นข้อมูล ทดลอง และอภิปราย แสงสว่าง แรงโน้มถ่วงของโลก สารเคมี
เกี่ยวกับสิ่งเร้าภายนอกที่มีผลต่อการ และน้ำ เป็นสิ่งเร้าภายนอกที่มีผลต่อการ
เจริญเติบโตของพืช
เจริญเติบโตของพืช
ความรู้เกี่ยวกับการตอบสนองต่อสิ่งเร้า
ภายใน และสิ่งเร้าภายนอกที่มีผลต่อการ
เจรญิ เติบโตของพืชสามารถนำมาประยุกต์ใช้
ควบคุมการเจริญเติบโตของพืช เพิ่มผลผลิต
และยืดอายุ ผลผลติ ได้
24
4. เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ การหายใจและการแลกเปลี่ยนแก๊สการลำเลียง
สารและการหมุนเวียนเลือดภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้และการตอบสนอง
การเคลื่อนท่ี การสืบพนั ธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับการรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์
รวมท้ังนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตารางท่ี 2 ผลการเรียนรแู้ ละสาระการเรยี นรเู้ พ่ิมเตมิ ชีววิทยา (4) ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 5
ชั้น ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรูเ้ พิ่มเติม
ม.5 1. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเปรียบเทียบ รา มีการปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยอาหาร
โครงสร้าง และกระบวนการย่อยอาหารของ นอกเซลล์ สว่ นอะมบี าและพารามีเซยี มมีการ
สัตว์ที่ไม่มีทางเดินอาหาร สัตว์ที่มีทางเดิน ย่อยอาหารภายในฟูดแวคิวโอลโดยเอนไซม์
อาหารแบบไม่สมบูรณ์ และสัตว์ที่มีทางเดิน ในไลโซโซม
อาหารแบบสมบรู ณ์ ฟองน้ำ ไม่มีทางเดินอาหารแต่จะมีเซลล์
2. สังเกต อธิบาย การกินอาหารของไฮดรา พิเศษทำหน้าที่จับอาหารเข้าสู่เซลล์แล้วย่อย
และพลานาเรยี ภายในเซลล์ โดยเอนไซมใ์ นไลโซโซม
ไฮดราและพลานาเรีย มีทางเดินอาหาร
แบบไม่สมบูรณ์ จะกินอาหารและขับกาก
อาหารออกทางเดียวกนั
ไส้เดือนดิน แมลง สัตว์ไม่มี่กระดูกสันหลัง
ส่วนใหญ่และสัตว์มีกระดูกสันหลังจะมี
ทางเดินอาหารแบบสมบูรณ์
3. อธิบายเกี่ยวกับโครงสร้าง หน้าที่ และ การย่อยอาหารของมนุษย์ประกอบด้วย
กระบวนการย่อยอาหาร และการดูดซึม การย่อย เชิงกลโดยการบดอาหารให้มีขนาด
สารอาหารภายในระบบย่อยอาหารของ เล็กลง และการย่อยทางเคมีโดยอาศัย
มนุษย์ เอนไซม์ในทางเดินอาหารทำให้โมเลกุลของ
อาหารมีขนาดเล็กจนเซลล์สามารถดูดซึม
และนำไปใชไ้ ด้
การย่อยอาหารของมนุษย์เกิดขึ้นที่ช่อง
ปาก กระเพาะอาหาร และลำไสเ้ ล็ก
25
ตารางที่ 2 (ตอ่ )
ชัน้ ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้เพม่ิ เติม
สารอาหารที่ย่อยแล้ว วิตามินบางชนิด
และธาตุอาหารจะถูกดูดซึมที่วิลลัสเข้าสู่
หลอดเลือดฝอย แล้วผ่านตับก่อนเข้าสู่หัวใจ
ส่วนสารอาหารประเภทลิพิดและวิตามิน
ที่ละลายในไขมันจะถูกดูดซึมเข้าสู่หลอด
นำ้ เหลอื งฝอย
อาหารทไี่ ม่ถกู ยอ่ ยหรือย่อยไม่ได้จะเคลื่อน
ต่อไปยังลำไส้ใหญ่ น้ำ ธาตุอาหาร
และวิตามินบางส่วน ดูดซึมเข้าสู่ผนังลำไส้
ใหญ่ ที่เหลือเป็นกากอาหารจะถูกกำจัดออก
ทางทวารหนัก
4. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเปรียบเทียบ ไสเ้ ดือนดนิ มีการแลกเปล่ียนแก๊สผ่านเซลล์
โครงสร้างที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊สของ บริเวณผิวหนังท่ีเปียกชน้ื
ฟองนำ้ ไฮดรา พลานาเรยี ไสเ้ ดอื นดิน แมลง แมลงมีการแลกเปล่ียนแก๊สโดยผ่านทาง
ปลา กบ และนก ท่อลม ซึ่งแตกแขนงเป็นทอ่ ลมฝอย
5. สังเกต และอธิบายโครงสร้างของปอดใน ปลาเป็นสตั ว์น้ำมกี ารแลกเปลยี่ นแก๊สที่
สตั ว์เลยี้ งลูกด้วยน้ำนม ละลายอยู่ในน้ำผ่านเหงือก
สตั ว์สะเทนิ น้ำสะเทินบกใช้ปอดและ
ผิวหนังในการแลกเปล่ียนแกส๊
สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ปีก และสัตว์เลี้ยงลูก
ดว้ ยนำ้ นมอาศยั ปอดในการแลกเปลีย่ นแก๊ส
6. สืบค้นข้อมูล อธิบายโครงสร้างที่ใช้ในการ ทางเดินหายใจของมนุษย์ประกอบด้วย
แลกเปลย่ี นแกส๊ และกระบวนการแลกเปลี่ยน ช่องจมูก โพรงจมูก คอหอย กล่องเสียง
แกส๊ ของมนษุ ย์ ทอ่ ลม หลอดลม และถุงลมในปอด
7. อธิบายการทำงานของปอด และทดลอง ปอดเป็นบริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนแก๊ส
วดั ปริมาตรของอากาศในการหายใจออกของ ร ะ ห ว ่ า ง ถ ุ ง ล ม ก ั บ ห ล อ ด เ ล ื อ ด ฝ อ ย
มนษุ ย์ และบริเวณเซลลข์ องเนอ้ื เยอื่ ตา่ ง ๆ
26
ตารางที่ 2 (ต่อ)
ชั้น ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้เพิ่มเติม
มีการแลกเปลี่ยนแก๊ส โดยการแพร่ผ่าน
หลอดเลือดฝอยเช่นกัน
การหายใจเข้าและการหายใจออกเกิดจาก
การเปลี่ยนแปลงความดันของอากาศภายใน
ปอด โดยการทำงานร่วมกันของกล้ามเน้ือ
กะบังลมและกล้ามเน้ือระหวา่ งกระดูกซี่โครง
และควบคมุ โดยสมองส่วนพอนสแ์ ละเมดัลลา
ออบลองกาตา
8. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเปรียบเทียบ สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์ที่มีโครงสร้าง
ระบบ หมุนเวียนเลือดแบบเปิดและระบบ ร่างกายไม่ซับซ้อนมีการลำเลียงสารต่าง ๆ
หมุนเวยี น เลือดแบบปดิ โดยการแพร่ ระหว่างเซลลก์ ับส่ิงแวดล้อม
9. สังเกต และอธิบายทิศทางการไหลของ สัตว์ที่มีโครงสร้างรา่ งกายซับซ้อนจะมีการ
เลือด และการเคล่ือนที่ของเซลลเ์ ม็ดเลือดใน ลำเลยี ง สารโดยระบบหมุนเวยี นเลือด
หางปลา และสรุปความสัมพันธ์ระหว่าง ซึ่งประกอบด้วยหวั ใจ หลอดเลือด และเลอื ด
ขนาดของหลอดเลือดกับความเร็วในการไหล ระบบหมุนเวียนเลือดมี 2 แบบ คือ ระบบ
ของเลือด หมนุ เวยี นเลอื ดแบบเปิดและระบบหมุนเวียน
เลอื ดแบบปดิ
ระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิดพบในสัตว์
จำพวกหอย แมลง กุ้ง ส่วนระบบหมุนเวียน
เลือดแบบปิด พบในไส้เดือนดินและสัตว์มี
กระดูกสันหลงั
10. อธิบายโครงสร้างและการทำงานของ ร ะ บ บ ห ม ุ น เ ว ี ย นเ ล ือ ด ข อ ง ม นุษย์
หวั ใจและหลอดเลือดในมนุษย์ ประกอบด้วย หัวใจ หลอดเลือด และเลือด
11. สังเกต และอธิบายโครงสร้างหัวใจของ ซึ่งเลอื ดไหลเวียนอยเู่ ฉพาะในหลอดเลอื ด
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ทิศทางการไหลของ หัวใจมีเอเตรียมทำหน้าที่รับเลือดเข้าสู่
เลือดผ่านหัวใจของมนุษย์ และเขียนแผนผัง หัวใจ และเวนตริเคิลทำหน้าที่สูบฉีด
สรปุ การหมุนเวียนเลือดของมนษุ ย์ เลอื ดออกจากหัวใจ
27
ตารางที่ 2 (ต่อ)
ช้นั ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้เพิ่มเตมิ
12. สืบค้นข้อมูล ระบุความแตกต่างของ โดยมีลิ้นกั้นระหว่างเอเตรียมกับเวนตริเคิล
เซลล์เมด็ เลือดแดง เซลล์เมด็ เลือดขาว เพลต และระหว่างเวนตริเคิลกับหลอดเลือดที่นำ
เลต และพลาสมา เลือดออกจากหวั ใจ
13. อธิบายหมู่เลือดและหลักการให้และรับ เลือดออกจากหัวใจทางหลอดเลือด
เลือดในระบบ ABO และระบบ Rh เอออตาร์ อาร์เตอรี อารเ์ตอร์โอล หลอด
เลือดฝอย เวนลู เวน และเวนาคาวา แลว้ เข้า
สหู่ วั ใจ
ขณะที่หัวใจบีบตัวสูบฉีดเลือดทำให้เกิด
ความดันเลือดและชีพจร สภาพการทำงาน
ของร่างกาย อายุ และเพศของมนุษย์
เปน็ ปจั จัยทมี่ ีผลตอ่ ความดันเลอื ดและชีพจร
เลือดมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือด
ชนิดต่าง ๆ เพลตเลต และพลาสมา ซึ่งทำ
หน้าท่แี ตกตา่ งกนั
หม่เู ลือดของมนษุ ย์จำแนกตามระบบ ABO
ได้เป็นเลือดหมู่ A B AB และ O ซึ่งเรียกชื่อ
ตามชนิดของแอนติเจนที่เยื่อหุ้มเซลล์เม็ด
เลือดแดง และจำแนกตามระบบ Rh ได้เป็น
เลือดหมู่ Rh+ และ Rh- การให้และรับเลือดมี
หลักว่า แอนติเจนของผู้ให้ต้องไม่ตรงกับ
แอนติบอดีของผู้รับ และการให้และรับเลือด
ที่เหมาะสมที่สุดคือผู้ให้และผู้รับควรมีเลือด
หมู่ตรงกัน
14. อธิบาย และสรุปเกี่ยวกับส่วนประกอบ ของเหลวที่ซึมผ่านผนังหลอดเลือดฝอย
และหน้าที่ของน้ำเหลือง รวมทั้งโครงสร้าง ออกมาอยู่ระหว่างเซลล์ เรียกว่า น้ำเหลือง
และหน้าที่ของหลอดน้ำเหลือง และต่อม ทำหน้าที่ หล่อเลี้ยงเซลล์และสามารถแพร่
เข้าสู่หลอดน้ำเหลืองฝอยซึ่งต่อมาหลอด
นำ้ เหลือง นำ้ เหลืองฝอย จะรวมกนั มขี นาดใหญ่ข้นึ
28
ตารางท่ี 2 (ตอ่ )
ช้นั ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้เพิ่มเตมิ
และเปิดเข้าสู่ระบบ หมุนเวียนเลือดที่หลอด
เลือดเวนใกลห้ ัวใจ
ระบบน้ำเหลืองประกอบด้วย น้ำเหลือง
หลอดน้ำเหลือง และต่อมน้ำเหลือง โดยทำ
หน้าที่นำนำ้ เหลืองกลับเขา้ สู่ระบบหมนุ เวยี น
เลือด ต่อมน้ำเหลืองเป็นที่อยู่ของเซลล์เม็ด
เลือดขาว ทำหน้าที่ทำลายสิ่งแปลกปลอมท่ี
ลำเลียงมากบั น้ำเหลอื ง
15. สบื ค้นข้อมูล อธิบาย และเปรียบเทียบ กลไกที่ร่างกายต่อต้านหรือทำลายส่ิง
กลไก การต่อต้านหรือทำลายสิง่ แปลกปลอม แปลกปลอม มีอยู่ 2 แบบ คือ แบบจำเพาะ
แบบไม่จำเพาะและแบบจำเพาะ และแบบไม่จำเพาะ
16. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเปรียบเทียบ ต่อมไขมัน ต่อมเหง่อื ที่ผวิ หนังช่วยปอ้ งกัน
การสร้างภูมคิ ุ้มกนั ก่อเองและภูมิคมุ้ กันรับมา และยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์บางชนิด
17. สืบค้นข้อมูล และอธิบายเกี่ยวกับความ และเมื่อเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่
ผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่ทำให้เกิดเอดส์ ร่างกาย เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิล
ภูมิแพ้ การสร้างภูมิต้านทานต่อเนื้อเย่ือ และโมโนไซต์จะมีการต่อต้านและทำลายส่ิง
ตนเอง แปลกปลอมโดยกระบวนการฟาโกไซโทซิส
ส่วนอีโอซิโนฟิล เกี่ยวข้องกับการทำลาย
ปรสิต เบโซฟิลเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาการแพ้
ซงึ่ เป็นการต่อต้านหรือทำลายสงิ่ แปลกปลอม
แบบไมจ่ ำเพาะ
การต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอม
แบบ จำเพาะจะเกี่ยวข้องกับการทำงานของ
ลิมโฟไซต์ ชนิดเซลลบ์ แี ละเซลล์ที
อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและ
ตอบสนองของลิมโฟไซต์ประกอบด้วย ต่อม
น้ำเหลือง ทอนซิล ม้าม ไทมัส และเนื้อเยื่อ
น้ำเหลืองทผี่ นังลำไสเ้ ลก็
29
ตารางที่ 2 (ต่อ)
ชนั้ ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นร้เู พม่ิ เติม
การสร้างภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะของ
ร่างกาย มี 2 แบบ คือ ภูมิคุ้มกันก่อเองและ
ภูมคิ มุ้ กันรับมา
การได้รับวัคซีนหรือทอกซอยด์เป็น
ตัวอย่างของภูมิคุ้มกนั กอ่ เอง โดยการกระตุ้น
ให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้น ด้วยวิธีการให้
สารที่เป็นแอนติเจนเข้าสู่ร่างกาย ส่วน
ภมู คิ มุ้ กันรับมาเปน็ การรบั แอนตบิ อดีโดยตรง
เช่น การได้รบั ซีรัม การได้รบั นำ้ นมแม่
เอดส์ ภูมแิ พ้ และการสรา้ งภมู ติ า้ นทานต่อ
เนื้อเยื่อตนเอง เป็นตัวอย่างของอาการที่เกิด
จากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำงาน
ผดิ ปกติ
18. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเปรียบเทียบ อะมีบา และพารามีเซียมเป็นสิ่งมีชีวิต
โครงสร้างและหน้าที่ในการกำจัดของเสีย เซลล์เดียวที่มีคอนแทรกไทล์แวคิวโอลทำ
ออกจากร่างกายของฟองน้ำ ไฮดรา พลานา หน้าที่ในการกำจัด และรักษาดุลยภาพของ
เรีย ไส้เดือนดิน แมลง และสัตว์มีกระดูกสัน น้ำและแรธ่ าตุในเซลล์
หลัง ฟองน้ำและไฮดรามีเซลล์ส่วนใหญ่สัมผัส
กับน้ำโดยตรงของเสียจึงถูกกำจัดออกโดย
การแพรส่ ู่ สภาพแวดล้อม
พลานาเรียใช้เฟลมเซลล์ซึ่งกระจายอยู่ 2
ข้าง ตลอดความยาวของลำตัวทำหน้าท่ี
ขับถา่ ยของเสยี
ไส้เดือนดินใช้เนฟริเดียม แมลงใช้มัลพิ
เกียนทิวบลู และสตั วม์ ีกระดกู สนั หลงั ใช้ไตใน
การขบั ถ่ายของเสีย
30
ตารางท่ี 2 (ตอ่ )
ชั้น ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้เพมิ่ เติม
19. อธิบายโครงสร้างและหน้าที่ของไต ไตเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการขับถ่าย
และโครงสร้างที่ใช้ลำเลียงปัสสาวะออก และรักษาดุลยภาพของน้ำและแร่ธาตุใน
จากรา่ งกาย รา่ งกาย
20. อธิบายกลไกการทำงานของหน่วยไต ไตประกอบดว้ ยบรเิ วณสว่ นนอก ที่เรียกว่า
ในการกำจัดของเสียออกจากรา่ งกาย และ คอร์เทก็ ซ์ และบริเวณส่วนในทเ่ี รียกว่า เมดัลลา
เขยี นแผนผงั สรปุ ขัน้ ตอนการกำจดั ของเสีย และบริเวณส่วนปลายของเมดัลลาจะยื่นเข้าไป
ออกจากรา่ งกายโดยหนว่ ยไต จรดกับส่วนที่เป็นโพรงเรียกว่า กรวยไต
21. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และยกตัวอย่าง โดยกรวยไตจะต่อกับท่อไตซึ่งทำหน้าที่ลำเลียง
เ ก ี ่ ย ว ก ั บ ค ว า ม ผ ิ ด ป ก ต ิ ข อ ง ไ ต อั น ปัสสาวะไปเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะเพื่อ
เนื่องมาจากโรคต่าง ๆ ขบั ถา่ ยออกนอกรา่ งกาย
ไตแต่ละข้างของมนุษย์ประกอบด้วย
หนว่ ยไต ลกั ษณะเป็นท่อ ปลายขา้ งหน่ึงเป็นรูป
ถ้วยเรียกว่า โบว์แมนส์แคปซูล ล้อมรอบกลุ่ม
หลอดเลือดฝอย ทีเ่ รียกวา่ โกลเมอรูลัส
กลไกในการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย
ประกอบด้วยการกรอง การดูดกลับ และการ
หล่งั สารท่ีเกินความตอ้ งการออกจากร่างกาย
โรคนิ่วและโรคไตวายเป็นตัวอย่างของโรคท่ี
เกิดจากความผิดปกติของไต ซึ่งส่งผลกระทบ
ตอ่ การรกั ษา ดุลยภาพของสารในร่างกาย
นอกจากไตที่ทำหน้ารักษาดุลยภาพของ
น้ำแร่ธาตุ และกรด-เบส ผิวหนัง และระบบ
หายใจยังมีส่วน ช่วยในการรักษาดุลยภาพ
เหลา่ นดี้ ้วย
ที่มา : สถาบนั สง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ, ตัวชี้วัด
และสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551. (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุม
สหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย, 2560
31
วิเคราะห์ความสัมพนั ธข์ องหนว่ ยการเรยี นรู้ สาระชีววทิ ยา ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนร้เู พิ่มเติม
กบั เวลา
ผู้จัดทำศึกษา ค้นคว้า สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพิ่มเติม สาระชีววิทยา กลุ่มสาระการ
เรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2551 (กระทรวงศึกษาธิการ. 2560 : 147 – 158)
กำหนดหน่วยการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้เพิ่มเติมชีววิทยา ข้อ 3) เข้าใจส่วนประกอบของพชื
การแลกเปลี่ยนแก๊สและคายน้ำของพืช การลำเลียงของพืชการสงั เคราะห์ด้วยแสงการสบื พนั ธุข์ องพชื
ดอกและการเจริญเติบโต และการตอบสนองของพืช รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 4) เข้าใจการ
ย่อยอาหารของสัตว์และมนษุ ย์ การหายใจและการแลกเปล่ียนแก๊สการลำเลียงสารและการหมุนเวียน
เลือดภูมคิ ้มุ กนั ของรา่ งกาย การขับถ่าย การรับรูแ้ ละการตอบสนอง การเคลอื่ นท่ี การสืบพันธ์ุและการ
เจริญเติบโต ฮอร์โมนกับการรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ที่จัดทำโดยสถาบันส่งเสริมการ
สอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ มีสาระการเรียนรู้ 5 หน่วยการเรียนรู้
ประกอบดว้ ย
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 1 โครงสร้างและหน้าที่ของพชื ดอก เวลา 7 ชั่วโมง
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 2 การสังเคราะหด์ ว้ ยแสง เวลา 20 ชัว่ โมง
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 3 การสืบพันธุ์ของพืชดอก เวลา 7 ชว่ั โมง
และการเจรญิ เติบโต
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 4 การตอบสนองของพืช เวลา 6 ช่ัวโมง
ผู้จัดทำเลือกหน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง เพื่อใช้ในการจัดทำแผนการ
จัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แล้วทำการวิเคราะห์เป็นหนว่ ยย่อย วิเคราะห์ความสมั พันธข์ องหน่วยการเรียนรู้
ย่อย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรเู้ พ่มิ เติมกบั เวลา ดังตารางที่ 3
32
ตารางที่ 3 วิเคราะหค์ วามสัมพันธข์ องหนว่ ยย่อย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้เพิม่ เติม
กบั เวลา
ลำดับ ช่ือหน่วยการเรยี นรยู้ ่อย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรเู้ พมิ่ เติม เวลา
ที่ (ช่วั โมง)
1 การศึกษาที่เกี่ยวกับการ - สืบค้นข้อมูลและสรุป - การศึกษาค้นคว้าของ 4
สังเคราะหด์ ้วยแสง การศึกษาที่ได้จากการ นักวิทยาศาสตร์ในอดีตทำ
ทดลองของนักวิทยาศาสตร์ ให้ได้ความรู้เกี่ยวกับ
กระบวนการสังเคราะห์
ในอดีตเกี่ยวกับกระบวนการ ด้วยแสงมาเป็นลำดับขั้น
สงั เคราะห์ดว้ ยแสง จ น ไ ด ้ ข ้ อ ส ร ุ ป ว่ า
คาร์บอนไดออกไซด์และ
น้ำเป็นวัตถุดิบที่พืชใช้ใน
กระบวนการสังเคราะห์
ดว้ ย
2 กระบวนการสังเคราะห์ - อธิบายขั้นตอนที่เกิดขึ้นใน - กระบวนการสังเคราะห์ 4
ด้วยแสงของพชื กระบวนการสังเคราะห์ด้วย ด้วยแสงมี 2 ขั้นตอน คือ
แสงของพชื C3 ปฏิกิริยาแสง และการตรึง
ค า ร ์ บ อ น ไ ด อ อ ก ไ ซ ด์
ปฏิกิริยาแสงเป็นปฏิกิริยา
ที่เปลี่ยนพลังงานแสงเป็น
พลังงานเคมี โดยแสง
ออกซิไดซ์โมเลกุลสารสีที่
ไทลาคอยด์ของคลอโรพ
ลาสต์ ทำให้เกิดการ
ถ่ายทอดอิเล็กตรอน ได้
ผลิตภัณฑ์เป็น ATP และ
NADPH+ H+ ใน ส โ ต ร ม า
ของคลอโรพลาสต์การตรึง
คาร์บอนไดออกไซด์ เกิด
ในสโตรมา โดยใช้ RuBP
33
ตารางท่ี 3 (ตอ่ )
ลำดบั ชอ่ื หน่วยการเรียนรู้ย่อย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้เพิม่ เติม เวลา
ท่ี (ชั่วโมง)
และเอนไซมร์ ูบิสโก ได้สารท่ี
ประกอบด้วยคาร์บอน 3
อะตอม คือ PGA โดยใช้
ATP และ NADPH ที่ได้จาก
ปฏ ิกิริยาแสงไปรีดิวซ์
สารประกอบคาร์บอน 3
อะตอม ได้เป็นน้ำตาลที่มี
คาร์บอน 3 อะตอม คือ
PGAL ซึ่งส่วนหนึ่งจะถูก
นำไปสร้าง RuBP กลับคืน
เป็นวัฏจักรโดยพืช C3 จะมี
การตรึงคาร์บอนไดออกไซน์
ด้วยวัฏจักรคัลวินเพียงอยา่ ง
เดียว
3 โฟโตเรสไพเรชัน - อธิบายขั้นตอนที่เกิดขึ้น - กระบวนการสังเคราะห์ 4
ในกระบวนการสังเคราะห์ ด้วยแสงมี 2 ขั้นตอน คือ
ด้วยแสงของพชื C3 ปฏิกิริยาแสง และการตรึง
คาร์บอนไดออกไซด์ปฏิกิริยา
แสงเป็นปฏิกิริยาที่เปลี่ยน
พลังงานแสงเป็นพลังงาน
เคมี โดยแสงออกซิไดซ์
โมเลกุลสารสีที่ไทลาคอยด์
ของคลอโรพลาสต์ ทำใหเ้ กดิ
การถ่ายทอดอิเล็กตรอน
ได้ผลิตภ ัณฑ์เป็น ATP
และ NADPH+ H+ ในสโตร
มาของคลอโรพลาสต์
34
ตารางที่ 3 (ต่อ)
ลำดบั ชื่อหน่วยการเรียนรยู้ ่อย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรเู้ พม่ิ เติม เวลา
ท่ี (ช่วั โมง)
การตรึงคาร์บอนไดออกไซด์
เกิดในสโตรมา โดยใช้ RuBP
และเอนไซม์รูบิสโก ได้สารท่ี
ประกอบด้วยคาร์บอน 3
อะตอม คือ PGA โดยใช้ ATP
แ ล ะ NADPH ท ี ่ ไ ด ้ จ า ก
ป ฏ ิ ก ิ ร ิ ย า แ ส ง ไ ป ร ี ด ิ ว ซ์
สารประกอบคาร์บอน 3
อะตอม ได้เป็นน้ำตาลที่มี
คารบ์ อน 3 อะตอม คอื PGAL
ซึ่งส่วนหนึ่งจะถูกนำไปสร้าง
RuBP กลับคืนเป็นวัฏจักรโดย
พ ื ช C3 จ ะ ม ี ก า ร ต รึ ง
คาร์บอนไดออกไซด์ด้วยวัฏ
จักรคลั วินเพียงอยา่ งเดียว
4 การเพิ่มความเข้มข้นของ - เปรียบเทียบกลไกการ - พ ื ช C4 ต ร ึ ง ค า ร ์ บ อ น 4
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ อนินทรีย์ 2 ครั้ง ครั้งแรก
ในพืช C3 พืช C4 และ เกิดขึ้นที่เซลล์มีโซฟิลล์ โดย
พชื CAM PEP และเอนไซม์เพบคาร์
บอกซิเลส ได้สารประกอบที่มี
คาร์บอน 4 อะตอม คือ OAA
ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงทาง
เคมีได้สารประกอบท ี ่ มี
คาร์บอน 4 อะตอม คือ กรด
มาลิก ซึ่งจะถูกลำเลียงไป
จนถึงเซลล์บันเดิลชีทและ
ปลอ่ ย
35
ตารางท่ี 3 (ตอ่ )
ลำดับ ชื่อหน่วยการเรียนรูย้ ่อย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรูเ้ พมิ่ เติม เวลา
ท่ี (ชวั่ โมง)
คาร์บอนไดออกไซด์ในคลอโรพ
ลาสตเ์ พอื่ ใช้ในวัฏจักรคัลวนิ ต่อไป
พืช CAM มีกลไกในการตรึง
คาร์บอนไดออกไซด์คล้ายพืช C4
แตม่ ีการตรงึ คารบ์ อนอนินทรีย์ทั้ง
2 ครั้งในเซลล์เดียวกัน โดยเซลล์
มีการตรึงคาร์บอนอนินทรีย์คร้ัง
แรกในเวลากลางคืนและปล่อย
ออกมาในเวลากลางวันเพื่อใช้
ในวฏั จักรคลั วินตอ่ ไป
5 ปัจจัยบางประการที่มีต่อ - ส ื บ ค ้ น ข ้ อ มู ล ปัจจัยที่มีผลต่อการสังเคราะห์ 4
การสังเคราะห์ด้วยแสง อภิปราย และสรุป ด้วยแสง เช่น ความเข้มของแสง
ปัจจัยความเข้มของ ค ว า ม เ ข ้ ม ข ้ น ข อ ง
แสง ความเขม้ ขน้ ของ คาร์บอนไดออกไซด์อุณหภูมิ
คาร์บอนไดออกไซด์ ปริมาณน้ำในดิน ธาตอุ าหาร อายุ
และอุณหภูมิ ที่มีผล ใบ
ต ่ อ ก า ร ส ั ง เ ค ร า ะ ห์
ดว้ ยแสงของพชื
รวม 20
36
โครงงานวิทยาศาสตร์
1. ความหมายของกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์
กิจกรรมโครงงานวทิ ยาศาสตร์ คือ กจิ กรรมสำหรับนักเรยี นในการศึกษาเร่อื งใดเรื่องหนึ่ง
ด้วยตนเอง โดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ภายใต้คำแนะนำปรึกษาของครูหรือผู้เชี่ยวชาญ
กิจกรรมน้ีอาจทำเปน็ กล่มุ หรือรายบคุ คลก็ได้ และจะกระทำในเวลาเรียนหรือนอกเวลาเรยี นก็ได้ โดย
ไม่จำกัดสถานที่ เช่น อาจทำนอกห้องเรียน ในห้องปฏิบัติการ หรือนอกโรงเรียน แม้กระทั่งที่บ้าน
ของนักเรียนก็ได้ กิจกรรมการทำโครงงานวิทยาศาสตร์นี้เรียกได้ว่า เป็นการวิจัยทางวิทยาศาสตร์
เบ้ืองต้นสำหรับนกั เรียน
2. หลักการของกิจกรรมโครงงานวทิ ยาศาสตร์
2.1 เน้นการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยนักเรียนจะเป็นผู้ริเริ่มวางแผน และ
ดำเนินการศกึ ษาด้วยตนเอง โดยมคี รูเป็นเพียงผชู้ ้ีแนะแนวทางและใหค้ ำปรึกษา
2.2 เน้นกระบวนการแสวงหาความรู้โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ โดยเริ่มจากการ
กำหนดปัญหา เลือกหัวข้อที่ตนสนใจจะศึกษา วางแผนการศึกษาค้นคว้า ดำเนินการรวบรวมข้อมูล
ทำการทดลอง และสรุปผลการศกึ ษาค้นควา้
2.3 เน้นการคิดเปน็ ทำเปน็ และการแกป้ ญั หาเปน็ ดว้ ยตนเอง
3. ความสำคญั และคณุ ค่าของการทำโครงงานวทิ ยาศาสตร์
จุดมุ่งหมายระหว่างการเรียนวิทยาศาสตร์ทีกำหนดไว้ในหลักสูตรนั้น นอกจากจะ
ต้องการให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระของวิชาวิทยาศาสตร์แล้ว ยังต้องการให้
นักเรียนมีทกั ษะในการศกึ ษาค้นคว้า มีความสนใจวทิ ยาศาสตร์ มีเจตคตแิ ละคา่ นิยมทางวิทยาศาสตร์
อีกด้วย เช่น มีความใฝ่รู้ ซื่อสัตย์ มีเหตุผล มีใจเป็นกลาง มีความเพียรพยายาม มีความละเอียด
รอบคอบก่อนตดั สินใจ เป็นตน้
แต่การเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพียงในชั้นเรียนตามเวลาที่กำหนดไว้ในหลักสูตรเท่าน้ัน
ไม่อาจช่วยให้จุดมุ่งหมายดังกล่าวสัมฤทธ์ิผลโดยสมบูรณ์ได้ ทั้งนี้เพราะครูจำเป็นจะต้องสอนเนื้อหา
ตา่ ง ๆ ในหลกั สูตรให้ครบถว้ นภายในเวลาที่กำหนด นกั เรียนจึงไม่ค่อยมโี อกาสมีประสบการณ์ตรงใน
การใช้ วิธีการทางวทิ ยาศาสตรอ์ ยา่ งครบถ้วนทกุ ข้นั ตอนในกระบวนการเรียนรู้
การให้นักเรียนกระทำกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ จะช่วยส่งเสริมให้จุดมุ่งหมายของ
หลักสูตรสัมฤทธิ์ผลโดยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะในการทำโครงงาน นักเรียนจะได้มีโอกาสดำเนินการ
ศึกษา จะศึกษาเอง การวางแผนการศึกษาเพื่อตอบปัญหานั้น ๆ ด้วยตนเอง ออกแบบการทดลอง
หรอื วิธีการศกึ ษาดว้ ยตนเอง ลงมือทดลองเพอ่ื ตรวจสอบสมมตุ ฐิ าน
37
ตลอดจนสรุปผลของการศึกษาด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นเพียงผู้ให้คำปรึกษาและชี้แนะ
สรุปได้ว่านักเรียนจะมีโอกาสได้รับประสบการณ์ตรงในกระบวนการเสาะแสวงหาความรู้ทุกขั้นตอน
มีโอกาสได้ฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ และจะช่วยพัฒนาคุณสมบัติอื่น ๆ ให้แก่
นกั เรยี นด้วย เช่น ความเปน็ คนช่างสงั เกต มีความคดิ รเิ ร่ิม สรา้ งสรรค์ มคี วามเชือ่ มนั่ ในตนเอง มีวนิ ัย
และซื่อสัตย์ในการทำงาน มีความละเอียดรอบคอบ มีความรับผิดชอบ ยอมรังฟังคำติชม
และความคิดเห็นของผู้อื่น มีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ รู้จักแบ่งเวลาในการทำงานและการกระทำ
กจิ กรรมอ่นื ๆ และทำงานรว่ มกับผอู้ น่ื ได้ เป็นตน้
4. ประเภทตา่ ง ๆ ของโครงงานวิทยาศาสตร์
โครงงานวทิ ยาศาสตร์ อาจแบ่งได้เปน็ 4 ประเภท คอื
4.1 โครงงานประเภทการสำรวจ
4.2 โครงงานประเภทการทดลอง
4.3 โครงการประเภทการพฒั นาหรือการประดิษฐ์
4.4 โครงงานประเภทการสร้างทฤษฎีหรือการอธบิ าย
4.1 โครงงานประเภทการสำรวจ เป็นการศึกษารวบรวมปัญหาจากธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม เพื่อศึกษาหาความรู้ที่มีอยู่หรืออยู่ในธรรมชาติ โดยใช้วิธีสำรวจและรวบรวมข้อมูล
แล้วนำขอ้ มูลท่ไี ดม้ าจดั กระทำให้เป็นระบบระเบียบและสื่อความหมาย แลว้ นำเสนอในรปู แบบตา่ ง ๆ
เช่น ตาราง กราฟ แผนภูมิ และคำอธบิ ายประกอบ
การทำโครงงานประเภทนี้ ไม่มกี ารจดั หรอื กำหนดตวั แปรหรอื ควบคุมตวั แปร อาจกระทำ
ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งตอ่ ไปน้ี
1. การเก็บรวบรวมข้อมูลในสนามหรือในธรรมชาติได้ทันทัน โดยไม่ต้องนำวัสดุ
ตัวอย่างมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ตัวอย่างเช่น การศึกษาพฤติกรรมของสัตว์
บางชนิดในธรรมชาติการศึกษามลพิษในสิ่งแวดล้อม การศกึ ษาการเจรญิ เติบโตของ
ตัวออ่ นของสตั วบ์ างชนดิ เป็นต้น
2. การเก็บรวบรวมวัสดุตัวอย่างมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ เช่น โครงงานเรื่อง
การศกึ ษาปริมาณของอะฟลาทอกซินในถ่ังลิสงป่นตามร้านอาหารต่าง ๆ ในจังหวัด
ใดจังหวดั หนงึ่ การสำรวจหมู่เลือดของนักเรยี นมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดใด
จังหวดั หน่งึ เปน็ ตน้
3. จำลองธรรมชาติขึ้นในห้องปฏิบัติการ แล้วสังเกตและศึกษารวบรวมข้อมูลต่าง ๆ
เช่น โครงงานเรื่อง การเลี้ยงผึ้ง ด้วยการนำผึ้งมาเลี้ยงแล้วทำการศึกษารวบรวม
ข้อมลู ต่าง ๆ เกีย่ วกับการดำรงชีวติ ของผ้ึง
38
4.2 โครงงานประเภทการทดลอง เป็นการศึกษาหาคำตอบของปัญหาใดปัญหาหน่ึง
โดยการออกแบบการทดลอง และดำเนนิ การทดลอง ลักษณะสำคัญของโครงการประเภทนี้คือ มีการ
ออกแบบทดลอง เพื่อศึกษาผลของตัวแปรที่มีต่อตัวแปรอีกตัวหนึ่งที่ต้องการศึกษา โดยควบคุม
ตัวแปรอน่ื ๆ ทอ่ี าจมผี ลตอ่ ตัวแปรทีต่ อ้ งการศกึ ษาไว้ ตัวอย่างของโครงงานประเภทน้ี ได้แก่
– การศกึ ษาอิทธิพลของแสงสีตา่ ง ๆ ทม่ี ตี ่อการเจรญิ เตบิ โตของพืชบางชนิด
– การศึกษาการเจริญเตบิ โตของพืชในสนามแม่เหลก็
– การศกึ ษาอทิ ธิพลของฮอรโ์ มนเพศชายในสัตวต์ วั เมีย
– การทดลองใช้ผกั ตบชวาในการกำจัดน้ำเสยี
4.3 โครงงานประเภทการพัฒนาหรือการประดิษฐ์ เป็นการพัฒนาหรือประดิษฐ์ หรือการ
สร้างอุปกรณ์ หรือเครื่องมือเครื่องใช้เพื่อประโยชน์ใช้สอย โดยการประยุกต์ทฤษฎี หรือหลักการ
ทางวิทยาศาสตร์มาใชใ้ นการพัฒนาหรือการประดษิ ฐด์ งั กลา่ ว อาจะเป็นการประดิษฐส์ ิง่ ใหม่ หรือการ
ปรับปรุงเปลีย่ นแปลงของเดิมทีม่ ีอย่แู ล้วใหม้ ีประสิทธิภาพขึ้นก็ได้ หรืออาจเปน็ การเสนอแบบจำลอง
ทางความคิดเพื่อแกป้ ญั หาใดปัญหาหนึง่ ก็ได้ เช่น
– โครงงานเร่ือง เครอื่ งเตอื นอัคคภี ยั ระบบความดัน
– การประดิษฐ์เครื่องรอ่ น
– บา้ นยคุ นิวเคลยี ร์
– รปู แบบการจัดการจราจรบริเวณทางแยก ฯลฯ
4.4 โครงงานประเภทการสร้างทฤษฎีหรือการอธิบาย เป็นโครงงานที่เสนอทฤษฎี
หรือ คำอธิบายสิ่งต่าง ๆ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ ๆ โดยมีหลักการทาง
วิทยาศาสตร์ หรือทฤษฎีอื่น ตลอดจนข้อมูลต่าง ๆ สนับสนุน ทฤษฎีหรือคำอธิบายดังกลา่ วอาจใหม่
หรือขัดแย้ง หรือขยายแนวความคิด หรือคำอธิบายเดิมที่มีผู้ให้ไว้ก่อนแล้วก็ได้ อาจเป็นการอธิบาย
ปรากฏการณ์เก่าในแนวใหม่ อาจเสนอในรูปของคำอธิบาย สูตร หรือสมการก็ได้ แต่จะต้องมีข้อมูล
หรอื ทฤษฎอี ่ืนมาสนับสนนุ อ้างองิ
ตัวอย่าง โครงงานประเภทนี้ ได้แก่ โครงงานเรื่อง กำเนิดของทวีปและมหาสมุทร
เป็นการสร้างแบบจำลองทฤษฎี อธิบายการเกิดของทวีปและมหาสมุทรว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร โดย
อาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาอ้างอิง ซึ่งเป็นแนวความคิดท่ี
แตกตา่ งไปจากแนวความคิดเดิมทเี่ คยมผี ูเ้ สนอไว้ก่อนแล้ว
39
5. วิธีการทำโครงงานวทิ ยาศาสตร์
การทำโครงงานวทิ ยาศาสตรม์ ขี ้ันตอนทสี่ ำคัญ ดังต่อไปน้ี
• ขั้นที่ 1 การคิดและเลือกชื่อเรื่องหรือปัญหาที่จะศึกษาขั้นตอนนี้เป็นขั้นที่สำคัญ
ที่สุดและยากท่สี ุด ตามหลักการแล้วนักเรยี นควรจะเปน็ ผู้คิดและเลือกหัวข้อเรื่องท่ี
จะศกึ ษาด้วยตนเอง แตค่ รอู าจมบี ทบาทหรือมีสว่ นชว่ ยเหลือให้นกั เรียนสามารถคิด
หวั ขอ้ เร่ืองไดด้ ้วยตนเอง ดงั จะได้กล่าวตอ่ ไป
• ขั้นที่ 2 การวางแผนในการทำโครงงาน
ได้แก่ การวางแผนวิธีดำเนินงานในการศึกษาค้นคว้าทั้งหมด เช่น วัสดุอุปกรณ์
ที่จำเป็นต้องใช้ในการออกแบบการทดลอง และควบคุมตัวแปร วิธีดำเนินการ
รวบรวมข้อมูล การวางแผนปฏิบัติงานอย่างคร่าว ๆ ว่าจะดำเนินการอย่างไรบ้าง
เปน็ ขั้นตอน แล้วนำเสนออาจารยท์ ่ปี รกึ ษา เพอ่ื ขอคำแนะนำเพ่ิมเตมิ และขอความ
เห็นชอบ
• ขน้ั ท่ี 3 การลงมือทำโครงงาน
ได้แก่ การลงมือปฏิบัติตามแผนงานที่ได้วางไว้ล่วงหน้าแล้วในขั้นที่สองนั่นเอง
ประกอบด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูล การสร้างหรือการประดิษฐ์ การปฏิบัติการ
ทดลอง ซึ่งสุดแล้วแต่จะเป็นโครงงานประเภทใดและการค้นคว้าจากเอกสารต่าง ๆ
แล้วดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล แบ่งความหมายของข้อมูล และสรุปผลของ
การศกึ ษาคน้ คว้า
• ข้นั ท่ี 4 การเขียนรายงาน
เป็นการเสนอผลของการศึกษาค้นคว้าเป็นลายลักษณ์อักษรหรือเป็นเอกสาร เพ่ือ
อธิบายให้ผู้อื่นทราบรายละเอียดทั้งหมดของการทำโครงงาน ซึ่งจะประกอบด้วย
ปัญหาที่ทำการศึกษาวัตถุประสงค์ของการศึกษา วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า
อปุ กรณห์ รอื เคร่ืองมือที่ใช้ ข้อมูลต่าง ๆ ทร่ี วบรวมได้ ผลทีไ่ ด้จากการศึกษาค้นคว้า
ตลอดจนประโยชน์และขอ้ เสนอแนะต่าง ๆ ท่ไี ด้จากการทำโครงงานนั้น ๆ วธิ ีเขียน
รายงานโครงงานวทิ ยาศาสตร์กม็ ลี ักษณะและแนวทางในการเขยี น เช่นเดียวกับการ
เขยี นรายงานผลการวิจยั ทางวิทยาศาสตรข์ องนกั วทิ ยาศาสตรน์ นั่ เอง
• ขนั้ ท่ี 5 การแสดงผลงาน
เป็นการเสนอผลงานที่ได้ศึกษาค้นคว้าสำเร็จลงแล้วให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจ
ซึง่ อาจกระทำได้หลายรปู แบบ เชน่ การจัดนทิ รรศการ การสาธติ แสดงประกอบการ
รายงานปากเปล่า ฯลฯ
40
ในการจัดแสดงผลงานของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ทคี่ รูอาจกระทำไดใ้ นหลายระดับ
เช่น
– การจดั เสนอผลงานภายในชั้นเรยี น
– การจัดแสดงนทิ รรศการภายในโรงเรยี นเป็นการภายใน
– การจัดแสดงนิทรรศการในงานประจำปขี องโรงเรียน
– การส่งโครงงานเข้าร่วมในงานแสดงหรือประกวดภายนอกโรงเรียนในระดับต่าง ๆ
เช่น ระดบั กล่มุ โรงเรียน ระดบั จังหวัด ระดบั เขตการศึกษา และระดับชาติ เป็นตน้
การจดั การเรยี นการสอนแบบใช้โครงงานเปน็ ฐาน
1. ความหมาย
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2543 อ้างถึงใน วัฒนา มังคสมัน,
2551) ได้ใหค้ วามหมายของการสอนแบบโครงงานไวว้ ่า เป็นการจัดประสบการณ์การเรยี นรใู้ หผ้ ้เู รยี น
ได้เลือกและสร้างกระบวนการเรียนรูเ้ รื่องใดเรื่องหนึง่ อย่างลุ่มลึกด้วยตนเองโดยใชว้ ิธีการและแหลง่
การเรียนรู้ทห่ี ลากหลายและสามารถนำผลการเรียนร้ไู ปใช้ในชวี ติ ได้
รปู ธรรม (ดุษฎี โยเหลาและคณะ, 2557: 19-20) การจดั การเรียนรูแ้ บบใช้โครงงานเป็นฐาน
หมายถงึ การจัดการเรียนรู้ท่ีมคี รเู ป็นผู้กระตนุ้ เพ่ือนำความสนใจที่เกิดจากตวั นักเรยี นมาใช้ในการทำ
กจิ กรรมค้นคว้าหาความรู้ดว้ ยตวั นักเรียนเอง นำไปส่กู ารเพิม่ ความรูท้ ่ีได้จากการลงมือปฏิบัติ การฟัง
และการสงั เกตุจากผู้เชี่ยวชาญ โดยนักเรียนมีการเรียนรู้ผ่านกระบวนการทำงานเป็นกลุ่ม ท่ีจะนำมา
สู่การสรปุ ความรใู้ หม่ มกี ารเขียนกระบวนการจดั ทำโครงงานและได้ผลการจดั กิจกรรมเป็นผลงาน
ทิศนา แขมมณี (2560) ใหค้ วามหมายของการจัดการเรยี นการสอนโดยใชโ้ ครงการเป็นหลัก
ไว้ว่า เป็นการจัดสภาพการณ์ของการเรียนการสอน โดยให้ผู้เรียนได้ร่วมกันเลือกทำโครงการที่ตน
สนใจ โดยร่วมกันสำรวจ สังเกต และกำหนดเรื่องที่ตนสนใจ วางแผนในการทำโครงการร่วมกัน
ศึกษาหาข้อมูลความรู้ที่จำเป็น และลงมือปฏิบัติงานตามแผนงานที่วางไว้จนได้ข้อค้นพบหรือ
สิ่งประดิษฐ์ใหม่ แล้วจึงเขียนรายงานและนำเสนอต่อสาธารณชน เก็บข้อมูล แล้วนำผลงาน
ประสบการณ์ทั้งหมดมาอภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดกัน และสรุปผลการเรียนรู้ที่ได้รับจาก
ประสบการณท์ ไี่ ด้รับทัง้ หมด
สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน คือ กิจกรรมที่ให้ นักเรียนรู้จักวธิ ีการ
ทำโครงงานวิจัยเล็กๆ ผู้เรียนลง มือปฏิบัติเพื่อพัฒนาความรู้ทักษะ และสร้าง ผลผลิตที่มีคุณภาพ
ระเบียบวิธีดำเนินการเป็นระบบ ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์จุดประสงค์หลักของการ สอนแบบ
โครงงานต้องการกระตุ้นให้นักเรียนรู้จัก สังเกต รู้จักตั้งคำถาม รู้จักตั้งสมมติฐาน รู้จักวิธี แสวงหา
ความรู้ดว้ ยตนเอง เพือ่ ตอบคำถามท่ีตน อยากรู้ รู้จกั สรปุ และทำความเขา้ ใจกับสง่ิ ท่ีค้นพบ โครงงาน