The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้PjBL

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by patcharee01k, 2023-01-05 01:36:37

แผนการจัดการเรียนรู้PjBL

แผนการจัดการเรียนรู้PjBL

41

อาจจดั ในเวลาเรียน หรือนอกเวลาเรยี นก็ ได้โดยไมจ่ ำกดั สถานท่ีอาจทำเปน็ รายบคุ คลหรือ เป็นกลุ่ม
ได้หากเนื้อหาหรือข้อสงสัยเปน็ ไปตาม รายวิชาใดหรือสาระใด จะเรียกว่าโครงงานใน รายวิชานั้น ๆ
เช่น โครงงานวิทยาศาสตร์โครงงาน คณติ ศาสตรโ์ ครงงานคณุ ธรรมจรยิ ธรรม เป็นตน้

2. ลักษณะของโครงงาน
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2541 อ้างถึงใน อังคณา ตุงคะสมิต,
2559) ได้กำหนดลกั ษณะสำคญั ของโครงงานไว้ 7 ประเดน็ ดังนี้
1. เปน็ วิธีการเรียนรูท้ ่ีบรู ณาการหลกั สตู รกบั การจดั การเรยี นรู้ได้อยา่ งกลมกลืนกัน
2. เปน็ การเรียนรูท้ ี่เกดิ จากความสนใจใครร่ ู้คำตอบของตวั ผู้เรียนเอง
3. เป็นวิธกี ารเรยี นรู้ท่ีผเู้ รยี นสามารถสร้างความรู้ (Construct) ดว้ ยตนเอง
4. เป็นวิธีการเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลึกซึ้งลุ่มลึกด้วยวิธีการ มีระบบ เป็นขั้นตอน
และตอ่ เนือ่ ง
5. เป็นวิธกี ารเรยี นรทู้ แี่ สวงหาความรแู้ ละสรปุ ความรู้ด้วยตนเอง
6. เปน็ วิธกี ารท่ีนำเสนอผลการศกึ ษาค้าควา้ ด้วยวธิ ีการทเ่ี หมาะสม กระบวนการผลงานท่พี บ
7. สำหรับข้อคน้ พบ สิ่งทค่ี น้ พบสามารถนำไปใชใ้ นชีวิตประจำวันได้ “เป็นการหาคำตอบข้อ
สงสยั โดยใช้ทกั ษะการเรียนรแู้ ละ

ปญั ญาหลาย ๆ ดา้ น”
3. วัตถุประสงค์จากการจดั การเรยี น
วฒั นา มังคสมนั (2551) กลา่ วถึงวัตถปุ ระสงค์ของการจัดการเรียนรู้โดยใชโ้ ครงงานเป็นฐาน
ไว้ 4 หลักการ คือเมื่อใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานแล้ว ผู้เรียนมีลักษณะ
สำคัญดังนี้
1. สามารถพัฒนากระบวนการคิดของตนเอง
2. สามารถลงมอื ปฏบิ ตั กิ ิจกรรมไดด้ ้วยตนเอง
3. สามารถแก้ไขปัญหาไดอ้ ยา่ งเปน็ กระบวนการ
4. เห็นคณุ ค่าในตนเอง

กิจกรรมการเรียนรูแ้ บบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning : PjBL)
การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning: PjBL) เป็นวิธีการจัดการ

เรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญวิธีหนึ่ง ที่จะช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านความรู้และทักษะผ่าน
กระบวนการศึกษาค้นคว้าและการใช้ความรู้ในชีวิตจริง ขับเคลื่อนผ่านกิจกรรมและการแก้ปัญหา
ทท่ี ้าทายรว่ มกัน โดยมีผลงานทแ่ี สดงถึงศกั ยภาพและความสำเร็จของผู้เรียน

42

การจัดการเรียนรู้ในระดับอาชีวศึกษา จำเป็นต้องเตรียมผู้เรียนเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เพื่อให้
เป็นผู้ปฏิบัติงานบนพื้นฐานความรู้ (Knowledge Worker) ที่สามารถคิดเป็น ทำเป็น มีวิธีการหา
ความรู้ สร้างความรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต และนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้ ดังนั้นครู
จำเป็นต้องจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน (Co-
Learning Process) ศึกษาการแก้ปัญหา (Problem Solving) ฝึกความคิดสร้างสรรค์ ประยุกต์
ความรู้สร้างสรรค์ชิ้นงานโครงงาน เรียนรู้โดยการกระทำ (Learning by Doing) รวมทั้งอื่น ๆ
เพื่อเตรยี มความพร้อมใหผ้ ู้เรียนเข้าสู่ทักษะในศตวรรษท่ี 21 โดยใชว้ ิธกี ารสอนแบบโครงงาน ซ่ึงเป็น
เครื่องมือการเรียนรู้เพื่อสะท้อนผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวังดังกล่าวข้างต้น จึงต้องดำเนินการ 6 ขั้นตอน
ดงั นี้

ข้ันท่ี 1 กำหนดปัญหา

ขน้ั ที่ 2 กำหนดจดุ มงุ่ หมายในการเรยี น

ขั้นท่ี 3 วางแผนและวเิ คราะหโ์ ครงงาน

ขั้นที่ 4 ลงมือปฏบิ ตั ิหรือแกป้ ัญหา

ข้นั ท่ี 5 ประเมินผลระหว่างปฏบิ ตั ิงาน

ข้นั ที่ 6 สรุป รายงานผล และเสนอผลงาน

แผนภาพที่ 2 ข้ันตอนการจัดกิจกรรมการเรียนร้แู บบใช้โครงงานเป็นฐาน

ขั้นท่ี 1 กำหนดปญั หา
การเตรียมความพร้อม เป็นขั้นตอนที่สำคัญสำหรับผู้สอนและผู้เรียน เป็นการ

เตรียมความพร้อมผู้สอนเพื่อให้เข้าใจบทบาทผู้สอนในการทบทวนสร้างความเข้าใจกับกิจกรรมใน
แผนการจัดการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ให้พร้อมต่อการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน
(PjBL) ให้ประสบความสำเร็จ ส่วนการเตรียมความพร้อมผู้เรียนเป็นการสร้างความเข้าใจในบทบาท

43

ผู้เรียนให้เกิดความตระหนักถึงเป้าหมายการเรยี นรู้และบทบาทผู้เรียนท่ีต้องมีส่วนร่วมในการเรียนรู้
รวมไปถึงการเตรียมแหล่งข้อมูล วัสดุอุปกรณ์ งบประมาณ ระยะเวลา ความปลอดภัย และปัจจัย
อื่น ๆ ที่เกี่ยวขอ้ งในการทำโครงงาน ซึง่ ครผู ูส้ อนและผู้เรยี นมบี ทบาท ดงั นี้

บทบาทผู้สอน
1. กำหนดขอบเขตการจัดการเรยี นรูแ้ บบโครงงานเป็นฐาน ประกอบดว้ ย

1.1 การวเิ คราะหว์ ตั ถปุ ระสงคร์ ายวชิ า
1.2 การกำหนดผลสมั ฤทธิท์ ี่คาดหวงั
1.3 การกำหนดประเด็นปญั หา/สมมตฐิ าน/ประเภทโครงงาน
1.4 การคน้ ควา้ /ทดลอง
1.5 การสรปุ /การประเมนิ ตนเอง
1.6 การหาความรู้เพ่ิมเตมิ
1.7 การนำเสนอ เผยแพร่
1.8 การประเมนิ ความก้าวหนา้
2. กำหนดแหล่งเรยี นร/ู้ คน้ ควา้
2.1 ชมุ ชน ท้องถนิ่
2.2 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สาร (ICT)
2.3 ครู/ผเู้ ชยี่ วชาญ/ปราชญ์ชาวบา้ น
2.4 แหลง่ วิทยาการ เชน่ หอ้ งสมดุ ศนู ย์วิทยบริการ ศนู ย์การเรยี นรู้ เปน็ ตน้
2.5 สถานทเ่ี รียนรู้ เชน่ สถานประกอบการ สถานทีภ่ าครัฐและเอกชน เปน็ ตน้
บทบาทผเู้ รยี น
1. มสี ่วนร่วมในการกำหนดเง่ือนไขและเกณฑก์ ารประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ิงานโครงงาน
2. กำหนดปญั หา ความตอ้ งการ
3. ศึกษาแหลง่ เรยี นรู/้ คน้ ควา้
4. แบ่งกลุ่มและทำงานร่วมกนั

ข้ันท่ี 2 กำหนดจดุ มงุ่ หมายในการเรยี น
การกำหนดและเลือกหัวข้อ เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ของแต่ละหัวข้อที่จะทำ

โครงงาน รวมถึงการศึกษาความคุ้มค่าของโครงงานที่จะทำของผู้เรียน การกำหนดและเลือกหัวข้อ
เป็นกิจกรรมที่ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันก าหนดหัวข้อที่จะทำเป็นโครงงาน ศึกษาความเป็นไปได้
ความคุ้มค่าของแต่ละหวั ข้อเพ่ือเลือกโครงงานที่จะจัดทำ การกำหนดและเลือกหวั ข้อได้เหมาะสมจะ
ทำให้ผู้สอนและผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยเช่ือมโยงองค์ความรู้เดิมและสร้างองค์ความรู้ใหม่ไปพร้อม

44

กัน ดังนั้นผู้เรียนจะต้องนำเสนอหัวข้อโครงงานต่อผู้สอน เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนการดำเนินการ
ขัน้ ต่อไป ซง่ึ ผู้สอนและผเู้ รียนมีบทบาท ดงั นี้

บทบาทผูส้ อน
1. จัดกิจกรรมหรือวิธีการเพื่อกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนในการคิดหัวข้อเรื่องโครงงาน
ด้วยวธิ ีการทีห่ ลากหลาย
2. อำนวยความสะดวก หรอื ให้คำแนะนำในการกำหนดหัวขอ้ และเลือกหัวข้อ
3. กำกับ ติดตามอย่างใกล้ชิด ให้กำลังใจ ช่วยแก้ปัญหาและให้ผู้เรียนคิดวิธีการใหม่ หาก
ไมป่ ระสบความสำเร็จ
4. เสนอแนะแหลง่ ขอ้ มลู แหล่งความรู้ ผู้รู้ เอกสารต่าง ๆ ให้ผู้เรียนศึกษาคน้ ควา้
5. สร้างแรงจูงใจ และแรงบันดาลใจในการเลือกหัวข้อโครงงานตามศักยภาพ และความ
สนใจของผู้เรียน
บทบาทผู้เรยี น
1. กำหนดบทบาทหนา้ ทขี่ องสมาชกิ ในกล่มุ
2. รว่ มกันกำหนดและเลือกหวั ขอ้ โครงงานโดยยึดหลักประชาธปิ ไตยและกระบวนการกลุ่ม
3. นำเสนอหวั ขอ้ โครงงานต่อผู้สอน

ขั้นที่ 3 วางแผนและวิเคราะหโ์ ครงงาน
การเขียนเค้าโครงของโครงงาน เป็นการสร้างผังมโนทัศน์ (Conceptual Map)

หรือแผนที่ความคิด (Mind Map) ที่แสดงถึงภาพรวมทั้งหมดของโครงงานตั้งแต่ต้นจนจบ
ประกอบด้วย แนวคิด หลักการ แผนงาน และขั้นตอนในการท าโครงงานตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จส้ิน
มีการกำหนดบทบาท และระยะเวลาในการดำเนินงาน ทำให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรัดกุม
รอบคอบ ไม่สับสน ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมองเห็นภาระงาน สามารถปฏิบัติโครงงานได้อย่างมี
ประสิทธิภาพมากขึ้น ก่อนนำเสนอต่อครูผู้สอนหรือครูที่ปรึกษาเพื่อขอความเห็นชอบก่อนนำไป
ปฏิบัติในขั้นตอนท่ี 4 ต่อไป ซ่งึ มแี นวทางในการจดั ดำเนนิ การ ดังน้ี

หลังจากผู้เรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันกำหนดหัวข้อที่จะท าเป็นโครงงานแล้ว ผู้เรียน
ในแต่ละกลมุ่ วางแผนการจัดทำโครงงาน โดยระบุกจิ กรรมในแต่ละข้นั ตอนและตารางการดำเนินงาน
กำหนดบทบาทหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่ม และนำเสนอข้อสรุปแก่ผู้สอนอีกครั้ง ซึ่งครูผู้สอน
และผู้เรยี น มบี ทบาท ดงั นี้

บทบาทผูส้ อน
1. สร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะเกี่ยวกับกระบวนการในการเขียนเค้าโครงของ
โครงงานที่ผเู้ รยี นจะทำ

45

2. ให้การสนับสนุนคำปรึกษา แนะนำ ช่วยเหลือ และตรวจสอบวิธีการเขียนเค้าโครงของ
โครงงานทผี่ ู้เรยี นจะทำให้ถกู ตอ้ งตามระเบยี บวิธี

3. ประสานงานกับหน่วยงาน บุคคล หรือแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำเค้าโครงของ
โครงงานของผเู้ รยี นให้ถูกต้องและสำเรจ็ ลุลว่ งไปดว้ ยดี

4. กลั่นกรองและเหน็ ชอบใหผ้ ู้เรยี นจัดทำโครงงานตามทผี่ เู้ รียนเสนอ
5. กำหนดเง่อื นไขและเกณฑ์การประเมนิ ผลการปฏิบตั งิ านของผู้เรียน
บทบาทผู้เรียน
1. ศึกษาค้นคว้าจากแหลง่ เรยี นรู้
2. ร่วมกนั เขียนเคา้ โครงของโครงงานตามระเบียบวธิ ี
3. นำเสนอเคา้ โครงของโครงงานต่อครูผสู้ อน
4. นำขอ้ เสนอแนะจากครูผ้สู อนมาปรับปรุง
5. นำเสนอขอความเหน็ ชอบเพอ่ื ปฏิบัตโิ ครงงาน
โดยทั่วไป เคา้ โครงของโครงงาน มีส่วนประกอบและแนวทางการเขียน ดงั นี้
1. ชื่อโครงงาน
2. ชื่อผู้จดั ทำโครงงาน
3. ชอ่ื ทปี่ รกึ ษาโครงงาน
4. ทม่ี าและความสำคญั ของโครงงาน
5. วัตถปุ ระสงคข์ องการทำโครงงาน
6. สมมติฐานของโครงงาน (ถ้าม)ี
7. วิธีดำเนินงานของโครงงาน
8. แผนปฏบิ ตั ิงานของโครงงาน
9. ผลท่ีคาดว่าจะไดร้ บั จากโครงงาน
10. เอกสารอ้างอิงหรือบรรณานุกรม
1. ชื่อโครงงาน เป็นการเขียนว่าจะทำอะไร ควรเขียนให้ตรงกับเรื่องที่จะทำ เขียนให้
กระชับ ชัดเจน สื่อความหมาย เฉพาะเจาะจง บ่งชี้ถึงเรื่องที่จะทำหรือศึกษา ควรเป็นประโยค
ที่สมบูรณ์ มีทั้งประธาน กริยา กรรม และไม่ควรเป็นประโยคค าถาม ชื่อโครงงานควรมีความ
น่าสนใจ และสอดคล้องกบั เน้ือเร่ืองของโครงงานทจ่ี ะทำ
2. ชื่อผู้จัดทำโครงงาน เป็นชื่อผู้รับผิดชอบโครงงานที่จะทำ อาจทำเป็นกลุ่มเล็กหรือเป็น
กลมุ่ ใหญ่ ขน้ึ อยกู่ บั ข้อกำหนดหรือขอ้ ตกลงของผูเ้ รยี น ครูผสู้ อนหรอื ครูทีป่ รึกษา

46

3. ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน เป็นชื่อผู้ที่ให้คำแนะนำ ปรึกษา กำกับ ดูแล อาจเป็นครูผู้สอน
ผู้ทรงคุณวุฒิ หรอื ผเู้ ช่ยี วชาญในสาขาวชิ าหรือเรอ่ื งท่ีจะทำโครงงาน อาจมีมากกวา่ 1 คนก็ได้ แล้วแต่
ขอ้ กำหนดหรือขอ้ ตกลงระหว่างผู้เรียน ครูผู้สอนหรอื ครทู ่ีปรกึ ษา

4. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน เป็นการเขียนถึงสภาพปัจจุบันของปัญหาที่ผู้เรียน
สนใจจะศึกษา บอกถึงเหตุผลความจำเป็น แรงบันดาลใจหรือเหตุจูงใจในการทำโครงงาน เหตุผล
ที่เลือกทำโครงงานนี้เป็นกรณพี ิเศษ ควรมีข้อมูลเก่ียวกับแนวคิด ทฤษฎีหรือหลกั วิชาการที่เกี่ยวขอ้ ง
ปรากฏเด่นชัด เพื่อสนับสนุนว่าโครงงานนี้มีความสำคัญหรือเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ รวมทั้งบอก
ข้อดี คณุ คา่ ความสำคัญ และไดป้ ระโยชนอ์ ะไรจากการจัดทำโครงงานนี้

5. วัตถุประสงค์ของการทำโครงงาน เป็นการเขียนที่ระบุถึงสิ่งที่ต้องการจะศึกษาหรือ
ทดลอง ว่าจะทำ จะศึกษาอะไร อย่างไร อาจเขียนแยกเป็นข้อ ๆ ตามสิ่งที่จะทำหรือศึกษาค้นคว้า
ทดลอง วัตถุประสงค์ที่ดีควรมีความเฉพาะเจาะจง เป็นสิ่งที่สามารถวัดได้และบอกขอบเขตของงาน
ที่จะทำได้ชัดเจน สอดคล้องกับชื่อของโครงงาน ไม่ควรเขียนในรูปของประโยคคำถาม และไม่ควร
นำเอาประโยชน์ทีเ่ กดิ ขึน้ จากการทำโครงงานมาเขยี นเป็นวัตถปุ ระสงคห์ รือจดุ มงุ่ หมายของการศึกษา
คน้ ควา้

6. สมมติฐานของโครงงาน (ถ้ามี) การเขียนสมมุติฐานของโครงงาน โดยทั่วไปจะใช้กับ
การเขียนโครงงานประเภททดลองหรือโครงงานวิทยาศาสตร์ สมมุติฐานเป็นคำตอบหรือคำอธิบาย
ที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับเรื่องที่จะศึกษาค้นคว้า ทดลอง ซึ่งสมมุติฐานอาจจะถูกหรือไม่ก็ได้
แต่ที่สำคัญต้องคำนึงไว้วา่ การเขียนสมมตุ ิฐานนัน้ ควรมีเหตุผล คือมีทฤษฎีหรอื หลักทางวิทยาศาสตร์
มารองรับ ส่วนใหญ่มักจะเขียนเป็นข้อความที่สามารถมองเห็นแนวทางในการดำเนินงานทดลอง
ทดสอบหรือตรวจสอบได้

7. วิธีดำเนินงานของโครงงาน เป็นการเขียนที่ระบุขั้นตอนในการดำเนินงานโครงงาน
ตั้งแต่เริ่มต้นทำโครงงาน ระยะเวลาดำเนินงาน ขั้นตอน วิธีการในการปฏิบัติงาน ค่าใช้จ่ายในการ
ดำเนินงาน ผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอน รวมถึงการเก็บข้อมูล ประเภทของข้อมูล เครื่องมือ
และวธิ กี ารเก็บข้อมูล ระยะเวลา การวิเคราะหข์ ้อมูลและสถติ ทิ ่ใี ช้

8. แผนการปฏิบัติงานของโครงงาน เป็นการก าหนดโครงงานแต่ละขั้นตอนอย่างละเอียด
ตั้งแต่ต้นจนเสร็จสิ้นโครงงาน โดยอธิบายเกี่ยวกับกิจกรรมในแต่ละขั้นตอนที่จะปฏิบัติในโครงงาน
รวมทั้งกำหนดเวลา สถานที่ และผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติงานแต่ละกิจกรรม และในแต่ละขั้นตอน
ตัง้ แตเ่ ริม่ ตน้ ปฏิบัติจนเสร็จสิน้ การดำเนนิ งานในแตล่ ะกิจกรรม จงึ ควรเขยี นเป็นแผนภมู ิแสดงข้ันตอน
ในการทำ

47

9. ผลท่ีคาดว่าจะได้รับจากโครงงาน เป็นการระบุถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำ
โครงงาน ว่าจะได้อะไรจากการทำโครงงานน้ีบ้าง มากน้อยเพยี งใด รวมถงึ ประสิทธิภาพหรือคุณภาพ
ของผลที่ได้รบั หรือประโยชน์ผเู้ ก่ียวข้องในแตล่ ะระดบั เชน่ ผูเ้ รยี น ครูผ้สู อน สถานศึกษาหรือสังคม
โดยรวม จะไดร้ ับจากการทำโครงงานคร้งั นี้

10. เอกสารอ้างอิงหรือบรรณานุกรม เป็นการเขียนถึงแหล่งข้อมูลที่ผู้ทำโครงงานใช้ศึกษา
ค้นคว้าและนำมาใช้เป็นประโยชน์ต่อการท าโครงงาน ซึ่งอาจเป็นเอกสาร ตำรา เอกสาร
อิเล็กทรอนิกส์ หรือแหล่งข้อมูลอื่น เช่น อินเทอร์เน็ต สถานประกอบการ หรือผู้เชี่ยวชาญที่เป็น
เจ้าของอาชพี เป็นการบอกให้ผู้อืน่ ทราบวา่ ผ้เู รียนได้ทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งใดบ้าง

อย่างไรก็ตาม การเขียนเค้าโครงของโครงงานใน 10 หัวข้อนี้ เป็นแนวทางในการเขียนแบบ
หนึ่งที่ได้ประมวลจากหลาย ๆ แบบ แล้วสรุปรวมว่าน่าจะเป็นรูปแบบการเขียนที่สามารถนำสู่
การปฏิบตั ไิ ดจ้ ริง ซงึ่ ครผู ูส้ อนสามารถนำไปปรับใช้ได้ตามความเหมาะสมของรายวิชา หรอื หน่วยการ
เรียนรทู้ ีจ่ ัดให้ผู้เรยี นทำโครงงาน

ขนั้ ท่ี 4 ลงมือปฏิบัติหรือแก้ปัญหา
การปฏิบตั ิงานโครงงาน เป็นการนำข้นั ตอนวิธีการตามเค้าโครงของโครงงานสู่การ

ปฏิบัติหลังจากที่ผู้เรียนได้รับความเห็นชอบจากครูผู้สอนหรือครูที่ปรึกษาแล้ว ซึ่งในการปฏิบัติ
โครงงานนค้ี รูผสู้ อนและผเู้ รียนมีบทบาท ดงั น้ี

บทบาทผสู้ อน
1. อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติโครงงานของผู้เรียน เช่น จัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น
เป็นตน้
2. ตดิ ตามความก้าวหนา้ การปฏบิ ตั ิโครงงานของผูเ้ รยี น
3. ตดิ ตามสถานการณ์ สภาพปญั หาในการปฏบิ ัตโิ ครงงานของผู้เรียนระหวา่ งการปฏิบัตงิ าน
4. ติดตามพฤติกรรม ทักษะกระบวนการเรียนรขู้ องผูเ้ รยี น เช่น นวัตกรรมท่ีใช้ วิธีการเรยี นรู้
กระบวนการแกป้ ญั หาในการปฏิบัติโครงงานของผูเ้ รียนระหว่างการปฏบิ ตั งิ าน เป็นต้น
5. เสรมิ แรงทางบวก สร้างขวัญกำลังใจใหผ้ เู้ รียนรจู้ กั การคน้ ควา้ หาขอ้ มูลเพอื่ แกป้ ัญหา
6. อำนวยความสะดวกให้เกิดการแลกเปลย่ี นเรยี นรู้ระหวา่ งผูเ้ รยี นภายในกลุ่มหรอื ระหวา่ งกลมุ่
7. เปดิ โอกาสใหม้ กี ารแลกเปล่ียนเรียนรู้ระหวา่ งผ้เู รยี นและครูผสู้ อน
บทบาทผ้เู รียน
1. ปฏบิ ัตงิ านโครงงาน
2. ประชมุ ปรกึ ษาหารือระหว่างผ้เู รียน
3. ประชุมปรึกษาหารอื กบั ครูและผทู้ ี่เกย่ี วขอ้ ง

48

4. รวบรวมขอ้ มลู จากการปฏิบัติงานโครงงาน
5. วเิ คราะห์และแปลผลข้อมลู การดำเนินงาน
การปฏิบัติงานโครงงาน เป็นการนำขั้นตอนวิธีการตามเค้าโครงของโครงงานสู่การปฏิบัติ
หลังจากที่ผู้เรียนได้รับความเห็นชอบจากครูผู้สอนหรือครูที่ปรึกษาแล้ว ซึ่งในการปฏิบัติโครงงานนี้
ครูผสู้ อนและผ้เู รยี นมีบทบาท ดังน้ี
บทบาทผ้สู อน
1. อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติโครงงานของผู้เรียน เช่น จัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น
เป็นต้น
2. ตดิ ตามความกา้ วหน้าการปฏบิ ัตโิ ครงงานของผู้เรียน
3. ตดิ ตามสถานการณ์ สภาพปัญหาในการปฏิบตั ิโครงงานของผเู้ รยี นระหวา่ งการปฏิบตั งิ าน
4. ตดิ ตามพฤตกิ รรม ทักษะกระบวนการเรียนรู้ของผ้เู รยี น เชน่ นวตั กรรมทีใ่ ช้ วธิ กี ารเรยี นรู้
กระบวนการแกป้ ัญหาในการปฏบิ ตั ิโครงงานของผู้เรยี นระหวา่ งการปฏิบัติงาน เปน็ ตน้
5. เสริมแรงทางบวก สรา้ งขวญั กำลังใจให้ผู้เรียนรจู้ กั การคน้ ควา้ หาขอ้ มูลเพือ่ แก้ปญั หา

ขั้นที่ 5 ประเมนิ ผลระหวา่ งปฏิบตั งิ าน
การประเมินโครงงานเป็นขั้นตอนหนึ่งทีส่ ำคัญ ที่จะสะท้อนใหเ้ ห็นถึงความสำเรจ็

ของโครงงานในแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนทำโครงงานจนถึงเสร็จสิ้นโครงงาน ซึ่งเป็นการประเมิน
อย่างต่อเนื่องด้วยวิธีการและเครื่องมือที่หลากหลาย เน้นการประเมินตามสภาพจริง (Authentic
Assessment) ทั้งความรู้ กระบวนการ พฤติกรรมของผู้เรียน ผลงาน และข้อค้นพบที่ผู้เรียนได้จาก
การทำโครงงาน การประเมินเป็นบทบาทหน้าที่ของครูผู้สอนหรือครูที่ปรึกษา ซึ่งมีขั้นตอนการ
ประเมินการจดั การเรียนรแู้ บบโครงงานเปน็ ฐาน

49

แผนภาพที่ 3 แสดงขั้นตอนการประเมนิ การจัดการเรียนรแู้ บบโครงงานเปน็ ฐาน
การประเมินกอ่ นการทำโครงงาน เปน็ การประเมนิ ในขัน้ ตอนท่ี 1 ถงึ ข้นั ตอนที่ 3 คือ
ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมความพรอ้ ม เช่น ความพร้อมของผู้เรียน แหล่งข้อมูล วัสดุ อุปกรณ์
งบประมาณ ระยะเวลา ความปลอดภัย หรอื ปจั จัยอื่น ๆ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งในการทำโครงงาน
ขั้นตอนที่ 2 การกำหนดและเลือกหัวข้อ เช่น ประเมินความเป็นไปได้ในการทำโครงงาน
และความคุม้ คา่ ของการทำโครงงาน
ขั้นตอนท่ี 3 การประเมนิ การเขียนเค้าโครงของโครงงาน ท่ีผ้เู รยี นนำเสนอขอความเห็นชอบ
เช่น ความถกู ต้อง ความสอดคล้อง และความเหมาะสมของเคา้ โครงของโครงงาน เปน็ ต้น

50

การประเมนิ ระหวา่ งการทำโครงงาน เปน็ การประเมินในขั้นตอนท่ี 4 คือ
ขั้นตอนที่ 4 การปฏิบัติงานโครงงาน เช่น ประเมินความก้าวหน้า ประเมินสภาพปัญหาใน
การดำเนินโครงงานของผู้เรียน ประเมินพฤติกรรม ทักษะ กระบวนการเรียนรู้ นวัตกรรมที่ใชใ้ นการ
เรยี นรู้ วธิ กี ารเรยี นรู้ และกระบวนการแกป้ ัญหาในการดำเนินการของโครงงานของผ้เู รียน เปน็ ต้น
การประเมินหลงั เสร็จส้ินการทำโครงงาน เป็นการประเมนิ ในข้นั ตอนที่ 5 คือ
ข้ันตอนท่ี 5 การนำเสนอผลงานเด่น ประเมินข้อคน้ พบทไี่ ด้จากการทำโครงงาน
ประเมินการนำเสนอผลงาน ประเมินผลงาน ประเมินผลกระทบที่เกิดจากโครงงาน เช่น
การจัดทำรายงาน การเรยี นรทู้ ี่ไดเ้ รียนรู้ที่เกดิ จากการทำโครงงาน เป็นตน้
อย่างไรก็ตามการประเมินนี้ เป็นเพียงแนวทางที่ครูผู้สอนสามารถปรับใช้ได้ตามความ
เหมาะสมของลักษณะของโครงงานได้

ขน้ั ที่ 6 สรุป รายงานผล และเสนอผลงาน
การนำเสนอผลงาน เป็นการจัดทำรายงานและการนำเสนอผลการปฏิบัติโครงงาน ได้แก่

กระบวนการและผลงาน เปน็ ข้นั ตอนที่ผู้เรียนปฏิบตั ิงานโครงงานเสรจ็ สิ้นเรียบร้อยแล้ว ซ่ึงครูผู้สอน
และผ้เู รียนมีบทบาท ดังนี้

บทบาทผสู้ อน
1. สรา้ งความรู้ ความเขา้ ใจ และทกั ษะเกยี่ วกบั กระบวนการในการเขียนรายงานโครงงาน
2. มอบหมายให้ผูเ้ รียนจัดทำรายงานโครงงาน
3. จัดกจิ กรรมใหผ้ เู้ รยี นนำเสนอกระบวนการและผลงานโครงงาน
บทบาทผู้เรยี น
1. เขียนรายงานโครงงาน
2. น าเสนอกระบวนการและผลงานโครงงาน
ในการเขียน รายงานโครงงาน ควรใช้ภาษาท่ีเขา้ ใจง่าย กระชับ ชัดเจน ครอบคลุมประเด็น
สำคัญ ๆ ของโครงงานซ่ึงเลม่ รายงานควรประกอบดว้ ยส่วนสำคัญ ๆ 3 สว่ น ดังน้ี
1. ส่วนหน้า โดยทั่วไปประกอบด้วย ปกนอก ปกใน คำนำ และสารบัญ แต่อาจมีบทคัดย่อ
และกติ ติกรรมประกาศอีกก็ได้
2. ส่วนเนอ้ื หา ประกอบดว้ ย 5 ตอน ดงั น้ี
ตอนที่ 1 บทนำ ประกอบด้วย ความเป็นมาของโครงงาน วัตถุประสงค์ของโครงงาน
ขอบเขตของโครงงาน วธิ กี ารดำเนินงาน ประโยชน์ท่ไี ดร้ ับ และนยิ ามศัพท์
ตอนที่ 2 เอกสารและงานท่ีเกย่ี วขอ้ ง
ตอนท่ี 3 วธิ กี ารดำเนินโครงงาน

51

ตอนที่ 4 ผลการดำเนินโครงงาน
ตอนท่ี 5 สรุปผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
3. สว่ นอ้างอิง ประกอบด้วย หนังสอื อ้างองิ หรือบรรณานุกรม และภาคผนวก การนำเสนอ
ผลงานหลังจากที่ผู้เรียนได้ดำเนินการจัดทำโครงงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไป คือ การนำเสนอ
ผลงานของผู้เรียน ซึ่งครูผู้สอนควรฝึกให้ผู้เรียนนำเสนอหน้าชั้นเรียน เป็นการฝึกผู้เรียนให้มี
ความสามารถในการส่ือสาร ขณะเดยี วกนั ก็ต้องรบั ฟังข้อคดิ เหน็ จากเพื่อน ๆ รว่ มช้นั เรียน จะช่วยให้
ผู้เรียนเกิดทักษะในการเรียบเรียงความคิดรวบยอด (Concept) อย่างเป็นระบบ มีความความมั่นใจ
ในการตอบคำถามเพื่อนในชั้นเรียน หรือผู้อื่นที่ยังสงสยั ในประเดน็ ต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน ถือว่าเป็น
สิ่งจำเป็นในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงงานเป็นฐาน การนำเสนอผลงานอาจจะเป็นการ
นำเสนอหน้าชั้นเรียน หรือผ่านเครื่องมือออนไลน์ต่าง ๆ เช่น Video Clip, Online Text,
Webpage, Blog, Face Book เป็นต้น

52

รายวชิ าชีววทิ ยา 3 คำอธิบายรายวชิ า
ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 รหัสวชิ า ว30248 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ภาคเรยี นที่ 1 40 ช่วั โมง/ภาคเรียน จำนวน 1.0 หนว่ ยกติ

ศึกษาโครงสร้างภายในรากพืชใบเลี้ยงเด่ียวและรากพืชใบเลี้ยงคู่ โครงสร้างภายในของ
ลำต้นใบเลี้ยงเดียวและลำต้นใบเล้ียงคู่ โครงสร้างภายในของใบพืช การแลกเปลี่ยนแก๊สและการคาย
น้ำของพืช กลไกการลำเลียงน้ำและธาตุอาหารของพืช ธาตุอาหารของพืช การลำเลียงอาหารในพืช
การทดลองของนักวิทยาศาสตร์ในอดีตเกี่ยวกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง กระบวนการ
สังเคราะห์ด้วยแสงของพืช C3 พืช C4 และพืช CAM ปัจจัยที่มีผลต่อการสังเคราะห์ด้วยแสง
ของพืช วัฏจักรชีวิตแบบสลับของพืชดอก การสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้และเพศเมียของพืชดอก
การปฏิสนธิของพืชดอกการเกิดเมล็ดและการเกิดผลของพืชดอกโครงสร้างของ เมล็ด
และผลประโยชน์จากโครงสร้างต่าง ๆ ของเมล็ดและผลการงอกของเมล็ดการพักตัวของเมล็ด
ฮอรโ์ มนพืชและการนำไปใชป้ ระโยชนท์ างการเกษตรส่ิงเร้าภายนอกท่ีมีผลตอ่ การเจริญเตบิ โตของพืช

โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมูล
การสังเกต การวิเคราะห์ การทดลอง การอภปิ ราย การอธบิ ายและสรปุ

เพื่อให้เกิดความรู้ความคิดความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจสื่อสารสิ่งท่ี
เรยี นร้แู ละนำความร้ไู ปใชใ้ นชีวิตของตนเอง มีจติ วิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และคา่ นยิ ม

ผลการเรยี นรู้
1. อธิบายเกี่ยวกับชนิดและลักษณะของเนื้อเยื่อ พืช และเขียนแผนผังเพื่อสรุปชนิดของ

เนือ้ เย่อื พชื
2. สังเกต อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสร้างภายในของรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและรากพืชใบ

เลยี้ งคู่จากการตดั ตามขวาง
3. สังเกต อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสร้าง ภายในของลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและลำต้น

พืชใบเลีย้ งคู่จาก การตัดตามขวาง
4. สงั เกต และอธิบายโครงสรา้ งภายในของใบพชื จากการตดั ตามขวาง
5. สบื ค้นขอ้ มูล สงั เกต และอธิบายการแลกเปลยี่ นแกส๊ และการคายน้ำของพืช
6. สบื ค้นข้อมลู และอธบิ ายกลไกการลำเลยี งนำ้ และธาตอุ าหารของพืช
7. สืบค้นข้อมูล อธิบายความสำคัญของธาตุอาหาร และยกตัวอย่างธาตุอาหารที่สำคัญที่มี

ผลตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของพืช
8. อธิบายกลไกการลำเลียงอาหารในพืช

53

9. สืบค้นข้อมูล และสรุปการศึกษาที่ได้จากการทดลองของนักวทิ ยาศาสตร์ในอดีตเก่ียวกับ
กระบวนการ สงั เคราะห์ด้วยแสง

10. อธบิ ายขัน้ ตอนทเี่ กิดขึ้นในกระบวนการ สงั เคราะห์ด้วยแสงของพืช C3
11. เปรยี บเทียบกลไกการตรึงคารบ์ อนไดออกไซด์ ในพชื C3 พชื C4 และ พชื CAM
12. สืบค้นข้อมูล อภิปราย และสรุปปัจจัยความเข้มของแสง ความเข้มข้นของ
คารบ์ อนไดออกไซดแ์ ละอณุ หภูมิ ท่มี ีผลต่อการสังเคราะหด์ ้วยแสงของพืช
13. อธิบายวฏั จกั รชีวติ แบบสลบั ของพชื ดอก
14. อธิบาย และเปรียบเทียบกระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้และเพศเมียของพืชดอก
และอธิบายการ ปฏิสนธิของพชื ดอก
15. อธิบายการเกิดเมล็ดและการเกิดผลของพืช ดอกโครงสร้างของเมล็ดและผลและ
ยกตวั อย่างการใช้ ประโยชน์จากโครงสร้างต่างๆ ของเมลด็ และผล
16. ทดลอง และอธิบายเกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการงอกของเมล็ด สภาพพักตัวของ
เมล็ด และบอก แนวทางในการแก้สภาพพกั ตัวของเมล็ด
17. สืบค้นข้อมูล อธิบายบทบาทและหน้าที่ของออกซิน ไซโทไคนิน จิบเบอเรลลิน เอทิลีน
และกรดแอบไซซิก และอภิปรายเก่ยี วกบั การนำไปใชป้ ระโยชนท์ างการเกษตร
18. สืบค้นข้อมูล ทดลอง และอภิปรายเกี่ยวกับ สิ่งเร้าภายนอกที่มีผลต่อการเจริญเติบโต
ของพชื

รวมท้งั หมด 18 ผลการเรียนรู้

54

โครงสร้างรายวิชา

กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

รายวชิ าชวี วทิ ยา 3 รหสั วชิ า ว30248 สาระการเรียนรู้เพม่ิ เตมิ
ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 5
เวลา 40 ชั่วโมง

ลำดบั ชื่อหน่วยการเรยี นรู้ ผลการเรียนรู้ สาระสำคัญ เวลา
(ชม.)

1 โครงสร้างและหน้าที่ 1. อธิบายเกี่ยวกับ พ ื ช ด อ ก ป ร ะ ก อ บ ด ้ ว ย 10

ของพืชดอก ชนิดและ ลักษณะของ อวัยวะต่าง ๆ ได้แก่ ราก ลำต้น

เนื้อเยื่อพืช และเขียน ใบ และดอก ซึ่งอวัยวะเหล่านี้

แผนผังเพื่อสรุปชนิดของ ประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อที่ทำ

เนือ้ เย่อื พชื หน้าที่แตกต่างกัน โดยเนื้อเยื่อ

2. สังเกต อธิบาย พืชแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท

และ เปรียบเทียบ คือเนื้อเยื่อเจริญและเนื้อเยื่อ

โครงสร้างภายในของราก ถาวร โดยเนื้อเยื่อเจริญแบ่งออก

พืชใบเลี้ยงเดี่ยวและราก ได้เป็น เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลาย

พืชใบเลี้ยงคู่จากการตัด เนื้อเยื่อเจริญเหนือข้อ และ

ตามขวาง เนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง ส่วน

3. สังเกต อธิบาย เนื้อเยื่อถาวรเปลี่ยนแปลงจาก

แ ล ะ เ ป รี ย บ เ ที ย บ เนื้อเยื่อเจริญเพื่อทำหน้าที่

โครงสร้าง ภายในของลำ เฉพาะ แบ่งออกได้เป็น 3 ระบบ

ต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและ คือ ระบบเนื้อเยื่อผิว ระบบ

ลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่จาก เนื้อเยื่อพื้น และระบบเนื้อเยื่อ

การตัดตามขวาง ท่อลำเลียง

4. สังเกต และอธบิ าย ร า ก พ ื ช ป ร ะ ก อ บ ด ้ ว ย

โครงสร้างภายในของใบ เนื้อเยื่อเจริญปลาย รากและ

พืชจากการตัดตามขวาง เนื้อเยื่อลำเลียง ทำหนาที่ดูดน้ำ

5. ส ื บ ค ้ น ข ้ อ มู ล แ ล ะ ธ า ต ุ อ า ห า ร ภ า ย ใ น ดิ น

สังเกต และอธิบายการ และทำหน้าที่พิเศษ เช่น ราก

แลกเปลี่ยนแก๊สและการ หายใจ รากสะสมอาหาร

คายนำ้ ของพืช

55

ลำดบั ช่อื หน่วยการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ สาระสำคัญ เวลา
(ชม.)

6. ส ื บ ค ้ น ข ้ อ มู ล ล ำ ต้ นพืช ประกอบด้ว ย

และอธิบายกลไกการ เนื้อเยื่อด้านข้าง ทำให้ลำต้น

ลำเลียงน้ำและธาตุอาหาร ขยายขนาดใหญ่ขึ้น และภายใน

ของพืช ลำต้นมีเนื้อเยื่อลำเลียงทำหน้าที่

7 . ส ื บ ค ้ น ข ้ อ มู ล ล ำ เ ล ี ย ง น ้ ำ แ ล ะ อ า ห า ร

อธิบาย ความสำคัญของ นอกจากนี้ พืชบางชนิดมีลำต้น

ธ า ต ุ อ า ห า ร แ ล ะ ใต้ดินทำหน้าที่สะสมอาหาร

ยกตัวอย่างธาตุอาหารท่ี ใ บ เ ป็ น อ ว ั ย ว ะ ที่ เ จ ริ ญ

สำคัญที่มีผลต่อการ ออกไปบริเวณ ด้านข้าง อยู่

เจริญเติบโตของพชื บริเวณด้านข้าง อยู่บริเวณข้อ

8. อธิบายกลไกการ ปล้องของลำต้นและก่ิง ทำหน้าท่ี

ลำเลยี งอาหารในพชื หลักในการสร้างอาหารโดยการ

สังเคราะห์ด้วยแสง

ในการสร้างอาหาร พืช

ต้องการแก๊ส

คาร์บอนไดออกไซด์และน้ำเป็น

สารตั้งต้นในกระบวนการ

สังเคราะห์ด้วยแสง รากพืชดูด

น้ำจากดินและลำเลียงไปยังส่วน

ต่าง ๆทางไซเล็ม ส่วนแก๊ส

คาร์บอนไดออกไซด์นั้นพืชได้รับ

จากกระบวนการแลกเปลี่ยน

แก๊สโดยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์

ในบรรยากาศจะแพร่ผ่านเข้าไป

ในพืชทางรูปากใบ เรียกว่าการ

คายน้ำ

พืชมีระบบลำเลียงเพื่อใช้

ลำเลียงน้ำ แร่ธาตุ ต่างๆจากดิน

ไปสู่ส่วนต่างๆ ของพืช โดยการ

56

ลำดับ ชือ่ หน่วยการเรียนรู้ ผลการเรยี นรู้ สาระสำคญั เวลา
(ชม.)

ลำเลียงน้ำใช้ท่อลำเลียง เรียกว่า

ไซเลม (Xylem) เมื่อพืชสร้าง

อาหารแล้วก็จะลำเลียงไปสู่ส่วน

ต่างๆของพืชโดยอาศัยท่อ

ลำเลียง เรียกว่า โฟลเอม

( Phloem) โ ด ย ร ะ บ บ ก า ร

ลำเลียงน้ำ และอาหารแตกต่าง

กันระหว่างพืชใบเลี้ยงคู่และพืช

ใบเลี้ยงเดี่ยว การคายน้ำ มีส่วน

ช่วยในการลำเลียงน้ำของพืช

พืชจำเป็นต้องมีการใช้ธาตุ

อาหาร ซึ่งดูดมาจากดินโดยราก

และลำเลียงผ่านไปกับน้ำ เพื่อ

นำไปสร้างอาหารใน

กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง

ดังนั้นธาตุอาหารมีความสำคัญ

ต่อการดำรงชีวิตของพืช

การสร้างอาหารของพืชเกิด

จาก กระบวนการสังเคราะห์ด้วย

แสงจนได้ผลผลิตเป็นน้ำตาล

และมักสะสมอยู่ในรูปของแป้ง

ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรต การสร้าง

อาหารของพืชส่วนใหญ่จะ

เกิดขึ้นที่ใบ แล้วลำเลียงอาหาร

ไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช

2 การสังเคราะหแ์ สง 9. สืบค้นข้อมูลและ การสังเคราะห์ด้วยแสง 15

สรุปการ ศึกษาที่ได้จาก เป็นกระบวนการสร้างอาหารของ

ก า ร ท ด ล อ ง ข อ ง พืช โดยมีใบเป็นอวัยวะสำคัญ

นักวิทยาศาสตร์ในอดีต ภายในใบของพืชมีสารคลอโรฟิลล์

57

ลำดับ ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ ผลการเรียนรู้ สาระสำคญั เวลา
(ชม.)

เกี่ยวกับกระบวนการ ที่สามารถนำพลังงานแสงมา

สังเคราะห์ดว้ ยแสง เปลี่ยนให้เป็นพลังงานเคมี และมี

10.อธิบายขั้นตอนท่ี เอนไซม์ที่สามารถตรึ งแก๊ส

เกิดขึ้นใน กระบวนการ คาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศมา

สังเคราะห์ด้วยแสงของ ผ ล ิ ต อ า ห า ร เ ก ็ บ ไ ว ้ ใ น รู ป

พืช C3 สารอินทรีย์ได้คลอโรพลาสต์ส่วน

1 1 . ส ั ง เ ก ต ใหญ่มีรูปร่างกลมรี มีความยาว

เปรียบเทียบกลไกการตรงึ ประมาณ 5 ไมโครเมตร กว้าง 2

คาร์บอนไดออกไซด์ ใน ไมโครเมตร หนา 1- 2 ไมโครเมตร

พืช C3 พืช C4 และ พืช พบมากในเซลล์ของใบ ซึ่งแต่ละ
CAM เซลล์ของพืชจะมีจำนวนคลอโรพ

12. สืบค้นข้อ มูล ลาสต์แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ

อภิปรายและสรุปปัจจัย ชนิดของเซลล์และชนดิ ของพืช

ความเข้มของแสงความ พ ื ช ต ้ อ ง ก า ร แ ก๊ ส

เข้มข้นของคาร์บอนได คาร์บอนไดออกไซด์และน้ำเป็น

ออกไซด์และอุณหภูมิที่มี วัตถุดิบในกระบวนการสังเคราะห์

ผลต่อการสังเคราะห์ด้วย ด้วยแสง โดยมีครอโรพลาสต์เป็น

แสงของพชื ออแกเนลล์สำคัญพบในทุกเซลล์

ข อ ง อ ว ั ย ว ะ พื ช ท ี ่ ม ี ส ี เ ข ี ย ว

กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง

ของพืชสามารถแบ่งออกได้เป็น 2

ขั้นตอน คือ ปฏิกิริยาแสง (Light

reaction) แ ล ะ ก า ร ต รึ ง

คาร์บอนไดออกไซด์

พืชแต่ละชนิดมีประสิทธิภาพ

ในการตรึง CO2 ไม่เท่ากัน พืชที่มี

การตรึง CO2 ในวัฏจักรคัลวิน
แล้วได้สารประกอบคาร์บอนที่

เ ส ถี ย ร ช น ิ ด แ ร ก เ ป ็ น ส า ร ท ี ่ มี

58

ลำดบั ชอ่ื หน่วยการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ สาระสำคัญ เวลา
(ชม.)

คาร์บอน 3 อะตอมเรียกว่าพืช C3

ต่อมามีการศึกษา พบว่าพืชบาง

ชนิดสามารถสร้างสารประกอบ

คาร์บอนท่ีเสถียรชนิดแรกเป็นสาร

ที่มีคาร์บอน 4 อะตอม ด้วยกลไก

ที่นอกเหนือไปจากวัฏจักรคัลวิน

เรยี กพืชกลมุ่ นี้วา่ C4
การสังเคราะห์ด้วยแสงของ

พืชมีความสำคัญอย่างมากเพราะ

ไ ม ่ เ พ ี ย ง แ ต ่ ผ ล ิ ต อ า ห า ร ใ ห ้ แ ก่

ผู้บริโภคแต่ยังเป็นการลดแก๊ส

คาร์บอนไดออกไซด์ และเพิ่มแก๊ส

ออกซเิ จนให้แก่ระบบนิเวศอีกด้วย

ดังนั้นการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่มี

ผลต่อการสังเคราะห์ด้วยแสงจึงมี

ความสำคัญ จากการศึกษาพบว่า

อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง

ขน้ึ อยูก่ บั ปจั จยั หลายประการ

พืชแต่ละต้นไม่ว่าจะเป็นพืช

ดอกหรอื พืชไรด้ อก จะ มชี ว่ งระยะ

ทแ่ี ตกต่างกนั 2 ระยะสลับกนั คอื

ระยะที่ สร้างสปอร์ เรียกว่า

ระยะสปอโรไฟต์ (Sporophyte)

แล้วระยะที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์

เร ี ยกว ่ า ระยะแกม ี โ ท ไ ฟ ต์

(Gametophyte) พืชดอกเป็นพืช

ท ี ่ ม ี ว ิ ว ั ฒนาการส ู งท่ี ส ุ ด ใ น

อาณาจักรพืช มีการสืบพันธุ์แบบ

อาศัยเพศ โดยมีดอกเป็นอวัยวะท่ี

59

ลำดบั ชอ่ื หน่วยการเรียนรู้ ผลการเรยี นรู้ สาระสำคญั เวลา
(ชม.)

ทำหน้าที่สร้างสปอร์ แล้วเจริญ

เป็นแกมีโทไฟต์ที่ทำหน้าที่สร้าง

เซลล์สืบพันธุ์ ดังนั้นวัฏจักรชีวิต

ของพืชดอกจึงเป็น วัฏจักรชีวิต

แ บ บ ส ล ั บ ( Alternation of

generation)

การสืบพันธุ์เป็นกระบวนการ

สำคัญที่ทำให้พืช สามารถดำรง

พันธุ์ได้ โดยพืชดอกจะมีดอกเป็น

อวัยวะสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ

ซ ึ ่ ง ด อ ก ไ ม ้ แ ต ่ ล ะ ช น ิ ด จ ะ มี

โครงสร้างที่แตกต่างกันไปตาม

ชนดิ ของพชื ซ่งึ ดอกจะมโี ครงสร้าง

หลักสำคัญ 4 ส่วนที่ติดอยู่บนฐาน

ดอก ได้แก่กลีบเลี้ยง กลีบดอก

เกสรเพศผู้ และเกสรเพศเมีย

การปฏิสนธิ (Fertilization)

คือกระบวนการที่ เซลล์สืบพันธุ์

เพศผู้ (ละอองเรณู) ผสมกับเซลล์

สืบพันธุ์เพศเมีย (ไข่อ่อน) เมื่อเกิด

การถา่ ยละอองเรณู ละอองเรณูจะ

ตกอยู่ที่บริเวณไมโครไพล์ซึ่งจะมี

สารกึ่งเหลวคอยดักจับเรณูไว้ เมื่อ

มีสภาพที่เหมาะสม ละอองเรณูจะ

งอกและมีการเจริญของท่อเรณู

เพื่อเข้าไปผสมกับเซลล์ไข่ (Egg

cell)

การงอกของเมล็ด ต้องได้รับ

สภ าพแว ดล ้ อม ภ ายนอก ท่ี

60

ลำดับ ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ สาระสำคญั เวลา
(ชม.)

เหมาะสมมากระตุ้นการ

เ ป ล ี ่ ย น แ ป ล ง ภ า ย ใ น เ ม ล็ ด

เอ็มบริโอจะเจริญเป็นต้นพืช

ซ่ึงกระบวนการที่เอม็ บริโอในเมล็ด

เจริญเป็นต้นพืช เรียกว่า การงอก

(Germination)

3 การสืบพันธุ์ของพืช 13. อธิบายวัฏจักร พืชแต่ละต้นไม่ว่าจะเป็นพืช 8

ด อ ก แ ล ะ ก า ร ชวี ิตแบบสลบั ของพชื ดอก ดอกหรือพืชไร้ดอก จะมีช่วง

เจรญิ เตบิ โต 1 4 . อ ธ ิ บ า ย แ ล ะ ระยะที่แตกต่างกัน 2 ระยะสลบ

เ ป ร ี ย บ เ ท ี ย บ กัน คือ ระยะที่ สร้างสปอร์

กระบวนการสร้างเซลล์ เ รี ย ก ว่ า ร ะ ย ะ ส ป อ โ ร ไ ฟ ต์

สืบพันธุ์เพศผู้และเพศเมีย (Sporophyte) แล้วระยะที่สร้าง

ของพืชดอก และอธิบาย เซลล์สืบพันธุ์ เรียกว่า ระยะแกมี

การปฏิสนธิของพืชดอก โ ท ไ ฟ ต์ (Gametophyte) พื ช

1 5 . อ ธ ิ บ า ย แ ล ะ ดอกเป็นพืชที่มีวิวัฒนาการสูง

เ ป ร ี ย บ เ ท ี ย บ ที่สุดในอาณาจักรพืช มีการ

กระบวนการสร้างเซลล์ สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยมี

สืบพันธุ์เพศผู้และเพศเมีย ดอกเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่สร้าง

ของพืชดอก และอธิบาย สปอร์ แล้วเจริญเป็นแกมีโทไฟต์

การปฏิสนธขิ องพชื ดอก ที่ทำหน้าที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์

1 6 . ท ด ล อ ง แ ล ะ ดังนั้นวัฏจักรชีวิตของพืชดอกจึง

อธิบาย เกี่ยวกับปัจจัย เ ป็ น วั ฏ จั ก ร ชี วิ ต แ บ บ ส ลั บ

ต่าง ๆ ที่มีผลต่อการงอก (Alternation of generation)

ของเมล็ด สภาพพักตัว ก า ร ส ื บ พ ั น ธ ุ ์ เ ป ็ น

ของ เ มล ็ ด แ ล ะบ อก กระบวนการสำคัญที่ทำให้พืช

แนวทางในการแก้สภาพ สามารถดำรงพันธุ์ได้ โดยพืช

พักตวั ของเมล็ด ดอกจะมีดอกเป็นอวัยวะสืบพันธุ์

แบบอาศัยเพศ ซึ่งดอกไม้แต่ละ

ชนิดจะมีโครงสร้างที่แตกต่างกัน

61

ลำดบั ชอ่ื หน่วยการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ สาระสำคญั เวลา
(ชม.)

ไปตามชนิดของพืช ซึ่งดอกจะมี

โครงสร้างหลักสำคัญ 4 ส่วนที่

ติดอยู่บนฐานดอก ได้แก่กลีบ

เลี้ยง กลีบดอก เกสรเพศผู้ และ

เกสรเพศเมีย

การปฏิสนธิ (Fertilization)

คือกระบวนการที่ เซลล์สืบพันธุ์

เพศผู้ (ละอองเรณู) ผสมกับ

เซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย (ไข่อ่อน)

เมื่อเกิดการถ่ายละอองเรณู

ละอองเรณูจะตกอยู่ที่บริเวณ

ไมโครไพล์ซึ่งจะมีสารกึ่งเหลว

คอยดักจับเรณูไว้ เมื่อมีสภาพที่

เหมาะสม ละอองเรณูจะงอก

และมีการเจริญของท่อเรณูเพื่อ

เข้าไปผสมกับเซลล์ไข่ (Egg cell)

การงอกของเมล็ด ต้อง

ได้รับสภาพแวดล้อม ภายนอกที่

เหมาะสมมากระตุ้นการ

เปลี่ยนแปลงภายในเมล็ด

เอ็มบริโอจะเจริญเป็นต้นพืช

ซึ่งกระบวนการที่เอ็มบริโอใน

เมล็ดเจริญเป็นต้นพืช เรียกว่า

การงอก (Germinatio

4 การตอบสนองของพชื 17. สืบค้นข้อมูล สารเคมีที่พืชผลิตขึ้นเอง 7

อ ธ ิ บ า ย บ ท บ า ท ตามส่วนต่างๆ ของพืชเป็นสิ่งเร้า

และหน้าที่ของออกซิน ภายในที่มีผลต่อการเจริญเติบโต

ไซโทไคนิน จิบเบอเรลลิน ของพืช เป็นสิ่งเร้าภายในที่มีผล

เอทิลีน และกรดแอบไซ- ต่อการเจริญเติบโตของพืช

62

ลำดบั ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ ผลการเรียนรู้ สาระสำคญั เวลา
(ชม.)

ซิก และอภิปรายเกี่ยวกับ มนุษย์จึงศึกษาโครงสร้างและ

การนำไปใช้ประโยชน์ทาง หน้าที่ของสารเคมีเหล่านี้และ

การเกษตร สังเคราะห์สารเหล่านี้ขึ้นมา

18. สืบค้นข้อ มูล ประยุกต์ใช้กับพืชเพื่อควบคุม

ทดลอง และอภิปราย การเจริญเติบโต เพิ่มผลผลิต

เกี่ยวกับสิ่งเร้าภายนอกท่ี และยืดอายุผลิตของพืช

มีผลต่อการเจริญเติบโต

ของพชื

รวม 40

63

รายวิชาชีววิทยา 3 การวิเคราะห์เนอ้ื หากบั เวลาเรียน ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 5
เวลาเรยี น 20 ช่ัวโมง หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 2 เร่ือง การสังเคราะห์ด้วยแสง ปกี ารศกึ ษา 2565

รหสั วิชา ว30248
ภาคเรียนท่ี 1

ตารางท่ี 4 การวิเคราะห์เนื้อหากับเวลาเรยี น

ท่ี ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ย่อย ผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรยี นรู้ เวลา
(ชัว่ โมง)

1 การศกึ ษาที่เกีย่ วกบั การ 1. สืบค้นข้อมูลและ 1. อธิบายและสรุปการ 4

สงั เคราะห์ดว้ ยแสง สรุปการศึกษาที่ได้จาก ทดลองของนักวิทยาศาสตร์ใน

ก า ร ท ด ล อ ง ข อ ง อดีตที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ

นักวิทยาศาสตร์ในอดตี สังเคราะหด์ ว้ ยแสงได้ (K)

เกี่ยวกับกระบวนการ 2. สืบค้นข้อมูล วิเคราะห์

สงั เคราะห์ด้วยแสง และสรุปการศึกษาที่ได้จากการ

ทดลองของนักวิทยาศาสตร์ใน

อดีตเกี่ยวกับกระบวนการ

สงั เคราะห์ด้วยแสง (K)

3. เปรียบเทียบผลการ

ทดลองกระบวนการสังเคราะห์

ด้วยแสงของนักวิทยาศาสตร์ใน

อดีตได้ (P)

4. สามารถสร้างนวัตกรรม

ที่ใช้ในการแก้ปัญหาการจัดการ

เรียนการสอนด้วยกิจกรรม

การเรียนรู้แบบโครงงาน เป็น

ฐานไปสู่การปฏิบัติจริง พัฒนา

สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน

และทักษะในศตรวรรษท่ี 21 ได้

(P)

64

ที่ ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ย่อย ผลการเรียนรู้ จดุ ประสงค์การเรียนรู้ เวลา
(ช่วั โมง)

5. รับผิดชอบต่อหน้าที่และ

งานท่ไี ดร้ ับมอบหมาย (A)

2 กระบวนการสังเคราะห์ 2. อธิบายขั้นตอนที่ 1. อธิบายความสำคัญของ 4

ด้วยแสง เกิดขึ้นในกระบวนการ แสง สารสี และความสามารถใน

สงั เคราะห์ดว้ ยแสงของ การดูดกลืนแสงของสารสีใน

พชื C3 กระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสง

(K)

2. อธิบาย และสรุปขั้นตอน

ที่สำคัญของกระบวนการ

สังเคราะห์ด้วยแสงของพืช C3
(K)

3. อธิบายขั้นตอนที่เกิดขึ้น

ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วย

แสงของพชื ได้ (K)

4. วิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ที่ได้

ในแต่ละขั้นตอนของ

กระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสง

ได้ (P)

5. สามารถสร้างนวัตกรรม

ที่ใช้ในการแก้ปัญหาการจัดการ

เรียนการสอนด้วยกิจกรรมการ

เรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน

ไปสู่การปฏิบัติจริง พัฒนา

สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน

และทักษะในศตรวรรษท่ี 21 ได้

(P)

6. รับผิดชอบตอ่ หนา้ ที่และ

งานท่ีได้รบั มอบหมาย (A)

65

ท่ี ช่ือหน่วยการเรยี นรูย้ ่อย ผลการเรียนรู้ จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ เวลา
(ชวั่ โมง)

3 โฟเรสไพเรชัน 3. เปรียบเทียบกลไก 1. สืบค้นข้อมูล และระบุ 4

ก า ร ต รึ ง ปัจจัยบางประการที่มีผลต่อ

คาร์บอนไดออกไซด์ใน อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง

พชื C3 พืช C4 และ พชื ของพืช (k)

CAM 2. ทดลอง อภิปราย และ

สรุปเกี่ยวกับปัจจัยบางประการ

ที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์

ดว้ ยแสงของพืช (P)

3. วิเคราะห์ และอธิบาย

เกี่ยวกับความเข้มแสง ความ

เ ข ้ ม ข ้ น ข อ ง แ ก๊ ส

คาร์บอนไดออกไซด์ และ

อุณหภูมิที่มีผลต่ออัตราการ

สงั เคราะห์ด้วยแสงของพืช (P)

4. สามารถสร้างนวัตกรรม

ที่ใช้ในการแก้ปัญหาการจัดการ

เรียนการสอนด้วยกิจกรรมการ

เรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน

ไปสู่การปฏิบัติจริง พัฒนา

สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน

และทักษะในศตรวรรษที่ 21 ได้

(P)

5. รับผิดชอบต่อหน้าที่และ

งานที่ไดร้ ับมอบหมาย (A)

4 การเพิ่มความเข้มของแก๊ส 4. ส ื บ ค ้ น ข ้ อ มู ล 1. สบื คน้ ข้อมูล และอธิบาย 4

คาร์บอนไดออกไซด์ อ ภ ิ ป ร า ย แ ล ะ ส รุ ป กลไกในการเพิ่มความเข้มข้น

ปัจจัยความเข้มของ ของ CO2 ของพืช C4 และพืช

แสง ความเข้มข้นของ CAM (K)

คาร์บอนไดออกไซด์

66

ที่ ชอ่ื หน่วยการเรยี นรยู้ ่อย ผลการเรยี นรู้ จดุ ประสงค์การเรียนรู้ เวลา
(ช่วั โมง)

และอุณหภูมิ ที่มีผลตอ่ 2. วิเคราะห์ อธิบายและ

การสังเคราะห์ด้วยแสง เปรียบเทียบกลไกการตรึง

ของพืช คาร์บอนในพืช C3 พืช C4 และ

พืช CAM (P)

3. สามารถสร้างนวัตกรรม

ที่ใช้ในการแก้ปัญหาการจัดการ

เรียนการสอนด้วยกิจกรรมการ

เรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน

ไปสู่การปฏิบัติจริง พัฒนา

สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน

และทักษะในศตรวรรษท่ี 21 ได้

(P)

4. รับผิดชอบต่อหน้าที่และ

งานท่ีไดร้ ับมอบหมาย (A)

5 ปัจจัยบางประการที่มผี ล 4. ส ื บ ค ้ น ข ้ อ มู ล 1. สืบค้นข้อมูล และระบุ 4

ตอ่ การสังเคราะห์ดว้ ยแสง อ ภ ิ ป ร า ย แ ล ะ ส รุ ป ปัจจัยบางประการที่มีผลต่อ

ปัจจัยความเข้มของ อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง

แสง ความเข้มข้นของ ของพชื (K)

คาร์บอนไดออกไซด์ 2. ทดลอง อภิปรายและ

และอุณหภูมิ ที่มีผลต่อ สรุปเกี่ยวกับปัจจัยบางประการ

การสังเคราะห์ด้วยแสง ที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์

ของพืช ด้วยแสงของพชื (P)

3. วิเคราะห์ และอธิบาย

เกี่ยวกับความเข้มแสง ความ

เข้มข้นของ CO2 และอุณหภูมิที่

มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วย

แสงของพชื (P)

4. สามารถสร้างนวัตกรรม

ที่ใช้ในการแก้ปัญหาการจัดการ

67

ท่ี ช่ือหน่วยการเรียนรยู้ ่อย ผลการเรียนรู้ จดุ ประสงค์การเรียนรู้ เวลา
(ช่ัวโมง)

เรียนการสอนด้วยกิจกรรมการ

เรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน

ไปสู่การปฏิบัติจริง พัฒนา

สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน

และทักษะในศตรวรรษที่ 21 ได้

(P)

รวมเวลาเรียน 20

ทดสอบก่อนเรียน 2

ทดสอบหลงั เรียน 2

รวมเวลาเรยี นทงั้ หมด 24

68

แผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning : PjBL)

รายวชิ าชีววิทยา 3 รหัสวิชา ว30248

หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 2 เร่อื ง การสังเคราะหด์ ้วยแสง เวลา 20 ชว่ั โมง

ชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 5 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565

แผนการจัดการเรยี นรู้ : ปฐมนเิ ทศ เวลา 2 ช่ัวโมง

วนั ท.ี่ ............../......................./.................. ผสู้ อน : นางบุญลอ้ ม แก้วดอน

สาระ ชวี วิทยา
3. เข้าใจส่วนประกอบของพืช การแลกเปลี่ยนแก๊สและคายน้ำของพืช การลำเลียง
ของพืช การสังเคราะห์ด้วยแสง การสืบพันธุ์ของพืชดอกและการเจริญเติบโต
และการตอบสนองของพชื รวมท้ังนำความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. เพอ่ื ทำความรู้จักและสร้างความคุ้นเคยระหวา่ งครูกับนักเรยี น (A)
2. เพื่อทำความเข้าใจกับนกั เรียน เรื่องคะแนน เวลาเรียน ระเบียบปฏิบตั ิ และกติกาในการ

เรียนรายวชิ าชีววทิ ยา 3 รหสั วิชา ว30248 เร่ือง การสังเคราะหด์ ว้ ยแสง (K)
3. บอกเกณฑ์การวัดผลและประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการสังเคราะห์ด้วย

แสง (K)
4. เพื่อให้นกั เรียนทราบขอ้ ปฏบิ ตั ิ และข้อควรระวังในการทำกจิ กรรมในช้นั เรียน (P)
5. นักเรียนทราบถึงบทบาทหน้าที่ และการปฏิบัติตนในการเรียนรู้เรื่องการสังเคราะห์ด้วย

แสง (P)
6. สามารถสร้างนวัตกรรมที่ใช้ในการแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนด้วยกิจกรรม

การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานไปสู่การปฏิบัติจริง พัฒนาสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน และทักษะ

ในศตรวรรษที่ 21 ได้ (P)

7. เพอื่ ให้นกั เรยี นมีเวลาในการเตรียมตวั ลว่ งหน้า นกั เรยี นสามารถวางแผนในการเรียนเรื่อง
การสังเคราะห์ดว้ ยแสง และพร้อมท่ีจะเรียนเนื้อหาในชว่ั โมงตอ่ ไป (P)

8. เพื่อวัดความรู้พื้นฐานของนักเรียนเกี่ยวกับระบบประสาทและอวัยวะรับความรู้สึก ก่อนเรียน
(A)

9. รับผิดชอบต่อหนา้ ท่แี ละงานทไ่ี ด้รับมอบหมาย (A)
10. ทราบทัศนคตแิ ละข้อมูลพ้นื ฐานของนักเรยี นทมี่ ีต่อการเรยี นการสอนของวิชาชีววิทยา 3
รหสั วิชา ว30248 เร่อื ง การสังเคราะห์ด้วยแสง ด้านตา่ งๆ ได้ (A)

69

สาระสำคญั
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแต่ละรายวิชาต้องมีการปฐมนิเทศเพื่อสร้างความเข้าใจ

เกี่ยวกับคำอธิบายรายวิชา สาระการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้และจุดประสงค์การเรยี นรู้ที่ต้องการวัดใน
แต่ละระดับชั้น วิธีการวัดผลประเมินผล เกณฑ์การวัดวัดผลประเมินผลของรายวิชานั้น ๆ การจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนแบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning : PjBL) ร่วมกับ
เอกสารประกอบการเรยี น เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง ก่อนจึงดำเนินการจดั กิจกรรมการเรียนการ
สอนต่อไป

สาระการเรียนรู้

หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 2 การสังเคราะหด์ ้วยแสง ประกอบดว้ ย เน้อื หาหน่วยยอ่ ย 5 เรอ่ื ง ดงั น้ี

1. การศึกษาทเ่ี ก่ยี วกบั การสงัเคราะห์ด้วยแสง เวลา 4 ชวั่ โมง

2. กระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสงของพชื เวลา 4 ช่วั โมง

3. โฟโตเรสไพเรชนั เวลา 4 ช่ัวโมง

4. การเพ่มิ ความเข้มของแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ เวลา 4 ชั่วโมง

5. ปจั จัยบางประการทีม่ ีผลต่อการสังเคราะหด์ ้วยแสง เวลา 4 ชว่ั โมง

ทกั ษะ / กระบวนการ / กระบวนการคดิ
- ทักษะการสงั เกต
- ทักษะการคิดวิเคราะห์
- ทกั ษะการอภปิ ราย
- ทกั ษะการลงข้อสรุป
- ทักษะการจดั ระบบความคิดเปน็ แผนภาพ
- ทกั ษะการสืบค้นโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
1. ความสามารถในการสื่อสาร
1.1 สามารถเลือกใชว้ ธิ ีการส่อื สารอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
2. ความสามารถในการคิด
2.1 สามารถคิดวเิ คราะห์ คิดสร้างสรรค์ คดิ อยา่ งเปน็ ระบบ
3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา
3.1 สามารถประยุกตค์ วามรเู้ พื่อการแก้ปัญหา

70

4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ
4.1 สามารถเรยี นร้ดู ้วยตนเอง
4.2 สามารถทำงานรว่ มกบั ผ้อู ื่นได้อยา่ งสร้างสรรค์

5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
5.1 มที กั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยี และการเลอื กใชเ้ ทคโนโลยี

คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
 2. ซ่ือสตั ย์ สุตจริต
 3. มวี นิ ัย
 4. ใฝ่เรียนรู้
 5. อยู่อย่างพอเพยี ง
 6. มุ่งมนั่ ในการทำงาน
 7. รักษ์ความเป็นไทย
 8. มีจิตสาธารณะ

สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้
1. สอ่ื การเรียนรู้
1.1 แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น จำนวน 40 ข้อ
2. แหล่งเรียนรู้
2.1 ห้องเรยี นโรงเรียนเบต็ ต้ีดูเมน 2 ชอ่ งเม็ก
2.2 หอ้ งสมุดโรงเรยี นเบ็ตตี้ดูเมน 2 ช่องเม็ก
2.3 ห้องปฏิบตั ิการวทิ ยาศาสตร์โรงเรยี นเบ็ตต้ดี ูเมน 2 ช่องเมก็
2.4 หอ้ งคอมพวิ เตอร์โรงเรียนเบ็ตตี้ดูเมน 2 ชอ่ งเมก็ (สืบค้นจากอนิ เทอรเ์ นต)
2.5 สอ่ื อิเล็กทรอนิกส์

71

กระบวนการวดั ผลประเมนิ ผล

1. วิธกี ารวดั
- ตรวจแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนก่อนเรยี น

2. เครื่องมือวัด
- แบบทดสอบวัดผลการสัมฤทธิ์เรียน เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง ชนิดเลือกตอบ 4

ตวั เลือก จำนวน 40 ขอ้ คะแนนเตม็ 40 คะแนน

กจิ กรรมการเรียนรแู้ บบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning : PjBL)

ข้นั ท่ี 1 กำหนดปญั หา
1.1 สอบถามนักเรียนเกี่ยวกับผลการเรียน การเรียนการสอน และสภาพปัญหา การเรียน

ในเนอื้ หาหนว่ ยการเรียนรู้ทผ่ี า่ นมา
1.2 สอบถามนักเรียนเกี่ยวกับผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และปัญหาที่พบเพ่ือ

สรา้ งความคุ้นเคยและทราบแนวทางทีจ่ ะจัดการเรยี นการสอนต่อไป
1.3 ครูกลา่ วสวสั ดีนักเรยี น และแนะนำตวั เอง โดยบอกชอ่ื นามสกลุ บอกภมู ลิ ำเนา สถาบัน

ที่จบการศกึ ษา ประวตั ิการทำงาน และรายวิชาท่ีสอน
1.4 จัดกจิ กรรมสร้างความสมั พันธ์กับผเู้ รียนและครูผู้สอนด้วยการใหน้ ักเรยี นแนะนำตนเอง
1.5 สุ่มสอบถามนักเรียนว่าในบทเรียนที่ผ่านมานักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับเนื้อหามากน้อย

เพียงใด และนำเข้าส่เู รือ่ งท่ีจะเรียน

ขั้นที่ 2 กำหนดจุดม่งุ หมายในการเรยี น
2.1 ครูและนักเรยี นตกลงหลักเกณฑก์ ารวดั ผลและการใหค้ ะแนนในสว่ นต่าง ๆ ร่วมกัน
2.2 ครูแจ้งรายละเอียดเนื้อหาสาระการเรียนรู้ท่ีจะเรียนในหน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง

การสังเคราะห์ด้วยแสง รายวิชาชีววิทยา 3 รหัสวิชา ว30248 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา 2565 ประกอบด้วยเนื้อหาย่อย 5 เรื่อง ดังนี้ 1) การศึกษาที่เกี่ยวกับการสงัเคราะห์
ดว้ ยแสง 2) กระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงของพืช 3) โฟโตเรสไพเรชัน 4) การเพิ่มความเข้มของ
แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ และ 5) ปัจจยั บางประการที่มผี ลต่อการสงั เคราะห์ด้วยแสง

2.3 ครูแจ้งสาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และจุดประสงค์การเรียนรู้ท่ีต้อง
วัดผลประเมินผล ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง

72

พ.ศ. 2560) หน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 เร่ือง การสังเคราะหด์ ้วยแสง รายวิชาชีววิทยา 3 รหัสวิชา ว30248
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5

2.4 ครูอธิบายการทำกิจกรรมในการเรียนการสอนรายวิชาชีววิทยา 5 รหัสวิชา ว30250
เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง จัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project
Based Learning : PjBL) ร่วมกับเอกสารประกอบการเรยี น กิจกรรมในแต่ละครั้งที่เรยี นใหน้ กั เรียน
รว่ มกันอภปิ รายว่านกั เรยี นควรปฏิบตั ติ นอยา่ งไร เมือ่ ทำกจิ กรรมโครงงานวิทยาศาสตร์

2.5 ครูแจ้งหลกั เกณฑก์ ารวัดผลและการใหค้ ะแนนในส่วนต่างๆ ของกิจกรรมการเรียนการ
สอนให้นกั เรยี นทราบ

2.6 ครูและนักเรียนตกลงเกี่ยวกับหลักการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ข้อปฏิบัติและ
กฎระเบียบในการเรียนการสอนในหอ้ งเรียน

ขน้ั ที่ 3 วางแผนและวเิ คราะห์โครงงาน
3.1 ครูตกลงร่วมกับนักเรียนเกี่ยวกับวัน และเวลาที่จะต้องทำกิจกรรมในชุดกิจกรรมการ

เรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบประสาทและอวัยวะรับความรู้สึก หรืองานอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมาย
ทุกสัปดาห์ และนัดวันไปรับงานคืนจากครูเพื่อรับรู้ผลการทำงานของตนเอง และปรับปรุงแก้ไขให้ดี
ขน้ึ ในงานชิน้ ตอ่ ไป

3.2 ครูตกลงร่วมกับนักเรียนเกี่ยวกับหลักการ ข้อปฏิบัติและกฎระเบียบในการเรียนการ
สอนในห้องเรยี นดว้ ยเอกสารประกอบการเรยี น เรือ่ ง การสังเคราะห์ด้วยแสง

3.3 นักเรียนแต่ละกลุ่มวางแผนร่วมกันเพื่อศึกษาและอภิปรายขอบข่ายเนื้อหา การวัด
และประเมินผล ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ การนำเสนอ
ผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ และเจตคติเชิงวิทยาศาสตร์ ของวิชาชีววิทยา 3 รหัสวิชา ว30248
ที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning : PjBL) เรื่อง
การสังเคราะห์ด้วยแสง ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5

ข้ันท่ี 4 ลงมือปฏิบัติหรอื แก้ปญั หา
4.1 ครูแจกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อวัดความรู้พื้นฐานของ

นักเรียนก่อนเรียน และให้นักเรียนทำเพื่อวัดความรู้พื้นฐานของนักเรียนก่อนเรียน เรื่อง การ
สังเคราะห์ด้วยแสง ชีววิทยา 3 รหัสวิชา ว30248 มัธยมศึกษาปีที่ 5 ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก
จำนวน 40 ข้อ เวลาท่ใี ช้ 30 นาที

73

4.2 ครูนำอภิปรายสรุป เนื้อหา ผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ การวัดผล
และประเมินผล เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ และทักษะต่างๆ ที่จะสามารถนำไปใช้ในการเรียนแบบใช้
โครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning : PjBL) เรือ่ ง การสังเคราะหด์ ้วยแสง

ขัน้ ท่ี 5 ประเมินผลระหวา่ งปฏิบตั ิงาน
5.1 ครูถามนกั เรยี นเกีย่ วกับเรื่องท่ีครูกล่าวมาข้างตน้ ว่ามอี ะไรบ้างมีรายละเอียด

ท่สี ำคญั อยา่ งไร
5.2 ครูถามเพื่อทบทวนว่านัดส่งงานวันไหนของสัปดาห์ และรับงานที่ตรวจแล้ว

คืนทุกวนั ไหนของสัปดาห์
5.3 ครูบอกให้นักเรียนไปศึกษาเรื่องที่จะเรียนในชั่วโมงเรียนต่อไป (เรื่อง การ

สังเคราะห์ด้วยแสง) และให้นักเรียนไปสืบคน้ และศึกษาค้นคว้ามาล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อม
ในการเรยี น

ข้ันท่ี 6 สรุป รายงานผล และเสนอผลงาน
6.1 สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน
6.2 สงั เกตจากการตอบคำถามและความกระตอื รือรน้ ในช้ันเรียน
6.3 ตรวจแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น เรอื่ ง การสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง

74

คะแนนผลการทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนกอ่ นเรียน
รายวชิ าชีววิทยา 3 รหัสวชิ า ว30248 เรื่อง การสังเคราะหด์ ้วยแสง
กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 5/1 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565
โรงเรยี นเบต็ ตด้ี เู มน 2 ชอ่ งเม็ก อำเภอสริ นิ ธร จงั หวัดอุบลราชธานี



นกั เรียนคนที่ คะแนนเต็ม (40) นักเรยี นคนที่ คะแนนเตม็ (40)
1 - 16
2 17
3 18
4 19
5 20
6 21
7 22
8 23
9 24
10 25
11 26
12 27
13 28
14 29
15 30
- 31
รวม
เฉลี่ย
รอ้ ยละ

75

บันทึกผลหลงั การจดั การเรียนรู้

1. ผลการสอน ……………………………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………………..……………………………………………………………………..
……………………………………………………………………..……………………………………………………………………..
……………………………………………………………………..……………………………………………………………………..
……………………………………………………………………..……………………………………………………………………..
……………………………………………………………………..……………………………………………………………………..

2. ปัญหา / อปุ สรรค ………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………..……………………………………………………………………..
……………………………………………………………………..……………………………………………………………………..
……………………………………………………………………..……………………………………………………………………..
……………………………………………………………………..……………………………………………………………………..
……………………………………………………………………..……………………………………………………………………..

3. ข้อเสนอแนะ / แนวทางแก้ไข ……………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………..……………………………………………………………………..
……………………………………………………………………..……………………………………………………………………..
……………………………………………………………………..……………………………………………………………………..
……………………………………………………………………..……………………………………………………………………..
……………………………………………………………………..……………………………………………………………………..

ลงชอื่ ......................................................ผปู้ ระเมนิ
(นางบุญลอ้ ม แกว้ ดอน)

ตำแหน่ง ครู วทิ ยฐานะ ครูชำนาญการพเิ ศษ
……………./…………../……………..

76

ความคิดเห็นและขอ้ เสนอแนะของผบู้ ังคบั บัญชาหรือผู้ท่ีไดร้ ับมอบหมาย

ความเห็นของหัวหนา้ กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
……………………………………………………………………..……………………………………………………………………..
……………………………………………………………………..……………………………………………………………………..
……………………………………………………………………..……………………………………………………………………..
……………………………………………………………………..……………………………………………………………………..

(ลงชือ่ )
(นางสาวรัตติการ อ่อนโยน)

หัวหน้ากล่มุ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ความเห็นของหัวหน้าฝ่ายบรหิ ารงานวิชาการ
……………………………………………………………………..……………………………………………………………………..
……………………………………………………………………..……………………………………………………………………..
……………………………………………………………………..……………………………………………………………………..
……………………………………………………………………..……………………………………………………………………..

(ลงชอื่ )
(นางพรพรรณ สมชาติ)

หวั หน้าฝ่ายบริหารงานวชิ าการ

ความเหน็ ของผู้บริหารสถานศกึ ษา
………………………………………………………..…………………………………………………………………………………
………………………………………………………..…………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………..……………………………………………………………………..
………………………………………………………..…………………………………………………………………………………

(ลงชอ่ื )
(นายวฒั นา เตชะโกมล)

ผูอ้ ำนวยการโรงเรยี นเบ็ตตี้ดูเมน 2 ชอ่ งเมก็
……………/………………./……………

77

แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน (ก่อนเรยี น)
รายวิชาชีววิทยา 3 รหสั วชิ า ว30248 เรอ่ื ง การสังเคราะห์ดว้ ยแสง
กลุม่ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565
โรงเรียนเบต็ ตด้ี ูเมน 2 ชอ่ งเม็ก อำเภอสริ ินธร จงั หวัดอุบลราชธานี

คำชี้แจง 1. แบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลอื ก จำนวน 40 ข้อ 40 คะแนน
2. ให้นักเรียนทำเคร่อื งหมายกากบาท (X) ลงในชอ่ ง ก , ข , ค หรือ ง

ของกระดาษคำตอบทแ่ี จกให้ โดยเลอื กคำตอบท่ีถูกต้องทสี่ ุดเพียงข้อเดยี ว
3. หา้ มขีดเขียนข้อความใด ๆ ลงในแบบทดสอบ
4. เวลาทีใ่ ชใ้ นการทำแบบทดสอบ 60 นาที

หนว่ ยย่อยท่ี 1 การศึกษาที่เกย่ี วกบั การสงัเคราะหด์ ว้ ยแสง จำนวน 8 ข้อ

1. “พืชสเี ขยี วบรรจุในตู้กระจกปดิ มดิ ชดิ น้ำหนกั จะไมเ่ พม่ิ ขึน้ ถ้าในต้ไู มม่ ีสตั ว์อยดู่ ้วย”
จากปรากฏการณน์ ีย้ นื ยนั ขอ้ เท็จจรงิ ในขอ้ ใด

ก. พชื ใช้ CO2 เป็นวตั ถุดิบในการสงั เคราะหด์ ้วยแสง
ข. ผลจากปฏกิ ริ ิยาสงั เคราะหด์ ้วยแสงได้ออกซเิ จน
ค. พชื ดูดแสงสีต่าง ๆ ในปริมาณไมเ่ ทา่ กนั
ง. คลอโรฟิลลเ์ ปน็ สารดดู พลงั งาน

2. จากการวัดปริมาณของ RuBP และ PGA ท่ีเกิดขึ้นในกระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสงในภาวะ
ต่าง ๆ กนั คือ ในภาวะปกตทิ ่มี ีแสง และ CO2 อยู่ตลอดเวลา ภาวะท่ีมแี สงแต่ไม่มี CO2 และภาวะ
ทีม่ ี CO2 แต่ไมม่ แี สง ผลท่ไี ดค้ วรเป็นอยา่ งไร

ก. ในชว่ งทมี่ ีแสงแต่ไมม่ ี CO2 ปริมาณของ RuBP จะลดลง
ข. ในช่วงที่มแี สงแต่ไมม่ ี CO2 ปริมาณของ PGA จะเพ่ิมขึ้น
ค. ในชว่ งที่มีแสงและ CO2 ปริมาณของ PGA จะไม่คงท่ี
ง. ในชว่ งท่ีมแี สงและ CO2 ปรมิ าณของ RuBP จะคงท่ี

78

3. ภายในครอบแกว้ มีต้นไม้และหนซู งึ่ มีแสง อณุ หภูมิ อาหาร และนำ้ ครบบรบิ ูรณ์ ครอบแก้วนี้
ปดิ สนิทเม่ือทิง้ ไวป้ ระมาณ 10 วัน ทั้งตน้ ไมแ้ ละหนไู ม่ตาย ผลการทดลองน้ี แสดงวา่

ก. หนูไดอ้ อกซิเจนจากตน้ ไม้
ข. ทง้ั ตน้ ไม้และหนูพงึ่ พากัน
ค. ต้นไมใ้ ช้ออกซเิ จนน้อยจึงไม่แย่งหนู
ง. มีอากาศเพียงพอในครอบแก้วสำหรับ 10 วัน

4. ในปฏิกิริยาแสงของการสังเคราะห์ด้วยแสง การถา่ ยทอดอเิ ล็กตรอน แบบเปน็ วฏั จักรแตกต่าง
จากการถ่ายทอดอเิ ล็กตรอนแบบไมเ่ ป็นวัฏจกั รอย่างไร

ก. แบบแรกใหเ้ ฉพาะ ATP สว่ นแบบหลังให้ NADPH และ ATP
ข. แบบแรกให้ NADPH และ ATP สว่ นแบบหลงั ใหเ้ ฉพาะ ATP
ค. แบบแรกให้เฉพาะ NADPH ส่วนแบบหลงั ให้ NADPH และ ATP
ง. แบบแรกให้ NADPH และ ATP ส่วนแบบหลังใหเ้ ฉพาะ NADPH

5. Jan Ingen Housz ค้นพบว่า คาร์บอนไดออกไซด์สามารถถูกเปลี่ยนให้เป็นสารอินทรีย์กับ
ออกซิเจนได้ โดย

ก. ต้นไม้ แสง CO2 และ H2 O
ข. ต้นไม้ แสง และ CO2
ค. ต้นไมแ้ ละแสง
ง. ต้นไม้

79

6. Joseph Prirstley คน้ พบวา่ อากาศเสียอาจถูกเปล่ียนให้เป็นอากาศดีได้โดยใช้
ก. ต้นไม้ แสง CO2 และ H2 O
ข. ต้นไม้ แสง และ CO2
ค. ตน้ ไม้และแสง
ง. ตน้ ไม้

7. หนา้ ท่ีของ NADP ในกระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงคอื ข้อใด
ก. สรา้ ง ATP
ข. นำไฮโดรเจน
ค. สลายโมเลกลุ ของน้ำ
ง. กระตุ้นในการสรา้ งคลอโรฟิลล์

8. จากกลไกสังเคราะห์ด้วยแสง สารที่สร้างขึ้นในปฏิกิริยาใช้แสงและจะถูกนำไปใช้ต่อใน
ปฏิกิรยิ าตรงึ คาร์บอนไดออกไซด์ ไดแ้ ก่

ก. ATP และ NADP
ข. ADP และ NADP
ค. ATP และ NADPH + H+
ง. ADP และ NADPH + H+

หน่วยย่อยท่ี 2 กระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสงของพชื จำนวน 8 ขอ้

9. ในตน้ ถ่วั ทีง่ อกพน้ ดินแลว้ แตย่ ังมใี บเลี้ยงสเี ขยี วติดอยู่และมีใบจรงิ แล้วหน่ึงคู่ เซลล์ท่มี ีการ
สงั เคราะห์ดว้ ยแสงเกิดขนึ้ มาก คือข้อใด

ก. เซลลท์ ี่มีสเี ขียวของลำตน้ อ่อน
ข. เซลลท์ ่ีมสี เี ขยี วของใบเลยี้ ง
ค. แพลเิ ซดเซลล์ของใบจรงิ
ง. สปนั จีเซลล์ของใบจริง

80

10. กระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสงเกดิ ขึน้ ในส่วนใด
ก. คลอโรฟิลล์
ข. คลอโรพลาสต์
ค. ไซโทพลาสซึม
ง. เซลลพ์ ืชทม่ี สี เี ขียว

11. โพรทสิ ต์คูใ่ ดที่มคี วามสามารถใชพ้ ลงั งานแสงได้คล้ายพืชสเี ขียว

ก. ยีสต์ , ไลเคน
ข. ราเมือก , ยูกลีนา
ค. ราขนมปัง , สาหร่ายสีนำ้ ตาล
ง. แบคทเี รยี บางชนดิ , นอสตอก

12. จากข้อมูลในกราฟขา้ งบน ขอ้ 11. แสดงใหเ้ หน็ ว่าต้องการพสิ ูจน์สมมตุ ฐิ านในขอ้ ใด
ก. ความเข้มข้นของแสงมีบทบาทนอ้ ยกวา่ ปริมาณคาร์บอนไดออกไซดใ์ นการเพม่ิ อตั ราการ
สงั เคราะหด์ ้วยแสง
ข. ความเขม้ ข้นของแสงมบี ทบาทเท่ากบั ปริมาณคารบ์ อนไดออกไซด์ในการเพิ่มอัตราการ
สังเคราะห์ด้วยแสง
ค. ความเข้มข้นของแสงและปริมาณคาร์บอนไดออกไซดม์ บี ทบาทตอ่ อตั ราการสังเคราะห์
ด้วยแสง
ง. ความเข้มข้นของแสงมบี ทบาทมากกว่าปริมาณคารบ์ อนไดออกไซดใ์ นการเพ่ิมอัตราการ
สังเคราะห์ดว้ ยแสง

81

13. การสลายตัวของโมเลกุลน้ำในกระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสงเกดิ ขนึ้ ท่ีบริเวณใด
ก. ลเู มน
ข. กรานุม
ค. สโตรมา
ง. เมทริกซ์

14. ในการเขยี นสมการแสดงการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงในพืชขอ้ ใดถกู ต้องท่ีสุด

ก. 6CO2 + 6H2O แสง C6 H12 O6 + 6O2
คลอโรพลาสต์ C6 H12 O6 + 6O2 + 6H2O
C6 H12 O6 + 6O2 + 6H2O
ข. 6CO2 + 12H2O แสง C6 H12 O6 + 6O2 + 6H2O
คลอโรฟลิ ล์

ค. 6CO2 + 12H2O แสง
คลอโรพลาสต์

ง. 6CO2 + 12H2O แสง
เซลล์พชื

15. คลอโรฟิลลเ์ ป็นรงควัตถุท่ีใช้ในการสังเคราะห์ดว้ ยแสงนั้น ทำหน้าท่ีอะไร
ก. สร้างกลโู คส
ข. จับพลงั งานแสง
ค. จบั คารบ์ อนไดออกไซด์
ง. รีดิวซค์ าร์บอนไดออกไซด์

16. ในวัฏจักรคลั วนิ ของกระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสงนนั้ CO2 ทำปฏกิ ริ ิยากับสารใด
ก. ribulose bisphosphate
ข. Phosphoglycerric acid
ค. phosphoglyceraldehyde
ง. Hydrogen

82

หนว่ ยยอ่ ยท่ี 3 โฟโตเรสไพเรชนั จำนวน 8 ขอ้

17. เซลล์ชนดิ ใดของใบทำหนา้ ทส่ี ังเคราะห์ด้วยแสงไดด้ ที ส่ี ดุ
ก. Palisade cells
ข. spongy cell
ค. guard cells
ง. Epidermis

18. ของเสียท่ีสตั ว์ขับถา่ ยออกมา พชื จะใชใ้ นการสร้างสิง่ ใด
ก. กรดนิวคลอี ิก
ข. นำ้ ตาล
ค. โปรตนี
ง. ไขมัน

19. พลังงานแสงอาทติ ยทพ่ี ืชดูดซบั ไว้นน้ั ส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ในกระบวนการใด
ก. หายใจ
ข. สรา้ งคลอโรฟิลล์
ค. สงั เคราะห์ด้วยแสง
ง. กระบวนการเมแมบอลซิ มึ

20. พืชสีเขียวช้นั สงู ทเ่ี จรญิ อยู่บนบกแสดงการปรบั ตัวเองใหเ้ หมาะสมเปน็ พิเศษกับหนา้ ทขี่ องมนั
ในแงผ่ ลิตอาหารให้แกก่ ลุ่มสิ่งมีชีวิตท่ีมันเจริญอยู่ คอื

ก. มีลำต้นทแี่ ขง็ แรงและอายุยนื
ข. มผี ลและเมลด็ ทส่ี ะสมอาหาร
ค. มีใบแบนบางสเี ขยี วดักรบั แสง
ง. มรี ะบบรากที่สามารถแผไ่ ปไดไ้ กล

83

21. ถา้ ความเขม้ ข้นของ CO2 เปน็ สิ่งจำกัดอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง เมื่อวัดทค่ี วามเข้มแสงต่ำ
การเพิม่ ความเข้มแสงเป็น 2 เท่า อตั ราการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงจะ

ก. เพ่มิ 2 เทา่
ข. เพิ่มน้อยกวา่ 2 เทา่
ค. ลดตำ่ กว่าเดิม
ง. คงเดมิ

22. การสร้างอาหารของพืชบกทั่ว ๆ ไป จะเกิดขึ้นน้อยกว่าปกติ หากโครงสร้างของใบเป็นไป
ตามข้อใด

ก. ไมม่ ีเซลล์คุม
ข. มีเอพิเดอรม์ สิ หนา
ค. มแี ต่สปนั จีเซลลอ์ ยา่ งเดยี ว
ง. มีแต่แพลเิ ซดเซลลอ์ ยา่ งเดียว

23. คารโ์ บไฮเดรตทีพ่ ชื สังเคราะหข์ น้ึ เกดิ จากปฏกิ ิริยาของ
ก. คารบ์ อนไดออกไซดร์ วมตัวกับนำ้
ข. คารบ์ อนไดออกไซดร์ วมตัวกับไฮโดรเจนจากน้ำ
ค. คาร์บอนรวมตัวกับไฮโดรเจนและออกซเิ จนจากน้ำ
ง. คารบ์ อนไดออกไซด์รวมตวั กับออกซิเจนและไฮโดรเจนจากนำ้

24. ถา้ นำใบไม้ที่มีสเี ขียวไปต้มในนำ้ แลว้ นำไปแช่ในเอทลิ แอลกอฮอล์ 95 % รอ้ ย ๆ หลงั จากนนั้
นำไปลา้ งและแชใ่ นสารละลายไอโอดนี เจือจาง จงเรยี งลำดบั เหตกุ ารณ์ที่เกดิ ขึ้น

1. ใบซีดขาว
2. เกิดสีน้ำเงนิ ทใี่ บ
3. เซลลต์ าย
4. คลอโรฟลิ ล์ถกู สกดั ออกมา

ก. 1 2 3 4
ข. 2 1 4 3
ค. 4 2 3 1
ง. 3 4 1 2

84

หนว่ ยย่อยที่ 4 การเพ่ิมความเข้มของแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ จำนวน 8 ขอ้

25. การสร้าง PGA ของพืช CAM เกิดขน้ึ ที่ใด
ก. Mesophyll
ข. Sponge cell
ค. Palisade cell
ง. Bundle sheath

26. ข้อใดเป็นจริงเก่ียวกบั การตรงึ คาร์บอนไดออกไซด์ของพืช CAM
ก. ตรงึ CO2 ครั้งเดยี ว เกดิ ทม่ี ีโซฟิลล์ ในเวลากลางวัน
ข. ตรงึ CO2 ครั้งเดียว ในเวลากลางคืน เกิดที่บนั เดิลชที
ค. ตรึง CO2 2 ครงั้ ครัง้ ที่ 1 ในเวลากลางคืน เกดิ ท่มี ีโซฟลิ ล์ ครัง้ ท่ี 2 ในเวลากลางวนั เกิดท่ี

บนั เดิลชที
ง. ตรึง CO2 2 คร้งั ครง้ั ที่ 1 ในเวลากลางวนั เกดิ ทมี่ ีบนั เดิลชีท คร้ังท่ี 2 ในเวลากลางคนื

เกิดทโี่ ซฟิลล์

27. ถ้าใช้ 14CO2 ศึกษาการสงั เคราะหด์ ้วยแสงในวา่ นหางจระเข้ เมื่อฉายแสงใหเ้ ป็นเวลา 6
ชั่วโมง ควรตรวจพบ 14C ในสารตา่ งๆ ยกเว้นข้อใด

ก. PGA และ RuBP
ข. RuBisCO และ PGAL
ค. PEP และ Pyruvic acid
ง. Sucrose sugar และ Malic acid

28. ข้อใดเปน็ จริงเกีย่ วกับการสังเคราะหด์ ว้ ยแสงของกระบองเพชร
ขอ้ 1 พบ RuBP เฉพาะในเซลลช์ ัน้ มโี ซฟลิ ล์
ขอ้ 2 มีการตรงึ CO, คร้ังแรกท่บี นั เดลิ ชีท
ขอ้ 3 มีการผลติ สาร C4 ในมีโซฟิลล์ และผลิตสาร C3 ในเซลล์บนั เดลิ ชีท
ก. เฉพาะข้อ 2
ข. เฉพาะขอ้ 3
ค. ท้งั ขอ้ 1 และ 2
ง. ท้ังข้อ 2 และ 3

85

29. การตรงึ CO2 2 คร้ังของพชื CAM เกดิ ขนึ้ ทใ่ี ดบ้าง
ข้อ 1 Palisade cell
ข้อ 2 Spong cell
ขอ้ 3 Epidermal cell
ขอ้ 4 Mesophyll cell
ขอ้ 5 Bundle sheath cell
ก. ทัง้ ขอ้ 1 และ 2
ข. ท้ังขอ้ 3 และ 4
ค. ท้งั ขอ้ 4 และ 5
ง. ท้งั ข้อ 2 และ 5

30. พืช C4 และ CAM มีอะไรทีเ่ หมือนกนั ในเรื่องที่เกย่ี วกับกระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสง
ข้อ 1 : วตั ถดุ ิบ
ข้อ 2 : ผลผลติ
ขอ้ 3 : รงควัตถุ
ข้อ 4 : การหายใจ
ข้อ 5 : การตรึง CO2
ก. ข้อ 1, 2, 3
ข. ขอ้ 1, 3, 4
ค. ขอ้ 1, 2, 5
ง. ขอ้ 1, 3, 5

31. พืช C4 และ CAM มีอะไรท่เี หมือนกนั ในเร่ืองท่เี กี่ยวกับกระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสง
ขอ้ 1 : วตั ถุดิบ
ขอ้ 2 : ผลผลติ
ขอ้ 3 : รงควตั ถุ
ขอ้ 4 : การหายใจ
ข้อ 5 : การตรงึ CO2
ก. ข้อ 1, 2, 3
ข. ข้อ 1, 3, 4
ค. ขอ้ 1, 2, 3, 5
ง. ขอ้ 1, 2, 4, 5

86

32. ข้อใดไม่เปน็ จรงิ เกีย่ วกับพืช CAM
ขอ้ 1 มีอัตราการใช้น้ำตอ่ การเจรญิ เป็นน้ำหนกั แห้ง 1 กรัมน้อยกวา่ พชื C3
ขอ้ 2 มีความเข้มข้นของ CO2 ทเ่ี ซลล์บันเดลิ ชีทมากกว่าท่มี โี ซฟิลลข์ องพืช C3
ข้อ 3 มกี ารตรงึ CO2 จากบรรยากาศทัง้ ที่มโี ซฟิลล์ และบันเดิลชที
ขอ้ 4 ใช้ RUBP Carboxylase ตรงึ CO2 จากบรรยากาศ
ก. ทง้ั ขอ้ 1, 2
ข. ทั้งขอ้ 2, 3
ค. ทัง้ ข้อ 2, 4
ง. ทงั้ ขอ้ 3, 4

หน่วยยอ่ ยที่ 5 ปัจจัยบางประการที่มีผลตอ่ การสงั เคราะห์ด้วยแสง จำนวน 8 ขอ้

ใช้ภาพต่อไปนีส้ ำหรบั ตอบคำถามขอ้ 33 – 36

33. หากตรวจพบว่าออกซิเจนที่เกิดขึ้นจากการสังเคราะห์ด้วยแสงในขวด ก. เท่านั้นที่เป็น O18
หมายความว่าอยา่ งไร

ก. ออกซเิ จนที่ได้จากการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงมาจากน้ำ
ข. ออกซิเจนท่ีไดจ้ ากการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงมาจากคาร์บอนไดออกไซด
ค. ออกซเิ จนที่ไดจ้ ากการสงั เคราะหด์ ้วยแสงมาจากน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์
ง. ออกซิเจนที่ได้จากการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงมาจากนำ้ และคาร์บอนไดออกไซด์

87

34. สมมติว่าการทดลองนี้ได้ออกซิเจนที่เกิดจากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงในขวด ข.
เท่าน้ันท่เี ป็น O18 แสดงวา่

ก. ออกซิเจนท่ีไดจ้ ากการสงั เคราะหด์ ้วยแสงจากนำ้
ข. ออกซเิ จนท่ีไดจ้ ากการสังเคราะหด์ ้วยแสงมาจากคาร์บอนไดออกไซด์
ค. ออกซิเจนท่ีไดจ้ ากการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงมาจากนำ้ และคาร์บอนไดออกไซด์
ง. ออกซเิ จนที่ไดจ้ ากการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงไม่ได้มาจากนำ้ และคารบ์ อนไดออกไซด์

35. หากพบว่าออกซิเจนทเี่ กดิ ข้ึนจากกระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสงเป็น O18 ทงั้ สองขวด
จะหมายความวา่ อย่างไร

ก. ออกซเิ จนท่ีไดจ้ ากการสังเคราะหด์ ว้ ยแสงจากน้ำ
ข. ออกซเิ จนที่ไดจ้ ากการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงมาจากคารบ์ อนไดออกไซด์
ค. ออกซิเจนที่ได้จากการสังเคราะหด์ ว้ ยแสงมาจากนำ้ และคาร์บอนไดออกไซด์
ง. ออกซิเจนท่ีไดจ้ ากการสังเคราะห์ด้วยแสงไม่ได้มาจากน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์

36. หากตั้งขวดทั้งสองให้ไดร้ ับแสง สาหร่ายสามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้ ออกซิเจนออกมาท้ัง
สองขวด แตเ่ มอ่ื นำออกซิเจนทเ่ี กิดข้ึนมาทดสอบ ปรากฏว่าออกซิเจนจากขวด ข. เปน็ ออกซิเจน
ธรรมดา จะสรปุ ผลการทดลองว่าอยา่ งไร

ก. เปน็ ออกซเิ จนที่ได้จากการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงมาจากน้ำ
ข. ออกซิเจนที่ไดจ้ ากการสงั เคราะหด์ ้วยแสงมาจากคารบ์ อนไดออกไซด์
ค. ออกซเิ จนท่ีไดจ้ ากการสังเคราะห์ด้วยแสงมาจากน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์
ง. ออกซเิ จนท่ีได้จากการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงไม่ได้มาจากน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์

37. จากการศึกษาอิทธิพลของอุณหภูมิและความเข้มแสงที่มีต่อการสังเคราะห์ด้วยแสง ข้อใด
ตอ่ ไปนถี้ ูกต้องที่สดุ

ก. อทิ ธิพลของอณุ หภมู ิมผี ลตอ่ การสงั เคราะหแ์ สงมากกว่าอิทธพิ ลของแสง
ข. อทิ ธพิ ลของอุณหภมู ิมีผลตอ่ ปฏกิ ิริยาท่ใี ชแ้ สงมากกวา่ ปฏกิ ิริยาท่ไี ม่ใช้แสง
ค. อทิ ธิพลของอุณหภมู ิมีผลต่อปฏกิ ริ ิยาที่ไม่ใช้แสงมากกว่าปฏิกริ ยิ าที่ใชแ้ สง
ง. อิทธิพลของอณุ หภูมิมีผลต่อปฏกิ ริ ิยาที่ไม่ใชแ้ สงเท่า ๆ กันกับปฏิกริ ิยาทีใ่ ชแ้ สง

88

38. ในการทดลองเรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง นักเรียนคนหนึ่งทดลองกับต้นชบา โดยการใช้
พาราฟินเหลวฉาบทั้งหน้าใบและหลังใบทั้งหมดทุกใบ จากนั้นนำไปรับแสงเป็นเวลาครึ่งวัน
แลว้ เด็ดมาทดสอบแป้ง พบวา่ ไมม่ ีแป้งในใบ แสดงว่า

ก. ใบรบั ออกซเิ จนไมไ่ ด้
ข. น้ำไมส่ ามารถเข้าไปในใบ
ค. ใบรับคารบ์ อนไดออกไซด์ไม่ได้
ง. คลอโรพลาสตห์ มดสภาพทีจ่ ะรับแสง

39. Ribulose 1,5 Diphosphate carboxylase ทำหนา้ ทอี่ ะไร
ก. จับ O2
ข. จับ CO2
ค. จับ H2O
ง. จบั O2 และ CO2

40. ข้อใดไม่ใชป่ จั จัยที่สำคัญต่อกระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง
ก. อายใุ บ
ข. อายุพชื
ค. อุณหภมู ิ
ง. ธาตุอาหาร



89

เฉลยแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
รายวิชาชีววิทยา 3 รหสั วชิ า ว30248 เรือ่ ง การสงั เคราะห์ด้วยแสง
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 5 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565
โรงเรียนเบต็ ตดี้ ูเมน 2 ช่องเม็ก อำเภอสิรนิ ธร จังหวดั อุบลราชธานี

ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ
1ก 21 ข
2ง 22 ก
3ข 23 ค
4ก 24 ง
5ค 25 ง
6ง 26 ค
7ข 27 ข
8ค 28 ข
9ค 29 ค
10 ข 30 ก
11 ง 31 ก
12 ค 32 ง
13 ข 33 ก
14 ค 34 ข
15 ข 35 ค
16 ก 36 ก
17 ก 37 ข
18 ค 38 ค
19 ง 39 ง
20 ค 40 ข



90

แผนการจัดการเรยี นรู้แบบใชโ้ ครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning : PjBL)

รายวิชาชีววิทยา 3 รหัสวิชา ว30248

หน่วยการเรยี นรู้ที่ 2 เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง เวลา 20 ชว่ั โมง

ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565

แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 1 : การศกึ ษาทีเ่ กี่ยวกับการสังเคราะห์ดว้ ยแสง เวลา 4 ชั่วโมง

วันท.่ี ............../......................./.................. ผ้สู อน : นางบุญล้อม แกว้ ดอน

สาระ ชีววิทยา
3. เข้าใจส่วนประกอบของพืช การแลกเปลี่ยนแก๊สและคายน้ำของพืช การลำเลียง
ของพืช การสังเคราะห์ด้วยแสง การสืบพันธุ์ของพืชดอกและการเจริญเติบโต
และการตอบสนองของพืช รวมท้ังนำความรไู้ ปใช้ประโยชน์

ผลการเรียนรู้
1. สืบค้นข้อมูลและสรุปการศึกษาท่ีได้จากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ในอดีต
เกี่ยวกบั กระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสง

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธิบายและสรุปการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ในอดีตที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ

สงั เคราะหด์ ว้ ยแสงได้ (K)
2. สืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ และสรุปการศึกษาท่ีได้จากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ใน

อดตี เกย่ี วกบั กระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสง (K)
3. เปรียบเทียบผลการทดลองกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของนักวิทยาศาสตร์ในอดีต

ได้ (P)
4. สามารถสร้างนวัตกรรมที่ใช้ในการแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนด้วยกิจกรรม

การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานไปสู่การปฏิบัติจริง พัฒนาสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน และทักษะ
ในศตรวรรษที่ 21 ได้ (P)

5. รบั ผิดชอบต่อหน้าท่แี ละงานทีไ่ ดร้ ับมอบหมาย (A)


Click to View FlipBook Version