พระประวตั ิสมเด็จพระสงั ฆราช 20 พระองค์
แห่งกรงุ รตั นโกสนิ ทร์
ประสาร ธาราพรรค์ เรยี บเรยี ง
ขโณ โว มา อปุ จจฺ คา
อย่าปล่อยกาลเวลาใหล้ ว่ งไปโดยเปลา่ ประโยชน์
พระประวตั ิสมเดจ็ พระสงั ฆราชองคท์ ี่ 1 แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์
สมเดจ็ พระอรยิ วงษญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ศร)ี
ประสาร ธาราพรรค์ เรยี บเรยี ง
สมเดจ็ พระอรยิ วงษญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ศร)ี
สมเด็จพระสังฆราช องค์ท่ี 1 สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ศรี)
ทรงเปน็ สมเด็จพระสงั ฆราชพระองคแ์ รกแห่งกรุงรัตนโกสนิ ทร์ เสดจ็ สถติ ณ วดั ระฆงั โฆสติ า
ราม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ฯพระองค์ท่านซื่อสัตย์
มัน่ คงดารงรกั ษาพระพุทธศาสนาโดยแท้ มไิ ดอ้ าลยั แกร่ า่ งกายและชวี ติ ควรแกน่ บั ถอื เคารพ
คณุ สมบตั ขิ องสมเดจ็ พระสงั ฆราช
- ตอ้ งเปน็ สมเดจ็ พระราชาคณะ
- มศี ลี สมาจารวตั รเพยี งพรอ้ ม ไมด่ า่ งพรอ้ ย เปน็ ทเ่ี คารพสกั การะของคณะสงฆแ์ ละ
ประชาชน
- ไดบ้ าเพญ็ ศาสนกจิ เปน็ ประโยชนแ์ กพ่ ระศาสนาและราชอาณาจกั รเป็นอยา่ งมาก
ทง้ั ยงั สามารถปฏบิ ตั ภิ ารกจิ ตอ่ ไปได้
การแตง่ ตง้ั สมเดจ็ พระสงั ฆราชองคใ์ หม่ในปจั จบุ นั
เมอื่ ตาแหนง่ สมเดจ็ พระสงั ฆราชว่างลง กระทรวงศกึ ษาธิการโดยกรมการศาสนา
ซง่ึ มอี ธบิ ดีเป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคม (องค์กรบริหารกิจการพระพุทธศาสนาสูงสุดของ
ประเทศไทย) จะรวบรวมพระประวัติและผลงานของสมเด็จพระราชาคณะทุกรูป (สมณ
ศักด์ิของพระสงฆ์ไทยที่รองจากสมเด็จพระสังฆราช ) เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร เม่อื รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงศกึ ษาธกิ ารนาเสนอคณะรฐั มนตรจี นผา่ น
การพจิ ารณาแล้ว นายกรัฐมนตรจี ะเปน็ ผ้นู าข้ึนกราบบังคมทลู พระมหากษตั รยิ ใ์ หโ้ ปรดทรง
พิจารณาวินิจฉัย สถาปนาพระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่งขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชตามพระราช
อธั ยาศัย แล้วจงึ มีพระบรมราชโองการประกาศสถาปนา ซง่ึ นายกรฐั มนตรจี ะทาการลงนาม
รบั สนองพระบรมราชโองการต่อไป
พระประวตั สิ มเดจ็ พระอรยิ วงษญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ศร)ี
วดั พนญั เชิงวรวหิ ารในอดีต
พระประวัติตอนต้น ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด มีแต่ร่องรอยในพระราชพงศาวดาร
กรงุ ธนบุรี ฉบับหมอบรัดเล ว่า เมื่อคร้ังที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เสด็จไปตีชุมนุมที่เมือง
นครศรธี รรมราช (ปี พ.ศ. 2312) หลงั จากเสร็จศึกแล้ว กท็ ราบว่ามพี ระสงฆท์ ี่หนกี รุงเมื่อ
คราวกรงุ แตก พ.ศ. 2310 มาอย่ทู เี่ มืองนครศรีธรรมราช หนึง่ ในนน้ั คอื พระอาจารย์ศรีแห่ง
วดั พนัญเชงิ ซ่งึ พงศาวดารฉบบั น้ีจดไวว้ า่ “อน่ึงใหส้ ังฆการนี มิ นตพ์ ระอาจารย์ศรวี ดั พนญั เชงิ
ซง่ึ หนีพมา่ ออกมาอยู่ ณ เมืองนครนั้น ให้รับเขา้ มากรงุ กบั ทัง้ พระสงฆส์ ามเณรศษิ ยท์ ้ังปวง
ด้วย…จงึ ทรงพระกรุณาโปรดตง้ั พระอาจารยศ์ รี เป็นสมเดจ็ พระสงั ฆราช” และทรงสถาปนา
เป็นสมเด็จพระสังฆราช นบั เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองคท์ ี่ 2 แหง่ กรงุ ธนบุรี (ก่อนหน้า
คอื นัน้ พระอาจารย์ดี แหง่ วดั ประดู่) และสถติ อยู่ ณ วดั บางว้าใหญ่ (วัดระฆงั โฆสติ าราม)
ทรงถกู ถอดจากตาแหนง่ สมเดจ็ พระสังฆราช
สมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี พระเจา้ ตากสนิ มหาราช
ครั้นถึง พ.ศ. 2324 อันเป็นปีสุดท้ายแห่งรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี สมเด็จ
พระสังฆราช (ศรี) ได้ถูกถอดจากตาแหน่งเนื่องจากได้ถวายวิสัชนาร่วมกับ พระพุฒาจารย์
วดั บางหว้าน้อย (วัดอมรินทราราม) และพระพิมลธรรม วดั โพธาราม (วดั พระเชตพุ นหรอื วดั
โพธิ์) เรื่องพระสงฆ์ปุถุชนไมค่ วรไหวค้ ฤหัสถ์ท่ีเป็นอริยบุคคล เน่ืองจากคฤหัสถ์เป็นหินเพศ
ต่า พระสงฆ์เป็นอุดมเพศที่สูง เพราะทรงผ้ากาสาวพัสตร์และพระจาตุปาริสุทธิศีลอัน
ประเสรฐิ ดังความว่า “ถึงมาตรวา่ คฤหสั ถ์เปน็ พระโสดาก็ดี แต่เป็นหินเพศต่า อันพระสงฆ์
ถึงเปน็ ปุถุชน กต็ ัง้ อยูใ่ นอุดมเพศอนั สงู เหตุทรงผ้ากาสาวพัสตร์ และพระจตปุ ารสิ ทุ ธิศลี อนั
ประเสรฐิ ซงึ่ จะไหวน้ บคฤหัสถ์ อันเป็นพระโสดานัน้ กบ็ ม่ คิ วร”
ด้วยข้อวิสัชนานี้เอง ไม่ต้องพระทัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จึงให้ลงโทษและถอด
เสียจากตาแหน่งพระสังฆราช ลงมาเป็นพระอนุจร (พระธรรมดา) ดังพระราชพงศาวดาร
กรงุ ธนบุรี ฉบบั หมอบรัดเล จดไวว้ ่า “แต่พวกราชาคณะให้ตีหลังองค์ละรอ้ ยที…แลว้ ใหถ้ อด
พระราชาคณะทั้งสามนั้น จากสมณฐานันดรศักด์ิลงเป็นอนุจร” แล้วสมเด็จพระเจ้ากรุง
ธนบรุ ี ทรงตัง้ พระโพธิวงศ์ เปน็ สมเดจ็ พระสงั ฆราช และต้ังพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นพระวัน
รัต เพราะพระราชาคณะทั้งสององค์น้ีได้ถวายวิสัชนาแก่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีว่า
“พระสงฆ์ปถุ ุชน ควรจะไหวน้ บคฤหสั ถ์ ซึง่ เปนโสดาบนั นน้ั ได้”
สมเด็จพระสังฆราชคร้ังท่ี 2
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช
สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยึดอานาจสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และมีการ
ปราบดาภิเษก ก็เกิดแผ่นดินใหม่ และสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2325 และ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ก็ได้ทรงชาระความพระสงฆ์ และทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คืนสมณฐานันดรศักดิ์และตาแหน่งดังเดิม ให้แก่ สมเด็จ
พระสังฆราช (ศรี) ดังมีรายละเอียดในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลท่ี 1
ฉบบั เจ้าพระยาทพิ ากรวงศ์ (สะกดตวั อักษรตามต้นฉบับและจัดยอ่ หน้าใหม่)
“ในปีขานจัตวาศกน้ัน พระบาทสมเดจพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ทรง
พระราชดาริห์ว่า ฝ่ายข้างอาณาจักรได้ต้ังแต่งข้าราชการตามกาหนดเสรจแล้ว ควรจะ
จัดการข้างฝา่ ยพุทธจักรทานบุ ารุงพระพทุ ธสาสนาซึง่ เส่ือมทรุดเศรา้ หมองนน้ั ใหว้ ฒั นาการ
รุ่งเรืองสบื ไป
จึ่งดารัศใหส้ มเดจพระสงั ฆราช พระพทุ ธาจาริย พระพมิ ลธรรมซง่ึ เจา้ กรงุ ธนบรุ ใี หล้ ด
โทษถอดเสยี จากพระราชาคณะนั้น โปรดใหค้ งท่ีสมณถานนั ดรศกั ดด์ิ งั เกา่ ใหค้ นื ไปอยคู่ รอง
พระอารามตามเดมิ แลสมเดจพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ จ่ึงดารัศสระเสริญว่าพระผู้
เปนเจา้ ท้ังสามพระองค์นี้ มสี ันดานสตั ยซือ่ ม่ันคงดารงรักษาพระพุทธศาสนาโดยแท้ มิไดอ้ า
ไลยแกก่ ายแลชีวิตร ควรเปนที่นับถือไหว้…”แล้วให้ร้ือตาหนักทองของเจ้ากรุงธนบุรีน้ันไป
ปลูกเปน็ กุฎถี วาย ณ วดั บางวา้ ใหญ่(วดั ระฆังโฆสติ าราม)
วัดบางหว้าใหญ่เป็นวัดโบราณอยู่ริมแม่น้าเจ้าพระยาทางฝั่งธนบุรี อยู่ใกล้เรือน
เจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) เป็นวัดที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเคยเสด็จมาทรงฝึกวิปัสสนา
และเจ้าพระยาจักรีเคยส่งบุตรชายคือพ่อฉิมมาเรียนหนังสือ ในวัดมีพระปรางค์องค์ใหญ่
งดงามจัดว่าเป็นแบบอย่างพระปรางค์ช้ันครู เจ้าพระยาจักรีเคยยกเรือนของท่านให้วัดทา
เป็นหอไตร บัดนย้ี ังอยู่ เม่ือเสด็จข้ึนครองราชย์จึงทรงบูรณะวัดใหม่ มีผู้ขุดพบระฆังเสียงดี
มาก จงึ ตั้งช่อื วา่ วัดระฆงั โฆสติ าราม ระฆังนนั้ บดั นี้อยูท่ หี่ อระฆงั วดั พระแกว้
สมเดจ็ พระพฒุ าจารย์ (โต)
วัดน้ีมาโด่งดังอีกคราวสมัยที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เป็นเจ้าอาวาสในสมัย
รัชกาลท่ี 4-5
พระกรณียกิจสาคัญสมเด็จพระอรยิ วงษญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ศร)ี
คมั ภรี ใ์ บลานฉบบั ทองใหญ่ ไมป้ ระกับทองทบึ ฉลากทอ
พระกรณียกิจสาคัญของพระองค์ คือ งานสังคายนา พระไตรปิฎก นับเป็นการ
สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นการสังคายนาพระไตรปิฎก
คร้ังที่ 2 ของราชอาณาจักรไทย กระทาเม่ือปี พ.ศ.2331 โดยนาพระไตรปิฎกท่ีรวบรวม
บรรดาพระไตรปิฎกฉบบั ทเ่ี ป็นอกั ษรลาว อักษรรามญั ตรวจชาระแล้วแปลงเป็นอักษรขอม
จารึกลงลานประดิษฐานไว้ ณ หอพระมณเทียรธรรม และสร้างคัมภีร์พระไตรปิฎกถวาย
พระสงฆ์ ไว้ศึกษาทุกพระอารามหลวง เมื่อตอนต้นรัชกาล มาตรวจชาระโดยอาราธนา
สมเดจ็ พระสังฆราช พระราชาคณะให้ดาเนินการ สมเด็จพระสังฆราชเลือกพระราชาคณะ
ฐานานุกรม เปรียญอันดับที่เล่าเรียนพระไตรปิฎกได้พระสงฆ์ 218 รูป กับราชบัณฑิตยา
จารย์ 32 คน สงั คายนาทีว่ ดั นิพพานาราม แบง่ พระสงฆอ์ อกเป็น 4 กอง ดังน้ี
1.สมเดจ็ พระสังฆราช เป็นแม่กองชาระพระสุตตนั ปฎิ ก
2.พระวันรตั เปน็ แมก่ องชาระพระวินัยปฎิ ก
3.พระพมิ ลธรรม เปน็ แม่กองชาระพระสัททาวเิ สส
4.พระธรรมไตรโลก (ชื่น) เป็นแมก่ องชาระพระปรมัตถปิฎก
การชาระพระไตรปิฎกใช้เวลา 5 เดือน ได้จารึกพระไตรปิฎกลงลานใหญ่ แล้วปิด
ทองทึบ ท้ังปกหน้าปกหลัง และกรอบ เรียกว่า ฉบับทอง สมโภช แล้วอัญเชิญ เข้า
ประดิษฐานในตู้ประดับมุก ตั้งไว้ใน หอพระมณเทียรธรรม กลางสระในวัด พระศรีรัตน
ศาสดารามจงึ กล่าวไดว้ า่ การทาสังคายนาคร้ังนสี้ าเรจ็ ลลุ ว่ งไปดว้ ยดสี มพระราชประสงคท์ กุ
ประการ โดยการอานวยการของสมเด็จพระสังฆราช (ศรี) โดยแท้ นับเป็นพระเกียรติ
ประวัติอีกประการหน่ึงพระไตรปิฎกฉบับสังคายนาเมื่อคร้ังรัชกาลท่ี 1 ที่ได้เป็นแม่ฉบับ
สาหรับตรวจสอบ
พระไตรปฎิ กฉบบั พมิ พใ์ นรัชสมยั รชั กาลท่ี 5
ในการจัดพิมพ์เป็นอักษรไทยครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุ ลจอมเกล้า
เจา้ อยู่หวั รชั กาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ.2431 เป็นเลม่ หนงั สือจานวน 39 เล่ม
พระไตรปฎิ กฉบบั สยามรฐั
ต่อมาในรชั กาลท่ี 7 พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา้ เจ้าอยหู่ วั ไดโ้ ปรดให้จดั พมิ พ์ข้นึ อีก
ครั้งหน่ึงและเพ่ิมเติมจนครบบริบูรณ์ เมื่อ พ.ศ.2468 เป็นเล่มหนังสือจานวน 45 เล่ม
เรียกว่า พระไตรปฎิ กฉบับสยามรัฐ
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั รชั กาลที่ 2
สมเด็จพระสงั ฆราช (ศรี) ทรงเปน็ พระราชอุปัธยาจารย์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธ
เลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เม่ือทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ขณะทรงดารงพระราชอิสริยยศ
เปน็ สมเดจ็ พระเจ้าลกู ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอศิ รสุนทร เมื่อปี พ.ศ.2331 และสมเดจ็ พระ
เจา้ หลานเธออกี 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนรินทร์รณเรศ
และสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ ทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัด
พระศรรี ัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวังครัน้ ทรงผนวชแลว้ สมเด็จพระเจา้ ลูกยาเธอ
เจา้ ฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร เสด็จไปประทับอยู่วัดสมอราย (คือวัดราชาธวิ าส ปัจจุบัน) เพื่อ
ทรงศึกษาสมณกิจในสานักพระปัญญาวิสาลเถร (นาค) ตลอด 1 พรรษาแล้ว จึงทรงลา
ผนวช
พระองค์ทรงเป็นกาลังสาคัญในการชาระและฟ้ืนฟูพระพุทธศาสนา ในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ ฯ ทงั้ ในดา้ นความประพฤติปฏิบัติของภิกษุสามเณร การ
บูรณปฏิสงั ขรณพ์ ทุ ธสถาน การชาระตรวจสอบพระไตรปิฎก ตลอดจนการประพฤติปฏิบัติ
ของพุทธศาสนกิ ชนโดยทว่ั ไป
สน้ิ พระชนม์
สมเดจ็ พระอรยิ วงษญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ศร)ี
สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) ทรงดารงตาแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เมื่อครั้งรัชกาล
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี 12 ปี และทรงดารงตาแหน่งสมเด็จพระสังฆราชในรัชกาล
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 12 ปี ถึง
เดือน 5 ปีขาล จ.ศ. 1156 (พ.ศ. 2337) สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) อาพาธถึงแก่มรณภาพ
ในรัชกาลที่ 1 ไม่ปรากฏว่ามีพระชนมายุเท่าใดแม้จะไม่ทราบพระชนมายุของสมเด็จ
พระสงั ฆราช (ศรี) แนช่ ัด แตน่ ่าจะมชี นั ษายนื ยาวมาก ในกฎพระสงฆ์ท่รี ัชกาลที่ 1 ทรงตรา
ขึ้นออกพระนามว่า “สมเด็จพระสังฆราชผู้เฒ่า”น่าจะมีพระชนมายุสูงไม่น้อยกว่า 80
พรรษา
....................................................................
แหลง่ ขอ้ มลู อา้ งองิ
ทพิ ากรวงศ์ (ขา บนุ นาค), เจา้ พระยา (11 สงิ หาคม พ.ศ. 2531). "พระราชพงศาวดารกรงุ
รตั นโกสนิ ทร์ รชั กาลท่ี 1".
สมมอมรพนั ธ,ุ์ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระ. เรอื่ งตง้ั พระราชาคณะผใู้ หญใ่ นกรงุ
รตั นโกสนิ ทร์ เลม่ 1. กรงุ เทพฯ : กรมศลิ ปากร, 2545.
https://www.dmc.tv
http://www.mahathera.com
http://www.shopputter.com
https://www.voicetv.co.th
https://th.wikipedia.org
ขอบคณุ ขอ้ มลู และภาพจากเวบ็ ไซตต์ า่ งๆ
.......................................................................
พระประวตั ิสมเดจ็ พระสงั ฆราชองคท์ ี่ 2 แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์
สมเดจ็ พระอรยิ วงษญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ศขุ )
ประสาร ธาราพรรค์ เรยี บเรยี ง
พระอรยิ วงษญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ศขุ )
สมเด็จพระอรยิ วงษญาณ สมเดจ็ พระสังฆราช (ศขุ ) เป็นสมเดจ็ พระสงั ฆราชพระองค์
ที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ิ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อปี พ.ศ. 2337 ทรงดารงตาแหน่งอยู่ 23 พรรษา
สิ้นพระชนม์เมื่อปี พ.ศ. 2359ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
สนั นิษฐานว่า มีพระชนมายุเกิน 80 ปี
พระประวัติพระอรยิ วงษญาณ สมเด็จพระสงั ฆราช (ศขุ )
วดั สลกั (วดั มหาธาตยุ วุ ราชรงั สฤษฎร์ิ าชวรมหาวหิ าร)
พระประวัติพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ศุข)ในตอนต้นไม่ปรากฏ
หลักฐาน พระนามเดิมว่า “ศุข” หรือ “สุข” สมัยกรุงธนบุรีท่านได้เป็นพระผู้ใหญ่ช่ือพระ
ญาณสมโพธิ อยู่วัดสลัก (วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ิราชวรมหาวิหาร) พ.ศ. 2323 เม่ือ
ปลายรัชกาลของสมเดจ็ พระเจา้ กรุงธนบรุ ี และได้เล่ือนสมณศักด์ิเป็น พระธรรมเจดยี ์
เม่ือข้ึนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงมีเร่ืองแค้น
เคืองกบั พระพนรตั น วัดบางหวา้ ใหญจ่ งึ กราบทูลให้ประหาร แต่รัชกาลที่ 1 มีพระราชดาริ
วา่ พระพนรตั นเคยเป็นอาจารยเ์ กา่ ของสมเด็จเจา้ ฟา้ ฉมิ พระราชโอรส จงึ ลงโทษแคส่ กึ ไมถ่ งึ
ประหารแล้วโปรดเกล้าฯ ให้เข้ารับราชการจนได้เป็นพระยา ส่วนสมณศักดิ์พระพนรัตนที่
ว่างลง โปรดให้พระธรรมเจดีย์ (ศุข) วัดสลกั เลือ่ นขน้ึ เป็นพระพนรตั นแทน
ในรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลกได้รับการโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นท่ี
พระพนรตั น อนั เปน็ ตาแหน่งรองสมเดจ็ พระสงั ฆราช
สมเด็จพระสังฆราช (ศุข) ขณะที่ทรงสมณศักด์ิท่ีพระพนรัตน ได้เป็นแม่กองชาระ
พระวินัยปิฎก ในคร้ังท่ีมีการสังคายนาพระไตรปิฎกคร้ังแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ เม่ือปี
พ.ศ. 2331 ทรงรอบร้แู ตกฉานในพระไตรปิฎก ทรงจดั ระเบียบการสอบพระปรยิ ตั ธิ รรมเพอื่
เป็นเปรยี ญ แบบ 3 ช้นั คอื เปรียญตรี เปรียญโท และเปรยี ญเอก
ในปี พ.ศ. 2336 เม่ือสมเด็จพระสังฆราช (ศรี) สิ้นพระชนม์ จึงโปรดต้ัง ท่านเป็น
สมเดจ็ พระสังฆราชองคท์ ี่ 2 สบื ต่อมาจนถงึ สมยั รชั กาลที่ 2
พระองค์เป็นพระราชอุปัธยาจารย์ของพระราชวงศ์หลายพระองค์ด้วยกัน เช่น
สมเดจ็ พระบวรราชเจ้ามหาเสนานรุ ักษ์ สมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดี ฯ (นักองเอง) พระ
เจ้ากรุงกัมพูชา สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท สมเด็จกรมพระราชวังบวรสถาน
ภมิ ุข และเจา้ นายพระองคอ์ ่นื ๆ อีกเปน็ จานวนมาก
ผลงานสาคญั
พระภกิ ษสุ ยามออกไปลงั กาทวปี ในสมยั กอ่ น
เมื่อปี พ.ศ. 2358 ทรงเป็นบคุ คลสาคัญในการสนองพระบรมราโชบายรัชกาลที่ 2 สง่
สมณทูตไทยไปสืบข่าวพระศาสนา ณ ลังกาทวีป เป็นครั้งแรกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
หลังจากจากสมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศเคยส่งไปเมื่อ 60 ปีก่อน
มาแล้วชุดหนงึ่
สนิ้ พระชนม์
พระอรยิ วงษญาณ สมเด็จพระสงั ฆราช (ศขุ )
สมเด็จพระสังฆราช (ศุข) ทรงดารงตาแหน่งอยู่ 23 ปี สิ้นพระชนม์เมื่อวันพุธ แรม
11 คา่ เดอื น 6 ปชี วด จ.ศ. 1178 (ตรงกับวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2359) เวลา 2 โมงเชา้
มพี ระชนมายเุ กนิ 80 พรรษา
...................................................................
แหลง่ ขอ้ มลู อา้ งองิ
https://th.wikipedia.org
https://www.dmc.tv
http://www.madchima.org
https://www.voicetv.co.th
ขอขอบคณุ ขอ้ มลู และภาพจากเว็บไซตต์ า่ งๆ
....................................................................
พระประวตั สิ มเดจ็ พระสงั ฆราชองคท์ ่ี 3 แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์
สมเดจ็ พระอริยวงษญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ม)ี
ประสาร ธาราพรรค์ เรยี บเรยี ง
สมเดจ็ พระอรยิ วงษญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ม)ี
สมเดจ็ พระอรยิ วงษญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ม)ี ทา่ นเปน็ สมเดจ็ พระสงั ฆราช องค์
ที่ 3 แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ สถติ ณ วดั มหาธาตยุ วุ ราชรงั สฤษฏ์ ในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็
พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั รชั กาลท่ี 2
สมเดจ็ พระสงั ฆราช(ม)ี ทา่ นทรงภมู ธิ รรมความรสู้ งู ระดบั พระมหาเปรยี ญเอก 8-9
ประโยค พระองคม์ อี ธั ยาศยั เปน็ กันเองไมถ่ อื พระองค์
พระประวตั สิ มเดจ็ พระอรยิ วงษญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ม)ี
เหรยี ญสมเดจ็ พระอรยิ วงษญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ม)ี
สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช พระนามเดิมว่า มี เป็นคนกรุงเก่า
ประสูติเมื่อวันพุธข้ึน 12 ค่า เดือน 8 ตรงกับวันท่ี 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2293 ในรัชสมัย
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แห่งอาณาจักรอยุธยา ไม่ปรากฏหลักฐานภูมิลาเนาเดิม
ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ท่านได้อุปสมบทได้มาอยู่ท่ีวัดราชบูรณ
วรมหาวิหาร (วัดเลียบ)
วดั ราชบรุ ณราชวรมหาวหิ าร(วดั เลยี บ)
วดั ราชบุรณราชวรมหาวิหาร(วดั เลยี บ)เปน็ วดั เกา่ รมิ แมน่ า้ เจา้ พระยา มมี าแตค่ รงั้ กรงุ
ศรีอยธุ ยา ช่อื วัดอาจไดม้ าจากต้นเลยี บใหญ่หนา้ วดั แตบ่ า้ งกว็ า่ จีนเลยี้ บเปน็ ผสู้ รา้ งเพราะใน
หนังสอื เกา่ ๆ เคยเรียกวัดจนี เลี้ยบ คร้ันถึงสมัยรัชกาลที่ 1 ได้โปรดฯ ให้พระเจ้าหลานเธอ
พระองค์หน่ึงบูรณะขึ้นใหม่จึงได้ช่ือว่าวัดราชบุรณะเหมือนช่ือวัดท่ีกรุงเก่า วัดนี้เคยเป็น
สานักเรียนบาลีช่ือดัง แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ความที่อยู่ใกล้สะพานพุทธฯ และ
โรงไฟฟ้าวัดเลยี บ จึงถูกเครือ่ งบนิ สมั พนั ธมิตรทิ้งระเบิดจนเสยี หายยบั เยิน รฐั บาลประกาศ
ยุบวัด ภายหลังรัฐบาลจึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตบูรณะขึ้นใหม่หมดดัง
ปรากฏในปจั จบุ นั
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช
สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (มี) ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช สอบได้เป็นเปรียญเอก ได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระราชา
คณะทพ่ี ระวนิ ัยรักขิต ซ่ึงเทียบเท่าพระอบุ าลีแตเ่ ดิม ทต่ี ้องเปล่ียนเพราะเห็นวา่ สมณศักด์ิน้ี
ไปพ้องกบั พระอบุ าลี พระอรหันตสาวกของพระพุทธเจา้
ต่อมาในปี พ.ศ. 2337 ก็ทรงได้รับพระกรุณาธิคุณเลื่อนสมณศักด์ิให้สูงข้ึนในระดับ
พระราชาคณะเจ้าคณะรองที่ พระพมิ ลธรรม ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศ
หลา้ นภาลัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลอื่ นสมณศักดเิ์ ปน็ สมเด็จพระราชาคณะท่ี สมเดจ็
พระพนรัตน สมเด็จพระราชาคณะตาแหน่งน้ีได้ถูกเปล่ียนชื่อเป็น สมเด็จพระวันรัต สมณ
ศักด์ิ สมเดจ็ พระพนรัตน ได้ถกู ยกเลกิ ไป
2359 สมเดจ็ พระอรยิ วงษญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ศขุ )
ในปี พ.ศ. 2359 สมเดจ็ พระอรยิ วงษญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ศขุ ) ได้สิ้นพระชนม์
ลง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ท่ี 3 แห่งกรุง
รัตนโกสินทร์ ในราชทินนามท่ี สมเด็จพระอริยวงษญาณ จนในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้เปลี่ยน
ราชทินนามใหม่ เป็น สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
ในปี พ.ศ. 2360 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ (พระบาทสมเด็จพระจอม
เกล้าเจ้าอยู่หัว) ผนวชเป็นสามเณร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สามเณรเจ้าฟ้ามงกุฎ
เสดจ็ ไปทรงจาพรรษาอยทู่ ี่วดั มหาธาตเุ ปน็ เวลา 1 พรรษา ตลอดเวลาทีไ่ ดป้ ระทบั จาพรรษา
สมเด็จพระสังฆราช (มี) ทรงทาหน้าท่ีพระอาจารย์ ถวายความรู้เก่ียวกับพระธรรมวินัย
พระไตรปิฎกตลอดจนทศพิธราชธรรม
ผลงานสาคญั สมเดจ็ พระอรยิ วงษญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ม)ี
สมเดจ็ พระอรยิ วงษญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ม)ี
เมอ่ื ครงั้ ยงั เปน็ สมเดจ็ พระพนรตั น ทา่ นเปน็ บคุ คลสาคญั ทรี่ บั สนองพระบญั ชาสมเดจ็
พระสงั ฆราช (ศขุ ) เปน็ ธรุ ะจดั พระสงฆส์ ง่ ไปสบื ขา่ วพระศาสนาในลงั กา พดู อยา่ งปจั จุบนั ก็
คอื สง่ พระไปดงู านและเจรญิ สมั พนั ธไมตรกี บั คณะสงฆล์ งั กา
สว่ นผลงานทเี่ กดิ หลงั ทรงรบั ตาแหนง่ แลว้ กม็ ี เช่น การเปน็ กาลงั สาคญั ของรชั กาลที่
2 ในการรอ้ื ฟนื้ ประเพณวี สิ าขบชู าข้ึนเปน็ ครง้ั แรกในปี พ.ศ. 2360 จนเราไดม้ าฉลองพทุ ธ
ชยนั ตกี นั ในปนี ้ี (พ.ศ. 2555) และยงั ทรงจดั การศกึ ษาคณะสงฆใ์ หมจ่ ากหลักสตู รเรยี นตรี
โท เอก เปน็ ระบบการศกึ ษา 9 ประโยค ผสู้ อบได้ตง้ั แตป่ ระโยค 3 ขน้ึ ไปเรยี กวา่ เปรยี ญ อนั
เปน็ แบบแผนการศกึ ษาจนทกุ วนั นี้
ในด้านการศึกษาพระปริยัติธรรม เป็นพระธุระในการพัฒนาการศึกษา ดูและแก้
วิธีการสอน การสอบไล่พระปริยัติธรรมทุกครั้งอย่างใกล้ชิด ได้ทอดพระเนตรเห็น
ข้อบกพร่องท่ีต้องแก้ไขปรับปรุงอยู่ตลอด โดยมิได้ถือพระองค์ว่าทรงเป็นสังฆราชา จนใน
ท่ีสุดได้ทรงปรึกษาหารือกับพระราชาคณะที่ เป็นเปรียญเอกอีกนับสิบรูป จนเห็นชอบท่ัว
หน้าในการปรับปรุงแก้ไขวิธีการสอน การสอบไล่ปริยัติธรรมใหม่ ได้ทรงกาหนดหลักสูตร
การเรยี นการสอน และการสอบเทียบความรใู้ หม่ ให้มี 9 ประโยค แทนหลกั สตู รเก่าทีใ่ ช้มา
ต้งั แต่สมยั อยธุ ยา ซ่งึ มีการแบง่ หลักสตู รการศึกษาพระปรยิ ัตธิ รรมเพียง 3 ชั้น คือ บาเรียน
ตรี บาเรยี นโท บาเรียนเอก
หนงั สอื โอวาทานศุ าสน์
ในสมยั ของพระองค์ ไดเ้ กดิ มีอธกิ รณท์ สี่ าคญั คือ มพี ระเถระผ้ใู หญ่ ตอ้ งอธิกรณ์เมถุน
ปาราชิกพร้อมกันถึง 3 รูป จนถึงขั้นมีบุตร พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้
โปรดเกล้า ฯ ให้ พระเจ้าน้องยาเธอกรมหม่ืนรักษ์รณเรศ กับพระเจ้าลูกยาเธอกรมหม่ืน
เจษฎาบดินทร ทรงพิจารณาอธิกรณ์ ได้ความเป็นสัตย์สมดังฟ้อง จึงได้มีรับสั่งให้เอาตัว
ผกู้ ระทาผิดไปจาไว้ในคกุ และไดท้ รงเผดยี ง(ประกาศให้สงฆ์ทราบ)สมเดจ็ พระสงั ฆราช และ
สมเด็จพระพนรัตน (อาจ) วัดสระเกศ ให้แต่งหนังสือ โอวาทานุศาสน์ เม่ือปี พ.ศ.2369
แสดงข้อวัตรปฏิบัติอันสมควรแก่สมณมลฑล คัดแจกไปทุกวัด เป็นทานองสังฆาณัติ ส่วน
การชาระความปาราชกิ กส็ ืบสวนกวดขนั ข้นึ มาแต่ครง้ั น้ัน สาระสาคญั ของหนงั สอื นี้ ว่าดว้ ย
เร่ืองพระอุปัชญาย์อาจารย์ พระราชาคณะพระถานานุกรม เอาใจใส่ สั่งสอนพระภิกษุ
สามเณรให้อยู่ใน จตุปาริสุทธิศีล ผู้ที่จะเป็นพระอุปัชฌาย์อาจารย์ จะต้องมีความรู้เร่ือง
พระวินัย และสังฆกรรมเปน็ อย่างดี และปฏิบัตใิ ห้ถกู ต้อง
สนิ้ พระชนม์
สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ม)ี สน้ิ พระชนมเ์ มอ่ื วันที่ 11 กนั ยายน พ.ศ. 2362 ในสมยั ในรชั
สมยั พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั (รชั กาลท่ี 2) สริ พิ ระชนั ษาได้ 69 ปี 58 วัน
ทรงดารงตาแหนง่ อยู่ 4 พรรษา
...............................................................
แหลง่ ขอ้ มลู อา้ งองิ
วดั บวรนเิ วศวหิ าร. พระประวตั สิ มเดจ็ พระสงั ฆราชแหง่ กรงุ รัตนโกสนิ ทร์ 19 พระองค.์
กรุงเทพฯ : โรงพมิ พอ์ ดุ มศกึ ษา, 2552.
สมมอมรพนั ธ,์ุ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระ. เรอื่ งตง้ั พระราชาคณะผใู้ หญใ่ นกรงุ รตั นโกสนิ ทร์
เลม่ 1. กรงุ เทพฯ : กรมศลิ ปากร, 2545. 428 หนา้ .
http://thaiheritage.net
https://th.wikipedia.org
https://www.voicetv.co.th
https://www.winnews.tv
ขอขอบคณุ ขอ้ มลู และภาพจากเว็บไซตต์ า่ งๆ
.......................................................................
พระประวตั ิสมเดจ็ พระสงั ฆราชองคท์ ี่ 4 แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์
สมเดจ็ พระอรยิ วงษญาณ สมเด็จพระสงั ฆราช (สกุ ญาณสงั วร)
ประสาร ธาราพรรค์ เรยี บเรยี ง
สมเดจ็ พระอริยวงษญาณ (สกุ ญาณสงั วร) ทรงเปน็ สมเดจ็ พระสังฆราชพระองค์ท่ี 4
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงความเป็นพระองค์แรกในคุณพิเศษต่างๆเร่ิมจากเป็นเจ้าอาวาส
องคแ์ รกของวัดราชสทิ ธาราม เป็นพระองค์แรกท่ไี ดส้ มณศักด์ิพระญาณสังวร เป็นพระองค์
แรกในฝ่ายวิปัสสนาท่ีได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดารงตาแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เมื่อ
สิ้นพระชนม์เป็นพระองค์แรกท่ีได้รับพระราชทานพระโกศทองใหญ่ เป็นพระองค์แรกท่ีมี
ศิษยเ์ ป็นสมเดจ็ พระสังฆราชถึง 5 พระองค์ เปน็ พระองคแ์ รกทีไ่ ดร้ บั พระราชทานฉตั ร 7 ชนั้
เมื่อคราวออกพระเมรุ ณ ทอ้ งสนามหลวง และเปน็ พระสงฆ์ปาปมุต พ้นจากบาปท้งั ปวง
สมเด็จพระสังฆราช (สุก) ทรงพระคุณพิเศษในด้านเมตตา เช่ียวชาญในวิปัสสนา
กรรมฐาน จนมพี ระฉายานามอันเป็นที่ร้กู ันท่ัวไปในหมู่ประชาชนว่า “พระสงั ฆราชไกถ่ อ่ื น”
เพราะทรงสามารถแผ่พรหมวิหารธรรมให้ไกป่ ่าเชือ่ งเป็นไก่บ้านได้ คุณธรรมพเิ ศษทางด้าน
และเปน็ พระอาจารย์พระมหากษัตรยิ ์พระบรมราชจกั รีวงศถ์ งึ 4 พระองค์
พระประวตั ิสมเด็จพระอริยวงษญาณ(สกุ ญาณสังวร)
สมเด็จพระสังฆราช พระอริยวงษญาณ(สุก ญาณสังวร) ประสูติเมื่อวันศุกร์ ข้ึน 10
ค่า เดือนยี่ ปีฉลู จ.ศ. 1095 ตรงกับวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2276 ในรัชสมัยสมเด็จพระ
เจา้ อยหู่ ัวบรมโกศแหง่ อาณาจักรอยุธยา ในสมัยกรุงธนบุรี ไดเ้ ปน็ พระอธิการอยู่วัดท่าหอย
ริมคลองคูจาม (ในพระราชพงศาวดาร เรียกว่าคลองตะเคียน) แขวงรอบกรุงเก่า มีพระ
เกยี รตคิ ณุ ในทางวิปัสสนาธรุ ะบาเพ็ญสมถภาวนา ผู้คนนับถือมาก
พ.ศ.2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษก
เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นปฐมรัชกาลแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ กรุงรัตน
โกสินทร์ เมื่อได้ทรงจัดการข้างฝ่ายอาณาจักรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทรงพระราชดาริ
จัดการข้างฝ่ายพุทธจักร เพื่อทานุบารุงพระพุทธศาสนาจึงได้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
พระราชาคณะในตาแหน่งต่างๆ ตามโบราณราชประเพณี และได้ทรงแสวงหาพระเถระ
ผู้ทรงคุณพิเศษจากที่ต่างๆ มาตั้งไว้ในตาแหน่งที่สมควร เพื่อช่วยรับภารธุระทาง
พระพุทธศาสนาสืบไป
วัดพลับ (วัดราชสิทธาราม)
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสร้างวัดพลับ ได้โปรดให้
นมิ นต์สมเด็จพระสงั ฆราชญาณสงั วร (สกุ ) มาอยู่ท่ีวัดพลับ การท่ีโปรดให้นิมนต์มาอยู่ที่วัด
พลับ กเ็ น่ืองจากเปน็ วัดสาคญั ฝา่ ยอรญั วาสขี องกรุงธนบรุ ี และใหเ้ ป็นพระราชาคณะท่ีพระ
ญาณสงั วรเถร และ ถวายใหอ้ ยูจ่ าพรรษา พรอ้ มทง้ั ฝากฝงั พระราชโอรสและพระราชนัดดา
ใหไ้ ดศ้ ึกษาวิชาต่างๆ ในสานกั พระญาณสงั วรเถร บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ท่ีทรงผนวชก็
ทรงเขา้ ศกึ ษาวปิ สั สนาในสานกั นดี้ ว้ ยพระองคเ์ ปน็ พระอาจารยข์ องพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธ
ยอดฟ้า นอกจากน้ี ยังเคยเป็นพระอาจารยบ์ อกกรรมฐานแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ
หลา้ นภาลัย พระบาทสมเด็จพระน่งั เกล้าเจา้ อยหู่ วั และพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้า
เจ้าอยหู่ วั อกี ด้วย วัดพลับ ต่อมาในรัชกาลท่ี 3 พระราชทานชื่อใหม่ว่า วัดราชสิทธาราม
ดังท่ีปรากฏสืบมาจนบัดนี้
สมเด็จพระสังฆราช (สุก) ปรากฏว่าได้เป็นที่นับถือของชาวบ้านตลอดขึ้นไป
จนถึงเจ้านายเชื้อพระวงศ์ ต่างพากันไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ท่านเป็นจานวนมาก ทั้งนี้
เห็นจะเป็นเพราะบรรดาสานุศิษย์เหล่านั้น ต่างได้เห็นกฤตยาคมอันขลังด้านเมตตา
พรหมวิหารของท่านซ่ึงสามารถเรียก ไก่เถื่อนจากป่าเป็นฝูงๆ มารับการโปรยทานจาก
ท่านเต็มลานวัดทุกวันเหตุนี้ชาวบ้านสมัยน้ันจึงพากันเรียกท่านว่า พระสังฆราชไก่เถ่ือน
เพราะท่านสามารถเรียกไก่เถื่อนออกมาจากป่า และ ยิ่งได้ลิ้มรสอาหารเสกจากท่าน
ด้วยแล้ว ไก่เถ่ือนที่ว่าถึงกับไม่ยอมกลับเข้าป่า และเช่ืองเป็นไก่บ้าน
สมเด็จพระสังฆราช (สุก) ทรงเป็นที่ทรงเคารพนับถือเป็นอันมากของพระบรม
ราชวงศ์มาแต่ครั้งรัชกาลท่ี 1 และรัชกาลที่ 2 ปรากฏนามพระญาณสังวรเถร เป็นพระ
กรรมวาจาจารย์แทบทุกพระองค์ นับแต่คราวทรงผนวชพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า
นภาลัย แต่ครั้งยงั ทรงเปน็ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิสรสุนทร เป็นต้นมา
ดงั ปรากฏในพระราชพงศาวดารดงั นี้
พ.ศ. 2331 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ขณะทรงดารงพระราช
อิสริยยศเปน็ สมเดจ็ พระเจา้ ลูกยาเธอ เจา้ ฟ้ากรมหลวงอสิ รสนุ ทร ทรงผนวชเปน็ พระภิกษุ
ณ วัดพระศรรี ตั นศาสดาราม สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) เป็นพระราชอุปัธยาจารย์ พระญาณ
สงั วรเถร เปน็ พระราชกรรมวาจาจารย์ ทรงผนวชแลว้ วันแรกเสดจ็ ประทบั ที่วดั พระศรรี ตั น
ศาสดาราม มีการฉลองเสร็จแล้ว จึงเสด็จไปประทับ ณ วัดสมอราย (คือวัดราชาธิวาสใน
ปัจจบุ นั )
พ.ศ. 2337 สมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชกาลที่ 2 แต่ครั้งทรงดารง
พระราชอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนเสนานุรักษ์ ในรัชกาลที่ 1
(พระนามเดิม จุ้ย) ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จ
พระสงั ฆราช (ศขุ ) เป็นพระอปุ ัชฌาย์ พระญาณสงั วรเถร เป็นพระกรรมวาจาจารย์
กรมพระราชวงั บวรมหาสรุ สงิ หนาท (พระนามเดมิ บญุ มา)
พ.ศ. 2338 สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (พระนาม
เดิม บุญมา) ทรงผนวชเปน็ พระภกิ ษุ ณ วดั พระศรีสรรเพชญ์ สมเด็จพระสังฆราช (ศุข) เป็น
พระอุปัชฌาย์ พระญาณสังวรเถร วัดพลับ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระธรรมกิตติ เป็น
พระอนุสาวนาจารย์
เจา้ ฟา้ กรมหลวงอนรุ กั ษเ์ ทเวศร์ พระนามเดมิ ทองอนิ
พ.ศ. 2345 สมเดจ็ พระเจา้ หลานเธอกรมพระราชวังหลงั ในรชั กาลที่ 1 (เจ้าฟ้ากรม
หลวงอนุรักษ์เทเวศร์ พระนามเดิม ทองอิน) ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ สมเด็จพระสังฆราช
(ศขุ ) เป็นพระอุปชั ฌาย์ พระญาณสงั วรเถร เป็นพระกรรมวาจาจารย์.
พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่คร้ังยังทรงดารงพระราชอิสริยยศเป็น
สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ ในรัชกาลท่ี 1 ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ พระญาณสังวรเถร (สุก)
เป็นพระราชอุปัธยาจารย์ พระพุทธโฆษาจารย์(ขุน) วัดโมลีโลกยาราม เป็นพระราช
กรรมวาจาจารย์
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
พ.ศ. 2360 ในรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ครั้งยังทรง
ดารงพระราชอสิ ริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ทรงผนวชเป็นสามเณร
ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จพระญาณสังวร(สุก) เป็นพระราชอุปัธยาจารย์.แต่ใน
พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลท่ี 2 ว่า สมเด็จพระสังฆราช (มี) เป็นพระ
อุปัชฌาย์สมเด็จพระญาณสังวร (สุก) วัดราชสิทธารามเป็นพระอาจารย์ ซึ่งกลับกันเป็น
ตรงกันข้าม
สมเดจ็ กรมพระยาดารงราชานภุ าพ
ในเรื่องนี้ สมเดจ็ กรมพระยาดารงราชานุภาพทรงอธิบายไวใ้ นพระนิพนธ์เรือ่ ง ความ
ทรงจา ว่า ‘พเิ คราะหต์ ามเหตุการณ์ นา่ จะกลับกันกับท่ีกล่าว (ในพระราชพงศาวดาร) คือ
สมเดจ็ พระญาณสงั วรเป็นพระอุปัชฌาย์และสมเด็จพระสงั ฆราช เป็นพระอาจารย์ถวายศีล
เพราะสมเดจ็ พระญาณสงั วรเปน็ ผ้มู อี ายพุ รรษามาก นง่ั หนา้ สมเด็จพระสงั ฆราช (ม)ี ทงั้ เปน็
ทเี่ คารพนบั ถอื ของพระราชวงศม์ าแต่ในรชั กาลท่ี 1 แมส้ มเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั และ
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เป็นศิษย์ของสมเด็จพระญาณสังวรมาแต่ก่อน
น่าจะได้เปน็ พระอุปัชฌาย์
และยังมหี ลกั ฐานประกอบอกี อยา่ งหนงึ่ ด้วยถงึ รชั กาลท่ี 4 พระบาทสมเด็จพระจอม
เกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้สร้างพระเจดีย์ข้ึน 2 องค์ เป็นคู่กัน อยู่ท่ีลานหน้าวัดราชสิทธา
ราม (อันเป็นที่สถิตของสมเด็จพระญาณสังวร) องค์หนึ่งขนานนามว่า ‘พระศิราศนเจดีย์’
ทรงอุทศิ ในพระนามของพระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั อกี องคห์ น่งึ มนี ามว่า
‘พระศิรจมุ ภฏเจดยี ์’ เป็นพระบรมราชทู ิศในพระนามของพระองค์เองยังปรากฏอยู่
ตรัสวา่ เพราะได้เคยเปน็ ศิษย์สมเด็จพระญาณสังวรมาด้วยกันทั้ง 2 พระองค์’
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั รชั กาลท่ี 2
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลท่ี 2 โปรดให้สถาปนาเป็นสมเด็จ
พระราชาคณะที่ สมเด็จพระญาณสังวร มีสาเนาประกาศท่ีทรงตั้ง ดังนี้
‘ศรศี ยภุ มศั ดุ ฯ ล ฯ ลงวนั พฤหัสบดี เดือน ๙ แรม ๗ ค่า (ปีชวด พ.ศ. ๒๓๕๙)
ให้พระญาณสงั วรข้ึนเป็นสมเด็จพระญาณสังวร อดิสรสังฆเถรา สัตวิสุทธิจริยาปริ
นายก สปฎิ กธรามหาอุดมศลี อนันต์ อรัญวาสี สถติ ย์ในราชสิทธาวาศวรวหิ าร พระ
อารามหลวง ให้จาฤกกฤตฤกาลอวยผลพระชนมายุศม ศรีสวัสดิพิพัฒนมงคล
วิมลทฤฆายุศม ในพระพุทธศาสนาเถิด’
ตาแหน่งสมเด็จพระราชาคณะท่ี สมเดจ็ พระญาณสงั วรนน้ั นบั วา่ เปน็ ตาแหนง่ พเิ ศษใน
ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นตาแหน่งท่ีพระราชทานสถาปนาแก่พระเถระผู้ทรงคุณทาง
วิปัสสนาธุระโดยเฉพาะ ดังจะเห็นได้ว่าเม่ือครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราช ทรงตง้ั พระอาจารย์สกุ วดั ท่าหอย ซ่ึงเป็นผทู้ รงคุณพิเศษในทางวปิ สั สนาธรุ ะเปน็ ที่
พระราชาคณะน้นั ก็ทรงต้ังในราชทินนามวา่ พระญาณสงั วรเถร อนั เปน็ ราชทนิ นามทแี่ สดง
ถึงความเปน็ ผู้ทรงคุณในทางวิปสั สนาธรุ ะ
ครั้นมาในรัชกาลท่ี 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดให้สถาปนา
พระญาณสังวรเถร ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ก็โปรดให้สถาปนาในราชทินนามว่า
สมเด็จพระญาณสังวร ตามราชทินนามเดิมท่ีได้รับพระราชทานแต่ครั้งรัชกาลที่ 1 คร้ัน
สมเดจ็ พระญาณสงั วร (สกุ ) ไดร้ บั สถาปนาข้นึ เป็นสมเด็จพระสงั ฆราชในเวลาตอ่ มา, ราชทนิ
นามที่ สมเด็จญาณสังวร ก็ไม่ได้โปรดพระราชทานสถาปนาพระเถระรูปใดอีกเลยนับแต่
รชั กาลที่ 2 เปน็ ตน้ มา กระทง่ั ถงึ รัชกาลปัจจุบนั ซึ่งเปน็ รัชกาลที่ 9 แหง่ กรุงรตั นโกสนิ ทร์
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยูห่ ัว จงึ ได้โปรดให้สถาปนา พระสาสนโสภณ (สวุ ฑฺฒโน เจรญิ คช
วัตร) วัดบวรนิเวศวิหารในราชทินนามที่ สมเด็จพระญาณสังวร ในวโรกาสเฉลิมพระ
ชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2515 นบั เปน็ สมเดจ็ พระญาณสงั วร รูปท่ี 2 แห่งกรุงรตั นโกสินทร์
นับแต่ปีท่ีสมเด็จพระสังฆราช (สุก ญาณสังวร) สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2365 ใน
รัชกาลท่ี 2 มาจนถึงปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน โปรดให้สถาปนา
พระสาสนโสภณ (สวุ ฑฒฺ โน) ขน้ึ เปน็ สมเดจ็ พระญาณสงั วร เมอ่ื พ.ศ.2515 น้ัน เปน็ เวลา
150 ปีพอดี ซึ่งเปน็ เวลายาวนานถงึ 6 รชั กาลท่วี า่ งเว้นมิได้ทรงพระกรณุ าโปรดใหส้ ถาปนา
พระเถระรปู ใดในราชทนิ นามตาแหนง่ นี้ เพราะฉะนน้ั ตาแหน่งท่ีสมเด็จพระญาณสังวรน้ีจึง
กล่าวได้ว่าเป็นตาแหน่งที่มีความหมายสาคัญในประวัติการณ์ของ คณะสงฆ์ไทยตาแหน่ง
หนึง่
สมเด็จพระญาณสังวรได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ในปีเดียวกันกับ
สมเด็จพระสังฆราช (มี) ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช และน่ังหน้าสมเด็จ
พระสังฆราช ‘ดว้ ยได้เหน็ บญั ชนี ิมนต์พระสวดมนตใ์ นสวนขวา มีนามสมเด็จพระญาณสงั วร
อยู่หน้าสมเด็จพระสังฆราช เห็นจะเป็นด้วยมีพรรษาอายุมากกว่า’ สมเด็จพระญาณสังวร
ไดร้ บั พระราชทานพัดงาสาน ซ่ึงโปรดให้ทาวจิ ติ รกว่าพดั สาหรับพระราชาคณะสมถะสามัญ
สาหรับวัดพลับ หรือวัดราชสิทธารามน้ัน นับแต่สมเด็จพระสังฆราช (สุก) ได้มาอยู่
ครองแตค่ รัง้ ยงั ทรงเป็นที่ พระญาณสังวรเถรแล้ว ก็ได้กลายเป็นสานักปฏิบัติทางวิปัสสนา
ธุระที่สาคัญ ดังท่ีสมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ไว้ใน เรื่องประวัติวัด
มหาธาตุ ว่า “ในกรุงรัตนโกสินทร์น้ี วัดอรัญวาสีที่สาคัญ ก็คือวัดสมอราย 1 กับวัดราช
สิทธาราม 1” และพระเกยี รติคุณในทางวปิ ัสสนาธุระของสมเดจ็ พระสงั ฆราช (สุก) น้ัน คง
เป็นท่ีเคารพนับถือทั้งในฝ่ายเจ้านายในพระบรมราชวงศ์และในหมู่ประชาชนทั่วไป จึงได้
ทรงเป็นพระราช อปุ ัธยาจารย์และเป็นพระอาจารย์ของพระมหากษตั รยิ ์ และเจา้ นายชน้ั สงู
ในพระบรมราชวงศห์ ลายพระองศ์ ดังได้กลา่ วมาแลว้
พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดารงพระราชอิสริยยศเป็นพระเจ้า
หลานเธอใน รชั กาลท่ี 1 ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ก็ได้เสด็จมาประทับทรงบาเพ็ญเนกขัมม
ปฏบิ ัติ และทรงศกึ ษาวิปสั สนาธุระในสานักสมเดจ็ พระสังฆราช (สุก) แตค่ ร้ังยังทรงดารง
สมณศกั ดท์ิ ี่ พระญาณสังวรเถร ณ วดั ราชสิทธารามน้ีเปน็ เวลา 1 พรรษา โดยมีพระตาหนกั
สาหรับทรงบาเพ็ญสมาธิกรรมฐานโดยเฉพาะเรียกว่า พระตาหนักจันทน์ ซึ่งสมเด็จพระ
บรมราชนกนาถ คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ขณะทรงดารงพระราช
อิสรยิ ยศเป็น กรมพระราชวงั บวรสถานมงคล ไดท้ รงสรา้ งถวาย ยังคงมอี ยู่สืบมาจนบดั นี้
พระศริ จมุ ภฏเจดยี ก์ บั พระศริ าศนเจดยี ์
เมื่อครงั้ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อย่หู ัว ขณะทรงดารงพระราชอสิ รยิ ยศเปน็
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟา้ มงกฎุ ฯ ทรงผนวชเป็นพระภกิ ษุ ในรัชกาลที่ 2 กไ็ ดเ้ สด็จไป
ประทับศึกษาวปิ สั สนาธรุ ะในสานักสมเด็จพระสงั ฆราช (สกุ ) แตค่ รง้ั ยงั ทรงดารงสมณศกั ดท์ิ ่ี
พระญาณสงั วรเถร ณ วดั ราชสทิ ธารามเชน่ กัน ดังที่พระบาทสมเด็จจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงมีพระบรมราชาธิบายไว้ใน เรื่องวัดสมอรายอันมีนามว่า ราชาธิวาส ว่า “ได้ทรง
ประทับศึกษาอาจาริยสมัยในสานักวัดราชาธิวาส ทรงทราบเสร็จสิ้นจนสุดทางที่จะศึกษา
ต่อไปอีกได้ จึงได้เสด็จย้ายไปประทับอยู่ ณ วัดราชสิทธาราม คือวัดพลับ ซ่ึงเป็นแหล่ง
สาคัญเช่ียวชาญในการวิปัสสนาอีกแห่งหน่ึง ซ่ึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้
ทรงผนวชในท่นี น้ั แตห่ าได้ประทับประจาอยเู่ สมอ ไม่เสดจ็ ไปอยู่วัดพลบั บา้ ง กลบั มาอยู่
สมอรายบา้ ง เมือ่ เสดจ็ เถลิงถวัลยราชสมบตั ิแลว้ จงึ ทรงสร้างพระศริ จุมภฏเจดยี ์ไวเ้ ป็นคกู่ นั
กบั พระศริ าศนเจดยี ์ ทีท่ รงพระราชอทุ ิศถวายสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จ
พระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นสาคัญว่า เคยเสด็จ ประทับศึกษา ณ สานักอาจารย์เดียวกัน .”
เกี่ยวกับราชประเพณีนิยมทรงศึกษาวิปัสสนาธุระ ของเจ้านายในพระบรมราชวงศ์ท่ีทรง
ผนวชนัน้ สมเด็จกรมพระยาดารงราชานภุ าพ ทรงมีพระอธบิ ายไวว้ ่า
“อนโุ ลมตามราชประเพณีครัง้ กรงุ เก่า ดงั เช่น สมเดจ็ พระเจ้าอทุ ุมพร ทรงผนวชแลว้
เสดจ็ ไปประทับอยู่ ณ วดั ประดนู่ ัน้ เปน็ ตวั อย่าง ด้วยเปน็ วดั อรญั วาสี อย่ทู ่ีสงัดนอกพระนคร
เพราะการศกึ ษาธุระในพระศาสนามีเปน็ 2 ฝ่าย ฝา่ ยคันถธุระตอ้ งเลา่ เรยี นพระปริยัตธิ รรม
โดยมคธภาษา อันต้องใชเ้ วลาชา้ นานหลายปี ไม่ใชว่ สิ ยั ผทู้ บี่ วชอยชู่ วั่ พรรษาเดยี วจะเรยี นให้
ตลอดได้ แต่วปิ สั สนาธุระอกี ฝ่ายหนง่ึ นน้ั เป็นการฝกึ หดั ใจในทางสมถภาวนา อาจเรียนไดใ้ น
เวลาไมช่ ้านกั และถือกนั อกี อยา่ งหนึง่ ว่า ถ้าชานชิ านาญในทางสมถภาวนาแล้ว อาจจะนา
คณุ วเิ ศษอนั นัน้ มาใชใ้ นการปลกุ เศกเพ่ือประโยชน์อยา่ งอ่ืน ตลอดจนในวชิ า พิไชยสงคราม
ได้ในภายหลัง ด้วยเหตุนี้ เจ้านายที่ทรงผนวชมาแต่ก่อนจึงมักเสด็จไปประทับอยู่ ณ วัด
อรญั วาสี เพ่ือทรงศกึ ษาภาวนาวิธี.”
นัยวา่ การศึกษาวิปสั สนาธรุ ะ ของสานกั วดั ราชสทิ ธาราม ในสมยั ทส่ี มเดจ็ พระสงั ฆราช
(สกุ ) ทรงครองวัดอย่นู ั้นเจรญิ รุ่งเรืองมาก เพราะผ้คู รองวัดทรงเช่ียวชาญและมกี ิตติคุณใน
ด้านนเ้ี ปน็ ทเี่ ลอื่ งลอื . ครนั้ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (สกุ ) ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
และเสด็จมาสถิต ณ วัดมหาธาตุแล้ว การศึกษาวิปัสสนาธุระแม้จะยังมีอยู่ ก็ไม่รุ่งเรือง
เท่ากบั สมยั ทีส่ มเดจ็ พระสงั ฆราช (สุก) ยงั ทรงครองวดั น้ันอยู่.
สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ม)ี
พ.ศ. 2362 สมเดจ็ พระสังฆราช (ม)ี สิ้นพระชนม์, พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหล้า
นภาลัย จงึ ได้ทรงสถาปนาสมเด็จพระญาณสังวร (สกุ ) เปน็ สมเด็จพระสงั ฆราช แลว้ โปรดให้
แหม่ าสถติ ณ วดั มหาธาตุ เดมิ ทรงพระราชดารทิ ีจ่ ะตง้ั สมเดจ็ พระพนรัตน (อาจ)
วัดสระเกศ เปน็ สมเด็จพระสงั ฆราช ถงึ ได้แหม่ าสถิต ณ วัดมหาธาตุ เมอ่ื ณ เดือน 4 ปเี ถาะ
เอกศกน้ันแล้ว แต่เมือ่ ปมี ะโรง โทศก ข้างตน้ ปี เกิดอหิวาตกโรคมาก ยังไม่ทันจะได้ทรงต้ัง
สมเด็จพระพนรัตน (อาจ) เปน็ สมเด็จพระสังฆราช, ถึงเดือน 11 มีโจทก์ฟ้องกล่าวอธิกรณ์
สมเดจ็ พระพนรัตน (อาจ) วา่ ชอบหยอกเอินศิษย์หนุ่มด้วยกิรยิ าทไี่ ม่สมควรแก่สมณะ ชาระ
ได้ความเป็นสัตย์ อธิกรณ์ไม่ถึงเป็นปาราชิก จึงเป็นแต่ให้ถอดเสียจากตาแหน่งพระราชา
คณะ และเนรเทศไปจากพระอารามหลวง. ตาแหน่งพระสังฆราชน้ัน ทรงพระราชดาริว่า
สมเด็จพระญาณสังวร (สุก) วัดราชสิทธาราม เป็นสมเด็จพระราชาคณะผู้ใหญ่และได้เป็น
พระอาจารย์ เปน็ ทเี่ คารพในพระราชวงศ์ จึงโปรดใหแ้ หส่ มเดจ็ พระญาณสงั วร (สุก) มาสถติ
ณ วัดมหาธาตุ เม่ือ ณ วันพฤหสั บดเี ดือน 12 ขน้ึ 4 คา่ ครั้งถงึ ณ วนั พฤหสั บดี เดอื น 1 ขนึ้
2 คา่ ปีมะโรง โทศก จลุ ศกั ราช 1182 พ.ศ. 2363 จึงทรงตัง้ สมเดจ็ พระญาณสังวร (สกุ ) ข้ึน
เปน็ สมเด็จพระสงั ฆราช
สมเดจ็ พระสงั ฆราช (สกุ ญาณสงั วร) วดั มหาธาตุ
มสี าเนาประกาศท่ีทรงตง้ั ดังนี้
“ศริศยุภอดีตกาล พระพุทธสักราช ชไมยสหัสสสังวัจฉรไตรสตาธฤกไตรสัตฐี
สัตมาศ ปัตยุบันกาล นาคสังวัจฉรมฤคศฤระมาศ ศุกขปักขคุรุวาระนวมีดิถี
ปริจเฉทกาลอุกฤษฐ สมเด็จบรมธรรมมฤกะมหาราชารามาธิราชเจ้า ผู้ทรงทศพิธ
ราชธรรม์ อนนั ตคุณวบิ ลุ ยปรชี าอันมหาประเสรฐิ มพี ระราชโองการมารพระบณั ฑรู
สุรสิงหนาทดารัสส่ังพระราชทู ิศถาปนา ใหส้ มเด็จพระญาณสงั วรเปนสมเดจ็ พระอริ
ยวงษญาณปริยัติวราสังฆราชาธิบดี ศรีสมณุตมาปรินายกติปิฎกธราจารย์ สฤ
ทธิขัติยสารสุนทร มหาคณฤศร วรทกั ษิณาสฤทธิสงั ฆาราม คามวาสีอรัญวาสี เป็น
ประธานถานาทุกคณาธิกร จัตุพิธบรรพสัช สถิตในพระศรีรัตนมหาธาตุบวรวิหาร
พระอารามหลวง
สมเดจ็ พระสงั ฆราช (สกุ ญาณสงั วร) วดั มหาธาตุ
สมเดจ็ พระสงั ฆราช (สกุ ญาณสงั วร) วดั มหาธาตุ
สมเด็จพระสังฆราช (สุก) ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ท่ี 4 แห่งกรุง
รตั นโกสินทร์ เม่ือทรงไดร้ บั สถาปนาเป็นสมเด็จพระสงั ฆราชนั้น พระชนมายไุ ด้ 88 พรรษา
แล้ว ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชอยู่ไม่ถึง 2 ปี ก็สิ้นพระชนม์ เหตุที่ไม่ได้ทรงเป็นสมเด็จ
พระสังฆราชมาแต่ก่อน เพราะทรงเป็นพระราชาคณะฝ่ายสมถะ, แต่ประเพณีการเลือก
สมเด็จพระสังฆราช คงถือเอาคันถธุระเป็นสาคัญ สมเด็จพระสังฆราช (สุก) ทรงเป็นฝ่าย
วปิ สั สนาธุระจึงไม่ได้เปน็ สมเดจ็ พระสงั ฆราชมาแต่กอ่ น มาในครงั้ น้เี ห็นจะทรงพระราชดาริ
วา่ พรรษาอายทุ า่ นมากอยแู่ ลว้ มพี ระราชประสงคจ์ ะสถาปนาใหถ้ งึ เกียรตยิ ศที่สูงสดุ ใหส้ ม
กบั ท่ีทรงเคารพนบั ถอื เข้าใจวา่ เห็นจะถงึ ทรงวงิ วอน ทา่ นจึงรับเปน็ สมเดจ็ พระสังฆราช.