ในการสาธารณปู การ
สมเดจ็ พระศรพี ชั รนิ ทราบรมราชนิ นี าถ พระบรมราชชนนพี นั ปีหลวง
สาหรับพระอาราม พระองคเ์ คยรับสง่ั วา่ สมเดจ็ พระพนั ปหี ลวงเคยรบั สง่ั กบั พระองคไ์ ว้
ว่าการท่ีรชั กาลที่ 5 ทรงยกยอ่ งและอปุ ถัมภ์บารงุ พิเศษนัน้ กด็ ว้ ยมพี ระราชประสงคจ์ ะใหไ้ ด้
รกั ษาพระอารามสบื พระราชกุศลใหถ้ าวรม่นั คงตลอดไป ฉะนนั้ ในการดแู ลรกั ษาและจดั การ
เกี่ยวกับการสาธารณูปการในพระอาราม เช่น ความสะอาด การปฏิสังขรณ์ซ่อมแซม
ถาวรวัตถุอันวิจติ รงดงาม และการกฏุ เิ สนาสนะวหิ ารภายในพระอารามโดยทวั่ ไป จงึ ทรงเอา
พระทยั ใส่เป็นพิเศษ ถงึ แม้ในการปฏิสงั ขรณซ์ อ่ มแซมถาวรวตั ถุต่าง ๆ เช่นพระอุโบสถ พระ
วิหาร และกุฎิเสนาสนะ อันต้องทาการปฦิสังขรณ์เป็นอันมากน้ัน จักไม่มีทุนมาทาการ
ปฏิสังขรณ์มาแต่เดมิ พระองค์ได้ทรงขวนขวายจดั ใหม้ ขี นึ้ โดยจดั การฟน้ื ฟพู ระราชประเพณี
มีการจัดงานมนัสการพระพุทธชินราชประจาปีข้ึนในพระบรมราชูปถัมภ์ และขอความ
อปุ ถมั ภจ์ ากรฐั บาลและประชาชนมาทาการ
ซึ่งได้จัดทาการปฎิสังขรณ์สาเร็จมาแล้วเป็นอันดี และเสนาสนะอันจาเป็นแก่
การศกึ ษาเชน่ โรงเรียนพระปริยัติธรรม กไ็ ดจ้ ดั การใหก้ อสรา้ งหอศกึ ษาพระปรยิ ตั ธิ รรมขน้ึ 2
หลงั และหอสมุดอีกหลงั หนึง่ แม้วัตถเุ ครอ่ื งประดบั ในพระอโุ บสถ ซง่ึ แต่เดิมก็ไม่มบี รบิ รู ณก์ ็
ไดจ้ ัดใหม้ ขี ้นึ หลายประการ คอื
1. โตะ๊ หมู่เครื่องบูชาหมู่ 9 หนา้ พระพทุ ธชนิ ราช
2. โคมตราพระเกีย้ วแขวนเพดานพระอุโบสถ
ภาพจอมเจดยี ์ 3 ใน 8 ในชอ่ งหนา้ ตา่ งตนั ในพระอโุ บสถวดั เบญจมบพติ ร
3. ภาพจอมเจดยี ท์ ั้ง 8 ในช่องหน้าต่างตนั ในพระอุโบสถ
กระจกภาพเทพประนมลายสี บนกรอบหน้าตา่ งพระอโุ บสถวัดเบญจมบพิตร
4. กระจกภาพเทพประนมลายสี บนกรอบหน้าต่างพระอุโบสถ เปน็ ตน้
โรงเรยี นมธั ยมวดั เบญจมบพติ รในอดตี
การศกึ ษาทางคดโี ลก
สมเด็จพระสังฆราชในฐานะเจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร ได้เอาพระทัยใส่สนับสนุน
การศึกษาฝา่ ยนโี้ ดยสมควร คอื ไดร้ ว่ มกบั ทางราชการสรา้ งโรงเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาเทศบาล
ข้นึ หลงั หน่งึ ในการอุปถัมภ์บารุงนั้น ในวดั เบญจมบพิตร มีโรงเรยี นที่สอนวิชาสามัญ 2 โรง
คือ โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร และโรงเรียนเทศบาล 8 ท่ีได้สร้างข้ึน น้ัน สมเด็จ
พระสังฆราชไดท้ รงอปุ ถมั ภอ์ ปุ การะตามโอกาส เช่น อบรมส่ังสอนเดก็ และให้รางวลั แกเ่ ดก็
นักเรียนทส่ี อบได้คะแนนเปน็ เย่ียม เปน็ การสนบั สนนุ การศกึ ษาของนกั เรยี นให้ดขี ึน้
สมเดจ็ พระสงั ฆราช ปลด และพระภกิ ษุ อบุ าสก วดั เบญจมบพติ ร
สรปุ รวมความแล้ว วัดเบญจมบพิตรดสุ ิตวนาราม ในสมยั ทส่ี มเดจ็ พระสังฆราช ปลด
ทรงดารงตาแหนง่ เจ้าอาวาส เป็นเวลา 33 ปี 9 เดือน และ 1 วัน ไดเ้ จริญข้นึ โดยลาดับ ทั้ง
ในด้านการศึกษา การเผยแผ่ และในด้านการปกครองก็พยายามกวดขันภิกษุสามเณร ให้
ประพฤติดปี ฏบิ ัตชิ อบตามพระธรรมวินัย และระเบียบแบบแผนประเพณีอันดีของวัด ตาม
พระราชประสงคใ์ นรชั กาลท่ี 5 และพยายามทานบุ ารุงรักษาศิลปกรรมถาวรวตั ถตุ ่าง ๆ ใน
พระอารามเป็นอันดี สมกับความไว้วางพระราชหฤทัยในรัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระพันปี
หลวง
สมณศกั ด์ิ ดารงตาแหนง่
โดยทไ่ี ดท้ รงรบั ภาระธรุ ะพระศาสนามาดว้ ยพระอตุ สาหะวริ ยิ ะ และดว้ ยความเอา
พระทยั ใสเ่ ปน็ อนั ดี ทางราชการและทางคณะสงฆไ์ ดเ้ หน็ พระคณุ ธรรมนน้ั ๆ ปรากฏ จงึ ได้
ยกยอ่ งใหม้ สี มณศกั ด์ิประดบั พระเกยี รตปิ ระวตั มิ าโดยลาดบั คอื :-
พ.ศ. 2457 เปน็ พระราชาคณะที่ พระศรวี สิ ทุ ธวิ งษ์
พ.ศ. 2466 เปน็ พระราชาคณะชนั้ ราชท่ี พระราชเวที ตรปี ฎิ กภษู ติ ธรรมบณั ฑติ
ยตคิ ณศิ ร บวรสงั ฆาราม คามวาสี
พ.ศ. 2468 เปน็ เจา้ คณะแขวงกลาง จงั หวัดพระนคร
พ.ศ. 2469 เปน็ พระราชาคณะชนั้ เทพท่ี พระเทพมนุ ี ศรวี สิ ทุ ธศลี าจารย์ ญาณนายก
ตรีปฎิ กธรา มหาคณฤศร บวรสงั ฆาราม คามวาสี
พ.ศ. 2471 เปน็ เจา้ คณะมณฑลพายพั
พ.ศ. 2473 เปน็ พระราชาคณะชนั้ ธรรมท่ี พระธรรมโกศาจารย์ สนุ ทรญาณดลิ ก
ตรปี ฎิ กธรรมภษู ติ ยตคิ ณสิ สร บวรสงั ฆาราม คามวาสี
พ.ศ. 2481 เปน็ เจา้ คณะมณฑลพษิ ณโุ ลกและเป็นประธานคณะบญั ชาการคณะสงฆ์
แทนองคส์ มเดจ็ พระสงั ฆราช (แพ ตสิ สฺ เทโว)
พ.ศ. 2482 เปน็ พระราชาคณะเจา้ คณะรองหนกลางท่ี พระพรหมมนุ ี ศรวี สิ ทุ ธญิ าณ
นายก ตรปี ฎิ กธรรมาลงั การวภิ ษู ติ มชั ฌมิ คณศิ ร บวรสงั ฆาราม คามวาสี สงั ฆนายก
พ.ศ. 2490 เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระวันรัต ปริยัติพิพัฒนพงศ์ วิสุทธิ
สงฆปริณายก ตรีปิฎกโกศล วิมลคัมภีรญาณสุนทร มหาคณะปธานาดิศร บวรสังฆาราม
คามวาสี อรัณยวาสี
พ.ศ. 2501 เป็นผู้บัญชาการคณะสงฆ์แทนสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวง วชิร
ญาณวงศ์ และรักษาการในตาแหน่งสมเดจ็ พระสังฆราช
สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ปลด)
พ.ศ. 2503 เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 14 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่สมเด็จ
พระอริยวงศาคตญาณ สขุ มุ วธิ านธารง สกลมหาสงฆปรินายก ตรีปฎิ กกลากสุ โลภาส ภมู พิ ล
มหาราชอนุศาสนาจารย์ กิตติโสภณาภิธานสังฆวิสุต ปาวจนุตตมโศภน วมิ ลศีลสมาจารวตั ร
พุทธศาสนิกบริษัทคารวสถาน วิจิตรปฏิภาณพัฒนคุณ อดุลคัมภีรญาณสุนทร บวรธรรม
บพติ ร สมเดจ็ พระสังฆราช
สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ (ปลด กติ ตฺ โิ สภโณ) สมเดจ็ พระสงั ฆราช
เสดจ็ ตา่ งประเทศ 9 ครงั้ ดงั นี้
คร้ังท่ี 1 เม่ือ พ.ศ. 2482 ในฐานประธานคณะบัญชาการคณะสงฆ์ แทนพระองค์
สมเด็จพระสังฆราช ติสสเทวมหาเถระ วดั สทุ ัศนเทพวราราม ไปตรวจการคณะสงฆ์ภาคใต้
ไดไ้ ปไทรบุรี ปีนงั ในสหพันธรฐั มลายา
ครั้งท่ี 2 เม่ือเดือนธันวาคม พ.ศ. 2498 เป็นหัวหน้าคณะไปร่วมปฏิบัติงานฉัฎฐ
สงั คายนาจตุตถสนั นบิ าต (สมัยไทย) โดยเปน็ ประธานกระทาพธิ เี ปดิ ประชมุ สงั คายนาสมยั ท่ี
ส่นี ้ัน ณปาสาณคหู า ประเทศสหภาพพม่า เปน็ เวลา 15 วนั
ครง้ั ที่ 3 เมอ่ื เดอื นพฤษภาคม และ มถิ ุนายน พ.ศ. 2499 ไดเ้ ป็นหวั หน้าคณะ ไปร่วม
พิธีฉลองพุทธชยันตี 25 ศตวรรษแห่งพระพุทธศาสนา ณ ประเทศลังกาโดยผ่านไปพักท่ี
สิงคโปร์ 3 วัน แล้วไปร่วมพิธีท่ีเมืองซีลอนหรือโคลัมโบ เมืองแคนดี เมืองอนุราชปุระ เม่ือ
เสร็จพิธีที่ประเทศลงั กาแล้ว ไดเ้ สด็จเลยไปสังเกตการพระศาสนา ในประเทศอนิ เดยี อกี ดว้ ย
เป็นเวลา 30 วัน
คร้ังท่ี 4 เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2501 ได้เป็นหัวหน้าคณะ ไปร่วมงานและเป็น
ประธานประกอบพิธีบรรจพุ ระบรมธาตุ ณ วัดบบุ ผาราม เมอื งปนี ัง สหพนั ธรฐั มลายา ซ่งึ ใน
การเสดจ็ ไปคร้ังนไ้ี ด้เสดจ็ ไปเมืองกวั ลาลมั เปอร์ เมืองหลวงเปน็ เวลา 7 วนั
คร้งั ท่ี 5 เมอ่ื เดอื นมนี าคม และ เมษายน พ.ศ. 2502 ได้เป็นหวั หนา้ คณะ ไปร่วมพิธี
ฉลองพุทธยนั ตี 25 ศตวรรษแห่งพระพทุ ธศาสนา ณ ประเทศญีป่ ุน่
เป็นเวลา 30 วัน
ครั้งที่ 6 เมอ่ื เดอื นพฤศจกิ ายน พ.ศ. 2502 ไดเ้ ป็นหัวหน้าคณะ นาพระสงฆไ์ ทยไปอยู่
ณ วดั ไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย และได้เสด็จไปนมัสการปูชนียสถานสาคัญ คือ สังเวช
นยี สถาน 4 ตาบลด้วย เปน็ เวลา 10 วนั
คร้งั ท่ี 7 เมอื่ เดือนเมษายน พ.ศ. 2503 ในการไปประกอบพิธีเปดิ โรงเรยี นพระปรยิ ัติ
ธรรม ณ วัดโพธิ์ชัย จังหวัดหนองคาย ได้เลยไปเย่ียมคณะสงฆ์และเยี่ยมวัดต่าง ๆ ใน
ประเทศลาวด้วย
สมเดจ็ พรสงั ฆราช ปลด เสดจ็ ประเทศสหรฐั อเมรกิ าและยโุ รป
คร้ังที่ 8 เมื่อเดือนมิถุนายน และ กรกฏาคม พ.ศ. 2504 ได้เสด็จไปสังเกตการพระ
ศาสนาการศกึ ษา และเย่ยี มประชาชน ในประเทศสหรัฐอเมริกาและยโุ รปบางประเทศ ตาม
คาทูลอาราธนาของมลู นิธิเอเซีย เป็นเวลา 45 วนั
คร้ังที่ 9 เม่ือเดือนเมษายน พ.ศ. 2505 ก่อนหน้าสิ้นพระชนม์เดือนเศษ คือระหว่าง
วันท่ี 7 เมษายน ถงึ วันที่ 27 เมษายน ไดเ้ สด็จไปสังเกตการพระศาสนาและเยย่ี มประชาชน
อนิ เดีย ตามคาทูลอาราธนาของรฐั บาลอนิ เดยี เปน็ เวลา 20 วนั
ผลงานสาคญั สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ (ปลด กติ ตฺ โิ สภโณ) สมเดจ็ พระสงั ฆราช
มดี งั นี้
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับมอบให้เป็นผู้ชาระคัมภีร์
อรรถกถาพระสตุ ตันตปฎิ ก ขทุ ทกนกิ าย 4 คัมภีร์ คอื อรรถกถาอทุ าน อิตวิ ุตตก มหานิเทศ
และจุลนิเทศ
ในรัชสมยั พระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว ได้รับมอบใหเ้ ปน็ ผ้ชู าระคมั ภีร์พระ
สุตตันตปิฎก ขทุ ทกนิกาย 3 คัมภีร์ คอื มหานเิ ทศ จุลนิเทศ และชาดก และได้ชาระคัมภีร์
สารตั ถทปี นี ฎกี าพระวินัย
ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้เป็นประธานกรรมาธิการแปล
พระไตรปิฎกภาษาบาลีเป็นภาษาไทย จนจบพิมพ์เป็นเล่มได้จานวน 80 เล่ม เมื่อปี พ.ศ.
2500
เมอื่ ปี พ.ศ. 2500 ไดเ้ ปน็ ประธานสงฆใ์ นงานรฐั พธิ ฉี ลอง 25 พทุ ธศตวรรษของไทย
พระอวสานกาล
พระโกศสมเดจ็ พระสงั ฆราช (ปลด)
ในวันท่ี 17 มิถุนายน 2505 เวลาเช้าพระอาการท่ัวไปเป็นปกติ จะมีก็เพียงคงปวด
พระเศียรตามธรรมดาซ่ึงไม่หนักอะไร เวลาเพลได้เสด็จไปเจริญพระพุทธมนต์และเสวย
ภัตตาหารเพล เน่ืองในงานทาบุญของท่านจอมพลสฤษฎ์ิ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีได้เป็น
ปกติ และเสด็จกลับมาถึงวัดเวลาประมาณ 13.00 น. แล้วก็ได้ทรงพักผ่อนตามที่ทรงเคย
ปฏิบัติมา และในเวลาประมาณ 14.00 น.และได้ทรงสนทนากับบิดา มารดาของกุลบุตร
ผู้นาบุตรมาฝากบวชเป็นเวลานานพอสมควร จนถึงเวลาประมาณ 15.00 น. เศษ พระ
อาการท่ัวไปก็ยังปกตอิ ยู่ คร้นั ผทู้ ่นี าบตุ รมาฝากบวชนนั้ กลบั แล้ว กเ็ สดจ็ เขา้ สรงนา้ ตามปกติ
เชน่ เคยมา แต่แลว้ พระอาการท่ีไม่มใี ครคาดฝนั กป็ รากฏขน้ึ นนั่ คอื พระอาการปวดพระเศยี ร
จนเกนิ กาลังความสามารถทท่ี รงอดทนได้ เม่ือพระปฏบิ ตั ริ บั ใชร้ บี เชญิ นายแพทยม์ าเฝา้ พระ
อาการ พอทรงเห็นหน้านายแพทย์และรับส่ังไดเ้ พยี งไม่กี่คาพระองคก์ ส็ ิ้นพระชนม์ด้วยพระ
อาการอันสงบ ถึงแม้บรรดานายแพทย์จะพยายามช่วยเพ่ือให้ทรงฟ้ืนข้ึนมาอย่างเต็ม
ความสามารถและความรู้ อย่างไรก็ตาม พระองค์ก็ทรงฟื้นมาได้ไม่ คณะแพทย์ได้ลง
ความเห็นพร้อมกันวา่ สมเด็จพระสังฆราชไดส้ ิน้ พระชนม์ด้วยพระโรคเส้นโลหิตใหญ่ในพระ
สมอง แตกอย่างปจั จุบัน
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ กิตติโสภณมหาเถระ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหา
สังฆปริณายก สิ้นพระชนม์ เมื่อวันอาทิตย์ข้ึน 15 ค่า เดือน 7 ปีขาล ตรงกับวันท่ี
17 มิถุนายน 2505 เวลา 16.27 น. สิรพิ ระชนมายไุ ด้ 73 พรรษา กบั อกี 21 วัน
นับเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของคณะสงฆ์ไทย ท่ีสมเด็จพระสังฆราช ท่ีทรงเป็น
ต้นแบบนาคหลวง สาหรับสามเณรประโยค 9 ทั้งหลายในปัจจุบัน ส้ินพระชนม์แบบไม่
คาดคิดมาก่อน
.....................................................................
แหลง่ ขอ้ มลู อา้ งองิ
บทความพเิ ศษ สามเณรปลด โดย ศาสตราจารย์ (พเิ ศษ) เสฐยี รพงษ์ วรรณปก หนา้ 67
หนงั สอื มตชิ นสดุ สปั ดาห์ ฉบับที่ 1866 ประจาวนั ที่ 20-26 พฤษภาคม 2559.
in.pinterest.com
koha.tulibs.net
mgronline.com
shopee.co.th
th.wikipedia.org › wiki
www.dharma-gateway.com
www.lungthong.com › product
www.posttoday.com
ขอขอบคณุ ภาพและขอ้ มลู จากเวบ็ ไซตต์ า่ ง ๆ
.........................................................................
สมเดจ็ พระสงั ฆราชองคท์ ี่ 15 แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์
สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (อยู่ ญาโณทยมหาเถระ)
ประสาร ธาราพรรค์ เรยี บเรยี ง
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโยมหาเถระ
ป.ธ.9) เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกพระองค์ท่ี 15 แห่ง
กรุงรตั นโกสนิ ทร์ สถติ ณ วดั สระเกศราชวรมหาวหิ าร พระองคไ์ ดร้ บั สมญานามวา่ โหรหลวง
พระประวตั ิ
พระกาเนดิ
สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช พระนามฉายาว่า ญาโณทโย มีพระ
นามเดิมว่า อยู่ ช้างโสภา (นามสกุลเดิม "แซ่ฉั่ว") ประสูติเม่ือวันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.
2417 ในรัชสมยั พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว พระปิยมหาราช รชั กาลที่ 5 ทเี่ รอื น
แพหน้าวัดกัลยาณมิตร อาเภอบางกอกใหญ่ (ในปัจจุบันคือ เขตบางกอกใหญ่)จังหวัดธนบุรี
ธนบุรี โยมบิดาชื่อ ตรษุ โยมมารดา ช่ือ จนั ทร์
การศกึ ษาสมยั เยาวว์ ยั
สมเดจ็ พระวนั รตั (แดง สลี วฑฒฺ โน)
เมื่อทรงพระเยาว์ ทรงได้รับการศึกษาเบื้องต้นในสานักบิดาผู้เป็นบุรพาจารย์ และ
ต่อมาเมอื่ มีพระชนมายพุ อสมควร ไดม้ าอยู่ในสานักของพระอาจารยช์ า้ ง วดั สระเกศ ไดท้ รง
เล่าเรียนสบื มา
เมอ่ื พระชนมายุ 12 พรรษา ไดท้ รงบรรพชาเปน็ สามเณร จงึ ไดท้ รงเรม่ิ ศกึ ษาภาษาบาลี
ทรงศกึ ษามลู กจั จายนใ์ นสานกั ของพระอาจารยช์ า้ ง ด้านเขียนอ่าน คานวณ ลูกคิด และ
โหราศาสตร์ ตอ่ มาไดท้ รงศกึ ษาพระปริยัติธรรมในสานกั ของพระธรรม กิติ (เมน่ ) ใน
สานกั เจา้ ประคณุ สมเดจ็ พระวนั รตั (แดง สลี วฑฒฺ โน) และในสานกั พระยาธรรมปรชี า (ทมิ )
พ.ศ. 2433 เมอื่ พระชนมายุ 16 ชนั ษาไดท้ รงเขา้ แปลพระปรยิ ตั ธิ รรมในสนามหลวง
ณ พระอโุ บสถวดั พระศรศี าสดาราม เปน็ ครง้ั แรก ทรงไดเ้ ปน็ เปรยี ญ 3 ประโยค
พ.ศ. 2436 ไดท้ รงเขา้ แปลพระปรยิ ตั ธิ รรมในสนามหลวง ณ พระอโุ บสถวดั พระศรี
รตั นศาสดาราม ไดอ้ กี 1 ประโยค รวมเปน็ 4 ประโยค
อปุ สมบท
สมเดจ็ พระสงั ฆราช (อยู่ ญาโณทโย)
สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย) ทรงบรรพชาเปน็ สารเณรอยู่วัดสระเกศ จนถึงปี
มะเมีย พ.ศ. 2437 จึงทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยสมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฺฒ
โน) วัดสุทัศน์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระธรรมทานาจารย์ (จุ่น) วัดสระเกศ เป็นพระ
กรรมวาจาจารย์ และพระธรรมกติ ติ (เม่น) วัดสระเกศ เปน็ พระอนสุ าวนาจารย์
เจา้ พระยาวชิ ติ วงศว์ ฒุ ไิ กร
หลงั จากไดท้ รงอปุ สมบทแลว้ ได้ทรงเขา้ แปลพระปรยิ ัติธรรมอกี เมื่อ พ.ศ. 2441 ทรง
ไดเ้ ปน็ เปรยี ญ 5 ประโยค
พ.ศ. 2443 ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรมอีก ทรงได้เป็นเปรียญ 6 ประโยค เมื่อทรง
สอบได้เปรยี ญ 6 ประโยคแลว้ ทรงคิดว่าจะหยุดสอบไม่เข้าแปลต่อไปอีก พระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลท่ี 5 ทรงทราบจึงทรงพระกรุณาโปรดให้เจ้าพระยาวิชิต
วงศ์วุฒิไกร เมื่อดารงตาแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการในเวลาน้ัน เป็นผู้นาพระ
กระแสรบั สั่งมาบอก ให้เข้าแปลประโยค 7 ตอ่ จึงตอ้ งทรงรบั สนองพระราชกระแสรบั สง่ั เขา้
แปลตอ่ ไปและก็ทรงแปลไดอ้ ีก 1 ประโยค ในปนี ั้นเองรวมเป็น 7 ประโยค
พ.ศ. 2444 ได้ทรงเขา้ แปลพระปริยตั ิธรรมได้อกี 1 ประโยค รวมเปน็ 8 ประโยค
พ.ศ. 2445 ไดท้ รงเขา้ แปลพระปริยัติธรรมเป็นครั้งสุดท้าย ทรงแปลได้เป็นเปรียญ 9
ประโยค เมอื่ พระชนมายุ 28 พรรษา
สมเดจ็ พระสงั ฆราช (อยู่ ญาโณทโย)
เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ทรงได้เป็นเปรียญ 9 ประโยคองค์แรกในรัชกาลท่ี 5
จึงทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ให้นารถยนต์หลวงมาส่งจนถึงพระอารามที่อยู่เป็นพิเศษ
และนับตั้งแต่น้ันมา ถ้าเปรียญใดสอบได้ 9 ประโยค ก็ทรงพระกรุณาโปรดให้นารถยนต์
หลวงสง่ เปรียญรปู นั้นจนถงึ ท่ี เปน็ ธรรมเนยี มมาจนถงึ ปัจจบุ ันนี้
เจา้ พระคณุ สมเดจ็ พระสังฆราช นบั แตไ่ ดท้ รงเขา้ แปลพระปรยิ ตั ธิ รรมมาตงั้ แตป่ ระโยค
ต้น จนถงึ ประโยคสดุ ท้าย คือ ประโยค 9 ไม่เคยแปลตกเลย
สมณศกั ด์ิหนา้ ทกี่ ารงาน
พ.ศ. 2445 เมื่อทรงได้เป็นเปรียญ 9 ประโยคแล้ว ก็ทรงดารงตาแหน่งเป็นกรรมการ
สนามหลวง สอบไล่พระปรยิ ตั ิธรรม ณ วัดพระศรีรัตนศาสดารามตลอดมา
พ.ศ. 2451 ไดร้ บั พระราชทานสมณศักดเิ์ ป็นพระราชาคณะที่ พระปฎิ กโกศล
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส
พ.ศ. 2458 เมอ่ื ย้ายสถานทส่ี อบพระปริยตั ิธรรมจากในพระบรมมหาราชวัง มาสอบที่
วัดเบญจมบพิตรและสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสขณะทรงดารง
พระอิสรยิ ยศเปน็ กรมหมน่ื ทรงเปล่ยี นวิธีการสอบจากวิธีแปลด้วยปาก มาเป็นสอบด้วยวิธี
เขียนเหมือนกันทุกประโยค ต้ังแต่ พ.ศ. 2459 เป็นต้นมา เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ก็ได้รับ
แตง่ ต้งั ให้เปน็ กรรมการตรวจประโยคดว้ ย
พ.ศ. 2462 ได้รบั การแตง่ ตัง้ ให้เป็นแมก่ องธรรมสนามจังหวดั นครราชสีมา
พ.ศ. 2464 ในรัชกาลที่ 6 ไดร้ บั พระราชทานเลอื่ นสมณศกั ดเิ์ ปน็ พระราชาคณะชน้ั ราช
ท่ี พระราชเวที และในศกเดียวกนั ได้รับแตง่ ตงั้ ให้เปน็ แม่กองธรรมสนามจังหวดั กาญจนบรุ ี
พ.ศ. 2465- 2466 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่กองธรรมสนามมณฑลภูเก็ต รวม 2 ปี
ตดิ ตอ่ กัน
พ.ศ. 2466 ในรัชกาลที่ 6 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักด์ิเป็นพระราชาคณะชั้น
เทพท่ี พระเทพเวที
วดั สระเกศราชวรมหาวหิ าร
พ.ศ. 2467 ได้รบั แตง่ ต้ังให้ดารงตาแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร พระ
อารามหลวงและในศกเดียวกัน ได้รับการแต่งต้ังให้ดารงตาแหน่งเจ้าคณะแขวงเหนือ
จังหวัดธนบุรี
พ.ศ. 2467 ไดร้ บั การแตง่ ตงั้ ใหเ้ ปน็ แมก่ องธรรมสนามมณฑลภูเก็ตอกี คร้ังหนึง่
พ.ศ. 2468 ได้รบั การแตง่ ตง้ั ให้เปน็ แม่กองธรรมสนามมณฑลนครราชสมี า
พ.ศ. 2470 ในรัชกาลท่ี 7 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะช้ัน
ธรรม ที่ พระธรรมเจดีย์ แล้วเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ตามพระราชบัญญัติลักษณะ
ปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 (พ.ศ.2445) ตลอดจนถึง พ.ศ. 2484 อันเป็นปีท่ีเลิกใช้ พ.ร.บ.
ลกั ษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121
พ.ศ. 2488 ในรชั กาลที่ 8 กไ็ ด้รบั พระราชทานสถาปนาเป็นพระราชาคณะชั้นเจา้ คณะ
รอง ที่ พระธรรมวโรดม
พ.ศ. 2496 ในรัชการที่ 9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรง
พระกรณุ าโปรดสถาปนาเปน็ สมเดจ็ พระราชาคณะ ทสี่ มเดจ็ พระพุทธโฆษาจารย์
สมเดจ็ พระสงั ฆราช (อยู่ ญาโณทโย)
4 พฤษภาคม พ.ศ. 2506 ในพระราชพิธีฉัตรมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รชั กาลที่ 9 ไดร้ ับสถาปนาเปน็ สมเดจ็ พระสงั ฆราช มรี าชทนิ นามวา่ สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคต
ญาณ สุขุมวิธานธารง สกลมหาสงฆปริณายก ตรีปิฎกโกศล วิมลคัมภีรญาณ ญาโณทยา
ภิธานสังฆวิสุต พุทธบริษัทคารวสถาน ธรรมปฏิภาณญาณสุนทร บวรธรรมบพิตร สมเด็จ
พระสังฆราช
พระกรณียกจิ
ในด้านการบรู ณปฏิสงั ขรณ์
วัดสระเกศราชวรมหาวหิ าร
เมื่อทรงได้รับพระกรุณาโปรดให้ทรงดารงตาแหน่งเจ้าอาวาสแล้ว ก็ได้ทรงเริ่ม
บรู ณปฏสิ ังขรณ์พระอุโบสถท่วั ทั้งหลัง ได้ต่อหน้าชานพระวิหารให้กว้างใหญ่ขึ้น ซ่ึงอานวย
ความสะดวกให้แกผ่ ูท้ ่ีเข้าไปนมัสการพระอัฏฐารส ในพระวิหารเปน็ อยา่ งมาก
ไดท้ รงปฏสิ ังขรณเ์ สนาสนะและถนนในวัดใหม้ ีสภาพดขี น้ึ กวา่ เกา่ มาก
ได้ทรงทาการบรู ณปฏิสังขรณอ์ งค์บรมบรรพตจนสาเร็จเรียบร้อย
ได้ทรงสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมและห้องสมุดของวัดขึ้น และได้ทรง
บูรณปฏิสังขรณ์พระระเบียงรอบพระอุโบสถ และเปลี่ยนกระเบื้องเป็นกระเบ้ืองเคลือบ
ทั้งหมด และได้เทคอนกรีต บริเวณรอบนอกพระอุโบสถท้ังหมด ค่าใช้จ่ายในการ
บูรณปฏิสังขรณ์ และกอ่ สร้าง ท้งั หมด ประมาณ11,680,000 (สิบเอ็ดล้านหกแสนแปดหมื่น
บาท) ท้งั นเ้ี ฉพาะตงั้ แต่ พ.ศ. 2493 ถึง พ.ศ. 2505
พระบรมบรรพตวดั สระเกศราชวรมหาวหิ าร
นบั ว่าพระองคไ์ ดท้ รงสรา้ งถาวรวตั ถุไวเ้ ปน็ อยา่ งมาก และพระองค์ได้ทรงกาหนดการ
บูรณปฏสิ ังขรณ์เสนาสนะทัว่ ท้ังพระอารามไว้ ซึ่งจะใหแ้ ล้วเสรจ็ โดยเร็ว ทั้งทรงกาหนดการ
ประดับพระบรมบรรพตเปน็ สที องไวด้ ้วย
ก่อนวันที่พระองค์จะส้ินพระชนม์เพียงวันเดียว พระองค์ได้ทรงเลือกกระเบ้ืองท่ีจะ
ประดับพระบรมบรรพตไว้ เวลานี้กระเบ้อื งที่ทรงเลอื กไว้ยงั คงอยใู่ กล้ที่บรรทม แตพ่ ระองค์
กม็ าสนิ้ พระชนมเ์ สยี กอ่ น หากทรงพระชนม์อย่อู กี เพียงสามปี วัดสระเกศคงไดส้ มกบั นามวา่
อาราม ตามทีพ่ ระองคท์ รงประสงค์ไว้
ภายในวัดสระเกศราชวรมหาวหิ าร
แม้พระองคจ์ ะมไิ ด้ทรงทาให้สาเรจ็ ทุกอย่างก่อนสิ้นพระชนม์ แตผ่ ลงานของพระองคก์ ็
นับว่าเหลอื ลน้ ถึงอย่างนน้ั ผปู้ รารถนาดีต่อวดั สระเกศก็ยังบน่ วา่ เมื่อไรสมเด็จ ฯ จะบูรณะ
วดั ใหห้ มดท้ังวดั เสยี ที ทา่ นเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ไม่ทรงคานงึ อะไรทงั้ นน้ั แตพ่ ระองคท์ รงทา
ทกุ อยา่ งเพ่อื ความเจริญแก่วดั ชาติ และพระศาสนา
ในดา้ นการศกึ ษา
ในฐานะท่ที รงดารงตาแหนง่ เจา้ สานกั เรยี นวดั สระเกศ พระองคไ์ ดท้ รงอปุ ถมั ภ์ สง่ เสรมิ
การศึกษาพระปริยัติธรรม ทั้งแผนกบาลีและนักธรรมให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ข้ึนไป มีภิกษุ
สามเณรท้ังในวัดและต่างวัดได้มาอาศัยศึกษาเล่าเรียน จนปรากฏว่ามีนักเรียนสอบไล่ได้
นักธรรม และบาลีเป็นจานวนมาก เพม่ิ ขนึ้ ทกุ ปี
สาหรับพระภิกษุที่เป็นเปรียญและนักธรรมในสานักวัดสระเกศ ท่ีได้ออกไปเผยแผ่
การศึกษาในตา่ งจังหวัดจนปรากฏว่าได้รับหนา้ ทีแ่ ละดารงสมณศกั ดิ์กม็ ีอย่เู ปน็ จานวนมาก
มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
นอกจากนั้น เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ยังทรงดารงตาแหน่งเป็นองค์อุปถัมภ์
กิตติมศักดิ์ของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มาต้ังแต่เริ่มเปิด
การศกึ ษา เมื่อปี พ.ศ. 2490 ตลอดมา
ในด้านการเผยแพร่พระศาสนา
สมเดจ็ พระสงั ฆราช (อยู่ ญาโณทโย)
พระองค์ทรงสนพระทัยเป็นอย่างมาก และทรงกระทาตามกาลด้วยพระองค์เอง
พระองค์ทรงสนับสนุนพระภิกษุผู้สามารถที่จะทาการเผยแพร่พระศาสนาท้ังในและนอก
ประเทศ ทรงยกยอ่ งพระภิกษุผู้ทาหน้าท่ีในการเผยแพร่ ทรงสนบั สนุนองค์การและสมาคม
ทีท่ างานพระศาสนาดา้ นนี้
เมอื่ พระองค์ทรงไดร้ ับสถาปนาดารงตาแหนง่ สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหาสังฆปริณา
ยกแลว้ พระองค์ทรงบรหิ ารการคณะสงฆ์ โดยมทิ รงคานงึ ถึงความชราภาพ ทรงทาทกุ อยา่ ง
เพ่อื ความสงบสขุ ของ สงั ฆมณฑล พระองค์รับสัง่ เสมอว่า สังฆราช ไมใ่ ช่ สงั ฆราชี
ในดา้ นการตดิ ต่อกับชาวตา่ งประเทศ พระองคท์ รงปฏสิ นั ถารตอ้ นรบั ผมู้ าถงึ พอเหมาะ
พอดี เป็นท่ีสบายใจแก่อาคันตุกะนั้นๆ แม้บางคร้ังผู้เข้าเฝ้าเป็นคนต่างศาสนา พระองค์ก็
ทรงสามารถปฏิสันถารให้เหมาะแก่ผู้น้ัน ซึ่งเร่ืองนี้ มีผู้หนักใจกันมาก เพราะพระองค์ทรง
ชรา เกรงไปวา่ จะทรงปฏสิ นั ถารขาดตกบกพร่อง แตก่ ลับตรงกันขา้ ม และปรากฏชัดแลว้
สน้ิ พระชนม์
โดยปกติเจา้ พระคณุ สมเดจ็ พระสงั ฆราชมพี ระพลานามัยดีตลอดมา แต่เพราะทรงชรา
พระองคจ์ ึงประชวรด้วยโรคพระหทัย และได้ทรงเข้ารบั การรักษาพยาบาลทโ่ี รงพยาบาลศริ ิ
ราช เมือ่ วนั ท่ี 10 กมุ ภาพันธ์ 2508 เพียง 4 วนั เทา่ นน้ั พระองค์ก็เสด็จกลบั มาประทับทีว่ ัด
พระอาการดขี น้ึ โดยลาดับจนปลอดภัย จนถึงวนั ที่ 8 พฤษภาคม 2508 ไดเ้ กิดพระโลหติ อดุ
ตันในสมอง คณะนายแพทย์ได้นาพระองค์ไปรบั การรกั ษาพยาบาลทโี่ รงพยาบาลอกี แตค่ รงั้
นี้พระอาการหนกั มาก คณะนายแพทยพ์ ยายามถวายการพยาบาลทุกวิถีทาง พระอาการก็
ไม่ดขี ้ึน
สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้ารัชกาลที่ 9 ทรงทราบ ได้เสด็จพระราชดาเนิน
ทรงเยยี่ มถงึ 2 วาระ และในวาระหลัง สมเด็จเจ้าฟ้าชายได้โดยเสด็จด้วย ได้มีพระกระแส
รับสั่งให้คณะนายแพทยเ์ อาใจใส่ใหม้ าก
คณะองค์มนตรกี ไ็ ด้เสดจ็ เยี่ยมและไปเยย่ี มหลายวาระ ตลอดถงึ คณะรฐั บาลขา้ ราชการ
พ่อคา้ และประชาชน ไดไ้ ปเย่ียมและคอยสดับขา่ วกนั ทกุ ระยะดว้ ยความหว่ งใย
ฯพณฯ จอมพลถนอม กิตติขจรนายกรัฐมนตรี ได้ไปเยี่ยมหลายวาระเช่นกัน และได้
สนใจอยู่ตลอดเวลา ส่ังใหค้ ณะนายแพทยถ์ วายการรกั ษาให้ดที ส่ี ุด
แต่เพราะท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราชทรงชรามากแล้ว สุดท่ีคณะนายแพทย์
จะถวายการพยาบาล พระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อวันท่ี15 พฤษภาคม 2508 เวลา 02.20 น.
ซ่ึงหากนับโดยสุรยิ คตใิ นปัจจุบัน ตรงกับวันเพญ็ กลางเดือน วนั วิสาขบรู ณมี สิรพิ ระชนมายุ
ได้ 90 พรรษา 5 เดอื น 14 วนั
พระโกศสมเดจ็ พระสงั ฆราช (อยู่ ญาโณทโย)
การพระศพ
เม่ือท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราชสิ้นพระชนม์แล้ว สมเด็จบรมบพิตรพระราช
สมภารเจ้าไดท้ รงพระกรุณาโปรดเกล้า ใหจ้ ัดการพระศพและการทรงบาเพ็ญพระราชกุศล
ครบตาม พระเกียรติยศทุกประการ ฝ่ายคณะสงฆ์และคณะรัฐบาล ได้ช่วยการจัดพระศพ
ทุกประการ โดยเฉพาะฯพณฯ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีได้กรุณาไปตรวจดู
การจดั สถานท่ีประดิษฐานพระศพด้วยตนเอง
เมื่อครบสัตตมวาร ครบปัญญาสมวารและครบสตมวาร สมเด็จบรมบพิตรพระราช
สมภารเจา้ พร้อมดว้ ยสมเดจ็ พระนางเจา้ ฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดาเนินทรง
บาเพ็ญพระราชกุศลทั้ง 3 วาระ
ต้ังแต่วันส้ินพระชนม์จนกระทั่งวันออกพระเมรุ คณะสงฆ์ คณะรัฐบาล ข้าราชการ
พ่อค้า ประชาชน ได้โดยเสด็จพระราชกุศลบาเพ็ญกุศลอุทิศถวาย มิได้ขาดเล ยเป็น
ระยะเวลา 6 เดือน 4 วนั
.............................................................................................
แหลง่ ขอ้ มลู อา้ งองิ
th.wikipedia.org.
www.dharma-gateway.
www.facebook.com.
www.khaosod.co.th.
www.pinterest.com.
www.posttoday.com.
www.shopputter.com.
ไตรจวี ร.com
ขอขอบคณุ ขอ้ มลู และภาพจากเวบ็ ไซตต์ า่ งๆ
......................................................................
สมเดจ็ พระสงั ฆราชองคท์ ี่ 16 แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์
สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหาสงั ฆปรณิ ายก (จวน ศริ สิ ม)
ประสาร ธาราพรรค์ เรยี บเรยี ง
สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหาสงั ฆปรณิ ายก (จวน ศริ สิ ม)
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (จวน ศิริสม) พระองค์ที่ 16 แห่งกรุง
รตั นโกสินทร์ สถิต ณ วดั มกฏุ กษตั ริยารามราชวรวิหาร ทรงดารงตาแหน่งเมือ่ ปี พ.ศ. 2508
ในรชั สมยั รชั กาลท่ี 9
ทรงชานาญในอักษรขอม อักษรพม่า อักษรมอญ และอักษรโรมัน ทั้งพระองค์ยังมี
ความสามารถในการประพนั ธ์ต่าง ๆ มีโคลง ฉนั ท์ เป็นต้น
การส้ินพระชนม์ของพระองคเ์ ปน็ เรือ่ งเหนอื ความคาดหมาย รถยนตพ์ ระประเทยี บท่ี
ประทบั ถูกรถยนตส์ ่วนบุคคลขับสวนทางมา พงุ่ เข้าชนตกถนน สิ้นพระชนม์ทันทีทันใด ใน
ท้องที่อาเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวนั ท่ี 18 ธนั วาคม 2514 เวลา 10:05 น.
พระประวตั ิ
สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหาสงั ฆปรณิ ายก (จวน ศริ สิ ม)
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ มีพระนามเดิมวา่ ลาจวน ศิริสม ภายหลังเปล่ียนพระ
นามเป็น จวน พระนามฉายาวา่ “อุฏฐายี ประสูติเมื่อวันท่ี 16 มกราคม 2440 ตรงกับวัน
อาทิตย์ แรม 10 ค่า เดือนยี่ ปีระกา นพศก จุลศักราช 1259 (ร.ศ.116) ที่บ้านโป่ง
อาเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี
นายหงส์ ศิริสม
บิดามีนามว่า “หงส์ ศิริสม” เป็นชาวโพธาราม ส่วนท่านบิดา ภายหลังได้
อุปสมบทเป็นภิกษุมาอยู่ท่ี วัดมกุฏกษัตริยาราม จนถึงมรณภาพ เม่ืออายุ 84 ปี
ส่วนโยมมารดามีนามว่า “จีน” นามสกุลเดิมว่า “ประเสริฐศิลป์”ภูมิลาเนาเดิมอยู่
บ้านฉาง อาเภอเมือง จงั หวัดเพชรบุรี ท่านปู่สบื เชอ้ื สายมาจากจนี แซต่ ัน ทา่ นยา่ สบื เชอ้ื สาย
มาจากชาวเวยี งจันทน์ ทรงเป็นบุตรหัวปีในจานวนบุตรธิดาทั้งหมด 7 คน
ประถมวยั และประถมศกึ ษา
วัดคฤบดี
พ.ศ. 2449 พระชนมายุ 9 พรรษา ไดเ้ ขา้ ศกึ ษาหนงั สอื ไทยทโ่ี รงเรยี นวดั คฤบดี
ตาบลบา้ นปนู อาเภอบางพลดั จงั หวดั ธนบรุ ี จนจบชน้ั ปที ่ี 3 เมอื่ ปี พ.ศ. 2451 แลว้ ลาออก
จากโรงเรยี น กลบั ไปอยภู่ มู ลิ าเนาเดมิ ถงึ ปี พ.ศ. 2451
พ.ศ. 2452 พระชนมายุ 13 พรรษา เมอ่ื เรยี นจบประถมศกึ ษาแลว้ ไดส้ มคั รเขา้ เรยี น
ตอ่ ที่ โรงเรยี นนายรอ้ ยทหารบก (โรงเรยี นนายรอ้ ย จ.ป.ร.) แตป่ ว่ ยเปน็ โรคเหน็บชาเสยี จงึ
ตอ้ งกลบั ออกไปรกั ษาตวั ทภ่ี มู ลิ าเนาเดมิ และไมไ่ ดก้ ลบั เขา้ มาเรยี นตอ่ อกี
สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหาสงั ฆปรณิ ายก (จวน ศริ สิ ม) กอ่ นบรรพชา
พ.ศ. 2453 พระชนมายุ 14 พรรษา ท่านบิดามารดา ต้องการให้เรียนทางพระ
ศาสนา จึงนาไปฝากใหอ้ ย่กู บั พระมหาสมณวงศ์ (แท่น โสมทตตฺ ) เจา้ อาวาสวดั มหาสมณา
ราม (วัดเขาวัง) จังหวัดเพชรบุรี ผู้เป็นพ่ีของตา พระวัดเขาวังเล่ากันต่อมาว่า ท่านเจ้าคุณ
มหาสมณวงศ์ เคยออกปากทานายท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ไว้ว่า “ลักษณะอย่างนี้ ต่อไป
จ ะ ไ ด้ ดี ” นั ย ว่ า ท่ า น ห ม า ย ถึ ง พ ร ะ เ ศี ย ร ที่ มี ลั ก ษ ณ ะ ค ล้ า ย ก ร ะ พ อ ง ช้ า ง
พ.ศ. 2454 พระชนมายุ 15 พรรษา พระศาสนโศภน (แจ่ม จตฺตสลฺโล ป.ธ. 7) เมื่อ
ครง้ั ยงั เปน็ พระอริยมนุ ี ได้ออกเดนิ ธุดงคไ์ ปพักท่ถี า้ เขายอ้ ยอยอู่ สมควรแล้ว เดินทางต่อไป
เย่ียมพระมหาสมณวงศ์ ที่วัดมหาสมณาราม ในฐานะที่เป็นพระเถระผู้ใหญ่ในคณะ และ
เกี่ยวข้องกันทางญาติสัมพันธ์ พระมหาสมณวงศ์จึงขอฝากท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ กับ
พ ร ะ อ ริ ย มุ นี ใ ห้ ม า อ ยู่ ศึ ก ษ า ป ริ ยั ติ ธ ร ร ม ที่ วั ด กุ ฏ ก ษั ต ริ ย า ร า ม
พ.ศ. 2455 พระชนมายุ 16 พรรษา ในราวเดอื นเมษายน พระองค์ได้เดนิ ทางเขา้ มา
อยู่กับ พระศาสนโศภน (แจ่ม) เมื่อครั้งยังดารงสมณศักด์ิท่ี พระอริยมุนี ท่ีคณะนอก
วัดมกุฏกษัตริยาราม โดยมีนายเขียน ประเสริฐศิลป์ ผู้เป็นน้านามาส่ง
และ ทรงเรมิ่ ศึกษาบาลไี วยากรณก์ บั ท่านเจ้าคุณอาจารย์บ้าง กบั พระมหาจณิ จิณณฺ าจาโร
ป.ธ. 4 บ้าง และศกึ ษาตอ่ กบั พระมหาสุข สขุ ทายี ป.ธ. 5 ใน พ.ศ. 2456
ทรงบรรพชาและการศกึ ษา
สามเณรจวน ศริ สิ ม
ทรงบรรพชาเปน็ สามเณร เมอื่ วนั ท่ี 2 กรกฏาคม พ.ศ. 2457 ณ พระอโุ บสถ วดั
มกฏุ กษตั รยิ าราม โดย มี พระธรรมปาโมกข์ (ถม วราสโย ป.ธ. 7) เปน็ พระอปุ ชั ฌาย์
และ พระอรยิ มนุ ี (แจม่ จตตฺ สลโฺ ล ป.ธ. 7) เปน็ พระสรณคมนาจารย์ แลว้ ทรงศกึ ษาธรรม
วนิ ยั ในสานกั พระอรยิ มนุ ี (แจม่ ) ถึงเดอื นกมุ ภาพนั ธ์ ปเี ดยี วกนั ทรงสอบไลอ่ งคน์ กั ธรรมชน้ั
ตรภี มู ขิ องสามเณรได้ ระหวา่ งดารงสมณเพศไดท้ รงแสดงพระปรชี าสามารถในทางวิชาการ
โดยเปน็ บรรณาธกิ ารหนงั สอื วารสารรายปกั ษส์ ยามวดั ทาใหพ้ ระองคม์ คี วามสามารถในการ
ประพนั ธต์ า่ ง ๆ มโี คลง ฉนั ท์ เปน็ ตน้
พ.ศ. 2458 ทรงเขา้ ศกึ ษาธรรมบทกบั พระพนิ ติ พนิ ยั (ชนั้ กมาธโิ ก) เมอ่ื ครงั้ ยงั เปน็
พระมหาชนั้ เปรยี ญ 5 ประโยคในโรงเรยี นบาลวี ดั มกฏุ กษตั รยิ ์
ทรงอุปสมบทและการศึกษา
พระภิกษุจวน ศริสม
พระชนมายคุ รบ 20 พรรษา ทรงอปุ สมบท ณ พระอโุ บสถวดั มกฏุ กษัตรยิ าราม เมือ่
วันที่ 26 มิถุนายน2460 โดยมี พระธรรมปาโมกข์ (ถม วราสโย) เป็นพระอุปัชฌาย์ และ
พระศาสน โศภน (แจ่ม จัตตสัลโล) แต่คร้ังดารงสมณศักด์ท่ีพระราชกวี เป็นพระ
กรรมวาจาจารย์
พ.ศ. 2460 พรรษาท่ี 1 ทรงศกึ ษาวนิ ัยบญั ญัติกับพระราชกวี (แจ่ม จตตสลโล ป.7)
และเขา้ สอบในสนามหลวงไดเ้ ป็นนักธรรมชั้นตรี นวกภูมิ ส่วนบาลีประโยค 3 ก็ทรงศึกษา
ต่อควบคู่ไปด้วย และเข้าสอบในสนามหลวงได้ ณ วันท่ี 15 กุมภาพันธ์ ในปีเดียวกันพ.ศ.
2461 พรรษาที่ 2 ทรงศึกษานกั ธรรมชนั้ โท มัชฌิมภูมิ และสอบได้ ณ วันที่ 11 กุมภาพนั ธ์
พ.ศ. 2462 พรรษาท่ี 3 ทรงศึกษาบาลีประโยค 4 (มังคลัตถทีปนี) กับพระมหาชั้น
กมาธิโก ป.5 และสอบได้ ณ วันที่ 24 กมุ ภาพนั ธ์
พระภกิ ษจุ วน ศริ สิ ม
พ.ศ. 2464 พรรษาท่ี 5 ทรงศกึ ษาบาลปี ระโยค 5 (บาลมี ตุ ตกวนิ จิ ฉยสงั คหะ) ดว้ ย
พระองคเ์ อง และสอบได้ ณ วนั ที่ 20 ธนั วาคม
พ.ศ. 2465 พรรษาท่ี 6 พรรษาท่ี 6 ทรงศกึ ษาบาลปี ระโยค 6 (แปลธมั มปทฏั ฐกถา
พากยไ์ ทยเปน็ บาลแี ละเขยี นดว้ ยอกั ษรขอม) และสอบได้ ณ วนั ที่ 10 ธนั วาคม
พ.ศ. 2466 พรรษาที่ 7 ทรงศกึ ษานกั ธรรมชนั้ เอก เถรภมู ิ และสอบได้ ณ วนั ท่ี 20
ธนั วาคม
พ.ศ. 2467 พรรษาที่ 8 ทรงศกึ ษาบาลปี ระโยค 7 (แปลมงั คลตั ถปนพี ากยไ์ ทยเปน็
บาลแี ละเขยี นดว้ ยอกั ษรขอม กับแปลปฐมสมนั ตปาสาทกิ าเปน็ ไทย) และสอบได้ ณ วนั ที่
17 ธนั วาคม
พ.ศ. 2470 พรรษาท่ี 11 ทรงศกึ ษาบาลปี ระโยค 8 (แตง่ ฉนั ทภ์ าษาบาลเี ป็นบพุ พ
ภาค แปลปฐมสมนั ตปาสาทกิ าพากยไ์ ทยเปน็ บาลี กับแปลวสิ ทุ ธมิ คั คปกรณเ์ ปน็ ไทย) และ
สอบได้ ณ วนั ท่ี 14 ธนั วาคม
พ.ศ. 2472 พรรษาที่ 13 ทรงศกึ ษาบาลปี ระโยค 9 (แตง่ บาลรี อ้ ยแกว้ เป็นบพุ พภาค
แปลวสิ ทุ ธมิ คั คปกรณพ์ ากยไ์ ทยเปน็ บาลกี บั แปลอภธิ มั มตั ถวภิ าวนิ เี ปน็ ไทย) และสอบได้ ณ
วนั ท่ี 23 มกราคม
พระสมณศกั ดิ์
สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหาสงั ฆปรณิ ายก (จวน ศริ สิ ม)
สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหาสงั ฆปรณิ ายก (จวน ศริ สิ ม)
พ.ศ. 2476 เปน็ พระราชาคณะช้นั สามญั ที่ พระกิตตสิ ารมนุ ี
พ.ศ. 2478 เป็นพระราชาคณะช้ันราชท่ี พระราชเวที ตรีปิฎกภูษิต ธรรมบัณฑิต
ยติคณสิ สร บวรสงั ฆารามคามวาสี
พ.ศ. 2482 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพเวที ตรีปิฎกคุณ สุนทรธรรมภูษิต
ยติคณิศร บวรสงั ฆาราม คามวาสี
พ.ศ. 2488 เป็นพระราชาคณะช้นั ธรรมที่ พระธรรมปาโมกข์ ยุตโยคญาณดลิ ก ไตร
ปฎิ กธารี ธรรมวาที ยตคิ ณศิ ร บวรสงั ฆาราม คามวาสี
พ.ศ. 2490 เป็นรองสมเดจ็ พระราชาคณะท่ี พระศาสนโศภน วิมลญาณอดุลย์สนุ ทร
นายก ตรีปิฎกธรรมาลงั การภูสิต ธรรมนติ ยสาทร อุดมคณฤศร บวรสังฆาราม คามวาสี
พ.ศ. 2499 เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ จาตุรงคประธาน
วสิ สุต พทุ ธพจนมธุรสธรรมวาที คัมภีรญาณปริยัติกุสโลภาส ภูมิพลมหาราชหิโตปสัมปทา
จารย์ วิสารศลี าจารวัตร เวไนยบริษทั ประสาทกร ธรรมยตุ กิ คณิสสรมหาสงั ฆนายก
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ 9 ทรงถวายพดั ยศและเครอื่ งสมณศกั ดิ์
แดส่ มเด็จฯ ในงานพระราชพธิ สี ถาปนา
สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ สมเดจ็ พระสงฆราช (จวน อฏุ ฐฺ าย)ี
สมเดจ็ พระสงั ฆราชพระองคท์ ี่ 16 แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์
ครั้นเมื่อถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2508 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (จวน อุฏฐายี) ขึ้นเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สุขุมธรรม
วธิ านธารง สกลมหาสงฆปรินายก ตรปี ิฎกกลากุสโลภาส ภมู พิ ลมหาราชหโิ ตปสมั ปทาจารย์
อุฏฐายีภธิ านสังฆวสิ ุต ปาวจนตุ ตมสาสนโสภณ วมิ ลศีลขันธสมาจารวตั ร พทุ ธศาสนกิ บรษิ ทั
คารวสถาน วิจิตรปฏิภาณพัฒนคุณ อดุลคัมภีรญาณสุนทร บวรธรรมบพิตร สมเด็จ
พระสังฆราช นับเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 16 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สืบต่อ
จากสมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย)
พระกรณยี กจิ
สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหาสงั ฆปรณิ ายก (จวน ศริ สิ ม)
ดา้ นการปกครองคณะสงฆ์
พ.ศ. 2477 เปน็ กรรมการคณะธรรมยตุ
พ.ศ. 2485 เปน็ สมาชกิ สงั ฆสภา
พ.ศ. 2486 เปน็ ผรู้ กั ษาการ ในตาแหนง่ สงั ฆนายก แทนสมเดจ็ พระมหาวรี วงศ์ (อว้ น
ตสิ โฺ ส) วดั บรมนวิ าส
พ.ศ. 2489 เปน็ ผสู้ ง่ั การในตาแหนง่ สงั ฆนายก แทนสมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย์
(เจรญิ ญาณวโร) วดั เทพศริ นิ ทราวาส
พ.ศ. 2493 เปน็ สงั ฆมนตรวี า่ การองคก์ ารเผยแผ่ ซงึ่ มสี มเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย์
(เจรญิ ญาณวโร) เปน็ สงั ฆนายกสมยั ที่ 2
พ.ศ. 2494 เปน็ สงั ฆนายก สมยั ที่ 1และสงั ฆมนตรวี า่ การองคก์ ารเผยแผ่
พ.ศ. 2506 เปน็ กรรมการเถรสมาคมโดยตาแหนง่ ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505
พ.ศ. 2479 กรรมการพจิ ารณารา่ ง พ.ร.บ. ลกั ษณะปกครองสงฆ์ ฉบับใหม่
พ.ศ. 2503 เปน็ สงั ฆนายก ครง้ั ที่ 2
พ.ศ. 2505 เปน็ ผบู้ ญั ชาการคณะสงฆแ์ ทนสมเดจ็ พระสงั ฆราช
ดา้ นการศกึ ษา
สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหาสงั ฆปรณิ ายก (จวน ศริ สิ ม)
พ.ศ. 2470 เปน็ กรรมการตรวจบาลไี วยากรณ์ในสนามหลวง
พ.ศ. 2471 เป็นกรรมการตรวจนักธรรมช้ันโท-เอกในสนามหลวง เป็นกรรมการ
ตรวจบาลี ประโยค 4-5-6
สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหาสงั ฆปรณิ ายก (จวน ศริ สิ ม)
พ.ศ.2475 ทรงเป็นอาจารย์ใหญ่ โรงเรียนบาลี สานักเรียนวัดมกุฏกษัตริยาราม
ทรงปฏิรูประเบียบแบบแผนการศึกษาบาลีให้ดีขึ้น และเป็นกรรมการวัดพร้อมด้วย
คณะอีก 4 รูป
อาคารมหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั (หลงั เกา่ )
พ.ศ. 2476 เป็นปีท่ีเร่ิมฟื้นฟูกิจการของมหามกุฏราชวิทยาลัยในยุคใหม่ ทรงรับ
หน้าที่เป็นกรรมการและอนุกรรมการหลายคณะ อาทิ ทรงเป็นกรรมการพิจารณาวาง
ระเบียบบารุงการศึกษาอบรมปริยัติธรรม และงบประมาณของมหามกุฏราชวิทยาลัย
พร้อมด้วยกรรมการอีก 5 รูปคือ อนุกรรมการตรวจชาระแบบเรียน เช่น นวโกวาท และ
พุทธศาสนสุภาษิต กรรมการอานวยการหนังสือธรรมจักษุ กรรมการ อุปนายกและนายก
กรรมการมหาวทิ ยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลยั ตลอดมาจนสน้ิ พระชนม์
ดา้ นการเผยแผพ่ ระศาสนา
ทรงเปน็ ประธานเปดิ สานกั อบรมพระธรรมฑตู ไปตา่ งประเทศ
ณ พระอโุ บสถ วดั บวรนเิ วศวหิ าร กรงุ เทพมหานคร
พ.ศ. 2476 ทรงรว่ มกบั คณะมติ รสหาย ตง้ั สมาคมพทุ ธศาสนาขนึ้ เปน็ ครง้ั แรก คอื พทุ ธ
สมาคม เพอื่ เผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา และสง่ เสรมิ การศกึ ษา
พ.ศ. 2477 เปน็ พระคณาจารยเ์ อกทางเทศนา (ธรรมกถึก)
พ.ศ. 2479 เปน็ กรรมการควบคมุ การแปลพระไตรปฎิ กภาษาบาลี และ
พ.ศ. 2497 เปน็ ประธานกรรมการจดั รายการแสดงธรรมทางวทิ ยใุ นวนั ธรรมสวนะ
ดา้ นการตา่ งประเทศ
สมเด็จพระสงั ฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (จวน ศิรสิ ม)เสด็จไปดกู ารพระศาสนาใน
ประเทศลาว มาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย เนปาล ศรีลังกา ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลี ญ่ีปุ่น
เวียดนาม ตามคาเชิญของพุทธบริษัทของประเทศนั้น ๆ ทรงไปร่วมงานฉลอง 25 พุทธ
ศตวรรษ ท่ีประเทศญปี่ ุ่น เป็นผู้แทนสมเด็จพระสังฆราช (วดั เบญจมบพิตร) ไปร่วมประชุม
สังคายนาพระไตรปิฎกท่ี ย่างกุ้ง ประเทศพมา่ เมอ่ื ปี พ.ศ. 2504
พระกรณยี กจิ พิเศษ
รชั กาลท่ี 9 ทรงผนวช
พ.ศ.2499 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช
บรมนาถบพิตร เสด็จออกผนวชพระภิกษุ ณ พระอุโบสถวัดพระศรี รัตนศาสดาราม มี
สมเด็จพระสงั ฆราชเจ้า กรมหลวงวชริ ญาณวงศ์ ทรงเป็นพระราช อุปัธยาจารย์
เจ้าประคุณสมเด็จฯ ขณะทรงดารงสมณศักด์ิที่ พระสาสนโสภณ ทรงเป็น พระราช
กรรมวาจาจารย์ ในพระราชพธิ ที รงผนวชครง้ั นน้ั
พระบาทสมเดจ็ พระวชริ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั เมอื่ ครงั้ ดารงพระอสิ รยิ ยศ
สมเดจ็ พระบรมโอรสา ธริ าชฯ สยามมกฎุ ราชกมุ าร ปฏบิ ตั ริ าชกจิ ทางศาสนา
พ.ศ.2509 ทรงเป็นประธานสงฆ์ในพิธีแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะของ
พระบาทสมเดจ็ พระวชริ เกล้าเจา้ อยหู่ ัว เม่อื คร้ัง ดารงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสา
ธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในโอกาสที่จะเสด็จฯไปทรงศึกษาท่ีต่างประเทศ เมื่อวันท่ี 3
มกราคม 2509