สมเดจ็ พระสงั ฆราช (สกุ ญาณสงั วร) วดั มหาธาตุ
อน่ึง ธรรมเนียมแหส่ มเดจ็ พระสงั ฆราชมาสถิต ณ วัดมหาธาตุนั้นได้มขี ้นึ ในรชั กาลท่ี
2 โดยได้โปรดให้แห่สมเด็จพระสังฆราช (มี) วัดราชบุรณะ ซึ่งเป็นสมเด็จพระสังฆราช
พระองค์ท่ี 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มาสถิต ณ วัดมหาธาตุเป็นพระองค์แรก พระองค์ท่ี 2
คือสมเดจ็ พระสังฆราช (สกุ ) ซ่งึ เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองคท์ ี่ 4 แหง่ กรุงรัตนโกสินทร์
แหจ่ ากวัดราชสิทธารามมาสถิต ณ วัดมหาธาตุ พระองคท์ ่ี 3 คือสมเดจ็ พระสังฆราช (ด่อน)
ซง่ึ เปน็ สมเด็จพระสงั ฆราชพระองคท์ ่ี 5 แหง่ กรงุ รัตนโกสินทร์ แห่จากวดั สระเกศมาสถติ ณ
วัดมหาธาตุ พระองคส์ ดุ ท้ายคือ สมเด็จพระสังฆราช (นาค) ซง่ึ เปน็ สมเดจ็ พระสงั ฆราชองคท์ ่ี
6 แหง่ กรงุ รัตนโกสินทร์ (รชั กาลที่ 3), ในประกาศสถาปนาว่าสถิต ณ วัดมหาธาตุ แต่ไม่ได้
แหม่ าสถิต ณ วัดมหาธาตุตามประกาศ เพราะขณะน้ันวัดมหาธาตุกาลังปฏิสังขรณ์ท่ัวพระ
อาราม สมเด็จพระสังฆราช (นาค) จึงสถิต ณ วัดราชบุรณะอันเป็นพระอารามเดิมจน
ส้ินพระชนม์ แตน่ น้ั มาธรรมเนยี มการแห่สมเดจ็ พระสังฆราชมาสถติ ณ วดั มหาธาตกุ เ็ ปน็ อนั
เลิกไป
โกศไมบ้ รรจอุ งั คารธาตขุ องหลวงปสู่ กุ ไกเ่ ถอื่ น หรอื สมเดจ็ พระสงั ฆราช(สกุ ญาณสงั วร)
อยทู่ พี่ พิ ธิ ภณั ฑก์ รรมฐานมชั ฌมิ า แบบลาดบั คณะ 5 วดั ราชสทิ ธาราม กรงุ เทพฯ
สมเด็จพระสังฆราช (สุก) ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชอยู่ 1 ปีกับ 10 เดือน ก็
ส้นิ พระชนม์ เมื่อวนั พฤหสั บดี ที่ 4 กันยายน เดือน 10 ข้ึน 13 ค่า ปีมะเมีย พ.ศ. 2365 มี
พระชนม์มายุได้ 89 โดยปี
พระองั คารธาตสุ มเดจ็ พระสงั ฆราช (สกุ )
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชทานพระโกศทองใหญ่ให้ทรงพระ
ศพ เมื่อตัง้ ทพ่ี ระเมรทุ ้องสนามหลวง พระโกศองค์นี้ นอกจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับพระ
บรมวงศานุวงศ์ท่ีพระเกียรติยศสูงบางพระองค์ มีปรากฏว่าได้ทรงแต่พระศพสมเด็จ
พระสังฆราชพระองค์นี้พระองค์เดียว นับเป็นการถวายพระเกียรติอย่างสูงด้วยเหตุท่ีทรง
เป็นท่ีทรงเคารพนับถือ อย่างย่ิงนั้นเอง ส่วนการพระเมรุน้ันโปรดให้ทาเมรุผ้าขาวท่ีท้อง
สนามหลวง พระราชทานเพลงิ พระศพเมื่อเดือน 12 พ.ศ. 2365 นั้น
พระรปู ปนั้ สมเด็จพระสงั ฆราช (สกุ )
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั โปรดใหป้ ัน้ ขน้ึ
ประดิษฐาน ณ วดั ราชสทิ ธาราม
ครั้นพระราชทานเพลิงพระศพแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้
โปรดให้ป้ันพระรูปบรรจุพระอัฐิ ประดิษฐานไว้ในกุฏิกรรมฐานหลังหนึ่ง บริเวณด้านหน้า
พระอุโบสถวดั ราชสทิ ธาราม เพอื่ เปน็ ทท่ี รงสกั การบชู าตลอดจนสานศุ ษิ ยแ์ ละผเู้ คารพนบั ถอื
สืบมาจนกระทงั่ ทุกวนั นี้
รปู หลอ่ สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกุ องคน์ อ้ี ยภู่ ายในอโุ บสถวดั มหาธาตยุ วุ ราชรงั สฤษฎ์ิ
ต่อมาในรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้ช่างหล่อพระ
รปู สมเด็จพระสงั ฆราช (สุก) ขนาดย่อมขนึ้ อีก ประดษิ ฐานไว้ในหอพระนาก พรอ้ มกนั กบั รปู
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) วัดโมลีโลกยาราม ซ่ึงเป็นพระราชกรรมวาจาจารย์ของ
พระองค์ ในปีมะโรง พ.ศ. 2387 ได้โปรดให้หล่อพระรูปสมเด็จพระสังฆราช (สุก) อีกองค์
หนึง่ ขนาดเท่าพระองคจ์ รงิ , พระราชดาริเดิม เข้าใจวา่ คงจะทรงสรา้ งขน้ึ สาหรบั ประดษิ ฐาน
ไว้ ณ วดั มหาธาตุ อันเปน็ ทส่ี ถิตของพระองค์เม่ือทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช, แต่ยังไม่ทัน
ได้เชิญไปประดิษฐาน เพราะการบูรณะปฏิสังขรณ์ วัดมหาธาตุยังไม่แล้วเสร็จบริบูรณ์
พระองคก์ เ็ สดจ็ สวรรคตเสยี กอ่ น, พระรูปสมเดจ็ พระสงั ฆราช (สกุ ) องคด์ งั กลา่ วนี้ จงึ คา้ งอยู่
ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ต่อมาในรัชกาลท่ี 4 พระบาทสมเด็จพระเจ้าจอมเกล้า
เจา้ อยู่หวั จึงโปรดให้แห่ไปประดษิ ฐาน ณ วัดมหาธาตุ ปรากฏตามหมายรบั สง่ั ในรชั กาลที่ 4
วา่ โปรดให้เชิญไปเม่ือวันแรม 2 ค่า เดือน 4 ปีชวด จัตวาศก จ.ศ. 1214 พ.ศ. 2395 และ
โปรดให้สร้างแท่นจาหลักมีลวดลายเป็นรูปไก่เถื่อนเป็นที่รองรับพระรูปเพ่ิมเติมขึ้น และ
ยังคงสถิตอยูใ่ นพระวิหารวัดมหาธาตุมาจนบดั น้ี
............................................................
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
http://www.มลู นธิ สิ มเด็จพระสงั ฆราชวดั บวร.com
http://www.madchima.org
https://www.posttoday.com
http://www.thammapedia.com
https://th.wikipedia.org › wiki
http://www.dharma-gateway.com
https://www.winnews.tv › news
https://www.matichon.co.th
https://sites.google.com
ขอขอบคณุ ขอ้ มลู และภาพจากเวบ็ ไซตต์ า่ งๆ
...............................................................................
พระประวตั ิสมเดจ็ พระสงั ฆราชองคท์ ี่ 5 แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์
สมเดจ็ พระอริยวงษญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ดอ่ น)
ประสาร ธาราพรรค์ เรยี บเรยี ง
พระประวัตใิ นเบอ้ื งต้น
สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเดจ็ พระสังฆราช (ดอ่ น) พระประวตั ใิ นเบอื้ งต้นมีความ
เปน็ มาอย่างไรไม่ปรากฏหลักฐานรายละเอยี ด แน่ชัด ทราบแต่เพียงว่า ประสูติเมื่อวันศุกร์
ขึ้น 11 ค่า เดือน 4 ปีมะเส็ง พ.ศ. 2304 มีแต่เพียงว่าประสูติในรัชสมัยสมเด็จพระที่นั่ง
สุรยิ าศน์อัมรนิ ทร์ สมเดจ็ พระเจา้ เอกทศั น์ รชั กาลสดุ ท้ายแห่งกรุงศรอี ยุธยา
เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดมหาธาตุ
ยุวราชรังสฤษฎ์ริ าชวรมหาวหิ าร ในรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลัย เมือ่ ปี
พ.ศ. 2365
สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ดอ่ น)
สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) เดิมจะได้เปรียญและเป็นพระราชาคณะตาแหน่งใดมา
ก่อนหรือไม่ ไม่ปรากฏหลักฐาน กระท่ังมาในรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงปรากฏ
หลกั ฐานว่าเปน็ พระเทพโมลี อยู่วัดหงษ์ ถึงรัชกาลท่ี 2 เล่ือนขึ้นเป็นท่ี พระพรหมมุนี แล้ว
เล่ือนข้ึนเป็นที่พระพิมลธรรม เม่ือปีชวด พ.ศ. 2359 ในคราวเดียวกับท่ีทรงต้ัง สมเด็จ
พระสังฆราช (ม)ี
อนง่ึ วดั หงษ์น้ี แต่เดิมมาเรียกกันว่า วัดเจ๊สัวหงบ้าง วัดเจ้าสัวหงบ้าง วัดเจ้าขรัวหง
บ้าง ตามชื่อของคหบดีจีนที่เป็นผู้สร้างวัด มาในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้
โปรดให้ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ทั้งพระอาราม เนื่องจากเป็นพระอารามท่ีอยู่ติดกับพระราชวัง
และพระราชทานชื่อว่า วัดหงษ์อาวาสวิหาร จึงได้เป็นพระอารามหลวงและพระอาราม
สาคญั มาแต่ครัง้ นั้น มาในรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรตั นโกสนิ ทร์
วดั หงสร์ ตั นาราม
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่คร้ังยังทรงดารงพระราชอิสริยยศเป็น
สมเด็จพระเจ้าลกู ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทรง
ปฏิสังขรณ์ จึงพระราชทานเปล่ียนนามใหม่ว่า วัดหงษ์อาวาสบวรวิหาร เพราะ เป็นพระ
อารามที่อยู่ใกล้กับพระราชวังเดิม อันเป็นท่ีประทับของสมเด็จกรมพระราชวังบวรสถาน
มงคล ตอ่ มาในรัชกาลที่ 3 จงึ ไดพ้ ระราชทานเปล่ียนนามอีกคร้ังหน่ึงว่า วัดหงสาราม คร้ัน
ถึงรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว โปรดใหป้ ฏิสงั ขรณ์อีกครั้งหน่ึง เมื่อ
ทรงปฏิสังขรณเ์ สร็จบริบูรณแ์ ลว้ จึงพระราชทานเปลย่ี นนามใหม่วา่ วดั หงสร์ ัตนาราม ดังท่ี
เรียกกันสบื มาจนปจั จบุ นั
พระประธานโบสถว์ ดั หงสร์ ตั นาราม
วัดหงสร์ ัตนาราม ราชวรวหิ าร เป็นพระอารามหลวงชน้ั โท ชนดิ ราชวรวิหารตง้ั อยู่รมิ
คลองบางกอกใหญ่ (คลองบางหลวง) แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร มี
เน้ือท่ีประมาณ 46 ไร่เศษ และมีท่ีธรณีสงฆ์คือ ท่ีจัดประโยชน์ให้ประชาชนเช่าปลูกท่ีอยู่
อาศัย ตดิ กบั วดั อกี ประมาณ 20 ไร่ ภายในวัดหงส์รตั นารามฯ มีโบราณสถานสาคัญภายใน
วัดที่น่าสนใจ อาทิ พระอุโบสถในสมัยอยุธยา ภายในมีเสาอยู่ด้านข้างพระอุโบสถ 2 ข้าง
สวยงามมาก พระประธานในพระอโุ บสถเป็นพระพทุ ธรูปปางมารวิชัยสมัยอู่ทอง ปูนปั้นลง
รักปิดทอง ไม่มีพระนามสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นสมัยอยุธยา พระพุทธรูปหลวงพ่อแสน
เปน็ พระพทุ ธรูปสมั ฤทธน์ิ วโลหะสวยงามเป็นพิเศษ ตามประวตั ไิ ดม้ กี ารอญั เชญิ มาจากเมอื ง
เชยี งแตง เม่อื พ.ศ. 2401
ศาลสมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ มี หาราช ณ วดั หงสร์ ตั นาราม
นอกจากนี้แลว้ ยังมสี ระน้ามนต์ศักด์ิสิทธ์ิ ลักษณะส่ีเหล่ียมผืนผ้า ลึกประมาณ 1.50
เมตร อยู่ทางทิศตะวันตกท้ายวัด ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หอพระไตรปิฎก ตู้
พระไตรปิฎก กุฏิไม้สักเก่า เป็นต้น นับเป็นวัดที่เก่าแก่ และเป็นท่ีพานักจาพรรษาของ
สมเด็จพระสงั ฆราชถึง พระองค์ คอื สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ช่ืน) สมยั กรงุ ธนบรุ ี และสมเดจ็
พระสงั ฆราช (ดอ่ น) สมยั รตั นโกสนิ ทร์
สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ม)ี
พ.ศ. 2362 สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ม)ี สนิ้ พระชนม์ พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้
นภาลยั ทรงพระราชดารจิ ะทรงตงั้ สมเดจ็ พระพนรตั น์ (อาจ) วดั สระเกศ เปน็ สมเดจ็
พระสงั ฆราช จงึ โปรดใหแ้ หไ่ ปอยวู่ ดั มหาธาตุ เพอ่ื เตรยี มการทรงตง้ั ตอ่ ไป และโปรดใหพ้ ระ
พมิ ลธรรม (ดอ่ น) ยา้ ยจากวดั หงษม์ าครองวดั สระเกศสบื ตอ่ จาก สมเด็จพระพนรตั น์ (อาจ)
ในปี พ.ศ. 2362 นน้ั
สาหรับสมเด็จพระพนรัตน์ (อาจ) น้ันเมอื่ แหไ่ ปอยวู่ ัดมหาธาตุได้ 8 เดอื น ยงั มิทันได้
ทรงต้ังเป็นสมเด็จพระสังฆราช ก็เกิดอธิกรณ์ขึ้นเสียก่อน จึงโปรดให้ถอดเสียจากสมณ
ฐานันดร แลว้ ให้ออกไปเสียจากวัดมหาธาตุ จงึ ไปอยทู่ ี่วัดไทรทอง (บางที่เรียกว่า วดั แหลม)
ซึง่ เป็นวดั เบญจมบพติ รในบัดนี้ จนถึงมรณภาพ
พ.ศ. 2363 ทรงโปรดให้เล่ือน พระพิมลธรรม (ด่อน) เป็นสมเด็จพระพนรัตน์ ใน
คราวเดียวกันกับท่ีทรงตั้ง สมเด็จพระญาณสังวร (สุก) วัดราชสิทธาราม เป็นสมเด็จ
พระสงั ฆราช
สมเด็จพระสังฆราชพระองคท์ ่ี 5 แห่งกรงุ รัตนโกสนิ ทร์
ครนั้ พ.ศ. 2365 สมเดจ็ พระสงั ฆราช (สกุ ญาณสังวร) ส้ินพระชนม์ พระบาทสมเด็จ
พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ไดท้ รงตั้ง สมเดจ็ พระพนรัตน์ (ด่อน) เปน็ สมเดจ็ พระสังฆราชเมอ่ื
เดือน 4 ในศกนัน้ แตไ่ ม่พบสาเนาประกาศสาเนาทรงตั้ง เม่อื ทรงตงั้ เปน็ สมเด็จพระสังฆราช
แล้ว จึงโปรดให้แห่มาสถิต ณ วัดมหาธาตุเช่นเดียวกับสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ก่อนๆ
นบั เป็นสมเด็จพระสงั ฆราชพระองค์ท่ี 5 แห่งกรงุ รัตนโกสินทร์ และเป็นสมเด็จพระสงั ฆราช
พระองค์ท่ี 4 สุดท้ายที่สถิต ณ วัดมหาธาตุ ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ท่ี 3 ใน
รชั กาลที่ 2 และทรงดารงตาแหน่งสมเด็จพระสังฆราชได้ 2 ปีเศษ กส็ ้นิ รัชกาลท่ี 2
พระกรณยี กจิ พเิ ศษ
พระบาทสมดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั
ในปลายรัชกาลที่ 2 สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจสาคัญ
คอื ทรงเป็นพระราชอุปธั ยาจารยข์ องพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงผนวช
เป็นพระภิกษุขณะทรงดารงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ
สมมตเิ ทววงศ์ ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เม่ือวันอังคาร เดือน 8 ข้ึน 11 ค่า
ตรงกับกบั วนั ท่ี 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 เม่ือทรงผนวชแลว้ เสด็จไปประทับ ณ วัดมหาธาตุ
3 วัน แลว้ เสดจ็ ไปประทบั ศกึ ษาวิปสั สนาธรุ ะ ณ วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) หลังจากทรง
ผนวชได้เพียง 15 วัน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยก็เสด็จสวรรคต เม่ือออก
พรรษาแล้ว ได้เสด็จกลับมาประทับ ณ วัดมหาธาตุ เพื่อทรงศึกษาภาษาบาลีต่อไป พระ
ตาหนักอันเปน็ ทป่ี ระทบั ของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยูห่ วั เมอ่ื ทรงผนวชครง้ั นนั้
คือตรงทป่ี ัจจุบันสรา้ งเป็นวิหารโพธิลังกา ซึ่งอยู่ทางมุมวัดมหาธาตุด้านทิศตะวันออก หลัง
พระบวรราชานสุ าวรียส์ มเด็จกรมพระราชวงั บวรมหาสุรสงิ หนาทในบดั นี้
การฟ้ืนฟูพระพุทธศาสนาครัง้ สาคัญ
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
เน่ืองมาจากการทรงผนวชของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสมัยของ
สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) ครั้งนั้น ได้ก่อให้เกิดการฟ้ืนฟูพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ท่ี
นับว่าสาคัญครั้งหนึ่ง ในประวัติการณ์ของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยในเวลาต่อมา
กล่าวคือ หลังจากทพ่ี ระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจ้าอยูห่ วั เสด็จกลับมาประทับทรงศึกษา
พระปริยัติธรรม ณ วัดมหาธาตุ จนทรงรอบรู้ในภาษาบาลีและเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก
แล้ว ก็ทรงพิจารณาเห็นความบกพร่องในวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ในยุคน้ัน ดังพระบรม
ราชาธบิ ายในพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยูห่ วั ว่า “ผลแห่งการท่ีทรงศึกษา
และพิจารณาทว่ั ถึงละเอียดเข้า ก็ให้เกิดความสลดพระราชหฤทัยไปว่าวัตรปฏิบัติแลอาจา
ริยสมัย ซึง่ ได้นาสง่ั สอนกันสบื ๆ มานี้ เคลือ่ นคลาดห่างเหิน แลหยาบหย่อนไปเปน็ อนั มาก ดู
ประหน่ึงวา่ จะมีรากเงา่ เค้ามลู อนั เน่าผุไปเสียแลว้ ”
ดว้ ยเหตุผลดงั กล่าวแลว้ จึงเปน็ เหตุให้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง
พระราชดาริปรบั ปรุงแก้ไขวตั รปฎิบตั ขิ องพระสงฆ์ใหถ้ ูกต้องตาม พระธรรมวินยั ดังที่ได้ทรง
ศึกษาจากท่าน ผู้รู้และพิจารณาสอบสวนกับพระไตรปิฏกท่ีได้ทรงศึกษาจนเช่ียวชาญ
แตกฉาน โดยพระองค์เองทรงประพฤตินาขึ้นก่อนแล้วภิกษุสามเณรอ่ืนๆ ที่นิยมเล่ือมใสก็
ประพฤตติ าม
วดั สมอราย (วดั ราชาธวิ าส)
ในระยะแรกท่ที รงพระราชดาริปรับปรงุ แก้ไขวัตรปฏิบัตขิ องพระสงฆด์ ังกล่าวนั้น ยงั
เสด็จประทบั อยู่ ณ วดั มหาธาตุ จงึ ทรงร้สู กึ ไมส่ ะดวกพระราชหฤทยั เพราะวัดพระมหาธาตุ
เป็นท่ีสถิตของสมเด็จพระสังฆราช ทั้งทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ของพระองค์ด้วย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงทรงย้ายไปประทับ ณ วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) อัน
เป็นวัดท่ีอยู่นอกกาแพงพระนคร ท้ังน้ีก็คงเพราะความท่ีทรงเคารพในสมเด็จพระสังฆราช
และเพื่อจะได้ไม่เป็นที่ขัดข้องพระทัยของสมเด็จพระสังฆราชเกี่ยวกับการปฏิบัติของ
พระองคน์ ั่นเอง
เม่ือเสด็จไปประทับ ณ วัดสมอรายแลว้ กท็ รงปรบั ปรุงแก้ไขวัตรปฏบิ ัตขิ องพระสงฆ์
ตามแนวแห่งพระราชดารไิ ดส้ ะดวกนน้ั กระท่ังมีผู้ปฏิบัติตามเป็นจานวนเพ่ิมขึ้นตามลาดับ
จนกลายเป็นพระสงฆ์หมู่ใหญ่ ซึ่งได้รับการขนานนามในเวลาภายหลังต่อมาว่า คณะ
ธรรมยตุ กิ นิกาย หรอื ท่เี รยี กกันสั้นๆวา่ พระสงฆ์ธรรมยตุ
พระราชดาริในการปรับปรุงแก้ไขพระศาสนาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวน้ันมิได้จากัดอยู่เฉพาะ เร่ืองวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์เท่านั้น แต่รวมตลอดไปถึง
การศึกษาพระปริยัติธรรม และการเทศนาสั่งสอนพระพุทธศาสนาแก่พุทธบริษัทด้วย จึง
นบั เปน็ ช่วงแห่งประวตั ิศาสตร์ท่ีสาคัญชว่ งหน่ึงของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย
สมณทตู ไปศรีลงั กา
เจดยี ร์ วุ นั เวลิ เมอื งอนรุ าธปรุ ะ ศรลี งั กา
สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) ทรงพระชนม์สืบมาถึงรัชกาลที่ 3 และในปีสุดท้ายแห่ง
พระชนมชีพของสมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรง
พระราชดาริเห็นพร้อมกันกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซ่ึงทรงผนวชอยู่และ
ทรงครองวัดบวรนิเวศวิหาร อยู่ในขณะนั้นว่า การพระศาสนาในลงั กาจะเป็นอย่างไร ไม่ได้
ไปสืบสวนให้ทราบความช้านานหลายปีมาแล้ว อีกประการหนง่ึ หนังสอื พระไตรปฏิ กทฉี่ บบั
ของไทยยังบกพร่อง ควรจะสอบสวนกับฉบับลังกามีอยู่หลายคัมภีร์ ถ้าแต่งพระภิกษุสงฆ์
ไทยเป็นสมณทูตไปลังกาอีกสักคร้ังหนึ่ง เห็นจะเป็นการดี ทรงพระราชดาริเห็นพร้อมกัน
เช่นนจ้ี ึงโปรดใหพ้ ระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลือกสรรพระภิกษุที่จะส่ง ไป
ลังกา และมสี มณลขิ ิตไปถงึ สังฆนายกตามพระราชประสงค์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอย่หู วั ทรงเลอื กไดพ้ ระภกิ ษุสงฆธ์ รรมยุตกิ า 5 รูป พรอ้ มด้วยพระภกิ ษสุ ามเณรชาวลงั กา
อีก 5 รูป ซึ่งเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ เมื่อ 2 ปีก่อน และเดินทางกลับบ้านเมืองของตนใน
คราวนี้ด้วยได้ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยเรือหลวง ชื่อจินดาดวงแก้ว เม่ือวันอาทิตย์
เดือน 2 ขนึ้ 1 คา่ ปขี าล ตรงกบั วนั ท่ี 1 มกราคม พ.ศ. 2385 สมณทตู ชดุ นีเ้ ดินทางกลับถึง
กรุงเทพฯ ในเดือน 6 ปีเถาะ พ.ศ. 2386 พร้อมท้ังได้ยืมคัมภีร์พระไตรปิฎกมาด้วย 40
คัมภีร์
ตามเร่ืองราวที่ปรากฏแสดงว่า การสมณทูตไทยไปลังกาครั้งน้ี ยังประโยชน์แก่
พระพุทธศาสนาในประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะทาให้คณะสงฆ์ไทยมีโอกาสได้คัมภีร์
พระไตรปิฎกจากลังกามาสอบสวนกับพระไตรปิฏกของไทยในส่วน ท่ีบกพร่องสงสัย ให้
สมบูรณ์ครบถ้วนย่ิงข้ึน เป็นเหตุให้พุทธศาสนิกชนชาวไทย ได้คัมภีร์พระไตรปิฎกที่เป็น
หลกั ฐานสาคญั ของพระพุทธศาสนาครบถ้วนสมบูรณส์ ืบมาดังทป่ี รากฏอยู่ในปัจจุบัน
ชาระพระสงฆ์ครัง้ ใหญ่
สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ดอ่ น)
ในตอนปลายสมัยของสมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) นี้ ได้มีการชาระความพระสงฆ์ท่ี
ประพฤติอนาจารครั้งใหญ่ ดังทบี่ ันทกึ ไว้ในพระราชพงศาวดารวา่ “เมื่อ ณ เดือน 1เดือน
2 เดือน 3 เกิด ชาระความพระสงฆ์ท่ีประพฤติอนาจารมิควร ได้ตัวชาระสึกเสียก็มาก
ประมาณ 500 เศษ ท่ีหนีไปก็มาก พระราชาคณะเปน็ ปาราชิกกห็ ลายรูป” นบั เป็นการชาระ
สะสางอลชั ชีในคณะสงฆ์ครัง้ ใหญ่ท่สี ดุ เทา่ ท่ีปรากฏในประวัติการณข์ องคณะสงฆ์ ในยคุ กรงุ
รัตนโกสินทร์ ทั้งเป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงความเส่ือมโทรมของคณะสงฆ์ในยุคนั้นใน
ขณะเดียวกันก็เป็นส่ิงสะท้อนให้เห็นถึง ความเอาพระทัยในการคณะสงฆ์ของ สมเด็จพระ
เจ้าแผ่นดินอย่างจริงจัง ทรงพยายามชาระสะสางการพระศาสนาและการคณะสงฆ์ให้
บรสิ ุทธิบรบิ ูรณ์อยา่ งเต็มพระสตปิ ัญญาอยเู่ สมอ
พระอวสานกาล
สมเดจ็ พระอรยิ วงษญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ดอ่ น) ทรงดารงตาแหนง่ สมเดจ็
พระสงั ฆราช เปน็ เวลานานถึง 19 ปี 6 เดอื น ต้งั แตป่ ี พ.ศ. 2365 กส็ นิ้ พระชนมเ์ มอ่ื วนั ท่ี 23
กนั ยายน พทุ ธศกั ราช 2385 ตรงกบั วนั ศกุ ร์ แรม 4 คา่ เดอื น 10 ปขี าล ในรชั กาลที่ 3 มี
พระชนมม์ ายไุ ด้ 81 พรรษา พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั โปรดเกลา้ ฯ ใหท้ าเมรุ
ผา้ ขาวแลว้ พระราชทานเพลงิ พระศพ เมอ่ื วนั เสาร์ ขนึ้ 13 คา่ เดอื น 4 ตรงกบั วนั ที่ 11
มนี าคม พ.ศ. 2386
....................................................................
แหลง่ ขอ้ มลู อา้ งองิ
http://www.dharma-gateway.com
http://www.dhammajak.net
https://www.khaosod.co.th
http://www.มลู นธิ สิ มเด็จพระสงั ฆราชวดั บวร.com
https://sangkhatikan.com
https://th.wikipedia.org
ขอขอบคณุ ขอ้ มลู และภาพจากเว็บไซตต์ า่ งๆ
พระประวตั ิสมเดจ็ พระสงั ฆราชองคท์ ่ี 6 แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์
สมเดจ็ พระอรยิ วงษญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (นาค)
ประสาร ธาราพรรค์ เรยี บเรยี ง
พระประวัติตอนต้นไม่พบรายละเอียด มีแต่เพียงว่าประสูติในรัชสมัยสมเด็จ
พระที่น่งั สุรยิ าศนอ์ ัมรินทรแ์ หง่ กรงุ ศรอี ยุธยา เมือ่ ปี พ.ศ. 2301 เปน็ พระราชาคณะ
ท่ี พระนิกรมุนี ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้เล่ือนเป็น
พระพรหมมุนี เมื่อปี พ.ศ. 2359 ต่อมาเป็น พระธรรมอุดม และได้เล่ือนเป็น
สมเด็จพระพนรัตน เมื่อปี พ.ศ. 2373 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า
เจา้ อยูห่ ัว
วดั มหาธาตยุ วุ ราชรงั สฤษฎ์
เนื่องจากในระยะเวลาท่ีข้ึนเป็นสมเด็จพระสังฆราช วัดมหาธาตุยุวราช
รงั สฤษฎก์ าลังอยรู่ ะหวา่ งการปฏสิ งั ขรณ์ พระองคจ์ ึงสถิต ณ วดั ราชบรู ณะตลอดมา
จนส้ินพระชนม์ ทาให้ธรรมเนียมการแหส่ มเดจ็ พระสังฆราชมาสถิต ณ วัดมหาธาตุ
เป็นอันเลิกไปตั้งแต่นั้นมา และสมเด็จพระสังฆราชเคยสถิตอยู่ ณ พระอารามใด
เม่ือคร้ังก่อน เป็นสมเด็จพระสังฆราช ก็ยังคงสถิตอยู่ ณ พระอารามนับสืบต่อไป
เป็นแบบธรรมเนยี มมาจนถงึ ปจั จุบัน
ได้มีการส่งสมณทูตไปลังกาเป็นคร้ังท่ี 2 เมื่อปี พ.ศ. 2387 โดยทางเรือและ
เดินทางกลับในปีเดียวกัน พร้อมกับ ได้ยืมหนังสือพระไตรปิฎกมาอีก 30 คัมภีร์
พร้อมท้ังมภี ิกษุสามเณร และคฤหัสถช์ าวลังกา ติดตามมาด้วยกว่า 40 คน การท่ีมี
พระสงฆ์ชาวลังกาเดินทางเข้ามาสยามบ่อยคร้ัง จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ขณะผนวชและเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร
รับภาระต้อนรับดูแลพระสงฆ์ชาวลังกา ดังน้ัน วัดบวรนิเวศจึงมีหมู่กุฎีไว้รับรอง
พระสงฆล์ งั กาโดยเฉพาะ เรยี กวา่ คณะลังกา
สมเดจ็ พระอรยิ วงษญาณ สมเด็จพระสงั ฆราช (นาค) เป็นสมเด็จพระสังฆราช
พระองค์ที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดราชบูรณะราชวรวิหาร ในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2386 ทรงดารงตาแหน่งอยู่ 6
พรรษา ส้นิ พระชนมเ์ มื่อปี พ.ศ. 2392 เมือ่ พระชนมายุได้ 86 พรรษา
..............................................................
แหลง่ ขอ้ มลู อา้ งองิ
https://th.wikipedia.org
https://www.dmc.tv
ขอขอบคณุ ขอ้ มลู และภาพจากเว็บไซตต์ า่ ง
......................................................................
พระประวตั สิ มเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ องคท์ ี่ 7 แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานชุ ิตชิโนรส
ประสาร ธาราพรรค์ เรยี บเรยี ง
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานชุ ติ ชโิ นรส
“ศรสี วัสดิเดชะ ชนะราชอรนิ ทร์ ยินพระยศเกริกเกรียง เพียงพกแผ่นฟากฟ้า หล้าล่ม
เล่ืองชยั เชวง เกรงพระเกียรตริ ะยอ่ ฝอ่ ใจหา้ วบมิหาญ ลาญใจแกลว้ บมิกลา้ บค้าอาตม์ออก
รงค์ บคงอาตม์ออกฤทธ์ิ ทา้ วทวั่ ทศิ ท่ัวเทศ ไท้ทกุ เขตทกุ ดา้ ว นา้ วมกฎุ มานบ น้อมพิภพมา
นอบ มอบบวั บาทวบิ ุล อดลุ ยานภุ าพ ปราบดัสกรแกลนกลวั หัวหนั่ หายกายกลาด ดาษเต็ม
ทง่ เต็มดอน พม่ามอญพา่ ยหนี ศรอี โยธยารมเยศ พิเศษสุขบาเทิง สาเริงราชสถาน สาราญ
ราชสถิต พิพิธโภคสมบัติ พิพัฒน์โภคสมบูรณ์ พูนพิภพดับเข็ญ เย็นพิภพดับทุกข์ สนุกสบ
สีมา ส่าเสนานอบเกล้า ส่าสนมเฝ้าฝ่ายใน ส่าพลไกรเกริกหาญ ส่าพลส ารสินธพ สบ
ศาสตราศรเพลิง เถลงิ พระเกียรติฟุง้ ฟ้า ลอื ตรลบแหลง่ หลา้ โลกล้วนสดุดี”
พระนพิ นธส์ มเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานชุ ิตชโิ นรส เรอ่ื ง ลลิ ติ ตะเลงพา่ ย
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานชุ ติ ชโิ นรส ทรงเป็นเจ้านายพระองค์แรกที่
ทรงไดร้ บั สถาปนาใหด้ ารงตาแหน่งสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ท่ี 7 องค์พระประมุขแห่ง
คณะสงฆ์ไทยนบั เป็นการเริ่มตน้ ศักราชใหมใ่ นการปกครองของคณะสงฆไ์ ทยเพราะแต่ก่อน
มานับแตย่ คุ ตน้ แหง่ กรุงรตั นโกสนิ ทรย์ อ้ นไปจนถงึ ยคุ กรงุ ศรอี ยธุ ยาเปน็ ราชธานไี มป่ รากฏวา่
มีเจา้ นายพระองค์ใด แม้ทรงผนวชอยู่จนตลอดพระชนมชพี จะไดร้ บั การสถาปนาเปน็ สมเดจ็
พระสังฆราช
พระอัจฉริยภาพ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส มีพระ
อัจฉริยภาพหลายด้าน ในทางอกั ษรศาสตร์ กไ็ ด้นิพนธเ์ รือ่ งฉันทม์ าตราพฤติ และวรรณพฤติ
ตาราโคลงกลบท คากฤษฎี เปน็ ตน้ นอกจากนีย้ งั ไดน้ พิ นธบ์ ทกวีอีกเป็นจานวนมาก ทล่ี ว้ นมี
คุณค่าเป็นเพชรนา้ เอกทางวรรณกรรมของไทยตลอดมา
ในปี พ.ศ. 2532 องค์การยูเนสโกได้มีมติรับข้อเสนอของคณะผู้แทนไทยในการ
ประชุมสมัยสามญั ครั้งที่ 25 ที่สานกั งานใหญใ่ นกรงุ ปารีส ประเทศฝรง่ั เศส ประกาศยกยอ่ ง
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางด้าน
วฒั นธรรมระดบั โลก
องคก์ ารศกึ ษา วทิ ยาศาสตร์และวฒั นธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยเู นสโก) ไดป้ ระกาศ
รายช่ือบุคคลสาคัญผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมระดับโลก ประจาปีพุทธศักราช
2533 - 2534 และถวายพระเกียรติคุณ สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานชุ ติ ชโิ นรส
ในฐานะ ปูชนียบุคคลสาคัญผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมระดับโลกประจาปี
พุทธศักราช 2533 ตามมติที่ประชุมสมัยสามัญ คร้ังท่ี 25 ณ สานักงานใหญ่ยูเนสโก กรุง
ปารีส ประเทศฝร่ังเศส ระหว่างวันท่ี 17 ตุลาคม – 16 พฤศจิกายน 2532 และชักชวนให้
ประเทศสมาชิกร่วมจัดกิจกรรมฉลองเน่ืองในวันคล้ายวันประสูติครบ 200 ปี วันท่ี 11
ธันวาคม พ.ศ. 2533 นบั เปน็ พระสงฆร์ ูปแรกทีไ่ ดร้ บั การถวายเกียรตนิ ี้
พระประวตั สิ มเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานุชติ ชโิ นรส
สมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานุชิตชโิ นรส เปน็ พระโอรสพระองคท์ ี่ 28 ใน
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และเจ้าจอมมารดาจุ้ย (ท้าวทรงกันดาล) เป็น
มารดา ประสูติเมอ่ื วนั เสาร์ เดือนอ้าย ขึ้น 5 คา่ ตรงกบั วันที่ 11 ธนั วาคม ปจี อ พ.ศ. 2333
พระนามเดิมพระองค์เจ้าชายวาสุกรี เมื่อพระชนม์ได้ 12 พรรษา ตรงกับปีจอ พ.ศ. 2345
ได้ทรงผนวชเป็นสามเณร โดยผนวชเป็นหางนาค ณ วัดพระศรีสรเพ็ชญ์ (วัดพระศรีรัตน
ศาสดาราม) ครั้นผนวชแล้วจึงเสด็จไปประทับอยู่ ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ใน
ระหว่างทผ่ี นวชเป็นสามเณรอยู่นัน้ ไดท้ รงศึกษาในสานกั สมเดจ็ พระพนรตั น วดั พระเชตพุ น
วมิ ลมงั คลาราม ทรงศึกษาอักษรทงั้ ไทย ขอม ภาษามคธ (บาลี) โบราณคดี ตลอดจนวิธีทา
เลขยันต์ตา่ งๆ ตามคตินยิ มในสมยั นน้ั
ตอ่ มาเม่ือปีมะเมยี พ.ศ. 2353 ขณะดารงพระยศเปน็ พระเจา้ นอ้ งยาเธอ พระองคเ์ จา้
วาสกุ รี ในรัชกาลที่ 2 ได้ทรงผนวชเป็นพระภกิ ษุ และทรงศึกษาในสานักสมเดจ็ พระนพรตั น์
วดั พระเชตุพนฯ
วดั พะเชตพุ นวมิ ลมงั คราราม
ลุปพี ุทธศกั ราช 2357 สมเดจ็ พระพนรตั นถงึ แก่มรณภาพในระหว่างพรรษา ยงั ไมท่ นั
จะไดโ้ ปรดใหพ้ ระเถระรูปใดเปน็ อธบิ ดสี งฆว์ ดั พระเชตพุ นฯครน้ั ออกพรรษาแลว้ ในชว่ งเวลา
พระกฐิน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จไปพระราชทานพระกฐินถึงวัด
พระเชตุพนฯ จงึ ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาแต่งตัง้ ให้สมเด็จฯ กรมพระปรมานชุ ิตชโิ นรส
ขึ้นป็น กรมหม่ืนนุชิตชิโนรส ศรีสุคตขัตติยวงศ์ สถิต ณ วัดพระเชตุพนฯ โปรดให้ดารง
ตาแหนง่ พระราชาคณะ นบั เปน็ คร้ังแรกที่ทรงตง้ั พระบรมวงศานวุ งศใ์ หด้ ารงสมณศกั ดิ์
ปีชวด พุทธศักราช 2359 และในขณะท่ีทรงดารงพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่นอยู่นี้ ได้
ทรงทาหนา้ ทเ่ี ปน็ พระอาจารยข์ องเจา้ นายหลายพระองค์ โดยเฉพาะพระบาทสมเดจ็ พระจอม
เกล้าเจ้าอยู่หัว เม่ือทรงผนวชเป็นพระภิกษุอยู่น้ัน ทรงเคารพเล่ือมใสในสมเด็จฯ กรม
พระปรมานุชิตชิโนรสเป็นอย่างยิ่งแม้ว่าจะมีพระชนมายุแก่กว่าพระองค์เพียง 14 พรรษาก็
ตาม แต่ก็ทรงต้ังอยู่ในฐานะเป็นพระปิตุลา สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงต้ัง
พระองค์อยู่ในฐานะเป็นครุฐานียบุคคลในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างสูง เม่ือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจา้ อยหู่ วั ได้ทรงลาสิกขา เสดจ็ ขนึ้ ครองราชย์ เม่อื วนั ท่ี 25 มีนาคม พทุ ธศักราช 2394 แลว้ ก็
ได้ทรงสถาปนา สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ขึ้นเป็น "กรมสมเด็จพระปรมานุชิต
ชโิ นรส"และ ในรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจ้าอยู่หัว พระองคท์ รงให้รวมวัดในแขวง
กรงุ เทพมหานคร ข้ึนเปน็ คณะหนง่ึ เรียกวา่ คณะกลาง แล้วได้สถาปนากรมหม่ืนนุชิตชิโนรส
ให้ดารงสมณศักดิ์เสมอเจ้าคณะรอง และทรงตั้งเป็นเจ้าคณะกลางทรงปกครองวัดในเขต
กรงุ เทพฯ และธนบรุ ี 61 วดั
พดั ยศสาหรบั พระสมณศกั ดทิ์ ่ี
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานชุ ติ ชโิ นรส
ต่อมาเม่ือปีกุน พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ
ให้เล่ือนพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นนุชิตชิโนรส ขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรม
สมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ศรีสุคตขัตติยวงศบรมพงศาธิบดี จักรีบรมนารถ ปฐมพันธุ
มหาราชวรังกูร ปรเมนทรเรนทรสรู ิย์สัมมานาภิสกั กาโรดมสถาร อรยิ สมศลี าจารพิเศษมหา
วิมล มงคลธรรมเจดีย์ ยุตมุตวาทีสุวิรมนุญ อดุลยคุณคณาธาร มโหฬารเมตยาภิธยาศรัย
ไตรปิฎกกลาโกสล เบญจปดลเศวตฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาสมณุตมาภิเศกาภิสิต ปร
มุกกฤษฐสมณศักดิธารง มหาสงฆปรินายก พุทธศาสนดิลกโลกุตตมมหาบัณฑิตย สุนทร
วจิ ติ รปฏภิ าณ ไวยตั ิญาณมหากระวี พทุ ธาทิศรีรัตนตรยั คณุ ารักษ เอกอรรคมหาอนาคาริย
รตั น์ สยามาทิโลกปฏิพัทธพุทธบริษัทยเนตร สมณคณินทราธิเบศรสกลพุทธจักโรประการ
กิจ สฤษดิศุภการ มหาปาโมกษประธานวโรดม บรมนารถบพิตร (ต่อมาในรัชกาลที่ 6 จึง
โปรดใหเ้ ปลีย่ นเปน็ กรมพระตามยศเจ้ากรม) ทรงสมณศักด์ิเป็นพระมหาสังฆปริณายก ท่ัว
พระราชอาณาเขต ให้จัดตั้ง พระราชพิธีมหาสมณุตมาภิเษก ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลา
รามมีท้ังพิธีสงฆ์ และพิธีพราหมณ์ คล้ายกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งนับว่าเป็นคร้ัง
แรกของคณะสงฆไ์ ทยไดท้ รงรับมหาสมณุตมาภิเษก เป็นสมเดจ็ พระมหาสงั ฆปรินายก ทรง
พระนามกรมสมเด็จพระปรมานชุ ิตชิโนรส ศรีสคุ ตขตั ติยวงศ์ บรมพงศาธิบดี จักรีบรมนาถ
ปฐมพนั ธุมหาราชวรัลกูร ฯลฯ
พระอจั ฉรยิ ภาพ
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงเป็นกวีสาคัญย่ิง พระองค์
หน่ึงในยุครัตนโกสินทร์ ทรงได้รับคาสดุดีว่าเป็น จินตกวีไทยอย่างยอดพระองค์หนี่ง ทรง
ชานาญเป็นพิเศษในด้านแต่งโคลง ลิลิต และฉันท์ ยากจะหากวีผู้อ่ืนเสมอเหมือน ได้ทรง
พระนพิ นธห์ นังสือต่าง ๆ ไวเ้ ปน็ จานวนมาก ทั้งบทรอ้ ยกรองและรอ้ ยแกว้ สมพระเกียรติที่
เปน็ “รัตนกวี” ของชาติ หนงั สือเหล่าน้นั ล้วนได้รับนับถือยกย่องว่าเป็นวรรณคดีท่ีไพเราะ
และมคี วามสาคัญตอ่ วรรณคดีของไทยอยา่ งยิง่ พระองค์ ไดท้ รงพระนิพนธ์หนังสือตา่ งๆ ไว้
เป็นจานวนมาก วรรณกรรมของพระองค์ นบั วา่ เป็นสมบัตทิ ปี่ ระมาณค่ามิได้ มีทั้งร้อยแก้ว
และร้อยกรอง ท่ีเป็นร้อยแก้ว เช่น พระปฐมสมโพธิ พระธรรมเทศนาพงศาวดารกรุงศรี
อยุธยา เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นแล้วเป็นร้อยกรองท่ีทรงเช่ียวชาญและทรงถนัดมากคือฉันท์
เชน่ กฤษณาสอนนอ้ งคาฉนั ท์ สรรพสทิ ธ์ิคาฉันท์ สมทุ รโฆษคาฉนั ท์ ฉันทด์ ษุ ฎีสังเวยกล่อม
ช้างพงั โดยเฉพาะที่เปน็ แม่บท ทรงแต่งตาราฉันทม์ าตราพฤติและวรรณพฤติ
ลลิ ติ ตะเลงพา่ ย
ในจานวนพระนิพนธ์ท้ังหมด เรื่องท่ีได้รับการยกย่องทางร้อยกรองว่าดีเยี่ยมท่ีสุด
ได้แก่ ลิลิตตะเลงพา่ ย ซึง่ เปน็ วรรณคดีที่ดีเลิศทางกระบวนกลอนลลิ ติ อกี เร่อื งหนง่ึ ดว้ ย สว่ น
พระนิพนธร์ ้อยแก้ว ทีย่ อดเยี่ยมทสี่ ดุ น่าจะได้แก่ เร่ือง พระปฐมสมโพธิกถา ซึ่งผู้อ่านจะได้
อรรถรสทงั้ ภาษาและวรรณคดี นอกเหนือไปจากเนือ้ หาทเี่ ป็นพระพุทธประวัตอิ กี ดว้ ย
พระนิพนธข์ องพระองค์ทแี่ สดงถึงลกั ษณะคาประพนั ธท์ ่ีทรงใช้ในการนิพนธ์ เรยี กวา่
ลลิ ิต เป็นลลิ ิตสภุ าพ ประกอบดว้ ยร่ายสุภาพและโคลงสภุ าพ โคลงทใ่ี ช้มีทั้ง โคลง 2 โคลง 3
และโคลง 4 ตอนท้ายเป็นโคลงกระทู้ซึ่งเปน็ ลกั ษณะคาประพนั ธท์ ีส่ มเด็จพระมหาสมณเจ้า
กรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงนิยมใช้ในการนิพนธ์ปิดท้ายวรรณคดีที่ทรงนิพนธ์เกือบทุก
เรอื่ ง
จารึกวดั พระชตุ พุ นฯ
ในรัชกาลท่ี 3 ในโอกาสท่ีปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพน เมื่อพุทธศักราช 2375 เพื่อให้
เป็นศูนย์กลางการศึกษาของประชาชน โดยรวบรวมสรรพวชิ าการสาขาตา่ งๆ จารกึ บนแผน่
ศลิ าในวัดพระเชตพุ น ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ใหจ้ ารกึ แผน่ ศลิ าประดบั ไวใ้ นวดั พระเชตพุ น
ฯ โดยจารึกตาราวชิ าการต่างๆ ในการจารึกแผ่นศลิ าประดิษฐานไว้ในบรเิ วณวดั พระเชตพุ น
ฯ คร้ังน้ี สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ได้ทรงพระนิพนธ์เร่ืองต่างๆ เป็นโคลง ฉันท์
กาพย์ ไว้หลายเรื่อง ท้ังยังได้ทรงพระนิพนธ์โคลงดั้นบาทกุญชรและ โครงดั้นวิวิธมาลี
สรรเสรญิ พระเกยี รติยศพระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทท่ี รงปฏสิ งั ขรณ์ วดั พระเชตุ
พนฯ จารึกไวใ้ นวัดพระเชตพุ น ดังท่ที รงระบุไวใ้ นโคลงทา้ ยเร่อื ง ดังน้ี
บรรจงเสาวเลขแลว้ หลายคงุ ขวบฤา
ปางปนิ่ ธเรศอารงุ โลกเลยี้ ง
ทานกุ เชตพุ นผดงุ เผดมิ ตกึ เตม็ เอย
อาวาสอาจเพง่ เพยี้ ง แผน่ ฟา้ มาเสมอ
สมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานชุ ติ ชโิ นรส ทรงนพิ นธ์คาประพนั ธ์ตา่ งๆไวด้ ังน้ี
คาประพนั ธ์ ประเภทโคลง
1. โคลงดน้ั เรอ่ื งปฏสิ งั ขรณว์ ดั พระเชตพุ นฯ
2. ลลิ ติ กระบวนแหพ่ ระกฐินพยหุ ยาตราทางสถลมารคและชลมารค
3. ลลิ ติ ตะเลงพา่ ย
4. โคลงภาพฤาษดี ดั ตน
5. โคลงภาพคนตา่ งภาษา
6. โคลงกลบทดาวลอ้ มเดอื น
7. โคลงบาทกญุ ชร และววิ ธิ มาลี
8. โคลงจารกึ ศาลาหนา้ พระมหาเจดยี ์ 2 หลงั
9. โคลงจารกึ ศาลาราย 16 หลงั
10.รา่ ยและโคลงบานแพนก
คาประพนั ธ์ ประเภทฉนั ท์
1. กฤษณาสอนนอ้ งคาฉนั ท์
2. สมทุ รโฆษคาฉนั ท์ ตอนปลาย
3. ตาราฉนั ทว์ รรณพฤติ และมาตรพฤติ
4. สรรพสทิ ธคิ าฉนั ท์
5. ฉนั ทส์ งั เวยกลองวนิ จิ ฉยั เภรี ในคาฉนั ทด์ ษุ ฎสี งั เวย
6. จกั รทปี นตี าราโหราศาสตร์
7. ฉนั ทด์ ษุ ฎสี งั เวยกลอ่ มชา้ งพงั
คาประพนั ธ์ ประเภทรา่ ยยาว
1. ปฐมสมโพธกิ ถา
2. มหาเวสสนั ดรชาดก (เวน้ กณั ฑช์ ชู กและมหาพน)
3. ทาขวญั นาคหลวง
4. คาประกาศบรมราชาภเิ ษกรชั กาลท่ี 4
คาประพนั ธป์ ระเภทรอ้ ยแกว้
1. พระธรรมเทศนาพระราชพงศาวดารสงั เขป
2. พระธรรมเทศนาพระราชพงศาวดารสงั เขปและพระราชพงศาวดารยอ่
3. คาฤษฎี (พระนพิ นธร์ ว่ มกับสมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาเดชาดศิ ร
และพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงภวู เนตรนรนิ ทรฤทธ)์ิ
4. จักรทปี นี (รอ้ ยแกว้ ปนกาพย์) ตาราพยากรณร์ าชาภเิ ศก รชั กาลที่ 4
คาประพนั ธ์ ประเภทกลอน
1. เพลงยาวเจา้ พระความเรยี ง
2. พระธรรมเทศนาพระราชพงศาวดารสงั เขป
3. พระราชพงศาวดารกรงุ ศรอี ยธุ ยา ฉบบั ความสมเดจ็ ฯ กรมพระปรมานชุ ติ ชโิ นรส
เลม่ 1- 2
ภาษาบาลี
ปฐมสมโพธิกถาฉบับภาษาบาลี มีต้นฉบับอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ เป็นพระคัมภีร์ใบ
ลานจานวน 30 ผูก ผูกละประมาณ 24 หน้า เม่ือปริวรรตเป็นอักษรไทยและแปลออก
มาแล้วจะเป็นหนังสือหนาประมาณ 2,160 หนา้ หรือประมาณ 270 ยก ซึ่งเป็นหนังสือพระ
พุทธประวตั ิฉบับท่ีมขี นาดหนาท่ีสุดในโลก
ในทางพระพทุ ธศิลป์
ได้ทรงคิดแบบพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
โดยทรงเลอื กพระอิริยาบถตา่ ง ๆ จากพทุ ธประวตั เิ ปน็ จานวน 37 ปาง เรมิ่ ตง้ั แตป่ างบาเพญ็
ทุกขกิรยิ า จนถึงปางห้ามมาร พระพุทธรปู ปางตา่ ง ๆ เหลา่ นี้
พระอสิ รยิ ยศ
พระเจา้ ลกู ยาเธอ พระองคเ์ จา้ วาสกุ รี (11 ธนั วาคม พ.ศ. 2333 – 7 กนั ยายน พ.ศ. 2352)
พระเจา้ นอ้ งยาเธอ พระองคเ์ จา้ พระวาสกุ รี (7 กนั ยายน พ.ศ. 2352 – พ.ศ. 2356)
พระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมหมนื่ นชุ ติ ชโิ นรส(พ.ศ. 2356 - พ.ศ. 2394)
พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมสมเดจ็ พระปรมานชุ ติ ชโิ นรส (พ.ศ. 2394 - 9 ธนั วาคม พ.ศ.
2396)
ภายหลงั การสนิ้ พระชนม์
สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระปรมานชุ ติ ชโิ นรส (พ.ศ. 2453 - 2464)
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานชุ ติ ชโิ นรส (พ.ศ. 2464)
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานชุ ติ ชโิ นรส สนิ้ พระชนมายุ
พระโกศทรงฝรงั่ บรรจพุ ระอฐั ขิ องสมเดจ็ ฯ กรมพระปรมานชุ ติ ชโิ นรส
ประดษิ ฐาน ณ พระตาหนกั วาสกุ รี วดั พระเชตพุ นวมิ ลมงั คลาราม
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ฯ ทรงมีพระชนมายุอยู่ใน
รัชกาลที่ 4 เพียง 2 พรรษา ก็ประชวรด้วยพระโรคชรา และสิ้นพระชนมายุ เมื่อวนั ศกุ ร์
เดือนอ้าย ขึ้น 9 ค่า ปีฉลู ปีฉลู เบญจศก จุลศักราช 1215 เวลาบ่าย 3 ตรงกับวันที่ 9
ธันวาคม 2396 สิริรวมพระชนมายุได้ 64 พรรษา ในฐานะที่ทรงเป็นประมุขสงฆ์ ที่
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยูห่ ัวทรงศรัทธามาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระศพ
จากวัดพระเชตุพนฯ ไปประดษิ ฐาน ณ พระเมรุท่ีท้องสนามหลวง แล้วพระราช ทานเพลิง
ศพ เม่ือวันเสาร์ที่ 8 เม.ย. ข้ึน 11 ค่า เดือน 5 พ.ศ. 2397 เมื่อพระราชทานเพลิงพระศพ
แลว้ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั โปรดเกลา้ ฯ ให้อัญเชิญพระอัฐิไปประดิษฐาน
ไว้ท่ีพระตาหนักวัดพระเชตุพนฯ และโปรดใหม้ ตี าแหนง่ พระฐานานกุ รมรักษาพระอฐั ิตอ่ มา
เม่ือพระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว ตาแหน่งสมเด็จพระสังฆราชก็ว่างตลอดรัชสมัย
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั เนอ่ื งจากไมม่ พี ระเถระรปู ใดมคี ณุ สมบตั อิ ยใู่ นฐานะ
ทจี่ ะทรงสถาปนาตามหลักเกณฑ์ กล่าวคอื ตามพระราชประเพณีนยิ มทม่ี มี าแตโ่ บราณ พระ
เถระที่จะทรงต้ังเป็น สมเด็จพระสังฆราช และสมเด็จพระราชาคณะ นั้น ก็เฉพาะผู้ทรง
คุณสมบัติพิเศษ คือเป็นพระอุปัชฌาย์ เป็นอาจารย์เป็นที่ทรงนับถือเหมือนอย่างพระ
อปุ ัชฌาย์ หรอื พระอาจารย์ หรือเปน็ ผ้ใู หญ่ ผูเ้ ฒ่า มอี ายแุ ก่กว่าพระชนมพรรษา
แมว้ ่าจะว่างสมเดจ็ พระสังฆราช แตก่ ารปกครองคณะสงฆก์ ส็ ามารถดาเนนิ ไปไดด้ ว้ ยดี
เนอ่ื งจากแต่โบราณมา พระมหากษัตรยิ ์ทรงถอื เป็นพระราชภาระในการปกครองดูแลคณะ
สงฆ์ โดยมีเจ้านาย หรือขุนนางผู้ใหญ่ในตาแหน่ง เจ้ากรมสังฆการี เป็นผู้กากับดูแลแทน
พระองค์ สมเด็จพระสังฆราชมิได้ทรงบัญชาการคณะสงฆ์โดยตรง ทรงดารงฐานะปูชนีย
บคุ คล การปกครองในลกั ษณะนี้ ได้มาเปลี่ยนแปลงไปในรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎ
เกลา้ เจ้าอยหู่ ัว
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั
ภายหลงั พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยหู่ วั มพี ระราชดาริวา่ การเรยี กพระนาม
พระบรมราชวงศ์ซงึ่ ดารงสมณศักดเิ์ ป็นพระประมุขแห่งสังฆมณฑลแตเ่ ดิมนัน้ เรียกตามพระ
อิสริยยศแหง่ พระบรมราชวงศ์ ไมไ่ ด้เรยี กตามสมณศักด์ิของพระประมุขแห่งสังฆมณฑล คอื
"สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ" หรือที่เรียกอย่างย่อว่า "สมเด็จพระสังฆราช" พระองค์จึง
เปลี่ยนคานาพระนามของพระบรมวงศานุวงศ์ซ่ึงดารงสมณศักด์ิเป็นพระประมุขแห่งสังฆ
มณฑลว่า "สมเด็จพระมหาสมณเจ้า"
ได้ทรงพระราชดาริว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระปรมานุชติ ชิโนรส ทรงพระ
เกียรติคุณทางกวีนิพนธ์และทรงมีคุณูปการเป็นอย่างย่ิงในพระบวรพุทธศาสนา ตลอด
พระชนมายุของพระองค์ จึงได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาข้ึนเป็นสมเด็จ
พระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส เมื่อวันท่ี 12 เมษายน 2464 ภายหลังท่ี
ส้นิ พระชนม์แล้ว 68 ปี
..........................................................
แหลง่ ขอ้ มลู อา้ งองิ
จดหมายเหตเุ รอ่ื งทรงตงั้ พระบรมวงศานวุ งศก์ รงุ รตั นโกสนิ ทร์ เลม่ 1. กรงุ เทพฯ :
กรมศลิ ปากร, 2545. 508 หนา้ .
สานกั วรรณกรรมและประวตั ศิ าสตร์ กรมศลิ ปากร. ราชสกลุ วงศ.์ กรงุ เทพฯ :
สานกั วรรณกรรมและประวตั ศิ าสตร์ กรมศลิ ปากร, 2554. 296 หนา้ . หนา้ 68.
จลุ ลดา ภกั ดภี มู นิ ทร์ (หมอ่ มหลวงศรฟี า้ ลดาวลั ย์ มหาวรรณ). เวยี งวงั เลม่ ๑. กรงุ เทพ :
เพอ่ื นดี บริษทั อกั ษรโสภณ จากดั , พมิ พส์ านกั งาน
คณะกรรมการวฒั นธรรมแหง่ ชาติ. 200 ปี สมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานชุ ติ
ชโิ นรส. กรุงเทพฯ : อมรนิ ทรพ์ รน้ิ ตงิ้ , 2533
w.w.w. dharma-gateway.com
w.w.w.khaosod.co.th
w.w.w.lib.ru.ac.th
w.w.w.sac.or.th
w.w.w.silpa-mag.com
th.wikipedia.org › wiki
sangkhatikan.com
vajiray.org
http://www.watpho.com
ขอขอบคณุ ภาพและขอ้ มลู จากเวบ็ ไซต์ตา่ งๆ
...............................................................
สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ องคท์ ี่ 8 แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาปวเรศวรยิ าลงกรณ์
ประสาร ธาราพรรค์ เรยี บเรยี ง
จกั แสดงพระเกยี รดไ์ิ ท้ โอรส
เถลงิ ถวลั ยสมมต สบื ตง้ั
เรอื งพระเดชปรากฏ แผต่ ลอด
เปรมกมลทว่ั ทง้ั ปักษใ์ ต้ ฝา่ ยเหนอื ฯ
พระทยั เยน็ ยงิ่ นา้ คา้ งแขง
พระเมตตาทรงแสดง ทวั่ หนา้
ยกหยอ่ นราชทฌั ฑแ์ รง แบง่ ลด
แกส่ ตั วผ์ ผู้ ดิ กลา้ เสอ่ื มนอ้ ย ถอยเบาฯ
พระนพิ นธส์ มเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาปวเรศวรยิ าลงกรณ์
พระประวตั ิ สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาปวเรศวรยิ าลงกรณ์
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ พระองค์ทรงเป็นสมเด็จ
พระสังฆราชเจ้า พระองคท์ ่ี 8 แห่งกรงุ รัตนโกสนิ ทร์ และทรงเปน็ พระมหาสมณเจา้ พระองค์
ที่สอง แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นหน่ึงในสิบพระเถระผู้เป็นต้นวงศ์ธรรมยุต ทรง
แตกฉานในภาษาบาลี พระนิพนธ์ที่แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถในภาษาบาลีคือพระ
นิพนธเ์ รอ่ื ง "สุคตวทิ ัตถิวธิ าน" ซ่ึงทรงนพิ นธ์เป็นภาษาบาลี นอกจากนี้ ยังไดท้ รงนิพนธ์เร่อื ง
เบ็ดเตลด็ อน่ื ๆ เป็นภาษาบาลีอกี หลายเร่อื ง นบั วา่ พระองค์ทรงเปน็ ปราชญท์ างภาษาบาลที ี่
สาคญั พระองคห์ นึ่ง
ดวงพระชะตาสมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาปวเรศวรยิ าลงกรณ์
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ มีพระนามเดิมว่า พระ
เจ้าวรวงศ์เธอ พระองคเ์ จา้ ฤกษ์ เป็นราชโอรสในสมเดจ็ พระบวรราชเจา้ กรมพระราชวงั บวร
มหาเสนานุรักษ์ และเจ้าจอมมารดาน้อยเล็ก ประสูติเม่ือวันจันทร์ เดือน 5 ขึ้น 7 ค่า ปี
มะเสง็ จ.ศ. 1171 พ.ศ. 2352 เวลาส่ีทุม่ เศษ ตรงกบั วันที่ 14 กนั ยายน พ.ศ. 2352 อันเป็น
วันเร่ิมสวดมนต์ ตั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
รัชกาลที่ 2 จึงได้พระราชทานนามตามศุภนิมิตว่าว่า พระองค์เจ้าฤกษ์ ดารงยศอย่าง
พระองคเ์ จ้าในพระราชวังบวรสถานมงคล และเมอื่ วนั ประสตู ิ ฝนตกใหญ่ พระบรมชนกนาถ
จึงทรงถือเป็นมงคลนิมิต พระราชทานนามวา่ พระองค์ เจ้ามนุษยนาคมานพ
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระราชนัดดาใน
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รชั กาลที่ 1 กล่าวคือ สมเด็จพระบวรราช
เจ้า กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ พระราชบิดาเป็นพระโอรสลาดับท่ี 7 ใน
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราชและสมเด็จพระอมรนิ ทราบรมราชินี
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาปวเรศวรยิ าลงกรณ์
หลังจากประสูติเพียงปีเดียว เจ้าจอมมารดาของพระองค์ก็ถึงแก่กรรม พระองค์จึง
ทรงอยู่ในความเลี้ยงดูของกรมหลวงวรเสฐสุดา (พระองค์เจ้าบุตรี พระราชธิดาใน
พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจา้ อยู่หัว) ซง่ึ เป็นพระญาติ
เมื่อพระบิดาสวรรคตในปี พ .ศ. 2360 พระองค์ได้เสด็จไปประทับใน
พระบรมมหาราชวังกบั สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ เจา้ ฟ้าประไพวดี กรมหลวงเทพยวดี ซ่งึ