มลู เหตุทีท่ รงสรา้ งพระกร่งิ และพระชยั วฒั น์
มลู เหตทุ ส่ี มเด็จพระสงั ฆราช (แพ ตสิ สฺ เทวมหาเถร) วัดสุทัศนเทพวราราม ทรงสร้าง
พระกริ่งและพระชัยวัฒนน์ ั้น ทรงเล่าว่า เมือ่ พระองคด์ ารงสมณศกั ดเิ์ ปน็ พระศรสี มโพธค์ิ รงั้
น้ัน สมเด็จพระวันรตั (แดง) สมเด็จพระอุปัชฌาย์ของพระองค์ยังมีชีวิตอยู่ และคร้ังหนึ่ง
สมเด็จพระวันรัต (แดง) ได้อาพาธเป็นอหิวาตกโรค สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระ
ยาวชริ ญาณวโรรส คร้ังยงั ทรงเปน็ กรมหมื่นเสด็จมาเยยี่ ม เม่อื รับสง่ั ถามถงึ อาการของโรค
เป็นที่เข้าพระทัยแล้ว รับสั่งว่า “เคยเห็นกรมพระยาปวเรศฯ เสด็จพระอุปัชฌาย์ของ
พระองค์อาราธนาพระกร่ิงแช่น้าอธิษฐาน ขอน้าพระพุทธมนต์แล้วให้คนไข้เป็น
อหวิ าตกโรคกนิ หายเป็นปกติ พระองคจ์ ึงรบั สัง่ ใหม้ หาดเล็กท่ีตามเสด็จไปนาพระกริ่งท่ีวัด
บวรนิเวศ แต่สมเด็จฯ ทลู วา่ พระกริง่ ที่กุฎิมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้าจึงรับสั่งให้นามาแล้ว
อาราธนาพระกริ่งแช่น้าอธิษฐาน ขอน้าพระพุทธมนต์แล้วนาไปถวายสมเด็จพระวันรัต
(แดง) เม่อื ทา่ นฉันนา้ พระพทุ ธมนต์แลว้ โรคอหวิ าต์กบ็ รรเทาหายเปน็ ปกติ
ข้าพเจ้าทูลถามว่า พระกร่ิงท่ีอาราธนาขอน้าพระพุทธมนต์นั้นเป็นพระกริ่งสมัยไหน
พระองคท์ ่านรับสั่งว่าจาไม่ได้ เข้าใจว่าเป็นพระก่ิงเก่าหรือไม่ก็คงเป็นพระกริ่งของสมเด็จ
กรมระยาปวเรศฯ องค์ใดองค์หนึ่ง
พระกรง่ิ พรหมมนุ ีสมเด็จพระสังฆราชแพ วัดสุทศั น์ สร้าง
ต่ังแต่นั้นมา พระองค์ก็เริ่มสนพระทัยในการสร้างพระกริ่งข้ึนเป็นลาดับ ค้นหา
ประวตั กิ ารสรา้ งพระกรง่ิ และกไ็ ดเ้ คา้ ว่า การสรา้ งพระกริ่งนี้มีมาแต่โบราณกาลแล้ว เริ่มที่
ประเทศทเิ บตก่อน ต่อมาก็ประเทศจีนและประเทศเขมรเปน็ ลาดบั
พระกริ่งที่สมเด็จพระสังฆราชแพ วัดสุทัศน์ สร้าง เริ่มตั้งแต่รุ่นแรก สมัยเป็น
พระเทพโมลี พ.ศ.2441 ไปจนถึงรุ่นสุดท้าย...สมัยเป็นสมเด็จพระสังฆราช รุ่นเชียงตุง
พ.ศ.2486 ผู้รู้บอกว่ามีรวมๆกันราว 2 พันองค์ (ไม่รวมพระกริ่งหน้าอินเดีย พ.ศ.2482)
พระอวสานกาล
สมเด็จพระอรยิ วงศาคตญาณ สมเดจ็ พระสังฆราช (แพ ตสิ ฺสเทโว) ทรงประชวรพระ
โรคชรากระเสาะกระแสะอยเู่ รอ่ื ยๆ แตเ่ พราะพระองคม์ พี ระทยั เขม้ แขง็ ยง่ิ นกั ประกอบดว้ ย
ได้แพทย์ผู้สามารถถวายการพยาบาล จึงทรงมีพระอาการคงอยู่ได้ตลอดมาจนถึงวันที่ 1
พฤศจิกายน พ.ศ. 2487 ไดเ้ ริ่มประชวรเพราะโรคเดิมอีก แพทยไ์ ดถ้ วายการพยาบาลจนสดุ
ความสามารถ พระอาการโรคได้ทรุดหนักลงทุกวันจนถึงวันท่ี 26 พฤศจิกายน พ.ศ.
2487 ได้เสด็จดับขันธ์ส้ินพระชนม์ลงเมื่อเวลา 03.00 นาฬิกา ที่ตาหนักวัดสุทัศน์เทพวรา
ราม สิริพระชนมายุ 89 โดยมีพระพรรษา 66 ทรงดารงตาแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เป็น
เวลา 6 ปี กบั 11 วนั ได้รับพระราชทานน้าสรงพระศพและโกศพระลองกุด่ันน้อย ประดับ
พุ่มและเฟ่ือง เคร่อื งสงู 5 ช้ัน เครอื่ งประโคมสงั ข์แตร จา่ ปี่ จ่ากลอง และกลองชนะ มีพระ
พธิ ีธรรมสวดอภธิ รรมประจาพระศพและรบั พระราชทานฉัน 15 วนั ประดิษฐานพระศพ ณ
พระตาหนักทสี่ ิ้นพระชนม์ ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหไ้ ว้ทุกข์ ในทกุ กระทรวงทบวงกรม
มีกาหนด 15 วัน แล้วทรงบาเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานในสัตตวารท่ี 1 ทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปล่ียนพระลองกุดั่นน้อยเป็นพระลองกุดั่นใหญ่ และจัดการ
พระราชทานเพลงิ พระศพเปน็ การเฉลิมพระเกียรติ ณ เมรหุ ลวงวดั เทพศริ นิ ทราวาส เมอ่ื วนั
พธุ ท่ี 14 กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2488
สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ (แพ ตสิ สฺ เทโว)
ยงกญิ จิ สมทุ ทยธมม สพพนต นโิ รธธมม
สง่ิ ใดสงิ่ หนง่ึ มคี วามเกดิ ขน้ึ เปน็ ธรรมดา สงิ่ นน้ั ลว้ นมคี วามดบั ไปเปน็ ธรรมดา
สง่ิ อนั ใดทไ่ี ดเ้ กดิ กาหนดขนึ้ จะยง่ั ยนื คา้ ฟา้ กห็ าไม่
เกดิ มาแลว้ ยอ่ มดบั ลบั ลงไป เปน็ กฎในธรรมดามาชา้ นานฯ
...........................................................................
แหลง่ ขอ้ มลู คน้ ควา้ อา้ งองิ
http://www.appgeji.com
http://www.dharma-gateway.com
http://www.mahamakuta.inet.co.th
http://www.mbu.ac.th
https://www.posttoday.com
http://www.tumnan.com
http://www.watsuthat.net
https://th.wikipedia.org
www.dhammajak.net
ขอขอบคณุ ภาพและขอ้ มลู จากเว็บไซตต์ า่ งๆ
.......................................................................
สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ องคท์ ่ี 13 แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์
สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ กรมหลวงวชริ ญาณวงศ์
ประสาร ธาราพรรค์ เรยี บเรยี ง
สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ กรมหลวงวชริ ญาณวงศ์
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ท่ี
13 แหง่ กรงุ รตั นโกสินทรป์ ระทับ ณ วดั บวรนิเวศราชวรวิหาร และได้รบั สถาปนาเปน็ สมเดจ็
พระสงั ฆราชเม่อื ปี พ.ศ. 2488 ในรชั สมยั พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
พระประวตั ิสมเดจ็ พระสงั ฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
สมเดจ็ พระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชริ ญาณวงศ์ มพี ระนามเดิมวา่ หม่อมราชวงศช์ นื่
เป็นโอรสในหม่อมเจ้าถนอม นพวงศ์ และหม่อมเอม (สกุลเดิม คชเสนี) เป็นธิดาพระยา
ดารงราชพลขันธ์ (จุ้ย คชเสนี) ซ่ึงเป็นบุตรเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ คชเสนี) ประสูติ
ภายในวังของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส (ต้นราชสกุลนพวงศ์) ในรัช
สมัยพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยูห่ วั ประสูตเิ มือ่ วันศกุ รท์ ี่ 22 พฤศจกิ ายน พ.ศ.
2415 ตรงกับวันแรม 7 ค่า เดือน 12 ปีวอก จัตวาศก จุลศักราช 1234 เวลา 17.00
นาฬิกา จึงทรงเปน็ พระราชปนัดดาในพระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหามกฏุ พระจอมเกลา้
เจ้าอยู่หัว และได้ทรงเน่ืองในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีด้วย เพราะกรมหม่ืนมเหศวรวิลาส
และพระอนุชา คอื กรมหมืน่ วษิ ณนุ าถนิภาธร (พระองค์เจา้ สุประดิษฐ์ วรฤทธริ าชมหามกุฏ
บรุ ุษยรตั นราชวโรรส) ประสตู แิ ตเ่ จา้ จอมมารดาน้อย ซ่ึงเป็นธิดาของพระอินทรอไภย (เจ้า
ฟ้าทัศไภย) โอรสของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (ราชพัสดุของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
บางอยา่ งทที่ รงไดร้ ับสืบต่อมา เช่น พระแทน่ หนิ ออ่ นยงั อยูท่ ีว่ ดั บวรนเิ วศวิหาร) ส่วนหม่อม
เอมเปน็ ธิดาพระยาดารงคร์ าชพลขนั ธ์ (จ้ยุ ) ซ่งึ เป็นบุตรเจา้ พระยามหาโยธา (ทอเรยี ะ) บตุ ร
เจ้าพระยามหาโยธา (พญาเจง่ ) ตน้ สกุลคชเสนี
ถวายตวั เปน็ มหาดเล็ก
สมเดจ็ พระบรมโอรสาธริ าช เจา้ ฟา้ มหาวชริ ณุ หศิ ฯ
เมอ่ื หม่อมราชวงศช์ น่ื มีพระชนมายุพอจะเปน็ มหาดเลก็ ได้ ได้ถวายตัวเปน็ มหาดเลก็
ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ฯ สยามมกุฏราชกุมารในรัชกาลท่ี 5
ได้เป็น “คะเด็ด” ทหารม้าในกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภ มีหน้าท่ีตามเสด็จรักษา
พระองค์ทานององครักษ์ เวลาอยู่ประจาการตามหน้าท่ี ในพระบรมมหาราชวังช้ันใน ได้
พานักอยู่ ณ ตาหนัก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ (ชั้น 4) พระองค์เจ้าศรีนาคสวาดิ ซ่ึงทรงเป็นผู้
อุปการะและอบรมสั่งสอน
บรรพชาเปน็ สามเณร
เสด็จกรมหม่ืนมเหศวรศิววิลาส
เม่ือครั้งหม่อมราชวงศ์ชื่น เยาว์วัยทรงศึกษากับครูชมที่วังของพระชนกมีพระนิสัย
โน้มเอียงในทางพระศาสนา กล่าวคือ ได้ตาม กล่าวคือ ได้ตามเสด็จกรมหม่ืนมเหศวร
ศวิ วลิ าส ไปวดั อยู่เสมอ เมือ่ มีพระชนมายเุ จรญิ ข้นึ แล้ว
สามเณร หมอ่ มราชวงศช์ นื่
เม่ือปี พ.ศ. 2428 หม่อมราชวงศช์ ่นื ได้ทรงออกจากวังและได้บรรพชาเปน็ สามเณร ณ
วัดบวรนิเวศวหิ าร โดยมีพระพรหมมุนี (เหมอื น สุมิตฺโต) วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร เปน็ พระ
อปุ ชั ฌาย์ ในขณะที่ทรงบรรพชาเปน็ สามเณรนนั้ สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาปวเร
ศวริยาลงกรณ์ ยังทรงพระชนม์อยู่ แต่ปรากฏในหนังสือตานานวัดบวรนิเวศวิหารว่า ใน
ระยะหลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ไม่
ค่อยได้ทรงเปน็ พระอุปัชฌายะ แม้ในวัดนี้ก็ไม่ทรงรับเป็น พระอุปัชฌายะ แต่โปรดให้บวช
อยู่ในวัดไดต้ ้องถอื พระอุปชั ฌายะอนื่ ในระหว่างท่ที รงเป็นสามเณร ได้ตามเสดจ็ สมเดจ็ พระ
มหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ไปประทับอยู่ท่ีวัดมกุฏกษัตริยาราม ซ่ึงใน
ขณะนัน้ ม.ร.ว.ชุบ (พระยานครภกั ดฯี ) ผูเ้ ป็นพ่ีไดอ้ ุปสมบทอยู่ที่วดั มกฏุ ฯ และตอ่ มาได้ตาม
เสด็จ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส กลับมาวัดบวรนิเวศวิหาร ใน
ปลายสมยั สมเดจ็ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวรยิ าลงกรณ์
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส
หม่อมราชวงศ์ชื่นทรงศึกษาพระปริยัติธรรมกับอาจารย์หลายท่าน เช่น หม่อมเจ้า
ประภากร มาลากลุ พระสุทธสลี สังวร (สาย) และสมเดจ็ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิร
ญาณวโรรส ทรงเข้าสอบไลค่ รั้งแรกเม่ือปขี าล พ.ศ. 2433 ที่วดั พระศรรี ตั นศาสดาราม สอบ
ไล่ได้เปรียญธรรม 5 ประโยค ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร และได้รับพระราชทานพัดเปรียญใน
วนั ท่ี 29 พฤศจกิ ายน ร.ศ. 112
สมเดจ็ พระสังฆราชเจา้ ได้เคยรบั สั่งเล่าวา่ มพี ระประสงคจ์ ะสอบไลเ่ พียง 5 ประโยค
เทา่ นนั้ จะไม่ทรงสอบตอ่ ทรงตามอยา่ งสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ซึ่งทรงสอบเพียงเท่านน้ั
เพื่อมใิ ห้เกินสมเดจ็ พระบรมชนกนาถ แตส่ มเดจ็ พระมหาสมณเจา้ ฯโปรดใหส้ อบตอ่ ไป และ
ทรงคัดเลือกส่งเข้าสอบสนามหลวง หลังจากที่ทรงอุปสมบทแล้ว จึงทรงสอบต่อได้เป็น
เปรยี ญ 7 ประโยค เมือ่ พ.ศ. 2437 เม่ือทรงอุปสมบทได้ 3 พรรษา ทรงพระกรุณาโปรดตง้ั
เปน็ พระราชาคณะที่ พระสคุ ณุ คณาภรณ์
สมเดจ็ พระศรสี วรนิ ทริ า บรมราชเทวี พระพนั วสั สาอยั ยกิ าเจา้
การบรรพชาสมเดจ็ พระมหาสมณเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ในครัง้ ก่อนและการ
อุปสมบทในครั้งน้ี สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
พระราชทานพระราชูปถมั ภ์และได้พระราชทานพระราชปู ถัมภ์ตลอดมา
พระภารกจิ สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส
พระภารกจิ ในการคณะสงฆ์
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว มพี ระราชประสงคบ์ ารงุ การศกึ ษามณฑล
หัวเมือง ทรงอาราธนาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ให้ทรงเป็น
ผู้อานวยการจดั การศึกษา โปรดให้บงั คบั พระอารามในหัวเมือง ซ่ึงเป็นส่วนการพระศาสนา
และการศึกษาได้ ท้ังในมณฑลกรุงเทพฯ ท้ังในมณฑลหัวเมือง ตลอดพระราชอาณาจักร
เมื่อ พ.ศ. 2441 โปรดเกล้า ฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นดารงราชานุภาพ เป็น
เจ้าหน้าท่ีจัดการอนุกูลในกิจท่ีฝ่ายฆราวาสจะพึงทา มีจัดการพิมพ์แบบเรียนต่าง ๆ ท่ีจะ
พระราชทานแก่พระภกิ ษุสงฆ์ไปฝึกสอน เป็นต้น ตลอดจนการที่จะเบิกพระราชทรัพย์จาก
พระคลังไปจ่าย ในการที่จะจัดตามพระราชประสงค์นี้ และโปรดเกล้า ฯ ให้ยกโรงเรียน
พุทธศาสนิกชน ในหวั เมอื งทัง้ ปวง มารวมขนึ้ อย่ใู นสมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ ฯ เพอ่ื จะไดเ้ ปน็
หมวดเดียวกัน สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ ได้ทรงเลือกสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ขณะทรง
ดารงสมณศกั ด์ิทพี่ ระสุคุณคณาภรณใ์ ห้เป็นผอู้ านวยการศึกษามณฑลจันทบุรใี นศกน้ัน
พระเจา้ วรวงศเ์ ธอ กรมหลวงชนิ วรสริ วิ ฒั น์ สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้
พระภารกิจทางการศึกษา
ส่วนท่ีเก่ียวกับการศึกษาท้ังแผนกธรรมและบาลี ในสมัยพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรม
หลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้ทรงเลือกพระเถระ ให้เป็นแม่กองสอบไล่
ธรรม และบาลีตามวาระ ทั้งในมณฑลกรุงเทพฯ และมณฑลหัวเมือง ก็ได้ทรงรับเลือกให้
เป็นแม่กองสอบไล่พระปริยัติธรรมหลายคราว เช่น ทรงเป็นแม่กองสอบไล่มณฑลปัตตานี
ไดท้ รงเป็นแม่กองสอบไล่มณฑลอยุธยา ทั้งระหว่างท่ีทรงเป็นเจ้าคณะมณฑลน้ัน และทรง
ได้รบั เลือกเปน็ แมก่ องธรรมสนามหลวง เมอ่ื พ.ศ. 2470 แมก่ องบาลสี นามหลวง เมื่อ พ.ศ.
2477
พระภารกจิ ในคณะธรรมยตุ
สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ กรมหลวงวชริ ญาณวงศ์
เมื่อพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงมีพระ
ชราพาธเบียดเบียน ไมเ่ ปน็ การสะดวกทจ่ี ะทรงปฏบิ ตั พิ ระภารกจิ ในฐานะเจา้ คณะใหญค่ ณะ
ธรรมยตุ ไดท้ รงมอบหนา้ ท่เี จา้ คณะใหญ่คณะธรรมยตุ ใหท้ รงบญั ชาการแทน ดว้ ยลายพระ
หัตถล์ งวันท่ี 13 กรกฎาคม 2477 เม่อื สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจ้าพระองค์นั้น สิ้นพระชนม์ ใน
พ.ศ. 2480 จึงได้ทรงเป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยตุ กิ า ตามแบบปกครองในคณะธรรมยุต
สบื มา
พระภารกจิ ในการปรบั ปรงุ การปกครองคณะสงฆ์
สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ กรมหลวงวชริ ญาณวงศ์
การปกครองคณะสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 ซ่ึงดาเนินมาเป็น
ลาดบั เกิดความขดั ข้องในการปกครองหลายประการ เป็นเหตุให้การคณะสงฆ์ดาเนินไปไม่
เรียบร้อย เพื่อแก้ไขข้อข้องต่าง ๆ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ฯ ในฐานะองค์สกลมหาสังฆ
ปริณายก ได้มีพระบัญชา เรียกประชุมพระเถระทั้ง 2 ฝ่าย มาพิจารณาตกลงกันท่ีพระ
ตาหนักเพช็ ร เม่อื วันท่ี 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2494 พระเถระท้ัง 2 ฝ่าย ไดต้ กลงกนั ดังนี้
1. การปกครองส่วนกลาง คณะสังฆมนตรีคงบริหารร่วมกัน แต่การปกครองบังคับ
บัญชาให้เปน็ ไปตามนกิ าย
2. การปกครองสว่ นภูมภิ าค ใหแ้ ยกตามนกิ าย
3. สว่ นระเบยี บปลกี ยอ่ ยอนื่ ๆ จะไดป้ รึกษาในภายหลัง ไดท้ รงสงั่ ใหพ้ ระธรรมยตุ เจา้
คณะชน้ั ตา่ ง ๆ เป็นตน้
พระภารกจิ ดา้ นมหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั
สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ กรมหลวงวชริ ญาณวงศ์
ในทางมหามกุฏราชวิทยาลัยนั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ก็ได้ทรงมีส่วนร่วมในการ
ดาเนินกิจกรรม ต้ังแต่เริ่มก่อต้ัง กล่าวคือ ได้ทรงเป็นกรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัย ใน
พระบรมราชูปถมั ภ์ โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยูห่ ัว พระราชทานอาราธนา
บตั รทรงตง้ั มา ตงั้ แต่ พ.ศ. 2438 ขณะทรงเป็นหมอ่ มราชวงศพ์ ระชืน่ เปรียญ พรรษา 2
ต่อมาได้ทรงเป็นอุปนายกกรรมการ ในสมัยที่พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์
สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจ้าทรงเป็นนายกกรรมการ
พ.ศ. 2476 ทรงได้รับมอบหน้าท่ีการงานในตาแหน่งนายกกรรมการ จากสมเด็จ
พระสังฆราชเจ้า (ลายพระหัตถ์ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2476) เมื่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้า
สิ้นพระชนมแ์ ลว้ ทรงไดร้ บั เลือกเป็นนายกกรรมการ ตลอดมา
พระอสิ รยยศ สมณศักดิ์
สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ กรมหลวงวชริ ญาณวงศ์
พ.ศ.2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานสมณศกั ดเ์ิ ปน็ พระราชาคณะช้นั สามญั ทพี่ ระสคุ ณุ คณาภรณ์
พ.ศ. 2446 ทรงพระกรุณาโปรดเล่ือนสมณศักด์ิเสมอพระราชาคณะชั้นเทพที่
พระญาณวราภรณไ์ ดร้ บั พระราชทานตาลปตั รพนื้ แพรปักทองเป็นพระเกียรติยศ
พ.ศ.2451 สมเดจ็ พระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เมอ่ื ครงั้ ดารงสมณศกั ดทิ์ ี่
พระญาณวราภรณ์ ได้ถวายพระพรลาออกจากสมณศักด์ิด้วยมปี ระสงคจ์ ะลาสิกขา แตด่ ว้ ย
ความอาลยั ในสมณเพศ จงึ ได้ยับยง้ั ต้ังพระทัยบาเพญ็ สมณธรรมตอ่ ไป
พ.ศ. 2455 ทรงพระกรุณาโปรดเลื่อนสมณศักดเ์ิ สมอพระราชาคณะช้ันธรรมในราช
ทนิ นามเดมิ
พ.ศ. 2464 ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาสมณศักดิ์เสมอพระราชาคณะชั้นธรรม
พเิ ศษในราชทนิ นามเดมิ
สมเดจ็ พระสงั ฆราช (แพ ตสิ สฺ เทโว)
พ.ศ. 2487 สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ สมเด็จพระสงั ฆราช (แพ ตสิ สฺ เทโว) วดั
สทุ ศั น์ สนิ้ พระชนม์ ถงึ วนั ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2488 พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหา
อานนั ทมหดิ ล ทรงพระกรณุ าโปรดสถาปนาสมเดจ็ พระวชริ ญาณวงศ์ ขน้ึ เปน็ สมเดจ็
พระสงั ฆราช ในราชทนิ นามเดมิ
พ.ศ. 2493 รชั กาลท่ี 9 ทรงพระกรณุ าโปรดสถาปนาเฉลมิ พระนามใหเ้ ตม็ พระ
เกยี รตยิ ศ ตามราชประเพณี เนอ่ื งในพระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษก เมอ่ื วนั ท่ี 7 พฤษภาคม
2493
พ.ศ. 2499 รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาพระสมณศักด์ิและฐานนันดร
ศักด์ิ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
พระองคท์ ี่ 13 แหง่ กรุงรตั นโกสนิ ทร์
ผลงานพระนิพนธ์สมเด็จพระสงั ฆราชเจา้ กรมหลวงวชริ ญาณวงศ์
พ.ศ. 2470 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรด ฯ ให้ชาระพระไตรปิฏก
ฉบับ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้ทรงชาระ 2 เล่ม ทรงชาระอรรถกถาชาดก รวม 10 ภาค
ส่วนหนงั สอื ทรงรจนา หรือท่ีบันทึกจากพระดารสั ดว้ ยมุขปาฐะ เป็นตน้ ว่า
ศาสนาโดยประสงค์
พระโอวาทธรรมบรรยาย 2 เล่ม
ตายเกิดตายสูญ
ทศพธิ ราชธรรม พรอ้ มทัง้ เทวตาทิสนอนุโมทนากถา และ สังคหวัตถุ จักรวรรดิวัตร
และขัตติยพละ
พทุ ธศาสนคติ คณะธรรมยุต
พระธรรมเทศนา ทศพธิ ราชธรรม ในการพระราชพธิ ีบรมราชาภเิ ษก รชั กาลปจั จุบัน
พระธรรมเทศนาศราทธพรต
พระธรรมเทศนา “วชิรญาณวงศเ์ ทศนา” รวม 55
ทฆี าวุคาฉันท์
พระราชอปุ ธั ยาจารย์
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ประชวร พระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ เสด็จฯ เยี่ยมพระอาการใน
คราวประชวรหลายคร้ังและได้พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์โดยตลอดทราบว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชปาณิธานอย่างแน่นอนว่า เม่ือสมเด็จ
พระสังฆราชเจ้าหายประชวร จะทรงผนวชและสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ก็หายประชวรได้
อยา่ งนา่ ประหลาด จงึ ไดต้ กลงพระราชหฤทัยจะทรงผนวช ด้วยมสี มเด็จพระสงั ฆราชเจ้า ที่
ทรงถือวา่ ไดท้ รงมีคุณูปการสว่ นพระองคม์ ามาก เปน็ พระอปุ ชั ฌายะ สนองพระเดชพระคณุ
พระราชบุรพการี ตามคตินิยมราชประเพณี ได้เสด็จฯ มาเฝ้าถวายเครื่องสักการะ แสดง
พระองค์เป็นอุปสัมปทาเปกข์ (ผู้ประสงค์อุปสมบท) ในสานักสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ณ
พระอุโบสถวัดบวรนเิ วศวิหาร เมือ่ วันท่ี 22 กนั ยายน 2499
คร้ันถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2499 ได้เสด็จทรงผนวช ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตน
ศาสดาราม ในสังฆสมาคม 30 รูป มีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระราชอุปัธยาจารย์เป็น
ประธานในการอปุ สมบทกรรม เสร็จเวลา 16.23 นาฬิกา แลว้ เสดจ็ ฯ พระอุโบสถ พระพุทธ
รัตนสถาน ทรงประกอบการทัฬหกี รรมตามขตั ติยราชประเพณี ในสังฆสมาคมฝ่ายธรรมยุต
15 รูป มีสมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงเป็นประธาน เสร็จเวลา 17.43 นาฬิกา แล้วเสด็จฯ
โดยรถพระที่น่ัง พร้อมด้วยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า สู่วัดบวรนิเวศวิหาร ในท่ามกลาง
ประชาชน ท่ีมาเฝา้ พระบารมีอยา่ งแน่นขนดั สองฟากถนนตลอดถงึ วดั ไดท้ รงดารงสมณเพศ
ประทบั ทรงปฏิบตั ิพระธรรมวินัย อยู่ในสานักสมเด็จพระสงั ฆราชเจา้ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร
ตลอด 15 ราตรี ทรงลาผนวช ณ วนั ที่ 5 พฤศจิกายน 2499
สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ กรมหลวงวชริ ญาณวงศ์ ขณะทรงเปน็ พระราชอปุ ัธยาจารยใ์ น
พระภกิ ษพุ ระบาทสมเดจ็ พระมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร เมอ่ื พ.ศ. 2499
(ในภาพ พระภกิ ษพุ ระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศรฯ ทรงลาผนวชตอ่ สมเดจ็
พระสงั ฆราชเจา้ ในวนั ท่ี 5 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2499)
พระกรณยี พ์ เิ ศษในรชั กาลพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ 9
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ถวายศาสโนวาทและเบญจศีล
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในคราวแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะ ณ พระอุโบสถวัด
พระศรรี ัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 14 สงิ หาคม 2489
สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ กรมหลวงวชริ ญาณวงศ์ ทรงเปน็ ประธานพระสงฆ์
ในพระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษก รชั กาลท่ี 9
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นประธานพระสงฆ์ ในพระ
ราชพิธีบรมราชาภิเษก ระหว่างวันท่ี 4-8 พฤษภาคม 2493 ในพระราชพิธีน้ี ได้ถวายพระ
ครอบพระกร่ิงกับพระครอบยันต์นพคุณ ณ มณฑปพระกระยาสนาน ถวายพระธรรม
เทศนาทศพธิ ราชธรรม
สมเดจ็ พระเจา้ ลกู ยาเธอเจา้ ฟา้ วชริ าลงกรณ์ เมอื่ ครง้ั ทรงพระเยาว์
ถวายพระนาม สมเด็จพระเจา้ ลกู ยาเธอเจา้ ฟ้าวชิราลงกรณ์ ซึ่งประสูติ ณ วนั จนั ทรท์ ่ี
28 กรกฎาคม 2495
ถวายพระนาม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิรินทรเทพรัตนสุดา ซึ่งประสูติ ณ วัน
เสาร์ที่ 2 เมษายน 2498
ถวายพระนาม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ซึ่งประสูติ ณ วัน
พฤหัสบดีท่ี 4 กรกฎาคม 2500
ถวายพระนาม พระพุทธนาราวันตบพิตร ท่ีได้ทรงสถาปนาและโปรดให้นามา เมื่อ
เสด็จ ฯ ถวายพุ่ม วันท่ี 12 กรกฎาคม 2500 เพ่ือประดิษฐานไว้ ณ พระป้ันหยา อันเป็นท่ี
เสดจ็ ประทบั บาเพญ็ สมณปฏบิ ตั ิ ในระหว่างทรงผนวช
ถวายพระนาม พระโพธ์ิใต้แม่ว่า “พระโพธิมหัยยาเขตสุชาตภูมินาถ รัฐศาสนสถา
วรางกรู ” เมอ่ื พ.ศ. 2501
ประชวรคร้ังอวสาน
สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ กรมหลวงวชริ ญาณวงศ์
หลังจากประชวรครั้งใหญ่ สมเด็จพระสงั ฆราชเจา้ ได้ประชวรกระเสาะกระแสะ พระ
วรกายทรุดโทรมเรื่อยมา แต่อาศัยท่ีได้ถวายการรักษาพยาบาล และประคับประคองเป็น
อยา่ งดอี ย่ตู ลอดเวลา ประกอบกบั มีพระหฤทัยเขม้ แขง็ ปลอ่ ยวาง จงึ ทรงดารงพระชนมม์ าได้
โดยลาดบั จนถงึ เดอื นกรกฎาคม 2501 จึงปรากฏพระอาการประชวรมาก มีพระโลหิตออก
กับบังคลหนกั ตอ้ งรบี นาเสดจ็ สู่ตึกสามัคคีพยาบาร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ต่อมาในเดอื น
กันยายน 2501 เริ่มปรากฏพระอาการเป็นอัมพาต แพทย์สันนิษฐานว่า เส้นพระโลหิตใน
สมองตบี ตัน แตต่ ่อมาพระอาการคอ่ ยดีข้นึ บ้าง แลว้ กก็ ลบั ทรดุ
พระโกศพระศพสมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ กรมหลวงวชริ ญาณวงศ์
ณ พระตาหนกั เพช็ ร วดั บวรนเิ วศวหิ าร
พระอวสานกาล
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ท่ี 13 ทรงพระประชวรมาเป็นเวลานาน และทรงพานัก
รักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ครั้นเวลาหลังเที่ยงคืนของวันท่ี 10 นับเป็นวันท่ี
11 พฤศจกิ ายน 2501 พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ ัว เสดจ็ ฯ ประทับหน้าพระแท่นบรรทม
ในห้องประชวร สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ได้ส้ินพระชนม์เม่ือเวลา
01.08 น. ของวนั องั คาร แรม 14 ค่า เดอื น 11 มพี ระชนมายุ 85 พรรษา 11 เดอื น และ 19
วันทรงดารงตาแหน่งสมเดจ็ พระสงั ฆราชเปน็ เวลา 13 ปี 9 เดอื น 11 วนั
………………………………………………..
แหลง่ ขอ้ มลู อา้ งองิ
dl.parliament.go.th › handle
digital.library.tu.ac.th
luangpumun.org › vacila
th.wikipedia.org › wiki
www.dharma-gateway.com
www.dhammathai.org
www.posttoday.com
www.thairath.co.th
www.tnews.co.th
www.trueplookpanya.com
www.watbowon.com
ขอขอบคณุ ขอ้ มลู และภาพจากเว็บไซตต์ า่ งๆ
.........................................................................
สมเดจ็ พระสงั ฆราชองคท์ ี่ 14 แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์
สมเดจ็ พระอริยวงศาคตญาณ (ปลด กติ ตฺ โิ สภโณ) สมเดจ็ พระสงั ฆราช
ประสาร ธาราพรรค์ เรยี บเรยี ง
สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ (ปลด กิตตฺ โิ สภโณ) เปน็ สมเด็จพระสงั ฆราช สกลมหา
สงั ฆปรณิ ายก พระองคท์ ่ี 14 แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ สถติ ณ วดั เบญจมบพติ รดสุ ติ วนาราม
ราชวรวหิ าร ทรงดารงตาแหน่งเมอ่ื ปี พ.ศ. 2503 ในรชั สมยั พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิ
เบศร มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร
พระนามเดมิ “ปลด” นามบิดา ขนุ พษิ ณโุ ลกประชานาถ (ลา้ เกตทุ ตั ) นามมารดา
ทา่ นปลงั่ ประสตู เิ มอื่ วนั จันทรท์ ่ี 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2432 ตรงกับวนั แรม 13 คา่ เดอื น 6
ปฉี ลเู อกศก จลุ ศกั ราช 1251 เวลา 10 ทมุ่ (04.00 น.) เศษ ทบ่ี า้ นในตรอกหลงั ตลาด
พาหรุ ดั ตดิ กบั วดั ราชบรุ ณราชวรวหิ าร ในพระนคร
ท่านขุนพิษณุโลกประชานาถ (ล้า) เป็นมหาดเล็กใกล้ชิดในพระบาทสมเด็จพระ
ปรมนิ ทร มหาจุฬาลงกรณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระนางเจ้า
เสาวภาผ่องศรี สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินนี าถ เปน็ เจา้ กรมคนแรกในสมเดจ็ เจา้ ฟา้
กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ในเวลาท่ีสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์น้ันทรงกรมเป็นกรมขุน ฯ
และได้ลาออกเสียก่อนท่ีจะทรงกรมเป็นกรมหลวง ฯ เนื่องจากสุขภาพไม่สมบูรณ์ ถึงแก่
กรรมเมื่ออายุได้ 51 ปี ส่วนท่านปลั่ง มารดาน้ัน ได้ไปตั้งหลักฐานอยู่ในตรอกหลัง
พระราชวังเดิม (โรงเรียนทหารเรือปัจจุบัน) และได้มีอาชีพค้าขายอยู่ท่ีตลาดท่าเตียน
ภายหลังไดต้ ดิ ตามมาอยทู่ ่บี ้านข้างวัดเบญจมบพิตรจนถึงแก่กรรมเม่ือวันที่ 25 กุมภาพันธ์
พ.ศ. 2485 อายุได้ 71 ปี
สมัยทรงพระเยาว์และเริ่มการศึกษา
พระราชวงั เดมิ
ทา่ นปลัง่ ไดพ้ าสมเดจ็ พระสงั ฆราช แต่ยังทรงพระเยาว์ ไปอยู่กับท่านตาหร่ังและท่าน
ยายน้อย (ทา่ นตาและทา่ นยายของสมเด็จพระสังฆราช) ท่ีบ้านเดมิ ในตรอกหลงั พระราชวัง
เดมิ ธนบรุ ี ทรงเจรญิ วัย ณ บา้ นนี้
ไดท้ รงศึกษาอกั ขรสมยั พออา่ นออกเขยี นไดแ้ ลว้ เรม่ิ เรยี นภาษาบาลแี ตเ่ มอ่ื พระชนมไ์ ด้
8 ปี โดยท่านตาเป็นผู้พาไปเรียนกับอาจารย์และรับกลับบ้าน ได้เรียนมูลกัจจายน์กับ
อาจารยฟ์ ัก วัดประยูรวงศาวาส จนจบการก และเรียน ธมฺมปทฏฺฐกถากับพระอุบาลีคุณูป
มาจารย์ (เปีย) แต่ยังเป็นพระเทพมุนี วัดกัลยาณมิตร วัดพระเชตุพน และพระยาธรรม
ปรีชา (บญุ ) แตย่ ังเป็นพระวิจิตรธรรมปริวตั ร ซึ่งเปน็ อาจารย์หลวงสอนพระปริยัติธรรม ณ
วัด สทุ ศั นเทพวราราม
บรรพชา
สาเณรปลด
เม่ือได้ทรงศึกษาบาลีภาษา มีความรู้พอจะเข้าสอบได้แล้ว จึงได้รับการบรรพชาเป็น
สามเณรอยูใ่ นสานักพระสาธุศีลสงั วร (บัว) วัดพระเชตุพน เม่ือพระชนม์ได้ 12 ปี ในปีชวด
พ.ศ. 2443 ต่อมาอีก 3 เดือนก็ได้เข้าสอบพระปริยัติธรรมในปลายปีนั้น ที่วัดพระศรีรัตน
ศาสดาราม ซงึ่ พระวรวงศ์เธอ พระองคเ์ จา้ อรณุ นภิ าคุณากร วดั ราชบพธิ ทรงเปน็ อธบิ ดกี าร
สอบไล่ และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดาเนินมาทรงฟัง
การแปลในวนั นน้ั ด้วย และเมอื่ สามเณรปลด (สมเด็จพระสังฆราช) จับประโยค 1 เพื่อเข้า
แปลเปน็ ครัง้ แรกนัน้ เปน็ วนั เดยี วกบั พระวดั เบญจมบพิตรเข้าแปลเป็นปแี รกเชน่ เดียวกัน
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
เมอ่ื พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อย่หู ัว ได้ทรงทอดพระเนตรเหน็ สามเณรปลด
เขา้ แปลได้ประโยค 1 กร็ บั สง่ั วา่ “เณรเลก็ ๆ กแ็ ปลได้” และรับสั่งถามถึงอาจารย์ ท่านเจา้
คณุ พระสาธุศลี สังวร (บวั ) จงึ นาถวายตวั คร้ันทรงสอบถามไดค้ วามวา่ เป็นบุตรเจา้ กรมล้าก็
ยิ่งทรงพระกรุณา จึงโปรดให้อยู่วัดเบญจมบพิตร ดุสิตวนาราม ตั้งแต่วันน้ัน ต่อมาได้เข้า
แปลประโยค 2 และประโยค 3 ไดใ้ นการสอบไลค่ ราวนัน้
ดังปรากฏตามรายการพระราชกุศล ในการสถาปนาวัดเบญจมบพิตร ดุสิตวนาราม
ภาคท่ีส่ี ร.ศ. 120 วา่
“สามเณรปลด ประโยค 1 แปลวันที่ 23 มีนาคม รัตนโกสินทรศก 119 ธรรมบทบ้ัน
ต้น ผูก 18 หนังสือ10 บรรทัด ข้ึนต้น เตปิ วาณิชกา ราชกุล คนฺตวา ลงท้าย สาสน ปหิต
เทวตี ิ แปลสองพกั 20 นาที ความร้เู ป็นชั้นสอง
สามเณรปลด
ประโยค 2 แปลวันที่ 4 เมษายน รัตน โกสินทรศก 120 ธรรมบทบ้ันต้น ผูก 1
หนงั สอื 10 บรรทัด ขึ้นต้น ตตถฺ กิญฺจาปิ มโนติ ลงท้าย มโน เสฎฺโฐ แปลสองพัก 15 นาที
ความร้เู ปน็ ชัน้ ท่ีสอง
ประโยค 3 แปลวนั ที่ 8 เมษายน รตั นโกสนิ ทรศก 120 ธรรมบทบัน้ ต้น ผูก 3 หนังสอื
40 บรรทัด ข้ึนต้นอสาเร สารมติโนติ อิม ลงท้าย ปธาน ปทหิตฺวา แปลพักเดียว 25 นาที
ความรเู้ ป็นชั้นทสี่ อง” ดังนี้ช่ือว่า สามเณรปลด สอบได้เปรียญ 3 ประโยค เมื่อได้มาอยู่วัด
เบญจมบพิตรแลว้ ก็ได้ ศกึ ษาพระปริยัติธรรมสูงขึ้นโดยลาดับ ประโยค ป.ธ. 4 - 5 - 6 ได้
ศึกษากับท่านอาจารย์ คือ สมเด็จพระวันรัต ปุณณทัตตมหาเถระ (จ่าย) เจ้าอาวาสวัด
เบญจมบพิตรองค์ประถม และสมเด็จพระวันรัต อุทยมหาเถระ (ฑิต) เจ้าอาวาส วัด
มหาธาตุ ผู้กากับการวัดเบญจมบพิตร และอาจารย์อ่ืน ๆ อีกหลายท่าน เช่นพระยาปริยัติ
ธรรมธาดา ณ วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นต้น ประโยค ป.ธ. 7-8-9 ได้ศึกษากับสมเด็จ
พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นประจา แตบ่ างครั้งได้ไปศึกษากับสมเดจ็
พระวันรัต อุทยมหาเถระ (ฑิต) บ้าง สาหรับเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ องค์น้ี สมเด็จ
พระสงั ฆราชเคยรับส่งั ว่า ทา่ นแม้จะเป็นเปรียญเพยี ง 4 ประโยค แตค่ วามรแู้ ลว้ พระเปรยี ญ
9 ประโยคทาอะไรไมไ่ ด้
ประโยค 4 ไดเ้ มือ่ พระชนม์ได้ 13 ปี (พ.ศ. 2444)
ประโยค 5 ได้เมือ่ พระชนมไ์ ด้ 14 ปี (พ.ศ. 2445๕)
ประโยค 6 ได้เมอ่ื พระชนมไ์ ด้ 15 ปี (พ.ศ. 2446)
ประโยค 7 ได้เม่อื พระชนม์ได้ 16 ปี (พ.ศ. 2447)
ประโยค 8 ไดเ้ ม่อื พระชนม์ได้ 19 ปี (พ.ศ. 2450)
ประโยค 9 ได้เม่ือพระชนม์ย่างเข้าปีที่ 20 (พ.ศ. 2451) ซ่ึงปรากฏตามรายการพระ
ราชกุศลในการสถาปนาวดั เบญจมบพติ รดุสิตวนาราม ภาคที่ 17 รัตนโกสินทร์ศก 128 ว่า
“สามเณรปลด ประโยค 9 แปลวันที่ 28 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก 127 (พ.ศ. 2451)
ฎีกาอภธิ ัมมัตถสังคห ผูก 8 วา่ ดว้ ยอารมณข์ องอภิญญา หนงั สือ 10 บรรทัด ข้ึนต้น เอตถฺ หิ
อิทฺธวิ ธิ ญาณสฺส ตาว ฯลฯ ลงทา้ ย อยเมเตส อารมมฺ ณวภิ าโค แปลพักเดียว 14 นาที ความรู้
ชั้น 1”
สามเณรประยทุ ธ์ (อารยางกรู ) ปยตุ โต (พระพรหมคณุ าภรณ์ ป.อ. ปยตุ โฺ ต)
การรับสามเณรปลดเปน็ นาคหลวง กลายเป็นธรรมเนียมในระยะต่อมา เมอื่ สามเณร
รูปใดสอบไดป้ ระโยค 9 จะโปรดฯ ใหเ้ ป็นนาคหลวง สามเณรปลดนับเปน็ สามเณรรูปที่สอง
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทส่ี อบไดเ้ ปรียญเก้าประโยคในสมัยแปลปาก แตห่ ลงั จากเปลี่ยนเป็น
สอบขอ้ เขยี นแล้ว ไม่มใี ครสอบได้มาเปน็ เวลาหา้ สิบกวา่ ปี
จนกระทงั่ มสี ามเณรนอ้ ยจากมหาสารคาม ชอื่ เสฐยี รพงษ์ วรรณปก สอบได้เป็นรูป
แรกในรชั กาลท่ี 9 ทส่ี อบได้ ป.ธ. 9 พ.ศ. 2503 สามเณรประยุทธ์ (อารยางกูร) ปยตุ โต
(พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ. ปยตุ โฺ ต) ท่สี อบได้ ป.ธ. 9 พ.ศ. 2504 ถัดจากสามเณรประยุทธ์
กม็ ตี ามมาอีกจานวนมาก เปน็ ต้น
อุปสมบท
พระมหาปลด
เม่ืออายุครบอุปสมบท พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 5 ทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนาคหลวง ทรงพระกรุณาจัดการในการอุปสมบททุกอย่าง
ต้ังแต่ทาขวัญนาค ณ พระที่นั่งทรงธรรมวัดเบญจมบพิตร ในวันอุปสมบท ในวันที่ 4
กรกฎาคม 2452 ทรงให้รถหลวง และรถทีข่ อแรงมา รวมทั้งสน้ิ 54 คัน แห่สามเณรปลดไป
อุปสมบทท่ีวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยพระองค์ทรงตรวจความเรียบร้อยท่ีวัดเบญจม
บพิตร แล้วเสด็จฯ ล่วงหน้าไปคอยทอดพระเนตรขบวนแห่นาคท่ีประตูสวัสดิโสภา
พระบรมมหาราชวงั เมอื่ ขบวนมาถึง จึงทรงพระกรุณาพาสามเณรปลดเข้าสู่พระอุโบสถวัด
พระศรีรัตนศาสดารามด้วยพระองค์เอง จากนั้นสามเณรปลดเข้าขอนิสัยจากสมเด็จพระ
วันรัต (ฑิต อุทยมหาเถระ) พระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า กิตฺติโสภโณ อุปสมบทแล้วมา
ประจาวัดเบญจมบพิตรตลอดมา
พระมหาปลด
พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่รู ชั กาลทหี่ ก ทรงเปรยทานองจะชวนพระมหาปลดสึกมา
รับราชการ แต่พระมหาปลดแสดงท่าทวี ่ายนิ ดอี ยู่ประพฤตพิ รหมจรรยม์ ากกวา่ ตอนนนั้ ทา่ น
เป็นพระราชาคณะหนุม่ ถวายพระธรรมเทศนาแด่ในหลวงเปน็ ท่ีโปรดปรานมาก ถา้ ทา่ นลา
สิกขาไปรับราชการ ทา่ นคงเจริญกา้ วหนา้ ในตาแหนง่ หนา้ ท่ีราชการแน่นอน
ท่พี ระมหาปลดไม่สกึ นน้ั เพราะ “รบั ฝากวัด” ไวจ้ ากในหลวงรชั กาลทห่ี า้ เรอื่ งมอี ยวู่ า่
กอ่ นอุปสมบทหน่ึงวัน มีการประกอบพิธที าขวญั นาคท่พี ระท่ีน่งั ทรงธรรม ในหลวงรชั กาลที่
ห้าเสด็จในพธิ ีดว้ ย ในตอนเสรจ็ พิธีกอ่ นจะเสดจ็ กลบั ทรงมีพระราชดารัสกับสามเณรปลด
ว่า “เณร ฝากวัดด้วยนะ” สามเณรปลดก็ได้เฝ้าวัดที่ทรงฝากไว้จนกระท่ังได้เป็นสมเด็จ
พระสงั ฆราช ถา้ หากพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ ฯ รชั กาลท่ีหา้ ทรงทราบวา่ สามเณร
น้อยรูปนนั้ ได้รกั ษาวดั ทีท่ รงฝากไวม้ าเปน็ อยา่ งดี พระองคก์ ็คงทรงปตี ิและโสมนสั มใิ ชน่ อ้ ย
กจิ การพระศาสนาทไ่ี ด้ทรงปฏบิ ตั ติ ลอดพระชนมชพี ของพระองคน์ ้นั พอจะสรุปลงได้
ในองค์การพระศาสนาทัง้ 4 องคก์ าร ดังตอ่ ไปน้ี
1. องคก์ ารปกครอง
วดั เบญจมบพติ ร
พอได้รับการอุปสมบทแล้ว ในฐานะที่เป็นเปรียญเอก 9 ประโยค ก็คงจะได้รับ
มอบหมายใหช้ ่วยการปกครองคณะเปน็ การภายในบา้ ง แต่ไมป่ รากฏหลกั ฐาน ตอ่ ลว่ งมาอกี
6 ปี พระชนมายุได้ 26 ปี พรรษา 6 ในต้นรัชกาลที่ 6 ได้รับพระราชทานสมณศักด์ิเป็น
พระราชาคณะ ท่ีพระศรีวสิ ุทธวิ งศ์ เมื่อ พ.ศ. 2457 งานปกครองคณะสงฆ์ของพระองค์จึง
ปรากฏเป็นหลกั ฐานตั้งแตน่ ้ันมา ซึ่งมเี ปน็ ลาดบั ดงั นี้
1. เปน็ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเบญจมบพติ ร ตงั้ แต่ พ.ศ. 2457 ถึง พ.ศ. 2471
2. เป็นเจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรตั้งแต่ พ.ศ. 2471 ถึงส้ินพระชนม์
3. เป็นเจา้ คณะแขวงกลาง จังหวดั พระนคร ต้งั แต่พ.ศ. 2468 ถงึ พ.ศ. 2485
4. เปน็ เจ้าคณะมณฑลพายพั ตง้ั แต่ พ.ศ. 2471 ถึง พ.ศ. 2485
5. เปน็ กรรมการมหาเถรสมาคม ตั้งแต่ พ.ศ. 2473 ถงึ พ.ศ. 2485
6. เปน็ เจา้ คณะมณฑลพิษณุโลก ตง้ั แต่ พ.ศ. 2481 ถงึ พ.ศ. 2484
สมเดจ็ พระสงั ฆราช (แพ ตสิ สเทโว)
7. เป็นประธานคณะบัญชาการคณะสงฆ์แทนองค์สมเด็จพระสังฆราช แพ ติสสเทโว
มหาเถระ วัดสุทศั นเทพวราราม ต้ังแต่ พ.ศ. 2481 ถงึ พ.ศ. 2484
8. เปน็ สังฆนายก ตัง้ แต่ พ.ศ. 2494 ถึง พ.ศ. 2503
สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ กรมหลวงวชริ ญาณวงศ์
9. เม่ือสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงประชวรและไม่ทรง
สามารถปฏบิ ตั หิ น้าท่ตี ามปกตไิ ด้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตงั้ ใหเ้ ปน็ ผบู้ ญั ชาการคณะ
สงฆ์แทนสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ตั้งแต่วันท่ี 15 ตุลาคม พ.ศ. 2501 และเมื่อสมเด็จ
พระสังฆราชเจ้าส้ินพระชนม์แล้ว โปรดให้รักษาการในตาแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ต้ังแต่
วนั ท่ี 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2501
2. องคก์ ารศึกษา
สมเดจ็ พระสงั ฆราช ปลด
สมเด็จพระสังฆราช ปลด ได้ทรงรับภารกิจพระศาสนาในด้านการศึกษามาเป็นอัน
มาก เร่มิ แต่การศกึ ษาในสานกั วัดเบญจมบพิตร อาจกลา่ วได้วา่ นับตั้งแต่จบการศึกษาตาม
หลักสตู รแล้วก็ได้รบั แต่งต้ังให้เป็นครสู อนบาลผี หู้ นง่ึ ดงั ปรากฏตามรายการพระราชกศุ ลใน
การสถาปนาวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ภาคท่ี 17 รัตนโกสินทร 128 ว่าด้วยการเล่า
เรียนพระปริยัติธรรม พระสงฆส์ ามเณรวดั เบญจมบพติ รไดจ้ ดั การเปลยี่ นแปลงใหม่ เพราะมี
พระสงฆส์ ามเณรและศษิ ยว์ ัดได้เล่าเรียนทวมี ากขน้ึ มรี ะเบยี บการสอนเปน็ ชน้ั ๆ ดงั นี้ ฯลฯ
ชัน้ เปรยี ญสามัญ ตง้ั แต่ประโยค 1 ถึง ประโยค 3 เรียนธรรมบทบั้นต้นบ้ันปลาย พระมหา
โชติ เปรียญ 8 ประโยคเป็นผู้สอนประจาชั้น แต่บางคราวให้พระมหาปลด เปรียญ 9
ประโยคเปน็ ผสู้ อนแทน” ดงั นี้
ปรากฏว่าทรงเป็นครูที่ดี สามารถถ่ายเทความรู้ให้แก่ศิษย์ได้เป็นอย่างดี ศิษย์ของ
พระองค์ได้สาเร็จการศึกษาเป็นเปรียญประโยคต่าง ๆ เป็นจานวนมาก ได้เป็นกาลังพระ
ศาสนา และที่ออกไปรับราชการและประกอบอาชีพต่าง ๆ มีเป็นอันมากทรงรักงานสอน
หนังสือมาก เคยรับส่ังเสมอว่าเวลาท่ีสุขสบายใจ ก็คือการสอนและการแสดงธรรมโดย
ปฏภิ าณโวหาร ทรงทาการสอนด้วยพระองคเ์ อง และอานวยการใหพ้ ระภิกษอุ น่ื ๆ สอน ท้ัง
ในสานกั เรยี นวดั เบญจมบพติ รและในมณฑลพายัพ โดยส่งพระเปรียญจากจังหวัดพระนคร
ไปทาการสอนในจงั หวดั ตา่ ง ๆ เปน็ อันมาก ทาให้การศึกษาภาษาบาลีใน 7 จังหวัดมณฑล
พายัพได้เจรญิ รงุ่ เรอื งมาจนตราบเทา่ ทุกวันน้ี
สมเดจ็ พระสงั ฆราช ปลด
สาหรับพระองค์เองได้สอนต้ังแต่ช้ันสามัญ คือประโยค 3 จนถึงประโยค 9
โดยเฉพาะประโยค 9 ทรงสอนมาจนถึง พ.ศ. 2487 จงึ ได้ยตุ กิ ารสอน เพราะมีพระเปรยี ญท่ี
เป็นศษิ ย์สามารถสอนแทนได้แล้ว และเพราะภาวะสงคราม พระภิกษุสามเณรต่างกลับไป
อยู่ตามภูมิลาเนาเดิมเสียเป็นส่วนมาก ครั้นเสร็จภาวะสงครามแล้ว ก็ต้องทรงรับภาระ
พระพุทธศาสนาในฝ่ายอ่ืนมาก ไม่มีเวลาท่ีจะทาการสอนได้ แต่ถึงอย่างนั้น ในการสอน
พระภิกษุใหม่ซ่ึงเป็นสัทธิวิหาริกของพระองค์ ได้ทรงสอนนับแต่ได้รับมอบหมายจาก
สมเดจ็ ฯ เจ้าอาวาสองค์ประถมเป็นต้นมา จนถงึ พรรษาสดุ ท้าย คือพรรษาในปี พ.ศ. 2504
ในฝ่ายการศกึ ษาพระปรยิ ัติธรรม
ในส่วนการสร้างสถานที่ศึกษา โดยเฉพาะในวัดเบญจมบพิตร ทรงอานวยการให้
จัดการสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมข้ึน 2 หลัง เป็นตึกสองช้ันก่ออิฐถือปูน และให้สร้าง
หอสมดุ ป. กิตติวนั ข้ึนอกี หลังหนึง่ ในสว่ นการศกึ ษาวิชาสามัญทางคดีโลก พระองค์ได้ทรง
อุปการะอุปถัมภ์ในการศึกษาแผนกน้ีโดยสมควรแก่ความจาเป็น และได้สร้างโรงเรียน
เทศบาลข้นึ ในวัดเบญจมบพติ ร หลงั หนง่ึ ทางการศึกษามีตาแหน่งดังน้ี
1.เปน็ ผอู้ านวยการรกั ษาในสานกั เรยี นเบญจมบพิตร ในฐานเปน็ อาจารยใ์ หญแ่ ละ
เจา้ สานกั เรยี น
2. เปน็ พระคณาจารยโ์ ท ในทางภาษาบาลี พ.ศ. 2463
3. เปน็ ผอู้ านวยการรกั ษาในแขวงกลางจงั หวดั พระนคร ต้ังแต่ พ.ศ. 2468 ตลอด
พระชนมายุ
4. พ.ศ. 2471 เปน็ เจา้ อาวาสวดั เบญจมบพติ ร และเปน็ กรรมการมหาเถรสมาคม
5. เป็นผอู้ านวยการรกั ษาในมณฑลพายพั นบั แตเ่ ปน็ ผชู้ ว่ ย และตงั้ แต่ พ.ศ. 2471
ถงึ พ.ศ. 2485
6. เปน็ แมก่ องสอบไลน่ กั ธรรมสาขามณฑลพายพั และเปน็ แมก่ องธรรมสนามหลวง
เองตงั้ แต่ พ.ศ. 2485 ถงึ พ.ศ. 2486
7. เปน็ กรรมการสอบพระปรยิ ตั ธิ รรมในสนามหลวง ทวี่ ัดพระศรรี ตั นศาสดาราม
ตง้ั แตพ่ รรษาแรกทไ่ี ดอ้ ปุ สมบท และในสมยั ทสี อบโดยวธิ เี ขยี นกไ็ ดเ้ ปน็ กรรมการ
ตรวจขอ้ สอบประโยคบาลสี นามหลวง ตลอดมา
8. เปน็ แมก่ องบาลสี นามหลวง ตงั้ แต่ พ.ศ. 2479 ถงึ พ.ศ. 2503
สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ปลด กติ ตฺ โิ สภโณ)
สมเดจ็ พระสงั ฆราชพระองคท์ ี่ 14 แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์
วดั เบญจมบพติ รดสุ ติ วนาราม ราชวรวหิ าร กรงุ เทพมหานคร
ทรงฉายพระรปู รว่ มกับ “คณะสงั ฆมนตรี พทุ ธศกั ราช 2503” จานวน 10 รปู
(นบั เปน็ คณะสงั ฆมนตรชี ุดสดุ ทา้ ยในประวตั ศิ าสตรค์ ณะสงฆไ์ ทย)
9. เปน็ สงั ฆมนตรวี า่ การองคก์ ารศกึ ษาตงั้ แต่ พ.ศ. 2485 ถงึ พ.ศ. 2503 รวม 18 ปี
3. องคก์ ารเผยแผ่
รชั กาลท่ี 6
ในการเผยแผศ่ าสนธรรมคาสงั่ สอนของพระพทุ ธเจ้าน้นั สมเด็จพระสงั ฆราช
ทรงแสดงธรรมทงั้ ที่ได้เรยี บเรียงขน้ึ แสดง และทรงแสดงโดยปฏิภาณโวหารในโอกาสต่าง ๆ
และในวันธรรมสวนะเป็นประจา ครั้งหน่ึงในรัชกาลท่ี 6 สมัยเมื่อยังดารงสมณศักดิ์เป็น
พระราชาคณะที่พระศรสี ุทธวิ งศ์ ในปี พ.ศ. 2466 ไดถ้ วายพระธรรมเทศนาในงานพระราช
พธิ วี ิสาขบูชา ทีค่ ่ายหลวงหาดเจ้าสาราญ จังหวัดเพชรบุรี พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้า
เจา้ อยหู่ วั พระมหาธรี ราชเจา้ ไดม้ พี ระราชดารสั ชมเชยพระธรรมเทศนาวสิ าขบชู าทถ่ี วายใน
คราวนั้นว่า “เป็นเทศนาที่เหมาะใจของข้าพเจ้ายิ่งนัก เพราะพระศรีวิสุทธิวงศ์ได้เก็บคดี
ธรรมผสมกับคดีโลกอย่างสนิทสนมกลมกล่อมและใช้สานวนโวหารอันเข้าใจง่าย สาหรับ
บคุ คลไมเ่ ลือกว่าช้ันใด” หนังสือธรรมทท่ี รงเรียบเรยี งและพมิ พ์ออกเผยแผก่ ็มมี าก เร่อื งที่มี
ผู้พิมพ์แจกเป็นธรรมบรรณาการมากท่ีสุดที่ควรยกข้ึนกล่าวในที่น้ีก็คือ “มงคลภาษิต”
“ปราภวภาษติ ศลี ธรรมอนั ดีของประชาชน” เปน็ ต้น พระองคไ์ ดร้ ับการยกยอ่ งใหเ้ ป็นพระ
คณาจารย์โททางเทศนา
4. องคก์ ารสาธารณปู การ
พระพทุ ธชนิ ราช(จาลอง) ภายในพระอโุ บสถวดั เบญจมบพติ ร
ในการพระศาสนาส่วนนี้ทรงปฏิบัติได้ดีจนเป็นตัวอย่างและได้รับความชมเชย
โดยเฉพาะวัดเบญจมบพิตร ความสะอาดสะอ้านในพระอารามนับแต่สนามหญ้า, ต้นไม้,
เสนาสนะ, พระอุโบสถ, พระวิหาร, กุฏิท่ีอยู่อาศัย นอกจากนี้พระองค์ได้ทรงอานวยการ
ปฏสิ งั ขรณซ์ อ่ มแซมถาวรวัตถุอันวจิ ติ รงดงามในพระอาราม รกั ษาศลิ ปกรรมประณตี ศลิ ปไ์ ว้
เป็นอันดี ความเป็นระเบียบของเสนาสนะ ไม่ทาการก่อสร้างขึ้นจนเสียแบบแปลนแผนผัง
ของวัด ไม่ให้มีบ้านคฤหัสถ์ติดกาแพงวัด และโดยเฉพาะศาสนสมบัติทั้งของวัดและศาสน
สมบัติกลาง พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่เป็นพิเศษ พยายามรักษามิให้ร่ัวไหล ด้วยการทรง
สอดส่องดแู ลเปน็ อยา่ งดี
ในฐานะเจา้ คณะมณฑลพายัพ พระองค์ได้เสด็จไปเกอื บทุกจงั หวดั และโดยที่ได้ดารง
ตาแหน่งประธานคณะบญั ชาการคณะสงฆ์พระองค์ได้ไปตรวจการคณะสงฆ์ในมณฑลปักษ์
ใต้ เกอื บจะกล่าวได้ว่าทุกจงั หวัดเช่นกัน
วดั เบญจมบพติ รดสุ ติ วนาราม
การในวดั เบญจมบพิตร
ในธุรกจิ เก่ียวกับการบริหารวดั เบญจมบพติ รนน้ั นบั ตงั้ แตไ่ ดร้ บั มอบหมายใหเ้ ปน็ ผชู้ ว่ ย
เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส และเป็นเจ้าอาวาสเอง เมื่อวันท่ี 11 ตุลาคม 2471 สืบต่อจาก
สมเด็จ ฯ เจ้าอาวาสองค์ประถมแล้ว พระองค์ได้ปฏิบัติกรณียกิจ อานวยให้เกิดประโยชน์
และความเจริญแกว่ ดั เบญจมบพิตรหลายสถาน
ในการปกครอง
ไดก้ วดขนั ให้ภกิ ษสุ ามเณรรกั ษาระเบียบแบบแผนประเพณอี นั เปน็ พระราชประสงคใ์ น
รัชกาลที่ 5 ไว้ โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ในการประพฤติปฏิบตั ิตามพระธรรมวนิ ยั และเพอื่ ใหก้ าร
ปกครองเปน็ ไปโดยเรยี บร้อย พระองคไ์ ดอ้ อกระเบยี บกตกิ าของวดั ขนึ้ โดยเฉพาะในวนั ธรรม
สวนะ เวลาเช้าภิกษุสามเณรจะต้องลงทาวัตรฟังเทศน์เสมอ เว้นแต่มีกิจนิมนต์ แต่ก็ต้อง
บอกลาไวเ้ ปน็ หลกั ฐาน สาหรบั การฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนแล้วภิกษุรูปใดจะขาดมิได้
เว้นแต่อาพาธหรอื มกี จิ นิมนต์จาเป็นจริง ๆ โดยเฉพาะพระองค์ได้ทรงทาเป็นตัวอย่างอันดี
เสมอ อนั นเ้ี ปน็ ทท่ี ราบกันดีของบรรดาภกิ ษสุ ามเณรวัดเบญจมบพติ ร
ในการศกึ ษา
โดยพระราชประสงค์ในรัชกาลที่ 5 ทรงต้องการให้วัดเบญจมบพิตรเป็นแหล่งกลาง
การศกึ ษาพระปรยิ ตั ธิ รรมแห่งหนึ่ง ซ่ึงจะเห็นได้จากการทที่ รงสนบั สนนุ ดว้ ยประการตา่ ง ๆ
เช่น ภายหลังจากการสอบไล่พระปริยัติธรรมแล้วหากภิกษุสามเณรใดสอบได้ ก็
พระราชทานรางวัลเปน็ พเิ ศษและเลีย้ งพระเปน็ การฉลองสมโภชด้วย ซ่ึงในการเลี้ยงพระน้ี
ภิกษุสามเณรรูปใดสอบตก จะไม่ถูกนิมนต์เข้าร่วมในพิธีการนี้เลยเป็นต้น และหากภิกษุ
สามเณรรูปใดสอบตกตดิ ๆ กนั 3 ปีแล้ว ไมม่ ีพระราชประสงคจ์ ะใหอ้ ยู่ต่อไป ฯ
พระราชประสงคด์ ังกล่าวนส้ี มเด็จพระสงั ฆราชทรงทราบ ดีมาแต่ต้น พระองค์จึงทรง
เอาพระทัยใส่ในเร่ืองการศึกษาเป็นพิเศษ นับต้ังแต่เป็นครูอาจารย์สอนด้วยพระองค์เอง
และอานวยการใหภ้ ิกษุอ่นื ๆ ได้ช่วยทาการสอน ควบคมุ วธิ ีการเรยี นการสอนดว้ ยพระองค์
เอง ท้ังในฐานะเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสและในฐานะเป็นเจ้าอาวาส ซ่ึงผลของการศึกษาน้ัน
นบั ตงั้ แตพ่ ระองคด์ ารงตาแหน่งเจ้าอาวาสเป็นตน้ มา ปรากฏมีผูท้ ี่เรยี นพระปริยัตธิ รรมและ
สอบไล่ไดเ้ ป็นเปรียญเป็นจานวนมาก โดยเฉพาะในสมยั ที่ทรงดารงตาแหนง่ เจา้ อาวาสน้ี มผี ู้
ที่สอบไล่ไดเ้ ปน็ เปรยี ญธรรม 9 ประโยค เกินกวา่ 10 รูปแล้ว นับเป็นเกียรติประวัติอันดียิ่ง
ของวัดเบญจมบพิตร ซึ่งโดยปกติในจานวนภิกษุสามเณรอยู่ประจาพระอารามประมาณ
70 - 80 รูปนั้น มีที่เป็นเปรียญธรรม ตั้งแต่ 3 ประโยค ถึง 9 ประโยค ประมาณ 60 - 70
รูป
นอกจากจะทรงแสดงธรรมส่ังสอนพทุ ธบริษทั โดยปฏภิ าณโวหารประจาวนั ธรรมสวนะ
แล้ว ได้ทรงอานวยการให้มีการเผยแผ่ด้วยประการอื่น ๆ อีกหลายประการ เป็นต้นว่า
กวดขันความเป็นอยู่ของภิกษุสามเณรให้อยู่ในระเบียบแบบแผนขนบธรรมเนียมประเพณี
ของวดั