สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ องคท์ ่ี 10 แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส
ประสาร ธาราพรรค์ เรยี บเรยี ง
สมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกล
มหาสังฆปริณายก พระองค์ท่ี 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เสด็จสถิต ณ วัดบวรนิเวศราช
วรวิหารทรงมีพระคุณูปการทั้งด้านการศาสนา การบริหารการจัดการคณะสงฆ์ และ
การศึกษาของประเทศชาติ ทั้งยังทรงเป็นผู้ก่อต้ังมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ทรง
พัฒนาหลักสูตรนักธรรม มีพระนิพนธ์ด้านวิชาการท้ังภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ
ปรากฏท้ังในประเทศและต่างประเทศ
พระกาเนดิ
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นพระราชโอรสใน
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอย่หู ัวและเจ้าจอมมารดาแพ
พระองค์ประสูติเม่ือวันพฤหัสบดี เดือน 5 แรม 7 ค่า ปีวอก จ.ศ.1221 ตรงกับวันท่ี
12 เมษายน 2403 ในวันท่ีพระองค์ประสูติน้ันฝนตกหนักมากราวกับฟ้ารั่ว เหมือนนาคให้
นา้ บริเวณน้นั พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าอยู่หวั จงึ พระราชทานนามวา่ พระเจา้ ลกู ยาเธอ
พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ ต่อมา เจ้าจอมมารดาแพถึงแก่กรรมลงในขณะที่พระองค์มี
พระชนั ษาเพยี ง 1 ปี พระเจ้าราชวรวงศเ์ ธอ พระองค์เจ้าบุตรี ซึ่งมีศักด์ิเป็นพระมาตุจฉา
จงึ ทรงรับไปเลย้ี งดู เมื่อทรงเจรญิ วยั ทรงพระดาเนินได้ รับสั่งได้คล่องแคล่ว จึงเสด็จพานัก
อย่กู ับท้าวทรงกันดาล (ส)ี ซึง่ เป็นยายแท้ ๆทรงเร่มิ ศกึ ษาภาษาบาลี จนสามารถแปลธรรม
บทได้กอ่ นผนวชเป็นสามเณร นอกจากนีย้ งั ทรงศกึ ษาภาษาองั กฤษและโหราศาสตร์ อกี ดว้ ย
เจา้ จอมมารดาแพ ธดิ าพระสาราญหฤทยั (อา้ ว ธรรมสโรช) และทา้ วทรงกนั ดาร (ส)ี
เปน็ เจา้ จอมในพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั มพี ระราชโอรสและพระราชธดิ า
รวมกนั 5 พระองคค์ อื
พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ ยง่ิ เยาวลกั ษณ์ อรรคราชสดุ า
พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ พกั ตรพ์ มิ ลพรรณ
พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงพรหมวรานรุ กั ษ์ ทรงเปน็ ตน้ ราชสกลุ เกษมสนั ต์
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส
พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ บรรจบเบญจมา
เจา้ จอมมารดาแพถงึ แกอ่ สญั กรรมหลงั จากใหป้ ระสตู พิ ระองคเ์ จา้ บญั จบเบญจมา
เมอื่ วนั ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2404
ทรงผนวช
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาปวเรศวรยิ าลงกรณ์
ปี พ.ศ. 2416 เมื่อพระชนั ษาได้ 13 ปี ได้ทรงผนวชเปน็ สามเณร โดยมีสมเด็จพระมหา
สมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระอุปชั ฌาย์ และหมอ่ มเจา้ พระธรรมมณุ หศิ
ธาดา (สีขเรศ วุฑฒฺ สิ สฺ โร) ทรงเป็นผู้ประทานศลี 10 หลงั จากทรงบรรพชาแลว้ ไดป้ ระทบั อยู่
ทวี่ ัดบวรนิเวศวิหาร ประมาณ 2 เดอื น จึงทรงลาผนวช
ทรงอปุ สมบท
ครั้นครบปีบวช (พระชันษา 20 ปี) ได้ทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันท่ี 27
มิถนุ ายน พ.ศ. 2422 ณ วัดพระศรรี ัตนศาสดาราม โดยมสี มเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระ
ยาปวเรศวรยิ าลงกรณ์ เป็นพระอปุ ัชฌายาจารย์ และพระจนั ทรโคจรคุณ (ย้ิม จนฺทรังส)ี วดั
มกุฏกษัตรยิ ารามราชวรวหิ าร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ประทบั จาพรรษา ณ วดั บวรนิเวศ
วิหาร อยู่ 1 พรรษา จึงย้ายไปประทับท่ีวัดมกุฏกษัตริยารามเพ่ือศึกษาข้อวัตรปฏิบัติของ
พระจันทรโคจรคณุ ผูเ้ ป็นพระอาจารย์ ในระหวา่ งนัน้ ได้ทรงทาทัฬหีกรรมหรอื การบวชซา้ ท่ี
วัดราชาธวิ าสราชวรวหิ าร โดยมพี ระจันทรโคจรคณุ (ย้ิม จนทฺ รังส)ี เป็นพระอปุ ัชฌาย์ พระ
มหาเดช ฐานจาโร วัดโสมนัสวิหาร เปน็ พระกรรมวาจาจารย์
พระอิศริยยศ
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส
ปี พ.ศ. 2424 เมอื่ ผนวชได้ 3 พรรษา ทรงเขา้ แปลพระปรยิ ตั ธิ รรมหนา้ พระทนี่ ง่ั ทรง
แปลไดเ้ ปน็ เปรยี ญธรรม 5 ประโยค จากนนั้ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรง
สถาปนาพระอสิ รยิ ยศเป็น พระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมหมน่ื วชริ ญาณวโรรส และเปน็ พระราชา
คณะเจา้ คณะรองในธรรมยตุ กิ นกิ าย
ปี พ.ศ. 2434 พระองคไ์ ดค้ รองวดั บวรนเิ วศวหิ าร สบื ตอ่ จากสมเดจ็ พระมหาสมณ
เจา้ กรมพระยาปวเรศ ฯ
ปี พ.ศ. 2436 ไดร้ บั โปรดเกลา้ เพม่ิ พระอสิ รยิ ยศเปน็ สมเดจ็ พระราชาคณะเจา้ คณะ
ใหญค่ ณะธรรมยตุ มรี าชทนิ นามวา่ พระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมหมนื่ วชริ ญาณวโรรส สนุ ทร
พรตวสิ ทุ ธพิ รหมจรรย์ วมิ ลศลี ขนั ธว์ รธรรมยตุ ติ์ ศรวี สิ ทุ ธคิ ณะนายก สาสนดลิ กธรรมานุ
วาทย์ บรสิ ษั ยนารถสมณดุ มบรมบพติ ร
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส
วันที่ 2 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2449 พระองคไ์ ด้รบั สถาปนาเลื่อนพระอสิ ริยยศเป็น พระ
เจ้านอ้ งยาเธอ กรมหลวงวชริ ญาณวโรรส สนุ ทรพรตวสิ ุทธิพรหมจรรย์ วิมลศลี ขันธธ์ รรมวร
ยุต ศรีวิสุทธิคณนายก สาสนดิลกธรรมานุวาทย์ บริสัษยนารถสมณุดมบรมบพิตร
ปี พ.ศ. 2453 หลงั จากทสี่ มเด็จพระสังฆราช (สา ปสุ สฺ เทวมหาเถร) สนิ้ พระชนม์ ใน
ปลายรัชกาลที่ 5 ประเทศสยามไม่มีสมเด็จพระสังฆราชนานถึง 11 ปี จนถึงสมัย
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงทรงสถาปนาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมหลวงวชิรญาณวโรรส เปน็ สมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส ทรง
สมณศักด์ิเป็น สมเด็จพระมหาสมณะ นับเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 10 แห่งกรุง
รัตนโกสินทร์ ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหต้ ง้ั พระราชพธิ มี หาสมณุตมาภิเษก แตง่ ต้ังเปน็
เจ้าคณะใหญ่แห่งพระสงฆ์ ทั้งกรุงเทพมหานคร และหัวเมืองทั่วพระราชอาณาเขต และ
เลือ่ นพระอสิ ริยยศจากกรมหลวงขึน้ เป็นกรมพระยา มพี ระนามตามจารกึ ในพระสพุ รรณบฏั
ว่า “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ศรีสุคตขัตติยพรหมจารี
สรรเพชญรังศีกัลยาณวากย์ มนุษยนาคอเนญชาริยวงษ์ บรมพงศาธิบดี จักรีบรมนาถ
ประนับดา มหามกุฏกษัตรราชวรางกูร จุฬาลงกรณ์ปรมินทรสูรครุฐานิยภาดา วชิราวุธ
มหาราชหิโตปัธยาจารย์ ศุภศีลสารมหาวิมลมงคลธรรมเจดีย์ สุตพุทธมหากวี ตรีปิฏกาทิ
โกศล เบญจปฎลเศวตฉัตร ศิริรัตโนปลักษณมหาสมณุตมาภิเษกาภิษิต วิชิตมารสราพก
ธรรมเสนาบดี อมรโกษินทรโมลมี หาสงฆปรนิ ายก พุทธศาสนดลิ กโลกุตมมหาบัณฑติ ย์ สทิ ธ
รรถนานานริ กุ ตปิ ระติภาน มโหฬารเมตตาภิธยาศรัย พุทธาทิรัตนตรัยสรณารักษ์ เอกอัคร
มหาอนาคารยิ รัตน์ สยามาธิปัตยพทุ ธบริษทั เนตร สมณคณินทราธิเบศสกลพุทธจักรกฤตโย
ปการ มหาปาโมกขประธานสถาวีรวโรดม บรมนาถบพิตร”หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจา้ อยู่หวั มีพระราชดารวิ ่า การเรยี กพระนามพระราชวงศ์ซ่ึงดารงสมณศกั ดิ์
เป็นพระประมุขแห่งสงั ฆมณฑลแตเ่ ดมิ นน้ั เรยี กตามพระอสิ รยิ ยศแหง่ พระบรมราชวงศ์ ไมไ่ ด้
เรียกตามสมณศักด์ิของพระประมุขแห่งสังฆมณฑล คือ "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ"
พระองค์จึงเปลยี่ นคานาพระนามของพระบรมวงศานวุ งศซ์ ึ่งดารงสมณศกั ดเิ์ ปน็ พระประมขุ
แหง่ สังฆมณฑลวา่ "สมเดจ็ พระมหาสมณเจ้า" เพ่อื ใหป้ รากฏพระนามในส่วนสมณศกั ด์ิด้วย
โดยพระองค์ได้เปลี่ยนคานาพระนามของสมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาวชริ ญาณว
โรรส เปน็ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เพ่ือเฉลิมพระเกียรติเป็น
พระองคแ์ รก
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
ปี พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีลายพระหัตถ์ถึง
เสนาบดีกระทรวงธรรมการ มีความว่า ควรถวายอานาจในการปกครองคณะสงฆ์แก่
พระองค์ ในฐานะท่ีทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชให้เด็ดขาด เพ่ือให้การปกครองคณะสงฆ์
เรยี บร้อย หลังจากนน้ั อกี 6 เดือน พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยู่หวั ไดท้ รงมอบการ
ทั้งปวงซ่ึงเป็นกิจธุระพระศาสนา ถวายแด่พระองค์ผู้เป็นมหาสังฆปริณายก ตั้งแต่เดือน
กันยายน พ.ศ. 2455
พระกรณียกิจ
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส
ทรงเร่ิมพัฒนาการพระศาสนา โดยเร่ิมต้นท่ีวัดบวรนิเวศวิหาร ได้แก่ริเร่ิมให้ภิกษุ
สามเณรท่บี วชใหม่ เรยี นพระธรรมวินยั ในภาษาไทย มกี ารสอบความรดู้ ว้ ยวธิ เี ขยี น ตอ่ มาจงึ
กาหนดให้เป็นหลักสูตรการศึกษาสาหรับคณะสงฆ์ เรียกว่า นักธรรม ทรงจัดต้ัง มหามกุฎ
ราชวิทยาลัย เป็นการริเร่ิมจัดการศึกษาของพระภิกษุ สามเณรแบบใหม่ คือ เรียนพระ
ปริยตั ธิ รรม ประกอบกับวชิ าการอนื่ ที่เออ้ื อานวยตอ่ การสอนพระพทุ ธศาสนา ผทู้ ส่ี อบไดจ้ ะ
ได้เป็นเปรียญเช่นเดียวกับท่สี อบไดใ้ นสนามหลวง เรยี กวา่ เปรยี ญมหามงกฎุ แตไ่ ดเ้ ลกิ ไปใน
อีก 8 ปีตอ่ มา ทรงออกนิตยสาร ธรรมจกั ษุ ซงึ่ เปน็ นิตยสารทางพระพุทธศาสนา ฉบับแรก
ของไทย
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส
ทรงอานวยการจัดการศึกษาหัวเมืองท่ัวราชอาณาจักรเม่ือปี พ.ศ. 2441 ตาม
พระราชดารขิ องพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั ท่ีจะขยายการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
ไปยังประชาชนทั่วราชอาณาจักร ทรงเห็นว่า วัดเป็นแหล่งให้การศึกษาแก่คนไทยมาแต่
โบราณกาล เป็นการขยายการศึกษาได้เร็วและท่ัวถึง เพราะมีวัดอยู่ท่ัวไปในพระ
ราชอาณาจักร ไมต่ อ้ งสนิ้ เปลอื งงบประมาณแผ่นดิน งานนม้ี ีกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วย
สนับสนุน พระองค์ดาเนินการอยู่ 5 ปี ก็สามารถขยายการศึกษาขั้นพ้ืนฐานคือ ชั้น
ประถมศึกษา ออกไปไดท้ ว่ั ประเทศ จากนน้ั จงึ ให้กระทรวงธรรมการ ดาเนินการต่อไป
ทรงปรับปรุงการปกครองคณะสงฆ์ เพ่ือให้การปกครองคณะสงฆ์เป็นไปด้วยดี
เออื้ อานวยตอ่ การพฒั นาตนเอง และประเทศชาติ จงึ เกดิ พ.ร.บ. ลักษณะปกครองคณะสงฆ์
ร.ศ. 121 (พ.ศ. 2445) ขึน้ ซงึ่ เปน็ พระราชบญั ญตั คิ ณะสงฆฉ์ บับแรกของไทย สาระสาคัญ
ของ พ.ร.บ.ฉบบั นี้ ได้จัดคณะสงฆ์ออกเปน็ 4 คณะ คือ คณะเหนือ คณะใต้ คณะกลาง และ
คณะธรรมยุติกา มีสมเด็จพระราชาคณะเป็นเจ้าคณะ และมีพระราชาคณะรอง คณะละ
หนึ่งรูป รวมเป็น 8 รูป ทั้ง 8 รูปนี้ยกข้ึนเป็น มหาเถรสมาคม เป็นองค์กรสูงสุดของคณะ
สงฆ์ และเป็นทป่ี รึกษาในการพระศาสนา และการคณะสงฆ์ของพระมหากษตั รยิ ์ มเี จา้ คณะ
ปกครองลดหลั่นไปตามลาดับคือ เจ้าคณะมณฑล เจ้าคณะเมือง เจ้าคณะแขวง และเจ้า
อาวาส มเี สนาบดีกระทรวงธรรมการ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ มหาเถรสมาคม
เป็นเพียง ที่ทรงปรึกษา ขององค์พระมหากษัตริย์ ดังน้ันกระทรวงธรรมการ จึงต้องทา
หน้าทสี่ งั ฆราชโดยปรยิ าย
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส
พระองคไ์ ดท้ รงปรบั ปรงุ การพระพทุ ธศาสนา และทางคณะสงฆใ์ นดา้ นตา่ ง ๆ เปน็ อนั
มากโดยเรม่ิ งานต้งั แตเ่ สด็จไปตรวจการคณะสงฆ์ในหัวเมืองต่าง ๆ เกือบท่ัวราชอาณาจักร
โดยกระทาอย่างต่อเน่ืองทุกปีเกือบ ตลอดพระชนม์ชีพ ทาให้ทรงทราบความเป็นไปของ
คณะสงฆ์ และของประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ เป็นอย่างดี และนาข้อมูลและปัญหาต่าง ๆ
มาปรับปรงุ แก้ไขในทกุ ๆ ด้าน พอประมวลได้ดงั น้ี
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส
ด้านการพระศาสนา พระองค์ได้พัฒนาภิกษุสามเณร ให้มีความรู้ความสามารถใน
พระธรรมวินัย เพ่ือจะได้แนะนาส่ังสอนประชาชนได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ทรงผลิต
ตาราและหนงั สือทางพระพทุ ธศาสนา ทค่ี นทัว่ ไปสามารถอา่ นทาความเข้าใจได้ง่าย
ด้านการคณะสงฆ์ ทรงออกพระมหาสมณาณัติ ประทานพระวินิจฉัยและทรงวาง
ระเบียบ แบบแผน เกี่ยวกับความประพฤติปฏิบัติของพระภิกษุสามเณรในด้านต่าง ๆ ให้
ถูกต้องเป็นมาตรฐาน เช่น ระเบียบเก่ียวกับพระอุปัชฌาย์ การบรรพชาอุปสมบท การ
ปกครองภิกษุสามเณรและศิษย์วดั การวินิจฉัยอธิกรณ์ ระเบียบเกี่ยวกับ สมณศักด์ิ พัดยศ
นติ ยภตั ดวงตราประจาตาแหน่ง เป็นตน้
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส
ด้านการศึกษา ทรงปรบั ปรุงการศกึ ษาของคณะสงฆใ์ หท้ นั สมยั ทรงจดั การศกึ ษาพระ
ปรยิ ัติ ธรรมเพม่ิ ขนึ้ จากแบบเดิมท่ศี กึ ษาภาษาบาลี โดยให้ศึกษาพระธรรมวนิ ัยในภาษาไทย
เรียกวา่ หลักสูตร นักธรรม
งานพระนิพนธ์ พระองค์ทรงรอบรู้ภาษาต่าง ๆ หลายภาษา คือ ภาษาบาลี ภาษา
สันสกฤต ภาษาอังกฤษ และภาษาฝร่ังเศส ได้ทรงนิพนธ์เรื่องต่าง ๆ ไว้เป็นอันมาก เช่น
หนังสือหลักสูตรนักธรรมช้ันตรี โท เอก หลักสูตรบาลี ไวยากรณ์ท้ังชุด รวมพระนิพนธ์
ทงั้ หมดมีมากกว่า 200 เรื่อง นอกจากน้ยี งั ทรงชาระ คัมภีร์บาลีไวก้ วา่ 20 คัมภรี ์
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส
แตก่ อ่ นน้นั สงั ฆราชตัวจริง ส่ังการบริหารคณะสงฆ์ คือเสนาบดีกระทรวงศกึ ษาธิการ
ซึ่งเป็นฆราวาส เมื่อพระองค์ทรงดารงตาแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้า จึงถวายพระพรขอ
พระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลท่ี 6 ปลดแอกการ
ปกครองสงฆ์จากฆราวาส มาเป็นของพระสงฆ์ เมื่อเดือน กันยายน 2455 หลังจากที่
พระองคท์ รงดารงตาแหนง่ สมเดจ็ พระสงั ฆราชได้ 1 ปี นบั เปน็ การปรับสถานภาพของคณะ
สงฆค์ รัง้ สาคัญ ท่พี ระได้ปกครองพระดว้ ยกนั เองเปน็ ครง้ั แรกในประวัติศาสตร์
ทรงปรับปรุงหลกั สูตรการศึกษาภาษาบาลี และธรรมสาหรับพระสงฆ์จนแพร่หลาย
ตัง้ แต่ พ.ศ. 2462 ทาใหผ้ เู้ รียนมีกาลงั ใจท่ีสามารถเรยี นไดต้ ามลาดบั และรู้ผลปีตอ่ ปี ผู้เรยี น
ท่สี อบได้ ยงั สามารถนาความรู้ไปเผยแผไ่ ดถ้ ูกต้อง เป็นแก่นสารตรงตามธรรมวินัย ตรงกัน
ข้ามกับอดีตที่มีการสอบบาลีด้วยปากเปล่า ใครแปลได้ตามเวลาที่กาหนดก็ผ่าน ใครแปล
ไม่ไดก้ ็ตก จะมีโอกาสสอบอกี ครั้งหลังจากผ่านไป 3 ปี และการสอบปากเปลา่ ทว่ี ่านี้ กวา่ จะ
สอบเสรจ็ ส้นิ ใช้เวลานานถึง 3 เดือน และไม่แน่วา่ มีความรู้จริงหรอื ไม่
มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั
ทรงตั้งมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เพื่อการศึกษาของคณะสงฆ์ธรรมยุต
ตามทีพ่ ระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยูห่ ัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดารแิ ตต่ ้น และ
พระองคท์ รงสานตอ่ กลายเป็นมหาวทิ ยาลยั สงฆ์แหง่ แรกของชาติไทย นับต้ังแต่ 1 ตุลาคม
2436
ทรงตั้งโรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย เพื่อจัดพิมพ์ตารา เป็นโรงพิมพ์ท่ีพิมพ์ตารา
ทางศาสนาโดยเฉพาะเป็นแห่งแรก ต้ังอยู่ในวัดบวรนิเวศวิหาร แต่มีอายุเพียง 8 ปี ก็หยุด
ดาเนินการ เพราะไม่มีทนุ ที่จะทาต่อไป
ผลงานที่อยู่ยงถึงปัจจุบัน คือ นิตยสารธรรมจักษุรายเดือน ตีพิมพ์เรื่องราวทาง
พระพทุ ธศาสนา และขา่ วสารต่างๆ ที่ทรงดาริให้จดั ทาหลงั จากตงั้ มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัยได้
1 ปี จึงเป็นนิตยสารทางพระพุทธศาสนาฉบบั แรกของไทยและมอี ายเุ ก่าแก่ทีส่ ดุ กว่า 100 ปี
ซ่งึ ยงั ดาเนินการสบื มาจนทกุ วันนี้
ส่วนการปกครองคณะสงฆ์ที่เห็นเป็นรูปเป็นร่างในปัจจุบัน เป็นเพราะพระองค์ทรง
ดาเนินการไวก้ ่อนทจ่ี ะทรงเปน็ สมเดจ็ พระสงั ฆราช เชน่ การมพี ระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ร.ศ.
121 สมัยรัชกาลที่ 5 เป็น พ.ร.บ.ฉบับแรกสาหรับคณะสงฆ์ไทย (ซ่ึงปัจจุบันเป็น พ.ร.บ
ฉบบั ที่ 3 ทเ่ี รยี กวา่ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535) ท้ังนี้เพราะ
เสดจ็ ตรวจการคณะสงฆ์ในหวั เมืองตา่ งๆ เกอื บทัว่ พระราชอาณาจักร ทาให้ทรงทราบความ
เป็นไปของคณะสงฆ์และประชาชนในภูมิภาคตา่ งๆ เป็นอยา่ งดี จึงทรงนาขอ้ มูลและปัญหา
ต่างๆ มาปรบั ปรุงแกไ้ ขในทุกๆ ด้าน
สน้ิ พระชนม์
ภาพการประดษิ ฐานพระโกศทองใหญท่ รงพระศพ
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส
สมเดจ็ พระสงั ฆราช พระองคท์ ี่ 10 แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์
ภายในทอ้ งพระโรง ตาหนกั เพช็ ร วัดบวรนเิ วศวหิ าร พทุ ธศกั ราช 2465
สมเด็จพระมหาสมณเจา้ ประชวรด้วยวัณโรค มพี ระอาการเรื้อรังมานานนับสบิ ปี จน
กาเริบรุนแรงเกินกว่าความสามารถของแพทย์หลวง ในท่ีสุดสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ก็
ส้ินพระชนม์เม่อื วนั ที่ 2 สงิ หาคม พ.ศ. 2464 สิริรวมพระชันษาได้ 61 ปี ครองวัดบวรนเิ วศ
วิหารนาน 30 ปี ดารงตาแหน่งสมเด็จพระสังฆราชอยู่ 10 ปี 7 เดือน ดังนั้นเมื่อถึงวันท่ี 2
สงิ หาคม ทุกปี คณะสงฆว์ ัดบวรนิเวศวหิ าร ได้จดั พิธที าบุญอุทิศกุศล เรียกวา่ วันบูรพาจารย์
งานพระราชทานเพลงิ พระศพสมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส เรม่ิ ใน
วนั ศกุ รท์ ่ี 7 เมษายน พ.ศ. 2465 โดยวนั อาทติ ยท์ ี่ 9 เมษายน เปน็ วนั พระราชทานเพลงิ
พระศพ
ภาพ "พระจติ กาธาน" ในงานพระราชพธิ พี ระราชทานเพลงิ พระศพ สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้
กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส สมเดจ็ พระสงั ฆราช พระองคท์ ี่ 10 แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์
ณ พระเมรุ ทอ้ งสนามหลวง เมอื่ ปพี ทุ ธศกั ราช 2465
งานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
เร่ิมในวันศุกร์ท่ี 7 เมษายน พ.ศ. 2465 โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้
เสด็จพระราชดาเนินไปบาเพ็ญพระราชกศุ ลที่ตาหนกั เพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร ทุกวันต้ังแต่
วันดังกล่าว จนถึงวันอาทิตย์ท่ี 9 เมษายน เวลา 16:00 น. จึงโปรดให้เคล่ือนพระศพไป
ประดิษฐานยังพระจิตกาธาน ณ พระเมรุท้องสนามหลวง แล้วพระราชทานเพลิงพระศพ
เช้าวันต่อมาเจ้าพนักงานภูษามาลาดับพระเพลิงแล้วประมวลพระอัฐิ เวลา 07:00 น.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ วั เสดจ็ พระราชดาเนนิ มาเกบ็ พระอฐั ปิ ระมวลลงในพระโกศทอง
ลงยา แลว้ ใหเ้ จ้าพนักงานเชิญพระโกศไปประดิษฐานในบุษบก ณ พระท่ีน่ังทรงธรรม ทรง
บาเพ็ญพระราชกุศลเสร็จแล้ว จึงโปรดให้เจ้าพนักงงานเชิญพระโกศไปประดิษฐานท่ีพระ
ตาหนกั เพช็ ร ช่วงบ่ายเสด็จฯ มาทรงสดับพระพทุ ธมนตแ์ ละพระธรรมเทศนา จากนัน้ ในวนั
อังคารที่ 11 เมษายน ไดเ้ สด็จฯ มาบาเพ็ญพระราชกศุ ลอีกคร้ัง แลว้ บรรจพุ ระองั คารเขา้ ใน
ฐานพระพุทธไสยา มขุ หลงั วิหารพระศรีศาสดา แลว้ เสดจ็ ฯ กลับ
...............................................................
แหลง่ ขอ้ มลู อา้ งองิ
http://www.dharma-gateway.com
https://www.komchadluek.net ›
https://www.posttoday.com
https://www.winnews.tv › news
https://th.wikipedia.org › wiki
ขอขอบคณุ ภาพและขอ้ มลู จากเว็บไซตต์ า่ งๆ
.......................................................................
สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจ้าองคท์ ี่ 11 แหง่ กรุงรัตนโกสนิ ทร์
พระเจา้ วรวงศเ์ ธอ กรมหลวงชนิ วรสิรวิ ฒั น์ สมเด็จพระสงั ฆราชเจา้
ประสาร ธาราพรรค์ เรยี บเรยี ง
พระเจา้ วรวงศเ์ ธอ กรมหลวงชนิ วรสริ วิ ฒั น์ สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้
พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เป็น สมเด็จ
พระสงั ฆราชเจา้ สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ท่ี 11 แห่งกรงุ รตั นโกสินทร์ ทรงแตกฉาน
ท้งั ภาษาไทย ภาษาบาลี ภาษาสนั สกฤต และพระปรยิ ตั ธิ รรมจนแตกฉาน ทรงบรบิ รู ณด์ ว้ ย
พระศีลาจารวัตรเนกขัมมปฏิปทาไม่บกพร่อง มีพระอัธยาศัยเยือกเย็นสุภาพ ไม่เคยมีผู้ใด
เคยเหน็ พระอาการกร้ิวโกรธหรือมีรบั สงั่ ผรุสวาทรุนแรงแมแ้ ตค่ รัง้ เดียว ทรงพระสขุ ุมคมั ภรี
ภาพในการบริหารกิจการพระศาสนา ด้วยความม่ันคงในหลักการตามพระธรรมวินัยเป็น
สาคญั ทั้งทรงพระนิพนธ์ตาราและหนงั สอื สาคัญทางพระพุทธศาสนาไว้จานวนมาก
ประสตู กิ าล
พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมขนุ เจรญิ ผลภลู สวสั ดิ์ หมอ่ มป่นุ ชมุ พนู ทุ
สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าภุชงค์
เป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนเจริญผลภูลสวัสดิ์ กับ หม่อมปุ่น ชุมพูนุท
ประสตู ิ เมอ่ื วันศุกร์ เดอื นอ้าย แรม 7 คา่ ปมี ะแม ตรงกบั วนั ท่ี 16 ธนั วาคม พ.ศ. 2402 ท่ี
วงั หน้าวัดราชบพธิ ฯ มุมถนนราชบพิธกบั ถนนเฟอ่ื งนคร ตรงกบั รัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระ
จอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว
การศกึ ษาขณะเปน็ ฆราวาส
พระยาศรสี นุ ทรโวหาร (นอ้ ย อาจารยางกรู )
เม่ือยังทรงพระเยาว์ไดท้ รงศกึ ษาอักขรสมยั ไทย ในสานกั เจ้าจอมมารดาสัมฤทธ์ิผู้เป็น
ย่า และทรงศกึ ษาอกั ษรขอมจากพระยาศรีสุนทรโวหาร (นอ้ ย อาจารยางกูร)
พ.ศ. 2414 พระชนมายุ 12 พรรษา พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว ทรง
พระกรุณาโปรดให้ตามเสด็จไปในเรือพระท่ีน่ังบางกอก คราวเสด็จพระราชดาเนินเยือน
ประเทศอินเดีย จนถึงเมืองสิงคโปร์ แล้วโปรดให้อยู่เล่าเรียนในโรงเรียนแรฟฟัล ณ เมื อง
สิงคโปร์นั้น พร้อมกับหม่อมเจ้าอื่นๆ อีกราว 20 องค์ ทรงเล่าเรียนอยู่ท่ีเมืองสิงคโปร์เป็น
เวลา 9 เดอื น เมอ่ื ทางกรงุ เทพฯ ไดม้ กี ารเปดิ โรงเรยี นภาษาอังกฤษสาหรบั เจ้านายข้ึน เม่ือ
พ.ศ. 2415 จึงโปรดใหก้ ลับมาเล่าเรยี นตอ่ ทกี่ รุงเทพฯ
ผนวช
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาปวเรศวรยิ าลงกรณ์
พ.ศ. 2416 เม่ือพระชนมายุได้ 14 พรรษา ผนวชเป็นสามเณร ณ วัดพระศรีรัตน
ศาสดาราม โดยมสี มเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ขณะทรงดารง
พระยศพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธุ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ หม่อมเจ้าพระ
อรณุ นภิ าคณุ ากรเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ผนวชแลว้ ประทับ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมา
ราม ขณะเป็นสามเณรได้ศึกษาภาษาบาลีกับพระครูบัณฑรธรรมสโมทาน (สด) ภาษาไทย
กับพระยาโอวาทวรกจิ (แกน่ ) และภาษาสนั สกฤตกบั พราหมณ์
อปุ สมบท
หมอ่ มเจา้ พระอรณุ นภิ าคณุ ากร
เม่ืออายุครบอุปสมบทในปี พ.ศ. 2422 ได้โปรดให้อุปสมบทที่วัดพระศรีรัตนศาสดา
ราม มีสมเด็จพระวันรัตน์ (ทับ พุทฺธสิริ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระสาสนโสภณท่ีพระธรรม
วโรดม (สา ปุสฺสเทโว) วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เป็นพระ
กรรมวาจาจารย์ หม่อมเจ้าพระอรุณนิภาคุณากร เป็นพระบรรพชาจารย์ได้รับพระนาม
ฉายาว่า "สิรวิ ฑฺฒโน" ผนวชแล้วกลบั มาประทับท่วี ัดราชบพธิ สถิตมหาสีมารามตามเดิม
การศกึ ษาขณะเปน็ พระภกิ ษุ
สมเดจ็ พระสงั ฆราช (สา ปสุ สฺ เทโว)
เมื่อผนวชเป็นพระภกิ ษุแล้วไดศ้ ึกษาพระปริยตั ธิ รรมกบั สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺส
เทโว) ขณะทรงสมณศักด์ิเป็นพระธรรมวโรดม ทรงเข้าสอบเปรียญ 2 ครั้ง ครั้งแรกเม่ือปี
พ.ศ. 2425 ไดเ้ ปน็ เปรยี ญธรรม 4 ประโยค
ต่อมาในปี พ.ศ. 2430 เมื่อทรงอุปสมบทได้ 8 พรรษาทรงเข้าแปลได้เพ่ิมอีก 1
ประโยค รวมเป็น เปรียญธรรม 5 ประโยค พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระราชทานวัตถจุ ตั ุปจั จยั มูลคา่ 2 ช่ังเปน็ รางวัล
สมณศกั ด์ิ
พระเจา้ วรวงศเ์ ธอ กรมหลวงชินวรสริ วิ ฒั น์ สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้
พ.ศ. 2430 ไดร้ บั สมณศกั ดิเ์ ปน็ พระราชาคณะที่ หมอ่ มเจ้าพระสถาพรพิริยพรต
พ.ศ. 2438 ได้เลอ่ื นสมณศักดเิ์ ป็นพระราชาคณะผใู้ หญเ่ สมอชั้นเทพ ในราชทินนาม
เดมิ
10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2442 ได้เล่ือนสมณศักด์ิเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมท่ีพระ
ธรรมปาโมกข์ มีราชทินนามตามจารึกในสุพรรณบัตรว่า หม่อมเจ้าพระสถาพรพิริยพรต
อังคีรสธรรมปาโมกข์ ยุตโยคยตินายก ไตรปิฎกธารี ธรรมวาทีคณฤศร บวรสังฆาราม
คามวาสี
พ.ศ. 2444 ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ เป็นพระองค์ที่ 2 สืบต่อจากพระวรวงศ์
เธอ พระองค์เจา้ พระอรุณนภิ าคุณากร
1 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 ได้เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองในคณะกลาง มีสมณ
ศกั ด์เิ สมอพระพรหมมุนี และมพี ระอสิ ริยยศเป็นพระวรวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ มีราชทินนาม
ตามจารกึ ในสุพรรณบตั รว่า 'พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระสถาพรพริ ิยพรต องั คีรสสาสน
ธารง ราชวรพงษ์ศักด์ิพิบุลย์ สุนทรอรรถปริยัติโกศล โสภณศีลสมาจารวัตร มัชฌิมคณานุ
นายก สาสนดิลกบพติ ร"
เมอ่ื ครงั้ ยงั ดารงพระอสิ รยิ ยศเปน็ พระวรวงศเ์ ธอ กรมหมนื่ ชนิ วรสริ วิ ฒั น์
22 มกราคม พ.ศ. 2453 ได้รับสถาปนาเป็นสมเดจ็ พระราชาคณะเจ้าคณะใหญค่ ณะ
กลาง มรี าชทนิ นามว่า "พระวรวงศ์เธอ กรมหม่ืนชินวรสิริวัฒน์ ขัตติยพงศ์พรหมจารี ประ
สาทนียคุณากร สถาพรพิริยพรต อังคีรสศาสนธารง ราชวรวงศ์วิสุต วชิราวุธมหาราชอภิ
นิษกรมณาจารย์ สุขุมญาณวิบุล สุนทรอรรถปริยัติโกศล โศภนศีลสมาจารวัตร มัชฌิมคณิ
ศรมหาสงั ฆนายก พุทธศาสนดิลกสถาวีรบพติ ร"
2 มกราคม พ.ศ. 2456 เป็นเจ้าคณะรองฝา่ ยธรรมยุตกิ นกิ ายด้วยอกี ตาแหนง่
พระเจา้ วรวงศเ์ ธอ กรมหลวงชนิ วรสริ วิ ฒั น์ สมเด็จพระสงั ฆราชเจา้
20 สงิ หาคม พ.ศ. 2464 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูห่ วั ทรงสถาปนาเป็น
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า สกลมหาสังฆปรณิ ายก นับว่าเปน็ สมเด็จพระสงั ฆราชเจ้า พระองค์
แรก มีพระนามวา่ "พระเจา้ วรวงศเ์ ธอ กรมหมืน่ ชนิ วรศริ วิ ฒั น์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า"
20 เมษายน พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เลื่อนพระ
อิสรยิ ยศเป็นกรมหลวง มีราชทนิ นามว่า "พระเจา้ วรวงศเธอ กรมหลวงชนิ วรสริ ิวฒั น ขตั ิยม
หาเจษฎานุพงศ อริยวงศาคตญาณวิมลสกลมหาสงฆปรินายก ตรปี ฎิ กกลาโกศล ภทั รผลพลู
สวัสดิสัทธรรมทีปกร ไทวภราดรมหาราชาภินิษกรมณาจารย์ ภุชงคบุราภิธานครุฐานิยม
มหาบัณฑิต สุขสิทธิหิตรรถเมตตาขันตยาศรัย ศรีรัตนตรัยศรณาภิรัต สยามาธิปัตยามหา
สงั ฆปาโมกขประธานาธิบดี ศรสี มณดุ มบรมบพิตร"
ทรงเป็นกรรมการมหามกฎุ ราชวิทยาลยั
ทรงฉายรว่ มกบั พระเถระกรรมการมหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั ชดุ แรก พ.ศ. 2436
พ.ศ. 2436 สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ขณะทรงดารงพระ
ยศ กรมหม่ืน ได้ทรงพระดาริจัดตั้งสถาบันการศึกษาแบบใหม่สาหรับภิกษุสามเณร ตลอด
ถึงจดั ตงั้ โรงเรยี นสาหรับกลุ บุตรข้ึน เรียกว่า มหามกุฎราชวิทยาลัย เพ่ือเป็นพระบรมราชา
นุสรณ์เฉลิมพระนามาภิไธยในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยมี
วัตถุประสงค์สาคัญเพ่ือจัดการศึกษาสาหรับภิกษุสามเณรและกุลบุตรให้ทันสมัย และเพ่ือ
เผยแพร่พระพุทธศาสนา สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ขณะทรงดารงพระสมณศักด์ิท่ี พระ
สถาพรพิริยพรต ก็ทรงเป็นกรรมการพระองค์หน่ึงในกรรมการชุดแรกของมหามกุฎราช
วทิ ยาลยั นับว่าทรงเป็นผู้รว่ มบุกเบกิ กิจการของมหามกฎุ ราชวิทยาลยั มาแต่เร่ิมต้น และได้
ทรงเริ่มมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการของมหามกุฎราชวิทยาลัยให้เจริญก้าวหน้ามาจน
ตลอดพระชนม์ชพี ของพระองค์
พระปรีชาสามารถ
พระองค์มีพระปรีชาสามารถทางพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง นับว่าเป็นปราช ญ์ทาง
พระพุทธศาสนาท่ีสาคัญพระองค์หนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงนิพนธ์ตารา และหนังสือ
สาคัญทางพระพุทธศาสนาไว้มากมาย เชน่ คมั ภีร์อภิธานัปปทีปิกา หรือพจนานุกรมภาษา
บาลีแปลเป็นไทย มหานิบาตชาดก นิทานต้นบัญญัติ สามเณรสิกขา เป็นต้น พระนิพนธ์
เหลา่ น้ี ยงั ใชเ้ ปน็ คู่มือในการศึกษาภาษาบาลี และศกึ ษาพระพุทธศาสนาของภิกษุสามเณร
มาจนถึงปจั จุบัน
พระเกียรติคุณในทางพระปริยตั ิธรรม
พระไตรปฎิ กฉบบั สยามรฐั
พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 7 ทรงพระกรุณาโปรด
กล้าฯ ให้มีการจัดสร้างพระไตรปิฎก เพื่อถวายเป็นพระอนุสาวรีย์เชิดชูพระกียรติ
ยศ พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยู่หัว รชั กาลท่ี 6 โดยทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ให้
มกี ารชาระและจัดพมิ พ์ขนึ้ ใหม่ เรียกวา่ “พระไตรปฎิ กฉบบั สยามรฐั ” ตน้ ฉบบั สาหรบั ตรวจ
ชาระ และจัดพิมพ์ขึ้นใหม่คร้ังน้ีใช้พระไตรปิฎกฉบับพิมพ์เมื่อครั้งรัชกาลท่ี 5 ซ่ึงทรงสร้าง
ขนึ้ เมื่อ พ.ศ. 2436 จานวน 39 เลม่ เปน็ พื้น พรอ้ มทัง้ ตรวจชาระเพม่ิ คัมภรี ์ ท่ียงั มไิ ดจ้ ดั พมิ พ์
เม่ือคร้ังรัชกาลที่ 5 ให้ครบบริบูรณ์ด้วย รวบเป็นพระไตรปิฎกที่จัดพิมพ์ขึ้นใหม่คร้ังน้ี
จานวน 45 เล่มจบบริบูรณ์ ในการตรวจชาระและจัดพิมพ์พระไตรปิฎกคร้ังนี้ ทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กราบทูลอาราธนา สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวร
สิริวัฒน์ ทรงเป็นประธานในการตรวจชาระ พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
อาราธนาพระเถระผูช้ านาญพระไตรปฎิ กอกี 8 รปู เปน็ กรรมการตรวจชาระ การตรวจชาระ
และจัดพมิ พ์ระไตรปิฎกคร้งั นี้ เร่มิ ดาเนนิ การเมอื่ พ.ศ. 2468 พมิ พเ์ สร็จบริบูรณ์เม่ือ พ .ศ.
2473 นับเป็นพระไตรปิฎกฉบับพิมพ์ท่ีสมบูรณ์ฉบับแรก ของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถร
วาท ในการตรวจชาระและจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ ดังกล่าวน้ี สมเด็จ
พระสงั ฆราชเจ้าฯ ทรงเปน็ ประธานในการตรวจชาระ
คมั ภรี อ์ งั คุตตรนกิ าย
พระองค์ยังได้ทรงตรวจชาระคัมภีร์อังคุตตรนิกาย แห่งพระสุตตันปิฎกตลอดพระ
คัมภีร์ด้วยพระองค์เอง รวมเป็นหนังสือ 5 เล่มอีกด้วย นับเป็นพระเกียรติคุณในทางพระ
ปรยิ ัติธรรมอกี ประการหนง่ึ ของสมเดจ็ พระสังฆราชเจ้าฯ พระองคน์ ้นั
ทรงอปุ ถมั ภว์ ดั มะขามใต้ (วดั ชนิ วรารามวรวหิ าร) และโรงเรยี นวดั ราชบพธิ
วดั มะขามใต้ (วดั ชนิ วรารามวรวหิ าร)
ทรงให้การอุปถัมภ์วัดมะขามใต้ (วัดชินวรารามวรวิหาร) สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย
จังหวัดปทมุ ธานี ต่อมาเม่ือเจ้าพระคุณ สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ พระองคน์ นั้ สน้ิ พระชนมแ์ ลว้
คณะผู้สาเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 ได้ขนานนามวัดเป็นพระอนุสรณ์ว่า วัด
ชนิ วราราม และยกฐานะเปน็ พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวหิ าร เมื่อ พ.ศ.2481 เปน็ พระ
อารามหลวงแหง่ แรก ของจังหวดั ปทมุ ธานี
ทรงเป็นองคอ์ ปุ ถมั ภ์โรงเรยี นวดั ราชบพธิ พระองคท์ ี่ 2 ประทานคาถาภาษาบาลเี พอื่
เปน็ เครอื่ งเตอื นใจบรรดาครแู ละนกั เรยี นวา่ "วริ เิ ยน ทกุ ขมจเฺ จติ" แปลวา่ "คนลว่ งทกุ ขเ์ สยี
ไดด้ ว้ ยความเพยี ร" และไดป้ ระทานตรา "ชส" ซง่ึ เปน็ พระนามยอ่ ของพระองคใ์ หแ้ กโ่ รงเรยี น
ซงึ่ ปจั จบุ นั ได้เปน็ สญั ลกั ษณบ์ นเขม็ ของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาตอนปลายของโรงเรยี น
แห่งน้ี
การสน้ิ พระชนม์
พระโกศพระศพสมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ กรมหลวงชนิ วรสริ วิ ฒั น์
ประดษิ ฐาน ณ พระตาหนกั อรณุ วดั ราชบพธิ สถติ มหาสมี าราม
พระเจา้ วรวงศ์เธอ กรมหลวงชนิ วรสริ ิวฒั น์ สมเดจ็ พระสังฆราชเจา้ ประชวรด้วยพระ
โรคเส้นพระโลหิตในกระเพาะพระบังคนเบาพิการ ทาให้บังคนเบาเป็นโลหิต ส้ินพระชนม์
เมื่อวันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2480 แรม 3 ค่า เดือน 9 เวลา 10.05 นาฬิกา สิริรวม
พระชนมายุได้ 79 พรรษา ดารงสมณเพศได้ 59 พรรษา ทรงดารงตาแหน่งสมเด็จ
พระสังฆราช เป็นเวลา 16 ปี กับ 5 วันได้รับพระราชทานเพลิงพระศพ เม่ือวันท่ี 21
กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 ณ พระเมรุวดั เทพศิรนิ ทราวาส
……………………………………………………..
แหลง่ ขอ้ มลู อา้ งองิ
https://th.wikipedia.org
http://www.dharma-gateway.com
https://www.posttoday.com
https://www.web-pra.com
http://www.winnews.tv
https://www.wikiwand.com
ขอขอบคณุ ขอ้ มลู และภาพจากเวบ็ ไซตต์ า่ งๆ
................................................................
สมเดจ็ พระสงั ฆราชองคท์ ี่ 12 แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์
สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ (แพ ติสสฺ เทโว) สมเดจ็ พระสงั ฆราช
ประสาร ธาราพรรค์ เรยี บเรยี ง
สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ (แพ ตสิ สฺ เทโว) สมเดจ็ พระสงั ฆราชองคท์ ี่ 12 พระองค์
ทรงเคร่งครัดในการปฏิบัติศาสนกิจ มีความสม่าเสมออยู่เป็นนิจ ทรงดารัสแต่น้อยคาและ
ตรงไปตรงมา แต่มีความหมายลึกซงึ้ และแจง้ ชัด ทรงมีพระเมตตาคณุ เปน็ ทต่ี งั้ และใฝใ่ นทาง
สันติ เมื่อมีวิวาทาธิกรณ์เกิดขึ้นทรงหยั่งเอาด้วยเหตุและผลรักษาความเท่ียงธรรม
ไม่โอนเอียงและพร้อมท่ีจะทรงอภัยให้ทุกเมื่อ ทรงตรัสสิ่งใดออกไปแล้วย่อมเที่ยงตรง
รงั เกียจการสู่รู้ไมว่ า่ ผู้นน้ั จะเปน็ ใคร
พระประวตั ิ
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
สมเด็จพระอรยิ วงศาคตญาณ สมเดจ็ พระสังฆราช (แพ ตสิ ฺสเทโว) ประสตู ใิ นรชั สมยั
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อยู่หัว มีพระนามเดิมวา่ “แพ พงษ์ปาละ” พระนามฉายา
ว่า “ตสิ ฺสเทโว” ประสตู ิเมอื่ วันพุธ เดือน 12 ขึ้น 15 ค่า ปีมะโรง จุลศักราช 1218 ตรงกับ
วนั ท่ี 12 พฤศจกิ ายน พทุ ธศักราช 2399 พระชนกมนี ามวา่ “นตุ ร์ พงษป์ าละ” พระชนนีมี
นามว่า “อน้ พงษ์ปาละ” เปน็ ชาวสวนตาบลบางลาภลู า่ ง อาเภอคลองสาน จังหวดั ธนบุรี
มพี นี่ อ้ งชายหญงิ รว่ มพระชนก พระชนนี รวมกนั ทงั้ หมด 7 ทา่ น คอื
1. นางคลา้ ม พงษป์ าละ
2. สมเดจ็ พระสงั ฆราช (แพ)
3. หลวงพทุ ธพนั ธพทิ กั ษ์ (อย)ู่
4. นางทองคา พงษป์ าละ
5. นางทองสขุ พงษป์ าละ
6. นายชนื่ พงษป์ าละ
7. นายใหญ่ พงษ์ปาละ
บรรพชา
สมเด็จพระอรยิ วงศาคตญาณ (แพ ตสิ สฺ เทโว) เมอ่ื พระชนั ษาได้ 7 ขวบ ได้ไปศึกษา
อกั ขระสมยั กับสมเดจ็ พระวันรตั น์ (สมบรุ ณ์) เขียนตามสานวนเดิม ขณะยังเป็นเจ้าอาวาส
วดั ทองนพคุณ กรุงเทพมหานครเนื่องจากท่านบิดาเล่ือมใสในสมเด็จพระวันรัต (สมบุรณ์)
มาต้งั แตท่ ่านยังครองวดั นพคณุ คร้ันชนมายุได้ 13 ปี จงึ พาไปถวายเปน็ ศิษยส์ มเด็จพระวัน
รัต (สมบุรณ์) เม่ือคร้ังยังเป็นพระธรรมวโรดม มาอยู่วัดราชบูรณะ ท่านจึงได้บรรพชาเป็น
สามเณร เม่ือปี พ.ศ. 2411 แล้วกลับไปเล่าเรียนอยู่วัดทองนพคุณตามเดิม ได้ศึกษาพระ
ปริยตั ธิ รรมในสานกั พระอาจารยโ์ พ วดั เศวตรฉตั ร
วดั พระเชตพุ นวมิ ลมงั คลาราม(วดั โพธ)์ิ
คร้ันถึงรัชกาลท่ี 5 เม่ือชนมายุได้ 16 ปี สมเด็จวันรัต (สมบุรณ์) ให้ไปรับมาอยู่กับ
ท่านที่ วัดพระเชตุพน เพราะสมเดจ็ พระวันรัต (สมบุรณ์) ได้มาอยูใ่ นวัดนน้ั ไดเ้ ล่าเรียนพระ
ปริยัตธิ รรมกบั สมเด็จพระวนั รัต (สมบรู ณ์) เปน็ พน้ื นอกจากน้ันได้เลา่ เรียนกบั เสมียนตาสขุ
บา้ ง พระโหราธบิ ดี (ชุ่ม) บาั ง พระอาจารยโ์ พบา้ ง ได้เขา้ สอบพระปริยตั ิธรรมเปน็ คร้งั แรกที่
พระทีพ่ ระทีน่ ั่งสุทไธสวรรย์ เม่ือปี พ.ศ. 2419 แต่แปลตกหาไดเ้ ปน็ เปรยี ญในปีน้นั ไม่
อปุ สมบท
สมเดจ็ พระวนั รตั (แดง สลี วฑฒฺ โน)
ในปี พ.ศ. 2419 นน้ั เอง อายคุ รบอปุ สมบท แตส่ มเดจ็ พระวนั รตั (สมบรู ณ)์ อาพาธ
ตอ้ งอยปู่ ระจาเพอ่ื พยาบาล จงึ มไิ ดม้ โี อกาสอปุ สมบท และเมอ่ื สมเดจ็ พระวนั รตั (สมบรู ณ)์
ใกลถ้ งึ มรณภาพนนั้ ทา่ นแนะนาใหไ้ ปอยเู่ ปน็ ศษิ ยส์ มเดจ็ พระวนั รตั (แดง) วดั สทุ ศั น์ แตค่ รง้ั
ยงั เป็นพระเทพกวี
ครน้ั สมเดจ็ พระวนั รตั (สมบรู ณ)์ มรณภาพแลว้ จงึ ไดไ้ ปถวายตวั เปน็ ศษิ ยส์ มเดจ็ พระ
วนั รตั (แดง) แลว้ อปุ สมบททวี่ ดั เศวตรฉตั รอนั อยใู่ กลเ้ ปน็ บา้ นและสานกั เรยี นเดมิ เมอ่ื ปี
พ.ศ. 2422 แลว้ มาอยทู่ ว่ี ดั สทุ ศั นก์ บั สมเดจ็ พระวนั รตั (แดง) ตอ่ มา ในตอนนไี้ ดเ้ ลา่ เรยี นกบั
สมเดจ็ พระวนั รตั (แดง) เปน็ พนื้ และไดไ้ ปเรยี นกบั สมเดจ็ พระสงั ฆราช (สา) วดั ราชประดษิ ฐ์
บา้ ง
เมอ่ื สมเดจ็ พระวนั รตั (แดง) เมอ่ื ครง้ั ยงั เปน็ พระเทพกวี ไดเ้ ลอื่ นเป็น พระธรรมวโรดม
ไดต้ ง้ั ใหท้ า่ นเปน็ พระครใู บฎีกา ใน ฐานานกุ รมตาแหนง่ นนั้ แลว้ เลอ่ื นเป็นพระครวู นิ ัยธรโดย
ลาดบั เมอื่ เปน็ พระครวู นิ ยั ธรไดเ้ ขา้ แปลพระปรยิ ตั ธิ รรมเปน็ ครง้ั ท่ี 2 ทพี่ ระทนี่ ง่ั พทุ ธไธ
สวรรย์ เมอื่ ปี พ.ศ. 2425 ไดเ้ ป็นเปรยี ญ 4 ประโยค ตอ่ มาปี พ.ศ. 2428 เขา้ แปลพระปรยิ ตั ิ
ธรรมอกี เปน็ ครงั้ ท่ี 3 ทพี่ ระอโุ บสถวดั พระศรรี ตั นศาสดาราม แปลไดอ้ กี ประโยค 1 รวมเปน็
5 ประโยค
ลาดบั สมณศกั ดิ์
สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ (แพ ตสิ สฺ เทโว)
พ.ศ. 2423 ไดร้ ับแตง่ ตง้ั เปน็ พระครฐู านานกุ รมในพระธรรมวโรดม (แดง สลี วฑฒฺ โน)
ในตาแหน่งพระครใู บฎกี า พระครมู งคลวลิ าส และพระครวู นิ ยั ธร ตามลาดบั
13 พฤษภาคม พ.ศ. 2432 ไดร้ บั พระราชทานสมณศกั ดเ์ิ ปน็ พระราชาคณะที่ พระศรี
สมโพธิ มนี ติ ยภตั เดอื นละ 4 ตาลงึ
สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ (แพ ตสิ สฺ เทโว)
พ.ศ. 2439 ไดเ้ ลอื่ นสมณศกั ดข์ิ ึน้ เสมอพระราชาคณะชนั้ เทพ
พ.ศ. 2441 ไดเ้ ปน็ พระราชาคณะผใู้ หญท่ ่ี พระเทพโมลี ตรปี ฎิ กธรา มหาธรรมก
ถึกคณฤศร บวรสงั ฆารามคามวาสี
พ.ศ. 2443 ไดเ้ ลอื่ นสมณศกั ดเิ์ ปน็ ที่ พระธรรมโกษาจารย์ สนุ ทรญาณนายก ตรปี ฎิ ก
มนุ ี มหาคณาธบิ ดสี มณศิ ร บวรสงั ฆารามคามวาสี
เมอื่ ครงั้ ทรงดารงสมณศกั ดทิ์ พ่ี ระพรหมมนุ ี
พ.ศ. 2455 ไดร้ ับพระราชทานหริ ญั บฏั เลอ่ื นสมณศกั ดเ์ิ ปน็ พระราชาคณะเจา้ คณะ
รองคณะกลางที่ พระพรหมมนุ ศี รวี สิ ทุ ธญิ าณ ตรปี ฎิ กธรรมาลงั การวภิ ษู ติ มชั ฌมิ คณศิ ร
บวรสงั ฆารามคามวาสี สงั ฆนายก
30 ธนั วาคม พ.ศ. 2458 โปรดใหย้ า้ ยมาเปน็ เจา้ คณะรองหนใต้
14 มนี าคม พ.ศ. 2458 โปรดใหบ้ ญั ชาคณะมณฑลทข่ี นึ้ กบั คณะใตแ้ ทนสมเดจ็ พระ
วนั รตั (ฑติ อทุ โย)
พ.ศ. 2466 ไดร้ ับพระราชทานสมณศกั ดเิ์ ปน็ สมเดจ็ พระราชาคณะ เจา้ คณะใหญฝ่ า่ ย
อรญั วาสที ่ี สมเดจ็ พระพฒุ าจารย์ อเนกสถานปรีชา สปั ตวสิ ทุ ธจิ รยิ าสมบตั ิ นพิ ทั ธธตุ คณุ ศริ ิ
สนุ ทรพรตจารกิ อรญั ญกิ คณฤศร สมณนกิ รมหาปรนิ ายก ตรปี ฎิ กโกศล วมิ ลศลี ขนั ธ์ สรรพ
สมณคณุ วบิ ลุ ยประสทิ ธ์ิ บวรสงั ฆาราม คามวาสี อรญั วาสี มหาสงั ฆนายก
กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2472 ไดร้ ับสถาปนาเปน็ สมเดจ็ พระราชาคณะทกั ษณิ มหาคณศิ ว
ราธบิ ดที ่ี สมเดจ็ พระวนั รตั ปรยิ ตั ตพิ พิ ฑั ฒนพงศ์ วสิ ทุ ธสงฆปรนิ ายก ตรปี ฎิ กโกศล วมิ ล
คมั ภรี ญาณสนุ ทร มหาทกั ษณิ คณสิ สร บวรสงั ฆาราม คามวาสี อรณั ยวาสี
สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ (แพ ตสิ สฺ เทโว)
15 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2481 ไดร้ บั สถาปนาเปน็ สมเดจ็ พระสงั ฆราช
19 กนั ยายน พ.ศ. 2482 ไดร้ บั เฉลมิ พระนามตามสพุ รรณบฏั วา่ สมเดจ็ พระอรยิ วง
ศาคตญาณ สขุ มุ วธิ านธารง สกลสงฆปรนิ ายก ตรีปฎิ กกลากศุ โลภาส อานนั ทมหาราชพทุ ธ
มามกาจารย์ ตสิ สเทวภธิ านสงั ฆวสิ สตุ ปาวจนตุ ตมโศภน วมิ ลศลี สมาจารวตั ร พทุ ธศาสนกิ
บรษิ ทั คารวสถาน วจิ ติ รปฏภิ าณพฒั นคณุ อดลุ คมั ภรี ญาณสนุ ทร บวรสงั ฆาราม คามวาสี
อรญั ญวาสี
พระกรณยี กิจตา่ ง ๆ
ในดา้ นการปกครองคณะสงฆ์
หลังจากท่ีสมเด็จพระสงั ฆราช (แพ ตสิ สเทโว) ได้รบั พระสพุ รรณบฏั เปน็ สมเดจ็ พระวนั
รตั เจ้าคณะใหญห่ นใต้ แต่ พ.ศ. 2472 มา ไดป้ กครองคณะสงฆใ์ หเ้ จริญเรียบร้อยก้าวหน้า
มาโดยลาดับ มิได้ระส่าระส่าย เป็นไปในทางวิวัฒนาการ ผู้อยู่ในบังคับบัญชาก็ได้รับ
ความสุขสาราญช่นื ชมยนิ ดี ความตดิ ขดั แมจ้ ะมีก็ระงับได้ด้วยความสุขุมปรีชา เป็นท่ีพานัก
ปรกึ ษาของเจ้าคณะซ่ึงมีข้อความข้องใจในการบริหาร ช้ีแจงนโยบายการบริบาลคณะสงฆ์
โดยสนั ตวิ ิธีเป็นทน่ี ยิ มยินดขี องพุทธบรษิ ัททว่ั ไป
การปกครองคณะสงฆ์ร่วมในจังหวัดพระนครนั้นเล่าต้ังแต่แรกเร่ิมจัดระเบียบเข้าสู่
ระบอบใหมใ่ นทานองการคณะแขวง สมเด็จกไ็ ด้รับแต่งตง้ั เป็นเจ้าคณะแขวงดารงตาแหน่ง
แต่เดิมมา ครั้งกอ่ นเรยี กว่าแขวงสาเพง็ ครั้งยุคต่อมาจึงเปล่ียนเป็นแขวงคณะนอก จังหวัด
พระนคร ในคราวทฝ่ี า่ ยอาณาจักรโอนอาเภอพระโขนงมาขน้ึ จงั หวดั พระนครพอดี ในคราว
ทฝ่ี า่ ยอาณาจกั รยบุ ฐานะจงั หวัดมีนบรุ ี อาเภอต่าง ๆ ในจงั หวดั น้ัน คืออาเภอมนี บุรี อาเภอ
บางกะปิ อาเภอลาดกระบัง อาเภอหนองจอก กโ็ อนมาข้นึ ในจงั หวัดพระนคร การคณะสงฆ์
ในอาเภอน้ัน ๆ ท้ังหมดก็โอนมาข้ึนกับคณะแขวงนอก จังหวัดพระนคร ต้องเพ่ิมภาระใน
การปกครองข้นึ อกี มาก กระน้นั ก็สู้บัน่ บากควบคุมการคณะใหเ้ รยี บรอ้ ยเจรญิ ดเี ปน็ ลาดบั มา
ในด้านการศึกษา
สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ (แพ ตสิ สฺ เทโว)
เพือ่ การศกึ ษาแพร่หลายของพระภิกษสุ ามเณร จงึ ไดข้ อใหท้ างการเปดิ สถานทีท่ าการ
สอบความรู้ นกั ธรรมขึ้นเป็นประจา ในอาเภอน้ัน ๆ จนเป็นปึกแผ่นถาวรมาจนถึงยุคน้ี ถึง
พ.ศ. 2479 เมื่อตาแหน่งปลัดแขวงในพระนครว่างลง สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวง
ชินวรสิริวัฒน์วัดราชบพิธ จึงได้มีพระบัญชาให้ย้ายท่านเข้ามาเป็นปลัดแขวงในพระนคร
และท่านก็ไดป้ ฏบิ ตั หิ น้าท่ีไดเ้ รียบร้อยตลอดมา
ในดา้ นพระปรยิ ตั ธิ รรม
ในส่วนพระปริยตั ิธรรมสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสสเทโว) ท่านได้รับหน้าท่ีเป็นแม่
กองสนามหลวงฝ่ายบาลีทาการสอบความรู้พระปริยัติธรรมพระภิกษุสมเณรในพระ
ราชอาณาจักรตง้ั แต่ พ.ศ. 2471 – 2474
ในดา้ นมหาเถรสมาคม
สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (แพ ตสิ สเทวมหาเถร)
ทรงฉายรว่ มกบั คณะกรรมการพทุ ธสมาคม
พระองค์ไดร้ บั แตง่ ตงั้ ใหเ้ ปน็ กรรมการด้วยรปู หนง่ึ ต้ังแต่เดิมมา ไดป้ ฏบิ ัติการใหเ้ ปน็ ไป
ตามหนา้ ทใ่ี นฐานแห่งกรรมการเป็นอนั ดเี สมอตน้ เสมอปลาย มไิ ดบ้ กพรอ่ งอดุ มคตเิ ปน็ ไปใน
ทานองเยภุยยสิกาวาท มุ่งหมายเป็นสาคัญก็คือ ถือมติส่วนรวมโดยสมานฉันท์มีใจมั่นอยู่
ดว้ ยสามคั คี เพราะยดึ อดุ มคติเช่นน้จี งึ ทาให้ทา่ นเปน็ ท่เี คารพในมหาเถรสมาคม กอปรทั้งที่
ท่านสมบูรณด์ ้วยคณุ วฒุ ิและวยั วุฒเิ ปน็ ทส่ี ดุ ในมหาเถรสมาคม จึงเปน็ ทนี่ ยิ มนบั ถอื ในฐานะ
เป็นประมุขสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย และในคณะมหานิกายน้ัน เม่ือเกิดมีอุปสรรคอันใดเข้ามา
ขัดขวาง กไ็ ดอ้ าศัยท่านเป็นหลักที่ปรึกษาหาทางที่จะหลีกลัดเข้าสู่สันติวิธีมิได้ท้อถอยและ
เห็นแกค่ วามเหน่อื ยยาก ท้งั ๆ ที่ทรงพระชราภาพมากแลว้ หากจะปลกี พระองคอ์ อกใฝ่สุข
แหง่ ความสงบเฉพาะพระองค์แล้ว ก็จะเป็นเอกภี าวสขุ ไดอ้ ยา่ งสมบรู ณแ์ หง่ จติ ใจและสงั ขาร
แต่พระองค์หาได้คิดเชน่ น้นั ไดท้ รงเห็นแกพ่ ระศาสนาและความรม่ เยน็ ของผปู้ ฏบิ ตั ธิ รรมอนั
ยดึ พระธรรมคาสอนของพระพทุ ธองคเ์ ปน็ สรณะ และเพอ่ื ยนื ยาวมน่ั คงแหง่ พระพทุ ธศาสนา
อนั เปน็ หลักของประชาชนชาวไทยทั้งมวล มไิ ดท้ รงถอื ความชราภาพมาเป็นสิ่งกดี ขวางการ
พระศาสนา ปฏิปทา และคุณูปการของท่านเพียบพร้อมด้วยศาสนกิจดังกล่าวมาแล้ว จึง
เปน็ มูลฏั ฐาปนีย์ทีเ่ ดน่ เป็นมิง่ ขวญั ของคณะสงฆท์ ่ัวไป
ในดา้ นการเปลยี่ นแปลงการปกครองคณะสงฆ์
ใน พ.ศ. 2484 พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหต้ รา
พระราชบญั ญตั คิ ณะสงฆ์ พทุ ธศกั ราช 2484 ขนึ้ แทนพระราชบญั ญตั ลิ กั ษณะการปกครอง
คณะสงฆ์ ร.ศ. 121 พระราชบญั ญตั คิ ณะสงฆฉ์ บับใหมน่ ี้ มจี ัดการปกครองคณะสงฆโ์ ดย
อนโุ ลมตามแบบการปกครองฝา่ ยบา้ นเมอื ง คอื สมเดจ็ พระสงั ฆราชทรงบญั ญตั สิ งั ฆาณตั ิ
โดยคาแนะนาของสงั ฆสภา ทรงบรหิ ารคณะสงฆท์ างคณะสงั ฆมนตรี และทรงวนิ จิ ฉยั
อธกิ รณท์ างคณะวนิ ยั ธร จัดระเบยี บบรหิ ารคณะสงฆส์ ว่ นกลางเปน็ 4 องคก์ าร คอื
1. องคก์ ารปกครอง
2. องคก์ ารศกึ ษา
3. องคก์ ารเผยแผ่ และ
4. องคก์ ารสาธารณปู การ