เอกสารประกอบการสอน พื้นฐานสำหรับการพัฒนาสังคม Fundamentals of Social Development ดร. สายน้ำผึ้ง รัตนงาม
เอกสารคำสอน พื้นฐานสำหรับการพัฒนาสังคม Fundamentals of Social Development ISBN : ๙๗๘-๖๑๖-๓๐๐-๖๙๑-๒ ดร. สายน้ำผึ้ง รัตนงาม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี พิมพ์ครั้งที่ ๑ จำนวน เล่ม ราคา บาท . คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ พระมหาบุญเลิศ อินฺทปญฺโญ, ศาสตราจารย์ ดร. พระเมธาวินัยรส, รองศาสตราจารย์ ดร. รองศาสตราจารย์ ดร.สิริกร กาญจนสุนทร รองศาสตราจารย์ พันตำรวจเอก ดร.ศริพร นุชสำเนียง . แบบปก-รูปเล่ม : นายอิทธิพล มะโนน้อม . ผู้รับผิดชอบการจัดพิมพ์ : ดร. สายน้ำผึ้ง รัตนงาม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี . พิมพ์ที่ : JPRINT ๙๔ ถ.มหาราช เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๐๐ โทร. ๐๘๙-๘๙๕๑๓๓๙
ก คำนิยม เอกสารประกอบการสอน “พื้นฐานสำหรับการพัฒนาสังคม” (Fundamentals of Social Development) เล่มนี้ ดร.สายน้ำผึ้ง รัตนงาม อาจารย์ประจำหลักสูตรพุทธศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาสังคม วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัย วัดไร่ขิง พระอารามหลวง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ได้รวบรวม เรียบเรียง วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลให้ทันสมัย โดยถอดรหัสคำอธิบายรายวิชาจากหลักสูตรพุทธศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาสังคม เพื่อให้นิสิตมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับพื้นฐานในการพัฒนา สังคม ลักษณะสังคมในประเทศไทย แผนการพัฒนารายภาคของประเทศไทย การพัฒนาสังคม ทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม หลักและรูปแบบการพัฒนาสังคม บทบาทและหน้าที่ นักพัฒนาสังคม สังคมสมัยใหม่แบบทุนนิยมและบริโภคนิยม และคุณธรรมจริยธรรมของนักพัฒนา สังคม ขอชื่นชมในความพยายามใส่ใจและเอาใจใส่ในกระบวนการเรียน การสอนและพัฒนา ตนเอง สร้างผลงานการเขียนและงานวิจัยได้อย่างเป็นรูปธรรม ขอให้เอกสารประกอบการสอน รายวิชา “พื้นฐานสำหรับการพัฒนาสังคม (Fundamentals of Social Development)” เล่มนี้ บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของกระบวนการเรียนรู้ต่อนิสิตนักศึกษาและผู้สนใจโดยทั่วไปเทอญ พระมหาบุญเลิศ อินฺทปญฺโญ, ศ.ดร.
คำนิยม เอกสารประกอบการสอน “พื้นฐานสำหรับการพัฒนาสังคม (Fundamentals of Social Development) ” เล่มนี้ เป็นเอกสารประกอบการสอนที่มีความทันสมัย ให้ความสำคัญทางด้าน พื้นฐานการพัฒนาสังคม สังคมสมัยใหม่ในยุคดิจิทัลแบบทุนนิยมและบริโภคนิยม ได้รวบรวมสารัตถะ และเรียบเรียงตามลักษณะภาษา ใช้ภาษาที่อ่านง่ายและถอดรหัสได้ง่าย ครอบคลุมเนื้อหาใน คำอธิบายรายวิชา สามารถนำไปใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ได้เป็นอย่างดี ขอแสดงความชื่นชมในความเพียรพยายามศึกษา ค้นคว้า และเอาใจใส่ในกระบวนการ เรียน การสอนและพัฒนาตนเองในทางทฤษฎีและปฎิบัติอย่าง “เข้าถึงรู้จริง” ในความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับสังคมไทยยุคใหม่ รวมถึงคุณธรรมจริยธรรมของนักพัฒนาสังคมสมัยใหม่ อีกทั้งได้ผนวก การศึกษาพุทธศาสตร์เพื่อให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลได้อย่างเป็นรูปธรรม ขอให้เอกสาร ประกอบการสอนเล่มนี้ มีผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์ทุกประการ แม่ชีกฤษณา รักษาโฉม, ผศ.ดร.
ค คำนำ เอกสารประกอบการสอน เรื่อง “พื้นฐานสำหรับการพัฒนาสังคม (Fundamentals of Social Development)” เล่มนี้ ได้เรียบเรียงเนื้อหาเชิงวิชาการ ถอดรหัสจากคำอธิบายรายวิชา จาก หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาสังคมและจากประสบการณ์ทำงาน การสอน การศึกษาดูงาน การบรรยาย โดยมุ่งเน้นเนื้อหา เพื่อให้นิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วไปมีความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับพื้นฐานในการพัฒนาสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม และสำคัญไปยิ่งกว่านั้นได้น้อมนำหลัก พุทธศาสตร์ผนวกเข้ากับเนื้อหาคุณธรรมจริยธรรมของนักพัฒนาสังคมในยุคดิจิทัลได้อย่างเป็น รูปธรรม ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้ที่สนใจศึกษาค้นคว้าเอกสารประกอบการสอน เรื่อง “พื้นฐาน สำหรับการพัฒนาสังคม (Fundamentals of Social Development)” เล่มนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วไปจะเป็นประโยชน์ตามสมควรในทุกระดับชั้น ฝากถึงผู้อ่าน หากมี ข้อบกพร่องหรือผิดพลาดประการใดเกิดขึ้นในส่วนต่าง ๆ ของเนื้อหานี้ ผู้เขียนต้องขออภัยเป็นอย่าง สูง ณ โอกาสนี้ด้วย ดร.สายน้ำผึ้ง รัตนงาม
คำอธิบายสัญลักษณ์และคำย่อ การใช้อักษรย่อ อักษรย่อชื่อคัมภีร์ในเอกสารประกอบการสอนฉบับนี้ ใช้อ้างอิงจากคัมภีร์พระไตรปิฎก ภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐ และพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ พุทธศักราช ๒๕๓๙ ดังต่อไปนี้ พระวินัยปิฎก วิ.มหา. (บาลี) วินยปิฏก มหาวคฺคปาลิ (ภาษาบาลี) วิ.มหา. (ไทย) วินยปิฎก ภิกขุวิภังค์ (ภาษาไทย) พระสุตตันตปิฎก ที.สี. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฏก ทีฆนิกาย สีลกฺขนฺธวคฺคปาลิ (ภาษาบาลี) ที.สี. (ไทย) สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค (ภาษาไทย) ที.ม. (ไทย) สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค (ภาษาไทย) ที.ปา. (ไทย) สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (ภาษาไทย) ม.มู. (ไทย) สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ (ภาษาไทย) สํ.ส. (ไทย) สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (ภาษาไทย) สํ.นิ. (ไทย) สุตตันตปิฎก สํยุตฺตนิกาย นิทานวรรค (ภาษาไทย) องฺ.เอกก. (ไทย) สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.ติก. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก องฺคุตฺตรนิกาย ติกนิปาตปาลี (ภาษาบาลี) องฺ.ติก. (ไทย) สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.จตุกฺก. (ไทย) สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.ปญฺจก. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก องฺคุตฺตรนิกาย ปญฺจกนิปาตปาลี (ภาษาบาลี) อง.นวก. (ไทย) สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต (ภาษาไทย) ขุ.ธ. (ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท (ภาษาไทย) ขุ.สุ. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฏก ขุทฺทกนิกาย สุตฺตนิปาตปาลิ (ภาษาบาลี) คำอธิบายเกี่ยวกับพระไตรปิฎก การอ้างอิงพระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลี ใช้ระบบชื่อคัมภีร์ (ประเภท) และระบุถึง เล่ม/ ข้อ/หน้า เช่น ขุ.ธ.(บาลี) ๑/๒๕/๗๒. หมายความว่าการอ้างอิงนั้นระบุถึง สุตฺตนฺตปิฏก ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทปาลี (ฉบับภาษาบาลี) เล่มที่ ๑ ข้อที่ ๒๕ หน้าที่ ๗๒. ส่วนพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย เช่น ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๑๒๑/๒๓๓ หมายความว่าการอ้างอิงนั้นระบุถึง สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท (ฉบับภาษาไทย) เล่มที่ ๒๕ ข้อที่ ๑๒๑ หน้าที่ ๒๓๓ เป็นต้น
สารบัญ หน้า คำนิยม ก คำนำ ค คำอธิบายสัญลักษณ์และคำย่อ ง สารบัญ จ แผนบริหารการสอน (๑) รายละเอียดมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (มคอ. ๓) (๓) แผนการสอนประจำบทที่ ๑ ๑ บทที่ ๑ ความรู้พื้นฐานการพัฒนาสังคม ๑ ปรัชญาการพัฒนาสังคม ๒ แนวคิดทฤษฎีพัฒนาสังคม ๑๔ มาตรการการพัฒนาสังคม ๒๑ วิธีการการพัฒนาสังคม ๓๔ อุปสรรคในการพัฒนาสังคม ๔๑ มุมมองพระพุทธศาสนากับความรู้พื้นฐานการพัฒนาสังคม ๔๒ สรุปความรู้พื้นฐานการพัฒนาสังคม ๕๑ ทดสอบความรอบรู้ท้ายบท ๕๘ อ้างอิง ๕๙
แผนการสอนประจำบทที่ ๒ ๖๓ บทที่ ๒ ลักษณะสังคมในประเทศไทย ๖๔ สังคมเมืองของประเทศไทย ๖๔ สังคมชนบทของประเทศไทย ๗๔ มุมมองพระพุทธศาสนากับสังคมในประเทศไทย ๘๓ ข้อเสนอสำหรับพระสงฆ์ที่เข้าไปแสดงบทบาทต่อการเมือง นักการเมือง และองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ๙๘ สรุปลักษณะสังคมในประเทศไทย ๑๐๓ ทดสอบความรอบรู้ท้ายบท ๑๐๙ อ้างอิง ๑๒๐ สารบัญ (ต่อ) หน้า แผนการสอนประจำบทที่ ๓ ๑๑๓ บทที่ ๓ โครงสร้างสังคมในประเทศไทย ๑๑๔ สังคมเมืองและสังคมชนบท ๑๑๔ ภาคเหนือ ๑๑๙ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๑๒๒ ภาคกลางกรุงเทพและภาคตะวันตก ๑๒๗ ภาคตะวันออก ๑๓๑ ภาคใต้ ๑๓๔ ภาคใต้ชายแดน ๑๓๗
สรุปโครงสร้างสังคมในประเทศไทย ๑๔๐ ทดสอบความรอบรู้ท้ายบท ๑๔๘ อ้างอิง ๑๔๙ แผนการสอนประจำบทที่ ๔ ๑๕๑ บทที่ ๔ การพัฒนาสังคมทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ๑๕๒ การพัฒนาสังคมทางด้านเศรษฐกิจทั่วไป ๑๕๒ การพัฒนาสังคมทางด้านเศรษฐกิจมหภาค ๑๕๕ การพัฒนาสังคมทางด้านเศรษฐกิจจุลภาค ๑๖๒ การพัฒนาสังคมทางด้านการเมือง ๑๖๙ การพัฒนาสังคมทางด้านวัฒนธรรม ๑๘๑ สรุปการพัฒนาสังคมทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ๑๙๐ ทดสอบความรอบรู้ท้ายบท ๑๙๗ อ้างอิง ๑๙๘ แผนการสอนประจำบทที่ ๕ ๒๐๓ บทที่ ๕ รูปแบบการพัฒนาสังคม ๒๐๔ รูปแบบการพัฒนาสังคมแบบมีส่วนร่วม ๒๐๔ รูปแบบการพัฒนาสังคมแบบพึ่งตนเอง (Self - Reliance Community Development) ๒๑๐ สารบัญ (ต่อ)
หน้า รูปแบบการพัฒนาสังคมแบบการพัฒนายั่งยืน (Sustainable Development) และรูปแบบการพัฒนาสังคมบนพื้นฐานแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) ๒๑๙ การพัฒนาสังคมบนพื้นฐานภูมิปัญญา (Local Intellectual) ๒๒๙ มุมมองพระพุทธศาสนากับการพัฒนาสังคม ๒๓๙ สรุปรูปแบบการพัฒนาสังคม ๒๔๔ ทดสอบความรอบรู้ท้ายบท ๒๔๗ อ้างอิง ๒๔๘ แผนการสอนประจำบทที่ ๖ ๒๕๕ บทที่ ๖ บทบาทและหน้าที่นักพัฒนาสังคม ๒๕๖ นักพัฒนาสังคมและคุณสมบัติ ๒๕๖ บทบาทและหน้าที่ของนักพัฒนาสังคม ๒๕๘ อุปสรรคต่อบทบาทและหน้าที่ของนักพัฒนาสังคม ๒๖๐ การเอาชนะอุปสรรคต่อบทบาทและหน้าที่ของนักพัฒนาสังคม ๒๖๓ มุมมองพระพุทธศาสนากับบทบาทและหน้าที่ของนักพัฒนาสังคม ๒๖๘ สรุปบทบาทและหน้าที่ของนักพัฒนาสังคม ๒๗๓ ทดสอบความรอบรู้ท้ายบท ๒๗๗ อ้างอิง ๒๗๘ แผนการสอนประจำบทที่ ๗ ๒๘๐
บทที่ ๗ คุณธรรมและจริยธรรมของนักพัฒนาสังคม ๒๘๑ ความหมายของคุณธรรม จริยธรรมของนักพัฒนาสังคม ๒๘๑ ความสำคัญของคุณธรรม จริยธรรม สำหรับนักพัฒนาสังคม ๒๘๕ ทฤษฎีด้านคุณธรรม จริยธรรม ๒๙๐ โครงการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของอปท. ๒๙๕ หลักธรรมาภิบาลกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๒๙๖ ปัญหาในการพัฒนาชุมชนที่รอวิธีแก้แบบใหม่ ๒๙๘ สรุปคุณธรรมจริยธรรมของนักพัฒนาสังคม ๓๐๐ สารบัญ (ต่อ) หน้า ทดสอบความรอบรู้ท้ายบท ๓๐๒ อ้างอิง ๓๐๓ แผนการสอนประจำบทที่ ๘ ๓๐๖ บทที่ ๘ สังคมสมัยใหม่แบบทุนนิยมและบริโภคนิยม ๓๐๗ วิถีชีวิตของคนสมัยใหม่แบบทุนนิยม ๓๐๗ วิถีชีวิตของคนสมัยใหม่แบบบริโภคนิยม ๓๒๕ ชีวิตของมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงเพราะสังคมสมัยใหม่แบบทุนนิยมและ บริโภคนิยม ๓๓๒ วิถีชีวิตชาวพุทธที่อยู่เหนือทุนนิยมและบริโภคนิยม ๓๓๙ สรุปสังคมสมัยใหม่แบบทุนนิยมและบริโภคนิยม ๓๔๐
ทดสอบความรอบรู้ท้ายบท ๓๔๒ อ้างอิง ๓๔๓ ประวัติผู้เขียน ๓๔๗
(๑) แผนบริหารการสอน ชื่อวิชาภาษาไทย พื้นฐานสำหรับการพัฒนาสังคม ชื่อวิชาภาษาอังกฤษ Fundamentals of Social Development รหัสวิชา ๖๑๕ ๑๐๑ จำนวนหน่วยกิต ๓ หน่วยกิต (๓-๐-๖) คำอธิบายรายวิชา ศึกษาพื้นฐานการพัฒนาสังคม ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับสังคมไทย ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม หลักการพัฒนาสังคม บทบาทหน้าที่ คุณธรรม จริยธรรม ของนักพัฒนาสังคม จุดประสงค์การเรียนรู้ ๑. เพื่อให้นิสิตทราบแนวคิด ทฤษฎี และคุณธรรมจริยธรรมในการพัฒนาสังคม ๒. เพื่อให้นิสิตทราบวิธีการ กระบวนการ และขั้นตอนการพัฒนาสังคม ปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาสังคม ๓. เพื่อให้นิสิตสามารถวิเคราะห์แนวคิด กระบวนการพัฒนาสังคม การบริหารเพื่อการพัฒนา สังคม ๔. เพื่อให้นิสิตวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และแนวโน้มการพัฒนาสังคม จุดประสงค์เชิงคุณธรรม ๑. นิสิตมีความสนใจและมีมุมมองที่เหมาะสมต่อกระบวนการพัฒนาสังคมและทฤษฎีทางการ พัฒนาสังคม ๒. นิสิตรู้จักและสามารถนำแบบอย่างของปราชญ์ท้องถิ่น คุณธรรมและจริยธรรมมาประยุกต์ใช้ ในการพัฒนาบุคคลและสังคม ๓. นิสิตสามารถประยุกต์ใช้แนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาสังคมเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ของ สังคมได้ ๔. นิสิตมีคุณธรรม จริยธรรมในการพัฒนาสังคมได้ วิธีสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การบรรยาย การอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองจาก พระไตรปิฎก หนังสือ ตำรา เอกสารทางวิชาการ ค้นคว้าจากระบบอินเทอร์เน็ต การวิเคราะห์ สังเคราะห์และนำเสนอเป็นรายบุคคลและกลุ่ม อุปกรณ์และสื่อการสอน พระไตรปิฎก หนังสือ ตำรา บทความ งานวิจัย เอกสารคำสอน และสื่ออินเทอร์เน็ต
(๒) การวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียน ที่ วิธีการประเมิน สัปดาห์ที่ประเมิน สัดส่วนของการประเมินผล ๑ การเข้าชั้นเรียน ตลอดภาคการศึกษา ๑๐% ๒ การมีส่วนร่วม อภิปราย เสนอความ คิดเห็นในชั้นเรียนและ จิตพิสัย และทดสอบระหว่างเรียน ตลอดภาคการศึกษา ๒๐% ๓ ค้นคว้า วิเคราะห์กรณีศึกษา นำเสนอ รายงาน การทำงานกลุ่มและการส่งงาน ตามที่มอบหมาย ตลอดภาคการศึกษา ๒๐% ๔ สอบปลายภาค ๑๖ ๕๐% การประเมินผลการเรียน การประเมินผลการเรียน ใช้เกณฑ์ดังนี้ ระดับ ค่าระดับ เกณฑ์คะแนน A ๔.๐๐ ๙๕-๑๐๐ A- ๓.๖๗ ๙๐-๙๔ B+ ๓.๓๓ ๘๕-๘๙ B ๓.๐๐ ๘๐-๘๔ C+ ๒.๕๐ ๗๕-๗๙ C ๒.๐๐ ๗๐-๗๔ F ๐ ต่ำกว่า ๗๐
(๓)
(๔) รายละเอียดมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา (มคอ. ๓) ประจำรายวิชา พื้นฐานสำหรับการพัฒนาสังคม (๖๑๕ ๑๐๑) (Fundamentals of Social Development) ********************** ชื่อสถาบันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต/คณะ/ภาควิชา วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี หลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาการพัฒนาสังคม หมวดที่ ๑ ข้อมูลโดยทั่วไป ๑. รหัสและชื่อรายวิชา พื้นฐานสำหรับการพัฒนาสังคม (๖๑๕ ๑๐๑) (Fundamentals of Social Development) ๒. จำนวนหน่วยกิต ๓ หน่วยกิต (๓-๐-๖) ๓. หลักสูตรและประเภทของรายวิชา พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาสังคม ๔. อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาและอาจารย์ผู้สอน ดร.สายน้ำผึ้ง รัตนงาม ๕. ภาคการศึกษา / ชั้นปีที่เรียน ภาคการศึกษาที่ ๑ / ๒๕๖๓ ๖. รายวิชาที่ต้องเรียนมาก่อน (Pre-requisite) (ถ้ามี) ไม่มี ๗. รายวิชาที่ต้องเรียนพร้อมกัน (Co-requisites) (ถ้ามี) ไม่มี ๘. สถานที่เรียน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี ๙. วันที่จัดทำหรือปรับปรุงรายละเอียดของรายวิชาครั้งล่าสุด พ.ศ. ๒๕๖๒
(๕) หมวดที่ ๒ จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ ๑. จุดมุ่งหมายของรายวิชา เพื่อให้นิสิตมีความรู้พื้นฐานการพัฒนาสังคม ความรู้เบื้องต้นทางการพัฒนาสังคม การศึกษา สังคมมนุษย์ การศึกษาสังคมไทย การวิเคราะห์ทางสังคม การจัดระเบียบทางสังคม การ เปลี่ยนแปลงสังคม สถาบันทางสังคมกับการพัฒนาสังคม อุดมการณ์ของการพัฒนา และคุณธรรม จริยธรรมของนักพัฒนาสังคม ๒. วัตถุประสงค์ในการพัฒนา/ปรับปรุงรายวิชา เพื่อให้สอดคล้องกับสาระวิชาในกรอบหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการ พัฒนาสังคม และเพื่อให้ครอบคลุมตามมาตรฐานผลการเรียนรู้และคุณภาพของบัณฑิตที่กำหนด โดยคณะกรรมการการอุดมศึกษา หมวดที่ ๓ ลักษณะและการดำเนินการ ๑. คำอธิบายรายวิชา ศึกษาพื้นฐานการพัฒนาสังคม ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับสังคมไทย ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม หลักการพัฒนาสังคม บทบาทหน้าที่ คุณธรรม จริยธรรม ของ นักพัฒนาสังคม ๒. จำนวนชั่วโมงที่ใช้ต่อภาคการศึกษา บรรยาย สอนเสริม การฝึกปฏิบัติ/งาน ภาคสนาม/การฝึกงาน การศึกษาด้วย ตนเอง บรรยาย ๔๕ ชั่วโมง ต่อภาคการศึกษา สอนเสริมตามความ ต้องการของนักศึกษา เฉพาะราย ไม่มีการฝึกปฏิบัติงาน ภาคสนาม การศึกษาด้วยตนเอง ๖ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ๓. จำนวนชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่อาจารย์ให้คำปรึกษาและแนะนำทางวิชาการแก่นักศึกษาเป็น รายบุคคล ๑) อาจารย์ประจำรายวิชา ประกาศเวลาให้คำปรึกษาผ่านเวปไซด์หรือบอร์ดศูนย์บัณฑิตศึกษา วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ๒) อาจารย์จัดเวลาให้คำปรึกษาเป็นรายบุคคล หรือ รายกลุ่มตามความต้องการ ๒ ชั่วโมงต่อ สัปดาห์ (เฉพาะรายที่ต้องการ)
(๖) หมวดที่ ๔ การพัฒนาการเรียนรู้ของนิสิต การพัฒนาผลการเรียนรู้ในมาตรฐานผลการเรียนรู้แต่ละด้านที่มุ่งหวัง ซึ่งสอดคล้องกับที่ ระบุไว้ในรายละเอียดของหลักสูตร Curriculum mapping ใน มคอ.๒ สาขาวิชาการพัฒนาสังคม ได้ กำหนดการกระจายความรับผิดชอบของผลลัพธ์การเรียนรู้จากหลักสูตร สู่รายวิชา ดังนี้ แผนที่แสดงการกระจายความรับผิดชอบต่อผลการเรียนรู้จากหลักสูตรสู่รายวิชา ความรับผิดชอบหลัก ความรับผิดชอบรอง รายวิชา ๑. คุณธรรม จริยธรรม ๒. ความรู้ ๓. ทักษะทาง ปัญญา ๔. ทักษะ ความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลและ ความรับผิดชอบ ๕. ทักษะการ วิเคราะห์เชิง ตัวเลข การ สื่อสารและ เทคโนโลยี สารสนเทศ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ (๖๑๕ ๑๐๑) พื้นฐานสำหรับการ พัฒนาสังคม ๑. คุณธรรม จริยธรรม ๑.๑ คุณธรรม จริยธรรมที่ต้องพัฒนา พัฒนาผู้เรียนให้มีคุณธรรม จริยธรรมเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตร่วมกับผู้อื่นอย่างเป็นสุข และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยผู้สอนต้องพยายามสอดแทรกเรื่องที่เกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรมทาง พระพุทธศาสนา เพื่อให้นิสิตสามารถพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมไปพร้อมกับการศึกษาการบริหารกับ การพัฒนาสังคมโดยมีคุณธรรมจริยธรรมตามคุณสมบัติหลักสูตร ดังนี้ ๑) ตระหนักในคุณค่าและคุณธรรม จริยธรรม เสียสละ และซื่อสัตย์สุจริต ๒) มีวินัย ตรงต่อเวลา และความรับผิดชอบต่อตนเอง วิชาชีพและสังคม ๓) มีภาวะความเป็นผู้นำและผู้ตาม สามารถทำงานเป็นทีมและสามารถแก้ไขข้อขัดแย้งใน วิกฤติการณ์ต่างๆ ได้ตามลำดับความสำคัญ ๔) เคารพสิทธิและมีจิตสำนึกทางจริยธรรมทางศาสนา ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น รวมทั้งเคารพในคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ๕) เคารพกฎระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆ ขององค์กรและสังคมที่หลากหลาย ๖) ให้มีคุณสมบัติของภาวะผู้นำตามที่สังคมคาดหวัง
(๗) ๑.๒ วิธีการสอน ๑) บรรยายพร้อมยกตัวอย่างกรณีศึกษาเกี่ยวกับการบริหารการพัฒนาสังคม ๒) อภิปรายกลุ่ม ๓) ศึกษาตัวอย่างสำคัญที่เกี่ยวกับการบริหารการพัฒนาสังคม ๑.๓ วิธีการประเมินผล ๑) พฤติกรรมการเข้าเรียน และส่งงานที่ได้รับมอบหมายตามขอบเขตที่ให้และตรงเวลา ๒) มีการอ้างอิงเอกสารที่ได้นำมาทำรายงาน อย่างถูกต้องและเหมาะสม ๓) ประเมินผลการวิเคราะห์การศึกษาแหล่งเรียนรู้ ๔) ประเมินผลการนำเสนอรายงานที่มอบหมาย ๒. ความรู้ ๒.๑ ความรู้ที่ต้องได้รับ นิสิตมีความรู้พื้นฐาน เป็นการเตรียมความพร้อมด้านปัญญาในการนำความรู้ ความเข้าใจ ใน เรื่องศึกษาพื้นฐานสำหรับการพัฒนาสังคม ความรู้เบื้องต้นทางการพัฒนาสังคม การศึกษาสังคม มนุษย์ การศึกษาสังคมไทย การวิเคราะห์ทางสังคม การจัดระเบียบทางสังคม การเปลี่ยนแปลงสังคม สถาบันทางสังคมกับการพัฒนาสังคม อุดมการณ์ของการพัฒนา และคุณธรรมจริยธรรมของนักพัฒนา สังคม ๒.๒ วิธีการสอน บรรยาย อภิปราย การทำงานกลุ่ม การนำเสนอรายงาน การวิเคราะห์กรณีศึกษา จาก งานวิจัย และมอบหมายให้ค้นคว้าหาบทความ ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ศึกษาแหล่งเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการ บริหารการพัฒนา สังคม โดยนำมาสรุปและนำเสนอ การศึกษาโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน(Problem base learning) และงานวิจัย (Student Center)เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ๒.๓ วิธีการประเมินผล ๑) ทดสอบย่อย สอบกลางภาค สอบปลายภาค ด้วยข้อสอบที่เน้นการวัดแนวคิดการบริหาร การพัฒนา นำเสนอสรุปการอ่านจากการค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ๒) จากการศึกษาดูงานแหล่งเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการพัฒนา ๓. ทักษะทางปัญญา
(๘) ๓.๑ ทักษะทางปัญญาที่ต้องพัฒนา พัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีการคิดอย่างเป็นระบบ มีการวิเคราะห์ เพื่อดำรงไว้ซึ่ง จริยธรรมที่เกี่ยวกับการบริหารการพัฒนา สังคมอย่างถูกต้องชัดเจน ๓.๒ วิธีการสอน ๑) การมอบหมายให้นิสิตทำโครงงานพิเศษ และนำเสนอผลการศึกษา ๒) อภิปรายกลุ่ม ๓) การสะท้อนแนวคิดจากการประพฤติ ๔) ศึกษาแหล่งเรียนรู้ที่สะท้อนถึงการบริหารการพัฒนา ๓.๓ วิธีการประเมินผล สอบกลางภาคและปลายภาค โดยเน้นข้อสอบที่มีการวิเคราะห์หลักการ/ทฤษฏี/ศาสตร์ สมัยใหม่บนฐานแนวคิดของการบริหารการพัฒนา และการประยุกต์ใช้การบริหารการพัฒนา ที่มั่นคง และยั่งยืน ๔. ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ๔.๑ ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบที่ต้องพัฒนา ๑) พัฒนาทักษะในการสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้เรียนด้วยกัน ๒) พัฒนาความเป็นผู้นำและผู้ตามในการทำงานเป็นทีม ๓) พัฒนาการเรียนรู้ด้วยตนเอง และมีความรับผิดชอบในงานที่มอบหมายให้ครบถ้วนตาม กำหนดเวลา ๔.๒ วิธีการสอน ๑) จัดกิจกรรมกลุ่มในการวิเคราะห์กรณีศึกษา ๒) มอบหมายงานรายกลุ่ม และรายบุคคล หรือ อ่านบทความ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ รายวิชา ๓) การนำเสนอรายงาน ๔) ศึกษาดูงานแหล่งเรียนรู้นอกสถานที่
(๙) ๔.๓ วิธีการประเมินผล ๑) ประเมินตนเอง และเพื่อน ด้วยแบบฟอร์มที่กำหนด ๒) รายงานที่นำเสนอ พฤติกรรมการทำงานเป็นทีม ๓) รายงานการศึกษาด้วยตนเอง ๕. ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ในรายวิชานี้ไม่เน้นความรับผิดชอบหลักด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ แต่อาจารย์ผู้สอนต้องการพัฒนานิสิตให้ครอบคลุมทักษะผลการเรียนรู้ ทั้งห้าด้าน จึงระบุความรับผิดชอบรอง ดังนี้ ๕.๑ ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ต้องพัฒนา ๑) พัฒนาทักษะในการสื่อสารทั้งการพูด การฟัง การแปล การเขียน โดยการทำรายงาน และนำเสนอในชั้นเรียน ๒) พัฒนาทักษะในการวิเคราะห์ข้อมูลจากกรณีศึกษา ๓) พัฒนาทักษะในการสืบค้น ข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ๔) ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการสื่อสาร เช่น การส่งงานทางอีเมล์ การสร้างห้อง แสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ๕) ทักษะในการนำเสนอรายงานโดยใช้รูปแบบ เครื่องมือ และเทคโนโลยีที่เหมาะสม ๕.๒ วิธีการสอน ๑) มอบหมายงานให้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง จาก website สื่อการสอน e-learning และ ทำรายงาน โดยเน้นการนำตัวเลข หรือมีสถิติอ้างอิง จากแหล่งที่มาข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ๒) นำเสนอโดยใช้รูปแบบและเทคโนโลยีที่เหมาะสม ๕.๓ วิธีการประเมินผล ๑) การจัดทำรายงาน และนำเสนอด้วยสื่อเทคโนโลยี ๒) การมีส่วนร่วมในการอภิปรายและวิธีการอภิปราย
(๑๐) หมวดที่ ๕ แผนการสอนและการประเมินผล ๑.แผนการสอน สัปดาห์ ที่ หัวข้อ/รายละเอียด จำนวน ชั่วโมง กิจกรรมการเรียน การสอน สื่อที่ใช้ ผู้สอน ๑-๒ บทที่ ๑: ความรู้พื้นฐานการพัฒนา สังคม ๑.๑ ปรัชญาการพัฒนาสังคม (Philosophy of Social Development) ๑.๒ แนวคิดทฤษฎีพัฒนาสังคม ๑.๓ มาตรการการพัฒนาสังคม ๑.๔ วิธีการการพัฒนาสังคม ๑.๕ อุปสรรคในการพัฒนาสังคม ๑.๖ มุมมองพระพุทธศาสนากับ ความรู้พื้นฐานการพัฒนาสังคม ๑.๗ สรุปความรู้พื้นฐานการพัฒนา สังคม ๖ - บรรยายเชิง อภิปราย - แบ่งกลุ่มอภิปราย และนำเสนอ บรรยายสรุป ดร. สายน้ำผึ้ง รัตนงาม ๓ บทที่ ๒: ลักษณะสังคมในประเทศ ไทย ๒.๑ สังคมเมืองของประเทศไทย ๒.๒ สังคมชนบทของประเทศไทย ๒.๓ มุมมองพระพุทธศาสนากับ สังคมในประเทศไทย ๒.๔ ข้อเสนอแนะพระสงฆ์ที่เข้าไป แสดงบทบาทต่อการเมือง นักการเมือง และองค์กรต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้อง ๒.๕ สรุปลักษณะสังคมในประเทศ ไทย ๓ - บรรยายเชิง อภิปราย - แบ่งกลุ่มอภิปราย และนำเสนอ บรรยายสรุป ดร. สายน้ำผึ้ง รัตนงาม ทดสอบย่อย
(๑๑) สัปดาห์ ที่ หัวข้อ/รายละเอียด จำนวน ชั่วโมง กิจกรรมการเรียน การสอน สื่อที่ใช้ ผู้สอน ๕-๖ บทที่ ๓: โครงสร้างสังคมใน ประเทศไทย ๓.๑ ภาพลักษณ์สังคมเมืองและ สังคมชนบท ๓.๒ ภาคเหนือ ๓.๓ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๓.๔ ภาคกลางกรุงเทพและภาค ตะวันตก ๓.๕ ภาคตะวันออก ๓.๖ ภาคใต้ ๓.๗ ภาคใต้ชายแดน ๓.๘ สรุป ๓ - บรรยายเชิง อภิปราย - แบ่งกลุ่มอภิปราย และนำเสนอ บรรยายสรุป ดร. สายน้ำผึ้ง รัตนงาม ๗ บทที่ ๔: การพัฒนาสังคมทางด้าน เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ๔.๑ การพัฒนาสังคมทางด้าน เศรษฐกิจทั่วไป ๔.๒ การพัฒนาสังคมทางด้าน เศรษฐกิจมหภาค ๔.๓ การพัฒนาสังคมทางด้าน เศรษฐกิจจุลภาค ๔.๔ การพัฒนาสังคมทางด้าน การเมือง ๔.๕ การพัฒนาสังคมทางด้าน วัฒนธรรม ๔.๖ สรุปการพัฒนาสังคมทางด้าน เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ๖ - บรรยายเชิง อภิปราย - แบ่งกลุ่มอภิปราย และนำเสนอ - บรรยายสรุป ดร. สายน้ำผึ้ง รัตนงาม สอบกลางภาค
(๑๒) สัปดาห์ ที่ หัวข้อ/รายละเอียด จำนวน ชั่วโมง กิจกรรมการเรียน การสอน สื่อที่ใช้ ผู้สอน ๙-๑๐ บทที่ ๕: รูปแบบการพัฒนาสังคม ๕.๑ รูปแบบการพัฒนาสังคมแบบมี ส่วนร่วม ๕.๒ รูปแบบการพัฒนาสังคมแบบ พึ่งตนเอง (Self - Reliance Community Development) ๕.๓ รูปแบบการพัฒนาสังคมแบบ การพัฒนายั่งยืน (Sustainable Development) และรูปแบบการ พัฒนาสังคมบนพื้นฐานแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) ๕.๔ การพัฒนาสังคมบนพื้นฐานภูมิ ปัญญา (Local Intellectual) ๕.๕ มุมมองพระพุทธศาสนากับ รูปแบบการพัฒนาสังคม ๕.๖ สรุปรูปแบบการพัฒนาสังคม ๖ - บรรยายเชิง อภิปราย - แบ่งกลุ่มอภิปราย และนำเสนอ - บรรยายสรุป ดร. สายน้ำผึ้ง รัตนงาม ๑๑ บทที่ ๖: บทบาทและหน้าที่ นักพัฒนาสังคม ๖.๑ นักพัฒนาสังคมและคุณสมบัติ ๖.๒ บทบาทและหน้าที่ของ นักพัฒนาสังคม ๖.๓ อุปสรรคต่อบทบาทและหน้าที่ ของนักพัฒนาสังคม ๖.๔ การเอาชนะอุปสรรคต่อบทบาท และหน้าที่ของนักพัฒนาสังคม ๖.๕ มุมมองพระพุทธศาสนากับ บทบาทและหน้าที่ของนักพัฒนา สังคม ๓ - บรรยายเชิง อภิปราย - แบ่งกลุ่มอภิปราย และนำเสนอ บรรยายสรุป ดร. สายน้ำผึ้ง รัตนงาม
(๑๓) สัปดาห์ ที่ หัวข้อ/รายละเอียด จำนวน ชั่วโมง กิจกรรมการเรียน การสอน สื่อที่ใช้ ผู้สอน ๖.๖ สรุปบทบาทและหน้าที่ของ นักพัฒนาสังคม ทดสอบย่อย ๑๓-๑๔ บทที่ ๗: คุณธรรมและจริยธรรม ของนักพัฒนาสังคม ๗.๑ ความหมายของคุณธรรม จริยธรรมของนักพัฒนาสังคม ๗.๒ ความสำคัญของคุณธรรม จริยธรรม สำหรับนักพัฒนาสังคม ๗.๓ ทฤษฎีด้านคุณธรรม จริยธรรม ๗.๔ โครงการประเมินคุณธรรมและ ความโปร่งใสในการดำเนินงานของ อปท. ๗.๕ หลักธรรมาภิบาลกับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ๗.๖ ปัญหาในการพัฒนาชุมชนที่รอ วิธีแก้แบบใหม่ ๗.๗ สรุปคุณธรรมจริยธรรมของ นักพัฒนาสังคม ๓ - บรรยายเชิง อภิปราย - แบ่งกลุ่มอภิปราย และนำเสนอ - บรรยายสรุป ดร. สายน้ำผึ้ง รัตนงาม ๑๕ บทที่ ๘: สังคมสมัยใหม่แบบทุน นิยมและบริโภคนิยม ๘.๑ วิถีชีวิตของคนสมัยใหม่แบบทุน นิยม ๘.๒ วิถีชีวิตของคนสมัยใหม่แบบ บริโภคนิยม ๘.๓ ชีวิตของมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลง เพราะสังคมสมัยใหม่แบบทุนนิยม และบริโภคนิยม ๓ - บรรยายเชิง อภิปราย - แบ่งกลุ่มอภิปราย และนำเสนอ - บรรยายสรุป ดร. สายน้ำผึ้ง รัตนงาม
(๑๔) สัปดาห์ ที่ หัวข้อ/รายละเอียด จำนวน ชั่วโมง กิจกรรมการเรียน การสอน สื่อที่ใช้ ผู้สอน ๘.๔ วิถีชีวิตชาวพุทธที่อยู่เหนือทุน นิยมและบริโภคนิยม ๘.๕ บทสรุปสังคมสมัยใหม่แบบทุน นิยมและบริโภคนิยม ๑๖ สอบปลายภาค ๓ แบบสอบปลายภาค แผนการประเมินผลการเรียนรู้ ที่ ผลการเรียนรู้* วิธีการประเมิน สัปดาห์ที่ ประเมิน สัดส่วนของการ ประเมินผล ๑ บทที่ ๑ และ ๒ บทที่ ๖ และ ๗ สอบย่อยก่อนสอบกลางภาค สอบย่อยก่อนสอบปลายภาค ๔ ๑๒ ๕% ๕% บทที่ ๓ และ ๔ สอบกลางภาค ๘ ๓๐% บทที่ ๘ และ ๙ สอบปลายภาค ๑๖ ๓๐% ๒ ๑.๔ / ๒.๓/ ๓.๓/ ๔.๔/๕.๓/๖.๓/ ๗.๓/๘.๑/๙.๓ ค้นคว้า การนำเสนอรายงาน การทำงานกลุ่มและผลงาน การอ่านและสรุปบทความ การส่งงานตามที่มอบหมาย ศึกษาดูงานแหล่งเรียนรู้ ตลอดภาค การศึกษา ๒๐% ๓ การเข้าชั้นเรียน การมีส่วนร่วม อภิปราย เสนอ ความคิดเห็นในชั้นเรียน ตลอดภาค การศึกษา ๑๐% ๒.๑ เกณฑ์ตัดสินผลการเรียน ระดับ ค่าระดับ เกณฑ์คะแนน A ๔.๐๐ ๙๕-๑๐๐
(๑๕) A- ๓.๖๗ ๙๐-๙๔ B+ ๓.๓๓ ๘๕-๘๙ B ๓.๐๐ ๘๐-๘๔ C+ ๒.๕๐ ๗๕-๗๙ C ๒.๐๐ ๗๐-๗๔ F ๐ ต่ำกว่า ๗๐ หมวดที่ ๖ ทรัพยากรประกอบการเรียนการสอน ๑. เอกสารและตำราหลัก ดร. สายน้ำผึ้ง รัตนงาม, พื้นฐานสำหรับการพัฒนาสังคม, (กรุงเทพมหานคร: JPRINT), ๒๕๖๓. ๒. เอกสารและข้อมูลสำคัญ - ๓. เอกสารและข้อมูลแนะนำ - หมวดที่ ๗ การประเมินและปรับปรุงการดำเนินการของรายวิชา ๑.กลยุทธ์การประเมินประสิทธิผลของรายวิชาโดยนิสิต การประเมินประสิทธิผลในรายวิชานี้ ที่จัดทำโดยนิสิต ได้จัดกิจกรรมในการนำแนวคิดและ ความเห็นจากนิสิตได้ดังนี้ ๑) การสนทนากลุ่มระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ๒) การสังเกตการณ์จากพฤติกรรมของผู้เรียน ๓) แบบประเมินผู้สอน และแบบประเมินรายวิชา ๔) ขอเสนอแนะผ่านเวบบอร์ด ที่อาจารย์ผู้สอนได้จัดทำเป็นช่องทางการสื่อสารกับนิสิต ๒.กลยุทธ์การประเมินการสอน ในการเก็บข้อมูลเพื่อประเมินการสอน ได้มีกลยุทธ์ ดังนี้ ๑) การสังเกตการณ์สอนของผู้ร่วมทีมการสอน ๒) ผลการสอบ
(๑๖) ๓) การทวนสอบผลประเมินการเรียนรู้ ๓.การปรับปรุงการสอน หลังจากผลการประเมินการสอนในข้อ ๒ จึงมีการปรับปรุงการสอน โดยการจัดกิจกรรมใน การระดมสมอง และหาข้อมูลเพิ่มเติมในการปรับปรุงการสอน ดังนี้ ๑) สัมมนาการจัดการเรียนการสอน ๒) การวิจัยในและนอกชั้นเรียน ๔.การทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนิสิตในรายวิชา ในระหว่างกระบวนการสอนรายวิชา มีการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ในรายหัวข้อ ตามที่คาดหวัง จากการเรียนรู้ในวิชา ได้จาก การสอบถามนิสิต หรือการสุ่มตรวจผลงานของนิสิต รวมถึงพิจารณา จากผลการทดสอบย่อย และหลังการออกผลการเรียนรายวิชา มีการทวนสอบผลสัมฤทธิ์โดยรวมใน วิชาได้ดังนี้ ๑) การทวนสอบการให้คะแนนจากการสุ่มตรวจผลงานของนิสิตโดยอาจารย์อื่น หรือ ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ไม่ใช่อาจารย์ประจำหลักสูตร ๒) มีการตั้งคณะกรรมการในสาขาวิชา ตรวจสอบผลการประเมินการเรียนรู้ของนิสิต โดยตรวจสอบข้อสอบ รายงาน วิธีการให้คะแนนสอบ และการให้คะแนนพฤติกรรม ๕.การดำเนินการทบทวนและการวางแผนปรับปรุงประสิทธิผลของรายวิชา ผู้สอนใช้วิธีดำเนินการทบทวนและวางแผนการปรับปรุงประสิทธิผลของรายวิชาดังแนวทาง ต่อไปนี้ วางแผน (PLAN)ผู้สอนมีการวางแผนการสอนโดยเตรียมการสอนก่อนเริ่มสอนให้ สอดคล้องกับแผนการสอนที่ได้กำหนดไว้ตั้งแต่ต้น ลงมือทำ (DO)ผู้สอนลงมือปฏิบัติตามแผนงานที่ได้วางเอาไว้ นำตรวจแน่ (CHECK)มีการทำแบบประเมินโดยนักศึกษาและโดยผู้สอนทั้งก่อนและหลัง เรียนมีการวัดผลการเรียนระหว่างภาคและสิ้นสุดภาคการศึกษา และมีการประมวลผลและแจ้งผล ไปยังนักศึกษาโดยตรงและปิดประกาศไว้ที่บอร์ดของหลักสูตร แก้ข้อผิด (ACTION)เมื่อมีการปฏิบัตินอกกรอบแผนงานที่กำหยดไว้จะมีการชี้แจงไว้ใน การรายงานผลการดำเนินงานของรายวิชาและมีการปรับปรุงในภาคการศึกษาถัดไป ส่วนข้อปฏิบัติ ใดที่มีความถูกต้องดีแล้วก็ดำเนินการพัฒนาต่อไป จากผลการประเมิน และทวนสอบผลสัมฤทธิ์ประสิทธิผลรายวิชา ได้มีการวางแผนการ ปรับปรุงการสอน และรายละเอียดวิชา เพื่อให้เกิดคุณภาพมากขึ้น ดังนี้ ๑) ปรับปรุงรายวิชาทุก ๓ ปี หรือตามข้อเสนอแนะและผลการทวนสอบมาตรฐาน ผลสัมฤทธิ์ตามข้อ ๔
(๑๗) ๒) เปลี่ยนหรือสลับอาจารย์ผู้สอน เพื่อให้นิสิตมีมุมมองในเรื่องการประยุกต์ความรู้นี้กับ ปัญหาที่มาจากงานวิจัยของอาจารย์หรือแนวคิดใหม่ๆ
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑ Fundamentals of Social Development แผนการสอน ประจำบทที่ ๑ ความรู้พื้นฐานการพัฒนาสังคม ขอบข่ายการเรียนรู้บทที่ ๑ ๑. ปรัชญาการพัฒนาสังคม ๒. แนวคิดทฤษฎีพัฒนาสังคม ๓. ความหมายของมาตรการการพัฒนาสังคม ๔. วิธีการการพัฒนาสังคม ๕. อุปสรรคในการพัฒนาสังคม ๖. มุมมองพระพุทธศาสนากับความรู้พื้นฐานการพัฒนาสังคม ๗. สรุปความรู้พื้นฐานการพัฒนาสังคม จุดประสงค์การเรียนรู้ ๑. เพื่อให้นิสิตมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปรัชญาการพัฒนาสังคม ๒. เพื่อให้นิสิตมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดทฤษฎีพัฒนาสังคม ๓. เพื่อให้นิสิตมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการการพัฒนาสังคม ๔. เพื่อให้นิสิตมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการการพัฒนาสังคม ๕. เพื่อให้นิสิตมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอุปสรรคในการพัฒนาสังคม ๖. เพื่อให้นิสิตมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมุมมองพระพุทธศาสนากับความรู้พื้นฐานการ พัฒนาสังคม วิธีสอนและกิจกรรม ๑. บรรยายประกอบเอกสารประกอบการสอน ๒. วิธีสอนแบบอภิปรายเนื้อหา / ซักถาม / และทำแบบฝึกหัดในชั้นเรียน ๓. มอบหมายงานศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง หรือ กำหนดประเด็นร่วมวิเคราะห์ ๔. รายงานผลการศึกษางานมอบหมายหน้าชั้นเรียน และแลกเปลี่ยนกับสมาชิกในชั้นเรียน ๕. มอบหมายใบงานสรุปเนื้อหาที่เรียนการสอนแต่ละครั้ง ๖. อภิปรายหรือทำแบบฝึกหัดท้ายบท แล้วนำผลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ที่ เหมาะสมต่อไป สื่อการเรียนการสอน ๑. เอกสารประกอบการสอน และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ๒. สื่อ Power Point สื่อวีดิทัศน์ สื่อเรียนรู้ออนไลน์ หรือ สื่อเรียนรู้ต่าง ๆ ๓. ใบงานความรู้ หรือ แบบประเมินผลก่อนและหลังเรียน หรือคำถามประจำบทที่ ๑
๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย บทที่ ๑ ความรู้พื้นฐานการพัฒนาสังคม ๑.๑ ปรัชญาการพัฒนาสังคม (Philosophy of Social Development) ปรัชญาอยู่ร่วมกับสังคมตลอดมานับตั้งแต่มนุษย์มีความเชื่อและความคิด มนุษย์อาศัยปรัชญา เป็นตัวกำหนดจังหวะก้าวในการพัฒนาสังคมเพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าให้เผ่าพันธุ์ของตนทั้งเรื่องการกิน การอยู่ การมีคู่ครอง การประกอบอาชีพ และการให้การศึกษาแก่ลูกหลาน มนุษย์แต่ละยุคมีความ ชาญฉลาดในการปรับตัวที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ตัวกำหนดในการปรับตัว มีทั้งสิ่งแวดล้อมและ สติปัญญาของมนุษย์ การพัฒนาสังคมต้องทำให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งธรรมชาติ แต่มนุษย์จะอาศัยสิ่งแวดล้อมหรือยอมให้สิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนดเพียงอย่างเดียวไม่ได้ มนุษย์ต้อง ใช้ปรัชญาในนามของสติปัญญากำหนดตนเองด้วย มิฉะนั้น มนุษย์จะกลายเป็นทาสของธรรมชาติ สมบูรณ์ เป่าเนาะ (๒๕๖๓) กล่าวไว้ ๑ การพัฒนาสังคมตามแนวคิดทางปรัชญาของ ดร.บี อาร์ เอ็มเบ็ดการ์ ส่วนหนึ่งเป็นจัณฑาล ตามการแบ่งชนชั้นในสังคมฮินดู ซึ่งได้รับความยากลำบากในการดำเนินชีวิต ประกอบกับการได้ศึกษา วิทยาการทั้งด้านการเมืองการปกครองและศาสนา เมื่อดร.เอ็ม เบ็ดการ์เข้ามามีบทบาททางการเมือง ได้แก่ ดำรงตำแหน่งประธานร่างรัฐธรรมนูญของอินเดีย และรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม และได้เสนอ นโยบายที่มีผลต่อการพัฒนาสังคม คือการปฏิรูปังคมต้องปฏิรูปศาสนาและปฏิรูปสังคม เพื่อให้กลุ่ม จัณฑาลให้ดีขึ้น แต่ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะแทรกแซงประเพณีวัฒนธรรมของชาวฮินดูไม่ได้ ใน ที่สุดดร.บี. อาร์. เอ็มเบ็ดการ์ จึงได้เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งรณรงค์ให้กลุ่มจัณฑาล เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา ซึ่งดร.บี. อาร์. เอ็มเบ็ดการ์พิจารณาเห็นว่าเป็นศาสนาที่มี คุณลักษณะของความเสมอภาค เสรี และภราดรภาพนั่นเองตามที่อรนิตย์ จิวโพธิ์เจริญ (๒๕๖๒) ๒ กล่าว ๑ สมบูรณ์เป่าเนาะ. ปรัชญา ศาสนา สังคม และการเมือ:แนวคิดด้านปรัชญาศาสนาและการเมือง OKNation Blog. [ออนไลน์] แหลงที่มา. http://oknation.nationtv.tv/blog/account.php?id=45812 [เข้าถึง/ วันพุธที่ ๒๘ ตุลาคม 2563]. ๒ อรนิตย์ จิวโพธิ์เจริญ (๒๕๖๒). การพัฒนาสังคมตามแนวคิดทางปรัชญาของดร.บี. อาร์. เอ็มเบ็ดการ์ (Social Development in Philosophical Concepts of Dr. B.R. Ambedkar Approach). คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.วารสารพุทธมัคค์ ศูนย์วิจัยธรรมศึกษา สำนักเรียนวัดอาวุธวิกสิตาราม ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๑(มกราคม-มิถุนายน ๒๕๖๒), หน้า ๙-๑๔. (1) Dhananjay Keer, Dr. Babasaheb Ambedkar: Life and Mission (Mumbai: Popular Prakashan, 1954, 2016); (2) K. Raghavendra Rao, Babasaheb Ambedkar
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๓ Fundamentals of Social Development ในสังคมของเรา มีนักพัฒนาเกิดขึ้นมากมาย แต่ดูเสมือนว่ายังไม่เพียงพอกับความเจริญเติบโต ของสังคม รัฐบาลต้องตั้งกระทรวงการพัฒนามนุษย์และสังคมขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการทรัพยากร มนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมชาติ ขณะนี้ การพัฒนาสังคมกระทำกันในทุกระดับในขอบข่าย ทั่วประเทศ ทั้งองค์กรเอกชนและรัฐบาล แต่ถามว่าวันนี้ การพัฒนาสังคมสามารถทำให้สังคมดีขึ้นมาก น้อยเพียงใด ยังไม่มีดัชนีชี้วัดที่ชัดเจน แต่จากปรากฏการณ์ในหมู่บ้านทั่วประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ คือ คนในหมู่บ้านมีจำนวนลดลงทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบคือ คนรุ่นใหม่ เมื่อแต่งงานมักย้ายออกจากหมู่บ้าน หรือบางคน ก่อนแต่งงานออกไปทำงานในโรงงาน ซึ่งห่างไกล จากบ้านเกิดของตน การพัฒนาทำให้คนต้องทิ้งถิ่นฐานของตน ทิ้งหมู่บ้านอันเป็นบ้านเกิดของตน ยิ่ง พัฒนามากเท่าใด คนยิ่งทอดทิ้งมาตุภูมิเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ปัญหาอย่างนี้ ผู้บริหารทั้งหลายทราบดี แต่ ประเด็นอยู่ที่ว่าเมื่อทราบแล้ว ได้บริหารจัดการในการแก้ปัญหาหรือไม่ เมื่อแก้ไขแล้ว ผลสัมฤทธิ์เป็น อย่างไร รัฐบาลได้ดำเนินการโดยอาศัยแนวคิดใด ตัวอย่าง มีหมู่บ้านแถบริมทะเลสาบสงขลาหลาย หมู่บ้านตั้งแต่บ้านปากรอ บ้านกลาง บ้านบ่อหว้า บ้านปากจ่า บ้านท้ายประปา บ้านท่าหยี ซึ่งอยู่เขต จังหวัดสงขลา บ้านท่าเนียน บ้านบางตาล บ้านเกาะแกง บ้านท่าเตียน ตั้งอยู่เขตจังหวัดพัทลุง หมู่บ้านเหล่านี้เป็นหมู่บ้านห่างไกลความเจริญ ที่สำคัญไม่ค่อยมีหน่วยงานภาครัฐเข้าไปดูแล รัฐบาล ปล่อยให้เป็นอยู่ตามยถากรรม ความเป็นอยู่ของประชาชนลำบากยากแค้น ทั้ง ๆ ที่ลุ่มน้ำทะเลสาบ สงขลาเคยเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด แต่บัดนี้ ความอุดมสมบูรณ์ที่เคยมีหมด สิ้นไป เมื่อก่อนนี้ชาวบ้านทำนาบ้าง หากินในทะเลบ้าง บัดนี้ การทำนาหายไป เมื่อมีการทำนากุ้ง เกิดขึ้น บัดนี้นากุ้งก็ล่มสลาย กลายเป็นนากุ้งร้าง มีการชักชวนให้ชาวบ้านปลูกปาล์มแต่เป็นไปได้ เฉพาะผู้มีทุนและที่ดิน ในการดูแลรักษา ส่วนผู้ไม่มีทุนไม่มีที่ดินกลายเป็นชนชั้นที่ถูกทอดทิ้ง เหมือนเดิม ส.ส.ที่ไปเยี่ยมเยียนหรือแท้จริงแล้วคือไปหาเสียงกับชาวบ้านมีพฤติกรรมเหมือนเดิม กล่าวคือ เมื่อถึงเทศกาลหาเสียงออกไปหาเสียง ไม่เคยออกไปเพื่อพัฒนาสังคมหรือเสนอแนวคิดใน การแก้ไขสังคมร่วมกับสังคม ทั้ง ๆ ที่กล่าวได้ว่า ส.ส. คือคนระดับมันสมองของประเทศ แต่ดูไปดูมา เสมือนว่าประเทศนี้เต็มไปด้วยสมองพิการหรือถ้าไม่พิการก็เป็นสมองที่จ้องหาผลประโยชน์เพื่อตน และกลุ่มของตน ส.ส.ไม่ควรใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือในการแสวงหาอำนาจเท่านั้น แต่ควรบำเพ็ญ ตนให้เป็นประโยชน์ในการนำพาประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและอุทิศตนเองเพื่อพัฒนาสังคม ส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและส.ส.ฝ่ายรัฐบาลควรให้ความใส่ใจความทุกข์ยากของมหาประชาชนยิ่งกว่าการ แสวงหาอำนาจ ขณะนี้พรรคฝ่ายค้านกำลังพยายามทุกวิถีทางเพื่อช่วยคน ๆ เดียวคือช่วยทักษิณกลับ (New Delhi: Sahitya Akademi, 1993, 2015); (3); Gail Omvedt, Ambedkar: Towards an Enlightened India (Haryana, India: Penguin Random House, 2004, 2008).
๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย บ้านแทนที่จะช่วยให้คนยากจนมีบ้าน ส.ส.ฝ่ายค้านกำลังหลงใหลคลั่งไคล้ลัทธิบูชาตัวบุคคล ทำ เสมือนว่าบ้านนี้เมืองนี้ขาดทักษิณไม่ได้ ไม่มีทักษิณแล้วบ้านเมืองนี้ปกครองกันไม่ได้ พัฒนาไม่ได้ กลายเป็นว่า ส.ส.ฝ่ายค้านกำลังชี้นำให้ประชาชนเข้าใจผิด ประชากรมีอยู่หกสิบกว่าล้านคน หากคน เหล่านี้ไม่มีความรู้ความสามารถที่เป็นผู้นำได้ และไม่มีความคิดอ่านที่จะพัฒนาประเทศของตน ก็ สมควรที่แล้วที่จะปล่อยให้ประเทศล่มสลายหรือไปขอเป็นเมืองขึ้นของขอมไป! หากฝ่ายค้านคิดแต่ เพียงเอาทักษิณกลับมา และคิดได้เพียงแค่นี้ ก็สมควรยุบพรรคฝ่ายค้านทั้งหมด เพราะมีไปก็ไม่เป็น ประโยชน์กับประเทศชาติและสิ้นเปลืองงบประมาณของแผ่นดินเปล่า ๆ ทักษิณกำลังทำให้พรรคฝ่าย ค้านมืดบอดและจมปลักอยู่กับลัทธิบูชาตัวบุคคล พรรคฝ่ายค้านและทักษิณคิดว่าการดึงเอาพลเอก ชวลิตเข้าพรรคจะเป็นช่องทางทำให้ตนเองมีโอกาสกลับบ้านเร็วขึ้น แต่อย่าลืมคิดกันในมุมกลับด้วย นั่นคือ แทนที่การเข้ามาของพลเอกชวลิตจะทำให้พรรคเพื่อไทยเข้มแข็งจะกลายเป็นว่าจะทำให้พรรค การเมืองยิ่งอ่อนแอ เพราะในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีพลเอกอีกคนหนึ่งคือพลเอกสนธิเข้ามาเป็นหัวหน้า พรรคมาตุภูมิ อยากถามว่าต่อไปนี้พรรคเพื่อไทยเข้มแข็งหรือทหารเข้มแข็งกันแน่? คนที่มีความยินดี ปรีดากับพลเอกชวลิตอีกคนหนึ่งคือดร.ร.ต.อ.เฉลิม เคยด่าภริยาของท่านไว้อย่างไร คำว่า ตู้เพชร เคลื่อนที่เป็นวลีที่ดร.คนนี้เคยใช้หรือไม่? ส่วนพรรคฝ่ายรัฐบาลที่ประชาชนยังเอาใจช่วยอยู่รีบแสดงผล งานให้เข้าตากรรมการหน่อย อย่ามัวลังเลโอ้เอ้ศาลาลาย เดี๋ยวจะเข้าทำนอง ชักช้าไม่ทันการณ์ เนิ่น นานไม่เป็นผล หากมัวกลัวการแตกแยก เวลานี้การแตกแยกไม่ได้เกิดจากรัฐบาล เพราะความ แตกแยกได้เดินล้ำหน้ารัฐบาลนานแล้ว สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการเพื่อให้สังคมดีขึ้นคือการดูแลทุกข์ สุขของประชาชน อย่ามัวคิดแก้รัฐธรรมนูญ เพราะการคิดแก้รัฐธรรมนูญจะไม่ช่วยสังคมให้พัฒนา ประเทศไทยเสียเวลาและเสียเงินมามากแล้วกับการร่างรัฐธรรมนูญ ล้มรัฐธรรมนูญและแก้ไข รัฐธรรมนูญ เราควรไปพ้นจากวงจรเหล่านี้ได้แล้ว และหันไปพัฒนาสังคมและช่วยเหลือสังคมจะไม่ ดีกว่าหรือ? การพัฒนาสังคมสามารถกระทำได้ทั้งแยกส่วนและแบบบูรณาการ แม้บางท่านจะแย้งว่า การพัฒนาแบบแยกส่วนไม่ดีไม่เหมาะสมเพราะไม่ครอบคลุมทุกภาคส่วน แต่ผู้เขียนเห็นว่าการพัฒนา สังคมควรพัฒนาแบบคู่ขนานคือควรพัฒนาไปพร้อม ๆ กันทั้งสองแบบ จะโยนทิ้งแบบใดแบบหนึ่งไม่ เป็นการสมควร นั่นคือ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ณ ที่ใดหรือส่วนใดของสังคม ผู้มีหน้าที่ต้องดูแลแก้ไข มิใช่ ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ขณะเดียวกัน เมื่อเกิดปัญหากับส่วนรวม จำเป็นต้องมีองค์กรเข้าไป รับผิดชอบแก้ไขคลี่คลายปัญหานั้น ๆ การพัฒนาแยกส่วนสามารถพัฒนาได้เร็วกว่า แต่ต้องพยายาม พัฒนาให้เชื่อมโยงกับภาคส่วนอื่น ๆ ส่วนการพัฒนาแบบองค์รวมทำได้ช้า แต่เมื่อสำเร็จผล จะทำให้ เห็นภาพการพัฒนาเป็นภาพใหญ่ของสังคม ทุกภาคส่วนถูกพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน สรุปนักพัฒนาไม่ควรยึดติดอยู่กับกรอบความคิดเดิม ๆ ที่แสวงหาความมั่งคั่งให้ตนเองโดยเอา ประชาชนเป็นเครื่องมือในการก้าวไปสู่สิ่งอื่น เช่น การมีอำนาจทางการเมือง ความมั่งมีของตนบน ความทุกข์ยากของสังคม แต่ควรมองว่ากรอบความคิดใด ๆ ก็ตามมีคุณค่า หากสามารถนำไปพัฒนา
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๕ Fundamentals of Social Development และประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาสังคมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาสังคมที่ต้องขับเคลื่อนให้ ทันเวลา เพราะเมื่อเวลาเปลี่ยน การพัฒนาต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมด้วย จึงจะเรียกว่าพัฒนาถูกที่- ถูกเวลา คือการพัฒนาสังคมหลังนวยุคหรือโพสต์โมเดิร์น ๑.๑.๑ ปรัชญาของดร.บี.อาร์. เอ็มเบ็ดการ์๓ ผลการวิจัยการศึกษาแนวคิดทางปรัชญาของดร.บี. อาร์. เอ็มเบ็ดการ์กับการพัฒนาสังคมมี ผลการวิจัยดังนี้ แนวคิดทางปรัชญาของดร. บี อาร์เอ็มเบ็ดการ์ สามารถพิจารณาได้จากข้อ วิพากษ์วิจารณ์ทางศาสนาคำ “ศาสนา” (Religion) ตามทัศนะของเขาไม่ได้มีคำจำกัดความที่แน่ชัด มี ได้หลายความหมาย ศาสนามีวิวัฒนาการ ๓ ขั้นตอนคือ “... ยุคดึกดำบรรพ์ มนุษย์ในยุคนี้ไม่สามารถ อธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้เชื่อว่าเกิดจากอภินิหาร ยุคที่ศาสนามีลักษณะเป็นความเชื่อ พิธีกรรม การสวด การบูชา และยุคที่ศาสนาเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและทุกสิ่งทุกอย่าง ...” (B.R. Ambedkar, 1957, หน้า 226) ๔ ทั้งนี้ แนวคิดทางปรัชญาของดร. บี อาร์ เอ็มเบ็ดการ์ เกี่ยวข้อง กับศาสนา ๒ ศาสนา คือ ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู และพระพุทธศาสนา แนวคิดทางปรัชญาที่มีผลต่อการพัฒนาสังคมพิจารณาได้จากหัวข้อจริยธรรมหรือจริยศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งสาขาวิชาหลักทางปรัชญาอยู่ในหมวดของคุณวิทยา (Axiology) ที่ว่าด้วยเรื่องคุณค่า ประกอบด้วยตรรกศาสตร์ (Logics) คือวิชาที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์การใช้เหตุผล สุนทรียศาสตร์ (Axiology) คือวิชาว่าด้วยความงาม และจริยศาสตร์ (Ethics) คือวิชาที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์เรื่องความดี ดังที่สุเชาน์ พลอยชุม (2523, หน้า 17) อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างจริยศาสตร์และคุณค่า (Values) ว่า “คุณค่าทางความประพฤติ (Behaviour) ซึ่งเรียกว่า จริยศาสตร์ (Ethics) อันว่าด้วย เรื่องเป็นต้นว่า ความดีคืออะไร เหตุใดเราจึงต้องประพฤติดี ความประพฤติดีมีผลต่อตัวเราหรือสังคม อย่างไร ความชั่วคืออะไร ความชั่วมีผลเสียต่อตนเองและสังคมอย่างไร” การพัฒนาสังคมตามแนวคิดทางปรัชญาของดร.บี อาร์ เอ็มเบ็ดการ์ อยู่บนพื้นฐานของจริย ศาสตร์ที่ว่าด้วยเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ ศาสนาและการเมืองในทัศนะของดร.บี อาร์ เอ็มเบ็ดการ์จะต้องดำเนินควบคู่กัน นโยบายทางการเมืองที่ดร.บี.อาร์. เอ็มเบ็ดการ์นำเสนอจึงมุ่ง พัฒนาโครงสร้างทางศาสนาควบคู่กับการพัฒนาสังคม พิจารณาได้จากหลักการปฏิรูปศาสนาที่แสดง ให้เห็นว่า ดร.บี อาร์เอ็มเบ็ดการ์ มุ่งเน้นให้คนทุกชนชั้นสามารถนับถือศาสนาต่าง ๆ ได้อย่างเท่าเทียม พร้อมทั้งแก้ไขให้หลักการทางศาสนาที่ส่งผลกระทบต่อสังคม เพื่อประโยชน์แก่ชาวอินเดียโดยรวม ๓ อรนิตย์ จิวโพธิ์เจริญ, นิสิตปริญญาเอก ภาควิชาปรัชญาและศาสนา. “การพัฒนาสังคมตามแนวคิดทาง ปรัชญาของ ดร.บี. อาร์. เอ็มเบ็ดการ์ (Social Development in Philosophical Concepts of Dr. B.R. Ambedkar Approach)”. คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. วารสารพุทธมัคค์ ศูนย์วิจัยธรรมศึกษา สำนักเรียนวัดอาวุธวิกสิตาราม ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๑ (มกราคม-มิถุนายน ๒๕๖๒), หน้า ๙-๑๔ ๔ B. R. Ambedkar. Buddha and His Dhamma.Bombay: Thacker and Co. Ltd. (1957), p. 226.
๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แนวคิดที่มีต่อศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ดร.บี. อาร์ เอ็มเบ็ดการ์มีทัศนะว่าศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูมีอิทธิพลต่อโครงสร้างทางสังคม อินเดียโดยเฉพาะเรื่องการแบ่งวรรณะ ทำให้คนในวรรณะพราหมณ์ผูกขาดอำนาจ เขาเสนอให้มีการ ปฏิรูปศาสนาฮินดูในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ๑) การสร้างคัมภีร์ทางศาสนาฮินดูขึ้นมาใหม่ ๒) การยกเลิก ฐานะนักบวชที่มาจากวรรณะพราหมณ์ ๓) นักบวชมีฐานะเป็นข้าราชการของรัฐ และ ๔) การจำกัด ปริมาณนักบวช (B. R. Ambedkar, 1943, หน้า 95-98)๕ การสร้างคัมภีร์ทางศาสนาฮินดูขึ้นมาใหม่ โดยกำหนดให้มีกฎข้อบังคับทางสังคม ยกเลิกการใช้ คัมภีร์ศาสนาเดิม เช่น คัมภีร์กฎหมายศาสนา คัมภีร์พระเวท และคัมภีร์ปุราณะ เป็นต้น หากฝ่าฝืนปฏิบัติตาม หลักคัมภีร์ดังกล่าวจะมีบทลงโทษ การยกเลิกฐานะนักบวชที่มาจากวรรณะพราหมณ์ กำหนดหลักเกณฑ์ให้คน ทุกวรรณะสามารถสอบ เป็นนักบวชได้ สำหรับนักบวชที่ไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลจะไม่มีสิทธิประกอบ พิธีกรรมทางศาสนา นักบวชมีฐานะเป็นข้าราชการของรัฐ กฎในการประพฤติปฏิบัติของนักบวชถือเป็นกฎของแผ่นดินที่ นักบวชต้องใช้ในแนวเดียวกันทั่วประเทศ ทั้งนี้ จะต้องมีการจำกัดปริมาณนักบวช โดยออกกฎหมาย จำกัดจำนวนในแต่ละรัฐ แนวคิดที่มีต่อพระพุทธศาสนา ดร.บี อาร์. เอ็มเบ็ดการ์ตีความพุทธประวัติและหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาจนได้แนวคิด ที่แตกต่างจากหลักการทางพระพุทธศาสนาที่เผยแผ่ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้แก่ ๑) การตีความพุทธประวัติ - ดร.เอ็ม เบ็ดการ์ อธิบายประวัติของพระพุทธเจ้าโดยใช้หลัก เหตุผลและหลักวิทยาศาสตร์ เช่น กรณีการออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะที่ตามคัมภีร์ระบุว่าเกิดจาก การทอดพระเนตรเห็นเทวทูต ๔ ได้แก่ คนแก่คนเจ็บ คนตาย และนักบวช ซึ่งดร.เอ็ม เบ็ดการ์มี ความเห็นว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้คนในสังคมพบเช่นกัน จึงไม่น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะตัดสินพระทัย เขาเสนอแนวคิดโดยเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ทางสังคมและ การเมืองในช่วงที่พระพุทธเจ้ามีพระชนม์ชีพว่า สาเหตุน่าจะมาจากมติการทำสงครามแย่งน้ำในแม่น้ำ โรหิณีระหว่างราชวงศ์ศากยะกับแคว้นโกลิยะ เจ้าชายสิทธัตถะซึ่งมีเชื้อสายของทั้งสองฝ่ายปฏิเสธมติ การทำสงครามดังกล่าวพร้อมเสนอเงื่อนไขในการออกผนวช ๒) การอธิบายและประมวลหลักธรรม - ดร.เอ็ม เบ็ดการ์ ได้อธิบายหลักธรรมทาง พระพุทธศาสนาโดยประยุกต์ให้เข้ากับหลักการปกครอง เช่นการอธิบายความหมายของธรรมะว่า ธรรมะคือความเชื่อว่ากรรมเป็นเครื่องมือแห่งระเบียบทางศีลธรรมขึ้นอยู่กับการกระทำของมนุษย์ กฎระเบียบแห่งศีลธรรมจะเสื่อม ถ้ามนุษย์ประกอบด้วยอกุศลกรรมกฎระเบียบแห่งศีลธรรมจะดี ถ้า มนุษย์ประกอบกุศลกรรม ทุกคนจะได้รับผลแห่งการกระทำของตน (B. R. Ambedkar, 1957, หน้า ๕ B. R. Ambedkar. Mr. Gandhi and Emancipation of Untouchables. Poona: Bheem Patrika Publiction. (1943), pp. 95-98.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๗ Fundamentals of Social Development 178)๖ นอกจากนี้ยังอธิบายถึงหลักกการแห่งความล้มเหลวและความสำเร็จของมนุษย์ว่า ความ ล้มเหลวของมนุษย์ประกอบด้วย ๓ สิ่งคือ “ความล้มเหลวทางศีลธรรมจรรยา ความล้มเหลวที่จิตใจ และความล้มเหลวที่ความคิด” (B. R. Ambedkar, 1957, หน้า 160) ส่วนความสำเร็จประกอบด้วย “ความสำเร็จทางศีลธรรม ความสำเร็จทางจิตใจ และความสำเร็จทางความคิด” (B. R. Ambedkar, 1957, หน้า 160)๗ ๓) การพัฒนาสังคมของดร.บี.อาร์. เอ็มเบ็ดการ์ - ผลงานการพัฒนาสังคมของดร.บี.อาร์. เอ็มเบ็ดการ์จําแนกเป็น ๒ ด้าน ได้แก่ การปฏิรูปศาสนาและการปฏิรูปสังคม ๓.๑ การปฏิรูปศาสนา - สังคมอินเดียในช่วงชีวิตของดร.บี อาร์ เอ็มเบ็ดการ์ (ค.ศ. 1892- 1956) เป็นช่วงที่มีความเปลี่ยนแปลง ทางการเมืองการปกครองและระบบการศึกษา เนื่องจากได้รับ อิทธิพลจากประเทศอังกฤษ (อินเดียตกเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษตั้งแต่ ค.ศ. 1877-1947) ชาวอินเดียส่วนหนึ่งจึงได้รับโอกาสในการศึกษาวิทยาการของตะวันตก รวมทั้งมีโอกาสไปศึกษายัง ต่างประเทศทำให้เกิดนักคิดและกลุ่มรณรงค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่น การเรียกร้องเอกราช ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงระหว่างสังคมอินเดียกับสังคมภายนอก ในส่วนของดร.บี อาร์ เอ็มเบ็ดการ์ มุ่งเน้นที่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายใน คือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวอินเดียที่ถูกเอารัดเอา เปรียบตามการแบ่งวรรณะของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบและวิจารณ์ ศาสนาวิทยาการสมัยใหม่ เช่น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจถึงศาสนาที่ แท้จริงซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาสังคมต่อไป ศาสนาที่แท้จริงในทัศนะของ ดร.บี อาร์ เอ็มเบ็ด การ์ หมายถึง “หลักการภูมิปัญญาที่สามารถใช้ตัดสินคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ได้ ต้องไม่มีกฎเกณฑ์ คือ การกำหนดให้ปฏิบัติใน แต่ละสิ่งอย่างแน่นอน เพราะกฎเกณฑ์ทำลายความเป็นเหตุเป็นผล จนเหลือ แต่ความศรัทธาและการเชื่อฟัง” (B. R. Ambedkar, 1957, หน้า 95) ดร.บี อาร์ เอ็มเบ็ดการ์ วิจารณ์ ว่าเป็นศาสนาที่ต้องได้รับการปฏิรูปคือศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมอินเดีย โดยวิจารณ์ว่าศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูมีข้อบกพร่อง เช่น กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดระบบวรรณะ และการ รักษาประเพณีโดยไม่เปลี่ยนแปลง เป็นต้น เป็นผลให้คนในสังคมดังกล่าวได้รับความเดือดร้อน เช่น กลุ่มจัณฑาล ที่ไม่ได้รับความเท่าเทียมทางสังคม และทำให้ไม่สามารถปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ ของสังคมโลกได้ จึงสมควรปฏิรูปในด้านต่าง ๆ คือ ๑) การสร้างคัมภีร์ทางศาสนาฮินดูขึ้นใหม่ โดยต้องเป็นที่ยอมรับของคนฮินดูทั้งหมด ยกเลิก การใช้คัมภีร์ศาสนาเดิม เช่น คัมภีร์มนู คัมภีร์พระเวท คัมภีร์ปุนราณะ ทั้งนี้ หากฝ่าฝืนปฏิบัติตาม แนวคิดของคัมภีร์ดังกล่าวจะต้องถูกลงโทษ ๖ B. R. Ambedkar. Buddha and His Dhamma.Bombay: Thacker and Co. Ltd. (1957), p. 226. ๗ B. R. Ambedkar. Buddha and His Dhamma. p. 160.
๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒) การยกเลิกนักบวชที่สืบสายจากตระกูลพราหมณ์ ศาสนิกชนทุกคนสามารถเป็นนักบวชได้ หากสอบผ่านตามหลักเกณฑ์ที่รัฐกำหนด ๓) นักบวชมีฐานะเป็นข้าราชการของรัฐที่หลักปฏิบัติในแนวเดียวกันทั่วประเทศ ๔) การออกกฎหมายจํากัดปริมาณนักบวชในแต่ละรัฐ (B. R. Ambedkar, 1943, หน้า 95- 98)๘ อย่างไรก็ตาม หลักการปฏิรูปศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูในข้างต้นยังอยู่ในระดับข้อคิดเห็น มิได้มีผลเชิงนโยบายของประเทศ ตามชีวประวัติของดร.บี อาร์ เอ็มเบ็ดการ์ ได้พยายามเสนอแนะให้มี การปฏิรูปศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูในลักษณะอื่น ๆ เพื่อยกเลิกระบบจัณฑาลแต่ไม่เป็นผลเช่นกัน จนในที่สุดจึงได้ใช้วิธีเปลี่ยนมานับถือศาสนาอื่น คือพระพุทธศาสนา เพื่อออกจากระบบวรรณะ นอกจากนี้ดร.บี อาร์ เอ็มเบ็ดการ์ยังได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญให้ประเทศอินเดียไม่มีศาสนาใดศาสนา หนึ่งเป็นศาสนาประจำชาติ (Secular State) กล่าวคือศาสนาทุกศาสนามีความสำคัญทัดเทียมกัน และต่างได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล ส่งผลให้ศาสนิกชนของศาสนาต่าง ๆ ได้รับประโยชน์ รวมทั้ง เพิ่มโอกาสในการตัดสินใจเปลี่ยนศาสนาอีกด้วย ๓.๒ การปฏิรูปสังคม - การปฏิรูปสังคมของดร.บี อาร์ เอ็มเบ็ดการ์เกิดขึ้นอย่างเป็น ทางการขณะดร.เอ็มเบ็ดการ์ดำงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง ได้แก่ สมาชิกสภานิติบัญญัติ ประธาน ร่างรัฐธรรมนูญอินเดีย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ดังที่มีการจัดตั้งพรรคการเมืองคือพรรค กรรมกรอิสระ (Independent Labour Party) การเข้าร่วมเป็นคณะบริหารตามนโยบายของรัฐบาล อังกฤษที่ปกครองอินเดีย และยังสนับสนุนให้กลุ่มจัณฑาลเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง โดยเสนอ แนวคิดใน การสำรองที่นั่งพิเศษทางการเมืองทั้งในสภานิติบัญญัติและรัฐบาลต่อคณะกรรมการเซาท์ เบอร์โรห์ (Southborough Committee) เมื่อค.ศ. 1919 เพื่อให้กลุ่มจัณฑาลมีผู้แทนในสภา อย่างไร ก็ตาม การใช้นโยบายทางการเมืองในการแก้ไขปัญหาให้กลุ่มจัณฑาลนั้นไม่ได้ผลเท่าที่ควรเนื่องจาก ขัดแย้งกับกระแสวัฒนธรรมในสังคม ดร.เอ็มเบ็ดการ์จึงเปลี่ยนการนับศาสนาจากศาสนาพราหมณ์ หรือฮินดูมาเป็นพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งรณรงค์ให้กลุ่มจัณฑาลเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนาโดย เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ. 1956 ดร.เอ็มเบ็ดการ์ พร้อมกลุ่มจัณฑาลประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คนได้ทำพิธี ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะที่เมืองนาคปุระ สรุปผลการวิจัย และอภิปรายผล การพัฒนาสังคมตามแนวคิดทางปรัชญาของดร.บี อาร์ เอ็มเบ็ดการ์ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากประสบการณ์ชีวิตในฐานะผู้เกิดนอกวรรณะ คือเกิดในกลุ่ม จัณฑาลตามการแบ่งชนชั้นในสังคมฮินดูซึ่งได้รับความยากลำบากในการดำเนินชีวิต ประกอบกับการ ได้ศึกษาวิทยาการทั้งด้านการเมืองการปกครองและศาสนา เมื่อดร.เอ็ม เบ็ดการ์เข้ามามีบทบาททาง การเมือง ได้แก่ ดำรงตำแหน่งประธานร่างรัฐธรรมนูญของอินเดีย และรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ก็ได้ ๘ B. R. Ambedkar. Mr. Gandhi and Emancipation of Untouchables. pp. 95-98.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๙ Fundamentals of Social Development เสนอนโยบายที่มีผลต่อการพัฒนาสังคม ได้แก่ การปฏิรูปศาสนาและปฏิรูปสังคม เพื่อยกระดับความ เป็นอยู่ของคนกลุ่มจัณฑาลให้ดีขึ้น แต่ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควรเพราะไม่สามารถแทรกแซงประเพณี วัฒนธรรมของชาวฮินดูได้ ในที่สุดดร.บี. อาร์. เอ็มเบ็ดการ์ จึงได้เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งรณรงค์ให้กลุ่มจัณฑาลเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา ซึ่งดร.บี. อาร์.เอ็มเบ็ดการ์พิจารณา เห็นว่าเป็นศาสนาที่มีคุณลักษณะของความเสมอภาค เสรี และภราดรภาพนั่นเอง การพัฒนาสังคม ตามแนวคิดทางปรัชญาของดร.บี.อาร์. เอ็มเบ็ดการ์ ประกอบด้วยการปฏิรูปศาสนาและการปฏิรูป สังคม การปฏิรูปทั้ง ๒ ด้านนี้มีความสัมพันธ์กัน คือ ศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูเป็น รากฐานของวัฒนธรรมอินเดีย การปฏิรูปศาสนาจะส่งผลให้วิถีชีวิตของประชาชนมีการปรับเปลี่ยน รูปแบบไปจากวัฒนธรรมเดิม ขณะเดียวกันการปฏิรูปสังคม เช่น การร่างรัฐธรรมนูญให้ทุกศาสนามี ความเท่าเทียมและการสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนาก็เป็นการเปิดโอกาสให้ ประชาชนได้เลือกดำเนินชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิมเช่นกัน ในส่วนของการสนับสนุนให้กลุ่ม จัณฑาลมีส่วนร่วมทางการเมืองนั้นก็เป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มพลเมืองที่ขาดโอกาสทางการเมือง เพราะกฎเกณฑ์ทางวัฒนธรรม ได้มีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศ จะเห็นได้ว่าการปฏิรูปทั้ง ๒ ลักษณะ ดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้สอดคล้องกับการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยที่มุ่งเน้นเรื่องสิทธิ หน้าที่ และความเสมอภาค แม้การดำเนินงานของดร.บี.อาร์.เอ็มเบ็ดการ์จะยังไม่ประสบความสำเร็จในระดับ มหัพภาค แต่ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบางภาคส่วนโดยเฉพาะประชากรกลุ่มจัณฑาลที่มีการ เปลี่ยนแปลง ๓ ลักษณะคือ การได้รับโอกาสทางการศึกษา การมีส่วนร่วมทางการเมือง และการมี เสรีภาพในการออกจากขนบวัฒนธรรมเดิม
๑๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๑.๑.๒ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง “... เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเสมือนเสาเข็ม ที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็ม และลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป ...” พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากวารสารชัยพัฒนา ฉบับประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๔๒ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) โดย คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ได้ริเริ่มการสร้างขบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทุกระดับมีความเข้าใจในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนน้อม นำไปใช้เป็นพื้นฐาน และแนวทางในการดำเนินชีวิต“ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ฉบับนี้จัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่สาระสำคัญของแนวคิดและการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับต่าง ๆ ด้วยภาษาที่เข้าใจได้ง่ายโดยจัดทำเป็นฉบับพกพา เพื่อให้สะดวกต่อการนำไปใช้ประโยชน์ในโอกาส ต่าง ๆ สำนักงานฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือเล่มนี้จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการประยุกต์ใช้อันจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้และนำไปปรับใช้ เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตเพื่อให้พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านนำสู่ความก้าวหน้าอย่าง สมดุล มั่นคง และยั่งยืนสืบไป๙ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตและวิถีปฏิบัติที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสชี้แนะแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๓๐ ป และได้ทรง ๙ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง. กลุ่ม งานเศรษฐกิจพอเพียง. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. ธันวาคม ๒๕๕๐ หน้า ๖- ๒๔
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๑ Fundamentals of Social Development เน้นย้ำ แนวทางพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึงความ พอประมาณ ความมีเหตุผลการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีตลอดจน ใช้ความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน ในการดำรงชีวิต การป้องกันให้รอดพ้นจากวิกฤต และให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุก ระดับตั้งแต่ระดับครอบครัวระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนิน ไปใน ทางสายกลางโดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผลรวมถึงความจำเป็นที่ จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี พอสมควรต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต้อง อาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการ วางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎีและนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสมดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และความ รอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้าน วัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะหน่วยงาน หลักในการวางแผนของประเทศตระหนักถึงความสำคัญของแนวคิดดังกล่าว จึงได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ จากสาขาต่าง ๆ มาร่วมกันพิจารณากลั่นกรองพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใน โอกาสต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจพอเพียงสรุปออกมาเป็นนิยามความหมาย “ปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง” จากนั้น สศช. ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำบทความดังกล่าวไป เผยแพร่ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทุกระดับมีความเข้าใจในหลักปรัชญาฯ และใช้เป็นพื้นฐานและ แนวทางในการดำเนินชีวิต ซึ่งทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไข และโปรดเกล้าฯพระราชทานพระบรมรา ชานุญาต ตามที่ขอพระมหากรุณา เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ สศช. ได้อัญเชิญ “ปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นปรัชญานำทางในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๔๕-๒๕๔๙) และฉบับที่ ๑๐ (พ.ศ.๒๕๕๐-๒๕๕๔) รวมทั้งได้เสริมสร้างความเข้าใจไปยัง ภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ เห็นคุณค่าและน้อมนำไปประยุกต์ใช้ในวิถีชีวิตต่อไป “... คนเราถ้าพอในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย
๑๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อมีความโลภน้อย ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิด อันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข ...” พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ องค์ประกอบปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง - ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนับเป็น แนวทางปฏิบัติเพื่อให้ชีวิตดำเนินไปในทางสายกลางที่เหมาะสมสอดคล้องกับวิถีความเป็นอยู่อันเรียบ ง่ายของคนไทย ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับประชาชนทุกระดับทั้งระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กร และระดับประเทศโดยมีคุณลักษณะที่สำคัญดังนี้ • ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีต่อความจำเป็นและเหมาะสมกับฐานะของตนเอง สังคม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่นไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป และต้องไม่ เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น • ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจดำเนินการเรื่องต่าง ๆ อย่างมีเหตุผลตามหลัก วิชาการหลักกฎหมาย หลักศีลธรรมจริยธรรม และวัฒนธรรมที่ดีงาม คิดถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างถ้วน ถี่โดยคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ • ภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงใน ด้าน เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมเพื่อให้สามารถปรับตัวและรับมือได้อย่างทันท่วงที เงื่อนไขสำคัญเพื่อให้เกิดความพอเพียง การตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ต้องอาศัยทั้งเงื่อนไข คุณธรรม หลักวิชา และเงื่อนไขชีวิตเป็นพื้นฐาน • เงื่อนไขคุณธรรม เสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติให้มีความซื่อสัตย์สุจริต รู้รัก สามัคคีไม่โลภ ไม่ตระหนี่และรู้จักแบ่งปันให้ผู้อื่น • เงื่อนไขหลักวิชา อาศัยความรอบรู้รอบคอบและระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้วางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอน • เงื่อนไขชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน มีความเพียร มีสติ และปัญญา บริหารจัดการการ ใช้ชีวิต โดยใช้หลัก วิชาและคุณ ธรรมเป็นแนวทางพื้นฐาน
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๓ Fundamentals of Social Development “... ให้พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ แม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุขถ้าทำได้ ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ.อันนี้ก็ความหมายอีกอย่างของ เศรษฐกิจ หรือระบบพอเพียง ... พอเพียงนี้อาจจะมีมาก อาจจะมีของ หรูหราก็ได้แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น.ต้องให้พอประมาณตาม อัตภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง ...” พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ • การน้อมนำหลักปรัชญาไปปฏิบัติ ทุกคนสามารถนำหลักปรัชญาฯ มาเป็นหลัก ปฏิบัติใน การดำเนินชีวิตได้ ไม่ใช่เฉพาะในหมู่คนจน หรือเกษตรกรโดยต้อง“ระเบิดจากข้างใน” คือการเกิด จิตสำนึกความศรัทธาเชื่อมั่น เห็นคุณค่า และนำไปปฏิบัติด้วยตนเอง แล้วจึงขยายไปสู่ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติต่อไป • ความพอเพียงระดับบุคคลและครอบครัว มุ่งเน้นให้บุคคลและครอบครัวอยู่ร่วมกันอย่างมี ความสุขทั้งทางกายและทางใจ พึ่งพาตนเองอย่างเต็มความสามารถ ไม่ทำอะไรเกินตัว ดำเนินชีวิตโดย ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น รวมทั้งใฝ่รู้และมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อความมั่นคงใน อนาคต และเป็นที่พึ่งให้ผู้อื่นได้ในที่สุด เช่น หาปัจจัยสี่มาเลี้ยงตนเองและครอบครัวจากการ ประกอบ สัมมาชีพ รู้ข้อมูลรายรับ-รายจ่าย ประหยัด แต่ไม่ใช่ตระหนี่ ลด-ละ-เลิก อบายมุข สอนให้เด็ก รู้จัก คุณค่า รู้จักใช้และรู้จักออมเงินและสิ่งของเครื่องใช้ดูแลรักษาสุขภาพ มีการแบ่งปันภายในครอบครัว ชุมชน และสังคมรอบข้าง รวมถึงการรักษาวัฒนธรรม ประเพณีและการอยู่ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม • ความพอเพียงระดับชุมชน คนในชุมชนมีการรวมกลุ่มกันทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายในชุมชนบนหลักของความรู้รักสามัคคีสร้างเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันในชุมชน และนอกชุมชนทั้งด้านเศรษฐกิจสังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การรวมกลุ่มอาชีพ องค์กรการเงินสวัสดิการชุมชน การช่วยดูแลรักษาความสงบความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย รวมทั้งการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชนมาสร้างประโยชน์ได้ อย่างเหมาะสม เพื่อสร้างเสริมชุมชนให้มีความเข้มแข็งและมีความเป็นอยู่ที่พอเพียง • ความพอเพียงในภาคธุรกิจเอกชน เริ่มจากความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่หวัง ผลประโยชน์หรือกำไรในระยะยาวมากกว่าระยะสั้น แสวงหาผลตอบแทนบนพื้นฐานของการแบ่งปัน มุ่งให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสมและเป็นธรรมทั้งลูกค้า คู่ค้า ผู้ถือหุ้น และ
๑๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พนักงานด้านการขยายธุรกิจต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปรวมทั้งต้องมีความรู้และเข้าใจธุรกิจของ ตนเองรู้จักลูกค้า ศึกษาคู่แข่ง และเรียนรู้การตลาดอย่างถ่องแท้ผลิตในสิ่งที่ถนัดและทำตามกำลังสร้าง เอกลักษณ์ที่แตกต่างและพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง มีการเตรียมความพร้อมต่อการ เปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น มีความซื่อสัตย์รับผิดชอบต่อสังคมและป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่ สำคัญต้องสร้างเสริมความรู้และจัดสวัสดิการให้แก่พนักงานอย่างเหมาะสม • ความพอเพียงระดับประเทศ เป็นการบริหารจัดการประเทศ โดยเริ่มจากการวางรากฐาน ให้ประชาชนส่วนใหญ่อยู่อย่างพอมีพอกินและพึ่งตนเองได้ มีความรู้และคุณธรรมในการดำเนินชีวิต มี การรวมกลุ่มของชุมชนหลาย ๆ แห่งเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้สืบทอดภูมิปัญญา และร่วมกันพัฒนาตาม แนวทางเศรฐกิจพอเพียงอย่างรู้รักสามัคคีเสริมสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างชุมชนให้เกิดเป็นสังคม แห่งความพอเพียงในที่สุด การประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในด้านต่าง ๆ ด้านเศรษฐกิจ ไม่ใช้จ่ายเกินตัว ไม่ลงทุนเกินขนาด คิดและวางแผนอย่างรอบคอบ ภูมิคุ้มกัน ไม่เสี่ยงเกินไป ด้านจิตใจ มีจิตใจเข้มแข็ง มีจิตสำนึกที่ดีเอื้ออาทรเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่า ประโยชน์ส่วนตัว ด้านสังคมและวัฒนธรรมช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รู้รักสามัคคี สร้างความเข้มแข็งให้ ครอบครัวและชุมชน รักษาเอกลักษณ์ ภาษา ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมไทย ด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม จักใช้และจัดการอย่างฉลาดและรอบคอบ ฟื้นฟู ทรัพยากรเพื่อให้เกิดความยั่งยืน และคงอยู่ชั่วลูกหลาน ด้านเทคโนโลยี รู้จักใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการและ สภาพแวดล้อมพัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาชาวบ้าน การน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในทุกภาคส่วนของสังคมอย่างจริงจัง จะส่งผลให้การพัฒนาประเทศก้าวหน้าไปอย่างสมดุล มั่นคง และยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง ในทุกด้าน ทั้งด้านชีวิต เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อ และเทคโนโลยีอันจะนำไปสู่ “ความอยู่ เย็นเป็นสุขร่วมกัน ในสังคมไทย” ๑.๒ แนวคิดทฤษฎีพัฒนาสังคม ทฤษฎีสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาประเทศ / ชุมชนท้องถิ่น - ทฤษฎีสังคมศาสตร์ มี ความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศและชุมชนท้องถิ่นเป็นอย่างยิ่ง เพราะสามารถนำมาใช้เป็นแนวทาง ในการดำเนินงานตามกระบวนการพัฒนาชุมชนได้ทุกขั้นตอน คือ การศึกษาชุมชน การวิเคราะห์ ปัญหา และความต้องการของชุมชน การวางแผนและโครงการ การดำเนินงานพัฒนา การประเมินผล
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๕ Fundamentals of Social Development และการทบทวนเพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น ทำให้การพัฒนาชุมชนท้องถิ่น มีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ต้องการ๑๐ ทฤษฎีการพัฒนาแบบผสมผสานเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น - นักสังคมศาสตร์ในยุค ปัจจุบัน ได้เสนอให้ศึกษาวิเคราะห์แบบสหวิทยาการ คือ นำทฤษฎีในสาขาวิชาการต่าง ๆ มา ผสมผสานกันในลักษณะการสังเคราะห์ เพื่อให้ได้แนวทางในการพัฒนาที่หลากหลายและน่าเชื่อถือ สามารถนำไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผู้เขียนขอนำทฤษฎี ๓ ทฤษฎี ดังนี้ ๑.๒.๑ ทฤษฎีความจำเป็นพื้นฐาน ทฤษฎีความจำเป็นพื้นฐาน (Basic Needs Theory) เป็นทฤษฎีที่เสนอโดย องค์การกรรมกร ระหว่างประเทศ (International Labour Organization) เมื่อปี ค.ศ. 1976 รายละเอียด ดังนี้ ๑.๑ จุดมุ่งหมายของการพัฒนา คือ การตอบสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชนที่เป็น กลุ่มเป้าหมายทั้งความต้องการทางด้านวัตถุและด้านจิตใจ เป็นความต้องการของประชาชนในชุมชน ตามความเป็นจริง โดยใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีภายในประเทศเป็นหลัก ๑.๒ กระบวนการวาง แผนพัฒนา ควรดำเนินการ ดังนี้ คัดเลือกโครงการผลิตสินค้าและบริการที่สนองความต้องการจำเป็น ขั้นพื้นฐานเป็นลำดับแรก โครงการดังกล่าวต้องรีบดำเนินการอย่างเร่งด่วนโดยใช้กลวิธีคัดเลือก กลุ่มเป้าหมายชัดเจน และการกระจายอำนาจในการวางแผนสู่ชุมชน เพื่อให้ประชาชนพึ่งตนเองได้ใน อนาคต เพื่อให้ประชาชนพึ่งตนเองได้ในอนาคต ๑.๓ ข้อควรพิจารณาในการวางแผน ดังนี้ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตสินค้าและบริการ เพื่อให้กระจายไปถึงคนยากจน รัฐควรเปิดโอกาสให้ ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของตนเอง ต้องเพิ่มความสำคัญในการพัฒนาชนบทและสาขา การผลิตภาคเกษตรกรรมให้มากขึ้น และต้องตอบสนองความต้องการของชาวชนบทด้วยการกระจาย ระบบสินเชื่อ การเกษตร ปุ๋ย น้ำและพลังงานอื่น ๆ พยายามพัฒนาเทคโนโลยีให้เหมาะสม คือ ราคา ถูก ประหยัด มีประสิทธิภาพ ใช้งานง่ายเหมาะสมกับเงื่อนไขทางสังคม วัฒนธรรม สภาพภูมิอากาศ และสร้างวัสดุอุปกรณ์ที่มีอยู่ในชุมชนท้องถิ่น และมีการพัฒนาอย่างรอบด้านหรือเป็นการพัฒนาแบบ ผสมผสาน และ ๑.๔ การนำทฤษฎีไปใช้ในการพัฒนาชุมชน ได้ดังนี้ ทฤษฎีความจำเป็นพื้นฐานมี จุดมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน โดยให้คนได้รับสิ่งที่จำเป็นขั้นพื้นฐานทั้งทางวัตถุและ จิตใจ เน้นให้ความสำคัญต่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและเศรษฐกิจภาคเกษตรกรรม เพราะมี ประชาชนมากและยากจน และทฤษฎี ยังเชื่อว่า การวางแผนที่ดีเป็นสิ่งที่ทำให้การพัฒนาประเทศ ประสบความสำเร็จและต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการวางแผนด้วย ๑.๒.๒ ทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๑๐ สนธยา คุณศรี. ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชุมชน. (พิมพ์ครั้งที่ ๔). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์โอเดียนส, (๒๕๔๕). หน้า ๑๕๐
๑๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชกระแสให้มูลนิธิชัยพัฒนา ทดลองการเกษตรทฤษฎี ใหม่ เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๓๑ ในที่ดินซึ่งติดกับวัดมงคลชัยพัฒนา ตำบลห้วยบง อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี มีเนื้อที่ประมาณ ๑๕ ไร่ ที่ดินมีสภาพแห้งแล้ง ขาดธาตุอาหาร โดยใช้หลักการประสานงานระหว่าง “ชาวบ้าน” “วัด” และ “ราชการ” เรียกย่อ ๆ ว่า “บวร” ทรงให้วัดเป็นศูนย์กลางประสานความ ร่วมมือ เพื่อให้รู้จักสามัคคีช่วยเหลือกันในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นนั่นเอง เกษตรทฤษฎีใหม่มี ๓ ขั้นตอน ดังที่ สนธยา คุณศรี๑๑ ได้อธิบายไว้ ดังนี้ ขั้นที่ ๑ มุ่งเน้นให้เกษตรกรรายย่อย ซึ่งมีที่ทำกินไม่เกิน ๑๕ ไร่ มีการผลิตที่พอเพียงเลี้ยง ตนเองได้ โดยที่ดินจำนวน ๑๕ ไร่ ควรมีการใช้ที่ดิน ดังนี้ การเกษตร ๑๐ ไร่ คือ นา ๕ ไร่ พืชไร่ ไม้ผล และอื่น ๆ ๕ ไร่ สระน้ำ ๓ ไร่ ลึก ๔ เมตร ที่อยู่อาศัยและอื่น ๆ ๒ ไร่ ขั้นที่ ๒ ให้เกษตรกรรวมพลังใน รูปแบบของกลุ่มและสหกรณ์ คือ การผลิต เช่น พันธ์พืช การเตรียมดิน ชลประทาน เป็นต้น การตลาด เช่น ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว เป็นต้น การเป็นอยู่ เช่น กะปิ น้ำปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น สวัสดิการ เช่น สาธารณสุข แหล่งเงินทุน เป็นต้น การศึกษา เช่น โรงเรียน ทุนการศึกษา เป็นต้น และ สังคมและศาสนา และขั้นที่ ๓ เป็นขั้นตอนที่ต่อเนื่องจากขั้นที่สอง เมื่อกิจการเจริญเติบโตขึ้น กลุ่ม เกษตรกรก็ควรดำเนินธุรกิจขนาดย่อมได้ โดยขอความร่วมมือสนับสนุน เช่น จัดตั้งและบริหารโรงสี ชุมชน จัดตั้งและบริหารร้านสหกรณ์ การลงทุน และการพัฒนาคุณภาพชีวิต แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น แนวคิดในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นที่เด่นชัดและเป็นรูปธรรมของประเทศไทย คือ แนวคิด ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระราชดำรัสแก่พสกนิกร ชาวไทยนับตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๑๗ เป็นต้นมา แต่รัฐบาลไทยในอดีตยังไม่เข้าใจและเห็น ความสำคัญดังกล่าว ก็ต่อเมื่อประเทศไทยได้รับบทเรียนราคาแพงจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้ง ใหญ่ของประเทศก็ว่าได้ ในยุคภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ (Economic Bubble หรือ Bubble Economy) หรือต้มยำกุ้ง ในปี ๒๕๔๐ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของไทยดังกล่าว นักวิชาการ ที่มีชื่อเสียง เช่น ศ.นพ.ประเวศ วะสี ศ.เสน่ห์ จามริก ศ.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และ ศ.อภิชัย พันธเสน เป็นต้น ได้เชื่อมโยงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับวัฒนธรรมชุมชน ด้านสำนักงานคณะกรรมการ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิทางเศรษฐศาสตร์และสาขาต่าง ๆ มาร่วมกัน ประมวลเพื่อบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๔๕ - ๒๕๔๙) เป็นต้นมาจนถึงแผนฯ ปัจจุบัน เศรษฐกิจพอเพียง แปลว่า พึ่งพาตนเองได้ ซึ่งไม่ได้แปลว่าไม่ต้องพึ่ง ใคร เป็นการพอเพียงทางปัญญา พอเพียงทางจิตใจ พอเพียงทางสิ่งแวดล้อม พอเพียงทางสังคม ทาง ๑๑ สนธยา คุณศรี. ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชุมชน (พิมพ์ครั้งที่ ๔). กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, (๒๕๔๕). หน้า. ๑๕๐
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๗ Fundamentals of Social Development สุขภาพพร้อมกันหมด ดังนั้นเศรษฐกิจพอเพียงคือ “ชีวิตที่พอเพียง” คือ การกินเป็น อยู่เป็น ใช้เป็น คือ กินพอดี อยู่พอดี ใช้พอดี และมีความสุข “เศรษฐกิจแบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า ... อุ้มชูตัวเองได้” พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ เมื่อ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐ เสรี พงศ์พิศ๑๒ อธิการบดีสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน เป็นนักวิชาการอีกท่านหนึ่งที่มี ประสบการณ์ในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นร่วม ๓๐ ปี ผู้เขียนได้สรุปวิเคราะห์งานเขียนของท่านในเรื่อง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ชุมชนท้องถิ่นนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและจัดการชุมชนของตนเอง ซึ่งเศรษฐกิจพอเพียง มี ๓ องค์ประกอบสำคัญ คือ ความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี รายละเอียดดังนี้ ประการแรก ชุมชนพอประมาณ ประกอบด้วย ๑. พอดี พองาม คือ กินพอดี อยู่พอดี มี คุณธรรม มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในชุมชน ระหว่างคนกับธรรมชาติ เป็นต้น ๒. ความเรียบ ง่าย คือ ความจำเป็นหรือความต้องการ คุณค่าหรือมูลค่าและความร่วมมือหรือการแข่งขัน เช่น การ จัดงานต่าง ๆ สูญเสียงบประมาณเกินตัวหรือไม่ ถูกครอบงำจากการบริโภคนิยมหรือไม่ ร่วมกันทำงาน กลุ่มหรือวิสาหกิจชุมชนหรือไม่ เป็นต้น และ ๓. คุณธรรม คือ ความสมดุล จิตอาสาเพื่อส่วนรวม และ ปัญญา ความกล้าหาญ ความเพียรทน เช่น มีอบายมุขในชุมชนมากไป แก้ไขปัญหาความขัดแย้งใน ชุมชนไม่ได้ งบประมาณก่อสร้างถนนหนทางน้อยไป แทนที่จะเน้นทางด้านการศึกษา สุขภาพและ สิ่งแวดล้อม เป็นต้น ประการที่ ๒ ชุมชนมีเหตุผล ประกอบด้วย ๑. ชุมชนเรียนรู้ ชุมชนเข้มแข็ง คือ รู้ว่าอยู่ใน ยุคสังคมความรู้ รู้ปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของชุมชน เช่น เชื่อหรือไม่ว่า วันนี้ความรู้สำคัญ และจำเป็นที่สุด เพื่ออยู่รอดและมีชีวิตที่ดี ทราบไหมว่าวันนี้โลกผ่านเลยยุคเกษตรและยุค อุตสาหกรรมมาแล้ว ยุคเกษตรข้าวเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าไม่มีก็อยู่ไม่ได้ ในยุคอุตสาหกรรม ถ้าไม่มีเงิน ก็อยู่ไม่ได้ วันนี้เราผ่านเลยสองยุคนั้นมาแล้ว เป็นยุคที่คนไม่มีความรู้อยู่ไม่ได้ถึงอยู่ได้ก็ถูกเขาโกง เขา หลอก ถูกเขาเอาเปรียบและถูกครอบงำได้ง่าย เป็นต้น ๒. เรียนรู้จักตัวเอง คือ เรียนรู้จักรากเหง้า และเรียนรู้เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น เชื่อหรือไม่ว่าคนไม่มีรากเหง้าจะถูกเขาครอบงำและกำหนด อนาคตให้หมดเลย มีข้อมูลและการเรียนรู้เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นในรายละเอียดมากน้อยเพียงใดใน ชุมชน เป็นต้น ๓. เรียนรู้จักปัญหาและทรัพยากร คือ เรียนรู้หนี้สิน รู้ค่าใช้จ่ายของชุมชน สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ทรัพยากรของชุมชน เช่น รู้จักปัญหาของชุมชนอย่างถ่องแท้ มีข้อมูลและแนวทางแก้ไข ปัญหาเรื่องหนี้สินของชุมชน และมีข้อมูลเกี่ยวกับทุนของชุมชน ได้แก่ ทุนทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า พืช สัตว์ จุลินทรีย์แร่ธาตุ ความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นต้น และ ๔. แผนแม่บทชุมชน คือ แผนชีวิต ๑๒ เสรี พงศ์พิศ, วิถีสู่ชุมชนพอเพียง. กรุงเทพฯ: เจริญวิทย์การพิมพ์, (๒๕๕๔), หน้า. ๑๕๐
๑๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แผนยุทธศาสตร์ แผนแยกย่อยแต่บูรณาการ แผนการพึ่งพาตนเองและการสร้างเครือข่าย เช่น มีแผน แม่บทชุมชน ซึ่งเป็นแผนชีวิต แผนเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนหรือไม่ มีแผนการทำกิน ทำใช้ เพื่อ ทดแทนการซื้อขายจากตลาดหรือไม่อะไรบ้าง เป็นต้น ประการที่ ๓ ชุมชนมีภูมิคุ้มกันที่ดี ประกอบด้วย ๑. ระบบการบริหารจัดการที่ดี คือ การ จัดการชุมชน การจัดการองค์กร และการจัดการทรัพยากร เช่น ชุมชนมีคณะผู้นำที่ดี มีคุณธรรม บริหารจัดการอย่างโปร่งใส่ ตรวจสอบได้หรือไม่ กลุ่มต่าง ๆ ในชุมชน มีการบริหารจัดการอย่าง โปร่งใส มีประสิทธิภาพหรือไม่เพียงใด ทั้งกลุ่มแม่บ้านทำวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตร กลุ่มเยาวชนฯลฯ ๒. ระบบการผลิต การแปรูป การตลาด คือ วิสาหกิจชุมชน เครือข่าย เช่น มีการนำแผนแม่บทชุมชน มาปฏิบัติ ทำให้เกิดระบบการผลิต การแปรรูป การตลาด หรือไม่อย่างไร มีการทำแชมพู สบู่ ครีม น้ำยาล้านจาน เพื่อใช้ในชุมชนบ้างหรือไม่ มีการดำเนินงานแบบเครือข่ายกับชุมชนอื่นหรือองค์กรอื่น นอกชุมชนหรือไม่ เป็นต้น ๓. ระบบทุนนิยม คือ การออม กองทุนและสวัสดิการ และโครงการรวม พลัง เช่น มีระบบการออมอย่างไร มีกลุ่มออมทรัพย์หรือธนาคารหมู่บ้านหรือไม่ มีสถาบันการเงินใน ชุมชนหรือไม่ มีการออมอย่างอื่นอีกหรือไม่ เช่น ธนาคารข้าว ธนาคารน้ำ ธนาคารควาย ธนาคาร ต้นไม้หรือพันธุ์ไม้ เป็นต้น ๔. ระบบทรัพยากร สิ่งแวดล้อมและพลังงาน คือ ดิน น้ำ ป่า แร่ธาตุ จุลินทรีย์ และพลังงานทางเลือก เช่น มีการใช้สารเคมีในชุมชนมากน้อยเพียงใด มีการกำจัดขยะ อย่างไร มีการบวชป่า สืบชะตาแม่น้ำหรือไม่อย่างไร เป็นต้น และ ๕. ระบบสุขภาพ คือ การป้องกัน และการดูแลรักษา เช่น มีการส่งเสริมการทำน้ำยาสมุนไพรบำรุงสุขภาพหรือไม่ มีการเรียนรู้เรื่องการ กินอยู่ที่ถูกต้องและช่วยให้สุขภาพดีหรือไม่ เช่น กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นยา กินกล้วยน้ำหว้าเป็น ยาบำรุง กินผลไม้ และออกกำลังกาย มีการตั้งเป้าหมาย “ชุมชนสุขภาพดี” หรือไม่ และถ้ามี ได้วาง ยุทธวิธีไว้อย่างไรให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว เป็นต้น ตัวชี้วัดชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง - กรอบเกณฑ์นี้มาจากแนวคิด ๓ ขั้นของการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือหลักการ 3S คือรอด (Survived) พอเพียง (Sufficient) และยั่งยืน (Sustainable) ดังที่เสรี พงศ์ พิศ๑๓ ได้อธิบายไว้ ดังนี้ ๑. กรอบความรอด ประกอบด้วย กรอบตัวที่ ๑ ความยากจน มีตัวชี้วัด ได้แก่ มีปัจจัย ๔ ที่ จำเป็นในการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง กรอบตัวที่ ๒ หนี้สิน มีตัวชี้วัด ได้แก่ หนี้ในและนอกระบบ มี วิธีการจัดการหนี้อย่างไร เป็นต้น กรอบตัวที่ ๓ อาชีพรายได้ มีตัวชี้วัด ได้แก่ มีอาชีพมั่นคง มีรายได้ มากกว่า ๔๐ บาทต่อวัน และหาอาหารจากธรรมชาติหรือผลิตอาหารกินเองได้จากที่ดินของตนเอง เป็นต้น กรอบตัวที่ ๔ สวัสดิการความมั่นคง มีตัวชี้วัด ได้แก่ ผู้สูงอายุมีคนดูแลเท่าที่ควรได้รับ มีกลุ่ม ออมทรัพย์ต่าง ๆ ในหมู่บ้าน มีการรวมกลุ่มทำร้านค้าชุมชน หรือวิสาหกิจชุมชนเป็นต้น กรอบตัวที่ ๕ ทรัพยากร มีตัวชี้วัด ได้แก่ มีการใช้สารเคมีในชุมชนหรือไม่ ขาดแคลนแหล่งน้ำ สำหรับบริโภคอุปโภค ๑๓ เสรี พงศ์พิศ. ปฏิรูปสังคมไทย. กรุงเทพฯ: เจริญวิทย์การพิมพ์, (๒๕๕๓), หน้า. ๑๓๔ - ๑๔๙
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๙ Fundamentals of Social Development แหล่งน้ำเน่าเสีย ป่าที่ใช้เป็นที่ทำกินเสื่อมสภาพหมดแล้ว เป็นต้น กรอบตัวที่ ๖ ครอบครัวชุมชน มี ตัวชี้วัด ได้แก่ ครอบครัวอบอุ่นอยู่ร่วมกัน ชุมชนพึ่งพาอาศัยกัน ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง (เก่งและดี) มี ธรรมาภิบาลที่ดีในชุมชน มีกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆ สำหรับเด็ก เยาวชนและผู้สูงอายุ เป็นต้น ๒. กรอบความพอเพียง ประกอบด้วย กรอบตัวที่ ๑ ปัจจัยพื้นฐาน ตัวชี้วัด ได้แก่ ชุมชน ผลิตอาหารเลี้ยงตนเองได้อย่างเพียงพอ มีการจัดการตลาดในชุมชน โดยเอาผลผลิตท้องถิ่นมา จำหน่ายในชุมชน ชุมชนเข้าถึงการบริการสุขภาพได้ดี มีที่ทำกิน และมีแหล่งอาหารในธรรมชาติพอให้ หาได้ เป็นต้น กรอบตัวที่ ๒ เศรษฐกิจ ตัวชี้วัด ได้แก่ หนี้นอกระบบดอกเบี้ยสูง มีทางออกและลดลง การจัดการกองทุนหมู่บ้าน ๑ ล้านบาท การจัดการกลุ่มออมทรัพย์ การจัดการกลุ่มอาชีพต่าง ๆ วิสาหกิจชุมชน เป็นต้น กรอบตัวที่ ๓ การเรียนรู้ ตัวชี้วัด ได้แก่ มีแผนแม่บทชุมชน การทำบัญชี ครัวเรือน มีการทำประชาคม และการศึกษาเรียนรู้ดูงาน เป็นต้น กรอบตัวที่ ๔ การจัดการ ตัวชี้วัด ได้แก่ มีการจัดการ ดิน น้ำ ป่า ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบมีการจัดการผลผลิตเพื่อการบริโภค ในท้องถิ่นที่เหลือนำไปจำหน่ายนอกชุมชน การจัดการสุขภาพเป็นต้น กรอบตัวที่ ๕ สวัสดิการความ มั่นคง ตัวชี้วัด ได้แก่ มีสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุและเด็กเล็กมีกลุ่มออมทรัพย์และสวัสดิการต่าง ๆ ชาวบ้านเป็นสมาชิกสหกรณ์ มีการรวมกลุ่มทำร้านค้าชุมชน เป็นต้น กรอบตัวที่ ๖ ชุมชนเข้มแข็ง ตัวชี้วัด ได้แก่ ครอบครัวอบอุ่นอยู่ร่วมกัน ชุมชนพึ่งพาอาศัยกัน มีกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆ สำหรับผู้สูงอายุ และเด็กพร้อมกับเยาวชน และมีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง (เก่งและดี) เป็นต้น ๓. กรอบความมั่นคง ประกอบด้วย กรอบตัวที่ ๑ การเรียนรู้ ตัวชี้วัด ได้แก่ มีกระบวนการ แผนแม่บทชุมชนโดยชุมชนมีกระบวนการทำยุทธศาสตร์ที่ชุมชนมีส่วนร่วม มีศูนย์เรียนรู้ภายในชุมชน หรือในตำบล เช่น หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ธกส. เป็นต้น กรอบตัวที่ ๒ การจัดการเพื่อการ พึ่งตนเอง ตัวชี้วัด ได้แก่ ตำบลผลิตอาหารพอเพียงสำหรับคนในตำบล ตำบลสามารถผลิตพลังงาน ทางเลือกได้ มีการจัดการทุนทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ มีการจัดการผลิต การบริโภคหลายอย่าง แบบวิสาหกิจชุมชน มีการจัดการเกษตรแบบผสมผสาน และมีการจัดการแบบธรรมาภิบาลโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่กินตามน้ำ ทวนน้ำ เป็นต้น กรอบตัวที่ ๓ ระบบเกษตร ตัวที่ชัด ได้แก่ มีการพัฒนาค ลัสเตอร์การเกษตร (มีกิจกรรมเป็นชุดเกื้อกูลกัน เช่น เกษตรผสมผสาน การมีโรงสีชุมชน การเลี้ยง สัตว์ การใช้แกลบไปทำพลังงาน และโยงไปสู่กิจกรรมอื่น ๆ) มีการส่งเสริมการทำนาอย่างเป็นระบบมี ประสิทธิภาพ อินทรีย์ชีวภาพ ไม่ใช้สารเคมีมีการส่งเสริมวิธีการจัดการดิน น้ำผลผลิตอย่างมี ประสิทธิภาพ และมีการดำเนินเพื่อให้ชุมชนมีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการทำนาอย่างมีประสิทธิภาพ (ชลประทาน อ่างเก็บน้ำ โรงงาน ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพฯลฯ) เป็นต้น กรอบตัวที่ ๔ ระบบพลังงานและ สิ่งแวดล้อม ตัวชี้วัด ได้แก่ มีการให้ข้อมูลการเรียนรู้แก่ชุมชน โครงการพลังงานทางเลือก แสงอาทิตย์ ลม น้ำ พืช ขยะ มูลสัตว์ฯลฯ มีการทำธนาคารขยะ การกำจัดขยะอย่างเป็นระบบ แยกขยะรีไซเคิล (ปุ๋ย พลังงาน แปรรูป) มีการใช้สารเคมีน้อยลงและใช้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น ใช้อย่างรับผิดชอบต่อ