The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พื้นฐานสำหรับการพัฒนาสังคม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

พื้นฐานสำหรับการพัฒนาสังคม

พื้นฐานสำหรับการพัฒนาสังคม

๒๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ชุมชน (ไม่ปล่อยของเสีย ขยะ สารเคมีลงไปในน้ำหรือทิ้งตามที่สาธารณะ เป็นต้น กรอบตัวที่ ๕ ระบบ วิสาหกิจชุมชน ตัวชี้วัด ได้แก่ มีการรวมกลุ่มกันทำวิสาหกิจชุมชนหลากหลายรูปแบบ เพื่อการผลิต การบริโภค การจัดการทุนต่าง ๆ ของชุมชน มีการเรียนรู้ให้เข้าใจว่า วิสาหกิจชุมชนคืออะไรต่างจาก ธุรกิจชุมชนอย่างไร มีเป้าหมายคือการพึ่งตนเอง มีองค์ประกอบ ๗ อย่างที่สำคัญ และมีการพัฒนา วิสาหกิจชุมชนอย่างเป็นคลัสเตอร์ เช่น การเกษตร สุขภาพ และการท่องเที่ยวมีการเรียนรู้การผลิต เพื่อพึ่งตัวเอง เช่น การเลี้ยงปลาดุก เลี้ยงกบคอนโด เลี้ยงไก่ เป็ด สุกรฯลฯ และมีเครือข่ายวิสาหกิจ ชุมชนในระดับตำบล เป็นต้น กรอบตัวที่ ๖ ระบบทุน ตัวชี้วัด ได้แก่ มีกลุ่มออมทรัพย์ที่เข้มแข็งใน ชุมชนส่วนใหญ่ มีการรวมกลุ่มเป็นเกษตรกรหรือเป็นสมาชิกสหกรณ์ในระดับอำเภอหรือจังหวัด มี ระบบการจัดการทุนหลากหลาย (ธนาคารชุมชน สถาบันการเงินของชุมชน กองทุนสวัสดิการฯลฯ เป็นต้น กรอบตัวที่ ๗ ระบบสุขภาพ ตัวชี้วัด ได้แก่ มีข้อมูลสุขภาพของชุมชน การกิน การอยู่ การ ทำงาน การออกกำลังกาย การป้องกันโรค มีระบบการให้การศึกษา เรื่อง สุขภาพชุมชนที่ดีพอ มีการ ส่งเสริมอาหารสุขภาพด้วยการให้ข้อมูล และส่งเสริมการปลูก การเลี้ยง การบริโภค (ข้าวกล้อง ผัก ปลา ปลอดสารเคมี) และมีสิ่งแวดล้อมชุมชนที่เอื้อต่อสุขภาพ ดิน น้ำ อากาศไม่เป็นพิษ อาชีพเกษตร ที่เน้นอินทรีย์ชีวภาพ เป็นต้น กรอบตัวที่ ๘ ระบบสวัสดิการ ตัวชี้วัด ได้แก่ ชุมชนรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินมีระบบสวัสดิการสำหรับเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และคนในชุมชน นอกจากนี้มี ระบบช่วยเหลือคนที่เป็นหนี้สินทั้งที่หาทางออกไม่ได้ และพอมีทางออก แต่ต้องการความช่วยเหลือ เป็นต้น ๑.๒.๓ โมเดล “ประเทศไทย ๔.๐” เป็นสิ่งที่ท้าทายรัฐบาลปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง โดยการนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คสชฺ.) ที่จะนำพาพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะคน ยากจนที่มากที่สุดในประเทศ ให้หลุดพ้นจากวงจรอุบาท์ คือ “โง่ จน เจ็บ” ไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนเป็นหลัก ซึ่งเป็นเป้าหมายพื้นฐานของ การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเป็นลำดับแรก เพื่อให้ประชาชน “กินดี อยู่ดี มีความสุข” ชุมชนท้องถิ่นต้อง พึ่งตนเองได้ ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง “พออยู่ พอกิน พอใช้พอเพียง” เหลือกิน เหลือใช้ก็นำไปขาย มีการรวมกลุ่มกันทำวิสาหกิจชุมชน โดยได้มาจากแผนแม่บทชุมชน เพื่อชุมชน โดยชุมชนจัดกระบวนการเรียนรู้จากความต้องการพัฒนาของคนในชุมชนเอง “การเรียนรู้ คือหัวใจ เป้าหมายคือการพึ่งตนเอง” การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นผู้เขียนมีความคิดขอเสนอแนะไว้ ๘ ดี ดังนี้ “น้ำ ไหลดี ไฟสว่างดี ถนนหนทางดี สิ่งแวดล้อมดี การศึกษาดี อนามัยดี อาชีพดีและวัฒนธรรมประเพณีดี” ต้องการเห็นประเทศไทย โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นที่เป็นรากหญ้าสำคัญของประเทศ เกิดการพัฒนาทั้ง


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๑ Fundamentals of Social Development ทางวัตถุและจิตใจ ควบคู่กันไป ตามภารกิจของรัฐบาลที่ว่า “ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ขับเคลื่อน ตามกลไกประชารัฐ๑๔ ๑.๓ มาตรการการพัฒนาสังคม ยุทธศาสตร์ชาติได้กำหนดเป้าหมายการขับเคลื่อนการพัฒนาให้ประเทศเจริญก้าวหน้าไปใน อนาคต ซึ่งทรัพยากรมนุษย์เป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับการพัฒนาประเทศในทุกมิติไปสู่ เป้าหมายการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วที่ขับเคลื่อนโดยภูมิปัญญาและนวัตกรรมในอีก ๒๐ ปีข้างหน้า อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่มีสัดส่วนประชากรวัยแรงงานและวัยเด็กที่ลดลงและ ประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะทำให้การพัฒนาประเทศในมิติ ต่าง ๆ มีความท้าทายเพิ่มมากขึ้น ทั้งในส่วนของเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในการจัด สวัสดิการเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้น การลงทุนและการออม การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของ ประเทศ ความมั่นคงทางสังคม การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นประเด็น ท้าทายต่อการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว โดยปัจจุบัน โครงสร้างประชากรไทยกำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมสูงวัย และจะเปลี่ยนแปลง อย่างสมบูรณ์ในช่วงปี๒๕๖๔ ซึ่งทำให้ประชากรวัยแรงงานจะมีจำนวนสูงสุดและเริ่มลดลงอย่าง ต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ อัตรา การเจริญพันธุ์รวมของประชากรไทยในปี ๒๕๖๑ อยู่ที่ ๑.๕๘ ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทน นอกจากนี้ กลุ่มวัยต่าง ๆ ยังคงมีปัญหาและความท้าทายในแต่ละกลุ่ม อาทิ โภชนาการในกลุ่มเด็กปฐมวัย ความสามารถทางเชาว์ปัญญา และความฉลาดทางอารมณ์ของกลุ่มวัยรุ่น ผลิตภาพแรงงานต่ำในกลุ่ม วัยแรงงาน และปัญหาสุขภาพของกลุ่มผู้สูงอายุ เป็นต้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการวางรากฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศอย่างเป็น ระบบโดยจำเป็นต้องมุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพมนุษย์ สร้างความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวไทยซึ่งเป็นหน่วยที่ย่อยที่สุดเพื่อให้สามารถเป็นพลังในการ ขับเคลื่อนช่วยเหลือสังคม พัฒนาและยกระดับคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ ดี เก่ง และมีคุณภาพพร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่ง “คนไทย ในอนาคตจะต้องมีความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา มีพัฒนาการที่ดีรอบด้านและมีสุขภาวะที่ดีในทุก ช่วงวัย มีจิตสาธารณะ รับผิดชอบต่อสังคมและผู้อื่น มัธยัสถ์ อดออม โอบอ้อมอารี มีวินัย รักษา ๑๔ วงศ์สถิตย์ วิสุภี, ดร. บทบาทชุมชนท้องถิ่นกับการขับเคลื่อนสู่โมเดลประเทศไทย 4.0./The role of local communities to propel Thailand to model 4.0. อาจารย์ประจำ บัณฑิตศึกษา สถาบันการ เรียนรู้เพื่อปวงชน. [ออนไลน์] แหล่งที่มา https://www.sites.google.com/a/life.ac.th/main/bthkhwamwichakar?tmpl= %2Fsystem %2Fapp%2Ftemplates%2Fprint%2F&showPrintDialog=1 [๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๐.]


๒๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ศีลธรรม และเป็นพลเมืองดีของชาติ มีหลักคิดที่ถูกต้อง มีทักษะที่จำเป็นในโลกอนาคต สามารถใช้ ภาษาไทยได้ดี มีทักษะสื่อสารภาษาอังกฤษและภาษาที่ ๓ รวมทั้งอนุรักษ์ภาษาท้องถิ่น มีนิสัยรักการ เรียนรู้และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต สู่การเป็นคนไทยที่มีทักษะสูง เป็นนักพัฒนา เทคโนโลยีระดับสูงและนวัตกร นักคิด ผู้ประกอบการ เกษตรกรยุคใหม่และอื่น ๆ โดยมีสัมมาชีพตาม ความถนัดของตนเอง” แผนแม่บทและมาตรการ๑๕ ประเด็นศักยภาพคนสังคมตลอดช่วงชีวิต ได้กำหนดแผนย่อยไว้ ๕ แผนย่อย เพื่อพัฒนาและยกระดับทรัพยากรมนุษย์ในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เต็มศักยภาพและ เหมาะสม ดังนี้ ๑) มาตรการการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพมนุษย์ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ โดยจำเป็นต้องมุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับคนในทุกมิติและใน ทุกช่วงวัยให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ดี เก่ง และมีคุณภาพพร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไป ข้างหน้าได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งจำเป็นต้องมีการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและ เสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์อย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน สังคม และการมี ระบบและกลไกรองรับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพ ๒) มาตรการการพัฒนาเด็กตั้งแต่ช่วงการตั้งครรภ์จนถึงปฐมวัย โดยจัดให้มีการเตรียมความ พร้อมให้แก่พ่อแม่ก่อนการตั้งครรภ์ พร้อมทั้งส่งเสริมอนามัยแม่และเด็กตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ส่งเสริม และสนับสนุนให้โรงพยาบาลทุกระดับดำเนินงานตามมาตรฐานงานอนามัยแม่และเด็กสู่มาตรฐาน โรงพยาบาลและบริการสุขภาพ ส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และสารอาหารที่จำเป็น ต่อสมองเด็ก การกระตุ้นพัฒนาการสมอง และการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีพัฒนาการที่สมวัยทุกด้าน ๓) มาตรการการพัฒนาช่วงวัยเรียน/วัยรุ่น จัดให้มีการพัฒนาทักษะความสามารถที่สอดรับ กับทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ โดยเฉพาะทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ความสามารถในการ แก้ปัญหาที่ซับซ้อน ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น จัดให้มีการพัฒนาทักษะด้านภาษา ศิลปะ ทักษะด้านดิจิทัล และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีที่สอดคล้องกับความสามารถ ความ ถนัดและความสนใจ จัดให้มีการพัฒนาทักษะในการวางแผนชีวิตและวางแผนการเงิน ตลอดจนทักษะ การเรียนรู้ที่เชื่อมต่อกับโลกการทำงาน จัดให้มีการเรียนรู้ทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการ ของประเทศและทักษะชีวิตที่สามารถอยู่ร่วมและทำงานภายใต้สังคมที่เป็นพหุวัฒนธรรม ส่งเสริมและ สนับสนุนระบบบริการสุขภาพและอนามัยที่เชื่อมต่อกันระหว่างระบบสาธารณสุขกับโรงเรียนหรือ ๑๕ สำนักนบายและแผน. แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (๑๑) การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วง ชีวิต (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐). [ออนไลน์] แหล่งที่มา. http://nscr.nesdb.go.th/wp-content/uploads/2019/ 04/11 -ศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต.pdf. [เข้าถึง ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๓].


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๓ Fundamentals of Social Development สถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านความฉลาดทางเชาวน์ปัญญาและความฉลาดทางอารมณ์ของ กลุ่มวัยเรียน/วัยรุ่น รวมทั้งสร้างความอยากรู้อยากเห็นและสร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ๔) มาตรการการพัฒนาและยกระดับศักยภาพวัยแรงงาน ด้วยการยกระดับศักยภาพทักษะ และสมรรถนะของคนในช่วงวัยทำงานให้สอดคล้องกับความสามารถเฉพาะบุคคลและความต้องการ ของตลาดแรงงาน เพื่อสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจและผลิตภาพเพิ่มขึ้นให้กับประเทศ เสริมสร้าง ความอยากรู้และยกระดับตนเอง สร้างวัฒนธรรมการทำงานที่พึงประสงค์ และความรู้ความเข้าใจและ ทักษะทางการเงิน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและหลักประกันของตนเองและครอบครัว ส่งเสริมและ สนับสนุนการพัฒนาความรู้แรงงานฝีมือให้เป็นผู้ประกอบการใหม่ และสามารถพัฒนาต่อยอดความรู้ ในการสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ และสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับวัยทำงานผ่านระบบการคุ้มครอง ทางสังคมและการส่งเสริมการออม ๕) มาตรการการส่งเสริมศักยภาพวัยผู้สูงอายุ โดยส่งเสริมการมีงานทำของผู้สูงอายุให้พึ่งพา ตนเองได้ทางเศรษฐกิจ และร่วมเป็นพลังสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ชุมชนและประเทศ ส่งเสริม และพัฒนาระบบการออมเพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิตหลังเกษียณ และหลักประกันทาง สังคมที่สอดคล้องกับความจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต และส่งเสริมสนับสนุนระบบการส่งเสริม สุขภาพดูแลผู้สูงอายุ พร้อมทั้งจัดสภาพแวดล้อมให้เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ สรุปได้ว่าดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการวางรากฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศอย่าง เป็นระบบโดยจำเป็นต้องมุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพ มนุษย์ สร้างความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวไทยซึ่งเป็นหน่วยที่ย่อยที่สุดเพื่อให้สามารถเป็นพลังในการ ขับเคลื่อนช่วยเหลือสังคม พัฒนาและยกระดับคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ ดี เก่ง และมีคุณภาพพร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างเต็มศักยภาพโดยมี ๕ มาตรการดังนี้ ๑) มาตรการการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพมนุษย์ ๒) มาตรการการพัฒนาเด็กตั้งแต่ช่วงการตั้งครรภ์จนถึงปฐมวัย ๓) มาตรการการพัฒนาช่วงวัยเรียน/ วัยรุ่น ๔) มาตรการการพัฒนาและยกระดับศักยภาพวัยแรงงาน และ ๕) มาตรการการส่งเสริม ศักยภาพวัยผู้สูงอายุ ๑.๓.๑. องค์ความรู้การพัฒนาสังคม ๑.๓.๑.๑. การพัฒนาสังคม การพัฒนา เป็นวาทกรรม (Discourse) ที่กำหนดให้คุณค่าแก่กระบวนการทางสังคมอย่าง หนึ่ง (Social Process) ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรลุถึงเป้าหมายบางอย่างซึ่งเป็นที่ปรารถนาร่วมกันของ ภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคองค์กรทางสังคม กล่าวอีกนัยหนึ่งการพัฒนาคือกระบวนการที่ภาค ส่วนทั่วไปในสังคม ต้องการให้เกิดสิ่งที่เรียกกันว่า เป็นคุณภาพประสิทธิภาพ และสุขภาพ ในระดับ ชีวิต ระดับชุมชน ระดับองค์กร และระดับสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานที่กำหนดไว้


๒๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในทางวิชาการ การพัฒนาสังคม หมายถึงกระบวนการสร้างความเจริญเติบโต (Growth) ความก้าวหน้า (Progress) และสร้างความเข้มแข็งหรือความยั่งยืนให้แก่ระบบต่าง ๆ ในสังคม (Sustainability of the Social Systems)และสังคมดำรงอยู่ได้อย่างสมดุลระบบต่าง ๆ ในสังคม คือ สถาบันทั้งหลายที่รวมตัวกันเป็นโครงสร้างยึดเหนี่ยวสังคมให้เป็นปึกแผ่นเป็นอย่างหนึ่งอย่างเดียวกัน และสร้างเครือข่ายสัมพันธภาพทางสังคม (Social Relationship Network) ในลักษณะพึ่งพาอาศัย กัน ระบบสังคมที่สำคัญประกอบด้วยครอบครัว การศึกษาการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ ศาสนา และความเชื่อ กล่าวโดยทางพุทธปรัชญาการพัฒนาคือกระบวนการสร้างความเจริญงอกงามทาง สติปัญญา (Intellectual Growth) หรือ ปัญญาภาวนา คือ ความเจริญงอกงามทางอารมณ์ (Emotional Growth) หรือสีลภาวนา ซึ่งเป็นการพัฒนาให้บุคคลมีวุฒิภาวะเป็นผู้ใหญ่รู้จักรับผิดชอบ ปฏิบัติงานเป็นสมาชิกที่ดีมีศีลธรรมอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข ความเจริญงอก งามทางร่างกาย (Physical Health) หรือกายภาวนา ซึ่งหมายถึงกระบวนการพัฒนาร่างกายให้มี สุขภาพ พลานามัยที่สมบูรณ์และความเจริญงอกงามทางจิต (Mental or Spiritual Development หรือ จิตตภาวนา ซึ่งหมายถึงกระบวนการฝึกอบรมจิตใจให้มีคุณธรรมคือความรักความเมตตารู้จัก เสียสละไม่เห็นแก่ตัวการฝึกอบรมจิตใจให้มีสติมีสมาธิมีความสงบรู้จักระงับอารมณ์โกรธ โลภ หลง) การพัฒนาสังคมตามหลักพุทธปรัชญา คือการพัฒนาให้บุคคลเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ (ตามหลักเบญจศีลเบญจธรรม) มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน (สังคหธรรม) รวมตัวกัน (สามัคคี) ในการป้องกันอันตราย และการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามและรวมตัวกันปรึกษาหารือประเด็นการปกระ กอบอาชีพการบริหารกิจการต่าง ๆ ในสังคม (สาราณิยธรรม) ปรัชญาการพัฒนาบนพื้นฐานของสิทธิที่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนรับไปปฏิบัติทั้ง ในระดับชาติและระดับนานาชาติมุ่งเพื่อขยายแนวคิดเรื่องความยากจนโดยครอบคลุม ถึงมิติทางสังคม แห่งความยากจน นั้นคือ สาเหตุและอาการ (Causes and Symptoms) แห่งความยากจนด้วย ดังนั้น การส่งเสริมให้กลุ่มชนด้อยโอกาสมีพลัง การเสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคงทางสังคมให้มากยิ่งขึ้น และกระบวนการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ จึงพิจารณาได้ว่าเป็นส่วนประกอบใน เรื่องสิทธิในการพัฒนา และเป็นปัจจัยการสนองตอบ ความต้องการอย่างยั่งยืน ดังนั้นการพัฒนาก็เพื่อ ความเป็นปึกแผ่นทางสังคม เพื่อการมีส่วนร่วมทางสังคม และ การเพื่อความมั่นคงปลอดภัยทางสังคม ๑.๓.๑.๒.การพัฒนาเพื่อความเป็นปึกแผ่นทางสังคม ความเป็นปึกแผ่นทางสังคมมีความใกล้เคียงแนวคิดเรื่องสังคมมากที่สุด ความเป็นปึกแผ่น ทางสังคมหมายถึงภาวะที่ผู้คนประสานเชื่อมโยงกันอย่างแนบสนิท มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ สาธารณูปโภคความเชื่อศาสนาวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติร่วมกัน ความเป็นปึกแผ่น ทางสังคม เป็นแนวคิดหลักทางสังคม เหมือนกับคำว่า การผลิตและการแลกเปลี่ยนเป็นแนวคิดหลัก


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๕ Fundamentals of Social Development ทางเศรษฐกิจความเป็นปึกแผ่นมีลักษณะคล้ายกับคำว่าการรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นทางสังคม (Social Cohesiveness) หรือ ทุนทางสังคม (Social Capital) นอกจากนี้คำนี้หมายถึงการเชื่อมโยงที่ ดีระหว่างผู้คนในสังคม การมีอัตลักษณ์ร่วมกัน การมีความเข้าใจกันและกันและการมีวัตถุประสงค์ ร่วมกัน Robert Goodland (2000, p.22) นักคิดทางสังคมศาสตร์ท่านหนึ่ง ๑๖ กล่าวถึง ลักษณะร่วมของความเป็นปึกแผ่นทางสังคมลักษณะหนึ่ง คือคำว่า “ทุนทางสังคม” ว่าเป็นปัจจัย ส่งเสริมการพัฒนาสังคม ดังนั้น การพัฒนาส่งเสริมให้สังคมดำรงอยู่อย่างมั่นคง ยั่งยืน ก็คือการ ส่งเสริมให้ทุนสังคมดำรงอยู่อย่างยั่งยืนแต่โดยส่วนใหญ่การศึกษาวิจัยภายใต้แนวคิดเรื่องทุนทางสังคม นี้ มักจะดำเนินการโดยนักเศรษฐศาสตร์ จิตวิญญาณที่เป็นแกนกลางของความเป็นปึกแผ่นทางสังคม คือ ความรัก (Love) ความ ไว้วางใจ (Trust) ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และความเข้าใจกัน (Understanding) และความ เป็นปึกแผ่นทางสังคม สัมพันธ์กับระยะเวลายาวนานในการประสานติดต่อกันและความผูกพันระหว่าง ยุคสมัย กล่าวคือความรู้วัฒนธรรมและบรรทัดฐานทางสังคมจะยังคงได้รับการธำรงไว้ได้โดยอาศัยการ ติดต่อสมาคม และถ่ายทอดข้ามไปยังบุคคลสมัยต่อไป ชีวิตที่มีการติดต่อสมาคมกันอย่างดีจะช่วยเบิก ขยายพรมแดนแห่งความรับผิดชอบทางสังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างไม่มีขีดจำกัดรวมทั้งความ รับผิดชอบต่อบุคคลในยุคสมัยอนาคตด้วย การวิเคราะห์การพัฒนาความเป็นปึกแผ่นทางสังคมนี้ช่วยให้เข้าใจแนวโน้มการ เปลี่ยนแปลงสถาบันสังคมและสัมพันธ์ภาพทางสังคม เข้าใจภาวะผันแปรกิจกรรมจากการติดต่อ สมาคมกัน และค่านิยมในกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ เช่น ความร่วมมือกัน การติดต่อสื่อสารกันการ ไว้วางใจ และความผิดปกติบางอย่างเช่น ความรู้สึกแปลกแยก (Alienation) และการไม่ไว้วางใจกัน ความเป็นปึกแผ่นทางสังคมสะท้อนให้เห็นความเชื่อมโยงในลักษณะต่าง ๆ ของกลุ่มชน ตัวอย่าง เช่น การคบค้าสมาคมกันเป็นประดุจกลไกการประกันทางสังคม การเป็นสมาชิกกลุ่มในสังคม และการ เชื่อมโยงกันระหว่างสมาชิกช่วยให้บุคคลคอบครัวและเครือข่าย ที่กว้างขวางมีความสามารถที่จะยืน หยัดต่อสู้กับสิ่งที่มากระทบกระเทือนความเป็นอยู่ของบุคคล และของกลุ่มบุคคลเช่น การเจ็บไข้ได้ ป่วยการเสียชีวิตอย่างกะทันหันหรือภัยพิบัติทางกายภาพต่าง ๆ การเน้นที่ความเป็นปึกแผ่นช่วยในการวิเคราะห์ความเป็นเหตุและผล ดังเช่น ผลเสียจาก การพัฒนาและความเสี่ยงที่เกิดเพิ่มขึ้น เมื่อสายใยแห่งความสัมพันธ์เสื่อมลง หรือเมื่อความเป็น ปึกแผ่น กลับกลายเป็นการทำลาย เช่น การก่อจลาจลวุ่นวายของกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มอาชญากรก่อ อาชญากรรมต่าง ๆ ความเป็นปึกแผ่นอาจจะวิเคราะห์ในเชิงบวกก็ได้เช่น ความก้าวหน้าของสังคมอัน ๑๖ Robert Goodland. Social and Environmental Assignment to Promote Sustainability. Washington, D.C.: World Bank Environmental Management Series No.74. (2000), p. 22.


๒๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เกิดจากความร่วมมือกันและสื่อสารกันอย่างมีความหมายในเชิงสร้างสรรค์ความเป็นปึกแผ่นนี้มี สถานะแห่งเป้าหมายในฐานะเป็นมิติด้านเป็นคุณภาพชีวิตดังนั้น จะต้องมีการพิจารณาโดยการ กล่าวถึงเป้าหมายด้านการพัฒนา เมื่อความเป็นปึกแผ่นไม่สมบูรณ์ในหมู่ผู้คนที่ด้อยโอกาส จะต้อง จัดหายุทธศาสตร์การพัฒนาโดยครอบคลุมวิธีการที่จะทำให้เกิดความเป็นปึกแผ่นในหมู่ผู้คนด้อย โอกาสเหล่านั้น ๑.๓.๑.๓.การพัฒนาเพื่อการมีส่วนร่วมทางสังคม การมีส่วนร่วม เป็นทั้งกระบวนการและเป้าหมายของการพัฒนาและการมีส่วนร่วมได้รับ การเน้นว่าเป็นศูนย์กลางการพัฒนาด้วยขณะเดียวกันแนวคิดการมีส่วนร่วมได้ขยายขอบเขต ครอบคลุมถึงการมีส่วนร่วมทางการเมือง แนวคิดทางปรัชญาการเมืองที่สัมพันธ์กับแนวคิดการมีส่วน ร่วมในการพัฒนาก็คือแนวคิดเรื่องการมอบอำนาจ (Empowerment) ให้กับประชาชนและแนวคิด เรื่องการกระจายอำนาจ (Distribution of power) แนวคิดทางการเมืองดังกล่าวเน้นไปที่การมีส่วน ร่วมของประชาชนเป็นหลัก อย่างไรก็ตามการมีส่วนร่วมนี้หากมองในแง่เป้าหมาย (Goal) ของการพัฒนาก็คือการ กระตุ้นส่งเสริมให้กลุ่มชนด้อยโอกาสที่อ่อนแอ และเข้าไม่ถึงกิจกรรมสาธารณะที่เป็นประโยชน์อย่าง กว้างขวางได้เข้ามามีบทบาท และมีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนามากยิ่งขึ้น การมีส่วนร่วมของกลุ่ม อ่อนแอทางสังคม จะช่วยทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งในภาครัฐและภาคประชาชนได้รับรู้ปัญหาและ ความต้องการที่แท้จริงของประชาชนผู้ไม่เคยมีบทบาทมาก่อน การพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นหมายถึงการ สร้างการับรู้สิทธิหน้าที่การส่งเสริมความรับผิดชอบและการเสริมสร้างสมรรถนะของผู้คนทุกระดับชั้น ให้บรรลุถึงสิ่งที่เป็นเป้าหมายร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม แนวคิดทางปรัชญาเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมสัมพันธ์กับเนื้อหาการพัฒนาสังคมที่สำคัญอยู่ สองประการคือ กระบวนการรวมเบ็ดเสร็จ (Inclusion) และหรือแยกเบ็ดเสร็จ (Exclusion) และ ความหลายหลายทางวัฒนธรรม๑๗ กล่าวในลักษณะโต้แย้งกลาย ๆ ว่าแนวคิดกระบวนการรวม เบ็ดเสร็จ เป็นแนวคิดที่นิยมใช้กันมากในการจัดทำนโยบาย และการวิเคราะห์นโยบายทางสังคม ของ ยุโรป และเป็นแนวคิดที่สำคัญอย่างหนึ่งในฐานะเป็นวิธีการเน้นมิติภาวะสูญเสียทางสังคม (Social Deprivation) ดังที่กล่าวมาแล้วการมีส่วนร่วมเป็นทั้งวิธีและเป้าหมายของการพัฒนาแต่แนวคิดทาง ปรัชญาการพัฒนาส่วนใหญ่เท่าที่ผ่านมามีแนวโน้มที่จะแสดงให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมเป็นแนวคิดว่า ด้วยเครื่องมือนิยม (Instrumentalism) กล่าวคือ การมีส่วนร่วมนั้นเป็นเครื่องมือหรือวิธีการที่จะช่วย ๑๗ Arjan de haan, Social Exclusion: towards a holistic understanding of deprivation. London: DFID, Prepared for the world development Report ๒๐๐๑ Forum on Inclusion, Justice, and poverty Reduction. (1999).


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๗ Fundamentals of Social Development ให้บรรลุถึงการปรับปรุงคุณภาพทางกายชีวภาพให้ดีขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงส่วนหนึ่งแห่งคุณภาพชีวิต และ การมีส่วนร่วมนี้สัมพันธ์กับแนวคิดทางปรัชญาว่าด้วยท้องถิ่นนิยม (Localism) อันเป็นแนวคิดที่เน้น การมีส่วนร่วมในระดับจุลภาพ (Micro-Level Participation) เพื่อการปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ ของกลุ่ม อย่างไรก็ตามสิ่งที่จำเป็นขณะนี้ก็คือจะต้องสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาตามแนว ปรัชญาเครื่องมือนิยม ซึ่งเน้นการพัฒนาการมีส่วนร่วมเพื่อมุ่งเป้าไปยังจุดหมายหรือเป้าหมายที่ กำหนดไว้ในแผนการพัฒนา กับการสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมในฐานะเป็นเป้าหมายการพัฒนา สิ่งที่จะต้องคิดและพัฒนากันต่อไปก็คือว่า การมีส่วนร่วมนี้จะต้องพิจารณาโดยรวมให้กว้างยิ่งขึ้น จะต้องพิจารณาให้พ้นจากกรอบการคิดแบบเดิม ๆ ที่จำกัดการมีส่วนร่วมเฉพาะระดับจุลภาพหรือ ระดับรากหญ้าโดยจะต้องรวมถึงการพิจารณาสัมพันธ์ภาพที่เชื่อมโยงประชาชนที่ถูกแบ่งแยกให้ แตกต่างกันในทางพื้นที่และทางลำดับชนชั้นในสังคมด้วย ๑.๓.๑.๔.การพัฒนาเพื่อความมั่นคงปลอดภัยทางสังคม การสร้างความมั่นคงปลอดภัยรวมถึงการป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อความยากจน และ ความไม่ปลอดภัย อันเนื่องมาจากสาเหตุต่าง ๆ ประชาชนที่มีความยากจนมักจะรู้สึกไม่มั่นคง ปลอดภัยในชีวิต เพราะฉะนั้น ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืนจะต้องรวมเอายุทธศาสตร์การบริหาร จัดการความเสี่ยง (Risk management) โดยจะต้องครอบคลุมถึงการพัฒนาความสามารถของบุคคล และครัวเรือนในการลดความทุกข์และปัญหาความเดือดร้อนต่าง ๆ จากผลกระทบของเหตุการณ์หรือ สภาพการณ์อันไม่พึงปรารถนาและเพิ่มความสามารถในการขยายโอกาสแห่งชีวิตให้ก้าวไกลขึ้น ประชาชนทั่วไปจะต้องได้รับการปกป้องจากการตกอยู่ในสภาวะความยากจน อัตคัดยากไร้และต้อง ได้รับการส่งเสริมให้ก้าวพ้นจากความยากจนด้วย ยุทธศาสตร์การจัดการความเสี่ยงนี้รวมถึงการพัฒนาสถาบันทางสังคมให้คืนสภาพสู่ปกติ ได้เร็ว(Resilience) จากการขัดแย้งและช่วยพัฒนาการปรับตัวเข้าสู่ค่านิยมและเทคโนโลยีที่มีการ เปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ เพราะฉะนั้น การจัดการความเสี่ยงซึ่งเป็นมาตรการสร้างความมั่นคงปลอดภัย ความมั่นคงปลอดภัยนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคนในปัจจุบันเท่านั้น แต่ความมั่นคงปลอดภัยรวมถึงการ สร้างหลักประกันถึงสิทธิของคนในยุคต่อไปที่จะได้รับการสนองตอบทางด้านการพัฒนาและด้าน สิ่งแวดล้อมอย่างยุติธรรมและเป็นธรรม๑๘ ยุทธศาสตร์การปกป้องทางสังคม (Social Protection) เป็นประเด็นที่จะต้องได้รับการกำหนดวางและจำเป็นต้องปฏิบัติอย่างจริงจัง ด้วยเหตุผลสำคัญ ๒ ประการคือ ๑) ภาวะความเสี่ยง และภาวะเปราะบางทั่วไป (Risks and Vulnerability) และ ๒) ความต้องการที่จะช่วยอุ้มชูผู้ที่ยากจนที่สุด (The need to provide support to the poorest) ๑๘ UN. Report of the United Nations Conference on Environment anก development. New York: Un General Assembly. (1999).


๒๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย การจัดการความเสี่ยงทางสังคมและการปกป้องทางสังคมโดยส่วนใหญ่มุ่งไปที่การจัดการ มิให้ประชาชนตกไปสู่ภาวะความยากจน หรือความทุกข์ยากต่าง ๆ โดยการจัดการให้มีงานทำอย่าง ต่อเนื่อง มีรายได้มีหลักประกันสุขภาพ นอกจากนี้ความเสี่ยงที่ขยายขอบเขตไปถึงสาเหตุอย่างอื่นก็ ต้องคำนึงถึงด้วยเป็นกัน เช่น ความเสี่ยงจากความตาย หรือการบาดเจ็บอันเนื่องมาจากความขัดแย้งที่ มีการใช้อาวุธสู้กัน ความรุนแรงต่าง ๆ ภายในประเทศ อุบัติภัยในโรงงานอุตสาหกรรม และภัยพิบัติ ตามธรรมชาติ เป็นต้น การจัดการความเสี่ยงจึงเกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยง (Risk Reduction) การ บรรเทาความเสี่ยง (Risk Mitigation) และการแก้ปัญหาความเสี่ยง (Risk Coping) ด้วยมาตรการต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นมาจากภาครัฐและภาคประชาชนซึ่งมีความเข้าใจร่วมกัน ทั้งนี้ต้องพัฒนาเพื่อความเป็น ปึกแผ่นทางสังคม ต้องพัฒนาเพื่อการมีส่วนร่วมทางสังคม และต้องพัฒนาเพื่อความมั่นคงปลอดภัย ทางสังคมจึงจะเรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาสังคมอย่างแท้จริง ๑.๓.๒ ความหมายและความสำคัญของการพัฒนาสังคม ๑.๓.๒.๑ ความหมายของการพัฒนาสังคม มีนักวิชาการหลายได้มีการให้ความหมายไว้ในแง่มุมที่แตกต่างกัน เช่น พัทยา สายหู (๒๕๔๔ น. ๒๕๓) กล่าวว่า การพัฒนาสังคม หมายถึง การทำให้การอยู่ร่วมกันของคนในสังคม เดียวกัน เกิดประโยชน์ส่วนบุคคลและส่วนรวมอย่างเสมอ ภาคและยุติธรรมมากที่สุดให้เป็นความสุข ความพอใจที่จะได้อยู่ร่วมสัมพันธ์กัน เป็นสังคมที่ผูกพันมั่นคงถาวรตลอดไป สัญญา สัญญาวิวัฒน์ (๒๕๔๖ น. ๔) อธิบายว่า การพัฒนาสังคม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมตามแผนของ สังคมหนึ่งใด นั่นคือ การพัฒนา ต้องมีการเปลี่ยนแปลง และเป็นการเปลี่ยนแปลงตามที่ผู้ต้องการ เปลี่ยนแปลงกำหนด สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงคือ โครงสร้างสังคมซึ่งประกอบด้วยคน ระเบียบสังคม และ วัตถุสิ่งของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ (๒๕๕๐ น.๘)๑๙ อธิบาย ว่า ความหมายของการพัฒนาสังคม เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมทั้งในด้านเศรษฐกิจสังคม การเมือง การปกครอง และวัฒนธรรม ให้ไปสู่สภาวะที่ดีกว่าเพื่อให้เกิดความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิต ที่ดีของคนในสังคม ซึ่งต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ คุณภาพ และระบบ บนพื้นฐานการ คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สำนักมาตรฐานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (๒๕๔๙/ ๒๕๖๐ น.๒๕)๒๐ อธิบาย ความหมายของการพัฒนาสังคมว่า การพัฒนาสังคม เป็นกระบวนการทำงานที่หลากหลาย ๑๙ ส านักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. สรุปสาระสำคัญ:แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๔). กรุงเทพฯ (๒๕๕๐), น. ๘: อัดสำเนา. ๒๐ พิเชษฐ์ บัวบังขัง.กฎบัตรการตรวจสอบภายในสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๐ (ฉบับปรับปรุง) สำนักงานปลัดกระทรวง ฯ, กระทรวงการพัฒนา


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๙ Fundamentals of Social Development ทางสังคมโดยมีเป้าหมายให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุข ร่วมมือช่วยเหลือร่วมกันอย่างต่อเนื่อง จนนำสู่ความ มั่นคงของมนุษย์ในทุกมิติที่บทเรียนของการพัฒนาสังคมที่ผ่านมา หากทบทวนย้อนอดีตตั้งแต่การ ประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑ จนถึงฉบับที่ ๑๐ พบว่า แต่ละแผนมี ความพยายามปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาวะทางสังคมแต่ละยุคสมัย เพื่อเสริมให้สังคมอยู่ดีกินดีมี ความอบอุ่นอยู่ร่วมกันเป็นปรกติสามารถดำรงชีวิต วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมได้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๑ (๒๕๕๕-๒๕๕๙)๒๑ ได้ให้ความสำคัญ กับการมีส่วนร่วมของภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วน ทั้งในระดับชุมชน ระดับภาค และระดับประเทศใน ทุกขั้นตอนของแผนฯ อย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์และทิศทางการ พัฒนาประเทศ รวมทั้งร่วมจัดทำรายละเอียดยุทธศาสตร์ของแผนฯ เพื่อมุ่งสู่ “สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมี ความสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง” แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔)๒๒ ได้จัดทำบน พื้นฐานของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙) ซึ่งเป็นแผนแม่บทหลักของการพัฒนา ประเทศ และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) รวมทั้งการ ปรับโครงสร้างประเทศไทยไปสู่ประเทศไทย ๔.๐ ตลอดจนประเด็นการปฏิรูปประเทศ นอกจากนั้นได้ ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนทั้งในระดับกลุ่มอาชีพ ระดับภาค และ ระดับประเทศในทุกขั้นตอนของแผนฯ อย่างกว้างขวางและต่อเนื่องเพื่อร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ และ ทิศทางการพัฒนาประเทศรวมทั้งร่วมจัดทำรายละเอียดยุทธศาสตร์ของแผนฯ เพื่อมุ่งสู่ “ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน” วิชัย รูปขำดี (๒๕๕๐ น.๑๙๕)๒๓ ได้ให้ความหมายของการพัฒนาสังคม โดยมีการแยก ออกเป็น ๔ ความหมายย่อยดังนี้ ความหมายแรก เป็นการให้ความหมายจากคำว่า “การพัฒนา” กับคำว่า “สังคม” ใน ความหมายนี้ การพัฒนาสังคมครอบคลุมการพัฒนาในหลาย ๆ ด้าน โดยจะหมายถึงอะไรก็ตามที่เป็น สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (คัดจากhttps://www.m-society.go.th/more_news.php?cid=95, ลว ๙ ธันวาคม ๒๕๕๙, น. ๒๕) (เมื่อ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๓). ๒๑ สำนักงานคณะกรรมการพฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. สรุปสาระสำคัญแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่สิบเอ็ด พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๕๙. สำนักนายกรัฐมนตรี. [ออนไลน์] แหล่งที่มา. http://www2.oae.go.th/EVA/download/Plan/SummaryPlan11_thai.pdf. [เข้าถึง ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๓]. ๒๒ สำนักงานคณะกรรมการพฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ฉบับที่สิบสอง พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔. สำนักนายกรัฐมนตรี.ประกาศเมื่อ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๙ [ออนไลน์] แหล่งที่มา. https://www.nesdc.go.th/ewt_dl_link.php?nid=6422. [เข้าถึง ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๓]. ๒๓ วิชัย รูปขำดี. ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการบริหารการพัฒนา. กรุงเทพฯ:สถาบันบัณฑิตพัฒ นบริหารศาสตร์. (๒๕๕๐), น.๑๙๕.


๓๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย การพัฒนาที่เกิดขึ้นในสังคม (Society) ก็จะถือว่าเป็นการพัฒนาสังคมทั้งหมด ซึ่งจะรวมถึงการพัฒนา เศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรม ความหมายที่สอง เป็นการให้ความหมายที่เน้นเฉพาะด้านของการพัฒนาคน คือ ด้าน สังคมเป็นความหมายที่กำหนดขึ้นจากการประชุมองค์การ ECAFE (Economic Commission for Asia and the Far East) ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อ เป็น ESCAP (Economic and Social Commission for Asia and Pacific) เมื่อ ค.ศ. 1970 จากการประชุมดังกล่าวมีข้อสรุปว่า การพัฒนาสังคม เป็นอีกด้าน หนึ่งของการพัฒนา มิใช่เป็นผลพลอยได้จากการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่เป็นเงื่อนไขของการพัฒนา ดังนั้น การพัฒนาสังคมย่อมต้องก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านอื่น ๆ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทางสังคม สถาบันทางสังคม เช่น สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันการเมืองการปกครอง และปัจจัยทางสังคมอื่น ๆ ในความหมายนี้เน้นการที่จะทำให้สังคมมีความสงบสุข และสอดคล้องกับ สภาพแวดล้อมตลอดจนการเปลี่ยนแปลงที่มีขึ้นอยู่ตลอดเวลา มีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคน กลุ่มคนและสถาบันในสังคม ความหมายที่สาม เป็นการแยกการพัฒนาออก ตามสาขาวิชาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วมี การจัดกลุ่มสาขาแต่ละประเภทว่าสาขาใดควรเป็นเรื่องเกี่ยวกับด้านสังคมของประชาชน เช่น ใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่กำหนดให้สาขาการศึกษาสาธารณสุขและสวัสดิการสังคม เป็นเรื่องของการพัฒนาสังคม ความหมายสุดท้าย เป็นการกำหนดกิจกรรมที่เข้าไปมีส่วนกับด้านสวัสดิการสังคม โดย มองว่าการจัดสวัสดิการทั้งระดับบุคคล กลุ่ม ชุมชนและสังคม ได้แก่สังคมสงเคราะห์ การ ประชาสงเคราะห์ และการจัดสวัสดิการช่วยเหลือ รวมถึงการกุศลต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นการพัฒนาสังคม ทั้งสิ้น ดังสหประชาชาติและติน ปรัชญพฤทธิ์ อธิบายไว้ว่า การพัฒนาสังคมหมายถึง การปรับปรุง ความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ซึ่งวัดจากระดับของสวัสดิการที่ประชาชนได้รับ (การลดอัตรา ความเจ็บปวด การส่งเสริมสุขภาพทางกาย ใจ และสังคม) ระดับความเป็นอยู่และระดับความพึงพอใจ ที่ประชาชนมีต่อสินค้าและบริการที่ได้รับจากรัฐ และการยอมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการ พัฒนา ( Department of Economic and Social Affairs (1975/พ.ศ. 2518: 8)๒๔ และ ติน ปรัชญ พฤทธิ์ (๒๕๕๕ น. ๒๕๑)๒๕ อธิบายว่า การพัฒนาสังคม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงและปรับปรุง คุณภาพชีวิตให้ดียิ่งกว่าเก่า เพื่อให้พ้นความยากจน เจ็บไข้ได้ป่วยและความหิวโหยน้อยลง ตลอดจน มุ่งที่จะให้ประชาชนได้รู้ถึงศักยภาพ ศักดิ์ศรีความใฝ่ฝัน และ ความพึงพอใจในชีวิตของตนอีกด้วยหรือ ๒๔ Department of Economic and Social Affairs. Development Administration: Current Approaches and Trends in Public Administration for National. United Nations. New York. (1975), p.8. ๒๕ ติน ปรัชญพฤทธิ์. การบริหารการพัฒนา: ความหมาย เนื้อหา แนวทางและปัญหา. พิมพ์ครั้งที่ ๑๓. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, (๒๕๕๕), น. ๒๕๑.


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๓๑ Fundamentals of Social Development กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า การพัฒนาสังคม ได้แก่ การปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นเพื่อให้ สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ เคารพตนเอง และเป็นอิสระจากการทาสของพันธนาการของอธรรมทั้งปวง จากการพิจารณาความหมายทั้ง ๔ ของการพัฒนาสังคมข้างต้น จะเห็นว่าการพัฒนาสังคม มีความหมายด้วยกันหลากหลาย สำหรับในสังคมไทย สามารถสรุปได้ว่า การพัฒนาสังคม หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้สมาชิกในสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเป็นการกระทำใด ๆ ก็ ตามที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงต่อโครงสร้างทางสังคม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สมาชิกในสังคมที่อยู่ ร่วมกันมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งหมายถึงลักษณะที่เป็นทั้งด้านวัตถุเพื่อร่างกาย ด้านจิตใจ และด้านสิ่งแวดล้อมทั้งที่เป็นนามธรรมและรูปประธรรม ๑.๓..๒.๒ ความสำคัญของการพัฒนาสังคม สังคมแต่ละสังคมประกอบไปด้วยบุคคลกลุ่มต่าง ๆ ที่ต้องมาอยู่ร่วมกันและมีความสัมพันธ์ เกี่ยวข้องกันทั้งในส่วนที่เป็นตำแหน่ง ภาระหน้าที่การงาน และพฤติกรรมที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือปัญหา เนื่องจากแต่ละคนมีความแตกต่างกันทั้งในด้านสภาพ ร่างกายและทางด้านสภาพจิตใจ จึงพบได้ว่าในสังคมที่แตกต่างกันสภาพปัญหาก็จะแตกต่างกันตามไป ด้วย ตัวอย่างเช่น ในชุมชนเล็ก ๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็จะไม่ใหญ่โต มีขอบเขตที่จำกัด แต่ยิ่งเป็นสังคมที่ม ขนาดใหญ่โตขึ้น ปัญหาก็จะยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น ปัญหาความยากจนทำให้เกิดปัญหา อาชญากรรม ปัญหายาเสพติด เป็นต้น ดังนั้น จึงพอสรุปความสำคัญของการพัฒนาสังคม (อภิชญา อยู่ในธรรม. ๒๕๕๘ น.๗-๘) ดังนี้ ประการที่ ๑. ทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมลดน้อย หรือเบาบางลงไป เป็นที่ทราบกัน โดยทั่วไปว่าปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นจำนวนมาก เช่น ปัญหายาเสพติด ปัญหาการใช้ความรุนแรง ปัญหา อาชญากรรมเป็นต้น ล้วนเกิดจากกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม ฉะนั้น ในการพัฒนาสังคมจึงควร ยึดหลักคุณธรรมและมีความอดทน ตลอดจนกล้าที่จะคิดหาแนวทางในการบรรเทาปัญหาต่าง ๆ และ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในลักษณะของการลดปัญหา ประการที่๒. ทำให้เกิดการป้องกันปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เป็นการเรียนรู้จากบทเรียน หมายความว่า สมาชิกในสังคมได้มีการเรียนรู้ มีการคิด มีการวิเคราะห์ปัญหา เพื่อสร้างองค์ความรู้ ใหม่และมีความสามารถ พร้อมที่จะเผชิญกับการแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการ แก้ปัญหาที่มีความคล้ายคลึงกันในอนาคต ประการที่ ๓. ทำให้สังคมมีความเจริญก้าวหน้า กล่าวคือ มีความร่วมมือจากทุกฝ่ายใน สังคม ไม่ว่าจะเป็นสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา สถาบันการเมืองการปกครอง ตลอดจนสื่อมวลชน อีกทั้งหน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง สาธารณสุขกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น และยังหมายรวมถึงประชาชนและชุมชนในท้องถิ่น องค์กร


๓๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พัฒนาเอกชนภาคเอกชน โดยแต่ละฝ่ายร่วมกันคิด ร่วมกันปฏิบัติให้เป็นไปตามแผนที่ได้กำหนดเอาไว้ ในการพัฒนาสังคม ประการที่ ๔. ทำให้ประชาชนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข การทำให้ประชาชนใน สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข หมายถึง การที่สมาชิกแต่ละคนในสังคมมีจิตสำนึกของความ รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นสังคมที่สงบสุข ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพภายใต้ขอบเขตทาง กฎหมาย ทุกกลุ่มคนในสังคมมีโอกาสและมีความสามารถในการพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็ม ความสามารถเป็นผู้ที่อยู่ในครอบครัวที่มีแต่ความอบอุ่นภายในชุมชนที่มีความเข้มแข็ง ภายใต้ สภาพแวดล้อมที่ดีอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขปราศจากความขัดแย้ง ประการที่ ๕. ทำให้สังคมมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น การทำให้สังคมมีความมั่นคงเป็น ปึกแผ่น หมายถึงสมาชิกในสังคมมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีเอกลักษณ์ร่วมกัน รู้ซึ้งถึงคุณค่าของ วัฒนธรรมคุณธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ได้รับการศึกษาที่เพียงพอ เป็นทั้งคนดีและมีความสามารถใน การมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ความสำคัญของการพัฒนาชุมชน -ในปัจจุบันงานด้านการพัฒนาชุมชนมีความสำคัญต่อ การพัฒนาประเทศมาก เพราะสภาพปัญหาของการพัฒนาชุมชนนั้นเป็นวงจรที่ส่งผลกระทบต่อกัน เป็นลูกโซ่ จากความไม่รู้ สู่ความจนและการเจ็บป่วย ซึ่งเป็นอุปสรรคในการพัฒนา เป็นวัฏจักรแห่ง ความชั่วร้าย ดังนั้น ทุกหน่วยงานทุกองค์กร ต้องช่วยกันขจัดปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป ความยากจนใน ชนบท เป็นปัญหาหลักที่ทุกหน่วยงานพยายามหาทางแก้ไข โดยการเพิ่มพูนรายได้ของประชาชนให้ สูงขึ้น (Increasing Income) แต่ในการพัฒนาที่ผ่านมา พบว่า ยิ่งมีการพัฒนายิ่งทำให้ประชาชน ยากจนลง กล่าวคือ จากการมุ่งพัฒนาประเทศเพื่อให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ โดยเน้นการพัฒนา ทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ในขณะเดียวกัน ภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นประชากรเน้นการพัฒนา ทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ในขณะเดียวกันภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของ ประเทศ ไม่ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง อันเป็นเหตุให้เกิดความแตกต่างทางฐานะของบุคคลสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งมีจำนวนไม่มาก มีฐานะร่ำรวย มีอำนาจทางเศรษฐกิจ กับอีกกลุ่มหนึ่งเป็นคนส่วนมาก อาชีพ หลัก คือ เกษตรกรรม ซึ่งความไม่เป็นธรรมในการกระจายรายได้ กำลังกลายเป็นปัญหาที่สำคัญ ความ แตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทมีมากขึ้น ประชาชนในภาคอีสานมีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำลงเมื่อ เปรียบเทียบกับประชาชนในภาคอื่น ๆ ดัชนีที่นักเศรษฐศาสตร์สร้างขึ้นมาเพื่อวัดการกระจายรายได้ ของประเทศ ว่ามีความเท่าเทียมกันมากน้อยเพียงใด คือ Gini-Coefficient (G-C) ค่าดัชนี G-C 7 จะมี ค่าระหว่าง 0 ถึง 1 ถ้า G-C มีค่าเข้าใกล้ 1 มากเท่าใด แสดงว่า การกระจายรายได้จะเลวลง ในทาง ตรงข้ามถ้า G-C จะมีค่าเข้าใกล้ 0 แสดงว่า การกระจายรายได้มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น ในปี ๒๕๓๕ ค่า G-C = 0.536 ซึ่งนับว่ามีค่าสูงสุดในบรรดาค่า G-C ที่ได้มีการวัดขึ้นมาในอดีต คือ ปี


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๓๓ Fundamentals of Social Development ๒๕๑๘ ค่า G-C = 0.451 ปี ๒๕๒๔ ค่า G-C = 0.473 ปี ๒๕๓๓ ค่า G-C = 0.504 ปี ๒๕๕๘ ค่า G-C = 0.445๒๖ ๑.๓.๒.๓ สรุปความหมายและความสำคัญของการพัฒนาสังคม ความหมายของการพัฒนาสังคมจากแนวคิดนักวิชาการ และสำนักงานต่าง ๆ เช่น พัทยา สายหู (๒๕๔๔ น. ๒๕๓) สัญญา สัญญาวิวัฒน์( ๒๕๔๖ น.๔) วิชัย รูปขำดี (๒๕๕๐ น.๑๙๕) ติน ปรัชญพฤทธิ์ (๒๕๕๕ น. ๒๕๑) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ (๒๕๕๐ น.๘) สำนักมาตรฐานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (๒๕๔๙/ ๒๕๖๐ น.๒๕) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑-๑๒ สำนักงาน ESCAP (Economic and Social Commission for Asia and Pacific (1970) และ สำนักงาน Economic and Social Affairs (ค.ศ. 1975/พ.ศ. ๒๕๑๘ น.๘) ว่า การพัฒนาสังคม เป็นกระบวนการทำงานที่หลากหลายทางสังคมโดยมี เป้าหมายให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุข ร่วมมือช่วยเหลือร่วมกันอย่างต่อเนื่อง จนนำสู่ความมั่นคงของมนุษย์ ในทุกมิติที่บทเรียนของการพัฒนาสังคมที่ผ่านมา ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑ - ๑๒ ที่อยู่บนพื้นฐานของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๒) ซึ่งเป็นแผนแม่บทหลักของการพัฒนาประเทศ และเป้าหมายการ พัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) รวมทั้งการปรับโครงสร้างประเทศไทย ไปสู่ประเทศไทย ๔.๐ ตลอดจนประเด็นการปฏิรูปประเทศ นอกจากนั้นได้ให้ความสำคัญกับการมี ส่วนร่วมของภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนทั้งในระดับกลุ่มอาชีพ ระดับภาค และระดับประเทศในทุก ขั้นตอนของแผนฯ อย่างกว้างขวางและต่อเนื่องเพื่อร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ และทิศทางการพัฒนา ประเทศรวมทั้งร่วมจัดทำรายละเอียดยุทธศาสตร์ของแผนฯ เพื่อเสริมให้สังคมอยู่ดีกินดีมีความอบอุ่น อยู่ร่วมกันเป็นปรกติสามารถดำรงชีวิต วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมได้ ให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมี ความสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อมุ่งสู่ “ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน” จากการพิจารณาความหมายทั้ง ๔ ของการพัฒนาสังคมข้างต้น จะเห็นว่าการพัฒนา สังคมมีความหมายด้วยกันหลากหลาย สำหรับในสังคมไทย สามารถสรุปได้ว่า การพัฒนาสังคม หมายถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้สมาชิกในสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเป็นการกระทําใด ๆ ก็ตามที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงต่อโครงสร้างทางสังคม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สมาชิกในสังคมที่ อยู่ร่วมกันมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งหมายถึงลักษณะที่เป็นทั้งด้านวัตถุเพื่อร่างกาย ด้าน จิตใจและด้านสิ่งแวดล้อมทั้งที่เป็นนามธรรมและรูปประธรรม ๒๖ สำนักพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดภาวะสังคม รายงานสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้า ด้านนรายได้ในระดับภาคของประเทศไทยพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดภาวะสังคม สำนักงานคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรกฎาคม 2561 แหล่งข้อมูล https://www.nesdc.go.th/ ewt_w3c/ewt_dl_link.php? nid=7787


๓๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จากการกระจายรายได้ที่มีลักษณะตกต่ำลงเรื่อย ๆ เป็นสิ่งที่ยืนยันความเชื่อที่ว่า แม้ว่า ประเทสไทยจะประสบความสำเร็จอย่างสูงทางด้านการเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจและ อุตสาหกรรม แต่ความเจริญดังกล่าวไม่ได้กระจายไปสู่ประชาชนโดยทั่วหน้ากัน แต่หากกระจุกตัวอยู่ กับกลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้นจากการวิเคราะห์ปัญหาความเลื่อมล้ำทางสังคมและความยากจน ความ ยากจนเกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน มีลักษณะเป็นลูกโซ่ วัฏจักรแห่งความ ยากจน ดังนั้น การพัฒนาชุมชน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยลดช่องว่างทางสังคมและขจัด ปัญหาความยากจนในชุมชนให้ลดน้อยลง ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐบาล เอกชน องค์กรชุมชน นักวิชาการ และองค์กรธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาครัฐบาล ซึ่งเป็นองค์กรหลัก ในการพัฒนา ต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาโดยการบรรจุไว้ใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นแนวทางและมีมาตรฐานในการปฏิบัติเป็นขั้นตอนและ มีความต่อเนื่อง ตามโครงการที่กำหนด เพื่อขจัดปัญหาความยากจนให้หมดสิ้นไป ๑.๔ วิธีการการพัฒนาสังคม สาระสำคัญใน การพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม - การพัฒนาเป็นการทำให้ดีขึ้น ให้เจริญขึ้น เป็นการเพิ่มคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ พัฒนาจากสิ่งที่มีอยู่เดิม หรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมา ดังนั้น การ พัฒนาจึงเริ่มต้นด้วยการพัฒนาตนเอง ต่อจากนั้นเป็นการพัฒนาชุมชน และท้ายสุดเป็นการพัฒนา สังคม ซึ่งจะต้องเรียนรู้ ความหมาย ความสำคัญ แนวคิด หลักการ วิธีการ พัฒนาตนเอง ชุมชนและ สังคม โดยมีขอบข่ายเนื้อหาได้แก่ การพัฒนาตนเอง การพัฒนาสังคม และการพัฒนาสังคมไทย ๑.๔.๑ การพัฒนาตนเอง การพัฒนา๒๗ หมายถึง การทำให้ดีขึ้น ให้เจริญขึ้น เป็นการเพิ่มคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ การ พัฒนาอาจพัฒนาจากสิ่งที่มีอยู่เดิม หรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมาก็ได้ ส่วนความหมายของ การพัฒนา ตนเอง (Self-Development) หมายถึง ความต้องการของบุคคล ในการที่จะพัฒนาความรู้ ความสามารถของตนจากที่เป็นอยู่ ให้มีความรู้ ความสามารถเพิ่มขึ้น เกิดประโยชน์ต่อตน และ หน่วยงาน อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาตนเองตามศักยภาพของตนให้ดีขึ้นทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เพื่อเป็นสมาชิกที่มีประสิทธิภาพของสังคม เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ตลอดจนเพื่อ การดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข โดยมีหลักการพัฒนาตนเอง การพัฒนาตนเองเป็นการพัฒนา คุณสมบัติที่อยู่ในตัวบุคคล เป็นการจัดการตนเองให้ มีเป้าหมายชีวิตที่ดี ทั้งในปัจจุบันและอนาคต การพัฒนาตนเอง จะทำให้บุคคลสำนึกในคุณค่าความเป็นคนได้มากยิ่งขึ้น ๒๗ แอดมิน. การพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม. [ออนไลน์] แหล่งที่มา http://mouse555. blogspot. com/2015/07/blog-post.html [ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๘/ เข้าถึง ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๓]


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๓๕ Fundamentals of Social Development ชาญชัย อาจินสมาจาร (๒๕๕๗)๒๘ ได้กล่าวถึง การพัฒนาตนเองเป็นการเปลี่ยนแปลงตนเอง จากศักยภาพเดิมที่มีอยู่ไปสู่ศักยภาพระดับที่สูงกว่า โดย บุคคลต้องสามารถปลดปล่อยศักยภาพระดับ ใหม่ออกมา มีสิ่งท้าทายภายนอกที่เหมาะสม คนที่มีการพัฒนาตนเอง ควรรับรู้ความท้าทายในตัวคน ทั้งหมด (Total self) เป็นการริเริ่มด้วยตัวเอง แรงจูงใจเบื้องต้นเกิดขึ้นผ่านผลสัมฤทธิ์ของตัวเอง และ การทำให้บรรลุความสำเร็จด้วยตนเอง รางวัลและการลงโทษจากภายนอกเป็นเรื่องที่รองลงมา การ พัฒนาตนเอง ต้องมีการเรียนรู้ มีการหยั่งเชิงอย่างสร้างสรรค์ การพัฒนาตนเอง ต้องเต็มใจที่จะเสี่ยง ต้องมีความตั้งใจที่เข้มแข็งเพียงพอที่จะผ่านขึ้นไปสู่ศักยภาพใหม่ และ การพัฒนาตนเองต้องการ คำแนะนำ และการสนับสนุนของนักพัฒนาตนเองที่มีวุฒิภาวะมากกว่า ดังนั้น การพัฒนาตนเองจะ ประสบความสำเร็จได้ เมื่อมีความต้องการที่เกิดจากงาน บุคคลควรมีความต้องการในการปรับปรุง เพื่อให้เป็นผู้ทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ปราณี รามสูต และจำรัส ด้วงสุวรรณ๒๙ (2545:125-129) ได้กล่าวถึง หลักการพัฒนาตนเอง แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ ๑ การตระหนักรู้ถึงความจำเป็นในการปรับปรุงตนเอง เป็นความ ต้องการในการที่จะพัฒนาตนเอง เพื่อชีวิตที่ประสบความสำเร็จ คือ การพัฒนาตนเองในแง่ความรู้และ ในทุกด้านให้ดีขึ้นมากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ขั้นที่ ๒ เป็นขั้นการวิเคราะห์ตนเอง โดยการสังเกตตนเอง ประเมินตนเอง และสังเกตพฤติกรรมของผู้อื่น รวมทั้งเปรียบเทียบบุคลิกภาพที่สังคมต้องการ และขั้น ที่ ๓ การวางแผนพัฒนาตนเองและการตั้งเป้าหมาย แนวทางการพัฒนาตนเอง - นอกจากหลักการพัฒนาตนเองที่กล่าวมาแล้ว ยังมีแนวทางการ พัฒนาตนเอง ดังนี้ ๑) การพัฒนาด้านจิตใจ หมายถึง การพัฒนาสภาพของจิตที่มีความรู้สึกที่ดี ต่อ ตนเองและสิ่งแวดล้อม มองโลกในแง่ดี เชิงสร้างสรรค์ ๒) การพัฒนาด้านร่างกาย หมายถึง การพัฒนา รูปร่างหน้าตา กริยาท่าทาง การแสดงออก น้ำเสียงวาจา การสื่อความหมายรวมไปถึงสุขภาพอนามัย และการแต่งกายเหมาะกับกาลเทศะ รูปร่างและผิวพรรณ ๓) การพัฒนาด้านอารมณ์ หมายถึง การ พัฒนาความสามารถในการควบคุมความรู้สึกนึกคิดและการแสดงออก ควบคุมอารมณ์ที่เป็นโทษต่อ ตนเองและผู้อื่น ๔) การพัฒนาด้านสติปัญญา และความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ หมายถึง การพัฒนา ความรอบรู้ ความฉลาด ไหวพริบ ปฏิภาณ การวิเคราะห์ การตัดสินใจ ความสามารถในการแสวงหา ความรู้ และฝึกทักษะใหม่ ๆ เรียนรู้วิถีทางการดำเนินชีวิตที่ดี ๕) การพัฒนาด้านสังคม หมายถึง การ พัฒนาปฏิบัติตน ท่าทีต่อสิ่งแวดล้อม ประพฤติตนตามปทัสฐานทางสังคม ๖) การพัฒนาด้านความรู้ ความสามารถ หมายถึง การพัฒนาความรู้ ความสามารถที่มีอยู่ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น และ ๗) การพัฒนา ๒๘ ชาญชัย อาจินสมาจาร..หลักการจัดการ = Principles of management .ปัตตานี: สถาบันเพื่อ ความก้าวหน้าทางวิชาการ, [๒๕๕๗]. HD37.T5 ช486ห,658.4 ช485ห 2557 ๒๙ ปราณี รามสูต และจำรัส ด้วงสุวรรณ. พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน. กรุงเทพฯ: ธนะการพิมพ์. (๒๕๔๕) หน้า ๑๒๕-๑๒๘


๓๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตนเองสู่ความต้องการของตลาดแรงงาน หมายถึง การพัฒนาความรู้ความสามารถ ทักษะ ความ ชำนาญทางอาชีพให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน การพัฒนาคนในองค์การ จึง จำเป็นต้องสร้างวัฒนธรรมองค์การที่ส่งเสริมการเรียนรู้ เพิ่มเติมอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ แสวงหาความรู้โดยการอ่าน และการคิด เพราะความรู้เป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สามารถสร้างคุณค่าและ ประโยชน์ให้แก่ตนเองและองค์การ วิธีการพัฒนาตนเอง - องค์กร หน่วยงานต่าง ๆ มีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาบุคลากรของตน ให้ มีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นผู้ทรงคุณค่า การที่บุคลากรได้รับการพัฒนานั้น จะเป็นหลักประกันได้ว่า หน่วยงานนั้นจะสามารถรักษาบุคลากรไว้ได้ยาวนาน และเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าสูงขององค์กรนั้น ต่อไป ซึ่งมีวิธีการพัฒนาตนเองโดยการฝึกอบรม ตามหลักวิชาการ ดังนี้ ๑) การลงมือฝึกปฏิบัติจริง ๒) การบรรยายในห้องเรียน ๓) การลงมือปฏิบัติงานจริง นอกเวลางานควบคู่กันไป ๔) การอบรมเพิ่มเติม ๕) การฝึกจำลองเหตุการณ์ และใช้วิธีการอื่น ๆ และ ๖) การศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองจาก แหล่งความรู้ต่าง ๆ แล้วนำมาประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์อยู่เสมอ เมื่อบุคคลได้มีการพัฒนาตนเองได้อย่างสมบูรณ์แล้ว จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่าง ๆ กับตนเอง รวมถึงประโยชน์จากการเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นและสังคม ดังนี้ ประการที่หนึ่ง ประโยชน์ที่จะเกิด ขึ้นกับตนเอง ได้แก่ การประสบความสำเร็จในการดำรงชีวิต การประสบความสำเร็จในการประกอบ อาชีพการงาน การมีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์ การมีความเชื่อมั่นในตนเอง การมีความสงบสุขทางจิตใจ ประการที่สอง ประโยชน์จากการเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นและสังคม ได้แก่ การได้รับความเชื่อถือและ ไว้วางใจจากเพื่อนร่วมงานและบุคคลอื่น ความสามารถร่วมมือและประสานงานกับบุคคลอื่น ความ รับผิดชอบและความมานะอดทนในการปฏิบัติงาน ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อพัฒนางาน ความ เป็นอยู่และสภาพแวดล้อม ความจริงใจ ความเสียสละ และความซื่อสัตย์สุจริต การรักและเคารพหมู่ คณะ และการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม และ การได้รับการยกย่อง และยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน การดำเนินการพัฒนาตนเอง เป็นการลงมือปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างตนเองให้บรรลุวัตถุประสงค์ ตามที่กำหนดไว้ ควรดำเนินการ ดังต่อไปนี้ ประการที่หนึ่ง การหาความรู้เพิ่มเติม อาจกระทำโดย การอ่านหนังสือเป็นประจำและอย่างต่อเนื่อง การเข้าร่วมประชุมหรือเข้ารับการฝึกอบรม การสอน หนังสือหรือการบรรยายต่าง ๆ การร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชนหรือองค์การต่าง ๆ การร่วมเป็นที่ ปรึกษาแก่บุคคลหรือหน่วยงาน การศึกษาต่อหรือเพิ่มเติมจากสถาบันการศึกษาหรือมหาวิทยาลัยเปิด การพบปะเยี่ยมเยียนบุคคลหรือหน่วยงานต่าง ๆ การเป็นผู้แทนในการประชุมต่าง ๆ การจัดทำ โครงการพิเศษ การปฏิบัติงานแทนหัวหน้างาน การค้นคว้าหรือวิจัย และ การศึกษาดูงาน ประการที่ สอง การเพิ่มความสามารถและประสบการณ์ อาจกระทำโดย การลงมือปฏิบัติจริง การฝึกฝนโดย ผู้ทรงคุณวุฒิหรือหัวหน้างาน การอ่าน การฟัง และการถาม จากเอกสารและหรือผู้ทรงคุณวุฒิหรือ หัวหน้างาน การทำงานร่วมกับบุคคลอื่น การค้นคว้าวิจัย และการหมุนเวียนเปลี่ยนงาน


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๓๗ Fundamentals of Social Development ๑.๔.๒ การพัฒนาชุมชน การพัฒนาชุมชน เป็นการนำคำสองคำมารวมกัน คือ คำว่า “การพัฒนา” กับคำว่า“ชุมชน” ซึ่งความหมายของคำว่า “การพัฒนา” ได้กล่าวถึงแล้วในเรื่องของการพัฒนาตนเอง ในที่นี้จะกล่าวถึง ความหมายของชุมชน ความหมายของ ชุมชน (Community) หมายถึง กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในอาณา เขตเดียวกัน มีความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน มีความศรัทธา ความเชื่อ เชื้อชาติ การงาน มีความสนใจ และปฏิบัติตนในวิถีชีวิตประจำวันที่คล้ายคลึงกัน มีความเอื้ออาทรต่อกัน และความหมายของ การ พัฒนาชุมชน (Community Development) หมายถึง การทำให้ชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ ดีขึ้น หรือเจริญขึ้น ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตลอดจนการยกระดับ คุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนให้ดีขึ้น ประชาชนในชุมชนนั้น ๆ ร่วมกันวางแผนและลงมือ กระทำเอง กำหนดว่ากลุ่มของตนและของแต่ละคนต้องการ และมีปัญหาอะไร เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ ต้องการและสามารถแก้ไขปัญหานั้น โดยใช้ทรัพยากรในชุมชนให้มากที่สุด ถ้าจำเป็นอาจขอความ ช่วยเหลือจากรัฐบาลและองค์กรต่าง ๆ สนับสนุน ดังนั้น เมื่อนำคำว่า “การพัฒนา” รวมกับ “ชุมชน” แล้วก็จะได้ความหมายว่า การพัฒนาชุมชน ก็คือ การเปลี่ยนแปลงชุมชนให้ดีขึ้น หรือให้ เจริญขึ้นในทุก ๆ ด้านนั่นเอง นั่นคือจะต้องพัฒนาคน กลุ่มชน สิ่งแวดล้อมทางวัตถุหรือสาธารณสมบัติ และพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้บังเกิดผลดีแก่ประเทศชาติโดยส่วนรวม ปรัชญาขั้นมูลฐานของงานพัฒนาชุมชน ปรัชญาขั้นมูลฐานของงานพัฒนาชุมชน สรุปได้ดังนี้ ๑) บุคคลแต่ละคนย่อมมีความสำคัญ และมีความเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกัน จึงมีสิทธิอันพึงได้รับการปฏิบัติด้วยความยุติธรรม และอย่าง บุคคลมีเกียรติในฐานะที่เป็นมนุษย์ปุถุชนผู้หนึ่ง ๒) บุคคลแต่ละคนย่อมมีสิทธิ และสามารถที่จะ กำหนดวิธีการดำรงชีวิตของตนไปในทิศทางที่ตนต้องการ ๓) บุคคลแต่ละคนถ้าหากมีโอกาสแล้ว ย่อม มีความสามารถที่จะเรียนรู้ เปลี่ยนแปลงทัศนะ ประพฤติปฏิบัติและพัฒนาขีดความสามารถให้มีความ รับผิดชอบต่อสังคมสูงขึ้นได้ ๔) มนุษย์ทุกคนมีพลังในเรื่องความคิดริเริ่ม ความเป็นผู้นำ และความคิด ใหม่ ๆ ซึ่งซ่อนเร้นอยู่ และพลังความสามารถเหล่านี้สามารถเจริญเติบโต และนำออกมาใช้ได้ ถ้าพลัง ที่ซ่อนเร้นเหล่านี้ได้รับการพัฒนา และ ๕) การพัฒนาพลังและขีดความสามารถของชุมชนในทุกด้าน เป็นสิ่งที่พึงปรารถนา และมีความสำคัญยิ่งต่อชีวิตของบุคคล ชุมชน และรัฐ แนวคิดพื้นฐานของการพัฒนาชุมชน - การศึกษาแนวคิดพื้นฐานของงานพัฒนาชุมชน เป็นสิ่ง สำคัญที่จะทำให้เจ้าหน้าที่หรือนักพัฒนาได้ลงไปทำงานกับประชาชนได้อย่างถูกต้อง และทำให้งานมี ประสิทธิภาพ ซึ่งแนวคิดพื้นฐานงานพัฒนาชุมชน มีดังนี้ ๑) การมีส่วนร่วมของประชาชน (People Participation) เป็นหัวใจของการพัฒนาชุมชน โดยยึดหลักของการมีส่วนร่วมที่ว่า ประชาชนมีส่วน ร่วมในการคิด ตัดสินใจ วางแผนการปฏิบัติการ ร่วมบำรุงรักษา ติดตามและประเมินผล ๒) การ ช่วยเหลือตนเอง (Aide Self-Help) เป็นแนวทางในการพัฒนาที่ยึดเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่ง


๓๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คือ ต้องพัฒนาให้ประชาชนพึ่งตนเองได้มากขึ้น โดยมีรัฐคอยให้การช่วยเหลือสนับสนุน ในส่วนที่เกิน ขีดความสามารถของประชาชน ตามโอกาสและหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม ๓) ความคิดริเริ่มของ ประชาชน (Initiative) ในการทำงานกับประชาชนต้องยึดหลักการที่ว่า ความคิดริเริ่มต้องมาจาก ประชาชน ซึ่งต้องใช้วิถีแห่งประชาธิปไตย และหาโอกาสกระตุ้นให้การศึกษา ให้ประชาชนเกิด ความคิด และแสดงออกซึ่งความคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ต่อหมู่บ้าน ตำบล ๔) ความต้องการของ ชุมชน (Felt-Needs) ในการพัฒนาชุมชนต้องให้ประชาชน และองค์กรประชาชนคิด และตัดสินใจบน พื้นฐานความต้องการของชุมชนเอง เพื่อให้เกิดความคิดที่ว่างานเป็นของประชาชน และจะช่วยกัน ดูแลรักษาต่อไป และ ๕) การศึกษาภาคชีวิต (Life-Long Education) ในการทำงานพัฒนาชุมชน ถือ เป็นกระบวนการให้การศึกษาภาคชีวิตแก่ประชาชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคน การให้การศึกษาต้องให้ การศึกษาอย่างต่อเนื่องกันไป ตราบเท่าที่บุคคลยังดำรงชีวิตอยู่ในชุมชน หลักการพัฒนาชุมชน - จากปรัชญา และแนวคิดพื้นฐานของการพัฒนาชุมชน ได้นำมาใช้ เป็นหลักการพัฒนาชุมชน ซึ่งนักพัฒนาต้องยึดเป็นแนวทางปฏิบัติ มีดังนี้ ๑) หลักความมีศักดิ์ศรี และ ศักยภาพของประชาชน และเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้ศักยภาพที่มีอยู่ให้มากที่สุด จึงต้องให้โอกาส ประชาชนในการคิด วางแผนเพื่อแก้ปัญหาชุมชนด้วยตัวของเขาเอง นักพัฒนาควรเป็นผู้กระตุ้น แนะนำ ส่งเสริม ๒) หลักการพึ่งตนเองของประชาชน ต้องสนับสนุนให้ประชาชนพึ่งตนเองได้ โดยการ สร้างพลังชุมชนเพื่อพัฒนาชุมชน ส่วนรัฐบาลจะช่วยเหลือ สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และช่วยเหลือใน ส่วนที่เกินความสามารถของประชาชน ๓) หลักการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นการเปิดโอกาสให้ ประชาชนร่วมคิด ตัดสินใจ วางแผน ปฏิบัติตามแผน และติดตามประเมินผลในกิจกรรม หรือโครงการ ใด ๆ ที่จะทำในชุมชน เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการดำเนินงาน อันเป็นการปลูกฝัง จิตสำนึกในเรื่องความเป็นเจ้าของโครงการ หรือกิจกรรม และ ๔) หลักประชาธิปไตย ในการทำงาน พัฒนาชุมชนจะต้องเริ่มด้วยการพูดคุย ประชุมหารือร่วมกันคิด ร่วมกันตัดสินใจ และทำร่วมกัน รวมถึงรับผิดชอบร่วมกันภายใต้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตามวิถีทางแห่งประชาธิปไตย นอกจากหลักการพัฒนาชุมชนดังกล่าวแล้ว องค์การสหประชาชาติ ยังได้กำหนด หลักการ ดำเนินงานพัฒนาชุมชนไว้ ๑๐ ประการ คือ ต้องสอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ต้องเป็นโครงการเอนกประสงค์ที่ช่วยแก้ปัญหาได้หลายด้าน ต้องเปลี่ยนแปลงทัศนคติไปพร้อม ๆ กับ การดำเนินงาน ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ต้องแสวงหาและพัฒนาให้เกิดผู้นำในท้องถิ่น ต้องยอมรับให้โอกาสสตรี และเยาวชนมีส่วนร่วมในโครงการ รัฐต้องเตรียมจัดบริการให้การสนับสนุน ต้องวางแผนอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพทุกระดับ สนับสนุนให้องค์กรเอกชน อาสาสมัครต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วม และต้องมีการวางแผนให้เกิดความเจริญแก่ชุมชนที่สอดคล้องกับความเจริญใน ระดับชาติด้วย


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๓๙ Fundamentals of Social Development จากหลักการดังกล่าว สรุปได้ว่า การพัฒนาชุมชนเป็นกระบวนการที่จะพยายามเปลี่ยนแปลง ความคิด ทัศนคติและพฤติกรรมของประชาชนในชุมชนให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยร่วมมือกันพัฒนาให้ชุมชน ของตนเองเป็นชุมชนที่ดี สร้างความรู้สึกรักและผูกพันต่อชุมชนตนเอง เป้าหมายสำคัญของการพัฒนา ชุมชนจึงมุ่งไปยังประชาชน โดยผ่านกระบวนการให้การศึกษาแก่ประชาชนและกระบวนการรวมกลุ่ม เป็นสำคัญ เพราะพลังสำคัญที่จะบันดาลให้การพัฒนาบรรลุผลสำเร็จนั้นอยู่ที่ตัวประชาชน ๑.๔.๓. การพัฒนาสังคม การพัฒนาสังคม (Social Development) หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ดีทั้งในด้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง และวัฒนธรรม เพื่อประชาชนจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งทางด้านที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม สุขภาพอนามัย การศึกษา การมีงานทำ มีรายได้เพียงพอ ในการครองชีพ ประชาชนได้รับความเสมอภาค ความยุติธรรม มีคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ประชาชนต้องมี ส่วนร่วมในกระบวนการเปลี่ยนแปลงทุกขั้นตอนอย่างมีระบบ ส่วนความสำคัญของการพัฒนาสังคม เมื่อบุคคลมาอยู่รวมกันเป็นสังคม ปัญหาต่าง ๆ ก็ย่อมจะเกิดตามมาเสมอ ยิ่งสังคมมีขนาดใหญ่ ปัญหา ก็ยิ่งจะมีมากและสลับซับซ้อนเป็นเงาตามตัว ปัญหาหนึ่งอาจจะกลายเป็นสาเหตุอีกหลายปัญหาเกี่ยว โยงกันไปเป็นลูกโซ่ ถ้าปล่อยไว้ก็จะเพิ่มความรุนแรง เพิ่มความสลับซับซ้อน และขยายวงกว้างออกไป เรื่อย ๆ ยากต่อการแก้ไข ความสงบสุขของประชาชนในสังคมนั้นก็จะไม่มี ดังนั้น ความสำคัญของการ พัฒนาสังคม อาจกล่าวเป็น ๕ ข้อได้ดังนี้ ทำให้ปัญหาของสังคมลดน้อยและหมดไปในที่สุด ป้องกัน ไม่ให้ปัญหานั้นหรือปัญหาในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นแก่สังคมอีก ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าขึ้นมา แทน ทำให้ประชาชนในสังคมสมานสามัคคีและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตามฐานะของแต่ละบุคคล และทำให้เกิดความเป็นปึกแผ่นมั่นคงของสังคม แนวคิดในการพัฒนาสังคม - การพัฒนาสังคมมีขอบเขตกว้างขวาง เพราะปัญหาของสังคมมี มาก และสลับซับซ้อน การแก้ปัญหาสังคมจึงต้องทำอย่างรอบคอบ และต้องอาศัยความร่วมมือกัน ของบุคคลจากหลาย ๆ ฝ่าย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในสังคมนั้น ๆ จะต้องรับรู้ พร้อมที่จะ ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเข้ามามีส่วนร่วมด้วยเสมอ การพัฒนาสังคมจึงต้องเป็นทั้งกระบวนการ วิธีการ กรรมวิธีเปลี่ยนแปลง และแผนการดำเนินงาน ซึ่งมีรายละเอียด ๔ ปัจจัย คือ ๑) กระบวนการ (Process) การแก้ปัญหาสังคมต้องกระทำต่อเนื่องกันอย่างมีระบบ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจาก ลักษณะหนึ่งไปสู่อีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งจะต้องเป็นลักษณะที่ดีกว่าเดิม ๒) วิธีการ (Method) การกำหนด วิธีการในการดำเนินงาน โดยเฉพาะเน้นความร่วมมือของประชาชนในสังคมนั้นกับเจ้าหน้าที่ของ รัฐบาลที่จะทำงานร่วมกัน และวิธีการนี้ต้องเป็นที่ยอมรับว่า สามารถนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมได้ อย่างถาวรและมีประโยชน์ต่อสังคม ๓) กรรมวิธีเปลี่ยนแปลง (Movement) การพัฒนาสังคมจะต้อง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้ได้ และจะต้องเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะเน้นการ เปลี่ยนแปลงทัศนคติของตน เพื่อให้เกิดสำนึกในการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อผลประโยชน์ของส่วนรวม


๔๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และรักความเจริญก้าวหน้าอันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางวัตถุ และ ๔) แผนการดำเนินงาน (Planning) การพัฒนาสังคมจะต้องทำอย่างมีแผน มีขั้นตอน สามารถตรวจสอบ และประเมินผลได้ แผนงานนี้จะต้องมีทุกระดับ นับตั้งแต่ระดับชาติ คือ แผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ลง มาจนถึงระดับผู้ปฏิบัติ แผนงานจึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาสังคม ๑.๔.๔. การพัฒนาสังคมไทย การพัฒนาสังคมไทย สามารถกระทำไปพร้อม ๆ กันทั้งสังคมในเมืองและสังคมชนบท แต่ เนื่องจากสังคมชนบทเป็นที่อยู่อาศัยของชนส่วนใหญ่ของประเทศ การพัฒนาจึงทุ่มเทไปที่ชนบท มากกว่าในเมือง และการพัฒนาสังคมจะต้องพัฒนาหลาย ๆ ด้าน ไปพร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะที่เป็น ปัจจัยต่อการพัฒนาด้านอื่น ๆ ได้แก่การศึกษา และการสาธารณสุข การพัฒนาด้านการศึกษา การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ในการวัดความเจริญของสังคม สำหรับประเทศไทยการพัฒนาด้าน การศึกษายังไม่เจริญก้าวหน้าอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมในชนบทของไทย จะพบประชาชน ที่ไม่รู้หนังสือ และไม่จบการศึกษาภาคบังคับอยู่ค่อนข้างมาก ความสำคัญของการศึกษาที่มีต่อบุคคลและสังคม การศึกษาก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ทำให้คนมีความรู้ ความเข้าใจใน วิทยาการใหม่ ๆ กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ตลอดทั้งมีเหตุผลในการ แก้ปัญหาต่าง ๆ การพัฒนาด้านการศึกษา ก็คือ การพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพของบุคคล และ เมื่อบุคคลซึ่งเป็นสมาชิกของสังคมมีคุณภาพแล้ว ก็จะทำให้สังคมมีการพัฒนาตามไปด้วย สถาบันที่ สำคัญในการพัฒนาการศึกษา ได้แก่ บ้าน วัด โรงเรียน หน่วยงานอื่น ๆ ทั้งของรัฐและเอกชน การพัฒนาด้านสาธารณสุข การสาธารณสุข เป็นการป้องกันและรักษาโรค ทำนุบำรุงให้ ประชาชนมีสุขภาพและพลานามัยที่ดี มีความสมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ สังคมใดจะ เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าได้ จำเป็นต้องมีพลเมืองที่มีสุขภาพอนามัยดี อันเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนา ประเทศ จึงจำเป็นต้องจัดให้มีการพัฒนาสาธารณสุขขึ้น เพราะมีความสำคัญทั้งต่อตัวบุคคลและสังคม การบริหารงานของทุกรัฐบาล เน้นที่ ความกินดี อยู่ดี หรือมีคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน อยากให้คนมีความสุข มีรายได้มั่นคง มีสุขภาพดี ครอบครัวอบอุ่น มีชุมชนเข้มแข็ง และ สังคมอยู่เย็น เป็นสุข มีความสมานฉันท์ และเอื้ออาทรต่อกัน ในด้านการพัฒนาทางสังคมนั้น อาจกล่าวได้ว่า ทำไป เพื่อให้คนมีความมั่นคง 10 ด้าน คือ ด้านการมีงานทำและรายได้ ด้านครอบครัว ด้านสุขภาพอนามัย ด้านการศึกษา ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน (ส่วนบุคคล) ด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม ด้านสิทธิและความเป็นธรรม ด้านสังคม วัฒนธรรม ด้านการสนับสนุนทางสังคม ด้านการเมือง ธรร มาภิบาล หรือมีความมั่นคงทางสังคมนั่นเอง


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๔๑ Fundamentals of Social Development ๑.๕ อุปสรรคในการพัฒนาสังคม ภาวะสังคมไทย ไตรมาสสอง ปี ๒๕๖๓๓๐ - สถานการณ์ทางสังคมที่สำคัญ ได้แก่ การ ปรับตัวทางการศึกษาในภาวการณ์ระบาดของ COVID-19 นักเรียนต้องเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มกำ รเรียนรู้อื่น แต่ยังคงมีข้อจำกัดอย่างมากโดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนในครัวเรือนที่ยากจน ซึ่งมีความ จำเป็นอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษาในอนาคตความท้าทายของการออกแบบระบบการคุ้มครองทางสังคมการระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อแรงงานและประชาชนทั่วไป จนทำให้ภาครัฐต้องมีมาตรการช่วยเหลือ ระยะสั้นเพื่ออุดช่องโหว่ของการคุ้มครองทางสังคม จึงเป็นโจทย์ที่ภาครัฐจะต้องหาแนวทางการพัฒนา ระบบตาข่ายคุ้มครองทางสังคมให้มีความครอบคลุม สามารถคุ้มครองประชาชนทั้งในยามที่เกิดวิกฤติ และในสภาวะปกติแต่มีการประท้วงถึงทั่วประเศเอบ ๕๒ ในช่วง ๒๕๖๓-๒๕๖๔ ครั้งตามระบอบ ประชาธิปไตย(ข้อมูลล่าสุดเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๔) ความเคลื่อนไหวทางสังคม ได้แก่ ๑) ผู้ว่างงานมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ผู้ประกันตนรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน เพิ่มสูงขึ้น ค่าจ้างแรงงานภาคเอกชนลดลงเล็กน้อย ๒) การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังลดลงในทุกโรคจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่ยังคง ต้องเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกที่กลับมาระบาดในบางพื้นที่ รวมทั้งยังคงต้องเฝ้าระวังโรคที่มากับฤดูฝน และผลกระทบต่อสุขภาพกายและใจจากสถานการณ์โรค COVID-19 อย่างใกล้ชิด ๓) คดีอาญารวมลดลง แต่ยังคงต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันการลักลอบค้ายาเสพติด การประทุษร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างเข้มงวด ๔) การเกิดอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตลดลง แต่ปัญหาการเกิดอุบัติเหตุยังถือว่าอยู่ในระดับที่ รุนแรงจากการที่ยังมีผู้บาดเจ็บ พิการ และเสียชีวิตจำนวนมาก ๕) การจ้างงานลดลงร้อยละ ๑.๙ - การจ้างงานลดลงทั้งภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร ยกเว้นสาขาการขนส่ง/เก็บสินค้าที่ยังมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ ๑.๙๕ ค่าจ้างแรงงานภาคเอกชนลดลงเล็กน้อยร้อยละ ๐.๔ ๖) หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ ๓.๙ - ในไตรมาสหนึ่ง ปี ๒๕๖๓ หนี้สินครัวเรือนมีค่า ๑๓.๔๘ ล้านล้านบาท ขยายตัวร้อยละ ๓.๙ ชะลอตัวลงจากร้อยละ ๕.๑ ในไตรมาสก่อน และคิดเป็น สัดส่วนหนี้ต่อ GDP เท่ากับร้อยละ ๘๐.๑ สูงสุดในรอบ ๔ ปี ๓๐ กองพัฒนาข้อมูลและตัวชี้วัดสังคม (กขส.) ภาวะสังคมไทย ไตรมาสสอง ปี ๒๕๖๓. สำนักงานสภา พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. สำนักนายกรัฐมนตรี. กรุงเทพฯ. ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๓ (เดือนสิงหาคม ๒๕๖๓) หน้า ๑-๔๓.


๔๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๗) ผู้ป่วยโรคเฝ้าระวังลดลงร้อยละ ๖๖.๔ แม้การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังลดลงในทุกโรค โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ลดลงร้อยละ ๙๒.๒ มือ เท้า ปากลดลงร้อยละ ๙๑.๕ โรคหัดลดลง ร้อยละ ๙๑.๒ แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกที่กลับมาระบาดในบางพื้นที่ รวมทั้งเฝ้าระวังโรค ที่มากับฤดูฝน และผลกระทบต่อสุขภาพกายและใจจากสถานการณ์โรค COVID-19 อย่างใกล้ชิด ๘) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ลดลงร้อยละ ๙.๗ - แม้การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่ลดลงร้อยละ ๙.๗ แต่ยังต้องเฝ้าระวังการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางออนไลน์ของเด็ก และเยาวชนที่สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย ๙) คดีอาญาลดลงร้อยละ ๑๓.๔ - แม้คดีอาญารวมลดลง ร้อยละ ๑๓.๔ โดยคดีชีวิตร่างกาย และ อุบัติเหตุจราจรลดลงร้อยละ ๒๖.๗ เพศลดลงร้อยละ ๒๑.๗ คดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ลดลงร้อย ละ ๕.๗ และคดียาเสพติดลดลงร้อยละ ๑๓.๙ แต่ยังคงต้องให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกัน เน้น การตรวจตราและเฝ้าระวังป้องกันการก่อเหตุร้าย ๑๐) อุบัติเหตุจราจรลดลงร้อยละ ๒๖.๗ - กำรเกิดอุบัติเหตุจราจรทางบกลดลงร้อยละ ๒๖.๗ ผู้เสียชีวิตลดลงร้อยละ ๓๘.๔ สาเหตุอันดับแรกจากการขับรถตัดหน้ากระชั้นชิด การป้องกัน หรือหยุดอุบัติเหตุได้ด้วยความ ร่วมมือ จากผู้ขับขี่รักษากฎระเบียบอย่างเคร่งครัด คำนึงถึงความ ปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น และให้ความสำคัญอย่างมากกับปัจจัยทางถนนและสภาพแวดล้อม ๑.๖ มุมมองพระพุทธศาสนากับความรู้พื้นฐานการพัฒนาสังคม๓๑ ๑.๖.๑ ปรัชญาว่าด้วยการพัฒนาสังคมตามแนวพุทธศาสนา ๑ การพัฒนาสังคมคืออะไร การพัฒนา เป็นวาทกรรม (Discourse) ที่กำหนดให้คุณค่าแก่กระบวนการทางสังคมอย่าง หนึ่ง (Social Process) ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรลุถึงเป้าหมายบางอย่างซึ่งเป็นที่ปรารถนาร่วมกันของ ภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคองค์กรทางสังคม กล่าวอีกนัยหนึ่งการพัฒนาคือกระบวนการที่ภาค ส่วนทั่วไปในสังคม ต้องการให้เกิดสิ่งที่เรียกกันว่า เป็นคุณภาพประสิทธิภาพ และสุขภาพ ในระดับ ชีวิต ระดับชุมชน ระดับองค์กร และระดับสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ การวางแผน (Planning) เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา และเป็นจุดสำคัญที่ไม่สามารถ หลีกเลี่ยงได้การวางแผนเป็นการดำเนินการโดยครอบคลุม ปัญหาความต้องการ วิธีการดำเนินการ งบประมาณ เป้าหมายและการประเมินผลการวางแผนกับการพัฒนาจึงต้องดำเนินการไปพร้อม ๆ กัน ๓๑ จำนงค์ อดิวัฒนสิทธิ์, ศ.ดร.ปรัชญาทางสังคมแห่งพระพุทธศาสนา(Social Philosophy of Buddhism). (ชุดความรู้เกี่ยวกับปรัชญา สังเคราะห์ชุดที่ ๑ สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มจร จัดพิมพ์เนื่องในวโรกาส วันจำนงค์ ทองประเสริฐ, ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒), หน้า ๑๒๘-๑๔๖.


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๔๓ Fundamentals of Social Development ในทางวิชาการ การพัฒนาสังคม หมายถึงกระบวนการสร้างความเจริญเติบโต (Growth) ความก้าวหน้า (Progress) และสร้างความเข้มแข็งหรือความยั่งยืนให้แก่ระบบต่าง ๆ ในสังคม (Sustainability of the Social Systems) และสังคมดำรงอยู่ได้อย่างสมดุลระบบต่าง ๆ ในสังคม คือ สถาบันทั้งหลายที่รวมตัวกันเป็นโครงสร้างยึดเหนี่ยวสังคมให้เป็นปึกแผ่นเป็นอย่างหนึ่งอย่างเดียวกัน และสร้างเครือข่ายสัมพันธภาพทางสังคม (Social Relationship Network) ในลักษณะพึ่งพาอาศัย กัน ระบบสังคมที่สำคัญประกอบด้วยครอบครัว การศึกษาการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ ศาสนา และความเชื่อ กล่าวโดยทางพุทธปรัชญาการพัฒนาคือกระบวนการสร้างความเจริญงอกงามทาง สติปัญญา (Intellectual Growth) หรือ ปัญญาภาวนา คือ ความเจริญงอกงามทางอารมณ์ (Emotional Growth) หรือสีลภาวนา ซึ่งเป็นการพัฒนาให้บุคคลมีวุฒิภาวะเป็นผู้ใหญ่รู้จักรับผิดชอบ ปฏิบัติงานเป็นสมาชิกที่ดีมีศีลธรรมอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข) ความเจริญงอก งามทางร่างกาย (Physical Health) หรือกายภาวนา ซึ่งหมายถึงกระบวนการพัฒนาร่างกายให้มี สุขภาพ พลานามัยที่สมบูรณ์และความเจริญงอกงามทางจิต (Mental or Spiritual Development หรือ จิตตภาวนา ซึ่งหมายถึงกระบวนการฝึกอบรมจิตใจให้มีคุณธรรมคือความรักความเมตตารู้จัก เสียสละไม่เห็นแก่ตัวการฝึกอบรมจิตใจให้มีสติมีสมาธิมีความสงบรู้จักระงับอารมณ์โกรธ โลภ หลง ) การพัฒนาสังคมตามหลักพุทธปรัชญา คือ การพัฒนาให้บุคคลเคารพในศักดิ์ศรีของความ เป็นมนุษย์(ตามหลักเบญจศีลเบญจธรรม) มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน (สังคหธรรม) รวมตัวกัน (สามัคคี) ในการป้องกันอันตราย และการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามและรวมตัวกันปรึกษาหารือประเด็น การปกระกอบอาชีพการบริหารกิจการต่าง ๆ ในสังคม (สาราณิยธรรม) ลักษณะการพัฒนาสังคมตามหลักพุทธปรัชญา - พุทธปรัชญาว่าด้วยการพัฒนาสังคม ครอบคลุม การพัฒนาชีวิต จิตใจ กฎกติกาโครงสร้างอำนาจทางสังคมและการรักษาความสมดุลแห่ง ระบบนิเวศ (Ecosystem)การพัฒนาสังคมตามหลักพุทธปรัชญามีลักษณะ ดังนี้ การพัฒนาต้องมี เป้าหมายที่ชัดเจน เป้าหมายการพัฒนาบุคคลตามหลักพุทธปรัชญาก็คือการบรรลุถึงภาวะ เจริญก้าวหน้าสร้างสิ่งที่ดีงาม ให้เกิดมีขึ้น (ภาวิต) ความดีหรือคุณธรรมคือเป้าหมายของการพัฒนา บุคคล คนดีคือคนที่มีอุดมด้วยกุศลธรรมได้แก่มีวิชชาความรู้ (วิชชา) อย่างเป็นสัมมาทิฏฐิปราศจาก ความโลภอยากได้สิ่งของต่าง ๆ อย่างไม่รู้จักพอเพียง (อโลภะ) และมีจิตใจที่ประกอบด้วยความรัก ความเมตตาไม่คิดโกรธ อาฆาตพยาบาทบุคคลอื่นอย่างไร้สติตลอดเวลา (อโทสะ) ๒. เป้าหมายของการพัฒนาสังคมตามหลักพุทธปรัชญา เป้าหมายของการพัฒนาสังคมก็คือสังคมปลอดภัย สงบสุข ปราศจาการเบียดเบียนทารุณ กรรม และปราศจากการกระทำความรุนแรงต่อกันและกัน สมาชิกทุกคนในสังคมมีสวัสดิการมีความ


๔๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มั่นคงในชีวิตได้รับสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงและได้มาตรฐาน เป้าหมายสำคัญของการ พัฒนาสังคมตามหลักพุทธปรัชญา มีดังนี้ ๒.๑) การปรับปรุงคุณภาพชีวิต ทุกระดับจนถึงมาตรฐานภาวจิต นั่นคือสังคมต้อง ก้าวหน้าวิถีชีวิตของบุคคลในสังคมต้องก้าวหน้า (Progress) ไปสู่ระดับที่พึงพอใจ ๒.๒) ความยุติธรรม (Justice) ความเท่าเทียมกัน (Equality) มนุษย์ทุกคนในสังคม ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างยุติธรรม ผู้มีอำนาจในสังคมต้องอำนวยความยุติธรรมและการให้บริการต่าง ๆ โดยไม่เลือกปฏิบัติ (ละเว้นอคติ๗) และคำนึงถึงหลักการปฏิบัติที่เหมาะสมด้วยปัญญาที่ชาญฉลาด ลึกซึ้งและชัดเจน (อุเบกขา)ความยุติธรรมและความเป็นธรรมนี้รวมถึงการให้รางวัลและลงโทษด้วย และ ๒.๓.)การไม่ก่อความรุนแรง (Non-violence) ปัญหาความรุนแรง (Violence) เป็น ปัญหาสังคมที่สำคัญที่สุดตามพุทธทัศนะ ความรุนแรงปรากฏให้เห็นโดยทั่วไปแม้ในปัจจุบันก็มีปัญหา ความรุนแรงปรากฏอยู่ ความรุนแรงแสดงออกมาทางกาย (การใช้กำลังบังคับข่มเหงคนอื่น) ทางวาจา (การพูดแสดง ความอาฆาตพยาบาท ความโกรธเคือง ซึ่งปรากฏอยู่ใน hate speech หรือคำพูดแสดงความเกลียด ชัง) และทางจิตใจ (ซึ่งทำให้ผู้ที่มีจิตใจรุนแรงแสดงกิริยาอาการออกมาทางสีหน้าและท่าทางโดยไม่ ต้องใช้คำพูดผู้มีจิตใจรุนแรงในเชิงทำลายอาจจะบีบคั้นตัวเองหรือทำการรุนแรงต่อตนเองโดยไม่รู้ตัว) ๑.๖.๒ ปรัชญาการพัฒนาทั่วไป ๑. ปรัชญาว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) Anand กับ Sen๓๒ ได้ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนจะต้องเกี่ยวกับปัจจุบันมากเท่ากับ เกี่ยวกับอนาคต เพราะว่าคุณค่าทางจริยธรรมเกี่ยวกับความยั่งยืนเช่นขึ้นอยู่กับคุณภาพแห่งผลสำเร็จ แบบใดแบบหนึ่งที่เราต้องการจะให้คงอยู่ UNDP๓๓ ย้ำว่า การพัฒนาที่ยังก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนและไม่สมควรจะยึดถือให้คงอยู่ต่อไป (Development that perpetuates today’s inequalities is neither sustainable nor worth sustaining.) การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็น แนวคิดที่มีการยอมรับอย่างกว้างขวางแต่ก็เป็นแนวคิดที่ยังคลุมเครือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนา สังคมที่ยั่งยืนดูเหมือนจะเป็นแนวคิดที่คลุม เครือมากเป็นพิเศษ เพราะคำว่าสังคมมีหลายมิติและมิติ ทางสังคมก็มีความคลุมเครือ ความเจริญทางเศรษฐกิจก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เป็นวัตถุประสงค์สำหรับการ ๓๒ Sudri Anand and Amartyasen. Sustainable human development: concept and theories. New York: UNDP Human development Report occasional paper No.8 (1994) ๓๓ UNDP. Human Development Report. New York: UNDP. (1996), p.4.


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๔๕ Fundamentals of Social Development พัฒนาที่ยั่งยืน๓๔ แต่ถึงกระนั้น มิติทางเศรษฐกิจก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นมิติหนึ่งที่มีความสำคัญและ เป็นเสาหลัก (Pillar) อย่างหนึ่งของการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน Conway๓๕ ได้นิยามการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า เป็นวิถีการพัฒนาที่ทนต่อแรงบีบคั้นและแรง กระแทกทุกชนิด และฟื้นฟูตัวได้เร็วเมื่อเผชิญกับแรงบีบคั้นและแรงกระแทกต่าง ๆ การพัฒนาที่ยั่งยืน มีส่วนประกอบที่สำคัญ ๔ ประการคือ: ผลผลิต ความยั่งยืนแห่งระบบนิเวศเสถียรภาพ (ทางสังคมและ การเมือง) และความยุติธรรม เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน คือ มนุษย์ คุณภาพชีวิตของมนุษย์เป็น เป้าหมายของการพัฒนามนุษย์ มนุษย์จะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลอื่น ความยุติธรรมเป็น เป้าหมายเด่นที่สุดในการพัฒนาสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจจะเกี่ยวโยงกับวิธีการที่จะบรรจุถึง วัตถุประสงค์ดังกล่าว การพัฒนาที่ยั่งยืนจะต้องคำนึงถึงหลักการทางยุทธศาสตร์และหลักการทาง จริยธรรมต่าง ๆ Paul Selman๓๖ ๕ ได้ชี้ให้เห็นถึงหลักการขั้นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนกล่าวคือ (๑) ความยุติธรรมระหว่างยุคสมัย (Inter-Generation Equity) (การคำนึงถึงอนาคต) (๒) ความ ยุติธรรมภายในยุคสมัย (Intra-Generation Equity) (ความยุติธรรมทางสังคม) (๓) ความรับผิดชอบ ข้ามพรมแดน (Tran Frontier Responsibility) (ความยั่งยืนในพื้นที่ หรือภูมิภาค) หรือประเทศหนึ่ง ไม่สามารถบรรลุถึงได้โดยการกอบโกยสภาพสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติจากสถานที่แห่งอื่น หลักการสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน จึงประกอบด้วย ๑) การยึดหลักความสำคัญของระบบนิเวศวิทยา (Ecological holism) วางแผนการ พัฒนาภายในขอบข่ายระบบนิเวศวิทยาเชื่อมโยงการศึกษาวิเคราะห์ระดับพื้นที่ในท้องถิ่นกับระดับ โลกสนับสนุนความร่วมมือกันด้านต่าง ๆ และจัดการแลกเปลี่ยนอย่างสมดุล ๒) ให้ความสำคัญต่ออนาคต (Future Orientation) ในการพัฒนาจะต้องดำเนินการโดย ให้ความมั่นใจว่า ขอบเขตที่สำคัญทางจริยธรรมจะต้องรวมถึงผลประโยชน์สำหรับคนในอนาคตด้วย และการตัดสินดำเนินการพัฒนาจะต้องมุ่งเพื่อให้เกิดความคงอยู่ระยะยาวและการฟื้นฟูสภาพต่าง ๆ เข้าสู่ความเป็นปกติอย่างรวดเร็ว ๓) ความรับผิดชอบทางสังคม และการกระทำของกลุ่มร่วมกัน (Social Responsibility and collective action) ในการพัฒนาจะต้องยอมรับการมีอยู่ของกันและกัน และเสริมสร้างการ ๓๔ Lede. Sarachchandra M. Sustainable Development: A Critical Review Would Development 19, (6 June 1991: 607-621), p.613. ๓๕ Conway, Gordon. Doubly Green Revolution: Food for All in the 2 1st Century. Harmondsworth: Penguin. (1997) ๓๖ Selman, Paul. Local Sustainability: Managing and Planning Ecologically Sound Places. London: Paul Chapman (1996)


๔๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย บริหารจัดการแบบสหกรณ์ให้เข้มแข็งแบ่งสรรพสินค้าทั่วไปที่ใช้ร่วมกันและความรับผิดชอบร่วมกันใน ทุกระดับตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับโลก ๑.๖.๓ การพัฒนาตามแนวพุทธปรัชญา ในขั้นตอนในการแก้ปัญหาชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อมนั้น การนำพุทธธรรมมาเป็นปรัชญา ชีวิต เพื่อก้าวไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน จึงมีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง ต่อไปนี้เป็นการใช้พุทธธรรมสำหรับ การแก้ปัญหามนุษย์สังคม และธรรมชาติซึ่งมีอยู่ ๒ ขั้นตอนดังนี้ ๑.๖.๓.๑. การเปลี่ยนความคิดในการมองธรรมชาติของมนุษย์- การใช้หลักพุทธธรรม ในการแก้ปัญหา มนุษย์สังคม สภาพแวดล้อม และก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น ในเบื้องแรกมนุษย์ จะต้องเปลี่ยนวิธีการคิดในการมองธรรมชาติของมนุษย์ ๔ เรื่องให้ถูกต้องเสียก่อน โดยใช้หลักสัจธรรม ในพระพุทธศาสนาเป็นแนวทางดังต่อไปนี้๓๗ ๑.๑) ในเรื่องของศักยภาพ จะต้องมองว่า มนุษย์สามารถพัฒนาตนในระบบเหตุ ปัจจัยธรรมชาติให้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายประสานกลมกลืนกัน มนุษย์จะต้องพัฒนาตนเองให้อยู่ ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น และสามารถจัดความสัมพันธ์ได้ดีขึ้น ๑.๒) ในเรื่องอิสรภาพ จุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนาก็คือ พัฒนาปัญญาให้คนมี อิสรภาพ คำว่าอิสรภาพ ในที่นี้ หมายถึงสามารถจะมีความสุขได้โดยใช้ธรรมชาติหรือเบียดเบียน ธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมน้อยลง สามารถดำรงชีวิตอยู่ดีด้วยตนเอง ๑.๓) ในเรื่องของความสุข หมายถึงมนุษย์สามารถมีความสุขได้ด้วยตนเองมากขึ้น โดยความสุขนั้นขึ้นต่อธรรมชาติขึ้นต่อวัตถุ หรือสิ่งภายนอกน้อยลง เป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากจิตใจที่ ได้รับการพัฒนาสูงขึ้นกว่าเดิม เป็นความสุขที่ประณีตลึกซึ้ง และเป็นอิสระมากขึ้นเป็นความสุขที่เกิด ร่วมกับการเห็นสภาพแวดล้อม และสังคมมีความสุข มิได้เป็นความสุขส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นอย่างโดด ๆ เช่นในอดีต ๑.๔) ภาวะของมนุษย์ตามธรรมชาติย่อมมีความแตกต่างกันหลากหลาย ทั้งแนวตั้ง และแนวนอน แนวตั้งคืออยู่ในระดับการพัฒนาที่ไม่เท่ากัน และแนวนอนคือมีความถนัดอัธยาศัย ความสนใจไม่เหมือนกันพุทธศาสนามองมนุษย์สัตว์ทั้งหลายแตกต่างกันหมด และยอมรับความ แตกต่างหลากหลายเหล่านั้นจุดเน้นของพระพุทธศาสนาก็คือ การพัฒนามนุษย์ตามแนวตั้ง โดยพุทธ ศาสนาให้ความสำคัญในการพัฒนามนุษย์ตามศักยภาพของตนเองแม้ว่ามนุษย์ไม่สามารถพัฒนา ศักยภาพได้เท่ากัน แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความเกื้อกูลกลมกลืนและเติมเต็มให้แก่กันและกัน ได้ ๓๗ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์. (ป.อ. ปยุตฺโต). พุทธธรรม. พิมพ์เพื่อ เป็นอนุสรณ์แก่พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (๒๕๓๗) หน้า ๑๕๗-๑๗๐.


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๔๗ Fundamentals of Social Development วิธีการแก้ปัญหาก็คือจะต้องเพิ่มศักยภาพทางด้านปัญญาให้แก่มนุษย์ ก็คือพัฒนา ศักยภาพด้านการคิด การใช้ปัญญาของมนุษย์ให้ถึงขั้นมีความสามารถที่จะวิวัฒน์ (Evolution) หรือ เกิดความคิด ในลักษณะมีอิสรภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดความสมดุลระหว่างความ ต้องการทางวัตถุกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศและสภาพแวดล้อม ๑.๖.๓.๒. พุทธวิธีแก้ปัญหามนุษย์ สังคม และธรรมชาติ- การแก้ปัญหาจะต้อง ดำเนินการเป็นระบบ และเป็นกระบวนการและเป็นการ แก้ปัญหาแบบที่สมัยใหม่เขาเรียกกันว่า บูรณาการ (Integrated) และเป็นองค์รวม (Holistic) โดยมีองค์ประกอบที่ประสานครบถ้วนและ สัมพันธ์กันครบถ้วนถูกต้องพอดีตลอดทั้งองค์รวม จึงจะทำให้เกิดภาวะสมดุล หรือดุลยภาพได้๓๘ วิธี แก้ปัญหาในขั้นต่อไป ก็คือการกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาคน ด้วยการปรับเปลี่ยนทัศนคติหรือ ท่าทีต่อธรรมชาติพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ และการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในทางสร้างสรรค์ซึ่ง มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ๑) ท่าทีต่อธรรมชาติ - เมื่อใดที่มนุษย์มีความเข้าใจ มีท่าทีต่อธรรมชาติถูกต้องไป ในทางที่ดีแล้ว ก็จะพลิกผันพฤติกรรมให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยหลักการสำคัญทัศนะของ พระพุทธศาสนามองธรรมชาติใน ๓ ลักษณะ คือ ก) มองธรรมชาติว่าเป็นที่รื่นรมย์ทำให้มนุษย์มีความสุขกับธรรมชาติ ข) มองเห็นพืชพันธุ์ มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายในธรรมชาติเป็นเพื่อน ร่วมกฎธรรม อันเดียวกันกับตน ดังนั้นจะต้องมีเมตตา มีไมตรีต่อกัน และ ค) พุทธศาสนามองธรรมชาติว่าเป็นสภาพที่มีคุณค่าเกื้อกูลต่อการพัฒนาตน ของมนุษย์ด้วยกัน การมองเห็นธรรมชาติและสรรพสิ่งทั้งหลายว่าเป็นเพื่อนร่วมกฎธรรมชาติอัน เดียวกัน ทำให้จิตใจของมนุษย์เป็นจิตใจที่ขยายปริมณฑลกว้างออก และเป็นจิตใจที่เปี่ยมด้วยเมตตา เป็นจิตใจที่ถึงพร้อมด้วยความรักอันไม่มีขอบเขต และพร้อมที่จะทำสิ่งที่ดีงามเพื่อมนุษยชาติ ๒) พฤติกรรมทางเศรษฐกิจ - เมื่อมนุษย์มีท่าทีที่ถูกต้องต่อธรรมชาติแล้วขั้นต่อไป จะต้องมีท่าทีที่ถูกต้องต่อพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ หลักของพระพุทธศาสนาที่เป็นจุดเริ่มต้นข้อนี้คือ การรู้จักความพอดีในการบริโภค หรือที่เรียกกันว่า มัตตัญญุตา โดยมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่มนุษย์จะต้องรู้จัก ประมาณก่อน วิธีการประมาณก็คือการฝึกใช่ปัญญารู้จักแยกแยะระหว่างคุณค่าแท้กับคุณค่า เทียม เพราะมนุษย์เราสัมผัสกับสิ่งแวดล้อม เช่น วัตถุสิ่งของ บุคคล สถานที่ เกิดความต้องการต่าง ๆ ขึ้น เนื่องจากมนุษย์มีความต้องการหลากหลาย และมีความกว้างไร้ขอบเขต ถ้ารู้จักใช้ปัญญามาแยกแยะ ระหว่างคุณค่าแท้คุณค่าเทียม ทำให้ลดความต้องการลงจนถึงจุดที่พอดีจริง ๆ ผลที่เกิดขึ้นก็คือคนจะ มัธยัสถ์ตัดความฟุ้งเฟ้อลดการเบียดเบียนกันในสังคมและเอื้อประโยชน์ต่อสภาพแวดล้อมไปตัวด้วย ๓๘ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์. (ป.อ. ปยุตฺโต). (๒๕๓๗). อ้างแล้ว หน้า ๑๘๖-๒๐๗.


๔๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๑.๖.๓.๓ การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในทางสร้างสรรค์- การรู้จักพอดีในการ บริโภค มีความหมายรวมไปถึงการสร้างสรรค์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปในแนวทางใหม่ เพื่อสนอง ท่าทีต่อธรรมชาติและพฤติกรรมทางเศรษฐกิจอย่างที่กล่าวมาแล้ว ทิศทางพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมไทยในสิบปีข้างหน้าโดยมีทัศนะเกี่ยวกับการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการพัฒนาเพื่อ ความยั่งยืนว่ามนุษย์ประมวลนำความรู้จากธรรมชาติมาปรับปรุงวิถีชีวิตของตนให้สะดวกสบายขึ้น ความรู้นี้คือวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นความรู้สากล มนุษย์ได้นำความรู้สาขานี้และความรู้ในสาขาอื่น เช่น เศรษฐศาสตร์การเงินมาประยุกต์ใช้เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ที่เรียกว่า เทคโนโลยีในอีกด้าน หนึ่งมนุษย์ก็ต้องพยายามศึกษาจิตใจของมนุษย์เอง เพื่อมุ่งลดความทุกข์แสวงหาความสุขและวิถีชีวิต ที่สงบ ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติโดยลดการเบียดเบียนกัน ความรู้นี้ก็คือ ศาสนธรรมเพื่อให้การ แก้ปัญหามนุษย์สังคม และสภาพแวดล้อมบังเกิดผลอย่างสมบูรณ์บุคคลจำเป็นจะต้องพิจารณาลด พฤติกรรมที่เป็นอุปนิสัย หรือความเคยชินที่เป็นพิษเป็นภัยต่อการพัฒนาตนและเป็นอุปสรรคต่อการ พัฒนาที่ยั่งยืน ได้แก่การทำอะไรตามสบาย พฤติกรรมเห็นแก่ความสนุกเป็นที่ตั้งซึ่งเป็นพฤติกรรม ระดับบุคคล และพฤติกรรมระดับสังคมวัฒนธรรม เช่น พฤติกรรมหน้าใหญ่ใจโต พฤติกรรมหลงใหล รวมทั้งพฤติกรรมการแก้ปัญหาด้วยความเห็นแก่ตัวแต่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการแก้ปัญหาเป็นเห็นแก่ ประโยชน์ส่วนรวมแทน ถ้าสามารถทำได้อย่างนี้ก็เท่ากับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับการสร้างสันติ สุขส่วนบุคคล และสร้างสันติภาพของสังคมไปพร้อม ๆ กัน ๑.๖.๔. มุมมองพระพุทธศาสนาในการพัฒนาสังคม พุทธปรัชญาว่าด้วยการพัฒนาสังคม ครอบคลุม การพัฒนาชีวิต จิตใจ กฎกติกาโครงสร้าง อำนาจทางสังคมและการรักษาความสมดุลแห่งระบบนิเวศ (Ecosystem)การพัฒนาสังคมตามหลัก พุทธปรัชญามีลักษณะ ดังนี้ ๑.๖.๔.๑ การพัฒนาตามพุทธปรัชญาต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน เป้าหมายการพัฒนาบุคคลตามหลักพุทธปรัชญาก็คือการบรรลุถึงภาวะเจริญก้าวหน้า สร้างสิ่งที่ดีงาม ให้เกิดมีขึ้น (ภาวิต) ความดีหรือคุณธรรมคือเป้าหมายของการพัฒนาบุคคล คนดีคือ คนที่มีอุดมด้วยกุศลธรรมได้แก่มีวิชชาความรู้ (วิชชา) อย่างเป็นสัมมาทิฏฐิปราศจากความโลภอยากได้ สิ่งของต่าง ๆ อย่างไม่รู้จักพอเพียง (อโลภะ)และมีจิตใจที่ประกอบด้วยความรักความเมตตาไม่คิดโกระ อาฆาตพยาบาทบุคคลอื่นอย่างไร้สติตลอดเวลา (อโทสะ) เป้าหมายของการพัฒนาสังคมก็คือสังคมปลอดภัย สงบสุข ปราศจาการเบียดเบียนทารุณ กรรม และปราศจากการกระทำความรุนแรงต่อกันและกัน สมาชิกทุกคนในสังคมมีสวัสดิการมีความ มั่นคงในชีวิตได้รับสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงและได้มาตรฐานเป้าหมายสำคัญของการ พัฒนาสังคมตามหลักพุทธปรัชญา มีดังนี้ ๑.) การปรับปรุงคุณภาพชีวิต ทุกระดับจนถึงมาตรฐานภาว จิต นั่นคือ สังคมต้องก้าวหน้าวิถีชีวิตของบุคคลในสังคมต้องก้าวหน้า (Progress) ไปสู่ระดับที่พึงพอใจ


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๔๙ Fundamentals of Social Development ๒) ความยุติธรรม (Justice) ความเท่าเทียมกัน (Equality) มนุษย์ทุกคนในสังคมต้องได้รับการปฏิบัติ อย่างยุติธรรม ผู้มีอำนาจในสังคมต้องอำนวยความยุติธรรมและการให้บริการต่าง ๆ โดยไม่เลือก ปฏิบัติ(ละเว้นอคติ๗) และคำนึงถึงหลักการปฏิบัติที่เหมาะสมด้วยปัญญาที่ชาญฉลาดลึกซึ้งและชัดเจน (อุเบกขา) ความยุติธรรมและความเป็นธรรมนี้รวมถึงการให้รางวัลและลงโทษด้วย และ ๓) การไม่ก่อ ความรุนแรง (Non-violence) ปัญหาความรุนแรง (Violence) เป็นปัญหาสังคมที่สำคัญที่สุดตาม พุทธทัศนะ ความรุนแรงปรากฏให้เห็นโดยทั่วไป แม้ในปัจจุบันก็มีปัญหาความรุนแรงปรากฏอยู่ ความ รุนแรงแสดงออกมาทางกาย (การใช้กำลังบังคับข่มเหงคนอื่น) ทางวาจา (การพูดแสดงความอาฆาต พยาบาท ความโกรธเคือง ซึ่งปรากฏอยู่ใน Hate Speech หรือคำพูดแสดงความเกลียดชัง) และทาง จิตใจ (ซึ่งทำให้ผู้ที่มีจิตใจรุนแรงแสดงกิริยาอาการออกมาทางสีหน้าและท่าทางโดยไม่ต้องใช้คำพูดผู้มี จิตใจรุนแรงในเชิงทำลายอาจจะบีบคั้นตัวเองหรือทำการรุนแรงต่อตนเองโดยไม่รู้ตัว) ๑.๖.๔.๒ การพัฒนาชีวิตมนุษย์ตามแนวพุทธปรัชญา ชีวิตมนุษย์ประกอบด้วยส่วนประกอบที่เป็นนามธรรมและส่วนประกอบที่เป็นรูปธรรม ส่วนประกอบที่เป็นนามธรรมเรียกรวมว่า จิตใจ สำหรับส่วนประกอบที่เป็นรูปธรรม เรียกว่า ร่างกาย การพัฒนาชีวิตมนุษย์จึงเป็นการพัฒนาจิตใจและร่างกายของมนุษย์จิตใจและร่างกายเป็นพื้นฐานแห่ง ชีวิต การพัฒนาทั้งจิตใจและร่างกายจำต้องดำเนินการไปพร้อม ๆ กัน และมีลักษณะการพัฒนาแบบ สมดุล (Balanced Development) พระพุทธศาสนาพิจารณาว่า จิตใจเป็นผู้นำร่างกาย ร่างกาย เคลื่อนไหวไปตามความต้องการของจิตใจเป็นส่วนใหญ่ พลังขับเคลื่อนให้ร่างกายเคลื่อนไหว นอกจาก ระบบการสั่งการจากประสาทในสมองแล้ว ส่วนที่มีพลังที่สุดบังคับให้สมองสั่งการคือจิตใจนั้นเอง ตามปกติจิตใจจัดอยู่ในระบบรับความรู้สึกและระบบการรับรู้(Perception) ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ ของจิตทั่วไป เช่น รู้สึกดีใจ รู้สึกเศร้าใจ รู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ความรู้สึกดังกล่าวเกิดขึ้นจากการได้สัมผัส กับสิ่งที่มากระทบทางประสาทสัมผัส เช่น ตาได้สัมผัสกับรูป หูได้สัมผัสกับเสียง หากจิตใจชอบก็จะ ปรุงแต่งให้เกิดความสุขความยินดีในทางกลับกันหากจิตใจไม่ชอบก็จะปรุงแต่งให้เกิดความเกลียด ความทุกข์ สภาพความรู้สึกสุข หรือทุกข์ขึ้นอยู่กับระดับการรับรู้การรับรู้เป็นภาวะที่จิตเปิดรับข้อมูล ข่าวสาร มีความสามารถในการแยกแยะข้อดีข้อเสียของสิ่งที่มากระทบทางตา หูจมูก ลิ้น และกาย การได้สัมผัสกับสิ่งที่มากระทบเรียกว่า ประสบการณ์การรับรู้เป็นความตั้งใจที่จะรับข้อมูลข่าวสาร ที่มากระทบประสาทสัมผัสหรืออินทรีย์ทั้ง ๕ ดังกล่าว ผลที่ปรากฏจากการตั้งใจรับข้อมูลข่าวสาร ทำ ให้เกิดการประเมินค่าว่า สิ่งนั้นมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ต่อชีวิตตนเองและต่อบุคคลอื่น ๆ ใน สังคมมากน้อยเพียงใด ตามหลักพุทธปรัชญา พื้นฐานเบื้องต้นของการพัฒนามี๒อย่างคือ ๑) สิ่งแวดล้อมที่ดี(กัลยาณมิตร/ปรโตโฆสะ) และ ๒) การเตรียมจิตใจให้ตั้งใจรับรู้อย่างเป็นระบบและ เชื่อมั่น (กุศลฉันทะ)


๕๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๑ สิ่งแวดล้อมที่ดี (กัลยาณมิตร/ปรโตโฆสะ) สิ่งแวดล้อมที่ดีคือการมีมิตรที่ดีชุมชนสังคมที่ดีศิลปวัฒนธรรมที่ดีประเพณีปฏิบัติต่าง ๆ ที่ ดีงาม รวมถึงระบบการเมืองการปกครองที่ดีผู้นำทางสังคมที่ดีเป็นต้น สิ่งแวดล้อมที่ดีทำให้เกิดศรัทธา ความเชื่อมั่นในการทำความดีและชักจูงโน้มน้าวให้ยึดถือเป็นแบบอย่างของการพัฒนาเพื่อให้บรรลุถึง เป้าหมายที่ดีงาม ในคัมภีร์สังยุตตนิกาย มหาวารมรรค พระพุทธเจ้าตรัสว่า๓๙ “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อดวงอาทิตย์อุทัยอยู่ ย่อมมีแสงอรุณเป็นบุพนิมิต ฉันใด ความมีกัลยาณมิตรก็เป็นตัวนำเป็นบุพนิมิต แห่งการเกิดขึ้นของอริยอัษฏางคิกมรรคแก่ภิกษุ ฉันนั้นภิกษุผู้มีกัลยาณมิตร พึงหวังสิ่งนี้ได้คือ จักเจริญ จักทำให้มาก ซึ่งอริยอัษฏางคิมรรค” ข้อนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าการปฏิบัติตามหนทางอันประเสริฐหรืออริยมรรคจักดำเนินไป ได้ก็โดยอาศัยกัลยาณมิตรเป็นแบบอย่าง การปฏิบัติตามอริยมรรคถือได้ว่าเป็นการยกระดับการดำเนิน ชีวิตให้สูงขึ้นหรือให้ประเสริฐขึ้น กัลยาณมิตร รวมเอาสิ่งที่เป็นสัปปายะ คือ องค์ประกอบต่าง ๆ ที่ เอื้อต่อการพัฒนาจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้น๔๐ ๒ การเตรียมจิตใจให้ตั้งใจรับรู้อย่างเป็นระบบและเชื่อมั่น (กุศลฉันทะ) การเตรียมจิตใจให้พร้อมรับรู้เป้าหมายของการพัฒนาต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบการ เตรียมความพร้อมทางจิตใจนี้ เป็นการโน้มนำความคิดให้เชื่อว่า การพัฒนานั้นเป็นสิ่งที่ดีขณะเดียวกัน การกระตุ้นให้มนุษย์มีความเชื่อมั่นว่า การพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพสูงขึ้นและมีจิตใจที่เพียบพร้อม ด้วยคุณธรรมและจริยธรรมอันดีงามนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีคุณค่า มีศักดิ์ศรีมีสถานภาพในสังคม สูงขึ้น กระบวนการขั้นนี้อาจเรียกว่า เป็นขั้นตอนการสร้างความใฝ่รู้หรือความกระตือรือร้นใฝ่รู้ใฝ่ พัฒนา (กุศลฉันทะ)๔๑ ๒๐ มนุษย์ต้องได้รับการถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการพัฒนาอย่าง แจ่มชัด ๓๙ สํ.ม. ๑๙/๑๒๙/๓๖ ๔๐ สัปปายะคือสภาวะที่เกื้อหนุนการบำเพ็ญสมาธิมี๗ อย่างคือ(๑) ที่อยู่อาศัย(๒)แหล่งอาหาร (๓) เรื่องที่ พูดคุยเสริมการปฏิบัติ(๔) บุคคลที่เกี่ยวข้องช่วยให้จิตใจสงบผ่องใส (๕) อาหารการกิน (๖) อุณหภูมิสภาพแวดล้อม (๗) อิริยาบถ ดูรายละเอียดใน วินย. อ. ๑/๕๒๔ ๔๑ ฉันทะ เป็นหลักการนำไปสู่ความสำเร็จข้อ ๑ ในหลักธรรม อิทธิบาท ๔ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ที.ปา.๑๑/๒๓๑/๒๓๓


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๕๑ Fundamentals of Social Development กุศลฉันทะ จำเป็นต้องปลูกฝังให้เกิดมีขึ้นในจิตใจของมนุษย์กุศลฉันทะเปรียบเสมือน สภาพดินที่ดีพร้อมที่จะรองรับการปลูกพืชให้เจริญงอกงามและให้ผลผลิตตามที่ผู้ปลูกต้องการ ดังนั้น การรับรู้สิ่งที่ดีมีประโยชน์มีคุณค่า เป็นแรงกระตุ้นอย่างหนึ่งที่ส่งเสริมให้บุคคลมีความพร้อมที่จะรับ การฝึกอบรมในสิ่งที่ดีงาม และมีความกระตือรือร้นในการรับการฝึกอบรมหรือการพัฒนาโดยไม่ท้อแท้ แม้จะมีอุปสรรคมาขัดขวางก็จะไม่ยอมท้อยิ่งมีกุศลฉันทะแรงหรือเข้มแข็งมากเท่าไรก็ยิ่งมีวิริยะ อุตสาหะที่จะรับการฝึกอบรมมากขึ้นเท่านั้น กุศลฉันทะเป็นความพร้อมแห่งจิตใจที่เสริมด้วยปัญญา คือมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่ได้รับมาอย่างดีสามารถแยกแยะได้ว่าความรู้ที่ได้รับมามีประโยชน์หรือ ไร้ประโยชน์ พระพุทธศาสนาในการพัฒนาสังคมไทยนั้นต้องพัฒนาคนควบคู่ด้วย เพื่อให คนมีความ เข้มแข็งทั้งร่างกาย จิตใจและปัญญา โดยการประพฤติปฏิบัติอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม ดำรงชีวิตอยู่บน รากฐานของสัจจะหรือความจริง ไม่หลงงมงาย มีความพอเพียง รู จักช่วยเหลือตนเอง ให สามารถ พึ่งตนเองได้และดำรงชีวิตอย่างมีความสุข หลักธรรมที่นํามาใช ในการพัฒนาสังคม ได้แก หลัก กรรม คือ ความเพียรหรือความพยายาม หลักไตรสิกขา คือ การพัฒนาพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา ให ดียิ่งขึ้น หลักอัปปมาทะ คือการไม่รอเวลาและไม่ประมาท และหลักอิสรภาพแห งการพึ่งตนได้ คือ การพึ่งตนเองและเป็นอิสระ ๑.๗ สรุปความรู้พื้นฐานการพัฒนาสังคม ในการสรุปความรู้พื้นฐานการพัฒนาสังคมจะประอบด้วยปรัชญาการพัฒนาสังคม (Philosophy of Social Development)จากหัวข้อ ๑.๑ แนวคิดทฤษฎีพัฒนาจาก (The Theoretical Concept of Development) หัวข้อ ๑.๒ มาตรการการพัฒนาสังคม (The Measures of Social Development) จากหัวข้อ ๑.๓ วิธีการการพัฒนาสังคม (The Methods of Social Development) จากหัวข้อ ๑.๔ อุปสรรคในการพัฒนาสังคม (The Barriers of Social Development) จากหัวข้อ ๑.๕ และ มุมมองพระพุทธศาสนากับความรู้พื้นฐานการพัฒนาสังคม (Foundational Knowledge of Social Development under the Buddhism Perspectives) จากหัวข้อ ๑.๖ ดังสังเขปข้างล่างนี้ ปรัชญาการพัฒนาสังคม (Philosophy of Social Development) จากหัวข้อ ๑.๑ - การพัฒนาสังคมต้องทำให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งธรรมชาติ แต่มนุษย์จะอาศัย สิ่งแวดล้อมหรือยอมให้สิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนดเพียงอย่างเดียวไม่ได้ มนุษย์ต้องใช้ปรัชญาในนาม ของสติปัญญากำหนดตนเองด้วย มิฉะนั้น มนุษย์จะกลายเป็นทาสของธรรมชาติ (สมบูรณ์ เป่าเนาะ ,๒๕๖๓)การพัฒนาสังคมตามแนวคิดทางปรัชญาของ ดร.บี อาร์ เอ็มเบ็ดการ์ ต้องอิงศาสนาเพราะมี


๕๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คุณลักษณะของความเสมอภาค เสรี และภราดรภาพตามธรรมชาติและเป็นวิทยาศาสตร์นั่นเองตามที่ (อรนิตย์ จิวโพธิ์เจริญ, ๒๕๖๒)พร้อมการการปฏิรูปศาสนา และการปฏิรูปสังคม ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๙ ทรงเสนอ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Philosophy of Sufficiency Economy) ได้ทรงเน้นย้ำ แนวทางพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึงความ พอประมาณ ความมีเหตุผลการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีตลอดจน ใช้ความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน ในการดำรงชีวิต การป้องกันให้รอดพ้นจากวิกฤต และให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มีองค์ประกอบได้แก่ ความพอประมาณ ความ มีเหตุผล และ ภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ภายใต้เงื่อนไขหลักคุณธรรม หลักวิชา และเงื่อนไขชีวิต ดังนั้น นักพัฒนาไม่ควรยึดติดอยู่กับกรอบความคิดเดิม ๆ ที่แสวงหาความมั่งคั่งให้ตนเองโดยเอาประชาชน เป็นเครื่องมือในการก้าวไปสู่สิ่งอื่น แนวคิดทฤษฎีพัฒนาจาก (The Theoretical Concept of Development) หัวข้อ ๑.๒ สังคมที่สำคัญประกอบด้วยทฤษฎีสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาประเทศ / ชุมชนท้องถิ่น และ ทฤษฎีการพัฒนาแบบผสมผสานเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นที่นิยมใช้ ๓ ทฤษฎี ดังนี้๑) ทฤษฎีความ จำเป็นพื้นฐาน (Basic Needs Theory) เสนอโดย องค์การกรรมกรระหว่างประเทศ (International Labour Organization) เมื่อปี ค.ศ. 1976) ทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (Rama IX’s New Theory) โดยใช้หลักการประสานงานระหว่าง “ชาวบ้าน” “วัด” และ “ราชการ” เรียกย่อ ๆ ว่า “บวร” ทรงให้วัดเป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือ และ ๓) โมเดล “ประเทศไทย ๔.๐” เป็นสิ่ง ที่ท้าทายรัฐบาลปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง โดยการนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ หัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คสชฺ.) ที่จะนำพาพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะคนยากจนที่มากที่สุดใน ประเทศ ให้หลุดพ้นจากวงจรอุบาท์ คือ “โง่ จน เจ็บ” ไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว มาตรการการพัฒนาสังคม(The Measures of Social Development) จากหัวข้อ ๑.๓ - การวางรากฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศอย่างเป็นระบบโดยจำเป็นต้องมุ่งเน้นการ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพมนุษย์ สร้างความอยู่ดีมีสุขของ ครอบครัวไทยซึ่งเป็นหน่วยที่ย่อยที่สุดเพื่อให้สามารถเป็นพลังในการขับเคลื่อนช่วยเหลือสังคม พัฒนา และยกระดับคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ดี เก่ง และมีคุณภาพพร้อม ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างเต็มศักยภาพโดยมี ๕ มาตรการดังนี้ ๑) มาตรการ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพมนุษย์ ๒) มาตรการการพัฒนา เด็กตั้งแต่ช่วงการตั้งครรภ์จนถึงปฐมวัย ๓) มาตรการการพัฒนาช่วงวัยเรียน/วัยรุ่น ๔) มาตรการการ พัฒนาและยกระดับศักยภาพวัยแรงงาน และ ๕) มาตรการการส่งเสริมศักยภาพวัยผู้สูงอายุ องค์ความรู้การพัฒนาสังคม - การพัฒนา เป็นวาทกรรม (Discourse) ที่กำหนดให้คุณค่าแก่ กระบวนการทางสังคมอย่างหนึ่ง (Social Process) ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรลุถึงเป้าหมายการสร้าง


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๕๓ Fundamentals of Social Development ความเจริญเติบโต (Growth) ความก้าวหน้า (Progress) และสร้างความเข้มแข็งหรือความยั่งยืนให้แก่ ระบบต่าง ๆ ในสังคม (Sustainability of the Social Systems) และสังคมดำรงอยู่ได้อย่างสมดุล ระบบต่าง ๆ ในสังคม ซึ่งเป็นที่ปรารถนาร่วมกันของภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคองค์กรทางสังคม กล่าวอีกนัยหนึ่งการพัฒนาคือกระบวนการที่ภาคส่วนทั่วไปในสังคม ต้องการให้เกิดสิ่งที่เรียกกันว่า เป็นคุณภาพประสิทธิภาพ และสุขภาพ ในระดับชีวิต ระดับชุมชน ระดับองค์กร และระดับสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ส่วนทางพุทธปรัชญาการพัฒนาคือกระบวนการสร้างความเจริญงอกงาม ทางสติปัญญา(Intellectual Growth) หรือ ปัญญาภาวนา คือ ความเจริญงอกงามทางอารมณ์ (Emotional Growth) หรือสีลภาวนา ปรัชญาการพัฒนาบนพื้นฐานของสิทธิที่หน่วยงานภาครัฐและ ภาคเอกชนรับไปปฏิบัติทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติมุ่งเพื่อขยายแนวคิดเรื่องความยากจนโดย ครอบคลุม ถึงมิติทางสังคมแห่งความยากจน นั้นคือ สาเหตุและอาการ (Causes and Symptoms) แห่งความยากจนด้วย ดังนั้น การส่งเสริมให้กลุ่มชนด้อยโอกาสมีพลัง การเสริมสร้างความเป็นปึกแผ่น มั่นคงทางสังคมให้มากยิ่งขึ้น และกระบวนการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ จึง พิจารณาได้ว่าเป็นส่วนประกอบในเรื่องสิทธิในการพัฒนา และเป็นปัจจัยการสนองตอบ ความต้องการ อย่างยั่งยืน ดังนั้นการพัฒนาก็เพื่อความเป็นปึกแผ่นทางสังคม เพื่อการมีส่วนร่วมทางสังคม และ การ เพื่อความมั่นคงปลอดภัยทางสังคม ความหมายและความสำคัญของการพัฒนาสังคม - ความหมายของการพัฒนาสังคมจาก แนวคิดนักวิชาการ และสำนักงานต่าง ๆ เช่น พัทยา สายหู (๒๕๔๔ น. ๒๕๓) สัญญา สัญญาวิวัฒน์( ๒๕๔๖ น.๔) วิชัย รูปขำดี (๒๕๕๐ น.๑๙๕) ติน ปรัชญพฤทธิ์ (๒๕๕๕ น. ๒๕๑) สำนักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ (๒๕๕๐ น.๘) สำนักมาตรฐานการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ (๒๕๔๙/ ๒๕๖๐ น.๒๕) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑-๑๒ สำนักงาน ESCAP (Economic and Social Commission for Asia and Pacificม (1970) และ สำนักงาน Economic and Social Affairs (ค.ศ.1975/พ.ศ. ๒๕๑๘ น.๘) ว่า การพัฒนาสังคม เป็นกระบวนการทำงานที่หลากหลายทางสังคมโดยมีเป้าหมายให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุข ร่วมมือ ช่วยเหลือร่วมกันอย่างต่อเนื่อง จนนำสู่ความมั่นคงของมนุษย์ในทุกมิติที่บทเรียนของการพัฒนาสังคม ที่ผ่านมา ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑ - ๑๒ ที่อยู่บนพื้นฐานของยุทธศาสตร์ ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๒) ซึ่งเป็น แผนแม่บทหลักของการพัฒนาประเทศ และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) รวมทั้งการปรับโครงสร้างประเทศไทยไปสู่ประเทศไทย ๔.๐ ตลอดจน ประเด็นการปฏิรูปประเทศ นอกจากนั้นได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคีการพัฒนาทุกภาค ส่วนทั้งในระดับกลุ่มอาชีพ ระดับภาค และระดับประเทศในทุกขั้นตอนของแผนฯ อย่างกว้างขวาง และต่อเนื่องเพื่อร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ และทิศทางการพัฒนาประเทศรวมทั้งร่วมจัดทำรายละเอียด


๕๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ยุทธศาสตร์ของแผนฯ เพื่อเสริมให้สังคมอยู่ดีกินดีมีความอบอุ่นอยู่ร่วมกันเป็นปรกติสามารถดำรงชีวิต วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมได้ ให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และ มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อมุ่งสู่ “ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน” จากการพิจารณาความหมาย ทั้ง ๔ ของการพัฒนาสังคมข้างต้น จะเห็นว่าการพัฒนาสังคมมีความหมายด้วยกันหลากหลาย สำหรับ ในสังคมไทย สามารถสรุปได้ว่า การพัฒนาสังคม หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้สมาชิกใน สังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเป็นการกระทําใด ๆ ก็ตามที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงต่อโครงสร้างทาง สังคม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สมาชิกในสังคมที่อยู่ร่วมกันมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่ง หมายถึงลักษณะที่เป็นทั้งด้านวัตถุเพื่อร่างกาย ด้านจิตใจและด้านสิ่งแวดล้อมทั้งที่เป็นนามธรรมและ รูปประธรรม จากการกระจายรายได้ที่มีลักษณะตกต่ำลงเรื่อย ๆ เป็นสิ่งที่ยืนยันความเชื่อที่ว่า แม้ว่า ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จอย่างสูงทางด้านการเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจและ อุตสาหกรรม แต่ความเจริญดังกล่าวไม่ได้กระจายไปสู่ประชาชนโดยทั่วหน้ากัน แต่หากกระจุกตัวอยู่ กับกลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้นจากการวิเคราะห์ปัญหาความเลื่อมล้ำทางสังคมและความยากจน ความ ยากจนเกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน มีลักษณะเป็นลูกโซ่ วัฏจักรแห่งความ ยากจน ดังนั้น การพัฒนาชุมชน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยลดช่องว่างทางสังคมและขจัด ปัญหาความยากจนในชุมชนให้ลดน้อยลง ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐบาล เอกชน องค์กรชุมชน นักวิชาการ และองค์กรธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาครัฐบาล ซึ่งเป็นองค์กรหลัก ในการพัฒนา ต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาโดยการบรรจุไว้ใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นแนวทางและมีมาตรฐานในการปฏิบัติเป็นขั้นตอนและ มีความต่อเนื่อง ตามโครงการที่กำหนด เพื่อขจัดปัญหาความยากจนให้หมดสิ้นไป วิธีการการพัฒนาสังคม (The Methods of Social Development)จากหัวข้อ ๑.๔ - การพัฒนาเป็นการทำให้ดีขึ้น ให้เจริญขึ้น เป็นการเพิ่มคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ พัฒนาจากสิ่งที่มีอยู่เดิม หรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมา โดยมีขอบข่ายเนื้อหาได้แก่ การพัฒนาตนเอง การพัฒนาสังคม และการ พัฒนาสังคมไทย ๑. การพัฒนาตนเอง (Self-Development) หมายถึง ความต้องการของบุคคล ใน การที่จะพัฒนาความรู้ ความสามารถของตนจากที่เป็นอยู่ ให้มีความรู้ ความสามารถเพิ่มขึ้น เกิด ประโยชน์ต่อตน และหน่วยงาน อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาตนเองตามศักยภาพของตนให้ดีขึ้นทั้งทาง ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ๒. การพัฒนาชุมชน (Community Development) หมายถึง การทำให้ชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น หรือเจริญขึ้น ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตลอดจนการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนให้ดีขึ้น ๓. การพัฒนาสังคม (Social Development) หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ดีทั้งในด้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง และวัฒนธรรม เพื่อประชาชนจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งทางด้านที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม สุขภาพอนามัย การศึกษา การมีงานทำ มีรายได้เพียงพอ


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๕๕ Fundamentals of Social Development ในการครองชีพ ประชาชนได้รับความเสมอภาค ความยุติธรรม มีคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ประชาชนต้องมี ส่วนร่วมในกระบวนการเปลี่ยนแปลงทุกขั้นตอนอย่างมีระบบ ๔. การพัฒนาสังคมไทย สามารถ กระทำไปพร้อม ๆ กันทั้งสังคมในเมืองและสังคมชนบท แต่เนื่องจากสังคมชนบทเป็นที่อยู่อาศัยของ ชนส่วนใหญ่ของประเทศ การพัฒนาจึงทุ่มเทไปที่ชนบทมากกว่าในเมือง และการพัฒนาสังคมจะต้อง พัฒนาหลาย ๆ ด้าน ไปพร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะที่เป็นปัจจัยต่อการพัฒนาด้านอื่น ๆ ได้แก่การศึกษา และการสาธารณสุข การพัฒนาด้านการศึกษา การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ในการวัดความเจริญ ของสังคม สำหรับประเทศไทยการพัฒนาด้านการศึกษายังไม่เจริญก้าวหน้าอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งสังคมในชนบทของไทย จะพบประชาชนที่ไม่รู้หนังสือ และไม่จบการศึกษาภาคบังคับอยู่ ค่อนข้างมากความสำคัญของการศึกษาที่มีต่อบุคคลและสังคม อุปสรรคในการพัฒนาสังคม(The Barriers of Social Development)จากหัวข้อ ๑.๕ - ภาวะสังคมไทย ไตรมาสสอง ปี ๒๕๖๓ - สถานการณ์ทางสังคมที่สำคัญ ได้แก่ การปรับตัวทาง การศึกษาในภาวการณ์ระบาดของ COVID-19 นักเรียนต้องเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มกำรเรียนรู้อื่น ความท้าทายของการออกแบบระบบการคุ้มครองทางสังคมการระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบ ต่อแรงงานและประชาชนทั่วไป ความเคลื่อนไหวทางสังคม ได้แก่ ๑) ผู้ว่างงานมีจำนวนเพิ่มขึ้น ๒) การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังลดลง ๓) คดีอาญารวมลดลง ๔) การเกิดอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิต ๕) การ จ้างงานลดลง ๑.๙% ๖) หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ๓.๙% ๗) ผู้ป่วยโรคเฝ้าระวัง % ๘) เครื่องดื่ม แอลกอฮอล์และบุหรี่ ๙.๗% ๙) คดีอาญา และ ๑๐) อุบัติเหตุจราจร มุมมองพระพุทธศาสนากับความรู้พื้นฐานการพัฒนาสังคม (Foundational Knowledge of Social Development under the Buddhism Perspectives) จากหัวข้อ ๑.๖ -การพัฒนาคือกระบวนการที่ภาคส่วนทั่วไปในสังคม ต้องการให้เกิดสิ่งที่เรียกกันว่า เป็นคุณภาพ ประสิทธิภาพ และสุขภาพ ในระดับชีวิต ระดับชุมชน ระดับองค์กร และระดับสิ่งแวดล้อมตาม มาตรฐานที่กำหนดไว้ ลักษณะการพัฒนาสังคมตามหลักพุทธปรัชญามีลักษณะดังนี้คือการพัฒนา ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน เป้าหมายการพัฒนาบุคคลตามหลักพุทธปรัชญาก็คือการบรรลุถึงภาวะ เจริญก้าวหน้าสร้างสิ่งที่ดีงาม ให้เกิดมีขึ้น (ภาวิต) มีวิชชาความรู้ (วิชชา) รู้จักพอเพียง (อโลภะ) และมี จิตใจที่ประกอบด้วยความรักความเมตตาไม่คิดโกรธ (อโกรธะ) มีสติตลอดเวลา (อโทสะ) เป้าหมาย ของการพัฒนาสังคมตามหลักพุทธปรัชญา คือสังคมต้องปลอดภัย สงบสุข ปราศจาการเบียดเบียน ทารุณกรรม และปราศจากการกระทำความรุนแรงต่อกันและกัน เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาสังคม ตามหลักพุทธปรัชญา มีดังนี้ ๑) การปรับปรุงคุณภาพชีวิต ๒) ความยุติธรรม (Justice) และ ๓)การไม่ ก่อความรุนแรง(Non-violence) ส่วนพุทธวิธีแก้ปัญหามนุษย์ สังคม และธรรมชาติ- การแก้ปัญหา จะต้องดำเนินการเป็นระบบ และเป็นกระบวนการและเป็นการ แก้ปัญหาแบบที่สมัยใหม่เขาเรียกกัน ว่า บูรณาการ (Integrated) และเป็นองค์รวม (Holistic) โดยมีองค์ประกอบที่ประสานครบถ้วนและ


๕๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สัมพันธ์กันครบถ้วนถูกต้องพอดีตลอดทั้งองค์รวม จึงจะทำให้เกิดภาวะสมดุล หรือดุลยภาพได้ที่มีต่อ ธรรมชาติ ต่อพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ และต่อการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในทางสร้างสรรค์ การรู้จักพอดีในการบริโภค มีความหมายรวมไปถึงการสร้างสรรค์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปในแนวทางใหม่ เพื่อสนองท่าทีต่อธรรมชาติและพฤติกรรมทางเศรษฐกิจอย่างที่กล่าวมาแล้ว ทิศทางพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยในสิบปีข้างหน้าโดยมีทัศนะเกี่ยวกับการใช้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีในการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนว่ามนุษย์ประมวลนำความรู้จากธรรมชาติมาปรับปรุงวิถีชีวิต ของตนให้สะดวกสบายขึ้น ความรู้นี้คือวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นความรู้สากล มนุษย์ได้นำความรู้สาขานี้ และความรู้ในสาขาอื่น เช่นเศรษฐศาสตร์การเงินมาประยุกต์ใช้เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ที่ เรียกว่า เทคโนโลยีในอีกด้านหนึ่งมนุษย์ก็ต้องพยายามศึกษาจิตใจของมนุษย์เอง เพื่อมุ่งลดความทุกข์ แสวงหาความสุขและวิถีชีวิตที่สงบ ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติโดยลดการเบียดเบียนกัน ความรู้นี้ก็คือ ศาสนธรรมเพื่อให้การแก้ปัญหามนุษย์สังคม และสภาพแวดล้อมบังเกิดผลอย่างสมบูรณ์บุคคลจำเป็น จะต้องพิจารณาลดพฤติกรรมที่เป็นอุปนิสัย หรือความเคยชินที่เป็นพิษเป็นภัยต่อการพัฒนาตนและ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้แก่การทำอะไรตามสบาย พฤติกรรมเห็นแก่ความสนุกเป็นที่ตั้ง ซึ่งเป็นพฤติกรรมระดับบุคคล และพฤติกรรมระดับสังคมวัฒนธรรม เช่น พฤติกรรมหน้าใหญ่ใจโต พฤติกรรมหลงใหลรวมทั้งพฤติกรรมการแก้ปัญหาด้วยความเห็นแก่ตัวแต่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการ แก้ปัญหาเป็นเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมแทน ถ้าสามารถทำได้อย่างนี้ก็เท่ากับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ สำหรับการสร้างสันติสุขส่วนบุคคล และสร้างสันติภาพของสังคมไปพร้อม ๆ กัน มุมมองพระพุทธศาสนาในการพัฒนาสังคม - พุทธปรัชญาว่าด้วยการพัฒนาสังคม ครอบคลุม การพัฒนาชีวิต จิตใจ กฎกติกาโครงสร้างอำนาจทางสังคมและการรักษาความสมดุลแห่ง ระบบนิเวศ (Ecosystem) การพัฒนาสังคมตามหลักพุทธปรัชญา ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ๑) ในการ ปรับปรุงคุณภาพชีวิต ทุกระดับจนถึงมาตรฐานภาวจิต นั่นคือสังคมต้องก้าวหน้าวิถีชีวิตของบุคคลใน สังคมต้องก้าวหน้า (Progress) ไปสู่ระดับที่พึงพอใจ ๒) ความยุติธรรม (Justice) ความเท่าเทียมกัน (Equality) มนุษย์ทุกคนในสังคมต้องได้รับการปฏิบัติอย่างยุติธรรม ผู้มีอำนาจในสังคมต้องอำนวย ความยุติธรรมและการให้บริการต่าง ๆ โดยไม่เลือกปฏิบัติ (ละเว้นอคติ๗) และคำนึงถึงหลักการปฏิบัติ ที่เหมาะสมด้วยปัญญาที่ชาญฉลาดลึกซึ้งและชัดเจน (อุเบกขา) ความยุติธรรมและความเป็นธรรมนี้ รวมถึงการให้รางวัลและลงโทษด้วย และ ๓) การไม่ก่อความรุนแรง (Non-violence) ปัญหาความ รุนแรง (Violence) ในการพัฒนาชีวิตมนุษย์ตามแนวพุทธปรัชญา สภาพความรู้สึกสุข หรือทุกข์ขึ้นอยู่ กับระดับการรับรู้การรับรู้เป็นภาวะที่จิตเปิดรับข้อมูลข่าวสาร มีความสามารถในการแยกแยะข้อดี ข้อเสียของสิ่งที่มากระทบทางตา หูจมูก ลิ้นและกาย การได้สัมผัสกับสิ่งที่มากระทบเรียกว่า ประสบการณ์การรับรู้เป็นความตั้งใจที่จะรับข้อมูลข่าวสาร ที่มากระทบประสาทสัมผัสหรืออินทรีย์ทั้ง ๕ ดังกล่าว ผลที่ปรากฏจากการตั้งใจรับข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดการประเมินค่าว่าสิ่งนั้นมีประโยชน์


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๕๗ Fundamentals of Social Development หรือไม่มีประโยชน์ต่อชีวิตตนเองและต่อบุคคลอื่น ๆ ในสังคมมากน้อยเพียงใด ตามหลักพุทธปรัชญา พื้นฐานเบื้องต้นของการพัฒนามี๒อย่างคือ ๑) สิ่งแวดล้อมที่ดี (กัลยาณมิตร/ปรโตโฆสะ) และ ๒) การ เตรียมจิตใจให้ตั้งใจรับรู้อย่างเป็นระบบและเชื่อมั่น (กุศลฉันทะ)


๕๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ทดสอบความรอบรู้ท้ายบท ๑. ความหมายของปรัชญาการพัฒนาสังคมสมัยใหม่ควรครอบคลุมถึงเรื่องใดบ้าง ๒. ความหมายของแนวคิดทฤษฎีพัฒนาสังคมทางตะวันตกใดบ้างที่ไม่เหมาะกับการนำไปใช้ พัฒนาประเทศทางเอเชีย ๓. มาตรการการพัฒนาสังคมต้องเข้มงวดในระดับใด อธิบายพอสังเขป ๔. วิธีการพัฒนาสังคมมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้หรือไม่ หรือจำเป็นต้องมีการพัฒนาวิธีการการพัฒนา สังคม ยกตัวอย่างพร้อมอธิบายโดยละเอียด ๕. อุปสรรคในการพัฒนาสังคมย่อมมีมากมายแต่ท่านเห็นด้วยหรือไม่ว่า “คน”เป็นอุปสรรค ต่อกรพัฒนามากที่สุด ยกตัวอย่างพร้อมอธิบายพอสังเขป ๖. ในมุมมองพระพุทธศาสนากับความรู้พื้นฐานการพัฒนาสังคมนั้น ท่านคิดว่าพระธรรม หมวดใดเหมาะสมที่สุดในการพัฒนาสังคมไทยในปัจจุบันและในอนาคต


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๕๙ Fundamentals of Social Development เอกสารอ้างอิงประจำบท ๑. ภาษาไทย ก. ข้อมูลปฐมภูมิ ฉันทะ เป็นหลักการนำไปสู่ความสำเร็จข้อ ๑ ในหลักธรรม อิทธิบาท ๔ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ที.ปา.๑๑/๒๓๑/๒๓๓ สํ.ม. ๑๙/๑๒๙/๓๖ สัปปายะคือสภาวะที่เกื้อหนุนการบำเพ็ญสมาธิมี๗ อย่างคือ(๑) ที่อยู่อาศัย(๒)แหล่งอาหาร (๓) เรื่องที่ พูดคุยเสริมการปฏิบัติ(๔) บุคคลที่เกี่ยวข้องช่วยให้จิตใจสงบผ่องใส (๕) อาหารการกิน (๖) อุณหภูมิสภาพแวดล้อม (๗) อิริยาบถ ดูรายละเอียดใน วินย. อ. ๑/๕๒๔ ข. ข้อมูลทุติยภูมิ กองพัฒนาข้อมูลและตัวชี้วัดสังคม (กขส.) ภาวะสังคมไทย ไตรมาสสอง ปี ๒๕๖๓. สำนักงานสภา พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. สำนักนายกรัฐมนตรี. กรุงเทพฯ. ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๓ (เดือนสิงหาคม ๒๕๖๓) หน้า ๑-๔๓. จำนงค์ อดิวัฒนสิทธิ์, ศ.ดร.ปรัชญาทางสังคมแห่งพระพุทธศาสนา (Social Philosophy of Buddhism). (ชุดความรู้เกี่ยวกับปรัชญา สังเคราะห์ชุดที่ ๑ สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มจร จัดพิมพ์เนื่องในวโรกาสวันจำนงค์ ทองประเสริฐ, ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒), หน้า ๑๒๘-๑๔๖. ชาญชัย อาจินสมาจาร. หลักการจัดการ = Principles of management. ปัตตานี: สถาบันเพื่อ ความก้าวหน้าทางวิชาการ, [๒๕๕๗]. HD37.T5 ช๔๘๖ห, ๖๕๘.4 ช๔๘๕ห ๒๕๕๗. ติน ปรัชญพฤทธิ์. การบริหารการพัฒนา: ความหมาย เนื้อหา แนวทางและปัญหา. พิมพ์ครั้งที่ ๑๓. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, (๒๕๕๕), น. ๒๕๑. ปราณี รามสูต และจำรัส ด้วงสุวรรณ. พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน. กรุงเทพฯ: ธนะการพิมพ์. (๒๕๔๕) หน้า ๑๒๕-๑๒๘. พิเชษฐ์ บัวบังขัง.กฎบัตรการตรวจสอบภายในสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๐ (ฉบับปรับปรุง). สำนักงานปลัดกระทรวง ฯ , กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (คัดจาก https://www.msociety.go.th/more_news.php?cid=95, ลว ๙ ธันวาคม ๒๕๕๙, น. ๒๕) (เมื่อ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๓). วงศ์สถิตย์ วิสุภี, ดร. บทบาทชุมชนท้องถิ่นกับการขับเคลื่อนสู่โมเดลประเทศไทย 4.0./The role of local communities to propel Thailand to model 4.0. อ าจาร ย ์ ปร ะ จำ


๖๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย บัณฑิตศึกษา สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน. [ออนไลน์] แหล่งที่มา https://www.sites. google.com/a/life.ac.th/main/bthkhwam-wichakar?tmpl=%2 Fprint%2 F&show PrintDialog=1 [๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๐]. วิชัย รูปขำดี. ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการบริหารการพัฒนา. กรุงเทพฯ:สถาบันบัณฑิตพัฒ นบริหารศาสตร์. (๒๕๕๐), น.๑๙๕. สนธยา คุณศรี. ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชุมชน (พิมพ์ครั้งที่ ๔). กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์โอเดียนส โตร์, (๒๕๔๕). หน้า. ๑๕๐. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์. (ป.อ. ปยุตฺโต). พุทธธรรม. พิมพ์เพื่อ เป็นอนุสรณ์แก่พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (๒๕๓๗) หน้า ๑๕๗-๑๗๐.และ หน้า ๑๘๖-๒๐๗. สมบูรณ์ เป่าเนาะ. ปรัชญา ศาสนา สังคม และการเมือง: แนวคิดด้านปรัชญาศาสนาและการเมือง OKNation Blog. [อ อ น ไ ล น์] แ ห ล ่ ง ท ี ่ ม า . http://oknation.nationtv.tv/blog/ account.php?id=45812 [เข้าถึง/วันพุธที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๓]. สํานักงานคณะกรรมการพฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ฉบับที่สิบสอง พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔. สํานักนายกรัฐมนตรี.ประกาศเมื่อ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๙ [ออนไลน์] แหล่งที่มา. https://www.nesdc.go.th/ewt_dl_link. php?nid=6422. [เข้าถึง ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๓]. สํานักงานคณะกรรมการพฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. สรุปสาระสำคัญแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่สิบเอ็ด พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๕๙. สํานักนายกรัฐมนตรี. [ออนไลน์] แหล่งที่มา. http://www2.oae.go.th/EVA/download/Plan/Summary Plan11_thai.pdf. [เข้าถึง ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๓]. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง. กลุ่มงานเศรษฐกิจพอเพียง. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. ธันวาคม ๒๕๕๐ หน้า ๖-๒๔. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. สรุปสาระสำคัญ:แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๔). กรุงเทพฯ (๒๕๕๐), น. ๘: อัดสำเนา. สำนักนบายและแผน. แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (๑๑) การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วง ชีวิต (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐). [ออนไลน์] แหล่งที่มา. http://nscr.nesdb.go.th/wpcontent/uploads /2019/04/11 -ศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต.pdf. [เข้าถึง ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๓].


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๖๑ Fundamentals of Social Development สำนักนโยบายและแผน. แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (๑๑) การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วง ชีวิต (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐). [ออนไลน์] แหล่งที่มา. http://nscr.nesdb.go.th/wpcontent/ uploads/2019/04/11 -ศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต.pdf. [เข้าถึง ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๓]. สำนักพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดภาวะสังคม. รายงานสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อม ล้าด้านนรายได้ในระดับภาคของประเทศไทยพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดภาวะสังคม กรกฎาคม ๒๕๖๑ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. แหล่งข้อมูล https://www.nesdc.go.th/ewt_w3c/ewt_dl_link.php? nid=7787 เสรี พงศ์พิศ. ปฏิรูปสังคมไทย. กรุงเทพฯ: เจริญวิทย์การพิมพ์, (๒๕๕๓), หน้า. ๑๓๔ – ๑๔๙. เสรี พงศ์พิศ. วิถีสู่ชุมชนพอเพียง. กรุงเทพฯ: เจริญวิทย์การพิมพ์, (๒๕๕๔), หน้า. ๑๕๐. อรนิตย์ จิวโพธิ์เจริญ, นิสิตปริญญาเอก ภาควิชาปรัชญาและศาสนา. “การพัฒนาสังคมตามแนวคิด ทางปรัชญาของ ดร.บี. อาร์. เอ็มเบ็ดการ์ (Social Development in Philosophical Concepts of Dr. B.R. Ambedkar Approach) ” . ค ณ ะ ม น ุ ษ ย ศ า ส ต ร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. วารสารพุทธมัคค์ ศูนย์วิจัยธรรมศึกษา สำนักเรียนวัดอาวุธวิ กสิตาราม ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๑ (มกราคม-มิถุนายน ๒๕๖๒), หน้า ๙-๑๔. อรนิตย์ จิวโพธิ์เจริญ. (๒๕๖๒). การพัฒนาสังคมตามแนวคิดทางปรัชญาของดร.บี. อาร์. เอ็มเบ็ดการ์ (Social Development in Philosophical Concepts of Dr. B.R. Ambedkar Approach). คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.วารสารพุทธมัคค์ ศูนย์วิจัยธรรมศึกษา สำนักเรียนวัดอาวุธวิกสิตาราม ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๑(มกราคม-มิถุนายน ๒๕๖๒), หน้า ๙-๑๔. แอดมิน. การพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม . [ออนไลน์] แหล่งที่มา http://mouse555. blogspot.com/2015/07/blog-post.html [๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๘/ เข้าถึง ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๓]. ๒. ภาษาอังกฤษ a) Primary Sources b) Secondary Sources Arjan de haan, Social Exclusion: towards a holistic understanding of deprivation. London: DFID, Prepared for the world development. Report ๒๐๐๑ Forum on Inclusion, Justice, and poverty Reduction. (1999). B. R. Ambedkar. Buddha and His Dhamma. Bombay: Thacker and Co. Ltd. (1957), pp. 160, 226.


๖๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย B. R. Ambedkar. Mr. Gandhi and Emancipation of Untouchables. Poona: Bheem Patrika Publiction. (1943), pp. 95-98. Conway, Gordon. Doubly Green Revolution: Food for All in the 2 1st Century. Harmondsworth: Penguin. (1997). Department of Economic and Social Affairs. Development Administration: Current Approaches and Trends in Public Administration for National. United Nations. New York. (1975), p.8. Dhananjay Keer, Dr. Babasaheb Ambedkar: Life and Mission (Mumbai: Popular Prakashan, 1954, 2016). Gail Omvedt, Ambedkar: Towards an Enlightened India (Haryana, India: Penguin Random House, 2004, 2008). K. Raghavendra Rao, Babasaheb Ambedkar (New Delhi: Sahitya Akademi, 1993, 2015). Lede. Sarachchandra M. Sustainable Development: A Critical Review Would Development 19, (6 June 1991: 607-621), p.613. Robert Goodland. Social and Environmental Assignment to Promote Sustainability. Washington, D.C.: World Bank Environmental Management Series No.74. (2000), p. 22. Selman, Paul. Local Sustainability: Managing and Planning Ecologically Sound Places. London: Paul Chapman (1996). Sudri Anand and Amartyasen. Sustainable human development: concept and theories. New York: UNDP Human development Report occasional paper No.8 (1994). UN. Report of the United Nations Conference on Environment and development. New York: Un General Assembly. (1999). UNDP. Human Development Report. New York: UNDP. (1996), p.4.


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๖๓ Fundamentals of Social Development แผนการสอน ประจำบทที่ ๒ ลักษณะสังคมในประเทศไทย ขอบข่ายการเรียนรู้บทที่ ๒ ๑. สังคมเมืองของประเทศไทย ๒. สังคมชนบทของประเทศไทย ๓. มุมมองพระพุทธศาสนากับสังคมในประเทศไทย ๔. ข้อเสนอสำหรับพระสงฆ์ที่เข้าไปแสดงบทบาทต่อการเมือง นักการเมือง และองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ๕. สรุปลักษณะสังคมในประเทศไทย จุดประสงค์การเรียนรู้ ๑. เพื่อให้นิสิตได้ทราบและเข้าใจเกี่ยวกับสังคมเมืองของประเทศไทย ๒. เพื่อให้นิสิตได้ทราบและเข้าใจเกี่ยวกับสังคมชนบทของประเทศไทย ๓. เพื่อให้นิสิตได้ทราบและเข้าใจเกี่ยวกับมุมมองพระพุทธศาสนากับลักษณะสังคมใน ประเทศไทย ๔. เพื่อให้ข้อเสนอแนะพระสงฆ์ที่เข้าไปแสดงบทบาทต่อการเมือง นักการเมือง และองค์กร ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง วิธีสอนและกิจกรรม ๑. บรรยายประกอบเอกสารประกอบการสอน ๒. วิธีสอนแบบอภิปรายเนื้อหา / ซักถาม / และทำแบบฝึกหัดในชั้นเรียน ๓. มอบหมายงานศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง หรือ กำหนดประเด็นร่วมวิเคราะห์ ๔. รายงานผลการศึกษางานมอบหมายหน้าชั้นเรียน และแลกเปลี่ยนกับสมาชิกในชั้นเรียน ๕. มอบหมายใบงานสรุปเนื้อหาที่เรียนการสอนแต่ละครั้ง ๖. อภิปรายหรือทำแบบฝึกหัดท้ายบท แล้วนำผลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ที่ เหมาะสมต่อไป สื่อการเรียนการสอน ๑. เอกสารประกอบการสอน และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ๒. สื่อ Power Point สื่อวีดิทัศน์ สื่อเรียนรู้ออนไลน์ หรือ สื่อเรียนรู้ต่าง ๆ ๓. ใบงานความรู้ หรือ แบบประเมินผลก่อนและหลังเรียน หรือคำถามประจำบทที่ ๒


๖๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย บทที่ ๒ ลักษณะสังคมในประเทศไทย ๒.๑ สังคมเมืองของประเทศไทย งานวิจัย “คนจนเมืองที่เปลี่ยนไปในสังคมเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง” ชี้! คนจน ขยับเป็น ผู้ประกอบการรายย่อยภาคการผลิตแบบไม่เป็นทางการ ท่ามกลางการกีดกัน ด้วยนโยบายพัฒนาที่ไม่ รองรับคนจนเมืองวันนี้ (๑๘ ก.ค. ๒๕๖๓) การประชุมนำเสนอความก้าวหน้าโครงการวิจัย “คนจน เมืองที่เปลี่ยนไปในสังคมเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง” ที่โรงแรม อมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต โดย ๗ นักวิจัย สนับสนุนโดยฝ่ายมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. ๒.๑.๑ คนจนเมือง๒๐๒๐ ที่เปลี่ยนไปในสังคมเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง มีการนำเสนอความก้าวหน้าโครงการวิจัย ทั้ง ๕ พื้นที่ ได้แก่ คนจนเมืองยุค ๒๐๒๐ “อ่าน” ความหมายจากการวิจัยเชิงปริมาณ พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดย ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา ม.ธรรมศาสตร์ และ รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พลวัตคนจนและชุมชน เมืองในสังคมที่เปลี่ยนแปลง: กรณีศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ โดย รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล ม.เชียงใหม่, การเปลี่ยนแปลงกลางกระแสธารการพัฒนาของคนจนเมืองอีสาน โดย ผศ.ดร.ธนพฤกษ์ ชามะรัตน์ ม.ขอนแก่น, คนจนเมืองที่เปลี่ยนไปในสังคมเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง ในพื้นที่ภาคตะวันออกของ ประเทศไทย โดย ผศ.ดร.ธนิต โตอดิเทพย์ ม.บูรพา, การเปลี่ยนไปของคนจนเมืองสงขลาในสังคมเมือง ที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดย รศ.ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ รองอธิการบดี ม.ทักษิณ และสังเคราะห์ภาพรวม โดย ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ม.เชียงใหม่ ศ.ดร.อรรถจักร์ ในฐานะประธานโครงการวิจัยฯ นำเสนอภาพรวมของข้อค้นพบสำคัญ ระบุ ว่า ครอบครัวของคนจนเมืองมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และอยู่ในภาคการผลิตแบบไม่เป็นทางการ มีชุมชน ที่กระจัดกระจาย มักทำงานและอาศัยอยู่ไกลกัน มีความมั่นใจสูงขึ้น และพัฒนาตัวเองในภาคการผลิต แต่ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ในชุมชนแบบเดิมก็เริ่มเปลี่ยนไป มีการสร้างเครือข่ายแบบใหม่มี ความสัมพันธ์ในหลายระดับ จากข้อค้นพบดังกล่าว คำว่า “คนจนเมือง” จึงถูกเรียกใหม่เป็น “ผู้ประกอบการรายย่อยภาคการผลิตแบบไม่เป็นทางการ” เปลี่ยนความหมายคนจนเมืองเป็น ผู้ประกอบการ เพื่อผลักดันให้รัฐต้องคิดอีกแบบ และทำให้ชนชั้นกลางรู้สึกว่า เมืองถูกขับเคลื่อนไป ด้วยกลุ่มคนเหล่านี้ และมีสิทธิที่จะอยู่ในเมืองอย่างเสมอหน้า แต่ปัญหาในปัจจุบัน คือ คนกลุ่มนี้กำลังได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาจากรัฐ ซึ่งเบียด ขับให้ไปอยู่ในพื้นที่อื่น ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความยากจน โดยรัฐมองคนจนเมืองเป็นการสงเคราะห์ มากกว่า ทั้ง ๆ ที่จากการคาดการณ์ ร้อยละ ๕๐ ของจีดีพี มาจากกลุ่มคนรากหญ้าที่เป็น


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๖๕ Fundamentals of Social Development ผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกันถ้ามองในสัดส่วนแรงงาน ร้อยละ ๖๐ มาจากคนจนเมือง การ เปลี่ยนความหมายคนจนเมืองจึงไม่ใช่แค่การเล่นคำ แต่หวังให้เปลี่ยนความคิดของคนในเมือง ให้เห็น ความสำคัญว่าเมืองขับเคลื่อนได้โดยกลุ่มคนเหล่านี้ “นี่เป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของคน เมืองที่ได้ต่อรองต่อสู้ เพื่อเลี้ยงชีวิตภายใต้เงื่อนไขของโครงสร้างทางสังคมเศรษฐกิจ ที่กีดกันพวกเขา มาโดยตลอด หากแต่พลังการสร้างสรรค์ของคนตัวเล็กตัวน้อยที่ดำเนินมาตลอด ๓๐ -๔๐ ปี ได้ เปลี่ยนแปลงคุณลักษณะและความหมายของการดำรงอยู่ของชีวิต ที่สำคัญเป็นการสร้างสรรค์ภายใต้ เงื่อนไขที่รัฐไม่ให้ความสำคัญเลยตลอดมา” ด้าน สมสุข บุญญะบัญชา ประธานมูลนิธิศูนย์ศึกษาที่อยู่อาศัยแห่งเอเชีย (ACHR) หนึ่งใน ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ร่วมให้ความเห็นต่อโครงการวิจัยฯ ระบุว่า พลวัตของการพัฒนาในช่วงในช่วง ๒๐ ปีที่ ผ่านมา เกิดการพัฒนาเมืองด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งทำให้ที่ดินมีราคาสูงขึ้น มีการไล่คนจนเมืองออกนอกเมือง ทำให้เกิดคนจนเมืองขึ้น จำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่นการสร้างรถไฟรางคู่ นับหมื่นครอบครัวถูกไล่ที่เวนคืน จะเห็นได้ว่าการ ผลักดันให้คนให้กลายเป็นคนจนเมือง ยังคงมีอยู่ตลอดเวลา การพัฒนาเศรษฐกิจตามทฤษฎีน้ำซึมบ่อ ทราย ขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ แล้วจะทำให้เกิดการกระจายผลประโยชน์อย่างคนชั้นล่าง ก็ไม่แน่ว่าจะ เกิดขึ้นได้จริง “จากข้อค้นพบจากในงานวิจัยว่า คนจนมีรายได้ดีขึ้น อันนี้เป็นคำถามสำคัญ คือ อะไรทำให้ รายได้ของพวกเขาดีขึ้น จะเป็นเรื่องของการเข้าถึงการศึกษาหรือไม่ หรือจะเป็นเรื่องของการเข้าถึง แหล่งเงินทุน หรือว่ามีองค์กรภาคเอกชนช่วยต่อรองให้เข้าถึงนโยบายสวัสดิการ ซึ่งตรงนี้ หากงานวิจัย สามารถตอบได้จะเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ยังไม่เคยมีในภูมิภาคเอเชีย” ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ จาก คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในผู้ทรงคุณวุฒิให้ความเห็นในงานวิจัย กล่าวว่า คนจน คืออะไรยังไม่เห็นในงานวิจัย แต่ดูเหมือนว่าจะจัดคนจนในรูปแบบของพื้นที่อยู่อาศัย จึงควรต้องมีการ นิยามให้ชัดในงานวิจัย ซึ่งน่าจะยาก เพราะคนจนแตกต่างกันมาก อีกหัวข้อหนึ่งที่ควรจะทำเพิ่ม ก็คือการก่ออาชญากรรมในชุมชน อาจเป็นสาเหตุให้ต้องถูกไล่ รื้อจริงหรือไม่ ยกตัวอย่างเหตุผลของการรื้อป้อมมหากาฬ เพราะอ้างเรื่องของการก่ออาชญากรรม ปัญหายาเสพติด ในงานวิจัยนี้จะเห็นได้ชัดว่าพูดถึงเรื่องคนจนเป็นเรื่องโรแมนติกเหมือนเขียนนิยายใช้ ภาษาสวยงาม เราจำเป็นจะต้องมีท่าทีพิเศษเพื่อกล่าวถึงคนจนเพื่อให้เกิดการยอมรับหรือไม่ “อันที่ จริง ทุกคนมีมิติของความเปราะบาง โครงการบางโครงการก็ทำให้คนจนไปได้เลย หรือวิกฤตโควิดเข้า มา ก็ทำให้หลายคนจนลงไป ความยากจนไม่จำเป็นต้องอยู่ในสลัม แต่คือความเปราะบางที่เข้าไม่ถึง ทรัพยากร” อีกคำถามที่อยากรู้คือ คนจนที่ลงไปสำรวจเขาเรียกตัวเองว่าคนจนหรือไม่ และอยากดูต่อว่า ที่ว่าคนจนมีเงินเพิ่มขึ้น เขามีหนี้สินซับซ้อนขึ้นตามไปด้วยหรือไม่ เพราะมันมีทฤษฎีเรื่องเงินไหลกลับ


๖๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เข้าทุนนิยม “เราอาจจะไม่สามารถมองคนจนในมิติเดียวว่า ได้รับผลกระทบจากการพัฒนา เพราะ การพัฒนาเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น จริง ๆ คนจนเป็นเหตุของการพัฒนา ไม่ใช่เพียงแค่ผลกระทบ ของการพัฒนา แต่คนเป็นเงื่อนไขของการพัฒนาด้วย” ขณะที่ ผศ.ดร.นลินี ตันธุวนิตย์ คณะสังคม วิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ หนึ่งในผู้ทรงคุณวุฒิให้ความเห็นโครงการวิจัยกล่าวว่า การ เปลี่ยนนิยามคนจนเมืองไปเป็น ผู้ประกอบการรายย่อยภาคการผลิตแบบไม่เป็นทางการ อาจเป็นกับ ดักที่ทำให้นโยบายกลุ่มคนจน ไปไม่ถูกทาง เพราะจริง ๆ ไม่ควรเหมารวม เนื่องจากคนจนมีหลาย ระดับและมีความหลากหลาย คนจนบางคนก็ไม่สามารถขยับขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการได้ ผศ.ดร.นลินี ยังระบุอีกว่า เห็นด้วยที่ต้องมีความเคลื่อนไหวทางสังคม ให้สาธารณะได้ตระหนักถึงความสำคัญของ คนจนเมือง งานวิจัยนี้ควรแสดงให้เห็นความหลากหลายของคนจนมากกว่านี้ ๒.๑.๒ เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทยหลังโควิด ๑๙: โรคปฏิวัติโลก ยกเครื่องสู่อนาคตวิถี ชีวิตใหม่๔๒ โควิด ๑๙ แพร่ระบาดทั่วโลกมากว่าครึ่งปีมีผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า ๘ ล้านคน แต่สถานการณ์ ในประเทศแถบอเมริกายังน่าเป็นห่วง แม้จะเริ่มผ่อนคลายลงบ้างจากจำนวนผู้ติดเชื้อในกลุ่มเอเชียที่ ชะลอลง และความคืบหน้าล่าสุดของการพัฒนาวัคซีนที่คาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยปลดล็อก สถานการณ์ได้ บทความนี้ขอชวนผู้อ่านมองข้ามไปในอนาคตช่วงหลังวิกฤติโควิด ๑๙ ว่าเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย รวมถึงบริบทของสังคมและฐานวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) จะเปลี่ยนไปอย่างไร เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ วิกฤติที่ไม่เหมือนวิกฤติครั้งใดในอดีต - วิกฤติโควิด ๑๙ ครั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็น “วิกฤติที่ ไม่เหมือนวิกฤติใดในอดีต (This Time is Really Different)”๔๓ โดยมีรูปแบบของการเกิดที่ต่างจาก วิกฤติอื่นในอดีต เริ่มต้นจากการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของไวรัสโควิด ๑๙ กลายเป็นมหาวิกฤติทาง สาธารณสุขโลก ภาครัฐในหลายประเทศต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ครั้งใหญ่ (Great Lockdown) เพื่อจำกัดการแพร่ระบาด ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้คนและทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของ ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกหยุดชะงักพร้อมกัน (Global Simultaneous Shocks) กิจกรรมการผลิตที่ หยุดชะงักพร้อมกับรายได้และกำลังซื้อที่ลดลงรุนแรงทำให้ลุกลามเป็นวิกฤติทางเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่ง ๔๒ เสาวนี จันทะพงศ์, ดร. ฝ่ายเศรษฐกิจ และ ทศพล ค้องหุ้ย. เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทยหลังโควิด 19: โรคปฏิวัติโลก ยกเครื่องสู่อนาคตวิถีชีวิตใหม่. BOT พระสยาม Magazine. ธนาคารแห่งประเทศไทย. ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๓ ๔๓ Kennedy, Simon. Harvard’s Reinhart and Rogoff Say This Time Really Is Different, Bloomberg, [18 May 2020]


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๖๗ Fundamentals of Social Development ในครั้งนี้มีลักษณะพิเศษคือเป็นวิกฤติคู่ทั้งด้านอุปทานและอุปสงค์พร้อมกัน (Twin Supply-Demand Shocks)๔๔ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF)๔๕ ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกปี ๒๕๖๓ จะหดตัวที่ร้อยละ ๓ โดยจะต่ำสุดในไตรมาสที่ ๒ และเลวร้ายที่สุดนับแต่ Great Depression ในคริสต์ทศวรรษ 1930/ ๒๔๗๐ และถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งประเทศเศรษฐกิจหลัก และประเทศกำลังพัฒนาเข้าสู่ภาวะถดถอยพร้อมกัน ประเมินมูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกใน ปี ๒๕๖๓ และ ๒๕๖๔ ไว้สูงถึงกว่า ๙ ล้านล้านดอลลาร์ สรอ. ซึ่งใหญ่กว่าเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและ เยอรมนีรวมกัน ขณะที่องค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ประเมินว่าปริมาณ การค้าโลกจะหายไปถึง ๑ ใน ๓ เทียบกับปีก่อน จนถึงปัจจุบันเหล่านักวิชาการยังกังวลว่า หาก สถานการณ์ยืดเยื้อทำให้ธุรกิจและครัวเรือนขาดสภาพคล่องรุนแรงจนถึงขั้นเกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้ ในวงกว้าง อาจมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นวิกฤติการเงินร่วมด้วย หรือเป็น “Triple Economic Shock”๔๖ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์โลก และคงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แผนภาพที่ ๓.๑ สภาวะเศรษฐกิจโลกปี ๒๕๖๓ ๔๔ Brinca, Pedro, Duarte, Joao B. and Faria-e-Castro, Miguel, Is the COVID-19 Pandemic a Supply or a Demand Shock?, Economic Synopses, Federal Reserve Bank of St. Louis, [20 May 2020] ๔๕ Gopinath, Gita, The Great Lockdown: Worst Economic Downturn Since the Great Depression, IMF Blog, [14 April 2020] ๔๖ Triggs, Adam and Homi Kharas, The Triple Economic Shock of COVID-19 and Priorities for An Emergency G-20 Leaders Meeting, Future Development, The Brookings Institution, [17 March 2020]


๖๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้เศรษฐกิจโลกในปีนี้มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย (recession) ทำให้รัฐบาลในหลายประเทศทั่วโลกต้องเร่งอัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาผลกระทบจาก โควิด ๑๙โดยรายงาน World Economic Forum๔๗ ชี้ว่า เม็ดเงินที่รัฐบาลแต่ละประเทศใช้ในครั้งนี้มี ขนาดใหญ่กว่าในอดีตเป็นประวัติการณ์ โดยกลุ่มเศรษฐกิจหลัก (Advanced Economies) มีการอัด ฉีดเงินถึงร้อยละ๑๔-๒๘ ของ GDP ขณะที่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Economies) อยู่ที่ ประมาณร้อยละ ๔ ของ GDP ส่วนไทยและออสเตรเลียใกล้เคียงกันที่ร้อยละ ๙ – ๑๙ ของ GDP รูปแบบการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกหลังโควิด ๑๙: “The 5 Shapes of Economic Recovery” - วิกฤติครั้งนี้เปรียบเสมือนสงครามที่มนุษย์ต้องต่อสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็น และไม่มีชาติ ใดที่จะหนีจากภาวะการถดถอยทางเศรษฐกิจได้ แต่ขนาดของผลกระทบและทิศทางการฟื้นตัวของแต่ ละประเทศต่างกันขึ้นกับ ๔ ปัจจัย คือ (๑) ระยะเวลาการล็อกดาวน์ ซึ่งขึ้นกับการแพร่ระบาดและ ความร่วมมือของประชาชน (๒) ระดับการพึ่งพาทางเศรษฐกิจ ประเทศที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิต โลกหรือพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวสูงจะได้รับผลกระทบที่สูงกว่า (๓) พื้นฐานโครงสร้าง เศรษฐกิจ เศรษฐกิจในหลายประเทศขยายตัวต่ำมานาน บางประเทศได้รับผลกระทบจากสงคราม การค้า ขณะที่บางประเทศมีปัญหาหนี้ท่วมทำให้เศรษฐกิจเปรียบเสมือนผู้ป่วยเรื้อรังที่อาจฟื้นตัวได้ช้า กว่า และ (๔) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ ซึ่งถือได้ว่าเป็นยาแรงที่มีความจำเป็นเพื่อให้เศรษฐกิจ ฟื้นตัว ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกเริ่มผ่อนมาตรการล็อกดาวน์เพื่อบรรเทาผลกระทบทาง เศรษฐกิจโดยเฉพาะในประเทศที่ควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี อาทิ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไทย แต่หลาย ฝ่ายยังกังวลถึงการระบาดในระลอกที่สองหรือสาม เพราะโควิด ๑๙ เป็นโรคอุบัติใหม่ที่เรายังไม่มี ข้อมูลมากนัก รวมถึงยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ทำให้มีความคิดเห็นหลากหลายต่อรูปแบบการฟื้นตัว สรุป ได้เป็น ๕ รูปแบบ๔๘ดังนี้ ๔๗ World Economic Forum, Insight Report COVID-19 Risks Outlook: A Preliminary Mapping and Its Implications, In partnership with Marsh & McLennan and Zurich Insurance Group, [May 2020] ๔๘ Simon Kennedy (2020), Harvard’s Reinhart and Rogoff Say This Time Really Is Different, Bloomberg, [18 May 2020]; Rodeck, David (2020), Alphabet Soup: Understanding the Shape of a COVID-19 Recession, Forbes Magazine, [19 May 2020]; Girard, Michelle, The 5 Shapes of Coronavirus Economic Recovery and Why Our Base Case is a “Swoosh”, [22 April 2020] BOT Phrasiam Magazine, Bank of Thailand


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๖๙ Fundamentals of Social Development แผนภาพที่ ๓.๒ รูปแบบการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกหลังโควิด 19 ๑. แบบ V-Shape “ลงเร็ว ฟื้นเร็ว” เศรษฐกิจโลกจะลงดิ่งต่ำสุดในไตรมาสที่ ๒ ที่มี มาตรการล็อกดาวน์เข้มข้นและเศรษฐกิจจะฟื้นตัวหลังจากนั้น แต่ดูเหมือนการฟื้นตัวในลักษณะนี้มี ความเป็นไปได้ยากในสถานการณ์ปัจจุบันที่การแพร่ระบาดได้กระจายไปแล้วทั่วโลก โดยเฉพาะใน กลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักและในละตินอเมริกายังมีการแพร่ระบาดอยู่ ๒. แบบ Swoosh, Tick or Italicized V Shape “ไถลลงเร็ว ค่อย ๆ ฟื้นตัว” คล้ายกับ รูปแบบแรก คาดว่าน่าจะเป็นกรณีพื้นฐาน (Base Case) โดยเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบรุนแรงไถล ลงลึก อยู่ที่ก้นเหวช่วงสั้น ๆ แล้วค่อย ๆ ฟื้นตัว เหมือนสุภาษิตโบราณที่ว่า “ยิ่งตกลงแรงยิ่งดีดขึ้นสูง” ทยอยฟื้นตัวตามการทยอยผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ แต่การค้าและการเดินทางระหว่างประเทศ ในช่วงแรกจะยังทำได้จำกัด จะใช้เวลานานแค่ไหนในการฟื้นตัวขึ้นกับความสามารถในการจัดการกับ โรคระบาดและความสำเร็จในการผลิตวัคซีน คาดว่ากลับมาอยู่ภาวะก่อนวิกฤติได้ในราวปลายปี ๒๕๖๔ ๓. แบบ U-Shape “หดตัวนาน ฟื้นตัวช้า” คล้ายกับรูปแบบที่สองแต่ต่างกันตรงที่ระยะเวลา ของผลกระทบที่อาจนานกว่า ทำให้ใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่า เนื่องจากการค้าระหว่างประเทศและภาค การท่องเที่ยวจะยังไม่กลับมาฟื้นตัวได้ภายในปีนี้ และคงใช้เวลาอีกนานเพราะความเชื่อมั่นของทั้งนัก ลงทุนและผู้บริโภคยังไม่กลับมาโดยง่าย ผู้คนยังลังเลกับกิจกรรมนอกบ้านที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ส่งผล ให้เกิดการชะงักงันด้านอุปทานเนื่องจากกำลังซื้อหายไปมาก ๔. แบบ W-Shape “ฟื้นเร็ว ดิ่งลงรอบสอง” จากความไม่แน่นอนของการระบาดระลอกสอง หรือสามที่อาจทำให้ภาครัฐต้องกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์ ตัวแปรสำคัญที่ทำให้เห็นการฟื้นตัว รูปแบบนี้คือ การผ่อนคลายมาตรการที่เร็วเกินไป ในขณะที่ระบบป้องกันทางสาธารณสุขและ ประชาชนยังไม่พร้อมปรับเปลี่ยนเข้าสู่วิถีชีวิตใหม่ ๕. แบบ L-Shape “หดตัวยาวนาน ไร้สัญญาณการฟื้นตัว” เป็นกรณีเลวร้ายสุด ซึ่งจะเกิดขึ้น ในกรณีที่ไม่สามารถควบคุมการระบาดของโรคได้ ประสบการณ์ในอดีตชี้ว่า วิกฤติการเงินในช่วงก่อน


Click to View FlipBook Version