๒๒๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย การบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน ๑๓) การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ๑๔) การใช้ ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล ๑๕) การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก ๑๖) สังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยก และ ๑๗) ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ประเทศไทยมีกรอบการพัฒนาของตนเองที่กำลังใช้อยู่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่าง ยั่งยืน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยอาศัยหลักภูมิปัญญาและความซื่อสัตย์สุจริตตลอดจนหลักการ เดินทางสายกลาง ความสมเหตุสมผลและความรอบคอบตามแนวคิดของพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จุดเน้นของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือความยั่งยืนและได้รับการยอมรับ ว่าเป็นหลักการสำคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ การเปลี่ยนผ่านจากเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษไปสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่าง ยั่งยืนในประเทศไทย เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับโลกสร้างขึ้นจากความสำเร็จของเป้าหมายการพัฒนา แห่งสหัสวรรษก่อนหน้าที่ประสานงานโดยสหประชาชาติและประเทศสมาชิก การรณรงค์เพื่อให้บรรลุ เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษเริ่มขึ้นในพ.ศ. ๒๕๔๓ และสิ้นสุดในพ.ศ. ๒๕๕๘ เป้าหมายการ พัฒนาแห่งสหัสวรรษส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสังคมโดยมุ่งเน้นเรื่องขจัดปัญหาความหิวโหย ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ การไม่รู้หนังสือ ความเจ็บป่วยและความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษโดยส่วนใหญ่ โดยประเทศไทยได้ใช้แนวทางของ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นแนวทางให้คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา การเพิ่มศักยภาพของ ประชาชนและชุมชน ประเทศไทยยังคงมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาของโลกด้วยการช่วย เสริมสร้างความสามารถของเพื่อนบ้านในการบรรลุพันธกิจของเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ และความพยายามในการพัฒนาในอนาคต๑๕๗ ประเทศไทยได้แบ่งปันความเชี่ยวชาญที่ได้รับจากการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่ง สหัสวรรษกับประเทศอื่น ๆ โดยตรง ตลอดจนผ่านเวทีระดับภูมิภาค เช่น อาเซียน ความพยายามใน การเสริมสร้างศักยภาพเหล่านี้ได้ดำเนินการผ่านช่องทางที่หลากหลายรวมทั้งความร่วมมือทวิภาคี/ ความร่วมมือสามฝ่าย ความร่วมมือใต้-ใต้ และกรอบพหุภาคี ตัวอย่าง เช่น ประเทศไทยได้มีส่วนร่วม อย่างแข็งขันในการแบ่งปันปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะที่เป็นรูปแบบการพัฒนาสู่ประชาคม ระหว่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นประธานกลุ่ม G-77 เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ประเทศไทยได้มี ส่วนช่วยในการจัดตั้งโครงการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในหลายประเทศ เช่นกัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว ๑๕๗ กระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย ๒๕๕๙ แนวทางปฏิบัติเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน https://data.opendevelopmentmekong.net//dataset/final-list-of-proposed-sustainable-developme nt-goal-indicators [๒๕๖๑ เข้าถึง ๑๖ พฤจิกายน ๒๕๖๓].
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๒๑ Fundamentals of Social Development เลโซโท เมียนมาร์ ติมอร์ตะวันออกและตองกา ตั้งแต่เริ่มแรก การพัฒนาอย่างยั่งยืนถือเป็นหัวใจ สำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักการต่าง ๆ ที่สนับสนุนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีส่วน เกี่ยวข้องกับความพยายามในการจัดการกับความยั่งยืนในประเทศไทยเพื่อสร้างความสมดุลระหว่าง ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ การปกป้องสิ่งแวดล้อมและความต้องการของมนุษย์ ปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงยังเป็นไปตามหลักการสำคัญของวาระ ๒๕๗๓ และสามารถใช้เป็นแนวทางในการสนับสนุน การนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทของโลกได้๑๕๘ คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่ง สหประชาชาติ การนำเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนสู่ท้องถิ่น ตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงถูกใช้เป็นหลักการสำคัญในความ พยายามเพื่อการพัฒนาความยั่งยืนของประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเน้นความสมดุลในการ ใช้ทุนทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีพื้นฐานอยู่บน หลักการ ๓ ประการที่เน้นการเดินทางสายกลางสำหรับคนไทยทุกระดับตั้งแต่จากทุกครอบครัว สู่ ระดับชุมชนและสู่ระดับประเทศ หลักการเหล่านี้คือ: ความพอประมาณ (Moderation) - ในปีพ.ศ. ๒๕๔๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิ พลอดุยเดชได้อธิบายถึงความหมายของการรู้จักความพอประมาณ: “ความพอเพียงคือความพอประมาณ … ความพอประมาณไม่ได้หมายความว่า ประหยัดเกินไป อนุญาตให้ใช้สินค้าที่หรูหราได้ … แต่ควรจะพอประมาณตาม ความหมายของตนเอง” – พระราชดำรัส ณ พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ ในประเทศไทย การพอประมาณเป็นหลักการที่สำคัญในการบรรลุเป้าหมายของการพัฒนา อย่างยั่งยืน เช่น การบริโภคที่น้อยลงและรูปแบบการผลิตที่หลากหลาย (เป้าหมายการพัฒนาอย่าง ยั่งยืนที่ ๑๒) การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล (เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ ๗) และการจัดการ ทางทะเลอย่างยั่งยืน (เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ ๑๔) และบนบก (เป้าหมายการพัฒนาอย่าง ยั่งยืนที่ ๑๕) ระบบนิเวศต่าง ๆ ความสมเหตุสมผล (Reasonableness) - ความสมเหตุสมผลหมายถึงการพิจารณาอย่าง รอบคอบของผลกระทบที่การกระทำและการตัดสินใจของเราอาจมีต่อทั้งผู้อื่นและโลกรอบตัวเรา การ พิจารณาเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ความสมเหตุสมผลมีการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติได้มากมาย ๑๕๘ การนำเสนอโดยสมัครใจระดับชาติ ๒๕๕๗ รายงานประจำปีระดับรัฐมนตรี ณ คณะมนตรีเศรษฐกิจ และสังคมแห่งสหประชาติ พ.ศ. ๒๕๕๗ [๒๕๖๑ เข้าถึง ๑๖ พฤจิกายน ๒๕๖๓].
๒๒๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในประเด็นระดับโลกเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ ๑๓) ความเท่าเทียม (เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ ๑๐) ความยุติธรรม (เป้าหมายการพัฒนา อย่างยั่งยืนที่ ๑๖) การพัฒนาแหล่งพลังงานที่สะอาด (เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ ๗) และการ ลดมลพิษ (เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ ๑๒) ความรอบคอบ (Prudence/Immunization) - ความรอบคอบเป็นเรื่องเกี่ยวกับการ ประเมินความเสี่ยงต่าง ๆ การทำงานอย่างเป็นระบบและการบรรลุระดับของความสามารถและการ พึ่งพาตนเองก่อนดำเนินการต่อ นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนที่ดูแลไม่ให้เกินขีดความสามารถ ของพวกเขา หลักการนี้อาจประยุกต์ใช้กับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนเกือบทั้งหมดรวมทั้งด้าน สุขภาพ (เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ ๓) อาหาร (เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ ๒) น้ำ (เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ ๖) และความมั่นคงด้านพลังงาน (เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ ๗) โดยเฉพาะ แผนภาพที่ ๖.๑ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย แก้ไขโดย ODT จาก มูลนิธิมั่นพัฒนา๑๕๙ ๑๕๙ Don Pramudwinai. Sufficiency Economy Philosophy. Ministry of Foreign Affairs. [14 July 2018] Source. https://data.thailand.opendevelopmentmekong.net/th/dataset/sufficiencyeconomy-philosophy-thailands-path-towards-the-sustainable-development-goals [16 November 2020]
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๒๓ Fundamentals of Social Development นี่เป็นการนำเสนอว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนมีการ พัฒนามาอย่างไร ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเน้นคุณค่าของภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อ ตอบสนองความท้าทายในการพัฒนาท้องถิ่นและปลูกฝังแนวความคิดที่ยั่งยืนให้กับคนในท้องถิ่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลาย ๆ ด้านของชีวิตอย่างมีนัยสำคัญก่อนที่จะ นำมาใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเป้าหมายการ พัฒนาอย่างยั่งยืนได้มีการบูรณาการไว้ในกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๖๔) รวมทั้งนโยบายประเทศไทย ๔.๐ ดังนั้นแผนงาน และแผนงบประมาณของหน่วยงานรัฐบาลทั้งหมดจึงถูกกำหนดให้สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงและเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๗๙) กรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะเวลา ๒๐ ปีที่ประกาศโดยนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ จันทร์ โอชา เป็นสิ่งสำคัญในการให้ประเทศไทยมีทิศทางที่ชัดเจนในระยะยาวเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เรียกกันว่าเป็นแผน ๖-๖-๔ ซึ่งประกอบด้วย ๖ ด้าน ๖ ยุทธศาสตร์หลัก และ ๔ ยุทธศาสตร์สนับสนุน ยุทธศาสตร์ทั้ง ๖ ด้านประกอบด้วยความมั่นคง การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ ความเสมอภาคทางสังคม การเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการปรับสมดุล ของสภาพแวดล้อม และการพัฒนาภาครัฐ ยุทธศาสตร์ทั้ง ๖ ด้านดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ: ๑. เพิ่มและพัฒนาศักยภาพของทุนมนุษย์ ๒. ให้ความยุติธรรมและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ๓. เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ๔. ส่งเสริมการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ๕. เสริมสร้างเสถียรภาพของชาติเพื่อการพัฒนาประเทศสู่ความมั่งคั่งและความยั่งยืน ๖. เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภาครัฐและส่งเสริมธรรมาภิบาล ๔ ยุทธศาสตร์ที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพประกอบด้วยการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม การพัฒนา เมือง ภูมิภาคและเขตเศรษฐกิจ และความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนา๑๖๐ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๖๔) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ ๑๒ ได้รับการจัดทำขึ้นให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ชาติ แผนนี้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากการใช้ความรู้ ทักษะและการ ประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมและการวิจัยและพัฒนา นอกจากนี้ยังเน้นความสมดุล ๑๖๐ กรมประชาสัมพันธ์ รัฐบาลไทย. ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ของประเทศไทยและนโยบายประเทศไทย ๔.๐ (๓ กรกฎาคม ๒๕๖๑) เข้าถึง ๑๖ พฤจิกายน ๒๕๖๓
๒๒๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม แผนนี้ยังคงมุ่งเน้นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งประกอบด้วย ๓ หลักการคือ ความพอประมาณ ความสมเหตุสมผล และความรอบคอบ นโยบายประเทศไทย ๔.๐ ประเทศไทย ๔.๐ สะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยเน้นการ ออกแบบระบบเศรษฐกิจฐานคุณค่าโดยการเทคโนโลยีใหม่ ๆ ควบคู่ไปกับการปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการนำพาประเทศไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลางและผลักดัน ประเทศไทยเข้าสู่ประเทศที่มีช่วงรายได้สูง นโยบายประเทศไทย ๔.๐ จะบรรลุผลได้โดยการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมที่มีอยู่ใน ปัจจุบันของไทย ๕ อุตสาหกรรม หรืออุตสาหกรรม “๕ S-Curve แรก” ประกอบด้วยอุตสาหกรรม ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ การแพทย์มูลค่าสูงและการท่องเที่ยวด้านสุขภาพ การเกษตรและ เทคโนโลยีชีวภาพ และอาหาร นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริม ๕ อุตสาหกรรมใหม่ หรือ “S-Curve ใหม่” ซึ่งรวมถึงหุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัลและ ศูนย์การแพทย์ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จ ประเทศไทยจำเป็นต้องจัดการกับความเหลื่อมล้ำและความไม่สมดุลระหว่างสภาพแวดล้อม และสังคม เป้าหมายรวมของประเทศไทยก็เช่นเดียวกันกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน นโยบาย ประเทศไทย ๔.๐ เป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการผลิตของประเทศให้ กลายเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ไปสู่เศรษฐกิจแบบที่ภาคส่วนต่าง ๆ ได้รับผลประโยชน์อย่างทั่วถึงและ มุ่งเน้นการเติบโตและการพัฒนาอย่างยั่งยืน นโยบายประเทศไทย ๔.๐ เป็นรูปแบบทางเศรษฐกิจที่ มุ่งเน้นการเปลี่ยนการทำฟาร์มแบบดั้งเดิมสู่การทำฟาร์มแบบชาญฉลาด เปลี่ยนวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมแบบดั้งเดิมให้เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ชาญฉลาด เปลี่ยนการบริการ ต่าง ๆ แบบดั้งเดิมไปสู่การบริการที่มีมูลค่าสูง และเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ การวิจัยและพัฒนา และอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม๑๖๑ วิธีการดำเนินงานระดับชาติสำหรับการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน รัฐบาลไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีกรรมการจำนวน ๓๗ คน ซึ่งมาจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาค ประชาสังคม โดยมี เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็น เลขานุการ๑๖๒ คณะกรรมการระดับชาติเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกรอบ ๑๖๑ ลางเกอแปง, โอลิวิเยร์. ประเทศไทย ๔.๐ สิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้? ข่าวธุรกิจไทย. (๕ กรกฎาคม ๒๕๖๑) เข้าถึง๑๖ พฤจิกายน ๒๕๖๓ ๑๖๒ กระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย . สรุปผลการทบทวนโดยสมัครใจระดับชาติของประเทศ ไทยประจำปี ๒๕๖๐ เกี่ยวกับการดำเนินงานวาระ ๒๕๗๓ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (๒๕๖๐).
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๒๕ Fundamentals of Social Development นโยบายอื่น ๆ ได้ให้ความสำคัญกับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนและองค์กรภาคประชา สังคมโดยยึดหลักความร่วมมือในการพัฒนา อย่างไรก็ตามโครงสร้างการดำเนินงานยังคงมีผู้แทนจากองค์กรภาคประชาสังคมน้อยกว่าที่ คาดการณ์ไว้ โดยมีจำนวนตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคมเพียงจำนวน ๔ คนจากสมาชิกทั้งหมด ๓๘ คน ดังนั้นภาครัฐจึงกำหนดกระบวนการของการมีส่วนร่วมขององค์กรภาคประชาสังคมและเนื้อหา ของผลลัพธ์ทางวิชาการที่สำคัญ เช่น แผนการดำนเนินงานของแต่ละเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำให้นำไปสู่การร้องเรียนว่าองค์กรภาคประชาสังคม/องค์กรพัฒนาเอกชนที่มีความสำคัญน้อยของ รัฐบาลได้รับการเชิญให้เข้าร่วมในการวางแผนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในขณะที่กลุ่มผู้ที่มี ความสำคัญมากหรือกำลังทำงานอยู่ในระดับรากหญ้าหรือในพื้นที่ห่างไกลกลับไม่ได้รับเชิญให้เข้ามี ส่วนร่วม๑๖๓ ภาครัฐส่วนใหญ่ใช้งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้กับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อทำงานสนับสนุน เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน กองทุนเหล่านี้เป็นรากฐานสำหรับแผนการดำเนินงานแบบบูรณาการ ของรัฐบาลตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๒ รัฐบาลได้สร้างโครงสร้างสำหรับการประสานงานระหว่างหน่วยงานในความพยายามที่จะ บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน เมื่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป้าหมายและตัวชี้วัดต้องมี การประสานกันระหว่างหน่วยงานอย่างน้อย ๒ หน่วยงาน และงานนี้ถือว่าเป็นประเด็นที่สำคัญตาม นโยบายการพัฒนาที่สำคัญ นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ นโยบายสำคัญอื่น ๆ ของรัฐบาลและปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง หน่วยงานต่าง ๆ สามารถของบประมาณแบบบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์จาก งบประมาณกลางซึ่งเป็นโอกาสสำหรับการการดำเนินการในการเชื่อมโยงกัน ประสานกันและ สนับสนุนในลักษณะที่มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าและไม่ซ้ำซ้อน อย่างไรก็ตามหลักฐานที่แสดงว่า กระบวนการนี้กำลังเกิดขึ้นจริงเป็นประจำมีน้อย๑๖๔ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๑ คณะรัฐมนตรีได้จัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นใหม่อีก ๓ คณะ: ๑. คณะกรรมการดำเนินการของนโยบายของรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งวาระการปฏิรูป ประเทศและการดำเนินการเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับท้องถิ่น โดยมีนายกอบศักดิ์ ภู ตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการ ๒. คณะกรรมการเสริมสร้างขีดความสามารถของชุมชนในท้องถิ่นโดยมีนายสุวพันธุ์ ตันยุ วรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ ๑๖๓ กระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย. การปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ประเทศไทย– รายงานประชาสังคม (๒๕๖๐) ๑๖๔ สหประชาชาติในประเทศไทย. แผนงานพัฒนาแห่งสหประชาชาติในประเทศไทย. การทบทวนโดย สมัครใจระดับชาติ ๒๕๖๐-ประเทศไทย. (๒๕๖๑)
๒๒๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๓. คณะกรรมการโครงการยั่งยืนไทยเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจระดับรากหญ้า โดยมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานคณะกรรมการ คณะกรรมการนี้จัดตั้งขั้นเมื่อเดือน กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ชุมชนท้องถิ่นและองค์กรภาคประชาสังคมจะมีช่องทางมากขึ้นในการทำงานร่วมกับภาครัฐ และจะสามารถจัดการกับวาระของท้องถิ่นได้๑๖๕ เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๖๑ กระทรวงการต่างประเทศซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบของ เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ ๑๗ ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาได้ริเริ่มแผนงานแบบเปิดซึ่งมี เป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการจำกัดจำนวนของผู้แทนจากองค์กรภาคประชาสังคมในคณะกรรมการ อย่างเป็นทางการ และ เพื่อสร้างการเจรจาให้มากขึ้นระหว่างหน่วยงานภาครัฐและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ๑๖๖ เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ตั้งแต่ปี พ ศ. ๒๕๖๐ รัฐบาลได้ใช้แนวทางความ ร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน โดยได้ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดจิ๋ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบทโดยได้ร่วมมือกับบริษัทขนาดใหญ่ใน ๗๖ จังหวัดทั่วประเทศ บริษัทเอกชนมุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดความเชี่ยวชาญทางธุรกิจไปยังกลุ่มวิสาหกิจในท้องถิ่นจำนวน ๑,๒๐๐ แห่ง ความเชี่ยวชาญที่แบ่งปันกันครอบคลุมจำนวน ๕ ด้านคือประสิทธิภาพทางธุรกิจ การ สร้างความหลากหลาย การสร้างตราสินค้า การขายและการจัดจำหน่าย และความเป็นมืออาชีพทาง ธุรกิจ๑๖๗ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ได้มีการเปิดตัวนโยบายหนึ่งเพื่อปรับปรุงวิถีชีวิตของคนยากจน ความพอเพียงและประชาธิปไตย โดยเรียกโครงการนี้เรียกว่าโครงการไทยนิยมยั่งยืน โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ ๘๓, ๑๕๑ หมู่บ้าน/ชุมชน นโยบายเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะ ส่งเสริมบทบาทขององค์กรชุมชนท้องถิ่นและองค์กรภาคประชาสังคมและสร้างผลประโยชน์ให้กับ พวกเขา หากนโยบายเหล่านี้บรรลุเป้าหมาย ขั้นตอนต่อไปคือจะบูรณาการนโยบายและโครงการ เฉพาะเหล่านี้ไว้ในแผนงานและยุทธศาสตร์การพัฒนาประจำปีอย่างไร ๑๖๕ “กระทรวงการต่างประเทศจัดการประชุมองค์กรภาคประชาสังคม”, “ถอดรหัสประเทศไทย”. การ แถลงข่าว หนังสือพิมพ์โพสท์ทูเดย์ วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ๑๖๖ แถลงข่าว “กระทรวงการต่างประเทศจัดการประชุมองค์กรภาคประชาสังคมและรัฐบาลเพื่อ ขับเคลื่อนผลักดันเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน” เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ เข้าถึง เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ๑๖๗ กองบรรณาธิการ. รูปแบบ”ประชาไทย” กลับเรือ เศรษฐกิจฐานราก. ข่าวธุรกิจกรุงเทพ ๔ กรกฏาคม ๒๕๕๔เข้าถึงเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๒๗ Fundamentals of Social Development บริษัทของไทยหลายแห่งยังได้ริเริ่มโครงการของตนเองในการร่วมทำงานสู่เป้าหมายการ พัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัทส่วนใหญ่ต้องทบทวนกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมของตนเองและหยุด กิจกรรมที่ดูเหมือนจะแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย พวกเขาต้องค้นหาวิธีการเพื่อให้บรรลุการพัฒนาอย่าง ยั่งยืนบนพื้นฐานของ ๑๗ เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภาคเอกชนสามารถช่วยให้ประเทศไทย บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ รวมถึงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม บาง บริษัทหันมาปรับกระบวนการผลิตหรือเน้นธุรกิจหลักของตนเองเพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้เพื่อบรรลุ เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งเพื่อประโยชน์ของตนเองและความมั่งคั่งและความยั่งยืนของ ประเทศไทย๑๖๘ การติดตามและประเมินผล แผนงานของรัฐบาลไทยเพื่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนประกอบด้วย ๓ ส่วนคือ ๑. ส่วนยุทธศาสตร์จะดำเนินการเกี่ยวกับแนวทางในการประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายระดับชาติ ๒. ส่วนโครงการจะครอบคลุมแผนปฏิบัติการการดำเนินงานที่มีกรอบเวลา ๓. ส่วนการติดตามสามารถประยุกต์ใช้ตัวชี้วัดการดำเนินงานหลักของสหประชาชาติและ ตัวชี้วัดตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่องค์กรต่าง ๆ ได้พัฒนาหรือกำลังพัฒนาในการประเมินผลของ ประเทศไทย และแสดงให้เห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินการอะไรต่อหรือไม่เพื่อให้ประสบความสำเร็จใน การบรรลุ ๑๗ เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน๑๖๙ รัฐบาลกล่าวว่าเชื่อว่าการทบทวนการดำเนินการตามวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืน พ.ศ.๒๕๗๓ ไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนการรายงานหรือโอกาสในการแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่ดีและความท้าทาย ระหว่างประเทศ แต่เป็นโอกาสสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ และแผนงาน ตลอดจนสร้างความตระหนักและสร้างความเข้าใจในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษาและชุมชน ในระยะเริ่มแรกของการดำเนินงานตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนในปี พ.ศ. ๒๕๗๓ การ ทบทวนโดยสมัครใจระดับชาติเป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับประเทศไทยในการติดตามความก้าวหน้าใน ความพยายามเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และช่วยประเทศด้วยการเสริมสร้างความเข้มแข็งในความ พยายามในการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสร้างความตระหนักรู้ของ ๑๖๘ จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา, รส.ดร. ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของประเทศไทยและเป้าหมายการ พัฒนาอย่างยั่งยืน.การสัมมนาวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (๒๔ เมษายน ๒๕๖๐) ๑๖๙ บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์, ดร. . ไทยและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน: การพัฒนาอย่างยั่งยืนสำหรับ ประเทศไทยในบริบทโลก.ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมการพัฒนาที่ยั่งยืน สำนักงานบริหารนโยบายของ นายกรัฐมนตรี (PMDU) และ รมูลนิธิมั่นพัฒนา (๒๕๖๐)
๒๒๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สาธารณชนและสนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางจากหลายภาคส่วนของสังคมไทยเพื่อ การบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะทำงาน การทบทวนโดยสมัครใจระดับชาติ ประกอบด้วยหน่วยงานหลักต่าง ๆ ที่ทำงาน เพื่อให้บรรลุ ๑๗ เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนและ สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานสถิติแห่งชาติ กำลังเร่งดำเนินการโดยใช้สถิติอย่างเป็นทางการของประเทศให้เป็นฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์ การ รวบรวมและการพัฒนาข้อมูลทางสถิติและตัวชี้วัดเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถทาง สถิติของหน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ฐานข้อมูลและตัวชี้วัดสำหรับเป้าหมายการพัฒนา อย่างยั่งยืนมีความครอบคลุมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การทบทวนโดยสมัครใจระดับชาติ ถูกมองว่า เป็นเครื่องมือในทางปฏิบัติและเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการมีส่วนส่วนร่วมที่ควรได้รับการสนับสนุน กระบวนการทบทวนโดยสมัครใจระดับชาติได้เสร็จสิ้นแล้ว จากรายงานการทบทวนโดยสมัคร ใจระดับชาติล่าสุดของปี พ.ศ. ๒๕๖๐๑๗๐ เวทีและคณะกรรมการต่าง ๆ เหล่านี้ได้ให้พื้นที่สำหรับนัก ธุรกิจ นักวิชาการและองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อให้มีส่วนร่วมกับรัฐบาลในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ การพัฒนาอย่างยั่งยืนและเปิดโอกาสให้มีการประสานงานกันระหว่างกลุ่มเหล่านี้ (รายงานการ ทบทวนโดยสมัครใจของประเทศไทย, ๑-๒) รัฐบาลได้ดำเนินการให้มีการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วน เสียหลายรอบ การปรึกษาหรือกับหลายกลุ่ม เช่น เยาวชนและสมาชิกรัฐสภา ความคิดเห็นเกี่ยวกับความสำเร็จของเวทีต่าง ๆ เหล่านี้ในการให้คำปรึกษาอย่างเพียงพอกับผู้ มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ ได้รับการผสมผสานกัน รัฐบาลไทยรายงานว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถมี ส่วนร่วมตามบทบาทและความเชี่ยวชาญของตนได้ ในขณะที่รายงานของภาคประชาสังคมได้กล่าวว่า ความพยายามเหล่านี้ไม่เพียงพอและไม่ได้ผล ภาคประชาสังคมบางกลุ่มแห่งได้วิจารณ์ว่าการหารือ ของรัฐบาลเกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนและแผนการดำเนินการของรัฐบาลถูกจำกัดอยู่ใน เฉพาะกลุ่มชนชั้นนำและการมองอย่างแคบ ๆ ซึ่งส่งผลให้ “กลุ่มชนกลุ่มน้อยจำนวนมากและคน ธรรมดา” ถูกมองข้าม๑๗๑ รายงานเงาที่มีต่อการทบทวนโดยสมัครใจของประเทศไทยรายงานว่าภาคประชาสังคม นอกจากไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมในกระบวนการทบทวนโดยสมัครใจแห่งชาติแล้ว “การเป็นหุ้นส่วนกับ ภาคประชาสังคมในฐานะที่เป็นพันธมิตรที่เท่าเทียมกัน” ก็ยังไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามรายงานฉบับนี้ ยังระบุด้วยว่าภาครัฐมีส่วนร่วมกับภาคเอกชน และรัฐบาลมีส่วนร่วมกับภาคประชาสังคมในความ พยายามที่จะบรรลุบางเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ๑๗๐ กระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย. การทบทวนโดยสมัครใจระดับชาติของประเทศไทยใน การดำเนินการวาระ พ.ศ. ๒๕๗๓ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน. (๒๕๖๐) ๑๗๑ กระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย. “จุดศูนย์กลางความสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาอย่าง ยั่งยืน.ในการติดตามการพัฒนาอย่างยั่งยืน: ความเชื่อมโยงรัฐ-เอกชน-ประชาชน”. การจับตาทางสังคม (๒๕๖๐).
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๒๙ Fundamentals of Social Development ในปีพ.ศ. ๒๕๖๐ ประเทศไทยได้รับการจัดให้อยู่ลำดับที่ ๕๕ จาก ๑๕๗ ประเทศในดัชนีที่ จัดตั้งขึ้น “เพื่อช่วยให้ประเทศต่าง ๆ สามารถตรวจสอบได้ว่าพวกเขายืนอยู่ที่จุดใดในเรื่องที่ปฏิบัติ ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ประเทศไทยได้ลงทุนอย่างมากในการลดความยากจน (เป้าหมายที่ ๑) และทำให้มั่นใจได้ว่ามีการการเข้าถึงน้ำสะอาดและสุขาภิบาล (เป้าหมายที่ ๖) อย่างไรก็ตามยังมีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างมุ่งมั่นและการมีส่วนร่วมให้มากขึ้นสำหรับประเทศ ไทยที่จะบรรลุความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญในทุกเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน๑๗๒ ๕.๔ การพัฒนาสังคมบนพื้นฐานภูมิปัญญา (Local Intellectual)๑๗๓ ๕.๔.๑ ความหมายภูมิปัญญา คำว่า “ภูมิปัญญา” ตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Wisdom หมายถึงความรู้ ความสามารถ ทักษะความเชื่อและศักยภาพในการแก้ปัญหาของมนุษย์ที่สืบทอดกันมาจากอดีตถึงปัจจุบันอย่าง ต่อเนื่องและเชื่อมโยงกันทั้งระบบทุกสาขา หรืออาจกล่าวว่าภูมิปัญญาเป็นความรู้ในท้องถิ่นที่มีมานาน แล้ว ลักษณะของภูมิปัญญาแบ่งได้เป็น ๓ ลักษณะ คือ ๑) ภูมิปัญญาที่เกิดจากการใช้ชีวิตตาม ธรรมชาติ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตกับธรรมชาติที่ชาวบ้านหรือท้องถิ่นปฏิบัติ เช่น ความเชื่อต่าง ๆ เรื่องผี ผีไร่ ผีนา เป็นต้น ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดสภาวะสมดุลของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับธรรมชาติ ๒) ภูมิปัญญาที่เกิดจากการอยู่ร่วมกัน หมายถึง แบบแผนพฤติกรรมของสังคมที่บอกว่า สิ่งนั้นดี สิ่งนั้น ไม่ดี ซึ่งมีลักษณะของสันติวิธีแห่งการอยู่ร่วมกัน และ ๓) ภูมิปัญญาจากประสบการณ์เฉพาะด้าน เช่น ภูมิปัญญาจากประสบการณ์ในการทำมาหากิน การประกอบอาชีพ การรักษาสุขภาพ เป็นต้น๑๗๔ ภูมิปัญญาเป็นเรื่องที่สั่งสมกันมาตั้งแต่อดีตและเป็นเรื่องของการจัดการความสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์กับสิ่งต่าง ๆ โดยผ่านกระบวนการทางจารีตประเพณี วิถีชีวิต การทำมาหากินและพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความสัมพันธ์เหล่านี้ มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความสุขทั้งในส่วนที่เป็น ชุมชน หมู่บ้านและปัจเจก หากเกิดปัญหาความไม่สมดุลขึ้น ก็จะก่อให้เกิดความไม่สงบสุขในหมู่บ้าน ๑๗๒ กระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย. ดัชนีเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสรุปภาพรวม ๒๕๖๐: ข้อมูลของประเทศไทย. กระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย. เข้าถึงเมื่อ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ๑๗๓ เทิดชาย ช่วยบำรุง. ดร., ภูมิปัญญาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นเชิงสร้างสรรค์: ทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นของ ไทย (กรุงเทพฯ: วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น, สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๕๔), หน้า ๓๓-๕๒. http://www. kalasin -mu.go.th/sj/images/pdf/ 1pp119.pdf ๑๗๔ วิชิต นันทสุวรรณ, ขบวนการชุมชนใหม่ การพัฒนาแบบแผนใหม่ทางเศรษฐกิจ และสังคมของ ชุมชน. (กรุงเทพมหานคร: สถาบันพัฒนาทรัพยากรชุมชน, ๒๕๔๗), หน้า ๖๓
๒๓๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และชุมชน นอกจากนี้ภูมิปัญญายังหมายถึงประสบการณ์ในการประกอบอาชีพในการศึกษาเล่าเรียน ด้วย๑๗๕ ภูมิปัญญา คือ ความรู้ ความคิด ความเชื่อ ความสามารถความจัดเจนที่กลุ่มชนได้จาก ประสบการณ์ที่สั่งสมไว้ในการปรับตัวและดำรงชีพในระบบนิเวศหรือสภาพแวดล้อมธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมทางสังคมวัฒนธรรม ที่มีพัฒนาการสืบสานกันมา เป็นความรู้ ความคิด ความเชื่อ ความสามารถ ความชัดเจน ที่เป็นผลของการใช้สติปัญญาปรับตัวกับสภาวะต่าง ๆ ในพื้นที่ที่ชุมชนนั้น ตั้งถิ่นฐานอยู่๑๗๖ ภูมิปัญญา (Wisdom) หมายถึง ความรู้ความสามารถของคนทั้งมวลที่เกิดจากการเรียนรู้ ศึกษา สังเกต อบรม สั่งสอนซึ่งคนได้สั่งสถ่ายทอดและสืบเนื่องกันมาอย่างไม่ขาดสาย จากอดีตจนถึง ปัจจุบัน นับเป็นเวลายาวนาน ซึ่งภูมิปัญญาเป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่าที่คนได้นำมาประยุกต์ใช้ในการ ดำรงชีวิตทำให้การอยู่ร่วมกันในสังคมมีความผาสุก อุดมสมบูรณ์ เจริญก้าวหน้าและอยู่รอดปลอดภัย ในสังคมโลกปัจจุบัน๑๗๗ “ภูมิปัญญา” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่กับสังคมมนุษย์มาช้านาน เป็นการดำรงอยู่ในชีวิต ที่เกี่ยวพันอยู่กับธรรมชาติของแต่ละท้องถิ่นโดยมีการปรับสภาพการดำเนินชีวิตให้เหมาะสมกับ สภาพแวดล้อมธรรมชาติตามกาลเวลา เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์โลกที่พิเศษกว่าสัตว์อื่น ๆ กล่าวคือมี มันสมองที่มีความสามารถในการคิดค้น เรียนรู้ แก้ปัญหาและมีการสืบทอดเป็นมรดกมาช้านาน แม้ว่า ภูมิปัญญาเป็นสิ่งที่สั่งสมและถ่ายทอดมาช้านาน แต่มีลักษณะที่สำคัญอย่างหนึ่งคือเป็นองค์ความรู้ที่ เชื่อมโยงกันไปหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาชีพ เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ การใช้จ่าย การศึกษา วัฒนธรรมจะมีความผสมกลมกลืนกัน๑๗๘ . สรุปได้ว่าคำว่า “ภูมิปัญญา” ตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Wisdom หมายถึงความรู้ ความสามารถ ทักษะความเชื่อและศักยภาพในการแก้ปัญหาของมนุษย์ที่สืบทอดกันมาจากอดีตถึง ๑๗๕ ปรีชา อุยตระกูล, บทบาทของหมอพื้นบ้านในสังคมชนบทอีสาน. (ขอนแก่น:สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ๒๕๓๑), หน้า ๙. ๑๗๖ เอกวิทย์ ณ ถลาง, ภูมิปัญญาชาวบ้านสี่ภูมิภาค: วิถีชีวิตและกระบวนการเรียนรู้ ของชาวบ้าน. (นนทบุรี: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๐), หน้า ๑๑-๑๒. ๑๗๗ โกวิทย์ พวงงาม, การจัดการตนเองของชุมชนและท้องถิ่น, หน้า ๑๕๐;เทิดชาย ช่วยบำรุง. ดร., ภูมิ ปัญญาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นเชิงสร้างสรรค์: ทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย (กรุงเทพฯ: วิทยาลัยพัฒนาการ ปกครองท้องถิ่น, สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๕๔), หน้า ๓๙. ๑๗๘ ประเวศ วะสี, เศรษฐกิจพอเพียงและประชาสังคม แนวทางพลิกฟื้นเศรษฐกิจ สังคม. (กรุงเทพ มหานคร: หมอชาวบ้าน, ๒๕๔๒), หน้า ๒๕.;เทิดชาย ช่วยบำรุง. ดร., ภูมิปัญญาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นเชิง สร้างสรรค์: ทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย (กรุงเทพฯ: วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น, สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๕๔), หน้า ๓๙.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๓๑ Fundamentals of Social Development ปัจจุบันอย่างต่อเนื่องและเชื่อมโยงกันทั้งระบบทุกสาขาแบ่งได้เป็น ๓ ลักษณะคือ ๑) ภูมิปัญญาที่เกิด จากการใช้ชีวิตตามธรรมชาติ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตกับธรรมชาติที่ชาวบ้านหรือท้องถิ่นปฏิบัติ ๒) ภูมิปัญญาที่เกิดจากการอยู่ร่วมกัน และ ๓) ภูมิปัญญาจากประสบการณ์เฉพาะด้าน ๕.๔.๒ ความหมาย ความเป็นมา และประเภทของภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom/Intellectual) ถือเป็นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่ ทรงคุณค่าของไทย แม้จะถูกมองข้ามมาเป็นเวลานานในยุคของการก้าวสู่ความทันสมัย หากแต่เมื่อ ประเทศประสบปัญหาก็ต้องหวนกลับมามองภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกครั้งเพราะภูมิปัญญาเกิดและพัฒนา ในพื้นที่นั้น จึงเหมาะที่จะนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาท้องถิ่นนั้น ตรงตามบริบทปัญหา สิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม ส่วนคำว่า “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” คือ ภูมิปัญญาที่ถูกนำไปพัฒนาท้องถิ่นซึ่งเป็นองค์ความรู้ ใหม่ที่ถูกนำไปใช้ ซึ่งเป็นการยกระดับองค์ความรู้และความสามารถมาสู่การพัฒนาท้องถิ่น โดยท้องถิ่น แต่ละแห่งอาจมีความเหมือนหรือต่างกันก็ได้ ทั้งนี้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีการพัฒนาอยู่เรื่อย ๆ จนเกิด เป็นองค์ความรู้ใหม่และองค์ความรู้ใหม่นี้ก็ถูกพัฒนาต่อไปเป็นองค์ความรู้ใหม่อีกซึ่งมีวัฏจักรในการ เกิดขึ้น พัฒนา เกิดองค์ความรู้ใหม่อยู่เรื่อย ๆ โดยลักษณะของภูมิปัญญาท้องถิ่นมี ๕ ประการ คือ ๑) มีวัฒนธรรมเป็นฐาน ๒) มีลักษณะผสมผสาน ๓) มีความเชื่อมโยงกับความเชื่อ ๔) เน้นการปฏิบัติที่ถูก ทำนองครองธรรมและพฤติกรรมมนุษย์ ๕) เน้นพฤติกรรมกลุ่มของหน่วยทางสังคมและสถาบันสังคม หรืออาจกล่าวโดยสรุปว่า ภูมิปัญญาเป็นฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่น ๑. ความเป็นมาของภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย กล่าวได้ว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย (Thai Local Wisdom/ Intellectual) ถือกำเนิดมาพร้อม กับประเทศไทยทั้งเป็นภูมิปัญญาเพื่อการประกอบอาชีพ การดำรงชีวิต การรักษาสุขภาพการรักษา เอกราชและความเป็นปึกแผ่นของประเทศ การดำรงภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ จึงเปรียบเสมือนการดำรงไว้ ซึ่งความเป็นชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยเกิดจากการคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ นำไปใช้และถ่ายทอด จากรุ่นสู่รุ่นสอดคล้องกับแนวคิดของกรมส่งเสริมการเกษตรที่ระบุว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยมี กระบวนการเกิดจากการสืบทอด ถ่ายทอด องค์ความรู้ที่มีอยู่เดิมในชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ แล้วพัฒนา เลือกสรรและปรับปรุงองค์ความรู้เหล่านั้นจนเกิดทักษะและความชำนาญ ที่สามารถแก้ไขปัญหาและ พัฒนาชีวิตได้อย่างเหมาะสมกับยุคสมัย แล้วเกิดองค์ความรู้ใหม่ที่เหมาะสมและสืบทอดพัฒนาต่อไป อย่างไม่สิ้นสุด ลักษณะสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น สรุปได้ดังนี้ ๑) เป็นเรื่องของการใช้ความรู้ ทักษะ ความเชื่อและพฤติกรรม ๒) แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติคนกับสิ่งเหนือ ธรรมชาติ ๓) เป็นองค์รวมหรือกิจกรรมทุกอย่างในวิถีชีวิต ๔) เป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหา การ จัดการ การปรับตัวการเรียนรู้เพื่อความอยู่รอดของบุคคล ชุมชนและสังคม ๕) เป็นแกนหลักหรือ กระบวนทัศน์ในการมองชีวิตเป็นพื้นความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ๖) มีลักษณะเฉพาะหรือมีเอกลักษณ์ใน
๒๓๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวเอง ๗) มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อการปรับสมดุลในพัฒนาการทางสังคมตลอดเวลา ๘) มีวัฒนธรรม เป็นฐานไม่ใช่วิทยาศาสตร์ ๙) มีการบูรณาการสูง ๑๐) มีความเชื่อมโยงไปสู่นามธรรมที่ลึกซึ้งสูงส่ง และ ๑๑) เน้นความสำคัญของจริยธรรมมากกว่าวัตถุธรรม๑๗๙ ๒. ความหมายของภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย หากจะพิจารณาของภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยตามรากศัพท์ “ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom)” มีรากศัพท์มาจากคำต่าง ๆ ดังนี้ ภูมิความหมายว่า พื้นที่ พื้นเพ ปัญญา หมายความว่า ความรู้ ความรอบรู้ ภูมิปัญญา หมายถึง ความรู้ที่อยู่ ณ พื้นที่นั้น ดังนั้นภูมิปัญญาท้องถิ่น จึงหมายถึง ความสามารถในการใช้ความรู้เพื่อพัฒนาและดำรงชีวิต ของคนในท้องถิ่น มีการถ่ายทอดความรู้ไปใช้ในการพัฒนาท้องถิ่นจนเกิดเป็นความรู้ใหม่ที่มีการใช้ และพัฒนาเป็นวงจรไม่จบสิ้น ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง ส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่เป็นความรู้ ความคิด ความสามารถ ความเห็น ความเชื่อ ความนิยม ความฉลาดรอบคอบในสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย การทำมาหา กิน วิถีชีวิต การป้องกันรักษาโรคภัยไข้เจ็บและการใช้ภาษาที่เกิดขึ้น สั่งสม พัฒนาและใช้ประโยชน์สืบ ต่อจนเป็นมรดกตกทอดของพื้นบ้านมาแต่โบราณ๑๘๐ ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นการเชื่อมโยงไปถึงประสบการณ์ความรู้ทางตรงของคนในท้องถิ่นที่ได้ จากการสั่งสมประสบการณ์จากการทำงาน การประกอบอาชีพและการเรียนรู้จากธรรมชาติแวดล้อม ต่าง ๆ และถ้าจะพิจารณาภูมิปัญญาท้องถิ่นเฉพาะด้านที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีแล้ว หมายถึง เทคนิค วิทยาพื้นบ้าน ว่าสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างไร โดยมีองค์ประกอบ ๒ ประการ คือเครื่องมือในการ ทำสิ่งนั้น ๆ และกระทบกับขั้นตอนในการทำสิ่งนั้น ๆ ซึ่งสามารถแยกได้ในลักษณะความรู้ที่เป็น รูปธรรมและนามธรรมที่มีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมและความจำเป็นในท้องถิ่นหรือชุมชน ในอัน ที่จะเป็นทางเลือกในการดำรงชีวิตของตนในที่นั้น ๆ ๑๘๑ ๑๗๙ กรมส่งเสริมการเกษตร, http://tkagri.doae.go.th เข้าถึงเมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๓; เทิดชาย ช่วยบำรุง. ดร., ภูมิปัญญาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นเชิงสร้างสรรค์: ทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย (กรุงเทพฯ: วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น, สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๕๔), หน้า ๓๗. ๑๘๐ เอี่ยม ทองดี และคณะ, พลังประวัติศาสตร์ท้องถิ่นต่อการพัฒนาชุมชน: กรณีศึกษาชุมชนอำเภอพุทธ มณฑล จังหวัดนครปฐม. (นครปฐม: มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๔๒), หน้า ๖๐; เทิดชาย ช่วยบำรุง. ดร., ภูมิปัญญา เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นเชิงสร้างสรรค์: ทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย (กรุงเทพฯ: วิทยาลัยพัฒนาการปกครอง ท้องถิ่น, สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๕๔), หน้า ๓๙. ๑๘๑ กรมการศึกษานอกโรงเรียน อ้างใน กฤษณา วงษาสันต์, วิถีไทย. (กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์ เธิร์ด เวฟ เอ็ดดูเคชั่น, ๒๕๔๒), หน้า ๒๐.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๓๓ Fundamentals of Social Development จากความหมายข้างต้นพอจะสรุปได้ว่า “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” หมายถึง ความรู้ของคนใน ท้องถิ่น ซึ่งได้มาจากประสบการณ์และความริเริ่มของคนในท้องถิ่น รวมทั้งความรู้ที่สั่งสมมาแต่บรรพ บุรุษ สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นระหว่างการสืบทอดมีการปรับ ประยุกต์และเปลี่ยนแปลง พัฒนา สูญสลาย หายไปบ้างและเกิดเป็นความรู้ใหม่ตามยุคสมัย หรืออาจกล่าวได้ว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นการใช้ภูมิ ปัญญาหรือความรู้ในท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นซึ่งเป็นความรู้ชุดใหม่ ๕.๔.๓ ประเภทของภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยเป็นวัฒนธรรมที่แสดงถึงความเป็นไทยเป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่าและ ความดีงามที่จรรโลงชีวิตและวิถีชุมชนให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติและสภาวะแวดล้อมได้อย่างกลมกลืน และสมดุล เป็นพื้นฐานการประกอบอาชีพและเป็นรากฐานการพัฒนาที่เริ่มจากการพัฒนาเพื่อการ พึ่งพาตนเอง การพัฒนาเพื่อการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และการพัฒนาที่เกิดจากการผสมผสานองค์ ความรู้สากลบนฐานภูมิปัญญาเดิม เพื่อเกิดเป็นภูมิปัญญาใหม่ที่เหมาะสมกับยุคสมัย รวมทั้งมี คุณประโยชน์ในการทำให้ชาติและชุมชนผ่านพ้นวิกฤตและดำรงความเป็นชาติหรือชุมชนได้ จึงกล่าว ได้ว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่มีคุณค่าเพียงต่อท้องถิ่นเท่านั้น หากแต่ยังเอื้อประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อ การวางแผนพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและสร้างสรรค์๑๘๒ ภูมิปัญญาท้องถิ่นจำแนกได้หลายแบบตามเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งประเภทแรกแบ่งเป็น ๕ หมวด ดังนี้๑๘๓ หมวดที่ ๑ ขนบธรรมเนียม ประเพณี ความเชื่อและศาสนา หมายถึง แบบอย่างที่ปฏิบัติสืบ ทอดกันมาในด้านการยอมรับสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือ ข้อเสนออย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นความจริง ซึ่งเกิดจาก สติปัญญาที่มีความเป็นเหตุเป็นผล หรือเกิดจากความเชื่อ ความศรัทธา แบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ได้แก่ ความเชื่อ ปรัชญา ศาสนาและลัทธิ ไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ กฎหมาย ธรรมเนียมการปกครอง การ ปลูกฝัง การสืบทอดและประเพณี หมวดที่ ๒ ภาษาและวรรณกรรม หมายถึง สิ่งที่สื่อความหมายด้วยเรื่องหรือตัวอักษรที่ กำหนดไว้เป็นแบบแผนเพื่อใช้เป็นสื่อสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน แบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ได้แก่ ข่าวสาร วรรณกรรม ภาษาศาสตร์และหลักภาษา ภาษาถิ่นและภาษาชนต่างกลุ่ม นิทานและภูมินาม ความเรียงและฉันทลักษณ์ วาทการ ภาษิตและปริศนาคำทำนาย หมวดที่ ๓ ศิลปกรรมและโบราณคดี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อความงามที่ให้ คุณค่าทางจิตใจหรือเพื่อประโยชน์ใช้สอย รวมทั้งสิ่งต่าง ๆ ที่สร้างขึ้น เพื่อสื่อสารทางความเชื่อของ ๑๘๒ เทิดชาย ช่วยบำรุง. ดร., ภูมิปัญญาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นเชิงสร้างสรรค์: ทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นของ ไทย (กรุงเทพฯ: วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น, สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๕๔), หน้า ๔๐-๔๑. ๑๘๓ เทิดชาย ช่วยบำรุง. ดร., ภูมิปัญญาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นเชิงสร้างสรรค์: ทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นของ ไทย (กรุงเทพฯ: วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น, สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๕๔), หน้า ๔๑-๔๒.
๒๓๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กลุ่มชนแบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ศิลปหัตถกรรม โบราณคดี การวางผังเมืองและชุมชน วัฒนธรรมสถานหรือแหล่งวัฒนธรรม หมวดที่ ๔ การละเล่นดนตรีและการพักผ่อนหย่อนใจ หมายถึง สิ่งที่มนุษย์แสดงออกเพื่อ สนองความต้องการทางด้านร่างกาย อารมณ์และจิตใจ แบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ได้แก่ การขับร้องและ ดนตรี ระบำรำฟ้อน มหรสพ เพลงเด็กและเพลงกล่อมเด็ก เพลงปฏิพากย์ การละเล่นพื้นบ้าน กีฬา และนันทนาการ การท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวกับวัฒนธรรม หมวดที่ ๕ ชีวิต ความเป็นอยู่และวิทยาการ หมายถึง กิจกรรมการดำเนินชีวิตของบุคคล หรือกลุ่มชน ประกอบกับการคิดค้นและพัฒนาวิทยาการเพื่อเสริมสร้างความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น โดยอาศัย บุคคลในท้องถิ่นหรือการรับวัฒนธรรมต่างถิ่นมาปรับปรุงการพัฒนาการดำเนินชีวิตให้เหมาะสมยิ่งขึ้น แบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ได้แก่ เครื่องมือเครื่องใช้ คหกรรมศาสตร์ การสาธารณสุข ที่อยู่อาศัย ชีวประวัติ วิทยาการ และอาชีพ๑๘๔ แต่หากจำแนกภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นรายสาขาสามารถแบ่งได้เป็น ๑๐ สาขา๑๘๕ ดังนี้ ๑) สาขาเกษตรกรรม หมายถึง ความสามารถในการผสมผสานองค์ความรู้ ทักษะและ เทคนิคด้านการเกษตรกับเทคโนโลยี โดยการพัฒนาบนพื้นฐานคุณค่าดั้งเดิม ซึ่งคนสามารถพึ่งพา ตนเองในสภาวการณ์ต่าง ๆ ได้ เช่น การเกษตรแบบผสมผสาน การแก้ปัญหาการเกษตร เป็นต้น ๒) สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม (ด้านการผลิตและการบริโภค) หมายถึง การรู้จัก ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการแปรรูปผลผลิต เพื่อชะลอการนำเข้าตลาด เพื่อแก้ปัญหาด้าน การบริโภคอย่างปลอดภัย ประหยัดและเป็นธรรม อันเป็นกระบวนการให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถ พึ่งตนเอง ทางเศรษฐกิจได้ ตลอดทั้งการผลิตและการจัดจำหน่ายผลผลิตทางหัตถกรรม เช่น การ รวมกลุ่มของกลุ่มโรงงานยางพารา กลุ่มโรงสี กลุ่มหัตถกรรม เป็นต้น ๓) สาขาการแพทย์ไทย หมายถึง ความสามารถในการจัดการป้องกันและรักษาสุขภาพของ คนในชุมชน โดยเน้นให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองทางด้านสุขภาพและอนามัยได้ ๔) สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมายถึง ความสามารถเกี่ยวกับ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งการอนุรักษ์ การพัฒนาและใช้ประโยชน์จากคุณค่า ของทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ๑๘๔ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (๒๕๓๕ ) อ้างถึงในภูมิปัญญาอภิว ัฒน์, ttp://www.budmgt. com เข้าถึงเมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๓. ๑๘๕ เทิดชาย ช่วยบำรุง. ดร., ภูมิปัญญาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นเชิงสร้างสรรค์: ทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นของ ไทย (กรุงเทพฯ: วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น, สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๕๔), หน้า ๔๓-๔๔.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๓๕ Fundamentals of Social Development ๕) สาขากองทุนและธุรกิจชุมชน หมายถึง ความสามารถในด้านบริหารจัดการการค้า การ สะสมและบริหารกองทุนและธุรกิจในชุมชน ทั้งที่เป็นเงินตราและโภคทรัพย์เพื่อเสริมชีวิตความเป็นอยู่ ของสมาชิกในชุมชน ๖) สาขาสวัสดิการ หมายถึง ความสามารถในการจัดสวัสดิการในการประกันคุณภาพชีวิต ของคนให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม ๗) สาขาศิลปกรรม หมายถึง ความสามารถในการผลิตผลงานทางด้านศิลปะสาขาต่าง ๆ เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม วรรณกรรมทัศนศิลป์ คีตศิลป์ เป็นต้น ๘) สาขาการจัดการ หมายถึง ความสามารถในการบริหารการจัดการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ทั้งขององค์กรชุมชน องค์กรทางสังคมอื่น ๆ ในสังคมไทย เช่น การจัดการองค์กรของกลุ่มแม่บ้าน ระบบผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนเป็นต้น กรณีของการจัดการศึกษาเรียนรู้ นับได้ว่าเป็นภูมิปัญญาสาขาการ จัดการที่มีความสำคัญ เพราะการจัดการศึกษาเรียนรู้ดี หมายถึงกระบวนการเรียนรู้ พัฒนาและ ถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาไทยที่มีประสิทธิผล ๙) สาขาภาษาและวรรณกรรม หมายถึง ความสามารถผลิตผลงานเกี่ยวกับภาษา ทั้งภาษา ถิ่นภาษาโบราณ ภาษาไทยและการใช้ภาษา ตลอดทั้งด้านวรรณกรรมทุกประเภท ๑๐) สาขาศาสนาและประเพณีหมายถึง ความสามารถประยุกต์และปรับใช้หลักธรรมคำ สอนทางศาสนา ความเชื่อและประเพณีดั้งเดิมที่มีคุณค่าให้เหมาะสมต่อการประพฤติปฏิบัติให้บังเกิด ผลดีต่อ บุคคลและสิ่งแวดล้อม เช่น การถ่ายทอดหลักศาสนา การบวชป่า การประยุกต์ประเพณีบุญ ประทายข้าว เป็นต้น๑๘๖ จากประเภทของภูมิปัญญาท้องถิ่นข้างต้นจะเห็นได้ว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นมีอยู่มากมาย ครอบคลุมทุกกิจกรรมของสังคม กล่าวคือท้องถิ่นสามารถนำภูมิปัญญาประเภทต่าง ๆ ไปใช้ในการ พัฒนาท้องถิ่นได้หลายด้านบนฐานบริบทที่แตกต่างกัน ภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยถือเป็นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่ต้องเก็บรักษาไว้ โดยมี กระบวนการในการอนุรักษ์ทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย ดังนี้ ๑) การค้นคว้าวิจัย ควรศึกษาและเก็บ รวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาของไทยในด้านต่าง ๆ ในระดับท้องถิ่น จังหวัด ภูมิภาคและประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิปัญญาของท้องถิ่น ควรมุ่งศึกษาให้รู้ความเป็นมาในอดีตและสภาพการณ์ใน ปัจจุบัน ๒) การอนุรักษ์กระทำโดยการปลุกจิตสำนึกให้คนในท้องถิ่นตระหนักถึงคุณค่า แก่นสาระ และความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นต่าง ๆ ส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมตามประเพณีและ ๑๘๖ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, อ้างถึงใน มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์, (๒๕๔๑) http://www.nsru.ac.th เข้าถึงเมื่อวันที่ ๑๘ พฤจิกายน ๒๕๖๓.; เทิดชาย ช่วยบำรุง. ดร., ภูมิปัญญาเพื่อการ พัฒนาท้องถิ่นเชิงสร้างสรรค์: ทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย (กรุงเทพฯ: วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น, สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๕๔), หน้า ๔๓-๔๔.
๒๓๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัฒนธรรมต่าง ๆ สร้างจิตสำนึกของความเป็นคนในท้องถิ่นที่จะต้องร่วมกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาที่เป็น เอกลักษณ์ของท้องถิ่น รวมทั้งสนับสนุนให้มีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหรือพิพิธภัณฑ์ชุมชนขึ้น เพื่อแสดง สภาพวิถีชีวิตและความเป็นมาของชุมชนอันจะสร้างความรู้และความภูมิใจในชุมชนท้องถิ่นด้วย ๓) การฟื้นฟูโดยการเลือกสรรภูมิปัญญาที่กำลังจะสูญหายหรือที่สูญหายไปแล้วมาทำให้มีคุณค่าและมี ความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตในท้องถิ่นโดยเฉพาะพื้นฐานทางจริยธรรม คุณธรรมและค่านิยม ๔) การพัฒนาควรริเริ่มสร้างสรรค์และปรับปรุงภูมิปัญญาให้เหมาะสมกับยุคสมัยและเกิดประโยชน์ใน การดำเนินชีวิตประจำวัน โดยใช้ภูมิปัญญาเป็นพื้นฐานในการรวมกลุ่มในการพัฒนาอาชีพ ควรนำ ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาต่อยอดในการผลิต การตลาดและการบริหาร ตลอดจนการ ป้องกันและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ๕) การถ่ายทอด โดยการนำภูมิปัญญาที่ผ่านการเลือกสรรกลั่นกรอง ด้วยเหตุผลอย่างรอบคอบและรอบด้านแล้วไปถ่ายทอดให้แก่คนในสังคมได้รับรู้เกิดความเข้าใจ ตระหนักในคุณค่า คุณประโยชน์และปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมผ่านสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ๖) การส่งเสริมกิจกรรม โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้ เกิดเครือข่ายการสืบสานและพัฒนาภูมิปัญญาของชุมชนต่าง ๆ เพื่อจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและภูมิ ปัญญาท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง ๗) การเสริมสร้างเอตทัคคะ ควรส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนา ศักยภาพของชาวบ้านผู้ดำเนินงานและปราชญ์ท้องถิ่น ให้มีโอกาสแสดงศักยภาพด้านภูมิปัญญาและ พัฒนาความรู้ความสามารถได้อย่างเต็มที่ จัดให้มีการยกย่องและประกาศเกียรติคุณในลักษณะต่าง ๆ รวมทั้งส่งเสริมให้มีโอกาสได้รับการยกย่องและประกาศเกียรติคุณในระดับที่สูงขึ้นไป ๘) การเผยแพร่ แลกเปลี่ยน การส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมให้เกิดการเผยแพร่แลกเปลี่ยนภูมิปัญญาและ วัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง โดยให้มีการเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นต่าง ๆ ด้วยสื่อและวิธีการต่าง ๆ ส่งเสริมและสนับสนุนการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่มชนและท้องถิ่นต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก๑๘๗ การรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องร่วมมือร่วมใจกันดำเนินการ ซึ่งไม่เพียงการรักษาให้คงอยู่เท่านั้น หากแต่ต้องสามารถยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นไปสู่การใช้ ประโยชน์ในลักษณะต่าง ๆ โดยเฉพาะเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นและเมื่อพัฒนาท้องถิ่นซึ่งเป็นฐานสำคัญ ของประเทศประเทศก็จะเติบโตด้วยฐานที่มั่นคงและยั่งยืน สรุปได้ว่าคำว่า “ภูมิปัญญา” ตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Wisdom หมายถึงความรู้ ความสามารถ ทักษะความเชื่อและศักยภาพในการแก้ปัญหาของมนุษย์ที่สืบทอดกันมาจากอดีตถึง ปัจจุบันอย่างต่อเนื่องและเชื่อมโยงกันทั้งระบบทุกสาขาแบ่งได้เป็น ๓ ลักษณะคือ ๑) ภูมิปัญญาที่เกิด ๑๘๗ จักรกฤษณ์ ดาวไธสง โรงเรียนพิมายวิทยา, http://www.pm.ac.th เข้าถึงเมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๓.; เทิดชาย ช่วยบำรุง. ดร., ภูมิปัญญาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นเชิงสร้างสรรค์: ทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย (กรุงเทพฯ: วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น, สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๕๔), หน้า ๔๗-๔๘.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๓๗ Fundamentals of Social Development จากการใช้ชีวิตตามธรรมชาติ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตกับธรรมชาติที่ชาวบ้านหรือท้องถิ่นปฏิบัติ ๒) ภูมิปัญญาที่เกิดจากการอยู่ร่วมกัน และ ๓) ภูมิปัญญาจากประสบการณ์เฉพาะด้าน ส่วน “ภูมิ ปัญญาท้องถิ่น” หมายถึง ความรู้ของคนในท้องถิ่น ซึ่งได้มาจากประสบการณ์และความริเริ่มของคน ในท้องถิ่น รวมทั้งความรู้ที่สั่งสมมาแต่บรรพบุรุษ สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นระหว่างการสืบทอดมีการปรับ ประยุกต์และเปลี่ยนแปลง พัฒนา สูญสลายหายไปบ้างและเกิดเป็นความรู้ใหม่ตามยุคสมัย หรืออาจ กล่าวได้ว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นการใช้ภูมิปัญญาหรือความรู้ในท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นซึ่งเป็น ความรู้ชุดใหม่ โดยสังเขปภูมิปัญญาท้องถิ่นจำแนกได้หลายแบบตามเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งประเภทแรกแบ่งเป็น ๕ หมวด ดังนี้ หมวดที่ ๑ ขนบธรรมเนียม ประเพณี ความเชื่อและศาสนา หมวดที่ ๒ ภาษาและ วรรณกรรม หมวดที่ ๓ ศิลปกรรมและโบราณคดี หมวดที่ ๔ การละเล่นดนตรีและการพักผ่อนหย่อน ใจ และหมวดที่ ๕ ชีวิต ความเป็นอยู่และวิทยาการ แต่หากจำแนกภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นรายสาขา สามารถแบ่งได้เป็น ๑๐ สาขา ดังนี้ ๑) สาขาเกษตรกรรม ๒) สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม (ด้าน การผลิตและการบริโภค) ๓) สาขาการแพทย์ไทย ๔) สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ๕) สาขากองทุนและธุรกิจชุมชน ๖) สาขาสวัสดิการ ๗) สาขาศิลปกรรม ๘) สาขาการ จัดการ ๙) สาขาภาษาและวรรณกรรม และ ๑๐) สาขาศาสนาและประเพณี และ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ของไทยถือเป็นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่ต้องเก็บรักษาไว้ โดยมีกระบวนการในการอนุรักษ์ทุนภูมิ ปัญญาท้องถิ่นของไทย ดังนี้ ๑) การค้นคว้าวิจัย ๒) การอนุรักษ์ ๓) การฟื้นฟู ๔) การพัฒนา ๕) การ ถ่ายทอด ๖) การส่งเสริมกิจกรรม ๗) การเสริมสร้างเอตทัคคะ และ ๘) การเผยแพร่แลกเปลี่ยน การ รักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องร่วมมือร่วมใจกันดำเนินการ ซึ่งไม่เพียงการ รักษาให้คงอยู่เท่านั้น หากแต่ต้องสามารถยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นไปสู่การใช้ประโยชน์ในลักษณะ ต่าง ๆ โดยเฉพาะเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นและเมื่อพัฒนาท้องถิ่นซึ่งเป็นฐานสำคัญของประเทศประเทศ ก็จะเติบโตด้วยฐานที่มั่นคงและยั่งยืน ๕.๔.๔ บทบาทของภูมิปัญญาท้องถิ่นต่อการพัฒนาท้องถิ่น ยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน (The Indigenous Development Strategy) ซึ่งบางครั้งก็เรียกว่า การพัฒนาแบบดั้งเดิมหรือระบบความรู้แบบภูมิปัญญาในท้องถิ่น หรือ ยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบวัฒนธรรมชุมชน มีจุดกำเนิดจากการต่อต้านข้อเท็จจริงที่ว่านักทฤษฎีและ นักวางแผนพัฒนานั้นถ้าไม่มองวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมว่าเป็นพลังที่มีผลในทางบวกก็มักจะไม่เห็น ความสำคัญขององค์กรท้องถิ่น หรือภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีอยู่ว่ามีคุณค่าต่อการพัฒนา ภูมิปัญญา เหล่านี้ได้ถูกละเลยอย่างสิ้นเชิงในการวางแผนโครงการและการปฏิบัติงาน แต่ในทางกลับกันได้มีการ นำเอาการจัดการแบบใหม่และทันสมัยมาไว้ในการพัฒนาภาคชนบทในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ นิชอฟและ แอนเดอร์สันได้วิเคราะห์ กรณีศึกษาของโครงการพัฒนาหมู่บ้านจำนวน ๒๐๐ โครงการ พบว่า ส่วน
๒๓๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ใหญ่ประสบผลล้มเหลวเพราะละเลยต่อปัจจัยต่าง ๆ ในท้องถิ่นอันนำไปสู่อุปสรรคในการยอมรับ นวัตกรรมต่าง ๆ ยุทธวิธีการพัฒนาแบบภูมิปัญญาชาวบ้านได้พิจารณาถึงรูปแบบต่าง ๆ ของประเพณี และวัฒนธรรม อันได้แก่ ระบบการสื่อสารแบบดั้งเดิม ภาวะผู้นำและบทบาทหน้าที่แบบดั้งเดิม องค์กรท้องถิ่นและแนวทางการพึ่งตนเอง ภูมิปัญญาชาวบ้าน เทคโนโลยี ตลอดจนระบบความเชื่อ แบบดั้งเดิม๑๘๘ จากบทเรียนการพัฒนาที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นปัญหาของแนวทางการพัฒนาที่มองข้าม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ปัจจุบันหลายฝ่ายได้มองเห็นคุณค่าและความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นถือเป็น รากเหง้าที่สำคัญซึ่งเป็นฐานในการพัฒนาประเทศที่สำคัญ ภูมิปัญญาท้องถิ่นจึงมีบทบาทในการพัฒนา ท้องถิ่นด้านต่าง ๆ อาทิ ๑) การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการสร้างงาน สร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้แก่ คนในท้องถิ่น เช่น การทำไม้กวาดดอกหญ้า การทำมีด การส่งเสริมอาชีพจากสมุนไพร เป็นต้น ๒) การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการสร้างเสริมสุขภาพคนในท้องถิ่นให้ดีขึ้น เช่น การนวดแผนไทย การดูแล สุขภาพด้วยเกษตรธาตุ ๔ เป็นต้น ๓) การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการสร้างความสามัคคีและ กระบวนการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น เช่น ธนาคารข้าว ธนาคารโคกระบือเป็นต้น ๔) การใช้ภูมิ ปัญญาท้องถิ่นในการสร้างกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเช่น การท่องเที่ยวของท่าข้าม ตลาดบาง หลวง ร.ศ.๑๒๒ ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง เป็นต้น ๕) การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้วัสดุธรรมชาติแทนถุงพลาสติก พิธีบวชป่า เป็นต้น ๖) การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการ อนุรักษ์วัฒนธรรม เช่น การอนุรักษ์เครื่องดนตรีไทยโบราณ การแต่งกายของคนท้องถิ่นต่าง ๆ ๗) การ ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาเทคโนโลยีชุมชน เช่น การสร้างเครื่องสีข้าวแบบชาวบ้าน ๘) การใช้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นในกระบวนการผลิตสินค้า เช่น สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ภูมิปัญญา เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นเชิงสร้างสรรค์ ๙) การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการแก้ปัญหายาเสพติด เช่น การ ห่อข้าวสารขี้เถ้าแจ้งข่าวตำรวจ เป็นต้น ทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยเป็นทรัพยากรทางปัญญาที่สำคัญ ไม่เพียงเพื่อสร้างความ ภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง แต่ยังเป็นทุนที่พร้อมจะแปรสภาพเป็นทุนอย่างอื่น อาทิ ทุน อุตสาหกรรมเพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ทุนทางวัฒนธรรมในการรักษา ความเป็นเอกลักษณ์ของชาติ ทุนทางสังคมที่สร้างความเป็นกลุ่มก้อนทางสังคมอย่างสมานสามัคคี สรุปได้ว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติในระดับต่าง ๆ ไปสู่ ความก้าวหน้าบนรากเหง้าของท้องถิ่น ๑๘๘ บัณฑร อ่อนดำและวิริยา น้อยวงศ์ นยางศ์, ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาชนบท:ประสบการณ์ของ ประเทศไทย. (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์เรือนแก้ว,๒๕๓๓), หน้า ๒๔-๒๕.;เทิดชาย ช่วยบำรุง. ดร., ภูมิปัญญาเพื่อ การพัฒนาท้องถิ่นเชิงสร้างสรรค์: ทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย (กรุงเทพฯ: วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น, สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๕๔), หน้า ๕๐-๕๒.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๓๙ Fundamentals of Social Development ภูมิปัญญาท้องถิ่นจึงมีบทบาทในการพัฒนาท้องถิ่นด้านต่าง ๆ อาทิ ๑) การใช้ภูมิปัญญา ท้องถิ่นในการสร้างงาน สร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้แก่คนในท้องถิ่น ๒) การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นใน การสร้างเสริมสุขภาพคนในท้องถิ่นให้ดีขึ้น ๓) การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการสร้างความสามัคคีและ กระบวนการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น ๔) การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการสร้างกิจกรรมส่งเสริมการ ท่องเที่ยว ๕) การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ๖) การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการ อนุรักษ์วัฒนธรรม ๗) การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาเทคโนโลยีชุมชน ๘) การใช้ภูมิปัญญา ท้องถิ่นในกระบวนการผลิตสินค้า ๙) การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการแก้ปัญหายาเสพติด ทุนภูมิ ปัญญาท้องถิ่นของไทยเป็นทรัพยากรทางปัญญาที่สำคัญ ไม่เพียงเพื่อสร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้า ของตนเอง แต่ยังเป็นทุนที่พร้อมจะแปรสภาพเป็นทุนอย่างอื่น อาทิ ทุนอุตสาหกรรมสินค้าและบริการ ทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางสังคมที่สร้างความสมานสามัคคี สรุปได้ว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฟันเฟือง สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติในระดับต่าง ๆ ไปสู่ความก้าวหน้าบนรากเหง้าของท้องถิ่น ๕.๕ มุมมองพระพุทธศาสนากับรูปแบบการพัฒนาสังคม การดำเนินชีวิตต้องพัฒนาทั้งร่างกายและสติปัญญาควบคู่กันไป ศาสนามีหลักธรรมคำสอนให้ ก่อเกิดการพัฒนาทางด้านจิตใจเพื่อความสงบสุข โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ ๑)ด้านพัฒนาคนให้มี ปัญญา อันเป็นคุณสมบัติพิเศษสุด การพัฒนาปัญญาจะได้ขยายความรู้ให้กว้างไกลอันมีผลต่อการ ดำเนินชีวิตให้อยู่รอดในทุกสถานการณ์และเข้าถึงพุทธภาวะ ๒)ด้านสัจธรรมเพื่อชีวิต หลังจากเรียนรู้ ธรรมชาติของวิถีชีวิตอันได้แก่ พฤติกรรมสัมพันธ์ กาย จิต และปัญญา ทั้ง ๓ ส่วนล้วนอิงอาศัยกันอยู่ เพราะปัญญาจะพัฒนาขึ้นมาแบบไร้จุดหมายไม่ได้ ด้วยทุกอย่างต้องอิงอาศัยกันและกัน พฤติกรรมมี ฐานอยู่ที่จิตใจ จิตใจเป็นฐานก่อให้เกิดปัญญา เมื่อจิตใจมั่นคงปัญญาย่อมเกิด๑๘๙ การพัฒนาตนเองตามแนวทางพระพุทธศาสนาหรือ ตามแนวคิดทางพุทธศาสตร์ การพัฒนา ตนเป็นการเรียนรู้และการปฏิบัติเพื่อไปสู่ความพอดี หรือการมีดุลยภาพของชีวิต มีความสัมพันธ์อัน กลมกลืนระหว่างการดำเนินชีวิตของบุคคล กับสภาพแวดล้อมและมุ่งการกระทำตนให้มีความสุขด้วย ตนเอง รู้เท่าทันตนเอง เข้าใจตนเองมากกว่าการพึ่งพาอาศัยวัตถุ จึงเป็นแนวทางการพัฒนาชีวิตที่ ยั่งยืน หลักการพัฒนาตนตามแนวพุทธศาสตร์ประกอบด้วยสาระสำคัญ ๗ ประการ คือ ทมะ สิกขา และภาวนา ๑๙๐ มีเพื่อข้ามพ้นมายาคติเห็นแจ้งในสัจธรรมดังกล่าว ได้แก่ เป็นคนเป็นตัวอย่างที่ดี ถือว่า ๑๘๙ พระมหานพรักษ์ ขนฺติโสภโณ,ดร.พระพุทธศาสนากับการพัฒนาสังคมไทย ในยุคไทยแลนด์ ๔.๐ (Buddhism and Thai Society Development, Thailand 4.0), สาขาการจัดการเชิงพุทธ, นวบ.วัดป่า ไลยก์วรวิหาร มจร จังหวัดสุพรรณบุรี, (๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒), หน้า ๑๒ ๑๙๐ พระเทพเวที (ป.อ.ปยุตโต), การพัฒนาตนเอง (Their own development) [ออนไลน์]) แหล่งมา ที่มา http://theirown development.blogspot.com/2013/07/blog-post_8604. (๒๕๓๒).
๒๔๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นบุคคลมีคุณสมบัติของคนดี ภาษาพระว่า สัปปุริสธรรม ๗๑๙๑ ตามหลักธรรม ๔ ด้านคนไปถึงเส้น ชัยในชีวิต มีวิถีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าได้นั้นมีหลักธรรมแห่งความเจริญในชีวิตคือ จักร ๔๑๙๒ ในเส้นทาง ของความสำเร็จมีหลักอิทธิบาท ๔ คนที่รู้จักใช้รู้จักหาทรัพย์นับว่าเป็นคนมีหลักธรรมเป็นแง่คิดเตือน จิตใจ หลักธรรมอำนวยสุขนั้นคือ ทิฏฐธัมมิกกัตถ ๔๑๙๓ เป็นบุคคลที่ควรยึดถือเอามาเป็นแบบอย่าง คือคนถือหลักธรรมคิหิสุข ๔๑๙๔ ดำรงตนอยู่ด้วยหลักธรรมของผู้ครองเรือน ตามหลักพุทธธรรมมีคำ สอนเกี่ยวกับการพัฒนาชีวิตอยู่มากแต่ขอนำเสนอไว้เป็นเพียงตัวอย่างคือ หลักธรรมมีอุปการะมาก ๒ ๑๙๕ ได้แก่ ๑. สติ ความระลึกได้ และ ๒. สัมปชัญญะ ความรู้ตัวทั่วพร้อม มีหลักธรรมอันทำให้งดงาม ๒ ประการ๑๙๖ มี ๑. ขันติ ความอดทน และ ๒. โสรัจจะ ความสงบเสงี่ยม ทำให้คนเต็มคน เพื่อให้ สังคมคนเราอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขจึงต้องปฏิบัติตามหลักศีลธรรม ๕ ๑๙๗ มีชีวิตต้องการเป็นอยู่ตลอด จะมีชีวิตรอดได้ด้วยการศึกษา ในภาษาพระว่าหลักอริยมรรคมีองค์ ๘๑๙๘ โดยภาพรวมก็คือ ศีล ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ ส่วน สมาธิ ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และ สัมมาสมาธิ และท้ายสุดคือปัญญา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ การพัฒนาตามกระแสธรรม เหล่านี้ถือว่าเป็นแก่นสารทางพุทธธรรม เพื่อพัฒนาตนเองให้หลุดพ้นเป็นอิสระ ตามหลักพุทธธรรมที่มี การพัฒนาไปถึงเส้นชัยคือนิพพาน๑๙๙ พระเทพเวที (ป.อ.ปยุตโต)๒๐๐ เสนอวิธีการที่จะพัฒนาตนไปสู่วิถีชีวิตที่ดีงาม เรียกว่า “รุ่ง อรุณแห่งการพัฒนาตน” ไว้ ) ประการ ดังนี้ ๑) รู้จักเลือกหาแหล่งความรู้และแบบอย่างที่ดี ได้แก่ การรู้จักใช้สติปัญญาในการวิเคราะห์ พิจารณาในการเลือก เริ่มจากการเลือกคบคนดี เลือกตัวแบบที่ดี ๑๙๑ ที.ปา. ๑๑/๓๓๑. ๑๙๒ที.ปา.๑๑/๔๐๐. ๑๙๓ องฺ.อฏฐก. ๒๓/๑๔๔. ๑๙๔องฺ.จตุกฺก.๒๑/๖๒. ๑๙๕ที.ปา. ๑๑/๓๗๘. ๑๙๖ องฺ.ทุก. ๒๐/๔๑๐. ๑๙๗ ที.ปา. ๑๑/๒๘๖. ๑๙๘ ที.ม. ๑๐/๒๙๙. ๑๙๙ อุทัย(ยูมิ) เอกสะพังม ดร. “พระพุทธศาสนากับการพัฒนาที่ยั่งยืน”(เว็บไซน์)แหล่งที่มา: https://www.gotoknow.org/posts /470916 อ้างใน พระมหานพรักษ์ ขนฺติโสภโณ, ดร.พระพุทธศาสนากับ การพัฒนาสังคมไทย ในยุคไทยแลนด์ ๔.๐ (Buddhism and Thai Society Development, Thailand 4.0), สาขาการจัดการเชิงพุทธ, นวบ.วัดป่าไลยก์วรวิหาร มจร จังหวัดสุพรรณบุรี, (๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒), หน้า ๑๒- ๑๓. ๒๐๐ พระเทพเวที (ป.อ.ปยุตโต). การพัฒนาตนเอง (Their own development) (ออนไลน์)แหล่งที่มา http://theirowndevelopment.blogspot.com/2013/07/blog-post_8604. (๒๕๓๒)
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๔๑ Fundamentals of Social Development เลือกบริโภคสื่อและข่าวสารข้อมูลที่มีคุณค่า เรียกว่า ความมีกัลยานมิตร (กัลยานมิตตา) ๒) รู้จักจัด ระเบียบชีวิต มีการวางแผนและจัดการกิจการงานต่าง ๆ อย่างมีระบบระเบียบ เรียกว่า ถึงพร้อมด้วย ศีล (ศีลสัมปทา) ๓) ถึงพร้อมด้วยแรงจูงใจให้สร้างสรรค์ มีความสนใจ มีความพึงพอใจ มีความ ต้องการจะสร้างสรรค์กิจการงานใหม่ ๆ ที่เป็นความดีงามและมีประโยชน์ เรียกว่า ถึงพร้อมด้วยฉันทะ (ฉันทสัมปทา) ๔) มีความมุ่งมั่นพัฒนาตนให้เต็มศักยภาพ ผู้มีความเชื่อในตนว่าสามารถจะพัฒนาได้ จะมีความงอกงามถึงที่สุดแห่งความสามารถของตน เรียกว่า ทำให้ตนให้ถึงพร้อม (อัตตสัมปทา) ๕) ปรับเจตคติและค่านิยมให้เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตที่ดีงาม เอื้อต่อการเรียนรู้ ทำให้สติปัญญางอก งามขึ้น เรียกว่า กระทำความเห็นความเข้าใจให้ถึงพร้อม (ทิฎฐิสัมปทา) ๖) การมีสติกระตือรือร้น ตื่นตัวทุกเวลา หมายถึง การมีจิตสำนึกแห่งความไม่ประมาท เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของชีวิตและ สภาพแวดล้อม เห็นคุณค่าของเวลาและใช้เวลาอย่างคุ้มค่า เรียกว่า ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท (อัปปมาทสัมปทา) ๗) รู้จักแก้ปัญหาและพึ่งตนเอง จัดการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ มีความคิด วิจารณญาณตามเหตุปัจจัยด้วยตนเอง เรียกการคิดแบบนี้ว่า โยนิสโสมนสิการ (โยนิโสมนสิการ สัมปทา) การพัฒนาตนเองตามแนวพุทธศาสตร์ เน้นที่การพัฒนาจิตใจ ทำใจให้สงบ บริสุทธิ์ โดยการ ทำสมาธิ หรือวิปัสสนา พระพุทธศาสนาก็เริ่มสูญเสียบทบาทที่มีต่อการพัฒนาประเทศอย่างที่เคยเป็นมา เนื่องจาก สังคมไทยไปต้อนรับวัฒนธรรมตะวันตก สังคมไทยเริ่มมีปัญหามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการรับเอาความ เจริญก้าวหน้าแบบตะวันตกเข้ามา ทั้งนี้เพราะสังคมไทยไม่ได้มีภูมิหลังและรากฐานความเจริญทาง สังคมอุตสาหกรรม และไม่มีวัฒนธรรมอุตสาหกรรมแบบตะวันตก ทำให้สังคมไทยมีสภาพที่ นักวิชาการเรียกว่า “ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา-Modernization Without Development” กระบวน ทัศน์ในการพัฒนาประเทศภายใต้ “ประเทศไทย ๔.๐” เป็นอีกนโยบายหนึ่งที่เป็นการวางรากฐานการ พัฒนาประเทศในระยะยาว เป็นจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนไปสู่การเป็นประเทศที่มั่งคั่ง มั่นคง และ ยั่งยืน ตามวิสัยทัศน์รัฐบาล เป็นรูปแบบที่มีการผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปการ วิจัยและการพัฒนา และการปฏิรูปการศึกษาไปพร้อม ๆ กัน เป็นการผนึกกำลังของทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด “ประชารัฐ” ที่ผนึกกำลังกับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ การวิจัยพัฒนา และบุคลากร ทั้งในและระดับโลก นี่เป็นแนวคิดทิศทางการพัฒนาประเทศเพื่อก้าวเข้าสู่โมเดล “ประเทศไทย ๔.๐” ของรัฐบาลในปัจจุบัน จะเป็นได้จริงแค่ไหนไม่ใช่คอยติดตามอย่างเดียว แต่ต้องช่วยกันทุกฝ่ายคนละ ไม้คนละมือตามภารกิจโดยเฉพาะคนในวงการศึกษา คิดว่านี่เป็นแสงสว่างจ้าทีเดียวที่จะทำให้ไทย หลุดพ้นจาก “ประเทศกำลังพัฒนา” กลายเป็น “ประเทศพัฒนาแล้ว” อย่างแท้จริงซักที๒๐๑ ๒๐๑ พระมหานพรักษ์ ขนฺติโสภโณ, ดร. พระพุทธศาสนากับการพัฒนาสังคมไทย ในยุคไทยแลนด์ ๔.๐ (Buddhism and Thai Society Development, Thailand 4.0), สาขาการจัดการเชิงพุทธ, นวบ.วัดป่าไลยก์ วรวิหาร มจร จังหวัดสุพรรณบุรี, (๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒), หน้า ๑๔-๑๕
๒๔๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประเทศไทย ๔.๐ หรือ Thailand 4.0 นับเป็นกระแสที่ได้รับการกล่าวถึง และวิเคราะห์ใน แง่มุมต่าง ๆ อย่างมากมาย ทั้งนี้คงเนื่องมาจากเป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบายของรัฐบาล ที่จะขับเคลื่อน ประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบายที่จะเปลี่ยนเศรษฐกิจ แบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เมื่อมองถึงพัฒนาการของสังคมไทย ผ่านความเป็น ประเทศไทย ๑.๐, ๒.๐ และ ๓.๐ ซึ่งถูกกำหนดแนวทางการพัฒนาด้วยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๔ จะพบว่า แม้ว่าในบางช่วงของแผนจะประสบความสำเร็จในการ พัฒนา เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในแผนฉบับแรก ๆ และการสร้างความเจริญเติบโต และ รักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพในแผนฉบับที่ ๖-๗ แต่ปัญหาที่ สำคัญที่สุดประการหนึ่งของการพัฒนาสังคมไทย ก็คือ การพัฒนาคนให้มีศักยภาพในการที่จะพัฒนา ประเทศ จะเห็นได้ว่า ในแผนฉบับที่ ๘ เป็นต้นมา จะเน้นการพัฒนาที่มุ่งให้ “คนเป็นศูนย์กลางการ พัฒนา” และใช้เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาคนให้มีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมทั้งการ พัฒนาที่บูรณาการแบบองค์รวม เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม เมื่อพิจารณาในแง่มุมของพระพุทธศาสนาในฐานะสถาบันหลักหนึ่งในสังคมไทย ที่ได้เข้ามามี บทบาทต่อการพัฒนาสังคมไทย ก็จะพบว่า ในอดีตพระพุทธศาสนาประสบความสำเร็จในการสร้าง ความอยู่ดีมีสุขให้กับสังคมไทย จนคนไทยมีลักษณะนิสัยที่เด่นชัด คือ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ชอบสนุก และชอบทำบุญ ซึ่งนับเป็นความวิเศษอย่างหนึ่งของวัฒนธรรมไทย ที่สามารถบูรณาการความสนุกกับ แนวคิดทางพระพุทธศาสนาในเรื่องบุญเข้าด้วยกัน ดังปรากฏในประเพณีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานบวช นาค งานแต่งงาน งานวันสงกรานต์ เป็นต้น ต่อมา เมื่อสังคมไทยได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนา ประเทศ โดยมุ่งการพัฒนาที่เน้นวัตถุตามแบบอย่างตะวันตก พระพุทธศาสนาก็เริ่มสูญเสียบทบาทที่มี ต่อการพัฒนาประเทศอย่างที่เคยเป็นมา เนื่องจากสังคมไทยไปต้อนรับวัฒนธรรมตะวันตก สังคมไทย เริ่มมีปัญหามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการรับเอาความเจริญก้าวหน้าแบบตะวันตกเข้ามา ทั้งนี้เพราะ สังคมไทยไม่ได้มีภูมิหลังและรากฐานความเจริญทางสังคมอุตสาหกรรม และไม่มีวัฒนธรรม อุตสาหกรรมแบบตะวันตก ทำให้สังคมไทยมีสภาพที่นักวิชาการเรียกว่า “ทันสมัยแต่ไม่พัฒนาmodernization without development” คือการที่ประเทศไทยมีความทันสมัยจริงแต่ภายนอก แต่ในเนื้อหาแล้วไม่ได้พัฒนาให้เกิดขึ้นในสังคมของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นระบบการศึกษา การเมืองการ ปกครอง ระบบเศรษฐกิจ เป็นต้น ดังมีนักปราชญ์คือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) วัด ญาณเวศกวัน ได้วิเคราะห์ไว้ว่า การที่สังคมไทยได้รับเอาความเจริญแบบตะวันตกเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๔๓ Fundamentals of Social Development แนวคิดทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ระบบอุตสาหกรรม ทำให้สังคมไทยรับเอาความเจริญตาม แบบอย่างตะวันตกอย่างเต็มที่๒๐๒ แต่การรับเอาวัฒนธรรมดังกล่าวนั้น ไม่สอดคล้องกับภูมิหลังของสังคมไทย เพราะคนไทย มักจะรับในเข้ามาในแง่ของการเสพบริโภค หรือรับเอาแต่สิ่งที่เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกสบาย ทำ ให้คนไทยที่แต่เดิมมีวัฒนธรรมแบบเกษตรกรรม และมีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายอยู่แล้ว กลับเสพ ติดความสบายจากวัฒนธรรมตะวันตกมากยิ่งขึ้นและกลายเป็นคนมักง่ายมากยิ่งขึ้น โดยขาดพื้นฐาน ของวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมอุตสาหกรรมที่เป็นวัฒนธรรมแห่งการใฝ่รู้และสู้สิ่งยาก๒๐๓ นอกจากนี้แล้ว ลักษณะเดิมของสังคมไทยที่มีวัตถุพรั่งพร้อม (ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว) ไม่มี ความบีบรัดทางเศรษฐกิจ มีความเป็นอยู่ที่สุขสบาย เพราะมีวัตถุเสพบริโภคที่พรั่งพร้อมที่จะบำรุง บำเรอร่างกาย ลักษณะเช่นนี้ไปกันได้ด้วยดีกับการรับเอาเทคโนโลยีจากต่างชาติ ที่เข้ามาพร้อมกับ กระแสบริโภคนิยม และสอดคล้องกับกระแสความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์ในสังคมไทยที่มีมาแต่เดิม เกิดเป็นวัฒนธรรมเทคโนโลยีผสานไสยศาสตร์ คือ การพึ่งพาสิ่งภายนอก โดยที่ไม่ต้องลงมือทำการ สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่รอผลดลบันดาล พึ่งพาอำนาจภายนอกต่าง ๆ สังคมไทยจึงตกอยู่ในสภาพ ความอ่อนแอ ขาดความเข้มแข็งที่จะไปพัฒนาประเทศ นั่นก็คือการสร้างคนไทยให้มีจิตใจวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ อันเป็นลักษณะของความใฝ่รู้ รักความจริง ชอบเหตุผลนิยมปัญญา ชอบ ค้นคว้า แสวงหาสืบสาว ตรวจสอบ และการทดลองจนค้นพบความจริง และจิตใจของนักเทคโนโลยีที่ ใฝ่สร้างสรรค์ และจิตใจแห่งนักอุตสาหกรรมที่เพียรบากบั่นสู้สิ่งยาก นอกจากจะต้องหันมาสร้าง วัฒนธรรมแห่งความใฝ่รู้สู้สิ่งยากแล้ว ท่านยังเห็นว่า คนไทยยังจะต้องมีวัฒนธรรมแห่งการมองกว้าง คิดไกล และใฝ่รู้ อีกด้วย นั่นก็คือ คนไทยจะต้องไม่มองเห็นเฉพาะประโยชน์ของตัวเอง ของพวกพ้อง หรือมองเห็นเฉพาะประโยชน์เฉพาะหน้าเท่านั้น แต่จะต้องมองให้กว้างออกไปในสังคม โลก และ ธรรมชาติ ซึ่งมิได้จำกัดขอบเขตอยู่กับเพียงสังคมใดสังคมหนึ่ง และจะต้องมองในลักษณะของการ สร้างสรรค์วัฒนธรรมอีกด้วย นั่นคือ การที่จะสร้างสรรค์ได้จะต้องมีความใฝ่รู้ในสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ ๒๐๒ พระมหานพรักษ์ ขนฺติโสภโณ, ดร. พระพุทธศาสนากับการพัฒนาสังคมไทย ในยุคไทยแลนด์ ๔.๐ (Buddhism and Thai Society Development, Thailand 4.0), สาขาการจัดการเชิงพุทธ, นวบ.วัดป่าไลยก์ วรวิหาร มจร จังหวัดสุพรรณบุรี, (๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒), หน้า ๑๕-๑๖. ๒๐๓ ผศ.ธนภณ สมหวัง. “พุทธศาสนากับการพัฒนาไทยแลน ด์ ๔.๐”. (ออนไลน์) แหล่งที่มา www.bangkok biznews.com/blog/detail/641259 ( ๒๕๖๐) ; พระมห า น พรักษ์ ขน ฺต ิโสภ โณ, ด ร. พระพุทธศาสนากับการพัฒนาสังคมไทย ในยุคไทยแลนด์ ๔.๐ (Buddhism and Thai Society Development, Thailand 4.0), สาขาการจัดการเชิงพุทธ, นวบ.วัดป่าไลยก์วรวิหาร มจร จังหวัดสุพรรณบุรี, (๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒), หน้า ๑๖-๑๗.
๒๔๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สิ่งที่สังคมไทยจะต้องดำเนินการอีกประการหนึ่งก็คือ การรักษาวัฒนธรรมแห่งเมตตาให้คงอยู่ อย่างยั่งยืน ได้แก่ การรักษาความมีน้ำใจ ความรัก ความปรารถนาดี การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือกัน ต่าง ๆ ตลอดจนการนับถือกันเป็นพี่น้อง เป็นต้น อันเป็นพื้นเพภูมิหลังของสังคมไทยมาแต่เดิม ใน ขณะเดียวกัน สังคมไทยก็จะต้องพัฒนาวัฒนธรรมในการแสวงปัญญา คือ ความใฝ่รู้ เข้าถึงความจริง และการคิดหาทางแก้ไขปัญหาในสิ่งต่าง ๆ เพื่อที่จะสามารถดำรงสังคมอยู่ได้ในโลกแห่งการแข่งขันใน ปัจจุบัน การที่คนไทยจะก้าวไปสู่ทิศทางที่กำหนดไว้ได้นั้น ท่านเห็นว่า “คนไทยจะต้องมีปัญญาที่ เข้มแข็ง จะมองเรื่องอะไรต้องมองให้ชัด จะศึกษาอะไรต้องให้รู้เข้าใจชัด โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ของเรา จะต้องให้เขาพัฒนาตัวขึ้นมาชนิดที่ได้ปัญญาที่แท้ ไม่ใช่อยู่แค่สักแต่ว่าความโก้ แต่จะต้อง กระจ่าง แจ่มแจ้ง เรียนรู้อะไรต้องชัดเจน ให้เกิดปัญญาที่แท้จริง แล้วเราก็จะมาช่วยแก้ปัญหา สร้างสรรค์สังคมได้จริง สังคมก็จะเดินหน้าไปได้” ๕.๖ สรุปรูปแบบการพัฒนาสังคม “ภูมิปัญญา” ตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Wisdom หมายถึงความรู้ ความสามารถ ทักษะ ความเชื่อและศักยภาพในการแก้ปัญหาของมนุษย์ที่สืบทอดกันมาจากอดีตถึงปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมโยงกันทั้งระบบทุกสาขาแบ่งได้เป็น ๓ ลักษณะคือ ๑) ภูมิปัญญาที่เกิดจากการใช้ชีวิตตาม ธรรมชาติ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตกับธรรมชาติที่ชาวบ้านหรือท้องถิ่นปฏิบัติ ๒) ภูมิปัญญาที่ เกิดจากการอยู่ร่วมกัน และ ๓) ภูมิปัญญาจากประสบการณ์เฉพาะด้าน “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” หมายถึง ความรู้ของคนในท้องถิ่น ซึ่งได้มาจากประสบการณ์และความ ริเริ่มของคนในท้องถิ่น รวมทั้งความรู้ที่สั่งสมมาแต่บรรพบุรุษ สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นระหว่างการสืบทอด มีการปรับ ประยุกต์และเปลี่ยนแปลง พัฒนา สูญสลายหายไปบ้างและเกิดเป็นความรู้ใหม่ตามยุคสมัย หรืออาจกล่าวได้ว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นการใช้ภูมิปัญญาหรือความรู้ในท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งเป็นความรู้ชุดใหม่ โดยสังเขปภูมิปัญญาท้องถิ่นจำแนกได้หลายแบบตามเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งประเภท แรกแบ่งเป็น ๕ หมวด ดังนี้ หมวดที่ ๑ ขนบธรรมเนียม ประเพณี ความเชื่อและศาสนา หมวดที่ ๒ ภาษาและวรรณกรรม หมวดที่ ๓ ศิลปกรรมและโบราณคดี หมวดที่ ๔ การละเล่นดนตรีและการ พักผ่อนหย่อนใจ และหมวดที่ ๕ ชีวิต ความเป็นอยู่และวิทยาการ แต่หากจำแนกภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นรายสาขาสามารถแบ่งได้เป็น ๑๐ สาขา ดังนี้ ๑) สาขาเกษตรกรรม ๒) สาขาอุตสาหกรรมและ หัตถกรรม (ด้านการผลิตและการบริโภค) ๓) สาขาการแพทย์ไทย ๔) สาขาการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๕) สาขากองทุนและธุรกิจชุมชน ๖) สาขาสวัสดิการ ๗) สาขา ศิลปกรรม ๘) สาขาการจัดการ ๙) สาขาภาษาและวรรณกรรม และ ๑๐) สาขาศาสนาและประเพณี และ ภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยถือเป็นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่ต้องเก็บรักษาไว้ โดยมี กระบวนการในการอนุรักษ์ทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย ดังนี้ ๑) การค้นคว้าวิจัย ๒) การอนุรักษ์ ๓)
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๔๕ Fundamentals of Social Development การฟื้นฟู ๔) การพัฒนา ๕) การถ่ายทอด ๖) การส่งเสริมกิจกรรม ๗) การเสริมสร้างเอตทัคคะ และ ๘) การเผยแพร่แลกเปลี่ยน การรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องร่วมมือ ร่วมใจกันดำเนินการ ซึ่งไม่เพียงการรักษาให้คงอยู่เท่านั้น หากแต่ต้องสามารถยกระดับภูมิปัญญา ท้องถิ่นไปสู่การใช้ประโยชน์ในลักษณะต่าง ๆ โดยเฉพาะเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นและเมื่อพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งเป็นฐานสำคัญของประเทศประเทศก็จะเติบโตด้วยฐานที่มั่นคงและยั่งยืน บทบาทภูมิปัญญาท้องถิ่นจึงทำหน้าที่การพัฒนาท้องถิ่นด้านต่าง ๆ อาทิ ๑) การใช้ภูมิ ปัญญาท้องถิ่นในการสร้างงาน สร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้แก่คนในท้องถิ่น ๒) การใช้ภูมิปัญญา ท้องถิ่นในการสร้างเสริมสุขภาพคนในท้องถิ่นให้ดีขึ้น ๓) การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการสร้างความ สามัคคีและกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น ๔) การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการสร้างกิจกรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยว ๕) การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ๖) การใช้ภูมิปัญญา ท้องถิ่นในการอนุรักษ์วัฒนธรรม ๗) การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาเทคโนโลยีชุมชน ๘) การใช้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นในกระบวนการผลิตสินค้า ๙) การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการแก้ปัญหายาเสพติด ทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยเป็นทรัพยากรทางปัญญาที่สำคัญ ไม่เพียงเพื่อสร้างความภาคภูมิใจใน รากเหง้าของตนเอง แต่ยังเป็นทุนที่พร้อมจะแปรสภาพเป็นทุนอย่างอื่น อาทิ ทุนอุตสาหกรรมสินค้า และบริการ ทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางสังคมที่สร้างความสมานสามัคคี สรุปได้ว่าภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติในระดับต่าง ๆ ไปสู่ความก้าวหน้าบนรากเหง้าของ ท้องถิ่น การพัฒนาตนเองตามแนวทางพระพุทธศาสนาหรือ ตามแนวคิดทางพุทธศาสตร์ การพัฒนา ตนเป็นการเรียนรู้และการปฏิบัติเพื่อไปสู่ความพอดี หรือการมีดุลยภาพของชีวิต มีความสัมพันธ์อัน กลมกลืนระหว่างการดำเนินชีวิตของบุคคล กับสภาพแวดล้อมและมุ่งการกระทำตนให้มีความสุขด้วย ตนเอง รู้เท่าทันตนเอง เข้าใจตนเองมากกว่าการพึ่งพาอาศัยวัตถุ จึงเป็นแนวทางการพัฒนาชีวิตที่ ยั่งยืน หลักการพัฒนาตนตามแนวพุทธศาสตร์ประกอบด้วยสาระสำคัญ ๗ ประการ คือ ทมะ สิกขา และภาวนา มีเพื่อข้ามพ้นมายาคติเห็นแจ้งในสัจธรรมดังกล่าว ได้แก่ เป็นคนเป็นตัวอย่างที่ดี ถือว่า เป็นบุคคลมีคุณสมบัติของคนดี ภาษาพระว่า สัปปุริสธรรม ๗ ตามหลักธรรม ๔ ด้านคนไปถึงเส้นชัย ในชีวิต มีวิถีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าได้นั้นมีหลักธรรมแห่งความเจริญในชีวิตคือ จักร ๔ ในเส้นทางของ ความสำเร็จมีหลักอิทธิบาท ๔ คนที่รู้จักใช้รู้จักหาทรัพย์นับว่าเป็นคนมีหลักธรรมเป็นแง่คิดเตือนจิตใจ หลักธรรมอำนวยสุขนั้นคือ ทิฏฐธัมมิกกัตถ ๔ เป็นบุคคลที่ควรยึดถือเอามาเป็นแบบอย่าง คือคนถือ หลักธรรมคิหิสุข ๔ ดำรงตนอยู่ด้วยหลักธรรมของผู้ครองเรือน ตามหลักพุทธธรรมมีคำสอนเกี่ยวกับ การพัฒนาชีวิตอยู่มากแต่ขอนำเสนอไว้เป็นเพียงตัวอย่างคือ หลักธรรมมีอุปการะมาก ๒ ได้แก่ ๑. สติ ความระลึกได้ และ ๒. สัมปชัญญะ ความรู้ตัวทั่วพร้อม มีหลักธรรมอันทำให้งดงาม ๒ ประการ มี ๑. ขันติ ความอดทน และ ๒. โสรัจจะ ความสงบเสงี่ยม ทำให้คนเต็มคน เพื่อให้สังคมคนเราอยู่ร่วมกัน
๒๔๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อย่างสันติสุขจึงต้องปฏิบัติตามหลักศีลธรรม ๕ มีชีวิตต้องการเป็นอยู่ตลอด จะมีชีวิตรอดได้ด้วย การศึกษา ในภาษาพระว่าหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ โดยภาพรวมก็คือ ศีล ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ ส่วน สมาธิ ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ และ ท้ายสุดคือปัญญา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ การพัฒนาตามกระแสธรรมเหล่านี้ถือว่าเป็น แก่นสารทางพุทธธรรม เพื่อพัฒนาตนเองให้หลุดพ้นเป็นอิสระ ตามหลักพุทธธรรมที่มีการพัฒนาไปถึง เส้นชัยคือนิพพาน
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๔๗ Fundamentals of Social Development ทดสอบความรอบรู้ท้ายบท ๑. รูปแบบการพัฒนาสังคมหากไม่ใช้รูปแบบการมีส่วนร่วมมักมีแต่ความล้มเหลว แต่ทำไม บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกกว่า ๒๐๐ บริษัท มักใช้คติ “My Way or No Way” (เผด็จการชัดเจน)และ ประสบผลสำเร็จยืนยงและบงการธุรกิจทั่วโลกมาจนทุกวันนี้ จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างโดยละเอียด ๒. รูปแบบการพัฒนาสังคมแบบพึ่งตนเอง (Self - Reliance Community Development) เข้าหลักพุทธธรรม “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” และด้วยพระประสงค์ใดที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง มอบหลักพุทธธรรมที่อาจจะนำไปสู่ความสำเร็จและความเห็นแก่ตัวได้ จงอธิบายพอสังเขป ๓. รูปแบบการพัฒนาสังคมแบบการพัฒนายั่งยืน (sustainable development)และทำไม ตลอด ๘๓ ปีที่ผ่านมายังมีประเทศด้อยพัฒนาอีกเป็น ๑๐๐ ประเทศ ที่สหประชาชาติต้องให้การ สนับสนุนช่วยเหลือ หรือว่าสหประชาชาติเป็นองค์กรที่ล้มเหลวนานแล้ว จงอธิบายพอสังเขป ๔. รูปแบบการพัฒนาสังคมบนพื้นฐานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) ได้ช่วยไทยให้รอดวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ แต่หลังจากที่ประเทศไทยสงบได้ไม่นาน กลับเกิดการ ยกพวกตีกิน ตีกัน และก่อปัญหาไม่รู้จบ จงอธิบายพอสังเขป ๕. รูปแบบการพัฒนาสังคมบนพื้นฐานภูมิปัญญา (Local Intellectual) เป็นไฟไหม้ฟาง เนื่องจากมีแต่การผลิตไม่มีตลาด ท่านจะวางแผนโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างไร เพื่อสร้างความ อุดมมบูรณ์ให้กับ บ้าน วัด และโรงเรียน จงอธิบายพอสังเขป ๖. มุมมองพระพุทธศาสนากับรูปแบบการพัฒนาสังคม “การพัฒนาตนเองตามแนวทาง พระพุทธศาสนาเป็นการเรียนรู้และการปฏิบัติเพื่อไปสู่ความพอดี หรือการมีดุลยภาพของชีวิต มี ความสัมพันธ์อันกลมกลืนระหว่างการดำเนินชีวิตของบุคคล กับสภาพแวดล้อมและมุ่งการกระทำตน ให้มีความสุขด้วยตนเอง รู้เท่าทันตนเอง เข้าใจตนเองมากกว่าการพึ่งพาอาศัยวัตถุ จึงเป็นแนวทางการ พัฒนาชีวิตที่ยั่งยืน.” หากทุกคน ทุกบ้าน ทุกสังคม และทุกประเทศทั่วโลกเป็นสุข โลกนี้จะทุกข์ เพียงไหน? จงยกตัวอย่างพร้อมอธิบายพอสังเขป
๒๔๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เอกสารอ้างอิงประจำบท ๑. ภาษาไทย ก. ข้อมูลปฐมภูมิ ที.ปา. ๑๑/๒๘๖. ที.ปา. ๑๑/๓๓๑. ที.ปา. ๑๑/๓๗๘. ที.ปา.๑๑/๔๐๐. ที.ม. ๑๐/๒๙๙. องฺ.จตุกฺก.๒๑/๖๒. องฺ.ทุก. ๒๐/๔๑๐. องฺ.อฏฐก. ๒๓/๑๔๔. ข. ข้อมูลทุติยภูมิ กรมการศึกษานอกโรงเรียน. อ้างใน กฤษณา วงษาสันต์, วิถีไทย. (กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์ เธิร์ด เวฟ เอ็ดดูเคชั่น, ๒๕๔๒), หน้า ๒๐. กรมประชาสัมพันธ์ รัฐบาลไทย. ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ของประเทศไทยและนโยบายประเทศไทย ๔.๐ (๓ กรกฎาคม ๒๕๖๑) เข้าถึง ๑๖ พฤจิกายน ๒๕๖๓. กรมส่งเสริมการเกษตร. http://tkagri.doae.go.th เข้าถึงเมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๓; เทิดชาย ช่วยบำรุง. ดร., ภูมิปัญญาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นเชิงสร้างสรรค์: ทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นของ ไทย (กรุงเทพฯ: วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น, สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๕๔), หน้า ๓๗. กระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย. สรุปผลการทบทวนโดยสมัครใจระดับชาติของประเทศ ไทยประจำปี ๒๕๖๐ เกี่ยวกับการดำเนินงานวาระ ๒๕๗๓ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (๒๕๖๐). กระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย. ๒๕๕๙ แนวทางปฏิบัติเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน https://data.opendevelopmentmekong.net/dataset/final-list-of-proposedsustainab le-development-goal-indicators. [๒๕๖๑ เข้าถึง ๑๖ พฤจิกายน ๒๕๖๓]. กระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย. (๒๕๖๐). ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง: เส้นทางสู่ เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย เข้าถึงเมื่อเดินเมษายน พ.ศ.๒๕๖๑ สหประชาชาติ. [ออนไลน์] แหล่งที่มา.https://data.opendevelopmentmekong.net/
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๔๙ Fundamentals of Social Development dataset/final-list-of-proposed-sustainable-development-goal-indicators. [๕ กรกฎาคม ๒๕๖๑]. กระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย. “จุดศูนย์กลางความสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาอย่าง ยั่งยืน. ในการติดตามการพัฒนาอย่างยั่งยืน: ความเชื่อมโยงรัฐ-เอกชน-ประชาชน”. การ จับตาทางสังคม (๒๕๖๐). กระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย. การทบทวนโดยสมัครใจระดับชาติของประเทศไทยใน การดำเนินการวาระ พ.ศ. ๒๕๗๓ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน. (๒๕๖๐). กระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย. ดัชนีเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสรุปภาพรวม ๒๕๖๐: ข้อมูลของประเทศไทย. กระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย. (เข้าถึงเมื่อ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓). กองบรรณาธิการ. รูปแบบ “ประชาไทย” กลับเรือ เศรษฐกิจฐานราก. ข่าวธุรกิจกรุงเทพ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๔. เข้าถึงเมื่อ(วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓). กาญจนา แก้วเทพ และกนกศักดิ์ แก้วเทพ. การพึ่งตนเองศักยภาพในการพัฒนาชนบท. (กรุงเทพฯ: สภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา. ๒๕๓๐), หน้า ๓๔. การนำเสนอโดยสมัครใจระดับชาติ. (๒๕๕๗). รายงานประจำปีระดับรัฐมนตรี ณ คณะมนตรี เศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาติ พ.ศ. ๒๕๕๗ [๒๕๖๑ เข้าถึง ๑๖ พฤจิกายน ๒๕๖๓]. โกวิทย์ กังสนันท์. กระบวนการตัดสินใจด้านการบริหารและกรอบแนวติดทั่วไป. (กรุงเทพฯ: สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. ๒๕๒๙), หน้า ๓. โกวิทย์ พวงงาม, การจัดการตนเองของชุมชนและท้องถิ่น, หน้า ๑๕๐; เทิดชาย ช่วยบำรุง. ดร., ภูมิปัญญาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นเชิงสร้างสรรค์: ทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย (กรุงเทพฯ: วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น, สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๕๔), หน้า ๓๙. โกวิทย์ พวงงาม. การจัดการตนเองของชุมชน. (กรุงเทพฯ: เอ็กซเปอร์เน็ต. ๒๕๕๓)ม หน้า ๑๖๑. คนอง วังฝายแก้ว. รัฐศาสตร์ ตามแนวพระพุทธศาสนา. (พระนครศรีอยุธยา: กองวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.๒๕๕๒), หน้า ๑๐. จักรกฤษณ์ ดาวไธสง โรงเรียนพิมายวิทยา, http://www.pm.ac.th เข้าถึงเมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๓.; เทิดชาย ช่วยบำรุง. ดร., ภูมิปัญญาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นเชิงสร้างสรรค์: ทุนภูมิ ปัญญาท้องถิ่นของไทย (กรุงเทพฯ: วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น, สถาบัน พระปกเกล้า, ๒๕๕๔), หน้า ๔๗-๔๘. จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา, รศ.ดร. ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของประเทศไทยและเป้าหมายการ พัฒนาอย่างยั่งยืน.การสัมมนาวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (๒๔ เมษายน ๒๕๖๐).
๒๕๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ฉัตรทิพย์ นาคสุภา. แนวคิดการพัฒนาแบบพึ่งตนเองบ้านกับเมือง. (กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์. ๒๕๒๙), หน้า ๙๕-๑๐. เชิดศักดิ์ โฆวาสินธุ์. การวัดทัศนคติและบุคลิกภาพ. (กรุงเทพฯ:สำนักทดสอบทางการศึกษา และ จิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร. ๒๕๒๐), หน้า ๓๘. ถวัลย์ วรเทพพุฒิพงษ์. แนวความคิด กระบวนการ และโครงสร้างการตัดสินใจ. (ในเอกสารทาง วิชาการประกอบการประ ชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มพูนความสามารถของกำนันในการ บริหารงานพัฒนาชนบท. ขอนแก่น: โฆษะขอนแก่น. ๒๕๓๐), หน้า ๒. ถวิล วดีบุรีกุล. การมีส่วนร่วม แนวคิด ทฤษฎีและกระบวนการ. นนทบุรี: พาณิชพระนคร (๒๕๔๘). แถลงข่าว. “กระทรวงการต่างประเทศจัดการประชุมองค์กรภาคประชาสังคมและรัฐบาลเพื่อ ขับเคลื่อนผลักดันเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน” เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ เข้าถึงเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓. เทิดชาย ช่วยบำรุง,. ดร., ภูมิปัญญาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นเชิงสร้างสรรค์: ทุนภูมิปัญญาท้องถิ่น ของไทย (กรุงเทพฯ: วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น, สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๕๔), หน้า ๓๓-๕๒. http://www.kalasin-mu.go.th/sj/images/pdf/1pp119.pdf. ธนภณ สมหวัง, ผศ. (๒๕๖๐). “พุทธศาสนากับการพัฒนาไทยแลนด์ ๔.๐”.(ออนไลน์) แหล่งที่มา www.bangkok biznews.com/blog/detail/641259. นายสุทธิจันทรวงษ์ และคณะผู้จัดทำ. แผนปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓: นโยบาย ยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ, (กองยุทธศาสตร์และ แผนงาน, กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ, กระทรวงพัฒนาสังคมละความมั่นคงของมนุษย์, ๒๕๖๓), หน้า ๑๗. บรรณาธิการ. เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน. Open Development Thailand [ออนไลน์], แ ห ล ่ ง ท ี ่ ม า . https://thailand.opendevelopmentmekong.net/th/topics/ sustainable-development-oals/? Queried_post type =topic. [๑ ๘ ก ร ก ฎ าคม ๒๕๑๘]. บัณฑร อ่อนดำ. ยุทธศาสตร์ ในการพัฒนาชนบท. (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ๒๕๓๓), หน้า ๕. บัณฑร อ่อนดำ และวิริยา น้อยวงศ์ นยางค์, ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาชนบท: ประสบการณ์ของ ประเทศไทย. (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์เรือนแก้ว, ๒๕๓๓), หน้า ๒๔-๒๕. บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์, ดร. . ไทยและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน: การพัฒนาอย่างยั่งยืนสำหรับ ประเทศไทยในบริบทโลก. ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมการพัฒนาที่ยั่งยืน สำนักงาน บริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (PMDU) และมูลนิธิมั่นพัฒนา (๒๕๖๐) ประเวศ วะสี,
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๕๑ Fundamentals of Social Development เศรษฐกิจพอเพียงและประชาสังคม แนวทางพลิกฟื้นเศรษฐกิจ สังคม. (กรุงเทพ มหานคร: หมอชาวบ้าน, ๒๕๔๒), หน้า ๒๕. ประเวศ วะสี. เศรษฐกิจพอเพียงและประชาสังคม.( กรุงเทพฯ: หมอชาวบ้าน.๒๕๔๒), หน้า ๖-๑๐. ปรีชา อุยตระกูล, บทบาทของหมอพื้นบ้านในสังคมชนบทอีสาน. (ขอนแก่น:สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ๒๕๓๑), หน้า ๙. พระเทพเวที (ป.อ.ปยุตโต), การพัฒนาตนเอง (Their own development) [ออนไลน์]) แหล่งมา ที่มา http://theirown development.blogspot.com/2013/07/blog-post_8604. (๒๕๓๒). พระมหานพรักษ์ ขนฺติโสภโณ, ดร. พระพุทธศาสนากับการพัฒนาสังคมไทย ในยุคไทยแลนด์ ๔.๐ (Buddhism and Thai Society Development, Thailand 4.0), สาขาการจัดการเชิง พุทธ, นวบ.วัดป่าไลยก์วรวิหาร มจร จังหวัดสุพรรณบุรี, (๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒), หน้า ๑๖-๑๗. พระมหานพรักษ์ ขนฺติโสภโณ, ดร. พระพุทธศาสนากับการพัฒนาสังคมไทย ในยุคไทยแลนด์ ๔.๐ (Buddhism and Thai Society Development, Thailand 4.0), สาขาการจัดการเชิง พุทธ, นวบ.วัดป่าไลยก์วรวิหาร มจร จังหวัดสุพรรณบุรี, (๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒), หน้า ๑๒-๑๖. ไพโรจน์ ภัทรนรากุล. ยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติตามแนวทางชุมชนพึ่งตนเองแบบยั่งยืน: กรอบ นโยบายและตัวแบบการจัดการ. (กรุงเทพฯ: สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. ๒๕๔๕), ๑๑. ยุวัฒน์ วุฒิเมธี. หลักการพัฒนาชุมชนและการพัฒนาชนบท. กรุงเทพฯ: ไทยอนุเคราะห์. ๒๕๔๑), หน้า ๘๑. วิชิต นันทสุวรรณ, ขบวนการชุมชนใหม่ การพัฒนาแบบแผนใหม่ทางเศรษฐกิจ และสังคมของ ชุมชน. (กรุงเทพมหานคร: สถาบันพัฒนาทรัพยากรชุมชน, ๒๕๔๗), หน้า ๖๓. วิไล จิระวัชร. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยกับ ธนาคารกรุงไทยในเขตอำเภอศรีราชา. (วิทยา นิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขา การบริหารทั่วไป มหาวิทยาลัยบูรพา, ชลบุรี. ๒๕๔๘), หน้า ๖. วิษณุ หยกจินดา, การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชน หมู่บ้านทุ่งกร่าง ตำบลทับไทร อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี, (ดุษฎีนิพนธ์หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน. วิษณุ หยกจินดา, การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชน หมู่บ้านทุ่งกร่าง ตำบลทับไทร อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี, หน้า ๓๕-๓๗.
๒๕๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สหประชาชาติในประเทศไทย. แผนงานพัฒนาแห่งสหประชาชาติในประเทศไทย. การทบทวนโดย สมัครใจระดับชาติ ๒๕๖๐-ประเทศไทย. (๒๕๖๑). สัญญา สัญญาวิวัฒน์. ทฤษฎีสังคมวิทยา. (พิมพ์ครั้งที่ ๑๒). (กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ๒๕๕๐), หน้า ๓; ๒๘๘. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, อ้างถึงใน มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์, (๒๕๔๑). http://www.nsru. ac.th (เข้าถึงเมื่อวันที่ ๑๘ พฤจิกายน ๒๕๖๓). สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, อ้างถึงใน ภูมิปัญญาอภิวัฒน์. (๒๕๓๕). http://www.budmgt.com เข้าถึงเมื่อ (วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๓). อรทัย พระทัด, การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์: กรณีศึกษา ชุมชนป้อมมหากาฬ, (การค้นคว้าอิสระ หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต (การ บริหารจัดการสาธารณะ) สาขาวิชาการบริหารจัดการสาธารณะ สำหรับนักบริหาร คณะ รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๙), หน้า ๑๔. อรทัย พระทัด, การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์: กรณีศึกษา ชุมชนป้อมมหากาฬ, หน้า ๘๙-๙๐. อุทัย(ยูมิ) เอกสะพัง, ดร. “พระพุทธศาสนากับการพัฒนาที่ยั่งยืน”(เว็บไซต์)แหล่งที่มา: https://www.gotoknow. org/posts /470916 อ้างใน พระมหานพรักษ์ ขนฺติโสภโณ, ดร.พระพุทธศาสนากับการ พัฒนาสังคมไทย ในยุคไทยแลนด์ ๔.๐ (Buddhism and Thai Society Development, Thailand 4.0), สาขาการจัดการเชิงพุทธ, นวบ. วัดป่าไลยก์วรวิหาร มจร จังหวัดสุพรรณบุรี, (๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒), หน้า ๑๒-๑๓. เอกวิทย์ ณ ถลาง, ภูมิปัญญาชาวบ้านสี่ภูมิภาค:วิถีชีวิตและกระบวนการเรียนรู้ ของชาวบ้าน. (นนทบุรี: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๐), หน้า ๑๑-๑๒. เอี่ยม ทองดี และคณะ, พลังประวัติศาสตร์ท้องถิ่นต่อการพัฒนาชุมชน: กรณีศึกษาชุมชนอำเภอพุทธ มณฑล จังหวัดนครปฐม. (นครปฐม: มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๔๒), หน้า ๖๐. ๒. ภาษาอังกฤษ a) Primary Sources b) Secondary Sources Beggan, J.K. On the social nature of nonsocial perception: The mere ownership effect. Journal of Personality and Social Psychology, 62, (1992), pp. 229 – 237.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๕๓ Fundamentals of Social Development Don Pramudwinai. Sufficiency Economy Philosophy. Ministry of Foreign Affairs. [14 July 2018] Source. https://data.thailand.opendevelopmentmekong.net/th/dataset/sufficiencyeconomy-philosophy-thailands-path-towards-the-sustainable-developmentgoals [16 November 2020]. Etzioni, A. Modern organization. (Englewood Cliffs, New York: Prentice – Hall. 1964X, p. 119. http://theirowndevelopment.blogspot.com/2013/07/blog-post_8604. (๒๕๓๒). Inter-Agency and Expert Group on SDG Indicators. หน่วยงานระหว่างประเทศและกลุ่ม ผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาตัวชี้วัดการพัฒนาอย่างยั่งยืน พ.ศ. ๒๕๕๙ บัญชีสุดท้ายของการ เสนอตัวชี้วัดเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน. เข้าถึงเมื่อเดินมีนาคม พ.ศ.๒๕๖๑. สหประชาชาติ. [ออนไลน์]แหล่งที่มา. https://data.opendevelopmentmekong.net// dataset/final-list-of-proposed-sustainable-development-goal-indicators [๕ กรกฎาคม ๒๕๖๑]. Johan G.A. Reform and rural development: A perspective and some theses. (Tokyo: UN. University.1980), pp. 25-26. Languepain, Olivier. ประเทศไทย ๔.๐ สิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้? ข่าวธุรกิจไทย. (๕ กรกฎาคม ๒๕๖๑) เข้าถึง ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓. United Nation, Popular Participation in Decision Making for Development, (New York: United Notwess Publication, 1998), อ้างถึงในสิริพัฒน์ลาภจิตร, “ปัจจัยที่ส่งผล ต่อการตัดสินใจมีส่วนร่วมของประชาชนในการสนับสนุนการบริหารงานองค์การบริหาร ส่วนตําบลอําเภอวารินชําราบ จังหวัดบลราชธานี,” (วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญารัฐ ประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๐), หน้า ๓๑. Wilpert, B. (1991). Property, ownership, and participation: On the growing contradictions between legal and psychological concepts. In Russell, R., & Rus, V. (Eds.). International handbook of participation in organizations: For the study of organizational democracy, co-operation, and self-management. (New York: Oxford University. 1991), p. 149.
๒๕๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แผนการสอน ประจำบทที่ ๖ บทบาทและหน้าที่นักพัฒนาสังคม ขอบข่ายการเรียนรู้บทที่ ๖ ๑. นักพัฒนาสังคมและคุณสมบัติ ๒. บทบาทและหน้าที่ของนักพัฒนาสังคม ๓. อุปสรรคต่อบทบาทและหน้าที่ของนักพัฒนาสังคม ๔. การเอาชนะอุปสรรคต่อบทบาทและหน้าที่ของนักพัฒนาสังคม ๕. มุมมองพระพุทธศาสนากับบทบาทและหน้าที่ของนักพัฒนาสังคม ๖. สรุปบทบาทและหน้าที่ของนักพัฒนาสังคม จุดประสงค์การเรียนรู้ ๑. เพื่อให้นิสิตทราบและเข้าใจนักพัฒนาสังคมและคุณสมบัติ ๒. เพื่อให้นิสิตทราบและเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของนักพัฒนาสังคม ๓. เพื่อให้นิสิตทราบและเข้าใจอุปสรรคต่อบทบาทและหน้าที่ของนักพัฒนาสังคม ๔. เพื่อให้นิสิตทราบและเข้าใจการเอาชนะอุปสรรคต่อบทบาทและหน้าที่ของนักพัฒนา สังคม ๕. เพื่อให้นิสิตทราบและเข้าใจมุมมองพระพุทธศาสนากับบทบาทและหน้าที่ของนักพัฒนา สังคม วิธีสอนและกิจกรรม ๑. บรรยายประกอบเอกสารประกอบการสอน ๒. วิธีสอนแบบอภิปรายเนื้อหา / ซักถาม / และทำแบบฝึกหัดในชั้นเรียน ๓. มอบหมายงานศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง หรือ กำหนดประเด็นร่วมวิเคราะห์ ๔. รายงานผลการศึกษางานมอบหมายหน้าชั้นเรียน และแลกเปลี่ยนกับสมาชิกในชั้นเรียน ๕. มอบหมายใบงานสรุปเนื้อหาที่เรียนการสอนแต่ละครั้ง ๖. อภิปรายหรือทำแบบฝึกหัดท้ายบท แล้วนำผลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ที่ เหมาะสมต่อไป สื่อการเรียนการสอน ๑. เอกสารประกอบการสอน และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ๒. สื่อ Power Point สื่อวีดิทัศน์ สื่อเรียนรู้ออนไลน์ หรือ สื่อเรียนรู้ต่าง ๆ ๓. ใบงานความรู้ หรือ แบบประเมินผลก่อนและหลังเรียน หรือคำถามประจำบทที่ ๖
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๕๕ Fundamentals of Social Development บทที่ ๖ บทบาทและหน้าที่นักพัฒนาสังคม ๖.๑ นักพัฒนาสังคมและคุณสมบัติ สงคมปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทิศทางการเปลี่ยนแปลงสังคมอาจเป็น ไปได้ทั้ง ในเชิงบวก หรือเชิงก้าวหน้า ส่งผลที่พึงปรารถนาแก่ผู้อยู่ภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลง และเป็นไปได้ ในทางตรงกันข้าม คือ เชิงลบหรือเชิงถดถอย ซึ่งส่งผลเป็นความเสื่อมโทรมและ ความไม่พึงปรารถนา ต่าง ๆ แก่บุคคลในสังคม สังคมอารยะทั่วไปมักจะกำหนดแนวทางการเปลี่ยนแปลงไปตามแผน เป็น ความต้องการ ของสมาชิกทงหมดในสังคมในรูปของโครงการพัฒนารูปแบบต่าง ๆ และผู้ที่มีบทบาท สำคัญ ใน การผลักดันให้โครงการพัฒนาบรรลุผลสำเร็จตามแผนการพัฒนา มีหลายฝ่ายหรือหลาย ภาคส่วน ซึ่งเรียกรวม ๆ ว่า กลุ่มพหภาคี อันประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ของรัฐ ประชาชนในชุมชน นักวิชาการ ผู้นำทางศาสนา หรือผู้นำทางจิตวิญญาณและธุรกิจเอกชน ในบรรดากลุ่มพหุภาคีเหล่านี้ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการผลักดัน ดำเนินการ และ รับผิดชอบโครงการพัฒนาต่าง ๆ ในสังคมให้ ก้าวหน้าไปตามวัตถุประสงค์ ก็คือ นักพัฒนา (Change Agent) อาจเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้นำชมชน ผู้นำทางศาสนา หรือผู้นำองค์กรเอกชนก็ได้ นักพัฒนาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่ง เป็นกลไกประสานงาน ระหว่างแหล่งสนับสนุนโครงการพัฒนา กับโครงการพัฒนาที่ลงไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในสังคมและชุมชน โครงการพัฒนาต่าง ๆ ในสังคมจะบรรลุผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับ คุณสมบัติและ ความสามารถของนักพัฒนา ดังนั้นเพื่อให้โครงการพัฒนาบรรลุถึงเป้าหมายอย่าง มีประสิทธิภาพ เป็น ที่พึงพอใจแก่ทุกฝ่าย จึงจำเป็นต้องพัฒนานักพัฒนา ให้มีความรู้ความสามารถ มีทักษะ และมีความ เป็นผู้นำในการพัฒนาอย่างสมบูรณ์ ๒๐๔ ๖.๑.๑ นักพัฒนาสังคม นักพัฒนาสังคม (Change Agent of Society) คือ นักเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทิศทาง ที่พึง ปรารถนา สังคมที่พึงปรารถนาประกอบด้วยสังคมที่มีความยุติธรรม (Justice) สังคมที่มีความ เสมอ ภาค (Equality) สังคมที่มีความเป็นปึกแผ่นมั่นคง เป็นอย่างหนึ่งอย่างเดียวกัน (Solidarity) และเป็น สังคมที่มีสมาชิก็มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยการเสียสละ จริงใจ (Participation) เพื่อให้สังคม ได้รับการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางดังกล่าว จำเป็นต้องพัฒนานักพัฒนาสังคมให้เพียบพร้อมด้วย คุณสมบัติที่พึงปรารถนา รายละเอียดดังต่อไปนี้พัฒนาสังคมคุณสมบัติของนักพัฒนาสังคม๒๐๕ ๒๐๔ จำนงค์ อดิวัฒนสิทธ์, ศ.ดร. ''พุทธจริยธรรมกับการพัฒนานักพัฒนาสังคม''. มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย [ออนไลน์] แหล่งที่มา. http://khonkaen.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php? article_id= 698&article group_id=150 (๒๕๓๗/เข้าถึง ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓) ๒๐๕ อ้างแล้ว
๒๕๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย “นักพัฒนาสังคม” คือ คนที่ทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชน ไม่แสวงหาผลกำไร เป็นคนที่มี ความเข็มแข็ง มุ่งมั่น ตั้งใจ มีความซื่อสัตย์ สุจริต ที่จะทำงานร่วมกับคนทุกข์ คนยาก คนจน คนด้อย โอกาสทางสังคม เพื่อที่จะร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างมีส่วนร่วม ประสาน สร้างสังคมที่เป็นธรรม และมีความยั่งยืน๒๐๖ ๖.๑.๒ คุณสมบัตินักพัฒนาสังคม นักพัฒนาจะต้องมีตัวตนที่ได้รับการฝึกอบรมและการพัฒนาเป็นพื้นฐานมาก่อน เป็น ความ จริงที่ว่า ก่อนการพัฒนาใครจะต้องพัฒนาตนเองก่อน ถ้าตนเองไม่ได้รับการพัฒนาเป็นการ ยากที่จะ พัฒนาคนอื่น พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญต่อการพัฒนาตนเองสูงมาก การทำงานโดยเฉพาะอย่าง ยิ่ง การทำงานสุจริต เป็นสิ่งที่ควรส่งเสริมและสนับสนุน ให้ทำอย่างสม่ำเสมอ การทำงานที่มี ผลตอบแทนเพื่อการดำรงชีวิตที่ดีงาม ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เหมาะสม เรียกว่า สัมมาอาชีพ ตรงกัน ข้าม การทำงานที่มีผลตอบแทนด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม และมีผลทำให้บุคคลอื่นเดือดร้อน เรียกว่า มิจฉาอาชีพ พระพุทธศาสนาให้คุณค่าแก่การทำงานสุจริตสูงมาก การทำงานทำให้ผู้ทำมีคุณค่าและ คุณประโยชน์ การทำงานทำให้ผู้ทำมีโอกาสพัฒนาสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น เข้าใจบุคคลอื่น โดย ไม่ เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางการทำงาน ทำให้ผู้ทำมีรายได้ผลตอบแทน ช่วยทำให้ชีวิตอยู่รอดการพัฒนา ศักยภาพในการทำงาน ดังนั้นอย่างน้อยควรมีสุณสมบัติ ๕ ประการ๒๐๗ คือ ๑. มีความรักในงาน (ศรัทธา) ๒. มีความกตัญู (กตัญูกตเวทิตา) ๓. มีความรู้ความเข้าใจระบบการทำงาน (กิจจญาณ) ๔. มีความสามารถในการทำงาน (วสี) และ ๕. มีปัญญารู้จักประเมินผลการทำงาน (วิมังสา) ๖.๑.๓ จรรยาบรรณนักพัฒนา กรมการพัฒนาชุมชน ได้กำหนดมาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรมของข้าราชการและลูกจ้าง ของรัฐ ที่เป็น “นักพัฒนา” โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ ๑) พึงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ เสียสละ ซื่อสัตย์ สุจริต มุ่งมั่นตามอุดมการณ์พัฒนาชุมชน โดยยึดในผลประโยชน์ของประชาชนและองค์กร ชุมชน ๒) พึงสร้างศรัทธาแก่ประชาชน โดยปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี ๓) พึงเปิดใจกว้างรับฟัง ๒๐๖ พร้อมพล สัมพันธโน. บทบาทนักพัฒนาสังคมในภาคประชาชน กับอุดมการณ์ขับเคลื่อนสิทธิทาง วัฒนธรรม. North Public News. [ออนไลน์] แหล่งที่มา.http://www.northpublicnews.com/ (๗ มกราคม ๒๕๖๑) ๒๐๗ จำนงค์ อดิวัฒนสิทธ์, ศ.ดร. “พุทธจริยธรรมกับการพัฒนานักพัฒนาสังคม”. มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย [ออนไลน์] แหล่งที่มา. http://khonkaen.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php? article_id= 698&article group_id=150 (๒๕๓๗/เข้าถึง ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓)
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๕๗ Fundamentals of Social Development ความคิดเห็นของผู้อื่นและร่วมงานในลักษณะพหุภาคี ๔) พึงเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ เรียนรู้และพัฒนา ศักยภาพตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนางานและองค์กร ๕) พึงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส ให้ ชุมชนมีส่วนร่วมตรวจสอบการทำงานทุกขั้นตอน ๖) พึงปฏิบัติหน้าที่กับประชาชนและองค์กรชุมชน ด้วยความเสมอภาคและเป็นธรรมเพื่อสร้างความสามัคคีในชุมชน และ ๗) พึงละเว้นกระทำการใดให้ เป็นที่เสื่อมเสียแก่ภาพพจน์ ชื่อเสียง และเกียรติภูมิของกรมการพัฒนาชุมชน๒๐๘ สรุปได้ว่านักพัฒนา (Change Agent) อาจเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้นำชมชน ผู้นำทางศาสนา หรือผู้นำองค์กรเอกชนก็ได้ นักพัฒนาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่ง เป็นกลไกประสานงานระหว่างแหล่ง สนับสนุนโครงการพัฒนา กับโครงการพัฒนาที่ลงไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในสังคมและชุมชน โครงการ พัฒนาต่าง ๆ ในสังคมจะบรรลุผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับ คุณสมบัติ ความสามารถ และจรรยาบรรณของนักพัฒนา ดังนั้นเพื่อให้โครงการพัฒนาบรรลุถึงเป้าหมายอย่าง มีประสิทธิภาพ เป็นที่พึงพอใจแก่ทุกฝ่าย จึงจำเป็นต้องพัฒนานักพัฒนา ให้มีความรู้ความสามารถ มีทักษะ และมี ความเป็นผู้นำในการพัฒนาอย่างสมบูรณ์ ๖.๒ บทบาทและหน้าที่ของนักพัฒนาสังคม ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคง ของ มนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๘ ระบุให้กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ มีภารกิจ อำนาจ หน้าที่ และโครงสร้าง ดังนี้ ภารกิจการพัฒนาสังคม การจัดสวัสดิการสังคม การสังคมสงเคราะห์ การคุ้มครองและพิทักษ์ สิทธิ และการให้บริการสวัสดิการสังคมแก่คนไร้ที่พึ่ง ผู้ทำการขอทาน สมาชิกนิคมสร้างตนเอง ราษฎร บนพื้นที่สูง และกลุ่มเป้าหมายพิเศษ รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาสังคมและการจัด สวัสดิการสังคมโดยการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และการจัดกิจกรรมตามโครงการ พิเศษ โดยมี อำนาจหน้าที่ ๑) จัดทำและเสนอแนะนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนงานด้านการพัฒนา สังคม และการจัดสวัสดิการสังคม ๒) พัฒนาระบบ รูปแบบ มาตรการ และวิธีการในการพัฒนาสังคม การจัดสวัสดิการสังคม และการสังคมสงเคราะห์ ที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของ ประชาชน ๓) เป็นศูนย์กลางในการประสานงานกับองค์กรเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน ๔) พัฒนาสังคม จัดบริการสวัสดิการสังคม การสังคมสงเคราะห์ การคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิแก่คนไร้ที่ พึ่ง ผู้ทำการขอทาน สมาชิกนิคมสร้างตนเอง ราษฎรบนพื้นที่สูง และกลุ่มเป้าหมายพิเศษ ๕) บริหาร จัดการและพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้านการพัฒนาสังคมและการจัดสวัสดิการสังคมใน ความรับผิดชอบของกรม ๖) ดำเนินกิจกรรมตามโครงการตามพระราชดำริ โครงการตามพระราช ๒๐๘ พีร์ พีรพัฒน์, จรรยาบรรณ. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม. [ออนไลน์] แหล่งที่มา. https://sites. google.com/site/nprucd/swn-na/crrya-brrn (๑๐พ.ย. ๒๕๕๘/๒๕๖๓)
๒๕๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประสงค์ โครงการพระดำริ และโครงการอื่นที่ได้รับมอบหมาย และ ๗) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่ กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมหรือตามที่รัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย ๒๐๙ นักพัฒนาทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชน จึงได้เรียกว่า “นักพัฒนาสังคม” ซึ่งมีหลายด้านทั้ง การศึกษา ด้านสุขภาพ ด้านสังคม อาทิเฉกเช่น สมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาสังคมและ สิ่งแวดล้อม ทำงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสิ่งแวดล้อม จึงเรียกว่าองค์กรพัฒนา เอกชนด้านสิ่งแวดแวดล้อม ได้รับคู่มิตรกับสำนักงานกองทุนสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศูนย์มานุษยวิทยา สิ ร ิ น ธร (อ ง ค์ ก าร ม หาชน ) GEF/UNDP (Global Environment Facility/ United Nations Partnerships for SDGs Platform ) มีบทบาทสำคัญให้ความรู้แก่ประชาชนและเชื่อมประสานงาน ความเข้าใจ ความร่วมมือกับกรมการปกครอง โดยมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด นายอำเภอ เกษตรจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช สำนักงาน สิ่งแวดล้อมภาคที่ ๑ เชียงใหม่ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ นักวิชาการมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิ สาร สน เ ท ศ (อ ง ค์ ก าร ม หาชน หร ื อ GISDA/ Geo-Informatics and Space Technology Development Agency (Public Organization))และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมอนามัย หัวหน้าส่วนข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ ผู้นำศาสนาทางจิตวิญญาณ และได้เกิดกลไก ความร่วมมือในการทำงานร่วมกัน เช่น การจัดการที่ดินและป่าไม้ อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัด เชียงใหม่ เพื่อลดความขัดแย้งเพิ่มความร่วมมือรักษาป่าให้คงสภาพให้มากขึ้น๒๑๐ สรุปได้ว่าบทบาทและหน้าที่ของนักพัฒนาสังคมภารกิจการพัฒนาสังคม การจัดสวัสดิการ สังคม การสังคมสงเคราะห์ การคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิ และการให้บริการสวัสดิการสังคมแก่คนไร้ที่ พึ่ง ผู้ทำการขอทาน สมาชิกนิคมสร้างตนเอง ราษฎรบนพื้นที่สูง และกลุ่มเป้าหมายพิเศษ รวมถึงการ ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาสังคมและการจัดสวัสดิการสังคมโดยการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และการจัดกิจกรรมตามโครงการพิเศษ โดยมี อำนาจหน้าที่อยู่ ๗ ประการ ส่วน นักพัฒนาทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชน จึงได้เรียกว่า “นักพัฒนาสังคม” ซึ่งมีบทบาทหน้าที่หลาย ๒๐๙ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ. ภารกิจ อำนาจหน้าที่. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์[ออนไลน์] แหล่งที่มา.http://61.19.50.68/dsdw/page.php?module=about&pg=index&conid=3 (๒๕๕๘) ๒๑๐ พร้อมพล สัมพันธโน. บทบาทนักพัฒนาสังคมในภาคประชาชน กับอุดมการณ์ขับเคลื่อนสิทธิทาง วัฒนธรรม. North Public News. [ออนไลน์] แหล่งที่มา.http://www.northpublicnews.com/(๗ มกราคม ๒๕๖๑)
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๕๙ Fundamentals of Social Development ด้านทั้งการศึกษา ด้านสุขภาพ ด้านสังคม โดยมีบทบาทสำคัญให้ความรู้แก่ประชาชนและเชื่อม ประสานงานความเข้าใจ ความร่วมมือกับกรมการปกครอง ๖.๓ ปัญหาและอุปสรรคต่อบทบาทและหน้าที่ของนักพัฒนาสังคม ๖.๓.๑ ปัญหาและอุปสรรคจุลภาคต่อบทบาทและหน้าที่ของนักพัฒนาสังคม การพัฒนาชุมชนตลอดเวลาที่ผ่านมา อาจสรุปได้ว่า มีปัญหาและอุปสรรคสำคัญอยู่ ๔ ประการด้วยกันคือ๒๑๑ ๑) ปัญหาจากตัวนักพัฒนา (พัฒนากร) มีความรู้ความเข้าใจ และอุดมการณ์การพัฒนาไม่ดี พอ เมื่อต้องเข้าไปอยู่ในชุมชนต้องเผชิญกับปัญหาและความยากลำบากของประชาชนจึงขาดขวัญกำลังใจ ไม่สามารถดำเนินการ และหรือเกิดความท้อถอยหรือไม่สามารถทำงานอุทิศทุ่มเทให้กับการ พัฒนาได้ ๒) ปัญหาจากวิธีการดำเนินงานของรัฐบาล ซึ่งมีทั้งในแง่การพัฒนาและการประชาสังเคราะห์ ซึ่งมีวิธีการสวนทางกัน คือการพัฒนานั้นประชาชนต้องริเริ่มและดำเนินการเอง แต่การ ประชาสงเคราะห์นั้นรัฐสนับสนุนให้เปล่า จึงทำให้ประชาชนเกิดความสับสน และไม่อยากเข้ามาร่วม กระบวนการพัฒนา ๓) ปัญหาความซ้ำซ้อนของกิจกรรมการพัฒนา มีหน่วยงานองค์กรหลาย ๆ องค์กรที่เข้าไป ทำงานเดียวกัน ซึ่งอาจมีรูปแบบวิธีการทำงานที่เหมือนหรือต่างกัน ทำให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องด้วย เกิดความสับสนและในขณะเดียวกันหน่วยงานนั้นก็แก่งแย่งงานและหรือโยนความรับผิดชอบไปให้ หน่วยงานเมื่อเกิดปัญหา ๔) ปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวง มีนักพัฒนาจำนวนไม่น้อยที่เบียดบังงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ ไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว รวมทั้งการเบียดบังเวลาทำงานไปทำงานอื่นส่วนตัวด้วย นอกจากนี้นักวิชาการบางท่านได้สรุปเปรียบเทียบประเด็นปัญหาในการพัฒนาชุมชนของ ไทยไว้น่าพิจารณาดังนี้ มาม่า: รัฐบาลหรือองค์กรพัฒนาเป็นผู้จัดการทำให้หมดเหมือนแม่ที่ดูแล ปกป้องลูกจนในที่สุดก็ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ไวไว: ลักษณะคนไทยที่ชอบทำอะไรให้เสร็จเร็ว ๆ ชอบทำอะไรให้เห็นผลเร็ว ๆ หรือสนใจร่วมทำกิจกรรม แต่ในระยะแรกเริ่มแล้วก็หมดความสนใจอย่าง รวดเร็ว ยำยำ: ความสับสน ซ้ำซ้อนของหน่วยงานที่เข้าไปดำเนินการเรื่องเดียวกัน จนส่งผลให้เกิด ปัญหาการเกี่ยงและการไม่รับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา๒๑๒ ๒๑๑ ชยาภรณ์ ชื่นรุ่งโรจน์, รศ. ปัญหาในการพัฒนาชุมชน: ชุมชนและการพัฒนาชุมชน.ภาควิชาบ้าน และชุมชนคณะมนุษย์สาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,[ออนไลน์] แหล่งที่มา.http://www.human.cmu.ac.th/ home/hc/ebook /006103/lesson10/03.htm. (เข้ถึงเมื่อ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓) ๒๑๒ อ้างแล้ว
๒๖๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๖.๓.๒ ปัญหาและอุปสรรคมหภาคที่สร้างผลกระทบอย่างรุนแรง๒๑๓ ปัญหาและอุปสรรคประการที่ ๑ คือ ปัญหาและอุปสรรคจากทางแนวทางปฏิรูปการเมืองที่ นักพัฒนาต้องเผชิญแบ่งได้ เป็น ๒ ประการ ได้แก่ ๑. การเมืองขนาดใหญ่ที่มี - ปัญหา ส่งผลให้เกิด ปัญหามาสู่ในพื้นที่ และชุมชน ผู้คนในสังคมต่างทะเลาะกันแค่เพียงความคิดเห็นทางการเมืองที่ แตกต่างกัน นักการเมืองยังมุ่งหวังประโยชน์ส่วนตัวเสียมากกว่าที่จะช่วยเหลือประชาชน และ ๒. การเมืองแบ่งแยกเป็นฝ่ายไร้สามัคคี - เกิดการแย่งผลประโยชน์ เกิดข้อขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงมาก ขึ้น ยึดประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องเป็นหลักขาดหลักการและเหตุผล ไม่ยึดถือความถูกต้อง เอาแต่ ความถูกใจ ไม่เคารพกฎหมายและกติกาในสังคม ปัญหาและอุปสรรคประการที่ ๒ คือ ปัญหาและอุปสรรคจากทางแนวทางปฏิรูปมาตรฐาน ทางจริยธรรมของผู้บริหารส่วนงานราชการต่าง ๆ ของประเทศ โดย ๑) ข้าราชการยังคงเน้นทำงาน ให้กับนักการเมือง มากกว่าที่จะทำงานให้กับประชาชน เหตุเพราะว่า อาจกลัวโดนย้าย หรือ อำนาจ ต่าง ๆ ที่นักการเมืองพึงมีทำให้ข้าราชการต้องคอยทำงานช่วยเหลือนักการเมืองในทางที่ผิด และ ๒) นักการเมือง ผู้บริหารท้องถิ่น ไม่มีความรู้ความเข้าใจในการบริหารการทำงานยังคงยึดผลประโยชน์ ส่วนตัวและพวกพ้อง ขาดจริยธรรมที่ดี ปัญหาและอุปสรรคประการที่ ๓ คือ ปัญหาและอุปสรรคจากทางแนวทางปฏิรูปกระบวนการ ยุติธรรม โดย ๑) กระบวนการยุติธรรม ไม่เป็นไปตามข้อกฎหมายมีการบิดเบือนเกือบทุกระดับชั้นโดย คำสั่งนักการเมือง มีการวิ่งเต้นช่วยเหลือหรือล้มคดีความต่าง ๆ ทำให้กระบวนการยุติธรรมบิดเบือน ไป ปัญหาและอุปสรรคประการที่ ๔ คือ ปัญหาและอุปสรรคจากทางแนวทางปฏิรูปแนวทางการ บริหารราชการแผ่นดิน โดย ๑) การบริหารราชการในส่วนภูมิภาคได้รับงบประมาณไม่เพียงพอต่อการ ดำเนินการในด้านต่าง ๆ และตามนโยบายของรัฐบาล ปัญหาและอุปสรรคประการที่ ๕ คือ ปัญหาและอุปสรรคจากแนวทางปฏิรูปวิธีการปราบการ ทุจริตโดย ๑) ภาคสังคมยังเข้ามามีส่วนในการแก้ไขปัญหาน้อยมาก ๒) มีปัญหาทุจริตคอรัปชั่นตั้งแต่ ระดับรัฐบาล มาจนถึงระดับท้องถิ่นในระบบการเมืองของประเทศไทย คือวิธีการเข้าสู่อำนาจมีการใช้ วิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจเมื่อเข้าสู่อำนาจก็ต้องการถอนทุนคืน และ ๓) มีการแสวงหา ผลประโยชน์ใช้อำนาจโดยไม่ชอบธรรม ปัญหาและอุปสรรคประการที่ ๖ คือ ปัญหาและอุปสรรคจากแนวทางปฏิรูปการศึกษาโดย ๑) ภาคสังคมยังเข้ามามีส่วนในการแก้ไขปัญหาน้อยมาก ๒) การศึกษาในประเทศไทยไม่มีการพัฒนา ๒๑๓ กลุ่มกำนัน กลุ่มผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มข้าราชการ กลุ่มประชาชน แกนนำการเมือง และกลุ่มเอกชน. สภาพ ปัญหา แนวทางแก้ไขปัญหา ข้อเสนอแนะอื่น ๆ . กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น, กระทรวงมหาดไทย [ออนไลน์] แหล่งที่มา. http://123.242.159.135 /2558/ images/A_info/b-6.pdf (๒๕๕๘ เข้าถึง ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓).
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๖๑ Fundamentals of Social Development อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการศึกษาอยู่ตลอดเวลา ด้วย เหตุผลทางการเมือง จึงมีผลกระทบมาถึงเด็กนักเรียน ที่ต้องปรับวิธีการเรียนการสอนตลอดเวลา ทำ ให้การศึกษาไทยไม่พัฒนา ๓) บทบาทหน้าที่ของครูผู้สอนเปลี่ยนไปจากอดีตที่เคยทุ่มเทในการเรียน การสอนแต่ปัจจุบันสถานศึกษามีการประเมินต่าง ๆ ซึ่งเน้นในการจัดเตรียมเอกสาร เพื่อประเมิน ครูผู้สอนเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ครูผู้สอนมีเวลาในการเอาใจใส่นักเรียนไม่พอเท่าที่ควร ปัญหาและอุปสรรคประการที่ ๗ คือ ปัญหาและอุปสรรคจากแนวทางปฏิรูปโครงสร้าง เศรษฐกิจ โดย ๑) ขาดการรวมกลุ่มการพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรให้มีปริมาณ และคุณภาพที่สูงขึ้น ๒) การประกอบอาชีพของคนไทยมีการปรับเปลี่ยนนโยบายของรัฐบาล ที่ผลัดเปลี่ยนกันบริหาร ประเทศ ไม่มีการวางรากฐานที่มั่นคง ๓) ปัญหาการจัดสรรที่ดินเกษตรกรไม่มีที่ดินทำกินเป็นของ ตัวเอง มีการเช่าที่ดินทำกิน ๔) ราคาผลผลิตตกต่ำเครื่องมือแพง เช่น ต้นทุนการผลิตสูง ปุ๋ย ยา วัสดุ ทางการเกษตร รายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ปัญหาและอุปสรรคประการที่ ๘ คือ ปัญหาและอุปสรรคจากแนวทางปฏิรูปด้านข้อมูล ข่าวสาร โดย ๑.การรับข้อมูลข่าวสาร ส่วนมากรับมาจากสื่อโทรทัศน์และวิทยุส่วนการประชาสัมพันธ์ ข้อมูลข่าวสารของทางราชการยังมีน้อย ปัญหาและอุปสรรคประการที่ ๙ คือ ปัญหาและอุปสรรคจากแนวทางปฏิรูปความเหลื่อมล้ำ ทางการเมือง โดย ๑.ปัญหาด้านการเมืองทำให้มีปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมทำให้เกิดการชะลอตัว ในทุก ๆ ด้าน ปัญหาและอุปสรรคประการที่ ๑๐ คือ ปัญหาและอุปสรรคจากแนวทางปฏิรูปด้านการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย ๑) บุคคลบางกลุ่มได้หาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของส่วนรวมโดยไม่มีผู้ใดควบคุมดูแล ๒) ทรัพยากรธรรมชาติขาดการดูแลเอาใจใส่ จากหน่วยงานของภาครัฐและมีผู้บุกรุกและหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของส่วนรวม ใน ระดับพื้นทีไม่มีหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ๓) มลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม สร้างผลกระทบให้กับชุมชนในเรื่องของเสียต่าง ๆ ปัญหาและอุปสรรคประการที่ ๑๑ คือ ปัญหาและอุปสรรคจากปฏิรูปด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะ ยาเสพติดที่ทำลายผู้เสพ ผู้ใกล้ชิดกับผู้เสพ ครอบครัวผู้เสพ สังคมหรือขุมชนที่ผู้เสพอาศัยอยู่ สรุปได้ว่าปัญหาและอุปสรรคจุลภาคที่สำคัญมีอยู่ ๔ ประการด้วยกัน คือ ๑) ปัญหาจากตัว นักพัฒนา (พัฒนากร) ๒) ปัญหาจากวิธีการดำเนินงานของรัฐบาล ๓) ปัญหาความซ้ำซ้อนของ กิจกรรมการพัฒนา และ ๔) ปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวง ส่วนปัญหาและอุปสรรคมหภาคที่สร้าง ผลกระทบอย่างรุนแรง มีอยู่ ๑๑ ประการ ได้แก่ ๑) ปัญหาและอุปสรรคจากทางแนวทางปฏิรูป การเมือง ๒) ปัญหาและอุปสรรคจากทางแนวทางปฏิรูปมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้บริหารส่วนงาน ราชการต่าง ๆ ของประเทศ ๓) ปัญหาและอุปสรรคจากทางแนวทางปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ๔)
๒๖๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปัญหาและอุปสรรคจากทางแนวทางปฏิรูปแนวทางการบริหารราชการแผ่นดิน ๕) ปัญหาและ อุปสรรคจากแนวทางปฏิรูปวิธีการปราบการทุจริต ๖) ปัญหาและอุปสรรคจากแนวทางปฏิรูป การศึกษา ๗) ปัญหาและอุปสรรคจากแนวทางปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ๘) ปัญหาและอุปสรรคจาก แนวทางปฏิรูปด้านข้อมูลข่าวสาร ๙) ปัญหาและอุปสรรคจากแนวทางปฏิรูปความเหลื่อมล้ำทางการ เมือง ๑๐) ปัญหาและอุปสรรคจากแนวทางปฏิรูปด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ๑๑) ปัญหาและอุปสรรคจากปฏิรูปด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะยาเสพติดที่ทำลายผู้เสพ ผู้ใกล้ชิดกับผู้ เสพ ครอบครัวผู้เสพ สังคมหรือขุมชนที่ผู้เสพอาศัยอยู่ ๖.๔ การเอาชนะอุปสรรคต่อบทบาทและหน้าที่ของนักพัฒนาสังคม ๖.๔.๑ การเอาชนะปัญหาและอุปสรรคจุลภาคต่อบทบาทและหน้าที่ของนักพัฒนาสังคม ๑) ปัญหาจากตัวนักพัฒนา (พัฒนากร) เอาชนะด้วยการ มีความรู้ความเข้าใจ และอุดมการณ์ การพัฒนาให้ดีพอ เมื่อต้องเข้าไปอยู่ในชุมชนต้องเผชิญกับปัญหาและความยากลำบากของประชาชน โดยไม่ขาดขวัญ-กำลังใจ แต่สามารถดำเนินการ และทุ่มเทให้กับการพัฒนาได้ ๒) ปัญหาจากวิธีการดำเนินงานของรัฐบาล ซึ่งมีทั้งในแง่การพัฒนาและการประชาสังเคราะห์ ซึ่งมีทำงานไปในทิศทางเดียวกัน คือการพัฒนานั้นให้ประชาชนต้องริเริ่มและดำเนินการเองโดยรัฐ สนับสนุนให้เปล่า แลไม่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน และอยากเข้ามาร่วมกระบวนการพัฒนา ๓) ปัญหาความซ้ำซ้อนของกิจกรรมการพัฒนา ต้องมีการรวมหน่วยงานองค์กรหลาย ๆ องค์กรที่เข้าไปทำงานเดียวกัน ซึ่งอาจมีรูปแบบวิธีการทำงานที่เหมือนหรือต่างกัน ต้องทำให้ ประชาชนที่เกี่ยวข้องไม่เกิดความสับสนและในขณะเดียวกันจะได้หมดหน่วยงานที่แก่งแย่งงานและ หรือโยนความรับผิดชอบไปให้หน่วยงานอื่น ๆ เมื่อเกิดปัญหา ๔) ปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวง ต้องมีมาตรการและกฎหมายกำจัดและลงโทษเด็ดขาดกับ นักพัฒนาจำนวนไม่น้อยที่เบียดบังงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ ไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว รวมทั้งการ เบียดบังเวลาทำงานไปทำงานอื่นส่วนตัวด้วย ๖.๔.๒ การเอาชนะปัญหาและอุปสรรคมหภาคที่สร้างผลกระทบอย่างรุนแรง๒๑๔ ๑) การเอาชนะปัญหาและอุปสรรคจากทางแนวทางปฏิรูปการเมือง แนวทางแก้ไขปัญหา ได้แก่ ประการที่ ๑.ควรมีกิจกรรมดี ๆ ลงมาสู่ชุมชน สร้างบรรทัดฐานที่ ดีให้กับนักการเมือง ประชาชนต้องได้รับข่าวสารข้อมูลทางการเมืองอย่างถูกต้องลดการอนจากสื่อต่าง ๆ และประการที่ ๒) ขจัดความคิดและระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย สร้างความรู้ทางการเมืองที่ดีให้กับ ๒๑๔ กลุ่มกำนัน กลุ่มผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มข้าราชการ กลุ่มประชาชน แกนนำการเมือง และกลุ่มเอกชน. สภาพปัญหา แนวทางแก้ไขปัญหา ข้อเสนอแนะอื่น ๆ . กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น, กระทรวงมหาดไทย [ออนไลน์] แหล่งที่มา. http://123.242.159.135 /2558/ images/A_info/b-6.pdf (๒๕๕๘ เข้าถึง ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓).
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๖๓ Fundamentals of Social Development ประชาชน ยกเลิกระบบของนักการเมืองที่ต้องสังกัดพรรคเพราะจะทำให้นักการเมืองไม่เป็นตัวของ ตัวเอง และข้อเสนอแนะอื่น ๆ ได้แก่ ประการที่ ๑) ควรมีการแจ้งข่าวสาร ให้ประชาชนได้รับทราบอยู่ เสมอและปลูกฝังจิตสำนึกให้มีความรักชาติสร้างความรู้ ความเข้าใจในระบบการเมืองการปกครอง ของประเทศอย่าง และประการที่ ๒) แก้ไขกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับนักการเมืองปิดช่องทางการ หาผลประโยชน์ของนักการเมืองโดยสร้างกฎเกณฑ์ที่ประชาชนสามารถตรวจสอบและสามารถรักษา ความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนได้ ๒) การเอาชนะปัญหาและอุปสรรคจากทางแนวทางปฏิรูปมาตรฐานทางจริยธรรมของ ผู้บริหารส่วนงานราชการต่าง ๆ ของประเทศ แนวทางแก้ไขปัญหา ได้แก่ ประการที่ ๑) สร้างภูมิคุ้มกันให้กับข้าราชการ เพราะถือว่าช้า ราชการเป็นคนทำงานให้นักการเมือง หรือผู้นําในประเทศ มิให้ข้าราชการต้องถูกบังคับการทำงานที่ ผิดจริยธรรม ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ได้แก่ ประการที่ ๑) สร้างจิตสํานึกให้ข้าราชการและนักการเมืองมี คุณธรรมและจริยธรรม รู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง ๓) การเอาชนะปัญหาและอุปสรรคจากทางแนวทางปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม แนวทางแก้ไขปัญหา ได้แก่ ประการที่ ๑) สร้างความคุ้มกันให้กับกระบวนการยุติธรรม ให้ผู้ พิพากษาทำงานอย่างโปร่งใสสุจริต และเที่ยงธรรม โดยปราศจากการแทรกแซงจากอำนาจภายนอก สร้างมาตรฐานที่ดี และข้อเสนอแนะอื่น ๆ ได้แก่ ประการที่ ๑) รื้อฟื้นคดีทางการเมืองที่สร้างความ แตกแยกสร้างจุดร่วม ข้อบังคับ ระเบียบ ไปในทิศทางเดียวกัน ๔) การเอาชนะปัญหาและอุปสรรคจากทางแนวทางปฏิรูปแนวทางการบริหารราชการ แผ่นดิน (ส่วนภูมิภาค) แนวทางแก้ไขปัญหา ได้แก่ ประการที่ ๑) ควรจัดสรรงบประมาณให้ราชการส่วนภูมิภาคให้ เหมาะสมกับการดำเนินการในด้านต่าง ๆ และข้อเสนอแนะอื่น ๆ ได้แก่ ประการที่ ๑) ควรเร่ง ดำเนินการในเรื่องงบประมาณ และขวัญกําลังใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการ ๕) การเอาชนะปัญหาและอุปสรรคจากแนวทางปฏิรูปวิธีการปราบการทุจริต แนวทางแก้ไขปัญหา ได้แก่ ประการที่ ๑) ภาคสังคมมีส่วนร่วมในการเพิ่มมาตระการ ตรวจสอบและเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตผ่านหน่วยงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช)ให้มากขึ้น ประการที่ ๒) ภาคสังคม ต้องมีส่วนร่วมและสามารถเข้าถึงในกระบวนการตรวจสอบและการป้องกันและการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตร่วมกับองค์กรภาครัฐมากขึ้นในทุกระดับ ประการที่ ๓) ให้มีการตรวจสอบบัญชี ทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อย่างจริงจัง และข้อเสนอแนะอื่น ๆ ได้แก่ ประการที่ ๑) ภาคสังคมต้องมีส่วนร่วมและสามารถเข้าถึงในระบวนการตรวจสอบและการป้องกันและการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตร่วมกับองค์กรภาครัฐมากขึ้นในทุกระดับ
๒๖๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๖) การเอาชนะปัญหาและอุปสรรคจากแนวทางปฏิรูปการศึกษา แนวทางแก้ไขปัญหา ได้แก่ ประการที่ ๑. ต้องมีตัวแทนที่มีความรู้ด้านการศึกษาของ ประชาชนในท้องถิ่น เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาการเรียนการสอนของนักเรีย น ๒) ต้องให้ การศึกษาเป็นนโยบายระดับชาติ มีการวางแผนระยะยาวห้ามมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการ ศึกษา ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองก็ตาม และข้อเสนอแนะอื่น ๆ ได้แก่ ประการที่ ๑) ควรมี ครูพิเศษที่มาจากภาคสังคมเข้ามาร่วมบริหารการศึกษาในพื้นที่ ๗) การเอาชนะปัญหาและอุปสรรคจากแนวทางปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ แนวทางแก้ไขปัญหา ได้แก่ ประการที่ ๑) ควรให้การสนับสนุนซื้อสินค้าการเกษตรของคนใน ท้องถิ่น ประการที่ ๒) รวมกลุ่มจัดตั้งสหกรณ์ชุมชนเพื่อเป็นที่จำหน่ายสินค้าและผลผลิตที่ได้ของกลุ่ม เพื่อจะได้มีอำนาจต่อรองในตลาดและสามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาที่สูงขึ้น ประการที่ ๓) จำกัด การถือครองที่ดินทางการเกษตรสำหรับผู้ที่มีที่ดินให้ผู้อื่นเช่าโดยจัดเก็บภาษีให้สูงสำหรับที่ดินว่าง เปล่าจัดการภาษีเกษตรกรให้สอดคล้องกับรายได้เกษตรกร และประการที่ ๔) ประกันราคาพืชผล เกษตรควบคุมราคา ลดราคาปุ๋ยยาเครื่องมือวัสดุทางการเกษตรลดราคาน้ำมัน การขนส่งอบรมอาชีพ เสริม เพื่อหารายได้เพิ่มเติมแก่ผู้มีรายได้น้อย แนะแนวทางการดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจ พอเพียง ให้ความรู้การผลิต การใช้เทคโนโลยี ที่ถูกต้อง และข้อเสนอแนะอื่น ๆ ได้แก่ ประการที่ ๑) ต้องมีทีมงานการตลาดประจำทุกทวีป หรือทุกเขตภูมิภาคเพื่อกระจายสินค้าสำเร็จรูป สินค้าที่เป็น วัตถุดิบเพื่อการผลิต และสินค้าเกษตร ๘) การเอาชนะปัญหาและอุปสรรคจากแนวทางปฏิรูปด้านข้อมูลข่าวสาร แนวทางแก้ไขปัญหา ได้แก่ ประการที่ ๑) ความเพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร ต่าง ๆ ให้มากกว่านี้ ๒) มีกองรุกขจัดข่าวปลอม (fake news) และขจัดคำพูดที่ก่อความเกลียดชัง (hate speech) และข้อเสนอแนะอื่น ๆ ได้แก่ ประการที่ ๑) ปรับปรุงกระบวนการให้ข้อมูลข่าวสาร ให้ตรงกับความต้องการของประชาชน แต่ต้องเป็นความจริงตลอด ๒๔ ชั่วโมง ๙) การเอาชนะปัญหาและอุปสรรคจากแนวทางปฏิรูปความเหลื่อมล้ำทางการเมือง แนวทางแก้ไขปัญหา ได้แก่ ประการที่ ๑) จัดการปัญหาด้านความรุนแรงในการเมืองและทุก จังหวัดเพื่อจะพัฒนาประเทศในด้านอื่น ๆ ต่อไป และข้อเสนอแนะอื่น ๆ ได้แก่ ประการที่ ๑) ร่วมกัน รณรงค์ลดการรุนแรงทางด้านการเมืองไม่เลือกข้างใดใดข้างหนึ่ง โดยเฉพาะรณรงค์ให้ลงโทษสูงสุด สำหรับนักการเมืองทุกระดับและข้าราชการทุกคนที่สนับสนุนให้นักการเมืองที่ทำผิดกฎหมายทั้งแพ่ง ทั้งอาญา ๑๐) การเอาชนะปัญหาและอุปสรรคจากแนวทางปฏิรูปด้านการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๖๕ Fundamentals of Social Development แนวทางแก้ไขปัญหา ได้แก่ ประการที่ ๑) จัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแล ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่และพัฒนาเพื่อให้อุดมสมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้น ประการที่ ๒) ร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไป และประการที่ ๓) โรงงานอุตสาหกรรมต้องช่วยกันลดมลพิษให้อยู่ในค่ามาตรฐาน และข้อเสนอแนะอื่น ๆ ได้แก่ ประการ ที่ ๑) มีการพัฒนาให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ในพื้นที่เกิดประโยชน์ให้มากที่สุดแก่ ประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ และประการที่ ๒) ต้องมีการจัดวางระบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมใหม่ให้เป็นไปด้วยความสอดคล้องกันและจัดสรรทรัพยากรที่สำคัญในประเทศให้ ประชาชนใช้ได้อย่างเท่าเทียม ๑๑) การเอาชนะปัญหาและอุปสรรคจากยาเสพติด แนวทางแก้ไขปัญหา ได้แก่ ประการที่ ๑) ให้ผู้รักษากฎหมายบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และเพิ่มโทษให้หนักกว่าเดิม และข้อเสนอแนะอื่น ๆ ได้แก่ ประการที่ ๑) รณรงค์ให้ประชาชนร่วมกัน ป้องกันในเรื่องยาเสพติด ร่วมกันดูแลบุคคลในครอบครัวไม่ให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และชี้แจงให้ ทราบถึงพิษภัยของยาเสพติด และโทษหนักทางกฎหมาย สรุปการเอาชนะปัญหาและอุปสรรคจุลภาคต่อบทบาทและหน้าที่ของนักพัฒนาสังคมได้นั้น นักพัฒนา ต้องมีความรู้ความเข้าใจ ต้องเข้าไปอยู่ในชุมชนต้องเผชิญกับปัญหา และทุ่มเทให้กับการ พัฒนา การดำเนินงานของรัฐบาลต้องไปในทิศทางเดียวกันไม่มีการซ้ำซ้อนในกิจกรรมการพัฒนา และ ไร้ การฉ้อราษฎร์บังหลวงทุกกิจกรรม ส่วนการเอาชนะปัญหาและอุปสรรคมหภาคที่สร้างผลกระทบ อย่างรุนแรงได้นั้น การเมืองและนักการเมืองต้องมีบรรทัดฐานที่ดีให้กับนักการเมือง และยุติระบบ อุปถัมภ์ มีการแจ้งข่าวสาร ปลูกฝังจิตสำนึกให้มีความรักชาติ สร้างความรู้ ความเข้าใจในระบบ การเมืองการปกครองของประเทศอย่าง และแก้ไขกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับนักการเมือง ประชาชนสามารถตรวจสอบและสามารถรักษาความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนได้ ๒) การ เอาชนะปัญหาและอุปสรรคจากทางแนวทางปฏิรูปมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้บริหารส่วนงาน ราชการต่าง ๆ ของประเทศ โดยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับข้าราชการ และสร้างจิตสํานึกให้ข้าราชการและ นักการเมืองต้องมีคุณธรรมและจริยธรรม ๓) การเอาชนะปัญหาและอุปสรรคจากทางแนวทางปฏิรูป กระบวนการยุติธรรม โดยการสร้างความคุ้มกันให้กับกระบวนการยุติธรรม ให้ผู้พิพากษาทำงานอย่าง โปร่งใสสุจริต และเที่ยงธรรม โดยปราศจากการแทรกแซงจากอำนาจภายนอก สร้างมาตรฐานที่ดี และรื้อฟื้นคดีทางการเมืองที่สร้างความแตกแยก ๔) การเอาชนะปัญหาและอุปสรรคจากทางแนวทาง ปฏิรูปแนวทางการบริหารราชการแผ่นดิน (ส่วนภูมิภาค) ต้องจัดสรรงบประมาณให้ราชการส่วน ภูมิภาคให้เหมาะสมกับการดำเนินการในด้านต่าง ๆ และเร่งดำเนินการในเรื่องงบประมาณดำเนินการ ๕) การเอาชนะปัญหาและอุปสรรคจากแนวทางปฏิรูปวิธีการปราบการทุจริตโดยให้ คณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช) พร้อมภาคประชาชนทำงานให้เร็วตรวจสอบบัญชี
๒๖๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างจริงจัง ๖) การเอาชนะปัญหาและอุปสรรคจาก แนวทางปฏิรูปการศึกษา โดยมีตัวแทนที่มีความรู้ด้านการศึกษาของประชาชนในท้องถิ่น เข้าไปมีส่วน ร่วมในการพัฒนาการเรียนการสอนของนักเรียน ให้การศึกษาเป็นนโยบายระดับชาติ มีการวางแผน ระยะยาวห้ามมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการศึกษา ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองก็ตาม และควรมีครูพิเศษที่มาจากภาคสังคมเข้ามาร่วมบริหารการศึกษาในพื้นที่ ๗) การเอาชนะปัญหาและ อุปสรรคจากแนวทางปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยสนับสนุนซื้อสินค้าการเกษตรของคนในท้องถิ่น จัดตั้งสหกรณ์ชุมชนเพื่อเป็นที่จำหน่ายสินค้าและผลผลิต จำกัดการถือครองที่ดินทางการเกษตร สำหรับผู้ที่มีที่ดินให้ผู้อื่นเช่าโดยจัดเก็บภาษีให้สูงสำหรับที่ดินว่างเปล่าจัดการภาษีเกษตรกรให้ สอดคล้องกับรายได้เกษตรกร ประกันราคาพืชผลเกษตรควบคุมราคา ลดราคาปุ๋ยยาเครื่องมือวัสดุ ทางการเกษตรลดราคาน้ำมัน การขนส่งอบรมอาชีพเสริม และต้องมีทีมงานการตลาดประจำทุกทวีป หรือทุกเขตภูมิภาคเพื่อกระจายสินค้าสำเร็จรูป สินค้าที่เป็นวัตถุดิปเพื่อการผลิต และสินค้าเกษตร ๘) การเอาชนะปัญหาและอุปสรรคจากแนวทางปฏิรูปด้านข้อมูลข่าวสาร โดยเพิ่มช่องทางการ ประชาสัมพันธ์ มีกองรุกขจัดข่าวปลอม (Fake News) และขจัดคำพูดที่ก่อความเกลียดชัง (Hate Speech) และต้องเป็นข่าวจริงตลอด ๒๔ ชั่วโมง ๙) การเอาชนะปัญหาและอุปสรรคจากแนวทาง ปฏิรูปความเหลื่อมล้ำทางการเมือง โดยขจัดปัญหาความรุนแรงจากการเมืองทั่วประเทศและ ร่วมกัน รณรงค์ให้ลงโทษสูงสุดสำหรับนักการเมืองทุกระดับและข้าราชการทุกคนที่สนับสนุนให้นักการเมืองที่ ทำผิดกฎหมายทั้งแพ่งทั้งอาญา ๑๐) การเอาชนะปัญหาและอุปสรรคจากแนวทางปฏิรูปด้านการ จัดการทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยพัฒนาเพื่อให้อุดมสมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้น และยั่งยืนต่อไป ส่วนโรงงานอุตสาหกรรมต้องช่วยกันลดมลพิษให้อยู่ในค่ามาตรฐาน ให้ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ในพื้นที่เกิดประโยชน์ให้มากที่สุดแก่ประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ อย่างเท่าเทียม และ ๑๑) การเอาชนะปัญหาและอุปสรรคจากยาเสพติด แนวทางแก้ไขปัญหา ให้ผู้รักษากฎหมายบังคับใช้ กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเพิ่มโทษให้หนักกว่าเดิม และ รณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันป้องกันในเรื่อง ยาเสพติด ร่วมกันดูแลบุคคลในครอบครัวไม่ให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และชี้แจงให้ทราบถึงพิษภัยของ ยาเสพติด และโทษหนักทางกฎหมาย
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๖๗ Fundamentals of Social Development ๖.๕ มุมมองพระพุทธศาสนากับบทบาทและหน้าที่ของนักพัฒนาสังคม๒๑๕ ๖.๕.๑ ความหมายและลักษณะสำคัญของพระพุทธศาสนาเพื่อสังคมคำว่า “พระพุทธศาสนาเพื่อสังคม” (Socially Engaged Buddhism) เป็นคำที่เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในคริสต์ทศวรรษ ๑๙๖๐ โดยพระติช นัท ฮันห์(Thich Nhat Hanh) พระภิกษุมหายานชาวเวียดนาม ครั้งแรกเรียกสั้น ๆ ว่า “Engaged Buddhism”๒๑๖ พระติช นัท ฮันห์ ได้ใช้คำนี้โดยหมายถึงการนำเอาพระพุทธศาสนาเข้าไปผูกพัน (Engage) กับการแก้ปัญหาสังคมโลกยุคใหม่ (โดยเฉพาะปัญหาสงครามเวียดนาม) บนฐานของการมี สติระลึกรู้ถึงสิ่งที่กำลังดำเนินไปภายในตนและในโลก ดังข้อความที่ว่า “สติจะต้องผูกพัน(กับสังคม) เมื่อมีการเห็น จะต้องลงมือกระทำ…เราจะต้องมีสติระลึกรู้ปัญหาที่แท้จริงของโลก และด้วยสตินี้เอง เราจึงจะรู้สิ่งที่ต้องทำและไม่ต้องทำ และที่จะต้องให้ความช่วยเหลือ” ๒๑๗ พระติช นัท ฮันห์เคยให้ สัมภาษณ์เฮเลน ทรอคอฟ บรรณาธิการนิตยสาร Tricycle ว่า “สถานการณ์ท่ามกลางสงคราม คุณไม่ สามารถตัดตัวเองออกจากสังคมที่ทนทุกข์นั้นได้ คุณต้องสัมพันธ์กับพวกเขาและทำอะไรก็ได้เท่าที่คุณ สามารถช่วยได้ ทุก ๆ คนสามารถหาเวลาที่จะนั่ง เดิน รับประทานอาหารอย่างมีสติ หรือกินอาหารใน ความเงียบคนเดียวหรือกับชุมชนก็ได้”๒๑๘ การก่อตั้ง “โรงเรียนเยาวชนเพื่อบริการสังคม” (the School of Youth for Social Service) ถือว่าเป็นการปรากฏตัวอย่างเป็นรูปธรรมของขบวนการพระพุทธศาสนาพุทธศาสนาเพื่อ สังคมในแนวทางของพระติช นัท ฮันห์ โรงเรียนนี้จะฝึกเยาวชนให้ปลดเปลื้องทุกข์จากภัยสงครามแล้ว ขยายไปสู่การทำงานเพื่อประชาชนชาวเวียดนามไม่ยกเว้นว่าจะมีความเชื่อทางการเมืองแบบใด นอกจากนั้น นักเรียนยังได้รับการฝึกฝนให้ “เตรียมพร้อมที่จะตายอย่างไร้ความโกรธ”๒๑๙ ดังข้อความ ที่พระติช นัท ฮันห์ เขียนถึงนักเรียนว่า ๒๑๕ พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร. ขบวนการพระพุทธศาสนาในสังคมยุคใหม่:พระพุทธศาสนาเพื่อสังคม (Socially Engaged Buddhism), มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (๒๓ มีนาคม ๒๕๕๘) (เข้าถึง https://www.mcu.ac.th/ article/detail/519. เมื่อ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๓). ๒๑๖ Christopher S. Queen (ed.), Engaged Buddhism in the West (Boston: Wisdom Publications, 2000), p. 6. ๒๑๗ Thich Nhat Hanh, Peace Is Every Step (New York: Bantam, 1991), p. 91. ๒๑๘ “พุทธศาสนาสำหรับสังคมสมัยใหม่,” เสขิยธรรม ๔๗ (มกราคม-มีนาคม, ๒๕๔๔), น. ๓๑. ๒๑๙ Thich Nhat Hanh, Call Me By My True Names (Berkeley: Parallax Press, 1993), p.19.
๒๖๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย “... ศัตรูของพวกเรา คือ ความโกรธ ความเกลียด ความโลภ ความบ้าคลั่ง และความมีอคติต่อประชาชน ถ้าคุณจะต้องตายเพราะความรุนแรง คุณ จะต้องเจริญเมตตาภาวนาเพื่อให้อภัยแก่คนที่ฆ่าคุณ เมื่อคุณตายด้วยการ ประจักษ์แจ้งสภาวะแห่งเมตตา คุณก็เป็นพุทธบุตรอย่างแท้จริง แม้ในขณะที่ คุณกำลังจะตายในสภาพความกดดัน ความอับอาย และความรุนแรง ถ้าคุณ สามารถยิ้มได้ด้วยจิตให้อภัย คุณก็จะมีพลังยิ่งใหญ่ ...”๒๒๐ พระติช นัท ฮันห์(1993, p.19) มาติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King Jr.)๒๒๑ เคยถามพระติช นัท ฮันห์ ถึงเหตุผล ของการเผาตัวตายหมู่ของพระภิกษุชาวเวียดนามกลุ่มหนึ่งที่เมืองไซ่ง่อนซึ่งนำโดยพระติช กวาง ดุค (Thich Quang Duc) พระติช นัท ฮันห์ เขียนตอบว่า การสละชีวิตเพื่อสังคมด้วยเมตตา-ธรรมถือว่า เป็นสัญลักษณ์ของความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างสูงสุด ข้อความมีดังนี้ “... การเผาตัวตายของพระภิกษุชาวเวียดนามในปี ค.ศ. 1963 (๒๕๐๖) เป็นเรื่องยากที่มโนสำนึกแบบคริสต์ตะวันตกจะเข้าใจได้ หนังสือพิมพ์ลง ข่าวว่าเป็นการทำอัตวินิบาตกรรม แต่โดยสารัตถะแล้วไม่ใช่อย่างนั้น แม้แต่ การประท้วงก็ไม่ใช่ สิ่งที่พระสงฆ์เหล่านั้นเขียนไว้ในจดหมายก่อนที่จะเผา ตัวเอง คือ การมุ่งที่จะส่งสัญญาณเตือนภัย มุ่งเขย่าหัวใจของผู้กดขี่ และ เรียกร้องชาวโลกให้ความสนใจกับความทุกข์ยากของชาวเวียดนาม ...”๒๒๒ พระติช นัท ฮันห์ (1967, p. 106) ตามประเพณีของชาวพุทธในเวียดนาม ผู้ที่เข้ามาบวชเป็นพระภิกษุจะใช้ไฟเผาร่างกายของ ตนเป็นจุดเล็ก ๆ ในขณะที่กำลังสมาทานศีล ๒๕๐ ขณะที่กำลังได้รับความเจ็บปวดอย่างหนัก ผู้บวช จะเปล่งวาจาว่า “จะแสดงออกซึ่งความจริงจังจริงใจภายในจิตใจของตน และพร้อมที่จะรับภาระอัน ๒๒๐ ibid ๒๒๑ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ผู้เสนอชื่อของพระติช นัท ฮันห์เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เมื่อปี ค.ศ.1967 ได้กล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้จักใครเป็นการส่วนตัวอีก ที่จะมีคุณค่าพอสำหรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ นอกเหนือไปจากพระผู้มีเมตตาจากเวียดนามรูปนี้” ๒๒๒ Thich Nhat Hanh, Vietnam: Lotus in a Sea of Fire (New York: Hill and Wang, 1967), p. 106.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๖๙ Fundamentals of Social Development หนัก” ดังนั้น การฆ่าตัวตายของพระภิกษุกลุ่มนั้นจึงถือว่าเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมใน ขั้นอุกฤษฏ์เลยทีเดียว๒๒๓ การก่อตั้งนิกายเทียบหิน (Tiep Hien, The Order of Interbeing) ของพระติช นัท ฮันห์ ใน ปี ค.ศ. 1966 (๒๕๐๙) ถือว่าเป็นภาพสะท้อนแนวคิดเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเพื่อสังคมอย่างชัดเจน คำว่า “เทียบหิน” (Tiep Hien) ประกอบด้วยคำว่า “เทียบ” หมายถึง การสืบต่อ (Continuing) และ การสัมผัส (touching) คือสืบต่อทางแห่งการตรัสรู้ และการสัมผัสความจริงของโลกและความจริงของ ชีวิต และคำว่า “หิน” หมายถึง การรู้แจ้งเห็นจริง (realizing) ได้แก่ ความเปลี่ยนแปลงภายในตนเอง และการปรากฏขึ้นของปัญญาและกรุณา นอกจากนั้น คำนี้ยังหมายถึงการลงมือทำที่นี่และเดี๋ยวนี้ หลักการสำคัญของนิกายเทียบหินมี ๔ ประการ คือ (๑) ความไม่ยึดมั่นในทิฏฐิทั้งหลาย (Non-Attachment From Views)หมายถึงการไม่ถูกคุมขังด้วยทิฏฐิ ลัทธิ อุดมการณ์ อคติ และความ เคยชินที่ไม่ดี (๒) การทดลองโดยตรง (Direct Experimentation) คือ การมีประสบการณ์ตรงใน ธรรมทั้งหลายที่อิงอาศัยกันเกิดขึ้น ไม่เน้นการคาดเดาหรือการถกเถียงทางปรัชญา ชีวิตของเราคือ อุปกรณ์ที่เราจะใช้ทดลองกับความจริง เมื่อเราดื่มน้ำส้ม เราย่อมรู้ว่ามันคือน้ำส้ม โดยไม่จำเป็นต้องหา เหตุผลหรือคาดเดาเอา (๓) ความเหมาะสมสอดคล้อง (Appropriateness) หากคำสอนไม่สอดคล้อง กับสภาพจิตใจของบุคคลและความเป็นจริงของสังคม คำสอนนั้นย่อมไม่ใช่พระพุทธศาสนาที่แท้จริง คำสอนของพระพุทธศาสนาที่จะก่อให้เกิดปัญญาและความรักได้ จะต้องเป็นคำสอนที่เหมาะสม ด้าน หนึ่งคำสอนนั้นจะต้องอยู่บนฐานหลักการของพระพุทธศาสนา ในอีกด้านหนึ่งจะต้องเป็นคำสอนที่ สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างแท้จริง (๔) กุศโลบาย (Skillful Means) หมายถึงการสอนโดยอุบายวิธี อันชาญฉลาด เพื่อให้เหมาะกับเหตุการณ์และอุปนิสัยอันแตกต่างของบุคคล๒๒๔ ๖.๕.๒ ลักษณะสำคัญของพระพุทธศาสนาที่มความสัมพันธ์กับสังคม ลักษณะสำคัญของพระพุทธศาสนาในแนวทางของพระติช นัท ฮันห์ มี ๖ ประการ คือ (๑) การมองว่า “พระพุทธศาสนามีความผูกพันกับสังคมอยู่แล้ว ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ก็ไม่ถือว่าเป็น พระพุทธศาสนา”๒๒๕ (๒) การมีปัญญาเห็นแจ้งในธรรมชาติที่อิงอาศัยกัน (interbeing) ของสิ่ง ทั้งหลายในฐานะเป็นพื้นฐานแห่งการสร้างสันติภาพ (๓) การปฏิบัติธรรมครอบคลุมทั้งการเจริญสติ การรับใช้สังคม และการอาสาที่จะลดและหยุดยั้งความอยุติธรรมทางสังคมโดยไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก ๒๒๓ Ibid. p. 106. ๒๒๔ Patricia Hunt-Perry and Lyn Fine, “All Buddhism Is Engaged: hich ha anh And he Order Of In erbieng,” Engaged Buddhism in the West, (ed. By Christopher S. Queen, 2000), p. 40. ๒๒๕ Thich Nhat Hanh, Love in Action: Writings on Nonviolent Social Change (Berkeley: Parallax Press, 1993) อ้างใน Christopher S. Queen (ed.), (Engaged Buddhism in the West), 2000, p. 36