The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พื้นฐานสำหรับการพัฒนาสังคม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

พื้นฐานสำหรับการพัฒนาสังคม

พื้นฐานสำหรับการพัฒนาสังคม

๗๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปี ๒๕๕๑-๒๕๕๒ ต้องใช้เวลาเฉลี่ย ๔ ปี กว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับเดิม ขณะที่ Great Depression ใช้เวลานานกว่าที่ ๑๐ ปี ๒.๑.๓ เศรษฐกิจและสังคมไทย: ผลกระทบและการปรับตัวสู่ New Normal คำถามที่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนในช่วงนี้คือ หลังวิกฤติโควิด ๑๙ เศรษฐกิจไทยจะ ฟื้นตัวแบบไหน? แม้คำตอบจะยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่เราอาจประเมินได้ว่า การฟื้นตัวจะขึ้นกับ ความสามารถในการปรับตัวของประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐ ให้เข้ากับฐานวิถีชีวิตใหม่และการ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่กล่าวไปแล้วก่อนหน้าเป็นสำคัญ ถ้าเราปรับตัวเข้ากับโครงสร้าง ใหม่ได้เร็ว เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะฟื้นตัวแบบ “เครื่องหมายถูก”๔๙ คือ เศรษฐกิจไถลลงเร็ว แล้วค่อย ๆ ฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อการฟื้นตัว คือ การควบคุมการแพร่ระบาด การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การปรับตัวของธุรกิจและแรงงาน และ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจบาซูก้าการคลังของภาครัฐ ในมิติด้านเศรษฐกิจมหภาค มาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มข้นส่งผลข้างเคียงต่อกิจกรรมทาง เศรษฐกิจอย่างมาก ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี ๒๕๖๓ จะหด ตัวที่ร้อยละ ๕.๓ โดยยังมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะหดตัวมากกว่านี้ เพราะหากพิจารณาปัจจัย กำหนดทิศทางการฟื้นตัวตามที่กล่าวไว้ก่อนหน้า พบว่า (๑) ไทยถือเป็นประเทศที่มีระดับการพึ่งพา เศรษฐกิจต่างประเทศสูง มูลค่าความเสียหายในครั้งนี้จึงสูง โดยข้อมูลล่าสุด ณ เมษายน ๒๕๖๓ พบว่า ภาคส่งออกซึ่งมีขนาดใหญ่คิดเป็นร้อยละ ๖๐ ของ GDP หดตัวสูงร้อยละ ๑๖ ขณะที่ภาค ท่องเที่ยวซึ่งมีขนาดร้อยละ ๑๗ ของ GDP หดตัวร้อยละ ๑๐๐ นอกจากนี้ (๒) ปัจจัยพื้นฐานทาง โครงสร้างเศรษฐกิจไทยก่อนเกิดวิกฤติโควิด ๑๙ ก็มีความเปราะบางอยู่แล้ว ทั้งจากการลงทุนใน ประเทศที่อยู่ในระดับต่ำยาวนาน ธุรกิจ SMEs และแรงงานส่วนใหญ่ไม่สามารถแข่งขันได้ และมี ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดสำคัญของการฟื้นตัวในระยะต่อไป ในมิติด้านการควบคุมการระบาด ประเทศไทยได้รับคำชื่นชมจากทั้งองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) และนานาประเทศว่า เป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศเดียว ที่ถูกจัดให้อยู่ใน ๑๐ อันดับประเทศที่สามารถคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด ๑๙ ได้ดี รัฐบาลและ กระทรวงสาธารณสุขจัดการกับการแพร่ระบาดอย่างดี มีปัจจัยสนับสนุน คือ ความร่วมมือของ ประชาชน และระบบเครือข่ายการดูแลสุขภาพระดับชุมชนผ่านกลไกอาสาสมัครสาธารณสุขกว่า ๑ ล้านคนทั่วประเทศ๕๐ ๔๙ บทบรรณาธิการ, เศรษฐกิจหลังโควิด ในมุมมอง ‘แบงก์ชาติ’, หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ, (๒๗ เมษายน ๒๕๖๓) ๕๐ สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์, รายงานพิเศษ: ทั่วโลกชื่นชมไทยจัดการโรคโควิด-๑๙ ได้ดี, นัก นายกรัฐมนตรี. (๒๒ เมษายน ๒๕๖๓)


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๗๑ Fundamentals of Social Development ในมิติด้านแรงงาน การปิดสถานประกอบการทำให้แรงงานบางส่วนถูกเลิกจ้าง โดยแรงงาน ในเมืองใหญ่ที่ทำงานในภาคบริการ โรงแรม และภัตตาคาร ปรับตัวโดยตัดสินใจกลับภูมิลำเนา ประกอบด้วยกลุ่มที่จำเป็นต้องกลับเพราะถูกเลิกจ้าง กลุ่มที่กลับดีกว่าไม่กลับเพราะสถาน ประกอบการปิดชั่วคราว และกลุ่มที่กลับเพื่อไปตั้งหลักหรือทำงานจากบ้านในต่างจังหวัด๕๑ ขณะที่ แรงงานกลุ่มตอนต้น (อายุ ๑๕-๒๙ ปี) อาจได้รับผลกระทบในระยะยาว เพราะหากเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว จะทำให้กลุ่มนี้หางานได้ยากขึ้น อย่างไรก็ดี ภาครัฐได้เข้ามาเยียวยาอย่างเร่งด่วนโดยแรงงานในระบบ ได้รับเงินชดเชยตามเกณฑ์ประกันสังคม ณ เมษายน ๒๕๖๓ มีสถานประกอบการขอรับสิทธิหยุด ชั่วคราว ๙ หมื่นราย และมีผู้ขอรับสิทธิว่างงาน ๔.๖ แสนราย รวมทั้งมีการจ่ายเงินเยียวยาตามมาตรา ๓๙ และ ๔๐ แก่ลูกจ้างชั่วคราวและอาชีพอิสระรายละ ๕,๐๐๐ บาท เป็นเวลา ๓ เดือน ขณะที่ ภาครัฐมีเงินเยียวยาภายใต้ “โครงการเราไม่ทิ้งกัน” สำหรับแรงงานนอกระบบ ซึ่งมีผู้ผ่านเกณฑ์ ๒๒.๓ ล้านราย (ณ วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๓) สะท้อนถึงความเดือดร้อนของประชาชนทุกภาคส่วน เป็นวงกว้าง ในระยะข้างหน้า คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลบวกจากมาตรเยียวยาผลกระทบและการ ฟื้นฟูเศรษฐกิจการเงินของภาครัฐ ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้ทุ่มเงินผ่านกฎหมายฉุกเฉิน (พระราชกำหนด) สำหรับวิกฤติในครั้งนี้เป็นวงเงินรวม ๑.๙ ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๐ ของ GDP และที่สำคัญ การร่วมมือ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ของประชาชนที่ยอมเจ็บเพื่อให้จบเร็ว การรักษาสุขอนามัย เพื่อป้องกันการระบาดรอบสอง และความยืดหยุ่นในการปรับตัวของประชาชน ธุรกิจและภาครัฐให้ เข้ากับกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้ฐานวิถีชีวิตใหม่ ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวเร็วขึ้น และ ช่วยลดภาระรายจ่ายของประเทศได้อีกทางด้วย ๒.๑.๔ การปรับตัวภายใต้ฐานวิถีชีวิตใหม่: พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส “Time for a Great Reset” เมื่อเร็ว ๆ นี้ WHO ให้ความเห็นว่า โควิด ๑๙ อาจกลายเป็นโรคประจำถิ่น (Endemic) ที่จะ อยู่กับเราไปตลอดเช่นเดียวกับไข้เลือดออก และประชาคมโลกต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับโรคนี้ โดยรูปแบบ การใช้ชีวิตประจำวันบางอย่างจะเปลี่ยนไป เพราะมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ทำให้เกิดฐานวิถีชีวิตใหม่ อาทิ การสาธารณสุขจะเป็นวาระสำคัญของโลก โดยเฉพาะ ความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการแพทย์ การจัดระเบียบโลกใหม่ที่จะมีการพึ่งพาภายในภูมิภาค มากขึ้น (Regionalization) และบทบาทของเศรษฐกิจดิจิทัลที่จะมาเร็วขึ้นพร้อมกับวิถีชีวิตที่ยืดหยุ่น มากขึ้น ๕๑ เสาวณี จันทะพงษ์, ทศพล ต้องหุ้ย, รัตติยา ภูละออ และมนทกานต์ ฉิมมามี, COVID-19: Social Distancing และคลื่นอพยพของประชากรจากมิติสังคมวิทยา: พลังไทย “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ”, บทความ แจงสี่เบี้ย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ, (๓๑ มีนาคม ๒๕๖๓).


๗๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิกฤติครั้งนี้ให้บทเรียนสำคัญกับเราว่า การใช้มาตรการล็อกดาวน์มีต้นทุนที่สูงเพื่อแลกกับ ชีวิตและสุขภาพของประชาชน และได้เรียนรู้ว่าปัญหาเรื่องสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ ไม่ใช่เป็น เรื่องแยกส่วนกัน รวมทั้งเราได้เห็นทรัพยากรสำคัญของชาติคือ พลังความร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งจาก ทุกภาคส่วน ในระยะข้างหน้า เราควรใช้พลังนี้ต่อยอดต่อไปเพื่อพลิกวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาสในการยก เครื่องเศรษฐกิจขนานใหญ่ (Great Reset) โดยผสมผสานกับแนวคิดข้อเสนอของ Klaus Schwab ผู้ ก่อตั้ง World Economic Forum๕๒ ดังนี้ ๑. การช่วยเหลือลดผลกระทบในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ภาครัฐควรใช้เงินงบประมาณขนาดใหญ่นี้เยียวยาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนให้กระจายไปให้ตรง กลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งนำเงินทุ่มลงทุนเพื่อให้เกิดคลื่นการลงทุนระลอกใหม่ของประเทศเพื่อแก้ปัญหา โครงสร้างเศรษฐกิจไปพร้อมกัน เช่น การลงทุนด้านสาธารณสุข การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและอาชีพ โดยชุมชน การพัฒนาโครงการภายใต้แผนบริหารจัดการน้ำ ๒๐ ปี (ปี ๒๕๖๑-๒๕๘๐) ให้เกิดขึ้นจริง เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมที่มักสร้างความเสียหายแก่เกษตรกร การพัฒนาเมืองสีเขียว การ สร้างระบบนิเวศ การพัฒนาทักษะแรงงานและสร้างอาชีพ โดยเฉพาะแก่แรงงานที่ย้ายกลับท้องถิ่น และแรงงานที่ตกงานในเมืองใหญ่ ช่วยให้เกิดการจ้างงานและสามารถชดเชยผลกระทบจากวิกฤติได้ อีกทางหนึ่ง ๒. การปฏิรูประบบสถาบันเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยการสร้างระบบตลาด แข่งขันที่เปิดกว้างและเป็นธรรม การแข่งขันเสรีที่สร้างแรงจูงใจให้แรงงานพัฒนาตนเอง และสร้าง แรงจูงใจให้ผู้ประกอบการลงทุนและพัฒนานวัตกรรมเพื่อให้แข่งได้ในตลาดโลก การปฏิรูปนโยบาย สาธารณะที่มีเป้าหมายสูงสุดเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี พร้อมทั้งทบทวนการลดหย่อนที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้มีรายได้สูง หรือวิสาหกิจที่มีศักยภาพในการแข่งขัน และการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ หรือแรงงานที่ทำงานรูปแบบ ใหม่ ๆ และการขยายอายุแรงงานในระบบ ๓. การติดอาวุธเครื่องมือด้านเทคโนโลยีสนับสนุน Thailand 4.0 เพื่อยกระดับการเติบโต และก้าวให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ทั้งด้านการสาธารณสุข เช่น การแพทย์ทางไกล การศึกษา เช่น การเรียนการสอนออนไลน์ การขนส่ง เช่น บริการดิลิเวอรี และการทำงานจากที่บ้าน เพื่อใช้วิกฤตินี้ ให้เป็นโอกาสเพื่อก้าวกระโดดความรู้และทักษะทางเทคโนโลยีแก่ประชาชนทั่วไป และเพื่อพัฒนา ประเทศไปสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลให้ได้ ๔. การสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเร่งพัฒนาทักษะ นอกเหนือจากประชาชนต้องช่วยกันรักษาสุขอนามัยเพื่อป้องกันการระบาดรอบสอง และยืดหยุ่นใน ๕๒ Schwab, Klaus, Now is the Time for a 'Great Reset', World Economic Forum Articles, [3 Jun 2020]


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๗๓ Fundamentals of Social Development การปรับตัวให้เข้ากับกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้ฐานวิถีชีวิตใหม่โดยเร็วแล้ว ภาคประชาชนต้องเร่ง พัฒนาศักยภาพตนเองให้เป็น “แรงงานแห่งอนาคตในศตวรรษที่ ๒๑” ในยุคที่คนต้องทำงานร่วมกับ เครื่องจักรและเทคโนโลยีมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แรงงานจึงต้องมีความยืดหยุ่นพร้อมเรียนรู้ ตลอดเวลา (Lifelong Learning) โดยเฉพาะในสาขาที่จำเป็นต่ออาชีพในอนาคต เช่น ความรู้ด้าน เทคโนโลยี ความรู้ด้านการตลาดโดยเฉพาะออนไลน์ ภาษาต่างประเทศ รวมถึงทักษะการเป็น ผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) เพื่อเพิ่มโอกาสในการจ้างงานและเพิ่มรายได้ Dr. Viktor Frankl นักประสาทวิทยาและจิตแพทย์ที่มีชื่อเสียงชาวออสเตรียผู้รอดชีวิตจาก ความโหดร้ายของค่ายกักกันที่ว่าเมื่อเราไม่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ได้ นั่นหมายถึง “เวลาที่เราต้อง เปลี่ยนตัวเอง” ซึ่งคงจะใช้ได้ดีในสถานการณ์เวลานี้ (“When we are no longer able to change a situation, we are challenged to change ourselves.”) ชุมชนเมือง จัดว่าเป็นศูนย์กลางความเจริญและมีความเสื่อมรวมอยู่ด้วย เมืองเป็นสถานที่ตั้ง ถิ่นฐานอันถาวร และหนาแน่นด้วยประชากร และเป็นที่รวมของผู้คนที่มีความแตกต่างทางพื้นเพโดย ชุมชนเมืองมักอยู่ในเขตเมืองหรือเทศบาล และลักษณะทั่วไปของสังคมเมือง ดูได้จาก (๑) ลักษณะ ความสัมพันธ์ที่มีต่อกันของบุคคลในเมือง มักจะติดต่อกันด้วยตำแหน่งหน้าที่การงาน โดยคำนึงถึง ผลประโยชน์ตอบแทนจากความสัมพันธ์นั้น (๒) ความผูกพันในครอบครัวมีน้อย มีลักษณะเป็น ครอบครัวเดี่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งความผูกพันกับเพื่อนบ้านมีน้อยลง ทั้งนี้เพราะความจำเป็นทาง เศรษฐกิจและการที่ต้องแข่งขันแย่งชิงกันในการดำรงชีวิต (๓) อาชีพของชาวเมืองมีความแตกต่างกัน มาก งานส่วนใหญ่เป็นงานเกี่ยวกับการบริการหรืองานที่ต้องอาศัยความชำนาญพิเศษ การประกอบ อาชีพเป็นไปตามความสามารถเฉพาะของบุคคล (๔) สภาพแวดล้อมส่วนใหญ่จะเป็นอาคารบ้านเรือน และถนนหนทาง ชีวิตผู้คนไม่ค่อยมีความผูกพันกับธรรมชาติ (๕) เป็นสังคมที่เน้นวัตถุนิยม และความ ทันสมัยแบบตะวันตก ทำให้ไม่ค่อยมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยกันมีน้อย เพราะมี สิ่งอำนวยความสะดวกอยู่รอบตัว (๖) การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความ เจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ชาวเมืองสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ จนเกิด การ เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง (๗) เป็นศูนย์รวมของธุรกิจการค้าขาย การศึกษา การปกครอง ตลอดจนการคมนาคมขนส่ง การสื่อสาร และการบริหารต่าง ๆ ทั้งองค์กรในภาครัฐและเอกชน และที่ น่าแปลกใจคือ (๘) เป็นศูนย์รวมอำนาจมืดและอำนาจอธรรมที่อยู่ใกล้ตัวรัฐบาลที่สุดโดยที่ไม่มีรัฐบาล ใดกล้าปราบอย่างจริงจัง


๗๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒.๒ สังคมชนบทของประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงเป็นวิสัยปกติของสรรพสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้สังคมชนบทไทยก็เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงกว่าสองทศวรรษที่คนชนบทไทยรับเอาความทันสมัยของระบบการผลิต การตลาดการค้าการบริโภคเทคโนโลยีการสื่อสารและการรับเอาแนวคิดการพัฒนาจากภาครัฐเข้ามา เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตไม่เพียงแต่ทำให้ลักษณะทางกายภาพของชนบทไทยแปรเปลี่ยนไปจน มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับสังคมเมือง แต่ในด้านวิถีการดำเนินชีวิตของบุคคลก็ได้รับผลกระทบจากการ เปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วย ดังจะเห็นได้จากงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงข้อค้นพบไปในทิศทางเดียวกัน ๒.๒.๑ สังคมชนบทของประเทศไทยในมุมมองนักวิชาการ๕๓ การเปลี่ยนแปลงเป็นวิสัยปกติของสรรพสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้สังคมชนบทไทยก็เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงกว่าสองทศวรรษที่คนชนบทไทยรับเอาความทันสมัยของระบบการผลิต การตลาดการค้าการบริโภคเทคโนโลยีการสื่อสารและการรับเอาแนวคิดการพัฒนาจากภาครัฐเข้ามา เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตไม่เพียงแต่ทำให้ลักษณะทางกายภาพของชนบทไทยแปรเปลี่ยนไปจน มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับสังคมเมือง แต่ในด้านวิถีการดำเนินชีวิตของบุคคลก็ได้รับผลกระทบจากการ เปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วย ดังจะเห็นได้จากงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงข้อค้นพบไปในทิศทางเดียวกันว่า ท่ามกลางบริบทของความเป็นสมัยใหม่ในสังคมชนบทไทยวิถีการดำเนินชีวิตของคนในชนบท แปรเปลี่ยนรูปแบบไป ตั้งแต่ระดับปัจเจก อาทิความคิด ความเชื่อ ความสนใจ รวมถึงการแต่งกาย และวิถีการประกอบอาชีพ รวมถึงในระดับชุมชนเรื่อยไปจนถึงระดับสังคมและวัฒนธรรม อาทิ การ ปฏิสัมพันธ์และการยอมรับวัฒนธรรมใหม่ ๆ จากภายนอก ซึ่งปรากฏวิสัยที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเปรียบเทียบกับวิถีการดำเนินชีวิตของคนชนบทไทยในอดีต โดยในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ วรรณกรรมครั้งนี้ได้รวบรวมเงื่อนไขและปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตของคน ในชนบทไทยสมัยใหม่ ่ไว้อย่างครอบคลุมและพบว่าประกอบด้วย ๘ ปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่ ปัจจัยด้าน ลักษณะส่วนบุคคลปัจจัยด้านจิตวิทยา ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ปัจจัยด้านสังคม ปัจจัยด้านวัฒนธรรม ปัจจัยด้านเทคโนโลยีปัจจัยด้านความเป็นสมัยใหม่และระบบทุนนิยมสมัยใหม่รวมถึงปัจจัยด้าน นโยบายของรัฐและแนวคิดการพัฒนาจากบุคคลหรือองค์กรอิสระซึ่งปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้เสมือนเป็น เข็มทิศนำทางไปสู่การทำความเข้าใจถึงวิถีการดำเนินชีวิตของคนในชนบทไทยสมัยใหม่อย่างลึกซึ้ง ๕๓ กนกวรา พวงประยงค์ และสานิตย์ หนูนิล. สังคมชนบทไทยสมัยใหม่กับปัจจัยกำหนดวิถีการดำเนิน ชีวิต (Thai Modern Rural Society and Factor Affecting on Lifestyle). วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ป๋วยอึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ (ศูนย์รังสิต). วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์๔๔(๒), (๒๕๖๑) น. ๓๔-๖๔.


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๗๕ Fundamentals of Social Development ข้อสรุปเชิงกรอบแนวคิดที่แสดงถึงปัจจัยกำหนดวิถีการดำเนินชีวิตของคนในสังคมชนบทไทย สมัยใหม่ซึ่งเป็นผลผลิตของบทความนี้จึงเป็นประโยชน์และสามารถเป็นแนวทางในการกำหนดกรอบ การศึกษาวิจัยถึงอิทธิพลของปัจจัยกำหนดวิถีการดำเนินชีวิตของคนในชนบทสมัยใหม่และจะนำไปสู่ การจุดประกายแนวทางการกำหนดนโยบายที่หนุนเสริมวิถีการดำเนินชีวิตที่สร้างสรรค์อันจะนำมาซึ่ง การส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่คนชนบทไทยอย่างตรงเป้าหมาย และเกิดการยกระดับคุณภาพ เศรษฐกิจของชุมชนชนบทที่สอดรับไปกับบริบทการพัฒนาประเทศไทยในปัจจุบัน การเปลี่ยนผ่านของสังคมชนบทไทยสมัยใหม่ - ในช่วงกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา สังคมชนบท ไทยในแต่ละภูมิภาคต่างได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น กระแสโลกาภิวัตน์และระบบ เศรษฐกิจทุนนิยมในระดับโลกที่ส่งผลมาถึงการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยการ เปลี่ยนแปลงทางการเมืองและนโยบายของรัฐบาลในแต่ละยุคสมัย ส่วนปัจจัยภายใน ได้แก่ การ ปรับตัวของชุมชนต่อกระแสภายนอกและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมภายในกลุ่ม อาจกล่าวได้ว่า ความ เปลี่ยนแปลงของสังคมชนบทไทยในปัจจุบันเป็นไปอย่างซับซ้อนและรวดเร็ว จนไม่สามารถนิยาม ความหมายของสังคมชนบทไทยในภาวะปัจจุบันด้วยชุดความรู้หรือด้วยมโนทัศน์ต่าง ๆ ที่มีมาแต่เดิม ได้อีกต่อไป ๒.๒.๒ ทุนนิยมกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจากสังคมเกษตรกรรมเพื่อการยังชีพสู่สังคม อุตสาหกรรมและการเกษตรเชิงพาณิชย์ ช่วงเปลี่ยนผ่านของสังคมชนบทไทยค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ เนื่องจากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเริ่มเข้ามามีบทบาทในภาคการผลิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาค เกษตรกรรม ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากวิถีการผลิตแบบพอยังชีพในประวัติศาสตร์ไทยที่ดำเนิน มาอย่างยาวนานสู่การผลิตแบบทุนนิยมซึ่งมีลักษณะเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยที่มีตลาด เงินทุน เทคโนโลยีและความเชื่อมโยงกับโลกภายนอก ผนวกกับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติที่มุ่งเน้น ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นในช่วงกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดผลกระทบสำคัญต่อครัวเรือน เกษตรในชนบทไทยหลายด้านที่เห็นได้ชัดคือครัวเรือนและแรงงานในภาคเกษตรลดลง ขณะที่การทำ เกษตรกรรมก็ไม่ได้เป็นแหล่งรายได้หลักของครัวเรือนส่วนใหญ่อีกต่อไป (ชาย โพธิสิตา, ๒๕๕๕; อรรถจักร สัตยานุรักษ์, ๒๕๕๖)๕๔ ภายใต้กระแสทุนนิยมโลกที่มีพลวัตเคลื่อนไหวอย่างก้าวหน้าส่งผลให้กระแสการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมสู่ความทันสมัยเริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้นนับจากการประกาศใช้แผนพัฒนาการ เศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๐๙) ที่ถือเอาการเจริญเติบโตและเสถียรภาพทาง ๕๔ ชาย โพธิสิตา. ชนบทไทยในวิถีทุนนิยม. วารสารราชบัณฑิตยสถาน, ๓๗ (๔), (๒๕๕๕),หน้า๑๖๓-๑๘๕.; อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์. ความเปลี่ยนแปลงชนบทในสังคมไทย: ประชาธิปไตย บนความเคลื่อนไหว. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุน การวิจัย (๒๕๕๖)


๗๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เศรษฐกิจเป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศและให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เพื่อสามารถรองรับกับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจการค้า (สำนักงานสภาพัฒนาการ เศรษฐกิจแห่งชาติ, ๒๕๐๔)๕๕ โดยแผนพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ ๑ ระบุชัดเจนถึงความ พยายามที่จะเปลี่ยนระบบการผลิตเพื่อยังชีพในภาคเกษตรกรรมของไทยไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ อย่างเต็มตัว นับจากนั้นเป็นต้นมากว่าครึ่งศตวรรษ ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ไทยจึงได้ก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัยสอดรับกับกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับ ภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งเป็นที่มาของการปรับเปลี่ยนโฉมสังคมไทยในมิติต่าง ๆ การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้คือ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างของสังคมจากสังคมเกษตรกรรมสู่การ เป็นสังคมอุตสาหกรรมการผลิตและการบริการ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีและการ สื่อสารที่ทำให้คนในชนบทเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่ายขึ้นเกิดการขยายตัวของเมืองที่มาพร้อมกับความ เจริญทางด้านโครงสร้างพื้นฐานที่แผ่ขยายไปอย่างกว้างขวางและดึงดูดให้หนุ่มสาววัยแรงงานจาก ชนบทเคลื่อนย้ายเข้าสู่เมืองหลวงหรือเมืองที่มีขนาดใหญ่เพื่อโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า (Rhoda, R.,2017; คาสปาร์พีค วาสนา อิ่มเอม และรัตนาภรณ์ ตังธนเศรษฐ์, ๒๕๕๘; ชาย โพธิสิตา, ๒๕๕๕)๕๖ ทั้งยังเกิดกระแสของการรวมกลุ่มเพื่อสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคเช่น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ที่ทำให้ศูนย์กลางการพัฒนา ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในเขตเมืองอีกต่อไป (ชล บุญนาคและปัทมาวดี โพชนุกูล, ๒๕๕๘)๕๗ ปัจจุบันนี้อาจกล่าวได้ว่า ชนบทไทยได้เข้าสู่ยุคทุนนิยมแล้วอย่างเต็มตัวเนื่องจากรูปแบบการ ผลิตในภาคเกษตรแบบดั้งเดิมที่มุ่งสนองความต้องการในครัวเรือนได้ถูกแทนที่ด้วยวิถีการผลิตภายใต้ อุดมการณ์ทุนนิยมโดยสิ้นเชิงการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการบริการโดยเฉพาะใน ด้านอุตสาหกรรมการเกษตรและการค้าปลีกได้เข้าถึงพื้นที่ชนบทอย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ความเจริญ ๕๕ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ. แผนพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๐๖-๒๕๐๙). [ออนไลน์] แหล่งที่มา http://www.nesdb.go.th/ewt_dl_link.php?nid=3776 (๒๕๐๔). ที่เน้นการพัฒนา ๘ ด้านคือเกษตรกรรม ด้านสหกรณ์ ด้านอุตสาหกรรม ด้านพลังงาน ด้านคมนาคม ด้าน มหาดไทย ด้านพาณิชย์ และด้านสาธารณสุข ๕๖ Rhoda, R. Rural Development and Urban Migration: Can we keep them down on the Farm? The International Migration Review, 17(1), (2010) 34-64.; คาสปาร์ พีค, วาสนา อิ่มเอม และรัตนา ภรณ์ตังธนเศรษฐ์. รายงานสถานการณ์ประชากรไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ โฉมหน้าครอบครัวไทยยุคเกิดน้อยอายุยืน. กรุงเทพฯ: กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (๒๕๕๘). ๕๗ ชล บุญนาค และปัทมาวดี โพชนุกูล. คุณภาพชีวิตคนชนบทไทย (๒): การตอบสนองและปรับตัว ของชุมชนชนบทไทย กรณีบ้านเปร็ดใน จังหวัดตราด.[ออนไลน์]แหล่งที่มาhttps://www.researchgate.net/ publication/305778230. [๒๕๕๘]


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๗๗ Fundamentals of Social Development ทางด้านโครงสร้างพื้นฐานจึงเป็นปัจจัยที่ภาครัฐพยายามพัฒนาขึ้น เพื่อช่วยเกื้อหนุนให้เกษตรกรใน ชนบทสามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้ได้ในปริมาณมากขึ้น เช่น การสร้างเขื่อนและการ ชลประทาน ทำให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรได้ในฤดูแล้ง การตัดถนนสายสำคัญและถนนสาย รอง ทำให้เกษตรกรสามารถลำเลียงผลผลิตทางการเกษตรไปขายยังตลาดได้สะดวกมากขึ้น และการ จัดตั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ทำให้เกษตรกรมีแหล่งเงินทุนที่สามารถกู้ยืมเงิน เพื่อไปใช้ทำการผลิตเชิงพาณิชย์ เป็นต้น ทุกวันนี้จึงพบว่า ครัวเรือนเกษตรกรในชนบทไทยส่วนใหญ่ ไม่ได้ผลิตสิ่งที่ตัวเองต้องบริโภคเป็นหลักอีกต่อไป แต่มุ่งผลิตสิ่งที่ตลาดต้องการและขายได้เป็นสำคัญ ซึ่งการมุ่งผลิตในเชิงปริมาณเพื่อสนองความต้องการของตลาดทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและ ทุนจำนวนมาก เช่น ปุ๋ยเคมีสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เครื่องจักร ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรใน ชนบทไทยต้องประสบกับปัญหาภาวะหนี้สิน แม้ว่าปัจจุบันการทำเกษตรกรรมยังคงมีบทบาทต่อวิถีชีวิตชาวชนบทอยู่พอสมควร แต่ในแง่ ของการปฏิบัติและความสัมพันธ์ทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิต ตลอดจนค่านิยมและวัฒนธรรมที่ เชื่อมโยงอยู่กับวิถีการผลิตได้แตกต่างไปจากวิถีเดิมที่เคยเป็นมา (ชาย โพธิสิตา, ๒๕๕๕) ดังนั้น นิยาม คำว่า “เกษตรกร”ในระบบการผลิตแบบทุนนิยมจึงหมายถึง “ผู้ประกอบอาชีพทางการเกษตรเพื่อ ขาย”ซึ่งกลายเป็นคำที่ใช้ในการเรียกขานผู้ผลิตทางการเกษตรในเอกสารราชการของภาครัฐใน ปัจจุบัน (จามะรี เชียงทอง, ๒๕๖๐)๕๘ พลวัตต่าง ๆ ที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงนี้ได้ส่งผลกระทบทั้งใน ระดับสังคมชุมชน ไปจนถึงระบบการผลิต การบริโภค ตลอดจนวิถีการดำเนินชีวิตประจำวันของ ปัจเจกบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของสังคมชนบทไทยที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง อย่างเห็นได้ชัด ทั้งในด้านระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานวิถีการผลิตที่อิงระบบตลาด รวม ไปจนถึงความสามารถในการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของ บุคคลซึ่งแตกต่างไปจากวิถีเดิม ๒.๒.๓ ชนบทไทยที่ผสมผสานระหว่างความเป็นสังคมดั้งเดิมและสังคมสมัยใหม่ ผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมดังที่กล่าวไว้ในส่วนก่อนหน้าและการเชื่อมต่อกับ กระแสโลกาภิวัตน์และระบบเศรษฐกิจโลกทำให้ภาพลักษณ์ของชนบทไทยในปัจจุบันที่ถูกมองว่าเป็น พื้นที่นอกเขตเมืองและห่างไกลความเจริญถูกอธิบายเพิ่มเติมผ่านความทันสมัย เช่น การใช้ โทรศัพท์เคลื่อนที่ การเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต การใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล การมีเครื่องทำน้ำอุ่น และมีโทรทัศน์ติดสัญญาณดาวเทียม ตลอดจนการมีโอกาสและทางเลือกที่มากขึ้นในการเข้าถึงแหล่ง อาชีพอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากการทำไร่ทำนา เกิดการแปรเปลี่ยนของระบบการผลิตเพื่อบริโภคใน ครัวเรือนไปเป็นการผลิตเพื่อขาย เกิดการทำเกษตรอินทรีย์เกษตรพันธสัญญา การแปรรูปและเพิ่ม ๕๘ จามะรี เชียงทอง. สังคมชนบทในโลกสมัยใหม่. เชียงใหม่:คณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (๒๕๖๐).


๗๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มูลค่าให้กับสินค้าเกษตร การรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และการก้าวไปสู่การเป็นสังคมผู้ประกอบการ เป็นต้น อย่างไรก็ดีท่ามกลางภาวะความทันสมัย กลิ่นไอของความเป็นวิถีชุมชนชนบทที่ใกล้ชิดเกื้อกูล ยังคงปรากฏให้เห็นผ่านการใช้ภาษาของชาวบ้านที่เรียกคนในชุมชนว่า “พ่อแม่พี่น้อง”เรียกหมู่บ้าน ของตนเองว่า “บ้านเรา” เรียกกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์หรือการจัดงานเทศกาลประเพณีต่าง ๆ ในชุมชนว่าเป็น “กิจกรรมเพื่อส่วนรวม”และยังคงมีการรักษาสืบทอดขนบธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติ ประจำท้องถิ่นให้คงไว้ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า โฉมหน้าชนบทไทยในยุคปัจจุบันเป็นสังคมที่ผสมผสาน ระหว่างความเป็นสังคมสมัยใหม่ (Modern Society) และการเป็นสังคมแบบดั้งเดิม(Traditional Society) ซึ่งยังคงไว้ในบางมิติที่แตกต่างกับสังคมเมือง (จามะรี เชียงทอง, ๒๕๖๐, อรรถจักร สัตยานุ รักษ์, ๒๕๕๙; นภาพร อติวานิชยพงศ์, ๒๕๕๗; นภาพร อติวานิชยพงศ์ กนกวรรณ ระลึกและ กนกวรรณ แซ่จัง, ๒๕๕๗; ชาย โพธิสิตา, ๒๕๕๕)๕๙ ในอดีตสังคมชนบทและสังคมเมืองอาจมีความหมายแยกจากกันอย่างชัดเจน แต่ปัจจุบัน ความเหลื่อมซ้อนกันในบริบททางสังคมที่แรงหนุนจากทุนนิยมเสรี โลกาภิวัตน์ ได้ทำให้คำอธิบาย สังคมชาวนาหมดความหมายลงไปในทันที ขณะที่แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ เกษตรกรยุค ใหม่กลายเป็นคำอธิบายใหม่ของสังคมชนบทไทย อะไรคือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในห้วงเวลากว่า ทศวรรษที่ผ่านมา? เมื่อเส้นแบ่งระหว่างเมืองกับชนบทเริ่มเลือนรางเต็มที อะไรคือปัจจัยที่ก่อให้เกิด ความเปลี่ยนแปลง เมื่อวันนี้จำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองมีมากกว่าในชนบทแล้ว พื้นที่ชนบท และเมืองมีสภาพเชื่อมโยงถึงกัน ยากที่จะแบ่งแยกอีกต่อไป พื้นที่หนึ่ง ๆ เองก็มีลักษณะผสมทั้งความ เป็นเมืองและชนบทอยู่ด้วยกัน แท้จริงแล้วอะไรคือชนบทและเมืองกันแน่ เพราะนับวันชนบทจะยิ่งทวี ความสำคัญมากขึ้นในแง่การผลิตและสร้างรายได้ให้กับประเทศ ในฐานะเป็นที่ตั้งของโรงงาน อุตสาหกรรม ภาคการผลิตเกษตรกรรม และแหล่งแรงงานนอกระบบฯลฯ ขณะเดียวกันชนบทจึง กำลังประสบปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น และแบกรับต้นทุนทางสังคมหลาย ๆ อย่าง ในกระแสพัฒนา ประเทศนี้ด้วยเช่นกัน ๕๙ จามะรี เชียงทอง. สังคมชนบทในโลกสมัยใหม่. เชียงใหม่:คณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (๒๕๖๐).; ชาย โพธิสิตา. ชนบทไทยในวิถีทุนนิยม. วารสารราชบัณฑิตยสถาน, ๓๗ (๔), (๒๕๕๕),หน้า๑๖๓-๑๘๕.; อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์. ความเปลี่ยนแปลงชนบทในสังคมไทย: ประชาธิปไตย บนความเคลื่อนไหว. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(๒๕๕๖); นภาพร อติวานิชยพงศ์. (๒๕๕๗). คนชนบทอีสานกับการทำมาหากิน: ความเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย.วารสารสังคมวิทยามานุษยวิทยา, ๓๓ (๒), (๒๕๕๗), หน้า ๑๐๓-๑๒๗; นภาพรอติ วานิชยพงศ์กนกวรรณ ระลึก และกนกวรรณ แซ่จัง. ชุดโครงการวิจัย ชนบทไทยในมุมมองบัณฑิตอาสาสมัคร: บท สังเคราะห์องค์ความรู้จากงานศึกษาของบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. [ออนไลน์] แหล่งที่มา http://www.psds. tu.ac.th/paper/a1.pdf ๒๕๕๗]


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๗๙ Fundamentals of Social Development อาจกล่าวได้ว่า ในขณะที่ฐานที่มั่นของเกษตรกรคือพื้นที่ชนบท ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นภาคการ ผลิตที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ นานมาแล้วที่ชาวนา – เกษตรกรได้เลื่อนไหลมาสู่การเป็นแรงงานในภาค ผลิตในระบบอุตสาหกรรมมากขึ้น ทว่าปัจจุบันกระแสนี้กลับไม่เคยหยุดนิ่ง และชาวนาก็ไม่ได้หลั่งไหล สู่เมืองอย่างเดียวอีกต่อไป เมื่อสังคมชนบทกลายมาเป็นสังคมการผลิตที่มีลักษณะกึ่งเกษตรกึ่ง อุตสาหกรรม คือ ทำนาทำไร่ และเป็นแรงงานรับจ้างในภาคบริการในเมือง ผลัดเปลี่ยนไปขึ้นอยู่กับ ฤดูกาลผลิตพืชผล หรือไม่ก็กลายมาเป็นเกษตรกรรับจ้างอยู่บนที่ดินของตนเอง ปลูกพืชเพื่อป้อนให้กับ โรงงานอุตสาหกรรม หรือไม่ก็กลายเป็นแรงงานนอกระบบ รับงานมาทำที่บ้านด้วย ช่วงปลายเดือน สิงหาคมที่ผ่านมานักวิชาการและนักศึกษาด้านสังคมวิทยา – มานุษยวิทยา สังคมศาสตร์และ เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) รวมถึงนักเคลื่อนไหวในชนบท ได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนพูดคุย กันในหัวข้อสัมมนาเรื่อง “ชนบทศึกษากับกระบวนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างชนบทในยุคโลกาภิวัตน์” ซึ่งเนื้อหาในวันนั้นอาจทำให้โลกทัศน์ที่เรามีเกี่ยวกับเกษตรกรและแรงงาน เปลี่ยนไปมาก เนื่องจาก พัฒนาการปัญหาของเกษตรกร หรือชาวชนบทมีการเปลี่ยนแปลง เคลื่อนไหว ปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้ ณ วันนี้ คำนิยามของ “ชนบท” และ “เกษตรกร” อาจต้องถูกแก้ไขกันอย่างมโหฬาร เมื่อเทียบ กับช่วงกึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ถึงขนาดต้องปรับปรุงตำราการศึกษากันใหม่เลยทีเดียว แต่สิ่งที่สำคัญไป กว่านั้น คือ บทสนทนา และการปะทะสังสรรค์ทางความคิดนี้ กำลังพยายามจะทำความเข้าใจการ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชนบท ตลอดจนรูปแบบความสัมพันธ์ - การปฏิสัมพันธ์ระหว่างเมืองกับ ชนบท เกษตรกรกับนายทุน รัฐกับท้องถิ่นและเมือง รวมถึงปัจจัย – ตัวแสดงอื่น ๆ อีกด้วยให้มาก ยิ่งขึ้น เพื่อแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ ๆ สร้างพื้นที่ความเข้าใจ เพื่อนำไปสู่การสร้างอำนาจการต่อรอง ใหม่ ๆ เพื่อพี่น้องเกษตรกรและแรงงานได้ ๒.๒.๔ การเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบทไทยในทัศนะของนักวิชาการ หากพิจารณาปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบทในมุมมองของนักวิชาการ ตะวันตกRiggs (1970)๖๐ ได้อธิบายว่าสังคมชนบทเป็นสังคมที่กำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน (Transitional Society) จากระบบสังคมเกษตรกรรมหรือสังคมดั้งเดิม (Traditional Society) ไปสู่ ระบบสังคมอุตสาหกรรมหรือสังคมสมัยใหม่ (Modern Society) ซึ่งผลของการเปลี่ยนแปลงลักษณะ ทางสังคมดังกล่าว ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนบทบาทของสถาบันทางสังคมด้วย เช่น สถาบันครอบครัว สถาบันเศรษฐกิจ สถาบันศาสนา สถาบันการศึกษา สถาบันการเมืองหรือการปกครอง เป็นต้นซึ่ง ต่อมา Michael Woods (2011)๖๑ ได้เสนอทัศนะที่ทำให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงและความแตกต่าง ๖๐ Riggs, Fred W. “Modernization and Political Problems: Some Developmental Prerequisites” Development Nations: Guest for A Model (Beling and Toten). New York: Van Nostran Reinhold. (1970). ๖๑ Wood. Michael, Rural. New York: Routledge. (2011).


๘๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่เด่นชัดระหว่างสังคมชนบทไทยในอดีตและสังคมชนบทไทยในปัจจุบันทั้งในมิติความซับซ้อนของวิถี การดำเนินชีวิตประจำวันการผลิตการบริโภคบทบาทของตลาดการค้าและยังได้กล่าววิพากษ์ถึงการ เข้ามาบริโภคทรัพยากรทางธรรมชาติทรัพยากรทางวัฒนธรรม และงานศิลปหัตถกรรมต่าง ๆ ใน ชนบทของคนเมืองนอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงการที่สังคมชนบทถูกเอารัดเอาเปรียบจากชนชั้นนำและ จากอำนาจรัฐและการเมืองอีกด้วย นอกจากทัศนะที่ถ่ายทอดถึงสังคมชนบทไทยในยุคเปลี่ยนผ่านของนักวิชาการตะวันตก ใน ฝั่งนักวิชาการไทยจากการประมวลงานศึกษาของบัณฑิตอาสาสมัครในรอบหนึ่งทศวรรษของ นภาพร อาติวานิชยพงษ์กนกวรรณ ระลึก และกนกวรรณ แซ่จัง (๒๕๕๗) ในชุดโครงการวิจัยเรื่อง สังคม ชนบทไทยในมุมมองบัณฑิตอาสาสมัคร:บทสังเคราะห์องค์ความรู้จากงานศึกษาของบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้สะท้อนข้อค้นพบเกี่ยวกับลักษณะสำคัญของชนบทไทยในช่วงเวลา ปัจจุบันที่น่าสนใจไว้ ๓ ประการ คือ ๑) สังคมชนบทไทยเป็นที่รวมของคนหลากหลายเชื้อชาติและ จากเดิมที่คนชนบทเป็นเพียงแรงงานอพยพ ปัจจุบันได้เลื่อนสถานะอาชีพเป็นเกษตรกรเจ้าของสวน หรือเป็นผู้ประกอบการ ๒) สังคมชนบทยังคงรักษาวัฒนธรรมและประเพณีแบบ ดั้งเดิมไว้ (Traditional Society) แม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสาน ขณะที่ภาคใต้และภาคกลาง ในด้านวัฒนธรรมประเพณีแบบดั้งเดิมจะปรากฏให้เห็นเด่นชัดเฉพาะใน ชุมชนชาวมุสลิมและชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์มอญและกะเหรี่ยง ๓) สังคมชนบทได้เข้าสู่ความทันสมัย (Modernity) ในด้านของการเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ การเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตประจำวัน และการประกอบอาชีพ รวมถึงการต้องปรับตัวจากผลกระทบของนโยบายการพัฒนาของภาครัฐ ซึ่ง สังคมชนบทได้ปรับตัวเข้ากับยุคสมัยใหม่ แต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นสังคมแบบดั้งเดิมในบางด้าน นอกจากนี้ในมุมมองของบัณฑิตอาสาสมัครที่มีต่อสังคมชนบทไทยในภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ยังสามารถจำแนกได้เป็น ๔ ประเด็นหลัก ๆ ที่น่าสนใจ คือ ๑) การดำรงวิถีดั้งเดิมใน มุมมองสมัยใหม่เป็นการนำแนวคิดสมัยใหม่มาอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมชนบท ๒) ความ สมัยใหม่ที่เข้าสู่ชนบททั้งในด้านการเปลี่ยนแปลงวิถีการทำมาหากิน การเข้าถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ บทบาทของสถาบันที่เกิดขึ้นใหม่ ่ในชุมชน รวมไปจนถึงการหาคู่ครองของสตรีในชนบทผ่านบริษัทหา คู่ทางอินเทอร์เน็ต อีกทั้งยังเกิดการดัดแปลงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชนบทเพื่อขายเป็นสินค้า และบริการ โดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น การรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน หรือกลุ่มสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวโดยชุมชน เป็นต้น ๓) การพึ่งตนเองของชุมชนเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยการ รวมกลุ่มกันในรูปแบบสหกรณ์กลุ่มออมทรัพย์กองทุน กลุ่มวิสาหกิจ รวมถึงการดำเนินชีวิตตาม แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและการทำเกษตรอินทรีย์ ๔) การอยู่รวมกันของคนต่างวัฒนธรรมต่างชาติ พันธุ์ต่างศาสนาอย่างผสมกลมกลืน และการใช้ชีวิตของคนกลุ่มน้อยที่ต้องอยู่ร่วมกันกับคนกลุ่มใหญ่ เป็นต้น


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๘๑ Fundamentals of Social Development จากการสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับชนบทไทยที่ผ่านมาข้างต้น สอดคล้องกับการศึกษาความอยู่ดี มีสุขของครัวเรือนชนบทไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางประชากรและสังคมของ ปิยวัฒน์ เกตุวงศา, ศุทธิดา ชวนวัน และวิชาญ ชูรัตน์ (๒๕๕๙)๖๒ ที่ชี้ให้เห็นว่า ในพื้นที่ที่มีความเป็นชนบทอย่างแท้จริง รูปแบบของครัวเรือนชนบทไทยยังคงไว้ซึ่งการดูแลพึ่งพาอาศัยกันไม่แตกต่างไปจากวิถีชีวิตแบบเดิม มากนักเนื่องจากยังคงรักษาวิถีการดำเนินชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีและการประกอบอาชีพแบบ ดั้งเดิมคล้ายที่เคยปฏิบัติมาในอดีต แต่ที่มีความแตกต่างไปจากเดิม คือ การรับเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามาปรับใช้ในชีวิตประจำวันที่เคยทำมาแต่ดั้งเดิมให้เกิดความสะดวกสบายยิ่งขึ้น ส่วนในด้านการ ช่วยเหลือเกื้อกูล การมีน้ำใจเอื้อเฟื้อแบ่งปันกันของคนในชนบทยังสามารถพบเห็นได้โดยทั่วไปผ่าน กิจกรรมการแลกเปลี่ยนและมอบอาหารให้กัน การแบ่งปันพืชผลที่เพาะปลูก การช่วยสอดส่องดูแล บุตรหลานและการดูแลรับส่งไปยังสถานพยาบาลยามเจ็บไข้ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ยังคงเป็นวิถีการปฏิบัติ สืบต่อกันอย่างเป็นนิจ แม้ว่ากระแสความความทันสมัยและเทคโนโลยีจะหลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่ชนบท แล้วก็ตาม แต่วิถีคิดทางจิตใจของผู้คนมิได้เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย นอกจากนี้ผลการศึกษายังชี้ให้เห็น ว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนใน ชนบทอีกด้วย นอกจากนี้ ปัทมาวดี โพชนุกุล (๒๕๕๖)๖๓ ยังได้สะท้อนมุมมองในมิติต่าง ๆ ต่อสังคมชนบท ไทยผ่านปาฐกถาพิเศษเรื่องชนบทไทยภายใต้กระแสความเปลี่ยนแปลงว่า พลวัตของชนบทไทย มีการ เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงใน ๕ ประเด็นหลัก คือ ๑) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตในระดับ ครัวเรือนจากระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองไปสู่การทำเกษตรเชิงเดี่ยว ๒) การเติบโตของเมืองและ สภาพกึ่งเมืองกึ่งชนบทที่เกิดจากการพัฒนาสาธารณูปโภคและการคมนาคมที่สะดวกสบายมากขึ้นทำ ให้เส้นแบ่งความเป็นเมืองและชนบทเบาบางลง ๓) การกระจายแหล่งรายได้ในครัวเรือนที่พบว่า รายได้ครัวเรือนเกษตรมากกว่าครึ่งหนึ่งมาจากนอกภาคเกษตรกรรม เช่นเงินโอนช่วยเหลือของภาครัฐ การเป็นเจ้าของที่ดิน การเป็นแรงงาน และการเป็นผู้ประกอบการ ๔) การกระจายอำนาจสู่องค์การ ปกครองส่วนท้องถิ่น การอุปถัมภ์เชิงนโยบายโดยนักการเมือง บทบาทของกลุ่มทุนต่าง ๆ รวมถึงเกิด การรวมกลุ่มพลังชุมชน เช่น กลุ่มการเงิน กลุ่มเกษตรทางเลือก กลุ่มอนุรักษ์เป็นต้น ๕) กระแสโลกาภิ วัตน์การค้าเสรีและการรวมกลุ่มในภูมิภาค ทำให้เมืองชายแดนในภูมิภาคเติบโต ส่งผลให้กลุ่มทุนทั้งใน ประเทศไทยและกลุ่มทุนข้ามชาติเคลื่อนตัวเข้าไปในชนบทมากขึ้น นอกจากนี้การย้ายถิ่นเข้ามาของ ๖๒ ปิยวัฒน์ เกตุวงศา ศุทธิดา ชวนวัน และวิชาญ ชูรัตน์. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการความอยู่ดีมี สุขของครัวเรือนชนบทไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางประชากรและสังคม. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุน สนับสนุนการวิจัยและต้นสังกัด. (๒๕๕๙). ๖๓ ปัทมาวดี โพชนุกุล. (2556). ชนบทไทยภายใต้กระแสความเปลี่ยนแปลง. [ออนไลน์] แหล่งที่มา http://www.nesdb.go.th/article_attach/PPT_000.pdf. [๒๕๕๖]


๘๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ชนกลุ่มน้อยเพื่อการผลิตและการค้าได้ก่อให้เกิดความเป็นพหุวัฒนธรรม หรือการสร้างพื้นที่ทาง ศาสนาที่มีผลกระทบต่อคนในพื้นที่ชนบทไม่มากก็น้อย ดังนั้น การพัฒนาประเทศและการขยายตัวอย่างรวดเร็วของสังคมสมัยใหม่มีอิทธิพลอย่าง มากต่อการเปลี่ยนผ่านของสังคมชนบทไทยในวิถีทุนนิยมรูปแบบสังคมเกษตรกรรมเพื่อการยังชีพแบบ ดั้งเดิมแปรเปลี่ยนเป็นสังคมอุตสาหกรรมและการเกษตรเชิงพาณิชย์ทำให้วิถีการผลิตเพื่อบริโภค กลายเป็นการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดเป็นหลัก สถานะของเกษตรกรหรือชาวนา ได้รับการปรับยกไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ และท่ามกลางความทันสมัยได้ส่งผลให้คนในชนบทไทยมี ความเสมอภาคในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ได้ เทียบเท่ากับคนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองมากขึ้น แต่ทั้งนี้ยังคงไว้ซึ่งการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี และรูปแบบของการดูแลพึ่งพาอาศัยกันที่ไม่แตกต่างไปจากวิถีชีวิตแบบเดิมมากนัก สรุปลักษณะทั่วไปของชนบทไทย - ชุมชนชนบท เป็นเขตพื้นที่ที่พ้นจากตัวเมืองออกไป หรืออาจเป็นพื้นที่ที่อยู่นอกเขตเทศบาล เป็นเขตที่มีความเจริญทางด้านวัตถุน้อย มีการรวมกลุ่มอย่าง ไม่เป็นทางการ ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ประมง เลี้ยงสัตว์ หน่วยทางสังคมของ ชุมชนชนบท หมายถึง หมู่บ้าน ซึ่งหมู่บ้านหมู่หนึ่งอาจมีจำนวนประชากรประมาณ ๒๐ ครัวเรือน ถึง ๑๐๐ ครัวเรือนก็ได้ ลักษณะทั่วไปของสังคมชนบทเป็นสังคมเกษตรเพราะประชากรส่วนใหญ่ของ ประเทศประกอบอาชีพทางการเกษตร ดังนั้น สังคมชนบทจึงจัดได้ว่า เป็นโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของ สังคมไทย ลักษณะทั่วไปของสังคมชนบทจะมีลักษณะ ดังนี้ (๑) ครอบครัวเป็นหน่วยสำคัญของ เศรษฐกิจ เป็นทั้งหน่วยการผลิตและหน่วยบริโภค สิ่งของเครื่องใช้และอาหารจะผลิตขึ้นใช้เอง และยัง มีดภาระหน้าที่อื่น ๆ เช่น ถ่ายทอดความรู้ทางอาชีพ อบรมสั่งสอนเรื่องคุณธรรมให้แก่สมาชิกใน ครอบครัว เป็นต้น (๒) สมาชิกของครอบครัวมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น สมาชิกในชุมชนจะให้ ความสำคัญในเรื่องความเป็นมิตรต่อเพื่อนบ้าน มีการติดต่อกันแบบเป็นกันเอง เอื้อเฟื้อและจริงใจต่อ กัน (๓) ลักษณะของครอบครัวเป็นแบบครอบครัวขยาย สมาชิกประกอบด้วยหลาย ๆ ครอบครัว ซึ่ง เป็นเครือญาติกัน มาอยู่รวมในครัวเรือนเดียวกันหรือบริเวณใกล้เคียงกัน (๔) วัดเป็นสถานที่สำคัญใน การประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ทางศาสนาเป็นแหล่งสำคัญในการให้การศึกษาและอบรมาบ่มนิสัยแก่ ประชาชน ค่านิยมในเรื่องคุณความดีทางศาสนาเป็นตัวควบคุมความประพฤติของคนในชุมชน (๕) ชาวชนบทส่วนใหญ่ยึดมั่นอยู่กันประเพณีเดิมเป็นอย่างดี ไม่ค่อยยอมรับการเปลี่ยนแปลง (๖) ชาว ชนบทจะพึ่งสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ทำให้ผูกพันกับความเชื่อในสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ ไสยศาสตร์ โชคลาง หรือสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ (๗) ชาวชนบทส่วนใหญ่จะยึดมั่นใน หลักธรรมคำสอนทางศาสนาและเข้าร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ อย่างพร้อมเพรียงกัน เช่น งานบวช งานศพ และงานบุญต่าง ๆ (๘) ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่ต่ำมาก เมื่อเทียกับความหนาแน่นของ ประชากร แต่ที่น่ากังวลคือ (๙) “การทำตามใจคือไทยแท้” ที่จะทำให้การพัฒนาประชาธิปไตย การ


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๘๓ Fundamentals of Social Development พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา เทคโนโลยี ส่งแวดล้อม และสื่อสารมวลชน และสื่อสังคมต้องลัม เหลวตลอด ๘๘ ปีที่ผ่านมา จนกว่าคนไทยทุกภาคส่วนโดยเฉพาะนักการเมืองเปลี่ยนทัศนคติไปเป็น “การไม่ทำตามใจแต่ทำตามกฎหมาย” ๒.๓ มุมมองพระพุทธศาสนากับสังคมในประเทศไทย การศึกษาวิจัยเรื่อง “แนวโน้มบทบาทพระสงฆ์กับการเมืองไทยในสองทศวรรษหน้า (๒๕๕๖- ๒๕๗๖)”๖๔ นั้น ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์พุทธศาสนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบัดนี้ ศาสตราจารย์กิตติคุณปรีชา ช้างขวัญยืน ผู้อำนวยการศูนย์พุทธศาสน์ศึกษา ได้แจ้งว่า คณะกรรมการ ตรวจสอบงานวิจัยได้ “อนุมัติให้ผ่านการประเมินฉบับสมบูรณ์” เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น (เอกสาร พิจารณาอนุมัติ) งานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ ๓ ประเด็น คือ (๑) เพื่อศึกษาวิเคราะห์ บทบาทของพระสงฆ์กับการเมืองไทย (๒) เพื่อศึกษาวิเคราะห์บทบาทของพระสงฆ์กับการเมืองที่ ปรากฏในพระพุทธศาสนาเถรวาท และ (๓) เพื่อนำเสนอแนวโน้มบทบาทพระสงฆ์กับการเมืองไทยใน สองทศวรรษหน้า จากการศึกษาวิเคราะห์ อธิบาย ตีความ และสังเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ อย่างรอบ ด้านแล้ว ทำให้การศึกษาครั้งนี้พบคำตอบที่น่าสนใจหลายประเด็นด้วยกัน สำหรับวิธีการในการศึกษาเพื่อตอบวัตถุประสงค์ดังกล่าวนั้น มี ๒ ลักษณะ คือ การศึกษา ภาคเอกสาร (Documentary Research) โดยการศึกษาเอกสารจากคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา และหนังสืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยเรื่องนี้ เช่น วิทยานิพนธ์ งานวิจัยหนังสือพิมพ์ เป็นต้น รวมไปถึงสื่อด้านอื่น ๆ เช่น อินเตอร์เน็ต และโทรทัศน์ เป็นต้น และการศึกษาภาคสนาม (Field Research) โดยผู้วิจัยได้เข้ารับการศึกษาในหลักสูตรการเมืองการปกครองสำหรับผู้บริหาร ระดับสูง รุ่นที่ ๑๕ ของสถาบันพระปกเกล้า (ปปร.๑๕) นักศึกษาประกอบด้วยกลุ่มนักการเมืองทั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการระดับสูง ผู้นำองค์กรเอกชน ภาคเอกชน และ นักวิชาการเข้าร่วมศึกษาในหลักสูตรดังกล่าว จำนวน ๑๔๐ ท่าน ซึ่งได้ก่อให้เกิดผลเชิงบวกต่อการ วิจัยผ่านการสังเกต การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม และสัมมนาเวทีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยง กับประเด็นที่ดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อหาคำตอบจากการทำวิจัยครั้งนี้และ สรุปผลการวิจัย ได้ว่าการ ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ “แนวโน้มบทบาทพระสงฆ์กับการเมืองไทยในสองทศวรรษหน้า (๒๕๕๕-๒๕๗๕)” ด้วยวิธีการดังกล่าวนั้น ทำให้พบประเด็นคำตอบที่สอดรับกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งเอาไว้ทั้งสามประการ อย่างน่าสนใจ ดังต่อไปนี้ ๖๔ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, รศ.ดร.ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท สาขาสันติศึกษา. แนวโน้ม บทบาทพระสงฆ์กับการเมืองไทยในสองทศวรรษหน้า (๒๕๕๖-๒๕๗๖). หลักสูตรปริญญาโท สาขาสันติศึกษา. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย .http://www.ps.mcu.ac.th/?p=1493. [๘ มกราคม ๒๕๖๒]


๘๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒.๓.๑ บทบาทของพระสงฆ์กับการเมืองไทย จากการศึกษาวิเคราะห์บทบาทของพระสงฆ์กับการเมืองไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้วิจัย ได้เริ่มต้นศึกษาบริบทเกี่ยวกับบทบาทของพระสงฆ์กับการเมืองในประเทศต่าง ๆ คือ ศรีลังกา ประเทศพม่า และประเทศกัมพูชา ในฐานะที่ประเทศทั้งสองนับถือพระพุทธศาสนาเถรวาท และมี รูปแบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเช่นเดียวกับประเทศไทย ซึ่งการศึกษาบริบท จากประเทศเหล่านั้น ได้ทำให้เกิดคุณูปการต่อการนำบทเรียนดังกล่าวมาเป็นกรอบในการศึกษา บทบาทของพระสงฆ์กับการเมืองไทย และสามารถวิเคราะห์คาดการณ์ถึงแนวทางที่จะเกิดขึ้นใน ประเทศไทยอีก ๒๐ ปีข้างหน้าได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น จากการศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับบทบาทพระสงฆ์กับการเมืองในศรีลังกา พม่า และกัมพูชา ประกอบไปด้วยบทบาทที่น่าสนใจหลายประการด้วยกัน กล่าวคือ (๑) บทบาทในการเป็นที่ปรึกษา (๒) บทบาทในการชี้นำและชี้นำ (๓) บทบาทในการประท้วงเพื่อเรียกร้องจากรัฐ (๔) บทบาทในการใช้ สิทธิการเลือกตั้ง (๕) บทบาทในการคุ้มครองประเทศและศาสนา (๕) บทบาทในการไกลเกลี่ยข้อ พิพาท (๖) บทบาทในการสนับสนุนส่งเสริมกิจการภาครัฐ (๗) บทบาทในการสนับสนุนพรรคการเมือง (๘) บทบาทในการเป็นนักการเมือง ข้อสังเกตที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ พระสงฆ์ในต่างประเทศดังเช่นศรีลังกานั้น ได้พัฒนา สถานะของตนเองจากพระสงฆ์ที่เคยสัมพันธ์กับการเมือง (Interaction between Monks and Politicians) ไปสู่การเป็นพระนักการเมือง (Political Monks) การดำเนินบทบาทในลักษณะดังกล่าว ถือว่าเป็นการพัฒนาบทบาทของตนเองกับการเมืองเกินขอบเขตที่ปรากฏในพระธรรมวินัย โดยตีความ ธรรมวินัยให้สอดรับกับบริบททางสังคมและการเมือง หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เป็นการตีความ ความธรรมวินัยโดยมีฐานของสังคม และการเมืองเป็นตัวตั้ง ซึ่งเป็นการเน้นไปที่บริบทของสังคมและ การเมือง แล้วตีความพระธรรมวินัยให้สอดรับและเป็นฐานรองรับบริบททางการเมืองและสังคม แนวทางดังกล่าวอาจจะสามารถเทียบเคียงได้กับพระสงฆ์ไทยบางรูปที่พยายามจะอธิบายว่า “ฆ่า คอมมิวนิสต์ไม่บาป” เพื่อตอบสนองบริบททางการเมืองที่ปรากฏในสมัยนั้น สอดรับกับการที่พระสงฆ์ ชาวศรีลังกาบางรูปพยายามจะปลอบโยนพระเจ้าทุฏฐคามินีอภัยที่สูญเสียกำลังใจจากการผิดศีล เนื่องจากการฆ่าชาวทมิฬจำนวนมากว่า “พระองค์อย่ากังวลไปเลย การฆ่าบุคคลที่เป็นมารของศาสนา ไม่ถือว่าเป็นบาป” จะเห็นว่า บริบทของสังคม การเมือง และความอยู่รอดของชาติพันธุ์นั้น มีผลต่อการตีความ หลักธรรมวินัยไปรับใช้อุดมการณ์เหล่านั้น แนวทางนี้ก็ปรากฏชัดในประเทศพม่าเช่นเดียวกันดังจะ เห็นได้จากกรณีจากโรฮิงญา ที่พระสงฆ์บางรูปได้นำหลักการทางพระพุทธศาสนามากระตุ้นให้ชาว พุทธฆ่าล้าง และทำลายบ้านเรือนของชาวโรฮิงญา ซึ่งทำให้เกิดการบาดเจ็บ และล้มตายเป็นจำนวน มาก


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๘๕ Fundamentals of Social Development นอกจากการตีความหลักพระธรรมวินัยไปรับใช้สังคม การเมือง และชาติพันธุ์แล้ว ปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในประเทศศรีลังกาและพม่าคือ “การรักษาพระพุทธศาสนาให้อยู่รอดจาก คนต่างลัทธิและศาสนาอื่น” ยุคล่าอาณานิคมได้เข้าไปยึดครองพื้นที่ของประเทศทั้งสอง พร้อมกับการ นำศาสนาเข้าไปเผยแผ่เพื่อยึดครองจิตใจของคนในพื้นที่ จึงทำให้คนในพื้นที่ของทั้งสองประเทศซึ่งมี ความเชื่อมั่น ศรัทธา รักและห่วงแหนพระพุทธศาสนาได้กระทำการปกป้องพระพุทธศาสนาด้วย วิธีการต่าง ๆ ดังจะเห็นได้พระสงฆ์ของทั้งสองประเทศได้เป็นผู้นำในการจับอาวุธขึ้นมาลอบทำร้าย ทหารของประเทศที่เข้ามารุกราน รวมไปถึงการโต้วาทีเพื่อหักล้างเหตุผลและความเชื่อกับกลุ่มคน ศาสนาอื่น การที่พระสงฆ์บางรูปเป็นผู้นำในการกระตุ้นกลุ่มคนให้จับอาวุธเพื่อฆ่ากลุ่มคนที่รุกราน ทางการเมือง และมีความความเชื่อที่แตกต่างนั้น มิได้ปรากฏเฉพาะในประเทศศรีลังกาและพม่า เท่านั้น หากแต่ปรากฏการณ์เช่นนี้ได้เคยขึ้นในประเทศไทยเช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากพระเจ้าฝาง ซึ่งตั้งก๊กของพระขึ้นมา แล้วนำชาวบ้านฆ่ากลุ่มคนที่พยายามจะแย่งชิงพื้นที่การปกครองเพื่อความอยู่ รอดของบ้านเมือง จะเห็นว่า ในที่สุดแล้ว พระสงฆ์ในประเทศต่าง ๆ ที่เผชิญหน้ากับวิกฤติการณ์ทาง สังคม การเมือง ศาสนา และชาติพันธุ์นั้น หากจำเป็นต้องเลือกแล้ว กลุ่มพระสงฆ์เหล่านั้น จะคำนึงถึง ความอยู่รอดของสังคม การเมือง และชาติพันธุ์ โดยนำหลักธรรมที่ปรากฏในศาสนามาเป็นเครื่องมือ สำคัญในการตีความเพื่อรองรับอุดมการณ์และความอยู่รอด ซึ่งถือได้ว่าเป็นการบิดเบือน (Abuse) เพื่อความอยู่รอด จะเห็นว่า ประสบการณ์การต่อสู้ของพระสงฆ์นั้น หลักการในศาสนาจะเป็น “ทางเลือก” ที่จะปฏิบัติ มากกว่าเป็นการยืนหยัดบนฐานของธรรม ทั้งนี้ ตัวแปรสำคัญคือ “ความอยู่ รอด” ของสังคม ศาสนา การเมือง และชาติพันธุ์ ในขณะที่บทบาทพระสงฆ์กับการเมืองในสังคมไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้น ได้สะท้อน บทบาทที่สัมพันธ์กับการเมืองในหลายมิติ กล่าวคือ (๑) บทบาทในการเป็นที่ปรึกษา (๒) บทบาทใน การสนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพ (๓) บทบาทในการชี้แนะและชี้นำผู้นำทางการเมือง (๔) บทบาทในการช่วยเหลือกิจการบ้านเมือง (๕) บทบาทในการสนองตอบต่อนโยบายแห่งรัฐ (๖) บทบาทในการดื้อแพ่งต่ออำนาจรัฐ (๗) บทบาทในการประท้วงรัฐเพื่อเรียกร้อง (๘) บทบาทในการ สนับสนุนพรรคการเมือง (๙) บทบาทในการลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนฯ บทบาทที่มีการสอดรับกันของพระสงฆ์กับการเมืองทั้ง ๔ ประเทศนั้น ประเด็นแรกคือ “บทบาทในฐานะเป็นที่ปรึกษาของผู้นำทางการเมือง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเป็นที่ปรึกษาให้แก่ พระมหากษัตริย์ตามระบอบราชาธิปไตย การจัดวางบทบาทในลักษณะนี้มีลักษณะที่คล้ายคลึงกับเป็น “ปุโรหิตด้านจิตวิญญาณ” ให้แก่พระมหากษัตริย์ และในขณะเดียวกัน พระสงฆ์ได้ทำหน้าที่เป็นผู้นำ ทาง หรือ “มัคคุเทศก์” ซึ่งการนำทางนั้นขึ้นอยู่กับบริบทที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ พระสงฆ์ศรี ลังกา พม่า และไทยในบางยุคมีความโน้มเอียงในการนำทางผู้นำทางการเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับ


๘๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สงครามและความขัดแย้งประเด็นเรื่อง “ชาติพันธุ์” และความอยู่รอดทางการเมืองของนักการเมือง และตัวพระสงฆ์เอง ในขณะที่พระสงฆ์กัมพูชานั้น แม้จะดำรงอยู่ในสถานะของการเป็นผู้ถูกกระทำ จากกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ที่เข้ามามีอำนาจ แต่ถึงกระนั้น พระสงฆ์ประเทศนี้ ได้ดำรงตนในฐานะที่เป็น ที่ปรึกษาที่มีความใกล้ชิดกับสมเด็จเจ้าสีหนุจนเป็นที่มาของอุดมการณ์ “พุทธสังคมนิยม” บทบาทที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งที่พระสงฆ์ทั้ง ๔ ประเทศเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองใน ลักษณะที่สอดรับกันคือ “บทบาทในการประท้วงเพื่อเรียกร้องความต้องการ” ควา มสอดรับกัน ดังกล่าวล้วนอยู่บนฐานคิดที่ค่อนข้างจะคล้ายคลึงกันคือ “การดำเนินโยบายสาธารณะของรัฐ” ที่ กระทบต่ออารมณ์ ความรู้สึก และความอยู่รอดของสังคม การเมือง ชาติพันธุ์ รวมไปถึงศาสนา พระสงฆ์ในประเทศศรีลังกา และพม่าค่อนข้างจะมีความชัดเจนในประเด็นของชาติพันธุ์ ฉะนั้น นโยบายใดที่ได้รับการออกแบบโดยนักการเมืองแล้วกระทบต่อความรู้สึกของพระสงฆ์และประชาชน โดยรวม พระสงฆ์มักจะออกมาประท้วงเพื่อให้รัฐเปลี่ยนแปลงนโยบาย ในขณะเดียวกันบางนโยบายที่ กระทบต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่ดีงาม อีกทั้งขัดต่อหลักการของศาสนา พระสงฆ์ของทั้งสองประเทศ มักจะแสดงออกถึงการไม่เห็นพ้องต้องกับรัฐโดยการออกมาประท้วง ในขณะที่พระสงฆ์ในสังคมไทยได้ออกมาประท้วงต่อรัฐในลักษณะเดียวกัน แต่เหตุผลในการ ประท้วงนั้น มักจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นเรื่องความอยู่รอดของพระพุทธศาสนาในลักษณะต่าง ๆ ไม่ว่า จะเป็นประเด็นของการเรียกร้องให้บัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ หรือประเด็นการตั้ง กระทรวงพระพุทธศาสนา รวมไปถึงประเด็นการที่พระสงฆ์บางรูป เช่น สมเด็จพุฒาจารย์ (อาจ อาส ภะ มหาเถระ) ที่ได้รับผลกระทบจากผู้นำทางการเมือง พระสงฆ์ไทยจะรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องความ เป็นธรรม แนวทางการประท้วงในลักษณะสอดรับกับปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในยุคสมเด็จพระ นารายณ์มหาราช ที่พระสงฆ์ไม่เห็นด้วยที่พระองค์เปิดพื้นที่ให้ศาสนิกชนของศาสนาอื่นปฏิบัติการ ในทางที่ไม่เหมาะสมต่อพระพุทธศาสนาจนเป็นที่มาของการหวาดระแวงท่าทีดังกล่าวของพระองค์ นอกจากนั้น สิ่งที่น่าสนใจ คือ พระสงฆ์ในกลุ่มประเทศ “TMSC” ซึ่งประกอบ ไทย (Thailand) พม่า (Myanmar) ศรีลังกา (Sri Lanka) และกัมพูชา (Cambodia) มีบทบาทที่สอดรับกัน อีกประการหนึ่งคือ “การเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยการประท้วงร่วมกับกลุ่มการเมือง” พระสงฆ์ทั้ง ๔ ประเทศได้เข้าไปมีบทบาทค่อนข้างจะชัดเจนในการเลือก และเข้าร่วมกับกลุ่มการเมือง ที่พระสงฆ์แต่ละกลุ่มเห็นว่าสอดรับกับแนวทางการทำงานและอุดมการณ์ของตนเอง ในประเทศศรี ลังกานั้นเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า พระได้กลายเป็นหัวคะแนน และขึ้นเวทีเพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนเลือก พรรคของนายกรัฐมนตรีราชปักษา ในขณะที่ประเทศพม่าพระสงฆ์บางกลุ่มได้เข้าร่วมกับพรรคของ นางออง ซาน ซูจี พระสงฆ์ในประเทศกัมพูชาได้เข้าร่วมกับนายกรัฐมนตรีฮุนเซน และบางกลุ่มได้เข้า ร่วมกับผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ส่วนพระสงฆ์ในประเทศไทยนั้น บางกลุ่มให้การสนับสนุนกลุ่มเสื้อแดง และบางกลุ่มสนับสนุนกลุ่มเสื้อเหลือง อย่างไรก็ตาม พระสงฆ์กระแสหลักของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็น


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๘๗ Fundamentals of Social Development พระสงฆ์ที่มีความใกล้ชิดกับอำนาจรัฐนั้น พยายามที่จะวางตนเองเป็นกลางไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจนอย่าง เป็นทางการว่าสนับสนุนกลุ่มการเมืองใด อย่างไรก็ตาม บทบาทที่พระสงฆ์ของประเทศศรีลังกามีความแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง คือ “บทบาทในการเป็นพระนักการเมือง” (Political Monks) ซึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องกับ การเมืองโดยตรงในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เหตุผลสำคัญที่พระสงฆ์กลุ่มนี้พยายามที่จะ ยกขึ้นมากล่าวอ้างการเข้าสู่การเมืองคือ “การปกป้องความเป็นชาตินิยมสิงหล” (Sinhalese Only) และการทำหน้าที่ในฐานะเป็นผู้ปกป้องพระพุทธศาสนาที่จะได้รับผลกระทบจากนโยบายสาธารณะ รวมไปถึงการส่งเสริมพระพุทธศาสนาในมิติต่าง ๆ ซึ่งการเข้าไปเกี่ยวข้องในลักษณะนี้ พุทธศาสนิกชน กระแสหลัก และพระสงฆ์กระแสหลักมีท่าทีที่ไม่เห็นด้วยต่อบทบาทดังกล่าว ดังจะเห็นได้จากการให้ สัมภาษณ์ของมหานายกะรูปหนึ่งของนิกายสยามวงศ์ที่ชี้ว่า “พระสงฆ์ควรอยู่ในวัด ไม่ใช่อยู่ในบ้าน” แง่มุมนี้ท่านพยายามจะชี้นำว่า “หากพระสงฆ์รูปใดประสงค์จะเล่นการเมืองควรออกไปอยู่ในสภา หรือในบ้านเหมือนฆราวาส แต่ถ้ามาอยู่ในวัดไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับบทบาทดังกล่าว” ๒.๓.๒ บทบาทของพระสงฆ์กับการเมืองที่ปรากฏในพระพุทธศาสนาเถรวาท จากการศึกษาวิเคราะห์บทบาทของพระสงฆ์กับการเมืองที่ปรากฏในพระพุทธศาสนาเถรวาท ผู้วิจัย และนักวิชาการจำนวนมากมักจะตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใด? พระสงฆ์บางรูป หรือบางกลุ่มจึง เข้าไปมีบทบาทต่อการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งบทบาทที่พระสงฆ์ใน ประเทศต่าง ๆ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองนั้น สอดรับพระธรรมวินัยที่ปรากฏในคัมภีร์ พระพุทธศาสนามากน้อยเพียงใด เมื่อศึกษาโดยใช้กรอบบทบาทของพระสงฆ์ในกลุ่มประเทศ “TMSC” พบประเด็นคำตอบที่น่าสนใจว่า บทบาทของพระสงฆ์กับการเมืองในคัมภีร์พระไตรปิฎก ประกอบไปด้วยบทบาทที่โดดเด่นดังต่อไปนี้ (๑) บทบาทในการให้คำปรึกษา (๒) บทบาทในการชี้แนะ และชี้นำทางการเมือง (๓) บทบาทในการไกล่เกลี่ยประนีประนอมข้อพิพาท (๔) บทบาทในการ ประท้วงต่อผู้นำทางการเมือง (๕) บทบาทในการพัฒนาพลเมืองของรัฐ (๖)บทบาทในการนำ นักการเมืองมาสร้างฐานมวลชนเพื่อแบ่งแยกการปกครองสงฆ์ การแสดงออกบทบาทของพระพุทธเจ้ากับการเมืองนั้น ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ยึดโยง กับธรรม และมีธรรมเป็นพื้นฐานสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะพระพุทธเจ้ามองว่า บทบาทหลัก ของพระสงฆ์ภายหลังจากการศึกษาธรรม และการปฏิบัติธรรม คือ การนำธรรมที่ได้จากการศึกษา และปฏิบัติไปสู่การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ซึ่งการนำหลักธรรมไปเสนอแก่ผู้นำทางการเมือง หรือชน ชั้นปกครองจึงเป็นบทบาทหลักที่พระพุทธเจ้ามุ่งหมายจะให้เป็น ดังจะเห็นได้จากการประกาศเป็น “ปฐมบรมพุทโธวาท” ว่า “พวกเธอจงจาริกไป เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข และเพื่อประโยชน์แก่ชนจำนวนมาก อย่าไป โดยทางเดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงาม


๘๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน สัตว์ทั้งหลายที่ มีธุลีในตาน้อย มีอยู่ ย่อมเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม จักมีผู้รู้ธรรม ภิกษุทั้งหลาย แม้เราก็จักไปยังตำบล อุรุเวลาเสนานิคมเพื่อแสดงธรรม” จะเห็นว่า การแสดงธรรมที่งดงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดนั้นเป็นหน้าที่สำคัญที่ พระพุทธเจ้าทรงย้ำเน้น แต่อย่างไรก็ตาม ในบริบทนี้ พระพุทธเจ้าทรงเน้นย้ำกับพระสาวกกลุ่มแรกว่า การแสดงธรรมนั้นจะต้องก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่คนจำนวนมาก ซึ่งสอดรับกับหลักการ “โลกัตถจริยา”ฐานคิดชุดนี้สามารถถอดออกมาเป็นหมวดธรรมได้อย่างน้อยสองชุด คือ “หลักพรหม วิหารธรรม และสังคหวัตถุธรรม” ซึ่งเน้นการทำหน้าที่บนฐานของความรัก ความเอาใจใส่ ความยินดี และวางใจเป็นกลางต่อเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก อีกทั้งอนุเคราะห์เพื่อนมนุษย์ด้วยการการมอบดวงตาแห่ง ธรรม การนำเสนอธรรมด้วยไมตรีจิต การมุ่งบำเพ็ญประโยชน์ที่เป็นธรรม และการวางใจของตนให้ เสมอต้นเสมอปลายจนสูญเสียธรรม สิ่งที่น่าสนใจ คือ การแสดงธรรม หรือเผยแผ่ธรรมเป็น “หน้าที่” ของพระองค์ และพระสาวก ดังจะเห็นได้จากหลักการที่ปรากฏในทิศ ๖ ที่พระองค์ทรงมุ่งเน้นให้พระสงฆ์ทำหน้าที่ห้ามปรามไม่ให้ ทำความชั่ว ทางกาย วาจา ใจ ให้ตั้งอยู่ในความดี อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันประกอบด้วยเมตตา ให้ได้ ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง อธิบายสิ่งที่เคยฟังแล้วให้เข้าใจแจ่มแจ้ง และบอกทางสวรรค์ให้โดยการชี้ว่าอะไรดี ไม่ดี หรือควรไม่ควร ภายใต้การทำหน้าที่ตามครรลองที่ได้เปิดพื้นที่เอาไว้ให้นั้น พระองค์ได้ทำให้ แนวทางเกี่ยวกับการนำเสนอธรรมะเอาไว้ว่า “การแสดงธรรมแก่ผู้อื่นมิใช่ทำได้ง่าย ภิกษุเมื่อจะแสดง ธรรมแก่ผู้อื่น พึงตั้งธรรม ๕ ประการไว้ในตนแล้วจึงแสดงธรรมแก่ผู้อื่น คือ (๑) เราจักแสดงธรรมไป ตามลำดับ (๒) เราจักแสดงอ้างเหตุ (๓) เราจักแสดงธรรมอาศัยความเอ็นดู (๔) เราจักเป็นผู้ไม่เพ่ง อามิสแสดงธรรม และ (๕) เราจักไม่แสดงธรรมกระทบกระทั่งตนและผู้อื่น” ยิ่งกว่านั้น ในการแสดงบทบาทเพื่อปฏิบัติหน้าที่เผยแผ่ธรรมนั้น พระองค์ทรงชี้แนะว่า “ผู้ที่ ทำร้ายผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ผู้เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ” ด้วยเหตุนี้ “การเผยแผ่ ธรรมจะต้องไม่ไม่กล่าวร้ายผู้อื่น การไม่เบียดเบียนผู้อื่น ความสำรวมในปาติโมกข์ ความเป็นผู้รู้จัก ประมาณในอาหาร การอยู่ในเสนาสนะที่สงัด การประกอบความเพียรในการพัฒนาจิตอย่างต่อเนื่อง” และทรงย้ำว่า “นี้คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย” ถึงกระนั้น ในความมีวิสัยทัศน์ของพระองค์ (โลกวิทู) และมุ่งหวังผลให้เกิดการปฏิบัติในระยะ ยาว เพื่อเป็นฐานรองรับการแสดงบทบาทในช่วงเวลาที่พระพุทธปรินิพพานไปแล้วดังที่พระองค์ตรัสว่า “โดยการล่วงไปแห่งเรา ธรรมวินัยจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย” พระองค์จึงได้วางหลักการ “มหาป เทส ๔ ประการ” ซึ่งเป็นหลักการการพิจารณาถึงถ้อยคำ หรือคำพูดที่ได้รับฟังมาจากภิกษุอื่นแล้ว พิจารณาว่า สิ่งที่ได้ฟังมานี้ เป็นธรรม เป็นวินัยหรือไม่ และหลักการที่ว่าด้วย “เกณฑ์ตัดสินพระธรรม วินัย ๘ ประการ” เพื่อเป็นเครื่องมือในการการพิจารณาสิ่งที่เป็นธรรม เป็นวินัย ควรพิจารณาจากสิ่ง


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๘๙ Fundamentals of Social Development นั้นเป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด ไม่สะสม มักน้อย สันโดษ มีความสงัดจากหมู่หรือไม่ หากพิจารณา แล้วเป็นไปในลักษณะดังกล่าว คือ มุ่งหวังความสุขสงบที่ประกอบไปด้วยธรรมแล้วก็ถือได้ว่า เป็น ธรรม เป็นวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ ในขณะเดียวกัน การแสดงบทบาทของพระสงฆ์ต่อการเมืองในอีกมุมหนึ่งจำเป็นต้องสัมพันธ์ กับ “พระวินัย” ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่อยู่บนพื้นฐานของ “ธรรม” พระวินัยที่ได้รับการออกแบบตั้งแต่ สมัยพุทธกาล เช่น ข้อปฏิบัติที่เกี่ยวกับการอยู่ในกองทัพ การเกี่ยวข้องกับการประจบคฤหัสถ์ และการ เข้าไปในบ้านเรือนยามวิกาลที่อาจจะนำภัยในสู่พระสงฆ์ ตัวอย่างของข้อปฏิบัติหรือข้อห้ามเหล่านี้ เป็นการสะท้อนสภาพบริบทการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในสมัยพุทธกาล แต่เมื่อถึงจุดเปลี่ยนแห่ง ยุคสมัย ถึงกระนั้น การอธิบายและตีความจำเป็นต้องให้สอดรับกับธรรม ทั้งนี้ คำว่าสอดรับกับธรรม นั้นหมายถึง “สอดรับกับบทบาทและหน้าที่ หรือธรรมชาติที่ควรจะเป็นของพระสงฆ์เอง” ๒.๓.๓ แนวโน้มบทบาทพระสงฆ์กับการเมืองไทยในสองทศวรรษหน้า การนำเสนอแนวโน้มบทบาทพระสงฆ์กับการเมืองไทยในสองทศวรรษหน้า การที่จะตอบว่า “แนวโน้มของพระสงฆ์กับการเมืองไทยในสองทศวรรษหน้าจะมีรูปโฉมอย่างไร?” นั้น ผู้วิจัยมองว่า ประเด็นแรกที่จะต้องทำความเข้าใจคือ การอธิบายในมิติของคำว่า “การเมือง” ให้ครอบคลุมและรอบ ด้าน เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว นักคิด และนักวิชาการจำนวนมากอธิบาย และตีความคำว่า “การเมือง” ในมิติที่แตกต่างกันบนฐานของแง่มุม และประสบการณ์ที่ตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องในบริบท ที่แตกต่างกัน การเข้าใจการเมืองอย่างรอบด้านจะทำให้เราสามารถที่จัดวางบทบาทของพระสงฆ์ให้ เข้าไปสัมพันธ์กับการเมืองในมิติที่สอดคล้องและเหมาะสม อีกทั้ง ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อพระสงฆ์และ พระพุทธศาสนาในระยะยาว จากการศึกษาในประเด็นของคำว่า “การเมือง” ในเชิงบวกนั้น สามารถ แบ่งออกมาเป็นสองความหมาย กล่าวคือ (๑) การเมืองในฐานะที่เป็นเป้าหมาย (Politics as a Goal) กับ (๒) การเมืองในฐานะที่เป็นเครื่องมือ (Politics as a Tool) ๒.๓.๓.๑ การเมืองในฐานะที่เป็นเป้าหมาย (Politics as a Goal) การเมืองในฐานะที่เป็นเป้าหมายนั้น เป็นการให้ค่าต่อการเมืองในฐานะเป็นงานของรัฐ หรืองานของแผ่นดินที่ดำเนินการบริหารจัดการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความสงบ สันติสุข และอยู่ ด้วยกันอย่างเรียบร้อย มีการเคารพในกฎกติกา ความแตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เน้น เสรีภาพ เสมอภาพ และภราดรภาพ ใช้หลักสันติวิธีในการแก้ไขปัญหา รวมไปถึงการมีจิตสำนึก สาธารณะ และรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม ๒.๓.๓.๒ การเมืองในฐานะที่เป็นเครื่องมือ (Politics as a Tool) การเมืองในฐานะที่เป็นเครื่องมือนั้น จะมุ่งเน้นการจัดการหรือการกระทำให้คนหมู่มากอยู่ ด้วยกันโดยไม่ต้องใช้อาชญา การแสวงหาความยุติธรรม การสร้างโอกาส และการแบ่งปันผลประโยชน์ และความต้องการอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเที่ยงธรรม และเป็นการเมืองที่อยู่บนฐานของศีลธรรม


๙๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นำหลักธรรมมาเป็นเครื่องมือในการสร้างภูมิคุ้มกัน หล่อหลอม และเสริมสร้างพลเมืองกับนักการเมือง แทนที่จะใช้การเมืองไปเป็นเครื่องมือในการแสวงหาอำนาจ และผลประโยชน์เพื่อพวกพ้อง และกลุ่ม การเมืองของตน รวมไปถึงการไม่ใช้การเมืองเป็นเครื่องมือในการแข็งขันโดยใช้วัตถุนิยม และบริโภค นิยมเป็นแรงจูงใจของพลเมืองโดยไม่ตระหนักรู้ถึงผลเสียที่จะตามมาในระยะยาว หากเราสามารถที่จะนิยามคำว่า “การเมือง” อยู่บนฐานของความหมายใน ๒ มิติดังกล่าว ย่อมเป็นหลักประกันได้ว่า พระสงฆ์สามารถที่เข้าไปเกี่ยวข้อง และสัมพันธ์กันโดยไม่สูญเสียหลักของ ธรรมวินัย เพราะเกณฑ์ในการตัดสินทางธรรมวินัยเปิดพื้นที่ให้พระสงฆ์ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ในเชิงบวก ทั้งเป็น “การเมืองสีขาว” หรือเป็น “การเมืองแห่งความเมตตากรุณา” หลักการที่เข้ามา รองรับการพัฒนาบทบาทของพระสงฆ์ร่วมกับการเมืองสีขาว และการเมืองแห่งความเมตตากรุณานั้น ประกอบไปด้วยหลักทิศ ๖ ที่เปิดพื้นที่ให้พระสงฆ์สามารถให้คำแนะนำ และชี้แจ้งข้อกังวล รวมไปถึง ความห่วงใยของพระสงฆ์และพลเมืองต่อผู้นำทางการเมืองได้ ทั้งนี้ ให้มุ่งประโยชน์ทั้ง ๓ ประการ คือ ประโยชน์ชุมชนของตน ของญาติ และเพื่อประโยชน์แก่ชาวโลก โดยทรงย้ำเตือนให้พระสงฆ์เที่ยว จาริกไปเพื่อเกื้อกูล ความสุข และเพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก อย่างไรก็ตาม พระธรรมวินัยที่ปรากฏในพระพุทธศาสนาได้ “ปิดพื้นที่การแสดงออกทาง การเมืองของพระสงฆ์” ในกรณีที่พระสงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้อง และสัมพันธ์กับการเมืองในลักษณะ ดังต่อไปนี้ (๑) การเข้าร่วมกับกลุ่มการเมืองเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์ และแย่งชิงอำนาจ (๒) การ ลำเอียง แบ่งข้าง แบ่งฝ่าย (๓) การเป็นหัวคะแนน (๕) การให้คุณให้โทษแก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และ (๖) การแสดงบทบาทและท่าทีที่ขาดความเป็นกลาง เหตุผลสำคัญที่สามารถอธิบายผลกระทบที่จะตามมา ก็คือ (๑) สังคมขาดหลักในการพึ่งพาหากพระสงฆ์เลือกข้างการขัดแย้งระหว่างพระสงฆ์ที่เลือก สนับสนุน (๒) พระสงฆ์จะกลายเป็นเครื่องมือของนักการเมือง ทั้งการเป็นหัวคะแนน และฐานเสียง และ (๓) พระสงฆ์จะขาดความน่าเชื่อถือจากกลุ่มคนที่มีความคิด และอุดมการณ์ทางการเมืองที่ แตกต่าง เมื่อวิเคราะห์ประเด็น “พระสงฆ์กับการเมืองในสังคมไทย” โดยการจำแนกคำว่า “การเมือง” ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชและระบอบประชาธิปไตย พบว่า แม้ว่าระบอบการปกครองจะ เปลี่ยนแปลงไป แต่พระสงฆ์กับพระมหากษัตริย์ได้เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กันทั้งมิติวัฒนธรรม และ ประเพณีอย่างประสานสอดคล้อง แม้ว่าในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ จะเปลี่ยนรูปแบบการปกครองไปสู่ระบอบ ประชาธิปไตย กฎหมายรัฐธรรมนูญได้ยอมรับสถานะความสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์กับ พระมหากษัตริย์จนนำไปสู่การบัญญัติเอาไว้อย่างเป็นทางการในกฎหมายรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตราที่ ๙ ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ” ในทางกลับกัน บทบาทของพระสงฆ์ กับนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย กลับมิได้มีการออกแบบทั้งมิติกฎหมาย ประเพณี และ


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๙๑ Fundamentals of Social Development วัฒนธรรมที่จะสร้างพันธสัญญาให้เกิดขึ้นระหว่างนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยและพระสงฆ์ทั้ง ในเชิงพิธีการและเชิงปฏิบัติ คำถามมีว่า การที่จะพัฒนาบทบาทพระสงฆ์กับการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้เป็นที่ ยอมรับและสนองตอบต่อความต้องการของสังคมนั้น ควรจะจัดวางบทบาทของพระสงฆ์ให้สัมพันธ์กับ การเมืองอย่างไร? ผู้วิจัยได้เริ่มต้นตอบปัญหานี้ด้วยการกลับไปศึกษาวิเคราะห์บทบาทของพระสงฆ์ใน ประเทศศรีลังกา พม่า กัมพูชา และคัมภีร์พระไตรปิฎกมาบูรณาการกับบทบาทของพระสงฆ์ใน สังคมไทยภายใต้กรอบที่สำคัญ ๓ ประการคือ (๑) บทบาทตามประเพณี (๒) บทบาทตามกฎหมาย และ (๓) บทบาทตามพระธรรมวินัย หลังจากนั้น จึงได้นำ (ร่าง) แนวโน้มบทบาทพระสงฆ์กับการเมืองไทยในสองทศวรรษหน้าไป สัมภาษณ์นักวิชาการ (In-depth Interview) และนักปฏิบัติการผู้มีประสบการณ์ งานเขียน งานวิจัย และเกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ในมิติต่าง ๆ ทั้งการเมือง การปกครอง และการศึกษา และนำประเด็นที่ได้ จากการสัมภาษณ์ประมวลผลแล้วนำเข้าสู่การประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อรับฟังความ คิดเห็นเป็นครั้งสุดท้าย และอธิบายเทียบเคียงเอกสารทางวิชาการ หนังสือพิมพ์ หนังสือวิชาการ บทความทางวิชาการ งานวิจัย และคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ผนวกเข้ากับบทสัมภาษณ์อื่น ๆ ที่ นักวิชาการ พระสงฆ์ฝ่ายปกครอง และนักการเมืองได้แสดงทัศนะต่อบทบาทของพระสงฆ์กับการเมือง ทำให้ผู้วิจัยค้นพบคำตอบว่า “แนวโน้มบทบาทของพระสงฆ์กับการเมืองไทยในสองทศวรรษหน้า” ที่ ผ่านการจัดลำดับความสำคัญ (Set Priority) นั้น ประกอบไปด้วยบทบาทที่สำคัญดังต่อไปนี้ (๑) บทบาทในฐานะวิศวกรจัดการความขัดแย้งโดยพุทธสันติวิธี ในขณะที่สังคมไทยกำลัง เผชิญหน้ากับสถานการณ์ของความขัดแย้ง และความรุนแรง กลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับวิกฤติการณ์ ดังกล่าวประกอบไปด้วยกลุ่มคน และกลุ่มผลประโยชน์จำนวนมาก ในขณะที่กลุ่มการเมืองซึ่งเป็นกลุ่ม คนที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความกระบวนการปรองดอง มิได้มีท่าทีในเชิงบวก หรือตอบรับต่อ แนวทางดังกล่าว ฉะนั้น สังคมไทยจึงไม่ใช่สังคมที่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในช่วงสองทศวรรษ หน้านี้ จากตัวแปรดังกล่าว จึงทำให้สังคมกลับมาตั้งคำถามต่อองค์กรศาสนาว่าจะเข้าไปมีบทบาทใน การจัดการความขัดแย้งเพื่อสร้างความปรองดองให้แก่สังคมได้อย่างไร ในประเด็นนี้ คณะกรรมการ อิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ จึงพยายามจะเรียกร้องว่า “บุคลากร ทางศาสนาควรเพิ่มบทบาทในการลดความแตกแยก ส่งเสริมสันติภาพ และแก้ไขความขัดแย้งในสังคม โดยสันติวิธี” บทบาทในการเป็นวิศวกรจัดการความขัดแย้งโดยพุทธสันติวิธี จึงถือได้ว่าเป็นบทบาทสำคัญที่ พระสงฆ์จำเป็นจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับหน่วยงาน ทั้งองค์กรภาครัฐ และเอกชน เพื่อแสวงหา แนวทางในการจัดการความขัดแย้งและความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะพระสงฆ์มี ต้นทุนทางสังคม (Social Capital) สูงมากเพื่อเปรียบเทียบกับองค์กรอื่น ๆ ในสังคม เพราะบนฐาน


๙๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ของพระธรรมวินัย พระพุทธเจ้าได้ทรงออกแบบให้สังคมสงฆ์อยู่เหนือสภาวะการแย่งชิงผลประโยชน์ และอำนาจการปกครองของกลุ่มชนชั้นนำทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ต้นทุนทางสังคมของพระสงฆ์ อาจจะไม่สามารถก่อให้เกิดคุณค่าต่อพระสงฆ์ในการเข้าไปช่วยจัดการความขัดแย้ง หากพระสงฆ์ขาด ศักยภาพ และเครื่องมือในการเป็นวิศวกรสันติภาพ เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนกระบวนการในการสร้าง สันติ (Peace-Building Process) ในสังคมไทย จากเหตุผลดังกล่าว มีความจำเป็นเร่งด่วนที่องค์กรสงฆ์ ภาครัฐ และภาคเอกชนควรเข้าร่วม พัฒนาให้พระสงฆ์ศึกษา เรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพในการทำหน้าที่เป็นวิศวกรสันติภาพอย่างมี ประสิทธิภาพ ดังที่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ พยายามเสนอในประเด็นนี้ว่า “ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูหลักศีลธรรมและจริยธรรม และสนับสนุนให้สถาบันศาสนาเข้ามามีบทบาทในการลดความขัดแย้ง และยุติการใช้ความรุนแรง” ถึง กระนั้น เชื่อมั่นว่า ต้นทุนทางสังคมผนวกกับศักยภาพของพระสงฆ์ จะนำไปสู่การเสริมสร้างพลังสันติ สุขให้เกิดขึ้นแก่สังคมไทยในปัจจุบันและอนาคต (๒) บทบาทพระสงฆ์กับการชี้แนะนำและชี้นำทางการเมือง พระสงฆ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นกลุ่มคนที่ถือได้ว่า ผู้นำทางการเมืองให้ความไว้วางใจ และเชื่อมั่นศรัทธาทั้งต่อวัตรปฏิบัติ และ องค์ธรรมที่เป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติ จากฐานความเชื่อในลักษณะนี้ จึงทำให้นักการเมือง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันหมั่นเข้าไปปรึกษาหารือแนวทางการบริหารกิจการบ้านเมืองอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวทางนี้ คือ “ปริปุจฉา” ที่ปรากฏอยู่ในหลักการของจักรพรรดิวัตร ซึ่งเน้นสอนให้ผู้นำทางการ เมืองเปิดใจของตนเองในการปรึกษาหารือ สอบถามปัญหากับสมณพราหมณ์ ผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ผู้ที่ไม่ประมาทมัวเมา อยู่เสมอตามกาลอันควรเพื่อให้รู้ชัด และสอบถามเกี่ยวกับแนวทางในการบริหาร กิจการบ้านเมือง บทบาทนี้ ยังมีความจำเป็นที่พระสงฆ์จะต้องรักษาและพัฒนาแนวทางในการให้คำปรึกษา (Counseling) ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ถึงกระนั้น จุดเด่นของพระสงฆ์ประการหนึ่งคือ “การเป็น นักฟังที่ดี” (Mindful Listening) อีกทั้งความเป็นผู้ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับกลุ่มต่าง ๆ จึงสามารถเข้า ไปทำหน้าที่ในการให้คำปรึกษาแก่ผู้นำทางการเมืองได้ดี อย่างไรก็ตาม บทบาทในการเป็น “ปุโรหิต” หรือ “มัคคุเทศก์” นั้นจำเป็นต้องนำเสนอหลักการและหลักปฏิบัติที่อยู่เหนือผลประโยชน์ทาง การเมือง อีกทั้งไม่หวังประโยชน์ส่วนตนจนทำหน้าที่หมิ่นเหม่อันเป็นที่มาของการ “ประจบตระกูล” ซึ่งขัดกับหลักการในพระพุทธศาสนา (๓) บทบาทในการพัฒนาพลเมืองของรัฐตามระบอบประชาธิปไตย การปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยมีความเชื่อว่า “การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ดีมีจุดเริ่มต้นมาจากพลเมืองที่ดี” ซึ่งพลเมืองที่ดีนั้นประกอบด้วยคุณลักษณะที่สำคัญหลายประการ เช่น การรับผิดชอบต่อตนเองและ สังคมได้ การมีจิตสำนึกสาธารณะ การรู้จักเคารพกฎกติกา ระเบียบ และข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เป็น


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๙๓ Fundamentals of Social Development แนวปฏิบัติของสังคม และการรู้จักจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นด้วยหลักการสันติวิธี จะเห็นว่า การ พัฒนาประชาธิปไตยทั้งมิได้เน้นเฉพาะ “รูปแบบ” แต่เน้นหนักไปที่ “การพัฒนาคน” ด้วย เพื่อให้คน ในเชิงปัจเจกกลายเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ อาเซียน และของโลก แม้ว่าพระสงฆ์จะเป็นนักบวชในพระพุทธศาสนา แต่ในอีกบทบาทหนึ่งนั้น พระสงฆ์ถือว่าเป็น พลเมืองของประเทศชาติ และอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศเช่นเดียวกัน แนวโน้มที่เกิดขึ้นใน อนาคตนั้น พระสงฆ์จึงควรที่จะเข้าไปทำหน้าที่ในการช่วยรัฐพัฒนา “คนดี” ในมิติของศาสนา ให้ กลายเป็น “พลเมืองที่ดี” ของประเทศชาติ และของโลก ซึ่งหลักการในพระพุทธศาสนาเอื้อต่อ แนวทางในการพัฒนาดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นหลักสังคหวัตถุธรรม หลักสุจริตธรรม หลักคารวธรรม หลัก เมตตาธรรม และหลักสันติธรรม ด้วยเหตุนี้ พระสงฆ์จึงควรศึกษาและประยุกต์หลักการดังกล่าวมาใช้ เป็นเครื่องมือในการช่วยรัฐ ทั้งนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐจะต้องเริ่มต้นพัฒนาศักยภาพของพระสงฆ์ให้ เรียนรู้และเข้าใจมิติด้านนี้มากยิ่งขึ้น และเปิดพื้นที่ให้พระสงฆ์เข้าไปทำหน้าที่ดังกล่าว อีกทั้งช่วย สนับสนุนโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในแง่งบประมาณและเครื่องมือต่าง ๆ ข้อสังเกตในประเด็นนี้ คือ ไม่มีเหตุผลอันใดที่รัฐจะไม่ดำเนินการสนับสนุนให้พระสงฆ์มี บทบาทตามแนวทางนี้ เพราะการที่พลเมืองเป็นคนดีมีศีลธรรม ย่อมส่งผลต่อการบริหารจัดการรัฐได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ดังแนวทางที่พระพุทธเจ้าเคยเสนอไว้ในกูฏทันตสูตรที่ว่า “ศัตรูของรัฐไม่ใช่โจร ผู้ร้าย หากแต่เป็นความยากจน” ความยากจนไม่ได้มีมิติของกายภาพเท่านั้น หากแต่หมายถึงความสุข ที่เกิดขึ้นในคนของรัฐด้วย ฉะนั้น การสนับสนุนให้พระสงฆ์ทำหน้าที่นี้ จึงถือว่าเอื้อต่อการพัฒนา ประชาธิปไตยให้ตั้งมั่นและยั่งยืนต่อไป สรุปในประเด็นนี้คือ ระบอบประชาธิปไตยเปิดกว้าง และพัฒนาเติบโตมากขึ้นเพียงใด พระพุทธศาสนาในรูปแบบขององค์กรสงฆ์จะต้องนำหลักธรรมไปพัฒนาให้สอดรับกับการพัฒนา ประชาธิปไตยมากขึ้นเพียงนั้น ประชาธิปไตยในยุคปัจจุบันนี้ รัฐไม่สามารถที่จะกันพื้นที่ของ พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พื้นที่ทางศีลธรรมออกจากพื้นที่ของการเมืองได้อีกต่อไป ใน ขณะเดียวกัน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปิดพื้นที่ให้พระสงฆ์ได้เข้าไปช่วยทำหน้าที่ในพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของนักการเมือง และนำหลักการของพระพุทธศาสนาไปประยุกต์ใช้ในการสร้างการมีส่วน ร่วมและพัฒนาพลเมืองไปสู่การเป็นพลเมืองที่ดีของระบอบประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ต่อไป (๔) บทบาทในการใช้สิทธิวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองและนโยบายแห่งรัฐ การวิพากษ์วิจารณ์ อย่างสุจริตนั้นอาจจะสอดรับกับบทบาทของสื่อมวลชน หรือนักวิจารณ์ทั่วไป แต่ถึงกระนั้น พระสงฆ์ บางรูปได้ออกมาทำหน้าที่ในการวิพากษ์วิจารณ์ (Commentator) การเมืองในหลายมิติ เช่น การ วิจารณ์พฤติกรรมผู้นำทางการเมือง หรือนักการเมือง การวิจารณ์แนวนโยบายแห่งรัฐว่าอาจจะนำไปสู่ การสูญเสียทั้งชีวิต และทรัพย์สิน หรือนโยบายบางอย่างของรัฐอาจจะก่อให้พลเมืองในสังคมไทยเป็น นักวัตถุนิยมและบริโภคนิยมมากยิ่งขึ้น


๙๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย การวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะนี้ พระพุทธเจ้าชี้ว่า “ประดุจการชี้ขุมทรัพย์” จากกรณีศึกษาที่ เกิดขึ้นในอดีตนั้นจะพบว่า แม้ว่าพระสงฆ์จะทำหน้าที่ในการชี้ขุมทรัพย์ แต่นักการเมือง หรือผู้นำทาง การเมืองบางคนมีท่าทีในเชิงลบต่อการวิจารณ์ดังกล่าว ซึ่งมหาเถรสมาคมในฐานะเป็นองค์กรบังคับ บัญชาสูงสุดของพระสงฆ์ตระหนักรู้ในประเด็นนี้เป็นอย่างดี จึงได้ออกประกาศมหาเถรสมาคมเกี่ยวกับ การเทศน์ หรือแสดงธรรมทางการเมือง เพื่อป้องกันการกระทบกระทั่งระหว่างพระสงฆ์กับผู้นำของรัฐ อย่างไรก็ตาม พระสงฆ์จำนวนหนึ่งได้ทำหน้าที่ในการชี้ขุมทรัพย์แก่นักการเมืองอย่างต่อเนื่อง คำถามมีว่า “พระสงฆ์ควรจะวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองอย่างไร? จึงจะไม่ทำให้ผู้นำทางการ เมืองมีท่าทีในเชิงลบต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ของพระสงฆ์” ปัจจัย หรือตัวแปรที่จะนำไปสู่การพัฒนา บทบาทนี้ให้เกิดขึ้นในสองทศวรรษหน้านั้นควรองค์ประกอบที่สำคัญอย่างน้อย ๔ ประการ (๑) ประเด็น (Issues) ในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐต้องชัดเจน (๒) ความรู้ความเข้าใจ (Understanding) ของ พระสงฆ์ หรือสถาบันสงฆ์ต่อการดำเนินนโยบายสาธารณะ รวมไปถึงผลกระทบทั้งในเชิงลบและเชิง บวก เมื่อได้ข้อมูลเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้ว ย่อมสามารถที่จะวิพากษ์วิจารณ์ผลเสียที่จะเกิดได้ (๓) ความสามารถในการที่จะสื่อสารทางการเมือง (Political Communication) พระสงฆ์จำเป็นต้อง เรียนรู้ และมีทักษะในการสื่อสารทางการเมือง โดยเข้าใจวิธีการและกระบวนการสื่อสารทั้งระบบตาม หลัก SMCR ประกอบด้วย ผู้ส่ง (Source) ข้อมูลข่าวสาร (Message) ช่องทางในการส่ง (Channel) และผู้รับ (Receiver) และ (๔) การเปิดใจ (Open Mind) รับฟังจากรัฐ ผู้นำ หรือนักการเมืองด้วยใจที่ เป็นกุศล ในขณะเดียวกัน แนวทางวาจาสุภาษิตน่าจะเป็นอีกคำตอบหนึ่งที่น่าจะมาเป็นเกณฑ์ในการ วิพากษ์วิจารณ์ได้ กล่าวคือ (๑) ประเด็นที่นำเสนอที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ซึ่งสังคม โดยทั่วไปรับรู้ได้ว่าพฤติกรรมหรือนโยบายนั้นอาจจะมีข้อบกพร่องอยู่ (๒) การนำเสนอนั้นควรจะวาง ภาษา และท่าทีให้เหมาะสม เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นหลายครั้งมิได้หมายความว่าเนื้อหาในการนำเสนอ ไม่ดี หรือไม่มีประโยชน์ แต่ประเด็นอยู่ที่วิธีการและท่าทีในการนำเสนอที่ไพเราะและให้เกียรติ (๓) การนำเสนอนั้นจำเป็นที่จะต้องสอดรับกาลเวลาที่เหมาะสม (๔) การวิพากษ์วิจารณ์จะต้องอยู่บนฐาน ของการเชื่อมสมานสามัคคี ทั้งผู้พูด หรือผู้ที่ได้รับการวิจารณ์ รวมไปถึงกลุ่มคนที่สนับสนุน (๕) สิ่งที่ วิพากษ์วิจารณ์นั้นจะต้องก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน สังคม และประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาจจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้นำทางการเมืองที่จะได้รับทางเลือกในการปฏิบัติที่หลากหลายและรอบ ด้านมากยิ่งขึ้น (๖) การวิพากษ์วิจารณ์ควรจะดำรงอยู่บนฐานของเมตตาธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจตนารมณ์ในการสื่อสารนั้น ควรมุ่งที่ก่อให้เกิดผลในเชิงบวก ควรหลีกเลี่ยงการสื่อสารที่จะอาจจะ ก่อให้เกิดความขัดแย้งจนนำไปสู่ความรุนแรงทั้งการพูด และการแสดงออก (๕) บทบาทในการชุมนุมเพื่อเรียกร้องความต้องการทางการเมือง ในปัจจุบันและอนาคตนั้น การดำเนินกิจการทางการเมืองของพระสงฆ์ตามแนวทางนี้ แม้ว่าประเพณีในสังคมไทย พระธรรมวินัย


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๙๕ Fundamentals of Social Development และกฎหมายรัฐธรรมนูญจะเปิดพื้นที่ให้ (ก) พระสงฆ์สามารถดำเนินการประกาศคว่ำบาตรด้วยมติ ของสงฆ์ ทั้งระดับหมู่บ้านจนถึงระดับประเทศต่อกลุ่มบุคคลที่กระทำผิดต่อพระพุทธศาสนา ทั้งการพูด การแสดงออก หรือการดำเนินนโยบายที่กระทบ หรือขัดกับหลักธรรมวินัย อันจะนำไปสู่ความดำรงอยู่ ของพระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน เพื่อตักเตือนด้วยความปรารถนาดีให้หยุดพฤติกรรมต่าง ๆ (ข) คว่ำ บาตรต่อรัฐ หรือนักการเมืองที่ดำเนินนโยบายกระทบต่อวิถีชีวิตของพลเมืองและวิถีธรรมของชุมชน สังคม และศาสนา เพื่อรักษาผลประโยชน์และวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมไทย อย่างไรก็ตาม การแสดงออกในลักษณะดังกล่าว พระสงฆ์ควรระมัดวังการเข้าร่วมการชุมนุม ทางการเมืองกับกลุ่มการเมืองในเชิงปัจเจกที่ไม่สัมพันธ์กับการคว่ำบาตรในพระพุทธศาสนา อีกทั้ง ระมัดระวังท่าทีการแสดงออกทางกาย วาจา และใจที่อาจจะแสดงออกด้วยความรุนแรงภายใต้ อิทธิพลของความโลภ ความโกรธ และความหลง ซึ่งจะส่งผลต่อการเลือกข้าง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ให้คุณ ให้โทษต่อกลุ่มการเมือง อันจะขัดต่อหลักการที่ศาสนาห้ามมิให้ประจบตระกูล เพื่อให้ได้มาซึ่งลาภ ยศ สรรเสริญ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อความอยู่รอดพระพุทธศาสนาในรูปขององค์กรในระยะสั้น และระยะยาว สำหรับเกณฑ์ชี้วัดการเข้าไปร่วมชุมนุมทางการเมืองของพระสงฆ์ จำเป็นต้องประเมินทั้ง (๑) แนวคิด (Concept) อันเป็นที่มาของข้อเรียกร้อง เจตนารมณ์ในการเรียกร้อง วัตถุประสงค์ในการ เรียกร้อง เหตุและผลในการเรียกร้อง ที่มาของแนวคิดในการเรียกร้อง ผลประโยชน์และความต้องการ (๒) เนื้อหา (Content) เนื้อหาในการนำเสนอ ขอบเขตของเนื้อหา ความน่าจะเป็นของเนื้อหา คุณ และโทษอันจะเกิดจากเนื้อหา รายละเอียดของเนื้อหา ความน่าเชื่อถือของเนื้อหา แหล่งอ้างอิงของ เนื้อหา วิธีการนำเสนอของเนื้อหา และ (๓) บริบท (Context) ความเป็นมาและความสำคัญของ ปัญหา ประวัติศาสตร์ของการชุมนุม คนหรือกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม สถานที่ในการจัดการ ชุมนุม เวลาและจังหวะในการเข้าร่วมการชุมนุม สถานการณ์การชุมนุม สภาพการเมือง/เศรษฐกิจ และท่าทีของชุมชนและสังคม ทั้งนี้ เกณฑ์ชี้วัดทั้ง ๓ ประการนั้น จำเป็นอย่างยิ่งต้องสอดรับกับ หลักการพระธรรมวินัย ประเพณี และกฎหมายที่เป็นกรอบในการพระพฤติปฏิบัติของพระสงฆ์ใน สังคมไทย ข้อสังเกตที่กลุ่มคนจำนวนมากให้แนวทางคือ การที่พระสงฆ์จะชุมนุมเพื่อเรียกร้องความ ต้องการทางเมืองนั้น ไม่มีความจำเป็นอันใดที่พระสงฆ์จะเข้าร่วมกับกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะจะนำไปสู่การแบ่งฝ่าย และจะทำให้สูญเสียภาพความเป็นกลางของพระสงฆ์ ถ้าพระสงฆ์ไม่เห็น ด้วยกับแนวคิด หรือการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งของผู้นำทางการเมือง พระสงฆ์สามารถประกาศ เจตนารมณ์ได้โดยตรงอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะอาจจะทำให้พระสงฆ์ เป็นเครื่องมือให้กลุ่มการเมืองอ้างความชอบธรรมในการเข้าร่วมของพระสงฆ์ต่อการเรียกร้องของกลุ่ม การเมืองเอง กรณีศึกษาที่ชัดเจนต่อผลเสียอันเกิดจากการเข้าร่วมกับพรรคการเมืองของพระสงฆ์บาง รูปดังกล่าว สามารถประเมินผลเสียได้จากประเทศศรีลังกา และพม่า ซึ่งทำให้ผู้นำทางการเมืองมิได้


๙๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตระหนักรู้ว่า พระสงฆ์ที่เข้าร่วมเป็นทรัพยากรของพระพุทธศาสนาในภาพรวม หากแต่เป็นกลุ่มคนที่ ฝักใฝ่ทางการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองอีกด้านหนึ่ง (๖) บทบาทในการใช้สิทธิเลือกตั้งนักการเมือง ในขณะรัฐของประเทศศรีลังกา และประเทศ กัมพูชาได้เปิดพื้นที่ให้พระสงฆ์ได้ทำหน้าที่ในการใช้สิทธิในการเลือกตั้งนักการเมืองในทุกระดับเพื่อเข้า ไปทำหน้าที่ในรัฐสภา แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๕ ได้กันพื้นที่ในการ ใช้สิทธิเลือกตั้งของพระสงฆ์ออกไปจากการเมือง แม้กฎหมายจะบัญญัติเอาไว้ การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ ไม่ใช่สิทธิก็ตาม การจำกัดสิทธิในการเลือกตั้งได้ทำให้เกิดการถกเถียงในสังคมไทยทั้งในเชิงบวกและ เชิงลบ ซึ่งข้อถกเถียงดังกล่าวมีเหตุผล และชุดอธิบายที่แตกต่างกัน กลุ่มที่สนับสนุนให้พระสงฆ์ได้ใช้สิทธิในการเลือกตั้งได้ให้เหตุผลที่น่าสนใจว่า (๑) พระสงฆ์ เป็นกลุ่มคนดีมีคุณภาพ (๒) พระสงฆ์เป็นกลุ่มคนที่ซื่อสัตย์ ไม่เห็นแก่ประโยชน์ (๓) การเลือกตั้งเป็น การกำหนดชะตากรรมพระสงฆ์ (๔) การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือปกป้องพระพุทธศาสนา (๕) การ เลือกตั้งเป็นสิทธิของพลเมืองทุกคน (๖) ประเทศนับถือพระพุทธศาสนาให้พระสงฆ์เลือกตั้งได้ จะเห็น ว่า ชุดวิธีในการอธิบายเพื่ออ้างเหตุผลให้พระสงฆ์สามารถใช้สิทธิในการเลือกตั้งได้นั้น ส่วนหนึ่งเกิด จากคุณภาพเสียงของพระสงฆ์เอง แต่ในขณะเดียวกัน บางกลุ่มได้ยกข้ออ้างจากประเทศที่นับถือ พระพุทธศาสนาที่ได้เปิดพื้นที่ให้พระสงฆ์ อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ไม่สนับสนุนให้พระสงฆ์มีสิทธิในการเลือกตั้ง ได้ยกเหตุผล และความ น่าจะเป็นมาอ้างเช่นกันว่า (๑) การเมืองเป็นการแย่งชิงผลประโยชน์ และอำนาจ (๒) การเลือกตั้งเป็น การแสดงออกถึงการเลือกข้างใดข้างหนึ่ง แม้ว่าข้างนั้นจะมีความโดดเด่นเชิงคุณภาพก็ตาม (๓) การ เลือกตั้งมีแนวโน้มที่พระสงฆ์จะพัฒนาตนเองไปเป็นหัวคะแนน และเป็นมือปืนรับจ้างนักการเมือง (๔) จะก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างพระสงฆ์ที่เลือกสนับสนุนกลุ่มการเมืองต่าง ๆ (๕) การให้คุณให้โทษ แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (๖) สังคมขาดหลักในการพึ่งพาหากพระสงฆ์เลือกข้าง (๗) พระสงฆ์จะตกเป็น เครื่องมือของนักการเมือง (๘) การเลือกตั้งเป็นโลกียวิสัยที่พระสงฆ์ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง (๙) การ เลือกตั้งไม่ใช่หน้าที่ของพระสงฆ์ (๑๐) พระธรรมวินัยไม่เปิดช่องให้พระสงฆ์สามารถเลือกตั้งได้ (๑๑) กฎหมายไม่เปิดช่อง และ (๑๒) การเลือกตั้งไม่สอดรับกับประเพณีปฏิบัติที่เปิดโอกาสให้พระสงฆ์ เลือกตั้งได้ หากจะวิเคราะห์จากข้ออ้างที่พาดพิงถึงบทบาทในการเลือกตั้งของพระสงฆ์ในประเทศศรี ลังกาและประเทศกัมพูชา จะพบประเด็นที่น่าสนใจว่า ในยุคปัจจุบันนี้ พระสงฆ์กระแสหลักของทั้ง สองประเทศนั้นมิได้มีความยินดีพร้อมใจที่จะมีบทบาทในการใช้สิทธิในการเลือกตั้ง และจากการ สัมภาษณ์จะพบว่า หากเลือกได้นั้น พระสงฆ์เหล่านั้นเลือกที่จะไม่ไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งนักการเมือง เพราะสภาพการณ์ทางการเมืองนั้นชี้ชัดว่า นักการเมืองได้ใช้พระสงฆ์ไปเป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่ง การเลือกตั้ง ทั้งการสัญญาว่าจะให้ การนิมนต์พระสงฆ์ไปทำหน้าที่ในการกล่าวสนับสนุน หรือ


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๙๗ Fundamentals of Social Development พระสงฆ์บางรูปได้กลายเป็นหัวคะแนนให้แก่นักการเมือง ผลกระทบบางส่วนที่ตามมาคือ พระสงฆ์ใน วัดเกิดความขัดแย้ง เพราะอุดมการณ์ทางการเมืองของพระสงฆ์ในแต่ละวัดมีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์แนวโน้มในอนาคตต่อบทบาทนี้ของพระสงฆ์ในสังคมไทย ข้อมูล ของประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทยชี้ชัดไปในทิศทางเดียวกัน “ตัวแปรสำคัญที่จะทำให้พระสงฆ์ เรียกร้องบทบาทในการใช้สิทธิเพื่อเลือกตั้งนักการเมือง” จะเกิดขึ้นจากปัจจัยดังต่อไปนี้ (๑) การ ดำเนินนโยบายของรัฐต่อพระพุทธศาสนาที่ขาดความเข้าใจ และไม่สนับสนุนพระพุทธศาสนาอย่าง จริงจัง แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ของสังคมไทยจะนับถือพระพุทธศาสนาก็ตาม (๒) การขาดการ ตระหนักรู้ของนักการเมืองต่อชะตากรรมของพระพุทธศาสนา ทั้งในเชิงพฤตินัยและนิตินัย (๓) การ ดำเนินนโยบายของศาสนิกชนและศาสนาอื่น ๆ ที่กระทบต่อความรู้สึกของพุทธศาสนิกชน หรือการไม่ สามารถที่ป้องกันมิให้ศาสนาหรือศาสนิกชนของศาสนาอื่น ๆ ทำร้าย หรือกระทำการณ์ที่บั่นทอน พระพุทธศาสนาในลักษณะต่าง ๆ บทเรียนที่น่าสนใจที่เป็นเครื่องมือในการจุดประกายให้พระสงฆ์ชักนำตัวเองเข้าไปสู่การขอใช้ สิทธิในการเลือกตั้ง รวมไปถึงการขอใช้สิทธิ์เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนักการเมืองนั้น “ตัวแปร สำคัญจึงขึ้นอยู่กับนักการเมือง หรือผู้นำทางการเมืองขาดการตระหนักรู้ และใส่ใจต่อความอยู่รอด ของศาสนาทั้งในแง่ของการรักษาธรรม และการดำรงอยู่ของศาสนา” สิ่งที่สามารถนำมายืนยัน สมมติฐานดังกล่าว คือ พระสงฆ์ประเทศศรีลังกาได้ตั้งพรรคการเมืองชื่อ “Jathika Hela Urumaya: JHU” พระสุมังคละ หัวหน้าผู้สมัครในกรุงโคลัมโบเห็นว่า “การเลือกตั้งเป็นเพียงสงครามธรรม (Dhamma Yuddhaya) หรือธรรมยุทธ์ เพื่อปกป้องศาสนาพุทธและชนชาติสิงหล” พระเมตตานันทะ และท่านธรรมโลกาชี้ว่า “รัฐบาลล้มเหลวในการปกป้องศาสนาพุทธ จนทำให้พระสงฆ์ต้องออกมาต่อสู้ เพื่อให้ได้กฎหมายป้องกันการเปลี่ยนศาสนาโดยไร้จรรยา… ดังนั้น พระสงฆ์จำเป็นต้องสมัครรับ เลือกตั้ง เพื่อป้องกันประเทศ และปิดกั้นไม่ให้นักการเมืองกระหายอำนาจเข้ามาแสวงหาประโยชน์ และส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา” พระสงฆ์และนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาจำนวนหนึ่งชี้ชัดว่า ตัวแปรสำคัญประการหนึ่งที่ นำไปสู่ความเจริญหรือความเสื่อมของพระพุทธศาสนานั้น สัมพันธ์กับนักการเมืองที่ทำหน้าที่ในการ กำหนดนโยบาย และการบริหารบ้านเมือง ถึงกระนั้น แรงบีบคั้นจากตัวแปรภายนอกที่มาจากการ รุกรานทางศาสนา ประเด็นปัญหาเรื่องชาติพันธุ์ และการดำเนินนโยบายทางการเมืองของนักการเมือง ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พระสงฆ์ใน ๔ ประเทศจำเป็นต้องออกมาทำหน้าที่ในการแสดงออก ทางการเมืองโดยการเรียกร้อง การใช้สิทธิทางการเมือง และการเป็นนักการเมือง เพื่อปกป้องความอยู่ รอดของพระพุทธศาสนา ถึงแม้ว่าบางครั้งอาจจะทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อการใช้ศาสนาเป็นข้ออ้าง แต่เมื่อวิเคราะห์จากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ แล้ว ทำให้การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพระสงฆ์ เหล่านั้นมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น


๙๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ข้อเสนอแนะจากการวิจัย พระพุทธศาสนากับการเมืองเป็น “สัญลักษณ์ของความร่วมมือในการพัฒนารัฐมาอย่างตั้งแต่ สมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน” การพัฒนารัฐนั้น การเมืองเป็นตัวแปรสำคัญในการพัฒนากายและวัตถุ และเพื่อให้การพัฒนากายและวัตถุเป็นไปอย่างประสานสอดคล้อง จึงมีความจำเป็นต้องจัดวาง ระเบียบและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อให้พลเมืองอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข และเคารพในความเป็น มนุษย์ของกันและกัน ซึ่งเหตุผลนี้ จึงทำให้พระพุทธศาสนาเข้ามาช่วยรับภาระในการพัฒนาจิตใจโดย การนำศีลธรรมที่เป็นความจริงของธรรมชาติมาออกแบบให้สอดรับกับกฎ กติกา ระเบียบ กฎหมาย และวิถีชีวิตของพลเมือง ฉะนั้น พระพุทธศาสนากับการเมืองจึงเป็นประดุจ “เหรียญสองด้านของการ พัฒนารัฐ” ซึ่งเป็นการพัฒนาทั้งมิติของกายและจิตใจ การศึกษาวิจัยครั้งนี้ สามารถสรุปเป็น ข้อเสนอแนะพระสงฆ์ที่เข้าไปแสดงบทบาทต่อการเมือง นักการเมือง และองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติที่ถูกต้องและเหมาะสมทั้งต่อพระสงฆ์และนักการเมืองในต่อไป ๒.๔ ข้อเสนอแนะพระสงฆ์ที่เข้าไปแสดงบทบาทต่อการเมือง นักการเมือง และองค์กรต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้อง ๒.๔.๑ ข้อเสนอแนะต่อพระสงฆ์ในเชิงปัจเจก (๑) การเข้าร่วมกับกิจกรรมทางการเมือง จึงควรมีจุดยืนที่ถูกต้อง และเที่ยงธรรม พระสงฆ์ไม่ควรเข้าไปสนับสนุน หรือต่อต้านระบอบการเมือง กลุ่มการเมือง หรือนักการเมืองใด ๆ ที่ ตนชื่นชอบและเกลียดชังเป็นการส่วนตน แต่ควรมีเมตตา และอุเบกขา พระสงฆ์อาจจะทำหน้าที่เป็น “มัคคุเทศก์” ในการชี้แนะแนวทางแก่นักการเมืองที่มีภูมิคุ้มกันทางคุณธรรมและจริยธรรมที่บกพร่อง และพร้อมที่จะมอบธรรม และคำแนะนำที่เหมาะสมแก่ระบบการเมือง กลุ่มการเมือง และนักการเมือง ต่าง ๆ ในเวลาที่ถูกต้องและเหมาะสม และสอดรับกับความต้องการและสถานการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง (๒) อันตรายที่พระสงฆ์ควรระวังเมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ก็คือ ลาภ เงินทอง เกียรติยศ ชื่อเสียง เมื่อมีสิ่งเหล่านี้มากขึ้น มันจะปิดบังดวงใจให้มืดบอด ขาดอิสรภาพ แทนที่จะทำ หน้าที่เป็นสัญลักษณ์แห่งคุณธรรม และผู้นำทางวิญญาณของประชาชน และนักการเมืองทั่วไป กลับ กลายเป็นเครื่องมือและบริวารของนักการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์นักการเมือง (๓) สถานการณ์บางอย่างสะท้อนว่า แม้กฎหมายจะห้ามพระสงฆ์ไม่ให้เข้าไปใช้สิทธิใน การเลือกตั้งทางการเมือง แต่ในเชิงพฤตินัยพระสงฆ์ได้ให้การสนับสนุนนักการเมือง หรือกลุ่มการเมือง ค่อนข้างชัดเจน ดังจะเห็นได้จากการที่นักการเมืองบางกลุ่มเข้าไปร่วมกิจกรรม และสนับสนุนกิจกรรม ของบางวัด ผลเสียที่จะตามมาคือ สำนักต่าง ๆ อาจจะคำนึกถึงความอยู่รอดของตัวเองโดยไม่ใส่ใจต่อ ความอยู่รอดของพระศาสนา เมื่อพรรคการเมืองที่เป็นคู่แข่งเข้ามามีอำนาจบริหารจัดการรัฐ กิจกรรม


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๙๙ Fundamentals of Social Development ที่สัมพันธ์กับนักการเมืองจะลดลง และให้ความสำคัญน้อยลง ฉะนั้น การวางตนเป็นกลางไม่ว่าจะชอบ หรือไม่ชอบนักการเมือง กลุ่มการเมือง หรือพรรคการเมืองก็ตาม โดยไม่แสดงออกในเชิงของการให้ คุณและให้โทษแก่นักการเมือง และพรรคการเมืองย่อมเป็นตัวแปรสำคัญที่จะรักษาพระพุทธศาสนา เอาไว้ในระยะยาว ๒.๔.๒ ข้อเสนอแนะต่อสถาบันสงฆ์ (๑) จากข้อเสนอของนักวิชาการที่คาดหวังต่อสถาบันสงฆ์เพื่อเข้าไปมีส่วนสำคัญในการ เสริมสร้างสันติสุขให้แก่ประชาชนและสังคมนั้น ผู้วิจัยเห็นว่า เห็นควรจัดตั้งสถาบัน หรือกลุ่มงานด้าน จัดการความขัดแย้งในทุก ๆ จังหวัด โดยกำหนดให้ ๑ จังหวัด ๑ ศูนย์จัดการข้อพิพาททั้งประเด็น สิ่งแวดล้อม ครอบครัว วัด ชุมชน วัฒนธรรม และมิติอื่น ๆ ในจังหวัดนั้น เพื่อเป็นศูนย์กลางใน การศึกษา และวิเคราะห์ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการความขัดแย้ง และเป็นศูนย์กลางในการจัดการ ความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป (๒) จากความคาดหวังของนักวิชาการ และนักประชาธิปไตยในสังคมไทย มุ่งหวังให้ พระสงฆ์เข้าไปร่วมมือกับรัฐ และภาคเอกชนต่าง ๆ เพื่อพัฒนาประชาธิปไตยตั้งแต่ฐานรากโดยเริ่ม จากชุมชนนั้น สถาบันสงฆ์ควรปรับทิศทางการพัฒนาพระสงฆ์ให้เรียนรู้และเข้าใจการเมืองการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยเพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยอาจจะจับมือกับหน่วยงานภาครัฐจัดหลักสูตร ประกาศนียบัตรเกี่ยวกับพระสงฆ์ยุคใหม่กับการพัฒนาประชาธิปไตย แล้วให้พระสงฆ์ได้เข้าไปทำ หน้าที่ในการพัฒนาพลเมืองที่พึงประสงค์ในพุทธศตวรรษที่ ๒๖ ตั้งแต่ระดับชุมชนฐานราก (๓) ปัจจุบันนี้ พระสงฆ์บางรูปเข้าไปดำเนินกิจกรรมกับนักการเมืองอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกรณีการขึ้นเวทีเพื่อแสดงความเห็น และวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มการเมืองต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผล กระทบต่อสถาบันสงฆ์ในวงกว้าง ในกรณีที่พระภิกษุเข้าไปแสดงออกทางการเมืองแล้วก่อให้เกิด คำถามถึงความถูกต้องและเหมาะสมนั้น สถาบันสงฆ์ซึ่งเป็นพระสงฆ์กระแสหลัก และมีพระภิกษุ นักวิชาการที่เข้าใจ และเชี่ยวชาญในหลักการพระพุทธศาสนา เห็นควรให้นำพระสงฆ์เหล่านั้นมาเป็น คณะทำงานในชุดอนุกรรมการเพื่อร่วมหาทางตอบคำถามสื่อมวลชน หรือค้นคว้าทำวิจัยเพื่อหา แนวทางในการจัดการกับประเด็นเหล่านั้น ๒.๔.๓ ข้อเสนอแนะต่อนักการเมือง และผู้นำทางการเมือง (๑) จากกรณีที่พระสงฆ์ และนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาจำนวนมาก ไม่มั่นใจในท่าที และแนวทางการพัฒนาพระพุทธศาสนาให้อยู่รอด และมั่นคงได้ จึงเป็นผลให้พระสงฆ์ และนักวิชาการ เหล่านั้น ออกมาเรียกร้องเพื่อเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองเพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณี การใช้สิทธิในการเลือกตั้งนักการเมือง เพื่อเข้าไปทำหน้าที่ในการปกป้อง และคุ้มครอง พระพุทธศาสนา จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่นักการเมือง หรือชนชั้นปกครองจะต้องอธิบาย และหา แนวทางพัฒนาพระพุทธศาสนาให้สอดรับกับความต้องการของพระสงฆ์ และนักวิชาการจำนวนมากที่


๑๐๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห่วงใย ซึ่งการเข้าไปศึกษา และพัฒนาให้สอดรับกับข้อเรียกร้องจะเป็นการปิดพื้นที่ไม่ให้พระสงฆ์ได้ใช้ ข้ออ้างดังกล่าวเข้ามาสู่การเข้าร่วมกิจกรรมการเมืองกับกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งจะให้การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ยากยิ่งขึ้นไปด้วย (๒) จากข้อสังเกตต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๐ ที่ปิดพื้นที่มิให้พระสงฆ์แสดงออก ทางการเมืองโดยการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภานั้น แนวทางดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการสอดรับกับ วัฒนธรรม หรือประเพณีทางการเมืองที่เคยปฏิบัติตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป รัฐ จะมีชุดอธิบายอย่างไร จึงจะทำให้พระสงฆ์รุ่นใหม่ที่เรียกร้องมิให้มีการจำกัดสิทธิดังกล่าว เพราะการ จำกัดเช่นนั้น ถือว่าเป็นการทำให้กฎหมายรัฐธรรมนูญมีการย้อนแย้งกันเอง การร่างกฎหมายรัฐธรรม ฉบับใหม่ในอนาคต เชื่อมั่นว่าพระสงฆ์รุ่นใหม่จะเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนประเด็นกฎหมายใน ลักษณะดังกล่าว จึงเสนอให้ผู้นำทางการเมืองเปิดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็นในประเด็นนี้อย่างรอบ ด้าน และเมื่อแต่ละฝ่ายยอมรับเป็นฉันทามติแล้ว ย่อมจะทำให้การอธิบายเหตุผลเพื่อสนับสนุนต่าง ๆ มีความชอบธรรมมากยิ่งขึ้น (๓) จากที่นักการเมืองตั้งข้อสังเกตของพระสงฆ์ต่อการวิพากษ์นักการเมือง และกล่าวหา ว่า “ไม่ใช่กิจของพระสงฆ์” และมีท่าทีในเชิงลบต่อพระสงฆ์นั้น จึงเป็นการสมควรที่นักการเมือง จะต้องเปิดพื้นที่ให้พระสงฆ์ได้ทำหน้าที่ดังกล่าวเช่นเดียวกับพลเมือง หรือสื่อมวลชนโดยทั่วไป และใน ขณะเดียวกัน หากมีการวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่สุจริตจนก่อให้เกิดการหมิ่นประมาท นักการเมือง สามารถฟ้องร้องได้อยู่แล้ว ความจริงแล้ว นักการเมืองควรน้อมรับต่อท่าทีดังกล่าว และดำเนินตาม กรอบ “ปริปุจฉา” คือ การเข้าไปหาสมณะเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองต่าง ๆ อันจะเกิด ประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบายทางการเมืองมากยิ่งขึ้น (๔) จากการที่กลุ่มคนต่าง ๆ วิพากษ์วิจารณ์ต่อประเด็นที่นักการเมืองชักจูง หรือโน้ม น้าวพระสงฆ์ให้ทำหน้าที่เป็น “หัวคะแนน” เพื่อให้ได้มาซึ่งผลในการเลือกตั้งจากประชาชนนั้น จึง เสนอว่า นักการเมืองจำเป็นต้องระมัดระวังบทบาทและท่าทีดังกล่าว เพราะการดำเนินการเช่นนั้น อาจจะได้รับการเลือกตั้งอันเป็นผลประโยชน์ส่วนตน แต่อาจจะนำไปสู่ผลเชิงลบต่อพระสงฆ์ และ สถาบันสงฆ์ในระยะยาวมากยิ่งขึ้น เพราะพระสงฆ์หรือวัดในชุมชนมิได้เป็นสมบัติส่วนตัวของ นักการเมืองหากแต่เป็นสมบัติสาธารณะที่ทุกพรรคการเมืองจำเป็นต้องรักษาเอาไว้ เพื่อให้ พระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึกอย่างแท้จริงของทุกกลุ่มในสังคมและชุมชนตามเจตนารมณ์ของ พระพุทธเจ้าที่ว่า “สังฆัง สรณัง คัจฉามิ” (๕) นักการเมืองควรประสานความร่วมมือกับพระสงฆ์ในการพัฒนาพลเมือง สนับสนุนทั้ง งบประมาณ และเครื่องมือในการพัฒนา โดยเริ่มต้นการศึกษาทำความเข้าใจพุทธธรรมให้ถ่องแท้ โดย มีพระสงฆ์เป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำให้คำแนะนำ ทั้งในด้านการศึกษา และปฏิบัติ นักการเมืองมีปัจจัย เพียบพร้อม ถวายความสะดวกให้แก่พระสงฆ์โดยตั้งใจว่า “พระสงฆ์รูปใดที่ยังไม่มาก็ขอให้มา ที่มา


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๐๑ Fundamentals of Social Development แล้วขอให้บำเพ็ญสมณธรรมอย่างสันติสุข” โดยการถวายความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกแก่ ท่าน เพื่อเปิดพื้นที่ให้พระสงฆ์ได้ทำหน้าที่ในการพัฒนาพลเมืองร่วมกับนักการเมือง (๖) ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมืองเพื่อช่วงชิงอำนาจใน การบริหารบ้านเมือง จนนำไปสู่การแบ่งฝ่าย และเกลียดชังซึ่งกันและกันตามที่ปรากฏในช่วง ๑๑ ปีที่ ผ่านมา (๒๕๔๕-๒๕๕๗) นักการเมืองไม่ควรที่จะอาศัยช่วงจังหวะดังกล่าวดึงพระสงฆ์ทั้งในเชิงองค์กร และปัจเจกบุคคลเข้ามาเป็นแนวร่วม หรือเป็นสัญลักษณ์เพื่อสร้างความยอมรับ และความชอบธรรม ทางการเมือง ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองการปกครองควร “กัน” พระสงฆ์ออก จากพื้นที่ดังกล่าวด้วยการเปิดพื้นที่ให้พระสงฆ์ได้แสดงบทบาทในการเรียกร้อง หรือสร้างความ ปรองดองของประชาชนในชาติอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นระบบภายใต้การสนับสนุนจากฝ่ายต่าง ๆ (๗) จากข้อสังเกตของนักวิชาการ และพระสงฆ์จำนวนมากที่ชี้ชัดว่า ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา รัฐ หรือผู้นำทางการเมืองได้กันพื้นที่ของศาสนา หรือศีลธรรมออกจากการเมือง คงเหลือไว้ เฉพาะการให้ศาสนาเป็นเครื่องมือตอบสนองพิธีกรรมทางการเมืองเท่านั้น ผลเสียที่ตามมาจึงทำให้ นักการเมือง หรือผู้นำทางการเมืองขาดคุณธรรมจริยธรรมจนนำไปสู่การทุจริตคอรัปชั่นในกิจกรรม และโครงการต่าง ๆ จึงเห็นสมควรให้ผู้นำทางการเมืองได้เร่งสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการปรับบูรณา การศีลธรรมกับประมวลจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภาไปสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น และนำ หลักการดังกล่าวมาพัฒนาให้เป็น “วิถีชีวิต” ที่นักการเมืองต้องปฏิบัติให้สอดรับกับการบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดีต่อไป ๒.๔.๔ ข้อเสนอแนะต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จากข้อเรียกร้องของพุทธศาสนิกชนจำนวนมากที่เกิดความกังวล และมีความสงสัยต่อ พฤติกรรมของพระสงฆ์ที่เข้าไปประท้วงกับกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ซึ่งทำให้พระสงฆ์สูญเสียภาพลักษณ์ ของการเป็นที่พึ่งที่แท้จริงของพุทธศาสนิกชน และทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่เชื่อมั่นและศรัทธาใน พระพุทธศาสนาโดยภาพรวม จึงเป็นการสมควรที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินตาม มาตรการต่อไปนี้ (๑) มาตรการระยะสั้น ควรตั้งอนุกรรมการแบบพหุภาคี ซึ่งประกอบด้วยสัดส่วนจาก สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และคณะทำงานทั้งฝ่ายพระสงฆ์นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญที่เป็น ผู้แทนจากส่วนงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น มหาวิทาลัยสงฆ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายข่าวกรอง สื่อมวลชน และนักกฎหมาย เพื่อทำหน้าที่ในการตอบคำถาม ทั้งมิติของพระพุทธศาสนาและแผน ดำเนินการทั่วไปของฝ่ายบ้านเมืองต่อข้อเรียกร้องดังกล่าว ซึ่งจะทำให้สามารถตอบคำถาม และ ดำเนินการจัดการกับปัญหาได้อย่างบูรณาการ และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น (๒) มาตรการระยะยาว ควรศึกษาวิเคราะห์ และวางแนวทางในการจัดการกับประเด็น ปัญหา และข้อถกเถียงดังกล่าวให้สอดรับกับความเป็นจริง และความต้องการของพุทธศาสนิกชน แล้ว


๑๐๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นำเสนอแผนในการบริหารจัดการประเด็นดังกล่าวให้มหาเถรสมาคมได้พิจารณาสั่งการให้ฝ่ายต่าง ๆ ได้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ๒.๔.๕ ข้อเสนอแนะต่อมหาวิทยาลัยสงฆ์ จากการที่นักวิชาการและประชาชนบางกลุ่มตั้งข้อสังเกตต่อมหาวิทยาลัยสงฆ์ว่า เมื่อเกิด ความขัดแย้งจนนำไปสู่ความรุนแรงทางการเมือง ไม่เป็นที่ปรากฏว่ามหาวิทยาลัยสงฆ์ซึ่งเป็นศูนย์กลาง หรือเป็นหัวใจของการชี้แนะข้อมูลที่ถูกต้องไม่สามารถตอบคำถาม หรือออกมานำเสนอทางออกให้แก่ สังคมได้อย่างเป็นรูปธรรมได้ (๑) แม้ว่าปัจจุบันนี้ คณาจารย์ของมหาวิทยาลัยจะรับภาระในการนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ให้แก่สังคมบ้างแล้วแต่เป็นไปในลักษณะเอกเทศ จากแนวทางนี้มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งสามารถ เป็นทางเลือกให้แก่สังคมในร่วมตอบโจทย์ต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับพระสงฆ์กับการเมืองในมิติต่าง ๆ ว่า สอดคล้อง ถูกต้อง และเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร รวมไปถึงการชี้แจ้งประเด็นคำถามต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับการเมือง หรือผู้นำทางการเมืองซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพลเมืองโดยรวม อีกทั้งกระทบต่อ ศีลธรรมอันดีงามของประชาชน (๒) มหาวิทยาลัยสงฆ์ควรเป็นฐานข้อมูลทางวิชาการ เพื่อนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องใน ประเด็นต่าง ๆ ให้แก่ผู้นำทางการเมือง และพลเมือง ฉะนั้น การที่จะได้มาซึ่งข้อมูลดังกล่าวอย่างรอบ ด้านนั้น ควรจะต้องมีการเปิดพื้นที่ให้มีการวิจัยเกี่ยวกับประเด็นพระพุทธศาสนากับการเมืองในมิติอื่น ๆ ทั้งด้านหลักธรรม ด้านการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี และโครงสร้างทางการเมืองในวิถีพุทธบูรณา การควรจะเป็นไปในลักษณะใด อันจะทำให้สังคมไทยมีทางเลือกในการพัฒนาระบบการเมืองที่สอด รับกับวิถีไทยมากยิ่งขึ้น ๒.๔.๖ ข้อเสนอแนะต่อสื่อมวลชน จากการที่ประชาชนจำนวนมากขาดความเชื่อมั่นในภาพลักษณ์ของพระสงฆ์ในภาพรวม อันเนื่องมาจากพระสงฆ์บางรูปเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองร่วมกับพรรคการเมืองนั้น การ นำเสนอภาพลักษณ์ของพระสงฆ์ผ่านสื่อต่าง ๆ นั้น (๑) การนำเสนอข่าวควรจะเป็นไปเพื่อการพัฒนาให้พระสงฆ์ หรือองค์กรของพระสงฆ์ได้ ใช้แง่มุมดังกล่าวไปปรับปรุงการบริหารจัดการองค์กรพระสงฆ์ ซึ่งการนำเสนอนั้น ควรจะสะท้อน แง่มุมที่เป็นความจริง และไม่นำเสนอข่าวเพิ่มสีสันอันจะนำไปสู่การได้มาซึ่งผลประโยชน์ต่อการดำเนิน ธุรกิจมากกว่าความอยู่รอดของพระพุทธศาสนา (๒) ในสถานการณ์ของความขัดแย้งทางการเมือง ควรร่วมมือกับองค์กรสงฆ์เพื่อกระตุ้น เตือนให้สังคมได้เห็นทางออกของความขัดแย้ง โดยการนำเสนอ และสื่อสารภาพลักษณ์ในเชิงบวกที่ เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตที่เปี่ยมสุขผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การสวดมนต์ การบำเพ็ญสม าธิ และการ ส่งเสริมแนวทางเสริมสร้างสังคมสันติสุขที่พระสงฆ์ได้ร่วมกันทำกับชุมชนต่าง ๆ ซึ่งการนำเสนอใน


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๐๓ Fundamentals of Social Development ลักษณะนี้จะก่อให้เกิดภาพในเชิงบวกต่อการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่าง ๆ ของศาสนา ภาษา วัฒนธรรม และชาติพันธุ์ ๒.๔.๗ ข้อเสนอแนะต่อพุทธศาสนิกชนทั่วไป จากการที่พระสงฆ์เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคการเมือง หรือแสดงอุดมการณ์ ทางการเมืองกับกลุ่มต่าง ๆ จนทำให้สังคมมองประเด็นเรื่องความเป็นกลางทางการเมืองของพระสงฆ์ นั้น พุทธศาสนิกชนจำเป็นต้องยึดมั่นใน “หลักธรรม” มากกว่า “พระสงฆ์” ที่แสดงออกมา โดยให้ พิจารณาประเด็นที่พระสงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้องว่าเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข และเพื่ออนุเคราะห์ มหาชนในภาพรวมหรือไม่? หรือว่าเป็นไปเพื่อการตอบสนองอุดมการณ์ของพระสงฆ์ในเชิงปัจเจก หากกระทำการเป็นไปในเชิงลบ พุทธศาสนิกชนควรใช้มาตรการทางสังคม (Social Sanction) ต่อ พระสงฆ์บางรูปที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองในแนวทางที่ไม่สอดรับกับพระธรรมวินัย เพื่อให้พระสงฆ์ได้ปรับตัวเข้าสู่วิถี และบทบาทที่ควรจะเป็นของพระสงฆ์ต่อไป การทำวิจัยครั้งต่อไปควรศึกษด้าน“แนวโน้มบทบาทของพระสงฆ์กับการเมืองไทยในสอง ทศวรรษหน้า” เรื่อง “รูปแบบและแนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยเชิงพุทธบูรณาการที่สอดคล้องกับ สังคมไทยในพุทธศตวรรษที่ ๒๖” เรื่อง “รูปแบบและแนวทางการพัฒนาพลเมืองเชิงพุทธบูรณาการ ในวิถีของการพัฒนาประชาธิปไตยที่พึงประสงค์” เรื่อง “ความเป็นไปได้ในการเลือกตั้งของพระสงฆ์ใน พุทธศตวรรษที่ ๒๖: ปัญหา อุปสรรค และทางออกที่พึงประสงค์” เรื่อง “บทบาทและสถานะที่พึง ประสงค์ของสถาบันสงฆ์ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยในพุทธศตวรรษที่ ๒๖” การศึกษาวิจัยเพื่อตอบ ประเด็นเหล่านี้ น่าจะทำให้เห็นภาพของพระสงฆ์กับการเมืองในมิติอื่น ๆ ที่สัมพันธ์กับเนื้อหามากกว่า พิธีการ หรือรูปแบบ คำตอบที่ได้รับน่าจะเป็นคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นองค์กร อีก ทั้งจะทำให้พระพุทธศาสนาได้กลายเป็นวิถีชีวิต และลมหายใจของสังคมในมิติต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น และ เมื่อนั้น สังคมจึงจะสามารถตอบได้ว่า “เพราะเหตุใด? สังคมจึงจำเป็นต้องมีพระพุทธศาสนาเพื่อเป็น ศูนย์รวมใจของชุมชน สังคม การเมือง ประเทศชาติ และสังคมโลกต่อไป” ๒.๕ สรุปลักษณะสังคมในประเทศไทย คนจนเมืองที่เปลี่ยนไปในสังคมเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง" ชี้! คนจน ขยับเป็นผู้ประกอบการ รายย่อยภาคการผลิตแบบไม่เป็นทางการ ท่ามกลางการกีดกัน ด้วยนโยบายพัฒนาที่ไม่รองรับคนจน เมืองวันนี้ (๑๘ ก.ค. ๒๕๖๓) การประชุมนำเสนอความก้าวหน้าโครงการวิจัย “คนจนเมืองที่เปลี่ยนไป ในสังคมเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง” ที่โรงแรม อมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต โดย ๗ นักวิจัย สนับสนุน โดยฝ่ายมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว.


๑๐๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ชุมชนเมือง จัดว่าเป็นศูนย์กลางความเจริญและมีความเสื่อมรวมอยู่ด้วย เมืองเป็นสถานที่ตั้ง ถิ่นฐานอันถาวร และหนาแน่นด้วยประชากร และเป็นที่รวมของผู้คนที่มีความแตกต่างทางพื้นเพโดย ชุมชนเมืองมักอยู่ในเขตเมืองหรือเทศบาล และลักษณะทั่วไปของสังคมเมือง ดูได้จาก (๑) ลักษณะ ความสัมพันธ์ที่มีต่อกันของบุคคลในเมือง ปกติจะติดต่อกันด้วยตำแหน่งหน้าที่การงาน โดยคำนึงถึง ผลประโยชน์ตอบแทนจากความสัมพันธ์นั้น (๒) ความผูกพันในครอบครัวมีน้อย มีลักษณะเป็น ครอบครัวเดี่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งความผูกพันกับเพื่อนบ้านมีน้อยลง ทั้งนี้เพราะความจำเป็นทาง เศรษฐกิจและการที่ต้องแข่งขันแย่งชิงกันในการดำรงชีวิต (๓) อาชีพของชาวเมืองมีความแตกต่างกัน มาก งานส่วนใหญ่เป็นงานเกี่ยวกับการบริการหรืองานที่ต้องอาศัยความชำนาญพิเศษ การประกอบ อาชีพเป็นไปตามความสามารถเฉพาะของบุคคล (๔) สภาพแวดล้อมส่วนใหญ่จะเป็นอาคารบ้านเรือน และถนนหนทาง ชีวิตผู้คนไม่ค่อยมีความผูกพันกับธรรมชาติ (๕) เป็นสังคมที่เน้นวัตถุนิยม และความ ทันสมัยแบบตะวันตก ทำให้ไม่ค่อยมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยกันมีน้อย เพราะมี สิ่งอำนวยความสะดวกอยู่รอบตัว (๖) การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความ เจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ชาวเมืองสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ จนเกิด การเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง (๗) เป็นศูนย์รวมของธุรกิจการค้าขาย การศึกษา การปกครอง ตลอดจนการคมนาคมขนส่ง การสื่อสาร และการบริหารต่าง ๆ ทั้งองค์กรในภาครัฐและเอกชน และที่ น่าแปลกใจคือ (๙) เป็นศูนย์รวมอำนาจมืดและอำนาจอธรรมที่อยู่ใกล้ตัวรัฐบาลที่สุดโดยที่ไม่มีรัฐบาล ใดกล้าปราบอย่างจริงจัง ชุมชนชนบทไทย เป็นเขตพื้นที่ที่พ้นจากตัวเมืองออกไป หรืออาจเป็นพื้นที่ที่อยู่นอกเขต เทศบาล เป็นเขตที่มีความเจริญทางด้านวัตถุน้อย มีการรวมกลุ่มอย่างไม่เป็นทางการ ประชากรส่วน ใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ประมง เลี้ยงสัตว์ หน่วยทางสังคมของชุมชนชนบท หมายถึง หมู่บ้าน ซึ่งหมู่บ้านหมู่หนึ่งอาจมีจำนวนประชากรปประมาณ ๒๐ ครัวเรือน ถึง ๑๐๐ ครัวเรือนก็ได้ ลักษณะทั่วไปของสังคมชนบทเป็นสังคมเกษตรเพราะประชากรส่วนใหญ่ของประเทศประกอบอาชีพ ทางการเกษตร ดังนั้นสังคมชนบทจึงจัดได้ว่า เป็นโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของสังคมไทย ลักษณะ ทั่วไปของสังคมชนบทจะมีลักษณะ ดังนี้ (๑) ครอบครัวเป็นหน่วยสำคัญของเศรษฐกิจ เป็นทั้งหน่วย การผลิตและหน่วยบริโภค สิ่งของเครื่องใช้และอาหารจะผลิตขึ้นใช้เอง และยังมีดภาระหน้าที่อื่น ๆ เช่น ถ่ายทอดความรู้ทางอาชีพ อบรมสั่งสอนเรื่องคุณธรรมให้แก่สมาชิกในครอบครัว เป็นต้น (๒) สมาชิกของครอบครัวมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น สมาชิกในชุมชนจะให้ความสำคัญในเรื่อง ความเป็นมิตรต่อเพื่อนบ้าน มีการติดต่อกันแบบเป็นกันเอง เอื้อเฟื้อและจริงใจต่อกัน (๓) ลักษณะ ของครอบครัวเป็นแบบครอบครัวขยาย สมาชิกประกอบด้วยหลาย ๆ ครอบครัว ซึ่งเป็นเครือญาติ กัน มาอยู่รวมในครัวเรือนเดียวกันหรือบริเวณใกล้เคียงกัน (๔) วัดเป็นสถานที่สำคัญในการประกอบ กิจกรรมต่าง ๆ ทางศาสนาเป็นแหล่งสำคัญในการให้การศึกษาและอบรมบ่มนิสัยแก่ประชาชน


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๐๕ Fundamentals of Social Development ค่านิยมในเรื่องคุณความดีทางศาสนาเป็นตัวควบคุมความประพฤติของคนในชุมชน (๕) ชาวชนบท ส่วนใหญ่ยึดมั่นอยู่กันประเพณีเดิมเป็นอย่างดี ไม่ค่อยยอมรับการเปลี่ยนแปลง (๖) ชาวชนบทจะพึ่ง สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ทำให้ผูกพันกับความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไสย ศาสตร์ โชคลาง หรือสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ (๗) ชาวชนบทส่วนใหญ่จะยึดมั่นในหลักธรรมคำสอน ทางศาสนาและเข้าร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ อย่างพร้อมเพรียงกัน เช่น งานบวช งานศพ และงานบุญต่าง ๆ (๘) ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่ต่ำมาก เมื่อเทียกับความหนาแน่นของประชากร แต่ที่น่า กังวลคือ (๙) “การทำตามใจคือไทยแท้” ที่จะทำให้การพัฒนาประชาธิปไตย การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และสื่อสารมวลชน และสื่อสังคมต้องลัมเหลวตลอด ๘๘ ปี ที่ผ่านมา จนกว่าคนไทยทุกภาคส่วนโดยเฉพาะนักการเมืองเปลี่ยนทัศนคติไปเป็น “การไม่ทำตามใจ แต่ทำตามกฎหมาย” มุมมองพระพุทธศาสนากับสังคมในประเทศไทย - “แนวโน้มบทบาทพระสงฆ์กับการ เมืองไทยในสองทศวรรษหน้า (๒๕๕๖-๒๕๗๖)” นั้น ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์พุทธศาสนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบัดนี้ ศาสตราจารย์กิตติคุณปรีชา ช้างขวัญยืน ผู้อำนวยการศูนย์พุทธ ศาสน์ศึกษา ได้แจ้งว่า คณะกรรมการตรวจสอบงานวิจัยได้ “อนุมัติให้ผ่านการประเมินฉบับ สมบูรณ์” เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น (เอกสารพิจารณาอนุมัติ) งานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดวัตถุประสงค์ ไว้ ๓ ประเด็น คือ (๑) เพื่อศึกษาวิเคราะห์บทบาทของพระสงฆ์กับการเมืองไทย บทบาทพระสงฆ์กับ การเมืองในศรีลังกา พม่า และกัมพูชา ประกอบไปด้วยบทบาทที่น่าสนใจหลายประการด้วยกัน กล่าวคือ (๑.๑) บทบาทในการเป็นที่ปรึกษา (๑.๒) บทบาทในการชี้นำและชี้นำ (๑.๓) บทบาทใน การประท้วงเพื่อเรียกร้องจากรัฐ (๑.๔) บทบาทในการใช้สิทธิการเลือกตั้ง (๑.๕) บทบาทในการ คุ้มครองประเทศและศาสนา (๑.๖) บทบาทในการไกลเกลี่ยข้อพิพาท (๑.๗) บทบาทในการ สนับสนุนส่งเสริมกิจการภาครัฐ (๑.๘) บทบาทในการสนับสนุนพรรคการเมือง และ (๑.๙) บทบาท ในการเป็นนักการเมือง (๒) เพื่อศึกษาวิเคราะห์บทบาทของพระสงฆ์กับการเมืองที่ปรากฏในพระพุทธศาสนาเถรวาท บทบาทของพระสงฆ์กับการเมืองในคัมภีร์พระไตรปิฎก ประกอบไปด้วยบทบาทที่โดดเด่นดังต่อไปนี้ (๒.๑) บทบาทในการให้คำปรึกษา (๒.๒) บทบาทในการชี้แนะและชี้นำทางการเมือง (๒.๓) บทบาทใน การไกล่เกลี่ยประนีประนอมข้อพิพาท (๒.๔) บทบาทในการประท้วงต่อผู้นำทางการเมือง (๒.๕) บทบาทในการพัฒนาพลเมืองของรัฐ (๒.๖)บทบาทในการนำนักการเมืองมาสร้างฐานมวลชนเพื่อ แบ่งแยกการปกครองสงฆ์ ภิกษุเมื่อจะแสดงธรรมแก่ผู้อื่น พึงตั้งธรรม ๕ ประการไว้ในตนแล้วจึงแสดง ธรรมแก่ผู้อื่น คือ (๑) เราจักแสดงธรรมไปตามลำดับ (๒) เราจักแสดงอ้างเหตุ (๓) เราจักแสดงธรรม อาศัยความเอ็นดู (๔) เราจักเป็นผู้ไม่เพ่งอามิสแสดงธรรม และ (๕) เราจักไม่แสดงธรรมกระทบกระทั่ง ตนและผู้อื่น


๑๐๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (๓) เพื่อนำเสนอแนวโน้มบทบาทพระสงฆ์กับการเมืองไทยในสองทศวรรษหน้า-แบ่งออก ได้เป็นสองความหมาย กล่าวคือ (๓.๑) การเมืองในฐานะที่เป็นเป้าหมาย (Politics as a Goal) เพื่อความสงบ สันติสุข และอยู่ด้วยกันอย่างเรียบร้อย มีการเคารพในกฎกติกา ความแตกต่าง และ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เน้นเสรีภาพ เสมอภาพ และภราดรภาพ ใช้หลักสันติวิธีในการแก้ไขปัญหา รวมไปถึงการมีจิตสำนึกสาธารณะ และรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม และ (๓.๒) การเมืองใน ฐานะที่เป็นเครื่องมือ (Politics as a Tool) การเมืองในฐานะที่เป็นเครื่องมือนั้น จะมุ่งเน้นการ จัดการหรือการกระทำให้คนหมู่มากอยู่ด้วยกันโดยไม่ต้องใช้อาชญา การแสวงหาความยุติธรรม การสร้างโอกาส และการแบ่งปันผลประโยชน์และความต้องการอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเที่ยง ธรรม และเป็นการเมืองที่อยู่บนฐานของศีลธรรม นำหลักธรรมมาเป็นเครื่องมือในการสร้าง ภูมิคุ้มกัน หล่อหลอม และเสริมสร้างพลเมืองกับนักการเมือง แทนที่จะใช้การเมืองไปเป็นเครื่องมือ ในการแสวงหาอำนาจ และผลประโยชน์เพื่อพวกพ้อง และกลุ่มการเมืองของตน รวมไปถึงการไม่ ใช้การเมืองเป็นเครื่องมือในการแข็งขันโดยใช้วัตถุนิยม และบริโภคนิยมเป็นแรงจูงใจของพลเมือง โดยไม่ตระหนักรู้ถึงผลเสียที่จะตามมาในระยะยาว (๔) ข้อเสนอแนะพระสงฆ์ที่เข้าไปแสดงบทบาทต่อการเมือง นักการเมือง และองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ๔.๑ ข้อเสนอแนะต่อพระสงฆ์ในเชิงปัจเจก ได้แก่ การเข้าร่วมกับกิจกรรมทางการเมือง จึงควรมีจุดยืนที่ถูกต้อง และเที่ยงธรรม อันตรายที่พระสงฆ์ควรระวังเมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ก็คือ ลาภ เงินทอง เกียรติยศ ชื่อเสียง และ สถานการณ์บางอย่างสะท้อนว่า แม้กฎหมายจะห้าม พระสงฆ์ไม่ให้เข้าไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งทางการเมือง ๔.๒ ข้อเสนอแนะต่อสถาบันสงฆ์ ได้แก่ จากข้อเสนอของนักวิชาการที่คาดหวังต่อ สถาบันสงฆ์เพื่อเข้าไปมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างสันติสุขให้แก่ประชาชนและสังคมนั้น จากความ คาดหวังของนักวิชาการ และนักประชาธิปไตยในสังคมไทย มุ่งหวังให้พระสงฆ์เข้าไปร่วมมือกับรัฐ และภาคเอกชนต่าง ๆ เพื่อพัฒนาประชาธิปไตยตั้งแต่ฐานราก และ ปัจจุบันนี้ พระสงฆ์บางรูปเข้าไป ดำเนินกิจกรรมกับนักการเมืองอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกรณีการขึ้นเวทีเพื่อแสดงความเห็น และวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มการเมืองต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสถาบันสงฆ์ในวงกว้าง ๔.๓ ข้อเสนอแนะต่อนักการเมือง และผู้นำทางการเมือง จากกรณีที่พระสงฆ์ และ นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาจำนวนมาก ไม่มั่นใจในท่าที และแนวทางการพัฒนาพระพุทธศาสนา ให้อยู่รอด และมั่นคงได้ จึงเป็นผลให้พระสงฆ์ และนักวิชาการเหล่านั้น ออกมาเรียกร้องเพื่อเข้ามามี ส่วนร่วมทางการเมืองเพิ่มมากยิ่งขึ้น เชื่อว่าพระสงฆ์รุ่นใหม่จะเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนประเด็น กฎหมายในลักษณะ มีความชอบธรรมในการมีส่วนร่วมทางการเมืองมากยิ่งขึ้น จากที่นักการเมืองตั้ง ข้อสังเกตของพระสงฆ์ต่อการวิพากษ์นักการเมือง และกล่าวหาว่า “ไม่ใช่กิจของพระสงฆ์” และมีท่าที


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๐๗ Fundamentals of Social Development ในเชิงลบต่อพระสงฆ์นั้น จึงเป็นการสมควรที่นักการเมืองจะต้องเปิดพื้นที่ให้พระสงฆ์ได้ทำหน้าที่ ดังกล่าวเช่นเดียวกับพลเมือง นักการเมืองไม่ควรชักจูง หรือโน้มน้าวพระสงฆ์ให้ทำหน้าที่เป็น “หัวคะแนน” นักการเมืองควรประสานความร่วมมือกับพระสงฆ์ในการพัฒนาพลเมือง สนับสนุนทั้ง งบประมาณ และเครื่องมือในการพัฒนา นักการเมืองไม่ควรที่จะอาศัยช่วงจังหวะดังกล่าวดึงพระสงฆ์ ทั้งในเชิงองค์กร และปัจเจกบุคคลเข้ามาเป็นแนวร่วม ผู้นำทางการเมืองเร่งสนับสนุนและส่งเสริมให้มี การปรับบูรณาการศีลธรรมกับประมวลจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภาไปสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิผลมาก ยิ่งขึ้น และนำหลักการดังกล่าวมาพัฒนาให้เป็น “วิถีชีวิต” ที่นักการเมืองต้องปฏิบัติให้สอดรับกับการ บริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีต่อไป ๔.๔ ข้อเสนอแนะต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในมาตรการระยะสั้น ควรตั้ง อนุกรรมการแบบพหุภาคี เพื่อทำหน้าที่ในการตอบคำถาม ทั้งมิติของพระพุทธศาสนาและแผน ดำเนินการทั่วไปของฝ่ายบ้านเมืองต่อข้อเรียกร้อง ส่วนมาตรการระยะยาว ควรศึกษาวิเคราะห์วาง แนวทางในการจัดการกับประเด็นปัญหา และ เสนอมหาเถรสมาคมได้พิจารณาสั่งการให้ฝ่ายต่าง ๆ ได้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ๔.๕ ข้อเสนอแนะต่อมหาวิทยาลัยสงฆ์มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งสามารถเป็น ทางเลือกให้แก่สังคมในร่วมตอบโจทย์ต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับพระสงฆ์กับการเมืองในมิติต่าง ๆ มหาวิทยาลัยสงฆ์ควรเป็นฐานข้อมูลทางวิชาการ เพื่อนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องในประเด็นต่าง ๆ ให้แก่ ผู้นำทางการเมือง และพลเมือง ๔.๖ ข้อเสนอแนะต่อสื่อมวลชน การนำเสนอข่าวควรจะเป็นไปเพื่อการพัฒนาให้ พระสงฆ์ หรือองค์กรของพระสงฆ์ และในสถานการณ์ของความขัดแย้งทางการเมือง ควรร่วมมือกับ องค์กรสงฆ์เพื่อกระตุ้นเตือนให้สังคมได้เห็นทางออกของความขัดแย้ง ๔.๗ ข้อเสนอแนะต่อพุทธศาสนิกชนทั่วไป พุทธศาสนิกชนจำเป็นต้องยึดมั่นใน “หลักธรรม” มากกว่า “พระสงฆ์” และการทำวิจัยครั้งต่อไปควรศึกษด้าน“แนวโน้มบทบาทของ พระสงฆ์กับการเมืองไทยในสองทศวรรษหน้า” เรื่อง “รูปแบบและแนวทางการพัฒนาประชาธิปไตย เชิงพุทธบูรณาการที่สอดคล้องกับสังคมไทยในพุทธศตวรรษที่ ๒๖” เรื่อง “รูปแบบและแนวทางการ พัฒนาพลเมืองเชิงพุทธบูรณาการในวิถีของการพัฒนาประชาธิปไตยที่พึงประสงค์” เรื่อง “ความ เป็นไปได้ในการเลือกตั้งของพระสงฆ์ในพุทธศตวรรษที่ ๒๖: ปัญหา อุปสรรค และทางออกที่พึง ประสงค์” เรื่อง “บทบาทและสถานะที่พึงประสงค์ของสถาบันสงฆ์ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยใน พุทธศตวรรษที่ ๒๖” การศึกษาวิจัยเพื่อตอบประเด็นเหล่านี้ น่าจะทำให้เห็นภาพของพระสงฆ์กับ การเมืองในมิติอื่น ๆ ที่สัมพันธ์กับเนื้อหามากกว่าพิธีการ หรือรูปแบบ คำตอบที่ได้รับน่าจะเป็น คุณูปการต่อพระพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นองค์กร อีกทั้งจะทำให้พระพุทธศาสนาได้กลายเป็นวิถีชีวิต และลมหายใจของสังคมในมิติต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น และเมื่อนั้น สังคมจึงจะสามารถตอบได้ว่า “เพราะ


๑๐๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เหตุใด? สังคมจึงจำเป็นต้องมีพระพุทธศาสนาเพื่อเป็นศูนย์รวมใจของชุมชน สังคม การเมือง ประเทศชาติ และสังคมโลกต่อไป”


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๐๙ Fundamentals of Social Development ทดสอบความรอบรู้ท้ายบท ๑. สังคมเมืองของประเทศไทยบ่งชี้ทัศนคติและแนวโน้มถึงความก้าวหน้าหรือความเสื่อม ถอยในประเทศไทยหรือไม่อย่างไร อธิบายพอสังเขป ๒. สังคมชนบทของประเทศไทยยังเป็นกึ่งอนุรักษ์นิยมและกึ่งอยากทันสมัย ดังนั้น ในอนาคต ชนบทไทยจะเหมาะสมในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้ในระดับใด อธิบายให้ชัดเจนโดย ละเอียด พร้อมยกตัวอย่าง ๓. มุมมองพระพุทธศาสนากับสังคมเมืองและชนบทในประเทศไทยมีสถาณการณ์เป็น อย่างไร และทำไมนักวิชาการจึงอยากดึงพระสงฆ์มาพัวพันกับการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อม อธิบายให้ชัดเจนโดยละเอียด พร้อมยกตัวอย่าง ๔. ข้อเสนอแนะของพระสงฆ์ที่เข้าไปแสดงบทบาทต่อการเมือง นักการเมือง สถาบัน การเมือง องค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ สถาบันสงฆ์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มหาวิทยาลัยสงฆ์ สื่อมวลชน และพุทธศาสนิกชนทั่วไป ข้อเสนอแนะของพระสงฆ์ดังกล่าว ส่งผลต่อความคาดหวังของนักวิชาการในสถาบันสงฆ์ ในการเสริมสร้างสันติสุขให้แก่ประชาชนและสังคมเท่านั้นใช่หรือไม่ อย่างไร อธิบายให้ชัดพอสังเขป


๑๑๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เอกสารอ้างอิงประจำบท ๑. ภาษาไทย ก. ข้อมูลปฐมภูมิ ข. ข้อมูลทุติยภูมิ กนกวรา พวงประยงค์ และสานิตย์ หนูนิล. สังคมชนบทไทยสมัยใหม่กับปัจจัยกำหนดวิถีการดำเนิน ชีวิต (Thai Modern Rural Society and Factor Affecting on Lifestyle).วิทยาลัยพัฒน ศาสตร์ป๋วยอึ๊งภากรณ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต). วารสารสังคมศาสตร์และ มนุษยศาสตร์๔๔(๒), (๒๕๖๑) น. ๓๔-๖๔. คาสปาร์ พีค, วาสนา อิ่มเอม และรัตนาภรณ์ ตังธนเศรษฐ์. รายงานสถานการณ์ประชากรไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ โฉมหน้าครอบครัวไทยยุคเกิดน้อยอายุยืน. กรุงเทพฯ: กองทุนประชากรแห่ง สหประชาชาติประจำประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ. (๒๕๕๘). จามะรี เชียงทอง. สังคมชนบทในโลกสมัยใหม่. เชียงใหม่:คณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (๒๕๖๐). ชล บุญนาค และปัทมาวดี โพชนุกูล. คุณภาพชีวิตคนชนบทไทย (๒): การตอบสนองและปรับตัว ของชุมชนชนบทไทย กรณีบ้านเปร็ดใน จังหวัดตราด.[ออนไลน์] แหล่งที่มาhttps://www. researchgate.net/publication/305778230. [๒๕๕๘]. ชาย โพธิสิตา. ชนบทไทยในวิถีทุนนิยม. วารสารราชบัณฑิตยสถาน, ๓๗ (๔), (๒๕๕๕),หน้า๑๖๓- ๑๘๕. นภาพร อติวานิชยพงศ์. คนชนบทอีสานกับการทำมาหากิน: ความเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย.วารสาร สังคมวิทยามานุษยวิทยา, ๓๓ (๒), (๒๕๕๗), หน้า ๑๐๓-๑๒๗. นภาพร อติวานิชยพงศ์, กนกวรรณ ระลึก และกนกวรรณ แซ่จัง. ชุดโครงการวิจัย ชนบทไทยใน มุมมองบัณฑิตอาสาสมัคร: บทสังเคราะห์องค์ความรู้จากงานศึกษาของบัณฑิต อาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. [ออนไลน์] แหล่งที่มา http://www.psds. tu.ac.th/paper/a1.pdf ๒๕๕๗]. บทบรรณาธิการ, เศรษฐกิจหลังโควิด ในมุมมอง ‘แบงก์ชาติ’, หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ, (๒๗ เมษายน ๒๕๖๓). ปัทมาวดี โพชนุกุล.ชนบทไทยภายใต้กระแสความเปลี่ยนแปลง. [ออนไลน์] แหล่งที่มา http://www.nesdb.go.th/article_attach/PPT_000.pdf. [๒๕๕๖].


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๑๑ Fundamentals of Social Development ปิยวัฒน์ เกตุวงศา,ศุทธิดา ชวนวัน และวิชาญ ชูรัตน์. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการความ อยู่ดีมีสุขของครัวเรือนชนบทไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางประชากรและสังคม. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยและต้นสังกัด. (๒๕๕๙). พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, รศ.ดร.ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท สาขาสันติศึกษา. แนวโน้ม บทบาทพระสงฆ์กับการเมืองไทยในสองทศวรรษหน้า (๒๕๕๖-๒๕๗๖). หลักสูตรปริญญา โท สาขาสันติศึกษา. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย . http://www.ps.mcu.ac. th/?p=1493. [๘ มกราคม ๒๕๖๒]. สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์, รายงานพิเศษ: ทั่วโลกชื่นชมไทยจัดการโรคโควิด-๑๙ ได้ดี, นัก นายกรัฐมนตรี. (๒๒ เมษายน ๒๕๖๓). สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ. แผนพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๐๖-๒๕๐๙). [ออนไลน์] แหล่งที่มา http://www.nesdb.go.th/ewt_dl_ link.php?nid=3776 (๒๕๐๔). ที่เน้นการพัฒนา ๘ ด้านคือเกษตรกรรม ด้านสหกรณ์ด้าน อุตสาหกรรม ด้านพลังงาน ด้านคมนาคม ด้านมหาดไทย ด้านพาณิชย์และด้านสาธารณสุข. เสาวณี จันทะพงษ์, ทศพล ต้องหุ้ย, รัตติยา ภูละออ และมนทกานต์ ฉิมมามี, COVID-19: Social Distancing และคลื่นอพยพของประชากรจากมิติสังคมวิทยา: พลังไทย “อยู่บ้าน หยุด เชื้อ เพื่อชาติ”, (บทความแจงสี่เบี้ย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ, ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๓). เสาวณี จันทะพงษ์, ดร. ฝ่ายเศรษฐกิจ และ ทศพล ต้องหุ้ย. เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทยหลังโควิด 19: โรคปฏิวัติโลก ยกเครื่องสู่อนาคตวิถีชีวิตใหม่. (BOTพระสยาม Magazine. ธนาคาร แห่งประเทศไทย. ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๓). อรรถจักร สัตยานุรักษ์. ความเปลี่ยนแปลงชนบทในสังคมไทย: ประชาธิปไตย บนความ เคลื่อนไหว. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (๒๕๕๖). ๒. ภาษาอังกฤษ a) Primary Sources b) Secondary Sources Brinca, Pedro, Duarte, Joao B. and Faria-e-Castro, Miguel, Is the COVID-19 Pandemic a Supply or a Demand Shock?, Economic Synopses, Federal Reserve Bank of St. Louis, [20 May 2020]. Girard, Michelle, The 5 Shapes of Coronavirus Economic Recovery and Why Our Base Case is a “Swoosh”, BOT Phrasiam Magazine, Bank of Thailand [22 April 2020].


๑๑๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย Gopinath, Gita, The Great Lockdown: Worst Economic Downturn since the Great Depression, IMF Blog, [14 April 2020]. Kennedy, Simon. Harvard’s Reinhart and Rogoff Say This Time Really Is Different, Bloomberg, [18 May 2020]. Rhoda, R. Rural Development and Urban Migration: Can we keep them down on the Farm? The International Migration Review, 17(1), (2010), pp. 34-64. Riggs, Fred W. “Modernization and Political Problems: Some Developmental Prerequisites” Development Nations: Guest for A Model (Beling and Toten). New York: Van Nostran Reinhold. (1970). Rodeck, David (2020), Alphabet Soup: Understanding the Shape of a COVID-19 Recession, Forbes Magazine, [19 May 2020]. Schwab, Klaus, Now is the Time for a 'Great Reset', World Economic Forum Articles, [3 Jun 2020]. Simon Kennedy (2020), Harvard’s Reinhart and Rogoff Say This Time Really Is Different, Bloomberg, [18 May 2020]. Triggs, Adam and Homi Kharas, The Triple Economic Shock of COVID-19 and Priorities for An Emergency G-20 Leaders Meeting, Future Development, The Brookings Institution, [17 March 2020]. Wood. Michael, Rural. New York: Routledge. (2011). World Economic Forum, Insight Report COVID-19 Risks Outlook: A Preliminary Mapping and Its Implications, In partnership with Marsh & McLennan and Zurich Insurance Group, [May 2020].


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๑๓ Fundamentals of Social Development แผนการสอน ประจำบทที่ ๓ โครงสร้างสังคมในประเทศไทย ขอบข่ายการเรียนรู้บทที่ ๓ ๑. ภาพลักษณ์สังคมเมืองและสังคมชนบท ๒. ภาคเหนือ ๓. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๔. ภาคกลางกรุงเทพและภาคตะวันตก ๕. ภาคตะวันออก ๖. ภาคใต้ ๗. ภาคใต้ชายแดน ๘. สรุป จุดประสงค์การเรียนรู้ ๑. เพื่อให้นิสิตทราบและเข้าใจภาพลักษณ์สังคมเมืองและสังคมชนบท ๒. เพื่อให้นิสิตทราบและเข้าใจสังคมชนบทภาคเหนือ ๓. เพื่อให้นิสิตทราบและเข้าใจสังคมชนบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๔. เพื่อให้นิสิตทราบและเข้าใจสังคมชนบทภาคกลางกรุงเทพและภาคตะวันตก ๕. เพื่อให้นิสิตทราบและเข้าใจสังคมชนบทภาคตะวันออก ๖. เพื่อให้นิสิตทราบและเข้าใจสังคมชนบทภาคใต้ ๗. เพื่อให้นิสิตทราบและเข้าใจสังคมชนบทภาคใต้ชายแดน วิธีสอนและกิจกรรม ๑. บรรยายประกอบเอกสารประกอบการสอน ๒. วิธีสอนแบบอภิปรายเนื้อหา / ซักถาม / และทำแบบฝึกหัดในชั้นเรียน ๓. มอบหมายงานศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง หรือ กำหนดประเด็นร่วมวิเคราะห์ ๔. รายงานผลการศึกษางานมอบหมายหน้าชั้นเรียน และแลกเปลี่ยนกับสมาชิกในชั้นเรียน ๕. มอบหมายใบงานสรุปเนื้อหาที่เรียนการสอนแต่ละครั้ง ๖. อภิปรายหรือทำแบบฝึกหัดท้ายบท แล้วนำผลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ที่ เหมาะสมต่อไป สื่อการเรียนการสอน ๑. เอกสารประกอบการสอน และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ๒. สื่อ Power Point สื่อวีดิทัศน์ สื่อเรียนรู้ออนไลน์ หรือ สื่อเรียนรู้ต่าง ๆ ๓. ใบงานความรู้ หรือ แบบประเมินผลก่อนและหลังเรียน หรือคำถามประจำบทที่ ๓


๑๑๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย บทที่ ๓ การพัฒนารายภาคของไทย ๓.๑ ภาพลักษณ์สังคมเมืองและสังคมชนบท เปลี่ยนแปลงชนบทของไทยก้าวทันใกล้ชิดกับเมืองมากขึ้นในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการ เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง คำถามชวนท้าทายก็คือ มโนทัศน์ชนบทในสังคมไทยยังคงสามารถใช้ ประโยชน์ในการทำความเข้าใจชนบทได้อยู่หรือไม่ บทความนี้ต้องการเสนอแนวทางการศึกษาชนบท ที่ต่างไปจากการศึกษาในเชิงโครงสร้าง บริบททางสังคม ปฏิสัมพันธ์ตลอดจนขบวนการเคลื่อนไหวทาง สังคมของชนบท โดยหันมาสนใจลักษณะชนบทที่ปรากฏบนเรือนร่าง หรือร่างกายซึ่งถูกประกอบ สร้างขึ้นจากวาทกรรม เป็นร่างกายกึ่งชีวข่าวสาร (Bio-Media Body) ด้วยการวิเคราะห์วาทกรรม เศรษฐกิจพอเพียง การมองชนบทและเมือง ผ่านร่างกายที่ถูกปฏิบัติการทางสุนทรียะของความ พอเพียง ทำให้เห็นถึงชนบทที่ประทับฝังอยู่ในร่างกาย เป็นการแต่งแต้มงานศิลปะโดยชนชั้นสูง จัดสรรปันส่วนความงามบนเรือนร่างของกลุ่มคนในสังคม ชนบทที่เปลี่ยนไปจึงเป็นการเปลี่ยนเฉพาะ พื้นที่ทางกายภาพ ความเจริญของการพัฒนาเท่านั้น แต่ความงามที่ถูกแต่งแต้มในฐานะงานศิลปะบน เรือนร่างยังคงถูกจัดชั้นแบ่งประเภทเรือนร่างอย่างชัดเจน๖๕ ทำให้เกิดภาพลักษณ์สังคมเมือง และ ภาพลักษณ์สังคมชนบทไทยที่พิเศษดังนี้ ๓.๑.๑ ภาพลักษณ์สังคมเมือง ชุมชนเมือง จัดว่าเป็นศูนย์กลางความเจริญและมีความเสื่อมรวมอยู่ด้วย เมืองเป็นสถานที่ตั้ง ถิ่นฐานอันถาวร และหนาแน่นด้วยประชากร และเป็นที่รวมของผู้คนที่มีความแตกต่างทางพื้นเพโดย ชุมชนเมืองมักอยู่ในเขตเมืองหรือเทศบาล และลักษณะทั่วไปของสังคมเมือง๖๖ ดูได้จาก ๘ ลักษณะ ดังนี้ (๑) ลักษณะความสัมพันธ์ที่มีต่อกันของบุคคลในเมือง มักจะติดต่อกันด้วยตำแหน่งหน้าที่การ งาน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ตอบแทนจากความสัมพันธ์นั้น (๒) ความผูกพันในครอบครัวมีน้อย มี ลักษณะเป็นครอบครัวเดี่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งความผูกพันกับเพื่อนบ้านมีน้อยลง ทั้งนี้เพราะความ จำเป็นทางเศรษฐกิจและการที่ต้องแข่งขันแย่งชิงกันในการดำรงชีวิต (๓) อาชีพของชาวเมืองมีความ ๖๕สามชาย ศรีสันต.รศ.ดร. ประธานหลักสูตรบัณฑิตอาสาสมัคร. มองชนบทและเมือง ผ่านความขัดแย้ง ทางการเมือง และร่างกายกึ่งชีวข่าวสารของพสกนิกร (Viewing Rural-Urban Blurring through Political Conflict and the Bio-media Body of the Thai People). วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ฒ, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, วารสารพัฒนศาสตร์ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๒ (กรกฎาคม – ธันวาคม ๒๕๖๒) น.๑๖-๖๑. ๖๖ สายน้ำผึ้ง รัตนงาม, ดร. เอกสารประกอบการสอน: พื้นฐานสำหรับการพัฒนาสังคม บทที่ ๓. หลักสูตรพุทธศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาสังคม วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญา ศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดไร่ขิง พระอารามหลวง (ปีการศึกษา ๒๕๖๓ ) น. ๘๔-๘๕


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๑๕ Fundamentals of Social Development แตกต่างกันมาก งานส่วนใหญ่เป็นงานเกี่ยวกับการบริการหรืองานที่ต้องอาศัยความชำนาญพิเศษ การ ประกอบอาชีพเป็นไปตามความสามารถเฉพาะของบุคคล (๔) สภาพแวดล้อมส่วนใหญ่จะเป็นอาคาร บ้านเรือน และถนนหนทาง ชีวิตผู้คนไม่ค่อยมีความผูกพันกับธรรมชาติ (๕) เป็นสังคมที่เน้นวัตถุนิยม และความทันสมัยแบบตะวันตก ทำให้ไม่ค่อยมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยกันมี น้อย เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่รอบตัว (๖) การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ชาวเมืองสร้างสรรค์สิ่ง ใหม่ ๆ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง (๗) เป็นศูนย์รวมของธุรกิจการค้าขาย การศึกษา การ ปกครอง ตลอดจนการคมนาคมขนส่ง การสื่อสาร และการบริหารต่าง ๆ ทั้งองค์กรในภาครัฐและ เอกชน แต่ที่น่าแปลกใจคือ (๘) เป็นศูนย์รวมอำนาจมืดและอำนาจอธรรมที่อยู่ใกล้ตัวรัฐบาลที่สุดโดย ที่ไม่มีรัฐบาลใดกล้าปราบอย่างจริงจัง ปัญหาของวิถีชีวิตคนเมืองส่วนใหญ่ที่พบและคิดว่าส่งผลต่อสภาพชีวิตคือ สภาพการจราจร ติดขัด ควันจากท่อไอเสียและฝุ่น มลพิษทางอากาศ เสียง และทัศนวิสัยไม่พึงประสงค์สภาพอากาศที่ ร้อนอบอ้าว ความเครียดและปัญหาสุขภาพ ในมุมมองของใครหลาย ๆ คนอาจจะเห็นว่าวิถีชีวิตของ คนเมืองดูไม่น่ารื่นรมย์นัก ทั้งปัญหารถติด มลพิษ และพื้นที่สีเขียวที่ลดน้อยลงที่จะต้องเจอ แต่ยังไง เสียเมืองก็ยังคงเป็นแหล่งศิวิไลซ์ ที่ ๆ มีสิ่งอำนวยความสะดวก การคมนาคมและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ที่สุดรวมอยู่ไว้ในที่นี่มากที่สุด ข้อดีของชีวิตติดเมือง ได้แก่ ความเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการคมนาคม เดินทางไปไหนรวดเร็วทันใจ อาชีพดี ๆ ส่วนใหญ่รออยู่ในเมือง ใกล้โรงเรียน โรงพยาบาล ใครที่ เจ็บป่วยง่าย คืออีกทางเลือกที่ทำให้คุณอยู่ใกล้หมอ ใกล้แหล่งช้อปปิ้ง โรงภาพยนตร์ สามารถใช้เวลา ในการพักผ่อนช่วงวันหยุดได้อย่างเต็มที่ และมีโอกาสเจอคนรสนิยมเดียวกับเรา ส่วนข้อเสียและความเสี่ยในชีวิตสังคงเมือง คือ ถ้าใกล้ใจกลางเมืองมาก กลุ่มคนอยู่ค่อนข้าง หนาแน่น หลีกเลี่ยงเสียงรบกวนได้ยากขึ้น ควันและฝุ่นในอากาศค่อนข้างมากกว่าชนบท และในเมือง ใหญ่ ความสัมพันธ์ระหว่างกันลดน้อยลง อยู่กับตัวเองมากขึ้น แสงสีเสียงจากรถยนต์ รถโดยสาร รบกวนมากไป เป็นต้น ๓.๑.๒ ภาพลักษณ์สังคมชนบท คำว่า ชนบท ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายว่า หมายถึง “บ้านนอก” และ คำว่า บ้านนอก หมายถึง “เขตแดนที่ห่างจากตัวเมืองออกไป” คำจำกัดความดังกล่าวเป็นเพียงการ บอกปริมณฑลของสองชุมชุนเท่านั้น นักสังคมวิทยาได้เสนอรายละเอียดที่เป็นลักษณะบางอย่างของ ชนบท ดังนี้๑) อาชีพชนบท มักประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก เช่น การปลูกข้าว ทำไร่ เลี้ยง สัตว์ เป็นต้น ๒) ขนาดของชุมชนมีขนาดเล็ก จึงทำให้คนในชุมชนรู้จักมักคุ้นกัน รับรู้เรื่องทุกข์สุขของ ครอบครัวเพื่อนบ้าน และพึ่งพาอาศัยกันได้พอสมควร ๓) การพึ่งพาธรรมชาติสูง โดยเฉพาะอาชีพ


๑๑๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ทางการเกษตรกรรม ต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลักทำให้วิถีชีวิตผูกพันกับประเพณี ความเชื่อในเรื่อง อำนาจเหนือธรรมชาติสูงกว่าคน เมือง ซึ่งอาจดำรงชีวิตต่าง จากชีวิตเกษตรกร ๔) ค่าครองชีพต่ำ คือ สามารถอยู่หากินได้ดีกว่าชุมชนเมือง ยังสามารถพึ่งอาศัยทรัพยากรธรรมชาติ ท้องนา ผืนป่า แหล่งน้ำ เป็นแหล่งหาอาหารหรือผลิตอาหารได้ ๕) ไม่เคร่งเครียดกับการต่อสู้ เพื่อความอยู่รอด เท่าวิถีชีวิตของ ชาวเมือง ซึ่งผูกพันกับค่า จ้าง ค่าแรงรายวัน การทำงานตามเวลาที่กำหนด การนัดหมายจึงเป็นเรื่องที่ ชาว ชนบทรับรู้ เมื่อเข้ามาทำงานในเมือง ๖) ความเจริญและเทคโนโลยีสมัยใหม่ยังไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะระบบการสื่อสารยุคใหม่ โทรสาร โรงแรม ร้านค้า ที่ทันสมัยมีน้อย ดังนั้นความเจริญของ ชนบทจึงล่าช้ากว่าชุมชนเมือง และ ๗) การรวมกลุ่มเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมผลประโยชน์ มีการ รวมตัวกันง่ายกว่าชุมชนเมือง ซึ่งมีกลุ่มอาชีพผลประโยชน์แตกต่างกัน ลักษณะทั่วไปของชนบทไทย๖๗ - ชุมชนชนบท เป็นเขตพื้นที่ที่พ้นจากตัวเมืองออกไป หรือ อาจเป็นพื้นที่ที่อยู่นอกเขตเทศบาล เป็นเขตที่มีความเจริญทางด้านวัตถุน้อย มีการรวมกลุ่มอย่างไม่ เป็นทางการ ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ประมง เลี้ยงสัตว์ หน่วยทางสังคมของ ชุมชนชนบท หมายถึง หมู่บ้าน ซึ่งหมู่บ้านหมู่หนึ่งอาจมีจำนวนประชากรปประมาณ ๒๐ ครัวเรือน ถึง ๑๐๐ ครัวเรือนก็ได้ ลักษณะทั่วไปของสังคมชนบทเป็นสังคมเกษตร เพราะประชากรส่วนใหญ่ของ ประเทศประกอบอาชีพทางการเกษตร ดังนั้น สังคมชนบทจึงจัดได้ว่า เป็นโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของ สังคมไทย ลักษณะทั่วไปของสังคมชนบทจะมีลักษณะ ดังนี้ (๑) ครอบครัวเป็นหน่วยสำคัญของ เศรษฐกิจ เป็นทั้งหน่วยการผลิตและหน่วยบริโภค สิ่งของเครื่องใช้และอาหารจะผลิตขึ้นใช้เอง และยัง มีดภาระหน้าที่อื่น ๆ เช่น ถ่ายทอดความรู้ทางอาชีพ อบรมสั่งสอนเรื่องคุณธรรมให้แก่สมาชิกใน ครอบครัว เป็นต้น (๒) สมาชิกของครอบครัวมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น สมาชิกในชุมชนจะให้ ความสำคัญในเรื่องความเป็นมิตรต่อเพื่อนบ้าน มีการติดต่อกันแบบเป็นกันเอง เอื้อเฟื้อและจริงใจต่อ กัน (๓) ลักษณะของครอบครัวเป็นแบบครอบครัวขยาย สมาชิกประกอบด้วยหลาย ๆ ครอบครัว ซึ่ง เป็นเครือญาติกัน มาอยู่รวมในครัวเรือนเดียวกันหรือบริเวณใกล้เคียงกัน (๔) วัดเป็นสถานที่สำคัญใน การประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ทางศาสนาเป็นแหล่งสำคัญในการให้การศึกษาและอบรมาบ่มนิสัยแก่ ประชาชน ค่านิยมในเรื่องคุณความดีทางศาสนาเป็นตัวควบคุมความประพฤติของคนในชุมชน (๕) ชาวชนบทส่วนใหญ่ยึดมั่นอยู่กันประเพณีเดิมเป็นอย่างดี ไม่ค่อยยอมรับการเปลี่ยนแปลง (๖) ชาว ชนบทจะพึ่งสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ทำให้ผูกพันกับความเชื่อในสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ ไสยศาสตร์ โชคลาง หรือสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ (๗) ชาวชนบทส่วนใหญ่จะยึดมั่นใน หลักธรรมคำสอนทางศาสนาและเข้าร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ อย่างพร้อมเพรียงกัน เช่น งานบวช งานศพ ๖๗ สายน้ำผึ้ง รัตนงาม, ดร. เอกสารประกอบการสอน: พื้นฐานสำหรับการพัฒนาสังคม บทที่ ๓. หลักสูตร พุทธศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาสังคม วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญา ศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัย วัดไร่ขิง พระอารามหลวง (ปีการศึกษา ๒๕๖๓ ) น. ๙๒-๙๓


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๑๗ Fundamentals of Social Development และงานบุญต่าง ๆ (๘) ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่ต่ำมาก เมื่อเทียกับความหนาแน่นของ ประชากร แต่ที่น่ากังวลคือ (๙) “การทำตามใจคือไทยแท้” ที่จะทำให้การพัฒนาประชาธิปไตย การ พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา เทคโนโลยี ส่งแวดล้อม สื่อสารมวลชน และสื่อสังคมต้องลัมเหลว ตลอด ๘๘ ปีที่ผ่านมา จนกว่าคนไทยทุกภาคส่วนโดยเฉพาะนักการเมืองเปลี่ยนทัศนคติไปเป็น “การ ไม่ทำตามใจแต่ทำตามกฎหมาย” ข้อดีของชนบทตามประสบการณ์ข้าราชการเกษียรณ์พบว่า ประการที่ ๑ มี อากาศดี และมี ความสงบ เพราะมลพิษน้อย อากาศจึงดีกว่า จึงส่งผลดีกับร่างกายและจิตใจในระยะยาวมากกว่า นอกจากนี้ เพราะความสงบ ไม่วุ่นวายและเร่งรีบ จะทำให้เครียดน้อย ได้ผ่อนคลายมากขึ้น และ ประการที่ ๒ มีค่าครองชีพต่ำ - ค่าครองชีพในต่างจังหวัดจะต่ำกว่าในเมืองใหญ่พอสมควร ทั้งเรื่อง ของอาหารการกิน ของใช้ ค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ คือ ประหยัดเงินได้เยอะกว่าอยู่ในเมืองสุด ๆ แทบ จะครึ่ง ๆ กันเลยทีเดียว ส่วนข้อเสีย ได้แก่ ประการที่ ๑ อยู่ห่างไกลลูกหลาน เนื่องด้วยสภาพสังคมปัจจุบันที่เมือง ใหญ่เป็นแหล่งของสถานศึกษาและการงานที่ค่อนข้างดี ดังนั้น ถ้าจะใช้ชีวิตต่างจังหวัด อาจจะทำให้ ต้องอยู่ไกลจากลูกหลานหรือญาติพี่น้อง ไม่มีคนมาคอยดูแลหรืออยู่เป็นเพื่อน และเพราะต้องห่างจาก สังคมเพื่อนเดิม ๆ อาจทำให้เหงาได้ เพราะไกลกัน ประการที่ ๒. มีสิ่งอำนวยความสะดวกน้อยกว่า ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น หากเราเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา แล้วบ้านอยู่กลางป่ากลางเขาในต่างจังหวัด กว่าจะ ได้รับการรักษาพยาบาล อาจต้องใช้เวลานานและไม่สะดวกนัก และเครื่องมือ อุปกรณ์การแพทย์ รวมถึงบุคลากร อาจไม่พร้อมเท่าในเมืองใหญ่ จะเห็นได้ว่า ข้อดีข้อเสียมีพอ ๆ กันเลย อยู่ที่ว่าใจเรา พร้อมที่จะเผชิญกับอะไรมากกว่า และแบบไหนจะเหมาะกับแนวทางการใช้ชีวิตของเรา โดยให้ พิจารณาจากหลักความเป็นจริง ไม่ใช่แค่ความฝัน เพราะคนเราย่อมอยากมีความสุขในบั้นปลายชีวิต ๓.๑.๓ มิติการพัฒนาสังคมทั่วไป การพัฒนาสังคมหมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้สมาชิกในสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดี ขึ้นและเป็นการกระทำใด ๆ ก็ตามที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงต่อโครงสร้างทางสังคม มีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้สมาชิกในสังคมที่อยู่ร่วมกันมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งหมายถึงลักษณะที่เป็นทั้ง ด้านวัตถุและทางด้านจิตใจ โดยการพัฒนาสังคมมีความสำคัญหลากหลายประการได้แก่ทำให้ปัญหาที่ เกิดขึ้นในสังคมลดน้อย หรือเบาบางลงไป ทำให้เกิดการป้องกันปัญหาที่เคยมีมาแล้ว ทำให้สังคมมี ความเจริญก้าวหน้า ทำให้ประชาชนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและทำให้สังคมมีความมั่นคง เป็นปึกแผ่น โดยมีเป้าหมายของการพัฒนา แบ่งออกเป็น ๓ มิติ คือ ๑) มิติทางสังคมศาสตร์เกี่ยวข้อง กับความสุข ครอบครัวและความสมดุลของสิ่งแวดล้อม ๒) มิติทางศาสนาอธิบายว่าการพัฒนาจะต้อง เป็นไปเพื่อสุขภาพชีวิตที่ดีและ ๓) มิติทางเศรษฐศาสตร์แบ่งออกเป็นระดับจุลภาคและระดับมหภาค แนวทางการพัฒนาสังคมที่สำคัญสำหรับสังคมไทยในปัจจุบัน ๓ แนวทาง ได้แก่ แนวทางการพัฒนา


๑๑๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คุณภาพชีวิต แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและ แนวทางความร่วมรับผิดชอบต่อสังคม โดยทั้ง ๓ แนวทางผู้ศึกษาต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการพัฒนาสังคมที่มีบทบาทหน้าที่ต่างกันอย่างถ่อง แท้ ซึ่งประกอบไปด้วยระบบครอบครัว ระบบการศึกษา ระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมืองการปกครอง และระบบความเชื่อมั่นและการปฏิบัติทางศีลธรรม สำหรับแนวคิดทฤษฎีการพัฒนาสังคม มีการแบ่ง ออกเป็น ๒ สำนักที่สำคัญ ได้แก่ ๑) กลุ่มทฤษฎีการพัฒนาสังคมกระแสหลัก ประกอบด้วย ทฤษฎี วิวัฒนาการ ทฤษฎีการพัฒนาแบบพึ่งพาและทฤษฎีโลกภิวัตน์ และ ๒) กลุ่มทฤษฎีการพัฒนาสังคม ทางเลือก ประกอบด้วย ทฤษฎีเครือข่ายทางสังคมและแนวคิดการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงเห็นได้ จากแผนพัฒนาแต่ละภาคแตกต่างกันไป ทั้งวิธีการ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย และยุทธศาสตร์แตกต่าง กันไปตามสภาพท้องที่ตามแต่ละภาคโดยสังเขป ดังนี้ สรุปได้ว่าลักษณะชุมชนเมือง จัดว่าเป็นศูนย์กลางความเจริญและมีความเสื่อมรวมอยู่ด้วย เมืองเป็นสถานที่ตั้งถิ่นฐานอันถาวร และหนาแน่นด้วยประชากร และเป็นที่รวมของผู้คนที่มีความ แตกต่างทางพื้นเพโดยชุมชนเมืองมักอยู่ในเขตเมืองหรือเทศบาล และลักษณะทั่วไปของสังคมเมือง ดู ได้จากคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ตอบแทน ความผูกพันในครอบครัวมีน้อย การประกอบอาชีพเป็นไป ตามความสามารถเฉพาะของบุคคล ชีวิตผู้คนไม่ค่อยมีความผูกพันกับธรรมชาติ เป็นสังคมที่เน้นวัตถุ นิยมและความทันสมัยแบบตะวันตก การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเป็นศูนย์รวม ของธุรกิจการค้าขาย การศึกษา การปกครอง ตลอดจนการคมนาคมขนส่ง การสื่อสาร และการ บริหารต่าง ๆ ทั้งองค์กรในภาครัฐและเอกชน แต่ที่น่าแปลกใจ คือ เป็นศูนย์รวมอำนาจมืดและอำนาจ อธรรมที่อยู่ใกล้ตัวรัฐบาลที่สุดโดยที่ไม่มีรัฐบาลใดกล้าปราบอย่างจริงจัง ส่วน ลักษณะทั่วไปของ ชนบทไทย - ชุมชนชนบท เป็นเขตพื้นที่ที่พ้นจากตัวเมืองออกไป หรืออาจเป็นพื้นที่ที่อยู่นอกเขต เทศบาล เป็นเขตที่เจริญทางด้านวัตถุน้อย ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ประมง เลี้ยงสัตว์ หน่วยทางสังคมของชุมชนชนบท รวมกันประมาณ ๒๐ ครัวเรือน ถึง ๑๐๐ ครัวเรือนก็ได้ ลักษณะ ทั่วไปของสังคมชนบทจะมีลักษณะ ดังนี้ ครอบครัวเป็นหน่วยสำคัญของเศรษฐกิจ สมาชิกของ ครอบครัวมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น ลักษณะของครอบครัวเป็นแบบครอบครัวขยาย วัดเป็น สถานที่สำคัญในการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ทางศาสนาเป็นแหล่งสำคัญ ชาวชนบทส่วนใหญ่ยึดมั่น อยู่กันประเพณีเดิมเป็นอย่างดี ชาวชนบทจะพึ่งสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ชาวชนบทส่วนใหญ่จะยึด มั่นในหลักธรรมคำสอนทางศาสนาและเข้าร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่ ต่ำมาก แต่ที่น่ากังวลคือ “การทำตามใจคือไทยแท้” ที่จะทำให้การพัฒนาประชาธิปไตย การพัฒนา เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา เทคโนโลยี ส่งแวดล้อมและ สื่อสารมวลชนและสื่อสังคมต้องลัมเหลว ตลอด ๘๘ ปีที่ผ่านมา จนกว่าคนไทยทุกภาคส่วนโดยเฉพาะนักการเมืองเปลี่ยนทัศนคติไปเป็น “การ ไม่ทำตามใจแต่ทำตามกฎหมาย”


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๑๙ Fundamentals of Social Development ๓.๒ ภาคเหนือ๖๘ วิถีชีวิตของคนไทยที่อาศัยอยู่ในชนบท เป็นคนกลุ่มใหญ่ มีจำนวนมากกว่าผู้ที่อาศัยอยู่ใน เมือง หากจะนับถอยหลังไปในอดีต ทั้งชุมชนในชนบทและชุมชนเมืองก็ยังมีชีวิตความเป็นอยู่ไม่ แตกต่างกันมากนัก เพียงแต่เมื่อมีการตั้งเมืองหลวงขึ้นเป็นศูนย์กลางอาณาจักร ชุมชนนั้นก็ใหญ่โต ด้วยผู้คนภายในพระราชวังและบริเวณรอบ ๆ เขตเมืองหลวงเท่านั้น จนเมื่อความเจริญจากตะวันตก เริ่มเข้ามรในคริสต์ศตวรรษที่ 19 หรือนับแต่สยามทำสนธิสัญญาเบาริงกับอังกฤษ ใน ค.ศ. 1885 และ ชาติตะวันตกอื่น ๆ ในเวลาต่อมา ความแตกต่างในด้านความเจริญทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ใน ราชธานี ก็เริ่มแตกต่างจากชนบท แต่ชุมชนอื่น ๆ ทั่วไปก็ยังเป็นชุมชนแบบชนบท การเริ่มเป็นชุมชน เมืองและชนบทจึงมีวิวัฒนาการที่เห็นชัดเจนในยุคอุตสาหกรรม หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม วิถีชีวิตคนไทยมิใช่จะเหมือนกันทั้งประเทศ ด้วยสาเหตุที่แต่ละภูมิภาคมี สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการเคลื่อนย้ายของประชากร กลุ่ม เผ่าพันธุ์ อันเป็นผลมาจากปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ตลอดเวลา จึงทำให้สังคมในแต่ละ ภูมิภาคแตกต่างกันออกไป เพื่อความเข้าใจลักษณะของสังคมไทยในภาพรวม จึงขอนำเสนอภาพรวม ภาคเหนือ ปัญหาและประเด็นท้าทายในการพัฒนาภาคเหนือ แนวคิดและทิศทางการพัฒนาสังคม ชนบทภาคเหนือ วัตถุประสงค์การพัฒนาสังคมชนบทภาคเหนือ และยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคม ชนบทภาคเหนือ ๓.๒.๑ สภาพทั่วไปของชนบทภาคเหนือ ๑. ที่ตั้งชนบทภาคเหนือ ภาคเหนือ ประกอบด้วย ๑๗ จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน พิษณุโลก ตาก อุตรดิตถ์ สุโขทัย เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร และอุทัยธานี เป็นพื้นที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำ โขงกลุ่มประเทศเอเชียใต้ และกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนโดยมีอาณาเขตติดต่อกับสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว ด้านตะวันออกและด้านเหนือ มีแม่น้ำโขงเป็นเส้นกั้นพรมแดน และด้าน ตะวันตก ติดต่อสหภาพเมียนมา ๒. พื้นที่และลักษณะภูมิประเทศภาคเหนือ มีพื้นที่รวม ๑๐๖.๐๓ ล้านไร่คิดเป็นร้อยละ ๓๓ ของพื้นที่ประเทศ ลักษณะภูมิประเทศของพื้นที่ตอนบนเป็นที่สูง เป็นภูเขา ป่าไม้ และแหล่งต้นน้ำลำ ธาร พื้นที่ตอนล่างเป็นภูเขาสูงทางทิศตะวันตก และทิศตะวันออก ตอนกลางเป็นพื้นที่ราบลุ่มของ แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง และป่าสัก ๓. ภูมิอากาศภาคเหนือ มีอากาศร้อนชื้นสลับร้อนแห้งแล้ง แบ่งเป็น ๓ ฤดู คือ ฤดูร้อน ช่วง เดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม มีอากาศร้อนและแห้งแล้ง โดยเฉพาะเดือนมีนาคมและเมษายน จังหวัดที่ ๖๘ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนพัฒนาภาคเหนือ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๕ (ฉบับทบทวน). สำนักนายกรัฐมนตรี (๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๓) น. ๑-๒๑.


Click to View FlipBook Version