๑๗๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นักรัฐศาสตร์อเมริกันตีความว่าปรากฏการณ์ความล้มเหลวของการสร้างระบบการเมืองแบบ ประชาธิปไตยในรัฐ-ชาติที่เกิดขึ้นใหม่นั้นเกิดจากการขาดการพัฒนาการเมือง การแก้ปัญหาดังกล่าว นักรัฐศาสตร์มุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์การเมืองของประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจ โดยมอง ว่าความวุ่นวายในทางการเมืองที่กล่าวมานี้ส่งผลโดยตรงต่อสมรรถภาพในการ “ก้าวหน้า” ในทาง การเมือง และยังมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อสมรรถนะในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และสังคมอีกด้วย หรือ คือแนวคิดพัฒนาการเมืองจะมองว่าการเมืองคือตัวกำหนดสมรรถนะทางเศรษฐกิจ และสังคมซึ่ง จะต่างกับรัฐ-ชาติที่มีระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ที่จะใช้เศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดการเมือง และสังคม แนวคิดการพัฒนาการเมืองจะให้ความสำคัญกับรัฐในสถานะที่เป็นสถาบันหลักในการสรร สร้างจิตสำนึกในทางการเมือง และกรอบในการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยเพื่อ เป็นรากฐานให้กับการสร้างความเป็นสถาบันให้เกิดขึ้นในรัฐ-ชาติ อย่างไรก็ตามสำหรับในประเทศโลก ที่สามนั้นหากสถาบันเข้มแข็งแล้วมักส่งผลกระทบในทางลบต่อการพัฒนาการเมืองคือสถาบันกองทัพ อย่างไรเสียวัฒนธรรมทางเมืองที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมในทางการเมือง ซึ่ง รัฐ-ชาติที่เกิดใหม่หรือในภาษาของแนวคิดพัฒนาการเมืองคือประเทศด้อยพัฒนา (underdeveloped country) นั้นมักมีระดับของการมีส่วนร่วมในทางการเมืองที่ต่ำ ผลที่ตามมาก็คือจะมีการโกงกิน (corruption) ในระดับสูง๙๗ ๔.๔.๒ การศึกษาการพัฒนาการเมืองของนักรัฐศาสตร์ แนวคิดการพัฒนาการเมืองนั้นเป็นวิธีการศึกษาการเมืองที่เกิดขึ้นร่วมสมัยกับการศึกษา รัฐศาสตร์ในแนวพฤติกรรมศาสตร์ (Behaviorism) ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่วิชา รัฐศาสตร์พยายามสร้างงานวิจัยที่เกี่ยวกับประเด็นปัญหาในสังคมจริง ๆ ได้มองปัญหาอย่างมี จุดมุ่งหมาย ที่สามารถนำไปแก้ปัญหาได้จริง และทำให้รัฐศาสตร์กลายเป็นศาสตร์บริสุทธิ์ (Pure Science) มากกว่าที่เป็นอยู่ ในอีกภาษาหนึ่งก็คือเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่นักรัฐศาสตร์พยายาม สร้างแนวทางในการศึกษาการเมืองที่ไม่ต้องหยิบยืมวิธีวิทยาแบบวิทยาศาสตร์การทำสถิติมาใช้๙๘ ในวงวิชาการรัฐศาสตร์แนวคิดพัฒนาการการเมืองมีการเรียนการสอนในระดับกระบวน ทฤษฎี หรือในภาษาที่เป็นที่รู้จักมากกว่าคือเป็นวิธีวิเคราะห์การพัฒนาทางการเมือง (Political Development Approaches) ดังกล่าวซึ่งเป็นอิทธิพลทางทฤษฎีของนักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน แกเบ ๙๗ Damien Kingsbury. Political Development. New York: Routledge, (2007), p. 12. ๙๘ David Easton. The Political System: An Inquiry into the State of Political Science (2nd edition) New York: Alfred A. Knopf, 1971, pp. 372-373. อ้างใน เชิญ ชวิณณ์ ศรีสุวรรณ, “แนวพินิจทาง รัฐศาสตร์: ภาวะวิทยา ญาณวิทยา และ วิธีวิทยา,” (๒๕๕๑/๒๕๖๑), น. ๒๓. Cited by http://www.buriram.ru .ac.th /00phpweb/ down_load/fill/0907111104235YRYX.doc
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๗๑ Fundamentals of Social Development รียล อัลมอนด์ (Gabriel Abraham Almond) ที่หยิบยืมวิธีวิเคราะห์มาจากวิธีวิเคราะห์โครงสร้าง และหน้าที่ (Structural-Functional Approaches) ที่มองว่าการเมืองโดยรวมนั้น สามารถจะพัฒนา ได้หากสมาชิกในสังคมมี “สำนึกพลเมือง (Civic Culture)” หรือ “วัฒนธรรมพลเมือง (Civic Culture)” ในการเข้าร่วมทางการเมืองอย่างแข็งขัน (The Participant Political Culture) แต่หาก สมาชิกในสังคมการเมืองวางเฉยทางการเมือง (The Parochial Political Culture) หรือรับรู้แต่ไม่ เข้าร่วมทางการเมือง (The Subject Political Culture) การเมืองนั้นก็จะด้อยพัฒนา๙๙ นักรัฐศาสตร์คนสำคัญอีกคนหนึ่งในแนวคิดเรื่องการพัฒนาการเมืองคือ ลูเซียน พาย (Lucian W. Pye) มองว่าการพัฒนาทางการเมืองนั้นเป็นโรคระบาดทางการเมืองอย่างหนึ่ง (Political Syndrome) ที่มนุษย์ต้องการให้เกิดขึ้นกับระบบการเมืองการปกครองของรัฐ-ชาติตน เพราะ สังคม การเมืองที่มีการพัฒนาการเมืองมาก โครงสร้างทางการเมืองจะสลับซับซ้อน มีการแบ่งงานตามความ ชำนาญเฉพาะด้าน (Differentiation of Specialization) เป็นหน่วยเล็ก ๆ ที่ดำเนินการอย่างอิสระ (Subsystem Autonomy) แต่ยังคงประสานงานกับหน่วยใหญ่หรือรัฐอยู่เสมอ สังคมการเมืองที่มี พัฒนาการในทางการเมืองจะเคารพในความเท่าเทียม (Equality) สมาชิกในสังคมการเมืองจะมีมีสิทธิ ในการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองในลักษณะหรือรูปแบบต่าง ๆ โดยเท่าเทียมกัน ภายใต้กฎระเบียบที่ เป็นการทั่วไป (Generally) รวมถึงการเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเรื่องของความสามารถ ของบุคคลไม่ใช่เป็นเรื่องของชาติตระกูล ที่สำคัญที่สุดคือ ระบบการเมืองสามารถที่จะตอบสนองข้อ เรียกร้องจากเหล่าสมาชิกในสังคมการเมืองได้มากกว่า (Capacity) รวมทั้งสามารถเปลี่ยนแปลงเพื่อ สนองตอบต่อความต้องการของระบบโครงสร้างทางสังคม โดยเอื้อต่อเป้าหมายใหม่ ๆ ของระบบอีก ด้วย๑๐๐ ซามูเอล ฮันทิงตัน (Samuel Huntington) สรุปว่าการพัฒนาการเมืองคือทฤษฎีการเมือง หรือกระบวนทฤษฎีที่มองว่าความสามารถที่ระบบการเมืองทำให้คนในสังคมสนับสนุนในกิจกรรมทาง การเมือง และเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม โดยการระดมทรัพยากรมนุษย์และ ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของสังคมและเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ของสังคม โดย ๙๙ Gabriel A. Almond and G. Bingham Powell, Jr. Comparative Politics: System, Process and Policy. (2nd edition) (Boston: Little, Brown and Company, 1978) and Gabriel A. Almond and G. Bingham Powell, Jr (eds. ), Comparative Politics Today: A world View. Boston: Little, Brown and Company,1980. อ้างใน อโณทัย วัฒนาพร, “นักรัฐศาสตร์กับสังคมการเมืองไทย: ภารกิจอันไม่จบสิ้น”, (เอกสาร ประกอบการประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติครั้งที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๔๙) . ๑๐๐ Lucien W. Pye. Aspects of Political Development: An Analytic Study. Boston: Little Brown and Company, 1966, 33 – 48. อ้างใน ลิขิต ธีเวคิน. ทฤษฎีพัฒนาการเมือง. (กรุงเทพฯ: ศูนย์วิจัยคณะ รัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๒๗/๒๕๕๗) .
๑๗๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป้าหมายของพัฒนาการทางการเมืองคือ “การสร้างสถาบันเพื่อจัดระเบียบการมีส่วนร่วมทางการ เมือง” เป็นสำคัญ๑๐๑ ๔.๔.๓ นิยามของคำว่า การพัฒนาทางการเมือง ลิขิต ธีระเวคิณได้กล่าวว่าคำว่า การพัฒนาการเมือง (Political Development) เป็นศัพท์ ทางรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากที่เจ้าอาณานิคมได้ถอนกำลังออกไปจาก ประเทศที่ตนเคยเป็นเจ้าอาณานิคมมาก่อน ทันทีที่มีการถอนออกจากอดีตอาณานิคมหลายประเทศ กลับตกอยู่ในสภาพสงครามกลางเมือง มีการสู้รบกันระหว่างฝ่ายต่าง ๆ จนแยกออกเป็นหลาย ประเทศ ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคืออินเดียซึ่งแยกออกเป็นอินเดียและปากีสถาน ต่อมาก็แยกเป็นประเทศ บังคลาเทศอีกประเทศหนึ่ง สิ่งซึ่งทำให้เจ้าอาณานิคมหลายประเทศไม่เข้าใจก็คือ ก่อนการถอนออกไป นั้นได้มีการร่างรัฐธรรมนูญและข้อตกลงต่าง ๆ ไว้เป็นอย่างดี แต่ทันทีที่ถอนกำลังออกไปกลับ กลายเป็นการต่อสู้ระหว่างเผ่าพันธุ์ ระหว่างกลุ่มซึ่งมีศาสนาต่างกัน และระหว่างกลุ่มซึ่งมีความขัดแย้ง ทางการเมืองและอุดมการณ์ เมื่อมีการพยายามหาคำตอบจากปรากฏการณ์ดังกล่าวโดยนักรัฐศาสตร์ ก็ได้คำตอบสั้น ๆ ว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นสะท้อนให้เห็นถึงการขาดการพัฒนาการเมือง๑๐๒ ในวงวิชาการอเมริกันนั้น นิยามของการพัฒนาการเมืองเกิดในช่วงที่พาย (Lucien W. Pye) เป็นประธานคณะกรรมการการเมืองเปรียบเทียบในการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ที่ให้การสนับสนุน การศึกษาการพัฒนาการเมืองมาตั้งแต่แรกเริ่มในช่วงต้นทศวรรษที่ ๑๙๖๐ พาย (Pye) ได้พยายาม ศึกษาวิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเมือง และพบว่ามีประเด็นที่สำคัญ ๆ มากมายและค่อนข้างสลับซับซ้อนกว่าที่เขาคาดไว้ พาย (Pye) จึงได้สรุปการพยายามนิยามการพัฒนา การเมืองที่มีอยู่ในวงวิชาการอเมริกันไว้ ๑๐ ประการ คือ๑๐๓ ๑. การพัฒนาการเมือง เป็นพื้นฐานทางการเมืองของการพัฒนาเศรษฐกิจ ในแง่นี้การเมือง ที่พัฒนาแล้วจะเปรียบเสมือนปัจจัยที่สำคัญที่จะเอื้ออำนวยต่อความเจริญทางเศรษฐกิจ เช่น ช่วยให้ รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรเพิ่มขึ้น แต่ปรากฏว่าการพัฒนาการเมืองในแง่นี้ได้รับการ วิพากษ์วิจารณ์มากกว่าแคบไป ทั้งความเจริญทางเศรษฐกิจนั้นอาจเกิดขึ้นได้ในระบบการเมืองที่ แตกต่างกัน และจากข้อเท็จริงที่ปรากฏให้เห็นในหลายประเทศปัจจุบันว่า ความเจริญทางเศรษฐกิจ ๑๐๑ Samuel Huntington. Political Order in Changing Societies. (Second edition) Connecticut: Yale University Press, 1969, p. 31. ๑๐๒ ลิขิต ธีรเวคิน, “การพัฒนาการเมือง (Political Development)” หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ( วันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒/๒๕๖๒ ) ๑๐๓ สมบัติ ธำรงค์ธัญวงศ์. ทัศนคติทางการเมืองของเด็กและเยาวชนในกรุงเทพมหานคร. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: โครงการเอกสารและตำรา คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ( ๒๕๓๙/ ๒๕๔๙/๒๕๕๙), น. ๓๓-๓๔.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๗๓ Fundamentals of Social Development หาได้มีทีท่าว่าจะเกิดขึ้นในช่วงอายุของเราไม่ แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองถึงขนาดที่เรา อาจจัดได้ว่าเป็นการพัฒนาการเมืองแล้วก็ตาม แนวคิดนี้ชี้ให้เห็นว่า หากระบบการเมืองมีการพัฒนา สูง จะส่งเสริมให้เกิดความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจจึงขึ้นอยู่กับระดับ ของการพัฒนาการเมืองของแต่ละสังคม ๒. การพัฒนาการเมือง เป็นการเมืองของสังคมอุตสาหกรรม นั่นคือมีการมองกันว่า การเมืองในประเทศอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยหรือเผด็จการจะมี แบบแผนของพฤติกรรมของสมาชิกของสังคมในลักษณะที่มีเหตุผล รัฐบาลมีความยอมรับผิดชอบต่อ ความสงบสุขและมีความกินดีอยู่ดีของประชาชน ซึ่งเท่ากับเป็นการยอมรับว่าการเมืองเป็นเพียง เครื่องมือในการแก้ปัญหา หาได้เป็นเป้าหมายในตัวเองไม่ การเมืองของสังคมอุตสาหกรรมจึงนับได้ว่า เป็นแบบอย่างที่ดีซึ่งชี้ให้เห็นหถึงความสำเร็จในการแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปด้วยดี โดยเฉพาะในปัญหา หลักคือ การแจกแจงความกินดีอยู่ดีให้กับสมาชิกอย่างเป็นธรรมกว่าในสังคมอื่น ๆ แนวคิดนี้ชี้ให้เห็น ว่า สังคมที่พัฒนาจนก้าวเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรมได้นั้น ระบบการเมืองจะต้องมีระดับการพัฒนาสูง ดังนั้น ลักษณะระบบการเมืองของสังคมอุตสาหกรรม คือรูปธรรมของระบบการเมืองที่พัฒนาแล้ว ๓. การพัฒนาการเมือง เป็นความเป็นทันสมัยทางการเมือง เนื่องจากแนวความคิดที่ พยายามโยงการพัฒนาการเมืองกับการเมืองของสังคม อุตสาหกรรมได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น แนวความคิดที่ที่ลำเอียง ไม่ให้ความสำคัญกับประเพณีและปทัสถานของสังคมอื่น ๆ มาตรฐานของ สังคมอุตสาหกรรมหรือสังคมตะวันตกนั้น ไม่สามารถใช้วัดได้ในทุกระบบสังคม ซึ่งจากข้อแย้งเหล่านี้ก็ เนื่องมาจากความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผลจากความเจริญทางวิทยาการเหล่านี้ เองจะช่วยสนับสนุนให้มนุษย์ได้มองเห็นแง่มุมต่าง ๆ ของสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองได้กว้างขวาง ยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การเรียกร้องให้มีกฎหมายที่เป็นสากล สามารถให้ความยุติธรรมกับสมาชิกของ สังคมโดยทั่วหน้ากัน มีกลุ่มต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย เช่น พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์และ กลุ่มอิทธิพล แต่ละกลุ่มต่าง ก็พยายามเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยมุ่งหวังที่จะใช้อิทธิพลต่อการ กำหนดนโยบายนั้น ๆ ออกมาในรูปของการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มตนให้มากที่สุด และความเป็น ทันสมัยทางการเมืองเหล่านี้เองจึงเป็นประเด็นที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาทางการเมืองในความหมายนี้ แนวคิดนี้เชื่อมั่นว่า การพัฒนาการเมืองจะเกิดขึ้นได้นั้น จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองให้มี ความทันสมัย (Political Modernization) กล่าวคือ จะต้องมีการแบ่งโครงสร้างทางการเมืองให้มี ความแตกต่างซับซ้อน จะต้องสร้างสรรค์ให้เกิดเอกภาพในอำนาจทางการปกครอง และจะต้อง ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง เรามักเกิดความสงสัยกันบ้างว่า การพัฒนาการเมืองกับ การสร้างความทันสมัยทางการเมือง (Political Modernization) นั้นเป็นสิ่งเดียวกันหรือแตกต่างกัน
๑๗๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อย่างไร ในประการนี้ บิลล์และฮาร์ดเกรฟ (James A. Bill and Robert L. Hardgrave) ๑๐๔ ได้ให้ ทัศนะไว้ว่า ความหมายของการพัฒนาการเมืองกับการเปลี่ยนหรือทำให้เป็นความทันสมัยทาง การเมือง นั้น มีความหมายที่แตกต่างกันไม่มาก และมีการใช้แทนกันได้บ้าง แต่กระนั้น จุดเน้นของ การพัฒนาจะพิจารณากันที่ความสามารถในการตอบสนองของระบบต่อปัญหาที่เกิดขึ้นหรือ ความสัมพันธ์กับข้อเรียกร้องเป็นด้านหลัก แต่การเปลี่ยนแปลงหรือการทำให้เกิดความทันสมัยนั้น มุ่ง ดูที่การเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวพันกับการที่มนุษย์ควบคุมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องทาง เทคนิควิทยาที่ตกทอดกันมาในช่วงระยะเวลาราว ๔๐๐ ปีผ่านมานี้เอง ๔. การพัฒนาการเมือง เป็นเรื่องการดำเนินงานของรัฐ-ชาติความคิดนี้เกิดจากความเห็น ที่ว่าแนวปฏิบัติทางการเมืองที่เกิดขึ้นอันถือได้ว่ามีลักษณะที่พัฒนาแล้วนั้นจะคล้องจองกับมาตรฐาน ของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในรัฐชาติยุคใหม่ กล่าวคือ รัฐชาติเหล่านี้สามารถที่จะปรับตัวและดำรงไว้ซึ่ง ความสงบเรียบร้อยของสังคมได้ในระดับหนึ่ง แถมยังสร้างลัทธิชาตินิยมอันถือได้ว่าเป็นเงื่อนไขที่ จำเป็นต่อการพัฒนาการเมือง ซึ่งจะนำไปสู่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชาติ อีกนัยหนึ่งการพัฒนา การเมืองในแง่นี้ก็คือการสร้างชาติ (Nation-building) นั่นเอง แนวคิดนี้หมายถึง การทำให้รัฐบาลมี อำนาจครอบคลุมทั้งประเทศ ประชาชนมีความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยใช้นโย บาย ชาตินิยมเห็นเครื่องมือสำคัญเพื่อให้เกิดความเป็นชาติอย่างแท้จริง ๕. การพัฒนาการเมือง หมายถึงเรื่องราวของการพัฒนาระบบบริหารและกฎหมาย แนวความคิดต่อเนื่องมาจากความเห็นดีว่าการพัฒนาการเมืองเป็นเรื่องการสร้างชาติ โดยแบ่งรูปแบบ ของการสร้างชาติออกเป็น ๒ รูปแบบคือ การสร้างสถาบัน และการพัฒนาพลเมืองซึ่งทั้ง ๒ รูปแบบนี้ จะคล้องจองกันในลักษณะหนึ่ง แนวความคิดนี้มุ่งที่การพัฒนาสถาบันบริหารและพัฒนาเครื่องมือของ สถาบันนี้ไปพร้อม ๆ กันด้วยนั่นคือการพัฒนากฎหมายเพื่อสร้างความสงบเรียบร้อยและประสิทธิภาพ ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม แนวทางนี้ชี้ให้เห็นว่า ระบบบริหารเพื่อตอบสนองความต้องการของ ประชาชนจะมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับระดับของการพัฒนาการเมือง ระบบ การเมืองที่มีระดับการพัฒนาสูง จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาประสิทธิภาพของการบริหาร ตลอดจน ชี้ให้เห็นว่า ระบบกฎหมายจะได้รับการพัฒนา เพื่อดำรงความยุติธรรมของสังคมและตอบสนองความ ต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ ภายใต้ระบบการเมืองที่มีการพัฒนา ๖. การพัฒนาการเมือง เป็นเรื่องของการระดมพลและการมีส่วนร่วมทางการเมือง แนวความคิดนี้อ้างว่าการฝึกฝนและการให้ความสำคัญกับสมาชิกของสังคมในฐานะเป็นราษฎร ตลอดจนการส่งเสริมให้พวกเขาเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งต่อรัฐชาติใหม่ และถือ ได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาการเมือง และประเด็นที่สำคัญประการหนึ่งในการศึกษาการ ๑๐๔ Bill, James A., and Hardgrave, Robert L. Comparative Politics: The Quest for Theory. Columbus Ohio: Charles E. Merrill Publishing Company (1973), p. 67.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๗๕ Fundamentals of Social Development พัฒนาการเมืองในแง่นี้คือ เรามักจะผูกพันลักษณะการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองกับสิทธิในการ ออกเสียงเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยมากเกินไปจนมองข้ามการมีส่วนร่วมทางการเมืองในลักษณะอื่น ๆ ด้วย หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้คือ อำนาจทางการเมืองเป็นของประชาชน ดังนั้นประชาชนจะต้อง แสดงบทบาทในการควบคุม กำกับ และตรวจสอบระบบการเมือง เพื่อให้แน่ใจว่าระบบการเมืองที่ ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองดังกล่าว คือระบบการเมืองที่พัฒนา หรืออาจกล่าวได้ว่า แนวทางการพัฒนาทางการเมือง คือ การส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างกว้างขวาง และทั่วถึง ๗. การพัฒนาการเมือง เป็นเรื่องของการพัฒนาประชาธิปไตยแนวความคิดนี้ค่อนข้างจะ แคบ คือ มองว่าการพัฒนาการเมืองมีอยู่รูปแบบเดียว คือ การสร้างประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้จึงมี นักวิชาการหลายท่านวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นคำนิยามที่ลำเอียง มุ่งที่จะยัดเยียดค่านิยมทางการเมือง แบบตะวันตกให้กับประเทศด้อยพัฒนาซึ่งควรจะสนใจว่า “พัฒนา” ให้การเมืองของชาติก้าวหน้าได้ อย่างไร มากกว่าที่จะสนใจว่าจะสร้างประชาธิปไตยอย่างตะวันตกได้อย่างไรในขณะที่ค่านิยมของ ตนเองไม่เอื้อประโยชน์ให้เลย แนวคิดนี้สรุปอย่างชัดเจนว่า การพัฒนาทางการเมือง คือ การพัฒนา ระบบการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย ยิ่งระบบการเมืองเป็นประชาธิปไตยมากเท่าใด ก็ย่อมแสดงว่ามี การพัฒนามากขึ้นเท่านั้น ๘. การพัฒนาการเมือง เป็นเรื่องของความมีเสถียรภาพและการเปลี่ยนแปลงที่เป็น ระเบียบ แนวทรรศนะนี้มีความลำเอียงในแง่ของค่านิยมแบบประชาธิปไตยน้อยลง คือ มองว่าลักษณะ การเมืองที่พัฒนาแล้วจะเกิดขึ้นในระบอบการเมืองใดก็ได้ที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้ นอกจากนี้ยังมองว่าประชาธิปไตยนั้นไม่เอื้อต่อการ เปลี่ยนแปลงของสังคมที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว และไม่อาจก่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองได้ การ พัฒนาการเมืองในแง่นี้จึงเป็นลักษณะของการดำเนินชีวิตทางการเมืองที่ไม่วุ่นวายและเป็นไปอย่างมี ระเบียบแบบแผนนั่นเอง แนวคิดนี้สรุปให้เห็นได้ว่า ลักษณะของระบบการเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลง ตามกฎเกณฑ์กติกา จะก่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง ทั้งนี้เพราะประชาชนจะเกิดความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ ๙. การพัฒนาการเมือง เป็นเรื่องของการระดมพลและอำนาจ แนวความคิดนี้พัฒนามาจาก ความเห็นเก่า ๆ ทั้งในเรื่องของสถาบันและเสถียรภาพทางการเมืองโดยมองบว่าเหตุสำคัญที่จะ ก่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองและทำให้สถาบันดำเนินไปอย่างประสิทธิภาพได้ขึ้นอยู่กับ ความสามารถของระบบการเมืองเอง กล่าวคือ ถ้าระบบการเมืองใดสามารถที่จะระดมพลและอำนาจ เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ สามารถทำให้คนปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และ ระเบียบแบบแผนของระบบ และระบบเองก็สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีอยู่ รวมทั้ง
๑๗๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สามารถแจกแจงทรัพยากรเหล่านี้อย่างเป็นธรรมโดยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนแล้ว ระบบ การเมืองนั้นถือได้ว่าพัฒนาแล้ว ๑๐. การพัฒนาการเมือง เป็นแง่หนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ดังที่เราได้ กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า การพัฒนาการเมืองนั้น จะผูกพันอย่างแน่นแฟ้นกับการเปลี่ยนแปลงทาง เศรษฐกิจสังคม การที่ด้านใดด้านด้านหนึ่งของสังคมแปรเปลี่ยนไปจนกระทบถึงการเปลี่ยนแปลงใน ด้านอื่น ๆ ด้วย การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก็ถือว่าเป็นลักษณะหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทั้งปวง ของสังคม ฉะนั้นในการศึกษาการพัฒนาการเมืองจึงจำเป็นต้องศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมพร้อมกันไปด้วย นิยามของคำว่าพัฒนาการเมืองทั้ง ๑๐ ประการเหล่านี้ พาย (Pye) ไม่ได้พูดว่านิยามใดผิด หรือถูกมากกว่านิยามอื่น ๆ แต่เป็นเพียงเขาต้องการเน้นถึงตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเมือง ที่สำคัญ ๆ ตามแนวทรรศนะของนักวิชาการในสำนักต่าง ๆ เท่านั้น ด้วยเหตุนี้แต่ละทรรศนะจึงย่อมที่ จะต้องมีอคติอยู่บ้างเป็นธรรมดา เช่น มองเพียงแต่ว่าการเมืองที่พัฒนาแล้วเป็นการเมืองแบบ ประชาธิปไตย เป็นต้น นอกจากนี้ พาย (Pye) พร้อมด้วยสมาชิกคณะกรรมการศึกษาการเมือง เปรียบเทียบ (Committee on Comparative Politics) ได้สรุปแนวความคิดของสำนักงานต่าง ๆ และสร้างลักษณะร่วม หรือสาระสำคัญของความหมายของการพัฒนาการเมือง จำแนกออกได้เป็น ๓ ประการ โดยเรียกรวมกันว่า “โรคติดต่อของการพัฒนา (Development Syndrome)” ประกอบด้วย ความชำนาญงาน (Differentiation) หมายถึง การที่องค์กรหรือหน่วยงานใด ๆ มี โครงสร้างที่แตกต่างกันไป มีหน้าที่จำกัดและมีความชำนาญงานเฉพาะด้าน โคลแมน (Coleman) กล่าวไว้ว่า Differentiation หมายถึง “กระบวนการซึ่งบทบาท ส่วนต่าง ๆ ของสถาบันและสมาคมที่ มีกากรแยกแยะและมีความชำนาญงานเฉพาะด้านเพิ่มมากขึ้นในสังคมที่ดำเนินการสู่ความเป็น ทันสมัย” นั่นคือ สังคมใดที่มีการพัฒนาการเมืองมาก จะยิ่งมีโครงสร้างทางการเมืองที่สลับซับซ้อน ทำหน้าที่อันจำกัดตามความชำนาญเฉพาะด้าน แต่ลักษณะของการแยกแยะโครงสร้างย่อม ๆ ออกเป็นหน่วยเล็ก ๆ จำนวนมากนี้ไม่ใช่เป็นการก่อให้เกิดความแตกแยกหรือแต่ละหน่วยเล็ก ๆ จะ ดำเนินการเป็นอิสระเอกเทศแต่ประการใด หน่วยเล็ก ๆ เหล่านี้ยังคงต้องประสานงานกับหน่วยใหญ่ ของโครงสร้าง เพื่อร่วมมือการดำเนินงานให้บรรลุสู่จุดประสงค์หรือเป้าหมายที่องค์กรนั้น ๆ วางไว้ เราจึงพบว่าในสังคมดั้งเดิมจะมีความชำนาญงานเฉพาะด้านและระดับของความซับซ้อนขององค์กร น้อยกว่าสังคมสมัยใหม่ที่พัฒนาแล้วมาก ผู้ปกครองของสังคมดั้งเดิมจะทำหน้าที่ทั้งนิติบัญญัติ บริหาร บัญญัติ และตุลาการบัญญัติ คือเป็นทั้งผู้ออกกฎหมาย นำกฎหมายมาบังคับใช้ และตัดสินความไม่มี องค์กรที่ทำหน้าที่โดยเฉพาะ หรือถ้าเราจะนำโครงสร้างของสังคมศักดินามาเปรียบเทียบกับสังคม สมัยใหม่ นั้นจะพบว่าในสังคมศักดินาจะมีระดับจองความซับซ้อนขององค์กรย่อยน้อยมาก ใน สมัยก่อนรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ของไทยนั้น เรามีองค์กรทางการเมืองซึ่งเทียบเท่ากระทรวง
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๗๗ Fundamentals of Social Development ในปัจจุบันเพียง ๔ องค์กร คือ เวียง วัง คลัง และนา เท่านั้น แต่ปัจจุบันสังคมเราได้วิวัฒนาการมีการ แจกแจงหน้าที่ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นให้กับองค์กรซึ่งตั้งขึ้นมาใหม่เพื่อที่จะสนองตอบต่อปัญหาและความ ต้องการใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้เราจึงมีกระทรวงต่าง ๆ มากมาย และแต่ละกระทรวงยังแยก หน่วยงานย่อยออกไปอีกมาก จึงนับได้ว่าสังคมปัจจุบันพัฒนาการมากกว่าสังคมในอดีตมาก ความเท่าเทียม (Equality) หมายถึง ความเสมอภาคเท่าเทียมกันแยกออกเป็น ๓ ประการ คือ ประการแรก เป็นความเสมอภาคในฐานะที่เป็นราษฎรซึ่งมีสิทธิในการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง ในลักษณะหรือรูปแบบต่าง ๆ โดยเท่าเทียมกัน ประการที่สองคือ ความเท่าเทียมกันภายใต้กฎระเบียบ ที่เป็นสากลอันเดียวกัน หมายความว่า ราษฎรที่ทำผิดก็จะต้องได้รับโทษไม่มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดที่ เป็นอภิสิทธิ์ชนอยู่เหนือกฎหมายได้ ส่วนประการที่สามคือ ปทัสถาน (Norm) ที่มีหลักเกณฑ์อยู่บน ความสัมฤทธิผล กล่าวคือ การเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเรื่องของความสามารถของบุคคล ไม่ใช่เป็นเรื่องของชาติตระกูลสูงหรือต่ำ หรืออาจกล่าวได้ว่า ราษฎรในสังคมที่พัฒนาแล้วจะมีความ เท่าเทียมกันในโอกาสบนเงื่อนไขของความสามารถนั่นเอง ความสามารถ (Capacity) หมายถึง ความสามารถของระบบการเมือง ในการที่จะ สนองตอบต่อข้อเรียกร้องจากเหล่าสมาชิก สามารถกำจัดข้อขัดแย้ง แก้ไขความตึงเครียดที่เกิดขึ้นใน สังคมและยังก่อให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ หรือนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงยังไม่ขาดสายด้วย จึงเห็นได้ว่าคำว่า ความสามารถของระบบในแง่นี้หาได้มีความหมายเฉพาะในเรื่องของความสามารถในการปรับตัวให้ เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนไป แต่ยังหมายถึงความสามารถของระบบในการที่จะเปลี่ยนแปลง สิ่งแวดล้อมบางอย่างเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของระบบเอง ความสามารถในการสร้างสิ่งใหม่ ๆ ปรับปรุงแก้ไขและสามารถดำเนินการให้การเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ นี้เอื้ออำนวยต่อเป้าหมายใหม่ ๆ ของระบบอีกด้วย๑๐๕ [10] รัฐบาลของประเทศที่พัฒนาแล้วนั้น จะมีประสิทธิภาพในการสนองตอบต่อ ความต้องการของประชาชนในด้านต่าง ๆ ได้ดี สามารถที่จะนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ โดยยึดหลักการของความเป็นเหตุเป็นผล และหลักการทางโลกในการบริหารงานด้วย ๔.๔.๔ อคติของคำนิยามการพัฒนาการเมือง อย่างไรก็ตาม ถ้าเราพิจารณาตามหลักการ “โรคติดต่อของการพัฒนา (Development Syndrome)” ทั้งสามประการข้างต้น เราจะพบว่าคำนิยามที่ได้สรุปมานั้นมีลักษณะที่บ่งบอกมีอคติ กล่าวคือ มีลักษณะเอนเอียงไปทางแบบของตะวันตก หรือประเทศในค่ายเสรีประชาธิปไตย ซึ่งเราจะ พบว่าลักษณะร่วมประการที่สองที่ว่าด้วยความเสมอภาค โดยเน้นที่การเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ๑๐๕ Lucien W. Pye. Aspects of Political Development: An Analytic Study. Boston: Little Brown and Company, 1966, 33 – 48. อ้างใน ลิขิต ธีเวคิน. ทฤษฎีพัฒนาการเมือง. (กรุงเทพฯ: ศูนย์วิจัยคณะ รัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๒๗/๒๕๕๗) .
๑๗๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อันเป็นรูปแบบหนึ่งของการเมืองแบบประชาธิปไตย ถ้าเป็นเช่นนั้นเราอาจนำมาสรุปอย่างผิด ๆ ได้ว่า การเมืองในประเทศเผด็จการย่อมไม่ถือว่าเป็นการเมืองที่พัฒนา ลักษณะการแบ่งแยกเฉพาะด้านเกิดมาก่อนแล้วในบางสังคม มีนักวิชาการหลายท่านแย้งว่า ลักษณะการแบ่งแยกเฉพาะด้านในโครงสร้างทางการเมืองนั้น หาได้มีเฉพาะในระบบการเมือง สมัยใหม่ไม่แต่มันเกิดมาก่อนแล้วในบางสังคม เช่น ในจักรวรรดิโรมัน และจีนโบราณ ซึ่งเรายึดหลักนี้ เป็นเกณฑ์ เราอาจสรุปไปว่าจักรวรรดิโรมันและจีนโบราณเป็นสังคมที่พัฒนาการเมืองแล้ว ซึ่ง นักวิชาการหลายท่านยังสงสัยอยู่ นอกจากนี้ยังมีบางคนได้ตั้งข้อสงสัยไว้เหมือนกันว่าการแบ่งแยก โครงสร้างหรือมีระดับของความชำนาญงานเฉพาะด้านระดับใดที่เราอาจพูดได้ว่าสังคมพัฒนาแล้ว ๔.๔.๕ องค์ประกอบอันเป็นสาระสำคัญของการพัฒนาทางการเมือง สมบัติ ธำรงธัญวงศ์๑๐๖ ได้สรุปองค์ประกอบอันเป็นสาระสำคัญของการพัฒนาทางการเมือง จากแนวคิดข้างต้นออกเป็น ๕ ประการดังนี้ ๑. ความเท่าเทียมกัน (Equality) ซึ่งมีความหมายครอบคลุมทั้งความเท่าเทียมกันทาง กฎหมาย ความเท่าเทียมกันในสิทธิทางการเมือง และความเท่าเทียมกันที่ประชาชนจะได้รับจากการ ให้บริการของรัฐ ทั้งทางบริการด้านการศึกษา สาธารณสุข ตลอดจนสิ่งอำนวยประโยชน์ต่อการ ดำรงชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ ๒. ความสามารถของระบบการเมือง (Capacity) หมายถึง ความสามารถที่ระบบการเมืองจะ ตอบสนองความต้องการของประชาชน ทั้งในทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง โดยที่ระบบการเมือง จะต้องเปิดรับการควบคุม กำกับและตรวจสอบจากประชาชน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการตัดสินใจใดใดทาง การเมือง จะเสริมสร้างให้ประชาชนมีความกินดีอยู่ดีโดยเสมอภาคกัน ๓. การแบ่งโครงสร้างทางการเมืองให้มีความแตกต่างและมีความชำนาญเฉพาะ ในประการนี้ สอดคล้องกับทัศนะของอัลมอนด์และเพาเวลล์ (Almond and Powell 1966, 299-300) ที่เห็นว่า องค์ประกอบสำคัญด้านหนึ่งของการพัฒนาการเมืองก็คือ การแบ่งโครงสร้างทางการเมืองให้มีความ แตกต่างและมีความชำนาญเฉพาะ (Differentiation and Specialization) เพื่อให้สามารถตอบสนอง ความต้องการของประชาชนได้ตรงเฉพาะทาง ส่วนการจัดแบ่งโครงสร้างทางการเมืองออกเป็นฝ่าย ต่าง ๆ เช่น ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ เป็นต้นนั้น เป็นไปเพื่อให้แต่ละฝ่ายสามารถ จัดหาบุคลากรมีความความชำนาญเฉพาะในการปฏิบัติงานตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ๑๐๖ สมบัติ ธำรงค์ธัญวงศ์. ทัศนคติทางการเมืองของเด็กและเยาวชนในกรุงเทพมหานคร. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: โครงการเอกสารและตำรา คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (๒๕๓๙/ ๒๕๕๙), น. ๓๕-๓๖.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๗๙ Fundamentals of Social Development ๔. การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีเหตุมีผล (Secularization of Political Culture) โดยทั่วไปนั้น สังคมแบบดั้งเดิมที่ปกครองแบบอำนาจนิยมมักจะปลูกฝังให้ประชาชนยึด มั่นใจจารีตประเพณีอย่างขาดเหตุผล ยึดถือเรื่องโชคลาง รวมไปถึงการปลูกฝังให้ประชาชนเห็นว่า ผู้ปกครองเป็นผู้ที่มีบุญญาบารมี การพัฒนาทางการเมืองจึงเป็นไปในทางมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนให้ เหตุผลในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะความเป็นเหตุเป็นผลที่ประชาชนจะต้องควบคุม กำกับและ ตรวจสอบการเมืองอย่างใกล้ชิด อัลมอนด์และเพาเวลล์ (Almond and Powell 1966, 299-300) กล่าวไว้ว่า ลักษณะของวัฒนธรรมทางการเมืองแบบเป็นเหตุเป็นผลนี้ มักจะพบได้ทั่วไปในสังคม อุตสาหกรรม ๕. ความเป็นอิสระของระบบย่อย (Subsystem Autonomy) คือ ผลผลิตของการกระจาย อำนาจทางการเมือง เพื่อให้ระบบย่อยมีอำนาจในการพิจารณาปัญหา สาเหตุความเดือดร้อนและ ความต้องการของประชาชน รวมไปถึงการกำหนดแนวทางในการที่จะแก้ไขปัญหา หรือเสริมสร้าง ความสามารถในการตอบสนองความต้องการของประชาชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนั้นสรุปการพัฒนาสังคมทางด้านการเมืองได้ดังนี้ - ภูมิหลังของการศึกษาการพัฒนา การเมืองเริ่มหลังยุคล่าอาณานิคมในราวปลายศตวรรษที่ ๑๙ ล่มสลายมีการโฆษณาชวนเชื่อว่าหาก ต้องการมีความมั่นคงในทางการเมืองจะต้องพัฒนาประเทศตามแนวประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed Country) ซึ่งหรือ”โลกตะวันตก” ที่เคยเป็นประเทศเจ้าอาณานิคมอาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ดังนั้นวัตถุประสงค์หลักขโดยซ่อนเงื่อน เพื่อรักษาความสัมพันธ์ และ (ข) เพื่อเอาชนะการปกครองในแบบคอมมิวนิสต์ แต่ชาติทีเกิดขึ้นใหม่มักเดินเข้าสู่ฆาตกรรมทาง การเมืองการรัฐประหารและความล้มเหลวในการนำเข้าระบอบประชาธิปไตยจึงไม่ก้าวหน้าในการ พัฒนาทางเศรษฐกิจ และสังคม เพราะ แนวคิดพัฒนาการเมืองจะมองว่าการเมืองคือตัวกำหนด สมรรถนะทางเศรษฐกิจ และสังคมสังคม ในประเทศโลกที่สามนั้นหากสถาบันเข้มแข็งแล้วมักส่งผล กระทบในทางลบต่อการพัฒนาการเมืองคือสถาบันกองทัพ ประเทศด้อยพัฒนานั้นมักมีระดับของการ มีส่วนร่วมในทางการเมืองที่ต่ำซึ่งจะมีการโกงกิน (Corruption) ในระดับสูง การศึกษาการพัฒนาการเมืองของนักรัฐศาสตร์ แกเบรียล อัลมอนด์ (Gabriel Abraham Almond) ที่กล่าว่า หากสมาชิกในสังคมมี “สำนึกพลเมือง หรือ วัฒนธรรมพลเมือง (Civic Culture)” ในการเข้าร่วมทางการเมืองจะแข็งขันแต่ในทางตรงกันข้ามการเมืองนั้นก็จะด้อยพัฒนา ลูเซียน พาย (Lucian W. Pye) มองว่าการพัฒนาทางการเมืองนั้นเป็นโรคระบาดอย่างหนึ่ง (Political Syndrome) โครงสร้างทางการเมืองจะสลับซับซ้อน ตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเรื่องของความสามารถของบุคคล ไม่ใช่เป็นเรื่องของชาติตระกูล ที่สำคัญที่สุดคือ ระบบการเมืองสามารถที่จะตอบสนองข้อเรียกร้อง และการเปลี่ยนแปลงจากเหล่าสมาชิกในสังคมการเมืองได้มากกว่า (Capacity) ซามูเอล ฮันทิงตัน (Samuel Huntington) สรุปว่าการพัฒนาการเมืองคือทฤษฎีการเมืองที่มองว่าความสามารถที่ระบบ
๑๘๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย การเมืองทำให้คนในสังคมสนับสนุนในกิจกรรมทางการเมือง และเพื่อตอบสนองความต้องการของ สังคมทุกวิธีการ การพัฒนาทางการเมือง - ลิขิต ธีระเวคิณได้กล่าวว่าคำว่า การพัฒนาการเมือง (Political Development) การต่อสู้ระหว่างเผ่าพันธุ์ ระหว่างกลุ่มซึ่งมีศาสนาต่างกัน และระหว่างกลุ่มซึ่งมี ความขัดแย้งทางการเมืองและอุดมการณ์ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นสะท้อนให้เห็นถึงการขาดการ พัฒนาการเมือง ส่วนลูเซียน ดับเบิลยู พาย (Lucien W. Pye) นิยามการพัฒนาการเมืองที่มีอยู่ในวง วิชาการอเมริกันไว้ ๑๐ ประการ คือ เป็นพื้นฐานทางการเมืองของการพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นการเมือง ของสังคมอุตสาหกรรม เป็นความเป็นทันสมัยทางการเมือง เป็นเรื่องการดำเนินงานของรัฐ-ชาติ เป็น เรื่องราวของการพัฒนาระบบบริหารและกฎหมาย เป็นเรื่องของการระดมพลและการมีส่วนร่วม ทางการเมือง เป็นเรื่องของการพัฒนาประชาธิปไตย เป็นเรื่องของความมีเสถียรภาพและการ เปลี่ยนแปลงที่เป็นระเบียบ เป็นเรื่องของการระดมพลและอำนาจ และ เป็นแง่หนึ่งของกระบวนการ เปลี่ยนแปลงทางสังคม นอกจากนี้ พาย (Pye) พร้อมด้วยสมาชิกคณะกรรมการศึกษาการเมือง เปรียบเทียบ (Committee On Comparative Politics) ได้สรุปแนวความคิดของสำนักงานต่าง ๆ จำแนกออกได้เป็น ๓ ประการ โดยเรียกรวมกันว่า “โรคติดต่อของการพัฒนา (Development Syndrome)” ประกอบด้วย ความชำนาญงาน (Differentiation) ความเท่าเทียม (Equality) และ ความสามารถ (Capacity) อคติของคำนิยามการพัฒนาการเมือง --หากพิจารณาตามหลักการ “โรคติดต่อของการ พัฒนา (Development Syndrome)” ทั้งสามประการข้างต้น เราจะพบว่าคำนิยามที่ได้สรุปมานั้นมี ลักษณะที่บ่งบอกมีอคติ กล่าวคือ การเมืองในประเทศเผด็จการย่อมไม่ถือว่าเป็นการเมืองที่พัฒนา นอกจากนี้ยังมีบางคนได้ตั้งข้อสงสัยไว้เหมือนกันว่าการแบ่งแยกโครงสร้างหรือมีระดับของความ ชำนาญงานเฉพาะด้านระดับใดที่เราอาจพูดได้ว่าสังคมพัฒนาแล้ว องค์ประกอบอันเป็นสาระสำคัญของการพัฒนาทางการเมือง - สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ได้สรุป องค์ประกอบไว้ ๕ ประการดังนี้ (๑) ความเท่าเทียมกัน (Equality) (๒) ความสามารถของระบบ การเมือง (Capacity) (๓) มีการแบ่งโครงสร้างทางการเมืองให้มีความแตกต่างและมีความชำนาญ เฉพาะ (Differentiation and Specialization) (๔) การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีเหตุ มีผล (Secularization of Political Culture) และ (๕) ความเป็นอิสระของระบบย่อย (Subsystem Autonomy)
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๘๑ Fundamentals of Social Development ๔.๕ การพัฒนาสังคมทางด้านวัฒนธรรม การขัดเกลาสังคม (Socialization) เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องได้รับตลอดชีวิต เพื่อที่จะทำให้มนุษย์ สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมที่ตนเป็นสมาชิดอยู่ได้เป็นอย่างดี การขัดเกลาทางสังคมอาจจำแนกได้ ๒ ประเภท ได้แก่ (ก) การขัดเกลาทางสังคมโดยทางตรง เช่นการอบรมสั่งสอน ขัดเกลาที่พ่อแม่ให้กับ ลูก ไม่ว่าจะเป็นการสอนพูด สอนมารยาทในการรับประทานอาหาร หรือสอนให้เรียกพี่ น้อง ปู่ ย่า เป็นต้น ในกรณีนี้ผู้สอนและผู้รับจะรู้สึกตัวในกระบวนการอบรมสั่งสอนโดยตรง และ (ข) การขัด เกลาทางสังคมโดยทางอ้อม เช่น การอ่านหนังสือพิมพ์ การฟังวิทยุหรือดูโทรทัศน์ ตลอดจนการดู ภาพยนต์ ผู้รับจะเรียนรู้โดยไม่รู้ตัว โดยสิ่งที่เรียนรู้จะค่อย ๆ ซึมซับเข้าไปจิตใต้สำนึกว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่ สังคมยอมรับ และหากเป็นสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับกระทำในสิ่งที่แปลกแยกออกไป การขัดเกลาทางสังคม โดยทางอ้อมจะครอบคลุมไปถึง การเข้าร่วมกับกลุ่มเพื่อนด้วยและเพื่อนร่วมงาน ซึ่งจะช่วยให้เกิดการ ปรับตัวและการพัฒนาบุคลิก การขัดเกลาทางสังคมเป็นกระบวนการถ่ายทอดวัฒนธรรม ค่านิยม สังคม ซึ่งมีตัวแทนที่ทำหน้าที่ในการขัดเกลาทางสังคม ดังนี้ (๑) ครอบครัว (บ้าน) เป็นตัวแทนสำคัญ ที่สุดในการทำหน้าที่ขัดเกลาทางสังคม เพราะเป็นสถาบันแรกที่เด็กจะได้ระบการอบรมสั่งสอนและจะ มีความผูกพันทางสายโลหิตอย่างลึกซึ้ง ซึ่งจะมีผลทางอารมณ์ ความประพฤติ เจตคติ ตลอดจน บุคลิกภาพองบุคคลมากที่สุด เช่นพ่อแม่สั่งสอนให้ลูกเป็นคนกตัญญู เป็นต้น (๒) กลุ่มเพื่อน เป็นตัว แทนที่ทำหน้าที่ขัดเกลาทางสังคมอีกหน่วยหนึ่ง เนื่องจากกลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีระเบียบ ความเชื่อและ ค่านิยมเฉพาะกลุ่มตนเอง ซึ่งอาจแตกต่างกันออกไป ตามลักษณะกลุ่ม เช่น การแต่งกาย กลุ่มเดียวกัน ก็จะแต่งกายคล้าย ๆ กัน (๓) โรงเรียน เป็นตัวแทนสังคมที่ทำหน้าที่โดยตรงในการขัดเกลาสมาชิก ตั้งแต่ในวัยเด็กจนถึงผู้ใหญ่ โดยอบรมด้านคุณธรรม จริยธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีต่าง ๆ ของ สังคม ตลอดจนค่านิยมและทักษะอันจำเป็นให้แก่สมาชิกในสังคม (๔) ศาสนา (วัด) เป็นตัวแทนใน การขัดเกลาจิตใจของคนในสังคมยึดมั่นในสิ่งที่ดีงาม มีศีลธรรม จริยธรรม และความประพฤติในทางที่ ถูกที่ควรโดยศาสนาจะมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อบุคคล ในการสร้างบุคลิกภาพเป็นอย่างมาก (๕) กลุ่ม อาชีพ อาชีพแต่ละประเภทจะมีการจัดระเบียบปฏิบัติเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มที่มีอาชีพค้าขายจะต้องมี ความซื่อสัตย์ไม่เอาเปรียบลูกค้า ผู้ที่เป็นสมาชิกใหม่ของกลุ่มต่าง ๆ ก็ต้องเรียนรู้ประเพณีของกลุ่ม อาชีพที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ และ (๖) สื่อมวลชน มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารของสมาชิกใน สังคม มีส่วนในการขัดเกลาทางสังคมแก่มนุษย์ในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านความคิด ความเชื่อ แบบแผนการ ประพฤติปฏิบัติ สังคมทุกแห่งในโลกล้วนต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม แต่ที่ผ่านมา เป็นที่น่าสังเกตว่าสังคมวัฒนธรรมได้วิวัฒน์ไปในทิศทางเดียวกันแทบทั้งสิ้น โดยเน้นเศรษฐกิจเป็นแกน หลักในการขับเคลื่อนสังคมไปสู่การพัฒนาตามนิยามแนวคิดการทำให้เป็นตะวันตก (Westernization) ประกอบกับกระแสโลกาภิวัตน์ให้ความสำคัญกับระบบทุนนิยม โดยมองข้าม
๑๘๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปัญหาการพัฒนาทางด้านสังคมและวัฒนธรรม การมีระบบคิดและอุดมการณ์กำหนดกรอบการกระทำ ของมนุษย์เช่นนี้ จึงไม่แปลกที่สังคมปัจจุบันหันกลับมามอง คน ซึ่งเป็นทั้งทุนมนุษย์และผู้กระทำการที่ สำคัญ อันจะก่อให้เกิดกิจกรรมอื่นในสังคมตามมา อย่างไรก็ตามการพัฒนาทุนมนุษย์ต้องพัฒนาแบบ องค์รวมควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมที่มีความยั่งยืน ทั้งระบบชีววิทยา จิตวิทยา ระบบสังคม และ วัฒนธรรม เพื่อสร้างคนให้มีประสิทธิภาพ พร้อมนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อความอยู่ เย็นเป็นสุขของประชาชนผู้เป็นศูนย์กลางในการพัฒนา และก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นใน อนาคตอย่างแท้จริง๑๐๗ นักปราชญ์ชาวกรีกนิยามการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเมื่อสามพันปีมาแล้วว่า เราไม่สามารถเหยียบสายน้ำเส้นเดียวกันได้ถึงสองครั้ง และทุกครั้งที่เราหวนกลับมา สายน้ำนั้นก็ เปลี่ยนไปแล้ว สายน้ำไม่มีวันไหลกลับ เราก็ไม่มีหวนกลับ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสัจธรรมเที่ยง แท้ของชีวิตและธรรมชาติ (Saunders, 1995)๑๐๘ การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ทั้งที่เป็นวัตถุและ ไม่ใช่วัตถุเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มองไปถึงเรื่องของการดำรงชีวิต ความเป็นอยู่ ซึ่งครอบคลุม วัฒนธรรมทั้งหมดฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงทั้งสองจึงจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน (ฉัตร ทิพย์ นาถสุภา, ๒๕๕๓) ๑๐๙โดยรวมแล้วกระบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมวัฒนธรรมสามารถสรุปออกมา เป็น ๓ ลักษณะที่สำคัญ ดังนี้ ๑) เมื่อวัฒนธรรมมีการสั่งสมติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงได้ เช่น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีสั่งสมติดต่อกันมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณจนกระทั่ง ปัจจุบัน เป็นเหตุให้วิทยาศาสตร์ในทวีปยุโรปเจริญก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเทคโนโลยี ส่งผลให้สังคมปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ๒) ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวัฒนธรรมอื่นการรับและ การถ่ายทอดทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะสังคมที่อยู่ใกล้ชิดกัน โอกาสที่จะแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันมี มากขึ้น เช่น สังคมไทยอยู่ใกล้ชิดกับสังคมจีน การที่ไทยจะยอมรับวัฒนธรรมจากจีนจึงทำได้ง่ายและ รวดเร็ว และ ๓) การติดต่อกับวัฒนธรรมอื่นโดยตรง คือ การที่บุคคลในสังคมได้ติดต่อกับบุคคลในอีก สังคมหนึ่ง ทำให้บุคคลนั้นได้เรียนรู้สิ่งใหม่ แนวความคิดใหม่ แล้วนำมาสู่สังคมของตนเช่น คนไทยใน ต่างประเทศหรือคนต่างประเทศมาประเทศไทย ก็จะมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอันเป็นเหตุให้มี การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมขึ้น (เสน่ห์ จามริก, ๒๕๔๒)๑๑๐ เหตุนี้การเปลี่ยนแปลงสังคม วัฒนธรรมจึงควรเริ่มต้นจากการสร้างและพัฒนามนุษย์ให้รอบด้าน ทั้งมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และ ๑๐๗ พงษ์ทัช จิตวิบูลย์ และ วันชัย ธรรมสัจการ, พลวัตสังคมวัฒนธรรมกับมิติการพัฒนามนุษย์องค์รวมใน สังคมไทย. วารสารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การ ปีที่ ๑๑ ฉบับที่ ๒ /๒๕๖๒, หน้า ๑๑๖ – ๑๓๕. ๑๐๘ Saunders, Trevor. J. Politics, Books I and II. London: Oxford University Press (1995), Preview. ๑๐๙ฉัตรทิพย์ นาถสุภา. การเป็นสมัยใหม่กับแนวคิดชุมชน. กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์บุ๊คส์ (๒๕๕๓) . ๑๑๐เสน่ห์ จามริก. สังคมไทยกับการพัฒนาที่ก่อปัญหา (พิมพ์ครั้งที่ 2) . กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบ ไฟ. (๒๕๔๒)
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๘๓ Fundamentals of Social Development วัฒนธรรม เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมของสังคมปัจจุบันและในอนาคต ซึ่งนับวันยิ่ง ทวีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อันจะนำไปสู่สภาพสังคมที่มีพื้นฐานมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และอยู่ รอดในศตวรรษที่ ๒๑ ได้อย่างมีคุณภาพ ๔.๕.๑ แนวโน้มและทิศทางการเปลี่ยนแปลงสังคมวัฒนธรรม ในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสังคมวัฒนธรรม จำเป็นต้องศึกษาถึงลักษณะของการ เปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมที่มีมาตั้งแต่อดีต ซึ่งพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ ตามช่วงลำดับเวลา เพื่อทำ ให้เราเห็นทิศทางหรือแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมในอนาคตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ดังมีนัก คิดหลากหลายท่านได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับการผ่านเปลี่ยนช่วงทางสังคมไว้อย่างน่าสนใจ อาทิ Mumford (1946)๑๑๑ ที่กำหนดการวิวัฒน์ของสังคมไว้ ๔ ยุค ให้ความสำคัญกับประเด็นการพัฒนาเทคโนโลยี เริ่มตั้งแต่ยุคสมัยเริ่มแรก ที่เป็นการใช้พลังงานของสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ยุคเทคนิคเก่า เป็นการเริ่ม ใช้ถ่านหินและเหล็ก ยุคเทคนิคใหม่ คือยุคของการใช้เครื่องจักรในการปรับปรุงพัฒนาระบบเศรษฐกิจ ใหม่ และยุคเทคนิคชีวภาพ เป็นระยะของการใช้ระบบเศรษฐกิจ นำวิทยาศาสตร์ทางชีวภาพเข้ามา ประยุกต์ใช้ในวิถีชีวิตของคน หรือนักคิดอย่าง Rostows (1990)๑๑๒ ที่มองการเปลี่ยนแปลงของสังคม ในรูปแบบความเจริญทางเศรษฐกิจ กล่าวคือยิ่งมีเงินทุนมากประเทศยิ่งเจริญเติบโต แบ่งเป็น ๕ ช่วง โดยช่วงแรกเป็นระยะสังคมดั้งเดิม ที่มีการสะสมทุนน้อย ไม่มีการเก็บออม ช่วงที่สองเป็นระบบ เตรียมการก่อนพัฒนา ใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจ ช่วงที่สามคือช่วงเริ่มพัฒนา อัตราส่วนการออมและการลงทุนต่อรายได้ประชาชนอยู่ที่ร้อยละ ๕-๑๐ หรือมากกว่า ช่วงที่สี่เข้าสู่ ระยะการพัฒนา มีการลงทุนภายในประเทศร้อยละ ๑๐-๒๐ ของรายได้ประชาชาติ สุดท้ายคือระยะ การบริโภค เป็นระยะที่เศรษฐกิจก้าวไปสู่การผลิตและการบริโภคสินค้าและบริการอย่างเต็มที่ ยิ่งไป กว่านั้น Case (2017)๑๑๓ ที่ให้ทัศนะโลกในปัจจุบัน นับตั้งแต่ ปี ค.ศ. 2016 เป็นต้นไปว่าสังคมจะ ขับเคลื่อนด้วยระบบสารสนเทศ ขับเคลื่อนผ่านข้อมูลข่าวสารขนาดใหญ่และขยายไปสู่ประชาชนอย่าง กว้างขวาง ข้อมูลข่าวสารจะเกิดขึ้นทุก ๆ จุดที่เป็นวัตถุและสามารถเชื่อมโยงได้มากมาย ซึ่งต่อไปนี้ หุ่นยนต์ Robots คือ Things แต่จะมีข้อมูลหรือ Software ที่มีความสามารถทำอะไรได้หลากหลาย รวมทั้งคิดเป็นและมีอารมณ์ มีความฉลาดคล้าย ๆ มนุษย์ ซึ่งบางทีคลื่นลูกที่ ๓ ของระบบสารสนเทศ อาจถูกเรียกว่า fourth Industrial Revolution หรือปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ ๔ เช่นเดียวกับ ๑๑๑ Mumford, L. City development. London: Secker & Warburg. (1946) . ๑๑๒ Rostow, W. The stages of economic growth. London: Cambridge University Press. (1990) . ๑๑๓ Case, S. The third wave: An entrepreneur's vision of the future. New York: Simon & Schuster. (2017) .
๑๘๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย Toffler (2006) ๑๑๔ ที่ให้ทัศนะเพิ่มเติมว่าโลกกำลังสิ้นสุดยุคอุตสาหกรรมและเข้าสู่สังคมข้อมูล ข่าวสารและสังคมแห่งความรู้ที่มีปัญญาประดิษฐ์เป็นตัวขับเคลื่อน โดยได้ลำดับพัฒนาการสังคมมนุษย์ ออกเป็น ๕ ขั้น แต่ละขั้นก็จะมีเหตุปัจจัยแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สืบเนื่องมาจากสังคมยุคเดิม เช่นเดียวกับวัฏจักรการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่าง ๆ แม้ว่าแนวคิดของทอฟเลอร์จะดูล้าสมัย แต่หนังสือ หลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น Future Shock, Third Wave, Power Shift หรือ Revolutionary Wealth ยังสามารถนำมาใช้อธิบายปรากฏการณ์ในสังคมปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ทั้งครอบคลุมมิติทางด้านเวลา ตั้งแต่ ค.ศ. 1950 ถึง 2035 เฉพาะอย่างยิ่งการเกิดขึ้นของคลื่นลูกที่ ๓ และ คลื่นลูกที่ ๔ หรือที่สังคม ปัจจุบันเรียกว่า ยุคดิจิตอล อันขับเคลื่อนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ และการสร้างนวัตกรรมใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่คาดคะเนว่าจะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์ในอนาคต ฉะนั้นคุณูปการของ แนวคิดทอฟเลอร์ ไม่เพียงแต่พยากรณ์ให้เราเห็นภาพในอนาคตชัดเจนขึ้น ยังช่วยให้เราเตรียมพร้อม ตั้งรับ และปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที ด้วยเหตุนี้งานวิจัยชิ้นนี้จึงหยิบยก แนวคิดของ Toffler (2006) มาเป็นกรอบในการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เนื่องจากเป็น แนวคิดที่แสดงให้เห็นถึงเหตุปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมได้อย่างครบถ้วน และ สามารถนำมาอธิบายปรากฏการณ์ในสังคมปัจจุบันได้อย่างชัดเจน โดยใช้คำว่า คลื่น แทนความ เปลี่ยนแปลงระลอกใหญ่และจะจางหายไปโดยมีระลอกใหม่เกิดขึ้นมาแทนที่ เช่น คลื่นลูกที่ ๑ ระบบเศรษฐกิจเน้นการใช้ประโยชน์จากที่ดิน และสะสมองค์ความรู้ด้าน เกษตรกรรม แทนที่โดย คลื่นลูกที่ ๒ ระบบเศรษฐกิจเน้นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและเครื่องยนต์กลไกและ สะสมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี คลื่นลูกที่ ๓ ระบบเศรษฐกิจเน้นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ระบบข้อมูล และการสื่อสาร และมีการสะสมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เข้ามาแทนที่คลื่นลูกที่ ๒ คลื่นลูกที่ ๔ ระบบเศรษฐกิจเน้นการใช้ประโยชน์จากการสังเคราะห์ความรู้เดิมให้เกิดเป็น ความรู้ใหม่ หรือเรียกว่า นวัตกรรมเข้ามาแทนที่คลื่นลูกที่ ๓ คลื่นลูกที่ ๕ ระบบเศรษฐกิจเน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา และสามารถ จัดระบบ นำมาใช้แก้ไขปัญหาสังคม เศรษฐกิจได้มากกว่า ก็ย่อมจะมีการ พัฒนามากกว่า (Toffler, 2006) ๑๑๕ เข้ามาแทนที่คลื่นลูกที่ ๔. และต่อ ๆ ไป ๑๑๔ Toffler, Alvin. Revolutionary Wealth (Waves 1-5) . New York: Knopf. (April 25, 2006) ๑๑๕ Toffler, Alvin. Revolutionary Wealth (Waves 1-5) . New York: Knopf. (April 25, 2006)
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๘๕ Fundamentals of Social Development คลื่นลูกที่ ๖ ความยั่งยืนเนื่องมาจากแนวคิดส่งแวดล้อมนิยม เพราะทุกภาคส่วนจะบังคับทุก กิจกรรมให้เน้นความยั่งยืนทางสิ่งแดล้อม (Glessia and Di Serioa, 2016) ๑๑๖ ที่จะมาแทนที่คลื่นลูก ที่ ๕. คลื่นลูกที่ ๗ การเลียนแบบเครื่องจักร /การปฏิวัตอุตสาหกรรมครั้งที่ ๗ โดยเน้นวิศวกรรม โมเลกุล (Molecular Engineering) การผลิตครั้งละจำนวนมากโดยใช้ระบบอานุภาค (MassProduce at the Atomic Scale) และการปกป้องชีวิตมนุษย์(Existence Proof)๑๑๗ที่จะมาแทนที่ คลื่นลูกที่ ๖. อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรียกว่าปัญญาประดิษฐ์ก็ยังคงไม่สามารถเข้ามาแทนที่มนุษย์ได้อย่าง สมบูรณ์ เนื่องด้วยปัญญาประดิษฐ์ไม่มีจิตสำนึกกับปัญหาในแบบยาก ดังนั้น การศึกษาจิตสำนึกไว้เป็น ๒ ระบบ คือ ปัญหาแบบง่าย เป็นการทำงานของสมองทั่ว ๆ ไป และปัญหาแบบยากเป็นจิตสำนึกที่ เกี่ยวกับการรู้ตัว ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ยากในการสร้างปัญญาประดิษฐ์แบบกว้างมาแทนที่มนุษย์ใน อนาคตอันใกล้ ในเมื่อจิตสำนึกแบบมนุษย์เองก็ยังคงเป็นปริศนาที่ไขไม่ได้ อาจกล่าวได้ว่า ปัญญาประดิษฐ์เป็นแค่เครื่องมือ มิใช่คู่แข่งของมนุษย์ ๔.๕.๒ วิวัฒนาการกับการเปลี่ยนแปลงสังคมวัฒนธรรม๑๑๘ ทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นปกติวิสัยในสังคมสามารถแบ่งได้เป็น ๒ ทิศทาง ทิศทาง แรกเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงต้องเปลี่ยนอย่างถึงรากถึงโคน (Radical Thesis) โดยเชื่อว่ายิ่งสังคมก้าว สู่ภาวะความเป็นสมัยใหม่มากขึ้น สังคมวัฒนธรรมนั้นจะยิ่งลดบทบาทความสำคัญในวัฒนธรรมตนลง เช่น จุดจบของสังคมวัฒนธรรมอยู่ในสภาพอ่อนแอจึงไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการเปลี่ยนแปลงอื่น ทิศทางที่สอง การเปลี่ยนแปลงตามปกติหรือตามธรรมชาติ โดยมองว่าการเปลี่ยนแปลงของสังคม วัฒนธรรมสามารถดำรงอยู่ร่วมกัน (Co-Existence Thesis) ได้สังคมวัฒนธรรมจะมีการแข่งขัน ระหว่างกัน มีอิทธิพลกระทบต่อกัน และมีบทบาทร่วมกันในสามกระบวนการ คือ การดำรงรักษา การ ฟื้นฟูให้มีชีวิตชีวา และการสร้างสรรค์ใหม่ จากมุมมองดังกล่าวการคิดแบบแบ่งแยกกันอย่างเด็ดขาด อาจไม่สามารถช่วยให้เราเกิดความเข้าใจต่อความซับซ้อนของสังคมยุคสมัยปัจจุบันได้ (สุริยัน หวัน ๑๑๖ Glessia Silva, and Luiz Carlos Di Serioa (2016) . The sixth wave of inno-vation: are we ready? RAI Revista de Administração e Inovação.Volume 13, Issue 2, April–June 2016, Pages 128- 134 ๑๑๗ Walker, John. Seventh Industrial Revolution: Replicating Machines. FOURMILAB. (Updated): retrieved from https://www.fourmilab.ch/autofile/www/section2_84_20.html. (January 25, 2019 / 01.02.2020) ๑๑๘ พงษ์ทัช จิตวิบูลย์ และ วันชัย ธรรมสัจการ, พลวัตสังคมวัฒนธรรมกับมิติการพัฒนามนุษย์องค์รวมใน สังคมไทย. วารสารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การ ปีที่ ๑๑ ฉบับที่ ๒ /๒๕๖๒, หน้า ๑๒๕-๑๒๗
๑๘๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แก้ว, ๒๕๔๗) ๑๑๙ แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาสังคมมนุษย์จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมองประเด็นทาง วัฒนธรรม ควบคู่กับประเด็นเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ในฐานะที่มนุษย์เป็นผู้กระทำการที่สำคัญ และ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอย่างแนบแน่นกับวัฒนธรรมที่ดำรงอยู่ในสังคม อันจะทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงสังคมในระดับเชิงโครงสร้าง และระดับเชิงอุดมการณ์ อย่างไรก็ตาม ในสังคมปัจจุบันที่ การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดขึ้นของนวัตกรรมที่เรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์ ที่อาจจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ในอนาคต ดังที่พัชรพร ลีพิพัฒน์ไพบูลย์ และนันทนิตย์ ทองศรี (๒๕๖๑) ๑๒๐ ให้ทัศนะว่า ปัญญาประดิษฐ์จะช่วยให้ GDP ของประเทศพัฒนาแล้วขยายตัว เพิ่มขึ้น ๑.๗ เท่าในปี ๒๕๗๘ และจะช่วยเพิ่มผลประกอบการของตลาดแรงงาน โลกได้ประมาณร้อย ละ ๓๐-๔๐ จะช่วยให้ผลกำไรเพิ่มขึ้นในทุกสาขาการผลิต โดยในหมวดการศึกษา ที่พักอาศัยและการ ก่อสร้างนั้นจะทำให้แรงงานทักษะต่ำในอาเซียนประมาณ ๑๐๐ ล้านคนมีความเสี่ยงจะตกงานในอีก ๒๐ ปีข้างหน้า พร้อมทั้งยังกล่าวเพิ่มเติมว่าแรงงานของไทย ร้อยละ ๔๔ ของกำลังแรงงานรวม มี ความเสี่ยงสูงที่จะตกงานโดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ เรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์ ได้ลดทอนศีลธรรมจรรยาและคุณค่าความเป็นมนุษย์ลง เนื่องจาก ปัญญาประดิษฐ์เป็นระบบที่ถูกควบคุมและสั่งการผ่านการป้อนรหัสข้อมูลโดยคอมพิวเตอร์ จึงไม่มี ความรู้สึกนึกคิด แสดงการกระทำตามที่ถูกป้อนข้อมูลเท่านั้น ฉะนั้นมนุษย์ยังถือเป็นทรัพยากรที่ สำคัญที่สุดในการแข่งขัน เพราะข้อกำจัดบางประเภทที่ปัญญาประดิษฐ์ไ ม่สามารถทำได้ โดย เฉพาะงานที่ต้องใช้จินตนาการ อารมณ์สุนทรียะ และทักษะทางสังคมสูง ดังที่ทรงพันธ์ เจิมประยงค์ (๒๕๖๒) ๑๒๑ ได้ให้ทัศนะไว้อย่างน่ารับฟังว่า ทรัพยากรมนุษย์ยังจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศใน ปัจจุบัน ด้วยข้อจำกัดที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถทำได้ อาทิ งานที่ต้องใช้การรับรู้และการตอบสนอง ที่ซับซ้อน งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ งานที่ต้องใช้ทักษะทางสังคม และงานควบคุมเทคโนโลยี เป็นต้น คล้ายกับงานวิจัยจากสถาบัน Oxford ของ Frey และ Osborne (2017)๑๒๒ ที่พบว่ายังมี ทักษะ ๓ ประเภทที่ต้องใช้ศักยภาพของมนุษย์ และไม่สามารถพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ขึ้นมาแทนที่ได้ ในเวลาอันใกล้ ได้แก่ ๑) งานที่ใช้ความละเอียดประสาทสัมผัสและการมองเห็น (Hand) งานที่ใช้ ๑๑๙ สุริยัน หวันแก้ว. (2547) . การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: สำนักงาน คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ. ๑๒๐ นันทนิตย์ ทองศรี. หุ่นยนต์ vs แรงงาน (1) ความก้าวหน้าอันน่าหวาดหวั่น? สมาพันธอุตสาหรรม แห่งประเทศไทย, ( ๗ สิงหาคม ๒๕๖๑) ๑๒๑ ทรงพันธ์ เจิมประยงค์. มนุษย์กับ AI ใครวิ่งนำ ใครตาม. (สืบค้นเมื่อ มกราคม ๒๕๖๒), จาก http://web.tcdc.or.th ๑๒๒ Frey, C. B., & Osborne, M. A. The future of employment: How susceptible are jobs to computerization. Technological Forecasting and Social Change, Vol.114, (2017) pp.254-280.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๘๗ Fundamentals of Social Development ความคิดสร้างสรรค์ (Head) และงานที่ใช้ความฉลาดทางสังคม (Heart) ดังนั้น เส้นทางในโลกอนาคต คงไม่ใช่ ทัศนะที่มองว่าใครแทนที่ใคร หรือเหนือกว่าใคร แต่ต้องเรียนรู้การอยู่ร่วมกันและผนึกกำลัง ระหว่างมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเพิ่มจุดแข็งและลดจุดด้อยซึ่งกันและกัน ตามที่ Davenport และKirby (2016)๑๒๓ ได้เสนอกลยุทธ์ในการอยู่ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ไว้ ดังนี้ ๑) ทำงานภาพรวม เป็นการเติมเต็มจุดอ่อนของปัญญาประดิษฐ์ที่เก่งเฉพาะด้าน ๒) เข้าร่วม เป็นการพัฒนาระบบ ปัญญาประดิษฐ์แปลงองค์ความรู้ให้อยู่ในรูปที่คอมพิวเตอร์นำไปใช้ได้ ๓) ชาญฉลาดใช้ อาศัยข้อ ได้เปรียบของเทคโนโลยีมาช่วยในการทำงานเดิมให้ดีขึ้น ๔) สั่งสมความเชี่ยวชาญ เป็นการเก็บ ประสบการณ์เฉพาะด้านของมนุษย์ที่ไม่คุ้มในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์มาแทนที่คน และ ๕) เน้น งานที่ต้องอาศัยทักษะสังคมและความเข้าอกเข้าใจต่อเพื่อนมนุษย์ จึงเห็นได้ว่าทรัพยากรมนุษย์ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาสังคมโดยรวม หากสังคมมอง การพัฒนามนุษย์ควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม โดยไม่ยึดพัฒนาใดเป็นสำคัญ แต่ต้องดำเนินการควบคู่ กันไปพร้อมกันทุกมิติ ทั้งนี้โลกสมัยใหม่ได้เปลี่ยนฐานการผลิตจากทรัพยากรทางธรรมชาติไปเป็น ความสามารถของมนุษย์ มนุษย์ในฐานะที่เป็นฐานการผลิตใหม่ เป็นตัวจักรสำคัญให้การขับเคลื่อน จึง ต้องใช้เทคโนโลยีและวิทยาการใหม่ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อจัดการให้เกิดมูลค่าสูงสุด ฉะนั้นกระบวนการ เปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมตามแนวเดิมที่เน้นการพัฒนาแบบแยกส่วน หรือเน้นการพัฒนาใน เรื่องใดเรื่องหนึ่ง อาจไม่เพียงพอที่จะนำมาอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันได้อย่างลึกซึ้ง ด้วยเหตุนี้ก่อนที่จะพัฒนาเทคโนโลยีตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น มนุษย์จักต้องเรียนรู้ในการพัฒนาตนเอง เสียก่อน เพื่อมิให้นำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่เสื่อมเสีย และผิดศีลธรรมจรรยา จึงเกิดแนวคิดการ พัฒนาแบบองค์รวม ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในมิติที่หลากหลาย เช่น มิติ ทางด้านร่างกาย มิติทางด้านจิตใจ และมิติทางด้านสังคม เหล่านี้คือรูปลักษณ์แห่งการแข่งขันของ สังคมโลกในศตวรรษที่ ๒๑ ๔.๕.๓ สังคมไทย: พลวัตสังคมวัฒนธรรมกับการพัฒนามนุษย์องค์รวม การพัฒนามนุษย์แบบองค์รวม (Holistic Approach) คือแนวทางในการพัฒนาอย่างรอบ ด้าน เพื่อช่วยให้เราสามารถมองและวิเคราะห์ผลกระทบของพฤติกรรมมนุษย์ได้อย่างชัดเจนและ ครอบคลุม ในประเด็นนี้ มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัย City University of Hong Kong (2010)๑๒๔ นำเสนอตัวแบบการพัฒนาคนอย่างรอบด้านใน ๗ มิติ โดยเริ่มแรกมีเป้าประสงค์เพื่อสร้างความ ๑๒๓Davenport, T., & Kirby, J. Only humans need apply: Winners and losers in the age of smart machines. New York: Harper Business. (2016) . ๑๒๔ City University of Hong Kong. (2010) . Whole person development award scheme. Retrieved from http://www.cityu.edu.hk. (2010/14 November 2020)
๑๘๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตระหนักและวางแผนให้เกิดการเรียนรู้ที่สมดุลของตัวบุคคล กล่าวได้ว่าเป็นการบูรณาการที่จะสร้าง คนให้มีพัฒนาการอย่างสมบูรณ์รอบด้าน อันประกอบไปด้วย ๑) การพัฒนาด้านจิตวิญญาณ (Spiritual Development) เป็นความสามารถในการค้นหาตนเองเพื่อเชื่อมโยงและแสดงออกถึงสิ่งที่ เป็นคุณค่าของชีวิตตามความเชื่อ ค่านิยม หลักการ คุณธรรม และจริยธรรม ๒) การพัฒนาด้านปัญญา (Intellectual Development) เป็นความสามารถในการคิด ตั้งคำถาม และประเมิน เพื่อสร้างองค์ ความรู้ใหม่ ทำให้คนมีความสามารถที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิต ในการตัดสินใจ แก้ปัญหา และ หลุดพ้นจากความยากลำบาก ๓) การพัฒนาด้านร่างกาย (Physical Development) การมีร่างกายที่ สมบูรณ์ที่เกิดจากการกินอาหารที่เหมาะสมปราศจากสารเคมีการออกกาลังกาย ควบคุมสมดุลในการ ทำงานและพักผ่อนได้อย่างเหมาะสม ๔) การพัฒนาด้านสังคม (Social Development) คือการ แสดงออกซึ่งบทบาททางสังคมอย่างเหมาะสม รวมถึงความสามารถในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การ สร้างเครื่องข่าย เคารพในความเห็นหรือความเชื่อที่แตกต่าง ๕) ด้านพัฒนาสุนทรียศาสตร์(Aesthetic Development) เป็นความสามารถในการเข้าร่วมกิจกรรมเชิงศิลปะ เข้าใจในความงาม ชีวิต และ ธรรมชาติอันจะช่วยให้มนุษย์เกิดความสงบชั่วคราว กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และเติมเต็มชีวิต ด้วยความสนใจที่หลากหลาย ๖) การพัฒนาด้านอาชีพ (Career Development) คือความสามารถใน การเลือกอาชีพ รู้จักปรับตัวให้สอดรับกับความท้าทายของอาชีพในแต่ละช่วง การเลือกอาชีพอย่าง ถูกต้องและเหมาะสม จะสร้างความพึงพอใจ และรักษาความสมดุลของชีวิตในส่วนอื่น ๆ ๗) การ พัฒนาด้านอารมณ์(Emotional Development) เป็นความสามารถในการควบคุมอารมณ์ตนเองกับ สถานการณ์แวดล้อม แสดงออกและตอบสนองซึ่งอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม จากแนวคิดข้างต้น สามารถนำมาจัดกลุ่มเพื่อประยุกต์ใช้ในการพัฒนามนุษย์ได้ ๓ มิติหลัก คือ มิติด้านร่างกาย มิติด้าน อารมณ์ และมิติด้านสังคม สอดคล้องกับ Sarafino (1994)๑๒๕ ที่ได้ให้ทัศนะในการพัฒนาแบบองค์ รวมอย่างง่ายที่สุดไว้ว่า การพัฒนามนุษย์จำเป็นต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันทั้งหมด ๓ ระบบ คือ ระบบ ชีววิทยา (ร่างกาย) ระบบจิตวิทยา (อารมณ์) และระบบสังคม โดยแต่ละระบบจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลัง ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ท้ายที่สุดทั้ง 3 ระบบ ต้องทำงานประสานสอดคล้องซึ่งกันและกันจึงจะเรียกว่า การพัฒนามนุษย์แบบองค์รวม สรุปพลวัตสังคมวัฒนธรรมไทยกับการพัฒนามนุษย์องค์รวม สังคมไทยตั้งแต่ยุควิกฤตทาง การเงินและเศรษฐกิจปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ทำให้ภาครัฐหันมาตระหนักถึงกรอบด้านความมั่นคงของมนุษย์ กับแนวทางพัฒนาสังคมไทยมากขึ้น และเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมเชิงนโยบายในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติฉบับที่ ๘ เป็นต้นมา อย่างไรก็ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๘ ก็ เป็นเพียงการพัฒนามนุษย์เพื่อเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ในสภาพความเป็นจริงการพัฒนา ๑๒๕ Sarafino, E. P. Health psychology: Biopsychosocial interaction. New York: John Wiley & Sons (1994) .
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๘๙ Fundamentals of Social Development มนุษย์เพื่อให้เกิดความมั่นคงและความผาสุกของประเทศชาติ ควรเป็นการพัฒนาในแง่คุณภาพของคน เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แบบองค์รวมควบคู่ไปพร้อมกัน จึงจะเกิดความมั่นคงในด้านอื่น ตามมา ถึงกระนั้น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการ เปลี่ยนฐานแนวคิดของการพัฒนามาให้ความสำคัญกับ คน เป็นศูนย์กลาง และนับเป็นการมีส่วนร่วม ครั้งแรกของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยให้ระบบเศรษฐกิจ เป็นเพียงวิธีการหรือเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนามนุษย์และเพิ่มขีดความสามารถของตนกับสภาพทาง สังคม เพื่อให้เกิดความอยู่ดีกินดีรวมทั้งการดูแลผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อมนุษย์และสังคมโดยตรง จึง กล่าวได้ว่าการพัฒนาของสังคมไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นต้นมา เป็นการจุดชนวนการพัฒนาที่ มุ่งเน้นความมั่นคงของมนุษย์โดยแท้จริง ทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน ด้วยเหตุนี้การพัฒนา มนุษย์ให้เกิดความสมดุล ไปพร้อมกับสังคมที่มีความยั่งยืน จำเป็นต้องมองการพัฒนาคนให้สอดคล้อง กับฐานคิดทางปรัชญาสายกลางที่เน้นความสมดุลในการพัฒนาทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ภายใต้ศักยภาพของระบบนิเวศวิทยา อันจะนำไปสู่ การตอบโจทย์การพัฒนาตั้งแต่ระดับจุลภาคไปจนถึงระดับมหาภาค หรือจากระดับปัจเจกไปสู่ระดับ สังคมพงษ์ทัช จิตวิบูลย์และวันชัย ธรรมสัจการ เห็นได้ว่าการพัฒนามีลักษณะเกี่ยวโยงและซ้อนทับกันในหลากหลายมิติ กล่าวได้ว่าทุกมิติ ต้องทำงานควบคู่และประสานกันไปในแบบสัมพัทธนิยม อย่างไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด อาทิ เรา จะต้องพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของประชาชน ลดปัญหาความยากจน พร้อมทั้งพัฒนามิติด้านสังคมที่วางอยู่บนหลักการความยุติธรรมและความเท่าเทียม ทำให้เกิดการ กระจายรายได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น เปิดโอกาสให้กับความหลากหลายในการเข้าถึงสิทธิมนุษยชน เช่น อาหาร การศึกษา สาธารณสุข เป็นต้น ทั้งนี้ต้องวางอยู่บนรากฐานการใช้ทรัพยากรอย่างมี ประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับมนุษย์ในฐานะเป็นผู้กระทำการหนึ่งที่สำคัญในสังคม (Agency) มิใช่เป็นเพียงผู้ถูกกระทำ ประกอบกับการพัฒนามนุษย์ให้มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย (มิติ ชีววิทยา) และจิตใจ (มิติจิตวิทยา) ปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (มิติสังคม) ในฐานะที่เป็น ทรัพยากรที่มีความใกล้ชิด ผูกพัน และเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติเพื่อสร้างค่านิยมใหม่ในสังคมไทย ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ทั้งสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาสังคมที่เกิดขึ้น อันจะก่อให้เกิดความ ร่วมมือทั้งในระดับปัจเจก ชุมชน และประเทศชาติ เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันจากภายในสู่ภายนอก ท้ายที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้จะหลอมรวมเข้าด้วยกัน นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุข ของประชาชนผู้เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ฉะนั้นการพัฒนาแบบองค์รวมจึงเป็น การพัฒนาที่ทุกภาคส่วนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการรับผิดชอบ และต้องกระทำไปพร้อม ๆ กัน คงมิใช่ เน้นเฉพาะมิติใดมิติหนึ่งเฉกเช่นในอดีต เพื่อให้สังคมและคนในสังคมพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่ รวดเร็วในปัจจุบันและอนาคตอันใกลนี้
๑๙๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๔.๖ สรุปการพัฒนาสังคมทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม เป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญแนวทางหนึ่งที่สามารถ สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพิ่มรายได้ให้กับสังคมและท้องถิ่น รวมถึงเป็นมาตรการเพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในระดับจุลภาค นโยบายสำหรับภูมิภาคโดยลังเขป การจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามระเบียง เศรษฐกิจ ทำให้ประเทศประโยชน์ร่วมของการเชื่อมโยงภายในภูมิภาคนี้ ได้แก่ เมียนมา ไทย กัมพูชา และเวียดนาม นโยบายเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นต้นแบบ เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์โอกาส ในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นของจังหวัดที่อยู่บนพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวระเบียงเศรษฐกิจ เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมโยงจากฝั่งตะวันตกสู่ฝั่งตะวันออก ฝั่งเหนือ และฝั่งใต้ ต้องมี แผนระยะสั้น ระยะปานกลาง ระยะยาว ทำให้เกิดผลกระทบทางบวกในด้านของการจ้างงานและทำ ให้เศรษฐกิจของพื้นที่มีความคึกคักมากขึ้น จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ได้แก่ (๑) การสร้างข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ (๒) เร่งรัดโครงการลงทุนด้าน โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น (๓) พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้มีมูลค่าเพิ่ม (๔) พัฒนาพื้นที่ตลาดกลางเพื่อช่วยในการเป็นศูนย์กลางของการซื้อขายผลผลิตทางการเกษตร (๕) การมีเขตเศรษฐกิจพิเศษท้องถิ่น ทำให้ทิศทางของการใช้พื้นที่ในอนาคตมีความชัดเจนมากขึ้น การ พัฒนาสังคมทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม เศรษฐศาสตร์มหภาคนั้นจะพิจารณาระบบเศรษฐกิจในภาพรวมเพื่ออธิบายอุปสงค์-อุปทาน มวลรวมและความสัมพันธ์ในลักษณะ “บนลงล่าง” กล่าวคือ ใช้ทฤษฎีดุลยภาพทั่วไปอย่างง่ายในการ อธิบาย ไม่ว่าจะเป็น รายได้ประชาชาติผลผลิตประชาชาติอัตราการว่างงาน ภาวะเงินเฟ้อ ย่อยลงมา ก็ได้แก่ การบริโภคโดยรวม การลงทุนและองค์ประกอบของการลงทุน นอกจากนี้ เศรษฐศาสตร์มห ภาคยังทำการศึกษาผลกระทบของนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ในการจะอธิบายหัวข้อ ดังกล่าวนั้น จำเป็นต้องจำลองภาพระบบเศรษฐกิจระดับมหภาคในรูปแบบที่สามารถทำความเข้าใจได้ ง่าย โดยใช้แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์มหภาค ซึ่งบรรยายตัวระบบโดยคร่าว ๆ เพื่อประโยชน์ใน การอภิปราย แบบจำลองดังกล่าวอาจมีรูปแบบแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น แผนภาพ สมการ การ เปรียบเปรยในเชิงเทคนิค ตารางเลออนเทียฟ เป็นต้น นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ ๑๙๖๐ เป็นต้นมา เศรษฐศาสตร์มหภาคได้เริ่มผนวกเอาแนวคิดแบบจำลองเศรษฐศาสตร์จุลภาคเข้ามาใช้ ทั้งในแง่ของ ภาคการผลิต รวมเอาความมีเหตุมีผลของตัวประกอบในระบบเศรษฐกิจ การใช้ข้อมูลสารสนเทศอย่าง มีประสิทธิภาพ และการแข่งขันแบบไม่สมบูรณ์ ซึ่งได้แก้ปมประเด็นที่เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง เศรษฐศาสตร์ทั้งสองแขนง การวิเคราะห์ในด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคนอกจากนี้ยังคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อระดับความเติบโตในระยะยาวของรายได้ประชาชาติ อันได้แก่ การสะสมทุน การ เปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และการขยายตัวของกำลังแรงงาน
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๙๑ Fundamentals of Social Development เศรษฐศาสตร์จุลภาค (อังกฤษ: Microeconomics) เป็นสาขาของเศรษฐศาสตร์ซึ่งศึกษาการ ตัดสินใจในระดับบุคคลหรือองค์กรธุรกิจ และความสัมพันธ์ของการตัดสินใจของแต่ละฝ่าย เศรษฐศาสตร์จุลภาคแตกต่างจากเศรษฐศาสตร์มหภาค ที่พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทาง เศรษฐกิจในระดับมวลรวม เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวม อัตราเงินเฟ้อ อัตราการว่างงาน เป็นต้น หัวข้อ ศึกษาหลักข้อหนึ่งของเศรษฐศาสตร์จุลภาคคือการศึกษากลไกการทำงานของตลาด ซึ่งกำหนดราคา ของสินค้าต่าง ๆ และจัดสรรสินค้าเหล่านั้นให้กับแต่ละฝ่าย แบบจำลองเศรษฐศาสตร์จุลภาค มีฐาน เริ่มต้นเป็นการตัดสินใจของแต่ละผู้บริโภคแต่ละคนที่ต้องการตัดสินใจเพื่อให้ได้รับอรรถประโยชน์ สูงสุด และองค์กรธุรกิจที่ต้องการกำไรสูงสุด แบบจำลองเศรษฐศาสตร์จุลภาค มักมีพื้นฐานเป็นปัญหา การหาค่าเหมาะที่สุดทางคณิตศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาคเพื่อศึกษา หัวข้อเฉพาะทางต่าง ๆ เช่น ตลาดแรงงาน สาธารณสุข การศึกษา เป็นต้น ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาคเป็นการจำลองพฤติกรรมของบุคคลหรือองค์กรต่าง ๆ และศึกษา ความสัมพันธ์ของการตัดสินใจเหล่านั้น โดยแต่ละบุคคลเลือกทางเลือกที่ตัวเองต้องการมากที่สุดใน บรรดาทางเลือกที่เป็นไปได้ของตัวเอง แบบจำลองทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จึงมีลักษณะเป็นการหาค่า เหมาะที่สุดทางคณิตศาสตร์ (แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์จุลภาคอาจถือเอาว่าองค์กรธุรกิจแต่ละ หน่วยเปรียบเสมือนมีผู้ตัดสินใจหนึ่งคน แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์จุลภาคจึงประกอบไปด้วยการ ระบุผู้ตัดสินใจ ทางเลือกที่ทำได้ และวัตถุประสงค์ของผู้ตัดสินใจ วัตถุประสงค์ของผู้ตัดสินใจนี้ มักจะ เป็นการทำกำไรสูงสุด ในกรณีขององค์กรธุรกิจ หรืออรรถประโยชน์สูงสุด ในกรณีของปัจเจกบุคคล ตาม อุปสงค์และอุปทานในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Demand and Supply of Incomplete Market) แต่ยังมีการเปลี่ยนแปลงอุปสงค์และอุปทานและ ปัจจัยหนึ่งที่สามารถส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อุปสงค์คือรายได้ของผู้บริโภค หากว่าผู้บริโภคต้องการซื้อชนิดหนึ่งมากขึ้นเมื่อมีรายได้มากขึ้น สินค้า ชนิดนั้นเรียกว่าเป็นสินค้าปกติ แต่หากว่าผู้บริโภคต้องการซื้อสินค้าชนิดหนึ่งน้อยลงเมื่อมีรายได้มาก ขึ้นแล้ว สินค้าชนิดนั้นจะเรียกว่าเป็นสินค้าด้อย ทฤษฎีผู้บริโภคและทฤษฎีผู้ผลิต - ในทฤษฎีผู้บริโภค ข้อสมมติตั้งต้นคือผู้บริโภคแต่ละคน ในระบบเศรษฐกิจสามารถจัดลำดับความพึงพอใจกับการบริโภคสินค้าในแต่ละรูปแบบ ดังนั้นผู้บริโภค แต่ละคนจะเลือกปริมาณสินค้าแต่ละชนิดที่ต้องการบริโภคเพื่อที่จะให้ได้ความพึงพอใจสูงสุดภายใต้ งบประมาณของตัวเอง เราจึงสามารถเขียนปริมาณความต้องการซื้อได้ออกมาเป็นฟังก์ชันของราคา และ ทฤษฎีผู้ผลิต ตั้งข้อสมมติว่าผู้ผลิตแต่ละรายมีสามารถแปลงปัจจัยการผลิตเป็นผลผลิตด้วย เทคโนโลยีบางอย่าง ผู้ผลิตแต่ละรายทราบราคาสินค้าในตลาดและเลือกผลิตภายใต้เทคโนโลยีของ ตัวเองให้ได้กำไรสูงสุด แต่เดิมที นักเศรษฐศาสตร์ในยุคคลาสสิกในช่วงต้นศตวรรษที่ ๑๙ ให้เหตุผลสนับสนุนกฎอุป สงค์ด้วยข้อสมมติที่เคร่งครัดกว่าที่ใช้ในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาคในยุคหลัง โดยตั้งข้อสมมติว่า
๑๙๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มนุษย์วัดความสุขและความทุกข์ได้ในรูปของอรรถประโยชน์ที่สามารถวัดและเปรียบเทียบกันได้ตาม พื้นฐานปรัชญาแบบอรรถประโยชน์นิยม ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาคในยุคหลังได้ลดทอนข้อสมมติ เรื่องอรรถประโยชน์นี้ลง โดยสามารถตั้งสัจพจน์พื้นฐานที่มีลักษณะทั่วไปกว่า ที่ยังคงให้ผลลัพธ์ใน ลักษณะของฟังก์ชันอรรถประโยชน์และกฎอุปสงค์ได้ แต่ยังอาจมีปรากฏการ การแข่งขันไม่สมบูรณ์ เนื่องจาก (๑) ผู้ขายมีจำนวนไม่มาก (๒) ลักษณะสินค้าไม่เหมือนกันทุกประการ (๓) การเข้าหรือออก จากการผลิตทำได้ยาก (๔) ความรู้ในเรื่องการตลาดไม่สมบูรณ์ จึงเกิดผลกระทบภายนอกและภายใน ผลกระทบภายนอก (Externality หรือ Spillover) ส่วนผลกระทบภายนอกทางลบ (Negative Externality หรือ External Cost) เช่น ผลกระทบต่อชุมชนซึ่งเกิดจากการก่อมลภาวะของโรงงาน ต้นทุนหรือประโยชน์ต่อสังคมที่เกิดจากผลกระทบภายนอกมักจะไม่ถูกนำมาคิดคำนวณในต้นทุนของ สินค้าและบริการ จึงทำให้ราคาของสินค้าและบริการมักจะสูงหรือต่ำจนเกินไป ส่งผลให้กลไกตลาดใน ปัจจุบันยังไม่สะท้อนถึงผลกระทบต่าง ๆ ต่อสังคมหรือสภาวะแวดล้อมโดยรวม ทำให้เกิดสารสนเทศ ไม่สมมาตร หากว่าผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดมีสารสนเทศไม่เท่าเทียมกัน ผลลัพธ์ในตลาดนั้น ๆ อาจ แตกต่างจากผลลัพธ์ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ซึ่งทำให้การจัดสรรทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพแบบปา เรโต ตัวอย่างหนึ่งของปัญหาสารสนเทศไม่สมมาตรคือการคัดเลือกที่ขัดผลประโยชน์ ซึ่งหมายถึง สถานการณ์ที่บุคคลฝ่ายหนึ่งไม่สามารถทราบลักษณะที่แท้จริงของอีกฝ่ายได้ เช่น ผู้ซื้อสินค้ามือสอง ไม่ทราบคุณภาพสินค้าที่แท้จริงเท่ากับเจ้าของเดิม หรือผู้รับประกันภัยไม่ทราบความเสี่ยงที่แท้จริง ของผู้เอาประกันมากเท่ากันตัวผู้เอาประกัน ในกรณีของสินค้ามือสอง ผู้ซื้อไม่ทราบคุณภาพที่แท้จริง ของสินค้าแต่ละชิ้น ราคาตลาดที่ผู้ซื้อยินดีจ่ายจึงเป็นราคาที่คาดการณ์เผื่อว่าสินค้าที่ได้รับเป็นสินค้า คุณภาพต่ำ ซึ่งต่ำกว่าราคาที่ผู้ซื้อยินดีจ่ายถ้ามั่นใจว่าสินค้าที่ได้รับมีคุณภาพสูง แต่ราคาตลาดนี้ทำให้ เจ้าของสินค้าเดิมที่ทราบว่าสินค้าตัวเองมีคุณภาพต่ำ ยินดีที่จะขายมากกว่าเจ้าของสินค้าคุณภาพสูง ทำให้มีสินค้าคุณภาพต่ำมาขายมากกว่าคุณภาพสูง สถานการณ์นี้ทำให้เกิดความไม่มีประสิทธิภาพ แบบปาเรโต เพราะผู้ซื้อยินดีซื้อสินค้าคุณภาพสูงที่ผู้ขายยินดีขาย แต่การซื้อขายนี้ไม่เกิดขึ้นเนื่องจาก สารสนเทศที่ไม่สมมาตร ท้ายสุดเศรษฐศาสตร์จุลภาคประยุกต์ (Applied Microeconomics) เป็น การศึกษาที่มีขอบเขตซึ่งรวมไปถึงการศึกษาที่เจาะจงเฉพาะด้านด้วย สาขาที่เกี่ยวกับทางด้าน ประยุกต์ส่วนมากมักจะใช้เรื่องเกี่ยวกับ ทฤษฎีราคา (Price Theory) อุปสงค์ และ อุปทาน (Demand & Supply) การจัดการอย่างเป็นระบบในด้านอุตสาหกรรม (Industrial Organization) และ การควบคุม (Regulation) และเศรษฐศาสตร์จุลภาคประยุกต์นั้น จะขึ้นอยู่กับ Enforcement of Competing กฎหมาย ระบบการปกครอง และ Their Relative Efficiencies ยกตัวอย่างเช่น เศรษฐศาสตร์แรงงาน (Labour Economics) การคลังสาธารณะ (Public Finance) เศรษฐศาสตร์ การเมือง (Political Economics) เศรษฐศาสตร์สุขภาพ (Health Economics) เศรษฐศาสตร์เมือง
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๙๓ Fundamentals of Social Development (Urban Economics) เศรษฐศาสตร์การเงิน (Financial Economics) และ ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ (Economic History) การพัฒนาสังคมทางด้านการเมือง (๕.๔) -ภูมิหลังของการศึกษาการพัฒนาการเมืองเริ่ม หลังยุคล่าอาณานิคมในราวปลายศตวรรษที่ ๑๙ ล่มสลายมีการโฆษณาชวนเชื่อว่าหากต้องการมีความ มั่นคงในทางการเมืองจะต้องพัฒนาประเทศตามแนวประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed Country) ซึ่งหรือ “โลกตะวันตก” ที่เคยเป็นประเทศเจ้าอาณานิคมอาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ดังนั้น วัตถุประสงค์หลักขโดยซ่อนเงื่อน เพื่อรักษาความสัมพันธ์ และ (ข) เพื่อเอาชนะการปกครองใน แบบคอมมิวนิสต์ แต่ชาติทีเกิดขึ้นใหม่มักเดินเข้าสู่ฆาตกรรมทางการเมือง การรัฐประหาร และความ ล้มเหลวในการนำเข้าระบอบประชาธิปไตยจึงไม่ก้าวหน้าในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และสังคม เพราะแนวคิดพัฒนาการเมืองจะมองว่าการเมืองคือตัวกำหนดสมรรถนะทางเศรษฐกิจ และสังคม สังคม ในประเทศโลกที่สามนั้นหากสถาบันเข้มแข็งแล้วมักส่งผลกระทบในทางลบต่อการพัฒนา การเมืองคือสถาบันกองทัพ ประเทศด้อยพัฒนานั้นมักมีระดับของการมีส่วนร่วมในทางการเมืองที่ต่ำ ซึ่งจะมีการโกงกิน (Corruption) ในระดับสูง การศึกษาการพัฒนาการเมืองของนักรัฐศาสตร์ แกเบรียล อัลมอนด์ (Gabriel Abraham Almond) ที่กล่าว่า หากสมาชิกในสังคมมี “สำนึกพลเมือง หรือ วัฒนธรรมพลเมือง (Civic Culture)” ในการเข้าร่วมทางการเมืองจะแข็งขันแต่ในทางตรงกันข้ามการเมืองนั้นก็จะด้อยพัฒนา ลูเซียน พาย (Lucian W. Pye) มองว่าการพัฒนาทางการเมืองนั้นเป็นโรคระบาดอย่างหนึ่ง (Political Syndrome) โครงสร้างทางการเมืองจะสลับซับซ้อน ตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเรื่องของความสามารถของบุคคล ไม่ใช่เป็นเรื่องของชาติตระกูล ที่สำคัญที่สุดคือ ระบบการเมืองสามารถที่จะตอบสนองข้อเรียกร้อง และการเปลี่ยนแปลงจากเหล่าสมาชิกในสังคมการเมืองได้มากกว่า (Capacity) ซามูเอล ฮันทิงตัน (Samuel Huntington) สรุปว่าการพัฒนาการเมืองคือทฤษฎีการเมืองที่มองว่าความสามารถที่ระบบ การเมืองทำให้คนในสังคมสนับสนุนในกิจกรรมทางการเมือง และเพื่อตอบสนองความต้องการของ สังคมทุกวิธีการ การพัฒนาทางการเมือง ลิขิต ธีระเวคิณได้กล่าวว่าคำว่า การพัฒนาการเมือง (Political Development) การต่อสู้ระหว่างเผ่าพันธุ์ ระหว่างกลุ่มซึ่งมีศาสนาต่างกัน และระหว่าง กลุ่มซึ่งมีความขัดแย้งทางการเมืองและอุดมการณ์ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นสะท้อนให้เห็นถึงการ ขาดการพัฒนาการเมือง ส่วนลูเซียน ดับเบิลยู พาย (Lucien W. Pye) นิยามการพัฒนาการเมืองที่มี อยู่ในวงวิชาการอเมริกันไว้ ๑๐ ประการ คือ เป็นพื้นฐานทางการเมืองของการพัฒนาเศรษฐกิจ เป็น การเมืองของสังคมอุตสาหกรรม เป็นความเป็นทันสมัยทางการเมือง เป็นเรื่องการดำเนินงานของรัฐชาติ เป็นเรื่องราวของการพัฒนาระบบบริหารและกฎหมาย เป็นเรื่องของการระดมพลและการมีส่วน ร่วมทางการเมือง เป็นเรื่องของการพัฒนาประชาธิปไตย เป็นเรื่องของความมีเสถียรภาพและการ เปลี่ยนแปลงที่เป็นระเบียบ เป็นเรื่องของการระดมพลและอำนาจ และ เป็นแง่หนึ่งของกระบวนการ
๑๙๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เปลี่ยนแปลงทางสังคม นอกจากนี้ พาย (Pye) พร้อมด้วยสมาชิกคณะกรรมการศึกษาการเมือง เปรียบเทียบ (Committee on Comparative Politics) ได้สรุปแนวความคิดของสำนักงานต่าง ๆ จำแนกออกได้เป็น ๓ ประการ โดยเรียกรวมกันว่า “โรคติดต่อของการพัฒนา (Development Syndrome)” ประกอบด้วย ความชำนาญงาน (Differentiation) ความเท่าเทียม (Equality) และ ความสามารถ (Capacity) อคติของคำนิยามการพัฒนาการเมือง --หากพิจารณาตามหลักการ “โรคติดต่อของการ พัฒนา (Development Syndrome)” ทั้งสามประการข้างต้น เราจะพบว่าคำนิยามที่ได้สรุปมานั้นมี ลักษณะที่บ่งบอกมีอคติ กล่าวคือ การเมืองในประเทศเผด็จการย่อมไม่ถือว่าเป็นการเมืองที่พัฒนา นอกจากนี้ยังมีบางคนได้ตั้งข้อสงสัยไว้เหมือนกันว่าการแบ่งแยกโครงสร้างหรือมีระดับของความ ชำนาญงานเฉพาะด้านระดับใดที่เราอาจพูดได้ว่าสังคมพัฒนาแล้ว องค์ประกอบอันเป็นสาระสำคัญ ของการพัฒนาทางการเมือง - สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ได้สรุปองค์ประกอบไว้ ๕ ประการดังนี้(๑) ความ เท่าเทียมกัน (Equality) (๒) ความสามารถของระบบการเมือง (Capacity) (๓) มีการแบ่งโครงสร้าง ทางการเมืองให้มีความแตกต่างและมีความชำนาญเฉพาะ (Differentiation and Specialization) (๔) การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีเหตุมีผล (Secularization of Political Culture) และ (๕) ความเป็นอิสระของระบบย่อย (Subsystem Autonomy) การพัฒนาสังคมทางด้านวัฒนธรรม (๕.๕) - เห็นได้ว่าการพัฒนามีลักษณะเกี่ยวโยงและ ซ้อนทับกันในหลากหลายมิติ กล่าวได้ว่าทุกมิติต้องทำงานควบคู่และประสานกันไปในแบบสัมพัทธ นิยม อย่างไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด อาทิ เราจะต้องพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อตอบสนองความต้องการ ขั้นพื้นฐานของประชาชน ลดปัญหาความยากจน พร้อมทั้งพัฒนามิติด้านสังคมที่วางอยู่บนหลักการ ความยุติธรรมและความเท่าเทียม ทำให้เกิดการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น เปิดโอกาส ให้กับความหลากหลายในการเข้าถึงสิทธิมนุษยชน เช่น อาหาร การศึกษา สาธารณสุข เป็นต้น ทั้งนี้ ต้องวางอยู่บนรากฐานการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับมนุษย์ ในฐานะเป็นผู้กระทำการหนึ่งที่สำคัญในสังคม (Agency) มิใช่เป็นเพียงผู้ถูกกระทำ ประกอบกับการ พัฒนามนุษย์ให้มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย (มิติชีววิทยา) และจิตใจ (มิติจิตวิทยา) ปลูกจิตสำนึกใน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (มิติสังคม) ในฐานะที่เป็นทรัพยากรที่มีความใกล้ชิด ผูกพัน และเป็นหนึ่ง เดียวกับธรรมชาติเพื่อสร้างค่านิยมใหม่ในสังคมไทยระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ทั้งสร้างความตระหนัก รู้ถึงปัญหาสังคมที่เกิดขึ้น อันจะก่อให้เกิดความร่วมมือทั้งในระดับปัจเจก ชุมชน และประเทศชาติ เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันจากภายในสู่ภายนอก ท้ายที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้จะหลอมรวมเข้าด้วยกัน นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนผู้เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาที่ ยั่งยืนอย่างแท้จริง ฉะนั้นการพัฒนาแบบองค์รวมจึงเป็นการพัฒนาที่ทุกภาคส่วนต้องเข้ามามีส่วนร่วม ในการรับผิดชอบ และต้องกระทำไปพร้อม ๆ กัน คงมิใช่เน้นเฉพาะมิติใดมิติหนึ่งเฉกเช่นในอดีต
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๙๕ Fundamentals of Social Development เพื่อให้สังคมและคนในสังคมพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในปัจจุบันและอนาคตอันใกลนี้ จึง ต้องนใจและใส่ใจกับคลื่นลูกที่ ๕ ระบบเศรษฐกิจเน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา และ สามารถจัดระบบ นำมาใช้แก้ไขปัญหาสังคม เศรษฐกิจได้มากกว่า ก็ย่อมจะมีการ พัฒนามากกว่า (Toffler, 2006) เข้ามาแทนที่คลื่นลูกที่ ๔. และต่อ ๆ ไป คลื่นลูกที่ ๖ ความยั่งยืนเนื่องมาจากแนวคิด ส่งแวดล้อมนิยม เพราะทุกภาคส่วนจะบังคับทุกกิจกรรมให้เน้นความยั่งยืนทางสิ่งแดล้อม (Glessia and Di Serioa, 2016) ที่จะมาแทนที่คลื่นลูกที่ ๕. คลื่นลูกที่ ๗ การเลียนแบบเครื่องจักร /การปฏิวัต อุตสาหกรรมครั้งที่ ๗ โดยเน้นวิศวกรรมโมเลกุล (Molecular Engineering) การผลิตครั้งละจำนวน มากโดยใช้ระบบอานุภาค(Mass-Produce at the Atomic Scale) และการยืดอายุมนุษย์ (Existence Proof) (Walker, 2019) สรุปพลวัตสังคมวัฒนธรรมไทยกับการพัฒนามนุษย์องค์รวม สังคมไทยตั้งแต่ยุควิกฤตทาง การเงินและเศรษฐกิจปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ทำให้ภาครัฐหันมาตระหนักถึงกรอบด้านความมั่นคงของมนุษย์ กับแนวทางพัฒนาสังคมไทยมากขึ้น และเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมเชิงนโยบายในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติฉบับที่ ๘ เป็นต้นมา แต่ในสภาพความเป็นจริงการพัฒนามนุษย์เพื่อให้เกิดความมั่นคง และความผาสุกของประเทศชาติ ควรเป็นการพัฒนาในแง่คุณภาพของคน เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีความ เป็นมนุษย์แบบองค์รวมควบคู่ไปพร้อมกัน จึงจะเกิดความมั่นคงในด้านอื่นตามมา ถึงกระนั้น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเปลี่ยนฐานแนวคิด ของการพัฒนามาให้ความสำคัญกับ คน เป็นศูนย์กลาง และนับเป็นการมีส่วนร่วมครั้งแรกของ ประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยให้ระบบเศรษฐกิจเป็นเพียงวิธีการ หรือเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนามนุษย์และเพิ่มขีดความสามารถของตนกับสภาพทางสังคม เพื่อให้เกิด ความอยู่ดีกินดีรวมทั้งการดูแลผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อมนุษย์และสังคมโดยตรง จึงกล่าวได้ว่าการ พัฒนาของสังคมไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นต้นมา เป็นการจุดชนวนการพัฒนาที่มุ่งเน้นความมั่นคง ของมนุษย์โดยแท้จริง ทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน ด้วยเหตุนี้การพัฒนามนุษย์ให้เกิดความ สมดุล ไปพร้อมกับสังคมที่มีความยั่งยืน จำเป็นต้องมองการพัฒนาคนให้สอดคล้องกับฐานคิดทาง ปรัชญาสายกลางที่เน้นความสมดุลในการพัฒนาทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นการ พัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ภายใต้ศักยภาพของระบบนิเวศวิทยา อันจะนำไปสู่การตอบโจทย์การ พัฒนาตั้งแต่ระดับจุลภาคไปจนถึงระดับมหาภาค หรือจากระดับปัจเจกไปสู่ระดับสังคม เห็นได้ว่าการพัฒนามีลักษณะเกี่ยวโยงและซ้อนทับกันในหลากหลายมิติ กล่าวได้ว่าทุกมิติ ต้องทำงานควบคู่และประสานกันไปในแบบสัมพัทธนิยม อย่างไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด อาทิ เรา จะต้องพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของประชาชน ลดปัญหาความยากจน พร้อมทั้งพัฒนามิติด้านสังคมที่วางอยู่บนหลักการความยุติธรรมและความเท่าเทียม ทำให้เกิดการ กระจายรายได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น เปิดโอกาสให้กับความหลากหลายในการเข้าถึงสิทธิมนุษยชน
๑๙๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เช่น อาหาร การศึกษา สาธารณสุข เป็นต้น ทั้งนี้ต้องวางอยู่บนรากฐานการใช้ทรัพยากรอย่างมี ประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับมนุษย์ในฐานะเป็นผู้กระทำการหนึ่งที่สำคัญในสังคม (Agency) ประกอบกับการพัฒนามนุษย์ให้มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย (มิติชีววิทยา) และจิตใจ (มิติ จิตวิทยา) ปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (มิติสังคม) ในฐานะที่เป็นทรัพยากรที่มีความใกล้ชิด ผูกพัน และเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติเพื่อสร้างค่านิยมใหม่ในสังคมไทยระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ทั้ง สร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาสังคมที่เกิดขึ้น อันจะก่อให้เกิดความร่วมมือทั้งในระดับปัจเจก ชุมชน และประเทศชาติ เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันจากภายในสู่ภายนอก ท้ายที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้จะหลอม รวมเข้าด้วยกัน นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนผู้เป็นศูนย์กลางใน การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง มิใช่เน้นเฉพาะมิติใดมิติหนึ่งเฉกเช่นในอดีต
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๙๗ Fundamentals of Social Development ทดสอบความรอบรู้ท้ายบท ๑. นโยบายการพัฒนาสังคมทางด้านเศรษฐกิจทั่วไปในท้องถิ่น ๗ ประการเหมาะกับท้องถิ่น ของไทยในระยะสั้น ระยะปานกลางและระยะยาวมากน้อยเพียงใด? อธิบายโดยสังเขป ๒. การพัฒนาสังคมทางด้านเศรษฐกิจมหภาคตามแบบตะวันตกอาจไม่เหมาะสมแต่ทำไม มหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐและภาคเอกชนนำมาใช้สอนนิสิตนักศึกษาในทุก ๆ แห่ง อธิบายพร้อม ยกตัวอย่าง ๓. การพัฒนาสังคมทางด้านเศรษฐกิจจุลภาคตามแนวพระราชดำริเคยช่วยให้ประเทศไทย รอดพ้นวิกฤติต้มยำกุ้ง พ.ศ. ๒๕๔๐ และในช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ พ.ศ. ๒๕๕๑ และท่านจะแนะนำ รูปแบบการพัฒนาสังคมทางด้านเศรษฐกิจจุลภาคเพื่อให้คนไทยพ้นความยากจน? อธิบายโดยสังเขป ๔. ในแนวคิดพัฒนาการเมืองนักการเมืองจะมองว่าตนต้องเป็นตัวกำหนดสมรรถนะทาง เศรษฐกิจ และสังคมซึ่งจะต่างกับรัฐ-ชาติที่มีระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ที่จะใช้เศรษฐกิจ เป็นตัวกำหนดการเมือง และสังคม ท่านคิดว่าแนวคิดใดที่เหมาะสมกับการเมืองไทย อธิบายพร้อม ยกตัวอย่าง ๕. ในการพัฒนาสังคมทางด้านวัฒนธรรม คลื่นลูกที่ ๕ ระบบเศรษฐกิจเน้นการใช้ประโยชน์ จากทรัพย์สินทางปัญญา และสามารถจัดระบบ นำมาใช้แก้ไขปัญหาสังคม เศรษฐกิจได้มากกว่า ก็ ย่อมจะมีการ พัฒนามากกว่า (Toffler, 2006) คลื่นลูกที่ ๖ ความยั่งยืนเนื่องมาจากแนวคิดส่ง แวดล้อมนิยม เพราะทุกภาคส่วนจะบังคับทุกกิจกรรมให้เน้นความยั่งยืนทางสิ่งแดล้อม (Glessia and Di Serioa, 2016) และ คลื่นลูกที่ ๗ การเลียนแบบเครื่องจักร /การปฏิวัตอุตสาหกรรมครั้งที่ ๗ โดย เน้นวิศวกรรมโมเลกุล (Molecular Engineering) การผลิตครั้งละจำนวนมากโดยใช้ระบบอานุภาค (Mass-Produce at the Atomic Scale) และการยืดอายุมนุษย์ (Existence Proof) (Walker, 2019) ท่านคิดว่าประเทศไทย หรือสังคมไทยหรือคนไทยพร้อมจะเผชิญคลื่นลูกต่าง ๆ ดังกล่าวในระดับใด อธิบายโดยสังเขป
๑๙๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เอกสารอ้างอิงประจำบท ๑. ภาษาไทย ก. ข้อมูลปฐมภูมิ ข. ข้อมูลทุติยภูมิ แก้วขวัญ ตั้งติพงศ์กูลม,ผศ. ดร. การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นเพื่อรองรับโอกาสและผลกระทบจาก การจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ (ตอนที่ ๑). คณะ เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วารสารเศรษฐศาสตร์(๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๓). ฉัตรทิพย์ นาถสุภา. การเป็นสมัยใหม่กับแนวคิดชุมชน. กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์บุ๊คส์ (๒๕๕๓). ทรงพันธ์ เจิมประยงค์. มนุษย์กับ AI ใครวิ่งนำ ใครตาม. (สืบค้นเมื่อ มกราคม ๒๕๖๒), จาก http://web.tcdc.or.th. นันทนิตย์ ทองศรี. หุ่นยนต์ vs แรงงาน (1) ความก้าวหน้าอันน่าหวาดหวั่น? (สมาพันธ์อุตสาหรรม แห่งประเทศไทย, ๗ สิงหาคม ๒๕๖๑). ปกป้อง จันวิทย์. แนวคิดว่าด้วยประสิทธิภาพและความยุติธรรมในนิติเศรษฐศาสตร์ (Pareto Optimality). บทความวิชาการประกอบการสัมมนาวิชาการเรื่อง “แนวคิดประสิทธิภาพ และความยุติธรรมในนิติเศรษฐศาสตร์” จัดโดย มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ ไทย ร่วมกบ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย วันพุธที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ณ ห้อง ประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (เข้าถึง ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ที่ http://pokpong.org/wp-content/uploads/justice-and-efficiency-in-lawand-econ.pdf). พงษ์ทัช จิตวิบูลย์ และวันชัย ธรรมสัจการ. พลวัตสังคมวัฒนธรรมกับมิติการพัฒนามนุษย์องค์รวมใน สังคมไทย. วารสารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การ ปีที่ ๑๑ ฉบับที่ ๒ (๒๕๖๒), หน้า ๑๑๖ – ๑๓๕. พิสิษฐิกุล แก้วงาม. มโนทัศน์ที่สำคัญในวิชาการพัฒนาการเมือง. มหาสารคาม: หลักสูตรสาขาวิชา รัฐศาสตร์ วิทยาลัยกฎหมายและการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, (๒๕๕๓). ลิขิต ธีรเวคิน. “การพัฒนาการเมือง (Political Development),” หนังสือพิมพ์สยามรัฐ (วันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒/๒๕๖๒). สมบัติ ธำรงค์ธัญวงศ์. ทัศนคติทางการเมืองของเด็กและเยาวชนในกรุงเทพมหานคร. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: โครงการเอกสารและตำรา คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริ หารศาสตร์ ( ๒๕๓๙/๒๕๔๙/๒๕๕๙), น. ๓๓-๓๔. และ น.๓๕-๓๖. สุริยัน หวันแก้ว. (๒๕๔๗). การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: สำนักงาน คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ. ๒๕๔๗).
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๙๙ Fundamentals of Social Development เสน่ห์ จามริก. สังคมไทยกับการพัฒนาที่ก่อปัญหา (พิมพ์ครั้งที่ ๒). กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบ ไฟ. (๒๕๔๒). ๒. ภาษาอังกฤษ a) Primary Sources b) Secondary Sources Bill, James A., and Hardgrave, Robert L. Comparative Politics: The Quest for Theory. Columbus Ohio: Charles E. Merrill Publishing Company (1973), p. 67. Blanchard, Olivier Jean. “Neoclassical synthesis”, The New Palgrave: A Dictionary of Economics, v. 3, (1987), pp. 634–36. Blaug, Mark (2007). “The Social Sciences: Economics, “Macroeconomics, the New Encyclopedia Britannica, v. 27, (2007), p. 349. Blaug, Mark. “The Social Sciences: Economics, “The New Encyclopedia Britannica, v. 27, (2007), p. 345. Case, S. The third wave: An entrepreneur's vision of the future. New York: Simon & Schuster. (2017). City University of Hong Kong. Whole person development award scheme. Retrieved from http://www.cityu.edu.hk. (2010/14 November 2020). Damien Kingsbury. Political Development. New York: Routledge, (2007), p. 12. Davenport, T., & Kirby, J. Only humans need apply: Winners and losers in the age of smart machines. New York: Harper Business. (2016). David Easton. The Political System: An Inquiry into the State of Political Science (2nd edition) New York: Alfred A. Knopf, 1971, pp. 372-373. อ้างใน เชิญ ชวิณณ์ ศรี สุวรรณ, “แนวพินิจทางรัฐศาสตร์: ภาวะวิทยา ญาณวิทยา และ วิธีวิทยา,” (๒๕๕๑/ ๒๕๖๑), น. ๒๓. Cited by http://www.buriram.ru.ac.th /00phpweb/down_load/ fill/0907111104235YRYX.doc. Fisher, Irving. “The Debt-Deflation Theory of Great Depressions,” Econometrica, 1(4), (1933a) pp. 337–357 via FRASER. Frey, C. B., & Osborne, M. A. The future of employment: How susceptible are jobs to computerization. Technological Forecasting and Social Change, Vol.114, (2017) pp.254-280.
๒๐๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย Friedman, Milton. Essays in Positive Economics. London: University of Chicago Press. (1983) ISBN 978-0-226-26403-5. Gabriel A. Almond and G. Bingham Powell, Jr. Comparative Politics: System, Process and Policy. (2nd edition) (Boston). Glessia Silva, and Luiz Carlos Di Serioa (2016). The sixth wave of inno-vation: are we ready? RAI Revista de Administração e Inovação. Volume 13, Issue 2, April– June 2016, Pages 128-134. Howitt, Peter M.” Macroeconomics: Relations with Microeconomics,” edited by John Eatwell, Murray Milgate, Peter Newman. The New Palgrave: A Dictionary of Economics, (1987) pp. 273–76. London and New York: Macmillan and Stockton. ISBN 0-333-37235-2. Howitt, Peter. “Macroeconomics: Relations with microeconomics”. New Palgrave dictionary of economics. London: Palgrave Macmillan. (1987) doi:10.1057/978- 1-349-95121-5_691-1. ISBN 978-1-349-95121-5. Janssen, Maarten C. W. “Microfoundations”. New Palgrave dictionary of economics. London: Palgrave Macmillan. (2008), doi:10.1057/978-1-349-95121-5_2707-1. ISBN 978-1-349-95121-5. Jehle, Geoffrey A.; Reny, Philip J. (2011). Advanced microeconomic theory. Pearson. ISBN 978-0-273-73191-7. (2011). Keynes, John Maynard. The General Theory of Employment, Interest and Money. London: Macmillan (1936/ reprinted 2007). Little, Brown and Company, 1978) and Gabriel A. Almond and G. Bingham Powell, Jr (eds. ), Comparative Politics Today: A world View. Boston: Little, Brown and Company, 1980. อ้างใน อโณทัย วัฒนาพร, “นักรัฐศาสตร์กับสังคมการเมืองไทย: ภารกิจ อันไม่จบสิ้น,”(เอกสารประกอบการประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ แห่งชาติครั้งที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๔๙). Lucas, Robert. “Expectations and the Neutrality of Money”. Journal of Economic Theory. 4 (2), (1972): pp. 103–24. CiteSeerX 10.1.1.592.6178. doi: 10.1016/0022- 0531(72) 90142-1.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๐๑ Fundamentals of Social Development Lucien W. Pye. Aspects of Political Development: An Analytic Study. Boston: Little Brown and Company, 1966, 33 – 48. อ้างใน ลิขิต ธีเวคิน. ทฤษฎีพัฒนาการเมือง. (กรุงเทพฯ: ศูนย์วิจัยคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๒๗/๒๕๕๗). Mises, Ludwig Von. Theory of Money and Credit. Yale University Press. (1912). Mumford, L. City development. London: Secker & Warburg. (1946). Ng, Yew-Kwang. “Business Confidence and Depression Prevention: A Mesoeconomic Perspective”, American Economic Review 82 (2), (1992), pp. 365–371. OpenStax. (2019-03-13). “3.2 Shifts in Demand and Supply for Goods and Services”. Principles of Economics (2nd ed.). OpenStax CNX. สืบค้นเมื่อ [๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓]. O'Sullivan, Arthur; Sheffrin. Steven M. Economics: Principles in Action, Upper Saddle River, New Jersey 07458: Pearson Prentice Hall, (2003). p. 57, ISBN 978-0-13- 063085-8. Prescott, Edward C. and Kydland, Finn E. Business Cycles: Real Facts and a Monetary Myth. Federal Reserve Bank of Minneapolis, Quarterly Review. Vol. 14, No. 2 (spring 1990), p.3. Rostow, W. The stages of economic growth. London: Cambridge University Press. (1990). Samuel Huntington. Political Order in Changing Societies. (Second edition) Connecticut: Yale University Press, (1969), p. 31. Sarafino, E. P. Health psychology: Biopsychosocial interaction. New York: John Wiley & Sons (1994). Saunders, Trevor. J. Politics, Books I and II. London: Oxford University Press (1995), Preview. Shubik, Martin. “A curmudgeon's guide to microeconomics”. Journal of Economic Literature. 8 (2): 405–434. ISSN 0022-0515. JSTOR 2720472. (1970). Solow, Robert (2002). “Neoclassical growth model” cited in Snowdon, Brian; Vane, Howard (eds.). An Encyclopedia of Macroeconomics. Northampton, Massachusetts: Edward Elgar Publishing. (2002) ISBN 1840643870. Toffler, Alvin. Revolutionary Wealth (Waves 1-5). New York: Knopf. (April 25, 2006).
๒๐๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย Tubaro, Paola (2015). “Microeconomics, History of” in Wright, James D. (ed.). International encyclopedia of the social & behavioral sciences (2 ed.) Oxford: Elsevier. (2015) pp. 331–337. ISBN 978-0-08-097087-5. Varian, Hal R. “Microeconomics”. New Palgrave dictionary of economics. London: Palgrave Macmillan. (1987) doi:10.1057/978-1-349-95121-5_1212-1. ISBN 978-1- 349-95121-5. Varian, Hal. Intermediate microeconomics: A modern approach (9th ed.). W. W. Norton & Company. (2014) ISBN 978-0-393-12396-8. Walker, John. Seventh Industrial Revolution: Replicating Machines. FOURMILAB. (Updated): retrieved from https://www.fourmilab.ch/autofile /www/section2 _84_20.html. (January 25, 2019/ 01.02.2020). Williamson, Steve. Notes on Macroeconomic Theory. Dept. of Economics, University of Iowa, Iowa City, IA 52242 (August 1999), pp. 1-24.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๐๓ Fundamentals of Social Development แผนการสอน ประจำบทที่ ๕ รูปแบบการพัฒนาสังคม ขอบข่ายการเรียนรู้บทที่ ๕ ๑. รูปแบบการพัฒนาสังคมแบบมีส่วนร่วม ๒. รูปแบบการพัฒนาสังคมแบบพึ่งตนเอง (Self -Reliance Community Development) ๓. รูปแบบการพัฒนาสังคมแบบการพัฒนายั่งยืน (Sustainable Development) และรูปแบบ การพัฒนาสังคมบนพื้นฐานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) ๔. การพัฒนาสังคมบนพื้นฐานภูมิปัญญา (Local Intellectual) ๕. มุมมองพระพุทธศาสนากับรูปแบบการพัฒนาสังคม ๖. สรุปรูปแบบการพัฒนาสังคม จุดประสงค์การเรียนรู้ ๑. เพื่อให้นิสิตทราบและเข้าใจรูปแบบการพัฒนาสังคมแบบมีส่วนร่วม ๒. เพื่อให้นิสิตทราบและเข้ าใจรูปแบบการพัฒน าสัง คมแบบพึ่งต น เ อ ง (Self - Reliance Community Development) ๓. เพื่อให้นิสิตทราบและเข้าใจรูปแบบการพัฒนาสังคมแบบการพัฒนายั่งยืน (sustainable development ) และรูปแบบการพัฒนาสังคมบนพื้นฐานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) ๔. เพื่อให้นิสิตทราบและเข้าใจการพัฒนาสังคมบนพื้นฐานภูมิปัญญา (Local Intellectual) ๕. เพื่อให้นิสิตทราบและเข้าใจมุมมองพระพุทธศาสนากับรูปแบบการพัฒนาสังคม วิธีสอนและกิจกรรม ๑. บรรยายประกอบเอกสารประกอบการสอน ๒. วิธีสอนแบบอภิปรายเนื้อหา / ซักถาม / และทำแบบฝึกหัดในชั้นเรียน ๓. มอบหมายงานศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง หรือ กำหนดประเด็นร่วมวิเคราะห์ ๔. รายงานผลการศึกษางานมอบหมายหน้าชั้นเรียน และแลกเปลี่ยนกับสมาชิกในชั้นเรียน ๕. มอบหมายใบงานสรุปเนื้อหาที่เรียนการสอนแต่ละครั้ง ๖. อภิปรายหรือทำแบบฝึกหัดท้ายบท แล้วนำผลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ที่ เหมาะสมต่อไป สื่อการเรียนการสอน ๑. เอกสารประกอบการสอน และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ๒. สื่อ Power Point สื่อวีดิทัศน์ สื่อเรียนรู้ออนไลน์ หรือ สื่อเรียนรู้ต่าง ๆ ๓. ใบงานความรู้ หรือ แบบประเมินผลก่อนและหลังเรียน หรือคำถามประจำบทที่ ๕
๒๐๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย บทที่ ๕ รูปแบบการพัฒนาสังคม ๕.๑ รูปแบบการพัฒนาสังคมแบบมีส่วนร่วม นโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง เป็นแนวทางการขับเคลื่อนงานและบริหารงานที่มี ประสิทธิภาพของส่วนราชการ ซึ่งการขับเคลื่อนงานภายใต้การนำของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์ โอชานายกรัฐมนตรี มีแนวทางการขับเคลื่อนประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑- ๒๕๘๐) ซึ่งจะต้องนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้ประเทศไทยบรรลุวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ภายในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อความสุขของคนไทยทุกคน๑๒๖ จุดมุ่งหมายสูงสุดของการพัฒนา คือ การพึ่งตนเอง (Self-reliance) - ความสำคัญของการ พึ่งตนเองแนวคิดในการพัฒนาประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกนั้น กล่าวว่าจุดมุ่งหมายอันเป็นความปรารถนา ขั้นสูงสุดของการพัฒนาประเทศ คือ ความต้องการที่จะยืนหยัดบนพื้นฐานอันเข็มแข็งของตนเอง ซึ่ง เรียกกันในวงการพัฒนาว่า การพึ่งตนเอง (Self-reliance) ทั้งในระดับบุคคล ระดับชุมชน ระดับ ภูมิภาคและระดับชาติ อันเป็นนัยสำคัญที่แสดงไว้อย่างชัดเจนทั้งในแนวคิดทฤษฎีพึ่งพาและทฤษฎี ความจำเป็นพื้นฐานการพึ่งตนเองเป็นกลไกเชิงนามธรรมที่สำคัญยิ่งต่อการยกระดับจิตสำนึก และ เพิ่มพูนระดับความเชื่อมั่นของปัจเจกบุคคล กลุ่มคน และระบบสังคม ที่มีต่อศักยภาพและ ความสามารถของตนในการกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เพื่อ นำไปสู่ความมีอารยะธรรมที่เพียบพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ การพึ่งตนเองไม่ได้หมายถึงการดำรง สถานะอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่เปิดประตูบ้านประตูเมืองติดต่อสัมพันธ์กับบ้านเมืองอื่น การพึ่งตนเอง มิได้ หมายความถึงการตัดการช่วยเหลือจากภายนอกจนเหลือศูนย์ แต่ถ้าพิจารณาในเชิงสร้างสรรค์ การ พึ่งตนเอง ดังนั้นการดำเนินยุทธศาสตร์ในการพึ่งตนเอง น่าจะเป็นการคล้อยตามแนวคิดทฤษฎีความ จำเป็นพื้นฐานที่ว่า การหยั่งรากของการพึ่งตนเอง คือ การวางแผนพัฒนาที่สามารถกำหนดกิจกรรม ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่สามารถตอบสนองต่อความจำเป็นพื้นฐานทั้งในทางวัตถุธรรม และ ในทางคุณธรรมแก่มวลชนเสียก่อน แล้วจึงจะเติบโตอย่างกล้าแข็งและยั่งยืนต่อไป๑๒๗ ๑๒๖ นายสุทธิจันทรวงษ์ และคณะผู้จัดทำ. แผนปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓: นโยบาย ยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ, (กองยุทธาสตร์และแผนงาน, กรมพัฒนา สังคมและสวัสดิการ, กระทรวงพัฒนาสังคมละความมั่นคงของมนุษย์, ๒๕๖๓), หน้า ๑๗ ๑๒๗ วิษณุ หยกจินดา, การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชน หมู่บ้านทุ่งกร่างตําบลทับไทร อ้าเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี, (ดุษฎีนิพนธ์หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการ ภาครัฐและภาคเอกชน วิทยาลัยการบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา ๖ มิถุนายน ๒๕๕๗) หน้า ๓๓-๓๔.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๐๕ Fundamentals of Social Development ๕.๑.๑ แนวคิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชน๑๒๘ Dunham (1985)๑๒๙ กล่าวว่า “การพัฒนาชุมชน” คือ การร่วมกำลังดำเนินการปรับปรุง สภาพความเป็นอยู่ของชุมชนให้ชุมชนมีความเป็นปึกแผ่น และดำเนินงานไปในแนวทางที่ตนต้องการ การทำงานพัฒนาชุมชนในชั้นแรกจะต้องอาศัยความร่วมกำลังของราษฎรในชุมชนนั้นในการช่วย ตัวเอง และร่วมมือกันดำเนินงาน และจะต้องได้รับความช่วยเหลือทางด้านวิชาการด้วยจากหน่วย ราชการ หรือองค์การอาสาสมัครอื่น ๆ ที่ประชุมผู้เชี่ยวชาญ ณ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ ได้ให้ความหมายของ “การพัฒนาชุมชน” ไว้ว่า “การพัฒนาชุมชนเป็นขบวนการ (Movement) ที่มุ่งส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นโดยความร่วมมืออย่างจริงจังของ ประชาชน และควรจะเป็นความคิดริเริ่มของประชาชนเองด้วยกัน แต่ถ้าประชาชนไม่รู้จักริเริ่มก็ให้ใช้ เทคนิคกระตุ้นเตือนให้เกิดความคิดริเริ่มขึ้นทั้งนี้ เพื่อให้กระบวนการนี้ได้รับการตอบสนองจาก ประชาชนด้วยความกระตือรือร้นอย่างจริงจัง” ๕.๑.๒ การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน๑๓๐ หลักการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนหมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ที่ เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนของสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐ ซึ่งสามารถจะแบ่งระดับของการสร้าง การมีส่วนร่วมของประชาชนออกเป็น ๕ ระดับ ดังนี้ ๑) การให้ข้อมูลข่าวสาร (Inform) ถือเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับต่ำที่สุดแต่ เป็นระดับที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นก้าวแรกของการที่ภาครัฐจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าสู่ กระบวนการ มีส่วนร่วมในเรื่องต่าง ๆ วิธีการให้ข้อมูลสามารถใช้ช่องทางต่าง ๆ เช่น เอกสารสิ่งพิมพ์ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อต่าง ๆ การจัดนิทรรศการ จดหมายข่าว การจัดงานแถลงข่าว การติดประกาศ และการให้ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ ๒) การรับฟังความคิดเห็น (Consult) เป็นกระบวนการที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการ ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และความคิดเห็นเพื่อประกอบการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การรับฟังความคิดเห็น การสำรวจความคิดเห็น การจัดเวทีสาธารณะ การแสดงความคิดเห็นผ่าน เว็บไซต์ ๓) การเกี่ยวข้อง (Involve) เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน หรือร่วมเสนอแนะทางที่นำไปสู่การตัดสินใจ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าข้อมูลความคิดเห็น ๑๒๘ เรื่องเดียวกัน หน้า ๓๔-๓๕. ๑๒๙ Dunham, C. B. (1985). Rational with repeated poles, algorithms for approximation. New York: Clarendon. ๑๓๐ วิษณุ หยกจินดา, การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชน หมู่บ้านทุ่งกร่างตําบลทับไทร อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี, หน้า ๓๕-๓๖.
๒๐๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และความต้องการของประชาชนจะถูกนำไปพิจารณาเป็นทางเลือกในการบริหารงานของภาครัฐ เช่น การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพิจารณาประเด็นนโยบายสาธารณะ ประชาพิจารการจัดตั้งคณะทำงาน เพื่อเสนอแนะประเด็นนโยบาย ๔. ความร่วมมือ (Collaboration) เป็นการให้กลุ่มประชาชน ผู้แทนภาคสาธารณะมีส่วน ร่วม โดยเป็นหุ้นส่วนกับภาครัฐในทุกขั้นตอนของการตัดสินใจ และมีการดำเนินกิจกรรมร่วมกันอย่าง ต่อเนื่อง เช่น คณะกรรมการที่มีฝ่ายประชาชนร่วมเป็นกรรมการ ๕) การเสริมอำนาจแก่ประชาชน (Empower) เป็นขั้นที่ให้บทบาทประชาชนในระดับสูง ที่สุด โดยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ เช่น การลงประชามติในประเด็นสาธารณะต่าง ๆ โครงการ กองทุนหมู่บ้านที่มอบอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจทั้งหมด การสร้างการมีส่วนร่วมของ ประชาชน อาจทำได้หลายระดับ และหลายวิธี ซึ่งบางวิธีสามารถทำได้อย่างง่าย ๆ แต่บางวิธีก็ต้องใช้ เวลา ขึ้นอยู่กับความต้องการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชน ค่าใช้จ่ายและความจำเป็นในการเปิด โอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนจึงต้องมีการ พัฒนาความรู้ความเข้าใจในการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่ประชาชน การรับฟังความคิดเห็นการ เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วม รวมทั้งพัฒนาทักษะและศักยภาพของข้าราชการทุกระดับ ควบคู่กันไปด้วย จากหลักการและความจำเป็นดังกล่าวทำให้การพัฒนาระบบราชการที่ผ่านมาได้รับ การพัฒนากระบวนการบริหารราชการ ที่สนับสนุนการปรับกระบวนการทางานของส่วนราชการ ที่ เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น หรือที่เรียกว่า “การบริหารราชการแบบ มีส่วนร่วม” ๕.๑.๓ รูปแบบของการมีส่วนร่วมของประชาชน นักวิชาการและผู้ที่เคยทำการศึกษาวิจัยเรื่องการมีส่วนร่วมได้กล่าวถึงรูปแบบของการมีส่วน ร่วมของประชาชน ดังนี้องค์การสหประชาชาติ (1998)๑๓๑ได้รวบรวมรูปแบบของการมีส่วนร่วมไว้ดังนี้ (๑) การมีส่วนร่วมแบบเป็นไปเอง เป็นไปโดยการอาสาสมัครหรือการรวมตัวกันขึ้นเองเพื่อแก้ไขปัญหา ในกลุ่มของตนเองโดยไม่ต้องการความช่วยเหลือจากภายนอก โดยมีรูปแบบที่เป็นเป้าหมาย (๒) การมี ส่วนร่วมแบบชักนํา เป็นการเข้าร่วมโดยต้องการความเห็นชอบหรือการสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งเป็น รูปแบบโดยทั่วไปในประเทศที่กำลังพัฒนา และ (๓) การมีส่วนร่วมแบบบังคับ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนร่วม ภายใต้การดำเนินนโยบายของรัฐบาลภายใต้การดำเนินงานโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือการบังคับ ๑๓๑ United Nation, Popular Participation in Decision Making for Development, (New York: United Notwess Publication, 1998), อ้างถึงในสิริพัฒน์ลาภจิตร, “ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจมีส่วน ร่วมของประชาชนในการสนับสนุนการบริหารงานองค์การบริหารส่วนตําบล อําเภอวารินชําราบ จังหวัด อุบลราชธานี,” (วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๐), หน้า ๓๑.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๐๗ Fundamentals of Social Development โดยตรง รูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่ผู้ดำเนินการได้รับผลทันทีแต่ไม่ได้รับผลระยะยาวและมีผลเสีย คือ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ถวิลวดี บุรีกุล(๒๕๔๘)๑๓๒ ได้สรุปรูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้ ๓ ด้าน ดังนี้ ๑) ต้องมีวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน การให้ประชาชนเข้าร่วมในกิจกรรมหนึ่ง ๆ จะต้องมี วัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเป็นไปเพื่ออะไร ผู้เข้าร่วมจะได้ตัดสินใจถูกว่าควรเข้าร่วม หรือไม่ ๒) ต้องมีกิจกรรมเป้าหมาย การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมต้องระบุลักษณะของกิจกรรมว่า มีรูปแบบและลักษณะอย่างไร เพื่อที่ประชาชนจะได้ตัดสินใจว่าควรจะเข้าร่วมหรือไม่ และ ๓) ต้องมี บุคคลหรือกลุ่มเป้าหมายการให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วม จะต้องระบุกลุ่มเป้าหมายอย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปกลุ่มบุคคลเป้าหมายมักถูกจำกัดโดยกิจกรรม และวัตถุประสงค์ของการมีส่วนร่วมอยู่แล้ว โดยพื้นฐาน เมื่อพิจารณาจากความเห็นที่องค์การระหว่างประเทศนักวิชาการและผู้ที่ทำวิจัยได้กล่าวถึง รูปแบบของการมีส่วนร่วมข้างต้นแล้วเห็นว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นแบ่งออกเป็น ๑) การที่ ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมโดยความสมัครใจและร่วมเข้าไปแก้ปัญหาด้วยตัวเอง และ ๒) การเข้าไปมี ส่วนร่วมโดยมีบุคคลอื่นมาชักจูงและบังคับแล้วจึงจะเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปมีส่วนร่วม โดยตรงหรือผ่านองค์กรผู้แทนหรือกรรมการกลุ่มหรือชุมชน๑๓๓ ๕.๑.๔ ขั้นตอนของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา๑๓๔ การมีส่วนร่วมในการค้นหาปัญหาและสาเหตุของปัญหา ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนแรกที่มี ความสำคัญที่สุด เพราะถ้าประชาชนยังไม่สามารถเข้าใจปัญหา และสาเหตุของปัญหาด้วยตัวของเขา เอง กิจกรรมต่าง ๆ ที่ตามมาก็ไร้ประโยชน์ เพราะประชาชนจะขาดความเข้าใจ และมองไม่เป็น ความสำคัญของกิจกรรมนั้น สิ่งหนึ่งที่แน่นอนที่สุดคือ ประชาชนเป็นผู้อยู่กับปัญหาและรู้จักปัญหา ของตนดีที่สุด แต่อาจจะมองปัญหาของตนไม่ชัดเจน จนกว่าจะมีเพื่อนมาช่วยตนวิเคราะห์ถึงปัญหา และสาเหตุของปัญหา ๑. การมีส่วนร่วมในการวางแผนการดำเนินงาน เป็นขั้นตอนต่อไปที่ขาดไม่ได้ เพราะถ้า หากเจ้าหน้าที่ต้องการ แต่ผลงานการพัฒนาวัตถุให้เสร็จสิ้นโดยฉับไวก็จะดำเนินการวางแผนงานด้วย ๑๓๒ ถวิลวิดีบุรีกุล. การมีส่วนร่วม แนวคิด ทฤษฎีและกระบวนการ. นนทบุรี: พาณิชพระนคร (๒๕๔๘). ๑๓๓ อรทัย พระทัด, การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์: กรณีศึกษา ชุมชนป้อมมหากาฬ, (การค้นคว้าอิสระ หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต (การบริหารจัดการสาธารณะ) สาขาวิชาการบริหารจัดการสาธารณะ สําหรับนักบริหาร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๙), หน้า ๑๔. ๑๓๔ วิษณุ หยกจินดา, การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชน หมู่บ้านทุ่งกร่างตําบลทับไทร อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี, หน้า ๓๖-๓๗.
๒๐๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตนเอง ผลที่ตามมาก็คือต่อไปเมื่อขาดเจ้าหน้าที่ ประชาชนก็ไม่สามารถจะดำเนินการวางแผนงานได้ ด้วยตนเอง อาจจะมีความยากลำบากที่จะผลักดันให้เจ้าหน้าที่ทำหน้าที่เป็นเพียงเพื่อนของประชาชน ในการวางแผน เพราะประชาชนอาจจะมีการศึกษาน้อย แต่ถ้าไม่ให้เขาเข้าร่วมในขั้นตอนนี้ โอกาสที่ ประชาชนจะได้รับการศึกษา และพัฒนาตนเอง ในการวางแผนดำเนินงานก็จะหมดไปเพราะฉะนั้น เจ้าหน้าที่จะต้องทำใจให้ได้ว่า การศึกษาใดก็ตามต้องเริ่มจากความยก ง่าย เร็ว ช้า จากระดับของผู้ที่ จะรับการศึกษา ไม่ใช่จากระดับความรู้ความสามารถของเจ้าหน้าที่ ๒. การมีส่วนร่วมในการลงทุนและปฏิบัติงาน ประชาชนมีแรงงาน และมีประสบการณ์ที่ สามารถเข้าร่วมในกิจกรรมขั้นนี้ได้เพราะในกิจกรรมพัฒนาบางประเภทถ้าหากให้ประชาชนร่วมลงทุน ในกิจกรรม จะทำให้เขามีความรู้สึกเป็นเจ้าของ เกิดการบำรุงรักษา รักและหวงแหน ในทางตรงข้าม ถ้าเขาไม่มีส่วนร่วมในขั้นตอนนี้ ถ้าการลงทุนและการปฏิบัติงานทั้งหมดมาจากภายนอกถ้าเกิด อะไร เสียหาย เขาก็ไม่เดือดร้อนมากนัก เพราะเมื่อไม่ใช่ของเขา เขาก็จะไม่บำรุงรักษา ไม่รักไม่หวงแหน นอกจากนั้นการเข้าร่วมปฏิบัติงานด้วยตนเอง จะทำให้เขาเรียนรู้การดำเนินกิจกรรมอย่างใกล้ชิด และ สามารถดำเนินกิจกรรมชนิด นั้นด้วยตนเองต่อไปได้ ๓. การมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผลงาน ประชาชน ควรมีส่วนร่วมในการ ติดตามและประเมินผลงาน เพื่อที่จะสามารถบอกได้ว่างานที่ทำไปได้รับผลดี ได้รับประโยชน์หรือไม่ อย่างไร ดังนั้นในการประเมินผลควรที่จะต้องมีทั้งประชาชนในชุมชนนั้นเอง และคนนอกชุมชน ช่วยกันพิจารณาว่า กิจกรรมที่กระทำลงไปนั้นเกิดผลดีหรือไม่ดีอย่างไร ซึ่งจะทำให้ประชาชนเห็น คุณค่าของการทำกิจกรรมนั้นร่วมกัน ๕.๑.๕ ปัญหาอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ผ่านมาต่อการดำเนิน๑๓๕ ปัญหาและอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ผ่านมาต่อการดำเนินโครงการพบว่า การกำหนดโครงการมาจากบนลงล่าง (TOP-DOWN) เป็นการกำหนดโครงการในระดับนโยบาย โดย ไม่คำนึงถึงประชาชนที่อยู่ในพื้นที่และไม่มีการศึกษาผลกระทบกับประชาชนในชุมชนอย่างชัดเจนใน การดำเนินโครงการ และไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนอย่างเต็มที่กระบวนการดำเนินงานต้อง หยุดลงและล่าช้าทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณ เสียเวลาในการพัฒนาพื้นที่และการดำเนินโครงการใช้ เวลาดำเนินโครงการเวลาค่อนข้างนาน ไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน เมื่อมีเรื่องการไล่รื้อทุกครั้งก็ต้องหยุดการประกอบอาชีพไปชั่วขณะเพื่อรวมตัวกันและหาทาง ป้องกันชุมชนจากการไล่รื้อของเจ้าหน้าที่เพราะอาชีพในชุมชนเป็นงานที่ต้องทำต่อเนื่องมีลูกค้าติดต่อ ๑๓๕ อรทัย พระทัด, การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์: กรณีศึกษา ชุมชนป้อมมหากาฬ, หน้า ๘๙-๙๐.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๐๙ Fundamentals of Social Development ซื้อขายกันเป็นประจำ แต่เมื่องานที่ทำไม่ต่อเนื่องก็ทำให้เสียรายได้และเสียลูกค้าประจำ เป็นต้น ประกอบกับค่าชดเชยและค่าเวนคืนที่ได้ก็ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพและการหาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ ส่วนการจัดประชุม สัมมนา หรือเปิดเวทีเสวนารับฟังความคิดเห็นไม่ประสบความสำเร็จและไม่ได้นํา ข้อเสนอหรือข้อเรียกร้องต่าง ๆ ไปสู่การปฏิบัติหาทางออกและหาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการของศาลปกครองซึ่งต้องใช้เวลาค่อนข้างนานทางเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ โครงการไม่มีอำนาจตัดสินใจโดยตรงในการแก้ไขปัญหาซึ่งทำได้แค่เพียงเป็นตัวกลางในการรับส่ง ข้อเสนอแนะและข้อร้องเรียนเท่านั้น สรุปได้ว่านโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง เป็นแนวทางการขับเคลื่อนงานและบริหารงานที่มี ประสิทธิภาพของส่วนราชการ ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๘๐) ซึ่งจะต้องนำ ไปสู่ การปฏิบัติเพื่อให้ประเทศไทยบรรลุวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศ พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ภายในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อ ความสุขของคนไทยทุกคน จุดมุ่งหมายสูงสุดของการพัฒนา คือ การพึ่งตนเอง (Self-Reliance) ดังนั้นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน อาจทำได้หลายระดับ และหลายวิธีซึ่งบางวิธีสามารถทำ ได้อย่างง่าย ๆ แต่บางวิธีก็ต้องใช้เวลา ขึ้นอยู่กับความต้องการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชน ค่าใช้จ่ายและความจำเป็นในการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมของ ประชาชนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนจึงต้องมีการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง แก่ประชาชน การรับฟังความคิดเห็น การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม รวมทั้งพัฒนา ทักษะและศักยภาพของข้าราชการทุกระดับควบคู่กันไปด้วย จากหลักการและความจำเป็นดังกล่าวทำ ให้การพัฒนาระบบราชการที่ผ่านมาได้รับการพัฒนากระบวนการบริหารราชการ ที่สนับสนุนการปรับ กระบวนการทำงานของส่วนราชการ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น หรือที่เรียกว่า “การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม” รูปแบบอาจใช้รูปแบบของหประขาชาติ (1998) หรือ ของของ ถวิลวดี บุรีกุล(๒๕๔๘) หรือ ของ อรทัย พระทัด (๒๕๕๙) แต่ตองไม่ลืมว่าจุดมุ่งหมายสูงสุดของการ พัฒนา คือ การพึ่งตนเอง (Self-Reliance) ได้ส่วนปัญหาและอุปสรรคที่พบบ่อยที่สุดได้แก่ การ สั่งงานจากบนลงล่าง (TOP-DOWN) และผู้ควบคุมดูแลมักไม่มีอำนาจตัดสินใจโดยตรงในการแก้ไข ปัญหาซึ่งทำได้แค่เพียงเป็นตัวกลางในการรับส่งข้อเสนอแนะและข้อร้องเรียนเท่านั้น
๒๑๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๕.๒ รูปแบบการพัฒนาสังคมแบบพึ่งตนเอง (Self - Reliance Community Development) ๕.๒.๑ แนวคิดการพึ่งตนเอง และ ความหมายเกี่ยวกับการพึ่งตนเอง - นักวิชาการอย่าง วัชรี อินธิอาวัชกุล (๒๕๒๙; อ้างถึงในโกวิทย์ พวงงาม, ๒๕๕๓, น. ๑๖๑) ๑๓๖ ให้ความหมายว่าเป็น ความสามารถที่เป็นตัวของตัวเองในทางความคิดโดยมีทัศนะการมองปัญหาต่าง ๆ การตัดสินใจด้วย ตนเอง พึ่งพาอาศัยกันอย่างรู้เท่าทัน เป็นไทต่อกัน และช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ยุวัฒน์ วุฒิเมธี(๒๕๔๑, น.๑๘)๑๓๗ ให้ความหมายว่าไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจหรือยืนบนขาตัวเองไม่ได้โดยไม่เอาเปรียบกัน และกัน สัญญา สัญญาวิวัตน์(๒๕๕๐,น.๓)๑๓๘ ให้ความหมายว่าถึงความสามารถในการดำรงตนอยู่ ได้อย่างอิสระมั่นคงสมบูรณ์ ทั้งระดับปัจเจกชน และระดับชุมชน และโกวิทย์ พวงงาม (๒๕๕๓,น. ๑๖๑)ให้ความหมายว่าเป็นความสามารถช่วยเหลือตนเองได้โดยไม่เป็นภาระของคนอื่นมากเกินไปใน ทุกด้านอย่างสมดุล ส่วนมิติการพึ่งตนเองนั้น กาญจนา แก้วเทพ และกนกศักดิ์ แก้วเทพ (๒๕๓๐,น. ๓๔)๑๓๙ ได้แบ่งเป็น๒ระดับ คือ การพึ่งตนเองในเชิงปัจเจกบุคคล และการพึ่งตนเองในเชิงกลุ่ม บัณฑร อ่อนดำ (๒๕๓๓, น. ๕)๑๔๐ กล่าวว่าการพึ่งตนเองเป็นมิติเรื่องความสัมพันธ์กับองค์กรชุมชน ทุติยภูมิ และปฐมภูมิอย่างครอบครัว และ Johan Galting Agrian (1980, pp. 25-26)๑๔๑ เป็นมิติ ความเป็นอิสระที่กำหนดเป็นเป้าหมายของตนและตระหนักว่าเป้าหมายนี้จะบรรลุได้ด้วยความ พยายามและพละกาลังของตนเองรวมทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ด้วย จากความหมายดังกล่าวสรุปได้ว่า การพึ่งตนเองหมายถึง ความสามารถดำเนินการด้วย ตนเองอย่างอิสระทางด้านความคิด ด้านการทำกิจกรรมทั้งระดับปัจเจกชนและระดับชุมชนโดยผ่าน ระบบความสัมพันธ์ของคนในชุมชนในการพึ่งพาอาศัยกัน การช่วยเหลือเกื้อกูลกันและการแลกเปลี่ยน ความรู้ระหว่างกันโดยไม่มุ่งเน้นการแข่งขันทำให้ชุมชนดำรงอยู่ได้ด้วยตนเอง แต่มิได้หมายถึงการปิด กั้นจากสภาพแวดล้อมภายนอกแต่จะมีการติดต่อในรูปแบบการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้หรือเทคโนโลยี ที่เหมาะสมกับชุมชนของตนเอง การพึ่งตนเองเป็นแนวทางการดำรงชีพในสังคมได้อย่างอิสระ มั่นคง ๑๓๖ โกวิทย์ พวงงาม. การจัดการตนเองของชุมชน. (กรุงเทพฯ: เอ็กซเปอร์เน็ต. ๒๕๕๓)ม หน้า ๑๖๑. ๑๓๗ ยุวัฒน์ วุฒิเมธี. หลักการพัฒนาชุมชนและการพัฒนาชนบท. กรุงเทพฯ: ไทยอนุเคราะห์. ๒๕๔๑), หน้า ๘๑. ๑๓๘ สัญญา สัญญาวิวัฒน์. ทฤษฎีสังคมวิทยา. (พิมพ์ครั้งที่ ๑๒). (กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ๒๕๕๐),หน้า ๓ ๑๓๙ กาญจนา แก้วเทพ และกนกศักดิ์ แก้วเทพ . การพึ่งตนเองศักยภาพในการพัฒนาชนบท. (กรุงเทพฯ: สภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา. ๒๕๓๐), หน้า ๓๔. ๑๔๐ บัณฑร อ่อนดำ. ยุทธศาสตร์ ในการพัฒนาชนบท. (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ๒๕๓๓), หน้า ๕. ๑๔๑ Johan G.A. Reform and rural development: A perspective and some theses. (Tokyo: UN. University.1980), pp. 25-26.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๑๑ Fundamentals of Social Development สมบูรณ์ และมีความสงบสุขของบุคคลและชุมชน มีจุดกำเนิดจากความพยายามที่จะพัฒนาด้วยพลัง ของตนและศักยภาพทั้งของบุคคลและชุมชนเพื่อเป็นการลดภาระการพึ่งพาความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากภายนอกชุมชน การพึ่งตนเองจึงก่อให้เกิดความที่เป็นอิสระในทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของแต่ละประเทศหรือชุมชน ก่อให้เกิดความเป็นอิสระในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันดีงาม การพัฒนาในแบบพึ่งตนเองนั้นเป็นแนวคิดของการพัฒนาที่ชุมชนเป็นฐานการพัฒนาด้วยการสร้าง ความเข้มแข็งให้กบชุมชนในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรม โดยเน้นการอยู่รวมกัน อย่างประสานและกลมกลืนให้เป็นแบบสมดุลกัน เน้นการอยู่รอดได้ด้วยตนเองและมีความสุขร่วมกัน ในระดับครัวเรือน ชุมชน สังคมก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยังยืนของครัวเรือน ชุมชน และสังคม ๕.๒.๒ องค์ประกอบการพึ่งตนเอง การพึ่งตนเองนั้นจำเป็นต้องมีความเชื่อมันว่า ตนต้องช่วยตนเองได้ก่อน ในการที่จะเกิดความ เชื่อมั่นว่าตนย่อมช่วยตนเองได้นั้น มีกระบวนการ (Process) ที่เกี่ยวข้องคือ ๑) ความรู้สึกของการอยู่ รวมกันเป็นกลุ่มของคนที่มีความสนใจร่วมกันอย่างครบถ้วน (Sense of Solidarity) ๒) ค่านิยม ประชาธิปไตย (Democratic Values) โดยเน้นเรื่องการปลูกฝังให้คนในชุมชนมีการยอมรับฟังความ คิดเห็นของผู้อื่นใช้มติของที่ประชุมตัดสินใจโดยไม่ใช้อิทธิพลส่วนตัวของใครเข้าไปแทรกแซงในการ ตัดสินใจเพื่อประโยชน์ของคนในกลุ่มในชุมชน ๓) สปิริตในการทำงานร่วมกน (Spirit of Cooperation) คือจะต้องมีการร่วมกันตกลงเกี่ยวกับกิจกรรมร่วม (Joint Activity) และการกระทำ ร่วมกันโดย จะมีการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ และการช่วยเหลือกัน ๔) สปิริตในการทำงานเป็น กลุ่ม (Collective Spirit) โดยสร้างให้เกิดสปิริตที่จะมองและให้ความสำคัญต่อความสำคัญ ต่อความ สนใจร่วมของกลุ่มว่าเป็นเรื่องสำคัญมีความพยายามร่วมกันในอันที่จะดำเนินการให้บรรลุความสนใจ นั้น ๕) สปิริตในการสร้างสรรค์ (Creative Spirit) คือการปลูกให้มีความคิดริเริ่มในการแสวงหา ทรัพยากรและเทคโนโลยีใหม่ ๆ การบริหารการจัดการรูปองค์กรใหม่ ๆ โดยใช้สิ่งเหล่านี้แก้ไขปัญหา ชุมชน ไม่ใช่การหนีปัญหาหรือละเลยปัญหาที่จะเกิดขึ้น และ ๖) สปิริตของการร่วมกันสร้างความ เชื่อถือว่าช่วยตนเองได้ (Self-resilience conviction Spirit) โดยมีการรวบรวมทรัพยากรของกลุ่ม หรือชุมชนทั้งทางกายภาพหรือทางวัตถุผนวกกับทางจิตใจ กระทำการให้บังเกิดผลให้มากที่สุด มอง ทรัพยากรภายนอกชุมชนที่มีความสำคัญเป็นอันดับรองและเป็นเพียงองค์ประกอบเท่านั้น นอกจากนี้ ประเวศ วะสี (๒๕๔๒, น. ๖-๑๐)๑๔๒ ได้กล่าวถึงองค์ประกอบการพึ่งตนเองที่ สำคัญของชุมชนไว้ดังนี้ ๑) จิตใจที่เป็นธรรม หมายถึงจิตใจที่มีธรรมะ มีความขยันหมันเพียรไม่กลัวต่อ ความลำบาก ไม่โลภมาก มีความเป็นสันโดษ ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยกำหนดแบบแผนการในการผลิตและ ทำให้เกิดความสมดุลทางเศรษฐกิจ ๒) แบบแผนการผลิต หมายถึงการกำหนดแบบแผนการผลิตให้ เป็นการผลิตเพื่อกินเองใช้เอง ทำให้ต้องทำหลายอย่าง เป็นเกษตรกรรมธรรมชาติที่ผสมผสานซึ่งทำให้ ๑๔๒ ประเวศ วะสี. เศรษฐกิจพอเพียงและประชาสังคม. ( กรุงเทพฯ: หมอชาวบ้าน.๒๕๔๒), หน้า ๖-๑๐.
๒๑๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีกิน มีใช้ครบและธรรมชาติแวดล้อมมีความสมดุล ๓) ความสมดุลของธรรมชาติแวดล้อม หมายถึง ความสมดุลที่เกิดขึ้นเพราะแบบแผนการผลิตที่คำนึงถึงความสมดุลของธรรมชาติแวดล้อมและขึ้นอยู่ กับจิตใจมนุษย์ที่ไม่โลภมาก และการพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจได้ ๔) การพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจ หมายถึง ระบบการผลิตแบบใช้เองและกินเอง สร้างความสมดุลทางธรรมชาติกับสิ่งแวดล้อมกบ พฤติกรรมที่ไม่ฟุ่มเฟือยทำให้เศรษฐกิจที่ได้สมดุล พอกินพอใช้ ไม่ขาดทุน ไม่เป็นหนี้จึงมีชีวิตที่สงบสุข มีเวลา และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และ ๕) ชีวิตชุมชนและวัฒนธรรม หมายถึง ระบบชีวิตที่มี ความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวมีอาหารที่เหลือเฟือ มีเวลาที่จะช่วยเหลือกันสังสรรค์กันและเกิด การผลิตทางวัฒนธรรมของชุมชนขึ้นคือมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน มีวัดเป็นสถาบันของชุมชนที่ช่วย พัฒนาจิตใจและ เป็นศูนย์กลางทางการศึกษาทางการสาธารณสุขทางศิลปวัฒนธรรม เป็นสถาน สงเคราะห์และเป็นเครื่องช่วยให้เกิดความสมดุลทางเศรษฐกิจ ไพโรจน์ ภัทรนรากุล (๒๕๔๕, น. ๑๑)๑๔๓ กล่าวว่าองค์ประกอบการพึ่งตนเองของชุมชน แตกต่างกันออกไปเพราะได้นำพื้นฐานของการกำหนดให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาทำให้มี องค์ประกอบที่สำคัญสำหรับชุมชนพึ่งตนเอง ดังต่อไปนี้ ๑) ทรัพยากรธรรมชาติชุมชนในอดีตมีขีด ความสามารถในการพึ่งตนเองสูงเพราะมีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ มีป่าไม้ มีแหล่งน้ำ มีปัจจัยใน การผลิตเลี้ยงตนเองได้อย่างมันคงหลายพื้นที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ เป็นดินแดนท้องทุ่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ ดังเหมือนทุ่งรวงทอง เช่นสุโขทัยในอดีตสะท้อนถึงในน้ำมีปลาในนามีข้าว ๒) ทุนทางสังคมและทุน ทางเศรษฐกิจ ชุมชนจำเป็นต้องมีทุนทางสังคมหมายถึงระบบสังคม ขนบธรรมเ นียมประเพณี วัฒนธรรมที่เกื้อกูลกับการดำรงอยู่ร่วมกัน ระบบความสัมพันธ์แบบเครือญาติ มีการร่วมแรงร่วมใจ ช่วยเหลือเอื้ออาทรสมาชิกทุกคนมีจิตสำนึก มีอุดมการณ์ร่วมกันของชุมชน และมีความผูกพันในการ สรรสร้างความเป็นชุมชนที่เข้มแข็งและมั่นคง ๓) ภูมิปัญญาและองค์ความรู้ ชุมชนจะพึ่งตนเองได้ต้อง มีภูมิปัญญาและองค์ความรู้เมื่อนำมาเป็นพื้นฐานในการดำเนินกิจกรรมของชุมชน การแก้ไขปัญหา วิกฤตการณ์ของชุมชนตลอดจนการมีภูมิปัญญาในการคิด วางแผน กำหนดเป้าหมายของตนเอง มีองค์ ความรู้ต้องการจัดการและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของชุมชนโดยชุมชนเอง การมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับ ชุมชนและเป็นนวัตกรรมของชุมชน รวมถึงองค์ความรู้ในการปรับตัวให้สามารถดำรงอยู่โดยปลอดภัย และมั่นคงในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้ชุมชนจำเป็นต้องมีภูมิปัญญาและองค์ความรู้ใหม่ ๆ ในการจัดการความสัมพันธ์ภายในชุมชนและความร่วมมือกับภายนอกชุมชน ๔) ระบบการจัดการ ประกอบด้วยปรัชญาที่มีคุณค่าและวัฒนธรรมชุมชน มีองค์กรชุมชนและการจัดการซึ่งจะช่วยประสาน ร่วมมือ หากเรามองชุมชนเป็นองค์กรชุมชนเปรียบเสมือนองค์กรที่มีชีวิตซึ่งประกอบด้วยระบบคุณค่า ๑๔๓ ไพโรจน์ ภัทรนรากุล. ยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติตามแนวทางชุมชนพึ่งตนเองแบบยั่งยืน:กรอบ นโยบายและตัวแบบการจัดการ. (กรุงเทพฯ: สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. ๒๕๔๕), ๑๑.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๑๓ Fundamentals of Social Development มีขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมที่หลากหลาย มีปรัชญาคุณค่าที่สมาชิกยึดถือเป็นบรรทัด ฐานและใช้ปฏิบัติร่วมกันและถ้าเราพิจารณาถึงแนวคิดเรื่องผู้มีส่วนเกี่ยวข้องชุมชนเป็นที่รวมของวิถี ชีวิตและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ปฏิบัติที่หลากหลายในระดับปัจเจกบุคคลและสถาบัน การมีระบบการ จัดการจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จะช่วยให้ชุมชนสามารถดำรงอยูได้อย่างยังยืน ๕) การสนับสนุน จากภายนอกมีหลายชุมชนที่ขาดศักยภาพหรือถูกกระทำให้สูญเสียศักยภาพจำเป็นจะต้องได้รับการ สนับสนุนและการช่วยเหลือ ซึ่งอาจเป็นทุนทางเศรษฐกิจเทคนิคทางวิชาการเป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ชุมชน มีขีดความสามารถในการพึ่งตนเองในระดับสูง ๖) เงื่อนไขปัจจัยที่เอื้อต่อการพึ่งพาตนเองใน สถานการณ์ที่โลกขับเคลื่อนไปในกระแสโลกาภิวัตน์สังคมยุคทุนนิยม การเปิดเสรีทางการค้า และการ สื่อสารทางโทรคมนาคมนับเป็นกระแสที่ทำให้ชุมชนต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ทั้งนี้ชุมชนจะอยู รอดได้และมีแบบแผนที่่พึ่งตนเองในระดับสูง จะต้องมีสิ่งต่อไปนี้ (๖.๑) การปรับวิธีคิดของสมาชิกใน ชุมชน และปรับวิถีชีวิตใหม่โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ใช้ชีวิตแบบทางสายกลางเรียบง่ายมี ความเพียรอยูอย่างเกื้อกูลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรู้เท่าทันตนเองสามารถก้าวข้ามวัตถุนิยมและ บริโภคนิยม ซึ่งจะทำให้สามารถปรับตัวและดำรงอยูท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ (๖.๒) การปรับ ความคิดปรับจิตสำนึก ในการเป็นผู้ให้และผู้สนับสนุนช่วยเหลือ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นต้องอาศัย ปณิธานความมุ่งมันและวิสัยทัศน์ของผู้นำ และ (๖.๓) จำเป็นต้องมี การจัดระเบียบสังคมใหม่ ซึ่ง หมายถึงการจัดระบบความสัมพันธ์ของคนในชุมชนด้วยตนเองเป็นการจัดระบบความสัมพันธ์เชิง อำนาจระหว่างสังคมกับชุมชนภายนอกให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานสำนึกใหม่ร่วมกันให้อยู่กันแบบเห็นอกเห็น ใจเอื้ออาทรเสียสละแบ่งปัน นอกจากนี้กรอบความคิดองค์ประกอบการพึ่งตนเองได้ยังสอดคล้องกับแนวคิดของสัญญา สัญญาวิวัฒน์ (๒๕๕๐,น.๒๘๘)๑๔๔ ที่กล่าวถึงการพึ่งตนเองในระดับภายในและภายนอกชุมชนว่า ความสามารถในการดำรงตนอยู่อย่างอิสระมั่นคงและสมบูรณ์นั้น ระดับปัจเจกชนและชุมชน จะ ประกอบด้วยลักษณะ ๕ประการ ได้แก่ ๑) เทคโนโลยี (Technology) หมายถึง การมีปริมาณ และ คุณภาพ ของเทคโนโลยี สังคมวัฒนธรรม และมีความสามารถที่จะใช้และธำรงไว้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทคโนโลยีเพื่อการผลิตการรับข้อมูลข่าวสาร ๒) เศรษฐกิจ (Economy) หมายถึง ชาวบ้านมี ความสามารถดำรงชีวิตทางเศรษฐกิจที่สมบูรณ์และพอเพียงต่อการเลี้ยงตนเองและครอบครัว ๓) ทรัพยากรธรรมชาติ (Resources) หมายถึงชุมชนมีทรัพยากรธรรมชาติที่พอเพียงต่อการใช้ประโยชน์ และมีความยังยืน ๔) จิตใจ (Mind) หมายถึง จิตใจที่กล้าแข็งไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคในการดำรงชีวิตและ ๑๔๔ สัญญา สัญญาวิวัฒน์. ทฤษฎีสังคมวิทยา. (พิมพ์ครั้งที่ 12). (กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ๒๕๕๐), หน้า ๒๘๘.
๒๑๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ไม่มัวเมาในอบายมุข และ ๕) สังคม (Social) หมายถึงสมาชิกในชุมชนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมี ความรักเอื้ออาทรต่อกันและมีความเป็นปึกแผ่นเหนียวแน่น เมื่อมองในเชิงทฤษฎีจะเห็นได้ว่าการพึ่งตนเองที่ประกอบด้วยปัจจัย ๕ ประเภทนั้นเป็นการ พึ่งตนเองได้อยางสมบูรณ์นั่นเอง องค์ประกอบของการพึ่งตนเองอันดับแรกก่อนนำไปสู่กระบวนการ ขององค์ประกอบการพึ่งตนเองของคนภายในชุมชน คือ ต้องมีความเชื่อก่อนว่าตนพึ่งตนเองได้แล้วจึง จะนำไปสู่องค์ประกอบการพึ่งตนเองได้ คือ (๑) มีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและมีความตั้งใจ ในการทำงานร่วมักน (๒) ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้ร่วมงาน (๓) แบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบและคอย ช่วยเหลือกันและกัน (๔) มีความสร้างสรรค์คิดหาสิ่งใหม่ ๆ วิธีการใหม่ ๆ ที่จะมาทดแทนกระบวนการ ที่ทำให้สิ้นเปลืองเวลาและทรัพยากรซึ่งจะเป็นวิธี ๔ ข้อหลัก ๆ ภายใต้ความเชื่อว่า ตนพึ่งตนเองได้ อันจะนำไปสู่การเป็นชุมชนพึ่งตนเองได้ของศูนย์เรียนรู้ตำบลอ่างทองที่เป็นชุมชนเข้มแข็งในเวลา ต่อไป จะเห็นได้ว่า องค์ประกอบการพึ่งตนเองในรูปแบบหมู่บ้าน/ชุมชน/และศูนย์เรียนรู้ได้ต้องมี ความเป็นชุมชนเข้มแข็งในที่นี้กล่าวถึงการอยู่ร่วมกันเป็นส่วนใหญ่และการพึ่งตนเองได้ในระดับหนึ่ง โดยอาศัยปัจจัยภายในและภายนอกชุมชนมีความสามารถในการดำรงตนอยู่อย่างอิสระมันคงและ สมบูรณ์ระดับปัจเจกชนโดยมีการรวบรวมทรัพยากรของกลุ่มหรือชุมชนทั้งทางกายภาพและทางวัตถุ ผนวกกับทางจิตใจกระทำการให้บังเกิดผลให้มากที่สุดต่อชุมชนและศูนย์เรียนรู้อย่างชัดเจน ดังนั้น สรุปได้ว่า องค์ประกอบที่สำคัญของการพึ่งตนเองนั้นคือการที่ประชาชนในชุมชนมีจิตสำนึกที่ดีในการ พึ่งตนเองซึ่งทำให้เกิดความสมดุลทั้งด้านวัตถุและจิตใจหรือทั้งด้านเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรมและ สิ่งแวดล้อมปัจจัยที่สำคัญ ๕ ด้าน ประกอบด้วย เทคโนโลยีเศรษฐกิจทรัพยากรธรรมชาติจิตใจและ สังคมรวมถึงมีกระบวนการจัดการที่ดีซึ่งจะมีผลทำให้ประชาชนภายในชุมชนมีสภาวะที่สมดุลทั้งทาง ร่างกายและจิตใจ ๕.๒.๓. เงื่อนไขที่จะทำให้เกิดการพัฒนาเพื่อการพึ่งตนเอง เงื่อนไขที่จะทำให้เกิดการพัฒนาเพื่อการพึ่งตนเองของชาวบ้านเป็นตามคำกล่าวของ ฉัตร ทิพย์ นาถสุภา ( ๒๕๒๙, น. ๙๕-๑๐๑)๑๔๕นักวิชาการ มี ๔ ประการดังนี้ ๑) การพัฒนาต้องเป็น รูปแบบกลุ่ม (Collective) ชาวบ้านจะต้องอยู่รวมกันเป็นชุมชน เป็นหมู่บ้าน มิใช่ต่างคนต่างอยู่ ๒) ต้องมีจิตสำนึกมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (Mutual aid) โดยพื้นฐานก็คือการพึ่งพาตนเองขึ้นอยู่กับ จิตใจและความสมัครใจที่จะทำอย่างนั้น (กิจกรรมพัฒนา) ของผู้คน(ชาวบ้าน)จิตสำนึกจะต้องผลิตซ้ำ ขึ้นมาอีกได้ คือต้องสร้างขึ้นมาใหม่อยางต่อเนื่อง ๓) ต้องมีการรวมตัวกันในรูปแบบสหพันธ์อย่างใด อย่างหนึ่ง ต้องมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มในหน่วยย่อยคือในหมู่บ้าน กล่าวคือต้องพัฒนาให้เป็นเขต เขต ๑๔๕ ฉัตรทิพย์ นาคสุภา. แนวคิดการพัฒนาแบบพึ่งตนเองบ้านกับเมือง. (กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์. ๒๕๒๙), หน้า ๙๕-๑๐๑.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๑๕ Fundamentals of Social Development นั้นควรมียุ้งฉาง โรงสี โรงเรียนและศูนย์วัฒนธรรมที่สามารถต่อรองกับสถาบันภายนอก เช่น พ่อค้า และรัฐได้อยางมีพลัง ซึ่งน่าจะให้ความสำคัญกับงานนี้ด้วยเพื่อก่อให้เกิดเครือข่ายหมู่บ้าน และ ๔) การประสานวัฒนธรรม น่าจะส่งเสริมให้ชาวบ้านสร้างวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง หรือกิจกรรมของตน กับกลุ่มอื่น ๆ ในสังคมด้วย โดยชุมชนควรจะมีความสัมพันธ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและ ธรรมชาติและควรจะเป็นชุมชนที่อนุรักษ์ธรรมชาติแวดล้อมอีกด้วย ๕.๒.๔. ลักษณะของการพึ่งตนเอง ลักษณะการพึ่งตนเองของสมาชิกในชุมชน และการนำอัตลักษณ์ของศูนย์เรียนรู้มาใช้ให้เป็น ประโยชน์มากที่สุดซึ่งคนชุมชนต้องมีการร่วมมือกันและการกำหนดเป้าหมายและจุดมุ่งหมายร่วมเพื่อ พึ่งพาซึ่งกันและกัน การช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชนลักษณะการพึ่งตนเองของ มี ๕ ประการ ได้แก่ ๑) ความเป็นเจ้าของ ได้มีนักวิจัยได้ให้ความคิดเห็นกับความเป็นเจ้าของไว้ดังนี้ Etzioni (1991, p. 119)๑๔๖ กล่าวว่า ความเป็นเจ้าของเป็นการสร้างร่วมกันเป็นส่วนหนึ่ง ของทัศนคติส่วนหนึ่งของวัตถุส่วนหนึ่งของจิตใจ และส่วนหนึ่งของตัวตน Wilpert (1991, p. 149)๑๔๗ กล่าวว่า ความเป็นเจ้าของ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งของ ซึ่งสิ่งของนั้นเกี่ยวข้องกับ ตัวตน Beggan (1992, p. 229)๑๔๘ กล่าวว่าความรู้สึกเป็นเจ้าของสถานะที่บุคคลรู้สึกว่าวัตถุส่วน หนึ่งเป็นของพวกตน ความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ในชุมชนหรือหมู่บ้านทำให้คนหรือสมาชิกในชุมชน เกิดการเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกัน มีความรักสามัคคี มีความรับผิดชอบและมีความเอื้ออาทรต่อกัน รวมทั้งการแสดงความเป็นเจ้าของและการสร้างสรรค์ประโยชน์แก่ส่วนรวมในปัจจุบันนี้ คำว่า ความรู้สึกเป็นเจ้าของเริ่มเปลี่ยนไปเป็น คำว่า ผูกพันกับศูนย์เรียนรู้ (Engagement) ซึ่งจะมี ความหมายคล้ายคลึงกัน ลักษณะของสมาชิกศูนย์ เรียนรู้ความเป็นเจ้าของกิจการจะมีลักษณะดังนี้ ก) การให้ความร่วมมือในงานหรือกิจการต่าง ๆ ของศูนย์เรียนรู้ คือสมาชิกมีความรู้สึกเป็นเจ้าของศูนย์ เรียนรู้อย่างแท้จริงมีความรู้สึกอยากมีส่วนร่วมในการทำงานของศูนย์เวลามีใครมาขอความร่วมมือก็ จะกระทำเป็นอย่างดีแม้่ว่าบางครั้งจะไม่ใช่หน้าที่ของตนเองแต่ก็จะให้ความร่วมมืออย่างดี ข) มีความ รับผิดชอบในตนเองสมาชิกที่รู้สึกว่าเป็นเจ้าของศูนย์เรียนรู้มักจะมีความรับผิดชอบในงานที่ได้รับและ ๑๔๖ Etzioni, A. Modern organization. (Englewood Cliffs, New York: Prentice – Hall. 1964X, p. 119. ๑๔๗ Wilpert, B. (1991). Property, ownership, and participation: On the growing contradictions between legal and psychological concepts. In Russell, R., & Rus, V. (Eds.). International handbook of participation in organizations: For the study of organizational democracy, co-operation, and self-management. (New York: Oxford University. 1991), p. 149. ๑๔๘ Beggan, J.K. On the social nature of nonsocial perception: The mere ownership effect. Journal of Personality and Social Psychology, 62, (1992), pp. 229 – 237.
๒๑๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จะไม่ทิ้งงาน และจะกระทำเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้อีกทั้งยังแบ่งภาระของคณะกรรมการของ ศูนย์ฯ ได้เป็นอย่างดี ค) มีความรับผิดชอบสูง เรียกว่าสูงกว่าที่ศูนย์เรียนรู้ มอบหมายรวมทั้งช่วยกัน ดูแลและเสนอแนะงานอื่น ๆ ที่อยู่นอกขอบเขตความรับผิดชอบของตนเอง และ ง) ช่วยจัดการปัญหา ต่าง ๆ ซึ่งในเวลาศูนย์ฯ เรียนรู้มีปัญหาสมาชิกก็จะเข้ามาช่วยเหลืออย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุน เรื่องปัญหาด้านอื่น ๆ สมาชิกก็จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและร่วมกันแก้ไขเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้กลับมา ดีอยางเดิม ๒) การตัดสินใจร่วมกัน คือ การที่สมาชิกในชุมชนตัดสินใจร่วมกันโดยให้โอกาสสมาชิกทุก คนได้แสดงเหตุผลแต่ละทางเลือกโดยการแลกเปลี่ยนความคิดความเห็นต่อกันซึ่งเป็นวิธีการ ประชาธิปไตย ซึ่งสมาชิกในชุมชนทุกคนรู้สึกถึงการมีส่วนร่วมและยอมรับในการตัดสินใจซึ่งการ ตัดสินใจ (Decision Making) คือกระบวนการทางเลือกทางใดทางหนึ่งที่พิจารณาหรือประเมินเป็น อย่างดีว่าเป็นหนทางให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของศูนย์ การตัดสินใจจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ เกี่ยวข้องกับการบริหารการจัดการเริ่มจากขั้นตอนในการวางแผนการประสานงานและการควบคุม บรรดานักจิตวิทยาได้ให้ความหมายของการตัดสินใจ ไว้ดังนี้ เชิดศักดิ์ โฆวาสินธุ์ (๒๕๒๐, น. ๓๘)๑๔๙ กล่าวว่า การตัดสินใจของบุคคลที่จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นขึ้นอยู่กับเป้าหมายหรือความมุ่งวังที่ตนตั้ง เอาไว้ด้วย ซึ่งความมุ่งหวังหรือเป้าหมายนี้เป็นผลมาจากทัศนคติที่มีต่อสภาพแวดล้อมหรือสิ่งเร้าที่ เกี่ยวข้องกบการตัดสินใจนั้น ๆ และทัศนคติดังกล่าวนี้เกิดจากการเรียนรู้และประสบการณ์ โกวิทย์ กังสนันท์(๒๕๒๙, น.๓)๑๕๐ ให้ความหมายว่า การตัดสินใจเป็นการสะท้อน ่ให้เห็นถึงสภาวะผู้ ตัดสินใจซึ่งมีตัวเลือกหลาย ๆ ตัว และตัวเขาจะต้องเปรียบเทียบผลที่เกิดจากตัวเลือกต่าง ๆ ก่อนที่จะ ตัดสินใจเพื่อเลือกตัวอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อนําผลไปลงมือปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ บางอย่างที่เขาต้องการ ถวัลย์ วรเทพพุฒิพงษ์(๒๕๓๐, น.๒)๑๕๑ ให้ความหมายว่า การตัดสินใจเป็น กระบวนการเลือกหนทางปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งจากบรรดาทางเลือกต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์ที่ต้องการโดยอาศัยหลักเกณฑ์บางประการประกอบการพิจารณาในการตัดสินใจ วิไล จิ ๑๔๙ เชิดศักดิ์ โฆวาสินธุ์. การวัดทัศนคติและบุคลิกภาพ. (กรุงเทพฯ: สำนักทดสอบทางการศึกษา และ จิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร. ๒๕๒๐), หน้า ๓๘. ๑๕๐ โกวิทย์ กงัสนันท์. กระบวนการตัดสินใจด้านการบริหารและกรอบแนวติดทั่วไป. (กรุงเทพฯ: สถาบัน บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. ๒๕๒๙), หน้า.๓ ๑๕๑ ถวัลย์ วรเทพพุฒิพงษ์. แนวความคิด กระบวนการ และโครงสร้างการตัดสินใจ. (ในเอกสารทาง วิชาการประกอบการประ ชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มพูนความสามารถของกำนันในการบริหารงานพัฒนาชนบท. ขอนแก่น: โฆษะขอนแก่น. ๒๕๓๐), น.๒
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๑๗ Fundamentals of Social Development ระวัชร (๒๕๔๘, น.๖)๑๕๒ ให้ความหมายว่า การตัดสินใจหมายถึง การเลือกการปฏิบัติที่เห็นวาดีที่สุด จากหลาย ๆ ทางที่มีอยู่โดยพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุดในการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์ที่ต้องการ ๓) การจัดการทรัพยากรร่วมกัน คือ การที่คนหรือสมาชิกในชุมชนนำทรัพยากรในตำบลมา จัดการบริหารโดยใช้กลยุทธ์เชิงรุกที่มีความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่องในการบริหารจัดการทรัพยากรใน องค์กรหรือศูนย์เรียนรู้ ซึ่งกล่าวได้ว่าอาจเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่ยังยืนขององค์กร หรือศูนย์เรียนรู้ซึ่ง ขึ้นอยู่กับคุณภาพของคนในศูนย์เรียนรู้ของชุมชน การที่ชุมชนจะสามารถจัดการทรัพยากรในท้องถิ่น ร่วมกันได้สมาชิกที่เกี่ยวข้องควรได้รับการพัฒนาความรู้ทักษะและทัศนคติที่ดีโดยกระบวนการที่มีส่วน ร่วมในการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรวัฒนธรรมในชุมชนท้องถิ่นด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับ วิถีวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นนั้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ถึงการไว้วางใจและเชื่อมันระหว่างกันความเป็น เจ้าของร่วมกันเกิดการรวมกลุ่มที่แน่นเหนียวและเข้าใจว่าทรัพยากรวัฒนธรรมในชุมชนท้องถิ่นมี ประโยชน์ในด้านคุณค่าทางสังคมและมูลค่าทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นหน้าที่ของสมาชิกทุกคนต้องร่วมกัน เพื่อให้วัฒนธรรมชุมชนของชุมชนท้องถิ่นสืบไปการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในชุมชนที่เกิดขึ้นมักอ ยูใน่รูปแบบพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ย่านประวัติศาสตร์ แหล่งโบราณสถานการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ร่วมกันจะช่วยให้คนในชุมชนท้องถิ่นมองเห็นแนวทางของการจัดการที่ดีซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายและ ระเบียบที่เกี่ยวข้องสามารถพึ่งตนเองได้และพึ่งพาอาศัยกนได้ทั้งความคิด การตัดสินใจและวิธีการ ปฏิบัติที่เกิดผลได้จริงอันสามารถก่อให้เกิดการจัดการทรัพยากรในชุมชนท้องถิ่นร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ๔) ความเป็นอัตลักษณ์หรือลักษณะของศูนย์ฯ คือ การนำอัตลักษณ์หรือการบ่งบอก ลักษณะเฉพาะของศูนย์ เช่น สังคม ชุมชนศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งเป็นสมบัติเฉพาะตัวโดยมีความ โดดเด่นเฉพาะตัว มีความเป็นอัตลักษณ์ของตน และมีความงดงามในตัวซึ่ง ตามที่ คะนอง วังฝายแก้ว (๒๕๕๒,น. ๑๐)๑๕๓ กล่าวว่า อัตลักษณ์ (Identity) เป็นคำมาจากภาษาบาลีคือ อดต +ลักษณ์ มี ความหมายคือตัวตนส่วนลักษณะ หมายถึงคุณสมบัติเฉพาะตน คำว่าอัตลักษณะ จึงหมายถึง คุณลักษณะเฉพาะตนซึ่งอาจเป็นตัวบ่งชี้ลักษณะเฉพาะของบุคคล สังคม ชุมชน หรือประเทศ เช่นเชื้อ ชาติ ภาษา วัฒนธรรมท้องถิ่น และศาสนา ซึ่งมีคุณลักษณะที่ไม่เหมือนกับบุคคลอื่น ๆ นั่นเอง อัต ลักษณ์จึงมีความหมายเป็นเหมือนลักษณะเฉพาะกิจมักจะใช้ในวงแคบ ๆ เช่น แวดวงสถาบัน การศึกษา อัตลักษณ์คือสิ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้อยู่เสมอ ขั้นตอนของการกำหนดอัตลักษณ์ควร ๑๕๒ วิไล จิระวัชร. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยกับธนาคารกรุงไทย ในเขตอำเภอศรีราชา. (วิทยา นิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารทั่วไป มหาวิทยาลัยบูรพา, ชลบุรี. ๒๕๔๘), หน้า.๖ ๑๕๓ คะนอง วังฝายแกว้. รัฐศาสตร์ ตามแนวพระพุทธศาสนา. (พระนครศรีอยุธยา: กองวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.๒๕๕๒), หน้า. ๑๐.
๒๑๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิเคราะห์จากสภาพแวดล้อมความเป็นมาของศูนย์และเจตนาการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ การกำหนดอัต ลักษณ์ จะต้องมีรูปแบบที่ชัดเจนและเป็นลักษณะเฉพาะของศูนย์คือเอกลักษณ์เฉพาะตนเท่านั้น ๕) การกำหนดเป้าหมาย หรือจุดมุ่งหมายร่วม คือ คนหรือสมาชิกทุกคนได้ร่วมกันในการ เข้ามาเกี่ยวข้องกับการวางแผนการดำเนินการ การติดตามผล การปรับปรุงผลการปฏิบัติงานซึ่งเป็น ลักษณะชี้ชัดเจาะจงว่าอะไรเท่าไหร่ เมื่อไหร่ ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ชุมชนร่วมกันกำหนดและ จุดมุ่งหมายร่วม คือ คน/สมาชิกในชุมชนได้สร้างจุดมุ่งหมายหรือจุดที่ต้องพยายามไปให้ถึงกับสิ่งที่หวัง ในอนาคต ในที่นี้หมายถึงเครื่องบอกทิศทางในการทำงานว่า ต้องไปให้ถึงจุดนั้นเปรียบเสมือนการ กำหนดทิศทางร่วมกับคำว่าเป้าหมาย โดยสังเขป การพึ่งตนเองหมายถึง ความสามารถดำเนินการด้วยตนเองอย่างอิสระทางด้าน ความคิด ด้านการทำกิจกรรมทั้งระดับปัจเจกชนและระดับชุมชนโดยผ่านระบบความสัมพันธ์ของคน ในชุมชนในการพึ่งพาอาศัยกัน การช่วยเหลือเกื้อกูลกันและการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันโดยไม่ มุ่งเน้นการแข่งขันทำให้ชุมชนดำรงอยู่ได้ด้วยตนเอง แต่มิได้หมายถึงการปิดกั้นจากสภาพแวดล้อม ภายนอกแต่จะมีการติดต่อในรูปแบบการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับชุมชน ของตนเอง การพึ่งตนเองเป็นแนวทางการดำรงชีพในสังคมได้อย่างอิสระ มั่นคงสมบูรณ์ และมีความ สงบสุขของบุคคลและชุมชน มีจุดกำเนิดจากความพยายามที่จะพัฒนาด้วยพลังของตนและศักยภาพ ทั้งของบุคคลและชุมชนเพื่อเป็นการลดภาระการพึ่งพาความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจาก ภายนอกชุมชน การพึ่งตนเองจึงก่อให้เกิดความที่เป็นอิสระในทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของ แต่ละประเทศหรือชุมชน ก่อให้เกิดความเป็นอิสระในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันดีงาม การพัฒนาใน แบบพึ่งตนเองนั้นเป็นแนวคิดของการพัฒนาที่ชุมชนเป็นฐานการพัฒนาด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้ กบชุมชนในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรม โดยเน้นการอยู่รวมกันอย่างประสานและ กลมกลืนให้เป็นแบบสมดุลกัน เน้นการอยู่รอดได้ด้วยตนเองและมีความสุขร่วมกันในระดับครัวเรือน ชุมชน สังคมก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยังยืนของครัวเรือน ชุมชน และสังคม ในองค์ประกอบการ พึ่งตนเองนั้น รูปแบบหมู่บ้าน/ชุมชน/และศูนย์เรียนรู้ได้ต้องมีความเป็นชุมชนเข้มแข็งในที่นี้กล่าวถึง การอยู่ร่วมกันเป็นส่วนใหญ่และการพึ่งตนเองได้ในระดับหนึ่ง โดยอาศัยปัจจัยภายในและภายนอก ชุมชนมีความสามารถในการดำรงตนอยู่อย่างอิสระมันคงและสมบูรณ์ระดับปัจเจกชนโดยมีการ รวบรวมทรัพยากรของกลุ่มหรือชุมชนทั้งทางกายภาพและทางวัตถุ ผนวกกับทางจิตใจกระทำการให้ บังเกิดผลให้มากที่สุดต่อชุมชนและศูนย์เรียนรู้อย่างชัดเจน ดังนั้นสรุปได้ว่า องค์ประกอบที่สำคัญของ การพึ่งตนเองนั้นคือการที่ประชาชนในชุมชนมีจิตสำนึกที่ดีในการพึ่งตนเองซึ่งทำให้เกิดความสมดุลทั้ง ด้านวัตถุและจิตใจหรือทั้งด้านเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมปัจจัยที่สำคัญ ๕ ด้าน ประกอบด้วย เทคโนโลยีเศรษฐกิจทรัพยากรธรรมชาติจิตใจและสังคมรวมถึงมีกระบวนการจัดการที่ดี ซึ่งจะมีผลทำให้ประชาชนภายในชุมชนมีสภาวะที่สมดุลทั้งทางร่างกายและจิตใจ ส่วนเงื่อนไขที่จะทำ
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๒๑๙ Fundamentals of Social Development ให้เกิดการพัฒนาเพื่อการพึ่งตนเอง มี ๔ ประการดังนี้ ๑) การพัฒนาต้องเป็นรูปแบบกลุ่ม (Collective) ชาวบ้านจะต้องอยู่รวมกันเป็นชุมชน เป็นหมู่บ้าน มิใช่ต่างคนต่างอยู่ ๒) ต้องมีจิตสำนึก มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (Mutual aid) ๓) ต้องมีการรวมตัวกันในรูปแบบสหพันธ์ แบบ บ้าน วัด โรงเรียน (บวร) และ ๔) การประสานวัฒนธรรม น่าจะส่งเสริมให้ชาวบ้านสร้างวัฒนธรรมเป็นของ ตัวเอง และการพึ่งตนเอง มี ๕ ลักษณะ ได้แก่ ๑) ความเป็นเจ้าของ ๒) การตัดสินใจร่วมกัน ๓) การ จัดการทรัพยากรร่วมกัน ๔) ความเป็นอัตลักษณ์หรือลักษณะของศูนย์ฯ และ ๕) การกำหนด เป้าหมาย หรือจุดมุ่งหมายร่วม ๕.๓ รูปแบบการพัฒนาสังคมแบบการพัฒนายั่งยืน (Sustainable Development ) และรูปแบบ การพัฒนาสังคมบนพื้นฐานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy)๑๕๔ เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๕๘ ประเทศสมาชิกของสหประชาชาติได้รับรองวาระการพัฒนา อย่างยั่งยืน พ.ศ. ๒๕๗๓ ซึ่งจะบรรลุเป้าหมายภายในระยะเวลา ๑๕ ปีประกอบด้วย ๑๗ เป้าหมาย การพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยมี ๑๖๙ เป้าหมายเฉพาะเจาะจง และ ๒๓๐ ตัวชี้วัด๑๕๕ เป้าหมายการ พัฒนาอย่างยั่งยืนเน้นให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลทั้ง 3 มิติของการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งด้าน เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในรูปแบบบูรณาการและการมีส่วนร่วมเพื่อไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ๑๕๖ โดย ๑๗ เป้าหมายมี ๑) ขจัดความยากจน ๒) ขจัดความหิวโหย ๓) การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ๔) การศึกษาที่เท่าเทียม ๕) ความเท่าเทียมทางเพศ ๖) การจัดการน้ำและสุขาภิบาล ๗) พลังงาน สะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ ๘) การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ๙) อุตสาหกรรม นวัตกรรมโครงสร้างพื้นฐาน ๑๐) ลดความเหลื่อมล้ำ ๑๑) เมืองและถิ่นฐานมนุษย์ที่ยั่งยืน ๑๒) แบบ ๑๕๔ บรรณาธิการ. เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน . Open Development Thailand [ออนไลน์], แ ห ล ่ ง ท ี ่ ม า . https://thailand.opendevelopmentmekong.net/th/topics/sustainable-developmentoals/? queried_post type =topic [๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๘] ๑๕๕ Inter-Agency and Expert Group on SDG Indicators. หน่วยงานระหว่างประเทศและกลุ่ม ผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาตัวชี้วัดการพัฒนาอย่างยั่งยืน พ.ศ. ๒๕๕๙ บัญชีสุดท้ายของการเสนอตัวชี้วัดเป้าหมายการ พัฒนาอย่างยั่งยืน. เข้าถึงเมื่อเดินมีนาคม พ.ศ.๒๕๖๑. สหประชาชาติ. [ออนไลน์] แหล่งที่มา. https://data. opendevelopmentmekong.net//dataset/final-list-of-proposed-sustainable-development-goal-indic ators [๕ กรกฎาคม ๒๕๖๑]. ๑๕๖ กระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง: เส้นทางสู่ เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย เข้าถึงเมื่อเดินเมษายน พ.ศ.๒๕๖๑สหประชาชาติ. [ออนไลน์] แหล่งที่มา.https://data.opendevelopment mekong.net//dataset/final-list-of-proposed-sustainabledevelopment-goal-indicators [๕ กรกฎาคม ๒๕๖๑].