๑๒๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีอุณหภูมิสูงสุด คือ อุตรดิตถ์ ฤดูฝน ช่วงเดือนพฤษภาคม–ตุลาคม ได้รับอิทธิพลของลมมรสุม ตะวันตกเฉียงใต้มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยปี ๒๕๕๘ เท่ากับ ๑,๐๕๓.๑๐ มิลลิเมตร จังหวัดที่มีฝนตกมาก ที่สุด คือ เชียงราย ฝนตกน้อยที่สุด คือ ลำปาง ฤดูหนาว ช่วงเดือน ตุลาคม-กุมภาพันธ์อากาศหนาว เย็น ได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจากประเทศจีน จังหวัดที่มีอุณหภูมิต่ำสุด คือ จังหวัดเชียงราย ๔. การใช้ประโยชน์ที่ดิน ในปี ๒๕๖๐ จากพื้นที่ภาครวม ๑๐๖.๐๓ ล้านไร่ จำแนกเป็นพื้นที่ ป่าไม้ ๕๖.38 ล้านไร่ หรือร้อยละ ๕๓.๑๗ พื้นที่ทำการเกษตร๓๒.๕๐ ล้านไร่ หรือร้อยละ ๓๐.๖๕ และพื้นที่ใช้ประโยชน์อื่น ๆ ๑๗.๑๕ ล้านไร่ หรือร้อยละ ๑๖.๑๘ ของพื้นที่ภาค ๕. ทรัพยากรธรรมชาติในภาคเหนือ ๕.๑. สภาพดินในภาคเหนือ สภาพดินเป็นดินร่วนปนดินเหนียวที่เกิดจากตะกอนลำน้ำ มี ความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะดินบริเวณลุ่มแม่น้ำต่าง ๆ เหมาะสมสำหรับการทำนา ประมาณ ๑๖.๔ ล้านไร่ หรือร้อยละ ๑๕.๕ของพื้นที่ภาค และปลูกพืชไร่ประมาณ ๒๐.๐ ล้านไร่ หรือ ร้อยละ ๑๘.๙ ของพื้นที่ภาค ๕.๒. สภาพแหล่งน้ำในภาคเหนือ มีลุ่มน้ำขนาดใหญ่ ๘ ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำวัง ลุ่ม น้ำยม ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำสาละวิน ลุ่มน้ำกก ลุ่มน้ำป่าสัก และลุ่มน้ำสะแกกรัง ลำน้ำหลักของภาค ได้แก่ แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยมและ แม่น้ำน่าน ซึ่งไหลไปบรรจบกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัด นครสวรรค์ รวมทั้งมีแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ในพื้นที่ ได้แก่ กว๊านพะเยา (พะเยา) บึงบอระเพ็ด (นครสวรรค์) และ บึงสีไฟ (พิจิตร) นอกจากนี้ยังมีแหล่งน้ำบาดาลสำคัญในภาคเหนือตอนบน ได้แก่ แอ่งเชียงใหม่และแอ่งลำพูน สำหรับภาคเหนือตอนล่างมีแหล่งน้ำบาดาลขนาดใหญ่อยู่บริเวณที่ราบ ลุ่มเหนือจังหวัดนครสวรรค์ขึ้นไปถึงจังหวัดอุตรดิตถ์ คุณภาพของน้ำบาดาลส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ที่ บริโภคได้ ๕.๓ สภาพป่าไม้ในภาคเหนือ ภาคเหนือมีพื้นที่ป่าไม้มากที่สุดของประเทศ ในปี ๒๕๖๐ ภาคเหนือมีพื้นที่ป่าไม้ ๕๖.๓๘ ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ ๕๓.๑๗ ของพื้นที่ภาค หรือร้อยละ ๕๕.๒ ของ พื้นที่ป่าไม้ประเทศ ลักษณะเป็นป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง โดยเฉพาะจังหวัดใน ภาคเหนือตอนบน เช่น เชียงใหม่ ตาก และแม่ฮ่องสอน ๓.๒.๒ ปัญหาและประเด็นท้าทายในการพัฒนาภาคเหนือ ๑) เป็นแหล่งท่องเที่ยวเป้าหมายระดับสากล มีทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากร ธรรมชาติโดดเด่นแต่พื้นที่ท่องเที่ยวค่อนข้างกระจุกตัว ๒) มีฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์ และมีองค์ความรู้/เทคโนโลยี/นวัตกรรม ของ สถาบันการศึกษาจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างคุ้มค่า
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๒๑ Fundamentals of Social Development ๓) ยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับอนุภูมิภาคต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ผู้ประกอบการในพื้นที่ส่วนใหญ่ยังไม่มีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิต การค้าในอนุภูมิภาค และสินค้า ส่งออกชายแดนส่วนใหญ่มาจากนอกภาค จึงไม่สร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้กับภาค ๔) โครงสร้างพื้นฐานของเมืองศูนย์กลางยังไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะระบบขนส่งสาธารณะและ สนามบิน ๕) พื้นที่เกษตรส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทาน การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เกษตรยังไม่ ทั่วถึงการทำการเกษตรส่วนใหญ่ยังเป็นเกษตรเคมี สินค้าเกษตรยังเป็นขั้นปฐมภูมิและแปรรูปขั้นต้น ๖) ประชาชนส่วนใหญ่ยังยากจน สัดส่วนคนจนของภาคสูงกว่าระดับประเทศ และด้อย โอกาสในการเข้าถึงบริการภาครัฐ ๗) ประชากรสูงอายุมีสัดส่วนสูงที่สุดในประเทศ ขณะที่ขาดแคลนแรงงานทั้งเชิงปริมาณและ คุณภาพ ๘) พื้นที่ป่าต้นน้ำบางส่วนมีสภาพเสื่อมโทรม มีปัญหาบุกรุกและใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าผิด ประเภทและยังคงเผชิญปัญหามลพิษหมอกควันรุนแรง ๓.๒.๓ แนวคิดและทิศทางการพัฒนาสังคมชนบทภาคเหนือ ภาคเหนือมีทุนทางสังคมและวัฒนธรรมประเพณีที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น ที่มีการฟื้นฟู สืบสาน และสร้างสรรค์พัฒนาสู่การผลิตสินค้าและบริการ โดยเฉพาะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีบริการสุขภาพ และผลิตภัณฑ์หัตถกรรมที่มีชื่อเสียงระดับสากล พื้นที่เกษตรของภาคเหนือมีขนาดเล็กเหมาะสมต่อ การปรับระบบการผลิตเพื่อสร้างคุณค่าตามแนวทางเกษตรอินทรีย์นอกจากนี้ ทำเลที่ตั้งของภาคเหนือ มีศักยภาพในการขยายการค้าการลงทุนและบริการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และสามารถขยายไปสู่จีนตอนใต้และกลุ่มประเทศเอเชียใต้ตามแนวระเบียง เศรษฐกิจเหนือ-ใต้ และ ตะวันออก-ตะวันตกรวมถึงเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำที่สำคัญของประเทศ ดังนั้น การพัฒนาภาคเหนือสู่ความ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” จำเป็นจะต้องนำศักยภาพทางภูมิสังคมประกอบ กับปัจจัยสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และองค์ความรู้ของสถาบันการศึกษาและองค์กรในพื้นที่ มา ใช้ในการต่อยอดการผลิตและบริการที่มีศักยภาพและโอกาสเพื่อสร้างมูลค่าสูงตามแนวทางเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านในการเสริมสร้างขีด ความสามารถของธุรกิจท้องถิ่นเพื่อขยายฐานเศรษฐกิจของภาค เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์: พัฒนา เป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่าสูง เชื่อมโยงเศรษฐกิจกับประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ๓.๒.๔ วัตถุประสงค์การพัฒนาสังคมชนบทภาคเหนือ ๑) เพื่อยกระดับการผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าและบริการ โดยใช้ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์ ๒) เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าของระบบ เศรษฐกิจภาคเข้ากับระบบเศรษฐกิจของประเทศ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ๓) เพื่อดูแล
๑๒๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ช่วยเหลือคนจน และผู้สูงอายุ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี พึ่งพาตนเอง พึ่งพาครอบครัว และพึ่งพากันใน ชุมชนได้ และ ๔) เพื่อแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การบริหารจัดการ น้ำป่าต้นน้ำ และปัญหาหมอกควัน ส่วน เป้าหมาย คือ – ๑) อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของ ภาคเหนือขยายตัวเพิ่มขึ้น และ ๒) สัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini Coefficient) ในการกระจาย รายได้ภาคเหนือลดลง ๓.๒.๕ ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมชนบทภาคเหนือ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ พัฒนาการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการต่อเนื่องให้มีคุณภาพ สามารถสร้าง มูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน และกระจายประโยชน์อย่างทั่วถึง รวมทั้งต่อยอดการผลิตสินค้าและบริการที่มี ศักยภาพสูงด้วยภูมิปัญญาและนวัตกรรม ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ใช้โอกาสจากเขตเศรษฐกิจพิเศษ และการเชื่อมโยงกับอนุภูมิภาค GMS BIMSTEC และ AEC เพื่อขยายฐานเศรษฐกิจของภาค ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ยกระดับเป็นฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัยเชื่อมโยงสู่ อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ยุทธศาสตร์ที่ ๔ พัฒนาคุณภาพชีวิตและแก้ไขปัญหาความยากจน พัฒนาระบบ ดูแล ผู้สูงอายุอย่างมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน ยกระดับทักษะฝีมือแรงงานภาคบริการ ยุทธศาสตร์ที่ ๕ อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำให้คงความสมบูรณ์ จัดระบบบริหารจัดการน้ำ อย่างเหมาะสมและเชื่อมโยงพื้นที่เกษตรให้ทั่วถึง ป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษหมอกควันอย่างยั่งยืน ๓.๓ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ๖๙ วิถีชีวิตคนไทยมิใช่จะเหมือนกันทั้งประเทศ ด้วยสาเหตุที่แต่ละภูมิภาคมีสภาพแวดล้อมทาง ภูมิศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการเคลื่อนย้ายของประชากร กลุ่มเผ่าพันธุ์ อันเป็นผลมา จากปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ตลอดเวลา จึงทำให้สังคมในแต่ละภูมิภาคแตกต่างกันออก ไป เพื่อความเข้าใจลักษณะของสังคมไทยในภาพรวม จึงขอนำเสนอภาพรวมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัญหาและประเด็นท้าทายในการพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แนวคิดและทิศทางการพัฒนา สังคมชนบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วัตถุประสงค์การพัฒนาสังคมชนบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมชนบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๓.๓.๑ ภาพทั่วไปในชนบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๖๙ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๕ (ฉบับทบทวน). สำนักนายกรัฐมนตรี (๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๓) น. ๑-๒๒.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๒๓ Fundamentals of Social Development ๑. ที่ตั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี่ ๒๐จังหวัด ตั้งอยู่ระหว่าง ละติจูด ๑๔◦๗' ถึง ๑๘◦๒๗' เหนือ และลองติจูด ๑๐๐◦๕๔' ถึง ๑๐๕◦๓๗' ตะวันออก ตั้งอยู่ใน ตำแหน่งศูนย์กลางของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยมีอาณาเขตติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว ด้านตะวันออกและด้านเหนือ มีแม่น้ำโขงเป็นเส้นกั้นพรมแดน และด้านใต้ติดต่อ ราชอาณาจักรกัมพูชา โดยมีเทือกเขาพนมดงรักกั้นพรมแดน ๒. พื้นที่และลักษณะภูมิประเทศในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่รวม ๑๐๕.๕๓ ล้านไร่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงมีความลาดเอียงไปทางตะวันออก มีลักษณะคล้ายกระทะ แบ่งเป็น ๒ เขตใหญ่ ได้แก่ บริเวณแอ่งที่ราบโคราชอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำมูลและชี ลักษณะเป็นที่ราบสูงสลับ กับเนินเขา และบริเวณแอ่งสกลนคร อยู่ทางตอนเหนือของภาค ตั้งแต่แนวเขาภูพานไปจนถึงแม่น้ำโขง เทือกเขาที่แบ่งระหว่างแอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร ได้แก่ เทือกเขาภูพาน ๓. ภูมิอากาศภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอากาศร้อนชื้นสลับกับแล้ง แบ่งเป็น ๓ ฤดู คือ ฤดู ร้อน ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม อากาศจะร้อนและแห้งแล้งมาก จังหวัดที่มีอุณหภูมิสูงสุด คือ อุดรธานีฤดูฝน ช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้มีฝนตก เป็นบริเวณกว้าง แต่มีแนวเทือกเขาดงพญาเย็นและสันกำแพง กั้นลมฝนจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ส่งผลให้พื้นที่แอ่งโคราชซึ่งเป็นเขตเงาฝนจึงมีสภาพแห้งแล้งกว่าแอ่งสกลนคร จังหวัดที่มีฝนตกมาก ที่สุด คือ นครพนม ฝนตกน้อยที่สุด คือนครราชสีมา ฤดูหนาว ช่วงเดือน พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ อากาศหนาวเย็น ได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจากประเทศจีน จังหวัดที่มีอุณหภูมิ ต่ำสุด คือ จังหวัดเลย ๔. การใช้ประโยชน์ที่ดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในปี ๒๕๖๐ มีพื้นที่รวม ๑๐๕.๕๓ ล้านไร่ จำแนกเป็นพื้นที่ป่าไม้ ๑๕.๗๕ ล้านไร่หรือร้อยละ ๑๔.๙ พื้นที่ทำการเกษตร ๖๓.๘๗ ล้านไร่ หรือร้อยละ ๖๐.๕ และพื้นที่ใช้ประโยชน์อื่น ๆ ๒๖.๐๒ ล้านไร่ หรือร้อยละ ๒๔.๗ ของพื้นที่ภาค ๕. ทรัพยากรธรรมชาติในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๕.๑ สภาพดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สภาพดินเป็นดินทรายไม่อุ้มน้ำทำให้ขาด แคลนน้ำ และขาดธาตุอาหาร ใต้ดินมีเกลือหินทำให้ดินเค็ม จึงมีข้อจำกัดต่อการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร ๕.๒ สภาพแหล่งน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลุ่มน้ำขนาดใหญ่ ๓ ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่ม น้ำโขง ลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูล ลำน้ำหลักของภาค ได้แก่ แม่น้ำชี มีความยาวประมาณ ๗๖๕ กิโลเมตร ยาวที่สุดในประเทศไทย มีต้นน้ำที่ทิวเขาเพชรบูรณ์ และไหลไปรวมกับแม่น้ำมูลที่จังหวัดอุบลราชธานี แม่น้ำมูล มีความยาวประมาณ ๖๔๑ กิโลเมตรต้นน้ำอยู่ที่เทือกเขาสันกำแพง สันกำแพงแล้วไหลลงสู่ แม่น้ำโขงที่จังหวัดอุบลราชธานี นอกจากนี้ยังมีลำน้ำ สาขาย่อย ได้แก่ลำปาว ลำน้ำอูน ลำน้ำสงคราม ลำเสียว ลำน้ำเลย ลำน้ำพอง และลำตะคอง รวมทั้งแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่กระจายอยู่ในพื้นที่ เช่น หนองหาร (สกลนคร) และ บึงละหาน (ชัยภูมิ) นอกจากนี้ยังมีแหล่งน้ำบาดาลมีปริมาณน้ำน
๑๒๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เกณฑ์เฉลี่ย ๕-๑๐ ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ที่ความลึกของบ่อประมาณ ๓๐ เมตร คุณภาพของน้ำ บาดาลมีตั้งแต่เค็มจัด กร่อย และจืด เนื่องจากพื้นที่ในแอ่งโคราชและแอ่งสกลนครจะรองรับด้วยหิน เกลือหากเจาะน้ำบาดาลลึกเกินไปอาจจะพบน้ำเค็ม ๕.๓ สภาพป่าไม้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในปี ๒๕๖๑ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี พื้นที่ป่าไม้ จำนวน ๑๕.๗๕ ล้านไร่คิดเป็นร้อยละ ๑๕.๐๓ ของพื้นที่ภาค หรือร้อยละ ๑๘.๑๖ ของ พื้นที่ป่าไม้ทั้งประเทศ ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเป้าหมายในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศที่จะต้องมีพื้นที่ป่า ไม้ร้อยละ ๔๐ ของพื้นที่ ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นป่าเบญจพรรณ ๓.๓.๒ ปัญหาและประเด็นท้าทายในการพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๑) ขาดแคลนน้ำทั่วทั้งภาค ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก ๒) มีจำนวนคนจนมากที่สุด ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร จึงไม่สามารถหลุดพ้นความยากจนได้ ๓) ปัญหาโภชนาการในแม่และเด็กส่งผลให้เด็กในวัยเรียนมีความสามารถทางเชาว์ปัญญา และความฉลาดทางอารมณ์ต่ำ ๔) มีความรุนแรงของโรคมะเร็งตับและท่อน้ำดี อันเนื่องมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ดิบ ๕) เศรษฐกิจของภาคมีขนาดเล็ก มีอัตราการขยายตัวต่ำกว่าระดับประเทศ จึงมีแนวโน้มเกิด ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างภาคและประเทศมากขึ้น ๖) ภาคการผลิตหลักด้านเกษตรยังเป็นแบบดั้งเดิมพึ่งพาธรรมชาติ ทำให้มีผลิตภาพต่ำ และมี การใช้สารเคมีสูง ๗) อุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรขั้นต้น มูลค่าเพิ่มต่ำ ประกอบกับ การลงทุนใหม่ ๆ มีน้อย จึงมีแหล่งสร้างงานน้อย ๘) การค้าชายแดน สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ผลิตจากนอกภาค ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ ให้กับภาค ๙) ทรัพยากรการท่องเที่ยวหลากหลาย แต่ยังไม่ได้รับการพัฒนาให้เป็นที่รู้จัก อยู่ในพื้นที่ ห่างไกลขาดสิ่งอำนวยความสะดวก ๓.๓.๓ แนวคิดและทิศทางการพัฒนาในสังคมชนบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปัญหาพื้นฐานด้านการขาดแคลนน้ำ ดินคุณภาพต่ำ ประสบ อุทกภัยและภัยแล้งซ้ำซาก คนมีปัญหาทั้งในด้านความยากจน และมีปัญหาภาวะทุพโภชนาการ แต่มี ความพร้อมด้านสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัย ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาค ตะวันออกเฉียงเหนือไปสู่ความ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” จำเป็นจะต้องแก้ไขปัญหาพื้นฐานควบคู่ไปกับ การพัฒนาการวิจัยเพื่อใช้ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ในการเสริมสร้าง ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในภาคให้มีการเจริญเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมทั้งการ
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๒๕ Fundamentals of Social Development แสวงหาโอกาสการนำความรู้ ทุน เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากภายนอกมาช่วยขับเคลื่อน โดยการใช้ ประโยชน์จากโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงภาค ตะวันออกเฉียงเหนือกับโครงข่ายระบบการคมนาคมขนส่งและพื้นที่เศรษฐกิจหลักของประเทศ รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงและข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่ม แม่น้ำโขงที่กำลังมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาเสริมสร้างกิจกรรมการพัฒนาใหม่ ๆ ให้แก่ภาค เพื่อให้มีอัตราการเติบโตที่สูงเพียงพอต่อการลดความเหลื่อมล้ำกับพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของประเทศได้ใน ระยะยาว เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์: พัฒนาอีสานสู่มิติใหม่ให้เป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจของอนุ ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง” ๓.๓.๔ วัตถุประสงค์ในการพัฒนาสังคมชนบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๑) เพื่อแก้ปัญหาปัจจัยพื้นฐานด้านน้ำและดิน ให้เอื้อต่อการประกอบอาชีพ การดำรงชีพและ การพัฒนาเศรษฐกิจของภาค ๒) เพื่อดูแลช่วยเหลือคนจน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ ให้มีคุณภาพ ชีวิตที่ดี พึ่งพาตนเองพึ่งพาครอบครัว และพึ่งพากันในชุมชนได้ ๓) เพื่อยกระดับการผลิตและการสร้าง มูลค่าเพิ่มโดยใช้ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สนับสนุนให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคไม่ต่ำ กว่าระดับประเทศ ๔) เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าของระบบเศรษฐกิจภาคเข้ากับระบบเศรษฐกิจของ ประเทศ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ ๕) เพื่อพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็น ศูนย์กลางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และมีบทบาทสนับสนุนประเทศเป็นศูนย์กลางภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป้าหมาย – ๑) อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคขยายตัวเพิ่มขึ้น และ ๒) สัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini Coefficient) ในการกระจายรายได้ลดลง ๓.๓.๕ ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมชนบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ บริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต อย่างยั่งยืน ยุทธศาสตร์ที่ ๒ แก้ปัญหาความยากจนและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยเพื่อลด ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ยุทธศาสตร์ที่ ๓ สร้างความเข้มแข็งของฐานเศรษฐกิจภายในควบคู่กับการแก้ปัญหา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์ที่ ๔ พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงบูรณาการตัวชี้วัดและค่าเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ที่ ๕ ใช้โอกาสจากการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งที่เชื่อมโยงพื้นที่ เศรษฐกิจหลักภาคกลางและพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อพัฒนาเมือง และพื้นที่ เศรษฐกิจใหม่ ๆ ของภาค และ ยุทธศาสตร์ที่ ๖ พัฒนาความร่วมมือและใช้ประโยชน์จากข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจตามแนวชายแดนและแนวระเบียงเศรษฐกิจ
๑๒๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ชาวอีสานยึดมั่นและปฏิบัติตามฮีตสิบสองอย่างมั่นคง ฮีตสิบสอง หมายถึงจารีตประเพณี ที่ ชาวอีสานปฏิบัติกันในโอกาสต่าง ๆ ทั้งสิบสองเดือนของแต่ละปี จารีตประเพณีทั้งสิบสองเดือนที่ชาว อีสานทำบุญต่าง ๆ มีดังนี้๗๐ เดือนอ้าย บุญข้าวก่ำ (ข้าเหนียวนิล) เป็นการทำบุญตักบาตรถวายภัตตาหารและฟังเทศน์ เนื่องในโอกาสที่พระสงฆ์อาบติขึ้นรองจากปาราชิก ให้เข้าไปอยู่ในที่อันจำกัด เพื่อทรมานร่างกายให้ หายจากกรรม ชำระจิตใจให้หายมัวหมอง และพ้นจากอาบัติ เดือนยี่ บุญคูณลาน เป็นการทำบุญสู่ขวัญที่นวดเสร็จแล้ว และกองไว้ในลานข้าวเดือนสาม บุญข้าวจี่ ทำบุญตักบาตร เดือนสี่ บุญผะเหวดหรือบุญมหาชาติ ทำบุญฟังเทศน์มหาชาติ เดือนห้า บุญสงกรานต์ สรงน้ำพระและผู้ใหญ่ เดือนหก บุญบั้งไฟ เป็นประเพณีขอฝนอย่างหนึ่ง เดือนเจ็ด บุญซำฮะ ทำบุญชำระล้างสิ่งที่เป็นเสนียดจัญไร อันจะทำให้เกิดความเดือดร้อน แก่ บ้านเมือง มีการเลี้ยงผีปู่ตาและผีตาแฮก (ผีรักษาไร่นา) เดือนแปด บุญเข้าพรรษา เดือนเก้า บุญข้าวประดับดิน ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่เปรตและญาติมิตรที่ตายไปแล้ว เดือนสิบ บุญข้าสาก (ข้าวกระยาสารท) ทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ตายและเปรต มีการแลกเปลี่ยน ข้าวกระยาสารทกันระหว่างญาติพี่น้อง และชาวบ้านใกล้เรือนเคียง เดือนสิบเอ็ด บุญออกพรรษา มีการถวายปราสาทผึ้ง( ขี้ผึ้งประดิษฐ์เป็นปราสาท) การล่องเรือ ไฟ (ไหลเรือไฟ) และการแข่งเรือพายเดือนสิบสอง บุญกฐิน ๗๐ กองบรรณาธิการ “แนวโน้มความต้องการผู้บริโภคและโอกาสในการพัฒนาธุรกิจสร้างสรรค์ในภูมิภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ” Creative Economy Agency. Look Isan Now ลูกอีสานวันนี้| ปีที่ ๑๑ ฉบับที่ ๖ (๓ มีนาคม ๒๕๖๓); กองบรรณาธิการ. “ประเทศไทยไม่ใช่แค่ ‘กรุงเทพฯ’ ๑๑ อินไซต์ตอกย้ำ ‘โอกาสทางธุรกิจ‘ ใน จังหวัดเมืองรอง” [ออนไลน์] แหล่งที่มา https://www.brandbuffet.in.th/2019/07/neilsen-outlookpotential-of-second-tier-cities/. [๙ กรกฎาคม ๒๕๖๒]; นิภาพันธ์ พูนเสถียรทรัพย์ CFP® นักวางแผนการเงิน “ไม่อยากตกกระแส ต้องลงทุนใน Mega Trend”[ออนไลน์] แหล่งที่มา https://www.scb.co.th/th/personalbanking/stories/investment -mega-trend-investment.html. [๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๓]; กองบรรณาธิการ. “อีสานมุมใหม่ คำบอกเล่าจากนักเศรษฐศาสตร์ ม.ขอนแก่น”[ออนไลน์] แหล่งที่มา www. voicetv.co.th. [๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒]. AKGUN, Ali Ekber. et al., “Tales of Cities: City Branding Through Storytelling”. Journal of Global Strategic Management 1( 10) , June 2016/ November 2020, pp.31-31. DOI: 10.20460/JGSM.20161022384.; Department of Economic and Social Affairs Population Division. “World Urbanization Prospects: The 2018 Revision” United Nations [online] source: www. population.un.org. [accessed on 3 November 2020].
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๒๗ Fundamentals of Social Development ๓.๔ ภาคกลางกรุงเทพและภาคตะวันตก๗๑ วิถีชีวิตคนไทยมิใช่จะเหมือนกันทั้งประเทศ ด้วยสาเหตุที่แต่ละภูมิภาคมีสภาพแวดล้อมทาง ภูมิศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการเคลื่อนย้ายของประชากร กลุ่มเผ่าพันธุ์ อันเป็นผลมา จากปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ตลอดเวลา จึงทำให้สังคมในแต่ละภูมิภาคแตกต่างกันออก ไป เพื่อความเข้าใจลักษณะของสังคมไทยในภาพรวม จึงขอนำเสนอภาพรวมภาคกลางกรุงเทพและ ภาคตะวันตกปัญหาและประเด็นท้าทายในการพัฒนาภาคกลางกรุงเทพและภาคตะวันตก แนวคิด และทิศทางการพัฒนาสังคมชนบทภาคกลางกรุงเทพและภาคตะวันตก วัตถุประสงค์การพัฒนาสังคม ชนบทภาคกลางกรุงเทพและภาคตะวันตก และยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมชนบทภาคกลางกรุงเทพ และภาคตะวันตก ๓.๔.๑ สภาพทั่วไปของภาคกลางกรุงเทพและภาคตะวันตก ๑. ที่ตั้งภาคกลางกรุงเทพและภาคตะวันตก ภาคกลางประกอบด้วย ๑๗ จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ลพบุรีอ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรีสมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ และพื้นที่ กรุงเทพมหานคร มีอาณาเขตติดต่อกับเมียนมาด้านตะวันตก ด้านเหนือติดกับจังหวัดอุทัยธานี นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ด้านใต้ติดกับจังหวัดชุมพร ส่วนทิศตะวันออกติดกับจังหวัดนครราชสีมา นครนายกฉะเชิงเทรา และอ่าวไทย ๒. พื้นที่และลักษณะภูมิประเทศภาคกลางกรุงเทพและภาคตะวันตก มีพื้นที่รวม ๔๑.๑๕ ล้านไร่หรือร้อยละ ๑๒.๘ ของประเทศ เมื่อรวมพื้นที่กรุงเทพมหานครมีพื้นที่ ๔๒.๑๒ ล้านไร่ หรือร้อยละ ๑๓.๑ ของประเทศ ภูมิประเทศแบ่งออกเป็น ๓ ลักษณะ คือ ด้านตะวันตกเป็นพื้นที่สูง บริเวณเทือกเขาถนนธงชัยและตะนาวศรีเป็นแนวยาวไปทางใต้ตามแนวพรมแดน ตอนกลางเป็นที่ราบ ลุ่มแม่น้ำเกิดจากการทับถมของดินตะกอนที่แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำสาขาต่าง ๆ พัดพามา สภาพ ดินมีความอุดมสมบูรณ์สูง และตอนล่างเป็นพื้นที่ราบและที่ราบชายฝั่งทะเล ๓. ภูมิอากาศภาคกลางกรุงเทพและภาคตะวันตก ภาคกลางมีภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้า เมืองร้อน มีฝนตกปานกลาง มีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดพาความชุ่มชื้นมาจากทะเลอันดามันมาสู่ ภาคกลาง แต่เนื่องจากเทือกเขาถนนธงชัยและตะนาวศรีซึ่งทอดตัวในแนวเหนือ-ใต้ทางด้านตะวันตก ของภาคจึงเป็นแนวบังลมมรสุม ทำให้พื้นที่หลังเขามีฝนตกน้อยปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย ประมาณ ๑,๕๐๐ มิลลิเมตรต่อปี ๗๑ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนพัฒนาภาคกลางและพื้นที่กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๕ (ฉบับทบทวน). สำนักนายกรัฐมนตรี (๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๓) น. ๑-๒๑.
๑๒๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๔. การใช้ประโยชน์ที่ดินภาคกลางกรุงเทพและภาคตะวันตกในปี ๒๕๖๐ จากพื้นที่รวม ๔๑.๑๕ ล้านไร่ จำแนกเป็นพื้นที่ป่าไม้ ๑๓.๙๒ล้านไร่ หรือร้อยละ ๓๓.๘ พื้นที่ทำการเกษตร ๑๘.๐๒ ล้านไร่ หรือร้อยละ ๔๓.๘ และพื้นที่ใช้ประโยชน์อื่น ๆ ๙.๒๑ ล้านไร่ หรือร้อยละ ๒๒.๔ ของพื้นที่ภาค ๕. ทรัพยากรธรรมชาติภาคกลางกรุงเทพและภาคตะวันตก ๕.๑ ดินภาคกลางกรุงเทพและภาคตะวันตก ดินที่พบส่วนใหญ่ในบริเวณที่ราบ ภาคกลางมีลักษณะเป็นดินลุ่มน้ำหรือดินตะกอนที่แม่น้ำเจ้าพระยา ป่าสัก และแม่กลอง พาตะกอน โคลนตมและทรายจากบริเวณที่สูงโดยรอบมาทับถมอยู่ในบริเวณแอ่งลุ่มน้ำเป็นเวลานาน และยังพัด พาตะกอนใหม่มาทับถมอยู่ตลอดเวลา จากบริเวณที่เคยอยู่ใต้ระดับน้ำทะเลจนกลายเป็นที่ราบดิน ดอนสามเหลี่ยมปากน้ำและบริเวณที่ราบน้ำท่วมถึงมายังเขตทุ่งราบเจ้าพระยา สภาพดินในภาคกลาง มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันดังนี้ดินเหนียวดำกรุงเทพ เป็นดินที่มีเนื้อละเอียดเหมาะที่จะใช้เพาะปลูกข้าว หรือยกร่องปลูกมะพร้าวได้ ดินเหนียวองครักษ์เป็นดินเปรี้ยวที่ควรใช้เป็นเขตที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่เพื่อ ท้าการอุตสาหกรรม เป็นลักษณะของดินที่ไม่สมบูรณ์ได้แก่ ดินในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น ดินร่วนกำแพงแสน เป็นดินบริเวณขอบของที่ราบภาคกลางใช้ปลูกพืชไร่ดี และ ดินเหนียวท่าจีน พบ ในเขตที่ติดต่อกับทะเล หากยกร่องให้สูงขึ้นสามารถปลูกมะพร้าวผัก หรือไม้ผลอื่น ๆ หรือใช้พื้นที่ เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลาหรือทำนาเกลือ ๕.๒ แหล่งน้ำภาคกลางกรุงเทพและภาคตะวันตก ภาคกลางมีลุ่มน้ำที่สำคัญ ๗ ลุ่มน้ำ คือ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำสะแกกรังลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำแม่กลอง ลุ่มน้ำเพชรบุรี และลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันตก โดยแม่น้ำที่สำคัญในภาคกลาง ได้แก่ (๑) แม่น้ำเจ้าพระยา แยกสาขา ออกเป็นแม่น้ำ ๓ สาย คือ แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำน้อย และแม่น้ำลพบุรี (๒) แม่น้ำป่าสัก(๓) แม่น้ำแม่ กลอง และ (๔) แม่น้ำเพชรบุรี ๕.๓ ป่าไม้ปี ๒๕๖๐ของภาคกลางกรุงเทพและภาคตะวันตก มีพื้นที่ป่าไม้ ๑๓.๙๒ ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ ๓๓.๘ ของพื้นที่หรือร้อยละ ๑๓.๖ ของพื้นที่ป่าทั้งประเทศ ลักษณะ ของป่าไม้ในภาคกลางส่วนใหญ่เป็นป่าเบญจพรรณ ลักษณะทั่วไปเป็นป่าโปร่ง พื้นที่ป่าไม้ไม่รกทึบ โดยมีไม้ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจหลายชนิด ได้แก่ ไม้สัก ไม้มะค่า และยังมีป่าไม้ประเภทอื่น ๆ ด้วย เช่น ป่าดงดิบชื้น ขึ้นอยู่ในที่ราบหรือบนภูเขาที่ระดับความสูงไม่เกิน ๖๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล ป่า ชายเลน มักพบขึ้นอยู่บริเวณชายฝั่งทะเล ปากแม่น้ำลำคลอง และบริเวณรอบเกาะที่มีสภาพเป็นดิน เลน และป่าชายหาด ป่าที่ขึ้นคลุมดินหรือเนินทรายชายฝั่งทะเลที่ยกตัวจนน้ำท่วมไม่ถึง ๓.๔.๒ ปัญหาและประเด็นท้าทายในการพัฒนาภาคภาคกลาง กรุงเทพและภาคตะวันตก ๑) ปัญหาคุณภาพชีวิตของคนในเมือง ได้แก่ ปัญหาจราจร ขยะ น้ำเสีย น้ำท่วม มลพิษ ทางอากาศฯลฯ
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๒๙ Fundamentals of Social Development ๒) ปัญหาการดูแลผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ๓) ทักษะกําลังแรงงานอยู่ในเกณฑ์ต่ำไม่สอดรับกับระดับการพัฒนาของภาค ๔) พื้นที่เกษตรที่อุดมสมบูรณ์ลดลงจากการขยายตัวของเมืองและอุตสาหกรรม และเป็นการ ท้าเกษตรเชิงพาณิชย์ที่ใช้สารเคมีจำนวนมาก ๕) อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังขาดการนํานวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ใช้แรงงานเข้มข้น และ ส่งผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อม ๖) การท่องเที่ยวกระจุกตัวในกรุงเทพมหานคร และบางจังหวัด แหล่งท่องเที่ยวรอบนอกไม่ เป็นที่รู้จักและขาดความพร้อมจึงไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้พักค้างในพื้นที่ ๗) มีสถาบันการศึกษาและวิจัยชั้นนําทุกระดับแต่ยังขาดการนําผลงานวิจัยที่สามารถใช้ ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการที่ชัดเจน ๓.๔.๓ แนวคิดและทิศทางการพัฒนาภาคภาคกลาง กรุงเทพและภาคตะวันตก ภาคกลางและพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นภูมิภาคที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงกับทุกภาค ภายในประเทศ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร และเป็นที่ตั้งของหน่วยงาน ราชการระดับกระทรวง หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยชั้นน้าทุกระดับ สถาบันการรักษาพยาบาลที่ดีที่สุด รวมทั้งสถาบันธุรกิจ และสถาบันการเงินชั้นน้าของประเทศ ขณะเดียวกันภาคกลางตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำขนาดใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์เป็น “อู่ข้าว อู่น้ำ” ของ ประเทศ และเป็นพื้นที่ในแนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Southern Economic Corridor) ที่เชื่อมโยงเมียนมา-ไทยกัมพูชา-เวียดนาม ซึ่งเป็นเส้นทางลัดโลจิสติกส์ (Land bridge) เชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียนกับโลกตะวันตกและโลกตะวันออกดังนั้น การพัฒนาภาคกลางสู่ ความ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” จำเป็นต้องรักษาความมีชื่อเสียงของกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองชั้นน้า ระดับโลกตลอดไป ควบคู่ไปกับการใช้ศักยภาพพื้นฐานด้านความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำและ ความพร้อมของสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยในการยกระดับภาคการเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม ที่ใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง รวมทั้งการพัฒนาเส้นทางลัดโลจิ สติกส์เชื่อมโยงทวาย (เมียนมา) กับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อให้ภาคลางเป็น พื้นที่ยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงเส้นทางการค้าการขนส่งระหว่างทะเลตะวันตกและทะเลตะวันออก ในระยะยาว เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ - ภาคกลางมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงกับทุกภาค ภายในประเทศ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของกรุงเทพมหานคร สถาบันการศึกษาและวิจัยชั้นนำทุกระดับ สถาบันการรักษาพยาบาลที่ดีที่สุด นอกจากนี้ภาคกลางยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง สภาพพื้นที่ และระบบชลประทานที่อุดมสมบูรณ์ เป็นฐานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ และเป็น พื้นที่แนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Southern Economic Corridor) ที่ เชื่อมโยงเมียนมา-ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม ซึ่งเป็นเส้นทางลัดโลจิสติกส์ (Land bridge) เชื่อมโยง
๑๓๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ภูมิภาคอาเซียนกับโลกตะวันตกและโลกตะวันออก ภาคกลางจึงมีเป้าหมายที่จะ“พัฒนากรุงเทพฯ สู่ มหานครทันสมัยและภาคกลางเป็นฐานการผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง” ๓.๔.๔ วัตถุประสงค์ภาคภาคกลาง กรุงเทพและภาคตะวันตก ๑) เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของกรุงเทพมหานคร ให้เป็นเมืองที่มีความทันสมัย และเป็นเมืองน่า อยู่น่าเที่ยวในล้าดับต้น ๆ ของโลกตลอดไป ๒) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้อยู่ดีมีสุขทั้งสุขภาพกาย จิตใจ มีความมั่นคง ด้านอาชีพและรายได้ และมีสภาพแวดล้อมที่ดี ๓) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและยกระดับการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว อย่างต่อเนื่อง ๔) เพื่อฟื้นฟูและรักษาฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมาย อยู่ที่ ๑) อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภาค กลางขยายตัวเพิ่มขึ้น และ ๒) สัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini Coefficient) ในการกระจาย รายได้ของภาคกลางลดลง ๓.๔.๕ ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคภาคกลาง กรุงเทพและภาคตะวันตก ยุทธศาสตร์ที่ ๑ พัฒนากรุงเทพฯ เป็นมหานครทันสมัยระดับโลกควบคู่กับการพัฒนา คุณภาพชีวิตและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเมือง ยุทธศาสตร์ที่ ๒ พัฒนาคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติและสร้าง ความเชื่อมโยงเพื่อกระจายการท่องเที่ยวทั่วทั้งภาค ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมโดยใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ยุทธศาสตร์ที่ ๔ บริหารจัดการน้ำและทรัพยากรธรรมชาติเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมภัยแล้ง และคงความสมดุลของระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ยุทธศาสตร์ที่ ๕ เปิดประตูการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว เชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจ พิเศษทวาย-ภาคกลาง-ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ยุทธศาสตร์ที่ ๖ พัฒนาความเชื่อมโยงเศรษฐกิจและสังคมกับทุกภาคเพื่อเสริมสร้าง เสถียรภาพและลดความเหลื่อมล้ำภายในประเทศ
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๓๑ Fundamentals of Social Development ๓.๕ ภาคตะวันออก๗๒ วิถีชีวิตคนไทยมิใช่จะเหมือนกันทั้งประเทศ ด้วยสาเหตุที่แต่ละภูมิภาคมีสภาพแวดล้อมทาง ภูมิศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการเคลื่อนย้ายของประชากร กลุ่มเผ่าพันธุ์ อันเป็นผลมา จากปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ตลอดเวลา จึงทำให้สังคมในแต่ละภูมิภาคแตกต่างกันออก ไป เพื่อความเข้าใจลักษณะของสังคมไทยในภาพรวม จึงขอนำเสนอภาพรวมภาคตะวันออก ปัญหา และประเด็นท้าทายในการพัฒนาภาคตะวันออก แนวคิดและทิศทางการพัฒนาสังคมชนบทภาค ตะวันออกวัตถุประสงค์การพัฒนาสังคมชนบทภาคตะวันออก และยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมชนบท ภาคตะวันออก ๓.๕.๑ สภาพทั่วไปของภาคตะวันออก ๑. ที่ตั้งภาคตะวันออก ขนาดพื้นที่ ภาคตะวันออก ประกอบด้วย ๘ จังหวัด ได้แก่ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี และ สระแก้วมีอาณาเขต ทิศเหนือ ติดกับ จังหวัดสระบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ ทิศใต้ ติดกับอ่าวไทย ทิศตะวันออก ติดกับ กัมพูชา ทิศตะวันตก ติดกับ กรุงเทพฯ ปทุมธานีสมุทรปราการ อ่าวไทย ๒. พื้นที่และลักษณะภูมิประเทศภาคตะวันออก มีพื้นที่รวม ๒๒.๘๑ ล้านไร่ หรือร้อยละ ๗.๑ ของประเทศ ภูมิประเทศเป็นพื้นที่ภูเขาสูงและป่าไม้ โดยตอนกลางเป็นที่ราบสลับภูเขา ตอนล่าง เป็นที่ราบลุ่มน้ำและที่ราบชายฝั่งทะเล ๓. ภูมิอากาศภาคตะวันออก ลักษณะภูมิอากาศของภาคตะวันออกคล้ายคลึงกับภาคใต้ คือ-ทางตอนบนของภาคจากปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยองฉะเชิงเทราจะมีลักษณะอากาศแบบสะ วันนา (Aw) ส่วนทางตอนล่าง คือจันทบุรีและตราด จะมีลักษณะอากาศแบบร้อนชื้นแบบมรสุม (Am) คือ มีฝนตกชุก อากาศร้อนชื้น จังหวัดที่มีปริมาณฝนมากที่สุดคือ ตราด และจังหวัดที่มีฝนตกน้อย ที่สุดคือ ชลบุรี ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย ประมาณ ๑,๕๑๘.๖ มิลลิเมตรต่อปี ๔. การใช้ประโยชน์จากที่ดินภาคตะวันออก ปี ๒๕๖๐ ภาคตะวันออก มีพื้นที่ทำ การเกษตรทั้งหมด ๑๒.๘๘ ล้านไร่คิดเป็นร้อยละ ๕๖.๕ ของพื้นที่ทั้งหมด โดยเป็นพื้นที่ไม้ยืนต้นและ ไม้ผล ๕.๒๐ ล้านไร่ พืชไร่ ๓.๒๒ ล้านไร่และทำนาข้าว ๒.๗๘ ล้านไร่ และพื้นที่นอกการเกษตร ๔.๘๐ ล้านไร่ ๕. ทรัพยากรธรรมชาติภาคตะวันออก ๕.๑ สภาพดินภาคตะวันออก ส่วนใหญ่เป็นดินปนทราย ระบายน้ำได้ดี ไม่อุดมสมบูรณ์ บริเวณที่มีน้ำทะเลท่วมถึงจะเป็นดินโคลนหรือดินเหนียว ส่วนบริเวณที่สูงเป็นดินที่เกิดจากการ ๗๒ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแผนพัฒนาภาค-ตะวันออก พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๕ (ฉบับ ทบทวน). สำนักนายกรัฐมนตรี(๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๓) น. ๑-๒๑.
๑๓๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สลายตัวของหินบะซอลต์ หินปูนเหมาะแก่การปลูกพืชสวน เช่น เงาะ ทุเรียน มังคุด เป็นต้น ส่วน บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำมีดินอัลลูเวียนที่เหมาะใช้ทำนา ๕.๒ สภาพแหล่งน้ำภาคตะวันออก มีลุ่มน้ำที่สำคัญ คือ ลุ่มน้ำปราจีนบุรี ลุ่มน้ำบางประ กง ลุ่มน้ำโตนเลสาบ และลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก มีแม่น้ำสายสำคัญ ได้แก่ แม่น้ำระยอง แม่น้ำ จันทบุรี แม่น้ำประแสร์แม่น้ำตราด และแม่น้ำบางปะกง ๕.๓ สภาพป่าไม้ภาคตะวันออก ส่วนใหญ่เป็นป่าดงดิบ ป่าดิบเขา ป่าสนเขา ป่าชายเลน และป่าเบญจพรรณ ในปี ๒๕๖๑ มีพื้นที่ป่าไม้ ๕.๑๓ ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ ๒๒.๔ ของพื้นที่ภาค ซึ่ง ต่ำกว่าค่ามาตรฐานความสมดุลของระบบนิเวศที่กำหนดให้มีพื้นที่ป่าไม้ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๔๐ ของ พื้นที่ทั้งหมด หรือร้อยละ ๕ ของพื้นที่ป่าทั้งประเทศ โดยจังหวัดที่มีพื้นที่ป่ามากที่สุด คือ จันทบุรี สระแก้ว และปราจีนบุรีตามลำดับ สำหรับป่าชายเลนภาคตะวันออก (ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา) ปี ๒๕๕๗ ภาคตะวันออกมีพื้นที่ป่าชายเลนทั้งหมดประมาณ ๑๖๔,๖๔๙.๗๑ ไร่ คิดเป็น ร้อยละ ๑๐.๗ ของพื้นที่ป่าชายเลนทั้งประเทศ ซึ่งจังหวัดที่มีพื้นที่ป่าชายเลนมากที่สุด คือ จังหวัด จันทบุรี น้อยที่สุด คือ จังหวัดชลบุรี ๓.๕.๒ ปัญหาและประเด็นท้าทายในการพัฒนาภาคตะวันออก ๑) ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเมืองอุตสาหกรรม เช่น มลพิษทางอากาศ ขยะ น้ำเสียฯลฯ ๒) ปัญหาปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ ๓) ภาวะขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรและทักษะแรงงานภาคอุตสาหกรรมอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ไม่สอดรับกับการพัฒนาของภาค ๔) ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอต่อการขยายตัวของเมืองที่เกิดขึ้น ๕) การผลิตด้านเกษตรและอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่ยังขาดการนำนวัตกรรมมาสร้าง มูลค่าเพิ่ม และยังใช้แรงงานเข้มข้น และ ๖) การท่องเที่ยวกระจุกตัวในบางจังหวัด แหล่งท่องเที่ยวรอบนอกไม่เป็นที่รู้จักและขาด ความพร้อมจึงไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้พักค้างในพื้นที่ ๓.๕.๓ แนวคิดและทิศทางการพัฒนาภาคตะวันออก ภาคตะวันออกมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ เนื่องจากเป็นพื้นที่ ฐานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมหลัก (Industrial Heartland) และเป็นที่ตั้งของท่าเรือน้ำลึกและท่าอากาศ ยานนานาชาติเชื่อมโยงกับเศรษกิจโลก นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่ในแนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ของอนุ ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Southern Economic Corridor และ Southern Coastal Economic Corridor ) ที่เชื่อมโยงเมียนมาไทย-กัมพูชา-เวียดนาม ซึ่งเป็นเส้นทางลัดโลจิสติกส์ (Land bridge) เชื่อมโยง ภูมิภาคอาเซียนกับโลกตะวันตกและโลกตะวันออก นอกจากนี้ ภาคตะวันออกยังเป็นแหล่งผลิตอาหาร สำคัญของประเทศ ได้แก่ สุกร กุ้ง ไก่ ข้าว และผลไม้ รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับนานาชาติ
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๓๓ Fundamentals of Social Development เนื่องจากมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ดังนั้น การพัฒนาภาคตะวันออกระยะต่อไป จะต้อง พัฒนาต่อยอดฐานเศรษฐกิจที่มีอยู่ของพื้นที่เขต พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC/ The Eastern Economic Corridor) โดยใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์และการค้าบริการ ควบคู่ ไปกับการใช้ศักยภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำและความพร้อมของสถาบันการศึกษาวิจัย ยกระดับสินค้าการเกษตรและบริการให้มีมูลค่าสูง เพื่อให้ภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการ ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้หลุดพ้นกับดัก “ประเทศรายได้ปานกลาง” เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ - เป้าหมายการพัฒนาภาคตะวันออกจะมุ่งพัฒนาเป็นฐานเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียน โดยรักษา ฐานเศรษฐกิจเดิมที่มีอยู่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถใน การแข่งขันและสนับสนุนให้ประเทศเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ โดยเน้นการพัฒนาพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ พื้นที่ฐานการผลิตและบริการ เมืองศูนย์กลางความเจริญในภูมิภาค และพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน ๓.๕.๔ วัตถุประสงค์ภาคตะวันออก ๑) เพื่อกระจายความเจริญและโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคอย่างทั่วถึงมากขึ้น ๒) เพื่อ พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ให้สนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาในพื้นที่ อย่างยั่งยืน ๓) เพื่อพัฒนาเมืองศูนย์กลางของจังหวัดเป็นเมืองน่าอยู่สำหรับคนทุกกลุ่มในสังคม โดยมี ความปลอดภัย การจัดการสิ่งแวดล้อมเมืองมีมาตรฐาน บริการสาธารณะมีคุณภาพ และมีระบบขนส่ง สาธารณะในเขตเมืองอย่างทั่วถึง และ ๔) เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสร้างความ สมดุลของระบบนิเวศ เป้าหมาย- .๑) อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกขยายตัว เพิ่มขึ้น และ ๒) สัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini Coefficient) ในการกระจายรายได้ของภาค ตะวันออกลดลง ๓.๕.๕ ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคะวันออก ยุทธศาสตร์ที่ ๑ พัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มี ความทันสมัยที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ยุทธศาสตร์ที่ ๒ พัฒนาภาคตะวันออกให้เป็นแหล่งผลิตอาหารที่มีคุณภาพและได้ มาตรฐานสากล ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ปรับปรุงมาตรฐานสินค้าและธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยวตัวชี้วัดและ ค่าเปูาหมาย ยุทธศาสตร์ที่ ๔ พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนให้เป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับ ประเทศเพื่อนบ้านให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ยุทธศาสตร์ที่ ๕ แก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและจัดระบบการบริหารจัดการ มลพิษ ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
๑๓๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๓.๖ ภาคใต้๗๓ วิถีชีวิตคนไทยมิใช่จะเหมือนกันทั้งประเทศ ด้วยสาเหตุที่แต่ละภูมิภาคมีสภาพแวดล้อมทาง ภูมิศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการเคลื่อนย้ายของประชากร กลุ่มเผ่าพันธุ์ อันเป็นผลมา จากปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ตลอดเวลา จึงทำให้สังคมในแต่ละภูมิภาคแตกต่างกันออกไป เพื่อความเข้าใจลักษณะของสังคมไทยในภาพรวม จึงขอนำเสนอภาพรวมภาคใต้ ปัญหาและประเด็น ท้าทายในการพัฒนาภาคใต้ แนวคิดและทิศทางการพัฒนาสังคมชนบทภาคใต้ วัตถุประสงค์การ พัฒนาสังคมชนบทภาคใต้ และยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมชนบทภาคใต้ ๓.๖.๑ สภาพทั่วไปในภาคใต้ ๑. ที่ตั้งภาคใต้ ภาคใต้ตั้งอยู่บนคาบสมุทรมลายู ขนาบด้วยทะเลอ่าวไทยทางฝั่ง ตะวันออกมีความยาวชายฝั่งทะเล ๘๗๗ กิโลเมตร และทะเลอันดามันทางฝั่งตะวันตกความยาว ชายฝั่ง ๑,๐๙๓ กิโลเมตร ประกอบด้วย ๑๑ จังหวัดคือ จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ระนอง พังงาภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ตอนบนมีพรมแดนติดกับประเทศเมียนมาเป็น ระยะทางสั้น ๆ และตอนล่างของภาคมีพรมแดนติดกับประเทศมาเลเซียเป็นระยะทางประมาณ ๑๘๐ กิโลเมตร ๒. พื้นที่และลักษณะภูมิประเทศภาคใต้ภาคใต้มีพื้นที่รวม ๓๗.๓๖ ล้านไร่ สภาพภูมิ ประเทศมี ๒ ลักษณะ คือ ด้านตะวันตกมีแนวเทือกเขาตะนาวศรี และเทือกเขาภูเก็ต ซึ่งเป็นต้น กำเนิดแม่น้ำสายต่าง ๆ อาทิ แม่น้ำกระบุรี และแม่น้ำตาปีส่วนพื้นที่ตอนกลางของภาคมีเทือกเขา นครศรีธรรมราชทอดเป็นแนวเหนือ-ใต้สำหรับด้านตะวันออกมีลักษณะเป็นพื้นที่ราบขนาดใหญ่เหมาะ สำหรับการเพาะปลูกพืชที่สำคัญของภาค รวมทั้งมีพื้นที่ชุมน้ำ ที่สำคัญได้แก่ ทะเลน้อยและทะเลสาบ สงขลา ตลอดจนมีพื้นที่เกาะกระจายอยู่ในทะเลทั้งสองฝั่งซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของภาค เช่น เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะสิมิลันเกาะสุรินทร์ เกาะพีพี และเกาะหลีเป๊ะ เป็นต้น ๓. ภูมิอากาศภาคใต้ สภาพภูมิอากาศของภาคใต้เป็นแบบมรสุมเขตร้อนและมีฝนตกชุก เนื่องจากอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ และลม มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีฤดูกาลเพียง ๒ ฤดู อุณหภูมิเฉลี่ย ๓๒ องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย ประมาณ ๒,๖๓๔ มิลลิเมตรต่อปีสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ (๑,๓๕๖ มิลลิเมตร/ปี) เหมาะสำหรับ การปลูกพืชเขตร้อน และมีน้ำเพียงพอกับการท้าเกษตร ๗๓ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. แผนพัฒนาภาค พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๖๕ (ฉบับทบทวน): แผนพัฒนาภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคกลางและพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ภาคตะวันออก, ภาคใต้ และ ชายแดนใต้. สำนักนายกรัฐมนตรี. (๑๓ พฤษภา๕ม ๒๕๖๓) น. ๑-๒๗
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๓๕ Fundamentals of Social Development ๔. การใช้ประโยชน์ที่ดินภาคใต้จากพื้นที่ทั้งหมด ๓๗.๓๖ ล้านไร่ มีการจำแนกการใช้ ประโยชน์พื้นที่แบ่งเป็น พื้นที่ป่าไม้ ๙.๓๕ ล้านไร่ หรือร้อยละ ๒๕.๐ ของพื้นที่ภาค พื้นที่ป่าชายเลน ๑.๒๘ ล้านไร่ พื้นที่ถือครองเพื่อการเกษตร ๑๘.๓๐ ล้านไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ปลูกยางพาราและ ปาล์มน้ำมัน ประมาณ ๑๖.๒๒ล้านไร่ หรือ ร้อยละ ๘๘.๗ ของพื้นที่การเกษตร รองลงมาเป็นพื้นที่ ปลูกไม้ผล และพื้นที่นา คิดเป็นร้อยละ ๓.๙ และ ๓.๗ ของพื้นที่การเกษตรตามลำดับ ๕. ทรัพยากรธรรมชาติภาคใต้ ๕.๑ สภาพดินภาคใต้ภาคใต้มีดินที่มีปัญหาทางการเกษตร จ้านวน ๑๘.๔๑ ล้านไร่ หรือ ร้อยละ ๔๙.๓ของพื้นที่ภาค ซึ่งในจ้านวนนี้เป็นพื้นที่ลาดเชิงซ้อน ๑๒.๑๓ ล้านไร่ รวมทั้งพื้นที่ดินเค็ม ๑.๔๖ ล้านไร่ดินทราย ๑.๐๑ ล้านไร่ ดินเปรี้ยวจัด ๐.๗๒ ล้านไร่และอื่น ๆ อีก ๓.๘๑ ล้านไร่ ส่วน ใหญ่เป็นพื้นที่บริเวณชายทะเลและพื้นที่ป่าพรุ ๕.๒ สภาพแหล่งน้ำภาคใต้มีลุ่มน้ำที่สำคัญ คือ ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออก ลุ่มน้ำภาคใต้ ฝั่งตะวันตก ลุ่มน้ำตาปี และลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์พอใช้ถึงดี มีปริมาณน้ำท่า ๖๑,๘๑๖ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีกักเก็บน้ำได้ ๔,๗๗๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือร้อยละ ๗.๗ ของ ปริมาณน้ำท่ารายปี ๕.๓ สภาพป่าไม้ภาคใต้ในปี ๒๕๖๑ มีพื้นที่ป่าไม้ ๙.๕๐ ล้านไร่ ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็น ป่าดิบชื้นและมีพื้นที่ป่าชายเลน ๑.๒๘ ล้านไร่ บริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทย จำนวน ๐.๑๘ ล้านไร่ และ ชายฝั่งทะเลอันดามันจำนวน ๑.๑๐ ล้านไร่ ซึ่งพื้นที่ป่าชายเลนมีความสำคัญในการเป็นแนวกันคลื่น และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำบริเวณชายฝั่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ โดยทรัพยากรป่าไม้ ของภาค เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามเช่น ถ้ำ น้ำตก และแหล่งธรรมชาติประเภทภูเขา ป่าไม้ อุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯลฯ ซึ่งตั้งอยู่กระจายทั่วทั้งภาค ๓.๖.๒ ปัญหาและประเด็นท้าทายในการพัฒนาภาคใต้ ๑) นักท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวหมู่เกาะและชายหาดหลัก เกินขีด ความสามารถในการรองรับ (Carrying Capacity) เช่น ภูเก็ต กระบี่ เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า เกาะพีพี และเกาะหลีเป๊ะ เป็นต้น ๒) แหล่งท่องเที่ยวชายทะเลหลายแห่งยังไม่เป็นที่รู้จักของตลาดการท่องเที่ยวระดับโลก และยังขาดการพัฒนาเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวพื้นที่ตอนในของภาค รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน ๓) พืชเศรษฐกิจ (ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ผล) ผลิตแบบดั้งเดิม การแปรรูปเพื่อสร้าง มูลค่าเพิ่มน้อยแต่มีงานศึกษาวิจัยที่สามารถน้ามาขยายผลในเชิงพาณิชย์ ๔) จุดที่ตั้งของภาคมีความได้เปรียบ สามารถพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งเชื่อมโยง การค้าภายในและภายนอกภูมิภาค ๕) ทรัพยากรประมงเสื่อมโทรม ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและอุทกภัยรุนแรงขึ้น
๑๓๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๓.๖.๓ แนวคิดและทิศทางการพัฒนาภาคใต้ ภาคใต้มีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่มีชื่อเสียงระดับโลก และแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ สามารถสร้างรายได้ให้กับภาคทั้งพื้นที่ตอนในและชายฝั่งทะเลทั้งสองด้าน รวมทั้งมีระบบนิเวศชายฝั่ง ที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำตามธรรมชาติและเหมาะกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ในขณะที่การ ผลิตภาคเกษตรได้แก่ ยางพาราและปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นแหล่งผลิตและแปรรูปที่สำคัญของประเทศยัง เป็นแบบทั่วไป นอกจากนี้ภาคใต้มีความได้เปรียบด้านสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ใกล้เส้นทาง การค้าโลก สามารถเชื่อมโยงการพัฒนากับพื้นที่ภาคอื่น ๆ ของประเทศ รวมทั้งภูมิภาคเอเชียใต้และ เอเชียตะวันออกดังนั้น การพัฒนาภาคใต้ควรพัฒนาการท่องเที่ยวให้เป็นมาตรฐานสากลเพื่อรักษา ความมีชื่อเสียงของแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก พร้อมกับพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพให้เป็นที่ รู้จักในระดับนานาชาติใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตและแปรรูปภาคเกษตรควบคู่กับการ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งพัฒนาการเชื่อมโยงการค้า การลงทุน กับภูมิภาค ต่าง ๆ ของโลก เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์“ภาคใต้เป็นเมืองท่องเที่ยวพักผ่อนตากอากาศระดับโลก เป็นศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ยางพาราและปาล์มน้ำมันของประเทศ และเมืองเศรษฐกิจเชื่อมโยงการค้า การลงทุนกับภูมิภาคอื่นของโลก” ๓.๖.๔ วัตถุประสงค์การพัฒนาภาคใต้ ๑) เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวของภาคให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพชั้นนำของโลก ๒) เพื่อ พัฒนาอุตสาหกรรมการแปรรูปยางพาราและปาล์มน้ำมันแห่งใหม่ของภาคและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ๓) เพื่อพัฒนาสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรตลอดห่วงโซ่คุณค่าและเป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม ๔) เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนการท่องเที่ยว การพัฒนาเขตอุตสาหกรรม และ การเชื่อมโยงการค้าโลก ๕) เพื่อพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ที่ก่อให้เกิดการกระจายกิจกรรมทาง เศรษฐกิจและสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน เป้าหมาย – ๑) อัตราการเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจของภาคใต้ขยายตัวเพิ่มขึ้น และ ๒) สัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini Coefficient) ใน การกระจายรายได้ภาคใต้ลดลง ๓.๖.๕ ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ พัฒนาการท่องเที่ยวของภาคให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพชั้นนำของ โลก ยุทธศาสตร์ที่ ๒ พัฒนาอุตสาหกรรมการแปรรูปยางพาราและปาล์มน้ำมันแห่งใหม่ของ ประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ ๓ พัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรหลักของภาคและสร้างความเข้มแข็งสถาบัน เกษตรกร
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๓๗ Fundamentals of Social Development ยุทธศาสตร์ที่ ๔ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนการท่องเที่ยว การพัฒนา เขต อุตสาหกรรม และการเชื่อมโยงการค้าโลก ยุทธศาสตร์ที่ ๕ อนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม อย่างเป็นระบบ เพื่อเป็นฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน ยุทธศาสตร์ที่ ๖ พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืนตัวชี้วัดและค่าเป้าหมาย ๓.๗ ภาคใต้ชายแดน๗๔ วิถีชีวิตคนไทยมิใช่จะเหมือนกันทั้งประเทศ ด้วยสาเหตุที่แต่ละภูมิภาคมีสภาพแวดล้อมทาง ภูมิศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการเคลื่อนย้ายของประชากร กลุ่มเผ่าพันธุ์ อันเป็นผลมา จากปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ตลอดเวลา จึงทำให้สังคมในแต่ละภูมิภาคแตกต่างกันออก ไป เพื่อความเข้าใจลักษณะของสังคมไทยในภาพรวม จึงขอนำเสนอภาพรวมภาคใต้ชายแดน ปัญหา และประเด็นท้าทายในการพัฒนาภาคใต้ชายแดน แนวคิดและทิศทางการพัฒนาสังคมชนบทภาคใต้ ชายแดน วัตถุประสงค์การพัฒนาสังคมชนบทภาคใต้ชายแดน และยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมชนบท ภาคใต้ชายแดน ๓.๗.๑ สภาพทั่วไปภาคใต้ชายแดน ๑. ที่ตั้งภาคใต้ชายแดน ประกอบด้วย ๓ จังหวัดได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา และ นราธิวาส ตั้งอยู่ใต้สุดของประเทศและติดกับประเทศมาเลเซีย มีอาณาเขตติดต่อด้านใต้และด้าน ตะวันตกกับประเทศมาเลเซีย รวมระยะทางพรมแดนไทย–มาเลเซีย ๒๕๘ กิโลเมตร โดยมีเทือกเขา สันกาลาคีรีเป็นแนวกั้น ด้านเหนือและด้านตะวันออกติดทะเลอ่าวไทย ระยะทาง ๑๗๒.๓๑ กิโลเมตร ๒. พื้นที่และลักษณะภูมิประเทศภาคใต้ชายแดน มีพื้นที่รวม ๖.๘๔ ล้านไร่ลักษณะภูมิ ประเทศทางตอนกลางและตอนใต้ของภาคมีเทือกเขาสันกาลาคีรี (ยะลาและนราธิวาส) วางตัวในแนว ตะวันออก–ตะวันตก และเป็นพรมแดนกั้นระหว่างไทยและมาเลเซีย ด้านตะวันออกเป็นที่ราบลุ่ม แม่น้ำจดชายทะเลฝั่งอ่าวไทยในจังหวัดปัตตานีและจังหวัดนราธิวาส ๓. ภูมิอากาศภาคใต้ชายแดน ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร มีลักษณะอากาศร้อนชื้นแบบ มรสุม อุณหภูมิเฉลี่ย ๒๘ องศาเซลเซียส ได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงกลางเดือน พฤษภาคม -กลางเดือนตุลาคม ทำให้มีฝนตกมากบริเวณฝั่งตะวันตกของภาคและได้รับอิทธิพลจากลม มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมในช่วงกลางเดือนตุลาคม – กลางเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้มีฝนตก ๗๔ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. แผนพัฒนาภาค พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๖๕ (ฉบับทบทวน): แผนพัฒนาภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคกลางและพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ภาคตะวันออก, ภาคใต้ และ ชายแดนใต้. สำนักนายกรัฐมนตรี. (๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๓) น. ๑-๒๗
๑๓๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มากบริเวณฝั่งตะวันออกของภาค โดยมีจำนวนวันฝนตกเฉลี่ย ๑๔๘.๗ วันต่อปี และปริมาณน้ำฝน เฉลี่ย ๑,๗๘๑.๗ มิลลิเมตรต่อปี ๔ การใช้ประโยชน์ที่ดินภาคใต้ชายแดน ในปี ๒๕๖๐ มีพื้นที่ทั้งหมด ๖.๘ ล้านไร่ มีการ ใช้ประโยชน์ที่ดินจำแนกเป็นพื้นที่ป่าไม้ ๑.๗ ล้านไร่ หรือร้อยละ ๒๕.๐ ของพื้นที่ทั้งหมด พื้นที่ป่าชาย เลน ๐.๒๒ แสนไร่ หรือร้อยละ ๐.๓๓ พื้นที่การเกษตร ๓.๔ ล้านไร่ (ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล และที่นา) หรือร้อยละ ๕๐.๐ ของพื้นที่ทั้งหมด และพื้นที่ใช้ประโยชน์อื่น ๆ ๑.๖๖ ล้านไร่ หรือร้อยละ ๒๔.๕ ของพื้นที่ภาค ๕. ทรัพยากรธรรมชาติภาคใต้ชายแดน ๕.๑ ดินภาคใต้ชายแดน สภาพดินส่วนใหญ่เป็นที่ลาดเชิงซ้อน และปัญหาสภาพดินที่ สำคัญ ได้แก่ ดินทรายดินเปรี้ยวจัด และดินเค็ม กระจายอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลและป่าพรุ ในจังหวัดปัตตานีและจังหวัดนราธิวาส นอกจากนี้ยังมีปัญหาดินตื้น และที่ลาดชันส่วนใหญ่ในพื้นที่ จังหวัดยะลา ซึ่งปัญหาของทรัพยากรส่งผลต่อการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตร ๕.๒ สภาพแหล่งน้ำภาคใต้ชายแดน มีลุ่มน้ำขนาดใหญ่ ประกอบด้วย ลุ่มน้ำปัตตานีมี พื้นที่๔,๙๗๓ ตารางกิโลเมตรครอบคลุมพื้นที่จังหวัดยะลา และจังหวัดปัตตานี เป็นแหล่งต้นน้ำของ แม่น้ำปัตตานี ลุ่มน้ำบางนรา มีพื้นที่๑,๔๙๘ ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอยี่งอ อำเภอระแงะ อำเภอตากใบ จนถึงพรุโต๊ะแดงและจดอ่าวไทยที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ที่มีต้น น้ำจากป่าฮาลา-บาลาและเทือกเขาบูโด ได้รับการพัฒนาเป็นพื้นที่โครงการชลประทานตามแนว พระราชดำริ เพื่อให้มีน้ำใช้ทางการเกษตร ป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่ และป้องกันน้ำเปรี้ยวจากพรุโต๊ะ แดง รวมทั้งแก้ไขปัญหาอุทกภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ ลุ่มน้ำสายบุรีมีพื้นที่ ๔,๖๐๐ ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา มีแม่น้ำสายบุรีเป็นแม่น้ำสายหลัก ที่มีต้นน้ำจากเทือกเขาสันกาลาคีรีไหลลงทางทิศเหนือสู่ทะเลอ่าวไทย ปัจจุบันแม่น้ำสายบุรีมี ความสำคัญต่อการประกอบอาชีพประมงของผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณใกล้ ๆ ลำน้ำ เช่น การเลี้ยงปลา กะพงและปลาทับทิมในกระชัง ทั้งนี้โดยปกติทั้ง ๓ ลุ่มน้ำ จะมีปริมาณน้ำเพียงพอตลอดทั้งปี และมี พื้นที่ราบลุ่มบริเวณลุ่มน้ำที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก ๕.๓ สภาพป่าไม้ภาคใต้ชายแดน ๒๕๖๑ มีพื้นที่ป่าไม้ ๑.๗๓ ล้านไร่ ส่วนใหญ่มีลักษณะ เป็นป่าดิบชื้นขึ้นปกคลุมบริเวณเทือกเขา เช่น ป่าดิบชื้นในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลาบาลา จังหวัด ยะลาและนราธิวาสพื้นที่ป่าไม้มีแนวโน้มลดลงส่วนหนึ่งมาจากการบุกรุกพื้นที่เพื่อทำการเกษตร โดยเฉพาะการทำสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน และมีพื้นที่ป่าชายเลน ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและ อนุบาลสัตว์น้ำที่สำคัญโดยมีพื้นที่ป่าชายเลน ๐.๐๒ ล้านไร่ ซึ่งมีเฉพาะในพื้นที่จังหวัดปัตตานีและ นราธิวาส นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ป่าพรุที่ยังมีสภาพสมบูรณ์แหล่งเดียวในประเทศไทย คือ ป่าพรุโต๊ะแดง จังหวัดนราธิวาส
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๓๙ Fundamentals of Social Development ๓.๗.๒ ปัญหาและประเด็นท้าทายในการพัฒนาภาคใต้ชายแดน ๑) การขยายตัวทางเศรษฐกิจและรายได้ต่อหัวประชากรต่ำ โครงสร้างเศรษฐกิจ พึ่งพาภาคเกษตรซึ่งมีการผลิตแบบดั้งเดิม และส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย ซึ่งรายได้ครัวเรือนต่ำ ๒) อุตสาหกรรมของภาคยังเป็นการแปรรูปขั้นต้น และเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบเดิมเพื่อการ ส่งออกเช่น ยางแผ่น ยางแผ่นรมควัน และน้ำมันปาล์มดิบ ไม้ยางพารา สัตว์น้ำแช่เย็น แช่แข็ง เป็นต้น ๓) สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมกระทบต่อปริมาณทรัพยากรประมง จากการใช้เครื่องมือจับ สัตว์น้ำที่ไม่ถูกต้อง แหล่งขยายพันธุ์สัตว์น้ำถูกทำลาย การตื้นเขินของอ่าวปัตตานีและน้ำเสียจาก โรงงานอุตสาหกรรมและบ้านเรือนชุมชน ๔) ประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจในการดูแลอนามัยของแม่และเด็กอย่างถูกต้อง รวมทั้งระดับการศึกษาของแรงงานส่วนใหญ่ต่ำกว่าระดับประถมศึกษา ทำให้แม่และเด็กมีอัตราการ ตายสูง รวมทั้งบ้านเรือนประชาชนอยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกลทำให้ไม่สามารถเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ ของรัฐ ๕) ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่มีแนวโน้มลดลง แต่ผู้ประกอบการยังขาดความเชื่อมั่นใน การลงทุนและการท่องเที่ยวยังกระจุกตัวในบริเวณชายแดน จากความกังวลความไม่ปลอดภัยทำให้ พื้นที่บริเวณตอนในที่มีศักยภาพไม่สามารถใช้ประโยชน์ในการพัฒนาได้อย่างเต็มที่ ๖) ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นฐานการผลิตเสื่อมโทรม ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร ทางทะเลลดลง และการกัดเซาะชายฝั่งที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและรุนแรงมากขึ้น รวมทั้งการพัฒนา ทรัพยากรการท่องเที่ยวหลายแห่งขาดการพัฒนาให้มีมาตรฐาน และอยู่ในพื้นที่ห่างไกลการเข้าถึง พื้นที่ไม่สะดวกและปลอดภัย ๗) สนับสนุนการลงทุนอุตสาหกรรมเกษตรและธุรกิจบริการมูลค่าสูง ได้แก่ ธุรกิจบริการที่ สร้างมูลค่าเพิ่ม (ธุรกิจบริการทางการแพทย์ สถานบริบาลผู้ป่วย ธุรกิจนันทนาการ และบริการทาง การศึกษา) ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ/Special Economic Zone) เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจ ทั้งในและระหว่างภูมิภาค รวมทั้งการนำงานวิจัยของสถาบันการศึกษามาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เพื่อต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรในพื้นที่ ๘) พัฒนาเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ให้บรรลุเป้าหมายเพื่อให้มี ฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง และกระจายความมั่งคั่ง ให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งการขยายผลไปยังพื้นที่ ที่มีศักยภาพโดยรอบ ๓.๗.๓ แนวคิดและทิศทางการพัฒนาภาคใต้ชายแดน ภาคใต้ชายแดนพึ่งพิงภาคการเกษตร โดยมีพืชเศรษฐกิจหลัก ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และ ไม้ผล ซึ่งยังใช้รูปแบบการผลิตแบบดั้งเดิม และมีการแปรรูปขั้นต้นเพื่อการส่งออก ทำให้ได้รับ ผลกระทบจากความผันผวนของราคา นอกจากนี้ภาพลักษณ์ความไม่ปลอดภัยจากเหตุการณ์ความไม่
๑๔๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สงบ ส่งผลต่อภาวะการค้าและการลงทุน อย่างไรก็ดี ภาคใต้ชายแดนเป็นแหล่งทำการประมงที่สำคัญ ของประเทศ เนื่องจากมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์และมีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม รวมทั้งมีพื้นที่ อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป และเมืองชายแดนมีจุดที่ตั้งที่ได้เปรียบในการเชื่อมโยงการพัฒนาระหว่าง พื้นที่ภาคใต้และมาเลเซียรวมทั้งสิงคโปร์ ประกอบกับปัจจุบันรัฐบาลอยู่ระหว่างดำเนินโครงการเมือง ต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตร อำเภอหนองจิก การ พัฒนาการค้าและการท่องเที่ยว อำเภอสุไหงโก-ลก และอำเภอเบตงเพื่อสร้างงาน และรายได้ให้กับ ประชาชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม และ เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์“เป็นแหล่งผลิตภาคเกษตรและ อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปที่สำคัญของประเทศ และเป็นเมืองชายแดนเชื่อมโยงการค้าและการ ท่องเที่ยวกับพื้นที่ภาคใต้และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ชุมชนมีความ เข้มแข็งอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม” ๓.๗.๔ วัตถุประสงค์การพัฒนาภาคใต้ชายแดน ๑) เพื่อพัฒนายกระดับการผลิตและการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรหลัก ของภาค ๒) เพื่อพัฒนาเมืองชายแดน (สุไหงโก-ลก และเบตง) ให้เป็นศูนย์กลางการค้า การท่องเที่ยว ของภาค และ ๓) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนด้านรายได้ การศึกษา และสาธารณสุข และ อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และเป้าหมาย – ๑) อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคใต้ชายแดน ขยายตัวเพิ่มขึ้น และ ๒) สัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini Coefficient) ในการกระจายรายได้ ภาคใต้ชายแดนลดลง ๓.๗.๕ ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ชายแดน ยุทธศาสตร์ที่ ๑ พัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรเพื่อสร้าง ความมั่นคงให้กับภาคการผลิต ยุทธศาสตร์ที่ ๒ พัฒนาเมืองสุไหงโก-ลก และเมืองเบตง ให้เป็นเมืองการค้าและเมือง ท่องเที่ยวชายแดน และพัฒนาเมืองยะลาให้เป็นเมืองน่าอยู่และศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ ชายแดน ยุทธศาสตร์ที่ ๓ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนตัวชี้วัดและค่าเป้าหมาย ๓.๘ สรุปโครงสร้างสังคมในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงชนบทของไทยก้าวทันใกล้ชิดกับเมืองมากขึ้นในด้านเศรษฐกิจ สังคม และ การเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง คำถามชวนท้าทายก็คือ มโนทัศน์ชนบทในสังคมไทยยังคงสามารถ ใช้ประโยชน์ในการทำความเข้าใจชนบทได้อยู่หรือไม่ บทความนี้ต้องการเสนอแนวทางการศึกษา ชนบทที่ต่างไปจากการศึกษาในเชิงโครงสร้าง บริบททางสังคม ปฏิสัมพันธ์ตลอดจนขบวนการ
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๔๑ Fundamentals of Social Development เคลื่อนไหวทางสังคมของชนบท โดยหันมาสนใจลักษณะชนบทที่ปรากฏบนเรือนร่าง หรือร่างกายซึ่ง ถูกประกอบสร้างขึ้นจากวาทกรรม เป็นร่างกายกึ่งชีวข่าวสาร (Bio-Media Body) ด้วยการวิเคราะห์ วาทกรรมเศรษฐกิจพอเพียง การมองชนบทและเมือง ผ่านร่างกายที่ถูกปฏิบัติการทางสุนทรียะของ ความพอเพียง ทำให้เห็นถึงชนบทที่ประทับฝังอยู่ในร่างกาย เป็นการแต่งแต้มงานศิลปะโดยชนชั้นสูง จัดสรรปันส่วนความงามบนเรือนร่างของกลุ่มคนในสังคม ชนบทที่เปลี่ยนไปจึงเป็นการเปลี่ยนเฉพาะ พื้นที่ทางกายภาพ ความเจริญของการพัฒนาเท่านั้น แต่ความงามที่ถูกแต่งแต้มในฐานะงานศิลปะบน เรือนร่างยังคงถูกจัดชั้นแบ่งประเภทเรือนร่างอย่างชัดเจน ทำให้เกิดภาพลักษณ์สังคมเมือง และ ภาพลักษณ์สังคมชนบทไทยที่พิเศษเป็นของตน มีทั้งข้อดีและข้อเสียตามลักษณะของตน และทาง รัฐบาลมีเป้าหมายของการพัฒนาในแต่ละภาค แบ่งออกเป็น ๓ มิติ คือ ๑) มิติทางสังคมศาสตร์ เกี่ยวข้องกับความสุข ครอบครัวและความสมดุลของสิ่งแวดล้อม ๒) มิติทางศาสนาอธิบายว่าการ พัฒนาจะต้องเป็นไปเพื่อสุขภาพชีวิตที่ดีและ ๓) มิติทางเศรษฐศาสตร์แบ่งออกเป็นระดับจุลภาคและ ระดับมหภาค แต่ละภูมิภาคมีสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการ เคลื่อนย้ายของประชากร กลุ่มเผ่าพันธุ์ อันเป็นผลมาจากปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ตลอดเวลา จึงทำให้สังคมในแต่ละภูมิภาคแตกต่างกันออกไป เพื่อความเข้าใจลักษณะของสังคมไทย ในภาพรวม จึงมีการนำเสนอภาพรวมแต่ละภาค ปัญหาและประเด็นท้าทาย แนวคิดและทิศทางการ พัฒนา วัตถุประสงค์การพัฒนา และยุทธศาสตร์การพัฒนา ภาคเหนือ สภาพทั่วไปของชนบทภาคเหนือ มีที่ตั้งชนบทภาคเหนือ ภาคเหนือ ประกอบด้วย ๑๗ จังหวัด พื้นที่และลักษณะภูมิประเทศภาคเหนือ มีพื้นที่รวม ๑๐๖.๐๓ ล้านไร่คิดเป็นร้อยละ ๓๓ ของ พื้นที่ประเทศ ภูมิอากาศภาคเหนือ มีอากาศร้อนชื้นสลับร้อนแห้งแล้ง แบ่งเป็น ๓ ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดู ฝน และ ฤดูหนาว การใช้ประโยชน์ที่ดิน ในปี ๒๕๖๐ พื้นที่ใช้ประโยชน์อื่น ๆ ๑๗.๑๕ ล้านไร่ หรือ ร้อยละ ๑๖.๑๘ ของพื้นที่ภาค ทรัพยากรธรรมชาติในภาคเหนือ เหมาะสมสำหรับการทำนา และปลูก พืชไร่ มีลุ่มน้ำขนาดใหญ่ ๘ ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำวัง ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำสาละวิน ลุ่ม น้ำกก ลุ่มน้ำป่าสัก และลุ่มน้ำสะแกกรัง ภาคเหนือมีพื้นที่ป่าไม้มากที่สุดของประเทศถึง ร้อยละ ๕๕.๒ ปัญหาและประเด็นท้าทายในการพัฒนาภาคเหนือ พื้นที่ท่องเที่ยวค่อนข้างกระจุกตัว ยังไม่สามารถ นำอัตลักษณ์ของมาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างคุ้มค่า ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้กับภาค ระบบขนส่งสาธารณะและสนามบินไม่สมบูรณ์ สินค้าเกษตรยังเป็นขั้นปฐมภูมิและแปรรูปขั้นต้น ประชาชนส่วนใหญ่ยังยากจน และด้อยโอกาสในการเข้าถึงบริการภาครัฐ ประชากรสูงอายุมีสัดส่วนสูง ที่สุดในประเทศ ขณะที่ขาดแคลนแรงงานทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ และพื้นที่ป่าต้นน้ำบางส่วนมี สภาพเสื่อมโทรม มีปัญหาบุกรุกและใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าผิดประเภทและยังคงเผชิญปัญหามลพิษ หมอกควันรุนแรง ใน แนวคิดและทิศทางการพัฒนาสังคมชนบทภาคเหนือ เพื่อเอาชนะความท้า
๑๔๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ทาย และ เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์: พัฒนาเป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่าสูง เชื่อมโยงเศรษฐกิจ กับประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง วัตถุประสงค์การพัฒนาสังคมชนบทภาคเหนือ เพื่อ เอาชนะความท้าทาย โดยมีเป้าหมาย สร้าง อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคเหนือ ขยายตัวเพิ่มขึ้น และ สัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini Coefficient) ในการกระจายรายได้ ภาคเหนือลดลง จึงมีการนำเสนอ ๕ ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมชนบทภาคเหนือ แผนพัฒนาสังคมชนบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาพทั่วไปในชนบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี ๒๐ จังหวัดตั้งอยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางของ อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยมีอาณาเขตติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ด้าน ตะวันออกและด้านเหนือ มีแม่น้ำโขงเป็นเส้นกั้นพรมแดน และด้านใต้ติดต่อราชอาณาจักรกัมพูชา โดยมีเทือกเขาพนมดงรักกั้นพรมแดน มีพื้นที่รวม ๑๐๕.๕๓ ล้านไร่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงมี ความลาดเอียงไปทางตะวันออก มีอากาศร้อนชื้นสลับกับแล้ง แบ่งเป็น ๓ ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และ ฤดูหนาว ช่วงเดือน พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์อากาศหนาวเย็น ได้รับอิทธิพลของลมมรสุม ตะวันออกเฉียงเหนือจากประเทศจีน จังหวัดที่มีอุณหภูมิต่ำสุด คือ จังหวัดเลย การใช้ประโยชน์ที่ดิน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถึง ๒๖.๐๒ ล้านไร่ หรือร้อยละ ๒๔.๗ ของพื้นที่ภาค ทรัพยากรธรรมชาติ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เกี่ยวกับ สภาพดินเป็นดินทรายไม่อุ้มน้ำทำให้ขาดแคลนน้ำ และขาด ธาตุอาหาร ใต้ดินมีเกลือหินทำให้ดินเค็ม จึงมีข้อจำกัดต่อการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร สภาพแหล่งน้ำ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลุ่มน้ำขนาดใหญ่ ๓ ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำโขง ลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูล ลำ น้ำหลักของภาค ได้แก่ แม่น้ำชี สภาพป่าไม้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังต่ำกว่าค่าเป้าหมายใน การรักษาสมดุลของระบบนิเวศที่จะต้องมีพื้นที่ป่าไม้ร้อยละ ๔๐ ของพื้นที่ ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นป่า เบญจพรรณ ในปัญหาและประเด็นท้าทายในการพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ ปัญหาภัย แล้งซ้ำซาก ไม่สามารถหลุดพ้นความยากจนได้ ปัญหาโภชนาการในแม่และเด็กส่งผลให้เด็กในวัยเรียน มีความสามารถทางเชาว์ปัญญาและความฉลาดทางอารมณ์ต่ำ เผชิญกับโรคมะเร็งตับและท่อน้ำดี อัน เนื่องมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารดิบ เศรษฐกิจมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างภาคและ ประเทศมากขึ้น ภาคการผลิตหลักด้านเกษตรยังเป็นแบบดั้งเดิมพึ่งพาธรรมชาติ อุตสาหกรรมส่วน ใหญ่เป็นอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรขั้นต้น และแหล่งสร้างงานน้อย สินค้าไม่สร้างมูลค่าเพิ่มและ รายได้ให้กับภาค และ ๙) ทรัพยากรการท่องเที่ยวหลากหลายขาดสิ่งอำนวยความสะดวก ในแนวคิดและทิศทางการพัฒนาในสังคมชนบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเอาชนะ ความท้าทาย โดยมีเป้าหมายเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์: พัฒนาอีสานสู่มิติใหม่ให้เป็น “ศูนย์กลาง เศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง”จึงมีการนำเสนอ ๖ ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมชนบท ภาคเหนือ ชาวอีสานยึดมั่นและปฏิบัติตามฮีตสิบสองครอง ๑๔ อย่างมั่นคง
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๔๓ Fundamentals of Social Development ภาคกลางกรุงเทพและภาคตะวันตก สภาพทั่วไปของภาคกลางกรุงเทพและภาคตะวันตก ภาคกลางประกอบด้วย ๑๗ จังหวัด มี พื้นที่รวม ๔๑.๑๕ ล้านไร่หรือร้อยละ ๑๒.๘ ของประเทศ ภูมิอากาศภาคกลางกรุงเทพและภาค ตะวันตก ภาคกลางมีภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าเมืองร้อน มีฝนตกปานกลางประมาณ ๑,๕๐๐ มิลลิเมตร ต่อปี การใช้ประโยชน์ที่ดินภาคกลางกรุงเทพและภาคตะวันตก ประมาณร้อยละ ๒๒.๔ ของพื้นที่ ภาค ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติภาคกลางกรุงเทพและภาคตะวันตก เช่นดินที่พบส่วนใหญ่ใน บริเวณที่ราบภาคกลางมีลักษณะเป็นดินลุ่มน้ำหรือดินตะกอนที่แม่น้ำเจ้าพระยา ป่าสัก และแม่กลอง ที่ราบดินดอนสามเหลี่ยมปากน้ำเหมาะที่จะใช้เพาะปลูกข้าวหรือยกร่องปลูกมะพร้าวได้ ดินเหนียว องครักษ์เป็นดินเปรี้ยวบางแห่งไม่สมบูรณ์ได้แก่ ดินในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น ดินร่วน กำแพงแสน เป็นดินบริเวณขอบของที่ราบภาคกลางใช้ปลูกพืชไร่ดี และ ดินเหนียวท่าจีน พบในเขตที่ ติดต่อกับทะเล หากยกร่องให้สูงขึ้นสามารถปลูกมะพร้าวผัก หรือไม้ผลอื่น ๆ หรือใช้พื้นที่เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลาหรือทำนาเกลือ ภาคกลางมีลุ่มน้ำที่สำคัญ ๗ ลุ่มน้ำ ป่าไม้ปีของภาคกลางกรุงเทพและภาค ตะวันตก คิดเป็นร้อยละ ๔๗.๔ ของพื้นที่หรือร้อยละ ๑๓.๖ ของพื้นที่ป่าทั้งประเทศ ในปัญหาและ ประเด็นท้าทายในการพัฒนาภาคภาคกลาง กรุงเทพและภาคตะวันตก ได้แก่ ปัญหาจราจร ขยะ น้ำเสีย น้ำท่วม มลพิษทางอากาศฯลฯ ปัญหาการดูแลผู้สูงอายุ ทักษะกําลังแรงงานอยู่ในเกณฑ์ต่ำ พื้นที่เกษตรที่อุดมสมบูรณ์ลดลงจากการขยายตัวของเมืองและอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยัง ขาดการนํานวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม การท่องเที่ยวกระจุกตัวในกรุงเทพมหานคร และบางจังหวัด แห และ ขาดการนําผลงานวิจัยที่สามารถใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และบริการที่ชัดเจน แนวคิดและทิศทางการพัฒนาภาคภาคกลาง กรุงเทพและภาคตะวันตก สู่ ความ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” จ้าเป็นต้องรักษาความมีชื่อเสียงของกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองชั้นน้า ระดับโลกตลอดไป ควบคู่ไปกับการใช้ศักยภาพพื้นฐานด้านความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำ และ ความพร้อมของสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยในการยกระดับภาคการเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม ที่ใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง รวมทั้งการพัฒนาเส้นทางลัดโลจิ สติกส์เชื่อมโยงทวาย (เมียนมา) กับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อให้ภาคลางเป็น พื้นที่ยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงเส้นทางการค้าการขนส่งระหว่างทะเลตะวันตกและทะเลตะวันออก ในระยะยาวเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงเมียนมา-ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม ซึ่งเป็นเส้นทาง ลัดโลจิสติกส์(Land bridge) เชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียนกับโลกตะวันตกและโลกตะวันออก วัตถุประสงค์ภาคภาคกลาง กรุงเทพและภาคตะวันตก เพื่อรักษาภาพลักษณ์ความทันสมัย และน่า อยู่น่าเที่ยวในลำดับต้น ๆ ของโลกตลอดไปเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อเพิ่มมูลค่า ให้กับสินค้าและบริการด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว อย่างต่อเนื่อง และ เพื่อฟื้นฟู และรักษาฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต
๑๔๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมาย อยู่ที่ ๑) อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคกลางขยายตัว เพิ่มขึ้น และ ๒) สัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini Coefficient) ในการกระจายรายได้ของภาค กลาง ด้วย ๕. ยุทธศาสตร์ในการพัฒนา แผนพัฒนาสังคมชนบทภาคตะวันออก สภาพทั่วไปของภาคตะวันออกมี ขนาดพื้นที่ ภาคตะวันออก ประกอบด้วย ๘ จังหวัด มี พื้นที่รวม ๒๒.๘๑ ล้านไร่ หรือร้อยละ ๗.๑ ของประเทศ ภูมิประเทศเป็นพื้นที่ภูเขาสูงและป่าไม้ มี ลักษณะภูมิอากาศของภาคตะวันออกคล้ายคลึงกับภาคใต้ โดยมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย ประมาณ ๑,๕๑๘.๖ มิลลิเมตรต่อปี การใช้ประโยชน์จากที่ดิน ปี ๒๕๖๐ ภาคตะวันออก มีพื้นที่ทำการเกษตรป รพมาณ ร้อยละ ๕๖.๕ ของพื้นที่ทั้งหมด โดยเป็นพื้นที่ไม้ยืนต้นและไม้ผล พืชไร่ ทำนาข้าว ทรัพยากรธรรมชาติภาคตะวันออกเป็นดินปนทราย ระบายน้ำได้ดี ไเหมาะแก่การปลูกพืชสวน เช่น เงาะ ทุเรียน มังคุด และทำนา สภาพแหล่งน้ำภาคตะวันออก มีลุ่มน้ำที่สำคัญ คือ ลุ่มน้ำปราจีนบุรี ลุ่ม น้ำบางประกง ลุ่มน้ำโตนเลสาบ และลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก มีแม่น้ำสายสำคัญ ได้แก่ แม่น้ำ ระยอง แม่น้ำจันทบุรี แม่น้ำประแสร์แม่น้ำตราด และแม่น้ำบางปะกง สภาพป่าไม้ภาคตะวันออก ส่วน ใหญ่เป็นป่าดงดิบ ป่าดิบเขา ป่าสนเขา ป่าชายเลน และป่าเบญจพรรณ คิดเป็นร้อยละ ๒๒.๔ ของ พื้นที่ภาค ซึ่งต่ำกว่าค่ามาตรฐานความสมดุลของระบบนิเวศที่กำหนดให้มีพื้นที่ป่าไม้ไม่น้อยกว่าร้อย ละ ๔๐ ปัญหาและประเด็นท้าทายในการพัฒนาภาคตะวันออก ได้แก่ ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษทางอากาศ ขยะ น้ำเสียฯลฯ ปัญหาปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ ภาวะขาดแคลน แรงงานภาคเกษตรและทักษะแรงงานภาคอุตสาหกรรม ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอต่อการ ขยายตัวของเมืองที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่ยังขาดการนำนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และยังใช้แรงงาน เข้มข้น และการท่องเที่ยวกระจุกตัวในบางจังหวัด แนวคิดและทิศทางการพัฒนาภาคตันออกพัฒนา ต่อยอดฐานเศรษฐกิจที่มีอยู่ของพื้นที่เขต พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC/ The Eastern Economic Corridor) โดยใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์และการค้าบริการ ควบคู่ ไปกับการใช้ศักยภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำและความพร้อมของสถาบันการศึกษาวิจัย โดย มีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ คือมุ่งพัฒนาเป็นฐานเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียน ส่วนวัตถุประสงค์ภาค ตะวันออก ได้แก่ ๑) เพื่อกระจายความเจริญและโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคอย่างทั่วถึงมากขึ้น ๒) เพื่อพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ให้สนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนา ในพื้นที่อย่างยั่งยืน ๓) เพื่อพัฒนาเมืองศูนย์กลางของจังหวัดเป็นเมืองน่าอยู่สำหรับคนทุกกลุ่มใน สังคม โดยมีความปลอดภัย การจัดการสิ่งแวดล้อมเมืองมีมาตรฐาน บริการสาธารณะมีคุณภาพ และมี ระบบขนส่งสาธารณะในเขตเมืองอย่างทั่วถึง และ ๔ เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และ สร้างความสมดุลของระบบนิเวศ เป้าหมาย- ๑) อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภาค
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๔๕ Fundamentals of Social Development ตะวันออกขยายตัวเพิ่มขึ้น และ ๒) สัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini Coefficient) ในการกระจาย รายได้ของภาคตะวันออกลดลง พร้อม ๕ยุทธศาสตร์การพัฒนา แผนพัฒนาสังคมชนบทภาคใต้ สภาพทั่วไปในภาคใต้ตั้งอยู่บนคาบสมุทรมลายู ขนาบด้วยทะเลอ่าวไทยทางฝั่งตะวันออกมี ความยาวชายฝั่งทะเล ๘๗๗ กิโลเมตร และทะเลอันดามันทางฝั่งตะวันตกความยาวชายฝั่ง ๑,๐๙๓ กิโลเมตร ประกอบด้วย ๑๑ จังหวัด. พื้นที่และลักษณะภูมิประเทศภาคใต้มี ๒ ลักษณะ คือ ด้าน ตะวันตกมีแนวเทือกเขาตะนาวศรี และเทือกเขาภูเก็ต ส่วนด้านตะวันออกมีลักษณะเป็นพื้นที่ราบ ขนาดใหญ่เหมาะสำหรับการเพาะปลูกพืชที่สำคัญของภาค รวมทั้งมีพื้นที่ชุมน้ำทะเลน้อยและ ทะเลสาบสงขลา ภูมิอากาศภาคใต้ มีฤดูกาลเพียง ๒ ฤดู ได้แก่ฤดูฝนเฉลี่ยประมาณ ๒,๖๓๔ มิลลิเมตรต่อปีและฤดูร้อน การใช้ประโยชน์ที่ดินภาคใต้โดยเป็นพื้นที่ป่าไม้ร้อยละ ๒๕.๐ ของพื้นที่ ภาค ป่าชายเลน ๑.๒๘ ล้านไร่ พื้นที่ถือครองเพื่อการเกษตร ๑๘.๓๐ ล้านไร่ ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ภาคใต้ มีดินที่มีปัญหาทางการเกษตร จ้านวน ๑๘.๔๑ ล้านไร่ หรือร้อยละ ๔๙.๓ของพื้นที่ภาค ซึ่งใน จ้านวนนี้เป็นพื้นที่ลาดเชิงซ้อน ๑๒.๑๓ ล้านไร่ รวมทั้งพื้นที่ดินเค็ม ๑.๔๖ ล้านไร่ดินทราย ๑.๐๑ ล้าน ไร่ ดินเปรี้ยวจัด ๐.๗๒ ล้านไร่และอื่น ๆ อีก ๓.๘๑ ล้านไร่ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่บริเวณชายทะเลและ พื้นที่ป่าพรุ ส่วนสภาพแหล่งน้ำภาคใต้กักเก็บน้ำได้ ๔,๗๗๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือร้อยละ ๗.๗ ของปริมาณน้ำท่ารายปี สภาพป่าไม้ภาคใต้มีลักษณะเป็นป่าดิบชื้นและมีพื้นที่ป่าชายเลน และ บริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทย และชายฝั่งทะเลอันดามันเหมาะเป็นแนวกันคลื่นเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์ น้ำบริเวณชายฝั่งและเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ปัญหาและประเด็นท้าทายในการพัฒนา ภาคใต้ได้แก่ นักท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวหมู่เกาะและชายหาดหลัก เกินขีด ความสามารถในการรองรับ แหล่งท่องเที่ยวชายทะเลหลายแห่งยังไม่เป็นที่รู้จักของตลาดการ ท่องเที่ยวระดับโลก และยังขาดการพัฒนาเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวพื้นที่ตอนในของภาค รวมถึงแหล่ง ท่องเที่ยวโดยชุมชน พืชเศรษฐกิจ (ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ผล) ผลิตแบบดั้งเดิม จุดที่ตั้งของ ภาคมี ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและอุทกภัยรุนแรงขึ้น แนวคิดและทิศทางการพัฒนาภาคใต้ การ พัฒนาภาคใต้ควรพัฒนาการท่องเที่ยวให้เป็นมาตรฐานสากลเพื่อรักษาความมีชื่อเสียงของแหล่ง ท่องเที่ยวระดับโลก พร้อมกับพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติใช้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตและแปรรูปภาคเกษตรควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งพัฒนาการเชื่อมโยงการค้า การลงทุน กับภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก เป้าหมาย เชิงยุทธศาสตร์เป็นเมืองเศรษฐกิจเชื่อมโยงการค้าการลงทุนกับภูมิภาคอื่นของโลก “วัตถุประสงค์ การพัฒนาภาคใต้” ๑) เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพชั้นนำของโลก ๒) เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการ แปรรูปยางพาราและปาล์มน้ำมันแห่งใหม่ของภาคและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ๓) เพื่อพัฒนาสินค้า
๑๔๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรตลอดห่วงโซ่คุณค่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ๔) เพื่อพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนการท่องเที่ยว การพัฒนาเขตอุตสาหกรรม และการเชื่อมโยงการค้าโลก ๕) เพื่อพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ที่ก่อให้เกิดการกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสร้างโอกาสในการ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน เป้าหมาย – ๑) อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคใต้ขยายตัว เพิ่มขึ้น และ ๒) สัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini Coefficient) ในการกระจายรายได้ภาคใต้ลดลง จึงมี ๖ ยุทธศาสตร์เพ่อพัฒนาภาคใต้ แผนพัฒนาสังคมชนบทภาคใต้ชายแดน สภาพทั่วไปภาคใต้ชายแดน ประกอบด้วย ๓ จังหวัดได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา และ นราธิวาส ตั้งอยู่ใต้สุดของประเทศและติดกับประเทศมาเลเซีย มีอาณาเขตติดต่อด้านใต้และด้าน ตะวันตกกับประเทศมาเลเซีย รวมระยะทางพรมแดนไทย–มาเลเซีย ๒๕๘ กิโลเมตร โดยมีเทือกเขา สันกาลาคีรีเป็นแนวกั้น ด้านเหนือและด้านตะวันออกติดทะเลอ่าวไทย ระยะทาง ๑๗๒.๓๑ กิโลเมตร ภูมิอากาศภาคใต้ชายแดน ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร มีลักษณะอากาศร้อนชื้นแบบมรสุม อุณหภูมิเฉลี่ย ๒๘ องศาเซลเซียส จึงทำให้มีฝนตกชุกมากต่อปี การใช้ประโยชน์ที่ดินภาคใต้ชายแดน สำหรับ การเกษตร เพื่อปลูก ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล และที่นา ส่วนทรัพยากรธรรมชาติภาคใต้ ชายแดน มีปัญหาสภาพดินที่สำคัญ ได้แก่ ดินทรายดินเปรี้ยวจัด และดินเค็มส่งผลต่อการใช้ประโยชน์ ที่ดินเพื่อการเกษตร และสภาพแหล่งน้ำภาคใต้ชายแดน มีความสำคัญต่อการประกอบอาชีพประมง ของผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณใกล้ ๆ ลำน้ำ เช่น การเลี้ยงปลากะพงและปลาทับทิมในกระชัง ทั้งนี้โดย ปกติทั้ง ๓ ลุ่มน้ำ จะมีปริมาณน้ำเพียงพอตลอดทั้งปี และมีพื้นที่ราบลุ่มบริเวณลุ่มน้ำที่เสี่ยงต่อการเกิด น้ำท่วมซ้ำซาก สภาพป่าไม้ภาคใต้ชายแดน ๒๕๖๑ มีลักษณะเป็นป่าดิบชื้นขึ้นปกคลุมบริเวณ เทือกเขา เช่น ป่าดิบชื้นในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลาบาลา จังหวัดยะลาและนราธิวาสพื้นที่ป่าไม้มี แนวโน้มลดลงส่วนหนึ่งมาจากการบุกรุกพื้นที่เพื่อทำการเกษตร โดยเฉพาะการทำสวนยางพาราและ ปาล์มน้ำมัน ปัญหาและประเด็นท้าทายในการพัฒนาภาคใต้ชายแดน ได้แก่รายได้ต่อหัวประชากร และครัวเรือนต่ำ ยังเป็นการแปรรูปขั้นต้น สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมกระทบต่อปริมาณทรัพยากรประมง ประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจในการดูแลอนามัยของแม่และเด็ก ผู้ประกอบการยังขาดความ เชื่อมั่นในการลงทุนและการท่องเที่ยวยังกระจุกตัวในบริเวณชายแดน ความอุดมสมบูรณ์ของ ทรัพยากรทางทะเลลดลง และการกัดเซาะชายฝั่งที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ยังใช้งานวิจัยของ สถาบันการศึกษามาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เพื่อต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรในพื้นที่ น้อย แนวคิดและทิศทางการพัฒนาภาคใต้ชายแดนให้เป็นเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” โดยมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ “เป็นแหล่งผลิตภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปที่ สำคัญของประเทศ และเป็นเมืองชายแดนเชื่อมโยงการค้าและการท่องเที่ยวกับพื้นที่ภาคใต้และการ พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ชุมชนมีความเข้มแข็งอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขภายใต้
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๔๗ Fundamentals of Social Development สังคมพหุวัฒนธรรม” โดยมีวัตถุประสงค์การพัฒนาภาคใต้ชายแดน เพื่อพัฒนายกระดับการผลิต และการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรหลักของภาค เพื่อพัฒนาเมืองชายแดน (สุไหง โก-ลก และเบตง) ให้เป็นศูนย์กลางการค้า การท่องเที่ยวของภาค และ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของ ประชาชนด้านรายได้ การศึกษา และสาธารณสุข และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข พร้อมเป้าหมาย – ๑) อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคใต้ชายแดนขยายตัวเพิ่มขึ้น และ ๒) สัมประสิทธิ์ความไม่ เสมอภาค (Gini Coefficient) ในการกระจายรายได้ภาคใต้ชายแดนลดลง ภายใต้ ๓ ยุทธศาสตร์การ พัฒนาภาคใต้ชายแดน
๑๔๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ทดสอบความรอบรู้ท้ายบท ๑. สังคมเมืองและสังคมชนบท มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง ยกตัวอย่างประกอบ ๒. การพัฒนาสังคมในภาคเหนือ ควรมีทิศทางอย่างไร อธิบายพอสังเขป ๓. การพัฒนาสังคมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ควรมีทิศทางอย่างไร อธิบายพอสังเขป ๔. การพัฒนาสังคมในภาคกลางกรุงเทพ ควรมีทิศทางอย่างไร อธิบายพอสังเขป ๕. การพัฒนาสังคมในภาคตะวันออก ควรมีทิศทางอย่างไร อธิบายพอสังเขป ๖. การพัฒนาสังคมในภาคใต้ควรมีทิศทางอย่างไร อธิบายพอสังเขป
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๔๙ Fundamentals of Social Development เอกสารอ้างอิงประจำบท ๑. ภาษาไทย ก. ข้อมูลปฐมภูมิ ข. ข้อมูลทุติยภูมิ กองบรรณาธิการ. “แนวโน้มความต้องการผู้บริโภคและโอกาสในการพัฒนาธุรกิจสร้างสรรค์ใน ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” Creative Economy Agency. Look Isan Now ลูกอีสาน วันนี้| ปีที่ ๑๑ ฉบับที่ ๖ (๓ มีนาคม ๒๕๖๓). กองบรรณาธิการ. “ประเทศไทยไม่ใช่แค่ ‘กรุงเทพฯ’ ๑๑ อินไซต์ตอกย้ำ ‘โอกาสทางธุรกิจ‘ ใน จังหวัดเมืองรอง” [ออนไลน์] แหล่งที่มา https://www.brandbuffet.in.th/2019/07/ neilsen-outlook-potential-of-second-tier-cities/. [๙ กรกฎาคม ๒๕๖๒]. กองบรรณาธิการ. “อีสานมุมใหม่ คำบอกเล่าจากนักเศรษฐศาสตร์ ม.ขอนแก่น” [ออนไลน์] แหล่งที่มา www. voicetv.co.th. [๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒]. นิภาพันธ์ พูนเสถียรทรัพย์. CFP® นักวางแผนการเงิน “ไม่อยากตกกระแส ต้องลงทุนใน Mega Trend” [ออนไลน์] แหล่งที่มา https://www.scb.co.th/th/personal-banking/stories/ investment-mega-trend-invest ment.html. [๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๓]. สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. แผนพัฒนาภาคกลางและพื้นที่กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๕ (ฉบับทบทวน). สำนักนายกรัฐมนตรี (๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๓) น. ๑-๒๑. สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. แผนพัฒนาภาค-ตะวันออก พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๕ (ฉบับ ทบทวน). สำนักนายกรัฐมนตรี(๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๓) น. ๑-๒๑. สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. แผนพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๕ (ฉบับทบทวน). สำนักนายกรัฐมนตรี (๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๓) น. ๑-๒๒. สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. แผนพัฒนาภาคเหนือ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๕ (ฉบับ ทบทวน). สำนักนายกรัฐมนตรี (๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๓) น. ๑-๒๑. สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. แผนพัฒนาภาค พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๖๕ (ฉบับทบทวน): แผนพัฒนาภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภาค ตะวันออก ภาคใต้และชายแดนใต้. สำนักนายกรัฐมนตรี. (๑๓ พฤษภา๕ม ๒๕๖๓) น. ๑- ๒๗. สามชาย ศรีสันต์, รศ.ดร. ประธานหลักสูตรบัณฑิตอาสาสมัคร. มองชนบทและเมือง ผ่านความ ขัดแย้งทางการเมือง และร่างกายกึ่งชีวข่าวสารของพสกนิกร (Viewing Rural-Urban Blurring through Political Conflict and the Bio-media Body of the Thai
๑๕๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย People). วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์, มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์, วารสารพัฒน ศาสตร์ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๒ (กรกฎาคม – ธันวาคม ๒๕๖๒) น.๑๖-๖๑. สายน้ำผึ้ง รัตนงาม, ดร. เอกสารประกอบการสอน: พื้นฐานสำหรับการพัฒนาสังคม บทที่ ๓. (หลักสูตรพุทธศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาสังคม วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญา ศรี ทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดไร่ขิง พระอารามหลวง, ปีการศึกษา ๒๕๖๓ ) น. ๘๔-๘๕. สายน้ำผึ้ง รัตนงาม, ดร. เอกสารประกอบการสอน: พื้นฐานสำหรับการพัฒนาสังคม บทที่ ๓. (หลักสูตรพุทธศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาสังคม วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญา ศรี ทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดไร่ขิง พระอารามหลวง, ปีการศึกษา ๒๕๖๓ ) น. ๙๒-๙๓. ๒. ภาษาอังกฤษ a) Primary Sources b) Secondary Sources AKGUN, Ali Ekber. et al., “Tales of Cities: City Branding Through Storytelling. Journal of Global Strategic Management 1(10), June 2016/ November 2020, pp.31-31. DOI: 10.20460/JGSM.20161022384. Department of Economic and Social Affairs Population Division. “World Urbanization Prospects: The 2018 Revision” United Nations [online] source: www. population.un.org. [accessed on 3 November 2020].
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๕๑ Fundamentals of Social Development แผนการสอน ประจำบทที่ ๔ การพัฒนาสังคมทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ขอบข่ายการเรียนรู้บทที่ ๔ ๑. การพัฒนาสังคมทางด้านเศรษฐกิจทั่วไป ๒. การพัฒนาสังคมทางด้านเศรษฐกิจมหภาค ๓. การพัฒนาสังคมทางด้านเศรษฐกิจจุลภาค ๔. การพัฒนาสังคมทางด้านการเมือง ๕. การพัฒนาสังคมทางด้านวัฒนธรรม ๖. สรุปการพัฒนาสังคมทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม จุดประสงค์การเรียนรู้ ๑. เพื่อให้นิสิตทราบและเข้าใจการพัฒนาสังคมทางด้านเศรษฐกิจทั่วไป ๒. เพื่อให้นิสิตทราบและเข้าใจการพัฒนาสังคมทางด้านเศรษฐกิจมหภาค ๓. เพื่อให้นิสิตทราบและเข้าใจการพัฒนาสังคมทางด้านเศรษฐกิจจุลภาค ๔. เพื่อให้นิสิตทราบและเข้าใจการพัฒนาสังคมทางด้านการเมือง ๕. เพื่อให้นิสิตทราบและเข้าใจการพัฒนาสังคมทางด้านวัฒนธรรม ๖. เพื่อให้นิสิตทราบและเข้าใจมุมมองพระพุทธศาสนากับการพัฒนาสังคมทางด้าน เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม วิธีสอนและกิจกรรม ๑. บรรยายประกอบเอกสารประกอบการสอน ๒. วิธีสอนแบบอภิปรายเนื้อหา / ซักถาม / และทำแบบฝึกหัดในชั้นเรียน ๓. มอบหมายงานศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง หรือ กำหนดประเด็นร่วมวิเคราะห์ ๔. รายงานผลการศึกษางานมอบหมายหน้าชั้นเรียน และแลกเปลี่ยนกับสมาชิกในชั้นเรียน ๕. มอบหมายใบงานสรุปเนื้อหาที่เรียนการสอนแต่ละครั้ง ๖. อภิปรายหรือทำแบบฝึกหัดท้ายบท แล้วนำผลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ที่ เหมาะสมต่อไป สื่อการเรียนการสอน ๑. เอกสารประกอบการสอน และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ๒. สื่อ Power Point สื่อวีดิทัศน์ สื่อเรียนรู้ออนไลน์ หรือ สื่อเรียนรู้ต่าง ๆ ๓. ใบงานความรู้หรือ แบบประเมินผลก่อนและหลังเรียน หรือคำถามประจำบทที่ ๔
๑๕๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย บทที่ ๔ การพัฒนาสังคมทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ๔.๑ การพัฒนาสังคมทางด้านเศรษฐกิจทั่วไป การพัฒนาเศรษฐกิจทั่วไป เป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญแนวทางหนึ่งที่สามารถสร้างความ เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้กับสังคมและท้องถิ่น รวมถึงเป็นมาตรการเพื่อสร้างความ เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับจุลภาค เพื่อสนับสนุนมาตรการทางเศรษฐกิจในระดับมหภาคของ รัฐบาล การพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนที่มีความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านจึงจะมีประโยชน์ อย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาระหว่างประเทศร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมท้องถิ่นมีปัจจัยหลายประการ เช่น ทรัพยากร ธรรรมชาติ แรงงาน เงินลงทุนเพื่อการพัฒนา องค์ประกอบของอุตสาหกรรมในท้องถิ่น ผู้ประกอบการ เทคโนโลยี การคมนาคม การสื่อสาร ตลาด เป้าหมาย และศักยภาพขององค์กรและหน่วยงานในท้องถิ่น ดังนั้นจำต้องพิจารณาในมิติของความ ร่วมมือระหว่างประเทศควบคู่ไปด้วย รวมทั้งต้องอาศัยศักยภาพของพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้านเป็น ปัจจัยร่วมในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้วยเช่นกัน ๔.๑.๑ นโยบายสำหรับภูมิภาคโดยสังเขป การจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้เป็นนโยบายหนึ่งของ ภูมิภาคในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ของทั้งสองด้านทางตอนใต้ของภูมิภาค คือ พื้นที่ตั้งแต่เมียนมา ไปจนถึงเวียดนาม ซึ่งเป็นการเปิดพื้นที่เชื่อมต่อทางทะเลทั้งสองด้าน คือ จากมหาสมุทรอินเดีย ไป จนถึงมหาสมุทรแปซิฟิก โดยใช้การเชื่อมต่อทางถนนภายในพื้นที่ส่วนที่เป็นภาคพื้นดิน ทำให้ประเทศ ที่อยู่ภายใต้ขอบเขตนี้ได้รับประโยชน์ร่วมของการเชื่อมโยงภายในภูมิภาคนี้ ได้แก่ เมียนมา ไทย กัมพูชา และเวียดนาม อย่างไรก็ตาม การทำให้เกิดกระบวนการที่ต้องมีปัจจัยต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ทางยุทธศาสตร์ และนโยบายของแต่ละประเทศ ดังนั้น ในทางปฏิบัติจึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของแต่ละ ประเทศในการที่จะพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านหรือระหว่างประเทศแบบทวิภาคี เพื่ทั้ง 4 ประเทศ เช่น การเจรจาเพื่อพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายที่เป็นความร่วมมือระหว่างไทยและ เมียนมา หรือการเจรจาเพื่อพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเกาะกงที่เป็นความร่วมมือระหว่างไทยและ กัมพูชา รัฐบาลอาจต้องตั้งเป้าให้ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในแต่ละพื้นที่ โดยต้องคำนึงถึงกลไกในการบริหารจัดการโดยเฉพาะด้านที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนา กำลังคนควบคู่กันไป ทั้งนี้ การกำหนดนโยบายและผู้ปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาคควรมีระยะเวลาให้ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยเป็นระยะเวลาที่มากกว่าปกติของรอบการย้ายเวียน ตำแหน่งข้าราชการไปยังพื้นที่อื่น และควรให้ผู้ที่มีความสามารถสูงมาทำงานในระดับพื้นที่ตาม
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๕๓ Fundamentals of Social Development วัตถุประสงค์เฉพาะ เพื่อให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง และ ภาครัฐควรมีการบูรณาการทำงานร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยมีการกำหนดขอบเขตของการทำงาน ร่วมกัน ทั้งมิติด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกำหนดรูปแบบการกระจายผลประโยชน์ที่เป็นที่ยอมรับ ของทุกฝ่าย ๔.๑.๒ นโยบายเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นต้นแบบ จากการศึกษาแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นสู่ความยั่งยืนเพื่อรองรับโอกาสและ ผลกระทบจากการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ เช่นกรณีกาญจนบุรี พบว่ามีประเด็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่น่าสนใจดังนี้ ประเด็นแรก เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์โอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ของจังหวัดที่อยู่บนพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ กรณีกาญจนบุรี จาก ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกาญจนบุรี ประกอบกับศักยภาพของเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เมียนมา ชี้ให้เห็น ถึงโอกาสทางเศรษฐกิจของพื้นที่กาญจนบุรีและประชาชนในพื้นที่ โดยจังหวัดสามารถดำเนินกิจกรรม ทางเศรษฐกิจทั้งในด้านการผลิต โดยเฉพาะการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การทำการเกษตร การค้าขาย และภาคบริการคือการให้บริการการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดประการสำคัญที่ เป็นปัจจัยขัดขวางการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของจังหวัด ประกอบด้วย ปัญหาการใช้พื้นที่ของ จังหวัดอย่างมีประสิทธิภาพ การไม่สามารถต่อห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปร รูปได้อย่างครบวงจร (ขาดตลาดกลางและการประชาสัมพันธ์) การไม่สามารถบริหารความเสี่ยงด้าน ราคาและปริมาณของผลผลิตทางการเกษตร ความล่าช้าของก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการขนส่ง ทางถนน การชะลอโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และระบบภาคบริการการท่องเที่ยวยังมี มูลค่าเพิ่มที่น้อยเมื่อเทียบกับศักยภาพของพื้นที่ ประเด็นที่สอง เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมโยงจากฝั่งตะวันตกสู่ฝั่งตะวันออก ฝั่ง เหนือ และฝั่งใต้ เช่น จากกาญจนบุรี กับเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เมียนมา การที่กาญจนบุรีจะพึ่งพา การเติบโตของเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ในการเป็นตลาดใหม่ของสินค้าและบริการในช่วงระยะสั้น (๑-๓ ปี) และระยะปานกลาง (๓-๘ ปี) โดยนับจากปี ๒๕๒๖ จึงอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากเงื่อนไข ที่มาเป็นข้อจำกัดขึ้นกับรัฐบาลของเมียนมาเป็นสำคัญ ซึ่งได้แก่ สิทธิในการก่อสร้างถนนจาก กาญจนบุรี (บ้านพุน้ำร้อน มายังเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย) และสิทธิในการบริหารจัดการ Land Leasing Agreement ใน Initial Phase ซึ่งภายหลังจากการได้รับสิทธิ บริษัทยังคงต้องใช้ระยะเวลา ในการก่อสร้าง การให้ผู้ลงทุนมาใช้พื้นที่ และการขยายพื้นที่นิคมอย่างครบวงจร ซึ่งต้องใช้เวลาอย่าง น้อย ๑๐ ปีขึ้นไป ทั้งนี้ ในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวอาจมีปัจจัยความเสี่ยงมาเกี่ยวข้องมากมาย โดยเฉพาะปัจจัยทางสังคมและการเมืองของทั้งสองประเทศ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของ อุตสาหกรรมสู่อุตสาหกรรม ๔.๐ ซึ่งพื้นที่และกำลังคนอาจไม่ได้มีการเตรียมการรองรับอย่างเพียงพอ
๑๕๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตลอดจนยังยึดโยงกับความสำเร็จของการสร้างท่าเรือน้ำลึกในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นโครงการที่มีการรอ ให้โครงการนิคมมีความต้องการและสามารถจ่าย Load ของการขนสินค้าให้กับท่าเรือได้อย่างคุ้มค่า โครงการท่าเรือน้ำลึกจึงสามารถจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้นแนวทางที่สำคัญคือการพัฒนาเป็นช่วงระยะของ เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และกาญจนบุรีจึงจะสามารถใช้ประโยชน์จากการเกิดขึ้นของเขตเศรษฐกิจ พิเศษทวายได้เป็นระยะ ๆ ประกอบด้วย ระยะสั้น การสร้างเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างบ้านพุน้ำร้อน (ด่านชายแดนถาวร) มายังเขต ทวาย โดยเป็นระยะทาง ๑๘๐ กิโลเมตร ซึ่งในปัจจุบันได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากสำนักงาน ความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) ในการศึกษาความเป็นไปได้และ เชิงวิศวกรรมของการสร้างถนนเชื่อมต่อ และรอรัฐบาลของเมียนมาในการคัดเลือกผู้ก่อสร้าง ซึ่งหาก สร้างถนนเส้นนี้ได้จะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้า คน ได้สะดวกมากขึ้น (ในปัจจุบัน เส้นทางมี ลักษณะเป็นทางลูกรังซึ่งไม่สามารถเดินทางได้สะดวกในช่วงหน้าฝน) การมีเส้นทางนี้ทำให้การใช้ เส้นทางจากแม่สอด-กาญจนบุรี ร่นระยะเวลาการเดินทางลง ระยะปานกลาง การจัดทำนิคมอุตสาหกรรมตาม Initial Phase โดยมีเงื่อนไขที่สำคัญ คือ การได้ Land Leasing Agreement จากรัฐบาลเมียนมา เพื่อนำไปจัดหาเงินทุนผ่านสถาบันการเงิน โดยใช้ Land Leasing Agreement เป็นหลักประกัน ระยะเวลาของการก่อสร้างจะใช้เวลาประมาณ ๘ ปี จึงจะทำให้เกิด Initial Phase ที่สมบูรณ์ และจาก Phase นี้จะทำให้เกิดการลงทุนในสถาน ประกอบการ โดยเป้าหมายของธุรกิจเป็นอุตสาหกรรมเบา อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร (อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร) ส่งผลให้เกิดปริมาณการค้าและกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากพอในการจูงใจ ให้เกิดการลงทุนในท่าเรือน้ำลึก และการขนส่งสินค้าทางทะเลที่นอกเหนือจากการใช้ท่าเรือขนาดเล็ก นอกจากนี้ ในระยะปานกลาง ควรมีการพัฒนาความสามารถของแรงงานในพื้นที่เพื่อรองรับกับสถาน ประกอบการที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะด้านอาชีวศึกษา ช่างเทคนิค รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ที่ เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของพื้นที่ ระยะยาว เมื่อมีหลักประกันว่าจะเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและปริมาณการค้าขายที่เพิ่ม มากขึ้น การทำท่าเรือน้ำลึกจึงสามารถดำเนินการได้ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการคมนาคมขนส่งทางทะเลและ สามารถเชื่อมต่อกับเมืองท่าที่เป็นแหล่งเศรษฐกิจของอินเดีย ซึ่งจะเป็นโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจของ ไทยเนื่องจากจะลดระยะเวลาการเดินทางผ่านช่องแคบมะละกา และสามารถเชื่อมต่อจากภาคเหนือ ของเมียนมาซึ่งมีพรมแดนติดกับจีนทางตอนใต้ให้สามารถมีช่องทางเชื่อมต่อทางทะเลที่ลดระยะเวลา การเดินทางได้ ๔.๑.๓ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ดังนั้น ภาคท้องถิ่นจำเป็นต้องมีการปรับตัวในหลายประการ ได้แก่ (๑) การสร้างข้อตกลง ร่วมกันเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ของพื้นที่เพื่อทำประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (๒) เร่งรัดโครงการ
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๕๕ Fundamentals of Social Development ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อให้เป็นปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาของจังหวัด ได้แก่ การสร้าง ถนน Motor way ที่เชื่อมต่อจังหวัดต่าง ๆ ปรับปรุงถนนหนทางให้รองรับการขนส่งผลผลิต เกษตร แปรรูป (๓) พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้มีมูลค่าเพิ่ม รองรับกลุ่มการ ท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง และการท่องเที่ยวในรูปแบบอื่น ๆ นอกเหนือจากการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ประวัติศาสตร์เท่านั้น และควรสร้างรูปแบบการท่องเที่ยวร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย (๔) พัฒนา พื้นที่ตลาดกลางเพื่อช่วยในการเป็นศูนย์กลางของการซื้อขายผลผลิตทางการเกษตร ผลผลิตเกษตร แปรรูป รวมถึงสินค้าจากสถานประกอบการในจังหวัด และจังหัดใกล้เคียง รวมถึงการมีศูนย์รวมข้อมูล เกี่ยวกับเศรษฐกิจภาคบริการที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะของ One Stop Service (๕) การมีเขตเศรษฐกิจ พิเศษท้องถิ่น เช่น กาญจนบุรีทำให้ทิศทางของการใช้พื้นที่ในอนาคตมีความชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ ตาม การกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจระหว่างผู้เข้ามาลงทุน และประชาชนที่อยู่ในพื้นต้องมีความ เป็นธรรม และคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ (๖) แม้ว่าในอนาคต การเกิดขึ้น ของเศรษฐกิจพิเศษจะเป็นความหวังและส่งผลกระทบต่อกาญจนบุรีในทิศทางที่เป็นบวก แต่จะยังไม่ เกิดขึ้นในช่วงระยะสั้น ดังนั้น จังหวัดใกล้เคียงควรจัดเตรียมการรองรับภายใต้เงื่อนไขว่า หาก เศรษฐกิจพิเศษทวายเกิดขึ้น จังหวัดต้องมีการรับมืออย่างไร เช่น การเกิดขึ้นของธุรกิจใหม่ ๆ การ ขนส่งวัสดุอุปกรณ์ การขนส่งสินค้า การเคลื่อนย้ายคน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับธุรกิจ หรือ การพัฒนาคนแบบ Train the Trainer ในการเป็นศูนย์กลางของการฝึกอบรมเพื่อการเตรียมคน ทั้งคนไทยและเมียนมา เพื่อเตรียมป้อนให้กับธุรกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และ (๗) การกำหนด เป้าหมายของการพัฒนาควรดำเนินการในลักษณะของการสร้างความมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และควรมีการจัดระบบประชาสัมพันธ์ในประชาชนในพื้นที่รับทราบ ให้เกิดความเข้าใจ และสามารถ นำไปใช้เพื่อการต่อยอดได้ ๔.๒ การพัฒนาสังคมทางด้านเศรษฐกิจมหภาค ๔.๒.๑ ความหมายและความครอบคลุมของเศรษฐกิจมหภาค เศรษฐศาสตร์มหภาค เป็นสาขาของเศรษฐศาสตร์แขนงหนึ่งที่ศึกษาเกี่ยวกับความสามารถ โครงสร้าง พฤติกรรม และการตัดสินใจในระบบเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งประกอบไปด้วยเศรษฐกิจ ระดับภูมิภาค ประเทศ และระดับโลก๗๕ นักเศรษฐศาสตร์มหภาค ศึกษาดัชนีรวม อาทิ จีดีพี(GDP/ Gross Domestic Products/ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) อัตราการว่างงาน (Unemployment ๗๕ O'Sullivan, Arthur; Sheffrin. Steven M. Economics: Principles in Action, Upper Saddle River, New Jersey 07458: Pearson Prentice Hall, (2003) . p. 57, ISBN 978-0-13-063085-8; Williamson, Steve. Notes on Macroeconomic Theory. Dept. of Economics, University of Iowa, Iowa City, IA 52242 (August 1999), pp.1-24.
๑๕๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย Rate) รายได้ประชาชาติ (Per Capita) ดัชนีราคา (Price Index) และความสัมพันธ์ระหว่างกันของ แต่ละภาคในระบบเศรษฐกิจเพื่อทำความเข้าใจถึงการทำงานของเศรษฐกิจ และยังพัฒนาแบบจำลอง ที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ อาทิ รายได้ประชาชาติ ผลผลิต การบริโภค การว่างงาน เงินเฟ้อ การออม การลงทุน การค้าระหว่างประเทศ และการเงินระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์มห ภาคครอบคลุมหลาย ๆ แนวคิดและหลาย ๆ ตัวแปร แต่ว่ามีอยู่สามประเด็นสำคัญสำหรับงานวิจัย ทางเศรษฐศาสตร์มหภาค และทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคมักเชื่อมโยงปรากฏการณ์ทางผลผลิต การ ว่างงาน และเงินเฟ้อ นอกเหนือไปจากทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ หัวข้อเหล่านี้ยังมีความสำคัญยิ่งต่อปัจจัย เศรษฐศาสตร์ทุกตัว ได้แก่คนงาน ผู้บริโภค และผู้ผลิต แผนภาพที่ ๕.๑ วงจรของเศรษฐศาสตร์มหภาค เศรษฐศาสตร์มหภาคครอบคลุมเศรษฐกิจทั้งหมด ซึ่งรวมไปถึงบทบาทและความสัมพันธ์ ระหว่างองค์กร รัฐบาล กับครัวเรือน และประเภทความแตกต่างของตลาด เช่น ตลาดการเงิน และ ตลาดแรงงาน แม้ว่าเศรษฐศาสตร์มหภาคจะเป็นศาสตร์ที่กว้าง แต่ก็ประกอบด้วยสองส่วนสำคัญ คือ การศึกษาสาเหตุและผลลัพธ์ของความผันผวนในระยะสั้นในรายได้ประชาชาติ (วัฏจักรธุรกิจ) และ การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตในระยะยาวของเศรษฐกิจ (การเพิ่มรายได้ประชาชาติ) รัฐบาลมักใช้แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์มหภาคและการพยากรณ์เพื่อช่วยให้เกิดการพัฒนาและการ ประเมินนโยบายเศรษฐกิจ
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๕๗ Fundamentals of Social Development ๔.๒.๒ แบบจำลองการเจริญเติบโต แบบจำลองการเจริญเติบโตแบบนีโอคลาสสิคของโรเบิร์ต โซโลว์ (Robert Solow, 2002)๗๖ กลายเป็นแบบจำลองมาตรฐานในการอธิบายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว แบบจำลอง เริ่มจากฟังก์ชันการผลิตที่รายได้ประชาชาติเป็นผลผลิตของปัจจัยนำเข้าสองอย่าง คือทุนและแรงงาน แบบจำลองโซโลว์สมมติว่าเมื่อใช้ทุนและแรงงานในอัตราที่คงที่โดยที่ไม่มีความผันผวนของอัตรา ว่างงาน และการใช้กำลังการผลิตที่มักจะพบได้ในวัฏจักรธุรกิจ ส่วนในการเพิ่มขึ้นในผลผลิต หรือการ เติบโตทางเศรษฐกิจ สามารถเกิดขึ้นได้เฉพาะหากเกิดการเพิ่มขึ้นของการสะสมทุน ประชากรที่มาก ขึ้น และการเปลี่ยนแปลงในเทคโนโลยีที่นำไปสู่ผลิตภาพที่มากขึ้น (ผลิตภาพของปัจจัยรวม) การ เพิ่มขึ้นในอัตราการออมส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นเพียงชั่วคราวเนื่องจากระบบเศรษฐกิจผลิตทุนมากขึ้น ซึ่ง นำไปสู่การเพิ่มผลผลิต แต่อย่างไรก็ดี นำไปสู่ที่ว่าค่าเสื่อมจะจำกัดการขยายตัวของทุน ทำให้การออม จะนำมาใช้เพื่อชดเชยทุนที่เสื่อมลงไป และเงินออมจะไม่พอที่จะจ่ายให้เกิดการขยายตัวของทุนอีก แบบจำลองโซโลว์แนะว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในรูปของผลผลิตต่อหน่วยขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าใน เทคโนโลยีที่ทำให้ผลิตภาพเพิ่มขึ้น ในทศวรรษ ๑๙๘๐ และ ๑๙๙๐ ทฤษฎีการเจริญเติบโตจากภายใน ได้พัฒนาขึ้นเพื่อท้าทายทฤษฎีการเติบโตแบบนีโอคลาสสิค ชุดแบบจำลองนี้อธิบายการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจผ่านปัจจัยอื่นอาทิ ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นจากการขยายการผลิต และการเรียนรู้จากการ ทำงาน ซึ่งถูกกำหนดมาจากภายในแทนที่จะใช้การพัฒนาเทคโนโลยีจากภายนอกเมื่อดังที่ใช้ในการ อธิบายการเติบโตในแบบจำลองโซโลว์ (Solow, 2002) ในการศึกษาทางเศรษฐกิจของภาครัฐ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเป็นกระบวนการที่ ความกินอยู่ดีทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประเทศ ภูมิภาค ชุมชนท้องถิ่นหรือบุคคลหนึ่ง พัฒนาขึ้นตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ คำนี้ใช้บ่อยในคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ และ ๒๑ แต่ มโนทัศน์ดังกล่าวมีอยู่ในประเทศตะวันตกนานกว่านั้น บางทีใช้คำว่า “ทำให้ทันสมัย” (Modernization) “ทำให้เป็นตะวันตก” (Westernization) และ “ทำให้เป็นอุตสาหกรรม” (industrialization) เมื่อกล่าวถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ คำว่าการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นการออกนโยบาย ที่มุ่งพัฒนาความกินอยู่ดีของประชาน ส่วนการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นปรากฏการณ์ของผลิตภาพ ของตลาดและการเพิ่มขึ้นของ GDP นักเศรษฐศาสตร์มุ่งเน้นแง่มุมการเติบโตและเศรษฐกิจในภาพรวม แต่นักวิจัยการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนสนใจการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจด้วย ๗๖ Solow, Robert (2002) . “Neoclassical growth model” cited in Snowdon, Brian; Vane, Howard (eds.) . An Encyclopedia of Macroeconomics. Northampton, Massachusetts: Edward Elgar Publishing. ISBN 1840643870.
๑๕๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๔.๒.๓ แนวคิดทฤษฎีเศรษฐกิจมหภาค ที่มาแนวคิดทฤษฎีเศรษฐกิจมหภาค เศรษฐศาสตร์มหภาคเป็นวิชาย่อยที่เคยแยกจากทฤษฎีวัฏจักรธุรกิจและทฤษฎีการเงินมห ภาค ทฤษฎีปริมาณเงินมีอิทธิพลอย่างมากในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ มันมีหลายรูปแบบ รวมทั้ง รูปแบบที่อิงจากงานของเออร์วิง ฟิชเชอร์ (Irving Fisher) ๗๗ [MV = PQ] ในมุมมองเบื้องต้นของ ทฤษฎีปริมาณเงินนี้ ความเร็วของเงิน (V) และปริมาณสินค้าที่ผลิตได้ (Q) คงที่ ดังนั้นการเพิ่มขึ้นใน ปริมาณเงิน (M) จะส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นในระดับราคา (P) ทฤษฎีปริมาณเงินเป็นหัวใจสำคัญ ของทฤษฎีทางเศรษฐกิจแบบคลาสสิคที่ได้รับการยอมรับในช่วงต้นศตวรรษที่ ๒๐. สำนักออสเตรีย (เวียนนา: The School of Vienna) งานของลุดวิก วอน ไมสส์(Ludwick von Mises)๗๘ ที่ชื่อ Theory of Money and Credit ตีพิมพ์ในปีค.ศ. 1912 เป็นหนึ่งในหนังสือสำคัญของสำนักออสเตรียที่ใช้แก้ปัญหาเศรษฐศาสตร์มห ภาค สำนักเคนส์และสาวก (The School of Keynes and Disciples) เศรษฐศาสตร์มหภาค ในสมัยใหม่ ริเริ่มจากงานพิมพ์ของจอห์น เมนาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) ๗๙ ที่ชื่อ General Theory of Employment, Interest and Money เมื่อเกิด ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ขึ้น เศรษฐกรคลาสสิคไม่สามารถหาเหตุผลได้ว่าทำไมสินค้าถึงขายไม่ ออกและการภาวะว่างงานขึ้นในคนงาน ในทฤษฎีแบบคลาสสิค ราคาและค่าจ้างจะลดจนกว่าตลาดจะ ตรวจผ่าน และสินค้าและแรงงานทุกชนิดจะขายออก เคนส์นำเสนอทฤษฎีใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ที่ อธิบายว่าทำไมตลาดจะไม่ตรวจผ่าน ซึ่งถูกพัฒนา (ในศตวรรษที่ ๒๐) สู่สำนักคิดทางเศรษฐศาสตร์มห ภาคที่เรียกว่าเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ หรือที่เรียกว่า เคนส์นิยมหรือทฤษฎีเคนส์ ในทฤษฎีแบบเคนส์ ทฤษฎีปริมาณเงินถูกทำลายลงเพราะว่าประชาชนและธุรกิจมักจะถึงเงิน สดไว้ในยามที่เศรษฐกิจกำลังยากลำบาก ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เขาเรียกว่าภาวะการชื่นชอบในสภาพ คล่อง เคนส์ยังอธิบายผลตัวทวีว่าจะเป็นตัวทวีการลดลงของการบริโภคหรือการลงทุนเพียงเล็กน้อยให้ เกิดการถดถอยทั่วทั้งเศรษฐกิจ เคนส์ยังให้ความเห็นว่าบทบาทของความไม่แน่นอนและสัญชาตญาณ สัตว์มีบทบาทในระบบเศรษฐกิจ ๗๗ Fisher, Irving. “The Debt-Deflation Theory of Great Depressions,” Econometrica, 1(4), (1933a) pp. 337–357 via FRASER. ๗๘ Mises, Ludwig Von. Theory of Money and Credit. Yale University Press. (1912) ๗๙ Keynes, John Maynard. The General Theory of Employment, Interest and Money. London: Macmillan (1936/ reprinted 2007).
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๕๙ Fundamentals of Social Development รุ่นต่อมาถัดจากเคนส์ได้รวมเศรษฐศาสตร์มหภาคใน ทฤษฎีทั่วไป กับเศรษฐศาสตร์จุลภาค แบบนีโอคลาสสิคเพื่อสร้างการสังเคราะห์นีโอคลาสสิค ก่อนทศวรรษ ๑๙๕๐ เศรษฐกรหลายคน ยอมรับในการสังเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์มหภาคนี้ เศรษฐกรอย่าง พอล แซมมวลสัน ฟรังโก โมดิจา นี่ เจมส์ โทบิน และโรเบิร์ต โซโลว์ พัฒนาแบบจำลองรูปนัยแบบเคนส์ขึ้นมาและสร้างทฤษฎีรูปนัย ของการบริโภค การลงทุน และอุปสงค์ต่อเงินที่แบบหัวใจหลักของกรอบความคิดแบบเคนส์ สำนักการเงินนิยม (The School of Monetarism) มิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman, 1953)๘๐ ได้ปรับปรุงทฤษฎีปริมาณเงินให้ควบรวม บทบาทของอุปสงค์เงินเข้าไปด้วย เขาอ้างว่าบทบาทของเงินในเศรษฐกิจเพียงพอที่จะอธิบายภาวะ เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ และคำอธิบายที่เกี่ยวข้องกับอุปสงค์มวลรวมไม่จำเป็นมากนัก ฟรีดแมนยัง อ้างว่านโยบายการเงินมีประสิทธิภาพมากกว่านโยบายการคลัง อย่างไรก็ดี ฟรีดแมนยังคงสงสัยถึง ความสามารถของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายการเงิน เขายังชื่นชอบ นโยบายที่ว่าด้วยการเติบโตของปริมาณเงินอย่างคงที่เป็นการทั่วไปแทนที่การแทรกแซงเป็นระยะ ๆ ฟรีดแมนยังท้าทายความสัมพันธ์ของเส้นโค้งฟิลลิปส์ระหว่างเงินเฟ้อและการว่างงาน ฟรีด แมนและเอ็ดมันด์ เฟลปส์ (ผู้ที่ไม่ใช่นักการเงินนิยม) เสนอเส้นโค้งฟิลลิปส์รูปแบบเพิ่มเติมที่นำความ เป็นไปได้ที่จะเกิดการได้อย่างเสียอย่างในระยะยาวอย่างมีเสถียรภาพระหว่างเงินเฟ้อและการว่างงาน ออกไป เมื่อช็อคน้ำมันในทศวรรษ ๑๙๗๐ สร้างการว่างงานที่มากและเงินเฟ้อที่สูง ฟรีดแมน และเฟลปส์ได้รับการสรรเสริญเป็นอย่างมาก สำนักการเงินนิยมมีอิทธิพลเป็นอย่างมากในช่วงต้น ทศวรรษที่ ๑๙๘๐ และเสื่อมความนิยมเมื่อธนาคารกลางพบว่ามันยากที่จะใช้เป้าหมายปริมาณเงิน แทนที่จะเป็นอัตราดอกเบี้ยอย่างที่นักการเงินนิยมให้คำแนะนำไว้ สำนักการเงินนิยมได้รับความนิยม ลดลงในเชิงการเมืองอีกครั้งเมื่อธนาคารกลางได้สร้างภาวะถดถอยขึ้นเพื่อลดภาวะเงินเฟ้อ สำนักคลาสสิคใหม่ (The School of Neo-classic) เศรษฐศาสตร์มหภาคคลาสสิคใหม่ยังคงท้าทายสำนักเคนส์ พัฒนาการหลัก ๆ ในแนวคิดแบบ คลาสสิคใหม่มาเมื่อ โรเบิร์ต ลูคัส (Robert Lucas, 1972) ๘๑ เริ่มคาดหมายที่มีเหตุผลต่อ เศรษฐศาสตร์มหภาค ก่อนหน้าลูคัส เศรษฐกรนิยมใช้การคาดหมายในอดีตเพื่อคาดการณ์อนาคต ภายใต้การคาดหมายที่มีเหตุผล จึงเห็นว่าตัวแทนมีความซับซ้อนมากขึ้น ผู้บริโภคไม่เพียงแต่สมมติ อัตราเงินเฟ้อ ๒% แค่เพียงเพราะว่าเป็นการหาค่าเฉลี่ยในช่วงปีที่ผ่านมา แต่มองไปยังนโยบายการเงิน ๘๐ Friedman, Milton. Essays in Positive Economics. London: University of Chicago Press. (1983) ISBN 978-0-226-26403-5. ๘๑ Lucas, Robert. “Expectations and the Neutrality of Money”. Journal of Economic Theory. 4 (2), (1972): pp. 103–24. CiteSeerX 10.1.1.592.6178. doi: 10.1016/0022-0531(72) 90142-1.
๑๖๐ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในปัจจุบันและสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจแล้วถึงนำมาสร้างการพยากรณ์ เมื่อเศรษฐกรคลาสสิคใหม่ นำการคาดหมายที่มีเหตุผลมาใส่ในแบบจำลอง แสดงว่านโยบายการเงินมีผลกระทบในวงจำกัด ลูคัสยังได้สร้างการวิพากษ์ที่เลื่องลือเกี่ยวกับแบบจำลองเชิงประจักษ์ของสำนักเคนส์ โดยอ้าง ว่าแบบจำลองพยากรณ์ที่อิงจากความสัมพันธ์เชิงประจักษ์มักจะสร้างการพยากรณ์แบบเดิมแม้ว่า ข้อมูลที่นำมาสร้างแบบจำลองนั้นจะเปลี่ยนแปลงไป เขาให้การสนับสนุนแบบจำลองที่ที่อิงจากทฤษฎี เศรษฐศาสตร์พื้นฐาน ซึ่งในหลักการควรจะมีความแม่นยำหากสภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป ภายหลังข้อวิพากษ์ของลูคัส เศรษฐกรคลาสสิคใหม่นำโดย เอดเวิร์ด ซี เพรสคอตต์ และ ฟินน์ อี คิด แลนด์ (Edward C. Prescott and Finn E. Kydland, 1990) ๘๒ สร้างแบบจำลองวัฏจักรธุรกิจจริง (อาร์บีซี) ของเศรษฐกิจมหภาค แบบจำลองอาร์บีซีถูกสร้างโดยผนวกสมการพื้นฐานจากเศรษฐศาสตร์จุลภาคนีโอคลาสสิค ในกรณีที่จะสร้างความผันผวนในเศรษฐกิจมหภาค แบบจำลองอาร์บีซีอธิบายภาวะถดถอยและการ ว่างงานโดยใช้การเปลี่ยนแปลงในเทคโนโลยีแทนที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงในตลาดสินค้าหรือเงิน ผู้ที่ วิจารณ์แบบจำลองอาร์บีซีอ้างว่า เงินมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด และแนวคิด เรื่องการถดถอยทางเทคโนโลยีสามารถอธิบายการถดถอยในระยะที่ผ่านมานี้เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่างไรก็ดี ช็อคในทางเทคโนโลยีเป็นเพียงสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดในบรรดาช็อคต่อระบบจำนวนมากที่ เป็นไปได้ที่สามารถนำมาสร้างแบบจำลอง ทั้ง ๆ ที่มีคำถามมากมายเกี่ยวกับทฤษฎีเบื้องหลัง แบบจำลองอาร์บีซี แต่มันก็ได้รับการยอมรับและมีอิทธิพลมากในระเบียบวิธีทางเศรษฐศาสตร์ การตอบโต้ของเคนส์ใหม่ ( The Reaction of Neo-Keynesian) เศรษฐกรสำนักเคนส์ใหม่ตอบโต้สำนักคลาสสิคใหม่โดยการพัฒนาการคาดการณ์อย่างมี เหตุผลและเน้นไปที่การพัฒนาแบบจำลองที่มีรากฐานมาจากจุลภาคที่ไม่ได้รับผลจากข้อวิพากษ์ ของลูคัส สแตนลีย์ ฟิชเชอร์ (Lucas Stanley Fisher) และ จอห์น บี เทย์เลอร์ (John B. Taylor) สร้างงานในระยะแรกโดยการแสดงให้เห็นว่านโยบายการเงินยังคงมีประสิทธิภาพแม้จะใช้ใน แบบจำลองที่มีการคาดการณ์อย่างมีเหตุผลเมื่อค่าจ้างแรงงานถูกสัญญากำกับไว้ไม่ให้เปลี่ยน เศรษฐ กรสำนักเคนส์ใหม่คนอื่น ได้แก่ โอลิวีเยร์ แบลนชาร์ด ฮูลิโอ โรเตมเบิร์ก เกร็ก แมนคิว เดวิด โรเมอร์ และไมเคิล วูดฟอร์ด ขยายงานชิ้นนี้และศึกษากรณีอื่น ๆ ที่ราคาและค่าจ้างขยับไม่ได้ที่นำไปสู่การที่ นโยบายการเงินและการคลังนำไปสู้ผลกระทบที่แท้จริง เช่นเดียวกับแบบจำลองคลาสสิค แบบจำลองคลาสสิคใหม่ตั้งสมมติฐานว่าราคาสามารถปรับ ได้โดยสมบูรณ์และนโยบายการเงินจะส่งผลให้ราคาเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แบบจำลองเคนส์ใหม่เสาะหา ที่มาของการที่ราคาและค่าจ้างมีความหนืดอันเนื่องมาจากการแข่งขันที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งทำให้นโยบาย ๘๒ Prescott, Edward C. and Kydland, Finn E. Business Cycles: Real Facts and a Monetary Myth. Federal Reserve Bank of Minneapolis, Quarterly Review. Vol. 14, No. 2 (spring 1990), p.3.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๖๑ Fundamentals of Social Development การเงินส่งผลกระทบต่อปริมาณแทนที่จะเป็นราคา ในช่วงท้ายทศวรรษที่ ๑๙๙๐ เศรษฐกรได้ข้อสรุป อย่างหยาบ ๆ โดยการนำความหนืดแข็งเกร็งตามตัวเงินของทฤษฎีเคนส์ใหม่ผนวกรวมกับการ คาดหมายที่มีเหตุผลและระเบียบวิธีอาร์บีซีในการสร้างแบบจำลองดุลยภาพทั่วไปเชิงพลวัตแบบสุ่ม (ดี เอสจีอี) การผนวกรวมของคุณสมบัติเหล่านี้จากสำนักคิดที่แตกต่างกันทำให้เกิดการสังเคราะห์นีโอ คลาสสิค แบบจำลองเหล่านี้ในปัจจุบันใช้ในธนาคารกลางหลายธนาคารและกลายเป็นส่วนสำคัญของ เศรษฐศาสตร์มหภาคร่วมสมัยเศรษฐศาสตร์เคนส์ใหม่ ซึ่งส่วนเนื่องพัฒนาอันเนื่องมากจากความ ต้องการที่จะตอบโต้แนวคิดเศรษฐศาสตร์คลาสสิคใหม่ ยังคงยืนหยัดที่จะใส่รากฐานทางเศรษฐศาสตร์ จุลภาคเข้าไปยังเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์เพื่อแสดงให้เห็นว่าตลาดไม่สมบูรณ์สามารถจัดการอุปสงค์ได้ อย่างไร สรุปได้ว่าเศรษฐศาสตร์มหภาค๘๓นั้นจะพิจารณาระบบเศรษฐกิจในภาพรวมเพื่ออธิบายอุป สงค์-อุปทานมวลรวมและความสัมพันธ์ในลักษณะ “บนลงล่าง” กล่าวคือ ใช้ทฤษฎีดุลยภาพทั่วไป อย่างง่ายในการอธิบาย ไม่ว่าจะเป็น รายได้ประชาชาติผลผลิตประชาชาติอัตราการว่างงาน ภาวะ เงินเฟ้อ ย่อยลงมาก็ได้แก่ การบริโภคโดยรวม การลงทุนและองค์ประกอบของการลงทุน นอกจากนี้ เศรษฐศาสตร์มหภาคยังทำการศึกษาผลกระทบของนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ในการจะ อธิบายหัวข้อดังกล่าวนั้น จำเป็นต้องจำลองภาพระบบเศรษฐกิจระดับมหภาคในรูปแบบที่สามารถทำ ความเข้าใจได้ง่าย โดยใช้แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์มหภาค ซึ่งบรรยายตัวระบบโดยคร่าว ๆ เพื่อ ประโยชน์ในการอภิปราย แบบจำลองดังกล่าวอาจมีรูปแบบแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น แผนภาพ สมการ การเปรียบเปรยในเชิงเทคนิค ตารางเลออนเทียฟ เป็นต้น นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ ๑๙๖๐ เป็น ต้นมา เศรษฐศาสตร์มหภาคได้เริ่มผนวกเอาแนวคิดแบบจำลองเศรษฐศาสตร์จุลภาคเข้ามาใช้ ทั้งใน แง่ของภาคการผลิต รวมเอาความมีเหตุมีผลของตัวประกอบในระบบเศรษฐกิจ การใช้ข้อมูล สารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และการแข่งขันแบบไม่สมบูรณ์ ซึ่งได้แก้ปมประเด็นที่เกี่ยวกับความ แตกต่างระหว่างเศรษฐศาสตร์ทั้งสองแขนง การวิเคราะห์ในด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคนอกจากนี้ยัง ๘๓ Blaug, Mark. “The Social Sciences: Economics, “The New Encyclopædia Britannica, v. 27, (2007), p. 345; Ng, Yew-Kwang. “Business Confidence and Depression Prevention: A Mesoeconomic Perspective, “ American Economic Review 82 (2), (1992), pp. 365–371; Howitt, Peter M. “Macroeconomics: Relations with Microeconomics,” edited by John Eatwell, Murray Milgate, Peter Newman. The New Palgrave: A Dictionary of Economics, (1987) pp. 273–76. London and New York: Macmillan and Stockton. ISBN 0-333-37235-2. ; Blaug, Mark (2007) . “The Social Sciences: Economics, “Macroeconomics, the New Encyclopædia Britannica, v. 27, (2007), p. 349; Blanchard, Olivier Jean. “Neoclassical synthesis”, The New Palgrave: A Dictionary of Economics, v. 3, (1987), pp. 634–36.
๑๖๒ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อระดับความเติบโตในระยะยาวของรายได้ประชาชาติ อันได้แก่ การสะสมทุน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และการขยายตัวของกำลังแรงงาน ๔.๓ การพัฒนาสังคมทางด้านเศรษฐกิจจุลภาค ๔.๓.๑ ความหมายเศรษฐกิจจุลภาค เศรษฐศาสตร์จุลภาค (อังกฤษ: Microeconomics) เป็นสาขาของเศรษฐศาสตร์ซึ่งศึกษาการ ตัดสินใจในระดับบุคคลหรือองค์กรธุรกิจ และความสัมพันธ์ของการตัดสินใจของแต่ละฝ่าย ๘๔ เศรษฐศาสตร์จุลภาคแตกต่างจากเศรษฐศาสตร์มหภาค ที่พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทาง เศรษฐกิจในระดับมวลรวม เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวม อัตราเงินเฟ้อ อัตราการว่างงาน เป็นต้น หัวข้อ ศึกษาหลักข้อหนึ่งของเศรษฐศาสตร์จุลภาคคือการศึกษากลไกการทำงานของตลาด ซึ่งกำหนดราคา ของสินค้าต่าง ๆ และจัดสรรสินค้าเหล่านั้นให้กับแต่ละฝ่าย แบบจำลองเศรษฐศาสตร์จุลภาค มีฐาน เริ่มต้นเป็นการตัดสินใจของแต่ละผู้บริโภคแต่ละคนที่ต้องการตัดสินใจเพื่อให้ได้รับอรรถประโยชน์ สูงสุด และองค์กรธุรกิจที่ต้องการกำไรสูงสุด แบบจำลองเศรษฐศาสตร์จุลภาค มักมีพื้นฐานเป็นปัญหา การหาค่าเหมาะที่สุดทางคณิตศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาคเพื่อ ศึกษาหัวข้อเฉพาะทางต่าง ๆ เช่น ตลาดแรงงาน สาธารณสุข การศึกษา เป็นต้น แผนภาพที่ ๕.๒ แผนภูมิเส้นอุปสงค์และอุปทาน ๘๔ Varian, Hal R. “Microeconomics”. New Palgrave dictionary of economics. London: Palgrave Macmillan. ( 1 9 8 7 ) doi:10.1057/978-1-349-95121-5_1212-1. ISBN 978-1-349-95121-5.; Tubaro, Paola (2015) . “Microeconomics, History of” in Wright, James D. (ed.) . International encyclopedia of the social & behavioral sciences (2 ed.) Oxford: Elsevier. (2015) pp. 331–337. ISBN 978-0-08-097087-5.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๖๓ Fundamentals of Social Development แผนภูมิเส้นแสดงอุปสงค์และอุปทานที่พบเห็นทั่วไป ให้แกนตั้งแสดงราคาและแกนนอน แสดงปริมาณสินค้า เส้นอุปสงค์ (สีแดง) มีลักษณะลาดลง ในขณะที่เส้นอุปทาน (สีน้ำเงิน) ชันขึ้น จุดตัดของเส้นอุปสงค์และเส้นอุปทาน เป็นจุดดุลยภาพของตลาด ที่ราคาดุลยภาพ P* และปริมาณ ดุลยภาพ Q* ๔.๓.๒ การจำแนกเศรษฐศาสตร์จุลภาคและมหภาค การจำแนกเนื้อหาวิชาเศรษฐศาสตร์ออกเป็นเศรษฐศาสตร์จุลภาคและเศรษฐศาสตร์มหภาค เกิดขึ้นในศตวรรษที่ ๒๐ ในปี ค.ศ. 1933 รากนาร์ ฟริสช์(Ragnar Frisch) เขียนบทความที่กล่าวถึง คำว่า “micro-dynamic” และ “macro-dynamic” ในความหมายที่ใกล้เคียงกับการจำแนกเนื้อหา เศรษฐศาสตร์จุลภาคและมหภาค แนวคิดการแบ่งจุลภาคและมหภาคนั้นได้รับความนิยมมากขึ้น หลังจากที่จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ตีพิมพ์ตำรา General Theory of Employment, Interest and Money ในปี ค.ศ. 1936 ซึ่งมีการแยกแนวคิดทางทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับผลผลิตและการจ้างงานแบบ มวลรวม ออกจากทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับตลาดหรือหน่วยธุรกิจย่อย ๆ ๘๕ จากคำอธิบายของฮาล วา เรียน งานเขียนชิ้นแรกที่ใช้คำว่า “Microeconomics” โดยตรงคือบทความของปีเตอร์ เดอ โวล์ฟ ซึ่ง ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1941๘๖ ความแตกต่างระหว่างเศรษฐศาสตร์จุลภาคกับเศรษฐศาสตร์มหภาค คือ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ จุลภาคให้ความสำคัญกับการอธิบายพฤติกรรมและความสำคัญระหว่างหน่วยเศรษฐกิจแต่ละหน่วย เช่น ผู้บริโภคแต่ละคน หรือองค์กรธุรกิจแต่ละแห่ง ในขณะที่เศรษฐศาสตร์มหภาคนั้นให้ความสำคัญ กับตัวแปรมวลรวมทางเศรษฐกิจ เช่น การบริโภคมวลรวม การลงทุน การจ้างงาน เป็นต้น อย่างไรก็ ตาม ความแตกต่างทางระเบียบวิธีทางทฤษฎีระหว่างเศรษฐศาสตร์สองแขนงนี้แคบลงในยุคหลัง จาก การที่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคเริ่มมีการใช้ “รากฐานแบบจุลภาค” ที่ใช้แบบจำลองพฤติกรรมของ หน่วยเศรษฐกิจแต่ละหน่วยเป็นฐานของแบบจำลองเศรษฐกิจระดับมหภาค๘๗ แนวทางรากฐานแบบ จุลภาคนี้มีฐานจากงานของรอเบิร์ต ลูคัส จูเนียร์ในช่วงทศวรรษ ๑๙๗๐๘๘ ๘๕ อ้างแล้ว ๘๖ Varian, Hal R. “Microeconomics”. New Palgrave dictionary of economics. London: Palgrave Macmillan. (1987) doi: 10.1057/978-1-349-95121-5_1212-1. ISBN 978-1-349-95121-5.; ๘๗ อ้างแล้ว ๘๘ Howitt, Peter. “Macroeconomics: Relations with microeconomics”. New Palgrave dictionary of economics. London: Palgrave Macmillan. (1987) doi:10.1057/978-1-349-95121-5_691- 1. ISBN 978-1-349-95121-5.; Janssen, Maarten C. W. “Microfoundations”. New Palgrave dictionary of economics. London: Palgrave Macmillan. ( 2008) , doi:10.1057/978-1-349-95121-5_2707-1. ISBN 978-1-349-95121-5.
๑๖๔ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๔.๓.๓ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาค (Theory of Microeconomics) ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาคเป็นการจำลองพฤติกรรมของบุคคลหรือองค์กรต่าง ๆ และศึกษา ความสัมพันธ์ของการตัดสินใจเหล่านั้น โดยแต่ละบุคคลเลือกทางเลือกที่ตัวเองต้องการมากที่สุดใน บรรดาทางเลือกที่เป็นไปได้ของตัวเอง แบบจำลองทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จึงมีลักษณะเป็นการหาค่า เหมาะที่สุดทางคณิตศาสตร์๘๙ (แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์จุลภาคอาจถือเอาว่าองค์กรธุรกิจแต่ละ หน่วยเปรียบเสมือนมีผู้ตัดสินใจหนึ่งคน๙๐ แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์จุลภาคจึงประกอบไปด้วย การระบุผู้ตัดสินใจ ทางเลือกที่ทำได้ และวัตถุประสงค์ของผู้ตัดสินใจ วัตถุประสงค์ของผู้ตัดสินใจนี้ มักจะเป็นการทำกำไรสูงสุด ในกรณีขององค์กรธุรกิจ หรืออรรถประโยชน์สูงสุด ในกรณีของปัจเจก บุคคล๙๑ ๔.๓.๔ อุปสงค์และอุปทานในตลาดแข่งขันสมบูรณ์(Demand and Supply of Incomplete Market) แบบจำลองว่าด้วยตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ตั้งข้อสมมติว่าผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าทราบราคาสินค้า ต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจ แล้วเลือกปริมาณการบริโภคหรือการผลิตของตนเองเพื่อให้ตัวเองได้ ประโยชน์สูงสุด โดยที่ผู้ซื้อหรือผู้ผลิตแต่ละรายไม่ได้พิจารณาว่าปริมาณการซื้อหรือขายของตัวเองมี ผลเปลี่ยนแปลงราคาตลาดได้ การตัดสินใจของผู้ซื้อและผู้ขายเขียนออกมาได้ในรูปแบบของฟังก์ชัน อุปสงค์และอุปทาน ที่ระบุปริมาณความต้องการซื้อหรือความต้องการขายที่ราคาแต่ละระดับ กฎอุป สงค์ระบุว่า ถ้าราคาสินค้าเพิ่มขึ้นแล้ว ปริมาณความต้องการซื้อสินค้าชนิดนั้นจะลดลง ในขณะที่กฎ อุปทานระบุว่า ถ้าราคาสินค้าเพิ่มขึ้นแล้ว ปริมาณความต้องการขายสินค้านั้นจะเพิ่มขึ้น ตลาดอยู่ใน ภาวะสมดุล ถ้าราคาสินค้าในระบบเศรษฐกิจนั้น ทำให้ปริมาณอุปสงค์และปริมาณอุปทานของสินค้า แต่ละชนิดเท่ากัน ทฤษฎีบทมูลฐานของเศรษฐศาสตร์สวัสดิการข้อที่หนึ่ง พิสูจน์ว่า การจัดสรร ทรัพยากรในจุดสมดุลแบบแข่งขันสมบูรณ์ มีประสิทธิภาพแบบปาเรโต นั่นคือ ไม่มีการจัดสรร ทรัพยากรในทางอื่นที่สามารถทำให้บุคคลหนึ่งพึงพอใจมากขึ้นโดยไม่ทำให้อีกคนหนึ่งพึงพอใจน้อยลง ได้ การเปลี่ยนแปลงอุปสงค์และอุปทาน - แผนภูมิเส้นของอุปสงค์และอุปทานแสดง ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณกับราคาโดยที่ปัจจัยอื่น ๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หากว่าปัจจัยอื่น ๆ มี การเปลี่ยนแปลง เช่น ผู้บริโภคมีรายได้มากขึ้น หรือต้นทุนการผลิตสินค้าลดต่ำลง ความเปลี่ยนแปลง ๘๙ Varian, Hal R. (1987) . “Microeconomics”. New Palgrave dictionary of economics. London: Palgrave Macmillan. doi: 10.1057/978-1-349-95121-5_1212-1. ISBN 978-1-349-95121-5. ๙๐ Shubik, Martin (1970) . “A curmudgeon's guide to microeconomics”. Journal of Economic Literature. 8 (2): 405–434. ISSN 0022-0515. JSTOR 2720472. ๙๑ อ้างแล้ว
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๖๕ Fundamentals of Social Development เหล่านี้นำเสนอออกมาในรูปของการเปลี่ยนเส้นอุปสงค์หรือเส้นอุปทานทั้งเส้นเป็นเส้นใหม่ นั่นคือ ปริมาณความต้องการซื้อหรือความต้องการขายมีการเปลี่ยนแปลงที่ทุก ๆ ระดับราคา ปัจจัยหนึ่งที่ สามารถส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุปสงค์คือรายได้ของผู้บริโภค หากว่าผู้บริโภคต้องการซื้อชนิด หนึ่งมากขึ้นเมื่อมีรายได้มากขึ้น สินค้าชนิดนั้นเรียกว่าเป็นสินค้าปกติ แต่หากว่าผู้บริโภคต้องการซื้อ สินค้าชนิดหนึ่งน้อยลงเมื่อมีรายได้มากขึ้นแล้ว สินค้าชนิดนั้นจะเรียกว่าเป็นสินค้าด้อย๙๒ แผนภาพที่ ๕.๓ เส้นอุปสงค์ที่มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น เส้นอุปสงค์มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นจาก D1 ไปยัง D2 ส่งผลให้เกิดจุดดุลยภาพใหม่ ราคา ดุลยภาพเพิ่มขึ้นจาก P1 เป็น P2 และปริมาณดุลยภาพเพิ่มขึ้นจาก Q1 เป็น Q2 ๔.๓.๕ ทฤษฎีผู้บริโภคและทฤษฎีผู้ผลิต แบบจำลองอุปสงค์และอุปทาน มีที่มาจากจำลองการตัดสินใจของผู้บริโภคและผู้ผลิตใน ลักษณะของการหาค่าที่เหมาะที่สุดทางคณิตศาสตร์ เรียกว่าทฤษฎีผู้บริโภคและทฤษฎีผู้ผลิต ในทฤษฎีผู้บริโภค ข้อสมมติตั้งต้นคือผู้บริโภคแต่ละคนในระบบเศรษฐกิจสามารถจัดลำดับ ความพึงพอใจกับการบริโภคสินค้าในแต่ละรูปแบบ ดังนั้นผู้บริโภคแต่ละคนจะเลือกปริมาณสินค้าแต่ ละชนิดที่ต้องการบริโภคเพื่อที่จะให้ได้ความพึงพอใจสูงสุดภายใต้งบประมาณของตัวเอง เราจึง สามารถเขียนปริมาณความต้องการซื้อได้ออกมาเป็นฟังก์ชันของราคา และ ทฤษฎีผู้ผลิต ตั้งข้อสมมติ ว่าผู้ผลิตแต่ละรายมีสามารถแปลงปัจจัยการผลิตเป็นผลผลิตด้วยเทคโนโลยีบางอย่าง ผู้ผลิตแต่ละราย ทราบราคาสินค้าในตลาดและเลือกผลิตภายใต้เทคโนโลยีของตัวเองให้ได้กำไรสูงสุด ๙๒ OpenStax (2019-03-13) . “3.2 Shifts in Demand and Supply for Goods and Services”. Principles of Economics (2nd ed.) . OpenStax CNX. สืบค้นเมื่อ [๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓]
๑๖๖ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แต่เดิมที นักเศรษฐศาสตร์ในยุคคลาสสิกในช่วงต้นศตวรรษที่ ๑๙ ให้เหตุผลสนับสนุนกฎอุป สงค์ด้วยข้อสมมติที่เคร่งครัดกว่าที่ใช้ในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาคในยุคหลัง โดยตั้งข้อสมมติว่า มนุษย์วัดความสุขและความทุกข์ได้ในรูปของอรรถประโยชน์ที่สามารถวัดและเปรียบเทียบกันได้ตาม พื้นฐานปรัชญาแบบอรรถประโยชน์นิยม ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาคในยุคหลังได้ลดทอนข้อสมมติ เรื่องอรรถประโยชน์นี้ลง โดยสามารถตั้งสัจพจน์พื้นฐานที่มีลักษณะทั่วไปกว่า ที่ยังคงให้ผลลัพธ์ใน ลักษณะของฟังก์ชันอรรถประโยชน์และกฎอุปสงค์ได้๙๓ ๔.๓.๖ การแข่งขันไม่สมบูรณ์ ในแบบจำลองการแข่งขันสมบูรณ์ ผู้ซื้อและผู้ขายแต่ละรายตัดสินใจโดยที่คิดว่าลำพัง พฤติกรรมการซื้อหรือขายสินค้าของตัวเอง ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงราคาในตลาดได้ การตัดสินใจของ แต่ละคนนั้นจึงมีลักษณะเป็นปัญหาการหาค่าที่เหมาะที่สุดโดยที่มีราคาเป็นปัจจัยภายนอก หากว่า ผู้ขายหรือผู้ซื้อเลือกพฤติกรรมของตัวเองโดยที่คำนึงถึงว่าพฤติกรรมของตัวเองจะมีผลเปลี่ยนแปลง ราคาได้โดยตรง ผลลัพธ์ของตลาดก็จะแตกต่างจากการแข่งขันสมบูรณ์ ตัวอย่างแบบจำลองประเภทนี้ ได้แก่ ตลาดผูกขาด ตลาดผู้ขายน้อยราย เป็นต้น สาขาเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรมเป็นสาขาที่เจาะจง ศึกษารูปแบบการแข่งขันไม่สมบูรณ์แบบต่าง ๆ ตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ ตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์เป็นลักษณะของตลาดสินค้าอุตสาหกรรม เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ประกอบด้วยตลาด ๓ ลักษณะ คือ ตลาดผูกขาด ตลาดกึ่ง แข่งขันกึ่งผูกขาด และตลาดผู้ขายน้อยราย เส้นอุปสงค์หรือเส้นราคาและเส้นรายรับส่วนเพิ่มในตลาด แข่งขันไม่สมบูรณ์ ซึ่งประกอบด้วยตลาดทั้งสามลักษณะนั้นมีลักษณะเหมือนกัน การอธิบายดุลยภาพ ในตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์จะใช้เส้นอุปสงค์และเส้นรายรับเพิ่มในลักษณะเดียวกัน ซึ่งในบทนี้จะศึกษา ลักษณะของตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ การกำหนดราคาในตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์และศึกษาตลาด ผูกขาดก่อน และลักษณะของตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ได้แก่ (๑) ผู้ขายมีจำนวนไม่มาก ในตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ลักษณะของตลาดจะตรงกันข้ามกับ ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ผู้ขายมีจำนวนไม่มาก อาจเนื่องจากเป็นกิจการที่ผูกขาดโดยรัฐ หรือการให้ สัมปทานแก่เอกชนโดยรัฐ จำนวนผู้ผลิตไม่มากอาจด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ซับซ้อน การลงทุนที่สูง เกินไป เป็นต้น (๒) ลักษณะสินค้าไม่เหมือนกันทุกประการ สินค้ามีลักษณะคล้ายกันแต่ไม่ เหมือนกันอาจจะแตกต่างกันที่คุณภาพ การบริการ การโฆษณา บรรจุ หีบห่อ หรือต่างกันที่ รุ่น (๓) การเข้าหรือออกจากการผลิตทำได้ยาก การเข้าไปผลิตแข่งขัน หรือออกจากการผลิตทำได้ยาก เนื่องจาก ต้องมีลิขสิทธิ์ มีเทคโนโลยี และมีการลงทุนที่สูงในการผลิต ดังนั้นการเข้าไปผลิตแข่งขันทำ ได้ยากและการจะออกจากการแข่งขัน หรือเลิกกิจการก็ทำได้ยาก เช่นกันเนื่องจากการลงทุนที่สูง ๙๓ Jehle, Geoffrey A.; Reny, Philip J. (2011) . Advanced microeconomic theory. Pearson. ISBN 978-0-273-73191-7.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๖๗ Fundamentals of Social Development และสัญญาการลงทุนบางประการ (๔) ความรู้ในเรื่องการตลาดไม่สมบูรณ์ ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายไม่มี ความรู้เรื่องการตลาดหรือข้อมูลการตลาดอย่างสมบูรณ์ทำให้ราคาแตกต่างกัน การกำหนดราคาใน ตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ เนื่องจากในตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ราคามีหลายระดับราคา การกำหนดราคา ในตลาดแบบต่าง ๆ ก็จะกำหนดราคาแตกต่างกัน ๔.๓.๗ ผลกระทบภายนอก ในแบบจำลองการแข่งขันสมบูรณ์ การผลิตหรือบริโภคสินค้าของแต่ละคน ไม่ส่งผลโดยตรง ต่อความเป็นอยู่ของคนอื่น ๆ ในระบบเศรษฐกิจ นอกเหนือจากผลผ่านการเปลี่ยนแปลงของราคา สมดุลในตลาด ผลกระทบภายนอก เป็นแนวคิดที่จำลองผลที่การผลิตหรือบริโภคของคนหนึ่ง ส่งผล ต่อความเป็นอยู่ของคนอื่นโดยตรง เช่น การก่อมลภาวะที่ผู้ผลิตสินค้าไม่ได้พิจารณาต้นทุนที่เกิดขึ้นต่อ คนอื่น ผลกระทบภายนอกนี้สามารถเป็นทั้งผลดีและผลเสีย หากว่าการผลิตหรือบริโภคสินค้าหนึ่งส่ง ผลกระทบภายนอกต่อคนอื่นที่ไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจการผลิตหรือการบริโภคนั้น การผลิตและบริโภคใน จุดสมดุลก็จะไม่มีประสิทธิภาพแบบปาเรโต หลักประสิทธิภาพแบบพาเรโต (Pareto Efficiency) คือสภาพการณ์ที่ไม่สามารถทำให้คน ๆ หนึ่ง ได้รับสวัสดิการสูงขึ้น โดยที่ไม่ทำให้คนอื่นมีสวัสดิการแย่ลงกว่าสถานะเดิมแม้แต่คนเดียว หาก การ แลกเปลี่ยน การต่อรอง หรือการตัดสินใจอื่นใดทางเศรษฐกิจอยู่ในสภาพการณ์เช่นนั้น ถือว่า บรรลุ ประสิทธิภาพแบบพาเรโต (Pareto Optimality)๙๔ ผลกระทบภายนอก (อังกฤษ: Externality หรือ spillover) ในทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง ผลกระทบต่อกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกรรมทางเศรษฐศาสตร์ ผลกระทบในทางที่ ก่อให้เกิดประโยชน์จะเรียกว่า ผลกระทบภายนอกทางบวก (Positive Externality หรือ External Benefit) เช่น การติดตั้งอุปกรณ์ตรวจสอบอัคคีภัยจะก่อให้เกิดผลกระทบทางบวกแก่เพื่อนบ้าน ส่วน ส่วนผลกระทบในทางที่ก่อให้เกิดผลเสียจะเรียกว่า ผลกระทบภายนอกทางลบ ( Negative Externality หรือ External Cost) เช่น ผลกระทบต่อชุมชนซึ่งเกิดจากการก่อมลภาวะของโรงงาน ต้นทุนหรือประโยชน์ต่อสังคมที่เกิดจากผลกระทบภายนอกมักจะไม่ถูกนำมาคิดคำนวณในต้นทุนของ สินค้าและบริการ จึงทำให้ราคาของสินค้าและบริการมักจะสูงหรือต่ำจนเกินไป ส่งผลให้กลไกตลาดใน ปัจจุบันยังไม่สะท้อนถึงผลกระทบต่าง ๆ ต่อสังคมหรือสภาวะแวดล้อมโดยรวม ๙๔ ปกป้อง จันวิทย์. แนวคิดว่าด้วยประสิทธิภาพและความยุติธรรมในนิติเศรษฐศาสตร์ (Pareto Optimality) . บทความวิชาการประกอบการสัมมนาวิชาการเรื่อง “แนวคิดประสิทธิภาพและความยุติธรรมในนิติ เศรษฐศาสตร์” จัดโดย มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ร่วมกบ สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย วันพุธที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ณ ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (เข้าถึง ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ที่ http://pokpong.org/wp-content/uploads/justice-and-efficiency-in-law-andecon.pdf)
๑๖๘ ด ร . ส า ย น้ ำ ผึ้ ง รั ต น ง า ม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๔.๓.๘ สารสนเทศไม่สมมาตร หากว่าผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดมีสารสนเทศไม่เท่าเทียมกัน ผลลัพธ์ในตลาดนั้น ๆ อาจ แตกต่างจากผลลัพธ์ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ซึ่งทำให้การจัดสรรทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพแบบปา เรโต ตัวอย่างหนึ่งของปัญหาสารสนเทศไม่สมมาตรคือการคัดเลือกที่ขัดผลประโยชน์ ซึ่งหมายถึง สถานการณ์ที่บุคคลฝ่ายหนึ่งไม่สามารถทราบลักษณะที่แท้จริงของอีกฝ่ายได้ เช่น ผู้ซื้อสินค้ามือสอง ไม่ทราบคุณภาพสินค้าที่แท้จริงเท่ากับเจ้าของเดิม หรือผู้รับประกันภัยไม่ทราบความเสี่ยงที่แท้จริง ของผู้เอาประกันมากเท่ากันตัวผู้เอาประกัน ในกรณีของสินค้ามือสอง ผู้ซื้อไม่ทราบคุณภาพที่แท้จริง ของสินค้าแต่ละชิ้น ราคาตลาดที่ผู้ซื้อยินดีจ่ายจึงเป็นราคาที่คาดการณ์เผื่อว่าสินค้าที่ได้รับเป็นสินค้า คุณภาพต่ำ ซึ่งต่ำกว่าราคาที่ผู้ซื้อยินดีจ่ายถ้ามั่นใจว่าสินค้าที่ได้รับมีคุณภาพสูง แต่ราคาตลาดนี้ทำให้ เจ้าของสินค้าเดิมที่ทราบว่าสินค้าตัวเองมีคุณภาพต่ำ ยินดีที่จะขายมากกว่าเจ้าของสินค้าคุณภาพสูง ทำให้มีสินค้าคุณภาพต่ำมาขายมากกว่าคุณภาพสูง สถานการณ์นี้ทำให้เกิดความไม่มีประสิทธิภาพ แบบปาเรโต เพราะผู้ซื้อยินดีซื้อสินค้าคุณภาพสูงที่ผู้ขายยินดีขาย แต่การซื้อขายนี้ไม่เกิดขึ้นเนื่องจาก สารสนเทศที่ไม่สมมาตร๙๕ ๔.๓.๙ เศรษฐศาสตร์จุลภาคประยุกต์ เศรษฐศาสตร์จุลภาคประยุกต์ (อังกฤษ: Applied Microeconomics) เป็นการศึกษาที่มี ขอบเขตซึ่งรวมไปถึงการศึกษาที่เจาะจงเฉพาะด้านด้วย สาขาที่เกี่ยวกับทางด้านประยุกต์ส่วนมาก มักจะใช้เรื่องเกี่ยวกับ ทฤษฎีราคา (Price Theory) อุปสงค์ และ อุปทาน (Demand & Supply) การ จัดการอย่างเป็นระบบในด้านอุตสาหกรรม (Industrial Organization) และ การควบคุม (Regulation) หัวข้อที่จะสนใจศึกษา อย่างเช่น การเข้าและการออกคนงานของบริษัท นวัตกรรมและ สิ่งประดิษฐ์บทบาทของเครื่องหมายการค้า กฎหมาย และ เศรษฐศาสตร์ เพียงเล็กน้อยหรือมีน้อย มาก เมื่อเทียบกับสาขาทางด้านเศรษฐศาสตร์ ซึ่งหลักการเลือกใช้ เศรษฐศาสตร์จุลภาคประยุกต์นั้น จะขึ้นอยู่กับ Enforcement of Competing กฎหมาย ระบบการปกครอง และ Their Relative Efficiencies ยกตัวอย่างเช่น ๑-เศรษฐศาสตร์แรงงาน (Labour Economics) สนใจศึกษาหัวข้อเกี่ยวกับ ค่าจ้าง การ จ้างงาน และการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน ๒-การคลังสาธารณะ (Public Finance) บางครั้งก็จะถูกเรียกว่า เศรษฐศาสตร์สาธารณะ (Public Economics) สนใจศึกษาหัวข้อเกี่ยวกับ การกำหนดภาษีของภาครัฐบาล นโยบายของ ค่าใช้จ่าย และ ผลทางเศรษฐกิจของนโยบายเหล่านั้น (เช่น โปรแกรมด้านประกันทางสังคม) ๙๕ Varian, Hal. Intermediate microeconomics: A modern approach (9th ed.). W. W. Norton & Company. ISBN 978-0-393-12396-8. (2014)
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น พื้ น ฐ า น ส ำ ห รั บ ก า ร พั ฒ น า สั ง ค ม ๑๖๙ Fundamentals of Social Development ๓-เศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economics) สนใจศึกษาหัวข้อเกี่ยวกับบทบาทของ สถาบันทางการเมืองในการพิจารณาผลของนโยบาย ๔-เศรษฐศาสตร์สุขภาพ (Health Economics) สนใจศึกษาหัวข้อเกี่ยวกับ องค์กรของ ระบบการดูแลสุขภาพ รวมทั้งบทบาทของ พนักงานการดูแลสุขภาพ และ โปรแกรมการประกัน สุขภาพ ๕-เศรษฐศาสตร์เมือง (Urban Economics) สนใจศึกษาหัวข้อเกี่ยวกับ ปัจจัยที่มี ผลกระทบต่อเมือง เช่น การขยายตัวของเมือง มลพิษทางอากาศและทางน้ำ ปัญหาการจราจร ความ ยากจน และ วางแผนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์เมืองและสังคมวิทยา ๖-เศรษฐศาสตร์การเงิน (Financial Economics) สนใจศึกษาหัวข้อเกี่ยวกับโครงสร้าง ของ พอร์ต การ ลงทุน ที่ ดี ที่สุด ให้ อัตรา ผล ตอบแทน ให้ ทุน การ วิเคราะห์ เศรษฐมิติ ของ ผล การ รักษา ความ ปลอดภัย และ พฤติกรรมทางการเงินของบริษัท ๗-ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ (Economic History) สนใจศึกษาหัวข้อเกี่ยวกับวิวัฒนาการ ของ เศรษฐกิจ และ สถาบันทางเศรษฐกิจ โดยใช้วิธีการและเทคนิค มาจากทางด้าน เศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ภูมิศาสตร์สังคมวิทยา จิตวิทยา และ รัฐศาสตร์ ๔.๔ การพัฒนาสังคมทางด้านการเมือง ๔.๔.๑ ภูมิหลังของการศึกษาการพัฒนาการเมือง หลังยุคล่าอาณานิคมในราวปลายศตวรรษที่ ๑๙ ล่มสลาย มีการปลดปล่อยอาณานิคมต่าง ๆ (Decolonized) จนเกิดรัฐ-ชาติที่มีเอกราชจำนวนมากมายในเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต้ ทว่า ประเทศเจ้าอาณานิคมเดิมยังต้องการรักษาอำนาจทางการเมืองเอาไว้เพราะยังมีการต่อสู้ทาง อุดมการณ์ระหว่างโลกเสรี กับโลกสังคมนิยม จึงมีการโฆษณาว่าหากต้องการมีความมั่นคงในทาง การเมืองจะต้องพัฒนาประเทศตามแนวประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed Country) ซึ่งหรือ “โลก ตะวันตก” ที่เคยเป็นประเทศเจ้าอาณานิคม อาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ดังนั้น วัตถุประสงค์หลักของแนวคิดการพัฒนาการเมืองนั้นสามารถเข้าใจได้ในสองด้านคือ๙๖ (ก) .เพื่อเป็น จัดระดับความสัมพันธ์ในระดับของการเมืองระหว่างประเทศ และ (ข) เพื่อเป็นเครื่องเมืองในทาง การเมืองเพื่อป้องกันรัฐ-ชาติที่เกิดขึ้นใหม่ไม่ให้ใช้แนวทางในการปกครองในแบบคอมมิวนิสต์ ข้อสังเกตหนึ่งคือในรัฐ-ชาติทีเกิดขึ้นใหม่นั้นมักมีคนมองว่ามีความวุ่นวายในทางการเมืองมาก เกินไป ในเวลาดังกล่าวรัฐ-ชาติที่เคยเป็นประเทศลูกอาณานิคมประสบปัญหาทางการเมืองต่าง ๆ อัน นำไปสู่ฆาตกรรมทางการเมือง การรัฐประหาร และความล้มเหลวในการนำเข้าระบอบประชาธิปไตย ๙๖ พิสิษฐิกุล แก้วงาม. มโนทัศน์ที่สำคัญในวิชาการพัฒนาการเมือง. มหาสารคาม: หลักสูตรสาขาวิชา รัฐศาสตร์ วิทยาลัยกฎหมายและการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, (2553.)