21
เครือ่ งมอื วดั ผล
1. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการปฏบิ ัตงิ าน
2. แบบสังเกตคุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ ม และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ โดยครูและ
นักเรยี นรว่ มกันประเมิน
8. แหลง่ การเรียนรู้เพิ่มเติม
1. ห้องสมุดวทิ ยาลัยเทคนิคสว่างแดนดิน
2. อนิ เทอรเ์ นต็
22
สัปดาหท์ ่ี...........
บันทึกหลงั การสอน
รหัสวชิ า..............................วชิ า.............................................................ระดับ................. ชน้ั ปที ี่...........
แผนกวิชา.......................................................จานวนนักเรียน......................คน มาเรยี น..................คน
ขาดเรียน........คน มาสาย.........คน ลา.............คน สอนเมือ่ วนั ที่..........เดือน......................พ.ศ.............
หนว่ ยท.่ี ..................... ช่ือหนว่ ย.......................................................................จานวน.................ชว่ั โมง
เนือ้ หาวัตถปุ ระสงคแ์ ละสื่อการสอน
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................ ................................
................................................................................................... .............................................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
ปัญหาทเี่ กิดขึน้ ในระหวา่ งการเรียนการสอน
.......................................................................................... ......................................................................
............................................................................................................................. ...................................
....................................................................................................................................................... .........
.......................................................................................................................... ......................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
แนวทางการแก้ไขปญั หาของครผู ู้สอน และผลท่ีได้
............................................................................................................. ...................................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
ลงช่อื ............................................ครผู ู้สอน ลงชอ่ื .........................................หวั หนา้ แผนก
(นางสุวมิ ล อกั ษรกลาง) (นางสกุ ัญญา ดนัยสวัสดิ)์
วนั ที่........................................ วันท.ี่ ...........................................
23
ใบความรู้ / ใบเนือ้ หา
หน่วยที่ 2 เรื่อง ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์และอุปกรณต์ ่อพว่ ง
2.1 ส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ท่ีใช้ในการประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ คอมพิวเตอร์มี
จุดเด่น คือสามารถจัดการข้อมูล คิดคานวณตัวเลขจานวนมากได้รวดเร็วและแม่นยา นอกจากน้ี
คอมพิวเตอร์ยังสามารถเก็บข้อมูลได้มาก เม่ือจัดเก็บแล้วสามารถเรียกค้น หรือคัดแยกได้อย่าง
ถูกต้องและรวดเร็ว โดยที่การดาเนินการต่างๆ จะเป็นไปตามเงื่อนไขท่ีโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์
กาหนดไว้
คอมพิวเตอร์ทางานตามชุดคาสั่งหรือโปรแกรมตามหลักการที่ จอห์น วอน นอยแมน (John
Von Neumann) เสนอและใช้กันมาจนถึงปัจจุบันคือ คอมพิวเตอร์มีหน่วยความจาสาหรับเก็บ
ซอฟต์แวร์และข้อมูล การทางานของคอมพิวเตอร์จะทางานตามโปรแกรมที่กาหนดไว้ก่อนล่วงหน้า
แล้วตวั เครื่องคอมพวิ เตอรต์ ลอดจนอปุ กรณ์ตา่ ง ๆ เรยี กรวมวา่ ฮารด์ แวร์ (hardware)
รูปท่ี 6 ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์
2.1.1 ส่วนประกอบภายนอก
2.1.1.1 จอภาพ (Monitor) เปน็ อุปกรณท์ ่ีรบั สญั ญาณจากการด์ แสดงผล มาแสดง
เป็นภาพบน จอภาพ ซึ่งเทคโนโลยีจอภาพในปัจจุบนั คงจะเป็น จอภาพแบบ Trinitron และ Flat
Screen(จอแบน) ไมว่ ่าจะเป็น CRT(moniter ทั่วไป) หรือ LCD
24
รูปท่ี 7 จอภาพ
2.1.1.2 เคส (Case) คือ ตัวถังหรือตัวกล่องคอมพิวเตอร์ หลายคนจะเรียกว่าซีพียู
เนื่องจากเข้าใจผิด สาหรับเคสน้ันใช้สาหรับบรรจุอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์หลักของคอมพิวเตอร์เอาไว้
ขา้ งใน เช่น CPU เมนบอร์ด การด์ จอฮาร์ดดสิ ก์ พดั ลมระบายความร้อน และทข่ี าดไมไ่ ด้กค็ ือ Power
Supply ซึ่งจะมีติดอยู่ในเคสเรียบร้อย เคสคอมพิวเตอร์ควรเลือกท่ีรูปทรงสูงๆ เพ่ือจะได้ติดตั้ง
อุปกรณ์ได้ง่าย และควรเลือกเคสท่ีมีช่องสาหรับติดต้ังฮาร์ดดิสก์ ซีดีรอมไดรฟ์ เผ่ือเอาไว้หลายๆ ช่อง
ในกรณที ตี่ อ้ งการติดต้งั อุปกรณเ์ พิม่ เติมในภายหลังจะไดง้ า่ ยขนึ้
รปู ที่ 8 เคส
2.1.1.3 ลาโพง (Speaker) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าเชิงกลอย่างหน่ึง ทาหน้าที่แปลง
สญั ญาณไฟฟา้ ให้เป็นเสยี ง
25
รปู ท่ี 9 ลาโพง
2.1.1.4 คีย์บอรด์ (Keyboard) เปน็ อปุ กรณ์พืน้ ฐานทีค่ อมพวิ เตอร์ทกุ เครอ่ื งจะต้อง
มี เนอ่ื งจากตัวคีย์บอร์ดใชส้ าหรบั การพิมพ์หรือปอ้ นขอ้ มลู ตา่ ง ๆ ลงไปในเครื่องคอมพวิ เตอร์ ในตัว
คีย์บอรด์ จะมที ้ังท่ีเป็นตัวอักษรทเ่ี ปน็ ภาษาหลกั ของแตล่ ะประเทศรวมทง้ั ภาษาหลักอยา่ ง
ภาษาอังกฤษอยู่ดว้ ย และยังมีขอ้ มลู ท้ังตัวเลขและฟงั กช์ ันต่าง ๆ ท่ีจาเปน็ สาหรับการใช้งานและอ่นื ๆ
อกี เพอื่ ใชส้ าหรับลงข้อมลู ในตวั เครือ่ งของเรา โดยสว่ นใหญ่แล้วคียบ์ อร์ดมลี ักษณะที่เป็น
ส่เี หลี่ยมผืนผ้าหรอื มีลกั ษณะที่ใกล้เคียงกัน แต่ในปัจจบุ ันก็อาจมีลักษณะท่ีแตกตา่ งกนั ออกไป แบง่
ออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ แป้นพิมพม์ าตรฐาน แปน้ พิมพ์ปุม่ พเิ ศษ แป้นพมิ พไ์ ร้สาย แป้นพิมพร์ ะบบ
ความปลอดภยั สงู แป้นพิมพ์สาหรับคอมพวิ เตอร์พกพา
2.1.1.5 เมาส์ (Mouse) คอื อุปกรณ์ทใ่ี ช้ในการควบคุมการใชง้ านในคอมพวิ เตอร์
ชน้ิ หน่ึง ซึ่งออกแบบเพอ่ื ให้พอดีกับการใชง้ านโดยส่วนโคง้ และส่วนเว้าโค้งเขา้ ตามกบั องุ้ มือของผใู้ ช้
โดยภายดา้ นใต้ของเมาส์จะมีอุปกรณ์ซง่ึ ตรวจจบั การเคลื่อนไหวของเมาส์ โดยส่งสัญญาณไปที่
คอมพิวเตอรเ์ พื่อแสดงผลของเคอร์เซอรบ์ นหน้าจอคอมพวิ เตอร์
2.1.2 สว่ นประกอบภายใน
รปู ท่ี 10 ส่วนประกอบภายในคอมพิวเตอร์
26
2.1.2.1 เมนบอร์ด (Mainboard) เป็นอปุ กรณ์ท่ีสาคญั รองมาจากซพี ียู เมนบอรด์ ทา
หน้าท่ีควบคุม ดูแลและจดั การการทางานของอปุ กรณช์ นิดตา่ ง ๆ แทบทัง้ หมดในเครือ่ งคอมพวิ เตอร์
ตงั้ แตซ่ ีพยี ูไปจนถงึ หน่วยความจาแคช หนว่ ยความจาหลกั ฮารด์ ดสิ ก์ ระบบบัส
รูปที่ 11 เมนบอรด์
2.1.2.2 เพาเวอร์ซัพพลาย (Power Supply) เปน็ อปุ กรณ์ทีม่ คี วามสาคญั อย่างมาก
ตอ่ อุปกรณ์เกือบทุกตัวในระบบคอมพิวเตอร์ ซัพพลายของคอมพวิ เตอรน์ ้นั มีลักษณะการทางาน คือ
ทาหน้าท่ีแปลงกระแสไฟฟา้ จาก 220 โวลต์ เปน็ 3.3 โวลต,์ 5 โวลต์ และ 12 โวลต์ ตามแต่ความ
ตอ้ งการของอปุ กรณน์ ้นั ๆ
รูปท่ี 12 เพาเวอร์ซัพพลาย
2.1.2.3 ฮาร์ดดิสก์ (Hard disk) อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ท่ีบรรจุข้อมูลแบบไม่ลบเลือน
มีลักษณะเป็นจานโลหะที่เคลือบด้วยสารแม่เหล็กซงึ่ หมุนอย่างรวดเรว็ เม่ือทางาน การติดต้ังเข้ากับตัว
คอมพิวเตอร์สามารถทาได้ผ่านการต่อเข้ากับแผงวงจรหลัก (motherboard) ที่มีอินเตอร์เฟซแบบ
27
ขนาน (PATA) , แบบอนุกรม (SATA) และแบบเล็ก (SCSI) ทงั้ ยังสามารถตอ่ เข้าเคร่อื งจากภายนอกได้
ผ่านทางสายยเู อสบี, สายไฟร์ไวร์ รวมไปถงึ อินเตอร์เฟซอนุกรมแบบต่อนอก (eSATA) ซงึ่ ทาให้การใช้
ฮาร์ดดิสก์ทาไดส้ ะดวกยิ่งขน้ึ เมอ่ื ไม่มคี อมพิวเตอร์ถาวรเป็นของตนเอง
รปู ท่ี 13 ฮาร์ดดสิ ก์
2.1.2.4 ออปติคัล ดิสก์ ไดรฟ์ (Optical disk drive)
เป็นอุปกรณ์ท่ีใช้อ่านหรือบันทึกข้อมูลลงบนแผ่นซีดี/ดีวีดีด้วยกระบวนการทางาน
ของแสงเลเซอร์
รปู ที่ 14 ออปติคัล ดิสก์ ไดรฟ์
2.1.2.5 แรม (Ram: Random Access Memory)
หน่วยความจาที่ใช้เป็นหน่วยความจาหลักของเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็น
หน่วยความจาประเภทท่ีอ่าน/เขียน ข้อมูลลงไปได้ตลอดเวลา แต่ถ้าไฟดับหรือปิดเคร่ือง ข้อมูลใน
หนว่ ยความจาจะหายหมดทันที
28
รปู ท่ี 15 แรม
2.1.2.6 ซพี ียู (CPU: Central Processing Unit)
เป็นหนว่ ยประมวลผลกลาง ซึ่งเปรียบเสมอื นสมองของคอมพิวเตอรใ์ นการทาหน้าท่ี
ตัดสินใจหรือคานวณ จากคาส่ังท่ีได้รับมา ถือเป็นหัวใจหลักในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ โดย
พน้ื ฐานแล้วซีพยี ูทาหนา้ ทป่ี ระมวลผลขอ้ มูลทางคณิตศาสตร์และข้อมูลเชิงตรรกะ
รปู ท่ี 16 ซพี ียู
2.1.2.7 ชุดระบายความร้อน
เป็นชิ้นส่วนซึ่งทาหน้าท่ีลดอุณหภูมิขณะทางานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือ
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเพิ่มพื้นท่ีสัมผัสอากาศ ทาให้การพาความร้อนจากตัวอุปกรณ์สู่อากาศ
โดยรอบทาไดเ้ รว็ ขึน้
29
รูปที่ 17 ชดุ ระบายความร้อน
2.1.2.8 การ์ดจอ (Graphic card) แผงวงจรที่ทาหน้าท่ีส่งข้อมูลจากเครื่อง
คอมพิวเตอร์ไปแสดงผลยังจอภาพ ในปัจจุบันจะมีรูปแบบของหัวต่อหรือสล็อต 2 แบบ คือ AGP
(Accelerator Graphic Port) ซง่ึ เป็นแบบเก่าตอนน้ีไม่นิยมกันแลว้ อาจจะเลกิ ผลิตไปแล้วกไ็ ด้ครับ ที่
เห็นๆอยู่คงจะเป็นมือ 2 ที่ยังหลงเหลืออยู่หรือของที่ค้างสต๊อก และอีกระบบหนึ่งคือ PCI Express
x16 ทีม่ ปี ระสทิ ธิภาพสงู สดุ
รูปท่ี 18 การ์ดจอ
2.1.2.9 การ์ดเสียง (Sound Card) คอื อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทที่ าหน้าที่แปลงขอ้ มูล
ดจิ ทิ ลั ที่เก็บรายละเอยี ดเกยี่ วกับเสียงตา่ ง ๆ แปลงเปน็ สญั ญาณเสยี งในรปู แบบสญั ญาณทางไฟฟ้า
30
รูปที่ 19 การ์ดเสียง
2.1.2.10 การ์ดลีดเดอร์ภายใน (Reader all in one internal) เป็นอุปกรณ์ท่ีใช้
อ่านหรือเขียนข้อมูลจากอุปกรณ์
รูปที่ 20 การด์ ลดี เดอร์ภายใน
2.2 หน่วยรบั เขา้ ข้อมูล
2.2.1 ความหมายของหน่วยรับเข้าข้อมลู
คือ หน่วยเร่ิมต้นในการทางานของคอมพิวเตอร์เพราะมีหน้าท่ีในการนาข้อมูลหรือ คาสั่ง
ต่างๆเข้าไปในระบบการทางานของคอมพิวเตอร์ หน่วยนาเข้าข้อมูลจะใช้อุปกรณ์รับข้อมูลมี หลาย
ชนิด เช่น แป้นพิมพ์ เมาส์ เครื่องสแกนเนอร์ จอยสติก จอสัมผัส และไมโครโฟน แต่อุปกรณ์ นาเข้า
ขอ้ มูลแตล่ ะชนดิ มีวิธกี ารนาเข้าข้อมลู หรอื รับคาสง่ั ตลอดจนลักษณะของรูปแบบขอ้ มูลที่นาเข้าตา่ งกัน
2.2.2 ประเภทและหลกั การทางานของอปุ กรณ์นาเข้าข้อมลู
2.2.2.1 ชนิดและหลักการทางานของแป้นพิมพ์ (Keyboard)
แป้นพิมพ์ เปน็ อุปกรณน์ าเขา้ ข้อมลู พน้ื ฐานทีต่ ้องมใี นคอมพวิ เตอร์ทุกเครอ่ื ง
ซึ่งใน แป้นพิมพ์จะประกอบไปด้วย ตัวอักษร ตัวเลข และอักษรพิเศษ แป้นพิมพ์ก็จะทาหน้าที่ส่ง
31
ข้อมูลโดย การพิมพ์ อักษร ตัวเลข และอักษรพิเศษหรือคาสั่งต่างๆเข้าสู่ระบบประมวลผลของ
คอมพิวเตอร์ แป้นพิมพ์มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีแป้นต่างๆ ในแป้นพิมพ์จะมีแผงวงจร
อิเล็กทรอนิกส์ มีลักษณะเป็นแผ่นบาง ๆ ถูกฉาบด้วยตัวนาไฟฟ้า เมื่อถูกกดติดกันจะเกิด
สัญญาณไฟฟ้า ซึ่งในแต่ละแป้น น้ันจะแตกต่างกัน สัญญาณนี้จะถูกนาไปเทียบกับรหัสสแกน (Scan
Code) เพื่อตรวจสอบว่าป้อน ข้อมูลอะไรลงไป และเม่ือแป้นพิมพ์รับข้อมูลจากการกดแป้นจากผู้ใช้
แล้วก็จะทาการเปล่ียนเป็นรหัส เพื่อส่งต่อไปให้กับคอมพิวเตอร์เพ่ือให้ประมวลผลออกทางหน่วย
แสดงผล ในปัจจุบันแป้นพิมพ์ที่นิยมใช้กันเป็นส่วนมากก็จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ แป้นพิมพ์
มาตรฐานและ แปน้ พมิ พท์ มี่ ีปมุ่ พเิ ศษ
2.2.2.2 ชนดิ และหลักการทางานของเมาส์ (Mouse)
เมาส์ (Mouse) อุปกรณ์นาเข้าข้อมูลพ้ืนฐานอีกหน่ึงชนิดที่นิยมใช้ โดยการ
นาเข้าขอ้ มูลโดยการเลอ่ื นเมาส์เพอ่ื บังคับตวั ช้ี (Pointer) ไปยังตาแหน่งตา่ ง ๆ บนหน้าจอคอมพิวเตอร์
และทาการคลิกซ้าย (Click), ดบั เบิลคลิกซ้าย (Double Click), คลกิ ขวา (Right-click), แดรก (Drag)
และแดรกแอนดรอบ (Drag and Drop) ดงั น้ี
การคลิกซ้าย (Click) ซ่ึงเมื่อเล่ือนตัวชี้เมาส์ไปตาแหน่งท่ีต้องการเลือก และท า
การกดแล้วปล่อยที่ปุ่มด้านซ้ายของเมาส์ 1 ครั้ง เป็นการเลือกไอคอนปุ่มค าสั่งหรือคลิกเลือกเมนูท่ี
ตอ้ งการ
การคลิกขวา (Right-click) เป็นการเลือกใช้เมนูลัด หรือคุณสมบัติพิเศษโดยการ
เล่ือนตวั ชเ้ี มาส์ไปตาแหน่งท่ตี อ้ งการเลือก และท าการกดแลว้ ปลอ่ ยทปี่ ุ่มด้านขวาของเมาส์ 1 ครง้ั
การดับเบิลคลิก (Double-click) โดยการเลื่อนตัวชี้เมาส์ไปตาแหน่งที่ต้องการ
เลือกและทาการกดและแล้วปล่อยท่ีปุ่มด้ายซ้ายของเมาส์ติดกันอย่างรวดเร็ว 2 ครั้ง เป็นการสั่งให้
ทางาน เปน็ การเปดิ โปรแกรม หรือเปดิ โฟลเดอรต์ ่างๆ
การแดรก (Drag) เป็นคาส่ังท่ีใช้ย้ายโฟลเดอร์หรือไอคอนต่างๆ บนหน้าจอ โดย
การเลื่อนตัวช้ีเมาส์ไปตาแหน่งท่ีต้องการเลือกและทาการกดท่ีปุ่มด้านซ้ายของเมาส์ค้างไว้ พร้อมกับ
ลากเมาส์ไปในทศิ ทางท่ตี ้องการ
แดรกแอนดรอบ (Drag and Drop) เป็นคาส่ังท่ีใช้ในการเลือกโฟลเดอร์ หรือ
ไอคอนต่างๆ บนหน้าจอหลายตัวพร้อม ๆ กันโดยการเลื่อนตัวช้ีเมาส์ไปตาแหน่งพ้ืนที่ว่างของหน้าจอ
ท่ีใกล้โฟลเดอร์หรือไอคอนท่ีต้องการ และทาการกดปุ่มด้านซ้ายค้างไว้ และทาการเล่ือนเมาส์ไป
ทิศทางท่ีครอบคลมุ พื้นท่ีทตี่ ้องการประเภทของเมาส์ มีด้วยกัน 2 ประเภท ได้แก่
- แบบทางกล (Mechanical mouse)
- แบบใช้แสง (Optical mouse)
1) เมาส์แบบทางกล (Mechanical mouse)
32
คอื เมาส์ทีอ่ าศยั ลูกกล้งิ หรือลูกบอลยางเป็นตัวควบคมุ ตวั ช้(ี Pointer) เมาส์
ลูกกลงิ้ จะมีกลไกภายในประกอบด้วยลกู บอลยางทก่ี ล้งิ ไปมาติดอยู่กับแกนหมนุ 2 แกน ซง่ึ แกนนจี้ ะ
ตดิ กบั จานเขา้ รหสั หรอื Encoder เมอื่ ทาการขยบั ตัวเมาส์ ตวั ลกู บอลจะกดติดอยูก่ บั แกน Encoder
ซึ่งบนจาน Encoder จะเจาะรหู รอื เปน็ เฟอื ง ในการเขา้ รหัสเพ่อื สง่ คา่ ข้อมูลตาแหนง่ ไปยงั เครื่อง
คอมพิวเตอร์ ซ่ึงมีโปรแกรมควบคุมเมาสท์ ท่ี าหนา้ ที่แปลงเป็นการเคล่อื นท่ขี องเมาส์
ปมุ่ กดซ้าย ปมุ่ กดเล่ือนขึน้ -ลง
ปมุ่ กดขวา
ตัวเมาส์
รปู ที่ 21 ส่วนประกอบภายนอกของเมาส์
รปู ท่ี 22 ส่วนประกอบภายในของเมาส์
33
การทางานของเมาสแ์ บบทางกล
เมื่อทาการเล่ือนเมาส์ ลูกบอลยางก็จะหมุนหรือกลิ้งไปตามทิศทางแกน X
และแกน Y ของเมาส์ที่เล่ือนไปจะมีผลให้จาน Encoder ซ่ึงประกอบด้วยแกนหมุน หมุนตามไปด้วย
โดยการเข้ารหัสของจาน Encoder จะอาศยั แสงจาก LED ในการเปล่งแสงให้ผ่านรูหรือเฟ่ืองของจาน
Encoder ไปยงั อุปกรณ์ รบั แสงทาใหเ้ กิดการรับข้อมูลในรูปแบบติดและดับหรือลอจิก ”0” และ” 1”
เปน็ การเข้ารหัส ไปตามมุมองศาของการหมุนตัวรับแสงก็จะส่งสญั ญาณทแ่ี ตกต่างกันไปให้กบั อุปกรณ์
ควบคุมการทางานทาใหร้ ไู้ ดว้ ่าขณะนีม้ ีการเคลือ่ นตาแหนง่ ของเมาส์ไปในทศิ ทางดังรูป
รูปที่ 23 แสดงลักษณะการทางานของเมาส์ทางกล
เมาสแ์ บบใช้แสง (Optical Mouse)
เปน็ Mouse ทไ่ี ม่มลี กู กลิ้งทฐ่ี าน Mouse แตใ่ ช้การอา่ นค่าจากการ สะท้อน
ของแสงทสี่ ัมผสั กับพ้ืนผวิ อาศัยหลกั การสง่ แสงจากเมาสล์ งไปบนแผ่นรองเมาส์ เมาสแ์ บบใชแ้ สง เปน็
เมาส์ท่ีพฒั นามาจากเมาส์ลกู กลง้ิ ซ่งึ เมาส์ลกู กลิ้งมีจุดด้อยอยูต่ รงที่มีขดี จากัดในการทางานทต่ี ้องใช้
งานบนพ้นื ผิวที่เรยี บ และความรวดเร็วในการใชง้ านทช่ี า้ อีกทง้ั ยังมีความละเอียดต่า ทาให้มีการ
พฒั นาขนึ้ มาเป็นเมาสแ์ บบใชแ้ สงเปน็ เมาสท์ ใี่ ชห้ ลักการในการตรวจจบั การเคลื่อนทีโ่ ดยใชเ้ ซนเซอร์
แสงท่ีอย่ใู นเมาส์ ร่วมกบั LED ซ่ึงใชใ้ นการสะท้อนแสงเพ่ือควบคุมการทางานของ Pointer บน
หน้าจอภาพ
34
รูปท่ี 24 ส่วนประกอบภายนอกเมาส์แบบใชแ้ สง (Optical Mouse)
รูปท่ี 25 ส่วนประกอบภายในเมาส์แบบใช้แสง (Optical Mouse)
หลกั การทางานของเมาสแ์ บบใช้แสง
เมาสแ์ บบใชแ้ สง (Optical mouse) ทางานโดยอาศัยหลักการส่งแสงจาก
เมาส์ลงไปบนแผ่นรองเมาส์ (Mouse pad) ใช้Sensor ในการตรวจจบั การเคลอ่ื นทข่ี องพ้ืนผวิ ท่เี กดิ
จากการใช้ LED ส่องไปทีพ่ ้นื ผิว แลว้ ถูกส่งตอ่ ไปท่ีสว่ นประมวลผลภาพ (Image Processing Part) ซึ่ง
จะใช้ Photo Cell โดยมคี ณุ สมบัติคือเมอื่ ได้รับแสงจะทาการเปลีย่ นค่าใน Cell นนั้ เพอ่ื แปลงไปเปน็
การเคลื่อนไหวบนแกน X และ Y โดยสามารถประมวลผลถึง 1512 เฟรมต่อวินาที
35
Photo Cell
LED LED
รูปที่ 26 แสดางพลทกั ี่ ษ10ณละักกษณาระทกาารงทาางนาขนขอองงเเมมาาสส์แ์แบบบใบช้แใชสง้แสง
2.2.2.3 ชนดิ และหลักการทางานของแป้นระบบสมั ผัส (Touchpad)
Touch Pad เป็นอุปกรณ์ท่ีใช้มากกับเคร่ืองคอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊กหรื อ
(laptop) โดยการทางานของ Touch Pad อาศัยการตรวจจับการเปล่ียนแปลงประจุไฟฟ้า
(Capacitance) บนผิวหนังของคน รวมท้ังการสัมผัสหรือลากไปในทิศทางต่างๆกันโดยตรวจจับ
Capacitance ที่อยู่ในรูปตาราง 2 มิติ เป็นจุดท่ีบอกพิกัดแกน X,Y แล้วแปลงมาเป็นการเคลื่อนที่ไป
ยงั ตาแหนง่ ต่างๆ บนหน้าจอ
รูปท่ี 27 ระบบสมั ผสั (Touchpad)
ส่วนบนสุดของ touchpad จะเป็นช้ันยางถัดลงมาจะมีอีกสองช้ัน แต่ละช้ันจะมี
แถวของอิเล็กโทรดช้ันหนึ่งเป็นแถวแนวนอนช้ันถัดมาเป็นแถวแนวต้ัง แถวอิเล็กโทรดทั้งสองชั้นจะ
ไม่ได้สัมผัสกัน ชั้นหน่ึงมีประจุบวก อีกช้ันหนึ่งมีประจุลบ ทาให้เกิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าระหว่างชั้น
และจะมีวงจรไฟฟ้าท่คี อยตรวจสอบคา่ ความต่างศักย์ไฟฟา้ หรือคา่ ความเกบ็ ประจุ ซ่งึ เม่ือคุณสัมผสั ท่ี
นว้ิ ของคุณจะมีสนามแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ อยู่ แม้วา่ นิว้ คุณจะไม่สมั ผัสกบั แพด สนามแม่เหล็กไฟฟา้ ท่ีเกิดขึ้น
จะทาใหก้ ารเปล่ยี นแปลงกับแถวอิเลก็ โทรด โดยคา่ ความเกบ็ ประจุของอเิ ล็กโทรดทตี่ ัดกันใกล้ๆ กบั น้ิว
จะเปลี่ยนไป ค่าความเก็บประจุไฟฟ้านี้จะได้รับผลมากที่สุดบริเวณตรงกลางของนิ่วท่ีสัมผัส ด้วยการ
36
ตรวจสอบค่าความเก็บประจุท่ีเปล่ียนแปลงน้ี ทัชแพดสามารถรู้ได้ว่าจุดกึ่งกลางของหน้าสัมผัสอยู่
ตาแหน่งใด จากนั้นจะส่งข้อมูลนี้ไปยังระบบปฏิบัติการเพื่อเปล่ียนตาแหน่งของลูกศรบนหน้าจอ ค่า
ความเก็บประจจุ ะมีการวัดด้วยความถ่ี 100 คร้ังต่อวินาที การเปล่ียนค่าดงั กล่าวจากการเคลือ่ นที่ของ
นิว้ สามารถแปลงข้อมลู ออกมาใชส้ าหรบั การเคลอ่ื นท่ีของลูกศรบนหนา้ จอได้
2.2.2.4 ชนิดและหลักการทางานของจอสมั ผัส (Touch Screen)
จอสัมผสั (Touchscreen) ระบบหน้าจอสมั ผัสบนเครื่องคอมพิวเตอร์นนั้ มีมาช้า
นานแลว้ ต้ังแต่ปี 1960 ซ่ึงระบบหนา้ จอสัมผสั จริง ๆ แล้วน้นั แพรห่ ลายอยู่บนเครอื่ งอปุ กรณพ์ กพาใน
รปู แบบต่างทเ่ี ราคุ้นหนา้ คุ้นตากันดี เชน่ พวกเคร่ืองเก็บเงินตามโตะ๊ แคชเชยี ร์ หรอื อปุ กรณเ์ ช็คสต๊อก
สนิ คา้ ตา่ งๆ เพราะดว้ ยความสะดวกท่ีมีมากกว่าจะต้องใช้ Keyboard หรอื Mouse ในการส่ังการ
เพราะหน้าจอระบบสัมผัสส่วนมากจะสามารถใช้นิ้วแตะเพ่ือปอ้ นคาสงั่ ได้อยแู่ ล้ว จนในท่ีสดุ ระบบ
หน้าจอสมั ผัสมนั เลยกลาย เป็นเอกลกั ษณ์อนั โดเดน่ สาหรบั อุปกรณ์ พกพาในรูปแบบคอมพิวเตอร์
พกพาขนาดเลก็ ( Patent Ductus Arteriosus ) หรอื (PDA)
จอสมั ผัส (touchscreen) เปน็ รปู แบบหนง่ึ ของอุปกรณ์แสดงผลและนาเขา้ ขอ้ มูลท่ี
ผสมรว่ มกัน เพ่อื ลดขนาดพน้ื ทก่ี ารใช้งาน โดยโปรแกรมจะแสดงผลภาพกราฟิกบนจอภาพ และผใู้ ช้
สามารถใชน้ ิ้วมอื สัมผัสบนจอภาพ เพื่อเลือกรายการต่างๆ ทงั้ ทอ่ี ยู่ในลักษณะของรูปภาพ หรือ
ขอ้ ความก็ได้ เพ่ือสัง่ งาน จอสัมผสั นิยมนามาใช้ในลักษณะของงานท่ีชว่ ยเหลือผทู้ ี่มีปญั หาการใช้
อปุ กรณน์ าเขา้ แบบจับตอ้ ง เชน่ แป้นพิมพ์, เมาส์ เป็นตน้
จอสัมผสั ทใี่ ช้งานกนั ทวั่ ๆไป แบง่ ออกเปน็ 4 ชนดิ คอื Resistive และ Capacitive
ส่วนแบบ Acoustic wave, Infrared น้นั จะถูกใช้บนหน้าจอคอมพวิ เตอร์มากกวา่
2.3 หน่วยประมวลผลกลาง
หน่วยประมวลผลกลาง หรือซีพียู (CPU : Central Processing Unit) เปรียบเสมือนสมอง
ของคอมพวิ เตอร์มีหน้าท่ีหลักในการประมวลผลข้อมูล โดยรับข้อมูลจากผู้ใช้ผ่านอุปกรณ์นาเข้าข้อมูล
ต่าง ๆ เช่น เมาส์ คีย์บอร์ด สแกนเนอร์ หรือจากหน่วยความจา เพื่อนาไปทาการประมวลผลและส่ง
ผลลัพธ์ออกมาทางอุปกรณ์แสดงผล เช่น ทางจอภาพ ลาโพง เคร่ืองพิมพ์ หรือนาไปจัดเก็บใน
หน่วยความจาเพอ่ื นาไปใชป้ ระโยชนต์ อ่ ไป
ซีพียูถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีความสาคัญสูงสุด ในบรรดาส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์
ด้วยกัน เพราะเป็นเสมือนสมองบัญชาการของคอมพิวเตอร์ ทาหน้าท่ีในการประมวลผลข้อมูลและ
ควบคุมการทางานทั้งหมดของระบบ ซีพียูในปัจจุบันท่ีใช้สาหรับเคร่ืองไมโครคอมพิวเตอร์คือไมโคร
โพรเซสเซอร์ (Microprocessor) มีลักษณะเป็นชิปรูปทรงส่ีเหล่ียมขนาดเล็ก โดยติดตั้งลงบนช่องที่
เรียกว่า ซ็อคเก็ต (Socket) บนเมนบอร์ด ซึ่งเป็นแผงวงจรหลักของเคร่ืองคอมพิวเตอร์ มบี รษิ ัทผผู้ ลิต
37
รายใหญ่ได้แก่ Intel และ AMD ซ่ึงมีหลายรุ่น หลายความเร็ว สาหรับรองรับการทางานในระดับ
ตา่ ง ๆ กัน
2.3.1 องค์ประกอบและโครงสรา้ งของหนว่ ยประมวลผลกลาง
รูปที่ 28 องค์ประกอบของหน่วยประมวลผลกลาง
2.3.1.1 หน่วยคานวณทางคณิตศาสตร์และตรรกะ (Arithmetic & Logical
Unit : ALU) ทาหน้าท่ีเหมือนกับเคร่ืองคานวณอยู่ในเคร่ืองคอมพิวเตอร์โดยทางานเก่ียวข้องกับ
การคานวณทางคณิตศาสตร์ เช่น บวก ลบ คูณ หาร นอกจากน้ี ยังมีความสามารถอีกอย่าง คือ
ความสามารถในเชิงตรรกะศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการเปรียบเทียบตามเงื่อนไข และ
กฎเกณฑท์ างคณติ ศาสตร์ เพ่ือให้ได้คาตอบออกมาวา่ เงอ่ื นไข นั้นเปน็ จริง หรือ เท็จ เชน่ เปรยี บเทยี บ
มากว่า น้อยกว่า เท่ากัน ไม่เท่ากัน ของจานวน 2 จานวน เป็นต้น ซึ่งการเปรียบเทียบนี้มักใช้ในการ
เลือกทางานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ทาตามคาสงั่ ใดของโปรแกรมเป็น คาสั่งตอ่ ไป
2.3.1.2 หน่วยควบคุม (Control Unit) ทาหน้าที่ควบคุมลาดับข้ันตอนในการ
ประมวลผลและการทางานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในหน่วยประมวลผลกลาง และรวมไปถึงการ
ประสานงานในการทางานร่วมกันระหว่างหน่วยประมวลผลกลาง กับอุปกรณ์นาเข้าข้อมูล อุปกรณ์
แสดงผล และหน่วยความจาสารอง เมื่อผ้ใู ชต้ ้องการประมวลผล ตามชุดคาส่ังใด ผ้ใู ช้ตอ้ งสง่ ข้อมลู และ
ชุดคาส่ังน้ัน ๆ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เสียก่อน โดยข้อมูลและชุดคาสั่งดังกล่าวถูกนาไปเก็บไว้ใน
หน่วยความจาหลักก่อน จากนั้นหน่วยควบคุมจะดึงคาสั่งจากชุดคาสั่งท่ีมีอยู่ในหน่วยความจาหลัก
ออกมาทีละคาสั่งเพ่ือทาการแปล ความหมายว่าคาส่ังดังกล่าวส่ังให้ ฮาร์ดแวร์ส่วนใด ทางานอะไรกับ
ขอ้ มลู ตัวใด เมื่อทราบความหมายของคาส่งั นั้นแลว้ หน่วยควบคมุ ก็จะส่งสัญญาณคาสง่ั ไปยงั ฮารด์ แวร์
ส่วนท่ีทาหน้าท่ีในการประมวลผลดังกล่าว ให้ทาตามคาส่ังน้ัน ๆ เช่น ถ้าคาส่ัง ท่ีเข้ามาน้ันเป็นคาส่ัง
เก่ียวกับการคานวณ หน่วยควบคุมส่งสัญญาณคาสั่งไปยังหน่วยคานวณและตรรกะให้ทางาน หน่วย
คานวณและตรรกะก็จะไปทาการดึงข้อมูลจาก หน่วยความจาหลักเข้ามาประมวลผล ตามคาสั่งแล้ว
38
นาผลลัพธ์ที่ได้ไปแสดงยังอุปกรณ์แสดงผล หน่วยควบคุมจึงส่งสัญญาณคาส่ังไปยังอุปกรณ์แสดง
ผลลพั ธ์ ที่กาหนดให้ดึงข้อมลู จากหนว่ ยความจาหลัก ออกไปแสดงให้เห็นผลลัพธ์
2.3.1.3 หน่วยความจา ายในหน่วยประมวลผลกลาง (Register) เป็นหน่วย
จัดเกบ็ ข้อมูลท่ีมีความเร็วสูง ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลหรือชุดคาสั่งไว้ชัว่ คราวในระหว่างการประมวลผล
ของหน่วยประมวลผลกลาง ขนาดของรีจิสเตอร์จะมีขนาดท่ีจากัด ดังนั้นหากต้องการจัดเก็บข้อมูลใน
ปริมาณมากก็จะเก็บไว้ในหน่วยความจาหลัก โดยท่ีรีจิสเตอร์จะเป็นท่ีเก็บข้อมูลสาหรับประมวลผล
กล่าวคือ คอมพิวเตอร์จะทาการโหลดชุดคาสั่งและข้อมูลจากหน่วยความจาหลักมาเก็บไว้ในรีจสิ เตอร์
เพ่ือเตรียมการประมวลผล ดังน้ันภายในหน่วยประมวลผลกลางก็จะมีชนิดของรีจิสเตอร์ต่าง ๆ
จานวนมากในการประมวลผลตา่ ง ๆ โดยแต่ละรีจสิ เตอร์ต่างกม็ ีหนา้ ทก่ี ารทางานทแ่ี ตกต่างกันไป
2.3.2 โครงสร้างของหน่วยประมวลผลกลาง
รปู ท่ี 29 โครงสร้างของหน่วยประมวลผลกลาง
2.3.2.1 หน่วยคานวณและตรรกะ (ALU : Arithmetic & Logical Unit )
หน่วยคานวณและตรรกะ เป็นหนว่ ยทท่ี าหน้าท่คี านวณทางเลขคณิตได้แก่ การบวก ลบ คูณ หาร และ
เปรียบเทียบทางตรรกะเพ่ือทาการตัดสินใจ เช่น ทาการเปรียบเทียบข้อมูล เพ่ือตรวจสอบว่าปริมาณ
หน่ึง น้อยกว่า เท่ากับ หรือมากกว่าอีกปริมาณหนึ่ง แล้วส่งผลการเปรียบเทียบว่า จริงหรือเท็จไปยัง
หน่วยความจาเพื่อทางานต่อไป ตามข้ันตอนท่ีกาหนดไว้ในเง่ือนไข การทางานของหน่วยคานวณและ
ตรรกะ คือ รับข้อมูลจากหน่วยความจามาไว้ในที่เก็บชั่วคราว เรียกว่า รีจิสเตอร์ (Register) เพ่ือทา
การคานวณแล้วส่งผลลพั ธก์ ลับไปยังหน่วยความจา ท้ังน้ีในการส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ต่าง ฯ ขอ้ มูล
และคาสง่ั จะอยู่ในรูปของสัญญาณไฟฟา้ แลว้ ยังส่งไปยังอุปกรณ์ตา่ ง ๆ ผ่านระบบส่งถ่ายข้อมูลภายใน
ทเี่ รยี กว่าบสั (Bus)
39
2.3.2.2 หน่วยควบคุม (Control Unit) หน่วยควบคุม ทาหน้าที่ควบคุมการ
ทางานของเคร่อื งคอมพิวเตอร์ทง้ั ระบบ เช่น ควบคุมการทางานของหน่วยนาเข้าข้อมูล หน่วยคานวณ
และตรรกะ หน่วยความจาหลัก หน่วยแสดงผล และที่เก็บข้อมูลต่าง ๆ ดังน้ันการทางานของหน่วยนี้
จึงเปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางระบบประสาท ท่ีทาหน้าที่ควบคุมการทางานของส่วนประกอบต่าง ๆ
ของเคร่ืองคอมพิวเตอร์ โดยที่หน่วยควบคุมและหน่วยคานวณและตรรกะจะรับรู้คาส่ังต่าง ๆ ในรูป
ของคาส่ังภาษาเคร่ืองเท่าน้ัน ถ้าผู้ใช้เขียนโปรแกรมโดยใช้ภาษาระดับสูง ก่อนที่จะส่ังใหค้ อมพิวเตอร์
ทางานจะต้องมกี ารแปลงเป็นภาษาระดบั ต่าก่อน
2.3.2.3 สัญญาณนาฬิกา (Clock) ทาหน้าท่ีให้จังหวะในการทางานกับหน่วย
ประมวลผลกลาง เนื่องจากหน่วยประมวลผลกลางทางานแบบซิงโครนัส (Synchronous) หรือการ
ทางานแบบเข้าจังหวะกับอุปกรณ์อ่ืน ๆ โดยหน่วยประมวลผลกลางจะใช้สัญญาณนาฬิกาควบคุมการ
ดึงข้อมูลใหม่เข้ามา หรือส่งข้อมูลต่าง ๆ ออกไป ซึ่งหน่วยประมวลผลกลางที่ทางานแบบซิงโครนัส
จะต้องมีการเชอ่ื มต่อทุกส่วนกบั สัญญาณนาฬกิ าของระบบด้วย
2.3.2.4 รีจิสเตอร์ไฟล์ (Register File) รีจิสเตอร์ไฟล์ ทาหน้าท่ีเก็บผลลัพธ์
ชว่ั คราวจากการประมวลผล
2.3.2.5 อินสตรัคชันรีจิสเตอร์ (Instruction Register) อินสตรัคชันรีจิสเตอร์
หรือ รีจิสเตอร์คาสั่ง ทาหน้าท่ีเก็บคาสั่งไมโครโพรเซสเซอร์กาลังทางานอยู่ คาส่ังจะถูกโหลดจาก
หน่วยความจามาเกบ็ ไวใ้ นรจี สี เตอร์คาสง่ั
2.3.2.6 โปรแกรมเคาน์เตอร์ (Program Counter) โปรแกรมเคาน์เตอร์ ทา
หน้าทีช่ ี้ตาแหน่งของหนว่ ยความจาที่เก็บคาส่ังน้ัน ๆ เพ่อื ให้หน่วยประมวลผลกลางทาตามคาส่ัง แล้ว
โปรแกรมเคานเ์ ตอร์ก็จะชี้คาสง่ั ลาดบั ตอ่ ไปเพ่ือให้หน่วยประมวลผลกลางทางาน
2.3.2.7 เมมโมรีแอดเดรสรีจิสเตอร์ (Memory Address Register) ทาหน้าท่ี
ชี้ตาแหนง่ ของหนว่ ยความจาทเี่ ก็บข้อมูลน้ัน ๆ เพ่ือใหห้ นว่ ยประมวลผลกลางอ่านหรือบันทึกข้อมูลลง
ในหนว่ ยความจา
2.3.2.8 บัสรวม (Multiplexed Bus) ทาหน้าที่รวมคาส่ังหรือข้อมูลไปยัง
ปลายทางเดียวกันคือแอดเดรสบัส เพ่ือลดความซับซ้อนจากการทางาน ส่วนนี้เป็นบัสพิเศษท่ี
โปรเซสเซอรป์ ระสทิ ธิภาพสูงแยกแอดเดรสบัสและบัสข้อมูลออกจากกันเพ่ือนาจากัดจานวนพินของดี
ไวซ์ และการซับซ้อนของบสั ซึ่งเป็นโปรเซสเซอร์ธรรมดาท่ใี ช้แอดเดรสบัสข้อมูลเป็นบัสเดยี วกันจะทา
ใหม้ ีผลกระทบกับประสิทธิภาพของระบบ
2.3.2.9 ดาต้าบัส (Data Bus) เป็นบัสท่ีหน่วยประมวลผลกลางใช้เป็นเส้นทาง
ผ่านในการควบคุมการส่งถ่ายขอ้ มูลจากหน่วยประมวลผลกลางไปยงั อปุ กรณ์อปุ กรณ์ภายนอก หรือรับ
ข้อมูลจากอปุ กรณ์ภายนอก เพอ่ื ทาการประมวลผลท่ีหนว่ ยประมวลผลกลาง
40
2.3.2.10 แอดเดรสบัส (Address Bus) คือบัสที่หน่วยประมวลผลกลางเลือกว่า
จะส่งข้อมูล หรือรับข้อมูลจากอุปกรณ์ไหนไปท่ีใด โดยจะต้องส่งสัญญาณเลือกออกมาทางแอดเดรส
บัส
2.3.2.11 คอนโทรลบัส (Control Bus) เป็นบัสท่ีรับสัญญาณการควบคุมจาก
หน่วยประมวลผลกลาง เพื่อบังคับว่าจะอ่านข้อมูลเข้ามา หรือจะส่งข้อมูลออกไปจากหน่วย
ประมวลผลกลาง โดยระบบภายนอกจะตอบรับตอ่ สญั ญาณควบคมุ นน้ั
2.3.3 คณุ สมบัติของหนว่ ยประมวลผลกลาง
2.3.3.1 Clock CPU สัญญาณความถ่ีในการทางานของหน่วยประมวลผลของ
คอมพิวเตอร์ ซ่ึง Clock CPU น้ันเป็นองค์ประกอบที่สามารถบ่งบอกได้ถึงประสิทธิภาพของการ
ทางานของคอมพวิ เตอรไ์ ด้
2.3.3.2 Front-Side Bus (FSB) คือ การเก็บข้อมูลและชุดคาสั่งในเคร่ือง
คอมพิวเตอร์ ที่เช่ือมระหว่างหน่วยประมวลผลกลางกับหน่วยความจาหลัก ซ่ึงมีผลโดยตรงต่อ
ประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ โดยเลขยิ่งสูงข้อมูลย่ิงส่งกันได้เร็ว เปรียบเทียบได้กับถนนท่ีให้รถว่ิง
ถ้าย่ิงมีช่องทางหรือเลนให้วิ่งมาก รถก็จะว่ิงได้มากขึ้น อุปกรณ์หลักท่ีเชื่อมต่อกับหน่วยประมวลผล
กลางโดยใช้ความเร็วของ FSB อย่างเต็มท่ีก็คือหน่วยความจาหลัก ซึ่งปัจจุบันสามารถรับส่งข้อมูลได้
ถึง 2 คร้ังในแต่ละลูกคล่ืนของสัญญาณนาฬิกา ซึ่งเป็นที่มาของช่ือ Double Data Rate (DDR) หรือ
หนว่ ยความจา SDRAM แบบ DDR, DDR2 และลา่ สุด DDR3 ซึ่งถอื เปน็ มาตรฐานทใ่ี ชง้ านกันโดยทวั่ ไป
ปจั จบุ ันความเร็วของ FSB อยทู่ ี่ 25 ถึง 400 MHz ข้ึนกบั หน่วยประมวลผลกลางท่ใี ช้
2.3.3.3 Core เป็นแกนของหน่วยประมวลผลกลาง CPU ในปัจจุบันเป็นแบบ
Single core (1C), Dual core (2C), Quad core (4C) และ Octa core (8C) ส่ิงท่ีเราต้องศึกษาเพื่อ
ใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกซื้อ นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกและราคาแล้ว หน่วยประมวลผล
ภายในหรือ CPU ก็เป็นเร่ืองท่ีสาคัญไม่แพ้กัน CPU ที่เปียบเสมือนอวัยวะของสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต
หรือคอมพิวเตอร์ท่ีขับเคลื่อนการใช้งานผ่านการประมวลผลของชิปเซ็ต โดย CPU สามารถแบบ
ประเภทได้ ดงั ตอ่ ไปนี้
1) CPU Single-Core (1 คอร์) คือ หนว่ ยประมวลผลทม่ี ีการทางานเพียง
หน่ึง Core หรือหนงึ่ แกนสมอง การทางานต่างๆ อาจมีความล่าชา้ หากใช้งานพร้อมกันหลายประเภท
2) CPU Dual-Core (2 คอร์) คือ หนว่ ยประมวลผลท่มี ีการทางานของสอง
Core หรอื สองแกนสมอง กจ็ ะมีการช่วยการแบง่ เบาภาระการทางาน โดยมีหนา้ ที่แตกต่างกนั ออกไป
3) CPU Quad-Core (4 คอร์) คือ หน่วยประมวลผลท่มี กี ารทางานถงึ สี่
Core หรือมสี ีแ่ กนสมอง จะเพ่ิมประสทิ ธภิ าพการทางานมากข้นึ จาก 2 Core
41
4) CPU Octa-Core (8 คอร)์ คือ หน่วยประมวลผลทม่ี กี ารทางานถงึ แปด
Core หรอื มีแปดแกนสมอง
นอกจากจานวนของ Core มีจานวนมากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลให้การประมวลผลมี
ประสิทธิภาพมากข้ึนเท่าน้ัน ความเร็วของ CPU ก็ยังเป็นตัวแปรสาคัญในการประมวลผล ย่ิงมี
ความเร็วมากเท่าไหร่การประมวลผลของ CPU ก็จะตอบสนองการทางานได้เร็วขึ้น แต่ปัญหาอย่าง
หน่ึงที่เรามักจะเจอ คอื การมี Core ในการประมวลผลมากเท่าไหร่ จะส่งผลใหแ้ บตเตอร์ร่ีลดลงอย่าง
รวดเรว็
2.3.3.4 หน่วยความจาแคช (Cache Memory) ทาหน้าท่ีเสมือนเป็นกระดาษช่วยจา
คอยจดบันทึกข้อมูลหรือคาสง่ั ต่าง ๆ ที่หน่วยประมวลผลกลางมกั มีการเรียกใช้งานบ่อย ๆ ไว้ช่ัวคราว
เพ่ือช่วยลดภาวะในการติดต่อหรอื เข้าถึงข้อมูลภายในแรม (RAM) ซึ่งหน่วยประมวลผลกลางสามารถ
เรียกใช้ข้อมูลซ้าหรือเขียนข้อมูลกับหน่วยความจาแคชได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาติดต่อกับแรมหรือ
ฮาร์ดดิสก์ ซึ่งมีขนาดความเร็วในการทางานท่ชี ้ากว่าแคชมาก ส่งผลให้หน่วยประมวลผลกลางทางาน
ไดร้ วดเรว็ ข้นึ และประสิทธภิ าพโดยรวมของทั้งระบบกส็ งู ข้ึนด้วย
รปู ท่ี 30 หน่วยความจาแคช
หน่วยความจาแคชของซีพยี ูโดยท่ัวไปมักมีอยู่ 2 ระดับ (Level) คือ แคชระดับ
1 หรือ L1 Cache และแคชระดับ 2 หรือ L2 Cache ซึ่งปัจจุบันแคชท้ัง 2 ระดับต่างก็ถูกติดต้ังไว้อยู่
ภายในหน่วยประมวลผลกลาง โดยมรี ายละเอยี ดของแคชระดับตา่ ง ๆ ดังน้ี
1) L1 Cache ตาแหน่งจะอย่ชู ิดตดิ กบั หน่วยคานวณและตรรกะภายในหนว่ ย
ประมวลผลกลาง มีความเร็วในการทางานเทียบเท่าหน่วยประมวลผลกลาง มีขนาดตั้งแต่ 8 KB ไป
จนถึง 128 KB ภายในถูกแบ่งออกเป็น Instruction Cache กับ Data Cache ใช้เก็บข้อมูลและเก็บ
ชดุ คาสงั่ ต่างๆ
2) L2 Cache ตาแหน่งจะอยู่ถัดมาจาก L1 Cache โดยถ้าหน่วยประมวลผล
กลางเรียกหาข้อมูลใน L1 Cache ไม่พบก็จะมาเรียกหาท่ี L2 Cache น้ี ซ่ึงอาจมีความเร็วในการ
ทางานเทียบเท่าหรอื รองลงมา แต่มีขนาดความจุท่ีใหญ่กว่า คอื มีขนาดตั้งแต่ 64 KB ไปจนถงึ 8 MB
42
3) L3 Cache ปัจจบุ ันพบไดใ้ นหน่วยประมวลผลกลางรุ่นใหม่ๆ ของทง้ั Intel
และ AMD ตาแหน่งจะอยู่ภายนอกหน่วยประมวลผลกลาง มีความจุขนาดใหญ่ตั้งแต่ 1 MB ไปจนถึง
16 MB
2.3.3.5 เทรด (Thread) เปรยี บเสมอื นการจาลองจานวนคอร์ของซีพียูให้เพิ่มข้ึน เช่น
ซีพียู 1 คอร์ ที่มี 2 เทรด หมายความว่า แม้ซีพียูจะมีสมอง 1 ก้อน แต่มันจาลองให้เหมือนว่ามีสมอง
2 ก้อนน่ันเอง สาหรับเทคโนโลยีน้ีเราเรียกว่า Simultaneous Multithreading หรือ SMT ซึ่ง Intel
เรยี กว่า Hyper-Threading โดยเป็นการจาลองให้ซีพียู 1 คอร์ สามารถทางานได้หลายอยา่ งพรอ้ มกัน
ตามจานวนเทรดท่ีเพ่ิมขึ้น โดยท่ัวไปคือ 1 คอร์ จะมีอยู่ 2 เทรด การทางานของ 1 คอร์ 2 เทรด เป็น
การส่งข้อมลู เขา้ สซู่ ีพยี ู จะเรียงตามลาดับคาส่ังอันไหนทาก่อน-หลัง ถ้าเกดิ ซีพียูมแี ค่ 1 คอร์ 1 เทรด ก็
เหมือนกับคาสั่งจะต้องถูกรันต่อแถวกันไปเรื่อยจนกว่าจะจบ ซึ่งมันทาให้การรันคาสั่งน้ันเป็นไปได้ช้า
ประโยชน์ของการมจี านวนเทรดท่ีเพิ่มมากข้ึน เหน็ ได้ชัดเจนในการใชง้ านร่วมกับโปรแกรมตัดตอ่ วิดโี อ
มีการประมวลผลข้อมูลหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการใช้งานโปรแกรมแบบ Multi-tasking ก็ได้
ประโยชน์จากการมีจานวนเทรดทเ่ี พม่ิ ขึน้ ดว้ ย
2.3.4 การทางานของหนว่ ยประมวลผลกลาง
จากโปรแกรมท่ีประกอบด้วยกลุ่มของคาส่ังท่ีต้องการให้คอมพิวเตอร์ทาการประมวลผล
แต่ละคาสั่งประกอบด้วยรหัสให้ทางาน (Operation Code) หรือ ออปโค้ด (Opcode) เช่น ADD
(การบวก) SUB (การลบ) MUL (การคูณ) DIV (การหาร) และส่ิงที่เรียกว่า โอเปอแรนต์ (Operand)
จะบอกตาแหน่งของทเี่ กบ็ ข้อมูลในหน่วยความจา เชน่ สญั ลกั ษณ์ A หรือ B
การทางานของคอมพิวเตอร์จะต้องทาตามโปรแกรมที่กาหนดไว้ในหน่วยความจา โดย
โปรแกรมเกิดจากการนาคาส่ังมาต่อเรียงกัน เมื่อคอมพิวเตอร์ทางาน หน่วยควบคุมทาการอ่านคาสั่ง
ต่าง ๆ เข้ามาประมวลผลในหน่วยประมวลผลกลาง โดยวงรอบการทางานของคาสั่งประกอบด้วย
ขัน้ ตอนการทางานพนื้ ฐาน 4 ข้นั ตอน ดังนี้
2.3.4.1 การเฟตช์ (Fetch) เป็นกระบวนการที่หน่วยควบคุม (CU) ไปนาคาส่ังท่ี
ตอ้ งการใช้จากหนว่ ยความจามาเพื่อการประมวลผลมาเกบ็ ไว้ที่ Register
2.3.4.2 การแปลความหมาย (Decode) เป็นกระบวนการถอดรหัสหรือแปล
ความหมายคาสง่ั ต่าง ๆ เพอ่ื ส่งไปยงั หนว่ ยคานวณทางคณติ ศาสตร์และตรรกะเพ่ือดาเนินการต่อไป
2.3.4.3 การเอ็กซ์คิวต์ (Execute) เป็นกระบวนประมวลผลคาส่ังโดยหน่วยคานวณ
คณิตศาสตรแ์ ละตรรกะ ซึ่งการประมวลผลจะประมวลผลทลี ะคาสั่ง
2.3.4.4 การจัดเก็บ (Store) เป็นกระบวนการจัดเก็บผลลพั ธ์ที่ได้จากการประมวลผล
และจัดเก็บไวใ้ นหนว่ ยความจาหรอื รีจสิ เตอร์
43
หน่วยประมวลผลกลางรุ่นเก่า การทาคาส่ังแต่ละคาส่ังจะต้องทาวงรอบคาสั่งให้จบก่อน
จากน้ันจึงทาวงรอบคาสั่งของคาสั่งต่อไป สาหรับหน่วยประมวลผลกลางรุ่นใหม่ ได้มีการพัฒนาให้
ทางานได้เร็วข้ึน โดยมีการแบ่งวงรอบคาสั่งนี้เป็นวงรอบย่อย ๆ อีก มีการนาเทคนิคการทางานแบบ
Multi-core และ Multi-thread มาใช้ โดยขณะที่ทาวงรอบคาสั่งแรกอยู่ ก็มีการอ่านรหัสคาส่ังของ
คาสงั่ ถดั ไปเขา้ มาด้วย ซง่ึ จะทาใหก้ ารทางานโดยรวมของซีพียูเร็วขึ้นมาก
2.3.5 การอินเตอร์เฟซของซีพียู
CPU แบง่ ตามลักษณะทางกายภาพ ไดด้ งั นี้
2.3.5.1 สลอ็ ต (Slot)
จะมีทั้งแบบสล็อต 1 และสล็อต A ขึ้นอยู่กับซีพียูท่ีใช้ หากเป็นของทางฝ่ัง
Intel กจ็ ะเป็นแบบสลอ็ ต 1 หรอื หากเป็น AMD กใ็ ช้แบบสลอ็ ต A แตใ่ นปจั จุบนั นี้ เราไม่ค่อย
พบเห็นเมนบอรด์ ทเ่ี ปน็ แบบสล็อตแล้ว ส่วนใหญ่จะใชก้ บั ซีพยี ทู ี่มีสถาปัตยกรรมแบบเกา่
รปู ที่ 31 CPU แบบ Slot
2.3.5.2 ซ็อกเกต็ (Socket)
ซ็อกเก็ต (Socket) หรือ สล็อตซีพียู (CPU slot) คือ ฐานรองเพ่ือติดต้ังหน่วย
ประมวลผลกลางเข้ากับแผงวงจรหลักในคอมพิวเตอร์ ซ็อกเก็ตแต่ละรุ่นจะมีลักษณะเฉพาะข้ึนอยู่กับ
รุ่นของหน่วยประมวลผลกลางท่ีออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกัน ดังน้ันเราจะไม่สามารถนาหน่วย
ประมวลผลกลางที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับซ็อกเก็ตแบบหนึ่งไปใช้กับซ็อกเก็ตแบบอื่นได้ โดยซ็อกเก็ต
สามารถแบง่ ตามลักษณะทางกายภาพ ดังนี้
1) ซ็อกเก็ตแบบ PGA (Pin Grid Array) เป็นซ็อกเก็ตแบบที่ใช้กันอยู่ในรุ่น
ปัจจุบัน โดยเฉพาะค่าย AMD หน่วยประมวลผลกลางท่ีใช้ซ็อกเก็ตแบบ PGA มีลักษณะเป็นชิปที่
ด้านบนเปน็ ผวิ เรียบและด้านล่างมีขาพนิ ยน่ื ออกมาจานวนมาก สาหรับติดตั้งลงบนฐานซ็อกเก็ตหน่วย
ประมวลผลกลางบนเมนบอรด์
44
รปู ที่ 32 ซอ็ กเก็ต PGA รปู ท่ี 33 CPU ที่ใช้ซ็อกเก็ตแบบ PGA
2) ซ็อกเก็ตแบบ LGA (Land Grid Array) เป็นซ็อกเก็ตท่ีพัฒนาขึ้นมา
สาหรบั ใช้กับหน่วยประมวลผลกลางของ Intel ซึ่งมีการเปล่ียนจากเขม็ หรอื พนิ แบบ PGA มาเป็นวัสดุ
นาไฟฟ้าทรงกลมเรียงกันเป็นแผงแทน การติดต้ังจะต้องทาให้หน้าสัมผัสแนบกับซ็อกเก็ต ทาให้มี
หน้าสัมผสั ระหวา่ งหนว่ ยประมวลผลกลางและซ็อกเก็ตมากขึ้น
รปู ที่ 34 ซอ็ กเก็ต LGA รูปที่ 35 CPU ทีใ่ ชซ้ อ็ กเก็ตแบบ LGA
2.4 วิวฒั นาการของไมโครโพรเซสเซอร์
2.4.1 พัฒนาการของไมโครโพรเซสเซอร์
เริ่มต้นขึน้ ในปี 1971 ได้มีการรวมตัวกันผลิตอุปกรณ์ท่ีเป็นตัวประมวลผลข้อมูลท่เี รยี กว่า
"Microprocessor (ไมโครโพรเซสเซอร์)" จากพ้ืนฐานมีขนาด 4 บิต LSI และพัฒนาต่อเนื่องจงใน
ปัจจุบันเป็น iA64 (Itanium) ท่ีมีขนาด 128 บิต SLSI (Super large-scale integrated circuit)
ปัจจุบันเป็นช่วงที่มีการใช้งานไมโครโพรเซสเซอร์กันมาก และการพัฒนาไม่ได้หยุดอยู่เท่าน้ี แต่ยังมี
การพัฒนาระบบให้มีขีดความสามารถใกล้เคียงกับสมองของมนุษย์มากข้ึน หรือที่เรียกว่า "Artificial
Intelligence" ซึง่ ใช้การประมวลผลแบบขนานส่วนการประมวลผล (Parallel Processing)
จากประวัติความเป็นมาของไมโครโพรเซสเซอร์ พบว่าจุดกาเนิดเร่ิมจากการใช้ลูกคิด
แล้วจึงพัฒนามาใช้ฟันเฟือง โดยต่อมาเป็นการใช้หลอดสูญญากาศ และรีเลย์เมื่อมีการผลิตสารกึ่ง
45
ตัวนาและทรานซิสเตอร์ ต่อจากน้ันเป็นอุปกรณ์ประเภทวงจรรวม (Integrated Circuit) และพัฒนา
มาเปน็ Microprocessor และ Microprocessor Base Computer System
2.4.1.1 ไมโครโพรเซสเซอร์ขนาด 4 บิต ในปี 1971 บริษัท Intel โดย Marcian E.
Hoff ได้คิดค้น Microprocessor ตัวแรกข้ึนมา โดยต้ังช่ือว่า 4004 ซึ่งเป็น Microprocessor ที่มี
ขนาด 4 บิตโดยเปน็ การรวมส่วนต่าง ๆ ไวภ้ ายในตัวถงั เดียวกัน ซ่ึงประกอบด้วย หนว่ ยความจาขนาด
4 บติ จานวน 4,096 ตาแหน่ง (ข้อมูลขนาด 4 บิต เรียกวา่ “Nibble”) มคี าส่ังท่แี ตกต่างกัน 45 คาสั่ง
ผลิตด้วยเทคโนโลยีของ P-Channel MOSFET สามารถประมวลผลคาสั่งได้ 50 KIPs (Kilo
Instruction per second) ซึ่งช้ามากเม่ือเทียบกับเครื่อง ENIAC แต่มีข้อดีตรงที่ขนาด น้าหนัก
กระแสไฟฟ้าท่ีลดลงมาก และยังเป็นพื้นฐานในการพัฒนา Microprocessor ในปัจจุบัน การใช้งาน
4004 ใช้งานในด้าน Video Games เช่น Shuffleboard โดย Balley และ Microprocessor Base
Controller ขนาดเลก็ เชน่ ไมโครเวฟ เป็นตน้
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการใช้งานไมโครโพรเซสเซอร์ 4004 คือความเร็วในการ
ประมวลผล ขนาดของข้อมูล และจานวนหน่วยความจาท่ีใช้ ทางทีมงานจึงได้ทาการปรับปรุงไมโคร
โพรเซสเซอร์ 4004 เป็นไมโครโพรเซสเซอร์ 4040 ให้มีความเร็วที่สงู ขึ้นแต่ไม่ได้ทาการปรับปรุงขนาด
ของข้อมูลและจานวนหน่วยความจา นอกจากอินเทลแล้วยังมีบริษัท Texas Instrument ได้ผลิตไม
โครโพรเซสเซอร์คือ TMS-1000 เพื่อใช้งานทางด้านการควบคุมการทางานท่ีไม่ซับซ้อน โดยใช้รหัส
BCD (Binary Code Decimal)
รปู ท่ี 36 Intel 4004 ไมโครโพรเซสเซอร์ต้นแบบ ขนาด 4 บิต
2.4.1.2 ไมโครโพรเซสเซอร์ขนาด 8 Bit หลังจากท่ีได้มีการใช้งาน 4004 ทางอินเทล
ยังได้มีการพัฒนาไมโครโพรเซสเซอร์ในทางการค้าอย่างจริงจังมากข้ึน ใช้ช่ือว่า Intel 8008 มีขนาด
ของข้อมูล 8 บิตมีหน่วยความจา 16K bytes เพ่ิมคาส่ังเป็น 48 คาสั่ง ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อการใช้งาน
จึงได้พัฒนามาเป็น 8080 ในปี1973 ถือได้ว่าเป็นไมโครโพรเซสเซอร์ต้นแบบท่ีมีขนาดข้อมูล 8 บิต
อย่างแท้จริง หลังจากน้ันอีก 6 เดือน Motorola ได้สง่ ไมโครโพรเซสเซอร์เบอร์ MC6800 ซ่ึงเป็นการ
เปิดประตูของไมโครโพรเซสเซอร์ให้กว้างขึ้น และได้มีบริษัทต่าง ๆ ได้ผลิตไมโครโพรเซสเซอร์ของ
ตัวเองออกมาแขง่ ขันในตลาด
46
รูปที่ 37 Intel 8008 ไมโครโพรเซสเซอร์ตน้ แบบ ขนาด 8 บิต
2.4.1.3 ไมโครโพรเซสเซอร์ขนาด 16 Bit ในปี 1978 บริษัท Intel ได้พัฒนา 8086
และหลงั จากน้ันอีก 1 ปี ไดพ้ ฒั นา 8088 ซึง่ เปน็ Microprocessor ขนาด 16 บติ สามารถประมวลผล
คาส่ังได้ 2.5 MIPs (Million Instruction per second) หรือ 400ns โดยได้ทาการปรับปรุงพัฒนา
จากคุณสมบัติของ 8085 คือเพ่ิมขนาดของหน่วยความจาเป็น 1M bytes 8 บิตหรือ 512 word 16
บิต โดยได้นามาใช้แทนไมโครโพรเซสเซอร์บนเครื่องมินิคอมพิวเตอร์ โดยที่ 8086/8088 สามารถ
เตรียมข้อมูลก่อนท่ีจะทาการประมวลผล 4-6 Byte และยังได้เพ่ิมชุดคาส่ังในการคูณ/หาร เข้ามา ซ่ึง
แตเ่ ดิมมี 45 คาสงั่ (4004) มาเป็น 246 คาสั่ง (8085) สว่ นใน 8086/8088 มที ง่ั หมด 200,000 คาสง่ั
การใช้งานไมโครโพรเซสเซอรข์ นาด 16 บิต เริ่มขนึ้ ในปี 1981 โดยทาง IBM ได้
นา 8088 มาสร้างเคร่ืองคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล โปรแกรมประยกุ ต์ที่ใช้ได้แก่ Spreadsheets Word
Processor Spelling Checker และพจนานุกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งโปรแกรมต่าง ๆ เหล่าน้ีต้องการ
หน่วยความจาท่ีมากกว่า 64K bytes ในชว่ งเวลาต่อมาหนว่ ยความจาขนาด 1 M bytes เปน็ ข้อจากัด
สาหรับโปรแกรมประเภทฐานข้อมูล ดังน้ันทางอินเทลจึงได้พัฒนามาเป็น 80286 ซ่ึงสามารถใช้
หน่วยความจาได้ถึง 16M bytes พร้อมท้ังได้พัฒนาคาสั่งเพื่อใช้ในการจัดการกับหน่วยความจาท่ีเกิน
1M byte และความเรว็ ในการประมวลผลคาสัง่ ได้ 4.0 MIPs หรือ 250ns ที่สญั ญาณนาฬิกา 8 MHz
รปู ที่ 38 Intel 8086 ไมโครโพรเซสเซอร์ตน้ แบบ ขนาด 16 บิต
2.4.1.4 ไมโครโพรเซสเซอร์ขนาด 32 Bit เน่ืองจากโปรแกรมต่าง ๆ ทีม่ กี ารพัฒนาขึ้น
มาใช้งานต้องการความเร็วในการประมวลผลขนาดของบัสข้อมูล และขนาดของหน่วยความจาท่ีมาก
ขึ้น ดังน้ันทางอินเทลจึงได้พัฒนาไมโครโพรเซสเซอร์ขนาด 32 บิต ตัวแรกในปี 1986 โดยใช้ชื่อว่า
47
80386 มีขนาดบัสข้อมวลจานวน 32 บิต ขนาดบัสแอดเดรสจานาน 32 บิต ซ่ึงสามารถใช้งาน
หน่วยความจาได้ถึง 4G bytes มีรุ่นต่าง ๆ ที่ผลิตออกมา เช่น 80386SX มีขนาดบัสข้อมวลจานวน
16 บิต ข น า ด บั ส แ อ ด เ ด ร ส จ า น ว น 24 บิ ต ใ ช้ ง า นห น่ ว ย ค ว า ม จ า ไ ด้ 16M bytes รุ่ น
80386SL/80386SLC มีขนาดบัสข้อมวลจานวน 16 บิต ขนาดบัสแอดเดรส จานวน 25 บิต ใช้งาน
หน่วยความจาได้สูงสุด 32 M bytes และรุ่น 80386DX มีขนาดบัสข้อมวลจานวน 32 บิต ขนาดบัส
แอดเดรส จานวน 32 บติ ใชง้ านหน่วยความจาได้ 4G bytes นอกจากนี้ยงั ได้ทาการปรับปรุงให้ไมโคร
โพรเซสเซอร์ที่รวมทุกสิ่งไว้ภายในตัวไมโครโพรเซสเซอร์ ในปี 1995 คือ 80386EX ซ่ึงมีขนาดบัสข้อ
มวลจานวน 16 บิต ขนาดบัสแอดเดรส จานวน 26 บติ ใช้งานหนว่ ยความจาได้ 64M bytes พร้อมท้ัง
สัญญาณอนิ พทุ /เอาทพ์ ทุ จานวน 24 เส้น
โปรแกรมต่าง ๆ ที่พัฒนาขึ้นมาจะใช้รูปแบบในการติดต่อกับผู้ใช้แบบ GUI
(Graphic User Interface) โดยแบ่งพ้ืนที่บนหน้าจอมอนิเตอร์เป็นจุดหลาย ๆ จุดตามแนวตั้งและ
แนวนอน ซง่ึ จุดแต่ละจุดนเี้ รยี กว่า พิกเซล (Pixels หรือ Pels) โดยที่วจี เี อ (VGA : Variable Graphics
Array) มีขนาด 640 * 480 จุด เมื่อทางไมโครซอฟท์ได้พัฒนาโปรแกรม Window มาใช้งานซึ่งมี
รูปแบบการทางานคล้ายกับโปรแกรมของแมคอินทอร์ช โดยเรียกรูปแบบของ GUI นี้ว่า WYSIWYG
(What You See In What You Get) การพัฒนา 80386 ทางด้านชุดคาสั่ง ให้สามารถใช้งานคาส่ัง
ของ 8086/8088 และ 80286 ได้พร้อมท้ังได้เพ่ิมคาส่ังท่ีจัดการกับรีจีสเตอร์ขนาด 32 บิต นอกจาก
อินทลแล้วยังมีอีกหลายบริษัทที่ได้ผลิตไมโครโพรเซสเซอร์ขนาด 32 บิต ด้วยคือ บริษัท AMD
(Advance Micro Devices) และ Cyrix พร้อมท้ังมีการผลิตไมโครโพรเซสเซอร์ท่ีช่วยในการคานวณ
ทางคณิตศาสตร์ (Math-co Processor) เพื่อให้สามารถทาการคานวณเลขทศนิยมได้มากขึ้น ซ่ึงงาน
ท่ีต้องใช้ Math-co คือโปรแกรมทางด้าน CAD/CAM (Computer Aide Design/Computer Aide
Manufacturing)
ไมโครโพรเซสเซอร์ 80486 เริ่มพัฒนาข้ึนในปี 1989 โดยเป็นการรวมไมโคร
โพรเซสเซอร์ทั่วไปกับไมโครโพรเซสเซอร์ช่วยคานวณทางคณิตศาสตร์ไว้ภายในตัวไมโครโพรเซสเซอร์
ซงึ่ ส่งผลให้การประมวลผลทาได้เร็วขนึ้ และยังได้ทาการเพิม่ ความถี่ในการประมวลผลภายในตัวไมโคร
โพรเซสเซอร์เปน็ 2 เท่า คือรุ่น DX2 และ 3 เท่าสาหรับ DX4 ขนาดของหน่วยความจาแคช ได้เพม่ิ ข้ึน
จาก 8K bytes เป็น 16K bytes ทาง AMD และ Cyrix ยงั เป็นคูแ่ ขง่ ทีส่ าคญั ของอินเทล
รูปที่ 39 Intel i386 DX ไมโครโพรเซสเซอร์ต้นแบบ ขนาด 32 บิต
48
2.4.1.5 ไมโครโพรเซสเซอร์ขนาด 64 บิต ก่อนที่จะมีการผลิตไมโครโพรเซสเซอร์
ขนาด 64 บิต ไมโครโพรเซสเซอร์ขนาดนีม้ ีใชม้ านานแล้ว ในคอมพวิ เตอรร์ ะดับสูงทใ่ี ชง้ าน Database
ท่ีทางานกับข้อมูลจานวนมากหรืองานการคานวณทางวิทยาศาสตร์ท่ีซับซ้อน จนกระทั่ง AMD ได้นา
เทคโนโลยีนล้ี งมาใช้งานกับเครื่องคอมพวิ เตอร์ส่วนบคุ คล ถอื เปน็ การเร่ิมตน้ เทคโนโลยี 64 บติ สาหรับ
ผู้ใช้ท่ัวไป ซึ่งไมโครโพรเซสเซอร์ตัวแรกคือ AMD Athlon 64 ส่วนทางด้านของชื่อเทคโนโลยี AMD
จะใช้ชื่อว่า x86-64 ภายหลัง Intel ได้มีการผลิตไมโครโพรเซสเซอร์ 64 บิตตามมา และได้ใช้ชื่อ
เทคโนโลยีว่า EMT64T ซ่ึงเทคโนโลยีขนาด 64 บิตนั้นมีขนาดของรีจิสเตอร์จานวน 64 บิต ความเร็ว
ของสัญญาณนาฬิกาในปัจจุบันมากกว่า 3.4 GHz อกี ทั้งยังสามารถใชห้ น่วยความจาหลักเพิ่มจากเดิม
4 GB เป็น 128 GB ส่วนด้านโปรแกรมประเภท 64 บิต จะทางานได้เร็วกว่าโปรแกรมตัวเดียวกันใน
ประเภท 32 บิต เพราะสามารถป้อนชุดคาส่ังขนาดที่ใหญ่กว่าในทุกโปรเซส นอกเหนือจากน้ัน
โปรแกรม 32 บติ สามารถทางานบน CPU 64 บติ ได้ แตว่ า่ โปรแกรม 64 บติ จะไมส่ ามารถทางานบน
CPU 32 บิตได้
รปู ท่ี 40 AMD Athlon 64 ไมโครโพรเซสเซอร์ตน้ แบบ ขนาด 64 บิต
เทคโนโลยีของไมโครโพรเซสเซอร์มี 2 บรษิ ัททนี่ ยิ มใช้
1) อินเทล (Intel)
2) เอเอ็มดี (AMD)
เทคโนโลยี Intel เป็นบริษัทผู้ผลิตซีพียูและมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่
ซีพียู 8086, 8088 และซีพียูในตระกูล 80x86 เร่ือยมาจนมาถึง Pentium I, II, Celeron และ III ซึ่ง
ได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยน้ัน ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ยุค Pentium 4 ที่ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้
อย่างกวา้ งขวาง รวมไปถงึ ซพี ียใู นกลมุ่ Dual และ Quad-Core อย่าง Pentium D , Pentium Dual-
Core, Core 2 Duo และ Core 2 Quad ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของยุคซีพียูในแบบ Dual & Multi-
Core บนเครื่องซีพีที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งซีพียูบนโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมแบบใหม่อย่าง
Nehalem, Sandy Bridge, Ivy Bridge, Haswell, Broadwell และ Skylake บนซีพียู Core i3, i5,
i7 และ i9 ในปจั จบุ ัน
49
ขนาด 32 Bit
1) 1995 : Pentium I เป็นหน่วยประมวลผลภายใต้ชื่อเพนเทียม ออกแบบ
มาใช้กับคาสั่งแบบ 32 บิตเท่าน้ัน นักอินเทลได้ผลิตความเร็วสูง 60-200 MHz มีความเร็วบัสท่ี
แตกต่างกนั ทงั้ 50/66 MHz Clock multiplier 1.5 (66 MHz FSB), 2 (50 MHz FSB) สาหรับแพ็คเกจ
ท่ีใช้ใน Intel Pentium ใช้ได้กบั Socket5, Socket7 เรียกว่าเป็นแพ็คเกจแบบ SPGA ซ่ึงซีพียูท่ีมีขีด
ความสามารถสูงข้ันทั้งทางด้านความเร็วและเทคโนโลยี มีแคชภายในมากขึ้นและมีความสามารถใน
การทางานกับเลขทศนิยมได้ดีข้ึน โดยรุ่นแรกๆ นั้นมีทรานซิสเตอร์จานวน 3.1 ล้านตัว จึงทาให้มี
ความร้อนสูงมาก
รูปท่ี 41 ซพี ยี ูPentium Pro Processor
2) 1997 : Pentium II เป็นซีพยี ูที่ประกอบไปด้วยเทคโนโลยขี อง Pentium
Pro ผนวกเข้ากับเทคโนโลยี MMX ท่ีใช้สถาปัตยกรรมการทางานแบบใหม่ท่ีเรียกว่า “Single
Instruction Multiple Data (SIMD)” ซ่ึงได้มีการปรับโครงสร้างสถาปัตยกรรมภายในซิปถึง 70 จุด
เพื่อเร่งความเร็วในการทางานแบบ 64 บิต และยังมีการเพิ่มชุดคาสั่งเข้าไปอีก 70 คาส่ัง เพ่ือเพิ่ม
ประสิทธิภาพในการ ประมวลผลงานด้าน 3 มิติ มี Cache L2 สูงถึง 512-KB ใช้แพ็คเกจแบบ SECC
ใชร้ ะบบบสั 66 MHz มีความเรว็ ซีพียตู ้ังแต่ 233 - 333 MHz
รปู ที่ 42 ซีพยี ู Pentium II Xeon(TM)
3) 1999 : Celeron มีขนาดการเข้าออกของข้อมูลขนาด 32 บิต โดย Intel
ตัดความสามารถบางส่วนของหน่วยความจา Cache L2 ออก เพ่ือลดต้นทุนการผลิตให้ต่าลง ทาให้
50
ซีพียู Celeron มีสถาปัตยกรรมภายในแบบเดียวกับ Pentium II เพียงแต่ซีพียู Celeron จะไม่มี
หน่วยความจา Cache L2 เท่าน้ัน การท่ี Celeron สนับสนุน MMX การโอนถ่ายข้อมูลมัลติมีเดียได้
ดว้ ยความเรว็ สงู แตค่ วามสามารถของมนั กไ็ มไ่ ดเ้ รว็ อยา่ งท่ีคาดไว้ บสั มีความเร็ว 66 MHz
รปู ท่ี 43 ซพี ียู Celeron(TM) Processor
4) 1999 : Pentium III อินเทลประกาศเปดิ ตัวซีพยี ูใหม่อกี ครัง้ มขี นาดการเขา้
ออกของข้อมูลขนาด 32 บิต เพ่ิมชุดคาส่ังท่ีช่วยประมวลผลในด้านต่าง ๆ ไปใหม่ในลักษณะของ
MMX เป็นซีพียูท่ีมีความเร็วเร่ิมต้นท่ี 450 MHz ไปจนถึง 620 MHz ซ่ึง Pentium III คือ Pentium II
ท่ีได้จับเอามาเพม่ิ ชุดคาส่ัง SSE เข้าไป (Streaming SIMD Extension) แตก่ ็ยังคงผลิตด้วยเทคโนโลยี
0.25 ไมครอน และมีความเร็วบัส 133 MHz
รปู ที่ 44 ซพี ียู Pentium III Processor
5) 2000 : Pentium 4 มีเทคโนโลยี HT (Hyper-Threading) ทาให้ใช้งาน
ได้หลายโปรแกรมข้ึน นอกจากนี้ยังได้เพ่ิมชุดคาส่ัง SSE 2 (Streaming SIMD Extensions 2) เข้าไป
144 ชุดคาสั่ง โดยชิปชุดนี้ได้รับการพัฒนาข้ึนเป็นสถาปัตยกรรมการออกแบบที่ใหม่ทั้งหมด มีขนาด
การเข้าออกของข้อมูลขนาด 32 บิต ใช้ระบบบัส 66 MHz มีความเร็วซีพียูตั้งแต่ 1.3 GHz - 2 GHz
ภายใตส้ ถาปัตยกรรมใหมล่ ่าสดุ ทีช่ ือ่ Intel Net Burst Microarchitecture
51
รปู ที่ 45 ซพี ยี ูตระกูล Pentium 4
ขนาด 64 บิต
1) 2005 : Pentium D นับเป็นก้าวแรกสู่ยุค Dual & Multi - Core โดย
Pentium D ถูกออกแบบเพ่ือการทางานท่ีต้องการ Multitasking สูงๆ หรือสามารถทางานกับ
แอพพลิเคชนั่ ได้หลายตัวพร้อมกันอย่างมีประสิทธภิ าพ ซง่ึ มขี นาดการเขา้ ออกของขอ้ มลู ขนาด 64 บิต
ไดแ้ ก่ Pentium D (Smithfield – 90 nm) , Pentium D (Pressler - 65 nm)
รปู ท่ี 46 ซพี ียูตระกูล Pentium D
2) 2005 : Pentium Dual-Core เป็นแบรนดซ์ ีพยี ู x86 ของอนิ เทลใน
ตระกลู Pentium มีความเรว็ สงู สดุ 2.4 GHz ทางานด้วย FSB 800 MHz มี L2 Cache
ขนาด 1 MB คา่ TDP สงู สุด 65 W มีเทคโนโลยี Hyper-Threading ไม่มีระบบประหยัด
พลังงาน มเี ทคโนโลยีปอ้ งกนั การโจมตขี องไวรสั และมขี นาดการเข้าออกของข้อมลู ขนาด 64
บิต
รปู ที่ 47 ซพี ียูตระกลู Pentium Dual-core
52
3) 2006 : Core 2 Duo รองรับชุดคาสั่ง 64bit และยังประหยัดพลังงานมากขึ้น
เป็นแบรนด์ของทางอินเทลสาหรับไมโครโพรเซสเซอร์ x86 และ x86 - 64 ทางานบนสถาปัตยกรรม
ไมโครคอร์ โดยมี 2 คอร์และแบ่งการทางานออกเป็น 2 Thread และสถาปัตยกรรมคอร์นั้นได้ลด
อตั รานาฬกิ าและลดการใชพ้ ลงั งานลงโดยเพ่มิ ประสทิ ธิภาพมากขนึ้ มีความเร็วสูงสุด 2.6 GHz ทางาน
ดว้ ย FSB 800 MHz มี L2 Cache ขนาด 2 MB ค่า TDP สงู สดุ 65 W
รปู ที่ 48 ซพี ยี ูตระกูล Core 2 Duo
4) 2006 : Core 2 Quad รองรับชุดคาสั่ง 64 bit เป็นโปรเซสเซอร์สาหรับ
Desktop PC ออกแบบมาให้จัดการกับการใช้งานคานวณในปริมาณมากและการทางานด้านภาพ
ดว้ ยเทคโนโลยี Multi – core มคี วามเรว็ สูงสุด 2.66 GHz ทางานด้วย FSB (Front Side Bus) 1066
MHz มี L2 Cache ขนาด 8 MB ค่า TDP (Thermal Design Power) สงู สุด 95 W
5) Intel Core i3 รองรับชุดคาส่ัง 64 bit ใช้เทคโนโลยีใหม่ของ Intel Graphics
Media Accelerator HD เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการใช้งานท่ีสูงสุดโดย Function ตัวน้ีทาให้
เล่น VDO ในระดับ HD ราบร่ืนและความสามารถในด้านการใช้งานของ 3D ในการที่เราจะทางาน
และยังมี Technology ใหม่ของ Intel นั่นคือ Intel Hyper-Threading Technology เพื่อให้การ
ประมวลผล 4 Threads/ 2 Core เพ่ือรีดประสิทธิภาพของ CPU ออกมาให้ได้มากท่ีสุด ทาให้แต่
ละ Core ของ Processor ทางาน 2 งานไดเ้ วลาเดยี วกัน และมีความเร็วในการประมวลผล 3.4 GHz
รองรับการทางานในระบบปฏิบัติการท้ัง 32 bit และ 64 bit โดยมี L3 Cache 3 MB ขนาดของ
หน่วยความจา 32 GB ประเภท DDR3-1333/1600 และมีความเร็วบัส 650 MHz ไปจนถึง 1.05
GHz
6) Intel Core i5 รองรับชุดคาส่ัง 64 bit เป็นซีพียูแบบ 4 แกน โดยแบ่งการ
ทางานออกเป็น 4 Threads มาพร้อมกับความเร็วในการประมวลผลที่สูงถึง 3.2 GHz และสามารถ
อพั เพิม่ ได้ถึง 3.6 GHz รองรับการทางานในระบบปฏิบัตกิ ารท้งั 32 bit และ 64 bit โดยมี L3 Cache
6 MB ขนาดของหน่วยความจา 32 GB ประเภท DDR3-1333/1600 และมีระบบประมวลผลกราฟฟิก
Intel HD Graphics 4600 ความเร็วบัสต้ังแต่ 350 MHz ไปจนถึง 1.15 GHz หน่วยประมวลผลกลาง
Intel® Core™ i5 เจนเนอเรชั่น 4 ให้ประสิทธิภาพท่ีเหลือเชื่อ และระบบความปลอดภัยในตัวเพ่ือ
การปกป้องท่ีล้าลึกย่ิงกว่า 2 พบกับความน่าต่ืนตาต่ืนใจของการเพิ่มความเร็วให้อัตโนมัติเมื่อคุณ
53
ต้องการ ด้วยเทคโนโลยี Intel® Turbo Boost 2.0 สัมผัสภาพยนตร์ ภาพถ่ายและเกมอย่างราบรื่น
ไม่มีสะดุด เพราะมีประสิทธิภาพกราฟิกในตัว และเพลิดเพลินได้เต็มที่ด้วยอายุการใช้งานแบตเตอรี่ท่ี
ยาวนานกว่า
7) Intel Core i7 รองรับชุดคาสั่ง 64 bit เป็นซีพียูระดับ Top ของบริษัท Intel
โดยเป็นซีพียู Quad Core แท้ๆ พรอ้ มคุณสมบัติ Hyper-Threading และ Turbo Boost ซพี ียตู ระกลู
Core i7 จึงรองรับเทคโนโลยต่าง ๆ ของ Intel เกือบทั้งหมด และเป็นซีพียูแบบ 4 แกน โดยแบ่งการ
ทางานออกเป็น 8 Threads มาพร้อมกับความเร็วในการประมวลผลที่สูงถึง 3.5 GHz และสามารถ
อัพได้สูงสุด 3.9 GHz รองรับการทางานในระบบปฏิบัติการทง้ั 32 bit และ 64 bit โดยมี L2 Cache
4 X 256 KB และ L3 Cache 8 MB ขนาดของหน่วยความจา 32 GB ประเภท DDR3-1333/1600
และมีระบบประมวลผลกราฟฟิก Intel HD Graphics 4600 ความเร็วบัสตั้งแต่ 350 MHz ไปจนถึง
1.25 GHz
8) Intel Core i9 รองรับชุดคาส่ัง 64bit Intel Core i9 เป็นชิปประมวลผลรุ่น
ใหม่ล่าสุดสาหรับแล็ปท็อป ซึ่งถือเป็นชิปท่ี Intel เคลมว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าท่ีเคยพัฒนามา
ได้รับการออกแบบมาเพื่อประสิทธิภาพการทางานสูงสดุ โดยเปน็ โปรเซสเซอร์แบบโมบายรุ่นแรกของ
อินเทลทม่ี ี 6 แกน และ 12 Thread มาพรอ้ มตัวเรง่ ความเร็ว Intel Thermal Velocity Boost (TVB)
ใหม่ ซ่ึงหาโอกาสปรับเพ่ิมความถ่ีของนาฬิกาได้สูงสุดถึง 200 MHz โดยอัตโนมัติหากอุณหภูมิของ
โปรเซสเซอร์ต่าพอและพลังเทอรโ์ บยังมีเหลอื นน่ั หมายถึงความถ่ีเทอร์โบสามารถสูงถึง 4.8 GHz
รูปที่ 49 ซีพยี ตู ระกลู Core i9
เทคโนโลยี AMD (Advance Micro Devices) เอเอ็มดี เป็นบริษัทสัญชาติ
อเมริกัน ก่อต้ังเมือ่ ปี ค.ศ. 1969 โดยพนกั งานเก่าจากบริษทั Fairchild Semiconductor โดย เอเอ็ม
ดี ผลิตสินค้าเก่ียวกับ เซมิคอนดคั เตอร์ มีสานักงานใหญ่อยู่ทีม่ ลรัฐแคลฟิ อร์เนีย โดยเป็นผ้พู ัฒนาซีพียู
และเทคโนโลยีต่าง ๆ ออกสู่ตลาด โดยท่ีสนิ ค้าหลักของบริษัทคือ ไมโครโพรเซสเซอร์, เมนบอร์ด, ชิป
เซ็ต, การ์ดแสดงผล, ระบบฝังตัว สาหรับคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์, คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และระบบ
ฝงั ตัวต่าง ๆ โดยท่ีผลิตภณั ฑข์ องเอเอม็ ดีท่เี ป็นที่รู้จักได้แก่ ไมโครโพรเซสเซอรต์ ระกูล
54
AMD เป็นผู้ผลิตซีพียูเพียงรายเดียวของโลกท่ีสามารถผลิตซีพียู แข่งกับ Intel
ได้ใกลเ้ คยี งกัน ซึ่งอนิ เทลมักเป็นผู้นาทางด้านความเร็วและประสิทธภิ าพ สว่ น AMD เนน้ ในเรื่องราคา
ท่ีถูกกว่าในประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกัน ทาให้ผู้ใช้เร่ิมหันมาซ้ือซีพียูของ AMD กันมากขึ้นถึงแม้ AMD
จะผลิตรุ่น A-Series และ FX- Series ก็ยังต่อกรกับรุ่น Core ของ Intel ไม่ได้ จนล่าสดุ ทางบริษัทได้
เปลี่ยนสถาปัตยกรรมใหม่กับซีพียู RyZen และ ThreadRipper ท่ีสามารถผลิตให้มีความเร็วและ
ประสิทธิภาพเหนอื กว่า Intel
รูปที่ 50 ไมโครโพรเซสเซอร์บรษิ ัท AMD
ขนาด 32 บติ
1) K5 ซีพียู x86 ตัวแรกของ AMD ในปี 1996 AMD ได้ออกซีพียู x86 ตัว
แรกท่ีผลิตขึ้นเอง โดยใช้ชื่อว่า K5 ซ่ึงเจ้าตัวได้รวมเอานวัตกรรมจากซีพียูสถาปัตยกรรมแบบ RISC
อย่าง AM29000 เข้าไปด้วย นอกจากน้ี AMD ยังได้ใช้ Execution แบบ Out-of-order ซึ่งช่วยเพิ่ม
ประสิทธิภาพให้กับซีพียูได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ด้วยความซับซ้อนของชิปประมวลผล ทาให้ AMD
ไม่สามารถดนั สญั ญาณนาฬิกาของ K5 ขน้ึ ได้ และในแง่ของประสทิ ธิภาพน้นั ก็ดจู ะสู้ Intel Pentium
ไม่ได้ ถึงกระนั้น AMD ได้โฆษณาว่า K5 ที่มีสัญญาณนาฬิกา 100 MHz มี PR 133 ซึ่งหมายความว่า
AMD เช่ือว่าประสิทธภิ าพของ K5 ที่มีสัญญาณนาฬิกา 100 MHz แรงเท่ากับ Pentium ที่มีสัญญาณ
นาฬิกา 133 MHz
Code Name SSA/5, 5k86
Date 1996
Data Bus 32-bit
Address Bus 32-bit
Maximum Memory Support 4 GB
L1 Cache 16 KB + 8 KB
L2 Cache None
55
Clock Speed 75 – 133 MHz (PR75 – PR200)
Connection Socket 5 & Socket 7
ตารางที่ 1 K5 ซีพยี ู x86
2) K6 ซีพียู NexGen แทนที่ AMD จะพัฒนาซีพียูสถาปัตยกรรม K5 ต่อ
บริษัทได้เขา้ ซ้ือบริษัท NexGen ซึ่งเป็นผผู้ ลติ ซพี ียูรายหนง่ึ และไดน้ ามาปรบั ใช้กบั ซพี ยี ู K6 ตัวใหม่ที่มี
แผนจะออกขาย แม้ว่าโครงสร้างหลายๆ สว่ นของ K6 จะแตกต่างไป K5 แต่การดาเนนิ คาส่งั จะคล้าย
กับท่ีมีในซีพียูสถาปัตยกรรมแบบ RISC เช่นเดียวกับตัว K5 ซึ่ง K6 ได้เปิดตัวในปี 1997 และมี
ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ Intel Pentium II ใขณะท่ีมีราคาถูกกว่า อีกทั้งชิปซีพียูยังประกอบด้วย
ชุดคาสั่ง SIMD ด้วย แต่ส่ิงที่ทาให้ Pentium II เหนือกว่า K6 คือ FPU (Floating-point unit) ใน
Pentium II น้นั มีประสทิ ธิภาพสูงกวา่ K6
Code Name K6 (350 nm), Little Foot (250 nm)
Date 1997/1998
Data Bus 32-bit
Address Bus 32-bit
Maximum Memory Support 4 GB
L1 Cache 32 KB + 32 KB
L2 Cache None
L3 Cache None
Clock Speed 266 – 350 MHz
Socket Socket 7
ตารางท่ี 2 K6 ซีพียู NexGen
3) K7 AMD Duron เพื่อเจาะกลุ่มผู้ใช้งานในระดับเร่ิมต้น หรือกลุ่ม Entry
AMD จงึ ไดเ้ ปิดตัวซพี ียใู นตระกลู Duron ซึง่ มสี ถาปัตยกรรมคล้ายกับ Athlon แตม่ ีสญั ญาณนาฬิกาที่
ตา่ กวา่ ทาให้มนั ประหยัดพลงั งานมากกวา่ โดยท่ีแคช L2 ยงั มีอยู่ และมีขนาด 64 KB จึงกลายมาเป็น
คแู่ ข่งกับ Intel Celeron
Code Name Spitfire/Morgan
Date 2000/2001
56
Data Bus 32-bit
Address Bus 32-bit
Maximum Memory Support 4 GB
ตารางที่ 3 AMD K7 AMD Duron
ขนาด 64 บิต
1) K8 Athlon 64 AMD ต้องการให้ซีพียูรองรับการทางานร่วมกับแรมที่มี
ขนาดมากกว่า 4 GB เนื่องจากว่าในระยะหลัง เครื่องคอมพิวเตอร์เริ่มมีการใส่แรม 8 GB กันบ้างแล้ว
จงึ ตอ้ งมีการเพิ่มความสามารถให้ซีพียูมองเหน็ แรมมากกว่า 4 GB อกี ทั้งยังเปน็ การปรับปรุงเอาหน่วย
ควบคุมแรมท่ีอยู่ในชิปเซต ไปใส่ไว้ในซีพียูด้วย เพ่ือให้การติดต่อระหว่างซีพียูกับแรมเป็นไปได้อย่าง
รวดเร็ว AMD จึงได้นา Front Side bus ออกจากระบบ แล้วเปิดตัวเทคโนโลยี Hyper Transport ที่
มีแบนด์วิดธ์สูงกว่าน่ันเอง และนี่จึงเป็นที่มีของซีพียูสถาปัตยกรรม K8 โดยใช้ช่ือว่า Athlon 64
(Clawhammer และ Newcastle) สาหรับผู้ใช้งานท่ัวไป และ Athlon 64 FX (Sledgehammer
และ Clawhammer) สาหรับผู้ใช้งานที่มีความเช่ียวชาญมากข้ึน และ Opteron สาหรับเครื่อง
เซริ ์ฟเวอร์ (Sledgehammer)
Code Name Sledgehammer Newcastle/Clawhammer
Date 2003/2004 2004
Data Bus 64-bit 64-bit
Address Bus 64-bit 64-bit
Maximum Memory Support 1 TB 1 TB
L1 Cache 64 KB + 64 KB 64 KB + 64 KB
L2 Cache 1MB (Full Speed) 512 KB (Full Speed-Newcastle) ,
1 MB (Full Speed-Clawhammer)
Clock Speed 1.4 – 2.4 GHz 1.8-2.4 GHz (Newcastle) / 2 –
2.6 GHz (Clawhammer)
Memory Controller Single-Channel Single-Channel 400 MHz DDR
400 MHz DDR (Socket 754) / Dual-Channel
400 MHz DDR (Socket 939)
HyperTransport 800 MHz 800-1000 MHz
Socket Socket 940 Socket 754 , Socket 939
ตารางที่ 4 K8 Athlon 64
57
3) K10 Phenom ซีพียู Quad-Core สถาปัตยกรรม K10 มีโครงสร้าง
คล้ายคลึงกับ K8 แตม่ ีการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบควบคุมและชุดคาส่ังภายใน ให้ทางานได้มี
ประสิทธิภาพมากข้ึน อีกท้ังยังเหมาะกับการนามาใช้บนชิปท่ีมีหัวประมวลผล 4 แกน อย่างไรก็ตาม
ซีพยี ู K10 รุ่นแรก (Barcelona) กลับเกิดปญั หา มักเกดิ อาการคา้ งและหยุดทางานไป ซึ่งเรยี กว่า TLB
bug โดยทาง AMD ได้ออกซอฟต์แวร์มาแก้ไข (ซึ่งได้ผลบ้างไม่ได้บ้าง) แถมยังทาให้ซีพียูกินไฟมาก
ขึ้นอีก ซึ่งต่อมา AMDได้นาเอาซีพียู Barcelona นี้กลับไปแก้ไข แล้วออกเป็นตัว Agena มาแทน ซึ่ง
ได้แก้ไข TLB bug เรียบร้อย รวมถึงออกรุ่นอื่นๆ ในกลุ่มราคาต่างๆ โดยมีการปิดการทางานของ
Core บางตวั บนซพี ียูไว้ ได้แก่ Toliman (ปิดเหลือ 3 Cores) และ Kuma (ปดิ เหลอื 2 Cores)
Code Name Agena Toliman
Date November 2007 March 2008
Data Bus 64-bit 64-bit
Address Bus 64-bit 64-bit
Maximum Memory Support 1 TB 1 TB
L1 Cache (Per Core) 64 KB + 64 KB 64 KB + 64 KB
L2 Cache (Per Core) 512 KB (Full Speed) 512 KB (Full Speed)
L3 Cache (Shared) 2 MB (@HyperTransport 2 MB (@HyperTransport
Frequency) Frequency)
Clock Speed 1.8 – 2.6 GHz 1.9 – 2.5 GHz
Core Count
Socket 43
Socket AM2/AM2+ Socket AM2+
ตารางที่ 5 K10 Phenom ซีพยี ู Quad-Core
7) AMD Steamroller – GCN APU ในปี 2014 AMD ได้ปรับปรุง APU
ใหมอ่ ีกครัง้ โดยใช้สถาปัตยกรรม Streamroller ซ่ึงอยู่ในกระบวนการผลิตขนาด 28 นาโนเมตร ช่วย
ให้ซีพียมู ีความเร็วสัญญาณนาฬกิ าเพ่ิมขึ้น และทางานเข้ากนั ได้กับ iGPU ท่ีใส่เข้าไปพร้อมท้ังแคช L1
ท่ีมีขนาดมากข้ึน อย่างไรก็ตามสัญญาณนาฬิกามันไม่ได้สูงกว่าตัว Richland เท่าไรนัก ประสิทธิภาพ
ในการประมวลผลจึงไม่ค่อยต่างกัน ทางด้านของกราฟฟิก ได้รับการปรับปรุงให้ดีมากข้ึน มีขนาด
58
ทรานซิสเตอร์ที่เล็ก และ Shader มากขึ้น อีกท้ังยังรองรับ HSA (ช่วยให้ซีพียูและ iGPU ใช้บัส
เดียวกัน ลดปัญหาคอขวด และความล่าช้าในการส่งข้อมูล), TrueAudio DSP ของ AMD เอง และ
รองรับ PCIe 3.0 ด้วย โดย Streamroller ตวั แรกคือ Kaveri ถัดมาจงึ เปน็ Godavari ซง่ึ ตัวหลังจะมี
ความเรว็ สญั ญาณนาฬกิ าเพิม่ ขึ้น
Code Name Kaveri Godavari
Date January 2014 May 2015
Data Bus 64-bit 64-bit
Address Bus 64-bit 64-bit
Maximum Memory Support 1 TB 1 TB
L1 Cache (Per Module) 96 KB + (2 x 16 KB) 96 KB + (2 x 16 KB)
L2 Cache (Per Module) 2 MB (Full Speed) 2 MB (Full Speed)
L3 Cache (Per Module) None None
Clock Speed 3.1 – 3.7 GHz (Turbo 4 2.9 – 3.9 GHz (Turbo 4.1
GHz) GHz)
Core Count 2–4 2–4
Socket FM2+ FM2+
ตารางที่ 6 AMD Steamroller – GCN APU
8) AMD Jaguar AMD ออกซีพียู Jaguar เพื่อทดแทน AMD Bobcat โดยมี
การปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดีขึ้น เพิ่มจานวนหัวประมวลผล เป็น Quad-Core และใช้
กราฟิกสถาปัตยกรรม GNC 128 Shaders พร้อมทั้งสัญญาณนาฬิกาที่สูงขึ้น และ IPC ที่มีดี
ข้ึนอีก 15% ทาให้ Jaguar แรงกว่า Bobcat ในทุกๆ ด้าน นอกจากน้ี Jaguar ยังถูกนาไปใช้
ในเครื่องคอนโซลอย่าง Xbox One และ PlayStation 4 ซ่ึงรุ่นท่ีใช้ในคอนโซลน้ี จะมีหัว
ประมวลผลในซพี ียู และ iGPU มากกว่ารุ่นท่ีขายทว่ั ไป
Code Name Kabin, Temash
Date April 2014
Data Bus 64-bit
Address Bus 64-bit
Maximum Memory Support 1 TB
59
L1 Cache (Per Core) 32 KB + 32 KB
L2 Cache (Per Core) 512 KB (Full Speed)
L3 Cache (Shared) None
Clock Speed 1.3 – 2.05 GHz
Core Count 2–4
Socket AM1
iGPU Architecture GCN Radeon R3
iGPU Shader Count 128
ตารางที่ 7 AMD Jaguar
9) Ryzen สาหรับ Ryzen นั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 รุ่นใหญ่คือ Ryzen 7/5/3 คือ
Ryzen 7 1800X ที่เป็นซีพียู 8 Cores / 16 Threads มีความเร็วสัญญาณนาฬิกาเริ่มต้นท่ี 3.6 GHz
และสามารถเพิ่มข้ึนได้สูงถึง 4.1 GHz ตามงานที่ต้องประมวลผล เจ้าหัวประมวลผล 8 แกนเน่ีย จะ
แบ่งออกเป็น 2 ส่วน แต่ละส่วนค่ันด้วยแคช L3 8 MB และแต่ละแกนจะค่ันด้วยแคช L2 512 KB +
L1 data 64 KB + L1 instruction 64 KB ร ว ม ทั้ ง ห ม ด ไ ด้ 16 MB ซ่ึ ง ซี พี ยู Ryzen น้ี จ ะ มี
ความสามารถในการเรียนรู้คาสั่งท่ีใช้งานบ่อยๆ และจัดเก็บไว้ใช้ในครั้งถัดไป ทาให้การทางานมี
ประสิทธิภาพสูงมากข้ึน สาหรับการใช้งาน Ryzen จะใช้งานร่วมกับชิปเซต AM4 และรองรับการ
ทางานรว่ มกบั แรม DDR4 ทมี่ บี ัสสงู ๆ ได้ และทส่ี าคัญคือ ทกุ รุ่นสามารถ Overclock ได้ทกุ Core
60
2.5 วิธีการอา่ นค่าของซีพยี ู
รูปที่ 51 การอ่าน CPU
Line 1 คอื หมายเลขโพรเซสเซอร์ (เชน่ Q8200)
Line 2 คือ ตระกลู ของซพี ียู (เชน่ Core 2 Quad)
Line 3 คอื หมายเลข sSpec Number / ประเทศผู้ผลิต
Line 4 คือ ความเร็วสัญญาณนาฬกิ า / ขนาดของแคช / ความเรว็ บัส / แพลตฟอร์ม
Line 5 คอื หมายเลขขบวนการผลิต เชน่ L832B398
อักษรตวั ที่ 1 คอื ผลิตจากไหน ? (เช่น = Malaysia)
อกั ษรตัวที่ 2 คือ ปีที่ผลติ (เชน่ 2008)
อักษรตัวที่ 3 กบั 4 คอื สัปดาหท์ ่ผี ลติ (เชน่ 32)
อกั ษรตวั ที่ 5-8 คือ ล็อตท่ีผลิต (B398)
Line 6 คือ หมายเลขใบสั่งซื้อ
Line 7 คือ หมายเลขซเี รยี ล / หมายเลขผลิตภัณฑ์
วธิ กี ารอา่ นค่าของซีพียู เอเอ็มดี (AMD)
61
รปู ท่ี 52 การอ่านซีพียู เอเอ็มดี (AMD)
2.6 การตดิ ตั้งซพี ยี ู
2.6.1 เตรียมอุปกรณ์ / เช็คอุปกรณ์ - เมนบอร์ด - ไขควง - ซพี ยี ู - ซีลโี คน
- ชุดพัดลมระบายความร้อน
2.6.2 ตรวจสอบวา่ เมนบอรด์ กับซพี ียูก่อน วา่ ตรงกันหรือไม่
2.6.3 กดขาล็อคออกทางด้านข้างแลว้ ยกขึ้นจนสุด จากนั้นยกฝาครอบช็อกเก็ตขึ้นเพ่ือ
เตรียมการติดต้ังซพี ยี ู
2.6.4 คอ่ ยๆ วางซีพียูลงไปตรง ๆ ใหล้ งลอ็ ค จะมีร่องอยู่ทซ่ี ีพียูและซ็อคเก็ต ถา้ ติดตั้งถูกจะลง
ลอ็ คพอดี
62
2.6.5 ปดิ ฝาครอบดันตัวลอ็ คลงไปจนสดุ ดนั ไปทางขวาเพือ่ ให้ตัวลอ็ คกลับเข้าที่
รูปที่ 3.9 ปิดฝาครอบ
2.6.6 หยอดซลี โี คนลงบนซีพยี ู เพื่อใหช้ ่วยให้หน้าสัมผสั ระหวา่ ง CPU กบั ซิงค์ระบายความ
รอ้ น มีมากข้ึน
2.6.7 วางชุดระบายความรอ้ นใหต้ รงตาแหน่งของขายึดทั้ง 4 มุม แลว้ ใช้ไขควงหมุนขายดึ ท้งั
4 ไปในทิศทางตามเข็มนาฬิกา เพอ่ื ให้น็อตล็อคเข้าที่
63
2.6.8 เสยี บสายพัดลมตัวเมยี ลงบนข้ัวตอ่ ตัวผทู้ อี่ ยู่บนเมนบอร์ด
64
แบบทดสอบหลังเรยี น
รหสั 20901 - 2106 วิชา งานบริการคอมพิวเตอรแ์ ละเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ชื่อ..................................................................................แผนก..........................หอ้ ง....................
คาสั่ง / คาชแ้ี จง ให้เลอื กคาตอบทีถ่ กู ต้องท่ีสดุ เพียงข้อเดียว
1. หนว่ ยนาเขา้ ข้อมูลหมายถงึ ข้อใด
ก. หน่วยเร่ิมต้นในการทางานของคอมพวิ เตอร์มีหนา้ ทีน่ าข้อมูลมาแสดง เป็นตัวกลางของ
การสื่อสารระหวา่ งคอมพวิ เตอร์กบั คน
ข. หน่วยเริ่มต้นในการทางานของคอมพิวเตอรม์ หี นา้ ท่ีในการนาขอ้ มลู หรือคาส่ังต่างๆเข้าไป
ในระบบการทางานของคอมพวิ เตอร์
ค. หนว่ ยท่ีทาหนา้ ที่จดั เก็บขอ้ มลู ประเภทตวั เลขหรือขอ้ ความ เพ่ือนาไปประมวลผล
ง. หนว่ ยท่ีมหี น้าที่นาข้อมูลเข้ามาประมวลผล เพ่ือใหไ้ ด้ผลลัพธ์ตามทีต่ ้องการ
2. ข้อใดคืออปุ กรณ์ท่ที าหนา้ ท่รี บั ข้อมูลทง้ั หมด
ก. Mouse Keyboard Scanner Printer
ข. Joystick Scanner Microphone Speaker
ค. Joystick Touchscreen Trackball Scanner
ง. Touchpad Joystick Monitor Touchscreen
3. ขอ้ ใดบอกความหมายของแป้นพมิ พ์ (Keyboard) ได้ถูกต้อง
ก. เป็นอุปกรณ์ท่ใี ชส้ าหรบั ปอ้ นชดุ คาส่ังเขา้ ส่คู อมพวิ เตอร์ โดยอาศัยการสั่นสะเทือนจากการ
สมั ผัสทีป่ มุ่ ต่าง ๆ บนคีย์บอร์ด
ข. เปน็ อปุ กรณ์นาเขา้ ข้อมลู พื้นฐานทที่ าหน้าท่ใี นการประมวลผลชุดคาสงั่ เพื่อแปลงเปน็
ตัวอกั ษรส่งไปยงั หนว่ ยประมวลผลของคอมพวิ เตอร์
ค. เป็นอปุ กรณน์ าเขา้ ขอ้ มูลโดยการพิมพ์ อกั ษร ตวั เลข หรอื คาสงั่ ต่าง ๆ เขา้ สู่ระบบ
ประมวลผลของคอมพวิ เตอร์
ง. ถูกทุกขอ้
4. ปุ่ม Shift, Ctrl และ Alt อยู่ในกลุม่ แป้นควบคุมใด
ก. Control Keys ข. Numeric Keys
ค. Function Keys ง. Alphanumeric Keys
5. เมาส์สามารถแบง่ ออกตามลกั ษณะของการทางานเปน็ กี่ประเภทมีอะไรบา้ ง
ก. 2 ประเภท เมาส์ทางกล เมาส์แบบใช้แสง
ข. 3 ประเภท เมาสท์ างกล เมาส์แบบใชแ้ สง เมาสค์ นั โยก
ค. 4 ประเภท เมาสท์ างกล เมาสล์ ูกกลง้ิ เมาส์แบบใช้แสง เมาสส์ มั ผสั
65
ง. 5 ประเภท เมาสท์ างกล เมาสล์ ูกกล้ิง เมาสแ์ บบใชแ้ สง เมาสส์ มั ผัส พอยนต์ ง้ิ สต๊ิก
6. หนว่ ยประมวลผลกลาง หมายถงึ ข้อใด
ก. อปุ กรณ์นาเขา้ ข้อมลู ต่าง ๆ เชน่ เมาส์ คีย์บอร์ด สแกนเนอร์ หรอื จากหน่วยความจา
ข. หน่วยทท่ี าหนา้ ท่ปี ระมวลผลข้อมูลที่ไดจ้ ากการนาเข้าข้อมูล
ค. อุปกรณ์ส่งออกทางอปุ กรณ์ ๆ เช่น ทางจอภาพ ลาโพง เครอ่ื งพิมพ์
ง. หน่วยที่ทาหนา้ ทจี่ ัดเก็บขอ้ มูลประเภทตัวเลขหรือขอ้ ความ
7. การทางานของหน่วยประมวลผลกลางมขี ้ันตอนการทางานพน้ื ฐานมอี ยู่ก่ขี ้ันตอน
ก. 1 ขั้นตอน
ข. 2 ขัน้ ตอน
ค. 4 ขน้ั ตอน
ง. 6 ขน้ั ตอน
8. ขอ้ ใดเปน็ ขัน้ ตอนการทางานของหน่วยประมวลผลกลาง ไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง
ก. Decode > Fetch > Store > Execute
ข. Store > Decode > Execute > Fetch
ค. Fetch > Decode > Execute > Store
ง. Execute > Store > Fetch > Decode
9. ขอ้ ใดเปน็ องค์ประกอบของหนว่ ยประมวลผลกลาง
ก. หนว่ ยคานวณทางคณติ ศาสตร์และตรรกะ (Arithmetic & Logical Unit : ALU)
ข. หนว่ ยควบคมุ (Control Unit)
ค. หน่วยความจาภายในหนว่ ยประมวลผลกลาง (Register)
ง. ถูกทุกขอ้
10. ขอ้ ใด ไมใ่ ช่ โครงสร้างของหน่วยประมวลผลกลาง
ก. เมนบอรด์ (Mainboard)
ข. รจี สิ เตอร์ไฟล์ (Register File)
ค. คอนโทรลบัส (Control Bus)
ง. สญั ญาณนาฬิกา (Clock)
11. หน่วยความจาแคช (Cache Memory) ทาหน้าทใี่ นข้อใด
ก. ชอ่ งทางการสื่อสารข้อมลู ในเครอ่ื งคอมพิวเตอร์ ท่ีเช่อื มระหว่างหน่วยประมวลผลกลาง
กบั หน่วยความจาหลกั
ข. สญั ญาณความถ่ีในการทางานของหน่วยประมวลผลของคอมพิวเตอร์
ค. จาลองจานวนคอรข์ องซีพียใู ห้เพม่ิ ข้นึ
66
ง. เป็นกระดาษชว่ ยจาคอยจดบันทกึ ข้อมลู หรือคาส่ังตา่ ง ๆ ทีห่ น่วยประมวลผลกลางมักมี
การเรียกใชง้ านบ่อย ๆ ไว้ชว่ั คราว
12. ข้อใดทาหนา้ ที่เปรียบเสมือนการจาลองจานวนคอร์ของซีพยี ใู หเ้ พิ่มขนึ้
ก. เทรด (Thread)
ข. หน่วยความจาแคช (Cache Memory)
ค. Clock CPU
ง. Front-Side Bus (FSB)
13. ข้อใดเปน็ พฒั นาการของไมโครโพรเซสเซอร์
ก. หลอดสญู ญากาศ > วงจรรวม > ทรานซสิ เตอร์ > ไมโ่ ครโพรเซสเซอร์
ข. ทรานซสิ เตอร์ > วงจรรวม > หลอดสูญญากาศ > ไมโ่ ครโพรเซสเซอร์
ค. หลอดสญู ญากาศ > ทรานซสิ เตอร์ > วงจรรวม > ไม่โครโพรเซสเซอร์
ง. วงจรรวม > ทรานซสิ เตอร์ > หลอดสูญญากาศ > ไม่โครโพรเซสเซอร์
14. ซ็อกเกต็ (Socket) หรือ สลอ็ ตซีพยี ู (CPU slot) มกี ่ีแบบ อะไรบา้ ง
ก. 1 แบบ LGA
ข. 2 แบบ LGA, PGA
ค. 3 แบบ LGA, PGA, LPG
ง. ไม่มขี ้อถูก
15. ข้อใดเปน็ เทคโนโลยขี องไมโครโพรเซสเซอร์ทนี่ ยิ มใชม้ ีอยมู่ กี ี่บริษัท อะไรบา้ ง
ก. 2 บรษิ ัท ได้แก่ JAVA, Microsoft
ข. 2 บรษิ ทั ได้แก่ PHP, Intel
ค. 2 บริษทั ได้แก่ Oracal, AMD
ง. 2 บรษิ ัท ไดแ้ ก่ Intel, AMD
67
เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น
รหสั 20901 - 2106 วิชา งานบริการคอมพิวเตอรแ์ ละเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ช่อื ..................................................................................แผนก..........................หอ้ ง....................
คาส่งั / คาชแี้ จง ใหเ้ ลือกคาตอบท่ถี กู ต้องท่ีสุดเพยี งข้อเดยี ว
1. หน่วยนาเขา้ ข้อมลู หมายถึงขอ้ ใด
ก. หนว่ ยเร่มิ ต้นในการทางานของคอมพวิ เตอรม์ ีหนา้ ทนี่ าข้อมลู มาแสดง เป็นตัวกลางของ
การสอ่ื สารระหว่างคอมพิวเตอรก์ ับคน
ข. หน่วยเริม่ ตน้ ในการทางานของคอมพวิ เตอร์มหี น้าท่ีในการนาข้อมลู หรือคาส่ังต่างๆเข้าไป
ในระบบการทางานของคอมพวิ เตอร์
ค. หนว่ ยท่ที าหนา้ ที่จัดเก็บข้อมูลประเภทตวั เลขหรือขอ้ ความ เพอื่ นาไปประมวลผล
ง. หนว่ ยทมี่ ีหนา้ ทน่ี าขอ้ มลู เข้ามาประมวลผล เพอ่ื ให้ไดผ้ ลลัพธต์ ามทีต่ ้องการ
2. ขอ้ ใดคืออปุ กรณท์ ี่ทาหนา้ ทรี่ บั ขอ้ มูลทง้ั หมด
ก. Mouse Keyboard Scanner Printer
ข. Joystick Scanner Microphone Speaker
ค. Joystick Touchscreen Trackball Scanner
ง. Touchpad Joystick Monitor Touchscreen
3. ขอ้ ใดบอกความหมายของแปน้ พิมพ์ (Keyboard) ไดถ้ ูกตอ้ ง
ก. เปน็ อุปกรณ์ที่ใชส้ าหรับป้อนชดุ คาส่งั เข้าส่คู อมพวิ เตอร์ โดยอาศัยการสั่นสะเทือนจากการ
สมั ผสั ท่ีปุ่มต่าง ๆ บนคียบ์ อร์ด
ข. เปน็ อปุ กรณน์ าเขา้ ขอ้ มลู พ้ืนฐานท่ีทาหนา้ ทีใ่ นการประมวลผลชดุ คาสงั่ เพื่อแปลงเปน็
ตวั อักษรส่งไปยงั หนว่ ยประมวลผลของคอมพิวเตอร์
ค. เปน็ อปุ กรณน์ าเขา้ ขอ้ มลู โดยการพิมพ์ อกั ษร ตวั เลข หรอื คาส่ังตา่ ง ๆ เขา้ สู่ระบบ
ประมวลผลของคอมพวิ เตอร์
ง. ถูกทุกข้อ
4. ปุ่ม Shift, Ctrl และ Alt อยใู่ นกล่มุ แปน้ ควบคมุ ใด
ก. Control Keys ข. Numeric Keys
ค. Function Keys ง. Alphanumeric Keys
5. เมาส์สามารถแบง่ ออกตามลักษณะของการทางานเปน็ ก่ีประเภทมีอะไรบา้ ง
ก. 2 ประเภท เมาส์ทางกล เมาส์แบบใชแ้ สง
ข. 3 ประเภท เมาส์ทางกล เมาสแ์ บบใชแ้ สง เมาส์คันโยก
ค. 4 ประเภท เมาส์ทางกล เมาส์ลูกกลง้ิ เมาส์แบบใช้แสง เมาสส์ ัมผสั
68
ง. 5 ประเภท เมาสท์ างกล เมาส์ลูกกล้งิ เมาส์แบบใชแ้ สง เมาส์สัมผสั พอยนต์ ง้ิ สติ๊ก
6. หนว่ ยประมวลผลกลาง หมายถงึ ข้อใด
ก. อปุ กรณ์นาเขา้ ขอ้ มลู ต่าง ๆ เชน่ เมาส์ คีย์บอร์ด สแกนเนอร์ หรือจากหนว่ ยความจา
ข. หน่วยทีท่ าหนา้ ทป่ี ระมวลผลขอ้ มูลท่ีได้จากการนาเข้าข้อมลู
ค. อปุ กรณ์ส่งออกทางอปุ กรณ์ ๆ เชน่ ทางจอภาพ ลาโพง เคร่อื งพิมพ์
ง. หนว่ ยทที่ าหนา้ ท่ีจดั เกบ็ ขอ้ มลู ประเภทตัวเลขหรอื ข้อความ
7. การทางานของหน่วยประมวลผลกลางมขี ้นั ตอนการทางานพน้ื ฐานมอี ยู่กี่ข้ันตอน
ก. 1 ข้นั ตอน
ข. 2 ข้นั ตอน
ค. 4 ขนั้ ตอน
ง. 6 ขนั้ ตอน
8. ขอ้ ใดเปน็ ขนั้ ตอนการทางานของหนว่ ยประมวลผลกลาง ไดอ้ ย่างถูกต้อง
ก. Decode > Fetch > Store > Execute
ข. Store > Decode > Execute > Fetch
ค. Fetch > Decode > Execute > Store
ง. Execute > Store > Fetch > Decode
9. ขอ้ ใดเปน็ องค์ประกอบของหนว่ ยประมวลผลกลาง
ก. หนว่ ยคานวณทางคณติ ศาสตรแ์ ละตรรกะ (Arithmetic & Logical Unit : ALU)
ข. หนว่ ยควบคมุ (Control Unit)
ค. หนว่ ยความจาภายในหน่วยประมวลผลกลาง (Register)
ง. ถูกทุกขอ้
10. ขอ้ ใด ไม่ใช่ โครงสรา้ งของหน่วยประมวลผลกลาง
ก. เมนบอร์ด (Mainboard)
ข. รจี ิสเตอรไ์ ฟล์ (Register File)
ค. คอนโทรลบสั (Control Bus)
ง. สัญญาณนาฬิกา (Clock)
11. หน่วยความจาแคช (Cache Memory) ทาหนา้ ทใ่ี นข้อใด
ก. ชอ่ งทางการสื่อสารข้อมูลในเครื่องคอมพวิ เตอร์ ท่เี ชอื่ มระหวา่ งหน่วยประมวลผลกลางกบั
หน่วยความจาหลกั
ข. สญั ญาณความถ่ีในการทางานของหนว่ ยประมวลผลของคอมพวิ เตอร์
ค. จาลองจานวนคอร์ของซพี ียใู ห้เพิ่มขึ้น
69
ง. เปน็ กระดาษชว่ ยจาคอยจดบันทึกข้อมลู หรือคาสั่งต่าง ๆ ท่หี นว่ ยประมวลผลกลางมกั มี
การเรียกใช้งานบ่อย ๆ ไว้ชวั่ คราว
12. ข้อใดทาหนา้ ที่เปรียบเสมือนการจาลองจานวนคอร์ของซีพียูให้เพม่ิ ขนึ้
ก. เทรด (Thread)
ข. หนว่ ยความจาแคช (Cache Memory)
ค. Clock CPU
ง. Front-Side Bus (FSB)
13. ข้อใดเปน็ พฒั นาการของไมโครโพรเซสเซอร์
ก. หลอดสุญญากาศ > วงจรรวม > ทรานซสิ เตอร์ > ไมโครโพรเซสเซอร์
ข. ทรานซิสเตอร์ > วงจรรวม > หลอดสุญญากาศ > ไมโครโพรเซสเซอร์
ค. หลอดสุญญากาศ > ทรานซิสเตอร์ > วงจรรวม > ไมโครโพรเซสเซอร์
ง. วงจรรวม > ทรานซิสเตอร์ > หลอดสุญญากาศ > ไมโครโพรเซสเซอร์
14. ซอ็ กเก็ต (Socket) หรือ สล็อตซพี ยี ู (CPU slot) มีกแ่ี บบ อะไรบ้าง
ก. 1 แบบ LGA
ข. 2 แบบ LGA, PGA
ค. 3 แบบ LGA, PGA, LPG
ง. ไม่มีข้อถูก
15. ข้อใดเปน็ เทคโนโลยขี องไมโครโพรเซสเซอร์ที่นิยมใช้มีอยูม่ ีกบี่ รษิ ัท อะไรบา้ ง
ก. 2 บรษิ ทั ได้แก่ JAVA, Microsoft
ข. 2 บรษิ ทั ได้แก่ PHP, Intel
ค. 2 บรษิ ัท ไดแ้ ก่ Oracal, AMD
ง. 2 บริษทั ไดแ้ ก่ Intel, AMD
70
ใบงานปฏบิ ัติ
เรือ่ ง ส่วนประกอบของคอมพวิ เตอรแ์ ละอุปกรณ์ต่อพว่ ง
คาสง่ั / คาช้ีแจง
1. ให้นกั เรียนทาความเขา้ ใจเก่ียวกบั การทางานของอุปกรณน์ าเขา้ ข้อมูลและอุปกรณ์หนว่ ย
ประมวลผลกลาง
2. ทดสอบโดยการให้อธบิ ายให้ครฟู ัง
3. ให้นกั เรียนเช่ือมต่ออุปกรณ์นาเข้าข้อมูลให้ถูกต้องภายในเวลาท่ีกาหนด
4. ให้นักเรียนอา่ นคณุ สมบตั ิของ CPU ทค่ี รูกาหนดให้