The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรโรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by laminta.pi, 2022-08-28 23:47:45

หลักสูตรโรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์

หลักสูตรโรงเรียนสูงเม่นชนูปถัมภ์

คาํ อธบิ ายรายวิชาพ้นื ฐาน
กลุม สาระการเรียนรูว ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี

วิชา โลกดาราศาสตรและอวกาศ 1 รหสั วชิ า ว30161 ระดับช้ันมธั ยมศึกษาปท่ี 4

จาํ นวน 2 คาบ/สปั ดาห จํานวน 1 หนว ยกติ

จํานวนเวลาเรียนทั้งส้ิน 40 คาบ / ช่วั โมง : ภาคเรยี น

ศึกษาการแบง ชัน้ และสมบัติของโครงสรางโลก รอยตอระหวางชน้ั โครงสรา งพรอมหลักฐาน สนับสนุน ศกึ ษา
การเคลอื่ นท่ขี องแผนธรณีตามทฤษฎีธรณีแปรสัณฐานพรอมหลกั ฐานสนับสนนุ ศึกษาสาเหตแุ ละรูปแบบ แนวรอยตอ
ของแผน ธรณีท่สี มั พนั ธการเคล่ือนท่ขี องแผน ธรณี และหลักฐาน ทเี่ ปน ผลจากการเคล่ือนทข่ี องแผนธรณี ศึกษาสาเหตุ
กระบวนการเกิด และผลจากการเกิดภูเขาไฟ ระเบดิ แผนดินไหว และ สึนามิ พรอมแนวทางการเฝาระวงั และปฏบิ ตั ิ
ตนใหป ลอดภยั รวมทัง้ อธบิ าย ลาํ ดับเหตุการณท างธรณวี ทิ ยาในอดีตจากการใชหลักฐานท่ีพบในปจจุบัน

โดยใชกระบวนการทาง วทิ ยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคน ขอมลู การสงั เกต วิเคราะห
เปรียบเทยี บ อธิบาย อภิปราย และสรุป เพือ่ ใหเกิดความรู ความเขา ใจ มีความสามารถในการตดั สินใจ มที ักษะปฏบิ ัติ
การทางวทิ ยาศาสตร รวมทง้ั ทกั ษะการเรียนรูในศตวรรษท่ี 21 ในดา นการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดา นการคดิ และ
การแกป ญหา ดานการส่ือสาร สามารถสอ่ื สารสง่ิ ทีเ่ รียนรูและนําความรูไปใชใ นชีวิต ของตนเอง

มีจิตวทิ ยาศาสตร จริยธรรม คณุ ธรรม และคานิยมที่เหมาะสม

รหัสตวั ชี้วัด
๑. อธบิ ายการแบงชัน้ และสมบตั ิของโครงสรางโลก พรอมยกตัวอยางขอมลู ท่สี นับสนุน
๒. อธิบายหลกั ฐานทางธรณวี ทิ ยาท่สี นบั สนุนการเคล่ือนทข่ี องแผนธรณี
๓. ระบุสาเหตุ และอธิบายแนวรอยตอของแผน ธรณที ส่ี มั พนั ธก ารเคลอ่ื นทข่ี องแผน ธรณี พรอมยกตวั อยา ง
หลักฐานทางธรณีวิทยาท่ีพบ
๔. วิเคราะหห ลักฐานทางธรณีวิทยาทพี่ บในปจ จบุ ัน และอธิบายลําดบั เหตุการณทางธรณวี ิทยา ในอดตี
๕. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกิดภเู ขาไฟระเบิดและปจจัยที่ทํา ใหความรนุ แรงของการ ปะทแุ ละรูปรา ง
ของภูเขาไฟแตกตา งกัน รวมทงั้ สืบคนขอมูลพ้ืนท่ีเสยี่ งภยั ออกแบบและ นาํ เสนอแนวทางการเฝา ระวงั
และการปฏบิ ตั ติ นใหปลอดภัย
๖. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกิด ขนาดและความรุนแรง และผลจากแผน ดินไหว รวมทั้ง สบื คนขอ มลู
พื้นท่ีเส่ียงภยั ออกแบบและนํา เสนอแนวทางการเฝาระวังและปฏิบัติตนให ปลอดภัย

๗. อธบิ ายสาเหตุ กระบวนการเกิด และผลจาก สนึ ามิ รวมทงั้ สืบคนขอมูลพืน้ ทเี่ สี่ยงภยั ออกแบบและนาํ
เสนอแนวทางการเฝาระวงั และการปฏิบตั ติ นใหปลอดภัย รวมทัง้ หมด

รวม 7 ตัวชว้ี ัด

คาํ อธิบายรายวิชาพ้ืนฐาน
กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี

วชิ า วิทยาศาสตรช ีวภาพ รหสั วชิ า ว31101 ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปท่ี 4

จํานวน 3 คาบ/สัปดาห จาํ นวน 1.5 หนวยกติ

จํานวนเวลาเรียนทัง้ สิ้น 60 คาบ / ชัว่ โมง : ภาคเรียน

ศึกษาความสัมพันธของสภาพทางภูมิศาสตรบนโลกกับความหลากหลายของไบโอม การเปลี่ยนแปลงแทนที่
ของระบบนเิ วศท่ีเก่ยี วขอ งกบั การเปลยี่ นแปลงองคป ระกอบทางกายภาพและชีวภาพที่มผี ลตอ ทรพั ยากรธรรมชาติและ
ส่ิงแวดลอม ทัง้ ยงั ศกึ ษาโครงสรา งและสมบัติของเยอ่ื หุม เซลลท ีส่ ัมพนั ธกบั การลําเลยี งสารผา นเยอื่ หุมเซลล รวมทั้งการ
ควบคุมดลุ ยภาพของน้ํา กรด-เบส อุณหภูมิ และการตอบสนองของรางกายตอสิ่งแปลกปลอม ความผิดปกติของระบบ
ภูมิคุมกัน ชนิดของสารอาหารท่ีพืชสังเคราะหขนึ้ การเจริญเติบโตของพืชที่เปนผลจากปจจัยภายนอกท้ังธรรมชาติและ
มนุษย การตอบสนองของพืชตอส่ิงเรา และการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม มิวเทชัน การตัดตอยีน วิวัฒนาการ
และความหลากหลายของส่ิงมชี ีวิต

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคนขอมูล การสังเกต วิเคราะห
เปรียบเทียบ อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะ
ปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร รวมทงั้ ทักษะการเรียนรใู นศตวรรษที่ 21 ในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิด
และการแกป ญหา ดา นการสอ่ื สาร สามารถสื่อสารสิ่งท่ีเรียนรแู ละนาํ ความรไู ปใชใ นชีวติ ของตนเอง

มีจติ วทิ ยาศาสตร จริยธรรม คณุ ธรรม และคา นยิ มทเี่ หมาะสม

รหสั ตวั ช้ีวดั
ว 1. 1 ม.4/1 ม.4/2 ม.4/3 ม.4/4
ว 1. 2 ม.4/1 ม.4/2 ม.4/3 ม.4/4 ม.4/5 ม.4/6 ม.4/7
ม.4/8 ม.4/9 ม.4/9 ม.4/10 ม.4/11 ม.4/12
ว 1. 3 ม.4/1 ม.4/2 ม.4/3 ม.4/4 ม.4/5 ม.4/6

รวม 22 ตวั ช้ีวัด

คาํ อธิบายรายวชิ าพื้นฐาน
กลุมสาระการเรียนรูว ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี

วิชา วทิ ยาศาสตรก ายภาพ1 รหสั วิชา ว32102 ระดับชน้ั มัธยมศึกษาปท่ี 5

จาํ นวน 3 คาบ/สปั ดาห จํานวน 1.5 หนว ยกติ

จํานวนเวลาเรยี นทง้ั สิน้ 60 คาบ / ช่ัวโมง : ภาคเรยี น

ศกึ ษาการเคลื่อนท่ีแนวตรง ตําแหนง ระยะทาง และการกระจดั อัตราเรว็ และความเร็วของวตั ถุ ความเรง
แรงและการเคล่ือนท่ี แรงและความเรง การหาแรงลพั ธ แรงกริ ยิ าและแรงปฏิกริ ยิ า การเคลอ่ื นที่แบบตา ง ๆ การ
เคล่ือนท่แี บบโพรเจกไทล การเคล่อื นทแี่ บบวงกลม การเคลือ่ นที่แบบสน่ั แรงโนมถว งกับการเคลื่อนท่ีของวตั ถุตาง ๆ
รอบโลก สนามแมเ หลก็ จากเสนลวดทม่ี ีกระแสไฟฟา ผาน แรงแมเ หล็กท่กี ระทํากับอนภุ าคทีม่ ปี ระจไุ ฟฟาและ
เสนลวดตัวนําท่ีมีกระแสไฟฟาผา น การเหนีย่ วนําแมเหล็กไฟฟา แรงออนและแรงเขม เซลลสุรยิ ะ พลงั งานนวิ เคลยี ร
เทคโนโลยีดานพลังงาน คล่นื กล พฤติกรรมของคลนื่ ความถี่ธรรมชาติ และการสั่นพอง พฤติกรรมของเสียง การไดย ิน
เสียง ความเขมเสยี งและระดับเสยี ง ความถี่เสยี ง ผลของความถีแ่ ละระดบั เสยี งท่ีมตี อการไดยินเสยี ง การไดย ินเสียง
สะทอนกลบั การสัน่ พองของเสยี ง บตี ปรากฏการณด อปเพลอร ประโยชนของเสียงในดานตาง ๆ การมองเหน็ สขี อง
วัตถุ ตากับการเห็นสี การบอดสี แผนกรองแสงสี การผสมแสงสี การผสมสารสี การมองเห็นสขี องวตั ถภุ ายใตแ สง
สีตาง การนาํ ไปใชประโยชนข องสารสีและแสงสี สวนประกอบของคล่นื แมเ หล็กไฟฟา หลักการทํางานของอุปกรณท่ใี ช
คลนื่ แมเหล็กไฟฟา การสื่อสารโดยอาศัยคลน่ื แมเ หล็กไฟฟา

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสบื เสาะหาความรู การสบื คน ขอมูล การสังเกต วเิ คราะห
เปรียบเทียบ อธิบาย อภิปราย และสรปุ เพอ่ื ใหเ กดิ ความรูความเขา ใจ มีความสามารถในการตดั สนิ ใจ มที ักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร รวมท้ังทักษะแหงศตวรรษที่ 21 ในดานการใชเทคโนโลยสี ารสนเทศ ดานการคดิ และ
การแกปญหา สามารถสื่อสารส่ิงทเี่ รยี นรแู ละนํา ความรูไปใชในชวี ิตของตนเอง

มีจติ วทิ ยา ศาสตร จริยธรรม คุณธรรม และคา นิยมท่เี หมาะสม
รหัสตัวช้ีวดั

ว 2.2 ม.5/1 ม.5/2 ม.5/3 ม.5/4 ม.5/5 ม.5/6 ม.5/7
ม.5/8 ม.5/9 ม.5/10

ว 2.3 ม.5/1 ม.5/2 ม.5/3 ม.5/4 ม.5/5 ม.5/6 ม.5/7
ม.5/8 ม.5/9 ม.5/10 ม.5/11 ม.5/12

รวม 22 ตัวช้วี ดั

คาํ อธิบายรายวชิ าพืน้ ฐาน
กลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี

วิชา วิทยาศาสตรกายภาพ2 รหัสวชิ า ว32103 ระดับช้ันมัธยมศึกษาปที่ 5

จํานวน 3 คาบ/สัปดาห จาํ นวน 1.5 หนวยกิต

จาํ นวนเวลาเรยี นทัง้ สน้ิ 60 คาบ / ชวั่ โมง : ภาคเรียน

ศึกษา วิเคราะห และเปรียบเทียบแบบจําลองอะตอมของดอลตัน ทอมสัน รัทเทอรฟอรด และกลุมหมอก
อนุภาคมูลฐานของอะตอม สัญลักษณนิวเคลียร โมเลกุล ไอออน และไอโซโทปของธาตุ วิวัฒนาการของการสราง
ตารางธาตแุ ละตารางธาตุในปจจุบนั แนวโนมสมบัติบางประการของธาตุในตารางธาตุตามหมูและคาบ การศึกษาการ
เกิดพันธะเคมีในโมเลกุลของสาร การเกิดพันธะโคเวเลนต ชนิดของพันธะโคเวเลนต การอานชื่อสารประกอบโคเว
เลนต สภาพขั้วโมเลกุลของโคเวเลนต แรงยึดเหน่ยี วระหวา งโมเลกุลโคเวเลนต สมบัติของสารประกอบโคเวเลนต การ
เกิดพนั ธะไอออนิก การเขียนสูตรและการเรยี กชือ่ สารประกอบไอออนกิ และสมบตั ิบางประการของสารประกอบไอออ
นกิ สมบัตขิ องกรด เบส และเกลือ สารละลายอเิ ล็กโทรไลตแ ละนอนอิเล็กโทรไลต สารประกอบไฮโดรคารบอน ศึกษา
โครงสราง สมบัติ ประเภทของพอลิเมอร ตัวอยางพอลิเมอรธรรมชาติและพอลิเมอรสังเคราะห ปฏิกิริยาการ
สังเคราะหพอลิเมอร รวมท้งั การใชประโยชนและผลกระทบจากการใชผลิตภัณฑของพอลิเมอร ศึกษาและทดลองการ
เกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี อตั ราการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี ศึกษาและทดลองปจจัยท่ีมีผลตออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ปฏิกิริยาเคมี
ในชีวิตประจําวันและการใชประโยชน ปฏิกิริยารีดอกซ ศึกษาสมบัติของสารกัมมันตรังสีและคํานวณครึ่งชีวิตและ
ปรมิ าณของสารกัมมันตรังสี ประโยชนและอันตรายของสารกัมมนั ตรงั สี

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสํารวจตรวจสอบ การสืบคนขอมูลและการ
อภิปราย เพ่ือใหผูเรียนเกิดความรู ความคิด ความเขาใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู มีความสามารถในการตัดสินใจ

เห็นคณุ คา ของการนาํ ความรูไปใชประโยชนใ นชีวิตประจําวัน มีความรับผิดชอบตอสิ่งแวดลอมและเจตคติที่ดี
ตอวชิ าวทิ ยาศาสตร

รหสั ตัวชี้วัด

ว 2.1 ม.5/1 ม.5/2 ม.5/3 ม.5/4 ม.5/5 ม.5/6 ม.5/7 ม.5/8 ม.5/9 ม.5/10 ม.5/11

ม.5/12 ม.5/13 ม.5/14 ม.5/15 ม.5/16 ม.5/17 ม.5/18 ม.5/19 ม.5/20 ม.5/21

ม.5/22 ม.5/23 ม.5/24 ม.5/25

รวม 25 ตัวชี้วดั

คาํ อธบิ ายรายวิชาพื้นฐาน
กลมุ สาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี

วิชา วทิ ยาศาสตรโ ลกและอวกาศ รหสั วชิ า ว30104 ระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6

จํานวน 3 คาบ/สัปดาห จาํ นวน 1.5 หนว ยกติ

จํานวนเวลาเรียนท้ังสิ้น 60 คาบ / ช่ัวโมง : ภาคเรยี น

ศกึ ษาการกําเนิดและวิวัฒนาการของเอกภพ หลักฐานทสี่ นับสนนุ ทฤษฎีบิกแบง กาแล็กซแี ละกาแลก็ ซีทาง
ชา งเผือก สมบตั ิของดาวฤกษ กาํ เนิดและววิ ัฒนาการของดาวฤกษ กาํ เนิดระบบสุรยิ ะและการแบงเขตบรวิ ารของดวง
อาทิตย โครงสรา งและปรากฏการณบ นดวงอาทิตย เทคโนโลยอี วกาศกบั การสํารวจอวกาศ เทคโนโลยอี วกาศกับการ
ประยกุ ตใช โครงสรา งโลก การแปรสณั ฐานของแผน ธรณี ธรณีพบิ ัติภัย การเกดิ ลมฟาอากาศและภมู ิอาการอากาศ
กระบวนการเปลีย่ นแปลงภมู ิอากาศโลก ขอ มูลสารสนเทศทางอุตนุ ยิ มวทิ ยากับการใชป ระโยชน

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสบื คนขอมูล การสังเกต วเิ คราะห
เปรียบเทียบ อธิบาย อภปิ ราย และสรปุ เพอ่ื ใหเกิดความรูความเขาใจ มีความสามารถในการตดั สินใจ มีทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร รวมทัง้ ทักษะแหงศตวรรษท่ี 21 ในดานการใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคดิ และ
การแกป ญหา สามารถสื่อสารสง่ิ ทเี่ รียนรูและนํา ความรูไปใชในชีวติ ของตนเอง

มีจติ วทิ ยาศาสตร จรยิ ธรรม คุณธรรม และคานยิ มท่เี หมาะสม

รหัสตัวชี้วดั
ว 3.1 ม.5/1 ม.5/2 ม.5/3 ม.5/4 ม.5/5 ม.5/6 ม.5/7 ม.5/8 ม.5/9 ม.5/10
ว 3.2 ม.5/1 ม.5/2 ม.5/3 ม.5/4 ม.5/5 ม.5/6 ม.5/7 ม.5/8 ม.5/9 ม.5/10 ม.5/11
ม.5/12 ม.5/13 ม.5/14

รวมทั้งหมด 24 ตัวชวี้ ดั

คาํ อธบิ ายรายวชิ าเพ่ิมเติม
กลมุ สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี

วชิ า ฟส ิกส 2 รหัสวิชา ว31202 ระดับช้ันมธั ยมศึกษาปท่ี 4

จาํ นวน 4 คาบ/สัปดาห จาํ นวน 2.0 หนวยกติ

จาํ นวนเวลาเรยี นทงั้ สนิ้ 80 คาบ / ช่วั โมง : ภาคเรยี น

ศึกษา หลักการของกลศาสตรในเร่ืองสมดุลกลและเงื่อนไขท่ีทําใหวัตถุหรือระบบอยูในสมดุลกล ศูนยกลาง
มวลของวตั ถุและผลของศนู ยถวงทีม่ ีตอ เสถียรภาพของวตั ถุ งาน พลงั งาน ความสัมพนั ธระหวางงานและพลังงานจลน
ความสมั พันธร ะหวางงานกบั พลงั งานศกั ยโนม ถวง ความสมั พนั ธร ะหวา งขนาดของแรงท่ีใชดึงสปริงกับระยะที่สปริงยืด
ออก แรงอนุรักษ กฎการอนุรักษพลังงาน กําลัง เคร่ืองกลอยางงาย ประสิทธิภาพและการไดเปรียบเชิงกลของ
เคร่ืองกลอยางงา ยบางชนดิ โมเมนตัม การชนกนั ของวตั ถุ ในหนึ่งมิติ การดล แรงดล และกฎการอนุรักษโมเมนตัม
การเคล่ือนทีแ่ บบโพรเจคไทล และการเคลอ่ื นทแ่ี บบวงกลมในระนาบระดับ

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคนขอมูล การสังเกต วิเคราะห
เปรียบเทียบ อธิบาย และสรุป เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถ ในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการ
ทางวิทยาศาสตร รวมท้ังทักษะการเรียนรูในศตวรรษท่ี 21 ในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและ
การแกปญหา ดานการสื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชในชีวิตของตนเอง เห็นคุณคาของการนําความรูไปใช
ประโยชนใ นชวี ิตประจําวัน

มีจติ วทิ ยาศาสตร จรยิ ธรรม คุณธรรม และคานยิ มที่เหมาะสม

ผลการเรยี นรู

1. อธบิ ายสมดุลกลของวัตถุ โมเมนตและผลรวมของโมเมนตที่มีตอ การหมุน แรงคคู วบ
และผลของแรงคูควบท่ีมีตอสมดุลของวัตถุ เขียนแผนภาพวัตถุอิสระเม่ือวัตถุอยูในสมดุลกลและคํานวณ

ปริมาณตาง ๆ ทีเ่ กย่ี วขอ ง รวมทั้งทดลองและอธบิ ายสมดลุ ของแรงสามแรง

2. สังเกตและอธบิ ายสภาพการเคลอื่ นทขี่ องวตั ถุ เมื่อแรงที่กระทําตอ วัตถุผานศูนยกลาง
มวลของวัตถุและผลของศูนยถ วงที่มตี อ เสถียรภาพของวตั ถุ

3. วิเคราะหและคาํ นวณงานของแรงคงตัว จากสมการและพ้นื ที่ใตกราฟ ความสัมพันธระหวางแรงกับตําแหนง
รวมทั้งอธบิ ายและคาํ นวณกาํ ลงั เฉล่ีย

4. อธิบายและคํานวณพลังงานจลน พลังงานศักย พลังงานกล ทดลองหาความสัมพันธระหวางงานกับ

พลังงานจลน ความสมั พนั ธร ะหวางงานกับพลังงานศกั ยโนมถวง ความสัมพันธระหวางขนาดของแรงที่ใชดึง

สปริงกับระยะท่ีสปริงยืดออกและความสัมพันธระหวางงานกับพลังงานศักยยืดหยุน รวมทั้งอธิบาย

ความสัมพนั ธระหวา งงานของแรงลัพธแ ละพลังงานจลน และคํานวณงานทเี่ กดิ ขนึ้ จากแรงลพั ธ

5. อธบิ ายกฎการอนรุ กั ษพ ลังงานกล รวมท้งั วเิ คราะห และคํานวณปริมาณตาง ๆ ท่ีเก่ียวของกับ

การเคล่ือนท่ีของวตั ถุ ในสถานการณตา ง ๆ โดยใชก ฎการอนรุ กั ษพลงั งานกล

6. อธบิ ายการทํางาน ประสทิ ธิภาพและการไดเ ปรยี บเชิงกลของเคร่ืองกลอยางงายบางชนิด โดยใชความรูเร่ือง

งานและสมดุลกล รวมทงั้ คํานวณประสทิ ธภิ าพและการไดเปรยี บเชิงกล

7. อธิบายและคํานวณโมเมนตัมของวัตถุและการดลจากสมการและพื้นท่ีใตกราฟ ความสัมพันธระหวางแรง

ลัพธก ับเวลา รวมท้ังอธิบายความสมั พันธระหวางแรงดลกบั โมเมนตัม

8. ทดลอง อธิบายและคํานวณปริมาณตาง ๆ ที่เกี่ยวกับการชนของวัตถุในหนึ่งมิติทั้งแบบยืดหยุน ไมยืดหยุน

และการดีดตวั แยกจากกันในหน่งึ มิติซึ่งเปน ไปตามกฎการอนุรักษโ มเมนตัม

9. อธิบาย วิเคราะหและคํานวณปริมาณตาง ๆ ท่ีเกี่ยวของกับการเคล่ือนท่ีแบบโพรเจคไทลและทดลองการ

เคล่ือนท่ีแบบโพรเจคไทล

10. ทดลองและอธบิ ายความสัมพันธระหวางแรงสูศูนยกลาง รัศมีของการเคลื่อนท่ี อัตราเร็วเชิงเสน อัตราเร็ว

เชิงมุม และมวลของวัตถุในการเคล่ือนที่แบบวงกลมในระนาบระดับ รวมทั้งหาปริมาณตาง ๆ ท่ีเกี่ยวของ

และประยกุ ตใชความรกู ารเคลอ่ื นท่ีแบบวงกลมในการอธบิ ายการโคจรของดาวเทียม

รวมทัง้ หมด 10 ผลการเรียนรู

คําอธบิ ายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี

วชิ า ฟสกิ ส 3 รหสั วชิ า ว32203 ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปท่ี 5

จาํ นวน 4 คาบ/สปั ดาห จํานวน 2 หนวยกติ

จาํ นวนเวลาเรยี นทั้งสน้ิ 80 คาบ / ช่ัวโมง : ภาคเรียน

ศกึ ษาลักษณะการเคล่ือนทแี่ บบฮารมอนิกอยา งงาย ปริมาณท่ีเกย่ี วของกับการเคลือ่ นท่ีแบบฮารม อนกิ
อยา งงาย แรงกบั การสั่นของมวลตดิ ปลายสปริงและลูกตุมอยางงา ย ความถ่ธี รรมชาติและการสัน่ พอง ธรรมชาตขิ อง
คล่ืน อตั ราเรว็ ของคลื่น หลักการทเ่ี ก่ียวกับคล่นื พฤติกรรมของคลน่ื แนวคิดเกยี่ วกบั แสงเชิงคลืน่ การแทรกสอดของ
แสงผา นสลิตคู การเลี้ยวเบนของแสงผานสลติ เดี่ยว การเล้ียวเบนของ แสงผา นเกรตตงิ การสะทอนและการหักเหของ
แสง การมองเห็นและการเกดิ ภาพ ภาพจากเลนสแ ละ กระจกเงาทรงกลม แสงสีและการมองเหน็ แสงสี ปรากฏการณ
ธรรมชาติและการใชป ระโยชนเกี่ยวกับแสง

โดยใชกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร การสบื เสาะหาความรูการสืบคน ขอมลู การสังเกต วิเคราะห อธิบาย
เปรียบเทียบ อภปิ ราย และสรปุ เพ่อื ใหเ กดิ ความรู ความเขาใจ มีความสามารถในการตัดสนิ ใจ มที ักษะ กระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร รวมทั้งทักษะแหง ศตวรรษที่ 21 ในดานการใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ ดา นการคิดและการแกปญหา
สามารถสอ่ื สารสิง่ ที่เรยี นรูและนาํ ความรูไปใชในชวี ิตของตนเอง

มจี ิตวิทยาศาสตร จริยธรรม คุณธรรม และคา นิยมทีเ่ หมาะสม

ผลการเรียนรู
1. ทดลองและอธิบายการเคล่ือนท่ีแบบฮารมอนิกอยางงายของวัตถุติดปลายสปริงและลูกตุมอยางงายรวมทั้ง
คํานวณปรมิ าณตา งๆ ท่เี ก่ียวของ
2. อธิบายความถี่ธรรมชาตขิ องวัตถแุ ละการเกดิ การสั่นพอง
3. อธิบายปรากฏการณคลื่น ชนิดของคล่ืน สวนประกอบของคล่ืน การแผของหนาคลื่นดวยหลักการของ
ฮอยเกนส และการรวมกนั ของคลนื่ ตามหลักการซอ นทับ พรอมท้ังคาํ นวณอัตราเร็ว ความถ่ี และความยาวคลืน่
4. สังเกตและอธิบายการสะทอน การหักเห การแทรกสอด และการเล้ียวเบนของคลื่นผิวน้ํา รวมท้ัง คํานวณ
ปริมาณตา ง ๆ ท่ีเก่ียวขอ ง
5. ทดลอง และอธิบายการแทรกสอดของแสงผานสลิตคูและเกรตติง การเลี้ยวเบนและการแทรกสอดของแสง
ผานสลิตเดย่ี ว รวมท้งั คํานวณปริมาณตา ง ๆ ทีเ่ กย่ี วของ

6. ทดลอง และอธิบายการสะทอนของแสงท่ีผิววัตถุตามกฎการสะทอน เขียนรังสีของแสงและ คํานวณ
ตําแหนง และขนาดภาพของวัตถุ เม่ือแสงตกกระทบกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลม รวมทั้งอธิบายการ
นาํ ความรเู รื่องการสะทอนของแสงจากกระจกเงาราบ และกระจกเงาทรงกลม ไปใชป ระโยชนใ นชวี ติ ประจาํ วัน
7. ทดลอง และอธิบายความสัมพันธระหวางดรรชนีหักเห มุมตกกระทบ และมุมหักเหรวมท้ังอธิบาย
ความสัมพันธระหวางความลึกจริงและความลึกปรากฏ มุมวิกฤตและการสะทอนกลับหมดของ แสง และ
คาํ นวณปรมิ าณตา ง ๆ ทเี่ ก่ยี วของ
8. ทดลอง และเขียนรังสีของแสงเพื่อแสดงภาพที่เกิดจากเลนสบาง หาตําแหนง ขนาด ชนิดของภาพ และ
ความสัมพันธระหวางระยะวัตถุ ระยะภาพและความยาวโฟกัส รวมทั้งคํานวณปริมาณตางๆ ที่เก่ียวของ และ
อธบิ ายการนาํ ความรเู รอื่ งการหักเหของแสงผานเลนสบางไปใชป ระโยชน ในชวี ิตประจําวนั
9. อธิบายปรากฏการณธรรมชาติท่ีเก่ียวกับแสง เชน รุง การทรงกลด มิราจ และการเห็นทองฟา
เปน สีตา งๆ ในชว งเวลาตางกนั
10. สังเกต และอธิบายการมองเห็นแสงสี สีของวัตถุ การผสมสารสี และการผสมแสงสี รวมทั้ง อธิบายสาเหตุ
ของการบอดสี

รวม 10 ผลการเรยี นรู

คาํ อธบิ ายรายวชิ าเพิ่มเตมิ
กลมุ สาระการเรยี นรูว ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี

วชิ า ฟส ิกส 4 รหัสวิชา ว32204 ระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปท่ี 5

จาํ นวน 4 คาบ/สปั ดาห จาํ นวน 2 หนวยกติ

จาํ นวนเวลาเรียนทงั้ ส้ิน 80 คาบ / ชัว่ โมง : ภาคเรียน

ศกึ ษาการเกิดเสยี ง การเคลอื่ นทขี่ องเสียง การสะทอ น การหกั เห การแทรกสอด และการเล้ียวเบนของคลืน่
เสียง การไดย ินเสียง ความเขมเสยี ง คุณภาพเสยี ง มลพิษทางเสียง คลนื่ นง่ิ ของเสยี ง การสัน่ พอ งของเสยี ง การเกิดบีต
ปรากฏการณดอปเพลอร คลื่นกระแทกของเสยี ง ธรรมชาติของไฟฟา สถิต การเหนยี่ วนาํ ไฟฟา สถติ กฎของคูลอมบ
สนามไฟฟา ศักยไฟฟา ความตา งศกั ย ความจุและพลังงานสะสมในตวั เก็บประจุ การตอตวั เกบ็ ประจุ กระแสไฟฟา ใน
ลวดตวั นาํ กฎของโอหม สภาพตานทาน การตอ ตัวตานทาน อเี อ็มเอฟของแหลงกาํ เนดิ ไฟฟากระแสตรง พลงั งาน
ไฟฟา กําลังไฟฟา การตอ แบตเตอร่ี การวเิ คราะหวงจร ไฟฟา กระแสตรง การเปลี่ยนพลังงานทดแทนเปนพลงั งาน
ไฟฟา และเทคโนโลยีดา นพลังงาน

โดยใชก ระบวนการทางวิทยาศาสตร การสบื เสาะหาความรู การสบื คนขอมลู การสังเกต วเิ คราะห
เปรียบเทยี บ อธิบาย อภิปราย และสรุป เพอ่ื ใหเกดิ ความรูความเขา ใจ มีความสามารถในการตดั สินใจ มีทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร รวมท้ังทักษะแหงศตวรรษท่ี 21 ในดา นการใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ ดานการคิดและ
การแกป ญหา สามารถสื่อสารส่ิงทเ่ี รียนรแู ละนาํ ความรูไปใชใ นชีวติ ของตนเอง

มจี ติ วิทยา ศาสตร จริยธรรม คุณธรรม และคา นยิ มท่ีเหมาะสม

ผลการเรยี นรูท่ี
1. อธิบายการเกิดเสียง การเคลื่อนท่ีของเสียง ความสัมพันธระหวางคล่ืนการกระจัดของอนุภาคกับคลื่น
ความดัน ความสัมพันธระหวางอัตราเร็วของเสียงในอากาศท่ีข้ึนกับอุณหภูมิในหนวยองศาเซลเซียส การ
สะทอน การหกั เห การแทรกสอด การเล้ียวเบน ของคล่ืนเสยี ง รวมทง้ั คาํ นวณปรมิ าณตา ง ๆ ท่เี ก่ยี วขอ ง
2. อธิบายความเขมเสียง ระดับเสียง องคประกอบของการไดยิน คุณภาพเสียง และมลพิษทางเสียง รวมทั้ง
คํานวณปริมาณตา ง ๆ ท่ีเกีย่ วขอ ง
3. ทดลองและอธิบายการเกิดการส่ันพองของอากาศในทอปลายเปดหน่ึงดาน รวมทั้งสังเกตและอธิบายการ
เกิดบีต คลนื่ น่ิง ปรากฏการณดอปเพลอร คลื่นกระแทกของเสียง คํานวณปริมาณตาง ๆ ที่เกี่ยวของ และนํา
ความรูเรื่องเสยี งไปใชใ นชีวติ ประจาํ วัน

4. ทดลองและอธิบายการทําวัตถุท่ีเปนกลางทางไฟฟาใหมีประจุไฟฟาโดยการขัดสีกันและการเหนี่ยวนํา
ไฟฟาสถติ
5. อธิบายและคาํ นวณแรงไฟฟา ตามกฎของคูลอมบ
6. อธิบายและคํานวณสนามไฟฟาและแรงไฟฟาท่ีกระทํากับอนุภาคท่ีมีประจุไฟฟาที่อยูในสนามไฟฟา
รวมทง้ั หาสนามไฟฟา ลัพธเนื่องจากระบบจดุ ประจโุ ดยรวมกันแบบเวกเตอร
7. อธิบายและคํานวณพลังงานศักยไฟฟา ศักยไฟฟา และ ความตา งศักยระหวางสองตาํ แหนงใด ๆ
8. อธบิ ายสวนประกอบของตัวเก็บประจุ ความสมั พันธระหวางประจุไฟฟา ความตางศักย และความจุของตัว
เก็บประจุ และอธิบายพลังงานสะสมในตัวเก็บประจุ และความจุสมมูล รวมทั้งคํานวณปริมาณตาง ๆ ที่
เกีย่ วขอ ง
9. นําความรูเร่ืองไฟฟาสถิตไปอธิบายหลักการทํางานของเครื่องใชไฟฟาบางชนิด และปรากฏการณใน
ชวี ิตประจําวนั
10. อธิบายการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนอิสระและกระแสไฟฟาในลวดตัวนํา ความสัมพันธระหวาง
กระแสไฟฟา ในลวดตวั นํา กับความเร็วลอยเล่ือนของอิเล็กตรอนอิสระ ความหนาแนนของอิเล็กตรอนในลวด
ตวั นาํ และพน้ื ท่หี นา ตัดของลวดตัวนาํ และคาํ นวณปริมาณตา ง ๆ ทีเ่ ก่ียวของ
11. ทดลองและอธิบายกฎของโอหม อธิบายความสัมพันธระหวางความตานทานกับความยาวพ้ืนท่ีหนาตัด
และสภาพตานทานของตัวนํา โลหะท่ีอุณหภูมิคงตัว และคํานวณปริมาณตาง ๆ ที่เกี่ยวของ รวมทั้ง อธิบาย
และคํานวณความตานทานสมมูลเมือ่ นํา ตวั ตา นทานมาตอกนั แบบอนุกรมและแบบขนาน
12. ทดลอง อธิบาย และคํานวณอีเอ็มเอฟของแหลงกําเนิดไฟฟากระแสตรง รวมท้ังอธิบายและคํานวณ
พลังงานไฟฟา และกาํ ลังไฟฟา
13. ทดลองและคํานวณอีเอ็มเอฟสมมูลจากการตอแบตเตอร่ีแบบอนุกรมและแบบขนาน รวมทั้งคํานวณ
ปรมิ าณตา ง ๆ ท่ีเกยี่ วขอ งในวงจรไฟฟา กระแสตรงซงึ่ ประกอบดวยแบตเตอรแี่ ละตัวตานทาน
14. อธิบายการเปล่ียนพลังงานทดแทนเปนพลังงานไฟฟา รวมท้ังสืบคนและอภิปรายเกี่ยวกับเทคโนโลยีท่ี
นาํ มาแกปญ หาหรอื ตอบสนองความตองการทางดานพลังงาน โดยเนนดานประสิทธิภาพและความคุมคาดาน
คา ใชจ าย

รวมท้ังหมด 14 ผลการเรยี นรู

คําอธบิ ายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี

วชิ า ฟสกิ ส 5 รหัสวชิ า ว33205 ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาปที่ 6

จาํ นวน 4 คาบ/สัปดาห จาํ นวน 2 หนว ยกติ

จาํ นวนเวลาเรยี นทัง้ สิน้ 80 คาบ / ชวั่ โมง : ภาคเรียน

ศึกษาสนามแมเหล็ก แรงแมเหล็ก โมเมนตของแรงคูควบกระทํากับขดลวดท่ีมีกระแสไฟฟาผานเม่ืออยูใน
สนามแมเหล็ก กระแสไฟฟาเหนี่ยวนํา อีเอ็มเอฟเหนี่ยวนํา ไฟฟากระแสสลับ ความรอน แกสอุดมคติ ทฤษฎีจลนของ
แกส ของแขง็ สภาพยืดหยนุ ของของแข็ง ความตึงผิว ความหนืดของของเหลว ความดันในของไหล แรงพยุง ของไหล
อุดมคติ สมการความตอ เนอื่ ง และสมการแบรน ูลี

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคนขอมูล การสังเกต วิเคราะห
เปรียบเทียบอธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อใหเกิดความรูความเขาใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะ
ปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร รวมทั้งทักษะแหงศตวรรษที่ 21 ในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศดานการคิดและการ
แกปญ หา ดานการสือ่ สาร สามารถส่อื สารสิง่ ทเ่ี รยี นรแู ละนาํ ความรูไปใชในชีวิตของตนเอง

มีจติ วิทยาศาสตร จริยธรรม คุณธรรม และคา นยิ มท่เี หมาะสม

ผลการเรียนรทู ี่
1. สังเกตและอธิบายเสนสนามแมเหล็ก อธิบายและคํานวณฟลักซแมเหล็กในบริเวณที่กําหนด รวมท้ังสังเกต
และอธบิ ายสนามแมเหล็กทเ่ี กดิ จากกระแสไฟฟา ในลวดตัวนาํ เสน ตรงและโซเลนอยด
2. อธิบายและคํานวณแรงแมเหล็กที่กระทําตออนุภาคท่ีมีประจุไฟฟาเคลื่อนท่ีในสนามแมเหล็ก
แรงแมเหล็กที่กระทําตอเสนลวดที่มีกระแสไฟฟาผานและวางในสนามแมเหล็ก รัศมีความโคงของการเคลื่อนที่
เมอื่ ประจุเคลื่อนท่ีต้งั ฉากกับสนามแมเหล็กรวมทั้งอธิบายแรงระหวา งเสน ลวดตวั นาคูขนานทม่ี ีกระแสไฟฟา ผาน
3.อธิบายหลักการทํางานของแกลแวนอมิเตอรและมอเตอรไฟฟากระแสตรง รวมทั้งคํานวณปริมาณตางๆ
ที่เกยี่ วของ
4. สังเกตและอธิบายการเกิดอีเอ็มเอฟเหน่ียวนํา กฎการเหน่ียวนําของฟาราเดย และคํานวณปริมาณตาง ๆ ท่ี
เก่ยี วของ รวมทัง้ นาํ ความรเู รือ่ งอเี อม็ เอฟเหน่ยี วนําไปอธิบายการทาํ งานของเครื่องใชไฟฟา
5. อธบิ ายและคํานวณความความตา งศักยอ ารเ อ็มเอส และกระแสไฟฟาอารเอ็มเอส
6. อธิบายหลกั การทํางานและประโยชนของเคร่ืองกําเนิดไฟฟากระแสสลับ 3 เฟสการแปลงอีเอ็มเอฟของหมอ
แปลงและคํานวณปรมิ าณตา งๆ ที่เก่ยี วขอ ง

7. อธิบายและคํานวณความรอนท่ีทําใหสสารเปล่ียนอุณหภูมิ ความรอนท่ีทําใหสสารเปลี่ยนสถานะและความ
รอนท่เี กดิ จากการถายโอนตามกฎการอนรุ ักษพลังงาน
8. อธิบายกฎของแกส อดุ มคตแิ ละคาํ นวณปริมาณตา งๆ ท่เี ก่ียวของ
9. อธิบายแบบจําลองของแกสอุดมคติ ทฤษฎีจลนของแกส และอัตราเร็วอารเอ็มเอสของโมเลกุลของแกส
รวมท้ังคาํ นวณปรมิ าณตา งๆ ท่เี กย่ี วขอ ง
10. อธิบายและคํานวณงานท่ีทําโดยแกสในภาชนะปดโดยความดันคงตัว และอธิบายความสัมพันธระหวาง
ความรอ น พลังงานภายในระบบ และงาน รวมท้ังคาํ นวณปรมิ าณตางๆ ที่เก่ียวของ และนําความรูเรื่องพลังงาน
ภายในระบบไปอธบิ ายหลักการทํางานของเครือ่ งใชใ นชวี ติ ประจาํ วัน
11. อธิบายสภาพยืดหยุนและลักษณะการยืดและหดตัวของวัสดุที่เปนแทงเมื่อถูกกระทําดวยแรงคาตางๆ
รวมทัง้ ทดลอง อธบิ าย และคํานวณความเคนตามยาว ความเครียดตามยาว และมอดุลัสของยัง และนําความรู
เรือ่ งสภาพยดื หยุนไปใชในชวี ติ ประจาํ วัน
12. อธิบายและคาํ นวณความดันเกจ ความดันสมบูรณ และความดันบรรยากาศ รวมทั้งอธิบายหลักการทํางาน
ของแมนอมิเตอร บารอมิเตอร และเครอื่ งอดั ไฮดรอลกิ
13. ทดลอง อธบิ ายและคํานวณขนาดแรงพยงุ จากของไหล
14. ทดลอง อธิบายและคํานวณความตงึ ผิวของของเหลว รวมท้งั สงั เกตและอธบิ ายแรงหนดื ของของเหลว
15. อธบิ ายสมบัตขิ องของไหลอดุ มคติ สมการความตอเนื่อง และสมการแบรนูลลี รวมทั้งคํานวณปริมาณตางๆ
ท่ีเกี่ยวของและนําความรูเกี่ยวกับสมการความตอเนื่องและสมการแบรนูลลีไปอธิบายหลักการทํางานของอุ
ปกรณตางๆ

รวม 15 ผลการเรยี นรู

คําอธบิ ายรายวชิ าเพ่ิมเติม
กลุมสาระการเรียนรวู ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี

วชิ า ฟส ิกส 6 รหสั วิชา ว33206 ระดับชน้ั มัธยมศึกษาปที่ 6

จาํ นวน 4 คาบ/สัปดาห จาํ นวน 2 หนวยกิต

จํานวนเวลาเรยี นทงั้ สนิ้ 80 คาบ / ชว่ั โมง : ภาคเรยี น

ศกึ ษาการเกิดคลนื่ แมเหล็กไฟฟา สเปกตรมั ของคล่นื แมเ หล็กไฟฟา โพลาไรเซชันของคล่ืนแมเหล็กไฟฟา การ
ส่ือสารโดยอาศัยคลนื่ แมเ หล็กไฟฟา สมมตฐิ านของพลังค ทฤษฎีอะตอมของโบร ปรากฏการณโ ฟโตอิเล็กทริก ทวิภาค
ของคล่นื และอนภุ าค เสถยี รภาพของนวิ เคลยี ส กัมมนั ตภาพรังสี ปฏิกริ ยิ านิวเคลียร พลังงานนิวเคลียรและฟสิกส
อนุภาค

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคนขอมลู การสงั เกต วิเคราะห
เปรียบเทยี บ อธิบาย และสรุป เพอื่ ใหเ กิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถในการตดั สินใจ มที ักาะปฏิบตั ิการทาง
วิทยาศาสตร รวมท้ังทักษะแหงศตวรรษที่ 21 ในดานการใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศ ดา นการคดิ และการแกปญ หาดา น
การสอ่ื สาร สามารถสื่อสารสง่ิ ทเี่ รยี นรแู ละนําความรูไปใชในชีวติ ของตนเอง

มีจิตวทิ ยาศาสตร จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และคานยิ มทีเ่ หมาะสม

ผลการเรยี นรู

1. อธบิ ายการเกิดและลักษณะเฉพาะของคลน่ื แมเหล็กไฟฟา แสงโพลาไรส แสงดพลาไรสเชงิ เสนและแผนโพลา
รอยด รวมทั้งอธบิ ายการนาํ คลื่นแมเหล็กไฟฟาในชว งความถ่ตี างๆไปประยุกตใชแ ละหลกั การทาํ งานของ
อปุ กรณที่เกี่ยวของ

2. สบื คน และอธิบายการส่อื สารโดยอาศยั คลืน่ แมเ หลก็ ไฟฟา ในการสงผา นสารสนเทศ และเปรยี บเทยี บการ
ส่ือสารดว ยสญั ญาณแอนะลอกกบั สญั ญาณดิจิตัล

3. อธบิ ายสมมตฐิ านของพลังค ทฤษฎอี ะตอมของโบร และการเกิดเสนสเปกตรัมของอะตอมไฮโดรเจน รวมทงั้
คาํ นวณปริมาณตา งๆทเี่ กย่ี วของ

4. อธบิ ายปรากฏหารณโฟโตอเิ ล็กทริกและคาํ นวณพลังงานโฟตอน พลงั งานจลนของโฟโตอิเลก็ ตรอนฟง กขนั
งานของโลหะ

5. อธบิ ายทวิภาวะของคลนื่ และอนุภาค รวมทง้ั อธบิ ายและคํานวณความยาวคลื่นเดอบรอยด
6. อธบิ ายกมั มันตภาพรงั สแี ละความแตกตา งของรังสแี อลฟา บตี าและแกมมา
7. อธบิ ายและคาํ นวณกัมมันตภาพของนิวเคลียสกัมมันตรงั สี รวมทัง้ ทดลอง อธิบาย และคํานวณจํานวน

นวิ เคลียสกมั มนั ตภาพรังสที ่เี หลอื จากการสลายและครง่ึ ชีวิต

8. อธิบายแรงนิวเคลียร เสถียรภาพของนวิ เคลียส และพลงั งานยึดเหยย่ี ว รวมทง้ั คาํ นวณปริมาณตางๆที่
เกย่ี วขอ ง

9. อธิบายปฏกิ ิริยานิวเคลยี รฟ ชชันและฟว ชัน รวมท้งั คาํ นวณพลังงานนวิ เคลียร
10. อธิบายประโยชนข องพลงั งานนวิ เคลยี รและรังสี รวมทง้ั อันตรายและการปองกนั รังสีในดานตา งๆ
11. อธบิ ายการคนควาวิจัยดา นฟสกิ สอ นภุ าค แบบจาํ ลองมาตรฐานและการใชประโยชนจ ากการคน ควาวจิ ยั ดา น

ฟสกิ สอ นภุ าคในดา นตา งๆ

รวม 11 ผลการเรียนรู

คําอธบิ ายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
กลมุ สาระการเรียนรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี

วิชา เคมี 2 รหสั วิชา ว31222 ระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปท่ี 4

จํานวน 3 คาบ/สปั ดาห จาํ นวน 1.5 หนว ยกิต

จํานวนเวลาเรยี นทัง้ สนิ้ 60 คาบ / ช่ัวโมง : ภาคเรียน

ศึกษาความหมายและคํานวณมวลอะตอม มวลอะตอมสัมพัทธ มวลอะตอมเฉล่ยี ของธาตุ โมล มวลตอโมล
มวลโมเลกลุ และสตู รมวล ศกึ ษาความสมั พันธร ะหวา งจํานวนโมล อนภุ าค มวลและปริมาตรของแกสที่ STP ศึกษากฎ
สัดสวนคงท่ี คาํ นวณอัตราสว นโดยมวล อัตราสว นโดยโมล รอ ยละโดยโมล สตู รโมเลกุลและสูตรเอมพริ คิ ัลศึกษาหนว ย
ความเขม ขนและการคํานวณความเขม ขน ของสารละลายในหนว ยรอ ยละ สว นในลา นสว น สว นในพนั ลา นสว น โมลาริ
ตี โมแลลติ ี และเศษสวนโมล ศกึ ษาการเตรยี มสารละลายจากสารบรสิ ทุ ธแ์ิ ละจากการเจือจางสารละลายเขมขน
เปรียบเทยี บจุดเดือดและจุดหลอมเหลวของสารบรสิ ทุ ธแิ์ ละสารละลายศกึ ษาการเขยี นและดุลสมการเคมี อัตราสว น
โดยโมลของสารในปฏกิ ริ ยิ าเคมี แปลความหมายสญั ลักษณ ในสมการเคมี คํานวณปริมาณของสารในปฏกิ ิรยิ าเคมตี าม
กฎทรงมวล ศกึ ษากฎการรวมปริมาตรแกส ของเกย-ลุสแซกและสมมติฐานของอาโวกาโดร คาํ นวณปรมิ าณของสารใน
ปฏกิ ริ ิยาเคมีโดยใชค วามสัมพันธร ะหวา งโมล มวล ความเขม ขน และปริมาตรแกส คํานวณปรมิ าณสารในปฏิกริ ิยาเคมี
หลายขน้ั ตอน ปรมิ าณสารเม่ือมสี ารกําหนดปรมิ าณ และผลไดร อ ยละ

โดยใชการเรยี นรดู ว ยกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสบื เสาะหาความรู สบื คนขอมูล การสังเกต
วเิ คราะห เปรียบเทียบ อธบิ าย อภปิ ราย และสรปุ เพ่ือใหเกิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถในการตดั สินใจ มี
ทกั ษะปฏิบตั กิ ารทางวิทยาศาสตร รวมท้งั ทักษะแหงศตวรรษท่ี 21 ในดานการใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ ดานการคดิ
และการแกป ญ หา ดา นการสื่อสาร สามารถสอ่ื สารส่ิงที่เรยี นรูแ ละนาํ ความรูไปใชในชวี ิตของตนเอง มจี ติ วิทยาศาสตร
จรยิ ธรรม คุณธรรม และคานิยมท่ีเหมาะสม

ผลการเรียนรู
1. บอกความหมายของมวลอะตอมของธาตุ และคํานวณมวลอะตอมเฉลย่ี ของธาตุ มวลโมเลกุลและ มวลสตู ร
2. อธิบายและคํานวณปริมาณใดปรมิ าณหนึ่งจากความสมั พนั ธของโมล จาํ นวนอนุภาค มวล และ ปรมิ าตรของ
แกส ท่ี STP
3. คํานวณอตั ราสว นโดยมวลของธาตุองคป ระกอบของสารประกอบตามกฎสัดสวนคงท่ี
4. คาํ นวณสตู รอยางงายและสูตรโมเลกุลของสาร
5. คํานวณความเขมขน ของสารละลายในหนว ยตา งๆ

6. อธบิ ายวธิ กี ารและเตรียมสารละลายใหม ีความเขมขนในหนว ยโมลาริติ และปรมิ าตรสารละลายตามท่ี
กําหนด
7. เปรยี บเทียบจุดเดือดและจุดเยอื กแขง็ ของสารละลายกับสารบริสทุ ธิ์ รวมท้ังคํานวณจุดเดอื ดและ จดุ เยอื ก
แข็งของสารละลาย
8. แปลความหมายสัญลกั ษณในสมการเคมี เขยี นและดลุ สมการเคมขี องปฏิกิรยิ าเคมบี างชนิด
9. คํานวณปรมิ าณของสารในปฏิกิรยิ าเคมที เ่ี กี่ยวของกบั มวลสาร
10. คํานวณปรมิ าณของสารในปฏิกิรยิ าเคมที เ่ี กย่ี วของกบั ความเขม ขน ของสารละลาย
11. คํานวณปริมาณของสารในปฏิกิริยาเคมที ่ีเก่ียวของกับปรมิ าตรแกส
12. คาํ นวณปรมิ าณของสารในปฏิกิริยาเคมีหลายขั้นตอนได
13. ระบุสารกําหนดปริมาณและคาํ นวณปริมาณสารตา งๆในปฏิกริ ิยาเคมี
14. คํานวณผลไดรอ ยละของผลติ ภณั ฑในปฏกิ ริ ิยาเคมี

รวม 14 ผลการเรยี นรู

คาํ อธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ
กลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี

วิชา เคมี 3 รหัสวชิ า ว32223 ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาปที่ 5

จํานวน 3 คาบ/สปั ดาห จาํ นวน 1.5 หนว ยกิต

จาํ นวนเวลาเรยี นทง้ั สน้ิ 60 คาบ / ชวั่ โมง : ภาคเรยี น

ศึกษาความสมั พันธแ ละคํานวณปรมิ าตร ความดัน อุณหภูมิ จํานวนโมล หรอื มวลของแกส โดยใชกฎของ
บอยล กฎของชารล กฎของเกย- ลูสแซก กฎรวมแกส กฎของอาโวกาโดร และกฎแกสอดุ มคติ คาํ นวณความดันยอ ย
หรือจาํ นวนโมลของแกส ในแกสผสมโดยใชกฎความดนั ยอยของดอลตนั ศึกษาทฤษฎีจลนของแกส การแพรและ
คาํ นวณอัตราการแพรข องแกส โดยใชก ฎการแพรผ า นของเกรแฮม ศึกษาปรากฏการณ หรอื การแกป ญ หาใน
ชวี ติ ประจําวันและในอุตสาหกรรมโดยใชส มบตั แิ ละกฎตางๆ ของแกส ศึกษาการเปล่ียนแปลงของสารในปฏิกิริยาเคมี
คาํ นวณอัตราการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี ศึกษาทิศทางการชนกันของอนภุ าคและพลงั งานท่สี งผลตออัตราการเกิดปฏิกิริยา
เคมี ผลของความเขมขน พ้ืนทผี่ ิวของสารตั้งตน อณุ หภูมิ และตวั เรงปฏกิ ริ ิยาท่ีมตี ออัตราการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี และ
การนําไปใชใ นชีวิตประจาํ วนั หรืออุตสาหกรรมศึกษาความหมายของปฏิกิรยิ าผนั กลบั ไดและภาวะสมดุล คาํ นวณ
คา คงทสี่ มดลุ และความเขมขนของสารทส่ี มดลุ ของปฏกิ ริ ิยาทม่ี ขี ้นั ตอนเดียวและหลายขั้นตอน ศกึ ษาปจ จัยท่ีมีผลตอ
สมดลุ และคา คงทีส่ มดลุ ตามหลักขอเลอชาเตอลเิ อ สมดุลเคมขี องกระบวนการที่เกิดข้นึ ในส่งิ มีชวี ติ ปรากฏการณใน
ธรรมชาตแิ ละกระบวนการในอตุ สาหกรรม

โดยใชการเรียนรูดว ยกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร การสบื เสาะหาความรู สบื คน ขอมลู การสงั เกต
วิเคราะห เปรยี บเทียบ อธบิ าย อภปิ ราย และสรปุ เพื่อใหเกดิ ความรู ความเขาใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มี
ทักษะปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร รวมทัง้ ทักษะแหง ศตวรรษท่ี 21 ในดานการใชเทคโนโลยสี ารสนเทศ ดา นการคดิ
และการแกป ญ หา ดา นการสื่อสาร สามารถสอ่ื สารสิง่ ทเ่ี รยี นรูและนาํ ความรูไปใชในชีวิตของตนเอง

มจี ิตวทิ ยาศาสตร จริยธรรม คุณธรรม และคานิยมท่เี หมาะสม

ผลการเรียนรู
1. อธิบายความสัมพันธแ ละคํานวณปรมิ าตรความดัน หรืออณุ หภูมขิ องแกส ท่ภี าวะตางๆ ตามกฎของบอยล
กฎของชารล กฎของเกย-ลูสแซก
2. คํานวณปริมาตรความดนั หรอื อุณหภมู ิของแกสทภ่ี าวะตา งๆตามกฎรวมแกส
3. คาํ นวณปรมิ าตร ความดนั อุณหภมู ิ จํานวนโมลหรอื มวลของแกส จากความสมั พนั ธตามกฎของอาโวกาโดร
และกฎแกส อดุ มคติ

4. คํานวณความดันยอย หรอื จาํ นวนโมลของแกส ในแกส ผสมโดยใชกฎความดนั ยอยของดอลตนั
5. อธิบายการแพรของแกส โดยใชทฤษฎีจลนของแกส คํานวณและเปรยี บเทียบอตั ราการแพรของแกส โดยใช
กฎการแพรผ านของเกรแฮม
6. สืบคน ขอมูล นาํ เสนอตวั อยาง และอธิบายการประยุกตใชค วามรูเ ก่ียวกับสมบัตแิ ละกฎตางๆ ของแกสใน
การอธิบายปรากฏการณ หรือแกปญ หาในชีวติ ประจําวันและในอุตสาหกรรม
7. ทดลองและเขียนกราฟการเพ่มิ ข้นึ หรือลดลงของสารที่ทําการวัดในปฏกิ ิรยิ า
8. คํานวณอตั ราการเกิดปฏิกิรยิ าเคมี และเขียนกราฟการลดลงหรอื เพ่ิมขนึ้ ของสารที่ไมไดว ัดใน ปฏกิ ริ ิยา
9. เขยี นแผนภาพ และอธบิ ายทิศทางการชนกนั ของอนุภาคและพลงั งานที่สงผลตออตั ราการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี
10. ทดลองและอธิบายผลของความเขมขน พืน้ ท่ผี วิ ของสารตั้งตน อณุ หภมู ิ และตวั เรง ปฏกิ ิริยาทม่ี ตี อ อตั รา
การเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี
11. เปรยี บเทยี บอตั ราการเกิดปฏกิ ิริยาเคมีเมือ่ มกี ารเปล่ียนแปลงความเขมขน พน้ื ที่ผิวของสารตั้งตน อณุ หภมู ิ
และตวั เรงปฏิกริ ยิ า
12. ยกตัวอยางและอธบิ ายปจจยั ท่มี ีผลตออัตราการเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมีในชวี ิตประจําวันหรือ อตุ สาหกรรม
13. ทดสอบและอธบิ ายความหมายของปฏิกิริยาผันกลบั ไดและภาวะสมดุล
14. อธบิ ายการเปล่ยี นแปลงความเขม ขนของสารอัตราการเกิดปฏกิ ริ ิยาไปขา งหนา และอัตราการ เกดิ ปฏกิ ิริยา
ยอ นกลบั เม่ือเริม่ ปฏกิ ริ ยิ าจนกระทั่งระบบอยูในภาวะสมดุล
15. คํานวณคาคงทส่ี มดลุ ของปฏิกริ ยิ า
16. คํานวณคาความเขม ขนของสารที่ภาวะสมดลุ
17. คํานวณคา คงท่ีสมดลุ หรือความเขม ขน ของปฏกิ ิริยาหลายข้นั ตอน
18. ระบปุ จ จัยท่ีมีผลตอภาวะสมดลุ และคาคงท่สี มดุลของระบบ รวมท้ังคาดคะเนการเปลยี่ นแปลงท่ีเกดิ ข้นึ เมื่อ
ภาวะสมดุลของระบบถูกรบกวน โดยใชหลักของเลอชาเตอลิเอ
19. ยกตัวอยา ง และอธบิ ายสมดลุ เคมขี องกระบวนการที่เกิดข้ึนในสงิ่ มชี ีวติ ปรากฏการณในธรรมชาติ และ
กระบวนการในอตุ สาหกรรม

รวม 19 ผลการเรียนรู

คําอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ
กลมุ สาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี

วชิ า เคมี 4 รหสั วชิ า ว32224 ระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปท่ี 5

จาํ นวน 3 คาบ/สปั ดาห จาํ นวน 1.5 หนว ยกติ

จํานวนเวลาเรียนท้งั สน้ิ 60 คาบ / ชวั่ โมง : ภาคเรียน

ศึกษากรด-เบสของอารเรเนยี ส เบรินสเตด-ลาวรี หรือลิวอสิ คาํ นวณความสามารถในการแตกตวั หรือความ
แรงของกรดและเบส คา PH ความเขมขนของไฮโดรเนียมไอออนหรอื ไฮดรอกไซคไอออนของสารละลายกรดและเบส
ศึกษาปฏิกิรยิ าสะเทินและไฮโดรลิซิสของเกลือ การไทเทรต และการเลือกใชอนิ ดเิ คตอร คํานวณปริมาณสารหรอื
ความเขม ขนของสารละลายกรดหรอื เบสจากการไทเทรต ศึกษาสมบัติและองคประกอบสารละลายบัฟเฟอร รวมท้ัง
การนําความรเู กยี่ วกับกรด-เบสไปใชป ระโยชนศึกษาเลขออกซเิ ดชัน ปฏกิ ิรยิ ารีดอกซ ตวั รีดวิ ซ ตวั ออกซิไดส คร่ึง
ปฏิกริ ยิ าออกซิเดชนั และคร่ึงปฏิกริ ยิ ารดี ักชนั ของปฏกิ ิรยิ ารีดอกซ เปรยี บเทียบความสามารถในการเปน ตวั รีดิวซหรอื
ตัวออกซิไดส การเขียนและดุลสมการรดี อกซด วยการใชเ ลขออกซเิ ดชันและวิธคี รง่ึ ปฏิกิริยา ศกึ ษาเซลลไ ฟฟา เคมีและ
การเขยี น แผนภาพเซลล คํานวณคา ศกั ยไฟฟามาตรฐานของเซลล ศกึ ษาหลกั การทาํ งานของเซลลป ฐมภูมิและเซลล
ทุตยิ ภูมิ หลักการทางเคมีไฟฟาทใ่ี ชใ นการชุบโลหะ การแยกสารเคมีดวยกระแสไฟฟา การทาํ โลหะใหบริสุทธิ์ และการ
ปองกันการกัดกรอนของโลหะ รวมทัง้ ความกา วหนา ทางเทคโนโลยที ี่เก่ียวขอ งกับเซลลเคมีไฟฟาในชวี ติ ประจาํ วัน

โดยใชการเรียนรดู ว ยกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู สบื คน ขอมลู การสังเกต
วิเคราะห เปรยี บเทียบ อธบิ าย อภปิ ราย และสรุป เพ่ือใหเ กดิ ความรู ความเขา ใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มี
ทักษะปฏบิ ตั กิ ารทางวิทยาศาสตร รวมทัง้ ทกั ษะแหง ศตวรรษท่ี 21 ในดา นการใชเทคโนโลยสี ารสนเทศ ดานการคิด
และการแกปญหา ดา นการส่ือสาร สามารถส่ือสารสิ่งทเ่ี รยี นรูแ ละนําความรูไปใชในชวี ติ ของตนเอง

มจี ติ วทิ ยาศาสตร จรยิ ธรรม คุณธรรม และคานยิ มทเ่ี หมาะสม

ผลการเรยี นรู
1. ระบุ และอธบิ ายวาสารเปนกรดหรอื เบสโดยใชท ฤษฎีกรด-เบสของ อารเรเนยี ส เบรินสเตด-ลาวรี หรอื ลวิ อิส
2. ระบคุ กู รด-เบสของสารตามทฤษฎีกรด-เบสของเบรนิ สเตด-ลาวรี
3. คาํ นวณและเปรียบเทยี บความสามารถในการแตกตัวหรือความแรงของกรดและเบส
4. คํานวณคา PH ความเขมขนของไฮโดรเนยี มไอออนหรือไฮดรอกไซคไ อออนของสารละลายกรด และเบส
5. เขียนสมการเคมีแสดงปฏกิ ิริยาสะเทนิ และระบคุ วามเปนกรด-เบสของสารละลายหลังการ สะเทนิ
6. เขียนปฏกิ ิรยิ าไฮโดรลซิ ิสของเกลือ และระบคุ วามเปนกรด-เบสของสารละลายเกลอื

7. ทดลอง และอธิบายหลักการการไทเทรตและเลอื กใชอ นิ ดเิ คตอรทเ่ี หมาะสมสาํ หรบั การไทเทรต กรด-เบส
8. คํานวณปรมิ าณสารหรือความเขมขนของสารละลายกรดหรอื เบสจากการไทเทรต
9. อธบิ ายสมบัติองคประกอบและประโยชนข องสารละลายบัฟเฟอร
10. สบื คนขอมูล และนําเสนอตวั อยางการใชป ระโยชนและการแกป ญ หาโดยใชค วามรเู ก่ียวกับกรด-เบส
11. คาํ นวณเลขออกซเิ ดชัน และระบปุ ฏกิ ิริยาทีเ่ ปนปฏิกริ ิยารดี อกซ
12. วิเคราะหก ารเปล่ยี นแปลงเลขออกซเิ ดชนั และระบุตวั รีดวิ ซแ ละตวั ออกซิไดส รวมทงั้ เขยี นครึง่ ปฏกิ ริ ิยา
ออกซเิ ดชันและครงึ่ ปฏิกริ ยิ ารีดกั ชนั ของปฏิกิริยารดี อกซ
13. ทดลอง และเปรยี บเทยี บความสามารถในการเปน ตวั รีดวิ ซห รอื ตวั ออกซิไดสและเขยี นแสดงปฏกิ ิริยารี
ดอกซ
14. ดลุ สมการรดี อกซด วยการใชเลขออกซเิ ดชนั และวิธีครง่ึ ปฏิกริ ยิ า
15. ระบุองคประกอบของเซลลไฟฟา เคมีและเขยี นสมการเคมขี องปฏิกริ ยิ าทแ่ี อโนดและแคโทด ปฏกิ ิริยารวม
และแผนภาพเซลล
16. คาํ นวณคา ศกั ยไฟฟามาตรฐานของเซลลและระบุประเภทของเซลลเคมไี ฟฟา ขว้ั ไฟฟาและปฏิกิรยิ าเคมที ่ี
เกิดขนึ้
17. อธิบายหลักการทาํ งาน และเขียนสมการแสดงปฏิกริ ิยาของเซลลปฐมภูมิและเซลลทุติยภูมิ
18. ทดลองชุบโลหะและแยกสารเคมดี ว ยกระแสไฟฟา และอธบิ ายหลกั การทางเคมีไฟฟาท่ใี ชใ นการชบุ โลหะ
การแยกสารเคมดี วยกระแสไฟฟา การทําโลหะใหบรสิ ทุ ธิ์ และการปองกันการกัดกรอนของโลหะ
19. สืบคนขอมลู และนาํ เสนอตวั อยางความกาวหนาทางเทคโนโลยีท่เี ก่ยี วของกบั เซลลเคมไี ฟฟาใน
ชีวิตประจําวนั

รวม 19 ผลการเรยี นรู

คําอธบิ ายรายวิชาเพ่ิมเติม
กลุมสาระการเรียนรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี

วิชา เคมี 5 รหัสวิชา ว33225 ระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปที่ 6

จํานวน 3 คาบ/สปั ดาห จํานวน 1.5 หนว ยกติ

จํานวนเวลาเรียนท้ังส้ิน 60 คาบ / ชั่วโมง : ภาคเรียน

ศึกษา สารประกอบอนิ ทรยี ท ี่มพี นั ธะเดีย่ ว พันธะคู หรือพนั ธะสามทพี่ บในชีวติ ประจาํ วนั เขียนสตู รโครงสราง
ลิวอสิ สูตรโครงสรางแบบยอ และสตู รโครงสรา งแบบเสนของสารประกอบอนิ ทรยี  วเิ คราะหโครงสราง และระบุ
ประเภทของสารประกอบอนิ ทรียจากหมูฟงกช ัน
เขียนสูตรโครงสราง และเรียกช่ือสารประกอบอินทรียประเภทตางๆท่ีมีหมูฟงกชันไมเกิน 1 หมูตามระบบ IUPAC
เขยี นไอโซเมอรโครงสรางของสารประกอบอินทรียประเภทตางๆ วิเคราะห และเปรียบเทียบ จุดเดือดและการละลาย
ในนํ้าของสารประกอบอินทรียที่มีหมูฟงกชันขนาดโมเลกุลหรือโครงสรางตางกัน ระบุประเภทของสารประกอบ
ไฮโดรคารบอนและเขียนผลิตภัณฑจากปฏิกิริยาการเผาไหม ปฏิกิริยากับโบรมีน หรือปฏิกิริยากับโพแทสเซียมเปอร
แมงกาเนต เขียนสมการเคมี และอธิบายการเกิดปฏิกิริยาเอสเทอริฟเคชัน ปฏิกิริยาการสังเคราะหเอไมด ปฏิกิริยา
ไฮโดรไลซิสและปฏิกิริยาสะปอนนิฟเคชัน ทดสอบปฏิกิริยาเอสเทอริฟเคชัน ปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส และปฏิกิริยาสะ
ปอนนิฟเคชัน สืบคนขอมูล และเสนอตัวอยางการนําสารประกอบอินทรียืไปใชประโยชนในชีวิตประจําวันและ
อุตสาหกรรม ระบุประเภทของปฏกิ ิริยาการเกิดพอลิเมอรจากโครงสรางของมอนอเมอรหรือพอลิเมอร วิเคราะห และ
อธิบายความสัมพันธระหวางโครงสรางและสมบัติของพอลิเมอร รวมท้ังการนําไปใชประโยชน ทดสอบ และระบุ
ประเภทของพลาสติกและผลิตภัณฑยาง รวมท้ังการนําไปใชประโยชน อธิบายผลของการปรับเปล่ียนโครงสราง และ
การสังเคราะหพ อลิเมอรทื ม่ี ตี อ สมบัตขิ องพอลิเมอร สืบคนขอ มลู และนําเสนอตัวอยางผลกระทบจากการใชและกําจัด
ผลติ ภณั ฑพอลิเมอรแ ละแนวทางแกไ ข

โดยใชการเรียนรดู วยกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู สืบคน ขอมลู การสังเกต
วเิ คราะห เปรียบเทยี บ อธบิ าย อภิปราย และสรุป เพ่ือใหเกดิ ความรู ความเขาใจ มีความสามารถในการตัดสนิ ใจ มี
ทักษะปฏิบตั ิการทางวทิ ยาศาสตร รวมท้ังทักษะแหงศตวรรษที่ 21 ในดา นการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดา นการคิด
และการแกป ญ หา ดา นการส่ือสาร สามารถส่อื สารสิ่งท่ีเรยี นรูและนาํ ความรูไปใชใ นชีวิตของตนเอง

มจี ิตวทิ ยาศาสตร จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และคานิยมที่เหมาะสม

ผลการเรียนรู
1. สบื คนขอมลู และนาํ เสนอตวั อยางสารประกอบอินทรียท่ีมีพันธะเด่ียว พนั ธะคู หรือพันธะสามที่พบใน
ชวี ติ ประจําวัน
2. เขยี นสตู รโครงสรางลวิ อสิ สตู รโครงสรา งแบบยอ และสตู รโครงสรา งแบบเสนของสารประกอบอนิ ทรีย
3. วเิ คราะหโ ครงสราง และระบุประเภทของสารประกอบอินทรียจากหมูฟง กชัน
4. เขยี นสูตรโครงสรา ง และเรียกชอ่ื สารประกอบอินทรยี ป ระเภทตา งๆที่มหี มฟู ง กช นั ไมเกนิ หมูตาระบบ 1
IUPAC
5. เขยี นไอโซเมอรโครงสรางของสารประกอบอนิ ทรียป ระเภทตางๆ
6. วิเคราะห และเปรยี บเทยี บ จุดเดือดและการละลายในนํา้ ของสารประกอบอนิ ทรียทม่ี ีหมูฟง กชนั ขนาด
โมเลกุลหรือโครงสรา งตา งกัน
7. ระบุประเภทของสารประกอบไฮโดรคารบอนและเขยี นผลติ ภณั ฑจากปฏิกริ ยิ าการเผาไหม ปฏิกริ ยิ ากบั
โบรมนี หรือปฏกิ ริ ิยากับโพแทสเซียมเปอรแมงกาเนต
8. เขยี นสมการเคมี และอธิบายการเกดิ ปฏกิ ิริยาเอสเทอริฟเคชนั ปฏิกริ ยิ าการสงั เคราะหเอไมด ปฏิกิริยา
ไฮโดรไลซิสและปฏกิ ิริยาสะปอนนฟิ เคชนั
9. ทดสอบปฏิกริ ยิ าเอสเทอริฟเคชัน ปฏกิ ิริยาไฮโดรไลซิส และปฏกิ ิรยิ าสะปอนนิฟเ คชัน
10. สืบคน ขอ มลู และเสนอตัวอยางการนําสารประกอบอนิ ทรยี ืไปใชป ระโยชนใ นชวี ติ ประจําวนั และอตุ สาหกรรม
11. ระบปุ ระเภทของปฏิกริ ิยาการเกิดพอลเิ มอรจากโครงสรา งของมอนอเมอรหรือพอลิเมอร
12. วิเคราะห และอธบิ ายความสัมพนั ธร ะหวา งโครงสรา งและสมบตั ขิ องพอลเิ มอร รวมทั้งการนาํ ไปใชป ระโยชน
13. ทดสอบ และระบุประเภทของพลาสตกิ และผลิตภัณฑยาง รวมทัง้ การนําไปใชป ระโยชน
14. อธิบายผลของการปรบั เปลยี่ นโครงสรา ง และการสงั เคราะหพอลเิ มอรที่มตี อสมบตั ขิ องพอลเิ มอร
15. สบื คนขอ มูล และนาํ เสนอตวั อยางผลกระทบจากการใชและกําจดั ผลิตภัณฑพ อลเิ มอรแ ละแนวทางแกไข

รวม 15 ผลการเรียนรู

คาํ อธบิ ายรายวิชาเพ่ิมเติม
กลมุ สาระการเรียนรูว ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี

วิชา เคมี 6 รหัสวิชา ว33226 ระดบั ช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 6

จํานวน 3 คาบ/สัปดาห จาํ นวน 1.5 หนว ยกติ

จาํ นวนเวลาเรยี นทง้ั สิ้น 60 คาบ / ชัว่ โมง : ภาคเรยี น

ศึกษาแนวทางการแกไขปญหาโดยใชค วามรูท างเคมีจากสถานการณที่เกิดข้ึนในชีวิตประจาํ วัน การประกอบ
อาชีพหรืออตุ สาหกรรม แสดงหลักฐานถงึ การบรู ณาการความรูทางเคมีรวมกับสาขาวชิ าอ่ืน รวมท้ังทักษะกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตรห รือกระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรม โดยเนนวเิ คราะห การแกปญ หาและความคดิ สรางสรรค ใน
สถานการณห รือประเดน็ ทีส่ นใจนําเสนอผลงานหรอื ช้ินงานท่ีไดจ ากการแกไ ขปญหาในสถานการณหรือประเด็นท่สี นใจ
โดยใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศ แสดงหลักฐานการเขารวมสมั มนา การเขารว มประชมุ วิชาการหรือการแสดงผลงาน
สิง่ ประดษิ ฐในงานนทิ รรศการ

โดยใชการเรยี นรูดว ยกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร หรือกระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรม การสืบเสาะหา
ความรู สืบคน ขอ มลู การสังเกต วเิ คราะห เปรยี บเทยี บ อธบิ าย อภปิ ราย และสรปุ เพ่อื ใหเกดิ ความรู ความเขาใจ มี
ความสามารถในการตดั สินใจ มที ักษะปฏิบัติการทางวทิ ยาศาสตร รวมท้งั ทักษะแหงศตวรรษท่ี 21 ในดา นการใช
เทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคดิ และการแกปญ หา ดา นการสอ่ื สาร สามารถส่อื สารสิ่งที่เรยี นรแู ละนาํ ความรูไปใชใ น
ชีวิตของตนเอง

มีจิตวิทยาศาสตร จรยิ ธรรม คุณธรรม และคา นยิ มทเ่ี หมาะสม

ผลการเรียนรู
1. กําหนดปญหา และนาํ เสนอแนวทางการแกไขปญหาโดยใชความรูทางเคมจี ากสถานการณท่ีเกดิ ขน้ึ ใน
ชวี ิตประจาํ วัน การประกอบอาชีพหรืออุตสาหกรรม
2. แสดงหลักฐานถงึ การบรู ณาการความรทู างเคมีรวมกับสาขาวิชาอ่นื รวมทงั้ ทกั ษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตรหรอื กระบวนการออกแบบเชิงวศิ วกรรม โดยเนนวเิ คราะห การแกปญ หาและความคดิ สรา งสรรค
ในสถานการณห รอื ประเด็นท่ีสนใจ
3. นําเสนอผลงานหรอื ช้ินงานที่ไดจากการแกไ ขปญ หาในสถานการณห รือประเดน็ ท่สี นใจโดยใชเ ทคโนโลยี
สารสนเทศ

4. แสดงหลกั ฐานการเขารว มสัมมนา การเขา รว มประชมุ วชิ าการหรอื การแสดงผลงานสิ่งประดษิ ฐในงาน
นทิ รรศการ

รวม 4 ผลการเรยี นรู

คําอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ
กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี

วิชา ชวี วทิ ยา 2 รหสั วชิ า ว31242 ระดับช้ันมธั ยมศึกษาปที่ 4

จํานวน 3 คาบ/สปั ดาห จาํ นวน 1.5 หนวยกิต

จํานวนเวลาเรยี นท้ังส้นิ 60 คาบ / ชว่ั โมง : ภาคเรยี น

ศึกษาเก่ียวกับโครโมโซม และสารพันธุกรรม โครงสรางของ DNA การจําลอง DNA การควบคุมลักษณะทาง
พันธุกรรมของ DNA มิวเทชันและการเกิดมิวเทชัน ศึกษาการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การศึกษาพันธุกรรม
ของเมนเดล การถา ยทอดยีนบนโครโมโชม ลักษณะทางพันธุกรรมท่เี ปน สว นขยายของพนั ธศุ าสตร
เมนเดล การถายทอดยีนบนโครโมโซมเพศ ยีนนโครโมโซมเดียวกัน ศึกษาเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ พันธุวิศวกรรมและ
การโคลนยีน การหาขนาดของ DNA และการหาลําดับนิวคลีโอไทด การประยุกตใชเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอและ
เทคโนโลยีทางดเี อ็นเอกับความปลอดภยั ทางชวี ภาพและชวี จรยิ ธรรม ศึกษาเกยี่ วกับวิวัฒนาการ หลักฐานและขอมูลท่ี
ใชในการศึกษาวิวัฒนากาของสิ่งมีชีวิต แนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของส่ิงมีชีวิต พันธุศาสตรประชากร ปจจัยที่ทําให
เกิดการเปล่ยี นแปลงความถี่ของแอลลลี และกํานดิ สปซ สี 

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหความรู การสืบคนขอมูล กาสังเกตวิเคราะหเปรียบเทียบ
อธบิ าย อภปิ ราย และสรปุ เพ่ือใหเกดิ ความรู ความเขา ใจ

มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติกรทางวิทยาศาสตร รวมท้ังทักษะแหงศตวรรษที่ 21 ในดาน
การใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกปญหา ดานการส่ือสาร สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรู
ไปใชใ นชีวติ ของตนอง มจี ิตวทิ ยาศาสตร จริยธรรม คณุ ธรม และคานิยมทเ่ี หมาะสม

ผลการเรยี นรู
1. สืบคนขอมูล อธิบายสมบัติและหนาท่ีของสารพันธุกรรม โครงสรางและองคประกอบทางเคมีของ DNA
และสรปุ การจําลองDNA
2. อธิบายและระบุข้ันตอนในกระบวนการสังเคราะหโปรตีนและหนาท่ีของ DNA และ RNA แตละชนิดใน
กระบวนการสังเคราะหโปรตีน
3. สืบคนขอมูล และอธิบายการเกิดมิวเทชันระดับยีนและระดับโครโมโซม สาเหตุการเกิดมิวเทชัน รวมท้ัง
ยกตวั อยา งโรคและกลมุ อาการทเี่ ปน ผลของการเกดิ มวิ เทชัน
4. สบื คนขอมูล อธบิ ายและสรปุ ผลการทดลองของเมนเดล

5. สรุปความสัมพันธระหวางสารพันธุกรรม แอลลีล โปรตีน ลักษณะทางพันธุกรรม และเช่ือมโยงกับความรู
เรื่องพันธศุ าสตรเ มนเดล
6. อธิบายและสรุปกฎแหงการแยกและกฎแหงการรวมกลุมอยางอิสระ และนํากฎของเมนเดล นี้ไปอธิบาย
การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมและใชในการคํานวณโอกาสในการเกิดฟโนไทปและจีโนไทปแบบตาง ๆ
ของรุน F1 และ F2
7. สืบคนขอมูล วิเคราะห อธิบาย และสรุปเก่ียวกับการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมท่ีเปนสวนขยายของ
พนั ธศุ าสตรเมนเดล
8. สบื คน ขอ มูล วิเคราะห และเปรียบเทียบลักษณะทางพันธุกรรมที่มีการแปรผันไมตอเน่ืองและลักษณะทาง
พันธกุ รรมทมี่ ีการแปรผนั ตอเน่อื ง
9. อธบิ ายการถา ยทอดยีนบนโครโมโซม และยกตัวอยา งลักษณะทางพันธุกรรมท่ถี ูกควบคมุ ดว ยยีนบน
ออโตโซมและยีนบนโครโมโซมเพศ
10. อธิบายหลักการสรางสิ่งมีชีวิตดดั แปรพนั ธุกรรมโดยใชดเี อ็นเอรีคอมบแิ นนท
11. สืบคนขอมูล ยกตัวอยาง และอภิปรายการนําเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอไปประยุกตท้ังในดาน ส่ิงแวดลอม
นิตวิ ทิ ยาศาสตรการแพทยการเกษตร และอุตสาหกรรม และขอควรคํานึงถงึ ดา นชีวจรยิ ธรรม
12. สืบคนขอมูล และอธิบายเก่ียวกับหลักฐานที่สนับสนุนและขอมูลท่ีใชอธิบายการเกิดวิวัฒนาการของ
สิง่ มชี วี ติ
13. อธิบายและเปรียบเทียบแนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของส่ิงมีชีวิตของฌอง ลามารก และทฤษฎีเกี่ยวกับ
วิวัฒนาการของส่ิงมชี ีวิตของชาลส ดารว นิ
14. ระบุสาระสําคัญและอธิบายเงื่อนไขของภาวะสมดุลของฮารดี-ไวนเบิรก ปจจัยท่ีทําใหเกิดการ
เปล่ียนแปลงความถ่ีของแอลลีลในประชากร พรอมท้ังคํานวณหาความถ่ีของแอลลีลและจีโนไทปของ
ประชากรโดยใชห ลกั ของฮารด ี-ไวนเบริ ก
15. สบื คนขอ มลู อภปิ ราย และอธบิ ายกระบวนการเกิดสปชสี ใ หมของสิง่ มชี วี ิต

รวม 15 ผลการเรยี นรู

คาํ อธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี

วชิ า ชีววิทยา 3 รหัสวชิ า ว32243 ระดบั ช้นั มัธยมศึกษาปท่ี 5

จาํ นวน 3 คาบ/สปั ดาห จํานวน 1.5 หนวยกิต

จํานวนเวลาเรียนทงั้ สน้ิ 60 คาบ / ชั่วโมง : ภาคเรยี น

ศึกษาเกี่ยวกับเน้ือเย่ือของพืช ศึกษาโครงสรางและหนาที่ของราก ลําตน ใบและดอก ศึกษาการสังเคราะห
ดวยแสงและปจจัยท่ีมีผลตอการสังเคราะหดวยแสงของพืช การแลกเปล่ียนแกสและการคายนํ้าของพืช ความสําคัญ
ของธาตุอาหารที่มีผลตอการเจริญเติบโตของพืช ศึกษาการลําเลียงน้ําและธาตุอาหารของพืช ศึกษาการสืบพันธุและ
การเจริญเติบโตของพืชดอก บทบาทหนาท่ีฮอรโมนท่ีเกี่ยวของในพืช ตลอดจนส่ิงเราภายนอกที่มีผลตอการ
เจริญเติบโตของพชื

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคนขอมูล การสังเกต วิเคราะห
เปรยี บเทยี บ อธิบาย อภิปราย และสรปุ

เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร รวมท้ัง
ทกั ษะการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 ในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกปญหา ดานการส่ือสาร
สามารถส่ือสารสิ่งท่ีเรียนรูและนําความรูไปใชในชีวิตของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร จริยธรรม คุณธรรม และคานิยมที่
เหมาะสม

ผลการเรยี นรู
1. อธบิ ายเกยี่ วกับชนิดและลกั ษณะของเน้อื เย่ือพืช เขยี นแผนผงั เพอื่ สรปุ ชนิดของเน้อื เยอื่ พชื
2. สังเกต อธิบาย และเปรียบเทยี บโครงสรา งภายในของรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและรากพืชใบเลี้ยงคูจากการตัด
ตามขวาง
3. สังเกต อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสรางภายในของลําตนพืชใบเลี้ยงเด่ียวและลําตนพืชใบเล้ียงคูจาก
การตดั ตามขวาง
4. สังเกต และอธบิ ายโครงสรา งภายในของใบพชื จากการตดั ตามขวาง
5. สืบคนขอมลู สงั เกต และอธบิ ายการแลกเปลยี่ นแกสและการคายน้ําของพืช
6. สืบคน ขอ มูล และอธบิ ายกลไกการลาํ เลยี งน้ําและธาตอุ าหารของพชื

7. สืบคนขอมูล อธิบายความสําคัญของธาตุอาหาร และยกตัวอยางธาตุอาหารท่ีสําคัญท่ีมีผลตอการ
เจริญเติบโตของพชื
8. อธิบายกลไกการลาํ เลียงอาหารในพืช
9. สืบคนขอมูล และสรุปการศึกษาท่ีไดจากการทดลองของนักวิทยาศาสตรในอดีตเกี่ยวกับกระบวนการ
สงั เคราะหด ว ยแสง
10. อธบิ ายขนั้ ตอนท่เี กิดข้ึนในกระบวนการสังเคราะหด วยแสงของพชื C3
11. เปรียบเทียบกลไกการตรงึ คารบอนไดออกไซดใ นพืช C3 พชื C4 และ พชื CAM
12. สืบคนขอมูล อภิปราย และสรุปปจจัยความเขมของแสง ความเขมขนของคารบอนไดออกไซด และ
อุณหภมู ิ ที่มผี ลตอการสงั เคราะหด ว ยแสงของพืช
13. อธบิ ายวัฏจักรชีวิตแบบสลบั ของพชื ดอก
14. อธิบาย และเปรียบเทียบกระบวนการสรางเซลลสืบพันธุเพศผูและเพศเมียของพืชดอก และอธิบายการ
ปฏสิ นธิของพชื ดอก
15. อธิบายการเกิดเมล็ดและการเกิดผลของพืชดอก โครงสรางของเมล็ดและผล และยกตัวอยางการใช
ประโยชนจ ากโครงสรางตาง ๆ ของเมลด็ และผล
16. ทดลอง และอธิบายเก่ียวกับปจจัยตาง ๆ ที่มีผลตอการงอกของเมล็ด สภาพพักตัวของเมล็ด และบอก
แนวทางในการแกส ภาพพักตัวของเมลด็
17. สืบคน ขอมูล อธิบายบทบาท หนาท่ีของออกซนิ ไซโทไคนิน จิบเบอเรลลนิ เอทลิ นี และ
กรดแอบไซซิก และอภปิ รายเก่ยี วกับการนาํ ไปใชประโยชนท างการเกษตร
18. สบื คน ขอ มูล ทดลอง และอภิปรายเก่ียวกบั สงิ่ เราภายนอกท่ีมีผลตอ การเจริญเตบิ โตของพืช

รวม 18 ผลการเรียนรู

คาํ อธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ
กลมุ สาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี

วชิ า ชวี วทิ ยา 4 รหัสวิชา ว32244 ระดบั ชัน้ มัธยมศึกษาปท่ี 5

จํานวน 3 คาบ/สัปดาห จํานวน 1.5 หนว ยกิต

จํานวนเวลาเรยี นทง้ั สิ้น 60 คาบ / ชั่วโมง : ภาคเรยี น

ศึกษาเก่ียวกับโครงสรางและกระบวนการยอยอาหารของสัตวและมนุษย โครงสรางและกระบวนการ
แลกเปล่ียนแกสของสัตวและมนุษย การทํางานของปอดและการวัดปริมาตรของอากาศในการหายใจออกของมนุษย
ศึกษาระบบหมุนเวยี นเลือดแบบเปด และระบบหมุนเวียนเลือดแบบปดในสัตว โครงสรางและการทํางานของหัวใจและ
หลอดเลือดในมนุษย เชลลเม็ดเลือดชนิดตาง ๆ หมูเลือดและหลักการใหและรับเลือดในระบบ ABO และระบบ Rh
สว นประกอบและหนทีข่ องนา้ํ เหลอื ง โครสรางและหนา ท่ขี องหลอดนํ้าหลอื ง และตอมน้ําเหลอื ง ศึกษากลไกการตอตัน
หรือทําลายสิ่งแปลกปลอมแบบไมจําเพาะและแบบจําพาะ การสรางภูมิคุมกันกอเองและภูมิคุมกันรับมาและความ
ผิดปกติของระบบภูมิคุมกัน รวมทั้งศึกษาเก่ียวกับโครสรางและหนาที่ในการกําจัดของเสียออกจากรางกายของสัตว
โครงสรางและหนาท่ีของไต กลไกการทํางานของหนวยไตและโครงสรางที่ใชลําเลียงปสสาวะออกจากรางกายของ
มนุษย และความผิดปกตขิ องไตจากโรคตาง ๆ

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหความรู การสืบคนขอมูล กาสังเกตวิเคราะหเปรียบเทียบ
อธบิ าย อภปิ ราย และสรุป เพ่อื ใหเ กดิ ความรู ความเขาใจ

มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติกรทางวิทยาศาสตร รวมท้ังทักษะแหงศตวรรษท่ี 21 ในดาน
การใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกปญหา ดานการสื่อสาร สามารถสื่อสารส่ิงที่เรียนรูและนําความรู
ไปใชใ นชีวิตของตนอง มจี ิตวิทยาศาสตร จรยิ ธรรม คุณธรม และคา นยิ มทเ่ี หมาะสม

ผลการเรยี นรู
1. สืบคนขอมูล อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสรางและกระบวนการยอยอาหารของสัตวที่ไมมีทางเดิน
อาหาร สตั วท ม่ี ที างเดินอาหารแบบไมสมบรู ณ และสตั วที่มที างเดินอาหารแบบสมบรู ณ
2. สังเกต อธิบาย การกินอาหารของไฮดราและพลานาเรีย
3. อธบิ ายเกย่ี วกับโครงสราง หนาที่ และกระบวนการยอ ยอาหาร และการดูดซึมสารอาหารภายในระบบยอย
อาหารของมนุษย
4. สบื คน ขอมูล อธบิ าย และเปรยี บเทียบโครงสรางท่ีทาํ หนา ที่แลกเปลี่ยนแกสของฟองน้าํ ไฮดรา

พลานาเรยี ไสเ ดอื นดิน แมลง ปลา กบ และนก
5. สังเกต และอธบิ ายโครงสรางของปอดในสตั วเ ลย้ี งลูกดว ยนํ้านม
6. สบื คนขอ มูล อธิบายโครงสรา งทีใ่ ชในการแลกเปลย่ี นแกส และกระบวนการแลกเปลยี่ นแกส ของมนุษย
7. อธิบายการทํางานของปอด และทดลองวดั ปรมิ าตรของอากาศในการหายใจออกของมนุษย
8. สืบคน ขอ มลู อธบิ าย และเปรยี บเทยี บระบบหมนุ เวยี นเลอื ดแบบเปด และระบบหมุนเวียนเลือดแบบปด
9. สังเกต และอธิบายทิศทางการไหลของเลือดและการเคล่ือนท่ีของเซลลเม็ดเลือดในหางปลา และสรุป
ความสัมพนั ธร ะหวางขนาดของหลอดเลอื ดกบั ความเร็วในการไหลของเลือด
10. อธิบายโครงสรางและการทาํ งานของหัวใจและหลอดเลอื ดในมนุษย
11. สังเกต และอธิบายโครงสรางหัวใจของสัตวเล้ียงลูกดวยนม ทิศทางการไหลของเลือดผานหัวใจของ
มนษุ ย และเขียนแผนผังสรุป การหมุนเวียนเลอื ดของมนษุ ย
12. สบื คนขอ มลู ระบคุ วามแตกตางของเซลลเมด็ เลือดแดง เซลลเ มด็ เลือดขาว เพลตเลต และพลาสมา
13. อธบิ ายหมเู ลอื ด และหลักการใหและรบั เลือดในระบบ ABO และระบบ Rh
14. อธิบาย และสรุปเก่ียวกับสวนประกอบและหนาที่ของน้ําเหลือง รวมทั้งโครงสรางและหนาที่ของหลอด
นา้ํ เหลอื ง และตอมนํ้าเหลือง
15. สืบคนขอมูล อธิบาย และเปรียบเทียบกลไกการตอตานหรือทําลายส่ิงแปลกปลอมแบบไมจําเพาะและ
แบบจาํ เพาะ
16. สืบคน ขอ มูล อธบิ าย และเปรยี บเทียบการสรา งภมู คิ มุ กันกอเองและภมู คิ ุมกนั รบั มา
17. สืบคน ขอมูล และอธิบายเก่ียวกับความผิดปกติของระบบภูมิคุมกันที่ทําใหเกิดเอดส ภูมิแพ การสรางภูมิ
ตานทานตอเน้ือเยอ่ื ตนเอง
18. สืบคนขอมูล อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสรางและหนาที่ในการกําจัดของเสียออกจากรางกายของ
ฟองนาํ้ ไฮดรา พลานาเรยี ไสเดอื นดนิ แมลง และสตั วม กี ระดกู สนั หลงั
19. อธิบายโครงสรางและหนา ท่ีของไต และโครงสรางท่ใี ชล ําเลยี งปส สาวะออกจากรา งกาย
20. อธิบายกลไกการทํางานของหนวยไต ในการกําจัดของเสียออกจากรางกาย และเขียนแผนผังสรุป
ขนั้ ตอนการกาํ จดั ของเสยี ออกจากรางกายโดยหนวยไต
21. สืบคน ขอมลู อธบิ าย และยกตวั อยางเกยี่ วกบั ความผิดปกตขิ องไตอนั เน่อื งมาจากโรคตาง ๆ

รวม 21 ผลการเรียนรู

คาํ อธิบายรายวิชาเพิ่มเติม
กลมุ สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี

วิชา ชีววิทยา 5 รหัสวชิ า ว33245 ระดับช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 6

จาํ นวน 3 คาบ/สัปดาห จาํ นวน 1.5 หนว ยกติ

จาํ นวนเวลาเรยี นทงั้ สน้ิ 60 คาบ / ช่ัวโมง : ภาคเรียน

ศึกษาโครงสราง หนาท่ี และการทํางานของระบบประสาทในสิ่งมีชีวิตเซลลเดียว และในสัตว รวมถึงอวัยวะ
รับสัมผัสในมนุษย ศึกษาการทํางานของระบบกลามเน้ือ และโครงกระดูกของมนุษย ตลอดจนการเคลื่อนท่ีและ
เคลื่อนไหวในส่ิงมีชีวิตเซลลเดียว และในสัตว รวมถึงมนุษย ศึกษาโครงสราง และกลไกในการสืบพันธุของส่ิงมีชีวิต
เซลลเดยี ว และสัตวชนิดตาง ๆ รวมถึงการเจริญเติบโตของกบ ไก และมนุษย ศึกษากลไกการหลั่งฮอรโมนจากตอมท่ี
เกีย่ วของ และหนา ที่ในการควบคุมอวัยวะตาง ๆ รวมถงึ ความผดิ ปกติทีเ่ กยี่ วขอ ง ศึกษาพฤติกรรมตา ง ๆ
ทเี่ กดิ ข้นึ ในสัตว และมนษุ ย รวมถึงการสื่อสารระหวา งกนั ของสตั ว และมนุษย

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคนขอมูล การสังเกต วิเคราะห
เปรยี บเทยี บ อธิบาย อภปิ ราย และสรปุ

เพ่ือใหเกิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร รวมท้ัง
ทักษะการเรียนรูในศตวรรษท่ี 21 ในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกปญหา ดานการส่ือสาร
สามารถส่ือสารส่ิงท่ีเรียนรูและนําความรูไปใชในชีวิตของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร จริยธรรม คุณธรรม และคานิยมที่
เหมาะสม

ผลการเรียนรู
1. สบื คน ขอมูล อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสรางและหนา ท่ขี องระบบประสาทของไฮดรา พลานาเรยี
ไสเ ดือนดนิ กงุ หอย แมลง และสตั วมีกระดกู สนั หลงั
2. อธบิ ายเก่ยี วกบั โครงสรางและหนาทีข่ องเซลลป ระสาท

3. อธบิ ายเก่ยี วกับการเปลยี่ นแปลงของศักยไฟฟาท่เี ย่ือหมุ เซลลของเซลลป ระสาท และกลไกการถายทอด

กระแสประสาท

4. อธิบายและสรุปเกีย่ วกบั โครงสรา งของระบบประสาทสว นกลางและระบบประสาทรอบนอก

5. สืบคนขอมลู อธิบายโครงสรา งและหนา ทข่ี องสวนตา ง ๆ ในสมองสว นหนา สมองสว นกลาง

สมองสว นหลงั และไขสันหลัง

6. สืบคนขอมูล อธิบาย เปรียบเทยี บ และยกตวั อยางการทาํ งานของระบบประสาทโซมาตกิ และ
ระบบประสาทอัตโนมตั ิ

7. สืบคนขอมลู อธบิ ายโครงสรา งและหนา ทขี่ อง ตา หู จมกู ล้นิ และผิวหนังของมนษุ ย
ยกตวั อยางโรคตา ง ๆ ทเ่ี กีย่ วขอ งและบอกแนวทางในการดแู ลปองกัน และรักษา

8. สังเกตและอธิบายการหาตาํ แหนงของจดุ บอด โฟเวีย และความไวในการรับสมั ผัสของผวิ หนงั
9. สบื คน ขอมลู อธบิ าย และเปรยี บเทยี บโครงสรา งและหนาท่ีของอวยั วะที่เกย่ี วของกับการเคลอ่ื นท่ีของ

แมงกะพรนุ หมึก ดาวทะเล ไสเดือนดิน แมลง ปลา และนก
10. สืบคน ขอ มูล และอธบิ ายโครงสรางและหนา ทข่ี องกระดกู และกลา มเนอื้ ท่ีเก่ียวของกับการเคล่อื นไหว

และการเคลอื่ นทขี่ องมนุษย
12. สงั เกตและอธบิ ายการทาํ งานของขอ ตอชนิดตา ง ๆ และการทํางานของกลา มเนอื้ โครงรางที่เก่ียวของ

กบั การเคล่อื นไหวและการเคลือ่ นทข่ี องมนุษย
13. สบื คนขอมลู อธบิ าย และยกตวั อยางการสบื พนั ธุแ บบไมอาศัยเพศและการสืบพันธแุ บบอาศยั เพศ

ในสัตว
14. สบื คน ขอ มูล อธิบายโครงสราง และหนาท่ีของอวัยวะในระบบสบื พนั ธเุ พศชายและระบบสบื พันธุ

เพศหญงิ
15. อธิบายกระบวนการสรางสเปรม กระบวนการสรางเซลลไขและการปฏิสนธใิ นมนุษย
16. อธิบายการเจรญิ เติบโตระยะเอม็ บริโอและระยะหลังเอ็มบริโอของกบ ไก และมนษุ ย
17. สบื คน ขอมลู อธิบาย และเขียนแผนผังสรุปหนาทีข่ องฮอรโมนจากตอมไรทอและเนื้อเย่ือ

ทีส่ รา งฮอรโมน
18. สบื คนขอ มลู อธบิ าย เปรียบเทยี บและยกตัวอยา งพฤตกิ รรมท่เี ปนมาแตกําเนดิ และพฤติกรรมทเ่ี กดิ

จากการเรยี นรขู องสตั ว
19. สบื คนขอมูล อธบิ ายและยกตวั อยางความสัมพนั ธร ะหวา งพฤติกรรมกบั ววิ ัฒนาการของ

ระบบประสาท
20. สบื คนขอมูล อธบิ ายและยกตัวอยางการส่อื สารระหวา งสัตวทที่ ําใหส ตั วแ สดงพฤติกรรม

รวม 20 ผลการเรียนรู

คําอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
กลมุ สาระการเรียนรูว ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี

วชิ า ชีววิทยา 6 รหัสวชิ า ว33246 ระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปที่ 6

จํานวน 3 คาบ/สปั ดาห จํานวน 1.5 หนวยกิต

จํานวนเวลาเรียนท้งั ส้นิ 60 คาบ / ช่วั โมง : ภาคเรยี น

ศึกษาเก่ยี วกับความหลากหลายทางพันธุกรรม ความหลากหลายของสปชีส และความหลากหลายของระบบ
นิเวศ ตลอดจนปจจัยทางกายภาพ และชีวภาพท่ีกอใหเกิดความหลากหลาย การแปรผันทางพันธุกรรม และ
กระบวนการคัดเลอื กโดยธรรมชาติ ศกึ ษาจดุ เรม่ิ ตน ของววิ ฒั นาการของเซลลจากระดบั โมเลกุลของสารอินทรีย
จนวิวัฒนาการขึ้นมากลายมาเปนสิ่งมีชีวิตหลายเซลล ศึกษาส่ิงมีชีวิตในกลุมแบคทีเรีย โพรทิสต พืช ฟงไจ และสัตว
รวมถึงการจําแนกสิ่งมีชีวิตออกเปนหมวดหมูเปนลําดับขั้นตาง ๆ ชื่อวิทยาศาสตร และไดโคโทมัสคีย ศึกษาการ
ถา ยทอดพลังงาน และการหมนุ เวียนสารในรูปแบบของโซอาหาร สายใยอาหารและพรี ะมิดทางนเิ วศวิทยา
ไบโอมตามเขตภูมิศาสตรตาง ๆ บนโลก และการเปลี่ยนแปลงแทนท่ีทางนิเวศวิทยา ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของ
ประชากร การเจริญเติบโต และการกระจายตัวของประชากร ศึกษาปญหาทางทรัพยากรธรรมชาติ ผลกระทบตอ
มนุษย แนวทางการแกไขปญ หา และการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคนขอมูล การสังเกต วิเคราะห
เปรยี บเทยี บ อธิบาย อภิปราย และสรปุ

เพ่ือใหเกิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร รวมทั้ง
ทักษะการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 ในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกปญหา ดานการส่ือสาร
สามารถส่ือสารส่ิงที่เรียนรูและนําความรูไปใชในชีวิตของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร จริยธรรม คุณธรรม และคานิยมท่ี
เหมาะสม

ผลการเรียนรู

1. อภิปรายความสาํ คญั ของความหลากหลายทางชีวภาพ และความเชอื่ มโยงระหวา งความหลากหลาย
ทางพนั ธุกรรม ความหลากหลายของสปชีส และความหลากหลายของระบบนิเวศ

2. อธบิ ายการเกดิ เซลลเ ริม่ แรกของส่งิ มชี วี ติ และวิวัฒนาการของสง่ิ มีชีวติ เซลลเ ดียว

3. อธิบายลักษณะสําคญั และยกตวั อยางสง่ิ มีชวี ิตกลุมแบคทีเรยี ส่ิงมีชวี ิตกลมุ โพรทสิ ต สงิ่ มชี วี ิตกลมุ พืช

สิ่งมชี ีวติ กลมุ ฟงไจ และส่งิ มชี วี ิตกลุมสัตว

4. อธิบาย และยกตวั อยา งการจําแนกสง่ิ มีชีวิตจากหมวดหมใู หญจนถึงหมวดหมูยอย และวธิ ีการเขียน
ชอื่ วทิ ยาศาสตรใ นลําดบั ขั้นสปชีส

5. สรา งไดโคโทมสั คยี ใ นการระบุส่งิ มชี ีวติ หรือตัวอยา งทก่ี ําหนดออกเปน หมวดหมู
6. วิเคราะห อธบิ าย และยกตัวอยา งกระบวนการถา ยทอดพลังงานในระบบนิเวศ
7. อธิบาย ยกตัวอยางการเกดิ ไบโอแมกนิฟเคชัน และบอกแนวทางในการลดการเกิดไบโอแมกนฟิ เคชนั
8. สืบคนขอ มลู และเขียนแผนภาพ เพื่ออธิบายวัฏจกั รไนโตรเจน วฏั จกั รกาํ มะถัน และวัฏจักรฟอสฟอรัส
9. สบื คนขอมลู ยกตวั อยา ง และอธบิ ายลักษณะของไบโอมท่ีกระจายอยตู ามเขตภูมิศาสตรตาง ๆ บนโลก
10. สบื คน ขอมลู ยกตัวอยาง อธิบาย และเปรียบเทียบการเปล่ียนแปลงแทนท่ีแบบปฐมภูมิ

และการเปลยี่ นแปลงแทนทแี่ บบทตุ ยิ ภูมิ
11. สบื คนขอมูล อธิบาย ยกตวั อยา ง และสรุปเกย่ี วกับลกั ษณะเฉพาะของประชากรของสงิ่ มีชีวติ บางชนิด
12. สบื คนขอมลู อธิบาย เปรียบเทียบ และยกตัวอยางการเพ่มิ ของประชากรแบบเอ็กโพเนนเชียลและ

การเพิม่ ของประชากรแบบลอจิสติก
13. อธบิ าย และยกตัวอยางปจ จัยทีค่ วบคุมการเติบโตของประชากร
14. วเิ คราะห อภปิ ราย และสรุปปญ หาการขาดแคลนนา้ํ การเกิดมลพษิ ทางน้ํา และผลกระทบทม่ี ีตอ

มนุษยและส่งิ แวดลอ ม รวมท้งั เสนอแนวทางการวางแผนการจดั การน้าํ และการแกไขปญ หา
15. วิเคราะห อภปิ ราย และสรุปปญหามลพษิ ทางอากาศ และผลกระทบทีม่ ตี อ มนุษยแ ละสิ่งแวดลอม

รวมท้งั เสนอแนวทางการแกไ ขปญหา
16. วเิ คราะห อภิปราย และสรปุ ปญ หาที่เกิดกับทรัพยากรดิน และผลกระทบทม่ี ีตอมนุษยและ

สง่ิ แวดลอมรวมท้งั เสนอแนวทางการแกไ ขปญหา
17. วเิ คราะห อภิปราย และสรุปปญหา ผลกระทบทีเ่ กิดจากการทาํ ลายปาไม รวมทง้ั เสนอแนวทาง

ในการปอ งกนั การทาํ ลายปา ไมและการอนุรักษป าไม
18. วิเคราะห อภิปราย และสรปุ ปญ หา ผลกระทบท่ีทาํ ใหสตั วป า มจี ํานวนลดลง และแนวทางในการ

อนุรักษสตั วป า

รวม 20 ผลการเรียนรู

คาํ อธบิ ายรายวิชาเพิ่มเติม

กลุมสาระการเรียนรูว ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี

วิชา โลก ดาราศาสตรแ ละอวกาศ 2 รหสั วิชา ว31262 ระดับช้นั มัธยมศึกษาปที่ 4

จํานวน 2 คาบ/สปั ดาห จาํ นวน 1 หนว ยกติ

จาํ นวนเวลาเรยี นทงั้ สิน้ 40 คาบ / ช่วั โมง : ภาคเรียน

ศึกษาเกยี่ วกบั สมบัติ และการจาํ แนกชนดิ ของแร กระบวนการเกดิ และการจาํ แนกชนดิ ของหิน กระบวนการ
เกิดและการสํารวจแหลง ปโ ตรเลยี มและถา นหิน การแปลความหมายจากแผนท่ภี ูมิประเทศ และแผนท่ีธรณีวิทยา และ
นําขอ มูลทางธรณวี ิทยาไปใชประโยชน

โดยใชก ระบวนการทาง วทิ ยาศาสตร การสบื เสาะหาความรู การสบื คน ขอมลู การสังเกต วเิ คราะห
เปรยี บเทยี บ อธิบาย อภปิ ราย และสรุป เพ่อื ใหเกิดความรู ความเขา ใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบตั ิ
การทางวทิ ยาศาสตร รวมทั้งทกั ษะการเรยี นรูในศตวรรษท่ี 21 ในดา นการใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ ดา นการคดิ และ
การแกป ญหา ดา นการส่ือสาร สามารถสอ่ื สารสง่ิ ท่เี รียนรูและนาํ ความรูไปใชใ นชีวิต ของตนเอง

มีจติ วทิ ยาศาสตร จริยธรรม คุณธรรม และคา นยิ มทเ่ี หมาะสม

ผลการเรียนรู

๑. ตรวจสอบ วเิ คราะหสมบตั ิ และระบุชนดิ ของแร พรอ มนาํ เสนอการใชประโยชนจ ากทรัพยากรแรท ี่เหมาะสม

๒. ตรวจสอบ จําแนกประเภท และระบุชือ่ ของหิน รวมท้ังวิเคราะหสมบตั ิและนาํ เสนอการใชป ระโยชนของ
ทรัพยากรหนิ ทเ่ี หมาะสม

๓. อธบิ ายกระบวนการเกิด และการสาํ รวจแหลงปโ ตรเลียมและถานหนิ โดยใชขอ มูลทางธรณวี ทิ ยา
๔. อธบิ ายสมบตั ิของผลติ ภณั ฑท่ีไดจากปโ ตรเลียมและถานหนิ พรอ มนาํ เสนอการใชประโยชนไื ดอ ยาง

เหมาะสม
๕. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกิดภเู ขาไฟระเบิดและปจจัยที่ทํา ใหค วามรุนแรงของการ ปะทุและรูปราง

ของภูเขาไฟแตกตา งกนั รวมทงั้ สบื คน ขอมูลพ้นื ทเี่ สย่ี งภยั ออกแบบและ นาํ เสนอแนวทางการเฝา ระวงั
และการปฏบิ ตั ติ นใหป ลอดภัย
๖. อานและแปลความหมายจากแผนทีภ่ มู ิประเทศและแผนท่ีธรณีวทิ ยาของพน้ื ทีท่ ี่กําหนด พรอมทัง้ อธบิ าย
และยกตวั อยา งการนําไปใชป ระโยชน
รวม 6 ผลการเรียนรู

คําอธบิ ายรายวชิ าเพิ่มเติม
กลุม สาระการเรียนรูวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี

วิชา โลก ดาราศาสตรและอวกาศ 3 รหสั วชิ า ว32263 ระดบั ช้นั มัธยมศึกษาปท่ี 5

จาํ นวน 2 คาบ/สปั ดาห จาํ นวน 1 หนวยกิต

จํานวนเวลาเรียนท้งั สน้ิ 40 คาบ / ชวั่ โมง : ภาคเรียน

ศึกษา ปจจัยสําคัญท่ีมีผลตอการรับและคายพลังงานจากดวงอาทิตย และผลที่มีตออุณหภูมิอากาศในแตละ

บริเวณของโลก กระบวนการท่ีทําใหเกิดสมดุลพลังงานของโลก ผลของแรงเนื่องจากความแตกตางของความกด

อากาศ แรงคอริออลิส แรงสูศูนยกลาง และแรงเสียดทานท่ีมีตอการหมุนเวียนของอากาศ การ

หมนุ เวียนของอากาศตามเขตละติจูด และผลท่ีมีตอภูมิอากาศ ปจจัยท่ีทําใหเกิดการแบงช้ันน้ําในมหาสมุทร ปจจัยท่ี

ทาํ ใหเกดิ การหมุนเวียนของน้าํ ในมหาสมทุ รและรปู แบบการหมนุ เวยี นของนา้ํ ในมหาสมทุ ร

ผลของการหมุนเวียนของนํา้ ในมหาสมุทรที่มีตอลักษณะลมฟาอากาศ ส่งิ มชี วี ติ และส่ิงแวดลอม

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคน ขอมลู การสงั เกต วิเคราะห

เปรียบเทยี บ อธบิ าย อภิปราย และสรุป เพ่อื ใหเกดิ ความรูความเขาใจ มีความสามารถในการตดั สินใจ มีทักษะ

กระบวนการทางวิทยาศาสตร รวมท้งั ทกั ษะแหงศตวรรษที่ 21 ในดา นการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดา นการคิด

และการแกปญ หา สามารถสื่อสารส่ิงที่เรยี นรูและนํา ความรไู ปใชในชวี ติ ของตนเอง

มจี ิตวทิ ยา ศาสตร จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และคานยิ มท่เี หมาะสม

ผลการเรียนรู
1. อธบิ ายปจจยั สําคญั ทีม่ ีผลตอ การรบั และคายพลังงานจากดวงอาทติ ยแตกตา งกนั และผลทีม่ ีตอ
อณุ หภูมิอากาศในแตล ะบรเิ วณของโลก
2. อธบิ ายกระบวนการท่ที าํ ใหเ กิดสมดลุ พลงั งานของโลก
3. อธบิ ายผลของแรงเนื่องจากความแตกตางของความกดอากาศ แรงคอริออลสิ แรงสูศนู ยก ลาง และ
แรงเสยี ดทานที่มีตอการหมนุ เวียนของอากาศ
4. อธบิ ายการหมนุ เวียนของอากาศตามเขตละติจูด และผลทม่ี ีตอภูมิอากาศ
5. อธบิ ายปจ จัยทท่ี ําใหเกดิ การแบงช้นั นาํ้ ในมหาสมทุ ร
6. อธบิ ายปจจัยทที่ ําใหเกิดการหมุนเวยี นของน้ําในมหาสมุทรและรูปแบบการหมนุ เวยี นของ
นาํ้ ในมหาสมทุ ร

7. อธบิ ายผลของการหมุนเวยี นของน้าํ ในมหาสมุทรทมี่ ีตอลักษณะลมฟา อากาศ สิง่ มชี ีวติ และ
สง่ิ แวดลอ ม
รวม 7 ผลการเรียนรู

คาํ อธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ
กลุมสาระการเรียนรูว ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี

วชิ า โลก ดาราศาสตรและอวกาศ 4 รหัสวชิ า ว32264 ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาปที่ 5

จํานวน 2 คาบ/สัปดาห จาํ นวน 1 หนว ยกติ

จํานวนเวลาเรยี นท้งั สน้ิ 40 คาบ / ชัว่ โมง : ภาคเรียน

ศึกษา ความสัมพันธระหวางเสถียรภาพอากาศและการเกิดเมฆ การเกิดแนวปะทะอากาศแบบตาง ๆ และ
ลักษณะลมฟาอากาศที่เก่ียวของ ปจจัยตาง ๆ ท่ีมีผลตอการเปล่ียนแปลงภูมิอากาศของโลก ยกตัวอยางขอมูล
สนับสนุน เหตุการณท่ีเปนผลจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก แปลความหมายสัญลักษณลมฟาอากาศบนแผนท่ี
อากาศ คาดการณล กั ษณะลมฟาอากาศเบื้องตนจากแผนท่ีอากาศและขอมูลสารสนเทศ

โดยใชก ระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสบื คน ขอมูล การสังเกต วิเคราะห
เปรียบเทียบ อธบิ าย อภปิ ราย และสรุป เพ่อื ใหเกิดความรูความเขา ใจ มีความสามารถในการตัดสนิ ใจ มีทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร รวมท้งั ทักษะแหงศตวรรษที่ 21 ในดา นการใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ ดานการคดิ
และการแกปญหา สามารถส่ือสารสงิ่ ท่เี รียนรแู ละนํา ความรไู ปใชใ นชวี ติ ของตนเอง

มีจติ วิทยา ศาสตร จริยธรรม คุณธรรม และคา นิยมทเ่ี หมาะสม

ผลการเรยี นรู
1. อธบิ ายความสัมพันธร ะหวา งเสถียรภาพอากาศและการเกดิ เมฆ
2. อธิบายการเกดิ แนวปะทะอากาศแบบตา ง ๆ และลักษณะลมฟาอากาศที่เก่ยี วขอ ง
3. อธิบายปจ จยั ตา ง ๆ ทม่ี ผี ลตอ การเปลีย่ นแปลงภูมิอากาศของโลก พรอ มยกตัวอยางขอมลู สนับสนุน
4. วิเคราะหแ ละอภิปรายเหตุการณท ่ีเปน ผลจากการเปลีย่ นแปลงภูมิอากาศโลก และนําเสนอแนวปฏบิ ัติของ
มนุษยท่ีมีสว นชวยในการชะลอการเปล่ยี นแปลงภมู ิอากาศโลก
5. แปลความหมายสญั ลกั ษณลมฟาอากาศบนแผนท่ีอากาศ
6. วิเคราะห และคาดการณล ักษณะลมฟา อากาศเบ้ืองตน จากแผนท่ีอากาศและขอมลู สารสนเทศเพ่ือ
วางแผน ในการประกอบอาชีพและการดําเนินชีวติ ใหสอดคลอ งกับสภาพลมฟาอากาศ

รวมท้ังหมด 6 ผลการเรียนรู

คาํ อธบิ ายรายวิชาเพิ่มเติม
กลุม สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี

วิชา โลก ดาราศาสตรแ ละอวกาศ 5 รหสั วชิ า ว33265 ระดับช้นั มัธยมศึกษาปท่ี 6

จํานวน 2 คาบ/สัปดาห จาํ นวน 1 หนว ยกิต

จาํ นวนเวลาเรียนทัง้ สิ้น 40 คาบ / ชวั่ โมง : ภาคเรยี น

ศึกษาการกําเนดิ และวิวัฒนาการของเอกภพ หลักฐานที่สนับสนนุ ทฤษฎบี ิกแบง กาแล็กซแี ละกาแล็กซีทาง
ชางเผือก สมบัติของดาวฤกษ กําเนิดและววิ ัฒนาการของดาวฤกษ กําเนิดระบบสุริยะและการแบงเขตบรวิ ารของดวง
อาทติ ย โครงสรา งและปรากฏการณบนดวงอาทิตย การโคจรของดาวเคราะห โครงสรา งและปรากฎการณบนดวง
อาทิตย เทคโนโลยีอวกาศกบั การสาํ รวจอวกาศ เทคโนโลยอี วกาศกับการประยุกตใช

โดยใชก ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร การสบื เสาะหาความรู การสืบคนขอมูล การสังเกต วเิ คราะห
เปรยี บเทียบ อธิบาย อภปิ ราย และสรุป เพ่ือใหเกดิ ความรูความเขาใจ มีความสามารถในการตดั สินใจ มีทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร รวมท้งั ทักษะแหงศตวรรษที่ 21 ในดานการใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ ดา นการคิดและ
การแกปญหา สามารถส่ือสารสงิ่ ท่เี รยี นรูและนํา ความรูไปใชใ นชีวติ ของตนเอง

มจี ติ วิทยา ศาสตร จรยิ ธรรม คุณธรรม และคานิยมท่เี หมาะสม

ผลการเรียนรู
1. อธบิ ายการกาํ เนิดและการเปลีย่ นแปลงพลังงาน สสาร ขนาด อุณหภมู ิของเอกภพหลังเกิดบิกแบงใน
ชวงเวลาตา ง ๆ ตามวิวฒั นาการของเอกภพ
2. อธิบายหลักฐานทส่ี นับสนุนทฤษฎบี ิกแบง จากความสมั พนั ธระหวางความเรว็ กบั ระยะทางของ
กาแลก็ ซี รวมทงั้ ขอมูลการคนพบไมโครเวฟพื้นหลงั จากอวกาศ
3. อธบิ ายโครงสรางและองคประกอบของกาแลก็ ซีทางชางเผือก และระบุตําแหนงของระบบสรุ ิยะพรอม
อธิบายเช่ือมโยงกบั การสังเกตเห็นทางชา งเผือกของคนบนโลก
4. อธิบายกระบวนการเกิดดาวฤกษโดยแสดงการเปล่ียนแปลงความดัน อุณหภูมิ ขนาด จากดาวฤกษ กอน
เกดิ จนเปนดาวฤกษ
5. อธิบายกระบวนการสรางพลังงานของดาวฤกษและผลท่ีเกิดข้ึน โดยวิเคราะหปฏิกิริยาลูกโซโปรตอน
โปรตอน และวัฏจักรคารบ อน-ไนโตรเจน-ออกซเิ จน
6. ระบปุ จจยั ทส่ี งผลตอความสอ งสวา งของดาวฤกษ และอธิบายความสัมพันธระหวางความสองสวาง กับโชติ
มาตรของดาวฤกษ

7. อธิบายความสมั พนั ธร ะหวา งสี อุณหภมู ผิ ิวและสเปกตรมั ของดาวฤกษ
8. อธิบายวิธีการหาระยะทางของดาวฤกษดว ยหลักการแพรลั แลกซ พรอมคํานวณหาระยะทางของ ดาวฤกษ
9. อธิบายลําดับวิวัฒนาการที่สัมพันธกับมวลต้ังตน และวิเคราะหการเปลี่ยนแปลงสมบัติบางประการ ของ
ดาวฤกษในลําดับวิวฒั นาการจากแผนภาพเฮริ ตซปรุง-รสั เซลล
10. อธิบายกระบวนการเกิดระบบสุริยะ การแบงเขตบริวารของดวงอาทิตย และลักษณะของ ดาวเคราะหที่
เออ้ื ตอการดํารงชวี ติ
11. อธิบายการโคจรของดาวเคราะหรอบดวงอาทิตยดวยกฎเคพเลอร และกฎแรงโนมถวงของนิวตัน พรอม
คาํ นวณคาบการโคจรของดาวเคราะห
12. อธบิ ายโครงสรา งของดวงอาทติ ย การเกดิ ลมสุริยะ พายุสุริยะ และวเิ คราะหนาํ เสนอปรากฏการณ หรือ
เหตกุ ารณท เ่ี ก่ียวของกบั ผลของลมสรุ ยิ ะและพายสุ รุ ยิ ะท่มี ตี อโลกรวมทั้งประเทศไทย
13. สืบคนขอมูล อธิบายการสํารวจอวกาศโดยใชกลองโทรทรรศนในชวงความยาวคลื่นตาง ๆ ดาวเทียม
ยานอวกาศ สถานีอวกาศ และนําเสนอแนวคิดการนําความรูทางดานเทคโนโลยีอวกาศมาประยุกตใช ใน
ชีวิตประจําวันหรือในอนาคต

รวม 13 ผลการเรียนรู

คาํ อธบิ ายรายวิชาเพิ่มเตมิ
กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี

วชิ า โลก ดาราศาสตรแ ละอวกาศ 6 รหัสวิชา ว33266 ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปท่ี 6

จํานวน 2 คาบ/สัปดาห จํานวน 1 หนวยกิต

จํานวนเวลาเรยี นทง้ั ส้นิ 40 คาบ / ชวั่ โมง : ภาคเรียน

ศึกษาการระบตุ าํ แหนงของวัตถทุ อ งฟา บนทรงกลมฟา การระบตุ ําแหนง ของวตั ถุทองฟา ตามระบบพกิ ัด
ศูนยส ูตร เสนทางการขึน้ การตกของดวงอาทติ ยและดวงดาว เวลาสรุ ิยคติ เวลาสุรยิ คตปิ รากฏ เวลาสุรยิ คติปานกลาง
และการเทยี บเวลาของแตละเขตเวลาบนโลก การใชประโยชนจ ากขอมลู เวลามาตรฐาน ตําแหนงปรากฏของ
ดาวเคราะห ตาํ แหนงในวงโคจรและตาํ แหนง ปรากฏของดาวเคราะห ตาํ แหนงในวงโคจรและตําแหนง ปรากฏ ของดาว
เคราะหว งนอก ปรากฏการณทางดาราศาสตรที่เกี่ยวของกับดาวเคราะห

โดยใชก ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสบื คน ขอมลู การสงั เกต วเิ คราะห
เปรียบเทยี บ อธบิ าย อภิปราย และสรปุ เพอ่ื ใหเกดิ ความรูความเขา ใจ มีความสามารถในการตดั สนิ ใจ มที ักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร รวมทงั้ ทกั ษะแหงศตวรรษท่ี 21 ในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคดิ และ
การแกปญหา สามารถส่ือสารส่ิงทเ่ี รียนรูและนาํ ความรูไปใชใ นชีวติ ของตนเอง

มีจิตวทิ ยา ศาสตร จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และคานยิ มทเ่ี หมาะสม

ผลการเรียนรู
1. สรางแบบจําลองทรงกลมฟา สังเกต และเช่ือมโยงจุดและเสนสําคัญของแบบจําลองทรงกลมฟากับ
ทองฟาจริง และอธบิ ายการระบุพิกดั ของดาวในระบบขอบฟาและระบบศนู ยสูตร
2. สังเกตทองฟา และอธิบายเสนทางการขน้ึ การตกของดวงอาทติ ยและดาวฤกษ
3. อธิบายเวลาสุริยคติปรากฏ โดยรวบรวมขอมูลและเปรียบเทียบเวลาขณะท่ีดวงอาทิตยผานเมริเดียน
ของผูส ังเกตในแตล ะวนั
4. อธิบายเวลาสุรยิ คติปานกลาง และการเปรยี บเทียบเวลาของแตล ะเขตเวลาบนโลก
5. สืบคนขอมูล ออกแบบและนําเสนอกิจกรรมการสังเกตดาวบนทองฟาดวยตาเปลาและ/หรือ
กลองโทรทรรศน
6. อธิบายมุมหางที่สัมพันธกับตําแหนงในวงโคจร และอธิบายเชื่อมโยงกับตําแหนงปรากฏของ ดาวเคราะห
ท่ีสังเกตไดจากโลก

7. สืบคนขอมูล ออกแบบและนําเสนอกิจกรรมการสังเกตดาวบนทองฟาดวยตาเปลาและ/หรือ กลอง
โทรทรรศน

รวม 7 ผลการเรียนรู

คาํ อธิบายรายวชิ าเพ่ิมเติม
กลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี

วชิ า ทักษะปฏบิ ัติการทางวิทยาสาสตร 1 รหสั วชิ า ว 31281 ระดับชน้ั มัธยมศึกษาปที่ 4

จาํ นวน 1 คาบ/สัปดาห จาํ นวน 0.5 หนว ยกติ

จํานวนเวลาเรียนทัง้ ส้ิน 20 คาบ / ชวั่ โมง : ภาคเรยี น

ศกึ ษา วิเคราะห และเปรียบเทยี บ การทดลองการใชอปุ กรณทางวทิ ยาศาสตรบางชนดิ อนิ ดิเคเตอรจากพชื
อนิ ดิเคเตอรจากพชื ท่ีสนใจ การเกิดปฏกิ ิริยาเคมีระหวางโซเดยี ม แมกนีเซยี ม ทองแดง และสงั กะสีกบั นํา้ การ
เกิดปฏิกิริยาของสารประกอบไอออนิก การเตรยี มสารละลาย การหาจุดเดือดของสารบริสุทธ์แิ ละสารละลาย การหา
จดุ หลอมเหลวของสารบริสทุ ธิ์และสารละลาย ปฏกิ ิรยิ าเคมีระหวา งโซเดยี มฟอสเฟตกบั แบเรยี มคลอไรด ปฏกิ ริ ยิ า
ของไอออน (III) ไอออน (Fe3+) และไอออน (II) ไอออน (Fe2+)

โดยใชกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร การสบื เสาะหาความรู การสาํ รวจตรวจสอบ การสืบคน ขอ มูลและการ
อภิปราย เพอื่ ใหผ เู รยี นเกิดความรู ความคดิ ความเขาใจ สามารถสอื่ สารส่ิงที่เรยี นรู มีความสามารถในการตดั สนิ ใจ
เห็นคณุ คาของการนาํ ความรไู ปใชป ระโยชนในชีวติ ประจาํ วัน

มคี วามรับผดิ ชอบตอส่ิงแวดลอมและเจตคติทดี่ ีตอวิชาวทิ ยาศาสตร

ผลการเรยี นรู
1. ฝก ใชเ ครื่องชง่ั และเครื่องแกว วดั ปรมิ าตรบางชนิด
2. เปรียบเทียบความแมนในการวัดปริมาตรของกรบั อกตวงและปเ ปตต
3. สามารถอธบิ ายการเปลย่ี นสขี องอนิ ดิเคเตอรจ ากพืชได
4. เปรียบเทียบความวองไวในการทําปฏกิ ิรยิ าเคมีกับน้าํ ของธาตุหมู 1A 2A และธาตรุ านซซิ ัน
5. ทดลองการเกดิ ปฏิกริ ิยาระหวางสารละลายของสารประกอบไอออนิก
6. คํานวณมวลของตวั ละลาย เพ่ือใชเตรียมสารลายใหม ีความเขมขน และปรมิ าตรตามตองการ
7. เตรียมสารละลายใหม ีความเขมขนและปริมาตรตามตองการ จากสารบริสุทธแ์ิ ละการเจือจางบอกความ
ตา งระหวา งจดุ เดือดของสารบริสุทธกิ์ ับสารละลายที่มสี ารบริสทุ ธ์ินน้ั เปนตวั ทาํ ละลาย
8. เตรยี มสารละลายใหม ีความเขมขน และปริมาตรตามตองการ จากสารบริสุทธแ์ิ ละการเจือจางบอกความ
ตางระหวา งจดุ หลอมเหลวของสารบรสิ ุทธ์กิ ับสารละลายที่มีสารบรสิ ุทธิ์น้นั เปน ตัวทาํ ละลาย
9. หาอตั ราสวนโดยโมลของโซเดียมฟอสเฟตตอแบเรยี มคลอไรดท ี่ทาํ ปฏิกิริยาพอดกี นั

10. บอกความสมั พนั ธระหวา งปฏิกิรยิ าของไอออน (III) ไอออน (Fe3+) และไอออน (II) ไอออน (Fe2+)
รวม 10 ผลการเรยี นรู

คําอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
กลมุ สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี

วชิ า ทกั ษะปฏิบัติการทางวิทยาสาสตร 2 รหัสวชิ า ว 31282 ระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปท่ี 4

จํานวน 1 คาบ/สัปดาห จํานวน 0.5 หนวยกิต

จํานวนเวลาเรียนท้งั สิ้น 20 คาบ / ชว่ั โมง : ภาคเรียน

ศึกษา วิเคราะห และเปรยี บเทียบ การทดลองผลของความเขมขน ของสารตอสมดุล ผลของอุณหภมู ิตอ
สมดลุ สมบตั กิ รด-เบสของสารละลายเกลอื การไทเทรตกรด-เบสโดยใชอนิ ดเิ คเตอร การหาความเขมขนของ
สารละลายจากการไทเทรตกรด-เบส โดยใชอนิ ดเิ คเตอรบอกจดุ ยุติ การเปลี่ยนแปลง pH ของนํา้ และสารละลายผสม
ระหวางกรดแอซีติกและโซเดียมแอซเิ ตต การเกิดปฏกิ ริ ยิ ารีดอกซระหวางโลหะกบั ไอออนของโลหะ เปรยี บเทยี บ
ความสามารถในการเปน ตวั รีดิวซแ ละตวั ออกซิไดสข องโลหะและไอออนของโลหะ การวัดคา ศักยไฟฟา ของเซลล
เคมไี ฟฟา การชุบเหล็กดว ยสงั กะสี

โดยใชก ระบวนการทางวิทยาศาสตร การสบื เสาะหาความรู การสํารวจตรวจสอบ การสืบคน ขอ มลู และการ
อภิปราย เพื่อใหผ เู รียนเกดิ ความรู ความคิด ความเขา ใจ สามารถสื่อสารสง่ิ ที่เรียนรู มคี วามสามารถในการตดั สนิ ใจ
เหน็ คณุ คาของการนาํ ความรไู ปใชประโยชนใ นชวี ติ ประจําวัน

มคี วามรบั ผิดชอบตอสง่ิ แวดลอมและเจตคติท่ดี ีตอวิชาวทิ ยาศาสตร
ผลการเรียนรู

1. อธบิ ายการเปลีย่ นแปลงสมดุล เม่ือมกี ารเพมิ่ หรือลดความเขม ขนของสารตั้งตนหรอื ผลิตภัณฑ
2. อธบิ ายการเปลย่ี นแปลงสมดุล เมอื่ มีการเปลย่ี นแปลงอุณหภมู ขิ องระบบ
3. ระบสุ มบัตกิ รดเบสของสารละลายเกล-ื อจากอินดิเคเตอร
4. เปรียบเทยี บจุดยตุ ขิ องอนิ ดเิ คเตอรแตละชนดิ
5. คาํ นวณความเขม ขน ของสารละลายตัวอยา ง
6. เปรียบเทยี บการเปล่ยี นแปลง pH ของนํ้าและสารละลายผสมระหวา งกรดแอซติ ิกและโซเดยี มแอซเี ตต
7. อธิบายการเปลยี่ นแปลงทีเ่ กิดข้นึ จากการถา ยโอนอิเลก็ ตรอนของปฏกิ ิริยารีดอกซระหวา งโลหะกับไอออน

ของโลหะ
8. เปรียบเทยี บความสามารถในการเปนตัวรดั ิวซของโลหะ และตวั ออกซิไดสของไอออนของโลหะ
9. ระบุครึ่งเซลลท เ่ี กดิ ปฏิกริ ยิ าออกซิเดชนั และปฏกิ ริ ิยารดี ักชนั จากทศิ ทางการถา ยโอนอิเล็กตรอน
10. อธิบายหลกั การชบุ โลหะดว ยไฟฟา
รวม 10 ผลการเรยี นรู

คาํ อธิบายรายวชิ าเพ่ิมเติม
กลุมสาระการเรยี นรูว ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี

วชิ า ปรับพ้ืนฐานวชิ าเคมี รหัสวิชา ว ว30227 ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปที่ 4

จาํ นวน 2 คาบ/สัปดาห จํานวน 1.0 หนวยกิต

จาํ นวนเวลาเรียนทัง้ สนิ้ 40 คาบ / ชว่ั โมง : ภาคเรยี น

ศึกษา วิเคราะห และเปรียบเทียบ การศึกษาการเกิดพันธะเคมีในโมเลกุลของสาร การเกิดพันธะโคเวเลนต
ชนิดของพันธะโคเวเลนต การอานช่ือสารประกอบโคเวเลนต สภาพข้ัวโมเลกุลของโคเวเลนต แรงยึดเหนี่ยวระหวาง
โมเลกุลโคเวเลนต สมบัติของสารประกอบโคเวเลนต การเกิดพันธะไอออนิก การเขียนสูตรและการเรียกช่ือ
สารประกอบไอออนิก และสมบัติบางประการของสารประกอบไอออนิก สมบัติของกรด เบส และเกลือ สารละลายอิ
เล็กโทรไลตและนอนอิเล็กโทรไลต สารประกอบไฮโดรคารบอน ศึกษาโครงสราง สมบัติ ประเภทของพอลิเมอร
ตัวอยางพอลิเมอรธรรมชาติและพอลิเมอรสังเคราะห ปฏิกิริยาการสังเคราะหพอลิเมอร รวมทั้งการใชประโยชนและ
ผลกระทบจากการใชผลิตภัณฑของพอลิเมอร ศึกษาและทดลองการเกิดปฏิกิริยาเคมี อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี
ศึกษาและทดลองปจจัยที่มีผลตออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ปฏิกิริยาเคมีในชีวิตประจําวันและการใชประโยชน
ปฏิกิริยารีดอกซ ศึกษาสมบัติของสารกมั มันตรงั สีและคํานวณคร่ึงชีวิตและปริมาณของสารกัมมันตรังสี ประโยชนและ
อันตรายของสารกมั มนั ตรังสี

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสํารวจตรวจสอบ การสืบคนขอมูลและการ
อภิปราย เพื่อใหผูเรียนเกิดความรู ความคิด ความเขาใจ สามารถสื่อสารส่ิงท่ีเรียนรู มีความสามารถในการตัดสินใจ
เห็นคุณคาของการนําความรูไปใชประโยชนในชีวิตประจําวัน มีความรับผิดชอบตอสิ่งแวดลอมและเจตคติท่ีดีตอวิชา
วทิ ยาศาสตร

ผลการเรยี นรู
7. ระบสุ ารเปน ธาตุหรือสารประกอบ และอยใู นรูปอะตอม โมเลกลุ หรอื ไอออนจากสตู รเคมี
8. เปรียบเทียบความเหมือนและความแตกตางของแบบจําลองอะตอมของโบรกับแบบจําลองอะตอมแบบ
กลมุ หมอก
9. ระบุจาํ นวนโปรตอน นวิ ตรอน อิเล็กตรอนของอะตอม และไอออนทีเ่ กิดจากอะตอมเดียว
10. เขียนสญั ลักษณน ิวเคลยี รข องธาตุและระบุการเปน ไอโซโทป
11. ระบุหมูและคาบของธาตุและระบุวาธาตุเปนโลหะ อโลหะ กึ่งโลหะ กลุมธาตุเรพรีเซนเททีฟหรือกลุม
ธาตุแทรนซิชันจากตารางธาตุ
12. เปรยี บเทยี บสมบัติการนําไฟฟา การใหแ ละรับอิเลก็ ตรอนระหวางธาตุในกลุมโลหะกบั อโลหะ
13. สบื คน ขอมูลและนาํ เสนอตัวอยา งประโยชนและอันตรายทีเ่ กิดจากธาตเุ รพรีเซนเททฟี และธาตุ
แทรนซชิ นั

14. ระบุวาพันธะโคเวเลนตเปนพันธะเดี่ยว พันธะคู หรือพันธะสาม และระบุจํานวนคูอิเล็กตรอนระหวาง
อะตอมครู ว มพนั ธะจากสูตรโครงสราง

15. ระบุสภาพขัว้ ของสารทีโ่ มเลกุลประกอบดว ย 2 อะตอม
16. ระบสุ ารทีเ่ กดิ พนั ธะไฮโดรเจนไดจ ากสูตรโครงสรา ง
17. อธิบายความสัมพันธระหวางจุดเดือดของสารโคเวเลนตกับแรงดึงดูดระหวางโมเลกุลตามสภาพข้ัวหรือ

การเกดิ พันธะไฮโดรเจน
18. เขยี นสูตรเคมขี องไอออนและสารประกอบไอออนิก

รวมทั้งหมด 12 ผลการเรียนรู

คาํ อธิบายรายวิชาพน้ื ฐาน
กลมุ สาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี

วชิ า วทิ ยาศาสตรช ีวภาพเพ่มิ เตมิ รหัสวชิ า ว30247 ระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปที่ 6

จํานวน 2 คาบ/สปั ดาห จาํ นวน 1.0 หนว ยกติ

จาํ นวนเวลาเรยี นท้งั ส้ิน 40 คาบ / ชว่ั โมง : ภาคเรยี น

ศึกษาเซลลและองคประกอบสาํ คญั ของเซลลการลาํ เลยี งสารเขา และออกจากเซลล การรักษาดุลยภาพของนํ้า
ในพชื การรกั ษาดุลยภาพของนํ้าและแรธาตุในสัตวตางๆ รวมท้ังในคน การรักษาดุลยภาพของกรด-เบส อุณหภูมิในร
างกายคน การปอ งกันและกําจัดเช้อื โรคของรา งกายการเสรมิ สรางภูมคิ ุม กนั โรคใหกับรางกาย ความผิดปกตของระบบ
ภูมิคุมกันศึกษาลักษณะพันธุกรรม โครโมโซมและการถายทอดลักษณะพันธุกรรม การถายทอดลักษณะพันธุกรรม
การแปรผันทางพันธุกรรม การคัดเลือกตามธรรมชาติ การปรับปรุงพันธุโดยมนุษยเทคโนโลยีชีวภาพ ระบบนิเวศ
ความสัมพันธขององคประกอบในระบบนิเวศ วัฏจักรของสารในระบบนิเวศการเปล่ียนแปลงแทนที่ มนุษยกับ
ทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอม ความหลากหลายของสง่ิ มชี ีวิตความหลากหลายของสปช ีส

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม การสืบเสาะหาความรู การสืบคน
ขอ มูล การสังเกต วเิ คราะห เปรียบเทยี บ อธบิ าย อภปิ ราย และสรปุ เพอ่ื ใหเ กิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถใน
การตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร รวมท้ังทักษะการเรียนรูในศตวรรษท่ี 21 ในดานการใชเทคโนโลยี
สารสนเทศ ดานการคิดและการแกปญหา ดานการส่ือสาร สามารถส่ือสารส่ิงท่ีเรียนรูและนําความรูไปใชในชีวิตของ
ตนเอง

มีจติ วิทยาศาสตร จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และคา นยิ มท่เี หมาะสม

ผลการเรยี นรู อธิบายโครงสรางและสมบัติของเยื่อหุมเซลลที่สัมพันธกับการลําเลียงสาร และเปรียบเทียบการ
๑. ลําเลียงสารผา นเยอ่ื หุมเซลลแบบตา ง ๆ
อธิบายการควบคมุ ดุลยภาพของนาํ้ และสารในเลือดโดยการทํางานของไต
๒.
๓. อธิบายการควบคุมดุลยภาพของกรดเบส ของเลือดโดยการทํางานของไตและปอด-
๔.
อธิบายการควบคุมดุลยภาพของอุณหภูมิภายในรางกายโดยระบบหมุนเวียนเลือดผิวหนัง และ
กลา มเน้ือโครงรา ง


Click to View FlipBook Version