The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การตลาดอิเล็กทรอนิกส์
อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ สาขาวิชาการตลาดคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by saifer121, 2023-08-24 09:12:24

การตลาดอิเล็กทรอนิกส์

การตลาดอิเล็กทรอนิกส์
อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ สาขาวิชาการตลาดคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี

Keywords: digital marketing

บทที่ 9 การตลาดอีเมล | 269 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดส าหรับธุรกิจ ก าหนดจ านวนการคลิกหลังจากมีการเปิดอ่านอีเมล และ ก าหนดอัตราการเปิดอ่านจากจ านวนอีเมลที่ส่งไปทั้งหมด เป็นต้น 2. ท าความรู้จักกับกลุ่มเป้าหมาย (Get to know audience) การตลาดอีเมลมี ประสิทธิภาพสูงสุดเนื่องจากเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ตรงกับเป้าหมาย ในการเริ่มต้นการตลาดผ่าน อีเมลธุรกิจควรเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย ด้วยการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกด้านประชากรศาสตร์ ว่า กลุ่มเป้าหมายมีบุคลิก ความสนใจ ความต้องการ และมีนิสัยอย่างไร ในขั้นตอนนี้อาจใช้แบบจ าลอง ลูกค้า (Customer Persona) ก าหนดลักษณะของกลุ่มเป้าหมาย ดังที่ผู้เขียนได้กล่าวไปแล้วใน บทที่ 4 ด้วยวิธีการนี้จะช่วยให้ธุรกิจเข้าใจแรงจูงใจในการซื้อสินค้าและการสร้างเนื้อหาเฉพาะลูกค้า แต่ละกลุ่ม 3. เลือกผู้ให้บริการการตลาดอีเมล (Select email marketing service provider) ในการท าการตลาดผ่านอีเมล จะมีการส่งออกอีเมลเป็นจ านวนมากตั้งแต่หลักสิบจนถึงหลักหมื่นฉบับ ในแต่ละสัปดาห์ และมีการรวบรวมข้อมูลแต่ละอีเมล การใช้บริการจากผู้ให้บริการการตลาดอีเมล สามารถช่วยนักการตลาดท าการตลาดผ่านอีเมลได้ง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ผู้ให้บริการนี้ไม่ เหมือนกับผู้ให้บริการอีเมลทั่วไป โดยปกติผู้ให้บริการอีเมลจะมีบริการเพิ่มเติมนอกจากการรับและส่ง อีเมล เช่น ระบบการตลาดอัตโนมัติทางอีเมล แม่แบบหรือเทมเพลตส าหรับสร้างเนื้อหาอีเมล และ การเก็บรวบรวมข้อมูล ตัวอย่างผู้ให้บริการการตลาดอีเมล เช่น Constant Contact มีบริการเทม เพลตอีเมลแบบลาก วาง ใช้งานง่าย เมนูเป็นมิตรต่อผู้ใช้ ConverKit สร้างหน้าแรกหรือ Landing Page และแบบฟอร์มเพื่อดึงดูดให้เปิดอ่านอีเมล GetResponse มีเทมแพลตการตลาดอีเมล ระบบ ตอบกลับอัตโนมัติ Mailchimp มีแผนการตลาดผ่านอีเมลแบบฟรี และเหมาะกับเจ้าของกิจการ ขนาดเล็ก Sub stack มีระบบรับสมัครรับจดหมายข่าวส าหรับผู้สนใจ แบบเสียเงิน Drip มีระบบช่วย ให้กิจการขนาดเล็ก และCampaign Monitor ให้บริการการตลาดอีเมลมีหน้าควบคุมที่ใช้งานง่าย 4. สร้างรายชื่ออีเมล (Build email list) เป็นการน ารายชื่อผู้ติดต่อมาใช้ส่งอีเมลน าเสนอ แคมเปญทางการตลาด รายชื่อนี้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้จากแพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น แคมเปญ โฆษณาแบบ Lead ของเฟซบุ๊ก กูเกิลฟอร์ม และ การสร้างแบบฟอร์มจากบัญชีทางการไลน์หรือ ไลน์โอเอ (Line official account : Line OA) ซึ่งช่วยให้นักการตลาดสามารถเก็บข้อมูลอีเมลของ ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ส าหรับการส่งเสริมให้ลูกค้ากรอกแบบฟอร์มให้ข้อมูลนั้น อาจใช้วิธีให้ของรางวัล อนุศ ตอบแทนหลังจากกรอกแบบฟอร์ม เช่น รหัสส่วนลด คูปองออนไลน์ สินค้าราคาพิเศษส าหรับ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


270 | บทที่ 9 ก ารตลาดอีเมล การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ สมาชิก และส่วนลดค่าจัดส่ง เป็นต้น โดยส่งไปยังอีเมลที่ลูกค้าลงทะเบียนในรูปแบบของข้อความ รูปภาพ และรหัสคิวอาร์ 5. เลือกกลยุทธ์การตลาดอีเมล (Choose an email marketing strategy) ก่อนการ เลือกกลยุทธ์ควรเข้าใจเกี่ยวกับประเภทของอีเมล แล้วเลือกประเภทให้ตรงกับลักษณะหรือความ ต้องการของลูกค้า ตัวอย่างกลยุทธ์การตลาดอีเมล เช่น กลยุทธ์เพื่อเพิ่มอัตราการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ อีเมลเสนอส่วนลด ประกาศเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ กลยุทธ์เพื่อปรับปรุงการมีส่วนร่วม ได้แก่ จดหมายข่าว เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน อีเมลต้อนรับลูกค้าใหม่ กลยุทธ์เพิ่มการเข้า ชม ได้แก่ จดหมายข่าว โพสต์เว็บบล็อก และบทสรุปเนื้อหา ผู้เขียนจะขออธิบายรายละเอียดของ ประเภทอีเมลเพื่อเติมในหัวข้อถัดไป 6. เพิ่มประสิทธิภาพอีเมล (Optimize emails) หลังจากเลือกกลยุทธ์การตลาดอีเมล นักการตลาดจะได้รับข้อมูลจากผู้ใช้งานอีเมล เช่น จ านวนครั้ง ช่วงเวลา และจ านวนการคลิก ข้อมูลเหล่านี้สามารถน ามาวิเคราะห์ประสิทธิภาพเป้าหมายหรือตัวชี้วัดที่ธุรกิจก าหนดขึ้น และน ามา ปรับปรุงกลยุทธ์ให้มีความเหมาะสมกับลูกค้าเฉพาะเจาะจง เช่น ลูกค้ากลุ่มวัยรุ่น ชื่นชอบอีเมลที่มี ภาพน่ารัก และข้อความโดนใจ การออกแบบกราฟิก จึงควรใช้สีสันสดใส แบบอักษรวัยรุ่น ส าหรับกลุ่มลูกค้าสูงวัย การออกแบบเนื้อหาอาจใช้ข้อความเรียบง่าย แบบอักษรอ่านสบายตา 7. ประเมินข้อมูล (Evaluate data) เป็นการวัดประสิทธิภาพและความส าเร็จของ การตลาดผ่านอีเมล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางการตลาดของธุรกิจ ช่วยให้ธุรกิจทราบว่า ช่วงเวลา เนื้อหา และหัวข้ออีเมลแบบใดที่สร้างแรงจูงใจในการเปิดอ่าน เพื่อน าผลการประเมินข้อมูล มาปรับปรุงประสิทธิภาพของอีเมลส าหรับแคมเปญการตลาดในครั้งต่อไป ส าหรับเครื่องมือส าหรับ ประเมินผลข้อมูลหรือวัดผล ได้แก่ อัตราการคลิกผ่าน อัตราการเปลี่ยนแปลง อัตราตีกลับ อัตราส่ง ต่อ อัตราการเติบโตของรายชื่ออีเมล อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน อัตราการเปิด อัตราการยกเลิก การสมัคร (Google, 2022) ผู้เขียนจะขออธิบายในหัวข้อ การวัดผลอีเมลในส่วนท้ายของบท ประเภทของอีเมล ในการส่งอีเมลของธุรกิจในแต่ละวันมีจ านวนมาก และเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับหัวข้อประเภท อนุศ ต่าง ๆ อีเมลแต่ละฉบับที่ส่งออกไปนั้นล้วนมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน เช่น อีเมลแบบเป็นทางการ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


บทที่ 9 การตลาดอีเมล | 271 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ เน้นการติดต่อระหว่างธุรกิจ อีเมลเน้นการต้อนรับของลูกค้าใหม่ และอีเมลแจ้งเตือน ขึ้นอยู่กับว่า เราต้องการใช้งานอีเมลนั้นอย่างไร โดยทั่วไปการแบ่งประเภทของอีเมลสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท หลักคือ อีเมลแบบหนึ่งต่อหลายอีเมล และอีเมลแบบหนึ่งต่อหนึ่ง (eMarketing Insitute, 2018, p.25) มีรายละเอียดดังนี้ 1. อีเมลแบบหนึ่งต่อหลายอีเมล (One to many email) เป็นอีเมลที่ส่งถึงกลุ่มผู้รับทั้ง กลุ่มที่มีรายชื่ออยู่ในรายการรับอีเมล ประโยชน์หลักของอีเมลประเภทนี้คือการเพิ่มการเข้าถึงจ านวน มาก มีศักยภาพที่ดีในการสร้าง การเข้าชม การเปลี่ยนแปลง และการสมัครสมาชิก การออกแบบ เนื้อหาอีเมลประเภทนี้ออกแบบครั้งเดียว แบบเดียวแต่ส่งออกเป็นจ านวนมาก จึงมีข้อเสีย คือ ขาดความเฉพาะเจาะจงกับความสนใจของผู้รับ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ สร้างแรงจูงใจให้เปิดอ่านและ คลิก CTA ธุรกิจจึงควรแบ่งรายชื่อผู้รับออกเป็นกลุ่ม ๆ ตามเกณฑ์ที่แตกต่างกันเช่น กลุ่มผู้เคยซื้อ และไม่เคยซื้อสินค้า กลุ่มวัยรุ่น และกลุ่มวัยท างาน เป็นต้น อีเมลแบบหนึ่งต่อหลายอีเมลยังแบ่ง ออกเป็นหลายประเภท ดังนี้ 1.1 จดหมายข่าว (Newsletter) เป็นอีเมลประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยทั่วไปจะมีข้อมูลจากเว็บไซต์หรือเว็บบล็อกที่พึ่งเผยแพร่ เช่น ข่าวเกี่ยวกับบริษัท งานอีเวนต์ ประกาศ ข้อเสนอทางการตลาด และอื่น ๆ เนื้อหาเหล่านี้จะส่งไปยังกลุ่มลูกค้าและสมาชิก เพื่อน าผู้รับอีเมลกลับมายังเว็บไซต์และแพลตฟอร์มที่ก าหนดในอีเมล ข้อดีของอีเมลประเภทนี้คือ สร้างการเปลี่ยนแปลง (Conversion) โดยในเนื้อหาอีเมลสามารถแทรกปุ่ม ลิงก์ (CTA) แต่เนื่องจาก เป็นอีเมลประเภทจดหมายข่าว จะมีการส่งออกทุกครั้งที่มีการอัปเดตข่าวสารของธุรกิจ ดังนั้นอาจ ส่งผลเสีย คือ ผู้รับจะให้ความส าคัญในการตัดสินใจซื้อน้อยลง เพราะได้รับข่าวสารทั้งหมด 1.2 อีเมลสรุป (Digest email) อีเมลประเภทนี้คล้ายกับจดหมายข่าว แต่การออกแบบ เน้นความเรียบง่ายพร้อมแนบลิงก์ เพื่อให้ผู้รับอีเมลเข้าใจเนื้อหาภายในระยะเวลาอันสั้นและคลิกลิงก์ หากสนใจ อีเมลสรุปเป็นส่วนเสริมหนึ่งของโปรแกรมจากผู้ให้บริการการตลาดอีเมล มีรูปแบบการ ท างานอัตโนมัติ โดยน าข้อความหรือเนื้อหาแบบสรุปจากเว็บไซต์ของธุรกิจส่งให้กับสมาชิกตามวัน และเวลาที่ธุรกิจก าหนด 1.3 อีเมลเฉพาะ (Dedicated email) คือ อีเมลส าหรับน าเสนอข้อเสนอบางอย่าง โดยเฉพาะและมุ่งเน้นประเด็นน าเสนอเพียงประเด็นเดียว เช่น การประกาศขายสินค้า เชิญ อนุศ ประชุมสัมมนา เชิญสมาชิกกรอกแบบส ารวจ ฯลฯ ประโยชน์ของอีเมลเฉพาะ คือ ความสามารถใน ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


272 | บทที่ 9 ก ารตลาดอีเมล การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ การเน้นข้อความที่ต้องการสื่อเพียงเรื่องเดียวและเหตุการณ์ที่ส าคัญเพียงเหตุการณ์เดียว ซึ่งจะส่งใน ช่วงเวลาที่ส าคัญหรือกับกลุ่มลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจง 1.4 อีเมลผู้สนับสนุน (Sponsorship email) การตลาดอีเมลมีโฆษณาที่เสียค่าใช้จ่าย เช่นเดียวกับการตลาดผ่านเสิร์ชเอนจิน อีเมลประเภทนี้ธุรกิจจะต้องสนับสนุนเพื่อให้ข่าวสาร เนื้อหา และลิงก์ ของตนเองไปปรากฏในอีเมลเว็บไซต์หรือธุรกิจอื่น การท าเช่นนี้หมายถึงโอกาสในการสร้าง การรับรู้ มากขึ้น การที่จะเข้าถึงเป้าหมายได้นั้น จะต้องใช้บริการอีเมลผู้สนับสนุนของธุรกิจที่คาดว่า จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและสามารถเปลี่ยนเป็นลูกค้าในอนาคต 2. อีเมลแบบหนึ่งต่อหนึ่ง (One to one email) เป็นอีเมลที่ส่งถึงผู้รับเพียงรายเดียว โดยเน้นความส าคัญไปยังสมาชิกเพียงรายเดียว เป้าหมายของอีเมลนี้คือ สร้างการเชื่อมโยง เพิ่มความสัมพันธ์ และสร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์ อีเมลแบบหนึ่งต่อหนึ่งส่วนใหญ่เป็นหนึ่งใน บริการของผู้ให้บริการอีเมล โดยมีการท างานแบบอัตโนมัติ เพื่อเลือกอีเมลที่มีคุณสมบัติตรงกับธุรกิจ ก าหนด 2.1 อีเมลฟูมฟัก (Lead nurturing email) เป็นการตลาดอีเมลเน้นการฟูมฟัก หล่อเลี้ยงและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับ กลุ่มคนที่มีความสนใจในสินค้าและบริการของธุรกิจ และมี แนวโน้มว่าจะกลายเป็นลูกค้าในอนาคต ยังไม่ตัดสินใจซื้อสินค้าในวันนี้ให้ตัดสินใจในอนาคต ซึ่งแตกต่างจาก การสร้างโอกาสในการขาย (Lead Generation) ที่ดึงดูดผู้คนทั่วไปให้เป็นผู้สนใจใน สินค้า โน้มน้าวใจผู้พบเห็นเนื้อหากรอกข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อติดต่อน าเสนอข้อมูลภายหลัง อีเมลประเภทนี้สามารถสร้างความเน้นแฟ้นกับสมาชิกหลังจากที่มีคนลงทะเบียนรับอีเมลแล้ว การส่ง จดหมายฟูมฟักจะช่วยรักษาความสัมพันธ์ กระตุ้นให้เกิดการซื้อสินค้า รายละเอียดเพิ่มเติมอีเมลฟูม ฟักและการสร้างโอกาสในการขาย ผู้เขียนจะอธิบายในหัวข้อถัดไป 2.2 อีเมลแจ้งเตือน (Notification email) หรือเรียกว่า การแจ้งเตือนและการตอบ กลับอัตโนมัติ ใช้ส าหรับแจ้งเตือนให้ผู้รับแต่ละคนทราบ เมื่อเกิดบางสิ่งหรือการกระท าบางอย่าง ซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า “ทริกเกอร์” ผู้ส่งอีเมลต้องท าการก าหนดเกณฑ์บางอย่างส าหรับส่งข้อความ เพื่อให้เกิดการแจ้งเตือนไปยังผู้รับ เช่น อีเมลยืนยันเกี่ยวกับการซื้อออนไลน์ที่ส าเร็จแล้ว แสดงความ ยินดีกับการสมัครสมาชิก อีเมลต้อนรับ แสดงความยินดีกับวันเกิด และอื่น ๆ 2.3 อีเมลสื่อสังคมออนไลน์ (Social media email) เป็นอีเมลที่ส่งถึงสมาชิกในสื่อ อนุศ สังคมออนไลน์ ในบางแพลตฟอร์มเช่น LinkedIn อนุญาตให้ผู้ดูแลระบบหรือ แอดมิน (Admin) ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


บทที่ 9 การตลาดอีเมล | 273 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ ส่งอีเมลไปยังกล่องข้อความของสมาชิก การส่งข้อมูลดังกล่าวธุรกิจสามารถประยุกต์ใช้ส าหรับติดตาม เปลี่ยนแปลงจากผู้รับอีเมลให้เป็นผู้ซื้อ สร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการขยายธุรกิจ และสร้างการรับรู้ เกี่ยวกับแบรนด์ การเลือกประเภทอีเมลที่ธุรกิจจะส่งขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ในแต่ละประเภท อีเมลมีคุณสมบัติและตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นนักการตลาดควรท าความเข้าใจ ถึงข้อแตกต่างระหว่างอีเมลแต่ละประเภท ซึ่งจะช่วยให้ประสบความส าเร็จในการท าการตลาดอีเมล อีเมลฟูมฟัก หลังจากผู้ชมเปิดอ่านอีเมลแล้วเกิดความสนใจในสิ่งที่ธุรกิจน าเสนอ อาจยังไม่เพียงพอให้เกิด การตัดสินใจซื้อสินค้า ธุรกิจจึงต้องสร้างความสัมพันธ์ต่อเนื่องโดยการฟูมฟักเพื่อดูแลผู้คนเหล่านี้ ให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อแบรนด์ จนกระทั่งตัดสินใจซื้อสินค้าในที่สุด อานา ก๊อตเตอร์ (Gotten, 2022) ได้อธิบายว่า อีเมลฟูมฟัก คือ กระบวนการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้าเป้าหมาย โดยการ ติดต่อและแสดงคุณค่าของผลิตภัณฑ์ และพร้อมที่จะเป็นลูกค้า อีเมลประเภทนี้สามารถสร้างการ รับรู้ ความไว้วางใจ และจูงใจให้เกิดการซื้อ นอกจากนี้ยังอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับอีเมลฟูมฟักดังนี้ 1. ประโยชน์ของอีเมลฟูมฟัก (The benefits of fostering email) ประโยชน์ที่ส าคัญ ที่สุดส าหรับอีเมลฟูมฟัก เช่น 1.1 ความคุ้มค่า (Value) เป็นที่ทราบกันดีว่าการตลาดอีเมลส่งผลต่อ อัตรา ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) มากที่สุด โดยทุก 1 ดอลลาร์สหรัฐที่ใช้ไปจะได้รับรายได้ตอบแทน 40 ดอลลาร์ หากธุรกิจมีการสร้างลีด (Lead) (ผู้เขียนขอใช้ค าว่าลีดเพื่อความเข้าใจ) ที่มีคุณภาพ จะส่งผลต่อยอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 1.2 เพิ่มอัตราการเปลี่ยนแปลง (Increase the rate of change) อีเมลฟูมฟักใช้ สร้างความสัมพันธ์และจูงใจลูกค้าเป้าหมายให้มีส่วนร่วมกับแบรนด์อย่างต่อเนื่อง โดยส่งข้อความ แสดงคุณค่าของแบรนด์ เช่น ส่วนลดพิเศษ และของที่ระลึก เพื่อสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นใน แบรนด์ จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงจากผู้รับอีเมลเป็นผู้ซื้อ 1.3 เพิ่มอัตราการตอบกลับ (Increase response rate) อีเมลฟูมฟัก เพิ่มอัตราการ อนุศ ตอบกลับจากลูกค้าเป้าหมาย ประมาณ 4 ถึง 10 เท่าเมื่อเทียบกับอีเมลประเภทอื่น เนื่องจากมีการ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


274 | บทที่ 9 ก ารตลาดอีเมล การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ ปรับเนื้อหา เงื่อนไขการส่ง และการส่งเสริมการขายแต่ละราย ตามการเดินทางของลูกค้า (customer journey) 2. แคมเปญการตลาดอีเมลฟูมฟัก (Nurturing Email Marketing Campaigns) ประกอบด้วยข้อความที่ออกแบบเพื่อให้ความรู้ เน้นการมีส่วนร่วม คลายข้อสงสัย และสร้างแรง บันดาลใจ แก่กลุ่มลูกค้าที่ได้รับอีเมล โดยเน้นเนื้อหาที่น่าสนใจและกระตุ้นให้ซื้อสินค้าเมื่อเปิดอ่าน อีเมล เช่น ลงทะเบียนทดลองใช้งานฟรี จากนั้นอีเมลฟูมฟักจะส่งเสริมให้มีการด าเนินการในล าดับ ถัดไป เช่น การเปลี่ยนแปลงให้ลูกค้าช าระเงิน หรือซื้อสินค้าอื่นเพิ่มเติมเพื่อรับส่วนลด เป็นต้น 3. ลักษณะของอีเมลฟูมฟัก (Characteristics of a foster email) เป็นชุดตอบรับ อัตโนมัติส่งไปยังผู้ใช้พวกเขาได้ด าเนินการบางอย่างตามเงื่อนไขของธุรกิจก าหนด เช่น กรอกข้อมูล เข้าร่วมเป็นสมาชิก เมื่อกรอกข้อมูลเรียบร้อยแล้ว จะมีการส่งอีเมลต้อนรับและแสดงความยินดีไปยัง อีเมลของผู้เข้าร่วม ส าหรับเครื่องมือที่สามารถส่งออกอีเมลตามเงื่อนไขที่ก าหนด เช่น Mailchimp, GetResponse, Klaviyo และ ActiveCampaign เป็นต้น 4. การเพิ่มแคมเปญอีเมลฟูมฟักด้วยระบบอัตโนมัติ (Adding a Foster Email Campaign With Automation) วิธีการหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพของอีเมลฟูมฟัก คือการใช้ ระบบอัตโนมัติทางการตลาด ที่ผู้ให้บริการอีเมลมีให้เลือกใช้ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนลีด (Lead) ในช่องทางการจัดจ าหน่าย และสร้างความรู้ ความเข้าใจ ความสัมพันธ์ และความน่าเชื่อถือ ระหว่างธุรกิจกับผู้รับอีเมล อีเมลอัตโนมัติท างานโดยการก าหนดคุณลักษณะบางประการที่ส าคัญ เฉพาะผู้รับอีเมลแต่ละราย เช่น การกรอกแบบฟอร์มสมัครสมาชิกหน้าเว็บไซต์ เมื่อสมัครแล้วข้อมูล จะส่งไปยังระบบ และส่งออกอีเมลแสดงความยินดีไปยังผู้สมัครสมาชิกเว็บไซต์โดยอัตโนมัติ หากต้องการให้อีเมลอัตโนมัติมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรเชื่อมโยงการตลาดอีเมลกับเครื่องมือหรือ ช่องทางอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อสร้างอัตราการเปลี่ยนแปลง (Conversion) เช่น การโฆษณาผ่านสื่อสังคม ออนไลน์เฟซบุ๊กโดยใช้แคมเปญลีดแอด (Lead ads) และโฆษณาผ่านกูเกิล เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถ ค้นหาเว็บไซต์ได้ง่ายและสมัครเป็นสมาชิกบอกรับข่าวสารกับเว็บไซต์ 5. การท างานร่วมกันระหว่างการตลาดผ่านอีเมลกับช่องทางส าหรับการเปลี่ยนแปลง ( Collaboration between email marketing and conversion funnels) เ ป็ น ก า ร ใ ช้ การตลาดอีเมลร่วมกับช่องทางหรือแพลตฟอร์มอื่น เพื่อเพิ่มอัตราการเปลี่ยนแปลง มีวิธีการท างาน อนุศ ร่วมกันดังนี้ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


บทที่ 9 การตลาดอีเมล | 275 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ 5.1 โฆษณาของเฟซบุ๊ก (Facebook ads) เป็นการรวมระบบตอบรับอัตโนมัติหรือ CRM เข้ากับเฟซบุ๊ก วิธีนี้จะช่วยให้ธุรกิจส่งลีดไปยังระบบอัตโนมัติของตนเองโดยตรงไปยังแคมเปญ อีเมลฟูมฟักที่ก าลังรอรับข้อมูล ช่วยให้ธุรกิจเชื่อมโยงระบบตอบกลับอัตโนมัติกับเฟซบุ๊ก เพื่อให้ ผู้ใช้งานสมัครข้อมูล และได้รับอีเมลต้อนรับของธุรกิจก่อนที่จะสนใจสินค้าจากคู่แข่ง ขั้นตอนนี้ช่วย ลดเวลาโดยที่ธุรกิจไม่ต้องดาวน์โหลดข้อมูลลีดแล้วอัปโหลดไปยังโปรแกรมของผู้ให้บริการอีเมล 5.2 การย้ าความสนใจทางอีเมล (Email retargeting) เป็นการย้ าความสนใจจาก รายชื่ออีเมลของธุรกิจโดยการเสนอข้อเสนอทางการตลาด เช่น ส่วนลด ค่าขนส่ง และของแถม สามารถเพิ่มอัตราการเปลี่ยนแปลงได้มากถึงร้อยละ 41 หรือประมาณ 4 เท่าของรายได้ปกติ ช่วยให้ ธุรกิจกระตุ้นให้ผู้รับอีเมลด าเนินการตามวัตถุประสงค์ทั้งไว้ เช่น โฆษณาดึงดูดให้ผู้ใช้มาเยี่ยมชม ร้านค้าของธุรกิจในครั้งถัดไป โฆษณาร่วมกับแพลตฟอร์มอื่นที่สามารถย้ าความสนใจได้ เช่น Facebook Google และ Linkedln สื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กอนุญาตให้ผู้ใช้งานอัปโหลดรายชื่อ อีเมลไประบบ เพื่อก าหนดกลุ่มเป้าหมายเอง (Custom audience ) และก าหนดกลุ่มเป้าหมายใหม่ ที่คล้ายกันกับกลุ่มเป้าหมายเดิม (Look a Like audience ) กูเกิลอนุญาตให้ธุรกิจเชื่อมโยงข้อมูล ของลูกค้า อัปโหลดรายชื่ออีเมลไปยังโฆษณาของกูเกิล และก าหนดโฆษณาตามกลุ่มเป้าหมายที่ เกี่ยวข้อง 6. วิธีการฟูมฟักรายชื่ออีเมล (How to nurture an email list) แนวทางการฟูมฟัก รายชื่ออีเมลเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดี หลักปฏิบัติที่ดีที่สุดและกลยุทธ์การฟูมฟักรายชื่ออีเมลของธุรกิจ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แท้จริง ไม่ว่าผู้ชมเนื้อหาจะเป็นใครหรือขายสินค้าอะไร มีแนวทางส าคัญดังนี้ 6.1 ใช้ส่วนแบ่งกลุ่มเป้าหมายเพื่อจัดล าดับความเกี่ยวข้อง (Use audience segments to prioritize relevance) ในขั้นตอนนี้สามารถใช้ SaaS หรือ Software as a service การให้บริการซอฟต์แวร์ ที่ช่วยด าเนินธุรกิจในเรื่องต่าง ๆ เช่น การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การขายสินค้า และรู้จักกันดีว่าเป็นซอฟต์แวร์ที่ท างานบนระบบคลาวด์ ในการจัดล าดับความส าคัญ และมีคุณสมบัติคล้ายกับการใช้ทริเกอร์ หรือการก าหนดการกระท าบางอย่างที่ก าหนดไว้ ตัวอย่าง เช่น เว็บไซต์ให้บริการอีบุ๊ก (ebook) เมื่อมีผู้สนใจลงชื่อสมัครเป็นรายชื่ออีเมลของธุรกิจ เพื่อดาวน์ โหลดอีบุ๊ก (ebook) ในขณะที่อีกคนลงทะเบียนเพื่อทดลองใช้เว็บไซต์ฟรี ระบบจะส่งอีเมลต้อนรับ สมาชิกไปยังผู้ที่ลงทะเบียนทดลองใช้เว็บไซต์ฟรีก่อน และหากผู้นั้นเคยเป็นสมาชิกแล้ว เมื่อกรอก อนุศ อีเมลเพื่อดาวน์โหลดอีบุ๊ก (ebook) จะไม่ได้รับอีเมลแจ้งต้อนรับ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


276 | บทที่ 9 ก ารตลาดอีเมล การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ 6.2 เน้นย้ าจุดขายที่ไม่ซ้ าใคร (Unique selling proposition : USP) USP คือ ประโยชน์ที่สินค้าและบริการสามารถมอบให้กับผู้บริโภคและมีความโดดเด่นมากกว่าคู่แข่ง หรือ ก าหนดข้อแตกต่างของสินค้าและบริการที่ต่างจากคู่แข่งขัน ซึ่งมีข้อดี คือ ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ สินค้าได้ง่ายขึ้น (Sheldon, 2022) การเน้นย้ าจุดขาย และมูลค่าของสินค้าและบริการ ช่วยคลายข้อ สงสัยเกี่ยวกับเหตุผลของลูกค้าในการตัดสินใจซื้อแบรนด์ของธุรกิจ ในส่วนข้อความภายในอีเมลควร ใช้ข้อความเสนอแก่ลูกค้าเพื่อย้ าจุดขาย เช่น บทความรีวิวจากผู้ใช้งาน ผลการรับรองคุณภาพสินค้า การแนะน าให้ทดลองใช้งาน รวมถึงการออกแบบอีเมลให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าแต่ละส่วน (Segment) 6.3 ใช้แม่แบบส าหรับอีเมลฟูมฟัก (Use templates for foster emails) เนื่องจาก อีเมลที่มีเนื้อหาเฉพาะบุคคล มีอัตราการเปิดอ่านมากกว่าอีเมลประเภทหนึ่งต่อหลายอีเมล การใช้แม่แบบจากผู้ให้บริการอีเมลจึงสร้างความประทับใจต่อผู้เปิดอ่านซึ่งได้รับเนื้อหาอีเมลที่ไม่ซ้ า กันส าหรับลูกค้าแต่ละกลุ่ม อีกทั้งยังช่วยประหยัดเวลาออกแบบจัดวางวัตถุต่าง ๆ ภายในเนื้อหาอีเมล การสร้างโอกาสในการขาย ลีด (Lead) หรือลูกค้าเป้าหมาย คือ บุคคลใด ๆ ที่แสดงความสนใจในสินค้าและบริการของ ธุรกิจในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง โดยทั่วไปลูกค้าเป้าหมายของธุรกิจหรือองค์กรจะเปิดรับการสื่อสาร เพื่อรับข้อเสนอที่ธุรกิจจะมอบให้หลังจากสมัครสมาชิก ตัวอย่างการได้ข้อมูลของลูกค้าเป้าหมาย เช่น หากเราท าแบบส ารวจออนไลน์เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลรักษาบ้าน วันต่อมาจะได้รับ อีเมลจากบริษัทขายอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เพื่อน าเสนอขายสินค้า และจากมุมมองของธุรกิจ ข้อมูลที่ รวบรวมจากแบบส ารวจออนไลน์ จะช่วยปรับแต่งรูปแบบการสื่อสารเพื่อแก้ปัญหาของลูกค้า ไม่เสียเวลาในการโทรหาผู้ที่ไม่สนใจเกี่ยวกับการดูแลบ้าน (Sydorenko, 2022). ลินด์ซีย์ โคโลวิช ค็อกซ์ (Kolowich, 2022) ได้อธิบายเกี่ยวกับ ประเภท ความส าคัญ ขั้นตอน การท าการตลาด การเพิ่มประสิทธิภาพลีด มีรายละเอียดดังนี้ 1. ประเภทของลีด (Leat type) แบ่งตามคุณสมบัติและขั้นตอนในช่องทางการจัดจ าหน่าย อนุศ ดังนี้ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


บทที่ 9 การตลาดอีเมล | 277 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ 1.1 ลีดที่มีคุณสมบัติทางการตลาด (Marketing qualified lead: MQL) เป็นผู้ที่มี ความสนใจในผลิตภัณฑ์แต่ยังไม่พร้อมที่จะติดต่อสื่อสารกับธุรกิจ โดยผู้ใช้งานกลุ่มนี้ยินดีที่สมัครเป็น สมาชิกเพื่อบอกรับอีเมลกับเว็บไซต์หรือลงทะเบียนผ่านลีดช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ 1.2 ลีดที่มีโอกาสในการขาย (Sales qualified lead: SQL) เป็นผู้ที่มีความสนใจ ผลิตภัณฑ์ของธุรกิจอย่างแท้จริง เป็นลูกค้าที่จะช าระเงิน เช่น ลีดธุรกิจดังกล่าวทิ้งข้อมูลติดต่อกับ ฝ่ายขาย เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของธุรกิจ 1.3 ลีดที่ใช้ผลิตภัณฑ์ (Product Qualifed lead: PQL) เป็นลูกค้าที่ด าเนินการ จ่ายเงิน มีลักษณะคล้ายกับ ลีดที่มีโอกาสในการขาย (SQL) แต่แตกต่างกันที่ลูกค้าอาจมีโอกาสได้ ทดลองใช้สินค้าและบริการก่อนหน้านี้แล้ว และอยู่ในขั้นตัดสินใจซื้อหรือมีแผนการซื้อในใจแล้ว 2. การสร้างโอกาสในการขาย (lead generation) หลังจากได้ทราบว่าลีดคืออะไร ต่อไป เป็นการสร้างลีดและความหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง 2.1 การสร้างลีด (Generate lead) คือ กระบวนการค้นหาผู้ที่อาจสนใจในสินค้าและ บริการของธุรกิจ และติดต่อกับผู้คนเหล่านั้นเพื่อสื่อสารเพื่มเติม จูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และ กลายเป็นผู้ซื้อในที่สุด 2.2 ความส าคัญของการสร้างโอกาสในการขาย (The importance of lead generation) ลีดช่วยสร้างโอกาสในการขายอย่างมีคุณภาพ และเพิ่มอัตราการเปลี่ยนแปลง (Conversion rate) จากผู้ชมเนื้อหาในอีเมลเป็นผู้ซื้อ และมีความส าคัญเพิ่มเติมดังนี้ 2.2.1 ก าหนดเป้าหมายผู้ที่เหมาะสม (Target right people) เป็นการน า ทรัพยากรของธุรกิจมุ่งเน้นไปที่ลูกค้าเฉพาะรายที่มีแนวโน้มซื้อสินค้าและบริการของธุรกิจมากกว่า ซึ่งส่งผลให้ประหยัดเวลาและเงิน เพิ่มความคล่องตัวให้กับการด าเนินงานรวมถึงยอดขายของธุรกิจ 2.2.2 สร้างการรับรู้แบรนด์ (Build brand awareness) การสร้างโอกาสในการ ขายเกี่ยวข้องกับการให้ความรู้แก่ลีดของธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าและบริการ เมื่อผู้สนใจได้รู้จักแบรนด์ และได้ติดต่อขอข้อมูลสินค้ากับธุรกิจจนเป็นที่พอใจแล้ว ผู้คนเหล่านี้จะเกิดความพึงพอใจและบอกต่อ ข้อมูลของแบรนด์ไปยังแวดวงสื่อสังคมออนไลน์หรือการบอกต่อแบบปากต่อปาก ส่งผลให้ธุรกิจลูกค้า เพิ่มมากขึ้น 2.2.3 รับข้อมูลที่มีค่า (Get valuable data) เนื่องจากการสร้างโอกาสในการขาย อนุศ เกี่ยวข้องกับการรวบรวมข้อมูลของลีด ในด้านประชากรศาสตร์ พฤติกรรม ความสนใจ ภูมิศาสตร์ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


278 | บทที่ 9 ก ารตลาดอีเมล การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ และ คู่แข่งขัน เหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถน าข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงคุณภาพสินค้าและบริการ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาด 2.2.4 เพิ่มรายได้ (Grow revnue) ด้วยกลยุทธ์การสร้างโอกาสในการขายจากการ ใช้ข้อมูลของลีดสามารถสร้างรายได้ ให้แก่ธุรกิจมากยิ่งขึ้น 2.3 ผู้สร้างโอกาสในการขายของบริษัท (Company Lead Generation) ผู้เกี่ยวข้อง กับการสร้างโอกาสในการขายของบริษัท มี 2 กลุ่มดังนี้ 2.3.1 กลุ่มการขาย (Sales group) เน้นการสร้างลูกค้าเป้าหมาย จากนั้นจึงท าการ ติดต่อสื่อสารกับลูกค้า โดยโทรศัพท์ติดต่อ ส่งอีเมล และเน้นแคมเปญส าหรับกลุ่มลูกค้าแบบเย็น (Cold Audience) คือกลุ่ม คนที่ยังไม่เคยรู้จักกับแบรนด์หรือสินค้าของธุรกิจมาก่อน (กลุ่มนี้เน้น ปริมาณแล้วจึงคัดเลือกลูกค้าที่มีโอกาสซื้อสินค้า) 2.3.2 กลุ่มการตลาด (Marketing group) เป็นกลุ่มที่เน้นการสร้างโอกาส ในการ ขายโดยเน้นแคมเปญส าหรับกลุ่มลูกค้าแบบอุ่น (Warm Audience) คือ กลุ่มคนที่รู้จักแบรนด์ รู้ว่า เป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับอะไร ขายสินค้าและบริการอะไร ซึ่งรู้จักกันมาแล้วแต่ยังไม่พร้อมที่จะซื้อ กลุ่มการตลาดจะใช้ลีดธุรกิจที่ได้รับจากช่องทางหรือแพลตฟอร์มต่าง ๆ มาสร้างการรับรู้และเน้น เนื้อหาเฉพาะเจาะจงให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย เพื่อจูงใจให้เกิดการซื้อ นอกจากนี้ยังมี แคมเปญส าหรับกลุ่มลูกค้าแบบร้อน (Hot audience) เป็นกลุ่มที่ธุรกิจต้องการมากที่สุด เนื่องจาก กลุ่มนี้รู้จักสินค้าของธุรกิจเป็นอย่างดี เป็นกลุ่มที่พร้อมจะซื้อสินค้ามากที่สุด 2.4 ประเภทกระบวนการสร้างโอกาส (Opportunity process types) กระบวนการ สร้างโอกาสในการขายขึ้นอยู่กับวิธีการทางการตลาด เช่น วิธีการที่ลูกค้ารู้จักธุรกิจ : ลูกค้ารู้จักธุรกิจ (การสร้างโอกาสในการขายขาเข้า) ธุรกิจรู้จักลูกค้า (การสร้างโอกาสในการขายขาออก) 2.4.1 การสร้างโอกาสในการขายขาเข้า (Inbound Lead Generation) เกิดจาก ผู้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้าค้นพบแบรนด์และตัดสินใจติดต่อสื่อสารกับธุรกิจ เกี่ยวกับสินค้าและบริการที่ ตนเองสนใจ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) ผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าค้นพบแบรนด์ของธุรกิจโดยการ เยี่ยมชมแพลตฟอร์มของธุรกิจ เช่น เว็บไซต์ เว็บบล็อก และสื่อสังคมออนไลน์ 2) หลังจากค้นพบแบ รนด์ลูกค้าตอบสนองต่อเนื้อหาที่สร้างแรงจูงใจให้เกิดการตัดสินใจโดยคลิกที่ปุ่มหรือลิงก์ (Call to อนุศ action : CTA) 3) ลูกค้าได้รับการส่งต่อไปยังหน้าแรกหรือหน้ารวบรวมข้อมูลส าคัญของข้อมูล ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


บทที่ 9 การตลาดอีเมล | 279 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ เกี่ยวกับแบรนด์ที่ลูกค้าต้องการ (Landing page) ในหน้านี้ลูกค้าจะกรอกแบบฟอร์มเพื่อแลกกับ ข้อเสนอที่ธุรกิจมอบให้ ซึ่งลูกค้าจะกลายเป็นลีดของธุรกิจ 2.4.2 การสร้างโอกาสในการขายขาออก (Outbound Lead Generation) การสร้างโอกาสนี้ขึ้นอยู่กับจังหวะและเวลาหมายความว่า ธุรกิจจะค้นพบผู้มีแนวโน้มเป็นลูกค้ามาก ขึ้นจากการติดต่อโดยตรง (ขึ้นอยู่กับจังหวะและเวลา) เพื่อสื่อสารแบรนด์ และน าเสนอขาย โดยมีขั้นตอนส าคัญ คือ 1) ก าหนดลีดของธุรกิจ คือ ก าหนดลักษณะลูกค้าที่ธุรกิจต้องการ ก าหนด ความต้องการของลูกค้า และวิเคราะห์ว่าธุรกิจจะช่วยเหลือลูกค้าได้อย่างไร 2) ค้นคว้าหาข้อมูล ติดต่อลีด รวบรวม และจัดระเบียบ เพื่อง่ายต่อการเรียกใช้ข้อมูล 3) ติดต่อลีดผ่านช่องทางที่ได้ รวบรวม เช่น อีเมล เบอร์โทร และสื่อสังคมออนไลน์ 3. กลยุทธ์การขายจากการใช้ลีด (Lead based sales strategy) เมื่อเข้าใจเกี่ยวกับข้อ แตกต่างระหว่างการสร้างโอกาสในการขายขาเข้าและขาออกแล้ว ล าดับต่อไปที่ธุรกิจควรทราบ คือ กลยุทธ์การสร้างโอกาสในการขาย ดังนี้ 3.1 กลยุทธ์การสร้างโอกาสในการขายขาเข้า (Inbound Lead Generation Strategies) เป็นการสร้างความสนใจในสินค้าและบริการของธุรกิจ ด้วยการตลาดผ่านแพลตฟอร์ม ต่าง ๆ เช่น การตลาดเนื้อหา การตลาดสื่อสังคมออนไลน์ และการเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหา 3.1.1 การตลาดเนื้อหา (Content marketing) ประมาณร้อยละ 80 ของธุรกิจใช้ การตลาดเนื้อหาเพื่อสร้างโอกาสในการขาย แจกของฟรี และสินค้าตัวอย่าง ตัวอย่างของการใช้ การตลาดเนื้อหา เช่น การเขียนบทความและคู่มือ อธิบายการใช้งานสินค้า และน าเสนอบทวิจารณ์ หรือรีวิวจากผู้ใช้งาน วิดีโอ สื่อสารไปยังกลุ่มลูกค้า สร้างการรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์ ซึ่งทั้งสองสามารถ แทรกลิงก์แบบฟอร์มส าหรับเก็บข้อมูลลีดของผู้เยี่ยมชมได้ 3.1.2 สื่อสังคมออนไลน์ ((Social media) ประมาณร้อยละ 66 ของนักการตลาด สร้างลีดจากสื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากคุณสมบัติของสื่อสังคมออนไลน์ สามารถน าเสนอเว็บไซต์ เนื้อหา แบบฟอร์ม และลิงก์ ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว และสร้างการรับรู้ได้ในวงกว้าง 3.1.3 การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นห า (Search engine optimization) ประมาณร้อยละ 59 ของนักการตลาด เชื่อว่าการเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหา สามารถสร้าง แรงจูงใจให้ลูกค้าเกิดการคลิกและสนใจซื้อสินค้า จากโอกาสที่ลูกค้าค้นพบเว็บไซต์และแพลตฟอร์ม อนุศ ต่าง ๆ ของธุรกิจผ่านเสิร์ชเอนจิน ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


280 | บทที่ 9 ก ารตลาดอีเมล การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ 3.2 กลยุทธ์การสร้างโอกาสในการขายขาออก (Outbound Lead Generation Strategies) เป็นการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้า เพื่อน าเสนอแบรนด์ให้แก่ลูกค้าที่รู้จักและไม่รู้จักแบรนด์ โดยการก าหนดกลุ่มเป้าหมายตามเฉพาะตามส่วนเสริมของแพลตฟอร์มที่ธุรกิจเลือกใช้งาน เช่น การโฆษณาแบบจ่ายต่อคลิก (Pay Per Click: PPC) ใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการขาย โดยการโฆษณา แบบเสียเงิน เพื่อน าเสนอข้อมูลผลิตภัณฑ์รวมถึงการสื่อสารเกี่ยวกับแบรนด์ไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก กูเกิลเสิร์ชเอนจิน เครือข่ายโฆษณากูเกิล และอื่น ๆ ที่สามารถเพิ่มยอดการเข้าชมเนื้อหา รายชื่ออีเมล หลังจากทราบอีเมลฟูมฟักและการสร้างโอกาสในการขายจากการตลาดอีเมลไปแล้ว สิ่งส าคัญส าหรับการตลาดอีเมลคือ ลีดหรือกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การได้มาข้อมูลเกี่ยวกับ กลุ่มเป้าหมายนักการตลาดจ าเป็นต้องบันทึกข้อมูลจากการเข้าชมเนื้อหาร่วมกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของธุรกิจ เน้นสร้างรายชื่ออีเมลที่มีคุณภาพ โดย รับข้อมูลที่แท้จริง ครบถ้วนจากกลุ่มลูกค้าจริง ก าหนดกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงเพื่อสร้างโอกาสเป็นลูกค้า และข้อมูลมีปริมาณมากเพื่อขยาย กลุ่มเป้าหมายหรือผู้ชมอีเมลกว้างขึ้น มาร์ค แมคโดนัลด์ (Macdonald, 2022) ได้อธิบายวิธีการสร้าง รายชื่ออีเมล (Mailing list) คุณภาพสูงดังนี้ 1. เพิ่มข้อเสนอรายการเลือกแบบผุดขึ้นในหน้าแรก (Add a pop-up offer to your homepage) ผู้เขียนขอใช้ค าว่าป๊อปอัป (Pop-up) แทนรายการเลือกแบบผุดขึ้นเพื่อความเข้าใจแก่ ผู้อ่าน ป๊อปอัป คือ รายการเลือกที่จะผุดขึ้น เมื่อกดเมาส์ที่ลูกศรหลังรายการนั้น มักจะเป็นรายการที่ ให้เลือกในกรอบสนทนาอีกทีหนึ่ง ไม่ใช่รายการเลือกที่มาจากบาร์เมนู (menu bar) เมื่อเลือกรายการ ใดแล้ว ก็จะแสดงรายการที่เลือกนั้นให้เห็นอยู่ตลอด (พจนานุกรมค าศัพท์คอมพิวเตอร์, 2022) ถึงแม้ว่าผู้ชมจะเข้าชมหน้าแรกของเว็บไซต์แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ชมจะเปลี่ยนเป็นผู้ซื้อเสมอไป แต่ นักการตลาดสามารถจูงใจให้ผู้ชมรับข้อเสนอการส่งเสริมการขาย โดยการสร้างแบบฟอร์มส าหรับ กรอกข้อมูลส่วนตัวของผู้ชมแบบป๊อปอัปในหน้าแรกของเว็บไซต์ เพื่อบันทึกรายชื่ออีเมลและใช้เสนอ การส่งเสริมการขายภายหลัง ป๊อปอัป ที่ดีสามารถท าให้ผู้ชมหยุด จนกระทั่งยินยอมกรอกข้อมูล อนุศ จะสร้างอัตราการเปลี่ยนแปลง (Conversion) ประมาณร้อยละ 10 โดยขึ้นกับการเข้าชมเว็บไซต์ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


บทที่ 9 การตลาดอีเมล | 281 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ (Campaign Monitor, 2022) ส าหรับการก าหนดต าแหน่งแสดงผลของป๊อปอัปในหน้าเว็บไซต์ขึ้นอยู่ กับการออกแบบเว็บไซต์และวัตถุประสงค์การตลาดอีเมล ว่าธุรกิจต้องการข้อมูลใดบ้าง เช่น อีเมล ชื่อ นามสกุล สินค้าที่เคยซื้อ และช่องทางที่ท าให้รู้จักเว็บไซต์ 2. ใส่แบบฟอร์มเข้าลงทะเบียนเข้าร่วมในเมนูน าทางหรือส่วนล่างของเว็บไซต์ (Put the opt-in form in the going or going menu of the website) สิ่งส าคัญในกา รสร้าง แรงจูงใจแก่ผู้เข้าชมเพื่อน ามาสร้างเป็นรายชื่ออีเมล คือ การให้โอกาสแก่ผู้เข้าชมได้กรอกแบบฟอร์ม ในส่วนอื่นของหน้าเว็บไซต์นอกจากป๊อปอัป (Pop-up) และควรเพิ่มแบบฟอร์มลงทะเบียนอีเมลใน ทุกหน้าบนเว็บไซต์ เนื่องจากในบางครั้งผู้ชมอาจยังไม่สนใจกรอกข้อมูลเพื่อรับข้อเสนอส าหรับสมาชิก ใหม่ในป๊อปอัป ทันที จนกว่าจะได้อ่านเนื้อหาและรู้จักแบรนด์มากขึ้น จึงยินยอมกรอกข้อมูลในฟอร์ม การมีแบบฟอร์มในหน้าอื่นและบริเวณอื่น เช่น ด้านบน ด้านข้าง และด้านล่างของหน้าเว็บไซต์ จะอ านวยความสะดวกแก่ผู้ชมที่ต้องการลงทะเบียน ในการกรอกข้อมูลของลูกค้าธุรกิจสามารถ จัดการเกี่ยวกับ CTA เพื่อตรวจสอบว่าการลงทะเบียนของผู้ชมมีความสัมพันธ์กับส่วนใดของเว็บไซต์ เช่น เนื้อหา รูปภาพ ข่าวสาร และการอัปเดตทั่วไป เพื่อเรียนรู้เพื่อเติมเกี่ยวกับแบรนด์ของธุรกิจ ว่าสิ่งใดสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นให้ผู้สมัครเป็นสมาชิกรับข้อมูล 3. รวบรวมรายชื่ออีเมลจากหน้าร้านหรือการตลาดเชิงกิจกรรม (Collect email lists from your storefront or event marketing) ก า รติดต่อสื่อส า รกับลูกค้ าโดยต รง แบบ เผชิญหน้ายังคงเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการแปลงลีด (Lead) ให้เป็นลูกค้า แม้ว่าจะมี การใช้เครื่องมือป๊อปอัป การส่งเสริมการตลาดผ่านเว็บไซต์ หรือการตลาดเชิงกิจกรรมให้ลูกค้า มีส่วนร่วม การสื่อสารหรือโต้ตอบแบบตัวต่อตัว ยังถือว่าเป็นตัวช่วยสร้างรายชื่ออีเมลและส่งผลต่อ การขายทางแพลตฟอร์มออนไลน์ของธุรกิจมากขึ้น ถึงแม้ว่าการเผชิญหน้าหรือการจัดการตลาดเชิง กิจกรรมจะเป็นการสื่อสารแบบเผชิญหน้ากับลูกค้า ธุรกิจสามารถใช้แบบฟอร์มเกี่ยวข้องกับการตลาด ทางอีเมลเพื่อสร้างโอกาสในการขายและการเปลี่ยนแปลง (Conversion) โดยใช้เครื่องมือเพื่อกรอก แบบฟอร์มข้อมูลของลูกค้าในไอแพด (ipad) ซึ่งลูกค้าสามารถกรอกได้เองหรือให้พนักงานช่วยกรอก และเมื่อกรอกข้อมูลแล้วอาจส่งคูปองส่วนลดไปยังอีเมลที่ลงทะเบียนเพื่อใช้เป็นส่วนลดหน้าร้านหรือ ภายในงาน 4. เพิ่มปุ่มลงทะเบียนในสื่อสังคมออนไลน์ (Add a sign up button on social อนุศ media) เหตุผลที่ลูกค้าติดตามแบรนด์บนสื่อสังคมออนไลน์เนื่องจากต้องการติดตามข่าวสาร ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


282 | บทที่ 9 ก ารตลาดอีเมล การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ การเพิ่มตัวเลือกในสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook, Instargram และสื่อ สังคมออนไลน์อื่น ๆ เพื่อให้ลูกค้าลงชื่อสมัครรับบริการแจ้งข้อมูลข่าวสารอัปเดตเกี่ยวกับแบรนด์ทาง อีเมล ท าให้ธุรกิจสามารถให้ลูกเพจหรือผู้ติดตามได้รับข่าวสารอีกช่องทาง และธุรกิจสามารถใช้ข้อมูล จากการลงทะเบียนนี้สร้างแคมเปญทางการตลาดอีเมลฟูมฟักเฉพาะเจาะจง และเหมาะสมกับลูกค้า แต่ละราย โดยทั่วไปสื่อสังคมออนไลน์จะรองรับปุ่มหรือแบบฟอร์มเพื่อเป็นตัวเลือกให้ลงชื่อสมัครโดย ใช้อีเมล เช่น ในการสร้างโฆษณาของเฟซบุ๊กรองรับการตั้งค่าปุ่ม CTA เพื่อแสดงผลในโพสต์ และรองรับการโฆษณาแบบลีดอนุญาตให้สร้างแบบฟอร์มขนาดย่อมเพื่อเก็บข้อมูลของกลุ่มลูกค้า เป้าหมาย ส าหรับแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่ไม่รองรับการใช้งานการสร้างฟอร์มส าหรับเก็บข้อมูล นักการ ตลาดสามารถใช้ลิงก์จากผู้ให้บริการสร้างฟอร์ม เช่น กูเกิลฟอร์ม และน าลิงก์หรือรหัสคิวอาร์ไปแสดง ในส่วนของเนื้อหา เพื่อเก็บข้อมูลอีเมลได้เช่นกัน 5. สร้างหน้าแลนดิ้งเพจ (Create a landing page) ส าหรับการตลาดดิจิทัล Landing page คือ หน้าเว็บเพจที่ผู้ใช้งานเข้าชมเป็นหน้าแรก โดยมีการออกแบบเฉพาะเพื่อรองรับการ เปลี่ยนแปลง อันมาจากแคมเปญออนไลน์จากแพลตฟอร์มอื่น รายละเอียดเนื้อหาในหน้าแลนดิ้งเพจ โดยส่วนใหญ่มักจะมี แบบฟอร์มให้กรอก มีการบันทึกข้อมูลผู้เข้าชม และค่าสถิติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น อัตราการคลิกลิงก์ ระยะเวลาที่ใช้ภายในหน้านั้น และอุปกรณ์ที่ใช้เปิดหน้า เป็นต้น (Wainwright, 2021) หลังจากการฟูมฟักให้ผู้เข้าชมเนื้อหาในอีเมลให้กลายเป็นผู้สนใจ ยินยอมมอบ อีเมลแก่ธุรกิจแล้ว กลุ่มคนเหล่านี้จะมีการตอบสนองต่อเนื้อหา และ CTA จากอีเมลที่ธุรกิจส่งให้ แตกต่างกัน ดังนั้นธุรกิจจึงควรวางแผนสร้างหน้าแลนดิ้งเพจ หลากหลายรูปแบบเพื่อให้ตรงกับความ ต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม นักการตลาดสามารถใช้บริการจากผู้ให้บริการ การตลาดอีเมลอย่าง เมลชิมแปนซี (Mailchimp) ซึ่งมีบริการ สร้างหน้าแลนดิ้งเพจ อีเมลอัตโนมัติ และเครื่องมืออื่นที่ เกี่ยวข้องกับการตลาดอีเมล 6. แสดงตัวเลือกส าหรับสมัครรับจดหมายข่าวเมื่อช าระเงิน (Show the option to subscribe to the newsletter at checkout) มีธุรกิจออนไลน์จ านวนมากที่ละเลยใช้หน้าช าระ เงินเป็นเครื่องมือทางการตลาด เนื่องจากเหตุผลเรื่องความปลอดภัย แต่ในความเป็นยังมีผู้ซื้อบางส่วน ที่ไม่ได้เน้นธุรกรรมเพียงอย่างเดียว หลายคนเลือกด าเนินการซื้อโดยไม่สร้างบัญชีในระบบ หากธุรกิจ น าข้อจ ากัดดังกล่าวสนับสนุนให้ผู้ซื้อมีการลงทะเบียนฝากข้อมูลอีเมลในระบบเมื่อช าระเงิน อนุศ ธุรกิจสามารถเปลี่ยนผู้ซื้อที่ท าธุรกรรมครั้งเดียวนั้น ให้เป็นลูกค้าประจ าหรือตลอดช่วงอายุลูกค้า ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


บทที่ 9 การตลาดอีเมล | 283 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ การเพิ่มตัวเลือกส าหรับสมัครรับจดหมายข่าวเมื่อช าระเงิน สามารถท าได้ง่าย เพียงใส่เชื่องท า เครื่องหมายใต้ช่องที่ลูกค้าใช้ระบุอีเมลยืนยันการสั่งซื้อ และข้อเสนอการส่งเสริมการขาย วิธีนี้นอกจากธุรกิจจะสร้างรายชื่ออีเมลได้แล้ว ยังเป็นการยืนยันการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Personal data protection act (PDPA) ของลูกค้าอีก ด้วย (PDPA เป็นบทบัญญัติที่ให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของ “บุคคลธรรมดา” ให้สิทธิในการ แก้ไข เข้าถึง หรือแจ้งลบข้อมูลที่ให้ไว้กับองค์กร และก าหนดบทบาทหน้าที่และบทลงโทษหากองค์กร ไม่ปฏิบัติตาม) (PDPAPRO, 2022) การเพิ่มรายชื่ออีเมลมีความส าคัญต่อธุรกิจและนักการตลาด การได้รายชื่อลูกค้าที่มีความ สนใจ ยินยอมกรอกข้อมูลอีเมล ตามวิธีการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว นั่นหมายความว่าลูกค้ามีโอกาสซื้อ สินค้าและรู้จักแบรนด์ในระดับหนึ่ง นักการตลาดจึงควรใช้โอกาสนี้จูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Conversion) จากลูกค้าให้เป็นผู้ซื้อ ด้วยการให้สิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น รหัสส่วนลดและคูปองส่วนลด ที่ส่งไปพร้อมอีเมล เพื่อให้ลูกค้าน ามาเป็นส่วนลดในการซื้อสินค้า สิ่งส าคัญอีกประการที่นักการตลาดควรให้ความส าคัญ คือ การวัดผลอีเมล ว่าแคมเปญอีเมล และวิธีการได้มาซึ่งรายชื่ออีเมล มีประสิทธิภาพเป็นอย่างไร เมื่อทราบผลลัพธ์แล้ว นักการตลาด สามารถน าข้อมูลมาปรับปรุงอีเมลส าหรับการส่งออกครั้งต่อไป ให้ตรงกับความต้องการและ พฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทั้งด้านเนื้อหาภายในอีเมล ข้อความ และเวลาที่ส่ง ซึ่งผู้เขียนจะ อธิบายในหัวข้อถัดไป การวัดผลอีเมล การวิเคราะห์เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อความส าเร็จของกลยุทธ์ทางการตลาดอีเมล ผลลัพธ์ของ ข้อมูลช่วยให้นักการตลาดทราบถึงผลดีและผลเสียของแคมเปญที่ใช้งาน เนื่องจากเป้าหมายของธุรกิจ คือ การเพิ่มอัตราการเปลี่ยนแปลงหรือการขาย การวัดผลอีเมลช่วยให้ทราบว่าธุรกิจมีความสามารถ หรือมีแนวโน้มที่จะบรรลุเป้าหมายมากน้อยเพียงใดด้วยการตลาดอีเมล ตัวอย่างที่ควรตรวจสอบ เช่น การส่งอีเมลที่ส าเร็จ การโต้ตอบจากเนื้อหาที่สร้างขึ้น ในการวิเคราะห์จะต้องใช้เครื่องมือการตลาด อีเมล ซึ่งแต่ละเครื่องมือมีคุณสมบัติในการวัดและติดตามผลที่แตกต่างกัน สถาบันการตลาด อนุศ อิเล็กทรอนิกส์ (eMarketing Insitute, 2018, p.68) ได้อธิบายเกี่ยวกับเครื่องมือวัดผลที่ส าคัญมีดังนี้ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


284 | บทที่ 9 ก ารตลาดอีเมล การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ 1. อัตราการคลิกผ่าน (Click through rate : CTR) เป็นการวัดจ านวนผู้คลิกลิงก์หนึ่ง หรือหลายลิงก์ในอีเมลที่ส่งออกไปยังกลุ่มเป้าหมาย หน่วยวัดนี้มีความส าคัญและนิยมใช้เป็นอันดับ แรกในการติดตามผลลัพธ์ มีวิธีการค านวณ คือ (จ านวนคลิกทั้งหมดหรือจ านวนคลิกที่ไม่ซ้ า หารด้วย จ านวนอีเมลที่ส่งออก) x 100 ตัวอย่างเช่น ส่งออกอีเมลจ านวน 1000 ฉบับ มีการคลิกลิงก์ในอีเมล จ านวน 100 ครั้ง ค่า CTR มีค่าเท่ากับ ร้อยละ 10 ((100/1000)x100 ) อัตราการคลิกผ่านมีความส าคัญนอกจากจะให้ผลลัพธ์ของประสิทธิภาพของโฆษณาโดยตรง แล้ว ยังให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับจ านวนคนที่มีส่วนร่วมกับเนื้อหาหรือข้อเสนอพิเศษที่ธุรกิจส่งไปใน เนื้อของอีเมล และช่วยให้ธุรกิจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ เช่น เนื้อหา ข้อความ สี และ ส่วนประกอบภายในอีเมล ซึ่งส่งผลต่อการคลิกลิงก์หรือปุ่ม (CTA) ในอีเมล ว่ามีความสอดคล้องกัน หรือไม่ และควรก าหนดเป้าหมาย CTA ตามหลัก SMART คือ ดังที่ผู้เขียนได้อธิบายไปแล้วในหัวข้อ การก าหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายใน บทที่ 4 2. อัตราการเปลี่ยนแปลง (Conversion rate: CR) คือ อัตราของผู้ที่คลิกลิงก์ในอีเมลและ ด าเนินการเสร็จสิ้น ส่วนการกระท าที่เป็นการเปลี่ยนแปลง เช่น การซื้อและการดาวน์โหลด เพื่อให้ ธุรกิจสามารถติดตามวัดผลและค านวณอัตราการเปลี่ยนแปลงได้ จึงควรก าหนดเป้าหมาย การเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสมต่อการด าเนินงานของธุรกิจ อัตราการเปลี่ยนแปลงค านวณได้ จาก (จ านวนความส าเร็จที่ธุรกิจก าหนด หาร จ านวนอีเมลที่ส่งออก) x100 ตัวอย่าง เช่น ส่งออก อีเมลจ านวน 1000 ฉบับ มีการคลิกลิงก์ภายในอีเมลและซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ จ านวน 10 คน CR มีค่าเท่ากับ ร้อยละ 1 ((10/1000)x100) ในการวัดอัตราการเปลี่ยนแปลงธุรกิจควรจะ ก าหนด เครื่องมือวิเคราะห์ภายในเว็บไซต์ เช่น Google Analytics เพื่อติดตามจ านวนเข้าชม และตั้งค่า ติดตามการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นการท างานร่วมกันระหว่างการตลาดอีเมลและเครื่องมือเว็บไซต์ จะช่วยให้การวิเคราะห์ผลของแคมเปญได้ง่ายและได้รับข้อมูลที่ถูกต้องแม่นย า 3. อัตราตีกลับ (Bounce rate) เป็นการแสดงถึงจ านวนอีมลที่ไม่สามารถส่งได้ส าเร็จ เนื่องจากปัญหาต่าง ๆ เช่น ผู้ให้บริการอีเมลยกเลิกสมาชิกของลูกค้า และอีเมลไม่ได้ใช้งานนาน เกินไป อัตราตีกลับค านวณได้จาก (จ านวนอีเมลที่ตีกลับ หาร จ านวนอีเมลที่ส่งออก) x 100 ตัวอย่าง เช่น ส่งออกอีเมล จ านวน 1000 ฉบับ มีอีเมลตีกลับและส่งไม่ส าเร็จ จ านวน 200 ฉบับ) อนุศ x100 ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


บทที่ 9 การตลาดอีเมล | 285 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ BR มีค่าเท่ากับ ร้อยละ 20 ((200/1000) x100) อัตราตีกลับสามารถบอกได้ว่ามีสิ่งใดผิดปกติในการ ส่งอีเมล หากมีอัตราตีกลับสูง อาจเป็นบ่งบอกว่า รายชื่ออีเมลของสมาชิกหรือผู้รับจดหมายล้าสมัย ไม่ได้มีการอัปเดต อาจมีการปิดกั้นรับอีเมลจากธุรกิจ และอาจไม่ได้ใช้งานบัญชีอีเมลนั้นนานเกินไป ธุรกิจควรวิเคราะห์และแก้ไขปัญหารายชื่อโดยทันทีและปรับปรุงให้รายชื่ออีเมลมีความทันสมัยอยู่ เสมอ 4. อัตราส่งต่อ (Forward rate) หรือเรียกว่าอัตราแชร์อีเมล เป็นจ านวนผู้รับที่คลิกส่งต่อไป ยังรายชื่อเพื่อน หรือคลิกปุ่มแชร์เนื้อหาอีเมลบนสื่อสังคมออนไลน์ อีเมลที่มีการส่งต่อหรือแชร์ สามารถบอกได้ว่าผู้ติดตามได้ประโยชน์และเห็นคุณค่าจากเนื้อหาที่ได้รับนั้นมากน้อยเพียงใด เครื่องมือนี้จึงเป็นตัวชี้วัดความนิยมและคุณค่าของเนื้อหา อัตราส่งต่อค านวณได้จาก (จ านวนการคลิก บนปุ่มส่งต่อหรือแชร์ หาร จ านวนอีเมลที่ส่งออก) x 100 ตัวอย่าง เช่น ส่งออกอีเมลจ านวน 1000 ฉบับ มีจ านวนคลิกส่งต่อและแชร์ จ านวน 300 ครั้ง FR มีค่าเท่ากับ ร้อยละ 30 ((300/1000)x100) เครื่องมือนี้อาจไม่ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง (Conversion) แต่สามารถแสดงได้ว่า เนื้อหาที่ธุรกิจ สร้างขึ้นสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้รับหรือกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และตรงกับพฤติกรรมหรือไม่ เนื่องจากการ กดปุ่มแชร์หรือส่งต่ออีเมล แสดงให้เห็นว่าเนื้อหาถูกใจผู้รับจนจะต้องส่งต่อไปยังแวดวงเพื่อนในอีเมล และสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มโอกาสการรับรู้ และโอกาสในขาย 5. อัตราการเติบโตของรายชื่ออีเมล (Subscriber list growth rate) เครื่องมือนี้ช่วย แสดงอัตราการเติบโตของรายชื่ออีเมลที่ธุรกิจได้จัดเก็บรวบรวมจากช่องทางต่าง ๆ เนื่องจากมีการ เปลี่ยนแปลงรายชื่ออีเมลของสมาชิกตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการสมัครสมาชิกใหม่ การลบข้อมูล สมาชิกเนื่องจากรายชื่อถูกยกเลิก และการยกเลิกสมัครสมาชิก ธุรกิจจึงควรวิเคราะห์ว่าระยะเวลาที่ ผ่านมา รายชื่ออีเมลมีอัตราการเติบโตเป็นอย่างไร อัตราการเติบโตรายชื่อสมาชิก ค านวณได้จาก ((จ านวนสมาชิกใหม่ ลบ จ านวนการยกเลิกการสมัคร บวก จ านวนการร้องเรียนอีเมลหรือสแปม) หาร จ านวนอีเมลส่งออก)) x 100 ตัวอย่างเช่น ส่งออกอีเมลจ านวน 1000 ฉบับ มีจ านวนสมัคร สมาชิกใหม่ 200 คน มีการยกเลิกจากสมาชิกเก่า 50 คน และมีจ านวนการรายงานหรือร้องเรียน สแปม จ านวน 50 รายการ SLGR มีค่าเท่ากับ ร้อยละ 20 ((200-50+50)/1000))x100) เครื่องมือ วัดนี้สามารถประเมินกลยุทธ์การสร้างโอกาสในการขาย และการใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างความ ต่อเนื่องให้เกิดการสมัครสมาชิกใหม่ เช่น การตลาดเนื้อหา การตลาดสื่อสังคมออนไลน์ และอื่น ๆ 6. อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on investment: ROI) เป็นเครื่องมือวัดที่ อนุศ แสดงถึงประสิทธิภาพของแคมเปญทางการตลาดโดยเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายทั้งหมดกับรายได้ที่ได้รับ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


286 | บทที่ 9 ก ารตลาดอีเมล การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ การค านวณมีหลายสูตรซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจและอุตสาหกรรมนั้น ๆ เช่น อัตราผลตอบแทน จากการลงทุน ค านวณได้จาก ((รายได้ ลบ ค่าใช้จ่ายของสินค้าที่ขายไป) หาร ค่าใช้จ่ายของสินค้าที่ ขายไป)) x 100 ตัวอย่างเช่น สินค้ามีค่าใช้จ่ายในการผลิต 2000 บาท/หน่วย ขายในราคา 5000 บาท/หน่วย และสามารถขายได้ จ านวน 5 หน่วย จากการโฆษณาโดยผู้ให้บริการอีเมล ซึ่งมีค่าใช้จ่าย 4000 บาท และค่าใช้จ่ายของสินค้าที่ขายไปคือ 14000 ((2000x5)+4000) ดังนั้น ROI มีค่าเท่ากับ ร้อยละ 78.57 ((25000-14000)/14000)x100) จากตัวอย่างนี้ ทุก ๆ 100 บาทที่ใช้จ่ายจะให้ ผลตอบแทน 178.57 บาท สาเหตุที่ ROI มีความส าคัญ เนื่องจากท าให้ทราบรายได้ที่ได้รับจากการ ลงทุนในแคมเปญการตลาดอีเมล และช่วยตัดสินวิธีใช้งบประมาณ เช่น หากพบว่าแคมเปญหนึ่งสร้าง ROI ได้สูงกว่าแคมเปญอื่น ๆ ธุรกิจควรเพิ่มงบประมาณให้กับแคมเปญที่ประสบความส าเร็จนั้นและ ลดงบประมาณในแคมเปญไม่มีประสิทธิภาพ 7. อัตราการเปิด (Open rate) เป็นค่าร้อยละของผู้เปิดอีเมล ค านวณได้จาก (จ านวน อีเมลที่เปิด หาร จ านวนอีเมลที่ส่งออก) x 100 ตัวอย่างเช่น ส่งออกอีเมลจ านวน 1000 ฉบับ มีอีเมลที่ได้รับการเปิดอ่าน จ านวน 500 ฉบับ OR มีค่าเท่ากับร้อยละ 50 ((500/1000)x100) ถึงแม้ว่าเครื่องมือวัดนี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประสิทธิภาพการตลาดอีเมล เนื่องจากสามารถแสดง ประสิทธิภาพของหัวข้อเรื่องอีเมลได้ แต่อาจท าให้นักการตลาดเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ ประสิทธิภาพบางประการได้ สาเหตุจากความน่าเชื่อถือ เป็นที่ทราบกันดีว่า การเปิดอ่านอีเมลจาก บางโปรแกรมหรือผู้ให้บริการ จะมีการปิดกั้นแสดงผลรูปภาพเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน จนกว่า ผู้ใช้จะอนุญาตให้มีการแสดงผลและยอมรับที่อยู่อีเมลที่ส่งมานั้นว่าปลอดภัย หมายความว่า การเปิด อ่านอีเมลนั้นผู้รับเปิดอ่านจริงแต่ ไม่ได้เห็นเนื้อหาทั้งหมดภายในอีเ มล จึงส่งผลต่อการวัด ประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของเครื่องมือวัดนี้ อย่างไรก็ตามธุรกิจสามารถเปรียบเทียบข้อ แตกต่างจาก หัวเรื่อง เวลา เนื้อหา ว่าสิ่งใดส่งผลต่อการเปิดอีเมลมากที่สุดเพื่อน าข้อมูลนั้นมา ปรับปรุงประสิทธิภาพของอีเมลต่อไป 8. อัตรายกเลิกการสมัคร (Unsubscribe rate) เป็นการสมัครแสดงจ านวนผู้ใช้ที่ยกเลิก การสมัครรับอีเมลของธุรกิจ เนื่องจากพวกเขาเหล่านั้นไม่ต้องการรับการอัปเดตทางอีเมลจากธุรกิจ อีกต่อไป อัตราการยกเลิกค านวณ ได้จาก (จ านวนผู้ที่ยกเลิกการเป็นสมาชิก หาร จ านวนสมาชิก ทั้งหมด) คูณ 100 ตัวอย่างเช่น สมาชิกปัจจุบันทั้งหมดมีจ านวน 1000 คน มีผู้ยกเลิกการเป็นสมาชิก จ านวน 200 คน UR มีค่าเท่ากับร้อยละ 20 ((200/1000)x100) เหตุผลยกเลิกการสมัครของ สมาชิกมีความแตกต่างกัน เช่น สมาชิกได้เปลี่ยนอาชีพและไม่สนใจข่าวในอุตสาหกรรมนั้นอีกต่อไป อาจยกเลิกจากจ านวนอีเมลที่ธุรกิจส่งออกมากเกินไปจนสมาชิกเกิดความร าคาญจากข้อเสนอส่งเสริม ก า รข าย ในก า รยกเลิก รับข่ าวส า รอีเมล สม าชิกไม่ต้องก า รขั้นตอนที่ซับซ้อนเกินไป อนุศ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


บทที่ 9 การตลาดอีเมล | 287 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ บางคนอาจจะไม่ยกเลิก แต่เลือกที่จะละเลยการเปิดอ่านอีเมล จึงส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของ เครื่องมือวัดนี้ อย่างไรก็ตามอัตรายกเลิกการสมัครนี้ช่วยให้ธุรกิจทราบว่า มีการยกเลิกการสมัคร เมื่อใด ก่อนหรือหลังได้รับแคมเปญโฆษณา หรืออะไรคือเหตุผลของการยกเลิกการสมัครสมาชิก ซึ่งสามารถใช้เครื่องมือวัดนี้ร่วมกับเครื่องมืออื่นส่งผลให้ธุรกิจทราบข้อมูลเชิงลึกในแง่มุมต่าง ๆ ของประสิทธิภาพการตลาดอีเมล บทสรุป อีเมลเป็นรูปแบบการสื่อสารที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเกิดขึ้นพร้อมกับการเริ่มต้นของ อินเทอร์เน็ตในยุคแรก การตลาดอีเมลเป็นส่วนส าคัญที่ไม่ควรมองข้ามในกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ เนื่องจากเป็นช่องทางการสื่อสารที่มีให้ใช้งานอย่างกว้างขวางในทุกอุปกรณ์ การใช้การตลาดอีเมล สามารถสร้างอัตราการแปลงของผู้รับอีเมลให้เป็นผู้ซื้อสูงถึง 3 เท่าของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ใน การเริ่มต้นใช้การตลาดอีเมลควรท าการก าหนดกลุ่มเป้าหมาย ก าหนดเป้าหมายเพื่อการตลาด การเลือกผู้ให้บริการอีเมล สร้างรายชื่อผู้รับอีเมล เลือกกลยุทธ์การตลาด และประเมินประสิทธิภาพ ในการน าส่งอีเมลไปยังกลุ่มเป้าหมายควรเลือกประเภทอีเมลให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่ ต้องการ ซึ่งอีเมลแต่ละประเภทมีประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน การเลือกใช้ เครื่องมืออย่างอีเมลฟูมฟัก เพื่อน าเสนอแคมเปญทางการตลาด ย้ าความสนใจให้จนกระทั่งเกิดการ ตัดสินใจซื้อ คือการใช้การตลาดอีเมลอย่างมีประสิทธิภาพในการสร้างโอกาสขายจากการน าเสนอ รายชื่ออีเมล และเมื่อใช้แคมเปญการตลาดอีเมลแล้วควรวัดประสิทธิภาพโดยใช้เครื่องมือและตัวชี้วัด เพื่อวัดผลและปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น อนุศ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


288 | บทที่ 9 ก ารตลาดอีเมล การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ กรณีศึกษา กรณีศึกษา Clinique : การก าหนดกลุ่มเป้าหมายกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมของ Clinique แม้ว่าขนาดธุรกิจจะเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่มีในตลาด แต่เรายังสามารถแบ่งส่วนแบ่ง ทางการตลาดตามความต้องการของลูกค้าโดยเน้นไปยังกลุ่มเป้าหมายจากการใช้แคมเปญการตลาด อีเมลได้ ซึ่งกลยุทธ์นี้บริษัทใหญ่มักเลือกใช้ เช่น กรณีของเครื่องส าอางแบรนด์ Clinique ได้เลือก แบ่งปันเนื้อหาและเรื่องราวที่เฉพาะเจาะจงไปยังกลุ่มเป้าหมาย แยกกลุ่มเป้าหมายออกตามหมวดหมู่ รายละเอียดความสนใจ และประสบการณ์ซื้อสินค้า แทนที่จะสร้างเนื้อหาแบบเดียวแล้วน าส่งไปยัง กลุ่มเป้าหมายทั้งหมดในรายชื่ออีเมล ภาพที่ 9.1 โฆษณาส าหรับผู้ชาย จากภาพที่ 9.1 จะเป็นลักษณะการออกแบบเนื้อหา โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ท าหรับผู้ชายที่สี ด าท าให้แตกต่างกับองค์ประกอบอื่นโดยใช้พื้นหลังสีเขียวและตัวอักษรสีขาว ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นว่า อนุศ สีด าเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายผู้ชาย มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับภาพที่ 9.2 ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


บทที่ 9 การตลาดอีเมล | 289 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ ภาพที่ 9.2 โฆษณาส าหรับผู้หญิง จากภาพจะเห็นการน าเสนอผลิตภัณฑ์ส าหรับผู้หญิง ภายในเนื้อหามีองค์ประกอบของสี แดง ม่วง ชมพู และเขียว ซึ่งการออกแบบเนื้อหาดังกล่าวส าหรับกลุ่มเป้าหมายผู้หญิง ส าหรับการเลือกน าส่งเนื้อหาดังกล่าวไปยังกลุ่มเป้าหมายที่มีลักษณะแตกต่างกัน สามารถใช้ ประโยชน์จากข้อมูลและประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ เช่น ประวัติการซื้อสินค้า ประวัติส่วนตัว เพศ อายุ เพื่อตัดสินใจว่ากลุ่มเป้าหมายใดจะได้รับเนื้อหาที่สร้างขึ้นส าหรับโฆษณา สิ่งที่ควรน าไปประยุกต์ใช้ส าหรับการตลาดอีเมล แทนที่จะสร้างอีเมลรูปแบบเดียวใช้กับกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด แต่ควรเน้นเป้าหมายตามความ สนใจส่วนตัวของลูกค้าภายในร้านค้าออนไลน์ซึ่งนักการตลาดหรือธุรกิจสามารถใช้เพศ อายุและ ประวัติการซื้อสินค้า สร้างเนื้อหาที่แตกต่างกันและน าส่งไปยังอีเมลของงพวกเขา เพื่อสร้างการรับรู้ อนุศ และเน้นย้ าความสนใจ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


290 | บทที่ 9 ก ารตลาดอีเมล การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ กรณีศึกษาการตลาดทางอีเมล - Sony Playstation Sony เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ดิจิทัลโดยเฉพาะในด้านเกม ถ้าคุณคุ้นเคยกับ PS3 หรือ PS Vita นั่นหมายความว่าคุณน่าจะคุ้นเคยกับบริษัท Sony ดังนั้นกรณีศึกษานี้จะแสดงให้เห็นว่า Sony ใช้การตลาดทางอีเมลอย่างไร? ความท้าทาย: การเข้าถึงสมาชิกผ่านการตลาดทางอีเมล Sony เป็นที่รู้จักในฐานะที่คนมาเลือกซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และบริการบันเทิง เช่น วิดีโอเกม อย่างไรก็ตามพวกเขากลับเสียเงินสู่จ านวนเงินเกือบ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2012 ตามที่คุณแทบูจิจากส านักข่าวนิวยอร์กไทม์กล่าว และปัญหาของพวกเขาคือการเชื่อมต่อกับสมาชิก ผลลัพธ์จากการตลาดอีเมลของ Sony Playstation Sony ได้ใช้การแบ่งส่วนในแคมเปญของพวกเขา โดยส่งอีเมล์ที่มีเนื้อหาตามความต้องการ ประสบการณ์ใช้งาน และอุปกรณ์ของลูกค้า ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกค้าสมัครสมาชิก PlayStation Plus เนื้อหาอีเมลที่ส่งไปยังลูกค้าจะเกี่ยวกับสินค้า PlayStation Plus และเพื่อเนื้อหาเกี่ยวกับสินค้าอื่น ของโซนี่เช่น PlayStation Vita ซึ่งกรณีนี้สามารถส่งเสริมการขายให้แก้สินค้า PlayStation Vita ได้ อีกด้วย กลยุทธ์การตลาดอีเมลดังกล่าว เป็นกลยุทธ์ที่ก าหนดเป้าหมายส่วนบุคคลตามความต้องการ ของลูกค้า ในการน าส่งเนื้อหาที่แตกต่างกันไปยังอีเมลลูกค้า โดยอาศัยข้อมูลเกี่ยวกับ ที่อยู่อาศัย อายุ ความสนใจ ประวัติการซื้อสินค้า และอื่น ๆ ส่งผลให้Sony ได้รับมากว่าสี่ล้านบัญชี และมีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนหรือ ROI 500% จากยุทธการแบ่งส่วนการตลาดทางอีเมล์ บริษัทหนึ่งที่ใช้เทคนิคนี้เช่นกันคือ Netflix ซึ่งใช้การแบ่งส่วนเพื่อเสนอหนังใหม่หรือ ค าแนะน าหนังตามความชื่นชอบของคุณ เช่น ถ้าคุณชื่นชอบดูหนังแอ็คชั่น และทุกครั้งที่คุณเข้าชม Netflix คุณจะเห็นหนังใหม่หรือค าแนะน าที่เกี่ยวข้องกับหนังแอ็คชั่น ซึ่งท าให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการ อนุศ อีกครั้ง ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


บทที่ 9 การตลาดอีเมล | 291 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ ค าศัพท์ประจ าบท ค าศัพท์ ความหมาย Bounce rate อัตราส่วนของผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์หรือหน้าเว็บที่เข้า มาแล้วออกจากเว็บไซต์นั้นๆ Click through rate: CTR อัตราส่วนของจ านวนครั้งที่ผู้ใช้คลิกเปิดลิงก์หรือปุ่มที่ อยู่ในข้อความหรือโฆษณา Evaluate กระบวนการที่ใช้ในการประเมินหรือวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในคุณภาพ ความสมบูรณ์ ความ เหมาะสม หรือความถูกต้องของสิ่งที่ถูกตรวจสอบ Forward rate อัตราส่วนของผู้รับอีเมลที่ท าการส่งต่อ (forward) อีเมลนั้นๆ ไปยังผู้อื่น landing page หน้าเว็บหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้เข้ามาที่หน้าเว็บ นั้นเท่านั้น โดยมักใช้เพื่อต้องการให้ผู้ใช้ท าการกระท า หนึ่งๆ หรือส่วนหนึ่งของกระบวนการ เช่น ลงทะเบียน ในเว็บไซต์ ซื้อสินค้า สมัครสมาชิก Lead ผู้ที่แสดงความสนใจในผลิตภัณฑ์หรือบริการของบริษัท หรือองค์กร ซึ่งอาจเป็นบุคคลหรือองค์กรที่อาจ กลายเป็นลูกค้าในอนาคต Marketing qualified lead: MQL Lead ที่ถูกแยกแยะและประเมินโดยทีมการตลาดว่ามี โอกาสเป็นลูกค้าที่มีความสนใจในผลิตภัณฑ์หรือ บริการของบริษัทอย่างแท้จริง Nurturing Email อีเมลที่ส่งไปยังกลุ่มเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและสร้าง ความสัมพันธ์กับผู้รับ Optimize การท าให้เหมาะสมที่สุดหรือปรับปรุงให้มี ประสิทธิภาพมากที่สุดในสถานการณ์หนึ่ง ๆ Ownership สิทธิ์ในการครอบครองหรือควบคุมสิ่งของหรือ อนุศ ทรัพย์สิน หรือหมายถึงความเป็นเจ้าของ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


292 | บทที่ 9 ก ารตลาดอีเมล การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ ค าศัพท์ ความหมาย Process กระบวนการหรือขั้นตอนที่ถูกก าหนดเอาไว้เพื่อ ด าเนินการในลักษณะที่สามารถท าซ้ าได้ มักใช้เพื่อให้ การท างานเป็นระเบียบเรียบร้อยและมีความประสบ ความส าเร็จในงาน Response rate อัตราส่วนของการตอบกลับหรือการตอบรับที่ได้รับ จากกลุ่มเป้าหมายหรือผู้รับข้อความหรืออีเมล Service provider บริษัทหรือองค์กรที่ให้บริการแก่ลูกค้าหรือผู้ใช้งาน ตัวอย่างการให้บริการ เช่น งานเชิงซอฟต์แวร์ บริการ เชิงเครือข่าย บริการเกี่ยวกับความปลอดภัย บริการ ด้านการออกแบบและเว็บไซต์ แบบฝึกหัดท้ายบท 1. จงอธิบายความส าคัญของการตลาดอีเมล 2. จงอธิบายขั้นตอนเริ่มต้นใช้งานการตลาดอีเมล 3. จงอธิบายประเภทของอีเมล 4. เลือกตัวชี้วัดที่ท่านเห็นว่ามีความส าคัญมากที่สุดในการวัดประสิทธิภาพอีเมลพร้ออธิบาย เหตุผลประกอบ 5. หากท่านประกอบธุรกิจในปัจจุบันและเลือกใช้การตลาดอีเมล ท่านมีขั้นตอนหรือวิธีการ ใดเพื่อให้ธุรกิจประสบความส าเร็จหรือสร้างการรับรู้ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ แบบฝึกปฏิบัติ จงใช้คอมพิวเตอร์ค้นหากรณีศึกษาของกลยุทธ์การตลาดอีเมล มาอย่างน้อยหนึ่งกรณีศึกษา และอธิบายขั้นตอนการใช้งานอีเมลที่ส่งผลให้ธุรกิจประสบความส าเร็จ อนุศ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


บทที่ 9 การตลาดอีเมล | 293 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ เอกสารอ้างอิง พจนานุกรมค าศัพท์คอมพิวเตอร์. (2022). พจนานุกรมค าศัพท์คอมพิวเตอร์ แปลค าศัพท์ เรียงตามตัวอักษร ก สืบค้นเมื่อ 31 สิงหาคม 2565, จาก https://www.sanook.com/dictionary/dict/dict-computer/ Campaign Monitor. (2022). 60 Exit Intent Pop-up Examples That Convert (Plus Bonus Tactics). Retieved September, 11 2022, form https://www.campaignmonitor.com/blog/email-marketing/60-exit-intent-popup-examples-that-convert-plus-bonus-tactics/ __________. (2021) 2021 Benchmarks: Key Insights to Shape Your Strategy. Retieved September, 19 2022, from https://www.campaignmonitor.com/ resources/guides/email-marketing-benchmarks/ Ceci, L. (2021). Number of e-mails per day worldwide 2017-2025. Retieved September, 22 2022, from https://www.statista.com/statistics/456500/dailynumber-of-e-mails-worldwide/ Ellering, N. (2022). What 10 Studies Say About The best time to send email in 2023. Retieved September, 26 2022, from https://coschedule.com/blog/besttime-to-send-email eMarketing Insitute (2018). Email marketing. Denmark: eMarketing Insitute FinancesOnline. (2022). 56 Email Statistics You Must Learn: 2023 Data on User Behaviour & Best Practices. Retieved September, 26 2022, from https://financesonline.com/email-statistics/ Google. (2022). how to measure success in email marketing. Retieved September, 30 2022, from https://smallbusiness.withgoogle.com/ free-google-training/measuring-success-in-email-marketing/ Gotten, A. (2022). The complete guide to email nurturing for businesses. Retieved September, 30 2022, from https://leadsbridge.com/blog/email-nurturing-forอนุศ businesses/ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


294 | บทที่ 9 ก ารตลาดอีเมล การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ Hootsuite. (2020). The Global State of Digital 2022 (April Update). Retrieved June, 19 2022, form https://www.hootsuite.com/resources/ digital- trends-q2-update Kolowich, C. L. (2022). Lead Generation: A Beginner's Guide to Generating Business Leads the Inbound Way. Retrieved June, 21 2022, form https://blog.hubspot.com/marketing/beginner-inboundlead-generation-guide-ht Macdonald, M. (2022). How to Build an Email List: 12 Winning Strategies for 2022. Retrieved June, 17 2022, form https://www.shopify.com/blog/build-email-list Moller, M. (2022). The ROI of Email Marketing. Retrieved June, 13 2022, form https://www.litmus.com/blog/infographic-the-roi-of-email-marketing/ Not Another State of Marketing, (2021). State of Marketing Trends Report 2021. Massachusetts: Hubspot Optnmonster. (2022). Email Marketing The#1 Ridiculously easy way to grow your business. https://optinmonster.com/beginners-guide-to-email-marketing/ PDPAPRO. (2022). สรุป PDPA คืออะไร ฉบับเข้าใจง่าย พร้อมแนะแนว. PDPA.Pro Wainwright, C. (2021). What Is a Landing Page? Retrieved June, 12 2022, form https://blog.hubspot.com/marketing/what-is-a-landing-page-ht? Sheldon, R. (2022). What is unique selling point (USP). Retrieved May, 11 2022, form https://www.techtarget.com/whatis/definition/unique-selling-point-USP Sydorenko, N. (2022). What is lead generation: definition, strategies, tools, techniques, and trends. Retrieved May, 15 2022, form https://snov.io/glossary/lead-generation/ The Radicati Group. (2021). Email Statistics Report, 2021-2025. California: The Radicati Group, Inc. อนุศ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร | 295 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ แผนบริหารการสอนประจ าบทที่10 การตลาดพันธมิตร หัวข้อเนื้อหาประจ าบท 1. การตลาดพันธมิตร 2. ความส าคัญของการตลาดพันธมิตร 3. การเป็นพันธมิตรในการตลาดพันธมิตร 4. การเป็นผู้ค้าในการตลาดพันธมิตร 5. กลยุทธ์การตลาดพันธมิตรส าหรับผู้ค้า 6. กลยุทธ์การตลาดพันธมิตรส าหรับพันธมิตร 7. บทสรุป 8. กรณีศึกษา 9. ค าศัพท์ประจ าบท วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. เพื่อให้ผู้ศึกษาสามารถอธิบายความหมายของการตลาดพันธมิตรและความส าคัญ 2. เพื่อให้ผู้ศึกษาอธิบายขั้นตอนการเป็นพันธมิตรในการตลาดพันธมิตร 3. เพื่อให้ผู้ศึกษาอธิบายขั้นตอนการเป็นผู้ค้าและกลยุทธ์ส าหรับผู้ค้าในการตลาดพันธมิตร 4. เพื่อให้ผู้ศึกษาอธิบายขั้นตอนการเป็นพันธมิตรและกลยุทธ์ส าหรับพันธมิตรในการตลาด พันธมิตร วิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอนประจ าบท 1. บรรยายเนื้อหาบทเรียนที่เกี่ยวกับความความหมายของการตลาพันธมิตรและความส าคัญ 2. อธิบายขั้นตอนการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรและการเป็นผู้ค้าในการตลาดพันธมิตร อนุศ 3. อธิบายกลยุทธ์ส าหรับผู้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรและผู้ค้าในการตลาดพันธมิตร ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


296 | บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ 4. แบ่งนักศึกษาออกเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละประมาณ 3-4 คน เพื่อยกตัวอย่างธุรกิจปัจจุบันที่ น าเอากลยุทธ์การตลาดพันธมิตรมาใช้พร้อมส่งตัวแทนน าเสนอหน้าชั้นและเปิดโอกาสให้กลุ่มอื่นๆ ซักถามได้ 5. มอบหมายแบบฝึกหัดเพื่อให้นักศึกษาทบทวนความเข้าใจที่ได้จากการศึกษาในบทเรียน ดังกล่าว สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนวิชาการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ 2. เอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในเอกสารอ้างอิง 3. คอมพิวเตอร์เพื่อสืบค้นข้อมูลและฝึกปฏิบัติ 4. สื่อทัศนะวัสดุประกอบการสอน การวัดผลและการประเมินผล 1. การเข้าชั้นเรียนและการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน 2. การตอบค าถาม การซักถามและการน าเสนอหน้าชั้นเรียน 3. แบบฝึกหัดที่มอบหมาย อนุศ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร | 297 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร การตลาดพันธมิตรเป็นกลยุทธ์ที่ส าคัญในโลกธุรกิจปัจจุบัน เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การร่วมมือกับพันธมิตรช่วยเพิ่มโอกาสในการเติบโตและความส าเร็จของธุรกิจ ในระยะยาว การตลาดพันธมิตรไม่เพียงแค่การขายและซื้อสินค้าหรือบริการร่วมกัน แต่เป็นการสร้าง ความร่วมมือที่เข้มแข็งและยั่งยืนระหว่างธุรกิจที่มีประโยชน์ส าหรับทั้งสองฝ่าย ในบทเรียนนี้ ผู้ศึกษา จะได้ทราบเกี่ยวกับ ความส าคัญของการตลาดพันธมิตร การเป็นพันธมิตรและการเป็นผู้ค้าใน การตลาดพันธมิตร กลยุทธ์การตลาดพันธมิตรส าหรับพันธมิตรและคู่ค้า ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจและ นักการตลาดเข้าใจในการตลาอแบบพันธมิตรรและสามารถน าไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถ ถือและความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับพันธมิตร การตลาดพันธมิตร การตลาดพันธมิตรเป็นกระบวนการที่ผู้เผยแพร่โฆษณาได้รับค่าตอบแทนหรือเรียกว่า ค่าคอมมิซชัน (Commission) โดยการส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์หรือบริการจากผู้ค้าปลีกรายอื่นหรือผู้ลง โฆษณาโดยใช้ลิงก์และแพลตฟอร์มพันธมิตรออนไลน์ (Hayes, 2023) การตลาดพันธมิตรเป็น กลยุทธ์หนึ่งที่ส าคัญส าหรับธุรกิจออนไลน์ ที่มาของการตลาดพันธมิตรมีแนวคิดมุ่งเน้นที่การแบ่งปัน รายได้กับคู่ค้าโดยเป็นพันธมิตรกันและเป็นแนวคิดที่มีมาก่อนที่จะมีเวิลด์ ไวด์ เว็บ (World wide web) จุดเริ่มต้นย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 1994 เมื่อ บริษัท พีซี ฟราวเวอร์แอนกิฟต์ (PC Flower and Gift) ได้เริ่มใช้งานการตลาดพันธมิตรครั้งแรก หนึ่งปีต่อมาบริษัทมีพันธมิตรมากกว่า 2,000 ราย และการตลาดพันธมิตรที่รู้จักกันในปัจจุบัน คือ อเมซอน (Amazon) โดยเปิดตัวในปี ค.ศ. 1996 เมื่อเว็บไซต์อื่นเห็นว่าการตลาดพันธมิตรมีความส าคัญ จึงเริ่มใช้การตลาดพันธมิตรเพื่อเพิ่มยอดขาย ถึงแม้ว่าจะมีธุรกิจมากมายที่ใช้การตลาดแบบพันธมิตร แต่ความส าคัญแท้จริงแล้ว คือ การมาของ เทคโนโลยีเว็บ 2.0 (Web2.0) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการตลาดพันธมิตรโดยการผสานการ ท างานร่วมกัน (Engagement) ระหว่าง สื่อสังคมออนไลน์ เว็บไซต์ วิดีโอออนไลน์ รวมถึงการเข้าถึง กลุ่มเป้าหมายโดยใช้ผู้มีอิทธิพลหรืออินฟลูเอนเซอร์ (Influencers) การตลาดพันธมิตรสามารถ อนุศ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


298 | บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ ประเมินผลได้คล้ายกับการตลาดออนไลน์รูปแบบอื่น มีการก าหนดผลลัพธ์ตามช่วงระยะเวลา ซึ่งการวัดประสิทธิภาพมีลักษณะคล้ายกลับอัตราการเปลี่ยนแปลง คือ เมื่อมีผู้ชมเนื้อหาของพันธมิตร จนกระทั่งถูกใจและคลิกลิงก์เพื่อสั่งซื้อสินค้าเจ้าของเนื้อหาจะได้รับค่าตอบแทนตามตกลงกับคู่ พันธมิตร จากที่กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่า การตลาดพันธมิตรมีความส าคัญกับธุรกิจ เพื่อให้ผู้อ่าน ทราบถึงความส าคัญ ผู้เขียนจะอธิบายเพิ่มเติมในหัวข้อถัดไป ความส าคัญของการตลาดพันธมิตร การตลาดพันธมิตรได้รับความนิยมมากส าหรับการตลาดออนไลน์ เนื่องจากประโยชน์ที่ สามารถสร้างเครือข่ายพันธมิตร เพิ่มยอดขาย จูงใจพันธมิตรให้การส่งเสริมการตลาดและเพิ่ม ยอดขายในช่องทางและแพลตฟอร์มของธุรกิจ ความส าคัญของการตลาดพันธมิตรแบ่งออกเป็น 2 ส่วน (eMarketing Instiute, 2018, p.10) คือ ความส าคัญที่มีต่อธุรกิจและพันธมิตร มีรายละเอียด ดังนี้ 1. ความส าคัญต่อธุรกิจ (The importance to the business) การตลาดพันธมิตรมี ความส าคัญต่อธุรกิจ ดังนี้ 1.1 การจ่ายส าหรับประสิทธิภาพ (Paying for performance) การตลาดแบบ พันธมิตร ธุรกิจไม่จ าเป็นต้องลงทุนใด ๆ และไม่มีความเสี่ยง เนื่องจากไม่มีการจ่ายช าระเงินล่วงหน้า การตลาดแบบพันธมิตรมักจะอิงตามประสิทธิภาพการตลาด ซึ่งหมายความว่า คู่ค้าหรือพันธมิตรจะ ได้รับค่าตอบแทนจากผลงานที่สร้างเมื่อสิ้นสุดการขายเป็นค่าคอมมิชชันจากการขาย 1.2 ติดตามได้ง่าย (Easy to follow) เครื่องมือของการตลาดพันธมิตรช่วยอ านวย ความสะดวกให้ธุรกิจสามารถติดตามพันธมิตรและจ านวนการสั่งซื้อได้ง่ายโดยใช้ลิงก์พันธมิตร เช่น ปริมาณการเข้าชมหน้าเพจ และลิงก์ขาเข้าที่สร้างโดยพันธมิตร 1.3 การเปิดเผยและลิงก์ขาเข้าเพิ่มเติม (Exposure and more inbound links) เนื่องจากการตลาดแบบพันธมิตรเป็นเรื่องเกี่ยวกับพันธมิตรที่ส่งเสริมลิงก์ของธุรกิจด้วยการโพสต์ลิงก์ บนเว็บไซต์หรือบล็อกของพวกเขา วิธีการนี้ส่งผลต่อการมองเห็นแบรนด์ของธุรกิจและเพิ่มโอกาสติด อนุศ อันดับการค้นหาจากเสิร์ชเอนจิน หากเว็บพันธมิตรสร้างลิงก์ขาที่มีคุณภาพมายังโดเมนหรือระบบ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร | 299 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ ช าระเงินของธุรกิจ จะส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหา ถึงแม้ว่าการโพสต์ของพันธมิตรจะ ส่งผลดีต่อธุรกิจ แต่มีสิ่งที่ควรระวังคือ การคัดเลือกพันธมิตรที่มีคุณภาพเพราะหากพันธมิตรโพสต์ ลิงก์เว็บไซต์ที่เป็นสแปมหรือสิ่งใด ๆ ที่อาจส่งผลต่อชื่อเสียงของธุรกิจในทางลบ และส่งผลเสียต่อการ จัดอันดับการค้นหาในที่สุด 1.4 เพิ่มการเข้าชมผ่านการอ้างอิง (Increase traffic through referrals) การตลาด พันธมิตรสามารถสร้างการเชื่อมโยงจากช่องทางออนไลน์ของพันธมิตรและเพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์และ แพลตฟอร์มอื่นของธุรกิจ โดยการแทรกลิงก์ลงบทความในลักษณะของการอ้างอิงลิงก์ และหากธุรกิจ ต้องการวัดผลของ CTA (Call to action) ควรสร้างหน้า Landing Page หรือหน้ารวบรวมข้อมูล ส าคัญที่ลูกค้าควรทราบรวมถึงแคมเปญทางการตลาด เพื่อเพิ่มโอกาสส าหรับขายสินค้า 1.5 การสร้างโอกาสในการขาย (lead generation) นอกจากธุรกิจจะสามารถใช้ การตลาดพันธมิตรเพิ่มการเข้าชมและยอดขายแล้ว ยังสามารถสร้างโอกาสในการขายในเวลาเดียวกัน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่จ าเป็นจะต้องสร้างหน้าเว็บไซต์หรือหน้า Landing Page เพื่อกระตุ้นให้ ผู้เข้าชมลงทะเบียนรับข้อเสนอการส่งเสริมการขายและกลายเป็นส่วนหนึ่งของรายชื่ออีเมล (Email list) โดยไม่เสียต้นทุนเพิ่มเติม ซึ่งสามารถใช้การตลาดอีเมลสร้างโอกาสในการขายสินค้าและบริการ เพิ่มเติมได้ภายหลัง 1.6 การควบคุมอัตราค่าคอมมิชชัน วัสดุส่งเสริมการขาย และการเลือกพันธมิตร ( Commission Rate Control promotional material and selection of partners) เมื่อธุรกิจเลือกใช้กลยุทธ์การตลาดแบบพันธมิตรแล้ว จะสามารถตั้งข้อก าหนดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ พันธมิตร เช่น ค่าคอมมิชชันและข้อก าหนดอื่น ๆ (อายุคุกกี้ ต าแหน่งลิงก์) ซึ่งคู่ค้าหรือพันธมิตรที่ ต้องการเข้าร่วมต้องยอมรับเงื่อนไขที่ธุรกิจก าหนดขึ้น รวมถึงการให้สิทธิ์ใช้งานภาพสินค้า ภาพแบน เนอร์ ส าหรับแสดงผลในแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อส่งเสริมการขาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ธุรกิจสามารถควบคุม และก าหนดเองได้ 2. ความส าคัญต่อพันธมิตร (Importance to partners) การตลาดพันธมิตรไม่เพียง ช่วยเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการของธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่ม ความสัมพันธ์และความสัมพันธ์ที่ยาวนานระหว่างธุรกิจกับคู่ค้าหรือพันธมิตร โดย ฟอบส์ (Forbes, 2017) และคอทเลอร์ การตะจายา และเซเตียวาน (Kotler, Kartajaya, and Setiawan, 2018) อนุศ ได้อธิบายเกี่ยวกับความส าคัญของการตลาดพันธมิตรที่มีต่อคู่ค้าหรือพันธมิตรดังนี้ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


300 | บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ 2.1 เพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้าหรือพันธมิตร (Building good relationships with partners or allies) การตลาดแบบพันธมิตรช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้าหรือพันธมิตร โดยสามารถช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ในธุรกิจ นอกจากนี้ยัง ช่วยสร้างความร่วมมือกันในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการ อีกทั้งยังสามารถเปิดโอกาสใหม่ในการ ขยายธุรกิจของทั้งสองฝ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อฝ่ายต่าง ๆ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกันแล้ว จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในการท าธุรกิจร่วมกัน ท าให้เพิ่มประสิทธิภาพการท างานร่วมกันได้อย่างมี ประสิทธิภาพ และยังสามารถสร้างความมั่นคงในการท าธุรกิจร่วมกันในอนาคตได้อีกด้วย 2.2 เพิ่มโอกาสในกา รขย ายธุ รกิจ (Expanding business opportunities) การตลาดแบบพันธมิตรช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจได้หลายแง่มุม เช่น การเข้าถึงช่องทาง จ าหน่ายใหม่ที่มีอยู่กับพันธมิตร การเปิดตลาดใหม่ การเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วย เพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจและช่วยเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจได้ด้วย 2.3 การลดความเสี่ยงในการลงทุน (Reducing investment risks and) การตลาด แบบพันธมิตรช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรามีการท าธุรกิจกับพื้นที่ที่มีการ ลงทุนค่อนข้างมากหรือความเสี่ยงสูง เช่น การเข้าสู่ตลาดใหม่ การเข้าสู่ตลาดที่มีคู่แข่งรุนแรงหรือการ ลงทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การตลาดแบบพันธมิตรช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวโดยการแบ่งปัน ความรับผิดชอบและการลงทุนกับคู่ค้าหรือพันธมิตร นอกจากนี้การมีพันธมิตรในการตลาดยังช่วยให้ เรามีการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าหรือตลาดที่ยังไม่เคยเข้าถึงมาก่อน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนใน การตลาดใหม่ๆ อย่างมากขึ้น ตัวอย่างเช่น หากเราเปิดร้านค้าออนไลน์ของเราในตลาดใหม่ การท าการตลาดแบบพันธมิตรกับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซชื่อดังในตลาดนั้น จะช่วยเพิ่มโอกาสในการ ขยายธุรกิจ และลดความเสี่ยงในการลงทุนในการตลาดใหม่ โดยเราจะได้รับการสนับสนุนใน การตลาดและจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าที่อยู่ในตลาดนั้นๆ อีกทั้งยังได้รับการช่วยเหลือในการท างานกับ พื้นที่ที่มีความเชี่ยวชาญในการตลาด 2.4 ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับคู่ค้าหรือพันธมิตร (Help add value to your business partners or alliances) การตลาดแบบพันธมิตรสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับคู่ค้าหรือพันธมิตรได้ โดยหลายวิธี ตัวอย่างเช่น การแบ่งปันทรัพยากรที่สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการ อนุศ ด าเนินธุรกิจ การบูรณาการกันขายสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกันในลักษณะการสร้างชุดผลิตภัณฑ์ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร | 301 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ ที่เสริมกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับลูกค้าและการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เพื่อพัฒนาสินค้า และบริการที่ดีขึ้น เป็นต้น 2.5 เพิ่มโอกาสในการแบ่งปันทรัพยากร (Increase the opportunity to share resources) การท าพันธมิตรช่วยเพิ่มโอกาสในการแบ่งปันทรัพยากรระหว่างธุรกิจกับคู่ค้าหรือ พันธมิตรได้แก่ การแบ่งปันความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ในการด าเนินธุรกิจ ซึ่งจะช่วยเพิ่ม คุณสมบัติและความสามารถของธุรกิจในการแข่งขันในตลาด การแบ่งปันทรัพยากรยังช่วยลดความ ขัดแย้งหรือข้อพิพาทขณะที่ก าลังท างานร่วมกัน โดยเน้นที่การมีความโปร่งใสและความเข้าใจที่ดี ระหว่างฝ่ายธุรกิจกับคู่ค้าหรือพันธมิตร ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความเชื่อมั่นในการท างาน ร่วมกันได้ นอกจากนี้การแบ่งปันทรัพยากรยังช่วยเพิ่มความเป็นมืออาชีพและการพัฒนาสายอาชีพ ของผู้ร่วมพันธมิตร โดยเปิดโอกาสให้พนักงานของธุรกิจได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะและความสามารถ โดยเฉพาะในสายงานที่เป็นความเชี่ยวชาญ เช่น การพัฒนาซอฟต์แวร์หรือการตลาดออนไลน์ 2.6 ไม่ต้องมีคลังสินค้า (No need for inventory) เนื่องจากพันธมิตรไม่ได้เป็น เจ้าของสินค้าและบริการ เพียงมีหน้าที่เป็นตัวแทนในการส่งเสริมการขายสินค้าจากผู้ผลิตหรือธุรกิจ จึงไม่จ าเป็นต้องมีคลังสินค้าเพื่อจัดเก็บสินค้า และในความเป็นจริงหากเป็นสินค้าที่จับต้องได้ เราจึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับการขนส่งหรือกระบวนการจัดส่ง เป้าหมายเดียวที่พันธมิตรพึงท า คือ การส่งเสริมให้ลูกค้าซื้อสินค้าจากเว็บไซต์โดยใช้ลิงก์ที่เราเป็นพันธมิตร 2.7 ส ร้ า งรายได้ตลอ ด 24 ชั่วโม งในสัปดาห์ (Generate income 24/ 7 throughout the week) การตลาดแบบพันธมิตรช่วยสร้างผลตอบแทนตลอด 24 ชั่วโมงในสัปดาห์ เนื่องจากทุกครั้งที่มีผู้เข้าชมลิงก์พันธมิตรจะมีการตามติดกิจกรรมและมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับค่า คอมมิชชันหากเกิดการซื้อสินค้าหรือเรียกว่า เกิดการเปลี่ยนแปลง (Conversion) และถือว่ารายได้ที่ เกิดจากการตลาดแบบพันธมิตร เป็นรายได้แบบ passive income คือ รายได้ที่ไม่ต้องลงแรงในการ ท างานแต่ได้แต่มีรายได้อย่างสม่ าเสมอ 2.8 เข้าถึงผู้คนจ านวนมากบนโลกออนไลน์ (Reach a large number of people online) การตลาดแบบพันธมิตรไม่มีข้อจ ากัดโดยพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง หรือแม้แต่ข้อจ ากัดด้านภาษา ข้อดีนี้ช่วยให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่อยู่บนโลกออนไลน์ได้วงกว้าง ช่วยส่งเสริมการเข้าถึงลิงก์ และ อนุศ สร้างรายได้จากการน าลิงก์ของพันธมิตรมาแสดงในเว็บไซต์ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


302 | บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ 2.9 มีแพลตฟอร์มให้เลือกใช้เพื่อการส่งเสริมการขาย (There are platforms to choose from for promotional purposes) ในฐานะที่เราเป็นพันธมิตรคู่ค้า จะมีแพลตฟอร์ม ให้เลือกใช้มากมาย เพื่อการส่งเสริมการขายโดยทั่วไปมักนิยมใช้ เว็บไซต์หรือบล็อก แต่สามารถใช้ แพลตฟอร์มอื่นร่วมได้ เช่น สื่อสังคมออนไลน์ วิดีโอออนไลน์ เพื่อให้คู่ค้าและพันธมิตรสามารถใช้ การตลาดแบบพันธมิตรขยายธุรกิจและตลาด และได้รับผลตอบแทนจากการเพิ่มยอดขายน าไปสู่การ แบ่งผลตอบแทนระหว่างกัน ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ได้ผลประโยชน์ต่างตอบแทน จะเห็นได้ว่าการตลาดพันธมิตรมีความส าคัญต่อธุรกิจและพันธมิตร ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ต่อไปจะเป็นขั้นตอนของการเข้าสู่การเป็นผู้ค้า (ธุรกิจ) และพันธมิตร เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจหากต้องการ เข้าสู่การตลาดแบบพันธมิตร การเป็นพันธมิตรในการตลาดพันธมิตร ขั้นตอนการเป็นพันธมิตรในการตลาดแบบพันธมิตร แบ่งออกเป็น 2 บทบาท ได้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ประกอบการที่สร้างโปรแกรมพันธมิตรและพันธมิตรเข้าร่วมโปรแกรมนั้น พันธมิตรในการตลาดแบบพันธมิตร หมายถึง ผู้เข้าร่วมโปรแกรมพันธมิตร ในบางครั้งเรียกว่าผู้ จัดพิมพ์ (Publishers) ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว คือ บล็อกเกอร์ หรือผู้เขียนเนื้อหาลงในบล็อกของตนเองเพื่อ เผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับสินค้าและบริการของคู่ค้าหรือธุรกิจ เป็นผู้มีอิทธิพลหรืออินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ที่มีผู้ติดตามและมีอิทธิพลในกระแสสังคมในช่วงเวลานั้น โดยให้ผู้คนเหล่านี้จะน าลิงก์ พันธมิตรส่งเสริมการตลาดในรูปแบบของข้อความ (ลิงก์ข้อความ) รูปภาพ (ลิงก์รูปภาพ) หรืออาจเป็น แบนเนอร์ ( Banner) ให้ผู้เข้าชมเนื้อหาสามารถกดปุ่มหรือคลิกบนเว็บไซต์ได้ วิธีการเป็นพันธมิตรใน การตลาดพันธมิตร มีรายละเอียดดังนี้ 1. การปรากฏตัวในโลกออนไลน์ (Online presence) คือ การมีประสิทธิภาพในการเป็น ประโยชน์หรือมีผลในระดับออนไลน์ โดยทั่วไปแล้วเป็นการอ้างอิงถึงการปรากฏตัวของบุคคล หรือ กิจกรรมในพื้นที่ออนไลน์ เช่น การโพสต์บนโซเชียลมีเดีย การสร้างและดูแลเว็บไซต์ การเขียน บทความบนเว็บไซต์ การท าธุรกิจออนไลน์ ฯลฯ การปรากฏตัวในโลกออนไลน์ จะช่วยให้บุคคลหรือ ธุรกิจสามารถสร้างความน่าเชื่อถือและมีความเป็นมืออาชีพในตลาดออนไลน์ได้ง่ายขึ้น (Smith, อนุศ 2022) การปรากฏตัวบนโลกออนไลน์ มี 2 ลักษณะ ได้แก่ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร | 303 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ 1.1 บุคคลห รือกลุ่มผู้ติดตามท า งออนไลน์ (Affiliates who have already established their presence) คือ กลุ่มของผู้ร่วมพันธมิตรที่ได้สร้างตัวตนไว้แล้วบนโลกออนไลน์ กลุ่มนี้รวมถึงบล็อกเกอร์ (Bloger) และผู้มีอิทธิพล (Influencer) เป็นผู้มีอ านาจออนไลน์อย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นผ่านการท างานหนัก โดยมีเป้าหมาย คือ การสร้างเนื้อหาและน าเสนอเนื้อหา ดังกล่าวให้แก่ผู้ชมเนื้อหาบนโลกออนไลน์ หากพิจารณาพันธมิตรหรือบุคคลในกลุ่มนี้ จะพบว่า มีการแบ่งพันธมิตรออกเป็นกลุ่ม ๆ ตามความถนัดและความสนใจ เช่น กลุ่มสินค้าไอที กลุ่มอาหาร และกลุ่มซ่อมแซมสิ่งของ เป็นต้น ซึ่งการตลาดแบบพันธมิตรจะเป็นแหล่งรายได้อีกทางหนึ่งและ พันธมิตรเหล่านี้มักส่งเสริมสินค้าหรือบริการที่พวกเขารักและใช้งานจริง แม้ว่าพันธมิตรจะพยายาม หารายได้จากการส่งเสริมการขายและการสร้างเนื้อหา แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเสี่ยงน าเสนอ สินค้าที่คุณภาพต่ าและไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือโฆษณาเกินจริง เพียงเพราะต้องการสร้างรายได้ เท่านั้น (Johnson, 2021) 1.2 เว็บไซต์โฆษณาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เป็นสินค้าพันธมิตร (Affiliate-devoted websites) คือ เว็บไซต์ที่มุ่งเน้นการโฆษณาและสร้างรายได้จากการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ ของผู้ค้าพันธมิตร (affiliate products) จะมีการน าเสนอข้อมูล และแนะน าเกี่ยวกับสินค้าและ บริการเหล่านั้น พร้อมทั้งให้ลิงก์แนะน าสินค้า (affiliate links) ให้กับผู้เข้าชมเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้ใช้งาน คลิกเข้าไปยังเว็บไซต์ของผู้ค้าพันธมิตร และหากผู้ใช้งานท าการซื้อสินค้าหรือบริการผ่านลิงก์ดังกล่าว ผู้ค้าพันธมิตรจะได้รับค่าคอมมิชชันในการขายจากผู้ใช้งานนั้น โดยเว็บไซต์ Affiliate-devoted นั้น เป็นหนึ่งในวิธีการท าการตลาดพันธมิตรที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นในปัจจุบัน (Jones & Lee, 2020, p.789) 2. สิ่ งจ าเป็นที่ต้อ งมีส าห รับกา รตล าดพันธมิตร (A must have for affiliate marketing.) ในการเป็นพันธมิตร ควรมีสิ่งจ าเป็นดังต่อไปนี้ 2 . 1 แพ ลตฟ อ ร์มอ อนไลน์ (Online platform) เป็น แพ ลตฟ อ ร์มส าห รับ ประชาสัมพันธ์เนื้อหา เช่น เว็บไซต์ เว็บบล็อก สื่อสังคมออนไลน์ และเว็บบอร์ด โดยพื้นฐานแล้ว สามารถใช้แพลตฟอร์มใดก็ได้ที่บัญชียังใช้งานได้ปกติเพื่อใช้แบ่งปันลิงก์หรือแชร์ลิงก์ 2.2 ความสนใจเฉพาะ (Niche) ในหัวข้อหรือสิ่งที่เฉพาะเจาะจง เช่น ธุรกิจออนไลน์ การเลี้ยงสัตว์เลี้ยง การท าธุรกิจการค้าออนไลน์เกี่ยวกับสุขภาพ การแต่งหน้าแต่งตัว การท่องเที่ยว อนุศ การเขียนบทความเกี่ยวกับเทคโนโลยี เป็นต้น การเลือก niche ที่เหมาะสมสามารถช่วยให้คุณ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


304 | บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ สามารถเน้นการสร้างเนื้อหาที่เกี่ยวข้องและเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และจะช่วย เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสนใจเฉพาะเจาะจงดังกล่าวด้วย 2.3 วิธีการช าระเงิน (Payment method) เป็นการส ารวจวิธีที่การช าระเงินที่สะดวก ที่สุดส าหรับรับเงินจากคู่ค้าหรือธุรกิจเพื่อให้พันธมิตรรับรายได้จากการตลาดพันธมิตร ตัวอย่าง วิธีการช าระเงินเช่น บัตรเครดิต Paypal กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (Wallet) เป็นต้น 2.4 ผลิตภัณฑ์ (Product) คือ สินค้าและบริการที่พันธมิตรต้องการประชาสัมพันธ์และ ส่งเสริมการขายในแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เราสร้างขึ้น เนื่องจากพันธมิตรเป็นคู่ค้ากับธุรกิจ ดังนั้นหนึ่ง ในสิ่งส าคัญคือ การเลือกสินค้า บริการ หรือแบรนด์ที่ต้องการท าการตลาดแบบพันธมิตร 3. การเลือกโปรแกรมพันธมิตร (Choosing the affiliate program) เมื่อเราทราบแล้ว ว่าต้องการประชาสัมพันธ์สินค้าหรือแบรนด์ใด ต่อไปคือการค้นหาโปรแกรมพันธมิตร (Affileate program) เพื่อเข้าร่วมโปรแกรม โดยโปรแกรมพันธมิตรนี้สร้างโดยธุรกิจ เพื่อส่งเสริมให้พันธมิตรเข้า ร่วม และได้รับผลตอบแทนในรูปแบบค่าคอมมิชชันตามข้อตกลงระหว่างกัน วิธีที่ได้รับความนิยม ส าหรับค้นหาโอกาสในการเป็นตัวแทนหรือเป็นพันธมิตร คือ การเข้าร่วมเครือข่ายการตลาดพันธมิตร (Affileate network) เครือข่ายเหล่านี้เชี่ยวชาญในการเชื่อมโยงผู้ขายกับพันธมิตร และอนุญาตให้ใช้ งานอินเตอร์เฟส (Interface) เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างกัน และอีกวิธีการที่ได้รับความนิยม คือ การค้นหาโปรแกรมพันธมิตรโดยตรงจากเว็บไซต์ของธุรกิจ โดยการค้นหาจากเสิร์ชเอนจินแล้ว ตรวจสอบว่าเว็บไซต์เหล่านั้นมีโปรแกรมพันธมิตรตรงกับความต้องการของเราห รือไม่ หากมีโปรแกรมพันธมิตรที่ตรงกับเราสามารถติดต่อธุรกิจได้จากเว็บไซต์ ซึ่งส่วนใหญ่จะแสดงลิงก์ให้ สอบถามหรือเข้าร่วมโปรแกรมพันธมิตรบริเวณส่วนท้ายของเว็บไซต์ ประเด็นส าคัญใช้ส าหรับ ตัดสินใจเข้าร่วมโปรแกรมพันธมิตรกับธุรกิจหรือผู้ขาย มีดังนี้ 3.1 ความสอดคล้องของสินค้าต่อผู้เข้าชมของคุณ (Relevancy of the product ot your vistors) ในการประชาสัมพันธ์สินค้าในโปรแกรมพันธมิตร เราไม่ควรเสียเวลากับสินค้าที่ ไม่น่าท าให้ผู้ชมสนใจ เนื่องจากจะเป็นเรื่องจากในการสร้างรายได้จากลิงก์ แม้ว่าเงื่อนไขที่จะได้รับ จากคู่ค้าหรือผู้ขายจะดีเพียงใดก็ตาม ดังนั้นเราจึงควรยึดติดกับสินค้าที่เกี่ยวข้องและมีประโยชน์ต่อผู้ เข้าชม รวมถึงความชื่นชอบต่อแบรนด์นั้น ๆ เป็นการส่วนตัว ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพและ อนุศ ผลตอบแทนที่ได้รับจากลิงก์พันธมิตรเหล่านั้น ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร | 305 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ 3.2 อัตราผลตอบแทนจากธุรกิจ (Commission rates) ในกรณีนี้ไม่มีอัตรา ผลตอบแทนที่เป็นมาตรฐานสากล ดังนั้นควรเลือกโปรแกรมพันธมิตรจากธุรกิจหรือคู่ค้า ที่ได้รับ ผลตอบแทนสูงหรือตรงกับความต้องการของเรา บางธุรกิจอาจมีค่าตอบแทนพิเศษและค่าคอมมิชชัน เพิ่มขึ้นส าหรับพันธมิตรที่มีการส่งผลงานมากขึ้น ดังนั้นจึงควรตอบสอบเกี่ยวกับอัตราผลตอบแทน และรางวัลที่จะได้รับจากธุรกิจหรือคู่ค้า 3.3 อายุของคุกกี้ (Cookie life) ในการก าหนดอายุของคุกกี้ขึ้นอยู่กับธุรกิจหรือคู่ค้า แต่เราควรพิจารณาอายุคุกกี้ร่วมด้วย เนื่องจาก คุกกี้ มีการบันทึกข้อมูล รายการธุรกรรมต่าง ๆ ของลูกค้า เช่น เมื่อมีการเพิ่มสินค้าในตะกร้าสินค้า เมื่อออกจากหน้าเว็บไซต์นั้นแล้วกลับเข้าใช้งาน ใหม่ รายการสินค้านั้นยังคงอยู่ในตะกร้า หากอายุของคุกกี้สั้นเกินไปอาจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ ของลูกค้า 3.4 การช าระเงินขั้นต่ า (Minimum payments) บางธุรกิจมีการก าหนดขั้นต่ าในการ จ่ายเงินแก่พันธมิตร เช่น เมื่อสร้างรายได้จากการคลิกลิงก์ เป็นจ านวน 1,000 บาท จึงสามารถเบิก ถอนเงินไปยังบัญชีธนาคารหรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ก าหนดไว้กับธุรกิจ และบางแห่งอนุญาต ให้เบิกถอนเงินจากระบบเพียงเดือนละครั้ง ดังนั้นเราจึงควรรู้ข้อตกลงก่อนที่จะเข้าสู่โปรแกรม พันธมิตร 3.5 รูปแบบการช าระเงิน (Payment model) ธุรกิจสามารถมีรูปแบบการช าระเงิน ได้หลายรูปแบบได้ ซึ่งส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนหรือค่าคอมมิชชัน รวมถึงความเป็นไปได้ในการ สร้างรายได้ผ่านการตลาดแบบพันธมิตร ดังนั้นก่อนจะเข้าสู่โปรแกรมของพันธมิตรกับธุรกิจจึงควร ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรูปแบบการช าระเงินก่อนสมัครเข้าร่วม 4. การเข้าร่วมโปรแกรมพันธมิตร (Joining the affiliate program) หลังจากได้ ตรวจสอบโปรแกรมพันธมิตรทั้งหมดที่เราสนใจและตัดสินใจเลือกโปรแกรมที่ต้องการจะเข้าร่วมแล้ว อาจจะต้องกรอกแบบฟอร์มที่มีข้อมูลส่วนตัว เช่น รายละเอียดส่วนตัว เว็บไซต์ แพลตฟอร์มที่ใช้ งานปัจจุบัน รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ความถนัด ความเชี่ยวชาญการใช้แพลตฟอร์ม และ หมายเลขโทรศัพท์ เป็นต้น หลังจากที่เราได้ทราบขั้นตอนของการเป็นพันธมิตรในการตลาดแบบพันธมิตรแล้ว ล าดับ ต่อไปเป็นกลยุทธ์เพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมลิงก์พันธมิตรให้แก่ผู้ชม ดังนั้นผู้เขียนขออธิบาย อนุศ เพิ่มเติมเกี่ยวกับกลยุทธ์เพื่อส่งเสริมลิงก์พันธมิตร ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


306 | บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ 5. วิธีสร้างกลยุทธ์เพื่อส่งเสริมลิงก์พันธมิตร (How to create a strategy to promote affiliate links) เมื่อเราได้เป็นสมาชิกพันธมิตรกับธุรกิจหรือผู้ค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อไปคือการส่งเสริมลิงก์เพื่อเผยแพร่ลิงก์ของธุรกิจที่เราเป็นพันธมิตร แนวคิดเกี่ยวกับกลยุทธ์นี้เป็น การออกแบบตามความต้องการของผู้เป็นพันธมิตร ช่วยให้ได้รับค่าตอบแทนหรือค่าคอมมิชชัน แต่ยังคงรักษาความน่าเชื่อถือ ชื่อเสียง และความเคารพในชุมชนออนไลน์ กลยุทธ์เพื่อส่งเสริมลิงก์ พันธมิตรมีดังนี้ 5.1 ความซื่อสัตย์ (Be honesty) ผู้เข้าร่วมการตลาดพันธมิตรกับธุรกิจหรือคู่ค้า จ าเป็นจะต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการได้รับค่าตอบแทนหรือค่าคอมมิชชันผ่านลิงก์สาธารณะ ซึ่งจะ ช่วยให้ผู้เข้าชมเนื้อหารับทราบเป็นสิ่งแสดงความซื่อสัตย์และส่งผลต่อคุณค่าที่ผู้ชมเนื้อหาจะได้รับ 5.2 ความแท้จริง (Be authenticity) การตัดสินใจเข้าร่วมการตลาดพันธมิตร ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องประชาสัมพันธ์สินค้าชนิดใดก็ได้ จึงควรเลือกสินค้าที่ได้ทดลองใช้งาน และเป็นสินค้าที่ชื่นชอบตรงกับรูปแบบการด าเนินชีวิตของตนเอง เช่น ผู้เขียนมีความสนใจเกี่ยวกับ สินค้าไอที สินค้าที่เลือกเข้าสู่การตลาดพันธมิตร คือ สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ และกล้องดิจิทัล เป็นต้น 5.3 ความเกี่ยวข้อง (Be Relevance) เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เสริมชื่อเสียงให้แก่ผู้เป็น พันธมิตร ดังนั้นจึงควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าสินค้าที่เราน าเสนอบนเว็บไซต์ บล็อก และแพลตฟอร์ม ต่าง ๆ เกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมาย การส่งเสริมหรือประชาสัมพันธ์สินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับ กลุ่มเป้าหมายอาจส่งผลต่อโอกาสสร้างรายได้ในการเป็นพันธมิตร และไม่มีผู้ชมเนื้อหาคนใดคลิกลิงก์ พันธมิตร 5.4 ความสร้างสรรค์ (Be creativity) นอกจากเราผู้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับธุรกิจแล้ว ในความเป็นจริงยังมีพันธมิตรผู้อื่นอีกหลายพันคนที่ก าลังโฆษณาช่องทางเดียวกัน ดังนั้นในการสร้าง แรงจูงใจให้ผู้เข้าชมเนื้อหาคลิกลิงก์พันธมิตรจนกระทั่งเกิดการซื้อสินค้า จึงควรสร้างเนื้อหาที่มี คุณภาพสูงให้เป็นที่น่าสนใจแก่ผู้ชมเนื้อหามากที่สุดและพยายามเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหา ให้แพลตฟอร์มพันธมิตรติดอันดับในหน้าผลลัพธ์ค้นหาในล าดับแรก 5.5 ความมีระเบียบ (Be organized) การประชาสัมพันธ์ลิงก์พันธมิตรสามารถแสดง ลิงก์ได้ทุกต าแหน่งบนหน้าเว็บไซต์ เช่น แบนเนอร์ด้านบน ด้านข้าง และด้านล่าง หากมีการใช้งาน อนุศ แบนเนอร์และลิงก์ในหน้าเว็บไซต์มากจนเกินไปอาจส่งผลต่อการคลิกและการเข้าชมเนื้อหา ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร | 307 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ ดังนั้น เราจึงควรจัดระเบียบของลิงก์ประเภทต่าง ๆ ที่ปรากฏบนหน้าเว็บไซต์ให้มีความเป็นระเบียบ ตัวอย่างเช่น เนื้อหาประเภทข้อความควรแทรกลิงก์แบบข้อความและ สร้าง Anchor text เพื่ออ านวยความสะดวกแก่ผู้ชมในการเลือกเนื้อหาแต่ละหัวข้อ หากต้องการให้เนื้อหาเด่นหรือสร้าง แรงดึงดูดในการเข้าชม ควรสร้างแบนเนอร์ประเภทส่วนหัว (Header) บนหน้าเว็บไซต์และใส่ลิงก์ เพิ่มเติม เพื่อให้ข้อมูลสินค้าและบริการหากผู้เข้าชมสนใจ จะเห็นได้ว่าการเป็นพันธมิตรมีขั้นตอนการพิจารณาหลายขั้นตอน เพื่อประโยชน์และ ผลตอบแทนที่ดีที่สุดของพันธมิตร ดังนั้นหากเราต้องการเป็นพันธมิตรควรพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ให้รอบคอบและเลือกโฆษณาสินค้าและบริการที่เคยใช้งานหรือตรงกับการใช้ชีวิตของพันธมิตรเอง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เชื่อเสียง แก่ผู้ชมเนื้อหาเมื่อทราบขั้นตอนของการเป็นพันธมิตรในการตลาด แบบพันธมิตรแล้ว การเป็นผู้ค้าในการตลาดพันธมิตร เราได้ทราบแล้วการเป็นพันธมิตรสามารถสร้างรายได้นอกจากงานประจ าและสร้างโอกาสมี ชื่อเสียงในโลกออนไลน์ ถ้าหากต้องการเป็นผู้ค้าในตลาดพันธมิตรเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ควรท า อย่างไร ในหัวข้อนี้จะอธิบายถึงขั้นตอนการเป็นผู้ค้าในการตลาดแบบพันธมิตร อันดับแรกควรเข้าใจ ว่า ในการตลาดแบบพันธมิตร (Affiliate Marketing) พ่อค้าหรือ Merchant บางครั้งเรียกว่า ผู้โฆษณา ผู้สร้าง ผู้ขาย หรือผู้ขาย คือ บริษัทหรือบุคคลที่ขายสินค้าหรือบริการและมีส่วนร่วมใน โปรแกรมพันธมิตร (Affiliate program) พ่อค้าจะร่วมงานกับพันธมิตร (Aafiliate) เพื่อโฆษณาสินค้า หรือบริการของตนเองให้กับผู้ชมที่มากกว่าในการแลกเปลี่ยนค่าคอมมิชชันจากการขายที่เกิดขึ้น พ่อค้าจะให้วัสดุการตลาด เช่น แบนเนอร์โฆษณา ลิงก์ข้อความ และรูปภาพสินค้า เพื่อให้พันธมิตร น าไปใช้ในการโฆษณาสินค้าหรือบริการของพ่อค้า พ่อค้ายังอาจจะให้เครื่องมือติดตามและรายงาน เพื่อช่วยให้พันธมิตรติดตามผลงานและรายได้ได้อย่างถูกต้อง ตัวอย่างของพ่อค้าที่มีชื่อเสียงใน การตลาดแบบพันธมิตรรวมถึง Amazon, eBay และ Target. (Gibbs, 2017) ขั้นตอนที่ส าคัญของ การเป็นผู้ค้าในการตลาดแบบพันธมิตรมีดังนี้ 1. การก าหนดเป้าหมายธุรกิจ (Business goal setting) เป็นขั้นตอนส าคัญส าหรับพ่อค้า ที่ต้องการเริ่มต้นโครงการตลาดแบบพันธมิตร การก าหนดเป้าหมายจะช่วยให้พ่อค้าสามารถก าหนด แผนการตลาดแบบพันธมิตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปกติแล้วการก าหนดเป้าหมายธุรกิจจะ อนุศ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


308 | บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ ค านึงถึงเป้าหมายทางธุรกิจที่ต้องการสร้างขึ้น เช่น การเพิ่มยอดขายหรือการเพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์ โดยการก าหนดเป้าหมายธุรกิจจะต้องระบุได้อย่างชัดเจนและเป็นไปตามความเป็นจริงของธุรกิจ ตัวอย่างเช่น หากพ่อค้าต้องการเริ่มโครงการตลาดแบบพันธมิตรส าหรับเว็บไซต์ของตน เพื่อเพิ่มยอดขาย การก าหนดเป้าหมายธุรกิจสามารถก าหนดได้เช่น "เพิ่มยอดขายสินค้า 20% ในช่วง 6 เดือนของโครงการตลาดแบบพันธมิตร" หรือ "เพิ่มจ านวนการเข้าชมเว็บไซต์ 50% ภายใน 3 เดือนของโครงการตลาดแบบพันธมิตร" 2. สร้างแผนการตลาด (Create a marketing plang) สร้างแผนการตลาดที่ชัดเจน เพื่อก าหนดวิธีการสร้างความต้องการและขายผลิตภัณฑ์หรือบริการผ่านโปรแกรมพันธมิตร ขั้นตอนการสร้างแผนการตลาดส าหรับผู้ค้าในการตลาดแบบพันธมิตรมีดังนี้ 2.1 ก าหนดงบประมาณ (Budget) การเริ่มโครงการการตลาดแบบพันธมิตรควร ก าหนดงบประมาณส าหรับค่าแพลตฟอร์มพันธมิตร ค่าใช้จ่ายส าหรับสร้างแบนเนอร์และสื่อโฆษณา อื่น ๆ ส าหรับส่งมอบให้ผู้เป็นพันธมิตร และการสร้างหน้าแรกเว็บไซต์ (Home page) หรือ Landing page โดยผู้ค้าควรคาดการณ์งบประมาณเริ่มต้นเพื่อก าหนดค่าตอบแทนหรือค่าคอมมิชชันได้ ภายหลัง หากการก าหนดงบประมาณไม่สอดคล้องกับการด าเนินงานอาจส่งผลต่อผลก าไรที่มอบให้ พันธมิตรและส่งผลต่อยอดขายในอนาคต 2.2 ผลตอบแทนหรือค่าคอมมิชชัน (Reward or commission) ขั้นตอนต่อไป คือ การก าหนดค่าคอมมิชชันที่จะจ่ายให้พันธมิตร โดยข้อมูลนี้จะเปิดเผยให้แก่ผู้เข้าร่วมเป็นพันธมิตร ก่อนสมัครเข้าร่วม และเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้ผู้สนใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับผู้ค้า ค่าคอมมิชชันมี ความหลายตามนโยบายของผู้ค้า อาจก าหนดตั้งแต่ ร้อยละ 1 ถึงร้อยละ 100 ปัจจัยที่น ามาพิจารณา ก าหนดค่าคอมมิชชัน เช่น 1) มาตรฐานอุตสาหกรรม หากสินค้ามีมาตรฐานมากกว่าสินค้าของคู่แข่ง ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ค่าคอมมิชชันอาจตั้งค่าสูงกว่าคู่แข่ง 2) การช าระเงินของลูกค้า หากเป็น สินค้าที่ลูกค้าสามารถสมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ค่าคอมมิชชันควรจะก าหนดสูงขึ้น เนื่องจากการเข้าชมจนกระทั่งตัดสินใจซื้ออาจเกิดขึ้นหลายครั้ง 3) ขนาดและความนิยมของแบรนด์ การรับรู้และการจดจ าแบรนด์มีความส าคัญในการตลาดแบบพันธมิตร แบรนด์ขนาดใหญ่มักเสนอ อัตราค่าคอมมิชชันที่ต่ ากว่าแบรนด์ขนาดเล็ก ถึงแม้ว่าผลตอบแทนหรือค่าคอมมิชชันเป็นสิ่งดึงดูดให้พันธมิตรเข้าร่วมโครงการกับธุรกิจ อนุศ หรือผู้ค้า แต่ไม่ได้หมายความว่าพันธมิตรทุกคนจะได้รับค่าคอมมิชชันเท่ากัน ด้วยเหตุนี้ธุรกิจจึงควร ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร | 309 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ ก าหนดค่าคอมมิชชันแตกต่างกัน เช่น การเสนอค่าตอบแทนพิเศษที่มากกว่าส าหรับพันธมิตรที่ ต้องการเข้าร่วมแบบจ ากัดจ านวน พันธมิตรที่สร้างการรับรู้ การเข้าชมและการขายได้เป็นจ านวน มาก ควรได้รับผลตอบแทนมากกว่าคนอื่น ดังนั้นการก าหนดอัตราค่าคอมมิชชันที่แน่นอนและวิธีการ รับค่าคอมมิชชันสูงขึ้น เพื่อให้ผู้สนใจเป็นพันธมิตรตัดสินใจเข้าร่วมโครงการได้ง่ายขึ้น 2.3 อายุคุกกี้ (Cookie life) เป็นส่วนอีกส่วนหนึ่งของโปรแกรมพันธมิตร (Affiliate program) ที่ควรค านึงถึงเมื่อสร้างแผนการตลาด โดยทั่วไปไม่มีกฎเฉพาะในการก าหนดระยะเวลา ของคุกกี้ แต่มักจะอ้างอิงระยะเวลาจาก การใช้งานของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตโดยส่วนใหญ่ลบคุกกี้บางครั้ง (เดือนละครั้งโดยเฉลี่ย) อัตราร้อยละการขายที่เกิดจากการคลิกลิงก์พันธมิตร และคู่แข่งใน อุตสาหกรรมเดียวกันกับธุรกิจ ผู้ค้าสามารถก าหนดระยะเวลาของคุกกี้ได้ตั้งแต่ 1 ถึง 365 วัน หรือ มากกว่านี้ การก าหนดระยะเวลาคุกกี้นานขึ้นจะเพิ่มโอกาสในการตลาดแบบพันธมิตร ดังนั้นจึงควร ก าหนดระยะเวลาที่เหมาะสมกับธุรกิจ 2.4 ข้อก าหนดการให้บริการ (Terms of Service) เป็นเอกสารที่แสดงขอบเขตข้อ ก าหนดการให้บริการ รวมถึงเงื่อนไขการเป็นหรือเข้าร่วมการตลาดพันธมิตร พันธมิตรที่เข้าร่วม จะต้องยอมรับข้อก าหนดและเงื่อนไขเหล่านี้ ข้อก าหนดดังกล่าวช่วยให้ผู้ค้าและพันธมิตรเกิดความ มั่นใจลดข้อขัดแย้งและจัดการปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หัวข้อที่ควรก าหนดในข้อก าหนดการ ให้บริการ เช่น หน้าที่ของพันธมิตร กิจกรรมที่ห้ามข้อจ ากัด สิทธิ์และหน้าที่ของผู้ขาย การเข้าถึง บัญชีพันธมิตร กฎการช าระเงิน การสิ้นสุดของข้อตกลงการปฏิเสธความรับผิดชอบ และข้อจ ากัด ความรับผิดชอบ 2.5 ค าอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับโปรแกรมพันธมิตร (Description) เป็นข้อความ อธิบายเกี่ยวกับโปรแกรมพันธมิตรให้ข้อมูลส าหรับผู้สนใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตร ข้อที่ควรอธิบาย ให้แก่ผู้สนใจ เช่น รายละเอียดเกี่ยวกับโปรแกรม ข้อมูลเกี่ยวกับอายุคุกกี้ ข้อมูลที่พร้อมใช้งาน ส าหรับพันธมิตร ข้อดีของการเข้าร่วมเป็นพันธมิตร และข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการสมัครหรือข้อมูลติดต่อ เมื่อสร้างค าอธิบายควรให้ข้อความกระชับ มุ่งเน้นเฉพาะสิ่งที่ส าคัญที่สุดส าหรับพันธมิตรที่ต้องรู้ก่อน เข้าร่วมโปรแกรม ข้อความควรท าให้พันธมิตรเข้าใจว่าโปรแกรมน่าสนใจและมีความส าคัญ โดยเน้น เรื่องของสิ่งที่พันธมิตรจะได้รับจากโปรแกรม เมื่อค าอธิบายนี้ไปถึงพันธมิตรแล้ว พวกเขาสามารถ อนุศ ส ารวจค าอธิบายโปรแกรมและความต้องการโดยละเอียดมากขึ้นในเอกสารข้อก าหนดการให้บริการ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


310 | บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ 2.6 แบบฟอร์มเข้าร่วม (Application form) โดยส่วนใหญ่ผู้ค้าหรือธุรกิจมักใช้ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต และเครือข่ายชุมชนต่าง ๆ รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ ส่งเสริมแคมเปญการตลาด พันธมิตร และให้ผู้ที่สนใจกรอกใบสมัครเข้าร่วมโปรแกรมผ่านแบบฟอร์มออนไลน์ ดังนี้ผู้ค้าควร จัดเตรียมแบบฟอร์มที่มีข้อมูลเกี่ยวข้องกับธุรกิจเพื่อให้ผู้สนใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตร ได้ศึกษาก่อน ตัดสินใจก่อนกรอกข้อมูลสมัคร เช่น ข้อมูลบริษัท ที่อยู่ รายละเอียดผู้ใช้ URL เว็บไซต์ ตัวเลือก ส าหรับยอมรับข้อก าหนดและเงื่อนไขการให้บริการ นอกจากนี้ยังสามารถแทรกค าถามเพื่อสอบถาม ข้อมูลเพิ่มเติมได้ เช่น ผู้เข้าร่วมค้นพบโปรแกรมพันธมิตรได้อย่างไร มีกลยุทธ์และแผนการส่งเสริม การขายผลิตภัณฑ์หรือไม่ และได้เข้าร่วมโปรแกรมพันธมิตรกับผู้ค้ารายอื่นด้วยหรือไม่ 2.7 แม่แบบอีเมล (Email themplates) เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารเบื้องต้นกับ ผู้เข้าร่วมพันธมิตร ประกอบด้วยอีเมลอนุมัติและปฏิเสธ ซึ่งความหมายในเนื้อหาของอีเมลมักจะมี เนื้อหาคล้ายคลึงกันจึงควรสร้างแม่แบบอีเมลไว้ส าหรับสื่อสาร ต่อไปนี้คือเนื้อหาที่ควรปรากฏใน อีเมล 1) อีเมลอนุมัติ ควรมีเนื้อหาเกี่ยวกับ ข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรมพันธมิตรและธุรกิจ การส่งเสริมการตลาดอะไรบ้างที่ผู้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรจะได้รับหลังการยืนยันเข้าร่วม ลิงก์พันธมิตร เพื่อเพิ่มความเร็วในการด าเนินการมากขึ้นคุณสามารถส่งลิงก์พันธมิตรที่เข้ารหัสแล้วช่วยให้ผู้เข้าร่วม คลิกยืนยันการเข้าร่วมได้ทันที และข้อมูลการติดต่อเพื่อให้ผู้เข้าร่วมพันธมิตรสามารถติดต่อสอบถาม ข้อสงสัยได้อย่างสะดวก 2) อีเมลปฏิเสธ ควรมีเนื้อหากเกี่ยวกับสาเหตุของการปฏิเสธการเข้าร่วม โปรแกรมพันธมิตร เช่น เหตุผลที่ไม่ยอมรับเข้าร่วมโปรแกรมพันธมิตร อาจระบุว่า “ไม่ตรงกับเกณฑ์ การอนุมัติของเรา” เป็นเหตุผลโดยทั่วไปที่เหมาะส าหรับเป็นแม่แบบอีเมลและสามารถส่งถึงผมสมัคร เข้าร่วมโปรแกรมพันธมิตร และควรมีเนื้อหาเกี่ยวกับข้อมูลติดต่อ เพื่อให้ผู้สนใจเข้าร่วมที่ถูกปฏิเสธ สามารถยื่นใบสมัครออนไลน์ได้อีกครั้งหากปรับปรุงให้ตรงกับเกณฑ์ที่ก าหนดแล้ว 3. ก าหนดเป้าหมาย (Set up goals) การตลาดพันธมิตรเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ส่งเสริม การตลาดของธุรกิจ ส่งผลให้ธุรกิจต้องก าหนดเป้าหมายที่ต้องการ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจเลือกวิธีการที่ ถูกต้องและช่วยประเมินผลการด าเนินการของการตลาดพันธมิตรได้ เป้าหมายโดยส่วนใหญ่ของ ผู้เข้าร่วมโปรแกรมพันธมิตรคือการเพิ่มยอดขายโดยการประชาสัมพันธ์ลิงก์สินค้า ซึ่งเหมาะกับการ ขยายฐานลูกค้า รวมถึงเป้าหมายทางการตลาดอื่น เช่น เพิ่มการรับรู้โดยเพิ่มอัตราการรับชมวิดีโอ หรือบทความภายในเว็บไซต์ สร้างความรู้จักกับแบรนด์ และเพิ่มจ านวนผู้ติดตามบนแพลตฟอร์มสื่อ อนุศ สังคมออนไลน์ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร | 311 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ 4. การเลือกเครือข่ายและซอฟต์แวร์ (Choose a network and Software) เครือข่าย และซอฟต์แวร์เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางการตลาดพันธมิตร เป็นสิ่งที่ผู้ค้าควรศึกษา ส ารวจคุณสมบัติและเลือกเครือข่ายรวมถึงซอฟต์แวร์ที่เป็นประโยชน์กับธุรกิจมากที่สุด เนื่องจากเครือข่ายจะท าให้ผู้ค้าได้รับพันธมิตรที่มีประสิทธิภาพ ช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ ส าหรับซอฟต์แวร์ จะช่วยอ านวยความสะดวกทั้งผู้ค้าและพันธมิตร ให้การท าการตลาดพันธมิตร เป็นไปตามเป้าหมายที่ก าหนดไว้มากยิ่งขึ้น 5. วัสดุโปรโมชัน (Promote material) หรือ วัสดุส าหรับส่งเสริมการตลาด เป็นส่วนหนึ่ง ของโปรแกรมพันธมิตรซึ่งมักจะเรียกว่า “Affiliate Creatives” เป็นสิ่งที่ผู้ค้าหรือธุรกิจเตรียมไว้ ส าหรับผู้เข้าร่วมเป็นพันธมิตร มีความเกี่ยวข้องกับแบรนด์ ตั้งแต่ภาพแบนเนอร์ ลิงก์ และซอฟต์แวร์ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและสร้างการรับรู้วัสดุโปรโมชันผู้ค้าควรให้ความส าคัญกับสิ่งต่าง ๆ ดังนี้ มีประสิทธิภาพและความน่าสนใจ มีกราฟิกที่ดีพร้อมฟอนต์ที่อ่านง่าย มี URL หรือหมายเลข โทรศัพท์บนแบนเนอร์ มีปุ่ม CTA (Call to Action) ไม่มีข้อผิดพลาดในไวยากรณ์หรือการพิมพ์ผิด และมีชื่อแบรนด์หรือโลโก้ ขนาดของวัสดุโปรโมชัน อาจแตกต่างตามประเภทของโปรโมชันที่พันธมิตรก าลังด าเนินการ ในฐานะของผู้ค้าหรือธุรกิจ ควรเตรียมขนาดของแบนเนอร์ให้มีความหลากหลาย เพื่อให้พันธมิตรได้ เลือกขนาดที่เหมาะสมกับการแสดงผลบนแพลตฟอร์มของพันธมิตร ซึ่งผู้ค้าโดยส่วนใหญ่มักจะ มองข้าม ผู้ค้าอาจต้องเข้าใจว่าไม่ใช่พันธมิตรทุกคนจะสามารถใช้โปรแกรมปรับแต่งกราฟิกได้ หากใช้ภาพแบนเนอร์ไม่ถูกขนาดอาจส่งผลต่อการโหลดหรือการแสดงผลเนื้อหาบนแพลตฟอร์ม 6. กลยุทธ์ส าหรับส่งเสริมการตลาด (Strategy to promote the program) เมื่อผู้ค้า หรือธุรกิจได้จัดเตรียมสิ่งจ าเป็นส าหรับโปรแกรมการตลาดพันธมิตรแล้ว อาจทดลองพัฒนากลยุทธ์ เพื่อส่งเสริมการตลาดด้วยตนเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเป็นผู้ค้า เนื่องจากวัตถุประสงค์ ของการตลาดพันธมิตรคือการเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับโปรแกรมพันธมิตร กลยุทธ์เป็นส่วนหนึ่งของ แผนที่ธุรกิจสร้างขึ้นมาโดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน สิ่งที่ควรค านึงถึงในขณะที่ผู้ค้าสร้างกลยุทธ์พันมิตร มีดังนี้ 6.1 เป้าหมายและวัตถุประสงค์ (Goal and Objective) ควรพิจารณาเป้าหมายให้ อนุศ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และค านึงถึงความเป็นไปได้ เพื่อให้ผู้ค้าแน่ใจว่าจะสามารถบรรลุได้จริง ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


312 | บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ 6.2 ก าหนดงบประมาณ ( Budget) การส่งเสริมการตลาดพันธมิตร สามารถก าหนด งบประมาณที่ต้องการใช้หรือจ่ายส าหรับการประชาสัมพันธ์ ให้คิดถึงประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจาก การตลาดพันธมิตรในครั้งนี้ และก าหนดงบประมาณที่ผู้ค้าสามารถลงทุนได้อย่างสบายใจโดยไม่ขาด สภาพคล่องทางธุรกิจ 6.3 รายการที่ต้องท า (To-do list) เขียนรายการหรือกิจกรรมและสื่อที่ผู้ค้าจะใช้ ส าหรับการส่งเสริมการตลาดโดยใช้การตลาดแบบพันธมิตร อาจเริ่มจากการใช้เว็บไซต์ และ เครื่องมือต่าง ๆ ที่อยู่บนโลกออนไลน์ เช่น สื่อสังคมออนไลน์และวิดีโอออนไลน์ 6.4 ก าหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพหลักของกลยุทธ์ (Key Performance Indicator: KPIs) วัตถุประสงค์ส าหรับก าหนดตัวชี้วัด คือ การประเมินประสิทธิภาพของการด าเนินงานกลยุทธ์ ของผู้ค้า ตัวชี้วัดประสิทธิภาพควรสามารถวัดได้และมีประโยชน์ในการช่วยประเมินและวิเคราะห์ ผลลัพธ์ รวมถึงผลกระทบที่กลยุทธ์นี้มีต่อธุรกิจโดยรวม กลยุทธ์การตลาดพันธมิตรส าหรับผู้ค้า การตลาดแบบพันธมิตรเป็นส่วนหนึ่งของการตลาดออนไลน์หรือการตลาดดิจิทัล กลยุทธ์ ของการตลาดแบบพันธมิตรมีความแตกต่างกับการตลาดดิจิทัลเล็กน้อย แต่เรายังเห็นความสัมพันธ์ และมีองค์ประกอบที่คล้ายกัน ดังนั้นทรัพยากรที่ส าคัญในการตลาดดิจิทัลยังคงใช้กับการส่งเสริม การตลาดแบบพันธมิตรด้วย กลยุทธ์การตลาดพันธมิตรส าหรับผู้ค้า (eMarketing Instiute, 2018, p.34) มีดังนี้ 1. เว็บไซต์ (Website) เว็บไซต์ส าหรับการตลาดพันธมิตรเป็นจุดเริ่มต้น เป็นสถานที่ช่วย ดึงดูดผู้ที่มีโอกาสเป็นคู่ค้าและอนุญาตให้เขาเหล่านั้นสมัครเข้าร่วมเป็นพันธมิตร และคาดหวังว่า พันธมิตรที่เข้าร่วมจะสร้างแรงดึงดูดแก่ผู้เยี่ยมชมหรือผู้ที่เป็นเครือข่าย มาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของธุรกิจ ดังนั้นหากต้องการให้กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นในเว็บไซต์ควรมี การแสดงให้เห็นว่าธุรกิจมีสินค้า และบริการที่ดีมีคุณภาพ มีความเชื่อถือได้และน่าเชื่อถือ และท างานได้อย่างราบรื่นโดยไม่มี ข้อผิดพลาดในการโหลดและแสดงผล 2. หน้ าเว็บเพจโป รแก รมพัน ธมิตร (Affiliate program page) หน้ าเ ว็บเพจ อนุศ เปรียบเสมือนตัวแทนของโปรแกรมพันธมิตร มีส่วนส าคัญในการสร้างแรงจูงใจให้กับผู้สนใจเข้าร่วม ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร | 313 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ โปรแกรมพันธมิตร ดังนั้นธุรกิจจึงควรจัดเตรียมข้อมูลที่เพียงพอเพื่อสร้างความเชื่อมั่น เปลี่ยนผู้เข้า ชมเนื้อหาในหน้าเว็บเพจ ให้เป็นผู้เข้าร่วมโปรแกรมพันธมิตร เน้นเนื้อหาหรือหัวข้อที่ปรากฏในเว็บ เพจเกี่ยวกับข้อดีของการเข้าร่วมและโฆษณาสินค้าในโปรแกรมพันธมิตรของธุรกิจ และไม่ควรลืมใส่ ปุ่ม CTA (Call to Action) ที่มีความโดดเด่นในหน้าเว็บเพจโปรแกรมพันธมิตร 3. หน้าแรกเว็บไซต์หรือแลนดิ้งเพจ (Landing page) เป็นหน้าที่ส าคัญเช่นเดียวกับหน้า เว็บเพจโปรแกรมพันธมิตร ในหน้า Landing page มีการรวบรวมรายละเอียดที่ส าคัญของ ผลิตภัณฑ์รวมถึงโฆษณาไว้ในหน้าเดียว เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมเกิดความสนใจจนกระทั่งเปลี่ยนแปลง เป็นผู้ซื้อจากการคลิกหรือกดปุ่ม CTA (Call to action) หรือลิงก์ที่ก าหนด และเป็นหน้าที่ผู้เยี่ยมชม จะคลิกในรูปแบบของลิงก์พันธมิตรที่ผู้เข้าร่วมโปรแกรมพันธมิตรน าไปแสดงในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของตนเอง ในหน้านี้ควรเน้นการออกแบบสร้างแรงดึงดูดและความรวดเร็วในการโหลดเพจ ตัวอย่าง ข้อความที่ใช้ร่วมกับ CTA เช่น ลงทะเบียนเดียวนี้ ลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมงาน รับส่วนลดฟรีทันที รับคูปองส่วนลดของคุณ ดาวน์โหลด eBook ของคุณฟรี และรับแม่แบบฟรี เป็นต้น 4. สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) การใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นวิธีการเพิ่ม ประสิทธิภาพการเข้าถึงเว็บไซต์ โดยสร้างเนื้อหาในสื่อสังคมออนไลน์และน าลิงก์เว็บไซต์พันธมิตร แสดงผลร่วมกับเนื้อหา ลิงก์ที่น ามาแสดง เช่น หน้า Landing page หน้าเว็บเพจโปรแกรมพันธมิตร และเว็บไซต์ขายสินค้า นอกจากนี้ยังมีวิธีการอื่นที่น าสื่อสังคมออนไลน์มาช่วยเหลือการตลาดแบบ พันธมิตร เช่น การซื้อโฆษณา การสร้างปุ่ม CTA ในเนื้อหาโพสต์ และการแทรกลิงก์พันธมิตรในส่วน สนทนาหรือคอมเมนต์ 5. การตามหาพันธมิตร (Scout for affiliates) คือ การติดต่อกับผู้สนใจเข้าร่วม โปรแกรมพันธมิตรโดยตรงและตรวจสอบว่ามีความพร้อมที่จะเข้าร่วมหรือไม่ โดยใช้ช่องทางของสื่อ สังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ธุรกิจค้นหาและสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้สนใจเข้าร่วม โปรแกรมพันธมิตร 6. การแนบบทวิจารณ์หรือรีวิว (Attach reviews) คือการแนบรีวิวหรือความคิดเห็นจาก ผู้ใช้หรือลูกค้าลงในโพสต์หรือโฆษณาบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มความ สนใจต่อกลุ่มเป้าหมาย ในกรณีนี้ เป็นการน ารีวิวของลูกค้าที่เคยใช้หรือซื้อสินค้าจากลิงก์พันธมิตร หรือจากซื้อจากผู้เข้าร่วมเป็นพันธมิตร มาแสดงผลในหน้าสื่อสังคมออนไลน์ เนื้อหาในโพสต์ และ อนุศ น ามาแสดงในหน้า Landing page เพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมเกิดความต้องการซื้อสินค้า ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


314 | บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ 7. ความไว้วางใจ (Gain Trust) ความไว้วางใจเป็นสิ่งหนึ่งที่สร้างความน่าเชื่อถือใน การตลาดแบบพันธมิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ใช้ออนไลน์ค้นหา และค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า และบริการก่อนการตัดสินใจซื้อ การมีการตอบค าถามหรือการแก้ไขปัญหาของลูกค้าผ่านทางสื่อ สังคมออนไลน์หรือผ่านทางการสนทนาออนไลน์หน้าเว็บไซต์ธุรกิจ (Live Chat) จะช่วยสร้างความ ไว้วางใจและความน่าเชื่อถือของแบรนด์รวมถึงเพิ่มโอกาสการเปลี่ยนแปลง (Conversion) จากผู้ชม เนื้อหาให้เป็นผู้ซื้อในอนาคต 8. ลงทะเบียนรับข่าวสาร (Newsletter subscibers) เครื่องมือนี้ช่วยการประชาสัมพันธ์ โปรแกรมพันธมิตร โดยกลยุทธ์นี้ธุรกิจต้องแยกกลุ่มของรายชื่อ (Mailing list) และเลือกเฉพาะผู้ ลงทะเบียนรับข่าวสารที่มีความเป็นไปได้ว่าจะมีโอกาสเป็นพันธมิตร การสรรหาพันธมิตรจากรายชื่อ ผู้ลงทะเบียนรับจดหมายข่าวจะช่วยให้ธุรกิจพบลูกค้าที่พอใจและเป็นไปได้ว่าจะเกิดการแบ่งปัน ประสบการณ์ที่ดีจากการใช้สินค้าและบริการ ในขั้นตอนนี้ในหน้าฟอร์มลงทะเบียนรับข่าวสารควร เพิ่มช่องส าหรับกรอกข้อมูลเกี่ยวกับแพลตฟอร์มที่ผู้ลงทะเบียนรับข่าวสารเลือกใช้รวมถึงจ านวน ผู้ติดตาม เพื่อใช้ส าหรับพิจารณาแยกกลุ่มของรายชื่อ ซึ่งในขั้นตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการตลาด อีเมล ซึ่งผู้เขียนได้อธิบายไปแล้วในบทที่ 9 หัวข้อ รายชื่ออีเมล 9. เครือข่ายพันธมิตร (affiliate network) เป็นสถานที่ติดต่อระหว่างพันธมิตรและผู้ค้าที่ เป็นส่วนส าคัญในการเสริมประสิทธิภาพของโปรแกรมการตลาดพันธมิตรของธุรกิจ เมื่อธุรกิจโพสต์ โปรแกรมพันธมิตรบนเครือข่าย พันธมิตรที่เป็นสมาชิกเครือข่ายจะเห็นโปรแกรมพันธมิตรดังกล่าวได้ ทันที บางเครือข่ายอาจมีการแบ่งการแสดงผล เช่น โปรแกรมพันธมิตรใหม่ ยอดนิยมและ ผลตอบแทนสูง การใช้เครือข่ายพันธมิตรจะช่วยให้โปรแกรมพันธมิตรมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้สนใจ เข้าร่วมเป็นพันธมิตรและคู่ค้าได้รับอัตราผลตอบแทนจากโปรแกรมพันธมิตรที่สูงขึ้น 10. ไดเรกทอรีพันธมิตร (Affiliate directories) ไดเรกทอรี เป็นเว็บไซต์หรือโฮสต์ที่ รวบรวมรายชื่อ ข้อมูล และรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับโปรแกรมพันธมิตร แม้ว่าในจะไม่ได้รับความ นิยมในปัจจุบัน แต่ยังคงมีผู้ค้าและผู้สนใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตรใช้ไดเรกทอรีเหล่านี้ค้นหาโปรแกรม พันธมิตรใหม่ ๆ หรือโปรแกรมที่น่าสนใจ จึงเป็นเหตุผลว่าท าไมธุรกิจหรือผู้ค้าจึงควรให้ความส าคัญ กับไดเรกทอรีพันธมิตร หากต้องการประชาสัมพันธ์โปรแกรมการตลาดพันธมิตร 11. ผู้จัดการโปรแกรมพันธมิตร (Affiliate program manager) คือ กลุ่มคนหรือบุคคล อนุศ ที่ท าหน้าที่ดูแล ตรวจสอบประสิทธิภาพของโปรแกรมพันธมิตร หรืออาจเป็นผู้ที่ออกแบบโปรแกรม ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร | 315 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ ทั้งหมด การมีผู้จัดการโปรแกรมพันธมิตรที่ท าหน้าที่จัดการดูแลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรมเป็น สิ่งที่ดี ซึ่งผู้จัดการโปรแกรมพันธมิตรเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการออกแบบโปรแกรมสนับสนุนต่าง ๆ ในการตลาดแบบพันธมิตร ติดตาม ก ากับ ตรวจสอบโปรแกรม ให้การท างานมีประสิทธิภาพ ในช่วง เริ่มต้นของธุรกิจที่เริ่มใช้การตลาดแบบพันธมิตร อาจใช้บุคคลเพียงคนเดียวในการจัดการทุกอย่างที่ เกี่ยวข้อง แต่เมื่อการตลาดพันธมิตรมีการขยายตัว เช่น เริ่มมีพันธมิตรมากขึ้น มีสินค้ามากขึ้น และมี แพลตฟอร์มมากขึ้น ในกรณีนี้การใช้ผู้จัดการโปรแกรมพันธมิตรจะช่วยให้กลยุทธ์การตลาดแบบ พันธมิตรของธุรกิจด าเนินการได้อย่างราบรื่น ต่อเนื่อง ประหยัดเวลา และลดข้อยุ่งยากในการเพิ่ม จ านวนบุคลากรดูแล ในการใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโปรแกรมการตลาดพันธมิตรดังที่กล่าวไปแล้ว นั้น ธุรกิจหรือผู้ค้าที่ใช้การตลาดพันธมิตรจะต้องดูและแต่ละกลยุทธ์โดยก าหนดเป้าหมายให้เหมาะสม กับวัตถุประสงค์และแผนธุรกิจ ควรน ากลยุทธ์ที่หลากหลายมาใช้ร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ ก า ร ต ล า ด แ บ บ พั น ธ มิ ต ร ทั้ง นี้ เ พื่ อใ ห้ โ ป ร แ ก ร มพั น มิ ต ร มี ค ว า ม ต่ อ เ นื่ อง เ ห็ น ผ ล สร้างผลกระทบด้านยอดขาย และสร้างการรับรู้แบรนด์แก่ผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลต่อยอดขาย ก าไรและ การเติบโตของธุรกิจในอนาคต กลยุทธ์การตลาดพันธมิตรส าหรับพันธมิตร ส าหรับผู้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรจะมีข้อก าหนดและเงื่อนไขตามโปรแกรมพันธมิตรที่ผู้ค้าหรือ ธุรกิจก าหนดขึ้น เพื่อให้ได้รับประโยชน์และผลตอบแทนสูงสุด แต่ยังมีความอิสระในการเลือกวิธี ส่งเสริมลิงก์พันมิตรให้กับผู้ค้า ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักจะน าเสนอลิงก์พร้อมกับเนื้อหาโดยใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น สื่อสังคมออนไลน์ การตลาดอีเมล เว็บไซต์และเว็บบล็อก โดยมีหลายแนวทางในการใช้กลยุทธ์ ผสมผสานกับลิงก์พันธมิตร (eMarketing Instiute, 2018, p.57) ดังนี้ 1. รีวิวสินค้า (Product reviews) เป็นกลยุทธ์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เมื่อผู้เข้าร่วม โปรแกรมพันธมิตรได้รับสินค้าหรือมีสินค้าและบริการที่ต้องการส่งเสริม พวกเขาจะเขียนบทความ ในเว็บบล็อกมีเนื้อหาเกี่ยวกับการรีวิวสินค้า ประเภทเนื้อหานี้จะเต็มไปด้วยเคล็ดลับที่เป็นประโยชน์ ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ที่ส าคัญรีวิวสินค้านี้เขียนโดยผู้ที่มีอิทธิพล (นักรีวิว) ต่อผู้ชม อนุศ เนื้อหา และได้รับการจัดอันดับในหน้าแสดงผลลัพธ์ค้นหาบนเสิร์ชเอนจิน ความคิดเห็นใด ๆ ก็ตามที่ ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


316 | บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ เกิดจากการแบ่งปันประสบการณ์จากผู้รีวิวสินค้าอาจได้รับความไว้วางใจและมีอิทธิพลต่อผู้บริโภค มากกว่าโฆษณา ความไว้วางใจส าหรับผู้รีวิวหรือนักรีวิว เกิดจากความซื่อสัตย์ เปิดเผยความจริงให้กับผู้รับชม การน าเสนอรีวิวสินค้าที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงเกี่ยวกับ คุณภาพสินค้า ความทนทาน ความสะดวก การใช้งาน และการรับประกัน ให้ออกมาในเชิงบวกสามารถสร้างผลก าไรผ่านการส่งเสริมลิงก์ พันธมิตรได้จริง แต่หากผู้ชมได้รับรู้ความจริงว่าสินค้าที่ตนซื้อมาใช้ไม่ตรงกับการรีวิว อาจส่งผล กระทบต่อสินค้าและชื่อเสียงของผู้รีวิวได้ภายหลัง การแบ่งปันหรือการแชร์รีวิวสินค้าเป็นกลยุทธ์ที่มี อัตราการเปลี่ยนแปลงสูง (Conversion rate) เนื่องจากผู้เข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตหากมีการค้นหา สินค้าผ่านเสิร์ชเอนจิน แสดงว่าพวกเขามีความสนใจและพร้อมที่จะซื้อสินค้า เพียงแต่ต้องการหา ข้อมูลเพื่อเติมเกี่ยวกับคุณสมบัติของสินค้า จึงเป็นเหตุผลว่าท าไมบทความประเภทรีวิวสินค้าจึง สามารถสร้างโอกาสขายสินค้าจากการเปลี่ยนแปลง (Conversion) นอกจากนี้ภายในเนื้อหา บทความยังสามารถแทรกค าค้นหรือคีย์เวิร์ดที่ได้รับความนิยมในการค้นหาบนเสิร์ชเอนจิน เพื่อเพิ่ม ปรับปรุงประสิทธิภาพกลไกการค้นหา (Search engine optimization) หรือ SEO ให้อันดับ เว็บไซต์ในหน้าแสดงผลลัพธ์ค้นหาสูงขึ้นอีกด้วย กลยุทธ์ที่นิยมใช้ส าหรับเว็บไซต์ที่เป็นพันธมิตร คือ การเขียนเนื้อหาเกี่ยวกับการเปรียบเทียบ และรีวิวสินค้า รายละเอียดที่ควรเพิ่มในเนื้อหา เช่น อธิบายรายละเอียของสินค้าโดยละเอียด พูดถึงคุณสมบัติของสินค้า เน้นข้อดี (ข้อเสียถ้ามี) เพิ่มรูปภาพ (เน้นภาพถ่ายที่มีความสวยงามหรือ ผ่านการปรับแต่งโดยโปรแกรมกราฟิก) ระบุราคาพร้อมส่วนลด แบ่งบันประสบการณ์จากการใช้งาน สินค้า เปรียบเทียบกับสินค้าแบรนด์อื่น และพูดถึงสินค้าอื่นในแบรนด์เดียวกับที่รีวิว 2. การกล่าวถึงสินค้า (Product mention) เป็นกลยุทธ์ที่นิยมใช้ในเว็บไซต์พันธมิตร การกล่าวถึงสินค้าไม่ต้องให้ความส าคัญกับสินค้าแต่ละรายการเหมือนกับกลยุทธ์การเขียนรีวิวสินค้าที่ เน้นให้รายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าโดยตรง กลยุทธ์นี้จะเกี่ยวข้องกับการกล่าวถึงสินค้าและแทรกลิงก์ ในเนื้อหา (น าลิงก์ที่เกี่ยวข้องจากเว็บไซต์อื่นมาแทรกลงในบทความของผู้เป็นพันธมิตร) ตัวอย่างเช่น บทความเกี่ยวกับสูตรท าขนมปังสามารถแทรกเครื่องมือที่ใช้ และแทรกลิงก์สินค้าที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ชมเนื้อหาคลิกเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมโดยไม่ต้องอธิบายรายละเอียดของสินค้าที่ขาย บทความเกี่ยวกับการเดินทางและสถานที่ท่องเที่ยวสามารถกล่าวถึงกล้องติดรถยนต์และแทรกลิงก์ อนุศ สินค้า ส าหรับกลยุทธ์นี้ผู้เขียนบทความจะไม่ได้มุ่งเน้นการเปรียบเทียบรายละเอียดของสินค้า ราคา ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร | 317 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ และคุณสมบัติของสินค้าเหมือนกับกลยุทธ์เขียนรีวิวสินค้า ส าหรับช่องทางที่ใช้ในกลยุทธ์กล่าวถึง สินค้าโดยทั่วไป คือ เว็บไซต์และบล็อก แต่ผู้เข้าร่วมพันธมิตรสามารถแชร์ลิงก์ในสื่อสังคมออนไลน์ได้ เช่นกัน กลยุทธ์นี้ไม่จ าเป็นต้องเสียเวลาเขียนรีวิวสินค้านาน แต่ยังคงสร้างรายได้หรือผลตอบแทน จากการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรได้เช่นเดียวกันกับการรีวิว 3. แบนเนอร์ (Banner) นอกจากการแทรกลิงก์ในบทความที่เป็นรูปแบบข้อความ (Text link) แล้ว ผู้เข้าร่วมพันธมิตรยังสามารถแทรกลิงก์ในรูปแบบของรูปภาพแทนเพื่อเพิ่มความ น่าสนใจ กลยุทธ์นี้มีลักษณะคล้ายกับการโฆษณาแบบแสดงผล (Display Ads) ซึ่งน าเสนอในรูปแบบ ของภาพเช่นเดียวกัน การโฆษณาแบบแสดงผลจะต้องมีการช าระค่าโฆษณาล่วงหน้าให้แก่ผู้ให้ บริการ มีการก าหนดกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ เพื่อให้โฆษณาแสดงผลไปยังกลุ่มเป้าหมายเหล่านั้น แต่ส าหรับแบนเนอร์ที่ใช้การตลาดพันธมิตรผู้เข้าร่วมสามารถน ามาใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงน ามา แสดงผลบนเว็บไซต์ของตนเอง ประโยชน์ของแบนเนอร์ คือ การแสดงผลในทุกหน้าของเว็บไซต์ เลือกต าแหน่งได้ตามความต้องการ นอกจากการแสดงผลในส่วนของเนื้อหาบทความ และสร้างการ เปลี่ยนแปลง (Conversion) เปลี่ยนจากผู้ชมเป็นผู้ซื้อ 4. คูปอง (Coupons) เป็นรูปแบบการส่งเสริมการตลาดออนไลน์ที่ได้รับความนิยม สามารถจูงใจให้กลุ่มเป้าหมายหรือผู้ชมเนื้อหาตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น แต่กลับไม่ได้รับความนิยม ในการตลาดแบบพันธมิตรหรือมีการใช้ไม่บ่อยนัก เนื่องจากมีเงื่อนไขและข้อก าหนดเกี่ยวกับราคา ซึ่งผู้ค้าจะต้องปรับเปลี่ยนเงื่อนไขในการควบคุมราคาร่วมกับกับผู้เข้าร่วมเป็นพันธมิตร ส่งผลต่อก าไร ที่ผู้ค้าจะได้รับเมื่อมีการลดราคาจากการใช้คูปอง ตัวอย่างเช่น หากมีผู้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรจ านวน มาก อาจส่งผลต่อการก าหนดผลตอบแทนหรือค่าคอมมิชชัน โดยผู้ค้ามักจะลดค่าคอมมิชชันแก่ ผู้เข้าร่วมเป็นพันธมิตร เพื่อไม่ให้กระทบต่อผลก าไร 5. การตลาดพันธมิตรบนยูทูบ (Affiliate marketing on YouTube) การได้รับความ นิยม จนกระทั่งมีจ านวนผู้เข้าชมเนื้อหาวิดีโอบนยูทูบส่งผลต่อการตลาดพันธมิตรโดยการแทรกลิงก์ พันธมิตรลงในส่วนของรายละเอียดที่อธิบายเกี่ยวกับวิดีโอ ผู้สร้างเนื้อหาบนยูทูบนั้นจะเรียกว่า ยูทูบเบอร์ (Youtubers) เป็นผู้มีอิทธิพลต่อกลุ่มผู้ชมหรือกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง ยูทูบเบอร์จะสร้างจ านวนผู้ติดตามจากแพลตฟอร์มนี้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับ เคล็ดลับต่าง ๆ อนุศ ในชีวิตประจ าวัน การท าอาหาร การรีวิวสินค้า การสอนด้านวิชาการและเทคโนโลยี ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


318 | บทที่ 10 การตลาดพันธมิตร การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ ส่งผลให้เขาเหล่านี้มีผลกระทบต่อการจูงใจและโน้มน้าวผู้ชมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังสามารถสร้าง รายได้จากการชมดังกล่าวได้ด้วย กระบวนการตลาดพันธมิตรบนยูทูบ จะมีลักษณะคล้ายกับการตลาดพันธมิตรแบบดั้งเดิม เริ่มจากเหล่ายูทูบเบอร์เข้าร่วมโปรแกรมพันธมิตรกับผู้ค้าหรือธุรกิจเพื่อส่งเสริมการขายสินค้าและ บริการ จากนั้นจะสร้างเนื้อหาในรูปแบบของวิดีโอ เพื่ออธิบายคุณสมบัติสินค้า การใช้งาน ช่องทางการซื้อ และความรู้สึกเมื่อได้ทดลองใช้ สินค้าที่น ามารีวิวนั้นยูทูบเบอร์อาจซื้อมาใช้เองหรือ ได้รับจากผู้ค้าที่ตนเข้าร่วมโปรแกรมพันธมิตร เช่น ผลิตภัณฑ์เคลือบสีรถยนต์ ยูทูบเบอร์จะแสดง ว่าเมื่อน ามาใช้เคลือบสีรถยนต์ของตนเองนั้นผลที่ได้เป็นอย่างไร มีข้อดีและข้อเสียอย่างไร การรีวิวสินค้าแบบนี้ส่งผลต่อความไว้วางใจต่อผู้ที่สนใจและก าลังหาข้อมูลเพื่อตัดสินใจซื้อสินค้าเป็น อย่างมาก หลังจากนั้นยูทูบเบอร์จะแชร์ลิงก์การตลาดพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในวิดีโอ ในช่องค าอธิบาย (Description box) เพื่อให้ผู้ชมวิดีโอสามารถคลิกไปยังลิงก์นั้นได้หากสนใจซื้อ สินค้า 6. วิเคราะห์ผลการด าเนินงาน (Analyze performance) การส่งเสริมลิงก์พันธมิตร ขึ้นอยู่กับประเภทของการสื่อสารที่มีต่อผู้ชมเนื้อหา ดังนั้นการวิเคราะห์ผลการด าเนินงาน สามารถ ตรวจสอบได้จากแพลตฟอร์มที่ผู้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรเลือกใช้ โดยทั่วไปในแต่ละแพลตฟอร์มมี เครื่องมือส าหรับรายงานผลการด าเนินงานไว้ให้ผู้ใช้งานเลือกใช้ ขึ้นอยู่กับว่าต้องการวิเคราะห์หรือ วัดผลการด าเนินงานโดยใช้สถิติหรือเครื่องมือวัดใด สถิติหรือเครื่องมือวัดส าคัญที่ผู้เข้าร่วมเป็น พันธมิตรควรเลือกใช้ ได้แก่ จ านวนคลิก จ านวนการเปลี่ยนแปลง (Conversion) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ คลิก (อายุ เพศ อาชีพ รายได้ ที่อยู่ ฯลฯ) สินค้าที่ได้รับการคลิก/การเปลี่ยนแปลงมากที่สุด จากนั้นท าการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวในแต่ละประเภทของการส่งเสริมโดยร่วมกับการตลาด พันธมิตรเพื่อวิเคราะห์ว่า แพลตฟอร์ม บทความ เนื้อหา วิดีโอ เสียง และข้อความ ในลักษณะ และรูปแบบใดที่มีความโดดเด่นและสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงจนน าไปสู่ยอดขายได้มากที่สุด เมื่อทราบแล้วผู้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรยังสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวมาพัฒนาประสิทธิภาพของเนื้อหาที่ ปรากฏในแต่ละแพลตฟอร์มเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ชมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของการ เปลี่ยนแปลง (Conversion) มากที่สุด เช่น สินค้าบางรายการได้รับความนิยมจากการใช้แบนเนอร์ อนุศ ในเว็บไซต์ และสินค้าบางรายการมียอดขายเพิ่มขึ้นจากการรีวิวสินค้าในยูทูบ เป็นต้น ักดิ์รัตนกนกกาญจน์


Click to View FlipBook Version