The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อ้างอิงจากศูนย์เผยแผ่ส่วนกลาง วัดนาป่าพง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by buddhawajanalanna, 2020-04-27 06:29:35

พุทธวจน 9 ปฐมธรรม

อ้างอิงจากศูนย์เผยแผ่ส่วนกลาง วัดนาป่าพง

Keywords: หนังสือพุทธวจน

พุทธวจน

ภกิ ษุทั้งหลาย !  กาล ๔ ประการนี้ อันบุคคลบ�าเพญ็ โดยชอบ
ใหเ้ ป็นไปโดยชอบ ย่อมใหถ้ งึ ความสน้ิ อาสวะโดย
ลา� ดบั   กาล ๔ ประการ เป็นอยา่ งไรเลา่  คือ 

๑. การฟังธรรมตามกาล (กาเลน  ธมฺมสสฺ วน)ำ  
๒. การสนทนาธรรมตามกาล (กาเลน  ธมฺมสากจฉฺ า) 
๓. การทำาสมถะ (ความสงบ) ตามกาล (กาเลน  สมโถ) 
๔. การทาำ วปิ ัสสนาตามกาล (กาเลน  วิปสฺสนา)

ภิกษทุ งั้ หลาย !  กาล ๔ ประการน้ ี อนั บุคคลบ�าเพ็ญโดยชอบ
ใหเ้ ป็นไปโดยชอบ ยอ่ มให้ถึงความส้ินอาสวะโดยลา� ดบั .

-บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๘๘/๑๔๗.

พุทธวจน
ปฐมธรรม
เข้าใจธรรมเพียงบทเดยี ว กเ็ พยี งพอ
คามณิ ! ...เพราะเหตวุ า่ ถงึ แม้เขาจะเข้าใจธรรมทเ่ี ราแสดงสักบทเดียว
น่นั กย็ ังจะเปน็ ไปเพอ่ื ประโยชน์เกือ้ กลู และความสุขแก่ชนท้ังหลายเหลา่ น้นั
ตลอดกาลนาน.

-บาลี สฬา. สํ. ๑๘/๓๘๙/๖๐๕.

ให้เปน็ ผู้หนักแนน่ และไมก่ ลา่ วมุสา

ราหุล !  เรากล่าววา่ กรรมอนั เปน็ บาปหน่อยหน่งึ
ซึง่ บคุ คลผู้ไม่มคี วามละอายในการแกลง้ กลา่ วเทจ็

ทงั้ ทร่ี อู้ ยู่วา่ เปน็ เท็จจะทำ� ไมไ่ ดห้ ามีไม.่
เพราะฉะนน้ั ในเร่อื งนี้ เธอทั้งหลาย พึงส�ำเหนียกใจไว้วา่

“เราทง้ั หลายจกั ไมก่ ลา่ วมสุ า แมแ้ ต่เพือ่ หัวเราะกนั เลน่ ”

ราหลุ  !  เธอท้ังหลายพึงส�ำเหนยี กใจไว้อย่างน.้ี
ราหลุ  ! เธอจงอบรมจติ ใหเ้ สมอดว้ ยแผน่ ดนิ (ปฐว)ี เถดิ เมอ่ื เธออบรมจติ ใหเ้ สมอดว้ ยแผน่ ดนิ อยู่

ผสั สะทงั้ หลายทน่ี า่ พอใจและไมน่ า่ พอใจอนั เกดิ ขนึ้ แลว้ จกั ไมก่ ลมุ้ รมุ จติ ตงั้ อยู่
ราหลุ  ! เปรยี บเหมอื นเมอ่ื คนเขาทงิ้ ของสะอาดบา้ ง ไมส่ ะอาดบา้ ง ทงิ้ คถู บา้ ง ทงิ้ มตู รบา้ ง
ทงิ้ นำ�้ ลายบา้ ง ทง้ิ หนองบา้ ง ทงิ้ โลหติ บา้ ง ลงบนแผน่ ดนิ แผน่ ดนิ กไ็ มร่ สู้ กึ อดึ อดั ระอารงั เกยี จ

ด้วยส่งิ เหล่านนั้ นฉี้ ันใด

“ราหุล !  เธอจงอบรมจิตใหเ้ สมอด้วยแผน่ ดนิ เถิด
เมื่อเธออบรมจิตใหเ้ สมอด้วยแผน่ ดินอยู่ ผัสสะทงั้ หลายท่นี า่ พอใจ
และไมน่ ่าพอใจอันเกดิ ข้ึนแล้ว จกั ไมก่ ลุม้ รมุ จติ ต้งั อยู่ ฉนั น้นั เหมอื นกัน”

ราหลุ  ! เธอจงอบรมจติ ใหเ้ สมอดว้ ยนำ�้ (อาโป) เถดิ เมอ่ื เธออบรมจติ ใหเ้ สมอดว้ ยนำ�้ อยู่
ผัสสะทง้ั หลายท่นี า่ พอใจและไม่น่าพอใจอันเกิดข้นึ แล้ว จักไม่กลุ้มรุมจิตตัง้ อยู่

ราหลุ  ! เปรยี บเหมอื นเมอ่ื คนเขาลา้ งของสะอาดบา้ ง ไมส่ ะอาดบา้ ง ลา้ งคถู บา้ ง ลา้ งมตู รบา้ ง
ลา้ งน�ำ้ ลายบ้าง ลา้ งหนองบา้ ง ลา้ งโลหติ บา้ ง ลงในน�ำ้ นำ�้ กไ็ ม่รสู้ กึ อดึ อดั ระอารังเกยี จ

ดว้ ยส่งิ เหล่านั้น น้ีฉันใด

“ราหุล !  เธอจงอบรมจิตใหเ้ สมอด้วยนำ้� เถดิ
เมอ่ื เธออบรมจิตให้เสมอด้วยน�ำ้ อยู่ ผสั สะท้ังหลายทน่ี า่ พอใจ
และไมน่ า่ พอใจอันเกดิ ขึน้ แล้ว จกั ไมก่ ลมุ้ รุมจติ ตัง้ อยู่ ฉันนน้ั เหมือนกนั ”

(ในกรณแี หง่ ไฟ ลม และอากาศ ก็ไดต้ รัสไว้ในลกั ษณะคล้ายคลงึ กนั )

-บาลี ม. ม. ๑๓/๑๒๕/๑๒๗. , -บาลี ม. ม. ๑๓/๑๓๘-๔๐/๑๔๐-๔.

พุทธวจน
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม
พุทธวจนสถาบัน
รว่ มกนั มงุ่ มน่ั ศกึ ษา ปฏบิ ตั ิ เผยแผค่ �ำ ของตถาคต

พุทธวจน

ฉบบั ๙ ปฐมธรรม

ข้อมูลธรรมะนี้ จัดทำ�เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาสู่สาธารณชน
เป็นธรรมทาน

ลขิ สทิ ธใ์ิ นต้นฉบบั นี้ได้รับการสงวนไว้

ไมส่ งวนสิทธ์ิในการจดั ทำ�จากต้นฉบบั เพื่อเผยแผใ่ นทกุ กรณี

ในการจัดท�ำ หรอื เผยแผ่ โปรดใชค้ วามละเอยี ดรอบคอบ

เพือ่ รกั ษาความถกู ต้องของข้อมลู

ขอค�ำ ปรกึ ษาด้านข้อมูลในการจัดท�ำ เพ่ือความสะดวกและประหยดั

ติดตอ่ ได้ท่ี

มลู นธิ ิพุทธโฆษณ์ โทรศพั ท ์ ๐๘ ๒๒๒๒ ๕๗๙๐-๙๔

พทุ ธวจนสมาคม โทรศพั ท ์ ๐๘ ๑๖๔๗ ๖๐๓๖

มูลนิธิพุทธวจน โทรศัพท ์ ๐๘ ๑๔๕๗ ๒๓๕๒

คุณศรชา โทรศัพท ์ ๐๘ ๑๕๑๓ ๑๖๑๑

คณุ อารวี รรณ โทรศพั ท์ ๐๘ ๕๐๕๘ ๖๘๘๘

ปที ีพ่ ิมพ์ ๒๕๕๗
ศิลปกรรม ปรญิ ญา ปฐวนิ ทรานนท,์ วิชชุ เสริมสวัสดศ์ิ ร,ี

ณรงคเ์ ดช เจริญปาละ

จดั ท�ำ โดย มูลนิธพิ ทุ ธโฆษณ์
(เว็บไซต์ www.buddhakos.org)

สำ�หรับผู้ตอ้ งการปฏิบตั ธิ รรรม ตดิ ต่อได้ท่ี
ศนู ยป์ ฏิบัตพิ ทุ ธวจน (Buddhawajana Training Center)
ซอยคลองสต่ี ะวนั ออก ๗๓ หมู่ ๑๕ คลองส่ี อ�ำ เภอคลองหลวง จงั หวดั ปทมุ ธานี
โทรศพั ท์ ๐๙ ๒๙๑๒ ๓๖๕๗, ๐๙ ๒๙๑๒ ๓๗๒๑, ๐๙ ๒๙๑๒ ๓๔๗๑

มลู นธิ ิพทุ ธโฆษณ์ เลขท่ี ๒๙/๓ หมูท่ ี่ ๗ ต�ำ บลบงึ ทองหลาง อ�ำ เภอลำ�ลกู กา จังหวัดปทมุ ธานี ๑๒๑๕๐
โทรศพั ท์ /โทรสาร ๐ ๒๕๔๙ ๒๑๗๕ เวบ็ ไซต์ : www.buddhakos.org

อกั ษรยอ่

เพือ่ ความสะดวกแกผ่ ู้ทย่ี งั ไมเ่ ขา้ ใจเร่อื งอกั ษรยอ่
ท่ใี ชห้ มายแทนชอื่ คมั ภรี ์ ซ่ึงมอี ยโู่ ดยมาก

มหาว.ิ ว.ิ มหาวิภงั ค ์ วินัยปิฎก.
ภิกขฺ ุนี. ว.ิ ภิกขนุ วี ภิ ังค์ วินัยปฎิ ก.
มหา. วิ. มหาวรรค วินัยปิฎก.
จุลลฺ . ว.ิ จุลวรรค วินัยปิฎก.
ปริวาร. ว.ิ ปริวารวรรค วินยั ปิฎก.
สี. ที. สลี ขนั ธวรรค ทีฆนกิ าย.
มหา. ท.ี มหาวรรค ทีฆนกิ าย.
ปา. ที. ปาฏกิ วรรค ทฆี นิกาย.
ม.ู ม. มูลปณั ณาสก์ มชั ฌิมนกิ าย.
ม. ม. มชั ฌิมปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย.
อปุ ร.ิ ม. อุปรปิ ณั ณาสก์ มัชฌมิ นกิ าย.
สคาถ. สํ. สคาถวรรค สงั ยตุ ตนกิ าย.
นทิ าน. สํ. นทิ านวรรค สงั ยุตตนิกาย.
ขนธฺ . สํ. ขนั ธวารวรรค สังยตุ ตนกิ าย.
สฬา. ส.ํ สฬายตนวรรค สงั ยุตตนิกาย.
มหาวาร. สํ. มหาวารวรรค สงั ยุตตนิกาย.
เอก. อํ. เอกนบิ าต อังคตุ ตรนิกาย.
ทุก. อํ. ทุกนบิ าต อังคุตตรนกิ าย.
ติก. อํ. ตกิ นบิ าต อังคตุ ตรนกิ าย.
จตกุ กฺ . อ.ํ จตกุ กนบิ าต องั คตุ ตรนิกาย.

ปญฺจก. อ.ํ ปญั จกนิบาต อังคุตตรนิกาย.
ฉกกฺ . อํ. ฉกั กนบิ าต องั คตุ ตรนิกาย.
สตตฺ ก. อํ. สัตตกนิบาต อังคุตตรนิกาย
อฏฺ ก. อ.ํ อฏั ฐกนบิ าต องั คตุ ตรนกิ าย.
นวก. อ.ํ นวกนิบาต อังคุตตรนกิ าย.
ทสก. อ.ํ ทสกนบิ าต องั คตุ ตรนกิ าย.
เอกาทสก. อํ. เอกาทสกนิบาต องั คตุ ตรนกิ าย.
ข.ุ ขุ. ขุททกปาฐะ ขทุ ทกนกิ าย.
ธ. ข.ุ ธรรมบท ขทุ ทกนกิ าย.
อ.ุ ข.ุ อทุ าน ขทุ ทกนิกาย.
อิติวุ. ขุ. อติ ิวุตตกะ ขทุ ทกนิกาย.
สุตฺต. ข.ุ สตุ ตนิบาต ขุททกนกิ าย.
วมิ าน. ขุ. วมิ านวตั ถุ ขทุ ทกนิกาย.
เปต. ขุ. เปตวัตถุ ขทุ ทกนกิ าย.
เถร. ข.ุ เถรคาถา ขุททกนิกาย.
เถรี. ขุ. เถรคี าถา ขทุ ทกนกิ าย.
ชา. ข.ุ ชาดก ขุททกนกิ าย.
มหาน.ิ ขุ. มหานทิ เทส ขุททกนิกาย.
จูฬน.ิ ข.ุ จูฬนทิ เทส ขทุ ทกนกิ าย.
ปฏสิ ม.ฺ ข.ุ ปฏสิ ัมภิทามรรค ขุททกนิกาย.
อปท. ขุ. อปทาน ขทุ ทกนิกาย.
พทุ ธฺ ว. ข.ุ พทุ ธวงส์ ขุททกนิกาย.
จริยา. ขุ. จรยิ าปฎิ ก ขทุ ทกนกิ าย.

ตวั อย่าง : ๑๔/๑๗๑/๒๔๕ ให้อา่ นว่า
ไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ เล่ม ๑๔ หนา้ ๑๗๑ ข้อที่ ๒๔๕



คำ�อนุโมทนา

ขออนุโมทนา  กับคณะผู้จัดทำ�  หนังสือพุทธวจน
ฉบับ  “ปฐมธรรม”  ในเจตนาอันเป็นกุศล  ท่ีมีความต้ังใจ
เผยแผค่ �ำ สอนขององคส์ มั มาสมั พทุ ธเจา้ ทอ่ี อกจากพระโอษฐ์
ของพระองคเ์ อง  ทง้ั หมดทท่ี า่ นตรสั รใู้ นหลายแงม่ มุ ทเ่ี กย่ี วกบั
การใช้ชีวิต  วิธีแก้ทุกข์  ฯลฯ  ตามหลักพุทธวจนง่ายๆ 
เพอ่ื ใหผ้ สู้ นใจไดศ้ กึ ษาและน�ำ มาปฏบิ ตั  ิ เพอ่ื ใหถ้ งึ ความพน้ ทกุ ข์
ด้วยเหตุอันดีน้ี  ขอจงเป็นพลวปัจจัยให้ผู้มีส่วนร่วมในการ
ทำ�หนังสือเล่มน้ีและผู้ท่ีได้อ่าน  ได้ศึกษา  พึงเกิดปัญญา
ได้ดวงตาเหน็ ธรรม  พ้นทุกข์ในชาตนิ ีเ้ ทอญ.

ขออนุโมทนา
ภิกขุคึกฤทธ์ิ โสตถฺ ิผโล



ค�ำ น�ำ

ไม่แปลกที่นกั วิชาการทางโลก มกั จะจัดหมวดหมธู่ รรมะ
ไปตามความเข้าใจจากการคิดเชิงวิเคราะห์แบบแบ่งย่อยแยกส่วน
เพราะน่ันคือฐานวิธีการเข้าหาความจริงของวิทยาศาสตร์ตะวันตก
ซง่ึ ถกู ใชเ้ ปน็ แมแ่ บบ ในกระบวนการศกึ ษา ของทกุ ๆ สาขาวชิ าทางโลก.

เมอ่ื มองจากจดุ ยนื นน้ั หนงั สอื พทุ ธวจนฉบบั ปฐมธรรม น้ี
อาจจะถกู เขา้ ใจไดว้ า่ เปน็ หนงั สอื ธรรมะหมวดทว่ั ไป ส�ำ หรบั ฆราวาส
เพราะวา่ ชอ่ื หวั ขอ้ เรอ่ื งตา่ งๆ นน้ั คอ่ นขา้ งเอนไปในแงข่ องหลกั ปฏบิ ตั ิ
ในชวี ติ ประจ�ำ วนั ซง่ึ มงุ่ เนน้ ใหเ้ กดิ ปฏสิ มั พนั ธท์ างสงั คมทเ่ี ปน็ ปกตสิ ขุ .

ความเขา้ ใจในลกั ษณะน้ี  มคี วามถูกต้องเพยี งมิติเดียว.
จรงิ อยวู่ า่ การปฏบิ ตั ติ นทถ่ี กู ตอ้ ง ตามหลกั ค�ำ สอนตา่ งๆ
สามารถสรา้ งสงั คมทเ่ี ปน็ ปกตสิ ขุ ได้ ปญั หามอี ยวู่ า่ หากเพยี งมงุ่ สรา้ ง
สงั คมโลกทส่ี งบสขุ นา่ อยู่ หรอื เพยี งเพอ่ื ดแู ลชวี ติ ของตนเองใหด้ แี คน่ น้ั
การมขี น้ึ ของอรหนั ตสมั มาสมั พทุ ธะกไ็ มม่ จี �ำ เปน็ แตอ่ ยา่ งใด เพราะวา่
ทกุ สงั คมเชอ้ื ชาติ ตา่ งกม็ ลี ทั ธคิ วามเชอ่ื และหลกั ค�ำ สอนทเ่ี ปน็ ไปเพอ่ื
ความสงบสขุ แบบโลกๆ กนั อยแู่ ลว้ ยง่ิ ไปกวา่ นน้ั นน่ั ยงั ท�ำ ใหโ้ อกาส
ของการไดเ้ กดิ มาเปน็ มนษุ ย์ และการไดม้ าพบค�ำ สอนของพระพทุ ธเจา้
กลับกลายเสมือนเปน็ ความสูญเปล่าเสยี ไปด้วย.

จุดสำ�คัญมีอยู่ว่า  สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ทั้งหมด
นบั ตง้ั แตร่ าตรที ท่ี รงตรสั รู้ ไปจนถงึ ปจั ฉมิ วาจา กอ่ นปรนิ พิ พานนน้ั
ไมว่ า่ จะปรากฏเปน็ เรอ่ื งลกึ หรอื ตน้ื ตอ่ บคุ คลผสู้ ดบั อยู่ อยา่ งไรกต็ าม
ตา่ งกส็ ะทอ้ นอานสิ งส์ โนม้ เอยี งไปสจู่ ดุ หมายอยา่ งเดยี วกนั ในทส่ี ดุ
คอื เปน็ เรอ่ื งทน่ี �ำ ไปสคู่ วามหลดุ พน้ จากชาติ ชรา มรณะ ดว้ ยกนั ทง้ั สน้ิ .

ไม่ใช่เรื่องง่าย  ที่จะเห็นความสัมพันธ์เช่ือมโยงได้ว่า 
วธิ ปี ฏบิ ตั ติ นตอ่ บคุ คลแวดลอ้ ม (ทศิ ๖) หรอื หลกั วธิ กี ารใชจ้ า่ ยทรพั ย์
หรอื แมก้ ระทง่ั เรอ่ื งของศลี คอื หลกั การกระท�ำ ทไ่ี มเ่ บยี ดเบยี นกนั นน้ั
เกย่ี วขอ้ ง และน�ำ ไปสู่ การหลดุ พน้ จากชาติ ชรา มรณะ ไดอ้ ยา่ งไร.

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงยืนยันด้วยพระองค์เองว่า
เพราะเหตใุ ดกต็ าม ทท่ี �ำ ให้ ๓ สง่ิ น้ี คอื ชาติ ชรา มรณะ มอี ยใู่ นโลก
เพราะเหตนุ น้ั นน่ั เอง จงึ มกี ารบงั เกดิ ขน้ึ ของอรหนั ตสมั มาสมั พทุ ธะ.

เหตุข้างตน้ น้ี บวกเขา้ กบั คณุ สมบตั ิ ๑๐ ขอ้ ของพุทธวจน
(ดไู ด้ในแผน่ พบั : ท�ำ ไมตอ้ งพทุ ธวจน - ชาวพทุ ธปฏบิ ัติตามใคร)
ชใ้ี หเ้ หน็ ถงึ ลกั ษณะความเชอ่ื มโยงสอดคลอ้ งเปน็ หนง่ึ ของธรรมวนิ ยั
ทเ่ี ปน็ พทุ ธวจน ในทกุ บรบิ ท ทกุ แงม่ มุ ไมว่ า่ ตรสั กบั ใคร ในวาระไหน.

พุทธวสิ ัย ในการใช้บทพยัญชนะ และการพดู บอกสอน
ทม่ี ลี กั ษณะเชอ่ื มโยงประสานเปน็ หนง่ึ เดยี วทง้ั หมด โดยไมพ่ ลาดเลยน้ี
เปน็ ความอศั จรรยว์ เิ ศษ ทถ่ี กู ชาวพทุ ธมองขา้ ม หรอื ไมร่ เู้ ลยกว็ า่ ได้
เปน็ เหตใุ หพ้ ลาดโอกาส ในการรแู้ จง้ แทงตลอดหลกั ธรรมในมติ ติ า่ งๆ
เพราะไมส่ ามารถเปดิ จุดเชอื่ มโยงธรรม ใหถ้ ึงกนั ได.้

หากใครกต็ าม ไดศ้ กึ ษาบทพยญั ชนะทเ่ี ปน็ พทุ ธวจนใหด้ ี
จะพบจดุ เชอ่ื มโยงธรรม จากเรอ่ื งทด่ี เู หมอื นเปน็ เพยี งวธิ กี ารปฏบิ ตั ติ วั
ในชวี ติ ประจ�ำ วนั ทว่ั ๆ ไปนน้ั ไปถงึ หลกั ธรรมล�ำ้ ลกึ อนั เปน็ แกน่ แทไ้ ด้
คอื เชอ่ื มตอ่ ๆ กนั ไปถงึ การหลดุ พน้ จากชาติ ชรา มรณะ โดยสน้ิ เชงิ ได้.

จึงเป็นเรื่องท้าทายสำ�หรับชาวพุทธ  ในแง่มุมที่ว่า
ทกุ วนั น้ี เราศกึ ษาพทุ ธวจน ในระดบั ทส่ี ามารถเปดิ จดุ เชอ่ื มโยงธรรม
ทซ่ี อ้ นทบั เกย่ี วเนอ่ื งกนั อยไู่ ดห้ รอื ไม่ และ เราใชป้ ระโยชนจ์ ากค�ำ สอน
ของพระพุทธเจ้า ได้ถึงอานสิ งส์ทม่ี งุ่ หมายอย่างแท้จรงิ แค่ไหน.

คณะผู้จัดพมิ พห์ นงั สอื เลม่ นี้ ขอนอบน้อมสกั การะ
ต่อ ตถาคต ผ้อู รหันตสัมมาสมั พทุ ธะ
และ ภิกษุสาวกในธรรมวินัยน้ี
ตง้ั แตค่ รั้งพุทธกาล จนถงึ ยคุ ปจั จบุ นั
ทมี่ ีส่วนเกี่ยวข้องในการสบื ทอดพุทธวจน

คอื ธรรม และวนิ ยั ทที่ รงประกาศไว้ บรสิ ุทธิ์บรบิ รู ณด์ แี ลว้ .

ตถาคตสาวโก
คณะงานธมั มะ วดั นาป่าพง



สารบัญ

ธรรมะกบั ชีวติ ๑

๑. ผู้ชข้ี ุมทรัพย์ ! ๒

๒. โอกาสในการเกดิ เป็นมนษุ ยน์ ้นั แสนยาก ๔

๓. วิญญาณ คือ เหตุแหง่ การเกดิ ขึ้นของสตั ว ์ ๖

๔. หลักปฏิบัติต่อทศิ ทง้ั ๖ ๙

หนา้ ท่ีท่พี ึงปฏบิ ตั ติ ่อทิศเบื้องหนา้ ๑๐

หนา้ ที่ทพ่ี ึงปฏบิ ัตติ ่อทิศเบื้องขวา ๑๑

หน้าท่ีที่พงึ ปฏิบตั ติ อ่ ทิศเบื้องหลงั ๑๒

หนา้ ทท่ี พ่ี งึ ปฏิบตั ิตอ่ ทิศเบ้อื งซ้าย ๑๓

หนา้ ที่ที่พงึ ปฏิบตั ิต่อทิศเบื้องตำ่� ๑๔

หนา้ ทท่ี ี่พงึ ปฏบิ ตั ติ อ่ ทศิ เบื้องบน ๑๕

๕. หลกั ในการใชจ้ า่ ยทรัพย์ ๑๗

๖. การตอบแทนคณุ มารดาบดิ าอยา่ งสูงสุด ๒๑

๗. ว่าด้วยความรัก ๔ แบบ ๒๓

๘. ลกั ษณะของ “ฆราวาสชั้นเลิศ” ๒๗

๙. หลกั การด�ำรงชพี เพื่อประโยชนส์ ุขในวันนี ้ ๒๙

ความขยันในอาชพี ๒๙

การรักษาทรัพย์ ๓๐

ความมมี ิตรดี ๓๑
การด�ำรงชีวติ สม่ำ� เสมอ ๓๒
๑๐. หลกั การด�ำรงชพี เพ่อื ประโยชน์สุขในวันหนา้ ๓๔
๑๑. เหตุเสอ่ื มและเหตุเจรญิ แหง่ ทรพั ย์ ๓๗
เหตุเส่ือมแหง่ ทรัพย์ ๔ ประการ ๓๗
เหตุเจรญิ แห่งทรพั ย์ ๔ ประการ ๓๘
๑๒. อบายมุข ๖ (ทางเสอื่ มแหง่ ทรัพย์ ๖ ทาง) ๔๐
โทษของอบายมุขแตล่ ะข้อ ๔๑
๑๓. การบรโิ ภคกามคณุ ทงั้ ๕ อย่างไมม่ ีโทษ ๔๕
๑๔. หลกั การพูด ๔๙
๑๕. ลักษณะการพูดของตถาคต ๕๑
๑๖. ลักษณะการพูดของสตั บุรุษ ๕๓
๑๗. ลักษณะการพูดของอสตั บรุ ษุ ๕๕
๑๘. อยา่ หูเบา ๕๗
๑๙. เข้าใจธรรมเพยี งบทเดียว ก็เพียงพอ ๕๙
๒๐. ให้เปน็ ผหู้ นักแนน่ ๖๐
๒๑. ลาภสกั การะและเสียงเยนิ ยอ เปน็ อันตราย ๖๓
แม้แตพ่ ระอรหนั ต์
๒๒. ลกั ษณะของผู้มสี ตแิ ละสัมปชญั ญะ ๖๕
๒๓. ส่ิงที่พระศาสดาถือว่าเป็นความอศั จรรย ์ ๖๗

๒๔. จิตอธษิ ฐานการงาน ๖๘

๒๕. การตง้ั จิตก่อนนอน ๖๙

๒๖. มดื มา...สว่างไป  สว่างมา...กย็ งั คงสว่างไป ๗๐

๒๗. เหตขุ องความสามัคคแี ละความแตกแยก ๗๓

๒๘. ความอยาก (ตณั หา) คอื ตน้ เหตแุ หง่ การทะเลาะววิ าท ๗๗

๒๙. กฎธรรมชาติ ๗๙

๓๐. เหตแุ หง่ การเบียดเบียน ๘๐

๓๑. ความพอใจใด ความพอใจนนั้ คอื เหตเุ กดิ แหง่ ทกุ ข ์ ๘๒

๓๒. ธรรมอนั เปน็ ไปเพอ่ื ความเจรญิ ไมเ่ สอ่ื ม ๘๓

(อปริหานิยธรรม)

๓๓. เหตใุ ห้ศาสนาเจรญิ ๘๕

๓๔. เหตุให้ศาสนาเสือ่ ม ๘๘

๓๕. สง่ิ ท้ังหลายไมเ่ ท่ียง ๙๑

๓๖. ผลจากความไมม่ ีธรรมะของมนุษย์ (อยา่ งเบา) ๙๗

๓๗. ผลจากความไมม่ ีธรรมะของมนุษย์ (อย่างหนัก) ๑๐๐

๓๘. ข้อควรทราบเกี่ยวกบั อกศุ ลมลู ๑๐๕

(ราคะ โทสะ โมหะ)

๓๙. คณุ สมบตั ิของทตู ๑๐๘

๔๐. ไม่โกหกกนั แมเ้ พียงเพื่อหัวเราะเล่น ๑๐๙

๔๑. งูเปอ้ื นคูถ ๑๑๐

“กรรม” และผลของการกระท�ำ ๑๑๓

๔๒. สิง่ ท่ีควรรู้เบ้อื งตน้ เก่ยี วกับ “กรรม” ๑๑๔
๔๓. กายนี้ เปน็ “กรรมเกา่ ” ๑๑๖
๔๔. ศลี ๕ ๑๑๘
๔๕. ทาน ทจ่ี ัดว่าเปน็ มหาทาน ๑๒๐
๔๖. อุโบสถ (ศลี ) ๑๒๒
๔๗. อกศุ ลกรรมบถ ๑๐ ๑๒๔
๔๘. กุศลกรรมบถ ๑๐ ๑๒๙
๔๙. อานสิ งสส์ �ำหรบั ผู้ท�ำศลี ใหบ้ ริบรู ณ์ ๑๓๕
๕๐. ผลของการมศี ลี ๑๔๐
๕๑. ผลของการไมม่ ีศลี ๑๔๒
๕๒. ท�ำดี ไดด้ ี ๑๔๕
๕๓. ธรรมดาของโลก ๑๔๙
๕๔. กรรมที่ท�ำให้ไดร้ ับผลเป็นความไมต่ กต่�ำ ๑๕๐
๕๕. ทานทีใ่ ห้แล้วในสงฆแ์ บบใด จงึ มีผลมาก ๑๕๒
๕๖. ผ้ปู ระสบบญุ ใหญ่ ๑๕๔

ธรรมะกบั การสอบ ๑๕๗

๕๗. ต้องขึงสายพณิ พอเหมาะ ๑๕๘
๕๘. ผู้เหน็ แกน่ อน ๑๖๐

๕๙. ลักษณะของ “ผู้มคี วามเพียรตลอดเวลา” ๑๖๓
๖๐. ลักษณะของ “ผูเ้ กยี จคร้านตลอดเวลา” ๑๖๔

๖๑. วธิ กี ารตามรกั ษาไว้ซ่ึงความจรงิ (สจจฺ านรุ กขฺ ณา) ๑๖๕

๖๒. การตามรซู้ ึง่ ความจรงิ (สจฺจานโุ พโธ) ๑๖๙

๖๓. การตามบรรลุถงึ ซ่งึ ความจริง (สจฺจานปุ ตตฺ )ิ ๑๗๒

๖๔. ท�ำความเพยี รแข่งกบั อนาคตภยั ๑๗๓
๖๕. วิธแี ก้ความหดหู่ ๑๗๘

๖๖. วธิ แี กค้ วามฟุ้งซา่ น ๑๘๐

การท�ำสมาธิและอานิสงสข์ องการท�ำสมาธ ิ ๑๘๓

๖๗. สมาธภิ าวนา ๔ ประเภท ๑๘๔
๖๘. อานุภาพของสมาธิ (นัยที่ ๑) ๑๘๘

๖๙. อานุภาพของสมาธิ (นัยที่ ๒) ๑๘๙

๗๐. แมเ้ พยี งปฐมฌาน กช็ อื่ วา่ เปน็ ทหี่ ลบพน้ ภยั จากมาร ๑๙๔

๗๑. สมาธริ ะงบั ความรกั -เกลยี ด ทมี่ อี ยตู่ ามธรรมชาต ิ ๑๙๕

๗๒. ความส�ำคัญของสมถะและวิปสั สนา ๑๙๗

๗๓. ผกู้ �ำลงั โน้มเอยี งไปสู่นพิ พาน ๑๙๘

๗๔. อานสิ งส์สงู สุดแห่งอานาปานสติ ๒ ประการ ๒๐๐

๗๕. อานาปานสตริ ะงบั ได้ซ่งึ อกุศลท้งั หลาย ๒๐๔

๗๖. เจริญอานาปานสติ ชื่อวา่ ไม่เหนิ ห่างจากฌาน ๒๐๖

๗๗.ลมหายใจก็คือ “กาย” ๒๐๗

๗๘. ผ้เู จรญิ อานาปานสติ ย่อมชอื่ ว่าเจรญิ กายคตาสติ ๒๐๙

๗๙. ลกั ษณะของผู้เจรญิ กายคตาสติ ๒๑๑

๘๐. การตง้ั จติ ในกายคตาสติ เปน็ เสาหลกั อยา่ งดขี องจติ ๒๑๓

ลักษณะของผไู้ ม่ต้งั จิตอยู่กับกาย ๒๑๓

ลักษณะของผ้ตู ้ังจติ อยกู่ บั กาย ๒๑๕

๘๑. ใหต้ ั้งจิตในกายคตาสติ ๒๑๘

เสมอื นเต่าหดอวยั วะไวใ้ นกระดอง

๘๒. ใหต้ งั้ จติ ในกายคตาสติ เสมอื นบรุ ษุ ผถู้ อื หมอ้ นำ�้ มนั ๒๒๑

๘๓. อานสิ งส์ของการเจริญกายคตาสต ิ ๒๒๓

๘๔. การด�ำรงสมาธจิ ิต เมอ่ื ถูกเบยี ดเบียนทางวาจา ๒๒๔

๘๕. อานสิ งส์แหง่ การปฏิบัตสิ มาธิแบบตา่ งๆ ๒๒๙

๘๖. ลักษณะของผทู้ ีง่ ่ายต่อการเขา้ สมาธ ิ ๒๓๐

๘๗. เจรญิ สมาธใิ หไ้ ดอ้ ย่างน้อยวนั ละ ๓ คร้ัง ๒๓๒

๘๘. การอย่ปู ่ากบั การเจรญิ สมาธิ ส�ำหรบั ภิกษุบางรปู ๒๓๔

๘๙. ผลของการกระท�ำทที่ �ำไดเ้ หมาะสมกับเวลา ๒๓๗

๙๐. จงเป็นผู้มสี ตคิ ูก่ นั ไปกบั สมั ปชญั ญะ ๒๓๘

ความส�ำคญั ของค�ำพระผมู้ พี ระภาคเจา้ ๒๔๑

๙๑. เหตุผลทตี่ อ้ งรบั ฟังเฉพาะค�ำตรัส ๒๔๓
ของพระผู้มพี ระภาคเจ้า

ทรงก�ำชับให้ศึกษาปฏิบตั ิเฉพาะจากค�ำของ ๒๔๓
  พระองค์เทา่ นนั้ อย่าฟงั คนอน่ื

หากไมส่ นใจค�ำตถาคต จะท�ำใหเ้ กดิ ความ ๒๔๕

  อันตรธานของคำ� ตถาคต เปรียบด้วยกลองศกึ

พระองค์ทรงสามารถก�ำหนดสมาธิ ๒๔๗

  เมอ่ื จะพดู ทกุ ถ้อยคำ� จงึ ไม่ผดิ พลาด
ค�ำพดู ทต่ี รัสมาทัง้ หมดนบั แตว่ นั ตรัสร้นู ้ัน ๒๔๘

  สอดรบั ไม่ขดั แยง้ กนั
แตล่ ะค�ำพูดเปน็ อกาลโิ ก คอื ถูกต้องตรงจรงิ ๒๔๙

  ไม่จำ� กัดกาลเวลา

ทรงใหใ้ ชธ้ รรมวนิ ัยท่ตี รัสแลว้ ๒๕๐

  เป็นศาสดาแทนต่อไป

ทรงหา้ มบญั ญตั เิ พมิ่ หรอื ตดั ทอน สงิ่ ทบ่ี ญั ญตั ไิ ว ้ ๒๕๑

๙๒. อรยิ มรรคมีองค์ ๘ คอื ๒๕๒

กลั ยาณวตั รท่ีตถาคตทรงฝากไว้

การปรินิพพานของตถาคต ๒๕๕
๙๓. เหตกุ ารณช์ ่วงปรนิ พิ พาน ๒๕๖
๙๔. ผมู้ ีธรรมเป็นทีพ่ ่งึ ๒๖๑
๙๕. หลักตดั สนิ ธรรมวนิ ยั ๔ ประการ ๒๖๓
๙๖. การบชู าตถาคตอยา่ งสงู สดุ ๒๖๕
๙๗. พนิ ัยกรรม ของ “พระสังฆบดิ า” ๒๖๗
๙๘. สังเวชนียสถานภายหลงั พุทธปรินพิ พาน ๒๖๘
๙๙. สถานทที่ คี่ วรจะระลกึ ตลอดชวี ติ ๒๗๑

นิพพานและการพน้ ทุกข ์ ๒๗๓

๑๐๐. เพราะการเกิด เปน็ เหตุให้พบกับความทกุ ข ์ ๒๗๔

๑๐๑. เหตแุ ห่งการเกิด “ทุกข”์ ๒๗๘

๑๐๒. ส้ินทกุ ขเ์ พราะสน้ิ กรรม ๒๘๐

๑๐๓. ส้ินนันทิ สนิ้ ราคะ ๒๘๒

๑๐๔. ความส้ินตณั หา คอื นิพพาน ๒๘๓

๑๐๕. ความเพลิน เป็นเหตใุ ห้เกดิ ทกุ ข ์ ๒๘๕

๑๐๖. ความเป็นโสดาบนั ๒๘๖

ประเสรฐิ กว่าเป็นพระเจา้ จักรพรรดิ

๑๐๗. สัทธานสุ าร ี ๒๘๘

๑๐๘. ธมั มานสุ าร ี ๒๘๙

๑๐๙. ฐานะท่ีเปน็ ไปไม่ได้ ของผถู้ ึงพรอ้ มดว้ ยทิฏฐิ ๒๙๑

(พระโสดาบนั )

๑๑๐. ล�ำดับการปฏิบตั ิเพื่ออรหตั ตผล ๒๙๓

๑๑๑. อรยิ มรรค มีองค์ ๘ ๒๙๕

๑๑๒. “ดนิ น�้ำ ไฟ ลม” ไม่อาจหย่งั ลงได้ในทไ่ี หน ๓๐๐

๑๑๓. สง่ิ ๆ หนง่ึ ซงึ่ บุคคลพึงรู้แจ้ง ๓๐๓

๑๑๔. สังขตลกั ษณะ ๓๐๔

๑๑๕. อสงั ขตลักษณะ ๓๐๕

๑๑๖. ล�ำดบั การหลดุ พ้นโดยละเอียดเมื่อเห็นอนัตตา ๓๐๖

๑๑๗. ท�ำความเข้าใจเก่ยี วกบั อาหาร ๓๐๘

๑๑๘. หลกั การพจิ ารณาอาหาร ๓๑๑

๑๑๙. หมดความพอใจ กส็ นิ้ ทุกข ์ ๓๑๔

๑๒๐. ความรู้สกึ ภายในใจ ๓๑๕

เมอื่ ละตัณหา (ความอยาก) ได้

ลกั ษณะภิกษผุ มู้ ศี ีล ๓๑๗

๑๒๑. ผชู้ ี้ชวนวงิ วอน ๓๑๘
๑๒๒. ลกั ษณะของภิกษผุ ้มู ศี ลี (นยั ท่ี ๑) ๓๑๙
๑๒๓. ลักษณะของภิกษผุ มู้ ศี ีล (นยั ท่ี ๒) ๓๒๒
๑๒๔. ลักษณะของภิกษุผ้มู ศี ลี (นัยท่ี ๓) ๓๒๔



ธรรมะกับชีวิต

2 พุทธวจน


ผู้ชขี้ ุมทรพั ย์ !

น เต อหํ อานนทฺ ตถา ปรกกฺ มสิ สฺ ามิ

อานนท์ ! เราไมพ่ ยายามท�ำ กะพวกเธอ อยา่ งทะนถุ นอม

ยถา กุมฺภกาโร อามเก อามกมตเฺ ต

เหมือนพวกช่างหมอ้ ท�ำ แกห่ มอ้ ท่ยี ังเปียก ยงั ดบิ อย.ู่

นคิ คฺ ยฺหนคิ คฺ ยหฺ าหํ อานนฺท วกขฺ ามิ

อานนท์ ! เราจกั ขนาบแลว้ ขนาบอีก ไมม่ หี ยุด.

ปวยฺหปวยหฺ าหํ อานนฺท วกขฺ ามิ

อานนท์ ! เราจกั ชี้โทษแลว้ ชี้โทษอกี ไมม่ หี ยุด.

โย สาโร, โส ฐสสฺ ติ

ผู้ใดมีมรรคผลเปน็ แก่นสาร ผู้น้ันจักทนอยูไ่ ด.้

อุปร.ิ ม. ๑๔/๒๔๕/๓๕๖.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 3

นธิ ีนวํ ปวตฺตารํ ยํ ปสฺเส วชชฺ ทสฺสินํ
นคิ คฺ ยฺหวาทึ เมธาวึ ตาทิสํ ปณฺฑิตํ ภเช

คนเรา ควรมองผู้มปี ัญญาใดๆ ท่ีคอยชี้โทษ
คอยกล่าวค�ำ ขนาบอยู่เสมอไป

วา่ คนนนั้ แหละ คอื ผูช้ ขี้ ุมทรพั ยล์ ะ
ควรคบบัณฑติ ที่เป็นเชน่ น้ัน

ตาทิสํ ภชมานสฺส เสยโฺ ย โหติ น ปาปโิ ย

เม่อื คบหากบั บณั ฑติ ชนดิ นั้นอยู่
ย่อมมแี ต่ดีท่าเดียว ไมม่ ีเลวเลย.

ธ. ขุ. ๒๕/๒๕/๑๖.

4 พุทธวจน


โอกาสในการเกดิ เปน็ มนษุ ยน์ น้ั แสนยาก

ภกิ ษุทั้งหลาย ! ถ้าสมมติว่า  มหาปฐพีอัน
ใหญ่หลวงนี้ มนี ้ำ�ท่วมถึงเป็นอนั เดยี วกันทัง้ หมด; บรุ ษุ
คนหน่งึ   ท้งิ แอก (ไม้ไผ่ ?) ซ่งึ มีรูเจาะได้เพียงรูเดียวลงไป
ในนำ�้ น้ัน;  ลมตะวันออกพัดให้ลอยไปทางทิศตะวันตก, 
ลมตะวนั ตกพดั ใหล้ อยไปทางทศิ ตะวนั ออก,  ลมทศิ เหนอื พดั
ใหล้ อยไปทางทศิ ใต,้   ลมทศิ ใตพ้ ดั ใหล้ อยไปทางทศิ เหนอื , 
อยดู่ งั น ้ี ในน�ำ้ นน้ั   มเี ตา่ ตวั หนง่ึ   ตาบอด  ลว่ งไปรอ้ ยๆ  ปี
มันจะผุดขึ้นมาครั้งหน่ึงๆ.

ภิกษทุ ้งั หลาย ! เธอท้ังหลาย  จะสำ�คัญความ
ขอ้ นวี้ ่าอย่างไร; จะเป็นไปได้ไหม ท่ีเต่าตาบอด รอ้ ยปีจึง
จะผดุ ขึ้นสกั ครั้งหนึง่ จะพงึ ยืน่ คอเข้าไปในรูซง่ึ มอี ย่เู พยี ง
รเู ดียวในแอกนั้น ?

“ข้อน้ยี ากท่จี ะเป็นไปได้  พระเจ้าข้า  !  ท่เี ต่าตาบอดน้นั  
รอ้ ยปผี ดุ ขน้ึ เพยี งครง้ั เดยี ว  จะพงึ ยน่ื คอเขา้ ไปในรซู ง่ึ มอี ยเู่ พยี งรเู ดยี ว
ในแอกน้นั ”.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 5

ภิกษุทั้งหลาย ! ยากทจ่ี ะเปน็ ไปได้ ฉนั เดยี วกนั
ทใ่ี ครๆ จะพึงไดค้ วามเปน็ มนุษย์; ยากที่จะเป็นไปได้
ฉนั เดยี วกนั ทต่ี ถาคตผอู้ รหนั ตสมั มาสมั พทุ ธะจะเกดิ ขน้ึ
ในโลก; ยากทีจ่ ะเป็นไปได้ ฉันเดียวกนั ทธ่ี รรมวินยั อัน
ตถาคตประกาศแลว้ จะรุง่ เรอื งไปทัว่ โลก.

ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! แต่วา่ บดั น้ี ความเป็นมนษุ ย์
กไ็ ดแ้ ลว้ ;  ตถาคตผอู้ รหนั ตสมั มาสมั พทุ ธะกบ็ งั เกดิ ขน้ึ
ในโลกแล้ว;  และธรรมวินัยอันตถาคตประกาศแล้ว 
ก็รุ่งเรอื งไปทวั่ โลกแล้ว.

ภกิ ษุทัง้ หลาย ! เพราะเหตนุ ั้น ในกรณีน้ี
พวกเธอพงึ กระท�ำ โยคกรรม เพือ่ ใหร้ วู้ า่
“นี้ ทกุ ข;์
น้ี เหตุให้เกิดทกุ ข;์
น้ี ความดับแหง่ ทุกข์;
น้ี หนทางใหถ้ ึงความดับแห่งทุกข์” ดงั น้ี เถิด.

มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๖๘/๑๗๔๔.

6 พุทธวจน


วญิ ญาณ
คือ เหตุแหง่ การเกดิ ขนึ้ ของสตั ว์

อานนท์ ! กค็ ำ�นว้ี า่ “นามรปู มี เพราะปจั จยั
คอื วญิ ญาณ” ดังนี้, เช่นนแ้ี ล เปน็ ค�ำ ท่ีเรากล่าวแล้ว.

อานนท์ ! ความข้อน้ี  เธอต้องทราบอธิบาย
โดยปริยายดังต่อไปนี้ ท่ีตรงกบั หัวขอ้ ทเี่ รากล่าวไว้แล้ววา่
“นามรปู มี เพราะปจั จัยคอื วญิ ญาณ”.

อานนท์ ! ถา้ หากวา่ วญิ ญาณจกั ไมก่ า้ วลงในทอ้ ง
แห่งมารดาแลว้ ไซร;้ นามรปู จกั ปรงุ ตัวขึ้นมาในทอ้ งแห่ง
มารดาได้ไหม ?

“ขอ้ น้นั หามิได้พระเจ้าข้า !”.

อานนท์ ! ถ้าหากว่าวิญญาณก้าวลงในท้อง
แห่งมารดาแล้ว  จักสลายลงเสียแล้วไซร้;  นามรูปจัก
บังเกดิ ขนึ้ เพ่อื ความเปน็ อย่างน้ไี ด้ไหม ?

“ข้อนัน้ หามิไดพ้ ระเจ้าขา้ !”.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 7

อานนท์ ! ถ้าหากว่าวิญญาณของเด็กอ่อน  ท่ี
เป็นชายก็ตาม  เป็นหญิงก็ตาม  จักขาดลงเสียแล้วไซร้;
นามรปู จกั ถงึ ซง่ึ ความเจรญิ ความงอกงาม ความไพบลู ย์
บา้ งหรอื ?

“ขอ้ นนั้ หามไิ ดพ้ ระเจา้ ขา้ !”.

อานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรือ่ งน้ี, นัน่ แหละ
คือเหตุ,  นั่นแหละคือนิทาน,  น่ันแหละคือสมุทัย, 
นัน่ แหละคือปจั จยั ของนามรูป; นน้ั คอื วญิ ญาณ.

อานนท์ ! กค็ ำ�น้วี า่ “วิญญาณมี เพราะปัจจยั
คอื นามรูป” ดงั นี้, เชน่ นแ้ี ล เปน็ ค�ำ ท่เี รากลา่ วแลว้ .

อานนท์ ! ความข้อน้ี  เธอต้องทราบอธิบาย
โดยปริยายดังต่อไปนี้ที่ตรงกับหัวข้อท่ีเรากล่าวไว้แล้วว่า
“วิญญาณมี เพราะปจั จัยคือนามรูป”.

อานนท์ ! ถ้าหากว่าวิญญาณ  จักไม่ได้มีที่ตั้ง
ทอี่ าศยั ในนามรูป แลว้ ไซร้; ความเกิดขึ้นพร้อมแหง่ ทุกข์
คอื ชาติ ชรา มรณะ ตอ่ ไป จะมีขนึ้ มาให้เห็นไดไ้ หม ?

“ขอ้ นัน้ หามิไดพ้ ระเจ้าขา้ !”.

8 พุทธวจน

อานนท์ ! เพราะเหตนุ นั้ ในเร่อื งนี้, นั่นแหละ
คอื เหต,ุ นน่ั แหละคอื นทิ าน, นน่ั แหละคอื สมทุ ยั , นน่ั แหละ
คอื ปจั จยั ของวญิ ญาณ; นั่นคือ นามรูป.

อานนท์ !
ด้วยเหตุเพยี งเทา่ นี้
สตั ว์โลก จงึ เกดิ บ้าง จึงแก่บา้ ง
จงึ ตายบ้าง จึงจุติบ้าง จึงอุบัตบิ ้าง :
คลองแหง่ การเรยี ก (อธิวจน) ก็มเี พียงเทา่ น,ี้
คลองแห่งการพูดจา (นิรุตตฺ )ิ ก็มีเพียงเทา่ น,้ี
คลองแหง่ การบญั ญตั ิ (ปญฺ ตตฺ )ิ กม็ เี พยี งเทา่ น,้ี
เรือ่ งทีจ่ ะต้องรู้ด้วยปญั ญา  (ปญฺ าวจร)  กม็ ีเพียงเทา่ น้,ี
ความเวียนวา่ ยในวฏั ฏะ ก็มเี พยี งเทา่ น้ี :
นามรปู พร้อมทง้ั วญิ ญาณตง้ั อยู่
เพ่อื การบัญญตั ิซึ่งความเป็นอย่างน้ี
(ของนามรูปกับวญิ ญาณ น่ันเอง).

มหา. ท.ี ๑๐/๖๗/๕๘.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 9


หลักปฏิบตั ิตอ่ ทศิ ทง้ั ๖

“ข้าแตพ่ ระองค์ผเู้ จรญิ ! ในอรยิ วนิ ยั   มกี ารนอบนอ้ ม
ทิศท้ังหกอย่างไรพระเจ้าข้า  !  พระองค์จงทรงแสดงธรรม

ที่เป็นการนอบน้อมทิศทั้งหกในอริยวินัยเถิด”.

คหบดบี ุตร !
พึงทราบวา่ ทิศทง้ั หกเหลา่ นี้ มอี ยู่ คือ :-
พงึ ทราบวา่ มารดาบดิ า เปน็ ปรุ ตั ถมิ ทศิ (ทศิ เบอ้ื งหนา้ ),
พงึ ทราบวา่ อาจารย์ เปน็ ทกั ขณิ ทศิ (ทศิ เบอ้ื งขวา),
พงึ ทราบวา่ บตุ รภรรยา เปน็ ปจั ฉิมทศิ (ทศิ บอ้ื งหลงั ),
พงึ ทราบวา่ มติ รสหาย เป็นอุตตรทิศ (ทศิ เบอ้ื งซา้ ย),
พงึ ทราบวา่ ทาสกรรมกร เปน็ เหฏฐมิ ทศิ (ทศิ เบอ้ื งต�ำ่ ),
พงึ ทราบวา่ สมณพราหมณ ์ เป็นอุปริมทิศ (ทศิ เบอ้ื งบน).

10 พุทธวจน

หนา้ ทที่ ่พี งึ ปฏบิ ตั ิตอ่ ทศิ เบอื้ งหนา้

คหบดีบุตร ! ทศิ เบอ้ื งหนา้   คอื   มารดาบดิ า
อนั บุตรพงึ ปฏบิ ัตติ ่อโดยฐานะ  ๕  ประการ  คอื :-

(๑)  ท่านเลยี้ งเราแลว้ เราจักเลี้ยงทา่ น
(๒)  เราจักท�ำ กจิ ของทา่ น
(๓)  เราจักด�ำ รงวงศ์สกุล
(๔)  เราจกั ปฏบิ ตั ิตนเปน็ ทายาท
(๕)  เม่ือท่านทำ�กาละล่วงลับไปแล้ว  เราจัก
กระท�ำ ทกั ษณิ าอุทิศทา่ น
คหบดบี ตุ ร ! ทศิ เบอื้ งหน้า คือ มารดาบดิ า
อันบุตรปฏิบัติต่อโดยฐานะ  ๕  ประการ  เหล่าน้ีแล้ว
ยอ่ มอนเุ คราะห์บตุ รโดยฐานะ  ๕  ประการ  คอื :-
(๑)  ห้ามเสียจากบาป
(๒)  ใหต้ งั้ อยู่ในความดี
(๓)  ใหศ้ ึกษาศิลปะ
(๔)  ใหม้ คี ู่ครองที่สมควร
(๕)  มอบมรดกใหต้ ามเวลา
เมื่อเป็นดังน้ี  ทิศเบื้องหน้านั้น  เป็นอันว่ากุลบุตรน้ัน
ปิดกน้ั แลว้ เปน็ ทิศเกษม ไม่มภี ยั เกดิ ขนึ้ .

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 11

หนา้ ท่ที ี่พึงปฏบิ ตั ิตอ่ ทิศเบ้ืองขวา

คหบดบี ตุ ร ! ทิศเบื้องขวา  คือ  อาจารย์
อนั ศิษยพ์ งึ ปฏิบตั ิตอ่ โดยฐานะ  ๕  ประการ คือ :-

(๑)  ดว้ ยการลกุ ข้นึ ยืนรับ
(๒)  ด้วยการเขา้ ไปยืนคอยรับใช้
(๓)  ด้วยการเชอ่ื ฟังอยา่ งย่งิ
(๔)  ดว้ ยการปรนนบิ ตั ิ
(๕)  ด้วยการศึกษาศลิ ปวิทยาโดยเคารพ
คหบดบี ุตร ! ทิศเบื้องขวา  คือ  อาจารย์
อันศิษย์ปฏิบัติต่อโดยฐานะ  ๕  ประการ  เหล่าน้ีแล้ว
ยอ่ มอนเุ คราะหศ์ ษิ ยโ์ ดยฐานะ  ๕  ประการ คอื :-
(๑)  แนะนำ�ดี
(๒)  ให้ศกึ ษาดี
(๓)  บอกศิลปวทิ ยาสน้ิ เชิง
(๔)  ทำ�ใหเ้ ปน็ ทร่ี ู้จกั ในมติ รสหาย
(๕)  ท�ำ การค้มุ ครองให้ในทศิ ทง้ั ปวง
เม่ือเป็นดังนี้  ทิศเบื้องขวาน้ัน  เป็นอันว่ากุลบุตรนั้น
ปดิ กัน้ แล้ว เปน็ ทิศเกษม ไมม่ ภี ยั เกดิ ข้นึ .

12 พุทธวจน

หนา้ ที่ที่พึงปฏิบัติตอ่ ทิศเบือ้ งหลัง

คหบดบี ุตร ! ทิศเบ้ืองหลัง  คือ  ภรรยา
อันสามีพงึ ปฏิบัตติ ่อโดยฐานะ  ๕  ประการ  คือ :-

(๑)  ด้วยการยกยอ่ ง
(๒)  ดว้ ยการไม่ดหู มิ่น
(๓)  ด้วยการไมป่ ระพฤตินอกใจ
(๔)  ดว้ ยการมอบความเปน็ ใหญใ่ นหน้าทใ่ี ห้
(๕)  ดว้ ยการใหเ้ ครื่องประดบั
คหบดีบุตร ! ทิศเบื้องหลัง  คือ  ภรรยา
อันสามีปฏิบัติต่อโดยฐานะ  ๕  ประการ  เหล่าน้ีแล้ว
ยอ่ มอนุเคราะหส์ ามีโดยฐานะ  ๕  ประการ  คือ :-
(๑)  จดั แจงการงานดี
(๒)  สงเคราะหค์ นข้างเคียงดี
(๓)  ไม่ประพฤตนิ อกใจ
(๔)  ตามรักษาทรพั ยท์ ี่มีอยู่
(๕)  ขยันขันแขง็ ในการงานทั้งปวง
เมื่อเป็นดังน้ี  ทิศเบื้องหลังนั้น  เป็นอันว่ากุลบุตรนั้น
ปิดกั้นแล้ว เป็นทิศเกษม ไมม่ ภี ยั เกดิ ขน้ึ .

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 13

หนา้ ทีท่ พ่ี ึงปฏิบตั ิต่อทศิ เบื้องซา้ ย

คหบดีบตุ ร ! ทศิ เบื้องซ้าย คือ มติ รสหาย
อนั กลุ บุตรพึงปฏิบตั ิต่อโดยฐานะ  ๕  ประการ  คอื :-

(๑)  ดว้ ยการให้ปนั
(๒)  ดว้ ยการพดู จาไพเราะ
(๓)  ดว้ ยการประพฤตปิ ระโยชน์
(๔)  ด้วยการวางตนเสมอกัน
(๕)  ดว้ ยการไมก่ ลา่ วค�ำ อนั เปน็ เครอ่ื งใหแ้ ตกกนั
คหบดีบุตร ! ทศิ เบ้อื งซ้าย คอื มติ รสหาย
อันกุลบุตรปฏิบัติต่อโดยฐานะ  ๕  ประการ  เหล่านี้แล้ว
ย่อมอนุเคราะหก์ ุลบตุ รโดยฐานะ  ๕  ประการ คอื :-
(๑)  รักษามิตรผูป้ ระมาทแลว้
(๒)  รักษาทรัพย์ของมติ รผปู้ ระมาทแลว้
(๓)  เปน็ ท่พี ่งึ แกม่ ิตรเมอ่ื มีภัย
(๔)  ไม่ทอดทิ้งในยามมอี นั ตราย
(๕)  นับถอื สมาชิกในวงศ์ของมิตร
เมื่อเป็นดังน้ี  ทิศเบ้ืองซ้ายนั้น  เป็นอันว่ากุลบุตรน้ัน
ปดิ กนั้ แลว้ เป็นทิศเกษม ไม่มภี ยั เกดิ ข้นึ .

14 พุทธวจน

หน้าท่ที พี่ ึงปฏิบัตติ อ่ ทิศเบอ้ื งต�่ำ

คหบดีบตุ ร ! ทิศเบื้องตำ่� คอื ทาสกรรมกร
อนั นายพงึ ปฏบิ ตั ติ อ่ โดยฐานะ  ๕  ประการ คือ :-

(๑)  ดว้ ยใหท้ ำ�การงานตามก�ำ ลัง
(๒)  ดว้ ยการใหอ้ าหารและรางวัล
(๓)  ดว้ ยการรักษาพยาบาลยามเจ็บไข้
(๔)  ด้วยการแบ่งของมีรสประหลาดให้
(๕)  ด้วยการปลอ่ ยให้อสิ ระตามสมัย
คหบดบี ุตร ! ทศิ เบื้องต่�ำ คือ ทาสกรรมกร
อันนายปฏิบัติต่อโดยฐานะ  ๕  ประการ  เหล่านี้แล้ว
ย่อมอนุเคราะหน์ ายโดยฐานะ  ๕  ประการ  คอื :-
(๑)  เปน็ ผลู้ กุ ขนึ้ ทำ�งานก่อนนาย
(๒)  เลิกงานทีหลงั นาย
(๓)  ถอื เอาแต่ของทน่ี ายให้
(๔)  กระท�ำ การงานใหด้ ที ี่สดุ
(๕)  นำ�เกียรติคณุ ของนายไปร่ำ�ลือ
เมื่อเป็นดังนี้  ทิศเบ้ืองต่ำ�นั้น  เป็นอันว่ากุลบุตรนั้น
ปิดกน้ั แล้ว เป็นทศิ เกษม ไม่มภี ัยเกดิ ขึน้ .

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 15

หน้าที่ทีพ่ งึ ปฏบิ ตั ติ อ่ ทิศเบ้อื งบน

คหบดีบตุ ร ! ทศิ เบอ้ื งบนคอื สมณพราหมณ์
อนั กุลบตุ รพงึ ปฏิบัติต่อโดยฐานะ  ๕  ประการ  คอื :-

(๑)  ดว้ ยเมตตากายกรรม
(๒)  ด้วยเมตตาวจีกรรม
(๓)  ดว้ ยเมตตามโนกรรม
(๔)  ดว้ ยการไมป่ ิดประตู (คือ ยนิ ดตี ้อนรบั )
(๕)  ด้วยการคอยถวายอามิสทาน
คหบดบี ตุ ร ! ทศิ เบอ้ื งบน คอื สมณพราหมณ์
อันกุลบุตรปฏิบัติต่อโดยฐานะ  ๕  ประการ  เหล่านี้แล้ว
ย่อมอนเุ คราะห์กุลบตุ รโดยฐานะ  ๖  ประการ  คือ :-
(๑)  หา้ มเสียจากบาป
(๒)  ให้ต้งั อยูใ่ นความดี
(๓)  อนเุ คราะห์ดว้ ยใจอนั งดงาม
(๔)  ใหฟ้ ังในสงิ่ ท่ไี มเ่ คยฟัง
(๕)  ทำ�ส่งิ ท่ไี ดฟ้ งั แล้วใหแ้ จ่มแจง้ ถึงทส่ี ดุ
(๖)  บอกทางสวรรคใ์ ห้

16 พุทธวจน

เมื่อเป็นดังน้ี  ทิศเบ้ืองบนน้ัน  เป็นอันว่ากุลบุตรน้ัน
ปิดกั้นแล้วเป็นทศิ เกษม ไมม่ ีภัยเกดิ ขน้ึ .

ปา. ท.ี ๑๑/๑๙๕-๒๐๖/๑๗๔-๒๐๕.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 17


หลกั ในการใชจ้ ่ายทรัพย์

คหบดี ! อริยสาวกนั้น  ใช้โภคทรัพย์ที่ตน
หาไดม้ าดว้ ยความเพยี รเปน็ เครอ่ื งลกุ ขน้ึ   รวบรวมมาด้วย
กำ�ลังแขน  มีตัวชุ่มด้วยเหงื่อ  เป็นโภคทรัพย์ประกอบ
ด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม เพื่อกระทำ�กรรมในหน้าที่
๔ ประการ.

๔ ประการ อย่างไรเล่า ?
๔ ประการ ในกรณีนี้ คือ :-

๑.  อริยสาวกนั้น  ใช้โภคทรัพย์อันตนหาได้มา
โดยชอบธรรม (ดังท่กี ล่าวแลว้ ข้างต้น) ในการเลย้ี งตน ให้
เป็นสุข  อิ่มหนำ�  บริหารตนให้อยู่เป็นสุขโดยถูกต้อง,
ในการเลย้ี งมารดาและบดิ าใหเ้ ป็นสขุ อิ่มหน�ำ บริหาร
ท่านท้ังสองให้อยู่เป็นสุขโดยถูกต้อง,  ในการเลี้ยงบุตร
ภรรยา ทาสและกรรมกรชายหญงิ ให้เป็นสขุ อม่ิ หน�ำ
บริหารให้อยู่กันอย่างเป็นสุขโดยถูกต้อง,  ในการเลี้ยง
มิตรอำ�มาตย์ให้เป็นสุข  อ่ิมหนำ�  บริหารให้อยู่เป็นสุข

18 พุทธวจน

โดยถูกต้อง  น้ีเป็นการบริโภคทรัพย์  ฐานที่  ๑  อัน
อริยสาวกนั้นถึงแล้ว  บรรลุแล้ว  บริโภคแล้วโดยชอบ
ด้วยเหตุผล (อายตนโส). คหบดี !  ข้ออ่นื ยงั มีอกี :

๒.  อริยสาวกน้ัน  ใช้โภคทรัพย์อันตนหาได้มา
โดยชอบธรรม  (ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น)  ในการปิดก้ัน
อันตรายท้งั หลาย ท�ำ ตนให้สวสั ดีจากอันตรายท้ังหลาย
ทเ่ี กดิ จากไฟ จากน�ำ้ จากพระราชา จากโจร หรอื จากทายาท
ท่ีไม่เป็นท่ีรักน้ันๆ  น้ีเป็นการบริโภคทรัพย์  ฐานท่ี  ๒
อนั อริยสาวกนน้ั ถึงแลว้   บรรลุแล้ว  บริโภคแลว้ โดยชอบ
ดว้ ยเหตผุ ล. คหบดี !  ขอ้ อื่นยังมีอีก :

๓.  อริยสาวกนั้น  ใช้โภคทรัพย์อันตนหาได้มา
โดยชอบธรรม (ดงั ทก่ี ลา่ วแลว้ ขา้ งตน้ ) ในการกระท�ำ พลกี รรม
๕ ประการ คอื สงเคราะห์ญาติ (ญาตพิ ล)ี สงเคราะหแ์ ขก
(อตถิ พิ ล)ี สงเคราะหผ์ ลู้ ว่ งลบั ไปแลว้ (ปพุ พเปตพล)ี ชว่ ยชาติ
(ราชพลี) บูชาเทวดา (เทวตาพลี) นี้เป็นการบริโภคทรัพย์
ฐานที่ ๓ อันอริยสาวกนั้นถึงแล้ว บรรลแุ ล้ว บริโภคแลว้
โดยชอบด้วยเหตผุ ล. คหบดี !  ขอ้ อื่นยงั มีอีก :

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 19

๔.  อริยสาวกน้ัน  ใช้โภคทรัพย์อันตนหามาได้
โดยชอบธรรม  (ดังท่ีกล่าวแล้วข้างต้น)  ในการตั้งไว้ซึ่ง
ทักษิณา  อุทิศแก่สมณพราหมณ์ท้ังหลาย  ผู้งดเว้นแล้ว
จากความประมาทมวั เมา ผตู้ ้ังม่ันอยู่ในขันติและโสรัจจะ
ผฝู้ ึกฝน ท�ำ ความสงบ ท�ำ ความดับเย็น แกต่ นเอง อนั เปน็
ทักษิณาทานที่มีผลเลิศในเบื้องบน  เป็นฝ่ายดี  มีสุข
เป็นผลตอบแทน  เป็นไปพร้อมเพื่อสวรรค์  นี้เป็นการ
บริโภคทรัพย์  ฐานท่ี  ๔  อันอริยสาวกน้ันถึงแล้ว 
บรรลุแล้ว  บริโภคแล้วโดยชอบด้วยเหตุผล.

คหบดี ! อริยสาวกนน้ั ย่อมใชโ้ ภคทรพั ย์ทต่ี น
หาได้มาดว้ ยความเพียรเปน็ เครือ่ งลุกข้นึ รวบรวมมาดว้ ย
ก�ำ ลงั แขน มตี วั ชมุ่ ดว้ ยเหงอ่ื เปน็ โภคทรพั ยป์ ระกอบดว้ ยธรรม
ไดม้ าโดยธรรม เพ่อื กระทำ�กรรมในหนา้ ท่ี ๔ ประการ
เหล่าน้.ี

จตุกกฺ . อ.ํ ๒๑/๘๕/๖๑.

20 พุทธวจน

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 21


การตอบแทนคณุ มารดาบดิ าอยา่ งสงู สดุ

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! เรากล่าวการกระทำ�ตอบแทน
ไม่ได้งา่ ยแกท่ ่านท้งั สอง.

ทา่ นทั้งสองนั้นคอื ใคร ? คือ ๑. มารดา ๒. บิดา
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! บตุ รพงึ ประคบั ประคองมารดา
ดว้ ยบา่ ขา้ งหนง่ึ พงึ ประคบั ประคองบดิ าดว้ ยบา่ ขา้ งหนง่ึ
เขามอี ายมุ ชี วี ติ อยตู่ ลอดรอ้ ยปี และเขาพงึ ปฏบิ ตั ทิ า่ นทง้ั สอง
นน้ั ดว้ ยการอบกลน่ิ การนวด การใหอ้ าบน�ำ้ และการดดั
และทา่ นทง้ั สองนน้ั พงึ ถา่ ยอจุ จาระปสั สาวะบนบา่ ทง้ั สอง
ของเขาน่นั แหละ.  ภิกษทุ ้งั หลาย !  การกระทำ�อย่างน้นั
ยังไม่ชื่อว่า  อันบุตรทำ�แล้ว  หรือทำ�ตอบแทนแล้ว 
แกม่ ารดาบดิ าเลย.
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! อนงึ่ บตุ รพงึ สถาปนามารดา
บดิ าในราชสมบตั  ิ อนั เปน็ อสิ ราธปิ ตั ย ์ ในแผน่ ดนิ ใหญ่
อนั มีรตนะ ๗ ประการ มากหลายเชน่ นี้ การกระทำ�กิจ
อย่างนั้น ยังไม่ชือ่ วา่ อนั บตุ รท�ำ แลว้ หรือทำ�ตอบแทนแลว้
แกม่ ารดาบดิ าเลย. ขอ้ นนั้ เพราะเหตุไร ?

22 พุทธวจน

เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก  บำ�รุงเล้ียง
แสดงโลกนีแ้ กบ่ ุตรท้ังหลาย.

ส่วนบุตรคนใด  ยังมารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธา
ให้สมาทานตั้งมั่นในสัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วย

ศรัทธา).

ยังมารดาบิดาผู้ทุศีล  ให้สมาทานตั้งมั่นใน
สลี สัมปทา (ความถงึ พรอ้ มด้วยศีล).

ยังมารดาบิดาผู้มีความตระหนี่  ให้สมาทาน
ตงั้ ม่นั ในจาคสมั ปทา (ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค).

ยังมารดาบดิ าทรามปัญญา ให้สมาทานตัง้ มั่น
ในปัญญาสัมปทา (ความถึงพรอ้ มด้วยปัญญา).

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล
การกระทำ�อย่างนั้นย่อมช่ือว่า  อันบุตรนั้นทำ�แล้ว  และ
ท�ำ ตอบแทนแลว้ แกม่ ารดาบดิ า.

ทกุ . อ.ํ ๒๐/๗๘/๒๗๘.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 23


ว่าดว้ ยความรกั ๔ แบบ

(๑)  ความรกั เกดิ จากความรกั
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ในกรณีนี้  มีบุคคลซึ่งเป็นท่ี

ปรารถนารกั ใครพ่ อใจของบคุ คลคนหนง่ึ , มบี คุ คลพวกอน่ื
มาประพฤตกิ ระท�ำ ตอ่ บคุ คลนน้ั ดว้ ยอาการทน่ี า่ ปรารถนา
นา่ รกั ใคร่น่าพอใจ; บุคคลโนน้ ก็จะเกิดความพอใจขน้ึ มา
อย่างนี้ว่า  “บุคคลเหล่านั้นประพฤติกระทำ�ต่อบุคคล
ที่เราปรารถนารักใคร่พอใจ  ด้วยอาการท่ีน่าปรารถนา
น่ารักใคร่น่าพอใจ” ดงั นี้;

บคุ คลนน้ั ชือ่ วา่  
ย่อมท�ำ ความรกั ให้เกิดขน้ึ ในบคุ คลเหล่าน้นั .

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !
อย่างน้ีแล เรียกวา่
ความรักเกิดจากความรัก.

24 พุทธวจน

(๒)  ความเกลยี ดเกิดจากความรัก
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ในกรณีนี้  มีบุคคลซ่ึงเป็นท่ี

ปรารถนารกั ใครพ่ อใจของบคุ คลคนหนง่ึ , มบี คุ คลพวกอน่ื
มาประพฤตกิ ระท�ำ ตอ่ บคุ คลนน้ั ดว้ ยอาการทไ่ี มน่ า่ ปรารถนา
ไมน่ า่ รกั ใครพ่ อใจ; บคุ คลโนน้ กจ็ ะเกดิ ความไมพ่ อใจขน้ึ มา
อย่างน้ีว่า  “บุคคลเหล่านั้นประพฤติกระทำ�ต่อบุคคลท่ี
เราปรารถนารักใคร่พอใจ  ด้วยอาการท่ีไม่น่าปรารถนา
ไม่นา่ รกั ใครพ่ อใจ” ดงั น;้ี

บุคคลน้ันชื่อวา่
ยอ่ มท�ำ ความเกลยี ดใหเ้ กดิ ขน้ึ ในบคุ คลเหลา่ นน้ั .

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !
อยา่ งน้ีแล เรียกวา่
ความเกลยี ดเกิดจากความรัก.


Click to View FlipBook Version