ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 75
ในกรณนี ้ี เราเชอ่ื แนแ่ กใ่ จวา่ เปน็ เพราะพวกภกิ ษเุ หลา่ นน้ั
ได้ละทิง้ ธรรม ๓ อย่างเหล่าโน้นเสียแลว้ และพากันมาถอื
กระท�ำ ใหม้ ากในธรรม ๓ อยา่ งเหลา่ นีแ้ ทน.
ตกิ . อ.ํ ๒๐/๒๕๕-๓๖๕/๕๖๔.
76 พุทธวจน
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 77
๒๘
ความอยาก (ตัณหา)
คอื ต้นเหตุแห่งการทะเลาะววิ าท
เพราะอาศัยตัณหา (ความอยาก) จึงมี การ
แสวงหา (ปรเิ ยสนา);
เพราะอาศัยการแสวงหา จงึ ม ี การได ้ (ลาโภ);
เพราะอาศยั การได ้ จงึ ม ี ความปลงใจรกั (วนิ จิ ฉฺ โย);
เพราะอาศัยความปลงใจรัก จึงมี ความกำ�หนัด
ด้วยความพอใจ (ฉนฺทราโค);
เพราะอาศัยความกำ�หนัดด้วยความพอใจ จึงมี
ความสยบมวั เมา (อชฺโฌสาน)ํ ;
เพราะอาศัยความสยบมัวเมา จึงมี ความจับอก
จบั ใจ (ปรคิ ฺคโห);
เพราะอาศยั ความจบั อกจบั ใจ จงึ มี ความตระหน่ี
(มจฉฺ รยิ )ํ ;
78 พุทธวจน
เพราะอาศัยความตระหน่ี จึงมี การหวงกั้น
(อารกฺโข);
เพราะอาศัยการหวงก้ัน จึงมี เรื่องราวอันเกิด
จากการหวงกัน้ (อารกฺขาธิกรณํ); กลา่ วคือ การใชอ้ าวธุ
ไมม่ คี ม การใชอ้ าวธุ มคี ม การทะเลาะ การแกง่ แยง่ การววิ าท
การกล่าวค�ำ หยาบว่า “มึง ! มึง !” การพูดคำ�ส่อเสียด
และการพูดเท็จทงั้ หลาย : ธรรมอันเปน็ บาปอกุศลเป็น
อเนก ย่อมเกิดขึ้นพร้อม ด้วยอาการอย่างน้ี.
มหา. ท.ี ๑๐/๖๗-๗๒/๕๘-๕๙.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 79
๒๙
กฎธรรมชาติ
อมิ ัสม๎ งิ สะติ อิทัง โหติ;
เม่อื สงิ่ นี้ “ม”ี ส่งิ นี้ ย่อมมี
อมิ สั สุปปาทา อทิ ัง อปุ ปชั ชะติ;
เพราะความเกิดข้ึนแห่งสิง่ น้ี สิ่งนจี้ งึ เกิดขนึ้
อมิ สั ๎มงิ อะสะติ อิทัง นะ โหติ;
เม่ือสิง่ นี้ “ไม่ม”ี ส่ิงน้ี ย่อมไม่มี
อมิ ัสสะ นิโรธา อิทงั นริ ชุ ฌะต.ิ
เพราะความดบั ไปแห่งสิ่งนี้ ส่ิงน้ีจงึ ดบั ไป.
นทิ าน. ส.ํ ๑๖/๘๔/๑๕๔.
80 พุทธวจน
๓๐
เหตแุ ห่งการเบยี ดเบยี น
“ขา้ แตพ่ ระองคผ์ นู้ ริ ทกุ ข ์ ! อะไรเปน็ เครอ่ื งผกู พนั เทวดา
มนษุ ย์ อสรู นาค คนธรรพท์ ง้ั หลาย อนั มอี ยเู่ ปน็ หมๆู่ (ซง่ึ แตล่ ะหม)ู่
ปรารถนาอยวู่ า่ เราจกั เปน็ ผไู้ มม่ เี วร ไมม่ อี าชญา ไมม่ ขี า้ ศกึ ไมม่ ี
การเบยี ดเบยี นแกก่ นั และกนั แตแ่ ลว้ กไ็ มส่ ามารถจกั เปน็ ผอู้ ยอู่ ยา่ ง
ผไู้ มม่ เี วร ไมม่ อี าชญา ไมม่ ขี า้ ศกึ ไมม่ เี บยี ดเบยี นแกก่ นั และกันเล่า
พระเจา้ ขา้ ?”.
จอมเทพ ! ความอิจฉา (อิสสา) และความ
ตระหน ่ี (มจั ฉรยิ ะ) นน่ั แล เปน็ เครอ่ื งผกู พนั เทวดา มนษุ ย์
อสรู นาค คนธรรพท์ ง้ั หลาย อนั มอี ยเู่ ปน็ หมๆู่ (ซง่ึ แตล่ ะหม)ู่
ปรารถนาอยู่ว่า เราจกั เปน็ ผูไ้ ม่มเี วร ไมม่ อี าชญา ไม่มี
ขา้ ศกึ ไมม่ กี ารเบยี ดเบยี นแกก่ นั และกนั แตแ่ ลว้ กไ็ มส่ ามารถ
จกั เปน็ ผอู้ ยอู่ ยา่ งผไู้ มม่ เี วร ไมม่ อี าชญา ไม่มีขา้ ศกึ ไมม่ ีการ
เบยี ดเบียนแกก่ ันและกนั ได้.
“ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ! ก็ความอิจฉาและความ
ตระหน่นี ัน้ มอี ะไรเปน็ ตน้ เหตุ (นทิ าน) มีอะไรเป็นเครือ่ งกอ่ ขน้ึ
(สมทุ ยั ) มอี ะไรเปน็ เครอ่ื งทำ�ใหเ้ กดิ (ชาตกิ ะ) มอี ะไรเปน็ แดนเกดิ
(ปภวะ) ? เมื่ออะไรมีอยู่ ความอิจฉาและความตระหนี่จึงมี ?
เมอ่ื อะไรไมม่ อี ยู่ ความอจิ ฉาและความตระหนจ่ี งึ ไมม่ ี พระเจา้ ขา้ ?”.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 81
จอมเทพ ! ความอิจฉาและความตระหน่ีนั้น
มสี ง่ิ อนั เปน็ ทร่ี กั และสง่ิ อนั ไมเ่ ปน็ ทร่ี กั (ปยิ าปปฺ ยิ ) นน่ั แล
เปน็ ต้นเหตุ ...ฯลฯ... เม่ือส่ิงเปน็ ทีร่ ักและสง่ิ ไม่เปน็ ทร่ี ัก
ไมม่ ีอยู่ ความอิจฉาและความตระหน่กี ไ็ ม่มี.
“ข้าแต่พระองค์ผ้นู ิรทุกข์ ! ก็ส่งิ เป็นท่รี ักและส่งิ ไม่เป็น
ที่รกั น้ันเลา่ มอี ะไรเปน็ ต้นเหตุ ...ฯลฯ... ? เมื่ออะไรมอี ยู่ สงิ่ เปน็
ที่รกั และส่งิ ไมเ่ ป็นทร่ี ักจึงมี ? เมอื่ อะไรไมม่ อี ยู่ สงิ่ เปน็ ทร่ี กั และ
สงิ่ ไมเ่ ปน็ ท่รี ักจึงไม่มี พระเจา้ ขา้ ?”.
จอมเทพ ! ส่ิงเป็นท่ีรักและส่ิงไม่เป็นท่ีรักน้ัน
มฉี นั ทะ (ความพอใจ) เปน็ ตน้ เหตุ ...ฯลฯ... เม่ือฉันทะ
ไมม่ อี ยู่ สิ่งเป็นที่รักและส่ิงไมเ่ ป็นท่ีรกั ก็ไมม่ ี...
มหา. ที. ๑๐/๓๑๐-๓๑๒/๒๕๕-๒๕๖.
82 พุทธวจน
๓๑
ความพอใจใด ความพอใจนน้ั
คือ เหตเุ กิดแหง่ ทุกข์
“ทกุ ข์ใดๆ ที่เกดิ ข้ึนแลว้ ใน อดีต
ทุกขท์ ง้ั หมดนั้น
มฉี ันทะ (ความพอใจ) เป็นมลู มีฉนั ทะเป็นเหตุ
เพราะว่า ฉันทะเปน็ มูลเหตุแห่งทกุ ข;์
และทุกข์ใดๆ อันจะเกดิ ข้นึ ใน อนาคต
ทุกข์ทง้ั หมดน้นั
ก็มีฉนั ทะ (ความพอใจ) เป็นมลู มีฉันทะเป็นเหตุ
เพราะว่า ฉันทะเปน็ มลู เหตแุ หง่ ทกุ ข”์ .
สฬา. สํ. ๑๘/๔๐๓/๖๒๗.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 83
๓๒
ธรรมอนั เป็นไปเพื่อความเจรญิ ไม่เสือ่ ม
(อปรหิ านิยธรรม)
พราหมณ์ ! ถา้ ธรรมทง้ั ๗ อย่างนัน้ คงต้งั อยู่
ในพวกเจา้ วชั ชี หรอื เจา้ วชั ชจี กั ตง้ั ตนอยใู่ นธรรมทง้ั ๗ อยา่ ง
เหลา่ นน้ั แลว้ , พราหมณ์ ! อนั นน้ั ยอ่ มเปน็ ไปเพอ่ื ความเจรญิ
อย่างเดียว หาความเส่ือมมไิ ด.้
(ตอ่ ไปน้ี เปน็ ตัวธรรมเจด็ ประการที่ตรสั แกพ่ ระอานนท์
ซ่งึ วัสสการพราหมณ์ก็นั่งฟงั อยู่ดว้ ย)
(๑) อานนท์ ! พวกเจา้ วชั ชปี ระชมุ กนั เนอื งๆ
ประชุมกนั โดยมาก...
(๒) อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชีพร้อมเพรียงกัน
ประชมุ พรอ้ มเพรยี งกนั เลกิ ประชมุ และพรอ้ มเพรยี งกนั
ท�ำ กิจที่พวกเจ้าวชั ชี จะตอ้ งท�ำ ...
(๓) อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชีมิ ไ ด้ บั ญ ญั ติ
ข้อที่มิได้บัญญัติไว้ มิได้ถอนข้อท่ีบัญญัติไว้แล้ว,
แต่ประพฤติอยูใ่ นวชั ชีธรรมตามท่ไี ดบ้ ญั ญัติไว.้ ..
84 พุทธวจน
(๔) อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชีสักการะ เคารพ
นบั ถอื บชู า ทา่ นทเ่ี ปน็ ประธานของเจา้ วชั ชี ตง้ั ใจฟงั ค�ำ สง่ั
ของทา่ นผู้น้ัน...
(๕) อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชีมิได้ลบหลู่ ดูถูก
สตรี ทเ่ี ป็นเจ้าหญิง หรอื กุมารใี นสกุล...
(๖) อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชีสักการะ เคารพ
นับถือ บูชา เจดีย์ท้ังภายในและภายนอก มิได้ปล่อย
ละเลย ใหท้ านท่เี คยให้ ให้กจิ ทเ่ี คยทำ�แก่เจดยี เ์ หลา่ นั้น
และใหพ้ ลีกรรมทปี่ ระกอบดว้ ยธรรม, เสือ่ มเสียไป...
(๗) อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชีเตรียมเคร่ือง
ต้อนรับไว้พร้อม เพ่ือพระอรหันต์ทั้งหลายว่า
“พระอรหันต์ท้ังหลายที่ยังมิได้มา พึงมาสู่แว่นแคว้นน้ี,
ทม่ี าแล้วพงึ อยู่สุขสำ�ราญ เถดิ ” ดังน้ี...
อานนท์ ! เหล่านี้ ล้วนแตเ่ ปน็ ความเจรญิ แก่
เจ้าวัชชีอยา่ งเดยี ว หาความเสอ่ื มมไิ ด.้
มหา. ท.ี ๑๐/๘๖-๙๐/๖๘-๖๙.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 85
๓๓
เหตุใหศ้ าสนาเจรญิ
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! มูลเหตุ ๔ ประการเหล่านี้
ย่อมท�ำ ใหพ้ ระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ ไมเ่ ลอะเลือน
จนเสอ่ื มสูญไป.
๔ ประการ อะไรบ้างเล่า ? ๔ ประการ คอื :-
(๑) ภิกษทุ ้งั หลาย ! พวกภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นี้
เลา่ เรยี นสตู รอนั ถอื กนั มาถกู ดว้ ยบทพยญั ชนะทใ่ี ชก้ นั ถกู
ความหมายแหง่ บทพยญั ชนะทีใ่ ชก้ นั ก็ถูก ย่อมมนี ัยอนั
ถกู ตอ้ งเช่นนน้ั
ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! นี่เปน็ มูลกรณที ่ีหนงึ่ ซ่ึงทำ�ให้
พระสทั ธรรมต้ังอยูไ่ ด้ ไมเ่ ลอะเลือนจนเสือ่ มสญู ไป.
(๒) ภิกษทุ ั้งหลาย ! อีกอย่างหน่งึ , พวกภิกษุ
เป็นคนว่าง่าย ประกอบด้วยเหตุที่ทำ�ให้เป็นคนว่าง่าย
อดทน ยอมรับค�ำ สง่ั สอนโดยความเคารพหนกั แน่น
ภิกษทุ ัง้ หลาย ! น่เี ป็น มลู กรณีท่ีสอง ซงึ่ ท�ำ ให้
พระสัทธรรมตั้งอย่ไู ด้ ไมเ่ ลอะเลือนจนเส่ือมสูญไป.
86 พุทธวจน
(๓) ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ! อีกอย่างหนึ่ง, พวกภิกษุ
เหลา่ ใด เปน็ พหสุ ตู คล่องแคล่วในหลกั พระพุทธวจน
ทรงธรรม ทรงวนิ ยั ทรงมาตกิ า (แมบ่ ท) พวกภกิ ษเุ หลา่ นน้ั
เอาใจใส่ บอกสอน เนอ้ื ความแหง่ สตู รทง้ั หลายแกค่ นอน่ื ๆ
เม่อื ทา่ นเหล่าน้ันล่วงลบั ไป สูตรท้ังหลาย กไ็ ม่ขาด ผู้เปน็
มูลราก (อาจารย)์ มที ่อี าศัยสบื กันไป
ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! นี่เป็น มูลกรณีท่สี าม ซง่ึ ทำ�ให้
พระสทั ธรรมต้งั อยู่ได้ ไม่เลอะเลือนจนเสอื่ มสญู ไป.
(๔) ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! อกี อย่างหนึ่ง, พวกภกิ ษุ
ผูเ้ ถระ ไม่ท�ำ การสะสมบริกขาร ไมป่ ระพฤติยอ่ หยอ่ น
ในไตรสกิ ขา ไมม่ จี ติ ตกต�ำ่ ดว้ ยอ�ำ นาจแหง่ นวิ รณ์ มงุ่ หนา้
ไปในกจิ แห่งวเิ วกธรรม ย่อมปรารภความเพียร เพอ่ื ถงึ
สิ่งทย่ี ังไม่ถึง เพอื่ บรรลสุ ่ิงทีย่ ังไมบ่ รรลุ เพือ่ ทำ�ให้แจง้
สง่ิ ทย่ี งั ไมท่ �ำ ใหแ้ จง้ พวกภกิ ษทุ บ่ี วชในภายหลงั ไดเ้ หน็
พระเถระเหล่าน้นั ทำ�แบบฉบบั เช่นน้นั ไว้ ก็ถอื เอาเป็น
แบบอยา่ ง,พวกภกิ ษรุ นุ่ หลงั จงึ เปน็ พระทไ่ี มท่ �ำ การสะสม
บรกิ ขาร ไมป่ ระพฤตยิ อ่ หยอ่ นในไตรสกิ ขา ไมม่ จี ติ ตกต�ำ่
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 87
ด้วยอ�ำ นาจแหง่ นวิ รณ์ มงุ่ หนา้ ไปในกิจแห่งวเิ วกธรรม
ยอ่ มปรารถความเพยี ร เพือ่ ถึงส่งิ ท่ียังไมถ่ ึง เพอื่ บรรลุ
ส่ิงท่ียงั ไม่บรรลุ เพอื่ ท�ำ ให้แจ้งส่งิ ทย่ี ังไม่ท�ำ ใหแ้ จ้ง.
ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! น่ีเป็น มลู กรณีทีส่ ่ี ซึง่ ท�ำ ให้
พระสทั ธรรมตง้ั อยู่ได้ ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป.
ภิกษทุ ัง้ หลาย ! มลู เหตุ ๔ ประการเหลา่ นีแ้ ล
ยอ่ มท�ำ ใหพ้ ระสทั ธรรมตง้ั อยไู่ ด้ ไมเ่ ลอะเลอื นจนเสอ่ื มสญู
ไปเลย.
จตุกกฺ . อํ. ๒๑/๑๙๘/๑๖๐.
88 พุทธวจน
๓๔
เหตุให้ศาสนาเสื่อม
ภิกษุทั้งหลาย !
มูลเหตุ ๔ ประการเหล่านี้ ท่ีทำ�ให้พระสทั ธรรม
เลอะเลือนจนเสอ่ื มสญู ไป.
๔ ประการ อะไรบ้างเลา่ ? ๔ ประการคือ :-
(๑) ภิกษุทั้งหลาย ! พวกภกิ ษุ เลา่ เรยี นสตู ร
อันถือกันมาผิด ด้วยบทพยัญชนะที่ใช้กันผิด; เมื่อ
บทและพยัญชนะใชก้ ันผดิ แล้ว แมค้ วามหมายกม็ ีนยั อนั
คลาดเคลอื่ น.
ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! นเ้ี ปน็ มลู กรณีที่หนงึ่ ซงึ่ ทำ�ให้
พระสทั ธรรมเลอะเลอื นจนเสื่อมสญู ไป.
(๒) ภกิ ษุทั้งหลาย ! อกี อยา่ งหนึ่ง, พวกภิกษุ
เป็นคนว่ายาก ประกอบด้วยเหตุท่ีทำ�ให้เป็นคนว่ายาก
ไมอ่ ดทน ไมย่ อมรบั ค�ำ ตกั เตอื นโดยความเคารพหนกั แนน่ .
ภิกษทุ ้งั หลาย ! นี้เป็น มลู กรณที ส่ี อง ซ่งึ ท�ำ ให้
พระสัทธรรมเลอะเลือนจนเสอื่ มสญู ไป.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 89
(๓) ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! อีกอยา่ งหน่ึง, พวกภิกษุ
เหล่าใด เป็นพหุสูต คล่องแคล่วในหลักพระพุทธวจน
ทรงธรรม ทรงวนิ ัย ทรงมาติกา (แม่บท) ภกิ ษเุ หลา่ นั้น
ไม่ได้เอาใจใส่บอกสอนใจความแห่งสูตรท้ังหลาย
แก่คนอนื่ ๆ เมือ่ ทา่ นเหล่านนั้ ล่วงลบั ไป สูตรทั้งหลาย
กเ็ ลยขาดผูเ้ ปน็ มูลราก (อาจารย)์ ไม่มที อ่ี าศยั สืบไป.
ภกิ ษุท้งั หลาย ! นีเ้ ป็น มลู กรณที สี่ าม ซง่ึ ทำ�ให้
พระสทั ธรรมเลอะเลอื นจนเส่ือมสญู ไป.
(๔) ภิกษุทั้งหลาย ! อกี อย่างหน่งึ พวกภกิ ษุ
ช้นั เถระ ทำ�การสะสมบรกิ ขาร ประพฤตยิ ่อหย่อนใน
ไตรสิกขา มีจิตต�่ำ ด้วยอ�ำ นาจแห่งนวิ รณ์ ไม่เหลียวแล
ในกจิ แหง่ วเิ วกธรรม ไมป่ รารภความเพยี ร เพ่ือถงึ สงิ่ ท่ี
ยงั ไมถ่ ึง เพ่ือบรรลุส่งิ ทีย่ ังไมบ่ รรลุ เพอ่ื ท�ำ ใหแ้ จ้งในส่ิงที่
ยงั ไมท่ �ำ ใหแ้ จง้ ผบู้ วชในภายหลงั ไดเ้ หน็ พวกเถระเหลา่ นน้ั
ท�ำ แบบแผนเชน่ น้ันไว้ กถ็ อื เอาไปเป็นแบบอยา่ ง จงึ ทำ�ให้
เป็นผู้ทำ�การสะสมบริกขารบ้าง ประพฤติย่อหย่อนใน
ไตรสิกขา มีจิตตำ่�ด้วยอำ�นาจแห่งนิวรณ์ ไม่เหลียวแล
ในกิจแห่งวิเวกธรรม ไม่ปรารภความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่
90 พุทธวจน
ยังไมถ่ ึง เพ่อื บรรลสุ ิง่ ที่ยังไมบ่ รรลุ เพอ่ื ท�ำ ให้แจง้ ส่งิ ที่ยงั
ไม่ทำ�ใหแ้ จ้ง ตามกันสบื ไป.
ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ! น้ีเป็น มูลกรณีท่ีสี่ ซึ่งทำ�ให้
พระสัทธรรมเลอะเลอื นจนเสอื่ มสูญไป.
ภกิ ษุทง้ั หลาย ! มูลเหตุ ๔ ประการเหล่าน้ีแล
ที่ทำ�ให้พระสัทธรรมเลอะเลือนจนเส่อื มสูญไป.
จตกุ ฺก. อํ. ๒๑/๑๙๗/๑๖๐.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 91
๓๕
สงิ่ ทงั้ หลายไม่เท่ียง
ภิกษุท้ังหลาย ! สงั ขารทงั้ หลาย ไมเ่ ที่ยง (อนิจจฺ ).
ภิกษุทง้ั หลาย ! สงั ขารทัง้ หลาย ไมย่ ่งั ยนื (อธุว).
ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! สงั ขารทง้ั หลาย
เปน็ สง่ิ ทห่ี วงั อะไรไมไ่ ด้ (อนสสฺ าสกิ ).
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! เพียงเท่าน้ีก็พอแล้วเพ่ือจะ
เบอ่ื หนา่ ยในสงั ขารทง้ั ปวง พอแลว้ เพอ่ื จะคลายก�ำ หนดั
พอแลว้ เพือ่ จะปล่อยวาง.
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ขนุ เขาสเิ นรุโดยยาว๘๔,๐๐๐
โยชน*์ โดยกว้าง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ หย่ังลงในมหาสมทุ ร
๘๔,๐๐๐ โยชน์ สงู ขน้ึ จากผวิ พน้ื สมทุ ร ๘๔,๐๐๐ โยชน ์ :-
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! มีสมัยซึ่งล่วงไปหลายปี
หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี ที่ฝนไม่ตกเลย.
เมอ่ื ฝนไมต่ ก(ตลอดเวลาเทา่ น)้ี ปา่ ใหญๆ่ อนั ประกอบดว้ ย
พีชคาม ภูตคาม ไม้ หยูกยาและหญ้าท้ังหลาย
* ๑ โยขน์ = ๑๖ กโิ ลเมตร
92 พุทธวจน
ย่อมเฉา ย่อมเหี่ยวแห้ง มีอยู่ไม่ได้ (น้ีฉันใด);
ภกิ ษุท้งั หลาย ! สงั ขารทง้ั หลาย ไมเ่ ท่ยี ง ฉันน้ัน, สังขาร
ทง้ั หลาย ไมย่ ง่ั ยนื ฉนั นน้ั , สงั ขารทง้ั หลาย เปน็ สง่ิ ทห่ี วงั
อะไรไมไ่ ด้ ฉนั นน้ั . ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! เพยี งเทา่ นก้ี พ็ อแลว้
เพอ่ื จะเบอ่ื หนา่ ยในสังขารทั้งปวง พอแลว้ เพ่อื จะคลาย
กำ�หนัด พอแลว้ เพื่อจะปลอ่ ยวาง.
ภกิ ษุท้งั หลาย ! มีสมัยซ่ึงในกาลบางคร้ังบาง
คราวโดยการลว่ งไปแหง่ กาลนานไกล อาทติ ยด์ วงทส่ี อง
ยอ่ มปรากฏ. เมอ่ื ดวงอาทติ ยด์ วงทส่ี องปรากฏ, แมน่ �ำ้ นอ้ ย
หนองบึง ทั้งหมดก็งวดแห้งไป ไม่มีอยู่ (นี้ฉันใด);
ภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง ฉันนั้น,
สงั ขารทง้ั หลาย ไมย่ ง่ั ยนื ฉนั นน้ั , สงั ขารทง้ั หลาย เปน็ สง่ิ ท่ี
หวังอะไรไม่ได้ ฉันนั้น. ภิกษุทั้งหลาย ! เพียงเท่านี้
ก็พอแล้วเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอแล้วเพื่อ
จะคลายก�ำ หนัด พอแล้วเพอ่ื จะปลอ่ ยวาง.
ภิกษทุ ัง้ หลาย ! มีสมัยซึ่งในกาลบางครั้งบาง
คราวโดยการล่วงไปแห่งกาลนานไกล อาทติ ยด์ วงทส่ี าม
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 93
ย่อมปรากฏ. เมื่อดวงอาทิตย์ดวงท่ีสามปรากฏ, แม่นำ้�
สายใหญๆ่ เช่น แมน่ ้�ำ คงคา ยมนุ า อจริ วดี สรภู มหี
ทง้ั หมดกง็ วดแหง้ ไป ไมม่ อี ยู่ (นฉ้ี นั ใด); ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !
สังขารทัง้ หลาย ไม่เที่ยง ฉันน้ัน, สงั ขารทง้ั หลาย ไมย่ ง่ั ยนื
ฉนั นัน้ , สังขารทง้ั หลาย เป็นส่งิ ท่ีหวงั อะไรไมไ่ ด้ ฉนั น้ัน.
ภิกษุท้ังหลาย ! เพียงเท่าน้ีก็พอแล้วเพื่อจะเบ่ือหน่าย
ในสังขารท้ังปวง พอแล้วเพ่ือจะคลายกำ�หนัด พอแล้ว
เพือ่ จะปลอ่ ยวาง.
ภกิ ษุทั้งหลาย ! มีสมัยซ่ึงในกาลบางคร้ังบาง
คราวโดยการลว่ งไปแหง่ กาลนานไกล อาทติ ยด์ วงทส่ี ่ี ยอ่ ม
ปรากฏ. เมอ่ื ดวงอาทติ ยด์ วงทส่ี ป่ี รากฏ, มหาสระทง้ั หลาย
อันเป็นท่เี กิดแห่งแม่นำ�้ ใหญ่ๆ เช่น แม่นำ�้ คงคา ยมุนา
อจริ วดี สรภู มหี มหาสระเหลา่ นน้ั ทง้ั หมดกง็ วดแหง้ ไป
ไม่มีอยู่ (น้ีฉันใด); ภิกษุท้ังหลาย ! สังขารท้ังหลาย
ไมเ่ ทย่ี ง ฉนั นน้ั , สงั ขารทง้ั หลาย ไมย่ ง่ั ยนื ฉนั นน้ั , สงั ขาร
ทง้ั หลาย เปน็ สง่ิ ทห่ี วงั อะไรไมไ่ ด้ ฉนั นน้ั . ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !
เพียงเท่านี้ก็พอแล้วเพื่อจะเบ่ือหน่ายในสังขารท้ังปวง
พอแล้วเพื่อจะคลายกำ�หนัด พอแล้วเพ่อื จะปล่อยวาง.
94 พุทธวจน
ภิกษทุ ั้งหลาย ! มีสมัยซ่ึงในกาลบางครั้งบาง
คราวโดยการล่วงไปแห่งกาลนานไกล อาทิตย์ดวงที่ห้า
ย่อมปรากฏ. เม่ือดวงอาทิตย์ดวงที่ห้าปรากฏ, นำ้�ใน
มหาสมทุ รอนั ลกึ รอ้ ยโยชน์ กง็ วดลง น�ำ้ ในมหาสมทุ รอนั ลกึ
สอง-สาม-ส-่ี หา้ -หก-เจด็ รอ้ ยโยชน์ กง็ วดลง เหลอื อยู่
เพียงเจ็ดชวั่ ต้นตาล กม็ ี เหลืออยเู่ พียงหก-หา้ -ส่ี-สาม-
สอง กระทง่ั หนง่ึ ชั่วต้นตาล กม็ ี งวดลงเหลืออยู่เพียง
เจด็ ชว่ั บรุ ษุ กม็ ี เหลอื อยเู่ พยี งหก-หา้ -ส-่ี สาม–สอง-หนง่ึ
กระทงั่ คร่ึงชว่ั บรุ ุษ ก็มี งวดลง เหลอื อยู่เพยี งแค่สะเอว
เพียงแคเ่ ขา่ เพียงแคข่ อ้ เท้า กระทงั่ เหลืออยู่ ลกึ เทา่
น�้ำ ในรอยเทา้ โค ในทน่ี น้ั ๆ เชน่ เดียวกบั น�ำ้ ในรอยเท้าโค
เมื่อฝนเม็ดใหญ่เริม่ ตกในฤดสู ารทลงมาในทนี่ ้นั ๆ.
ภกิ ษุทงั้ หลาย ! เพราะการปรากฏแห่งอาทิตย์
ดวงท่ีห้า น้ำ�ในมหาสมุทรไม่มีอยู่แม้สักว่าองคุลีเดียว
(น้ีฉันใด); ภิกษุทั้งหลาย ! สังขารท้ังหลาย ไม่เที่ยง
ฉันนัน้ , สงั ขารทงั้ หลาย ไมย่ งั่ ยืน ฉนั นน้ั , สงั ขารทงั้ หลาย
เป็นสง่ิ ที่หวงั อะไรไม่ได้ ฉันน้ัน. ภิกษทุ ง้ั หลาย ! เพียง
เท่าน้กี ็พอแล้วเพอื่ จะเบ่อื หนา่ ยในสงั ขารทัง้ ปวง พอแลว้
เพอ่ื จะคลายกำ�หนดั พอแลว้ เพอื่ จะปลอ่ ยวาง.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 95
ภกิ ษุทงั้ หลาย ! มีสมัยซึ่งในกาลบางครั้งบาง
คราวโดยการล่วงไปแห่งกาลนานไกล อาทิตย์ดวงที่หก
ย่อมปรากฏ. เพราะความปรากฏแห่งอาทิตย์ดวงท่ีหก,
มหาปฐพีนี้และขุนเขาสิเนรุ ก็มีควันขึ้น ยิ่งข้ึนและ
ยิ่งข้ึน เปรียบเหมือนเตาเผาหม้อ อันนายช่างหม้อ
สมุ ไฟแล้ว ยอ่ มมีควนั ขึ้นโขมง ย่ิงข้นึ และย่งิ ขึ้น ฉะนัน้
(น้ีฉันใด); ภิกษุท้ังหลาย ! สังขารท้ังหลาย ไม่เที่ยง
ฉันนน้ั , สงั ขารท้งั หลาย ไมย่ ั่งยืน ฉันนน้ั , สงั ขารทั้งหลาย
เปน็ ส่งิ ทห่ี วังอะไรไม่ได้ ฉนั น้ัน. ภกิ ษุทงั้ หลาย ! เพยี ง
เทา่ น้กี พ็ อแล้วเพอ่ื จะเบื่อหนา่ ยในสังขารทง้ั ปวง พอแลว้
เพอื่ จะคลายก�ำ หนัด พอแลว้ เพ่อื จะปลอ่ ยวาง.
ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! มีสมัยซ่ึงในกาลบางคร้ังบาง
คราวโดยการล่วงไปแห่งกาลนานไกล อาทิตย์ดวงที่เจ็ด
ย่อมปรากฏ. เพราะความปรากฏแห่งอาทิตย์ดวงที่เจ็ด,
มหาปฐพีน้ีและขุนเขาสิเนรุ ย่อมมีไฟลุกโพลงๆ มี
เปลวเป็นอันเดียวกัน. เมื่อมหาปฐพีนี้และขุนเขาสิเนรุ
อันไฟเผาอยู่ ไหม้อยู่อย่างนี้ เปลวไฟถูกลมซัดข้ึนไป
จนถึงพรหมโลก. ภิกษุท้ังหลาย ! เมื่อขุนเขาสิเนรุ
ถูกไฟเผาอย่ ู ไหม้อย่ ู วินาศอย่ ู อันกองไฟท่วมทับแล้ว,
96 พุทธวจน
ยอดท้ังหลายอันสูงร้อยโยชน์บ้าง สอง-สาม-สี่-ห้า
ร้อยโยชน์บ้าง ก็พังทำ�ลายไป. ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อ
มหาปฐพีนี้และขุนเขาสิเนรอุ นั ไฟเผาอยู่ ไหม้อย,ู่ ขเ้ี ถา้
และเขมา่ ยอ่ มไมป่ รากฏ เหมอื นเมื่อเนยใส หรือน้ำ�มัน
ถูกเผา ขี้เถ้าและเขม่าย่อมไม่ปรากฏ ฉะนั้น (นีฉ้ ันใด);
ภิกษุท้ังหลาย ! สังขารทั้งหลาย ไม่เท่ียง ฉันน้ัน,
สังขารทั้งหลาย ไมย่ ั่งยนื ฉันนั้น, สังขารทัง้ หลาย เปน็
สงิ่ ทหี่ วงั อะไรไมไ่ ด้ ฉันนนั้ . ภิกษุท้ังหลาย ! เพียงเท่านี้
ก็พอแล้วเพื่อจะเบ่ือหน่ายในสังขารท้ังปวง พอแล้วเพื่อ
จะคลายก�ำ หนดั พอแลว้ เพ่อื จะปล่อยวาง.
ภกิ ษุท้งั หลาย ! ในข้อความน้ัน ใครจะคิด
ใครจะเชอ่ื วา่ “ปฐพนี แ้ี ละขนุ เขาสเิ นรจุ กั ลกุ ไหม้ จกั วนิ าศ
จกั สญู ส้ินไปได”้ นอกเสียจาก พวกมีบทอันเห็นแล้ว.
สตตฺ ก. อํ. ๒๓/๑๐๒-๑๐๕/๖๓.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 97
๓๖
ผลจากความไม่มีธรรมะของมนษุ ย์
(อย่างเบา)
ภกิ ษุทง้ั หลาย ! สมยั ใดราชา(ผปู้ กครอง)ทง้ั หลาย
ไมต่ ง้ั อยใู่ นธรรม, สมยั นน้ั ราชยตุ ต์ (ขา้ ราชการ) ทง้ั หลาย
ก็ไมต่ งั้ อย่ใู นธรรม;
เมอ่ื ราชยตุ ตท์ ง้ั หลาย ไมต่ ง้ั อยใู่ นธรรม, พราหมณ์
และคหบดีทง้ั หลาย ก็ไม่ตั้งอย่ใู นธรรม;
เมอ่ื พราหมณแ์ ละคหบดที ง้ั หลาย ไมต่ ง้ั อยใู่ น
ธรรม, ชาวเมอื งและชาวชนบททง้ั หลาย กไ็ มต่ ง้ั อยใู่ นธรรม;
เม่อื ชาวเมอื งและชาวชนบททง้ั หลาย ไมต่ ง้ั อยู่
ในธรรม, ดวงจนั ทรแ์ ละดวงอาทติ ย์ กม็ ปี รวิ รรต (การเคลอ่ื นท,่ี
การหมนุ เวียน) ไมส่ มำ่�เสมอ;
เมอื่ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ มีปริวรรต
ไมส่ ม่�ำ เสมอ, ดาวนักษตั รและดาวท้งั หลาย กม็ ีปริวรรต
ไม่สม่ำ�เสมอ;
98 พุทธวจน
เมอ่ื ดาวนักษัตรและดาวท้ังหลาย มีปริวรรต
ไมส่ ม่�ำ เสมอ, คนื และวัน กม็ ปี รวิ รรตไม่สมำ�่ เสมอ;
เมอ่ื คืนและวนั มปี รวิ รรตไม่สม�ำ่ เสมอ, เดอื น
และปกั ษ์ กม็ ปี รวิ รรตไม่สม่�ำ เสมอ;
เมอ่ื เดือนและปักษ์ มีปริวรรตไม่สมำ่�เสมอ,
ฤดแู ละปี กม็ ปี ริวรรตไมส่ มำ�่ เสมอ;
เม่ือ ฤดูและปี มีปริวรรตไม่สมำ่�เสมอ, ลม
(ทุกชนิด) กพ็ ดั ไปไมส่ มำ่�เสมอ;
เม่ือ ลม (ทกุ ชนิด) พัดไปไมส่ ม่�ำ เสมอ, ปญั ชสา
(ระบบแหง่ ทิศทางลมอันถกู ต้อง) ก็แปรปรวน;
เมอื่ ปัญชสา แปรปรวน, เทวดาทง้ั หลาย ก็
ระสำ�่ ระสาย;
เมื่อ เทวดาทง้ั หลาย ระส�ำ่ ระสาย, ฝนกต็ กลงมา
อยา่ งไม่เหมาะสม;
เมอ่ื ฝนตก ลงมาอย่างไมเ่ หมาะสม, พชื พรรณ
ข้าวทั้งหลาย ก็แกแ่ ละสุกไม่สมำ�่ เสมอ;
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 99
ภิกษุทัง้ หลาย ! เมื่อมนุษย์ท้ังหลาย บริโภค
พืชพรรณข้าวทั้งหลายอันมีความแก่และสุกไม่สม่ำ�เสมอ
กก็ ลายเป็นผูม้ ีอายุสั้น ผิวพรรณทราม ทุพพลภาพและ
มีโรคภัยไขเ้ จ็บมาก.
(ข้อความต่อไปน้ี ได้ตรัสถึงภาวะการณ์ท่ีตรงกันข้าม
ผู้ศกึ ษาพึงทราบโดยนัยตรงกนั ข้าม ตลอดสาย).
จตกุ ฺก. อํ ๒๑/๙๗/๗๐.
100 พุทธวจน
๓๗
ผลจากความไมม่ ีธรรมะของมนษุ ย์
(อย่างหนกั )
ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! เมอ่ื พระราชา มกี ารกระท�ำ ชนดิ
ทเ่ี ปน็ ไปแตเ่ พยี งเพอ่ื การคมุ้ ครองอารกั ขา, แตม่ ไิ ดเ้ ปน็ ไป
เพอ่ื การกระท�ำ ใหเ้ กดิ ทรพั ย์ แกบ่ คุ คลผไู้ มม่ ที รพั ยท์ ง้ั หลาย
ดงั นน้ั แลว้ ความยากจนขดั สน กเ็ ปน็ ไปอยา่ งกวา้ งขวาง
แรงกล้าถงึ ท่สี ุด;
เพราะความยากจนขดั สนเปน็ ไปอยา่ งกวา้ งขวาง
แรงกล้าถึงที่สุด อทินนาทาน (ลักทรัพย์) ก็เป็นไปอย่าง
กวา้ งขวางแรงกลา้ ถึงที่สดุ ;
เพราะอทนิ นาทานเปน็ ไปอยา่ งกวา้ งขวางแรงกลา้
ถงึ ท่ีสุด การใช้ศสั ตราวธุ โดยวิธกี ารตา่ งๆ ก็เปน็ ไปอยา่ ง
กว้างขวางแรงกลา้ ถึงท่ีสดุ ;
เพราะการใชศ้ ัสตราวธุ โดยวธิ ีการต่างๆ เป็นไป
อยา่ งกว้างขวางแรงกล้าถงึ ทีส่ ดุ ปาณาตบิ าต (ซ่งึ หมายถึง
การฆ่ามนุษย์ด้วยกัน) ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึง
ทส่ี ุด;
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 101
เพราะปาณาตบิ าตเปน็ ไปอยา่ งกวา้ งขวางแรงกลา้
ถึงท่ีสุด มุสาวาท (การหลอกลวงคดโกง) ก็เป็นไปอย่าง
กว้างขวางแรงกลา้ ถึงที่สุด;
(ในสมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาจาก ๘ หมื่นปี
เหลือเพียง ๔ หม่นื ปี)
เพราะมุสาวาทเป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้า
ถึงท่ีสุด ปสิ ณุ าวาท (การพูดจายแุ หย่เพ่ือการแตกกนั เปน็ ก๊ก
เปน็ หมู่ ท�ำ ลายความสามคั ค)ี กเ็ ปน็ ไปอยา่ งกวา้ งขวางแรงกลา้
ถึงทสี่ ดุ ;
(ในสมยั น้ี มนษุ ยม์ อี ายขุ ยั ถอยลงมาเหลอื เพยี ง ๒ หมน่ื ป)ี
เพราะปิสุณาวาทเป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้า
ถึงทสี่ ดุ กาเมสมุ จิ ฉาจาร (การทำ�ชู้ การละเมดิ ของรักของ
บุคคลอน่ื ) ก็เป็นไปอยา่ งกวา้ งขวางแรงกล้าถงึ ที่สดุ ;
(ในสมยั น้ี มนษุ ยม์ อี ายขุ ยั ถอยลงมาเหลอื เพยี ง ๑ หมน่ื ป)ี
เพราะกาเมสุมิจฉาจารเป็นไปอย่างกว้างขวาง
แรงกลา้ ถึงท่ีสดุ ผรสุ วาท และ สัมผัปปลาปวาท (การใช้
คำ�หยาบ และค�ำ พูดเพ้อเจ้อเพอื่ ความส�ำ ราญ) ก็เปน็ ไปอย่าง
กว้างขวางแรงกล้าถึงทีส่ ุด;
(ในสมยั น้ี มนษุ ยม์ อี ายขุ ยั ถอยลงมาเหลอื เพยี ง ๕ พนั ป)ี
102 พุทธวจน
เพราะผรุสวาทและสัมผัปปลาปวาทเป็นไป
อย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงท่ีสุด อภิชฌาและพยาบาท
(แผนการกอบโกย และการท�ำ ลายลา้ ง) กเ็ ปน็ ไปอยา่ งกวา้ งขวาง
แรงกลา้ ถงึ ทีส่ ดุ ;
(ในสมยั น้ี มนษุ ยม์ อี ายขุ ยั ถอยลงมาเหลอื เพยี ง ๒,๕๐๐-
๒,๐๐๐ ป)ี
เพราะอภชิ ฌาและพยาบาทเปน็ ไปอยา่ งกวา้ งขวาง
แรงกล้าถึงท่ีสุด มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิดชนิดเห็นกงจักร
เปน็ ดอกบัว นยิ มความช่ัว) กเ็ ป็นไปอย่างกวา้ งขวางแรงกล้า
ถึงที่สุด;
(ในสมยั น้ี มนษุ ยม์ อี ายขุ ยั ถอยลงมาเหลอื เพยี ง ๑,๐๐๐ ป)ี
เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้า
ถึงทสี่ ุด (อกศุ ล) ธรรมท้ังสาม คือ อธัมมราคะ (ความยนิ ดี
ที่ไมเ่ ปน็ ธรรม) วสิ มโลภะ (ความโลภไมส่ น้ิ สุด) มิจฉาธรรม
(การประพฤติตามอำ�นาจกิเลส) ก็เป็นไปอย่างกว้างขวาง
แรงกลา้ ถงึ ทีส่ ุด (อยา่ งไมแ่ ยกกนั );
(ในสมยั น้ี มนษุ ยม์ อี ายขุ ยั ถอยลงมาเหลอื เพยี ง ๕๐๐ ป)ี
เพราะ (อกุศล) ธรรม ทั้งสาม ... น้ันเปน็ ไปอยา่ ง
กว้างขวางแรงกล้าถึงท่ีสุด (อกุศล) ธรรมทั้งหลาย คือ
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 103
ไมป่ ฏบิ ตั ิอยา่ งถกู ตอ้ งในมารดา, บดิ า, สมณพราหมณ์
ไมม่ กี ลุ เชฏฐาปจายนธรรม (ความออ่ นนอ้ มตามฐานะสงู ต�ำ่ )
กเ็ ป็นไปอยา่ งกวา้ งขวางแรงกลา้ ถึงท่สี ดุ .
(ในสมัยน้ี มนุษย์มีอายขุ ัยถอยลงมาเหลือเพยี ง ๒๕๐-
๒๐๐-๑๐๐ ป)ี
สมัยน้ัน จักมีสมัยท่ีมนุษย์มีอายุขัยลดลงมา
เหลอื เพยี ง ๑๐ ปี (จกั มลี กั ษณะแหง่ ความเสอ่ื มเสยี มปี ระการ
ต่างๆ ดังท่ีท่านกล่าวไว้ว่า) : หญิงอายุ ๕ ปี ก็มีบุตร;
รสทัง้ หา้ คือเนยใส เนยข้น นำ้ �มนั น้ำ�ผ้งึ น้ำ�อ้อย และ
รสเค็ม กไ็ มป่ รากฏ; มนษุ ยท์ ง้ั หลาย กนิ หญา้ ทเ่ี รยี กวา่
กุท๎รูสกะ (ซ่ึงนิยมแปลกันว่าหญ้ากับแก้) แทนการกินข้าว;
กุศลกรรมบถหายไป ไม่มีร่องรอย, อกุศลกรรมบถ
รงุ่ เรอื งถงึ ทส่ี ดุ ; ในหมมู่ นษุ ย์ ไมม่ คี ำ�พดู วา่ กศุ ล จงึ ไมม่ ี
การทำ�กศุ ล; มนษุ ยส์ มยั นน้ั จกั ไมย่ กยอ่ งสรรเสรญิ ความ
เคารพเก้ือกูลต่อมารดา (มัตเตยยธรรม), ความเคารพ
เก้ือกูลต่อบิดา (เปตเตยยธรรม), ความเคารพเก้อื กูลต่อ
สมณะ (สามัญญธรรม), ความเคารพเก้อื กูลต่อพราหมณ์
(พรหมญั ญธรรม), และกลุ เชฏฐาปจายนธรรม, เหมอื นอยา่ ง
ทม่ี นษุ ยย์ กยอ่ งกนั อยใู่ นสมยั น;้ี ไมม่ คี ำ�พดู วา่ แม่ นา้ ชาย
104 พุทธวจน
นา้ หญงิ พอ่ อา ลงุ ปา้ ภรรยาของอาจารย์ และคำ�พดู วา่
เมยี ของคร;ู สตั วโ์ ลกจกั กระทำ�การสมั เภท (สมสสู่ ำ�สอ่ น)
เชน่ เดยี วกนั กบั แพะ แกะ ไก่ สกุ ร สนุ ขั สนุ ขั จง้ิ จอก;
ความอาฆาต ความพยาบาท ความคดิ รา้ ย ความคดิ ฆา่
เปน็ ไปอยา่ งแรงกลา้ แมใ้ นระหวา่ งมารดากบั บตุ ร บตุ รกบั
มารดา บดิ ากบั บตุ ร บตุ รกบั บดิ า พก่ี บั นอ้ ง นอ้ งกบั พ่ี ทง้ั ชาย
และหญงิ เหมอื นกบั ทน่ี ายพรานมคี วามรสู้ กึ ตอ่ เนอ้ื ทง้ั หลาย.
ในสมยั น้ัน จักมี สัตถันตรกปั ป์ (การใช้ศัสตราวธุ
ติดต่อกันไม่หยุดหย่อน) ตลอดเวลา ๗ วัน : สัตวท์ ัง้ หลาย
เหล่านั้น จักมีความสำ�คัญแก่กันและกัน ราวกะว่า
เน้ือ; แตล่ ะคนมศี ัสตราวุธในมอื ปลงชีวติ ซงึ่ กันและ
กันราวกะวา่ ฆา่ ปลา ฆ่าเน้ือ.
(มีมนุษย์หลายคน ไม่เข้าร่วมวงสัตถันตรกัปป์ด้วย
ความกลัว หนไี ปซอ่ นตวั อยใู่ นทท่ี พ่ี อจะซอ่ นตวั ไดต้ ลอด ๗ วนั
แลว้ กลบั ออกมาพบกนั และกนั ยนิ ดสี วมกอดกนั กลา่ วแกก่ นั และ
กนั ในท่ีน้ันว่า มีโชคดีท่ีรอดมาได้ แล้วก็ตกลงกันในการต้ังต้น
ประพฤตธิ รรมกนั ใหมต่ อ่ ไป ชวี ติ มนษุ ยก์ ค็ อ่ ยเจรญิ ขน้ึ จาก ๑๐ ปี
ตามล�ำ ดบั ๆ จนถงึ สมยั ๘ หมน่ื ปี อกี ครง้ั หนง่ึ จนกระทง่ั เปน็ สมยั
แหง่ ศาสนาของพระพทุ ธเจา้ มพี ระนามวา่ เมตเตยยสมั มาสมั พทุ ธะ).
ปา. ที. ๑๑/๗๐-๘๐/๓๙-๔๗.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 105
๓๘
ข้อควรทราบเกยี่ วกับอกศุ ลมลู
(ราคะ โทสะ โมหะ)
ภิกษุท้งั หลาย ! ถ้าพวกปริพพาชกเดียรถีย์
เหล่าอ่นื จะพงึ ถามอยา่ งนว้ี า่
“อาวโุ ส ! ธรรม ๓ อยา่ งเหลา่ น้ี มอี ยู่ คอื ราคะ โทสะ โมหะ.
อาวโุ ส ! อะไรเปน็ ความผดิ แปลก อะไรเปน็ ความแตกตา่ ง อะไรเปน็
เครอ่ื งแสดงความตา่ ง ระหวา่ งธรรม ๓ อยา่ งเหลา่ นน้ั ?” ดงั น.้ี
ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! พวกเธอถูกถามอยา่ งนแี้ ลว้ พงึ
พยากรณ์แก่เขาว่า “อาวุโส ! ราคะมโี ทษนอ้ ย คลายชา้ ,
โทสะมโี ทษมาก คลายเรว็ , โมหะมโี ทษมาก คลายชา้ ”.
ถา้ เขาถามว่า “อาวุโส ! อะไรเปน็ เหตุ อะไรเปน็ ปจั จัย
ทท่ี ำ�ให้ราคะที่ยังไมเ่ กิด เกิดขน้ึ หรอื ราคะทีเ่ กิดข้ึนแล้ว เป็นไป
เพ่อื ความเจริญโดยยงิ่ เพือ่ ความไพบูลย์ ?” ดังน.้ี
คำ�ตอบพึงมวี ่า สุภนมิ ติ (ส่งิ ที่แสดงให้รสู้ ึกวา่ งาม);
คือเม่ือเขาทำ�ในใจซ่ึงสุภนิมิตโดยไม่แยบคาย ราคะท่ียัง
ไม่เกิดก็เกิดขึ้น และราคะท่ีเกิดอยู่แล้ว ก็เป็นไปเพื่อ
ความเจรญิ โดยยง่ิ เพอ่ื ความไพบลู ย.์ อาวโุ ส ! นค้ี อื เหตุ
น้คี อื ปจั จยั .
106 พุทธวจน
ถา้ เขาถามอีกวา่ “อาวโุ ส ! อะไรเปน็ เหตุ อะไรเปน็ ปจั จยั
ที่ทำ�ให้โทสะทย่ี งั ไม่เกดิ เกิดขนึ้ หรือโทสะที่เกดิ ขน้ึ แล้ว เป็นไป
เพอ่ื ความเจรญิ โดยย่ิง เพอ่ื ความไพบลู ย์ ?” ดงั น้.ี
คำ�ตอบพึงมีว่า ปฏิฆนิมิต (ส่ิงท่ีแสดงให้รู้สึก
กระทบกระทั่ง); คือเม่ือเขาทำ�ในใจซึ่งปฏิฆนิมิตโดยไม่
แยบคาย โทสะท่ียังไม่เกิดก็เกิดข้ึน และโทสะที่เกิดอยู่
แล้ว กเ็ ป็นไปเพอ่ื ความเจริญโดยยง่ิ เพ่ือความไพบลู ย.์
อาวโุ ส ! น้คี ือเหตุ น้คี อื ปจั จัย.
ถ้าเขาถามอกี วา่ “อาวโุ ส ! อะไรเปน็ เหตุ อะไรเปน็ ปจั จยั
ที่ทำ�ให้โมหะที่ยังไม่เกดิ เกดิ ข้นึ หรอื โมหะทเ่ี กิดขนึ้ แลว้ เปน็ ไป
เพอ่ื ความเจริญโดยยง่ิ เพื่อความไพบลู ย์ ?” ดังน.้ี
ค�ำ ตอบพงึ มวี า่ อโยนโิ สมนสกิ าร (การกระท�ำ ในใจ
โดยไมแ่ ยบคาย); คือเม่ือท�ำ ในใจโดยไมแ่ ยบคาย โมหะท่ี
ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น และโมหะที่เกิดอยู่แล้วก็เป็นไปเพื่อ
ความเจริญโดยย่ิง เพอื่ ความไพบลู ย.์ อาวโุ ส ! นคี้ อื เหตุ
นคี้ ือปจั จัย.
ถ้าเขาถามอกี ว่า “อาวโุ ส ! อะไรเปน็ เหตุ อะไรเปน็ ปจั จยั
ทท่ี ำ�ใหร้ าคะทย่ี งั ไมเ่ กดิ ไมเ่ กดิ ขน้ึ หรอื ราคะทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ ละไป ?”
ดงั นี.้
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 107
ค�ำ ตอบพึงมีวา่ อสภุ นิมติ (สิง่ ท่ีแสดงใหร้ ู้สึกวา่
ไม่งาม); คือเม่ือเขาทำ�ในใจซึ่งอสุภนิมิตโดยแยบคาย
ราคะทย่ี งั ไมเ่ กดิ กไ็ มเ่ กดิ ขน้ึ และราคะทเ่ี กดิ อยแู่ ลว้ กล็ ะไป.
อาวโุ ส ! นีค้ ือเหตุ น้คี ือปัจจยั .
ถา้ เขาถามอีกวา่ “อาวโุ ส ! อะไรเปน็ เหตุ อะไรเปน็ ปจั จยั
ทท่ี ำ�ใหโ้ ทสะทย่ี งั ไมเ่ กดิ ไมเ่ กดิ ขน้ึ หรอื โทสะทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ ละไป?”
ดังน้.ี
คำ�ตอบพึงมีว่า เมตตาเจโตวมิ ุตติ (ความหลดุ พ้น
แห่งจิตอันประกอบอยู่ด้วยเมตตา); คือเม่ือเขาทำ�ในใจซึ่ง
เมตตาเจโตวมิ ตุ ตโิ ดยแยบคาย โทสะทย่ี งั ไมเ่ กดิ กไ็ มเ่ กดิ ขน้ึ
และโทสะทเ่ี กดิ อยแู่ ลว้ กล็ ะไป. อาวโุ ส ! นค้ี อื เหตุ นค้ี อื ปจั จยั .
ถา้ เขาถามอีกวา่ “อาวโุ ส ! อะไรเปน็ เหตุ อะไรเปน็ ปจั จยั
ทท่ี ำ�ใหโ้ มหะทย่ี งั ไมเ่ กดิ ไมเ่ กดิ ขน้ึ หรอื โมหะทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ ละไป?”
ดังน้.ี
คำ�ตอบพงึ มวี ่า โยนโิ สมนสิการ คอื เมอื่ ทำ�ในใจ
โดยแยบคาย โมหะท่ียังไม่เกิดก็ไม่เกิดข้ึน และโมหะ
ที่เกิดอยู่แล้วกล็ ะไป. อาวุโส ! นีค้ อื เหตุ นีค้ ือปจั จัย.
ตกิ . อํ. ๒๐/๒๕๖/๕๐๘.
108 พุทธวจน
๓๙
คุณสมบัตขิ องทูต
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘
ควรท�ำ หน้าทท่ี ูต.
องค์ ๘ เปน็ อยา่ งไรเลา่ ? คอื ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั น้ี
๑. รบั ฟัง
๒. ใหผ้ ูอ้ ่นื ฟงั
๓. ก�ำ หนด
๔. ทรงจ�ำ
๕. เข้าใจความ
๖. ให้ผอู้ นื่ เขา้ ใจความ
๗. ฉลาดต่อประโยชนแ์ ละมใิ ชป่ ระโยชน์
๘. ไมก่ อ่ ความทะเลาะ
ภิกษุใด เข้าไปสู่บริษัทที่พูดคำ�หยาบ ก็ไม่
สะทกสะท้าน ไม่ยังคำ�พูดให้เสีย ไม่ปกปิดข่าวสาส์น
พูดจนหมดความสงสัย และถูกถามก็ไม่โกรธ.
ภกิ ษุผู้เช่นนนั้ แล ยอ่ มควรทำ�หนา้ ที่ทูต.
จุลลฺ . วิ. ๗/๒๐๑/๓๙๘.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 109
๔๐
ไม่โกหกกัน แม้เพียงเพอ่ื หัวเราะเล่น
“ราหุล ! นกั บวช ทไ่ี มม่ คี วามละอายในการแกลง้
กลา่ วเท็จ ท้งั ทรี่ อู้ ยูว่ า่ เป็นเทจ็ ก็มีความเป็นสมณะ เทา่ กบั
ความวา่ งเปลา่ ของน�ำ้ ในภาชนะน้ี ฉนั นน้ั เหมอื นกนั ..ฯลฯ..”.
“ราหุล ! เรากล่าวว่า กรรมอันเป็นบาปหน่อย
หนง่ึ ซึ่งนักบวชที่ไม่มีความละอายในการแกล้งกล่าวเท็จ
ทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นเท็จ จะทำ�ไม่ได้ หามีไม่. เพราะฉะนั้น
ในเรือ่ งนี้ เธอทง้ั หลาย พงึ สำ�เหนยี กใจไวว้ ่า
“เราท้งั หลายจกั ไมก่ ล่าวมสุ า
แมแ้ ตเ่ พ่อื หัวเราะกันเล่น” ดงั น.ี้
ราหลุ ! เธอทง้ั หลายพงึ ส�ำ เหนยี กใจไวอ้ ยา่ งน”้ี .
ม. ม. ๑๓/๑๒๓/๑๒๖.
110 พุทธวจน
๔๑
งูเปื้อนคถู
ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! นักบวชชนิดไร ท่ีทุกๆ คน
ควรขยะแขยง ไมค่ วรสมาคม ไมค่ วรคบ ไมค่ วรเขา้ ใกล้ ?
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! นกั บวชบางคนในกรณีนี้ เปน็
คนทุศีล มีความเป็นอยู่เลวทราม ไม่สะอาด มีความ
ประพฤติชนิดที่ตนเองนึกแล้วก็กินแหนงตัวเอง มีการ
กระทำ�ที่ต้องปกปิดซ่อนเร้น ไม่ใช่สมณะก็ปฏิญญาว่า
เป็นสมณะ ไม่ใช่คนประพฤติพรหมจรรย์ก็ปฏิญญาว่า
ประพฤตพิ รหมจรรย์ เปน็ คนเน่าใน เปยี กแฉะ มีสัญชาติ
หมักหมม เหมอื นบอ่ ทีเ่ ทขยะมูลฝอย.
ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! นกั บวชชนดิ น้แี ล ท่ที กุ ๆ คน
ควรขยะแขยง ไมค่ วรสมาคม ไม่ควรคบ ไมค่ วรเขา้ ใกล.้
ข้อน้ันเพราะอะไร ?
ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! เพราะเหตวุ า่ ถงึ แมผ้ ทู้ เ่ี ขา้ ใกลช้ ดิ
จะไม่ถือเอานกั บวชชนดิ น้ี เปน็ ตัวอยา่ งกต็ าม, แตว่ า่ เสียง
ร่�ำ ลืออนั เสอ่ื มเสีย จะระบอื ไปวา่ “คนๆ นี้ มมี ติ รเลว
มีเพอ่ื นทราม มีเกลอลามก” ดงั นี.้
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 111
ภิกษทุ ้งั หลาย ! เปรียบเหมือนงูท่ีตกลงไปจม
อยู่ในหลุมคูถ กัดไม่ได้ก็จริงแล, แต่มันอาจทำ�คน
ที่เข้าไปช่วยยกมันข้ึนจากหลุมคูถให้เป้ือนด้วยคูถได้
(ดว้ ยการด้นิ ของมัน) น้ีฉันใด.
ภกิ ษุทงั้ หลาย ! แม้ผู้เข้าใกล้ชิด จะไม่ถือเอา
นกั บวชชนิดน้ีเป็นตัวอย่างกจ็ ริงแล, แตว่ า่ เสียงร่ำ�ลอื อัน
เสอื่ มเสยี จะระบอื ไปว่า “คนๆ นี้ มีมติ รเลว มีเพ่อื นทราม
มีเกลอลามก” ดงั น้ี ฉนั น้ันเหมือนกนั .
เพราะเหตนุ น้ั นกั บวชชนดิ น้ี จงึ เปน็ คนทท่ี กุ ๆ คน
ควรขยะแขยง ไมค่ วรสมาคม ไมค่ วรคบ ไมค่ วรเขา้ ใกล.้
ติก. อ.ํ ๒๐/๑๕๘/๔๖๖.
“กรรม”
และ
ผลของการกระทํา
114 พุทธวจน
๔๒
สงิ่ ทค่ี วรรเู้ บ้อื งต้นเก่ียวกบั “กรรม”
ภกิ ษุทัง้ หลาย ! เรากลา่ วซง่ึ เจตนาวา่ เปน็ กรรม
เพราะวา่ บุคคลเจตนาแล้ว ยอ่ มกระทำ�ซง่ึ กรรมดว้ ยกาย
ด้วยวาจา ด้วยใจ ...
ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! เหตุเกิด (นิทานสัมภวะ) แห่ง
กรรมทั้งหลาย เปน็ อยา่ งไรเล่า ?
ภิกษทุ งั้ หลาย ! เหตุเกิดแห่งกรรมทั้งหลาย
คือ ผสั สะ.
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ค ว า ม มี ป ร ะ ม า ณ ต่ า ง ๆ
(เวมัตตตา) แห่งกรรมท้งั หลาย เปน็ อย่างไรเลา่ ?
ภิกษทุ ้งั หลาย !
กรรมทท่ี �ำ สตั ว์ให้เสวยเวทนาในนรก มีอยู่,
กรรมทที่ ำ�สัตว์ให้เสวยเวทนาในก�ำ เนิดเดรัจฉาน มีอยู่,
กรรมที่ท�ำ สัตว์ให้เสวยเวทนาในเปรตวิสยั มอี ยู่,
กรรมทท่ี ำ�สตั วใ์ ห้เสวยเวทนาในมนษุ ยโลก มอี ย่,ู
กรรมทีท่ �ำ สัตว์ให้เสวยเวทนาในเทวโลก มีอยู่...
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 115
ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! วิบากแห่งกรรมท้ังหลาย
เปน็ อย่างไรเลา่ ?
ภิกษุทง้ั หลาย ! เรากล่าววิบากแห่งกรรม
ท้ังหลายว่ามีอยู่ ๓ อย่าง คือ วิบากในทิฏฐธรรม
(คือทนั ควนั ) หรือว่า วบิ ากในอปุ ะปัชชะ (คือในเวลาต่อมา)
หรือว่า วิบากในอปรปริยายะ (คอื ในเวลาตอ่ มาอีก) ...
ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! ความดับแห่งกรรม เป็น
อยา่ งไรเล่า ?
ภกิ ษุทัง้ หลาย ! ความดับแห่งกรรม ย่อมมี
เพราะ ความดบั แห่งผสั สะ.
อริยมรรคมีองค์ ๘ นน้ี ั่นเอง เปน็ ข้อปฏิบัติให้ถงึ
ความดับไม่เหลือแห่งกรรม (กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา);
ได้แก่ สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ
สมั มาวาจา สัมมากัมมนั ตะ สมั มาอาชีวะ สมั มาวายามะ
สมั มาสติ สัมมาสมาธ.ิ
ฉกฺก. อ.ํ ๒๒/๔๕๘,๔๖๓-๔๖๔/๓๓๔.
116 พุทธวจน
๔๓
กายน้ี เปน็ “กรรมเก่า”
ภกิ ษุทง้ั หลาย ! กายน ้ี ไมใ่ ชข่ องเธอทง้ั หลาย
และทั้งไม่ใช่ของบุคคลเหล่าอื่น. ภิกษุทั้งหลาย !
กรรมเก่า (คือกาย) นี้ อนั เธอทง้ั หลาย พึงเหน็ ว่าเป็นสิ่ง
ที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น (อภิสงฺขต), เป็นสิ่งที่ปัจจัยทำ�ให้
เกิดความรู้สึกขึ้น (อภิสญฺเจตยิต), เป็นส่ิงที่มีความรู้สึก
ตอ่ อารมณไ์ ด้ (เวทนีย).
ภกิ ษุท้งั หลาย ! ในกรณขี องกายนัน้ อรยิ สาวก
ผู้ได้สดับแล้ว ย่อมทำ�ไว้ในใจโดยแยบคายเป็นอย่างดี
ซึ่งปฏจิ จสมุปบาท น่ันเทียว ดังนวี้ ่า
“ดว้ ยอาการอย่างน้ี :
เพราะสงิ่ นม้ี ี, สง่ิ นจี้ งึ มี;
เพราะความเกิดข้ึนแห่งสงิ่ นี้, สงิ่ นี้จงึ เกดิ ขึน้ ;
เพราะสง่ิ น้ไี มม่ ,ี สิ่งนจี้ งึ ไมม่ ;ี
เพราะความดับไปแหง่ สิ่งน,ี้ สง่ิ นจี้ งึ ดบั ไป :
ขอ้ น้ีได้แกส่ ง่ิ เหล่านค้ี ือ
เพราะมีอวิชชาเปน็ ปจั จัย จงึ มสี งั ขารท้งั หลาย;
เพราะมสี งั ขารเปน็ ปจั จัย จึงมีวิญญาณ;
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 117
เพราะมวี ิญญาณเป็นปัจจัย จงึ มนี ามรปู ;
เพราะมีนามรปู เปน็ ปัจจัย จึงมสี ฬายตนะ;
เพราะมสี ฬายตนะเปน็ ปจั จยั จงึ มผี ัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปจั จัย จึงมเี วทนา;
เพราะมเี วทนาเปน็ ปจั จยั จึงมตี ณั หา;
เพราะมตี ณั หาเป็นปัจจยั จึงมอี ปุ าทาน;
เพราะมีอปุ าทานเป็นปจั จยั จงึ มีภพ;
เพราะมีภพเป็นปัจจัย จงึ มชี าต;ิ
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ
โทมนสั อปุ ายาสทง้ั หลาย จึงเกดิ ขน้ึ ครบถว้ น :
ความเกิดขน้ึ พรอ้ มแหง่ กองทุกข์ทั้งส้ินนี้ ย่อมมี ดว้ ยอาการ
อยา่ งน.้ี
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่ง
อวชิ ชาน้ัน นนั่ เทียว จงึ มีความดับแหง่ สงั ขาร, เพราะ
มคี วามดับแหง่ สังขาร จงึ มคี วามดับแหง่ วิญญาณ; ....
ฯลฯ....ฯลฯ....ฯลฯ.... เพราะมีความดบั แห่งชาตินัน่ แล
ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทุกขะ โทมนัส อปุ ายาส
ท้ังหลาย จึงดบั สน้ิ : ความดบั ลงแห่งกองทกุ ขท์ ง้ั ส้ินนี้
ย่อมมี ดว้ ยอาการอยา่ งน”้ี ดงั นี้ แล.
นิทาน. สํ. ๑๖/๗๗/๑๔๓.
118 พุทธวจน
๔๔
ศลี ๕
(ปาณาติปาตา เวรมณี) เธอนัน้ ละปาณาติบาต
เวน้ ขาดจากปาณาติบาต (ฆ่าสัตว์) วางทอ่ นไมแ้ ละศสั ตรา
เสียแล้ว มีความละอาย ถึงความเอ็นดูกรุณา หวัง
ประโยชนเ์ กอ้ื กลู ในบรรดาสัตว์ทัง้ หลายอยู่.
(อทนิ นาทานา เวรมณี) เธอน้ัน ละอทินนาทาน
เว้นขาดจากอทนิ นาทาน (ลักทรัพย์) ถอื เอาแตข่ องทเ่ี ขา
ใหแ้ ลว้ หวังอยู่แต่ของทเ่ี ขาให้ ไม่เปน็ ขโมย มตี นเปน็ คน
สะอาดเป็นอยู.่
(กาเมสมุ จิ ฉาจารา เวรมณ)ี เธอนัน้ ละการ
ประพฤตผิ ิดในกาม เวน้ ขาดจากการประพฤตผิ ดิ ในกาม
(คอื เว้นขาดจากการประพฤตผิ ดิ ) ในหญงิ ซ่ึงมารดารักษา
บดิ ารักษา พน่ี อ้ งชาย พน่ี อ้ งหญิง หรอื ญาติรักษา อัน
ธรรมรกั ษา เปน็ หญงิ มีสามี หญงิ อย่ใู นสนิ ไหม โดยท่สี ุด
แมห้ ญิงอันเขาหมั้นไว้ (ด้วยการคลอ้ งพวงมาลัย) ไม่เปน็
ผปู้ ระพฤตผิ ิดจารตี ในรูปแบบเหลา่ นน้ั .
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 119
(มสุ าวาทา เวรมณ)ี เธอนน้ั ละมสุ าวาท เวน้ ขาด
จากมุสาวาท พูดแต่ความจรงิ รกั ษาความสตั ย์ ม่ันคงใน
ค�ำ พดู มีค�ำ พูดควรเชอ่ื ถือได้ ไม่แกลง้ กล่าวให้ผิดต่อโลก.
(สรุ าเมระยะมชั ชะปมาทฏั ฐานา เวรมณ)ี เธอนน้ั
เวน้ ขาดจากการดม่ื นำ�้ เมา คือสุราและเมรยั อนั เปน็ ที่ต้ัง
ของความประมาท.
ปา. ท.ี ๑๑/๒๔๗/๒๘๖.
ส.ี ที. ๙/๘๓/๑๐๓.
ทสก. อ.ํ ๒๔/๒๘๕/๑๖๕.
120 พุทธวจน
๔๕
ทาน ทจี่ ดั วา่ เป็น มหาทาน
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวก ในกรณีน้ี ละ
ปาณาตบิ าต เวน้ ขาดจากปาณาตบิ าต. ภิกษุทง้ั หลาย !
อริยสาวกเว้นขาดจากปาณาติบาตแล้ว ย่อมช่ือว่า ให้
อภยั ทาน อเวรทาน อพั ยาปัชฌทาน แกส่ ัตวท์ ้งั หลาย
มากไม่มีประมาณ; คร้ันให้อภัยทาน อเวรทาน
อัพยาปัชฌทาน แก่สัตว์ท้ังหลายมากไม่มีประมาณแล้ว
ย่อมเป็นผู้ มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ไม่มีเวร ไม่มี
ความเบียดเบียน อันไม่มีประมาณ. ภิกษุท้ังหลาย !
นีเ้ ป็นทานชนั้ ปฐม เป็นมหาทาน รู้จกั กันวา่ เปน็ ของเลิศ
เป็นของมีมานาน เปน็ ของประพฤติสบื กนั มาแต่โบราณ
ไมถ่ กู ทอดทง้ิ เลย ไมเ่ คยถกู ทอดทง้ิ ในอดตี ไมถ่ กู ทอดทง้ิ
อยู่ในปัจจุบัน และจักไม่ถูกทอดท้ิงในอนาคต อัน
สมณพราหมณ์ผู้รู้ไม่คัดค้าน. ภิกษุท้ังหลาย ! ข้อนี้
เปน็ ท่อธารแหง่ บุญ เป็นท่ไี หลออกแห่งกศุ ล นำ�มาซึ่งสขุ
เป็นไปเพื่อยอดสุดอันดี มีสุขเป็นวิบาก เป็นไปเพ่ือ
สวรรค์ เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพ่ือความสุขอันพึง
ปรารถนา น่ารกั ใคร่ นา่ พอใจ.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 121
(ในกรณศี ลี ๕ อกี สีข่ ้อทเ่ี หลอื คอื การเว้นขาดจาก
อทินนาทาน, การเว้นขาดจากกาเมสุมิฉาจาร, การเว้นขาดจาก
มุสาวาท และการเว้นขาดจากการดื่มนำ้�เมา คือสุราและเมรัย
อันเปน็ ทต่ี ัง้ แหง่ ความประมาท ก็ตรสั อย่างเดยี วกนั )
ภิกษุท้งั หลาย ! ทาน ๕ ประการน้ีแล เป็น
มหาทานรู้จักกันว่าเป็นของเลิศ เป็นของมีมานาน เป็น
ของประพฤติสืบกันมาแต่โบราณ ไม่ถูกทอดท้ิงเลย
ไม่เคยถูกทอดทิ้งในอดีต ไม่ถูกทอดทิ้งอยู่ในปัจจุบัน
และจักไม่ถูกทอดทิ้งในอนาคต อันสมณพราหมณ์ผู้รู้
ไมค่ ดั ค้าน.
อฏฺ ก. อ.ํ ๒๓/๒๕๐/๑๒๙.
122 พุทธวจน
๔๖
อุโบสถ (ศีล)
(ปาณาติปาตา เวรมณี) เธอน้นั ละปาณาตบิ าต
เว้นขาดจากปาณาติบาต (ฆ่าสัตว์) วางทอ่ นไม้และศสั ตรา
เสียแล้ว มีความละอาย ถึงความเอ็นดูกรุณา หวัง
ประโยชน์เกื้อกลู ในบรรดาสัตวท์ ั้งหลายอยู.่
(อทินนาทานา เวรมณี) เธอนน้ั ละอทนิ นาทาน
เวน้ ขาดจากอทินนาทาน (ลกั ทรัพย)์ ถือเอาแตข่ องที่เขา
ใหแ้ ล้ว หวงั อยูแ่ ตข่ องท่ีเขาให้ ไมเ่ ป็นขโมย มีตนเปน็ คน
สะอาดเป็นอยู่.
(อพรฺหมฺจริยา เวรมณี) เธอนั้น ละกรรม
อันไม่ใช่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์โดยปกติ
ประพฤติห่างไกลเว้นขาดจากการเสพเมถุนอันเป็นของ
ชาวบ้าน.
(มสุ าวาทา เวรมณ)ี เธอนน้ั ละมสุ าวาท เวน้ ขาด
จากมสุ าวาท พูดแต่ความจรงิ รกั ษาความสตั ย์ มั่นคงใน
คำ�พูด มคี �ำ พดู ควรเช่ือถือได้ ไม่แกล้งกลา่ วให้ผดิ ต่อโลก.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 123
(สรุ าเมระยะมชั ชะปมาทฏั ฐานา เวรมณ)ี เธอนน้ั
เวน้ ขาดจากการด่ืมนำ้�เมา คอื สุราและเมรยั อนั เปน็ ท่ตี ัง้
ของความประมาท.
(วิกาละโภชนา เวรมณี) เธอนั้น เป็นผู้ฉัน
อาหารวันหนึง่ เพียงหนเดยี ว เวน้ จากการฉนั ในราตรแี ละ
วกิ าล.
(นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา เวรมณี)
เธอน้ัน เป็นผู้เว้นขาดจากการฟ้อนรำ� การขับร้อง
การประโคม และการดูการเล่นชนิดเปน็ ขา้ ศึกแก่กศุ ล.
(มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะมัณฑะนะวิภู-
สะนัฏฐานา เวรมณี) เธอน้ัน เป็นผู้เว้นขาดจากการ
ประดบั ประดา คอื ทดั ทรงตกแตง่ รา่ งกายดว้ ยมาลา ของหอม
และเคร่อื งลูบทา.
(อจุ จาสะยะนะมหาสะยะนา เวรมณ)ี เธอนั้น
เปน็ ผเู้ วน้ ขาดจากการนอนบนทน่ี อนสงู ใหญ่ ส�ำ เรจ็ การนอน
บนทีน่ อนอันต่�ำ .
ตกิ . อ.ํ ๒๐/๒๗๑/๕๑๐.
124 พุทธวจน
๔๗
อกศุ ลกรรมบถ ๑๐
จนุ ทะ ! ความไม่สะอาดทางกาย มี ๓ อยา่ ง
ความไม่สะอาดทางวาจา มี ๔ อย่าง
ความไมส่ ะอาดทางใจ มี ๓ อย่าง
จนุ ทะ ! ความไมส่ ะอาดทางกาย มี ๓ อยา่ ง
เป็นอย่างไรเลา่ ?
(๑) บุคคลบางคนในกรณีน้ี เป็นผู้มีปกติทำ�
สัตว์มีชีวิตให้ตกล่วง หยาบช้า มีฝ่ามือเปื้อนด้วย
โลหติ มแี ตก่ ารฆา่ และทบุ ตี ไมม่ คี วามเอน็ ดใู นสตั วม์ ชี วี ติ .
(๒) เป็นผู้มีปกติถือเอาสิ่งของที่มีเจ้าของ
มิได้ให้ คือวัตถุอุปกรณ์แห่งทรัพย์ของบคุ คลอื่นทอี่ ยใู่ น
บ้านหรือในป่าก็ตาม เป็นผู้ถือเอาส่ิงของที่เขาไม่ได้ให้
ดว้ ยอาการแหง่ ขโมย.
(๓) เป็นผู้มีปกติประพฤติผิดในกาม (คือ
ประพฤตผิ ดิ ) ในหญงิ ซง่ึ มารดารกั ษา บดิ ารกั ษา พน่ี อ้ งชาย
พน่ี อ้ งหญงิ หรอื ญาตริ กั ษา อนั ธรรมรกั ษา เปน็ หญงิ มสี ามี
หญงิ อยใู่ นสนิ ไหม โดยทส่ี ดุ แมห้ ญงิ อนั เขาหมน้ั ไว้ (ดว้ ยการ
คลอ้ งพวงมาลยั ) เปน็ ผปู้ ระพฤตผิ ดิ จารตี ในรปู แบบเหลา่ นน้ั .