The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อ้างอิงจากศูนย์เผยแผ่ส่วนกลาง วัดนาป่าพง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by buddhawajanalanna, 2020-04-27 06:29:35

พุทธวจน 9 ปฐมธรรม

อ้างอิงจากศูนย์เผยแผ่ส่วนกลาง วัดนาป่าพง

Keywords: หนังสือพุทธวจน

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 125

จนุ ทะ ! อย่างน้ีแล  เป็นความไม่สะอาดทาง
กาย ๓ อยา่ ง.

จนุ ทะ ! ความไมส่ ะอาดทางวาจา มี ๔ อย่าง
เปน็ อย่างไรเล่า ?

(๑)  บคุ คลบางคนในกรณนี ้ี เปน็ ผมู้ ปี กตกิ ลา่ วเทจ็
ไปสู่สภาก็ดี  ไปสู่บริษัทก็ดี  ไปสู่ท่ามกลางหมู่ญาติก็ดี
ไปสทู่ า่ มกลางศาลาประชาคมกด็ ี ไปสทู่ า่ มกลางราชสกลุ กด็ ี
อันเขานำ�ไปเป็นพยาน  ถามว่า  “บุรุษผู้เจริญ  ! 
ท่านรู้อย่างไร  ท่านจงกล่าวไปอย่างน้ัน”  ดังนี้,  บุรุษน้ัน
เม่ือไม่ร้กู ก็ ล่าววา่ รู้ เมือ่ ไมเ่ ห็นกก็ ล่าววา่ เหน็ เมือ่ เห็นก็
กล่าววา่ ไม่เห็น, เพราะเหตตุ นเอง เพราะเหตุผูอ้ น่ื หรือ
เพราะเหตเุ หน็ แก่อามสิ ไรๆ ก็เป็นผกู้ ล่าวเทจ็ ทัง้ ที่รู้อย.ู่

(๒)  เป็นผู้มีวาจาส่อเสียด  คือฟังจากฝ่ายน้ี
แล้วไปบอกฝา่ ยโนน้ เพอ่ื ท�ำ ลายฝา่ ยน้ี หรอื ฟงั จากฝา่ ยโนน้
แล้วมาบอกฝ่ายน้ี  เพ่ือทำ�ลายฝ่ายโน้น  เป็นผู้ทำ�คนที่
สามคั คกี นั ใหแ้ ตกกนั หรอื ท�ำ คนทแ่ี ตกกนั แลว้ ใหแ้ ตกกนั
ยิง่ ขนึ้ พอใจ ยนิ ดี เพลดิ เพลินในการแตกกันเปน็ พวก
เปน็ ผู้กล่าววาจาทก่ี ระท�ำ ให้แตกกนั เป็นพวก.

126 พุทธวจน

(๓)  เปน็ ผมู้ วี าจาหยาบ อนั เปน็ วาจาหยาบคาย
กล้าแข็ง  แสบเผ็ดต่อผู้อ่ืน  กระทบกระเทียบผู้อ่ืน
แวดล้อมอย่ดู ้วยความโกรธ ไม่เป็นไปเพ่ือสมาธิ เขาเปน็
ผูก้ ลา่ ววาจามรี ปู ลกั ษณะเชน่ น้นั .

(๔)  เป็นผมู้ วี าจาเพอ้ เจอ้ คือเปน็ ผู้กล่าวไม่ถกู
กาล ไมก่ ลา่ วตามจรงิ กลา่ วไมอ่ งิ อรรถ ไมอ่ งิ ธรรม ไมอ่ งิ วนิ ยั
เปน็ ผกู้ ลา่ ววาจาไมม่ ที ต่ี ง้ั อาศยั ไมถ่ กู กาละเทศะ ไมม่ จี ดุ จบ
ไมป่ ระกอบดว้ ยประโยชน.์

จุนทะ ! อย่างนี้แล  เป็นความไม่สะอาดทาง
วาจา ๔ อย่าง.

จนุ ทะ ! ความไม่สะอาดทางใจ มี ๓ อยา่ ง
เปน็ อยา่ งไรเล่า ?

(๑)  บคุ คลบางคนในกรณนี ี้ เป็นผมู้ ากดว้ ย
อภชิ ฌา (ความโลภเพง่ เลง็ ) เป็นผูโ้ ลภเพ่งเลง็ วตั ถุอปุ กรณ์
แห่งทรพั ยข์ องผู้อนื่ ว่า “สง่ิ ใดเปน็ ของผู้อ่ืน สง่ิ น้ันจงเป็น
ของเรา” ดงั น;ี้

(๒)  เป็นผู้มีจิตพยาบาท  มีความดำ�ริในใจ
เป็นไปในทางประทุษร้ายว่า  “สัตว์ท้ังหลายเหล่าน้ี

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 127

จงเดือดร้อน  จงแตกทำ�ลาย  จงขาดสูญ  จงพินาศ 
อยา่ ได้มีอยู่เลย” ดงั น้ี เปน็ ต้น;

(๓)  เป็นผู้มีความเห็นผิด  มีทัสสนะวิปริตว่า
“ทานทใ่ี หแ้ ลว้ ไมม่ ี (ผล), ยญั ทบ่ี ชู าแลว้ ไมม่ ี (ผล), การบชู า
ทบ่ี ชู าแลว้ ไมม่ ี (ผล), ผลวบิ ากแหง่ กรรมทส่ี ตั วท์ �ำ ดที �ำ ชว่ั
ไมม่ ,ี โลกน้ี ไมม่ ,ี โลกอน่ื ไมม่ ,ี มารดา ไมม่ ,ี บดิ า ไมม่ ,ี
โอปปาตกิ ะสตั ว์ ไมม่ ,ี สมณพราหมณท์ ไ่ี ปแลว้ ปฏบิ ตั แิ ลว้
โดยชอบถึงกับกระทำ�ให้แจ้งโลกน้แี ละโลกอ่นื ด้วยปัญญา
โดยชอบเอง แลว้ ประกาศใหผ้ อู้ น่ื รู้ กไ็ มม่ ”ี ดงั น.้ี

จุนทะ ! อย่างนแ้ี ล เป็นความไมส่ ะอาดทางใจ
๓ อยา่ ง.

จุนทะ ! เหลา่ นแ้ี ล เรยี กวา่ อกศุ ลกรรมบถ ๑๐.
จนุ ทะ ! บุคคลประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ
๑๐ เหลา่ นี้ ลุกจากทีน่ อนตามเวลาแห่งตนแล้ว แมจ้ ะลบู
แผน่ ดนิ ก็เป็นคนสะอาดไปไมไ่ ด,้ แมจ้ ะไม่ลูบแผ่นดิน
ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้;  แม้จะจับโคมัยสด  ก็เป็นคน
สะอาดไปไม่ได้,  แม้จะไม่จับโคมัยสด  ก็เป็นคนสะอาด
ไปไม่ได้;  แม้จะจับหญ้าเขียว  ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้,

128 พุทธวจน

แม้จะไม่จับหญ้าเขียว  ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้;  แม้จะ
บำ�เรอไฟ  ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้,  แม้จะไม่บำ�เรอไฟ
ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้;  แม้จะไหว้ดวงอาทิตย์  ก็เป็น
คนสะอาดไปไม่ได้,  แม้จะไม่ไหว้ดวงอาทิตย์  ก็เป็นคน
สะอาดไปไม่ได้;  แม้จะลงน้ำ�ในเวลาเย็นเป็นคร้ังท่ีสาม
ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้,  แม้จะไม่ลงน้ำ�ในเวลาเย็นเป็น
ครัง้ ที่สาม  กเ็ ป็นคนสะอาดไปไม่ได้.

ข้อน้นั เพราะเหตุไร ?
จุนทะ ! เพราะเหตุว่า  อกุศลกรรมบถ  ๑๐
ประการเหล่าน้ี เป็นตวั ความไมส่ ะอาด และเปน็ เครอ่ื ง
กระทำ�ความไมส่ ะอาด.
จุนทะ ! อนง่ึ เพราะมกี ารประกอบดว้ ยอกศุ ล-
กรรมบถทั้ง  ๑๐  ประการเหล่านี้เป็นเหตุ  นรกย่อม
ปรากฏ  กำ�เนิดเดรัจฉานย่อมปรากฏ  เปรตวิสัยย่อม
ปรากฏ หรอื ว่า ทุคติใดๆ แมอ้ นื่ อีก ย่อมม.ี

ทสก. อ.ํ ๒๔/๒๘๓-๒๘๙/๑๖๕.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 129

๔๘
กุศลกรรมบถ ๑๐

จุนทะ ! ความสะอาดทางกายมี ๓ อยา่ ง
ความสะอาดทางวาจามี ๔ อยา่ ง
ความสะอาดทางใจมี ๓ อย่าง

จุนทะ ! ความสะอาดทางกายมี ๓ อย่างน้นั
เปน็ อย่างไรเล่า ?

(๑)  บุคคลบางคนในกรณีนี้  ละการทำ�สัตว์
มีชีวิตให้ตกล่วง  เว้นขาดจากปาณาติบาต  วางท่อนไม้
วางศสั ตรา มคี วามละอาย ถงึ ความเอน็ ดกู รณุ าเกอ้ื กลู แก่
สัตวท์ ั้งหลายอย.ู่

(๒)  ละการถือเอาส่ิงของท่ีเจ้าของมิได้ให้
เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้  ไม่ถือเอา
ทรพั ยแ์ ละอปุ กรณแ์ หง่ ทรพั ยอ์ นั เจา้ ของไมไ่ ดใ้ ห้ ในบา้ นกด็ ี
ในป่ากด็ ี ด้วยอาการแหง่ ขโมย.

(๓)  ละการประพฤติผิดในกาม  เว้นขาดจาก
การประพฤตผิ ดิ ในกาม, (คอื เวน้ จากการประพฤตผิ ดิ ) ในหญงิ
ซึ่งมารดารกั ษา บิดารักษา พ่นี ้องชาย พน่ี ้องหญิง หรือ

130 พุทธวจน

ญาติรักษา อันธรรมรกั ษา เปน็ หญิงมสี ามี หญิงอย่ใู น
สนิ ไหม โดยท่สี ดุ แม้หญิงอันเขาหม้นั ไว้ (ด้วยการคล้อง
มาลัย) ไมเ่ ปน็ ผูป้ ระพฤตผิ ดิ จารตี ในรูปแบบเหล่านนั้ .

จนุ ทะ ! อย่างน้ีแล  เป็นความสะอาดทางกาย
๓ อยา่ ง.

จุนทะ ! ความสะอาดทางวาจา มี ๔ อยา่ ง นน้ั
เปน็ อย่างไรเลา่ ?

(๑)  บคุ คลบางคนในกรณนี ้ี ละมุสาวาท เวน้
ขาดจากมุสาวาท  ไปสู่สภาก็ดี  ไปสู่บริษัทก็ดี  ไปสู่
ท่ามกลางหมู่ญาติก็ดี  ไปสู่ท่ามกลางศาลาประชาคมก็ดี
ไปสทู่ ่ามกลางราชสกลุ ก็ดี อนั เขาน�ำ ไปเปน็ พยาน ถามว่า
“บรุ ุษผ้เู จรญิ ! ทา่ นรูอ้ ย่างไร ท่านจงกลา่ วไปอยา่ งนัน้ ”
ดงั นี้, บุรษุ นั้น เม่อื ไม่รกู้ ก็ ลา่ วว่าไมร่ ู้ เม่ือร้กู ก็ ลา่ วว่ารู้
เม่ือไม่เห็นก็กล่าวว่าไม่เห็น  เมื่อเห็นก็กล่าวว่าเห็น,
เพราะเหตุตนเอง เพราะเหตุผอู้ ่นื หรอื เพราะเหตุเห็นแก่
อามิสไรๆ ก็ไมเ่ ป็น ผูก้ ลา่ วเทจ็ ท้งั ทร่ี ู้อย.ู่

(๒)  ละคำ�ส่อเสียด  เว้นขาดจากการส่อเสียด
ไดฟ้ ังจากฝ่ายนีแ้ ล้วไมเ่ ก็บไปบอกฝ่ายโนน้ เพ่อื แตกจาก
ฝา่ ยนี้ หรือได้ฟงั จากฝา่ ยโนน้ แล้วไมเ่ กบ็ มาบอกแก่ฝา่ ยนี้

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 131

เพ่ือแตกจากฝ่ายโน้น  แต่จะสมานคนท่ีแตกกันแล้วให้
กลับพร้อมเพรียงกัน  อุดหนุนคนท่ีพร้อมเพรียงกันอยู่
ใหพ้ รอ้ มเพรยี งกนั ยง่ิ ขน้ึ   เปน็ คนชอบในการพรอ้ มเพรยี ง
เป็นคนยินดีในการพร้อมเพรียง  เป็นคนพอใจในการ
พรอ้ มเพรยี ง  กล่าวแตว่ าจาทท่ี ำ�ใหพ้ รอ้ มเพรยี งกนั .

(๓)  ละการกล่าวคำ�หยาบเสีย  เว้นขาดจาก
การกล่าวคำ�หยาบ  กล่าวแต่วาจาท่ีไม่มีโทษ  เสนาะโสต
ให้เกิดความรัก  เป็นคำ�ฟูใจ  เป็นคำ�สุภาพท่ีชาวเมือง
เขาพูดกัน  เป็นที่ใคร่ท่ีพอใจของมหาชน  กล่าวแต่วาจา
เชน่ นั้นอยู่.

(๔)  ละค�ำ พดู เพอ้ เจอ้ เวน้ ขาดจากค�ำ พดู เพอ้ เจอ้
กลา่ วแต่ในเวลาอันสมควร กล่าวแต่ค�ำ จรงิ เปน็ ประโยชน์
เปน็ ธรรม เปน็ วนิ ยั กลา่ วแตว่ าจามที ต่ี ง้ั มหี ลกั ฐานทอ่ี า้ งองิ
มเี วลาจบ ประกอบด้วยประโยชน์ สมควรแกเ่ วลา.

จุนทะ ! อยา่ งนีแ้ ล เป็นความสะอาดทางวาจา
๔ อย่าง.

จนุ ทะ ! ความสะอาดทางใจ มี ๓ อยา่ ง เปน็
อยา่ งไรเล่า ?

132 พุทธวจน

(๑)  บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ไมม่ ากด้วย
อภิชฌา คือเป็นผ้ไู ม่โลภ เพง่ เล็งวตั ถอุ ปุ กรณ์แหง่ ทรัพย์
ของผูอ้ ่ืน ว่า “สงิ่ ใดเป็นของผ้อู น่ื สิ่งนัน้ จงเปน็ ของเรา”
ดงั นี.้

(๒)  เป็นผูไ้ มม่ จี ิตพยาบาท มคี วามดำ�ริแห่งใจ
อันไม่ประทษุ รา้ ยวา่ “สัตว์ท้ังหลาย จงเปน็ ผไู้ มม่ ีเวร ไม่มี
ความเบยี ดเบียน ไมม่ ที กุ ข์ มีสุข บรหิ ารตนอยเู่ ถิด” ดังน้ี
เปน็ ตน้ .

(๓)  เป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง  มีทัสสนะไม่
วิปรติ วา่ “ทานที่ให้แล้ว มี (ผล), ยัญทบ่ี ูชาแล้ว มี (ผล),
การบชู าทบ่ี ชู าแลว้ มี (ผล), ผลวบิ ากแหง่ กรรมทส่ี ตั วท์ �ำ ดี
ท�ำ ชว่ั ม,ี โลกอน่ื ม,ี มารดา ม,ี บดิ า ม,ี โอปปาตกิ สตั ว์ ม,ี
สมณพราหมณ์ทไ่ี ปแลว้ ปฏิบตั ิแลว้ โดยชอบ ถึงกับกระท�ำ
ให้แจง้ โลกนีแ้ ละโลกอน่ื ด้วยปัญญาโดยชอบเอง แลว้
ประกาศให้ผ้อู ่ืนรู้ ก็มี” ดงั นี.้

จนุ ทะ ! อย่างนีแ้ ล เป็นความสะอาดทางใจ ๓
อยา่ ง.

จุนทะ ! เหลา่ นแ้ี ล เรยี กวา่ กศุ ลกรรมบถ ๑๐.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 133

จนุ ทะ ! บุคคลประกอบดว้ ยกุศลกรรมบถ ๑๐
ประการเหล่าน้ี ลุกจากทีน่ อนตามเวลาแห่งตนแล้ว แม้จะ
ลบู แผน่ ดิน กเ็ ปน็ คนสะอาด, แม้จะไม่ลูบแผ่นดิน กเ็ ป็น
คนสะอาด; แมจ้ ะจับโคมัยสด กเ็ ปน็ คนสะอาด, แม้จะไม่
จับโคมัยสด ก็เปน็ คนสะอาด; แมจ้ ะจบั หญ้าเขยี ว กเ็ ปน็
คนสะอาด, แมจ้ ะไม่จับหญา้ เขยี ว กเ็ ป็นคนสะอาด; แม้
จะบำ�เรอไฟ ก็เปน็ คนสะอาด, แม้จะไม่บำ�เรอไฟ กเ็ ปน็
คนสะอาด; แมจ้ ะไหวพ้ ระอาทิตย์ กเ็ ป็นคนสะอาด, แม้
จะไมไ่ หวพ้ ระอาทติ ย์ ก็เป็นคนสะอาด; แมจ้ ะลงนำ้�ใน
เวลาเย็นเป็นครง้ั ทส่ี ามก็เป็นคนสะอาด แมจ้ ะไมล่ งน้�ำ ใน
เวลาเย็นเปน็ ครั้งท่ีสาม กเ็ ปน็ คนสะอาด.

ข้อน้นั เพราะเหตไุ ร ?
จุนทะ ! เพราะเหตวุ า่ กศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการ
เหล่าน้ี  เป็นตัวความสะอาด  และเป็นเครื่องกระทำ�
ความสะอาด.
จุนทะ ! อน่ึง  เพราะมีการประกอบด้วย
กุศลกรรมบถท้ัง  ๑๐  ประการเหล่าน้ี  เป็นเหตุ 
พวกเทพจึงปรากฏ หรอื ว่าสคุ ติใดๆ แม้อ่ืนอกี ยอ่ มม.ี

ทสก. อํ. ๒๔/๒๘๓-๒๘๙/๑๖๕.

134 พุทธวจน

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 135

๔๙
อานสิ งส์ส�ำ หรับผู้ทำ�ศีลใหบ้ รบิ รู ณ์

ภิกษทุ ัง้ หลาย ! เธอทั้งหลาย  จงมีศีลสมบูรณ์
มีปาติโมกขส์ มบรู ณ์อยู่เถิด พวกเธอทง้ั หลาย จงส�ำ รวม
ดว้ ยปาตโิ มกขสงั วร สมบรู ณด์ ว้ ยมรรยาทและโคจรอยเู่ ถดิ  
จงเป็นผู้เห็นเป็นภัยในโทษท้ังหลายท่ีมีประมาณน้อย
สมาทานศกึ ษาในสิกขาบทท้ังหลายเถิด.

ภกิ ษุท้งั หลาย ! ถา้ ภกิ ษหุ ากจ�ำ นงวา่   “เราพงึ เปน็
ทร่ี กั ที่เจริญใจ ทเ่ี คารพ ท่ยี กยอ่ ง ของเพือ่ นผูป้ ระพฤติ
พรหมจรรย์ด้วยกันท้ังหลาย”  ดังน้ีแล้ว,  เธอพึงทำ�ให้
บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย  พึงตามประกอบในธรรมเป็น
เคร่ืองสงบแห่งจิตในภายใน  เป็นผู้ไม่เหินห่างในฌาน,
เป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยวิปัสสนา  และให้วัตรแห่งผู้อยู่
สญุ ญาคารท้งั หลาย เจรญิ งอกงามเถิด.

ภกิ ษุทงั้ หลาย ! ถา้ ภกิ ษหุ ากจ�ำ นงวา่   “เราพงึ เปน็
ผู้มลี าภด้วยบรขิ ารคอื จวี ร บณิ ฑบาต เสนาสนะ และ
คิลานปัจจัยเภสัชบริขารทัง้ หลาย” ดังนีก้ ็ด,ี ...ฯลฯ...

136 พุทธวจน

ภกิ ษุท้งั หลาย ! ถ้าภิกษุหากจำ�นงว่า  “เรา
บริโภคจวี ร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปจั จยั เภสชั -
บรขิ ารของทายกเหลา่ ใด การกระท�ำ เหลา่ นน้ั พงึ มผี ลมาก
มีอานิสงสม์ ากแกท่ ายกเหล่านัน้ ”  ดังนี้ก็ด,ี ...ฯลฯ...

ภิกษทุ ้ังหลาย ! ถ้าภิกษุหากจำ�นงว่า  “ญาติ
สายโลหิตทั้งหลาย  ซ่ึงตายจากกันไปแล้ว  มีจิตเลื่อมใส
ระลึกถึงเราอยู่  ข้อน้ันจะพึงมีผลมาก  มีอานิสงส์มาก
แกเ่ ขาเหล่าน้ัน” ดังนีก้ ด็ ,ี   ...ฯลฯ...

ภิกษทุ ั้งหลาย ! ถ้าภิกษุหากจำ�นงว่า  “เราพึง
อดทนไดซ้ ง่ึ ความไม่ยินดแี ละความยนิ ดี, อนึ่ง ความไม่
ยินดอี ย่าเบยี ดเบียนเรา, เราพึงครอบง�ำ ยำ�่ ยีความไม่ยนิ ดี
ซึง่ ยงั เกิดขึ้นแล้วอยูเ่ ถิด”  ดงั นี้กด็ ี,  ...ฯลฯ...

ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! ถ้าภิกษุหากจำ�นงว่า  “เราพึง
อดทนความขลาดกลัวได้,  อน่ึง  ความขลาดกลัวอย่า
เบียดเบียนเรา,  เราพึงครอบงำ�ยำ่�ยีความขลาดกลัว
ทบ่ี งั เกิดขน้ึ แล้วอยเู่ ถดิ ”  ดงั น้ีก็ด,ี   ...ฯลฯ...

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ถ้าภิกษุหากจำ�นงว่า  “เราพึง
ได้ตามต้องการ  ได้ไม่ยาก  ได้ไม่ลำ�บาก  ซ่ึงฌานท้ังส่ี

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 137

อันเป็นไปในจิตอันย่งิ   เป็นทิฏฐธรรมสุขวิหาร”  ดังน้กี ็ดี,
...ฯลฯ...

ภกิ ษุท้งั หลาย ! ถ้าภิกษุหากจำ�นงว่า  “เราพึง
เป็นโสดาบัน  เพราะความส้ินไปแห่งสังโยชน์สาม 
เป็นผู้มีอันไม่ตกตำ่�เป็นธรรมดา  ผู้เที่ยงต่อพระนิพพาน 
มีการตรัสร ู้ อยูข่ า้ งหน้า”  ดังนกี้ ด็ ี,  ...ฯลฯ...

ภิกษทุ งั้ หลาย ! ถ้าภิกษุหากจำ�นงว่า  “เราพึง
เป็นสกทาคามี  เพราะความส้ินไปแห่งสังโยชน์สาม 
และเพราะความเบาบางแห่งราคะ  โทสะ  และโมหะ 
พึงมาสู่เทวโลกอีกครั้งเดียวเท่านั้น  แล้วพึงทำ�ท่ีสุด
แห่งทกุ ขไ์ ด”้   ดังน้กี ็ด,ี   ...ฯลฯ...

ภิกษุท้ังหลาย ! ถ้าภิกษุหากจำ�นงว่า  “เราพึง
เป็นโอปปาติกะ  (พระอนาคามี)  เพราะความสิ้นไปแห่ง
สังโยชน์เบ้ืองตำ่�ห้า  พึงปรินิพพานในภพนั้น  ไม่กลับ
จากโลกน้นั   เป็นธรรมดา”  ดังน้ีก็ดี,  ...ฯลฯ...

ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ! ถ้าภิกษุหากจำ�นงว่า  “เราพึง
แสดงอทิ ธวิ ธิ มี ีอย่างต่างๆ ได้”  ดงั นีก้ ็ด,ี   ...ฯลฯ...

138 พุทธวจน

ภิกษทุ ้งั หลาย ! ถ้าภิกษุหากจำ�นงว่า  “เราพึง
มีทิพยโสต”  ดงั นี้ก็ดี,  ...ฯลฯ...

ภกิ ษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุหากจำ�นงว่า  “เรา
ใคร่ครวญแล้ว  พึงรู้จิตของสัตว์เหล่าอ่ืน,  ของบุคคล
เหลา่ อ่นื   ดว้ ยจิตของตน”  ดงั น้ีกด็ ,ี   ...ฯลฯ...

ภกิ ษุท้งั หลาย ! ถ้าภิกษุหากจำ�นงว่า  “เราพึง
ตามระลึกถึงภพท่เี คยอยู่ในกาลก่อนไดห้ ลายๆ อย่าง...”
ดังนกี้ ็ด,ี   ...ฯลฯ..

ภกิ ษุทง้ั หลาย ! ถ้าภิกษุหากจำ�นงว่า  “เราพึง
เห็นสัตว์ท้ังหลายด้วยจักษุทิพย์  อันหมดจดเกินจักษุ
สามญั ของมนษุ ย์”  ดงั น้กี ็ด,ี   ...ฯลฯ...

ภกิ ษุทงั้ หลาย ! ถ้าภิกษุหากจำ�นงว่า  “เราพึง
ทำ�ให้แจ้งเจโตวิมุตติ  ปัญญาวิมุตติ  อันหาอาสวะมิได้
เพราะความสน้ิ ไปแหง่ อาสวะทง้ั หลาย ดว้ ยปญั ญาอนั ยง่ิ เอง
ในทฏิ ฐธรรมเทยี วเข้าถงึ แลว้ แลอย”ู่   ดังนี้กด็ ี,

เธอพึงทำ�ให้บริบูรณ์ในศีลท้ังหลาย  พึงตาม
ประกอบในธรรมเป็นเครื่องสงบแห่งจิตในภายใน 
เปน็ ผไู้ มเ่ หนิ หา่ งในฌานประกอบพรอ้ มแลว้ ดว้ ยวปิ สั สนา 
และใหว้ ตั รแหง่ ผอู้ ยสู่ ญุ ญาคารทง้ั หลายเจรญิ งอกงามเถดิ .

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 139

ค�ำ ใดที่เราผตู้ ถาคตกลา่ วแลว้ วา่
“ภิกษทุ งั้ หลาย !  เธอทั้งหลาย
จงมศี ีลสมบูรณ์ มีปาติโมกข์สมบูรณอ์ ยู่เถิด
เธอทง้ั หลาย จงสำ�รวมดว้ ยปาติโมกขสังวร
สมบูรณ์ด้วยมรรยาทและโคจรอยูเ่ ถิด
จงเป็นผู้เห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลายท่ีมีประมาณเล็กน้อย
สมาทานศกึ ษาในสกิ ขาบทท้ังหลายเถดิ ”  ดังน้ี.

ค�ำ น้นั อนั เราตถาคต อาศัยเหตผุ ลดงั กลา่ วน้ีแล
จึงได้กลา่ วแลว้ .

ม.ู ม. ๑๒/๕๘/๗๓.

140 พุทธวจน

๕๐
ผลของการมีศีล

ภกิ ษุท้งั หลาย ! สัตว์ท้ังหลายเป็นผู้มีกรรม
เป็นของตน เปน็ ทายาทแห่งกรรม มีกรรมเปน็ กำ�เนิด
มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์  มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย  กระทำ�
กรรมใดไว้ ดกี ต็ ามชว่ั กต็ าม จกั เปน็ ผรู้ บั ผลแหง่ กรรมนน้ั .

ภิกษทุ ัง้ หลาย ! บุคคลบางคน  ในกรณีน้ี 
ละปาณาติบาต  เว้นขาดจากปาณาติบาต  วางท่อนไม้
วางศสั ตรา มคี วามละอาย ถงึ ความเอ็นดกู รณุ าเกือ้ กลู แก่
สตั วท์ ง้ั หลาย.  เขาไมก่ ระเสอื กกระสนดว้ ย  (กรรมทาง)  กาย
ไมก่ ระเสอื กกระสนดว้ ย (กรรมทาง) วาจา ไมก่ ระเสอื กกระสน
ดว้ ย  (กรรมทาง)  ใจ;  กายกรรมของเขาตรง  วจกี รรมของ
เขาตรง  มโนกรรมของเขาตรง  :  คตขิ องเขาตรง  อปุ บตั ิ
ของเขาตรง.

ภิกษทุ ัง้ หลาย ! ส�ำ หรบั ผมู้ คี ตติ รง มอี ปุ บตั ติ รงนน้ั
เรากลา่ วคตอิ ยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ในบรรดาคตสิ องอยา่ งแกเ่ ขา
คือ  เหล่าสัตว์ผ้มู ีสุขโดยส่วนเดียว  หรือว่าตระกูลอันสูง

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 141

ตระกูลขัตติยมหาศาล  ตระกูลพราหมณ์มหาศาล  หรอื
ตระกลู คหบดมี หาศาลอนั มง่ั คง่ั   มที รพั ยม์ าก  มโี ภคะมาก 
มีทองและเงินมาก  มอี ุปกรณแ์ ห่งทรัพยม์ าก...

(ในกรณีแห่งบุคคลผู้ไม่กระทำ�อทินนาทาน  ไม่กระทำ�
กาเมสุมิจฉาจาร  ก็ได้ตรัสไว้ด้วยข้อความอย่างเดียวกันกับ
ในกรณีของผู้ไม่กระทำ�ปาณาติบาต  ดังกล่าวมาแล้วข้างบน
ทุกประการ).

ทสก. อ.ํ ๒๔/๓๑๑/๑๙๓.

142 พุทธวจน

๕๑
ผลของการไมม่ ีศีล

ภิกษทุ ั้งหลาย ! ปาณาติบาต  ที่เสพทั่วแล้ว
เจรญิ แลว้ ท�ำ ให้มากแลว้ ย่อมเปน็ ไปเพือ่ นรก เปน็ ไป
เพ่ือกำ�เนิดเดรัจฉาน  เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย  วิบากแห่ง
ปาณาติบาตของผู้เป็นมนุษย์ท่ีเบากว่าวิบากท้ังปวง
คือ วิบากท่ีเป็นไปเพอื่ มีอายุส้นั .

ภกิ ษุทงั้ หลาย ! อทินนาทาน  ท่ีเสพท่ัวแล้ว
เจรญิ แลว้ ท�ำ ให้มากแลว้ ยอ่ มเปน็ ไปเพอื่ นรก เปน็ ไป
เพื่อกำ�เนิดเดรัจฉาน  เป็นไปเพ่ือเปรตวิสัย  วิบากแห่ง
อทินนาทานของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากท้ังปวง
คือ วิบากที่เป็นไปเพอ่ื ความเสื่อมแหง่ โภคทรพั ย์.

ภิกษทุ ง้ั หลาย ! กาเมสมุ จิ ฉาจาร ทเ่ี สพทว่ั แลว้
เจริญแล้ว  ทำ�ให้มากแล้ว  ย่อมเป็นไปเพื่อนรก
เป็นไปเพ่ือกำ�เนิดเดรัจฉาน  เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย
วิบากแห่งกาเมสุมิจฉาจารของผู้เป็นมนุษย์ท่ีเบากว่า
วบิ ากท้ังปวง  คือ วบิ ากทีเ่ ปน็ ไปเพื่อ ก่อเวรด้วยศตั รู.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 143

ภิกษทุ ั้งหลาย ! มุ ส า ว า ท   ที่ เ ส พ ท่ั ว แ ล้ ว 
เจริญแล้ว  ทำ�ให้มากแล้ว  ย่อมเป็นไปเพ่ือนรก  เป็น
ไปเพื่อกำ�เนิดเดรัจฉาน  เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย  วิบาก
แห่งมุสาวาทของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง 
คอื วิบากทีเ่ ปน็ ไปเพ่อื การถูกกล่าวตดู่ ้วยคำ�ไมจ่ ริง.

ภกิ ษุทงั้ หลาย ! ปิสุณาวาท (ค�ำ ยยุ งใหแ้ ตกกนั )
ทเ่ี สพทว่ั แลว้ เจรญิ แลว้ ท�ำ ใหม้ ากแลว้ ยอ่ มเปน็ ไปเพอ่ื นรก
เปน็ ไปเพอื่ ก�ำ เนดิ เดรัจฉาน เป็นไปเพื่อเปรตวิสยั วิบาก
แห่งปิสุณาวาทของผู้เป็นมนุษย์ท่ีเบากว่าวิบากทั้งปวง
คอื วบิ ากทเี่ ปน็ ไปเพ่ือ การแตกจากมติ ร.

ภิกษุทั้งหลาย ! ผรสุ วาท (คำ�หยาบ) ท่ีเสพทว่ั
แล้ว  เจริญแล้ว  ทำ�ให้มากแล้ว  ย่อมเป็นไปเพ่ือนรก
เป็นไปเพื่อกำ�เนิดเดรัจฉาน เป็นไปเพอ่ื เปรตวสิ ัย วิบาก
แห่งผรุสวาทของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากท้ังปวง 
คอื วบิ ากท่เี ปน็ ไปเพอ่ื การไดฟ้ งั เสียงท่ีไมน่ ่าพอใจ.

144 พุทธวจน

ภกิ ษุทัง้ หลาย ! สมั ผัปปลาปวาท (คำ�เพอ้ เจอ้ )
ทเ่ี สพทว่ั แลว้ เจรญิ แลว้ ท�ำ ใหม้ ากแลว้ ยอ่ มเปน็ ไปเพอ่ื นรก
เปน็ ไปเพอื่ กำ�เนิดเดรัจฉาน เปน็ ไปเพ่ือเปรตวสิ ัย วิบาก
แห่งสัมผัปปลาปวาทของผู้เป็นมนุษย์ท่ีเบากว่าวิบาก
ทัง้ ปวง คือ วบิ ากทเ่ี ปน็ ไปเพ่ือ วาจาท่ไี มม่ ใี ครเชื่อถอื .

ภิกษทุ ั้งหลาย ! การดม่ื น�ำ้ เมาคอื สรุ าและเมรยั
ทเ่ี สพทว่ั แลว้ เจรญิ แลว้ ท�ำ ใหม้ ากแลว้ ยอ่ มเปน็ ไปเพอ่ื นรก
เป็นไปเพอ่ื กำ�เนดิ เดรัจฉาน เปน็ ไปเพ่ือเปรตวสิ ยั วิบาก
แหง่ การดม่ื น�ำ้ เมาของผเู้ ปน็ มนษุ ยท์ เ่ี บากวา่ วบิ ากทง้ั ปวง
คือ วบิ ากท่เี ป็นไปเพอื่ ความเป็นบ้า (อุมมฺ ตตฺ ก).

อฏก. อํ. ๒๓/๒๕๑/๑๓๐.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 145

๕๒
ท�ำ ดี ได้ดี

มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกน้ีจะเป็นสตรี
กต็ าม บรุ ษุ กต็ าม ละปาณาตบิ าตแลว้ เปน็ ผเู้ วน้ ขาดจาก
ปาณาติบาต วางอาชญา วางศสั ตราได้ มคี วามละอาย
ถงึ ความเอน็ ดู อนเุ คราะหด์ ว้ ยความเกอ้ื กลู ในสรรพสตั วแ์ ละ
ภตู อยู่ เขาตายไป จะเขา้ ถงึ สคุ ตโิ ลกสวรรค์ เพราะกรรมนน้ั
อนั เขาใหพ้ รง่ั พรอ้ มสมาทานไวอ้ ยา่ งน้ี หากตายไป ไมเ่ ขา้ ถงึ
สคุ ตโิ ลกสวรรค์ ถา้ มาเปน็ มนษุ ยเ์ กดิ ณ ทใ่ี ดๆ ในภายหลงั
จะเป็นคนมอี ายุยนื .

มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกน้ีจะเป็นสตรี
ก็ตาม  บุรุษก็ตาม  เป็นผู้มีปกติไม่เบียดเบียนสัตว์
ด้วยฝ่ามือ  หรือก้อนดิน  หรือท่อนไม้  หรือศัสตรา
เขาตายไป  จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  เพราะกรรมนั้น
อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้  หากตายไป
ไม่เขา้ ถึงสุคตโิ ลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนษุ ยเ์ กดิ ณ ท่ใี ดๆ
ในภายหลงั จะเป็นคนมีโรคนอ้ ย.

146 พุทธวจน

มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรี
กต็ าม บุรุษก็ตาม ยอ่ มเปน็ ผใู้ หข้ า้ ว น�ำ้ ผ้า ยาน ดอกไม้
ของหอม เครื่องลบู ไล้ ทน่ี อน ทอี่ ยอู่ าศัย เครื่องตาม
ประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์  เขาตายไป  จะเข้าถึง
สุคติโลกสวรรค์  เพราะกรรมน้ัน  อันเขาให้พร่ังพร้อม
สมาทานไว้อยา่ งน้ี หากตายไป ไม่เขา้ ถึงสคุ ตโิ ลกสวรรค์
ถา้ มาเปน็ มนุษยเ์ กดิ ณ ทใี่ ดๆ ในภายหลงั จะเปน็ คน
มโี ภคทรพั ยม์ าก.

มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกน้ีจะเป็นสตรี
ก็ตาม  บุรุษก็ตาม  เป็นคนไม่มักโกรธ  ไม่มากด้วย
ความแค้นเคือง  ถูกเขาว่ามากก็ไม่ขัดใจ  ไม่โกรธเคือง
ไม่พยาบาท ไมม่ าดร้าย ไมท่ ำ�ความโกรธ ความร้าย และ
ความขง้ึ เคยี ดใหป้ รากฏ เขาตายไป จะเขา้ ถงึ สคุ ตโิ ลกสวรรค์
เพราะกรรมนั้น  อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างน้ี
หากตายไป ไม่เขา้ ถงึ สคุ ตโิ ลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์
เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนน่าเลอื่ มใส.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 147

มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรี
ก็ตาม  บุรุษก็ตาม  เป็นผู้มีใจไม่ริษยา  ย่อมไม่ริษยา
ไม่มุ่งร้าย  ไม่ผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ  ความเคารพ
ความนบั ถือ การไหว้ และการบชู าของคนอ่นื เขาตายไป
จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  เพราะกรรมนั้น  อันเขาให้
พร่ังพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้  หากตายไปไม่เข้าถึง
สคุ ตโิ ลกสวรรค์ ถา้ มาเปน็ มนษุ ยเ์ กดิ ณ ทใ่ี ดๆ ในภายหลงั
จะเปน็ คนมีศักดามาก.

มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกน้ีจะเป็นสตรี
ก็ตาม บรุ ุษก็ตาม เป็นคนไม่กระดา้ ง ไม่เย่อหยงิ่ ยอ่ ม
กราบไหวค้ นทค่ี วรกราบไหว้ ลกุ รบั คนทค่ี วรลกุ รบั ใหอ้ าสนะ
แกค่ นทสี่ มควรแก่อาสนะ ใหท้ างแก่คนที่สมควรแก่ทาง
สักการะคนที่ควรสักการะ เคารพคนทคี่ วรเคารพ นบั ถอื
คนทคี่ วรนับถอื บชู าคนทคี่ วรบูชา เขาตายไป จะเข้าถึง
สุคติโลกสวรรค์  เพราะกรรมน้ัน  อันเขาให้พร่ังพร้อม
สมาทานไวอ้ ย่างน้ี หากตายไป ไม่เข้าถึงสคุ ติโลกสวรรค์
ถา้ มาเกิดเปน็ มนุษย์เกดิ ณ ที่ใดๆ ในภายหลงั จะเป็น
คนเกดิ ในสกลุ สูง.

148 พุทธวจน

มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรี
ก็ตาม  บุรุษก็ตาม  ย่อมเป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือ
พราหมณแ์ ลว้ สอบถามวา่ อะไรเปน็ กศุ ล อะไรเปน็ อกศุ ล
อะไรมีโทษ อะไรไมม่ ีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไมค่ วรเสพ
อะไรเมอ่ื ท�ำ ยอ่ มเปน็ ไปเพอ่ื ไมเ่ กอ้ื กลู เพอ่ื ทกุ ขส์ น้ิ กาลนาน
หรอื ว่าอะไรเมอ่ื ท�ำ ยอ่ มเป็นไปเพ่ือประโยชนเ์ ก้ือกูล เพ่อื
ความสขุ สน้ิ กาลนาน เขาตายไป จะเขา้ ถึงสคุ ติโลกสวรรค์
เพราะกรรมน้ัน  อันเขาให้พร่ังพร้อมสมาทานไว้อย่างน้ี
หากตายไป ไมเ่ ข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถา้ มาเป็นมนษุ ย์
เกิด ณ ท่ีใดๆ ในภายหลงั จะเป็นคนมีปญั ญามาก.

อุปริ. ม. ๑๔/๓๗๗-๓๘๔/๕๘๓-๕๙๕.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 149

๕๓
ธรรมดาของโลก

มลี าภ เสื่อมลาภ
มียศ เส่อื มยศ
นินทา สรรเสรญิ
สุข และ ทกุ ข์
แปดอยา่ งนเ้ี ปน็ สง่ิ ที่ไม่เทยี่ งในหม่มู นษุ ย์
ไมย่ ั่งยนื มคี วามแปรปรวนเปน็ ธรรมดา.

ผู้มีปัญญา มสี ติ รคู้ วามขอ้ นแ้ี ล้ว
ย่อมเพ่งอย่ใู นความแปรปรวน
เปน็ ธรรมดาของโลกธรรมน้ัน.

อฏก. อํ. ๒๓/๑๕๙/๙๖.

150 พุทธวจน

๕๔
กรรมทท่ี �ำ ใหไ้ ดร้ บั ผลเปน็ ความไมต่ กต�ำ่

ภิกษทุ ั้งหลาย ! แ ต่ ช า ติ ที่ แ ล้ ว ม า แ ต่ อ ดี ต
ตถาคตได้เคยเจริญเมตตาภาวนาตลอด  ๗  ปี  จึงไม่
เคยมาบังเกิดในโลกมนุษย์น้ี  ตลอด  ๗  สังวัฏฏกัปป์
และวิวัฏฏกัปป์  ในระหว่างกาลอันเป็นสังวัฏฏกัปป์นั้น
เราได้บังเกิดในอาภัสสรพรหม  ในระหว่างกาลอันเป็น
วิวัฏฏกปั ป์นนั้   เราก็ได้อยู่พรหมวิมานอันว่างเปลา่ แลว้ .

ภิกษทุ ง้ั หลาย ! ในกัปป์น้ัน  เราได้เคยเป็น
พรหม ไดเ้ คยเปน็ มหาพรหมผยู้ ง่ิ ใหญ่ ไมม่ ใี ครครอบง�ำ ได้
เปน็ ผเู้ หน็ สง่ิ ทง้ั ปวงโดยเดด็ ขาด เปน็ ผมู้ อี �ำ นาจสงู สดุ .

ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! เราได้เคยเป็นสักกะ  ผู้เป็น
จอมแห่งเทวดา  นับได้  ๓๖  ครั้ง  เราได้เคยเป็น
ราชาจักรพรรดิผู้ประกอบด้วยธรรม  เป็นพระราชา
โดยธรรม มแี วน่ แคว้นจรดมหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นที่สดุ
เป็นผู้ชนะแล้วอย่างดี  มีชนบทอันบริบูรณ์ประกอบด้วย
แกว้ เจด็ ประการ นบั ดว้ ยรอ้ ยๆ ครง้ั , ท�ำ ไมจะตอ้ งกลา่ วถงึ
ความเปน็ ราชาตามธรรมดาดว้ ย.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 151

ภิกษุทงั้ หลาย ! ความคิดได้เกิดข้ึนแก่เราว่า
ผลวิบากแห่งกรรมอะไรของเราหนอ ทที่ ำ�ให้เราเปน็ ผมู้ ี
ฤทธม์ิ ากถงึ อยา่ งน้ี มอี านภุ าพมากถงึ อยา่ งน้ี ในครง้ั นน้ั ๆ.

ภกิ ษุทง้ั หลาย ! ความรู้สึกได้เกิดข้ึนแก่เรา
ว่า ผลวิบากแหง่ กรรม ๓ อยา่ งนแ้ี ล ที่ทำ�ใหเ้ รามีฤทธ์ิ
มากถงึ อยา่ งน ้ี มอี านภุ าพมากถึงอยา่ งน,ี้

วิบากแหง่ กรรม ๓ อย่าง ในครง้ั นนั้ คอื :-
(๑) ผลวิบากแหง่ ทาน การให้
(๒) ผลวิบากแห่งทมะ การบบี บงั คับใจ
(๓) ผลวิบากแห่งสญั ญมะ การส�ำ รวมระวัง
ดงั น้.ี

อติ วิ ุ. ขุ. ๒๕/๒๔๐/๒๐๐.

152 พุทธวจน

๕๕
ทานทใ่ี หแ้ ลว้ ในสงฆแ์ บบใด จงึ มผี ลมาก

ภิกษุทั้งหลาย !
บคุ คล ๘ จ�ำ พวกเหล่าน้ี เป็นผคู้ วรแก่ของบชู า
ควรแก่ของต้อนรับ  ควรแก่ของทำ�บุญ  ควรทำ�อัญชลี
เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นย่ิงกว่า.

๘ จำ�พวกอะไรบ้างเล่า ?
๘ จำ�พวก คือ :-

(๑) พระโสดาบัน
(๒) พระผู้ปฏบิ ัตเิ พือ่ ท�ำ ให้แจง้ โสดาปัตตผิ ล
(๓) พระสกทาคามี
(๔) พระผู้ปฏบิ ัติเพ่อื ทำ�ให้แจ้งสกทาคามผิ ล
(๕) พระอนาคาม ี
(๖) พระผู้ปฏิบตั ิเพ่อื ทำ�ใหแ้ จง้ อนาคามผิ ล
(๗) พระอรหันต์
(๘) พระผู้ปฏบิ ตั เิ พือ่ ความเปน็ อรหันต์

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 153

ภิกษุทง้ั หลาย !
บคุ คล ๘ จ�ำ พวกเหลา่ นแ้ี ล เปน็ ผคู้ วรแกข่ องบชู า 
ควรแก่ของต้อนรับ  ควรแก่ของทำ�บุญ  ควรทำ�อัญชลี
เปน็ เนอ้ื นาบญุ ของโลกไมม่ นี าบญุ อน่ื ยง่ิ กว่า.

“ผปู้ ฏบิ ัตแิ ลว้ ๔ จ�ำ พวก
และผ้ตู ้ังอยู่ในผลแลว้ ๔ จำ�พวก

นแ่ี หละ ! สงฆ์ท่เี ป็นคนตรง,
เปน็ ผู้ตัง้ ม่นั แลว้ ในปญั ญาและศีล
ยอ่ มกระท�ำ ใหเ้ กดิ บญุ อน่ื เนอ่ื งดว้ ยอปุ ธแิ กม่ นษุ ยท์ ง้ั หลาย
ผู้มคี วามตอ้ งการด้วยบญุ กระทำ�การบชู าอยู่
ทานท่ใี หแ้ ล้วในสงฆ์ จึงมผี ลมาก”.

อฏก. อ.ํ ๒๓/๓๐๑/๑๔๙.

154 พุทธวจน

๕๖
ผู้ประสบบญุ ใหญ่

ภกิ ษุท้ังหลาย ! นกั บวชผมู้ ศี ลี เขา้ ไปสสู่ กลุ ใด
มนุษย์ทงั้ หลายในสกลุ นัน้ ยอ่ มประสบบญุ เป็นอันมาก
ด้วยฐานะ ๕ อย่าง.

ฐานะ ๕ อย่าง อะไรบ้างเล่า ? ๕ อยา่ ง คอื :-
(๑) ในสมัยใด จิตของมนษุ ย์ทง้ั หลาย ยอ่ ม
เลือ่ มใส เพราะไดเ้ ห็นนกั บวชผู้มศี ลี ซ่งึ เข้าไปสสู่ กลุ ,
ในสมยั นั้น สกุลน้นั ช่ือวา่ ปฏบิ ัตขิ อ้ ปฏิบัตทิ ่เี ป็นไปเพ่ือ
สวรรค์.
(๒) ในสมัยใด มนุษย์ทั้งหลาย พากนั ต้อนรับ
กราบไหว้ ให้อาสนะแกน่ ักบวชผมู้ ีศลี ซึง่ เข้าไปสูส่ กลุ ,
ในสมัยน้นั สกลุ นนั้ ชือ่ วา่ ปฏิบตั ขิ ้อปฏบิ ัตทิ เ่ี ป็นไปเพือ่
การเกดิ ในสกุลสงู .
(๓) ในสมยั ใด มนุษยท์ งั้ หลาย ก�ำ จัดมลทิน
คอื ความตระหนเ่ี สยี ไดใ้ นนกั บวชผมู้ ศี ลี ซง่ึ เขา้ ไปสสู่ กลุ ,
ในสมัยนนั้ สกุลนนั้ ช่อื วา่ ปฏิบัตขิ อ้ ปฏิบตั ิที่เป็นไปเพอ่ื
การได้เกียรตศิ ักดิอ์ ันใหญ่.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 155

(๔) ในสมยั ใด มนษุ ยท์ ง้ั หลาย ยอ่ มแจกจา่ ยทาน
ตามสติ  ตามกำ�ลังในนักบวชผู้มีศีล  ซ่ึงเข้าไปสู่สกุล,
ในสมัยนั้น สกุลน้นั ชื่อว่า ปฏบิ ัติขอ้ ปฏบิ ตั ิที่เปน็ ไปเพอ่ื
การได้โภคทรัพย์ใหญ.่

(๕) ในสมยั ใด มนุษย์ทั้งหลาย  ยอ่ มไตถ่ าม
สอบสวน ยอ่ มฟงั ธรรมในนกั บวชผมู้ ศี ลี ซง่ึ เขา้ ไปสสู่ กลุ ,
ในสมยั นัน้ สกลุ น้ัน ชือ่ วา่ ปฏิบตั ิขอ้ ปฏิบัติทีเ่ ป็นไปเพือ่
การไดป้ ญั ญาใหญ.่

ภกิ ษุทั้งหลาย ! นกั บวชผมู้ ศี ลี เขา้ ไปสสู่ กลุ ใด,
มนษุ ย์ท้ังหลายในสกุลนัน้ ยอ่ มประสบบญุ เป็นอันมาก
ด้วยฐานะ ๕ อยา่ งเหลา่ น้ี แล.

ปญจฺ ก. อํ. ๒๒/๒๗๑/๑๙๙.



ธรรมะกับการสอบ

158 พุทธวจน

๕๗
ต้องขงึ สายพิณพอเหมาะ

โสณะ ! เธอมคี วามคิดในเรื่องน้ี เป็นอยา่ งไร :
เมอ่ื กอ่ นแต่ครั้งเธอยังเปน็ คฤหัสถ์ เธอเชย่ี วชาญในเรื่อง
เสียงแห่งพิณ  มใิ ชห่ รอื ?

“เปน็ เชน่ นี ้  พระเจา้ ขา้  !”.

โสณะ ! เธอจะสำ�คัญข้อน้ันเป็นไฉน  เมื่อใด
สายพิณของเธอขึงตึงเกินไป  เมื่อน้ัน  พิณของเธอจะมี
เสยี งไพเราะนา่ ฟังหรอื   จะใช้การได้หรอื ?

“ไมเ่ ปน็ เชน่ นน้ั   พระเจ้าข้า !”.

โสณะ ! เธอจะสำ�คัญข้อนั้นเป็นไฉน  เม่ือใด
สายพิณของเธอขึงหย่อนเกินไป เม่อื นัน้ พิณของเธอจะมี
เสียงไพเราะนา่ ฟังหรอื   จะใชก้ ารได้หรอื ?

“ไม่เป็นเช่นน้นั   พระเจ้าข้า !”.

โสณะ ! แตว่ า่ เมอ่ื ใด สายพณิ ของเธอ ไมต่ งึ นกั
หรือไม่หย่อนนัก  ขึงได้ระเบียบเสมอๆ  กันแต่พอดี
เมอ่ื นน้ั พณิ ของเธอยอ่ มมเี สยี งไพเราะนา่ ฟงั หรอื ใชก้ ารไดด้ ี
มใิ ช่หรอื ?

“เปน็ เช่นนั้น  พระเจ้าขา้  !”.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 159

โสณะ ! ข้อนี้ก็เปน็ เชน่ นั้นแล กลา่ วคอื
ความเพยี รทบี่ ุคคลปรารภจดั เกนิ ไป
ย่อมเปน็ ไปเพอ่ื ความฟ้งุ ซา่ น,
ย่อหยอ่ นเกนิ ไป
ยอ่ มเป็นไปเพื่อความเกียจครา้ น.
โสณะ ! เหตผุ ลนั้นแล
เธอจงต้ังความเพยี รแต่พอด,ี
จงเขา้ ใจความที่อินทรยี ท์ ัง้ หลาย
ตอ้ งเป็นธรรมชาติที่เสมอๆ กัน,
จงกำ�หนดหมายในความพอดีนน้ั ไวเ้ ถดิ .

“พระเจ้าข้า ! ข้าพระองค์จักปฏบิ ัติอยา่ งน้นั ”.

ฉกฺก. อํ ๒๒/๔๑๘/๓๒๖.

160 พุทธวจน

๕๘
ผเู้ ห็นแก่นอน

ภิกษทุ ั้งหลาย ! พวกเธอท้ังหลาย  จะเข้าใจ
เรอื่ งนกี้ นั อยา่ งไร ?

พวกเธอเคยได้เห็นไดฟ้ ังมาบา้ งหรอื ว่า พระราชา
ผเู้ ป็นกษัตรยิ ์ไดร้ บั มรุ ธาภเิ ษกแล้ว ทรงประกอบความสขุ
ในการประทม หาความสขุ ในการเอนพระวรกาย หาความสขุ
ในการประทมหลับ  ตามแต่พระประสงค์อยู่เนืองนิจ
ยงั คงทรงปกครองราชสมบตั ใิ หเ้ ปน็ ทร่ี กั ใคร่ ถกู ใจพลเมอื ง
จนตลอดพระชนม์ชีพไดอ้ ยู่หรือ ?

“อยา่ งนี้ ไม่เคยได้เหน็ ไดฟ้ งั เลย พระเจา้ ขา้ !”.

ดแี ล้ว ภกิ ษุทัง้ หลาย ! ข้อท่ีกล่าวน้ี แมเ้ ราเองก็
ไมเ่ คยได้เห็น ได้ฟังอย่างนัน้ เหมอื นกนั .

ภิกษทุ ั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย  จะเข้าใจ
เรื่องน้กี ันอยา่ งไร ?

พวกเธอเคยไดเ้ หน็ ไดฟ้ งั มาบา้ งหรอื วา่ ผคู้ รองรฐั กด็ ี
ทายาทผสู้ บื มรดกกด็ ี เสนาบดกี ด็ ี นายบา้ นก็ดี และ
หวั หนา้ หมบู่ า้ นกด็ ี ประกอบความสขุ ในการนอน หาความสขุ

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 161

ในการเอนกาย หาความสขุ ในการหลับ ตามสบายใจอยู่
เนืองนจิ ยังคงด�ำ รงตำ�แหนง่ น้นั ๆ ให้เปน็ ทรี่ กั ใคร่ ถูกใจ
ของ  (ประชาชนทุกเหล่า)  กระทั่งลูกหมู่  จนตลอดชีวิตได้
อยูห่ รอื ?

“อย่างนี้ ไม่เคยได้เหน็ ไดฟ้ ังเลย พระเจ้าข้า !”.

ดีแลว้ ภิกษุทัง้ หลาย ! ข้อทก่ี ลา่ วน้ี แม้เราเองก็
ไม่เคยได้เห็น ได้ฟงั อยา่ งนัน้ เหมือนกัน.

ภกิ ษุทัง้ หลาย ! พวกเธอท้ังหลาย  จะเข้าใจ
เร่อื งนก้ี ันอยา่ งไร ?

พวกเธอเคยได้เห็นได้ฟังมาบ้างหรือว่า  สมณะ
หรือพราหมณ์  ท่ีเอาแต่ประกอบความสุขในการนอน
หาความสขุ ในการเอนกาย หาความสขุ ในการหลบั ตาม
สบายใจอยูเ่ สมอๆ, ทั้งเป็นผ้ไู ม่คุม้ ครองทวารในอนิ ทรยี ์
ทงั้ หลาย, ไม่ร้ปู ระมาณในการบริโภค, ไม่ตามประกอบ
ธรรมเปน็ เครอ่ื งตน่ื , ไมเ่ หน็ แจม่ แจง้ ซง่ึ กศุ ลธรรมทง้ั หลาย,
ไมต่ ามประกอบการทำ�เนืองๆ ในโพธิปกั ขยิ ธรรม ทง้ั ใน
ยามต้นและยามปลาย  แล้วยังจะกระทำ�ให้แจ้งได้ซึ่ง
เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมตุ ติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะความ

162 พุทธวจน

ส้ินไปแห่งอาสวะท้งั หลาย ดว้ ยปญั ญาอนั ประเสรฐิ ยงิ่ เอง
ในทิฏฐธรรมเทยี ว เข้าถึงแลว้ แลอยู่ ?

“ขอ้ นน้ั ก็ยงั ไมเ่ คยไดเ้ หน็ ไดฟ้ ังเลย พระเจ้าขา้ !”.

ดแี ลว้ ภิกษทุ ้งั หลาย ! ขอ้ ทีก่ ลา่ วถึงนี้ แมเ้ ราเอง
ก็ไม่เคยไดเ้ หน็ ได้ฟังอย่างนัน้ เหมือนกัน.

ภิกษทุ ั้งหลาย ! เพราะฉะนน้ั ในเรอ่ื งนพ้ี วกเธอ
ท้ังหลาย พงึ ส�ำ เหนียกใจไว้ว่า

“เราท้ังหลาย จกั คุ้มครองทวารในอนิ ทรีย์ทง้ั หลาย,
เป็นผรู้ ู้ประมาณในการบรโิ ภค,
ตามประกอบธรรมเปน็ เครอ่ื งตื่น,
เปน็ ผู้เหน็ แจ่มแจ้งซ่งึ กศุ ลธรรมท้ังหลาย,
และจกั ตามประกอบอนุโยคภาวนาในโพธปิ กั ขิยธรรม
ทัง้ ในยามต้นและยามปลายอยู่เสมอๆ” ดงั นี้.

ภกิ ษุทง้ั หลาย ! พวกเธอทง้ั หลายพงึ ส�ำ เหนยี กใจ
อยา่ งน้ีแล.

ฉกกฺ . อ.ํ ๒๒/๓๓๓/๒๘๘.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 163

๕๙
ลกั ษณะของ “ผมู้ คี วามเพยี รตลอดเวลา”

ภกิ ษุทั้งหลาย ! เม่ือภิกษุกำ�ลังเดิน...ยืน...
น่ัง...นอนอยู่  ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม
หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น  หรือ
ครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำ�ผู้อ่ืนให้ลำ�บากเปล่าๆ
ขน้ึ มา, และภกิ ษุ กไ็ มร่ บั เอาความครนุ่ คดิ นน้ั ไว้ สละทง้ิ ไป
ถา่ ยถอนออก ทำ�ให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ;

ภกิ ษทุ เ่ี ปน็ เชน่ น้ี แมก้ �ำ ลงั เดนิ ...ยนื ...นง่ั ...นอนอยู่
กเ็ รยี กวา่ เปน็ ผทู้ �ำ ความเพยี รเผากเิ ลส รสู้ กึ กลวั ตอ่ สง่ิ ลามก
เป็นคนปรารภความเพียร  อุทิศตนในการเผากิเลสอยู่
เนืองนจิ .

จตุกฺก. อ.ํ ๒๑/๑๗/๑๑.

164 พุทธวจน

๖๐
ลกั ษณะของ “ผู้เกยี จครา้ นตลอดเวลา”

ภกิ ษุทงั้ หลาย ! เม่ือภิกษุกำ�ลังเดิน...ยืน...
นั่ง...นอนอยู่  ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม
หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น  หรือ
ครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำ�ผู้อ่ืนให้ลำ�บากเปล่าๆ
ข้ึนมา, และภกิ ษุกร็ ับเอาความครนุ่ คิดน้นั ไว้ ไมส่ ละท้ิง
ไมถ่ ่ายถอนออก ไม่ท�ำ ใหส้ ดุ สิ้นไป จนไม่มีเหลอื ;

ภิกษุที่เป็นเชน่ น้ี แม้ก�ำ ลังเดนิ ...ยืน...นั่ง...นอน
อยู่ ก็เรียกว่า เปน็ ผ้ไู ม่ท�ำ ความเพียรเผากเิ ลส ไมร่ ู้สกึ กลวั
ตอ่ ส่งิ ลามก เปน็ คนเกียจคร้าน มีความเพียรอันเลวทราม
อยเู่ นืองนิจ.

จตุกฺก. อ.ํ ๒๑/๑๖/๑๑.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 165

๖๑
วธิ ีการตามรกั ษาไวซ้ ึ่งความจรงิ

(สจจฺ านรุ กขฺ ณา)

“ข้าแตพ่ ระโคดมผ้เู จรญิ ! การตามรกั ษาไวซ้ ่ึงความจรงิ
(สจฺจานุรกฺขณา) นนั้ มไี ด้ดว้ ยการกระทำ�เพียงเทา่ ไร ? บุคคล
จะตามรกั ษาไว้ซึง่ ความจริงนั้นได้ ด้วยการกระทำ�เพียงเท่าไร ?
ขา้ พเจา้ ขอถามพระโคดมผเู้ จรญิ ถงึ วธิ กี ารตามรกั ษาไวซ้ ง่ึ ความจรงิ ”.

ภารท๎วาชะ !
ถ้าแม้ ความเชื่อ ของบุรุษ มีอยู่
และเขาก็ ตามรกั ษาไว้ซึ่งความจรงิ กล่าวอยวู่ า่
“ขา้ พเจ้ามคี วามเช่อื อย่างน้”ี ดังน,้ี
เขาก็ อย่าพงึ ถงึ ซ่ึงการสันนิษฐานโดยส่วนเดียว ว่า
“อยา่ งนเ้ี ทา่ น้นั จริง, อยา่ งอน่ื เปลา่ ” ดงั น้ีก่อน ...

ภารทว๎ าชะ !
ถา้ แม้ ความชอบใจ ของบรุ ษุ มอี ยู่
และเขาก็ ตามรักษาไว้ซึ่งความจริง กลา่ วอยู่ว่า
“ขา้ พเจา้ มีความชอบใจอย่างน”ี้ ดงั น,ี้
เขาก็ อยา่ พงึ ถงึ ซึ่งการสนั นษิ ฐานโดยสว่ นเดียว วา่
“อยา่ งนีเ้ ทา่ น้นั จริง, อยา่ งอ่นื เปลา่ ” ดังน้ีกอ่ น ...

166 พุทธวจน

ภารทว๎ าชะ !
ถ้าแม้ เรือ่ งทฟี่ งั ตามๆ กนั มา ของบรุ ษุ มีอยู่
และเขากต็ ามรกั ษาไว้ซ่ึงความจริง กลา่ วอยวู่ ่า
“ข้าพเจา้ มเี ร่ืองทฟี่ ังตามๆ กันมาอย่างน”ี้ ดังน,้ี
เขาก็ อยา่ พึงถึงซึ่งการสนั นษิ ฐานโดยสว่ นเดยี ว ว่า
“อย่างน้ีเทา่ นัน้ จรงิ , อย่างอ่นื เปลา่ ” ดังน้กี ่อน ...

ภารท๎วาชะ !
ถา้ แม้ ความตรติ รกึ ไปตามเหตผุ ลทแ่ี วดลอ้ ม ของบรุ ษุ มอี ยู่
และเขาก็ตามรักษาไว้ซง่ึ ความจริง กลา่ วอยูว่ า่
“ขา้ พเจ้ามีความตริตรึกไปตามเหตผุ ลทแ่ี วดลอ้ มอย่างน้”ี
ดงั นี้,
เขาก็ อยา่ พงึ ถงึ การสนั นิษฐานโดยส่วนเดียว ว่า
“อย่างนีเ้ ท่านั้นจรงิ , อย่างอนื่ เปลา่ ” ดังนี้กอ่ น ...

ภารท๎วาชะ !
ถ้าแม้  ข้อยุติท่ีทนได้ต่อการเพ่งพินิจด้วยความเห็น
ของบรุ ษุ มอี ยู่
และเขากต็ ามรกั ษาไว้ซ่งึ ความจริง กลา่ วอยู่วา่
“ข้าพเจ้ามีข้อยุติที่ทนได้ต่อการเพ่งพินิจด้วยความเห็น
อย่างน้”ี ดังน,้ี

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 167

เขาก็ อย่าพงึ ถึงซ่งึ การสันนษิ ฐานโดยส่วนเดยี ว ว่า
“อย่างนี้เท่าน้นั จรงิ , อย่างอนื่ เปล่า” ดังนีก้ อ่ น.

ภารทว๎ าชะ !
ดว้ ยการกระทำ�เพียงเทา่ นแี้ ล
การตามรักษาไวซ้ ่งึ ความจริง ย่อมม,ี
บุคคลชือ่ ว่า ยอ่ มตามรักษาไว้ซงึ่ ความจริง
ด้วยการกระทำ�เพียงเท่านี้,
และเราบญั ญตั ิการตามรกั ษาไว้ซึ่งความจริง
ดว้ ยการกระท�ำ เพยี งเทา่ น้;ี
แตว่ า่ นน่ั ยงั ไม่เปน็ การตามรูซ้ ึง่ ความจรงิ .

168 พุทธวจน

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 169

๖๒
การตามรู้ซ่งึ ความจรงิ

(สจฺจานุโพโธ)

“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ  !  การตามรู้ซ่ึงความจริง

(สจจฺ านุโพโธ) มีได้ ดว้ ยการกระทำ�เพียงเทา่ ไร ? บคุ คลชอื่ ว่า
ตามรซู้ ่งึ ความจรงิ ดว้ ยการกระทำ�เพยี งเท่าไร ? ขา้ พเจา้ ขอถาม
พระโคดมผ้เู จรญิ ถึงการตามรูซ้ ่งึ ความจริง”.

ภารทว๎ าชะ ! ได้ยินว่า  ภิกษุในธรรมวินัยน้ี
ได้เข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านหรือในนิคมแห่งใดแห่งหนึ่ง.
คหบดหี รอื คหบดบี ตุ ร ไดเ้ ขา้ ไปใกลภ้ กิ ษนุ น้ั แลว้ ใครค่ รวญ
ดอู ยใู่ นใจเก่ยี วกับธรรม ๓ ประการ คือ :-

ธรรมเป็นท่ตี ้งั แหง่ โลภะ
ธรรมเปน็ ทต่ี ้งั แห่งโทสะ
ธรรมเป็นที่ตั้งแหง่ โมหะ...
เมอ่ื เขาใครค่ รวญดอู ยซู่ ง่ึ ภกิ ษนุ น้ั ยอ่ มเลง็ เหน็ วา่
เป็นผู้บริสุทธิ์จากธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งโลภะ  ต่อแต่นั้น
เขาจะพิจารณาใคร่ครวญภิกษุนั้นให้ย่ิงขึ้นไปในธรรม
ท้ังหลายอันเป็นที่ต้ังแห่งโทสะ…  ในธรรมทั้งหลาย

170 พุทธวจน

อนั เปน็ ทต่ี ง้ั แหง่ โมหะ… เมอ่ื เขาใครค่ รวญดอู ยซู่ ง่ึ ภกิ ษนุ น้ั
ยอ่ มเลง็ เหน็ วา่ เปน็ ผบู้ รสิ ทุ ธจ์ิ ากธรรมอนั เปน็ ทต่ี ง้ั แหง่ โทสะ...
ธรรมอนั เป็นท่ตี ้ังแห่งโมหะ

ล�ำ ดบั นั้น เขา :-
(๑) ปลูกฝงั ศรัทธา ลงไปในภิกษุน้นั ครน้ั มี
ศรทั ธาเกิดแลว้
(๒) ยอ่ ม เขา้ ไปหา ครน้ั เขา้ ไปหาแลว้
(๓) ยอ่ ม เขา้ ไปนง่ั ใกล้ ครน้ั เขา้ ไปนง่ั ใกลแ้ ลว้
(๔) ยอ่ ม เงี่ยโสตลง ครั้นเงีย่ โสตลง
(๕) ยอ่ ม ฟงั ซึ่งธรรม ครนั้ ฟงั ซึ่งธรรมแล้ว
(๖) ย่อม ทรงไว้ซ่งึ ธรรม
(๗) ย่อม  ใคร่ครวญ  ซึ่งเนื้อความแห่งธรรม
ทั้งหลาย  อันตนทรงไว้แล้ว  เมื่อใคร่ครวญซ่ึงเน้ือความ
แหง่ ธรรมอยู่
(๘) ธรรมทง้ั หลายยอ่ มทนตอ่ ความเพง่ พนิ จิ ,
เมอ่ื การทนต่อการเพง่ พินจิ ของธรรมมีอยู่
(๙) ฉนั ทะย่อมเกดิ ข้นึ ผู้มีฉนั ทะเกิดขน้ึ แล้ว
(๑๐) ย่อม มีอุสสาหะ ครนั้ มอี สุ สาหะแล้ว

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 171

(๑๑) ยอ่ ม  พจิ ารณาหาความสมดลุ ยแ์ หง่ ธรรม,
ครน้ั มคี วามสมดลุ ย์แหง่ ธรรมแลว้

(๑๒) ย่อม  ตั้งตนไว้ในธรรมนั้น;  เขาผู้มีตน
สง่ ไปแลว้ อยา่ งนอ้ี ย ู่ ยอ่ ม  กระท�ำ ใหแ้ จง้ ซง่ึ ปรมตั ถสจั จะ
(ความจริงโดยความหมายสูงสุด)  ด้วยนามกาย  ด้วย, 
ยอ่ ม  แทงตลอดซง่ึ ธรรมนน้ั   แลว้ เหน็ อยดู่ ว้ ยปญั ญา  ดว้ ย.

ภารท๎วาชะ !
การตามร้ซู ึง่ ความจรงิ ย่อมมี
ดว้ ยการกระทำ�เพียงเท่าน้ี,
บคุ คลชอ่ื วา่ ย่อมตามรู้ซ่งึ ความจรงิ
ดว้ ยการกระทำ�เพียงเท่าน้ี,
และเราบญั ญตั กิ ารตามรูซ้ ่ึงความจริง
ดว้ ยการกระท�ำ เพยี งเท่าน;ี้
แตว่ า่ นน่ั ยงั ไมเ่ ปน็ การตามบรรลถุ งึ ซง่ึ ความจรงิ .

172 พุทธวจน

๖๓
การตามบรรลุถึงซ่งึ ความจรงิ

(สจจฺ านปุ ตฺติ)

“ขา้ แตพ่ ระโคดมผเู้ จรญิ ! การตามบรรลถุ งึ ซง่ึ ความจรงิ
(สจจฺ านปุ ตตฺ )ิ มไี ด้ ดว้ ยการกระทำ�เพยี งเทา่ ไร ? บคุ คลชอ่ื วา่ ยอ่ ม
ตามบรรลถุ ึงซ่งึ ความจริง ดว้ ยการกระทำ�เพียงเท่าไร ? ขา้ พเจ้า
ขอถามพระโคดมผเู้ จริญถงึ การตามบรรลุถงึ ซงึ่ ความจริง”.

ภารท๎วาชะ ! การเสพคบ  การทำ�ให้เจริญ
การกระทำ�ให้มาก  ซ่ึงธรรมทั้งหลายเหล่านั้นแหละ
(ท้ัง ๑๒ ขอ้ ขา้ งต้น) เปน็ การตามบรรลุถึงซ่ึงความจรงิ .

ภารท๎วาชะ !
การตามบรรลุถึงซ่งึ ความจริง ย่อมมี
ดว้ ยการกระทำ�เพียงเทา่ นี้,
บคุ คลช่อื วา่ ย่อมตามบรรลถุ งึ ซ่ึงความจริง
ดว้ ยการกระทำ�เพยี งเทา่ น้ี,
และเราบญั ญตั กิ ารตามบรรลุถงึ ซ่ึงความจริง
ด้วยการกระทำ�เพยี งเทา่ น.ี้

ม. ม. ๑๓/๖๐๑-๖๐๕/๖๕๕-๖๕๗.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 173

๖๔
ท�ำ ความเพยี รแขง่ กับอนาคตภัย

ภิกษุทั้งหลาย ! ภัยในอนาคตเหล่าน้ี  มีอยู่
๕  ประการ  ซ่ึงภิกษุผู้มองเห็นอยู่  ควรแท้ที่จะเป็น
ผไู้ มป่ ระมาท มคี วามเพยี รเผากเิ ลส มตี นสง่ ไปแลว้ ใน
การท�ำ เชน่ นน้ั อยตู่ ลอดไป, เพอ่ื ถงึ สง่ิ ทย่ี งั ไมถ่ งึ เพอ่ื บรรลุ
สิ่งที่ยังไม่บรรลุ  เพ่ือทำ�ให้แจ้งส่ิงท่ียังไม่ทำ�ให้แจ้งเสีย
โดยเร็ว.

ภัยในอนาคต ๕ ประการนนั้ คอื อะไรบา้ งเล่า ?
๕ ประการ คือ :-

(๑)  ภิกษุในกรณีน้ี  พิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า
“บดั น้ี เรายงั หนมุ่ ยงั เยาวว์ ยั ยงั รนุ่ คะนอง มผี มยงั ด�ำ สนทิ
ตง้ั อยใู่ นวยั ก�ำ ลงั เจรญิ คอื ปฐมวยั ; แตจ่ ะมสี กั คราวหนง่ึ
ที่ความแก่  จะมาถึงร่างกายน้ี,  ก็คนแก่  ถูกความชรา
ครอบง�ำ แลว้ จะมนสกิ ารถงึ ค�ำ สอนของทา่ นผรู้ ทู้ ง้ั หลายนน้ั
ไม่ทำ�ได้สะดวกเลย;  และจะเสพเสนาสนะอันเงียบสงัด
ซง่ึ เปน็ ป่าชฏั ก็ไม่ทำ�ไดง้ ่ายๆ เลย. กอ่ นแตส่ งิ่ อันไม่เป็น

174 พุทธวจน

ทต่ี อ้ งการ ไมน่ า่ ใคร่ ไม่นา่ ชอบใจ (คือความแก่) นั้น
จะมาถึงเรา เราจะรีบทำ�ความเพยี ร เพือ่ ถงึ สง่ิ ทยี่ งั ไม่ถงึ
เพ่ือบรรลสุ งิ่ ทีย่ งั ไมบ่ รรลุ เพอื่ ท�ำ ให้แจ้งสงิ่ ทีย่ ังไมท่ �ำ ให้
แจง้ เสียโดยเรว็ ซง่ึ เปน็ สง่ิ ที่ทำ�ใหผ้ ้ถู งึ แลว้ แม้จะแกเ่ ฒา่
กจ็ กั อยเู่ ป็นผาสุก” ดังน้ี. ภกิ ษุท้ังหลาย ! ขอ้ อื่นยังมีอีก:

(๒)  ภกิ ษุพิจารณาเหน็ ชดั แจ้งว่า “บัดน้ี เรามี
อาพาธน้อย มโี รคน้อย มีไฟธาตุใหค้ วามอบอ่นุ สมำ�่ เสมอ
ไมเ่ ยน็ นกั ไมร่ อ้ นนกั พอปานกลาง ควรแกก่ ารท�ำ ความเพยี ร;
แต่จะมีสักคราวหน่ึงท่ีความเจ็บไข้จะมาถึงร่างกายน้ี, 
ก็คนทเ่ี จ็บไข้ถูกพยาธคิ รอบง�ำ แล้ว จะมนสิการถึงคำ�สอน
ของท่านผูร้ ้ทู ัง้ หลายนัน้ ไมท่ �ำ ไดส้ ะดวกเลย; และจะเสพ
เสนาสนะอนั เงยี บสงดั ซง่ึ เปน็ ปา่ ชฏั กไ็ มท่ �ำ ไดง้ า่ ยๆ เลย. 
กอ่ นแต่สิง่ อนั ไมเ่ ปน็ ท่ีตอ้ งการ ไมน่ า่ ใคร่ ไม่น่าชอบใจ
(คอื ความเจบ็ ไข้) นัน้ จะมาถงึ เรา เราจะรีบท�ำ ความเพยี ร
เพอ่ื ถงึ สง่ิ ทย่ี งั ไมถ่ งึ เพอ่ื บรรลสุ ง่ิ ทย่ี งั ไมบ่ รรลุ เพอ่ื ท�ำ ใหแ้ จง้
ส่งิ ท่ยี ังไม่ทำ�ให้แจ้งเสียโดยเร็ว  ซ่งึ เป็นส่งิ ท่ที ำ�ให้ผ้ถู ึงแล้ว
แมจ้ ะเจบ็ ไข้ กจ็ กั อยู่เป็นผาสกุ ” ดงั นี.้ ภกิ ษุทง้ั หลาย !  
ข้ออ่ืนยังมีอีก :


Click to View FlipBook Version