ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 225
และจกั มจี ติ สหรคตดว้ ยเมตตาอนั เปน็ จติ ไพบลู ย์
ใหญห่ ลวง ไมม่ ปี ระมาณ ไมม่ เี วร ไมม่ พี ยาบาท
แผ่ไปสโู่ ลกถงึ ท่สี ดุ ทกุ ทศิ ทาง
มบี ุคคลน้นั เปน็ อารมณ์ แลว้ แลอย”ู่ ดังน้.ี
ภกิ ษุทั้งหลาย ! เธอพึงทำ�การสำ�เนียกอย่างน้ี.
ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษถือเอาสีมา
เปน็ สคี รง่ั บา้ ง สเี หลอื งบา้ ง สเี ขยี วบา้ ง สแี สดบา้ ง กลา่ วอยวู่ า่
“เราจกั เขยี นรูปตา่ งๆ ในอากาศนี้ ทำ�ให้มีรูปปรากฏอยู่”
ดงั น.ี้
ภิกษทุ งั้ หลาย ! เธอจะสำ�คัญความข้อน้ีว่า
อย่างไร บุรษุ นัน้ จะเขียนรูปตา่ งๆ ในอากาศน้ี ท�ำ ใหม้ ีรูป
ปรากฏอย่ไู ด้แลหรือ ?
“ข้อนน้ั หามิได้ พระเจ้าขา้ !”.
เพราะเหตไุ รเลา่ ?
“ขา้ แต่พระองคผ์ ้เู จริญ ! เพราะเหตุวา่ อากาศน้ี เปน็ สิ่ง
ทีม่ ีรูปไมไ่ ด้ แสดงออกซง่ึ รูปไม่ได้ ในอากาศนน้ั ไม่เป็นการงา่ ยท่ี
ใครๆ จะเขยี นรปู ทำ�ใหม้ ีรปู ปรากฏอยไู่ ด้ รงั แต่บรุ ษุ นนั้ จะเป็นผู้
มสี ว่ นแห่งความลำ�บากคบั แค้นเสียเปลา่ พระเจา้ ข้า !”.
226 พุทธวจน
ภิกษุทัง้ หลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ใน
บรรดาทางแหง่ ถอ้ ยค�ำ ส�ำ หรับการกล่าวหา ๕ ประการนนั้
เม่ือเขากล่าวหาเธอ ด้วยทางแห่งถ้อยคำ�
ประการใดประการหน่งึ อยู่
เธอพึงทำ�การสำ�เหนียกในกรณีน้ัน อย่างนี้ว่า
“จติ ของเราจกั ไมแ่ ปรปรวน เราจกั ไมก่ ลา่ ววาจาอนั เปน็ บาป
เราจักเป็นผู้มีจิตเอ็นดูเกื้อกูล มีจิตประกอบด้วยเมตตา
ไม่มีโทสะในภายในอยู่, จักมีจิตสหรคตด้วยเมตตา
แผ่ไปยังบุคคลนั้นอยู่ และจักมีจิตสหรคตด้วยเมตตา
อันเป็นจิตไพบูลย์ ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร
ไมม่ พี ยาบาท แผไ่ ปสโู่ ลกถงึ ทส่ี ดุ ทกุ ทศิ ทาง มบี คุ คลนน้ั
เป็นอารมณ ์ แลว้ แลอย”ู่ ดังน.้ี
(คือมีจิตเหมือนอากาศ อันใครๆ จะเขียนให้เป็นรูป
ปรากฏไมไ่ ด้ ฉันใดกฉ็ ันนั้น).
ภิกษทุ งั้ หลาย ! เธอพงึ ท�ำ การส�ำ เหนยี ก อยา่ ง
น้ีแล...
มู. ม. ๑๒/๒๕๔, ๒๕๖/๒๖๗, ๒๖๙.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 227
(นอกจากนี้ยังทรงอุปมาเปรียบกับบุรุษถือเอาจอบและ
กระทอมาขุดแผน่ ดนิ หวงั จะไมใ่ ห้เป็นแผ่นดินอกี , เปรยี บกับ
บุรุษถือเอาคบเพลงิ หญ้ามาเผาแม่น�้ำ คงคา หวังจะให้เดือดพลา่ น
ซึ่งเป็นฐานะท่ไี ม่อาจเปน็ ได)้ .
ภิกษุทั้งหลาย ! ถา้ โจรผคู้ อยหาชอ่ ง พึงเล่ือย
อวยั วะนอ้ ยใหญข่ องใครดว้ ยเลอ่ื ยมดี า้ มสองขา้ ง; ผใู้ ดมใี จ
ประทษุ รา้ ยในโจรนน้ั ผนู้ น้ั ชอ่ื วา่ ไมท่ �ำ ตามค�ำ สอนของเรา
เพราะเหตุทม่ี ใี จประทุษร้ายต่อโจรน้ัน. ภกิ ษทุ ้งั หลาย !
ในกรณนี ้ัน เธอพึงทำ�การส�ำ เหนียกอยา่ งนว้ี า่ “จติ ของเรา
จกั ไมแ่ ปรปรวน, เราจกั ไมก่ ลา่ ววาจาอนั เปน็ บาป, เราจกั เปน็
ผมู้ จี ติ เอน็ ดเู กอ้ื กลู มจี ติ ประกอบดว้ ยเมตตาไมม่ โี ทสะใน
ภายใน อย,ู่ จกั มจี ติ สหรคตดว้ ยเมตตาแผไ่ ปยงั บคุ คลนน้ั อยู่
และจกั มจี ติ สหรคตดว้ ยเมตตา อนั เปน็ จติ ไพบลู ย์ ใหญห่ ลวง
ไมม่ ปี ระมาณ ไมม่ ีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสูโ่ ลกถึงท่ีสุด
ทกุ ทิศทาง มีบุคคลน้นั เป็นอารมณ์ แลว้ แลอยู”่ ดงั นี.้
ภกิ ษุทัง้ หลาย ! เธอพึงทำ�การส�ำ เหนียก อยา่ งนแ้ี ล.
228 พุทธวจน
ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! เธอพึงกระทำ�ในใจถึงโอวาท
อนั เปรยี บด้วยเลอื่ ยน้ี อยเู่ นืองๆ เถดิ . ภิกษทุ ้ังหลาย !
เม่ือเธอทำ�ในใจถึงโอวาทน้ันอยู่ เธอจะได้เห็นทางแห่ง
การกลา่ วหาเลก็ หรอื ใหญท่ เ่ี ธออดกลน้ั ไมไ่ ดอ้ ยอู่ กี หรอื ?
“ข้อน้ันหามไิ ด ้ พระเจา้ ขา้ !”.
ภิกษุท้ังหลาย ! เพราะเหตนุ น้ั ในเรอ่ื งน้ี พวกเธอ
ทง้ั หลาย จงกระท�ำ ในใจถงึ โอวาทอนั เปรยี บดว้ ยเลอ่ื ยนี้
อยู่เป็นประจ�ำ เถดิ : นั่นจักเปน็ ไปเพ่ือประโยชนเ์ ก้ือกลู
และความสุขแก่เธอทั้งหลาย ตลอดกาลนาน.
มู. ม. ๑๒/๒๕๘/๒๗๒-๓.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 229
๘๕
อานสิ งสแ์ หง่ การปฏบิ ตั สิ มาธแิ บบตา่ งๆ
ราหุล ! เธอจง เจรญิ เมตตาภาวนา เถิด. เมื่อ
เธอเจริญเมตตาภาวนาอย่,ู พยาบาท จักละไป.
ราหุล ! เธอจง เจริญกรณุ าภาวนา เถิด. เม่อื
เธอเจรญิ กรุณาภาวนาอย,ู่ วิหงิ สา (ความคิดเบยี ดเบยี น)
จกั ละไป.
ราหุล ! เธอจง เจรญิ มทุ ิตาภาวนา เถดิ . เมื่อ
เธอเจริญมุทติ าภาวนาอยู่, อรติ (ความไมย่ นิ ดดี ้วยใครๆ)
จกั ละไป.
ราหลุ ! เธอจง เจรญิ อุเบกขา เถิด. เมอื่ เธอ
เจรญิ อเุ บกขาอย,ู่ ปฏฆิ ะ (ความหงดุ หงดิ แหง่ จติ ) จกั ละไป.
ราหลุ ! เธอจง เจรญิ อสุภะภาวนา เถดิ . เมอ่ื
เธอเจริญอสุภะภาวนาอย่,ู ราคะ จกั ละไป.
ราหุล ! เธอจง เจรญิ อนิจจสญั ญาภาวนา เถิด.
เมอ่ื เธอเจรญิ อนิจจสญั ญาภาวนาอยู,่ อัส๎มมิ านะ (ความ
สำ�คญั วา่ ตวั ตนและของตน) จักละไป.
ม. ม. ๑๓/๑๔๐/๑๔๕.
230 พุทธวจน
๘๖
ลักษณะของผู้ท่ีงา่ ยตอ่ การเข้าสมาธิ
ภิกษทุ ั้งหลาย !
ภิกษุที่ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เป็นผู้
ไม่ควร เพอื่ เข้าถึงสมั มาสมาธิ แล้วแลอย.ู่
๕ ประการ อย่างไรเลา่ ?
ภิกษุท้งั หลาย ! ๕ ประการ คอื :-
ภกิ ษใุ นกรณีน้ี
(๑) เป็นผู้ ไม่อดทนต่อรูปทง้ั หลาย
(๒) ไม่อดทนต่อเสียงทง้ั หลาย
(๓) ไม่อดทนต่อกลน่ิ ทง้ั หลาย
(๔) ไม่อดทนตอ่ รสทั้งหลาย
(๕) ไม่อดทนต่อโผฏฐัพพะท้งั หลาย
ภิกษทุ ัง้ หลาย !
ภกิ ษุทปี่ ระกอบด้วยธรรม ๕ ประการเหล่านแ้ี ล
เป็นผู้ ไม่ควร เพ่อื เขา้ ถงึ สมั มาสมาธิ แล้วแลอย.ู่
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 231
ภกิ ษุท้ังหลาย !
ภิกษุที่ประกอบด้วย ธรรม ๕ ประการ เป็นผู้
ควร เพื่อเข้าถึงสัมมาสมาธิ แล้วแลอยู่.
๕ ประการ อยา่ งไรเลา่ ?
ภกิ ษุท้ังหลาย ! ๕ ประการ คอื :-
ภิกษุในกรณีน้ี
(๑) เป็นผู้ อดทนต่อรูปทัง้ หลาย
(๒) อดทนตอ่ เสยี งท้งั หลาย
(๓) อดทนตอ่ กลน่ิ ทง้ั หลาย
(๔) อดทนตอ่ รสทัง้ หลาย
(๕) อดทนตอ่ โผฏฐัพพะทั้งหลาย
ภกิ ษุทงั้ หลาย !
ภกิ ษทุ ่ีประกอบดว้ ยธรรม ๕ ประการเหล่าน้ีแล
เป็นผู้ ควร เพ่ือเขา้ ถึงสมั มาสมาธิ แล้วแลอย.ู่
ปญฺจก. อ.ํ ๒๒/๑๕๕/๑๓๓.
232 พุทธวจน
๘๗
เจรญิ สมาธใิ หไ้ ดอ้ ยา่ งนอ้ ยวนั ละ ๓ ครง้ั
ภิกษุทัง้ หลาย ! ชาวร้านตลาดท่ีประกอบด้วย
องค์ ๓ ประการ เปน็ ผูค้ วรเพ่ือจะได้ผลกำ�ไรทย่ี งั ไม่ได้
หรอื เพ่อื ท�ำ ผลกำ�ไรท่ีไดร้ บั อยู่แลว้ ให้งอกงามออกไป.
๓ ประการ อยา่ งไรเล่า ?
ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! ๓ ประการ คอื :-
ชาวร้านตลาด ในกรณนี ้ี
ยอ่ มจดั ยอ่ มท�ำ กจิ การงานอยา่ งดที ส่ี ดุ ในเวลาเชา้ ;
ยอ่ มจดั ยอ่ มท�ำ กจิ การงานอยา่ งดที ส่ี ดุ ในเวลากลางวนั ;
ยอ่ มจดั ย่อมท�ำ กจิ การงานอยา่ งดีทส่ี ุดในเวลาเย็น.
ภกิ ษทุ ั้งหลาย !
ชาวร้านตลาดทีป่ ระกอบด้วยองค์ ๓ ประการเหลา่ นีแ้ ล
เป็นผคู้ วรเพ่ือจะได้ผลก�ำ ไรที่ยังไมไ่ ด้
หรอื เพอ่ื ท�ำ ผลก�ำ ไรทไ่ี ดร้ บั อยแู่ ลว้ ใหง้ อกงามออกไป
นฉ้ี นั ใด.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 233
ภกิ ษุทัง้ หลาย ! ข้อนี้กฉ็ นั น้ันเหมือนกนั ภิกษุ
ท่ีประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ เปน็ ผู้ควรเพือ่ จะบรรลุ
กศุ ลธรรมทย่ี งั ไมบ่ รรลุ หรอื เพอ่ื ท�ำ กศุ ลธรรมทบ่ี รรลแุ ลว้
ให้งอกงามย่งิ ขนึ้ ไป.
๓ ประการ อยา่ งไรเลา่ ?
ภิกษุทงั้ หลาย ! ๓ ประการ คือ :-
ภิกษุในกรณนี ี้
ยอ่ มก�ำ หนดสมาธนิ มิ ติ โดยเออ้ื เฟอ้ื ในเวลาเชา้ ;
ย่อมกำ�หนดสมาธนิ มิ ิตโดยเออื้ เฟอ้ื ในเวลากลางวัน;
ย่อมก�ำ หนดสมาธนิ มิ ติ โดยเอ้ือเฟอ้ื ในเวลาเย็น.
ภิกษุท้งั หลาย !
ภิกษทุ ป่ี ระกอบดว้ ยธรรม ๓ ประการเหลา่ นี้แล
ยอ่ มเป็นผ้คู วรเพอ่ื จะบรรลุกุศลธรรมท่ียังไม่บรรลุ
หรอื เพอื่ ทำ�กุศลธรรมที่บรรลุแลว้ ใหง้ อกงามยิ่งข้นึ ไป.
ติก. อ.ํ ๒๐/๑๔๕/๔๕๘.
234 พุทธวจน
๘๘
การอยู่ป่ากับการเจรญิ สมาธิ
สำ�หรับภกิ ษบุ างรูป
“ข้าแต่พระองคผ์ ู้เจรญิ ! ขา้ พระองค์ มีความประสงค์
จะเสพเสนาสนะอนั สงดั คือป่าหรือปา่ เปลีย่ ว”.
อุบาลี !
เสนาสนะอนั สงดั คอื ปา่ หรอื ปา่ เปลย่ี วอยไู่ ดย้ าก
ปวิเวกทำ�ได้ยาก ความอย่คู นเดยี วเปน็ สง่ิ ทย่ี ินดีได้ยาก
ป่ามักจะน�ำ ไปเสยี ซึง่ ใจของภกิ ษผุ ู้ไม่ได้สมาธิอย.ู่
อุบาลี ! ผใู้ ดพูดวา่ “เราไมไ่ ดส้ มาธิ เราจกั ไปอยู่
ในเสนาสนะอนั สงดั คอื ปา่ หรอื ปา่ เปลย่ี ว” ดงั น.้ี
เขานน้ั พงึ หวังผลขอ้ นี้ คอื จิตจะจมลงหรอื จิต
จักปลวิ ไป.
อุบาลี ! เปรียบเหมือนห้วงน้ำ�ใหญ่ มีอยู่.
ชา้ งพลายสงู เจด็ รตั น์ หรอื เจด็ รตั นค์ รง่ึ มาสทู่ น่ี น้ั แลว้ คดิ วา่
“เราจะลงสูห่ ว้ งนำ้�นี้ แลว้ เล่นน�ำ้ ลา้ งหบู า้ ง เลน่ น้�ำ ล้าง
หลงั บ้าง ตามปรารถนา” ดังน;้ี ช้างนัน้ กระทำ�ไดด้ งั นนั้ ,
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 235
เพราะเหตไุ ร ? อุบาลี ! เพราะเหตุวา่ ชา้ งน้นั ตวั ใหญ่
จงึ อาจหยง่ั ลงในหว้ งน�ำ้ ลกึ ได.้
ครง้ั นน้ั กระตา่ ยหรอื แมวปา่ มาเหน็ ช้างนัน้ แล้ว
คดิ วา่ “ชา้ งจะเปน็ อะไรทไ่ี หนมา เรากจ็ ะเปน็ อะไรทไ่ี หนไป
ดังนัน้ เราจะลงสหู่ ้วงน�้ำ นี้ แลว้ เลน่ น�ำ้ ล้างหูบ้าง เล่นน้ำ�
ลา้ งหลงั บ้าง แลว้ พึงอาบ พงึ ดม่ื พงึ ขน้ึ จากหว้ งน�ำ้ แลว้
หลีกไปตามปรารถนา” ดังน้ี; กระต่ายหรือแมวป่านั้น
กระโจนลงสหู่ ว้ งน้�ำ นัน้ โดยไมพ่ จิ ารณา ผลท่ีมันหวงั ไดก้ ็
คอื จมดิง่ ลงไป หรอื ลอยไปตามกระแสนำ�้ . ข้อนัน้ เพราะ
เหตุไรเล่า ? เพราะว่ากระต่ายหรือแมวป่านั้นตัวมันเล็ก
จึงไมอ่ าจหยั่งลงในหว้ งน�้ำ ลึก, น้ีฉันใด;
อบุ าลี ! ขอ้ นกี้ ็ฉนั นัน้ กลา่ วคอื ผู้ใดพูดว่า
“เราไมไ่ ด้สมาธิ เราจักไปอยูใ่ นเสนาสนะอนั สงดั คือ
ปา่ หรือปา่ เปลี่ยว” ดงั น้ี.
เขาน้นั พงึ หวังผลข้อนี้ คือ จิตจะจมลง หรอื จติ
จกั ปลิวไป.
236 พุทธวจน
(เน้ือความข้อนี้แสดงว่า การออกไปอยู่ป่ามิได้เหมาะ
สำ�หรับทกุ คน. ผูใ้ ดคดิ วา่ จกั บรรลุปฐมฌาน ทุตยิ ฌาน กระทง่ั
ถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอันไม่มีอาสวะ ด้วยเหตุเพียงสักว่าอยู่ป่า
อย่างเดยี วนัน้ ไม่อาจจะสำ�เร็จได้ เพราะไมช่ ือ่ วา่ เปน็ ผู้ตามถึง
ประโยชน์ตน (อนุปฺปตฺตสทตฺถ) ได้ด้วยเหตุสักว่าการอยู่ป่า;
ดงั นัน้ พระองคจ์ ึงตรสั กะภิกษอุ ุบาลวี า่ :-)
อบุ าลี !
เธอ จงอยใู่ นหม่สู งฆเ์ ถิด
ความผาสกุ จักมแี กเ่ ธอผอู้ ยใู่ นหมู่สงฆ์ ดงั นี.้
ทสก. อํ. ๒๔/๒๑๖/๙๙.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 237
๘๙
ผลของการกระท�ำ ทท่ี �ำ ไดเ้ หมาะสมกบั เวลา
ภิกษทุ ง้ั หลาย ! กาล ๔ ประการนี้ อันบุคคล
บ�ำ เพญ็ โดยชอบ ใหเ้ ปน็ ไปโดยชอบ ยอ่ มใหถ้ งึ ความสน้ิ อาสวะ
โดยลำ�ดบั . กาล ๔ ประการ เปน็ อยา่ งไรเลา่ คอื :-
๑. การฟงั ธรรมตามกาล (กาเลน ธมฺมสสฺ วน)
๒. การสนทนาธรรมตามกาล (กาเลน ธมมฺ สากจฉฺ า)
๓. การทำ�สมถะตามกาล (กาเลน สมโถ)
๔. การทำ�วปิ ัสสนาตามกาล (กาเลน วปิ สฺสนา)
ภกิ ษุทัง้ หลาย ! กาล ๔ ประการนีแ้ ล อนั บคุ คล
บ�ำ เพญ็ โดยชอบ ใหเ้ ปน็ ไปโดยชอบ ยอ่ มใหถ้ งึ ความสน้ิ อาสวะ
โดยล�ำ ดบั . ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! เมอ่ื ฝนเม็ดใหญต่ กบนภเู ขา
น�ำ้ ไหลไปตามทล่ี มุ่ ยอ่ มยงั ซอกเขา ล�ำ ธารและหว้ ยใหเ้ ตม็
ซอกเขา ล�ำ ธารและห้วยเต็มแลว้ ย่อมยังบึงน้อยใหเ้ ตม็
บึงน้อยเตม็ แล้ว ย่อมยังบงึ ใหญ่ให้เตม็ บงึ ใหญ่เตม็ แล้ว
ยอ่ มยงั แมน่ �ำ้ นอ้ ยใหเ้ ตม็ แมน่ �ำ้ นอ้ ยเตม็ แลว้ ยอ่ มยงั แมน่ �ำ้ ใหญ่
ใหเ้ ตม็ แมน่ �ำ้ ใหญเ่ ตม็ แลว้ ยอ่ มยงั สมทุ รสาครใหเ้ ตม็ แมฉ้ นั ใด
กาล ๔ ประการน้ี อนั บคุ คลบ�ำ เพญ็ โดยชอบ ใหเ้ ปน็ ไปโดยชอบ
ยอ่ มใหถ้ งึ ความสน้ิ อาสวะโดยล�ำ ดบั ฉนั นน้ั เหมอื นกนั แล.
จตุกฺก. อ.ํ ๒๑/๑๘๘/๑๔๗.
238 พุทธวจน
๙๐
จงเป็นผมู้ ีสตคิ ่กู ันไปกบั สัมปชัญญะ
ภิกษุทัง้ หลาย !
ภกิ ษุ พึงเปน็ ผ้มู สี ตอิ ยู่ อยา่ งมสี ัมปชญั ญะ :
นี้เปน็ อนสุ าสนขี องเราแก่พวกเธอท้ังหลาย.
ภกิ ษุท้ังหลาย !
ภิกษเุ ปน็ ผมู้ สี ติ เปน็ อย่างไรเลา่ ?
ภกิ ษุทง้ั หลาย ! ภกิ ษุในกรณนี ี้
เปน็ ผเู้ หน็ กายในกายอยเู่ ปน็ ประจ�ำ มคี วามเพยี ร
เผากเิ ลส มสี ัมปชญั ญะ มีสติ นำ�ออกเสยี ไดซ้ งึ่ อภชิ ฌา
และโทมนัสในโลก;
เปน็ ผเู้ หน็ เวทนาในเวทนาอยเู่ ปน็ ประจ�ำ มคี วาม
เพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำ�ออกเสียได้ซึ่ง
อภชิ ฌาและโทมนัสในโลก;
เป็นผเู้ ห็นจติ ในจติ อยูเ่ ป็นประจำ� มีความเพยี ร
เผากิเลส มีสมั ปชัญญะ มสี ติ น�ำ ออกเสยี ได้ซงึ่ อภชิ ฌา
และโทมนสั ในโลก;
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 239
เป็นผู้เห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ�
มคี วามเพียรเผากเิ ลส มสี ัมปชญั ญะ มสี ติ นำ�ออกเสียได้
ซึ่งอภชิ ฌาและโทมนัสในโลก.
ภิกษทุ ัง้ หลาย !
อยา่ งนี้แล เรยี กวา่ ภิกษเุ ปน็ ผ้มู ีสติ.
ภกิ ษุทง้ั หลาย !
ภกิ ษเุ ป็นผู้มสี มั ปชญั ญะ เป็นอย่างไรเลา่ ?
ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีน้ี เป็นผู้รู้ตัว
รอบคอบในการก้าวไปข้างหน้า การถอยกลบั ไปขา้ งหลงั
การแลดู การเหลยี วดู, การคู้ การเหยียด, การทรงสังฆาฏิ
บาตร จวี ร, การฉัน การดม่ื การเคีย้ ว การลิม้ , การถ่าย
อจุ จาระ ปัสสาวะ, การไป การหยดุ การนัง่ การนอน
การหลับ การต่ืน การพูด การน่งิ .
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !
อย่างนแ้ี ล เรียกว่า ภิกษุเป็นผ้มู ีสมั ปชัญญะ.
ภกิ ษทุ ้ังหลาย !
ภิกษุ พึงเป็นผ้มู ีสติอยู่ อย่างมสี มั ปชญั ญะ :
นเี้ ปน็ อนสุ าสนีของเราแกพ่ วกเธอทง้ั หลาย.
มหา. ท.ี ๑๐/๑๑๒/๙๐.
ความสําคัญ
ของ
คําพระผูมีพระภาคเจา
242 พุทธวจน
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 243
๙๑
เหตุผลทตี่ อ้ งรับฟังเฉพาะค�ำ ตรสั
ของพระผมู้ ีพระภาคเจา้
ทรงกำ�ชับให้ศกึ ษาปฏิบตั เิ ฉพาะ
จากคำ�ของพระองคเ์ ท่าน้ัน อยา่ ฟงั คนอ่นื
ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! พวกภิกษบุ ริษทั ในกรณนี ี,้
สตุ ตนั ตะเหลา่ ใด ทก่ี วแี ตง่ ขน้ึ ใหม่ เปน็ ค�ำ รอ้ ยกรอง
ประเภทกาพยก์ ลอน มอี กั ษรสละสลวย มพี ยญั ชนะอนั วจิ ติ ร
เปน็ เรอ่ื งนอกแนว เปน็ ค�ำ กลา่ วของสาวก เมอ่ื มผี นู้ �ำ สตุ ตนั ตะ
เหลา่ นน้ั มากลา่ วอยู่ เธอจกั ไมฟ่ งั ดว้ ยดี ไมเ่ งย่ี หฟู งั ไมต่ ง้ั จติ
เพอื่ จะรูท้ ัว่ ถึง และจกั ไม่ส�ำ คญั ว่าเป็นส่ิงทีต่ นควรศึกษา
เลา่ เรยี น.
ภิกษุท้ังหลาย ! สว่ นสุตตันตะเหลา่ ใด ท่เี ป็น
คำ�ของตถาคต เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง
เป็นช้ันโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเร่ืองสุญญตา, เม่ือมี
ผู้นำ�สุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่; เธอย่อมฟังด้วยดี
ย่อมเง่ียหูฟัง ย่อมตั้งจิตเพ่ือจะรู้ท่ัวถึง และ
244 พุทธวจน
ยอ่ มส�ำ คญั วา่ เป็นสง่ิ ทีต่ นควรศกึ ษาเล่าเรียน จึงพากนั
เลา่ เรยี น ไตถ่ าม ทวนถามแกก่ ันและกันอยู่วา่ “ข้อนเ้ี ป็น
อย่างไร ? มีความหมายกน่ี ัย ?” ดงั น้ี.
ดว้ ยการท�ำ ดงั น้ี เธอยอ่ มเปดิ ธรรมทถ่ี กู ปดิ ไวไ้ ด.้
ธรรมทย่ี งั ไมป่ รากฏ เธอกท็ �ำ ใหป้ รากฏได,้ ความสงสยั
ในธรรมหลายประการท่ีน่าสงสัยเธอกบ็ รรเทาลงได้.
ภิกษุท้ังหลาย ! ภกิ ษบุ รษิ ทั เหล่านี้ เราเรยี กวา่
บรษิ ทั ทม่ี กี ารลลุ ว่ งไปได้ ดว้ ยการสอบถามแกก่ นั และกนั
เอาเอง, หาใช่ด้วยการชี้แจงโดยกระจ่างของบุคคล
ภายนอกเหลา่ อน่ื ไม;่ (ปฏปิ จุ ฉาวนิ ตี าปรสิ าโนอกุ กาจติ วนิ ตี า)
จดั เปน็ บรษิ ทั ทเ่ี ลศิ แล.
ทุก. อ.ํ ๒๐/๙๒/๒๙๒.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 245
หากไมส่ นใจคำ�ตถาคต
จะท�ำ ใหเ้ กดิ ความอนั ตรธานของค�ำ ตถาคต
เปรียบดว้ ยกลองศึก
ภิกษุทั้งหลาย ! เรอื่ งน้เี คยมมี าแลว้ : กลองศึก
ของกษตั ริย์พวกทสารหะ เรยี กวา่ อานกะ มีอยู่ เม่ือ
กลองอานกะน้ี มแี ผลแตก หรอื ล,ิ พวกกษตั รยิ ท์ สารหะ
ไดห้ าเนอ้ื ไมอ้ น่ื ท�ำ เปน็ ลม่ิ เสรมิ ลงในรอยแตกของกลองนน้ั
(ทกุ คราวไป). ภิกษุทง้ั หลาย ! เม่อื เชือ่ มปะเขา้ หลายครั้ง
หลายคราวเช่นนัน้ นานเข้ากถ็ งึ สมยั หน่งึ ซงึ่ เน้อื ไมเ้ ดมิ
ของตวั กลองหมดสน้ิ ไป เหลอื อยแู่ ตเ่ นอ้ื ไมท้ ท่ี �ำ เสรมิ เขา้
ใหมเ่ ท่านนั้ ;
ภิกษุทั้งหลาย ! ฉนั ใดก็ฉันน้ัน : ในกาลยืดยาว
ฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุท้งั หลาย, สุตตันตะเหล่าใด ท่ี
เปน็ ค�ำ ของตถาคต เปน็ ขอ้ ความลกึ มคี วามหมายซง้ึ
เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเร่ืองสุญญตา, เมื่อมี
ผู้นำ�สุตตันตะเหล่าน้ันมากล่าวอยู่; เธอจักไม่ฟังด้วยดี
จกั ไมเ่ งย่ี หฟู งั จกั ไมต่ ง้ั จติ เพอ่ื จะรทู้ ว่ั ถงึ และจกั ไมส่ �ำ คญั
วา่ เปน็ สิ่งทต่ี นควรศกึ ษาเล่าเรียน.
246 พุทธวจน
ส่วนสุตตันตะเหล่าใด ที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่
เปน็ ค�ำ รอ้ ยกรองประเภทกาพยก์ ลอน มอี กั ษรสละสลวย
มพี ยญั ชนะอนั วจิ ติ ร เปน็ เรือ่ งนอกแนว เป็นค�ำ กล่าว
ของสาวก, เม่ือมีผู้นำ�สูตรที่นักกวีแต่งข้ึนใหม่เหล่านั้น
มากลา่ วอยู่; เธอจกั ฟงั ด้วยดี จักเง่ยี หูฟัง จกั ต้ังจติ เพื่อ
จะรทู้ ว่ั ถงึ และจกั ส�ำ คญั วา่ เปน็ สง่ิ ทต่ี นควรศกึ ษาเลา่ เรยี น.
ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! ความอนั ตรธานของสตุ ตนั ตะ
เหล่านั้นท่ีเป็นคำ�ของตถาคต เป็นข้อความลึก มี
ความหมายซ้ึง เปน็ ชน้ั โลกตุ ตระ วา่ เฉพาะด้วยเรือ่ ง
สุญญตา จักมไี ดด้ ้วยอาการอย่างนี้ แล.
นทิ าน. สํ. ๑๖/๓๑๑/๖๗๒-๓.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 247
พระองคท์ รงสามารถก�ำ หนดสมาธิ
เมื่อจะพดู ทกุ ถอ้ ยค�ำ จึงไม่ผิดพลาด
อัคคิเวสนะ ! เรานั้นหรอื จำ�เดิมแตเ่ ริ่มแสดง
กระทงั่ คำ�สุดทา้ ยแห่งการกลา่ วเร่อื งนั้นๆ
ยอ่ มตง้ั ไวซ้ ง่ึ จติ ในสมาธนิ มิ ติ อนั เปน็ ภายในโดยแท้
ใหจ้ ติ ด�ำ รงอยู่ ใหจ้ ติ ตัง้ มั่นอยู่ กระทำ�ให้มีจิตเป็นเอก
ดังเช่นท่ีคนท้ังหลายเคยได้ยินว่าเรากระทำ�อยู่เป็นประจำ�
ดังน้.ี
มู. ม. ๑๒/๔๖๐/๔๓๐.
248 พุทธวจน
คำ�พูดทตี่ รสั มาทั้งหมดนับแตว่ ันตรสั รู้นน้ั
สอดรบั ไม่ขัดแยง้ กัน
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !
นับตงั้ แต่ราตร ี ที่ตถาคตไดต้ รัสรู้
อนุตตรสมั มาสมั โพธญิ าณ
จนกระทง่ั ถงึ ราตรีทต่ี ถาคตปรินพิ พาน
ดว้ ยอนปุ าทิเสสนพิ พานธาต,ุ
ตลอดเวลาระหว่างน้ัน
ตถาคตได้กลา่ วสอน พร�ำ่ สอน
แสดงออก ซง่ึ ถอ้ ยค�ำ ใด
ถอ้ ยค�ำ เหลา่ นน้ั ทง้ั หมด
ย่อมเข้ากันไดโ้ ดยประการเดยี วทงั้ ส้นิ
ไมแ่ ย้งกันเป็นประการอื่นเลย.
อติ ิวุ. ข.ุ ๒๕/๓๒๑/๒๙๓.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 249
แตล่ ะค�ำ พูดเป็นอกาลิโก คอื
ถกู ตอ้ งตรงจรงิ ไม่จ�ำ กัดกาลเวลา
ภกิ ษุท้ังหลาย !
พวกเธอทง้ั หลายเปน็ ผทู้ เ่ี ราน�ำ ไปแลว้ ดว้ ยธรรมน้ี
อนั เป็น
ธรรมท่ีบุคคลจะพงึ เห็นไดด้ ้วยตนเอง
(สนฺทฏิ ิโก),
เปน็ ธรรมให้ผลไม่จ�ำ กดั กาล
(อกาลโิ ก),
เป็นธรรมทค่ี วรเรยี กกนั มาดู
(เอหิปสฺสิโก),
ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว
(โอปนยโิ ก),
อนั วญิ ญูชนจะพงึ รไู้ ดเ้ ฉพาะตน
(ปจจฺ ตตฺ ํ เวทิตพฺโพ วญิ ญฺ ูหิ).
มู. ม. ๑๒/๔๘๕/๔๕๑.
250 พุทธวจน
ทรงให้ใชธ้ รรมวินัยท่ตี รสั แล้ว
เป็นศาสดาแทนต่อไป
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างน้ีว่า
“ธรรมวนิ ยั ของพวกเรามพี ระศาสดาลว่ งลบั ไปแลว้ พวกเรา
ไมม่ พี ระศาสดา” ดงั น.้ี อานนท์ ! พวกเธออยา่ คดิ อยา่ งนน้ั .
อานนท์ ! ธรรมกด็ ี วนิ ยั ก็ดี ท่เี ราแสดงแลว้
บญั ญัตแิ ลว้ แกพ่ วกเธอทงั้ หลาย ธรรมวินัยน้นั จกั เป็น
ศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย โดยกาลลว่ งไปแหง่ เรา.
อานนท์ !
ในกาลบัดนก้ี ็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี
ใครกต็ ามจักตอ้ งมีตนเป็นประทีป
มีตนเปน็ สรณะ ไมเ่ อาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;
มีธรรมเปน็ ประทปี มีธรรมเปน็ สรณะ
ไมเ่ อาสง่ิ อื่นเปน็ สรณะ เปน็ อยู่.
อานนท์ ! ภิกษุพวกใด เป็นผู้ใคร่ในสิกขา
ภิกษพุ วกนั้นจักเป็นผ้อู ยู่ในสถานะอันเลศิ ท่สี ดุ แล.
มหา. ที. ๑๐/๑๗๘/๑๔๑.
มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๑๗/๗๔๐.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 251
ทรงห้ามบัญญตั เิ พม่ิ หรอื ตัดทอน
สง่ิ ทีบ่ ญั ญตั ไิ ว้
ภิกษุทัง้ หลาย ! ภิกษุทงั้ หลาย
จักไมบ่ ัญญตั สิ ่งิ ทไี่ มเ่ คยบัญญัติ
จกั ไม่เพิกถอนส่งิ ทบ่ี ัญญัตไิ ว้แล้ว
จกั สมาทานศึกษาในสกิ ขาบทที่บัญญัติไว้แล้ว
อย่างเคร่งครัด อยเู่ พียงใด,
ความเจรญิ กเ็ ปน็ ส่งิ ทีภ่ กิ ษุทั้งหลายหวังได้
ไมม่ คี วามเสื่อมเลย อยเู่ พยี งน้นั .
สตฺตก. อ.ํ ๒๓/๒๑/๒๑.
252 พุทธวจน
๙๒
อริยมรรคมีองค์ ๘ คอื กัลยาณวัตร
ที่ตถาคตทรงฝากไว้
อานนท์ ! ก็กัลยาณวัตรอันเราต้ังไว้ในกาลนี้
ย่อมเป็นไป เพ่ือความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อ
คลายกำ�หนัด เพื่อดับ เพ่ือความสงบระงับ เพื่อรู้ย่ิง
เพอื่ ร้พู รอ้ ม เพ่ือนพิ พาน.
อานนท์ ! กลั ยาณวัตรน้ี เปน็ อยา่ งไรเล่า ?
นี้คอื อริยมรรคมีองค์ ๘ กล่าวคือ :-
สมั มาทิฏฐ ิ สัมมาสงั กัปปะ
สัมมาวาจา สมั มากมั มันตะ สัมมาอาชวี ะ
สัมมาวายามะ สมั มาสติ สัมมาสมาธิ.
อานนท์ !
เกย่ี วกับกลั ยาณวัตรนนั้
เราขอกล่าวกะเธอ โดยประการท่ีเธอทั้งหลาย
จะพากนั ประพฤตติ ามกัลยาณวัตรทเ่ี ราตัง้ ไว้แลว้ นี้ :
เธอทง้ั หลายอย่าเปน็ บรุ ุษพวกสดุ ท้ายของเราเลย.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 253
อานนท์ !
ความขาดสูญแหง่ กลั ยาณวตั รน้ีมใี นยคุ แหง่ บรุ ุษใด;
บุรุษนัน้ ชื่อว่าบุรษุ คนสดุ ทา้ ยแหง่ บุรษุ ท้งั หลาย.
อานนท์ !
เก่ียวกับกัลยาณวตั รน้ัน
เราขอกลา่ ว (ย�ำ้ ) กับเธอ โดยประการท่ีเธอทงั้ หลาย
จะพากันประพฤตติ ามกลั ยาณวัตรท่เี ราตั้งไวแ้ ล้วน้ี :
เธอท้ังหลายอยา่ เปน็ บรุ ษุ พวกสดุ ทา้ ยของเราเลย.
ม. ม. ๑๓/๔๒๗/๔๖๓.
การปรินิพพาน
ของตถาคต
256 พุทธวจน
๙๓
เหตกุ ารณ์ช่วงปรนิ ิพพาน
สารีบตุ ร ! มีสมณพราหมณ์พวกหน่ึงกล่าว
อยา่ งนี้ เหน็ อยา่ งน้ีว่า ชว่ั เวลาทบี่ รุ ษุ นยี้ งั เปน็ หนุ่ม มีผม
ดำ�สนิท ประกอบด้วยความหนุม่ แนน่ ตง้ั อยใู่ นปฐมวยั , ก็
ยงั คงประกอบดว้ ยปญั ญาอนั เฉยี บแหลมวอ่ งไวอยเู่ พยี งนน้ั ,
เมื่อใดบรุ ษุ น้ีแก่เฒ่า เป็นผใู้ หญ่ ลว่ งกาลนาน ผ่านวยั
ไปแลว้ มีอายุ ๘๐ ปี, ๙๐ ปีหรือ ๑๐๐ ปี จากการเกิด,
เมื่อนนั้ เขาย่อมเปน็ ผูเ้ สื่อมสิ้นจากปัญญาอนั เฉียบแหลม
ว่องไว.
สารบี ุตร ! ขอ้ น้ี เธออยา่ พงึ เหน็ อยา่ งนน้ั , เรานแ้ี ล
ในบดั นีเ้ ป็นคนแก่เฒ่า เปน็ ผู้ใหญ่ ลว่ งกาลผ่านวยั มาแล้ว
วัยของเรานบั ได้ ๘๐ ปี, ...ฯลฯ...
สารีบตุ ร !
ธรรมเทศนาท่แี สดงไปนนั้ ก็มิไดแ้ ปรปรวน
บทพยญั ชนะแห่งธรรมของตถาคต ก็มิได้แปรปรวน
ปฏิภาณในการตอบปญั หาของตถาคต กม็ ไิ ดแ้ ปรปรวน
...ฯลฯ...
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 257
สารบี ุตร ! แม้วา่ เธอทง้ั หลาย จักนำ�เราไปด้วย
เตยี งน้อย (ส�ำ หรับหามคนทพุ พลภาพ), ความแปรปรวน
เป็นอย่างอ่นื แห่งปัญญาอันเฉียบแหลมว่องไวของตถาคต
กม็ ิได้ม.ี
สารีบตุ ร !
ถ้าผ้ใู ดจะพึงกลา่ วให้ถูกใหช้ อบว่า
“สตั วม์ ีความไม่หลงเปน็ ธรรมดา
บังเกดิ ขนึ้ ในโลก เพื่อประโยชน์เกอื้ กลู
เพอ่ื ความสุขแก่มหาชน เพอ่ื อนเุ คราะห์โลก,
เพอ่ื ประโยชน์ เพื่อความเก้อื กูล
เพือ่ ความสขุ แกเ่ ทวดาและมนุษย์ทงั้ หลาย”
ดงั น้แี ล้ว ผ้นู ้นั พงึ กลา่ วซ่งึ เราผเู้ ดียวเทา่ นัน้ .
ลำ�ดับนั้น พระอานนท์ผู้มีอายุ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มี
พระภาค ถึงที่ประทับ ถวายอภวิ าทแลว้ ลบู คลำ�ทวั่ พระกายของ
พระผูม้ พี ระภาคอยู่ พลางกลา่ วถ้อยคำ�น้ี ว่า :-
“ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ ! ขอ้ นน้ี า่ อศั จรรย;์ ขอ้ นไ้ี มเ่ คยมี
มากอ่ น. ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ ! บดั น้ี ฉววี รรณของพระผมู้ พี ระภาค
ไมบ่ รสิ ทุ ธผ์ิ ดุ ผอ่ งเหมอื นแตก่ อ่ น และพระกายกเ็ หย่ี วยน่ หยอ่ นยาน
มพี ระองคค์ อ้ มไปขา้ งหนา้ อนิ ทรยี ท์ ง้ั หลาย กเ็ ปลย่ี นเปน็ อยา่ งอน่ื
ไปหมด ท้งั พระจักษุ โสตะ ฆานะ ชวิ หา กายะ”.
258 พุทธวจน
อานนท์ ! นั่น ต้องเปน็ อยา่ งนัน้ ; คือ
ความชรามี (ซอ่ น) อยใู่ นความหนุ่ม,
ความเจ็บไข้มี (ซ่อน) อยใู่ นความไมม่ ีโรค,
ความตายมี (ซอ่ น) อย่ใู นชีวติ ;
ฉววี รรณจงึ ไม่บรสิ ทุ ธิผ์ ุดผอ่ งเสยี แล้ว และกายก็
เหย่ี วย่นหยอ่ นยาน มตี ัวคอ้ มไปข้างหนา้ อนิ ทรีย์ท้งั หลาย
กเ็ ปลีย่ นเปน็ อยา่ งอืน่ ไปหมด ทงั้ ตา หู จมกู ลนิ้ กาย
ดงั น.ี้
พระผู้มีพระภาค ครั้นตรัสคำ�นี้แล้ว ได้ตรัส
ข้อความนี้ (เป็นคำ�กาพยก์ ลอน) อกี ว่า :-
โธเ่ อ๋ย ! ความแกอ่ นั ชั่วช้าเอย๋ !
อนั ทำ�ความน่าเกลียดเอ๋ย !
กายทน่ี า่ พอใจ บดั นก้ี ถ็ กู ความแกย่ �ำ่ ยหี มดแลว้ .
แม้ใครจะมีชวี ติ อย่ตู ้ังร้อยปี
ทกุ คนก็ยงั มีความตายเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
ความตายไมย่ กเวน้ ให้แกใ่ ครๆ
มันย่ำ�ยหี มดทุกคน.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 259
อานนท์ ! บดั นี้ เรามสี ตสิ ัมปชญั ญะ ปลงอายุ
สังขารแลว้ ณ ปาวาลเจดียน์ ้.ี (พระอานนท์ได้สตจิ งึ ทลู ขอให้
ดำ�รงพระชนม์ชีพอยู่ด้วยอิทธิบาทภาวนา กัปป์หนึ่งหรือย่ิงกว่า
กัปป์; ทรงปฏเิ สธ)
อานนท์ ! อย่าเลย, อย่าวิงวอนตถาคตเลย
มใิ ช่เวลาจะวิงวอนตถาคตเสยี แล้ว. (พระอานนทท์ ลู วิงวอน
อีกจนครบสามครั้ง ได้รับพระดำ�รัสตอบอย่างเดียวกัน, ตรัสว่า
เปน็ ความผดิ ของพระอานนทผ์ เู้ ดยี ว, แลว้ ทรงจาระไนสถานท่ี ๑๖ แหง่
ที่เคยให้โอกาสแก่พระอานนท์ในเรื่องน้ี แต่พระอานนท์รู้ไม่ทัน
สกั คร้งั เดยี ว)
อานนท์ ! ในที่นั้นๆ ถ้าเธอวิงวอนตถาคต
ตถาคตจักห้ามเสียสองคร้ัง แล้วจักรบั ค�ำ ในคร้งั ที่สาม,
อานนท์ ! ตถาคตได้บอกแลว้ มใิ ชห่ รอื ว่าสัตว์
จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น, สัตว์จะ
ได้ตามปรารถนา ในสังขารนี้แต่ท่ีไหนเล่า, ข้อท่ีสัตว์
จะหวังเอาส่ิงท่ีเกิดแล้ว เป็นแล้ว มีปัจจัยปรุงแต่งแล้ว
มีการแตกดับเป็นธรรมดา ว่าส่ิงน้ีอย่าฉิบหายเลย ดังนี้
ยอ่ มไม่เป็นฐานะท่มี ีได้ เป็นได.้
มู. ม. ๑๒/๑๖๓/๑๙๒., มหาวาร. สํ ๑๙/๒๘๗/๙๖๓.
260 พุทธวจน
สัตว์ท้งั ปวง ทั้งท่เี ปน็ คนหนมุ่ คนแก่
ทั้งที่เป็นคนพาลและบณั ฑิต
ทัง้ ที่มงั่ มี และ ยากจน
ลว้ นแต่มีความตายเป็นท่ไี ปถงึ ในเบ้อื งหน้า.
เปรยี บเหมอื นภาชนะดินที่ชา่ งหมอ้ ปัน้ แลว้
ทั้งเลก็ และใหญ่ ทั้งที่สกุ แลว้ และยงั ดิบ
ลว้ นแตม่ ีการแตกท�ำ ลายเปน็ ท่ีสุด ฉนั ใด
ชวี ติ แหง่ สตั วท์ ง้ั หลายกม็ คี วามตายเปน็ เบอ้ื งหนา้ ฉนั นน้ั
วัยของเรา แก่หงอ่ มแล้ว ชีวิตของเราริบหรแี่ ลว้
เราจักละพวกเธอไป
สรณะของตัวเองเราได้ท�ำ ไวแ้ ลว้
ภกิ ษุทงั้ หลาย ! พวกเธอจงเปน็ ผู้ไมป่ ระมาท
มสี ติ มีศีลเป็นอย่างดี
มคี วามดำ�ริอนั ต้ังไว้แลว้ ด้วยดี
ตามรักษาซึ่งจติ ของตนเถิด
ในธรรมวินัยน้ี ภกิ ษุใดเป็นผไู้ มป่ ระมาทแลว้
จกั ละชาติสงสาร ทำ�ทส่ี ุดแห่งทุกข์ได้.
มหา. ท.ี ๑๐/๑๔๑/๑๐๘.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 261
๙๔
ผ้มู ธี รรมเป็นทพี่ ่งึ
อานนท์ ! เราไดก้ ลา่ วเตอื นไวก้ อ่ นแลว้ มใิ ชห่ รอื
วา่ “ความเปน็ ตา่ งๆ ความพลดั พราก ความเปน็ อยา่ งอน่ื
จากของรกั ของชอบใจท้งั ส้นิ ยอ่ มม”ี .
อานนท์ ! ข้อนัน้ จักไดม้ าแตไ่ หนเล่า ? สง่ิ ใด
เกดิ ขึ้นแล้ว เปน็ แล้ว อนั ปัจจยั ปรงุ แลว้ มีความช�ำ รดุ ไป
เป็นธรรมดา, ส่ิงนั้นอย่าชำ�รุดไปเลย ดังน้ี, ข้อน้ัน
ยอ่ มเป็นฐานะท่มี ไี มไ่ ด.้
อานนท์ ! เพราะฉะน้ัน ในเรื่องนี้ พวกเธอ
ทั้งหลาย จงมีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอา
สง่ิ อน่ื เปน็ สรณะ; จงมธี รรมเปน็ ประทปี มธี รรมเปน็ สรณะ
ไม่มสี ิ่งอ่นื เป็นสรณะ.
อานนท์ ! ภกิ ษ ุ มตี นเปน็ ประทีป มีตนเปน็
สรณะ ไมเ่ อาสง่ิ อน่ื เปน็ สรณะ, มธี รรมเปน็ ประทปี มธี รรม
เปน็ สรณะ ไมเ่ อาสง่ิ อน่ื เปน็ สรณะนน้ั เปน็ อยา่ งไรเลา่ ?
อานนท์ ! ภกิ ษุในธรรมวินัยนี้
262 พุทธวจน
พจิ ารณาเหน็ กายในกายเนืองๆ อยู่
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทง้ั หลายเนืองๆ อยู่
พจิ ารณาเหน็ จิตในจิตเนอื งๆ อยู่
พิจารณาเหน็ ธรรมในธรรมทง้ั หลายเนอื งๆ อยู่
มคี วามเพียรเผากิเลส
มีความร้สู ึกตวั ทว่ั พรอ้ ม
มสี ติ ก�ำ จัดอภชิ ฌาและโทมนัสในโลกเสยี ได้.
อานนท์ ! ภิกษุ อย่างนีแ้ ล
ช่ือวา่ มีตนเป็นประทปี มีตนเป็นสรณะ
ไม่เอาส่ิงอืน่ เป็นสรณะ;
มธี รรมเปน็ ประทปี มีธรรมเปน็ สรณะ
ไมเ่ อาสิง่ อน่ื เปน็ สรณะ เป็นอยู่.
อานนท์ ! ในกาลบดั นก้ี ด็ ี ในกาลลว่ งไปแหง่ เรา
ก็ดี ใครก็ตาม จักตอ้ งมตี นเป็นประทปี มีตนเป็นสรณะ
ไมเ่ อาสง่ิ อน่ื เปน็ สรณะ; มธี รรมเปน็ ประทปี มธี รรมเปน็ สรณะ
ไมเ่ อาสง่ิ อน่ื เปน็ สรณะ.
อานนท์ ! ภิกษุพวกใด เป็นผู้ใคร่ในสิกขา,
ภกิ ษพุ วกนนั้ จักเปน็ ผอู้ ยูใ่ นสถานะอันเลศิ ที่สุด แล.
มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๑๖/๗๓๖.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 263
๙๕
หลักตัดสินธรรมวนิ ยั ๔ ประการ
๑. (หากม)ี ภิกษุในธรรมวินัยนี้กล่าวอย่างน้ีว่า
ผมู้ อี าย ุขา้ พเจา้ ไดส้ ดบั รบั มาเฉพาะพระพกั ตรพ์ ระผมู้ พี ระภาค
ว่า “นเ้ี ป็นธรรม นีเ้ ป็นวินยั นเี้ ป็นคำ�สอนของพระศาสดา”...
๒. (หากม)ี ภิกษุในธรรมวินัยนี้กล่าวอย่างน้ีว่า
ในอาวาสช่ือโน้น มีสงฆ์อยู่พร้อมด้วยพระเถระหัวหน้า
ข้าพเจ้าได้สดับมาเฉพาะหน้าสงฆ์นั้นว่า “นี้เป็นธรรม
น้เี ป็นวนิ ยั น้เี ปน็ คำ�สอนของพระศาสดา”...
๓. (หากม)ี ภิกษุในธรรมวินัยนี้กล่าวอย่างนี้ว่า
ในอาวาสชื่อโน้น มีภิกษุผู้เป็นเถระอยู่จำ�นวนมากเป็น
พหสู ูตร เรียนคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวนิ ัย ทรงมาตกิ า
ข้าพเจ้าได้สดับมาเฉพาะหน้าพระเถระรูปน้ันว่า “นี้เป็น
ธรรม น้เี ปน็ วนิ ยั นี้เปน็ คำ�สอนของพระศาสดา”...
264 พุทธวจน
๔. (หากมี) ภิกษุในธรรมวินัยนี้กล่าวอย่างน้ีว่า
ในอาวาสช่ือโน้น มีภิกษุผู้เป็นเถระอยู่รูปหนึ่งเป็น
พหูสตู ร เรียนคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวนิ ัย ทรงมาติกา
ขา้ พเจา้ ไดส้ ดบั เฉพาะหน้าพระเถระรปู นน้ั ว่า “นีเ้ ปน็ ธรรม
นี้เป็นวนิ ัย น้ีเปน็ คำ�สอนของพระศาสดา”...
เธอทั้งหลายยังไม่พึงชื่นชม ยังไม่พึงคัดค้าน
คำ�กล่าวของผู้น้นั พงึ เรียนบทและพยญั ชนะเหลา่ น้นั ให้ดี
แลว้ พึงสอบสวนลงในพระสตู ร เทยี บเคียงดใู นวนิ ัย
ถา้ บทและพยญั ชนะเหลา่ นน้ั สอบลงในสตู รกไ็ มไ่ ด้
เทยี บเข้าในวนิ ยั กไ็ ม่ได้ พงึ ลงสนั นษิ ฐานว่า
“นม้ี ใิ ชพ่ ระดำ�รสั ของพระผมู้ พี ระภาคพระองคน์ น้ั
แนน่ อน และภกิ ษนุ ร้ี บั มาผดิ ” เธอทง้ั หลายพงึ ทง้ิ ค�ำ นน้ั เสยี .
ถา้ บทและพยญั ชนะเหลา่ นน้ั สอบลงในสตู รกไ็ ด้
เทียบเข้าในวนิ ยั กไ็ ด้ พึงลงสันนิษฐานวา่
“นเ้ี ปน็ พระด�ำ รสั ของพระผมู้ พี ระภาคพระองคน์ น้ั
แน่นอน และภกิ ษุนัน้ รบั มาด้วยดี”.
เธอท้ังหลาย พงึ จ�ำ มหาปเทส… น้ไี ว้.
มหา. ที. ๑๐/๑๔๔-๖/๑๑๓-๖.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 265
๙๖
การบูชาตถาคตอยา่ งสงู สดุ
อานนท์ ! เธอจงจดั ตง้ั ทน่ี อน ระหวา่ งตน้ สาละคู่
มศี รี ษะทางทิศเหนอื เราล�ำ บากกายนัก, จักนอน (ประทบั
สีหไสยยาแลว้ มอี ศั จรรย์ ดอกสาละผลผิ ิดฤดูกาลโปรยลงบน
พระสรรี ะ, ดอกมณั ฑารพ จรุ ณไ์ มจ้ นั ทน,์ ดนตรี ลว้ นแตข่ องทพิ ย์
ได้ตกลงและบรรเลงข้นึ ; เพ่ือบชู าตถาคตเจา้ ).
อานนท์ ! การบูชาเหล่าน้ี หาช่ือว่า ตถาคต
เป็นผู้ทไี่ ด้รับสักการะ เคารพนบั ถือ บชู าแล้วไม่.
อานนท์ ! ภกิ ษุ ภกิ ษุณี อบุ าสก อบุ าสิกาใด
ประพฤตธิ รรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยง่ิ , ปฏบิ ัติ
ตามธรรมอยู่; ผู้นนั้ ช่ือวา่ ยอ่ มสกั การะ เคารพนบั ถอื
บชู าตถาคต ดว้ ยการบชู าอันสงู สุด.
อานนท์ ! เพราะฉะนั้นเธอพึงกำ�หนดใจว่า
“เราจักประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบย่ิง
ปฏิบตั ติ ามธรรมอยู”่ ดังนี.้
มหา. ท.ี ๑๐/๑๕๙-๖๐/๑๒๘-๙.
266 พุทธวจน
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 267
๙๗
พนิ ยั กรรม ของ “พระสังฆบดิ า”
อานนท์ ! ความคดิ อาจมแี กพ่ วกเธออยา่ งนว้ี า่
“ธรรมวินัยของพวกเรา มีพระศาสดาล่วงลับไปแล้ว
พวกเราไมม่ ีพระศาสดา” ดงั น้ี.
อานนท์ ! พวกเธออยา่ คิดอย่างน้นั .
อานนท์ ! ธรรมกด็ ี วินัยก็ดี
ทเ่ี ราแสดงแล้ว บัญญัตแิ ลว้ แกพ่ วกเธอท้ังหลาย
ธรรมวนิ ัยนัน้ จักเปน็ ศาสดาของพวกเธอท้งั หลาย
โดยกาลลว่ งไปแห่งเรา.
มหา. ที. ๑๐/๑๗๘/๑๔๑.
ภกิ ษุทั้งหลาย !
บัดน้ี เราจกั เตือนพวกเธอทัง้ หลายว่า
สงั ขารท้งั หลาย มคี วามเสือ่ มไปเป็นธรรมดา
พวกเธอท้งั หลาย
จงทำ�ความไม่ประมาทให้ถงึ พรอ้ ม เถดิ ดังนี้.
นแ่ี ล เปน็ พระวาจาทต่ี รสั ครง้ั สดุ ทา้ ยของพระตถาคตเจา้ .
มหา. ที. ๑๐/๑๘๐/๑๔๓.
268 พุทธวจน
๙๘
สงั เวชนยี สถานภายหลัง
พทุ ธปรินพิ พาน
“ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ ! แตก่ อ่ นน้ี ภกิ ษทุ ง้ั หลายทจ่ี ำ�พรรษา
ในทศิ ตา่ งๆแลว้ ยอ่ มมาเฝา้ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ .พวกขา้ พระองคท์ ง้ั หลาย
ไดม้ โี อกาสเหน็ ภกิ ษทุ ง้ั หลายผนู้ า่ เจรญิ ใจเหลา่ นน้ั ไดม้ โี อกาสเขา้ พบปะ
ภกิ ษทุ ้งั หลายผนู้ ่าเจรญิ ใจเหล่านั้น. ครนั้ พระผู้มพี ระภาคเจา้ ลว่ งลบั
ไปแลว้ พวกขา้ พระองคท์ ง้ั หลาย ยอ่ มหมดโอกาสทจ่ี ะไดเ้ หน็ หรอื
ไดเ้ ขา้ พบปะภกิ ษทุ ง้ั หลายผนู้ า่ เจรญิ ใจเหลา่ นน้ั อกี ตอ่ ไป”
อานนท์ !
สถานที่ท่ีควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่
กุลบุตรผู้มีศรัทธา มีอยู่ ๔ ต�ำ บล.
๔ ต�ำ บล อะไรเล่า ?
(๑) สถานท่ี ทค่ี วรเหน็ และควรเกดิ ความสงั เวช
แกก่ ุลบุตรผมู้ ศี รัทธา ว่าตถาคตประสตู ิ แล้ว ณ ทนี่ ี้
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 269
(๒) สถานที่ ที่ควรเหน็ และควรเกดิ ความสงั เวช
แก่กลุ บุตรผ้มู ศี รัทธา ว่าตถาคตได้ตรสั รอู้ นตุ ตรสัมมา-
สัมโพธิญาณแลว้ ณ ทีน่ ี้
(๓) สถานท่ี ท่ีควรเห็นและควรเกิดความสังเวช
แกก่ ลุ บตุ รผมู้ ศี รทั ธาวา่ ตถาคตไดป้ ระกาศอนตุ ตรธรรมจกั ร
ให้เป็นไปแลว้ ณ ทีน่ ้ี
(๔) สถานท่ี ทคี่ วรเห็นและควรเกดิ ความสงั เวช
แกก่ ลุ บตุ รผมู้ ศี รทั ธา วา่ ตถาคตปรนิ พิ พานดว้ ยอนปุ าทเิ สส-
นพิ พานธาตุแล้ว ณ ท่นี ้ี
อานนท์ !
สถานท่ี ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่
กลุ บุตรผู้มีศรทั ธา มี ๔ ตำ�บลเหล่านี้ แล.
อานนท์ ! ภิกษุท้ังหลาย หรือภิกษุณีท้ังหลาย
หรืออุบาสกทั้งหลาย หรืออุบาสิกาท้ังหลาย ผู้มีศรัทธา
270 พุทธวจน
จักพากันมาสู่สถานที่ ๔ ตำ�บลเหล่าน้ี โดยหมายใจว่า
ตถาคตได้ประสูติแล้ว ณ ที่น้ีบ้าง, ตถาคตได้ตรัสรู้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ณ ท่ีนี้บ้าง, ตถาคตได้
ประกาศอนุตตรธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว ณ ท่ีนี้บ้าง,
ตถาคตได้ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
ณ ทนี่ ้บี ้าง ดังน้ี.
อานนท์ !
ชนเหลา่ ใด เทีย่ วไปตามเจดียสถาน
จักมีจิตเล่ือมใส ทำ�กาละแลว้
ชนเหล่านัน้ จักเข้าถงึ สุคตโิ ลกสวรรค์
ภายหลังแตก่ ารตายเพราะการท�ำ ลายแหง่ กาย
ดังน้ี.
มหา. ท.ี ๑๐/๑๖๓/๑๓๑.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 271
๙๙
สถานท่ที ่คี วรจะระลกึ ตลอดชวี ติ
ภิกษุทัง้ หลาย ! สถานที่ ๓ แห่ง เป็นทร่ี ะลึก
ตลอดชีวติ ของพระราชา ผูเ้ ป็นกษัตรยิ ม์ ุรธาภิเษกแล้ว.
๓ แห่ง ทไ่ี หนบ้างเล่า ? ๓ แห่ง คือ :-
พระราชา ผู้เป็นกษัตริย์มุรธาภิเษก ประสูติ
ณ ตำ�บลใด ต�ำ บลน้ีเปน็ ทร่ี ะลกึ ตลอดชีวิตของพระราชา
พระองค์น้นั เป็นแหง่ ที่หน่งึ ,
พระราชา ได้เป็นกษัตริย์มุรธาภิเษกแล้ว
ณ ต�ำ บลใด ตำ�บลนีเ้ ปน็ ที่ระลกึ ตลอดชวี ติ ของพระราชา
พระองค์นนั้ เป็นแห่งทส่ี อง,
พระราชาผู้เป็นกษัตริย์มุรธาภิเษกทรงผจญ
สงครามได้ชัยชนะแล้ว เข้ายึดครองสนามรบน้ันไว้ได้
ณ ตำ�บลใด ตำ�บลน้ีเป็นท่ีระลกึ ตลอดชีวติ ของพระราชา
พระองคน์ ั้น เปน็ แห่งท่สี าม.
ตกิ . อํ. ๒๐/๑๓๔/๔๕๑.
นิพพาน
และ
การพนทุกข
274 พุทธวจน
๑๐๐
เพราะการเกิด เป็นเหตุให้พบกับ
ความทุกข์
ภกิ ษุทัง้ หลาย ! การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์
ยอ่ มมไี ด้ เพราะการประชมุ พรอ้ มของสง่ิ ๓ อยา่ ง.
ในสตั วโ์ ลกน้ี แมม้ ารดาและบดิ าเปน็ ผอู้ ยรู่ ว่ มกนั
แต่มารดายังไม่ผ่านการมีระดู และคันธัพพะ (สัตว์ท่ีจะ
เขา้ ไปปฏสิ นธใิ นครรภน์ น้ั ) กย็ งั ไมเ่ ขา้ ไปตง้ั อยโู่ ดยเฉพาะดว้ ย,
การปฏสิ นธิของสัตว์ในครรภ์ ก็ยงั มขี น้ึ ไมไ่ ด้กอ่ น.
ในสัตว์โลกน้ี แม้มารดาและบิดาเปน็ ผอู้ ยู่รว่ มกัน
และมารดากผ็ า่ นการมรี ะดู แตค่ นั ธพั พะยงั ไมเ่ ขา้ ไปตง้ั อยู่
โดยเฉพาะ, การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์ก็ยังมีขึ้นไม่ได้
นั่นเอง.
ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! แต่เมื่อใด มารดาและบิดา
เป็นผู้อยู่ร่วมกันด้วย มารดาก็ผ่านการมีระดูด้วย
คันธัพพะก็เข้าไปตั้งอยู่โดยเฉพาะด้วย, การปฏิสนธิ
ของสตั วใ์ นครรภ์ ยอ่ มส�ำ เรจ็ ได้ เพราะการประชมุ พรอ้ มกนั
ของสง่ิ ๓ อยา่ ง ด้วยอาการอยา่ งน.้ี