The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อ้างอิงจากศูนย์เผยแผ่ส่วนกลาง วัดนาป่าพง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by buddhawajanalanna, 2020-04-27 06:29:35

พุทธวจน 9 ปฐมธรรม

อ้างอิงจากศูนย์เผยแผ่ส่วนกลาง วัดนาป่าพง

Keywords: หนังสือพุทธวจน

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 25

(๓)  ความรักเกิดจากความเกลียด
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ในกรณีนี้  มีบุคคลซ่ึงไม่เป็น

ท่ีปรารถนารักใคร่พอใจของบุคคลคนหนึ่ง,  มีบุคคล
พวกอ่ืนมาประพฤติกระทำ�ต่อบุคคลนั้น  ด้วยอาการท่ี
ไม่น่าปรารถนาไม่น่ารักใคร่พอใจ;  บุคคลโน้นก็จะเกิด
ความพอใจขึ้นมาอย่างนี้ว่า  “บุคคลเหล่าน้ันประพฤติ
กระท�ำ ตอ่ บคุ คลทเ่ี ราไมป่ รารถนารกั ใครพ่ อใจ ดว้ ยอาการ
ทไี่ มน่ ่าปรารถนาไม่นา่ รกั ใครพ่ อใจ” ดังน;้ี

บุคคลนน้ั ชอื่ ว่า 
ย่อมท�ำ ความรักให้เกิดขน้ึ ในบคุ คลเหลา่ นนั้ .

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !
อยา่ งนแี้ ล เรียกวา่
ความรกั เกดิ จากความเกลยี ด.

26 พุทธวจน

(๔)  ความเกลยี ดเกิดจากความเกลยี ด
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ในกรณีน้ี  มีบุคคลซึ่งไม่เป็น
ท่ีปรารถนารักใคร่พอใจของบุคคลคนหน่ึง,  มีบุคคล
พวกอ่ืนมาประพฤติกระทำ�ต่อบุคคลน้ัน  ด้วยอาการ
ที่น่าปรารถนาน่ารักใคร่น่าพอใจ;  บุคคลโน้นก็จะ
เกิดความไม่พอใจข้ึนมาอย่างนี้ว่า  “บุคคลเหล่านั้น
ประพฤติกระทำ�ต่อบุคคลท่เี ราไม่ปรารถนารักใคร่พอใจ
ดว้ ยอาการทนี่ ่าปรารถนาน่ารักใคร่น่าพอใจ” ดังน้;ี

บุคคลนัน้ ชือ่ วา่
ยอ่ มท�ำ ความเกลยี ดใหเ้ กดิ ขน้ึ ในบคุ คลเหลา่ นน้ั .

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !
อย่างน้ีแล เรยี กวา่
ความเกลียดเกดิ จากความเกลยี ด.

จตกุ กฺ . อํ. ๒๑/๒๙๐-๒๙๑/๒๐๐.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 27


ลกั ษณะของ “ฆราวาสชน้ั เลิศ”

คหบดี ! ในบรรดากามโภคี (ฆราวาส) เหล่าน้ัน
กามโภคผี ใู้ ด แสวงหาโภคทรพั ยโ์ ดยธรรม โดยไมเ่ ครยี ดครดั
(เกนิ ไปจนทรมานตน) ดว้ ย, ครน้ั แสวงหาโภคทรพั ยโ์ ดยธรรม
โดยไมเ่ ครียดครดั แลว้ ท�ำ ตนให้เป็นสุข ให้อิม่ หนำ�ด้วย,
แบ่งปนั โภคทรัพยบ์ ำ�เพ็ญบญุ ดว้ ย, ไมก่ �ำ หนดั ไม่มัวเมา
ไมล่ ่มุ หลง มปี กติเหน็ โทษ มีปัญญาเป็นเคร่ืองสลดั ออก
บรโิ ภคโภคทรพั ย์เหลา่ น้ันอยดู่ ว้ ย;

คหบดี ! กามโภคีผู้นี้  ควรสรรเสริญโดย
ฐานะทัง้ ส่ี คือ :-

ควรสรรเสริญโดย  ฐานะท่ีหน่ึง  ในข้อท่ีเขา
แสวงหาโภคทรพั ยโ์ ดยธรรม โดยไมเ่ ครียดครดั ,

ควรสรรเสริญโดย  ฐานะที่สอง  ในข้อท่ีเขา
ทำ�ตนใหเ้ ป็นสขุ ใหอ้ ่มิ หนำ�,

ควรสรรเสริญโดย  ฐานะท่ีสาม  ในข้อที่เขา
แบง่ ปันโภคทรพั ย์บ�ำ เพญ็ บญุ ,

28 พุทธวจน

ควรสรรเสริญโดย  ฐานะที่สี่  ในข้อท่ีเขา
ไมก่ �ำ หนดั ไมม่ วั เมา ไมล่ มุ่ หลง มปี กตเิ หน็ โทษ มปี ญั ญา
เปน็ เครือ่ งสลดั ออก บริโภคโภคทรพั ย์เหลา่ น้ัน.

คหบดี ! กามโภคีผู้น้ีควรสรรเสริญโดยฐานะ
ท้ังสี่เหลา่ น้ี.

คหบดี ! กามโภคีจำ�พวกน้ี  เป็นกามโภคี
ชั้นเลิศ  ช้ันประเสริฐ  ชั้นหัวหน้า  ช้ันสูงสุด  ชั้นบวร
กวา่ กามโภคีทัง้ หลาย,

เปรียบเสมือนนมสดเกิดจากแม่โค  นมส้มเกิด
จากนมสด เนยข้นเกดิ จากนมสม้ เนยใสเกิดจากเนยข้น
หัวเนยใสเกิดจากเนยใส;  หัวเนยใสปรากฏว่าเลิศกว่า
บรรดารสอันเกดิ จากโคท้งั หลายเหล่านนั้ ,

ขอ้ นฉ้ี นั ใด; กามโภคจี �ำ พวกน้ี กป็ รากฏวา่ เลศิ กวา่
บรรดากามโภคที งั้ หลายเหลา่ นน้ั ฉนั นั้น แล.

ทสก. อํ. ๒๔/๑๙๔/๙๑.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 29


หลักการด�ำ รงชีพ
เพ่ือประโยชนส์ ขุ ในวนั น้ี

พ๎ยัคฆปชั ชะ ! ธรรม  ๔  ประการ  เหล่านี้
เป็นไปเพ่อื ประโยชนเ์ ก้ือกลู เพ่ือความสุข แกก่ ุลบตุ ร
ในปัจจบุ นั (ทฏิ ฐธรรม).

๔ ประการ อย่างไรเลา่ ? ๔ ประการ คอื :-
(๑)  ความขยันในอาชพี (อฏุ ฐานสมั ปทา)
(๒)  การรักษาทรัพย์ (อารักขสัมปทา)
(๓)  ความมมี ิตรดี (กัลยาณมติ ตตา)
(๔)  การดำ�รงชวี ติ สม�่ำ เสมอ (สมชวี ิตา)

ความขยันในอาชีพ

พย๎ คั ฆปชั ชะ  !  ความขยนั ในอาชพี (อฏุ ฐานสมั ปทา)
เป็นอย่างไรเล่า ?

พย๎ คั ฆปชั ชะ  !  กลุ บตุ รในกรณนี ้ี ส�ำ เรจ็ การเปน็ อยู่
ดว้ ยการลกุ ขน้ึ กระท�ำ การงานคอื ดว้ ยกสกิ รรมหรอื วานชิ กรรม

30 พุทธวจน

โครกั ขกรรม อาชพี ผถู้ อื อาวธุ อาชพี ราชบรุ ษุ หรอื ดว้ ย
ศลิ ปะอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ในอาชพี นน้ั ๆ เขาเปน็ ผเู้ ชย่ี วชาญ
ไม่เกียจคร้าน  ประกอบด้วยการสอดส่องในอุบายน้ันๆ
สามารถกระทำ�  สามารถจัดให้กระท�ำ .

พย๎ ัคฆปชั ชะ  !  นเี้ รียกวา่ ความขยนั ในอาชพี .

การรกั ษาทรัพย์

พย๎ คั ฆปชั ชะ  !  การรกั ษาทรพั ย์ (อารกั ขสัมปทา)
เป็นอยา่ งไรเลา่ ?

พ๎ยัคฆปัชชะ  !  กุลบุตรในกรณีนี้,  โภคทรัพย์
อันกุลบุตรหาได้มาด้วยความเพียร  เป็นเคร่ืองลุกขึ้น
รวบรวมมาด้วยกำ�ลังแขน  มีตัวชุ่มด้วยเหงื่อ  เป็น
โภคทรัพยป์ ระกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม, เขารักษา
คุ้มครองอย่างเต็มท่ี ดว้ ยหวงั วา่ “อย่างไรเสยี พระราชา
จะไมร่ บิ ทรพั ยข์ องเราไป โจรจะไมป่ ลน้ เอาไป ไฟจะไมไ่ หม้
น�ำ้ จะไมพ่ ดั พาไป ทายาทอนั ไมร่ กั ใครเ่ รา จะไมย่ อ้ื แยง่ เอาไป”
ดงั น้.ี

พย๎ คั ฆปชั ชะ  !  นี้เรยี กว่า การรักษาทรัพย.์

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 31

ความมมี ิตรดี

พ๎ยัคฆปัชชะ  !  ความมีมิตรดี  (กัลยาณมิตตตา)
เปน็ อย่างไรเลา่ ?

พ๎ยัคฆปัชชะ  !  กุลบุตรในกรณีน้ี  อยู่อาศัย
ในบา้ นหรอื นคิ มใด, ถา้ มบี คุ คลใดๆ ในบา้ นหรอื นคิ มนน้ั
เปน็ คหบดหี รอื บตุ รคหบดกี ด็ ี เปน็ คนหนมุ่ ทเ่ี จรญิ ดว้ ยศลี
หรือเป็นคนแก่ที่เจริญด้วยศีลก็ดี ล้วนแต่ถึงพร้อมด้วย
ศรัทธา ถงึ พรอ้ มดว้ ยศลี ถึงพร้อมด้วยจาคะ ถงึ พรอ้ ม
ด้วยปัญญา  อยู่แล้วไซร้,  กุลบุตรน้ันก็ดำ�รงตนร่วม
พดู จารว่ ม  สากจั ฉาร่วม  กับชนเหลา่ นัน้ .

เขาติดตามศึกษาความถึงพร้อมด้วยศรัทธาโดย
อนรุ ปู   แกบ่ คุ คลผูถ้ ึงพร้อมดว้ ยศรัทธา.

เขาติดตามศึกษาความถึงพร้อมด้วยศีลโดย
อนรุ ปู   แก่บุคคลผู้ถงึ พร้อมดว้ ยศลี .

เขาติดตามศึกษาความถึงพร้อมด้วยจาคะโดย
อนุรปู   แก่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะ.

เขาติดตามศึกษาความถึงพร้อมด้วยปัญญาโดย
อนรุ ูป  แกบ่ ุคคลผ้ถู งึ พรอ้ มด้วยปญั ญา  อยใู่ นทนี่ ัน้ ๆ.

พ๎ยคั ฆปชั ชะ  !  นี้เรียกวา่ ความมมี ิตรด.ี

32 พุทธวจน

การด�ำ รงชีวติ สม�่ำ เสมอ

พย๎ คั ฆปัชชะ  !  การด�ำ รงชวี ติ สม�ำ่ เสมอ  (สมชวี ติ า)
เป็นอย่างไรเล่า ?

พ๎ยัคฆปัชชะ  !  กุลบุตรในกรณีนี้  รู้จักความ
ได้มาแหง่ โภคทรพั ย์ รจู้ กั ความสน้ิ ไปแหง่ โภคทรพั ย์ แลว้
ด�ำ รงชวี ติ อยอู่ ยา่ งสม�ำ่ เสมอ ไมฟ่ มุ่ เฟอื ยนกั ไมฝ่ ดื เคอื งนกั
โดยมหี ลกั วา่   “รายไดข้ องเราจกั ทว่ มรายจา่ ย  และรายจา่ ย
ของเราจกั ไม่ทว่ มรายรับ ดว้ ยอาการอย่างน”้ี ดังนี.้

พ๎ยัคฆปชั ชะ  !  เปรียบเหมือนคนถือตาชง่ั หรือ
ลกู มือของเขา ยกตาชั่งขน้ึ แลว้ กร็ ู้วา่ “ยงั ขาดอยู่เทา่ น้ี
หรือเกินไปแล้วเท่านี้” ดังนี้ฉันใด; กุลบุตรนี้ ก็ฉันนั้น :
เขารู้จักความได้มาแห่งโภคทรัพย์  รู้จักความสิ้นไปแห่ง
โภคทรพั ย์ แลว้ ด�ำ รงชวี ติ อยอู่ ยา่ งสม�ำ่ เสมอ ไมฟ่ มุ่ เฟอื ยนกั
ไมฝ่ ดื เคอื งนกั โดยมหี ลกั วา่ “รายไดข้ องเราจกั ทว่ มรายจา่ ย
และรายจา่ ยของเราจกั ไมท่ ว่ มรายรบั   ดว้ ยอาการอยา่ งน”้ี
ดังนี.้

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 33

พ๎ยัคฆปัชชะ  !  ถา้ กลุ บตุ รน ้ี เปน็ ผมู้ รี ายไดน้ อ้ ย
แตส่ �ำ เรจ็ การเปน็ อยอู่ ยา่ งฟมุ่ เฟอื ยแลว้ ไซร้ กจ็ ะมผี กู้ ลา่ ววา่
กลุ บุตรน้ีใชจ้ ่ายโภคทรัพย์ (อยา่ งสรุ ยุ่ สรุ ่าย) เหมือนคนกนิ
ผลมะเดอ่ื ฉันใดกฉ็ ันนนั้ .

พ๎ยัคฆปัชชะ  !  แต่ถ้ากุลบุตร  เป็นผู้มีรายได้
มหาศาล แตส่ ำ�เร็จการเปน็ อยู่อยา่ งแร้นแค้นแลว้ ไซร้ ก็
จะมผี กู้ ลา่ ววา่ กลุ บตุ รนจ้ี กั ตายอดตายอยากอยา่ งคนอนาถา.

พ๎ยัคฆปัชชะ  !  เมอ่ื ใด กลุ บตุ รน้ี รจู้ กั ความไดม้ า
แหง่ โภคทรพั ย์ รจู้ กั ความสน้ิ ไปแหง่ โภคทรพั ย์ แลว้ ด�ำ รง
ชวี ติ อยอู่ ยา่ งสม�ำ่ เสมอ ไมฟ่ มุ่ เฟอื ยนกั ไมฝ่ ดื เคอื งนกั โดย
มหี ลกั วา่ “รายไดข้ องเราจกั ทว่ มรายจา่ ย และรายจา่ ยของเรา
จกั ไม่ท่วมรายรบั   ดว้ ยอาการอย่างนี้” ดงั น;ี้

พ๎ยัคฆปัชชะ  !  นี้เราเรียกว่า  การดำ�รงชีวิต
สม่�ำ เสมอ.

พย๎ คั ฆปชั ชะ ! ธรรม ๔ ประการเหล่าน้ีแล
เป็นธรรม  เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล  เพื่อความสุข
ของกลุ บุตร ในทิฏฐธรรม.

อฏฺก. อ.ํ ๒๓/๒๘๙-๒๙๓/๑๔๔.

34 พุทธวจน

๑๐
หลกั การดำ�รงชพี
เพ่อื ประโยชน์สุขในวันหน้า

พย๎ ัคฆปชั ชะ ! ธรรม ๔ ประการเหลา่ น้ี เปน็ ไป
เพอ่ื ประโยชนเ์ กอ้ื กลู เพอ่ื ความสขุ ของกลุ บตุ ร ในเบอ้ื งหนา้

(สมั ปรายะ).

๔ ประการ อย่างไรเล่า ? ๔ ประการ คือ :-
(๑)  ความถึงพร้อมดว้ ยศรัทธา (สัทธาสมั ปทา)
(๒)  ความถงึ พร้อมดว้ ยศีล (สลี สัมปทา)
(๓)  ความถงึ พรอ้ มดว้ ยการบรจิ าค (จาคสมั ปทา)
(๔)  ความถงึ พรอ้ มดว้ ยปญั ญา (ปญั ญาสมั ปทา)
พย๎ คั ฆปชั ชะ  ! ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา
(สทั ธาสมั ปทา) เปน็ อยา่ งไรเลา่ ?
พ๎ยัคฆปชั ชะ  ! กุลบุตรในกรณีน้ี  เป็นผู้มี
ศรทั ธา เชอ่ื ในการตรสั รขู้ องตถาคตวา่ “เพราะเหตอุ ยา่ งนๆ้ี
พระผมู้ พี ระภาคเจา้ นน้ั เปน็ ผไู้ กลจากกเิ ลส เปน็ ผตู้ รสั รชู้ อบ
ได้โดยพระองค์เอง  เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 35

เปน็ ผไู้ ปแลว้ ดว้ ยดี เปน็ ผรู้ โู้ ลกอยา่ งแจม่ แจง้ เปน็ ผสู้ ามารถ
ฝกึ บุรุษทสี่ มควรฝกึ ไดอ้ ยา่ งไม่มใี ครยิ่งกว่า เป็นครูผู้สอน
ของเทวดาและมนุษย์ท้ังหลาย  เป็นผู้รู้  ผู้ต่ืน  ผู้เบิกบาน
ดว้ ยธรรม  เปน็ ผมู้ คี วามจ�ำ เรญิ   จ�ำ แนกธรรมสง่ั สอนสตั ว”์
ดงั น.้ี   พย๎ คั ฆปชั ชะ  !  นเ้ี รยี กวา่ ความถงึ พรอ้ มดว้ ยศรทั ธา.

พ๎ยัคฆปชั ชะ  !  ความถงึ พรอ้ มดว้ ยศลี   (สลี สมั ปทา)
เป็นอยา่ งไรเล่า ?

พ๎ยัคฆปัชชะ  !  กลุ บตุ รในกรณนี  ้ี เปน็ ผเู้ วน้ ขาด
จากปาณาตบิ าต เปน็ ผเู้ วน้ ขาดจากอทนิ นาทาน เปน็ ผเู้ วน้ ขาด
จากกาเมสมุ จิ ฉาจาร เปน็ ผเู้ วน้ ขาดจากมสุ าวาท เปน็ ผเู้ วน้ ขาด
จากสรุ าเมรยมชั ชปมาทฏั ฐาน.  พย๎ คั ฆปชั ชะ  !  นเ้ี รยี กวา่
ความถงึ พร้อมด้วยศีล.

พ๎ยัคฆปัชชะ  !  ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค
(จาคสมั ปทา) เป็นอย่างไรเล่า ?

พ๎ยัคฆปัชชะ  !  กลุ บตุ รในกรณนี  ้ี มใี จปราศจาก
ความตระหน่ีอันเป็นมลทิน  อยู่ครองเรือน  มีจาคะอัน
ปล่อยอยู่เป็นประจำ�  มีฝ่ามืออันชุ่มเป็นปกติ  ยินดีแล้ว
ในการสละ  ควรแก่การขอ  ยินดีแล้วในการจำ�แนกทาน.
พย๎ คั ฆปชั ชะ  !  น้ีเรียกวา่ ความถงึ พรอ้ มด้วยการบริจาค.

36 พุทธวจน

พ๎ยัคฆปชั ชะ ! ความถึงพร้อมด้วยปัญญา
(ปัญญาสมั ปทา) เปน็ อยา่ งไรเล่า ?

พ๎ยคั ฆปชั ชะ ! กลุ บตุ รในกรณนี ้ี เปน็ ผมู้ ปี ญั ญา
ประกอบด้วยปัญญาเคร่ืองให้ถึงสัจจะแห่งการเกิดดับ
เปน็ เครอ่ื งไปจากข้าศึก เป็นเคร่ืองเจาะแทงกเิ ลส เป็น
เครอ่ื งถงึ ซง่ึ ความสน้ิ ไปแหง่ ทกุ ขโ์ ดยชอบ.  พ๎ยัคฆปัชชะ  ! 
นเ้ี รยี กวา่ ความถงึ พร้อมด้วยปัญญา.

พ๎ยคั ฆปัชชะ ! ธรรม ๔ ประการเหลา่ นีแ้ ล
เป็นธรรม  เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล  เพ่ือความสุข
ของกุลบุตร ในเบ้ืองหน้า.

อฏฺ ก. อ.ํ ๒๓/๒๘๙-๒๙๓/๑๔๔.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 37

๑๑
เหตุเส่ือมและเหตเุ จรญิ แห่งทรพั ย์

เหตเุ ส่อื มแห่งทรพั ย์ ๔ ประการ

พย๎ คั ฆปชั ชะ ! โภคทรัพย์ท่เี กิดข้นึ โดยชอบ…
ยอ่ มมีทางเสอ่ื ม ๔ ประการ คือ :-

(๑)  ความเปน็ นกั เลงหญงิ
(๒)  ความเป็นนกั เลงสรุ า
(๓)  ความเปน็ นักเลงการพนนั
(๔)  ความมีมติ รสหายเพ่อื นฝูงเลวทราม
พ๎ยัคฆปชั ชะ ! เปรยี บเหมอื นทางน�ำ้ เขา้ ๔ ทาง
ทางน้ำ�ออก ๔ ทาง ของบงึ ใหญม่ ีอย,ู่ บุรษุ ปิดทางน้�ำ เข้า
เหล่านั้นเสีย และเปิดทางน้ำ�ออกเหล่านั้นด้วย ทั้งฝนก็
ไม่ตกลงมาตามท่ีควร.
พ๎ยคั ฆปชั ชะ ! เมอ่ื เปน็ อยา่ งนน้ั   ความเหอื ดแหง้
เทา่ นน้ั ทห่ี วงั ไดส้ �ำ หรบั บงึ ใหญน่ น้ั ความเตม็ เปย่ี ม ไม่มีทาง
ทจ่ี ะหวังได้ นี้ฉนั ใด;

38 พุทธวจน

พ๎ยัคฆปชั ชะ ! ผลท่ีจะเกิดขึ้นก็ฉันนั้นสำ�หรับ
โภคทรัพยท์ เ่ี กิดขึ้นโดยชอบอยา่ งน้ีแล้ว  ยอ่ มมที างเสอื่ ม
๔  ประการ  คือ :-

(๑)  ความเปน็ นักเลงหญิง
(๒)  ความเปน็ นกั เลงสรุ า
(๓)  ความเปน็ นกั เลงการพนนั
(๔)  ความมีมติ รสหายเพือ่ นฝูงเลวทราม.

เหตุเจรญิ แห่งทรัพย์ ๔ ประการ

พ๎ยัคฆปชั ชะ ! โภคทรัพย์ท่ีเกิดขึ้นโดยชอบ…
ยอ่ มมที างเจรญิ ๔ ประการ คอื :-

(๑)  ความไม่เป็นนกั เลงหญงิ
(๒)  ความไมเ่ ปน็ นักเลงสรุ า
(๓)  ความไม่เป็นนักเลงการพนนั
(๔)  ความมมี ติ รสหายเพอ่ื นฝูงทีด่ งี าม

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 39

พ๎ยคั ฆปชั ชะ ! เปรยี บเหมอื นทางน�ำ้ เขา้ ๔ ทาง
ทางนำ้�ออก  ๔  ทาง  ของบึงใหญ่,  บุรุษเปิดทางนํ้าเข้า
เหลา่ นนั้ ด้วย และปิดทางน้ำ�ออกเหล่านั้นเสีย ทั้งฝนก็
ตกลงมาตามท่ีควรด้วย.

พ๎ยัคฆปัชชะ ! เมอ่ื เปน็ อยา่ งนน้ั ความเตม็ เปย่ี ม
เทา่ นน้ั ทห่ี วงั ไดส้ �ำ หรบั บงึ ใหญน่ น้ั ความเหอื ดแหง้ เปน็ อนั
ไมต่ ้องหวัง นฉี้ นั ใด;

พ๎ยคั ฆปชั ชะ ! ผลท่ีจะเกิดขึ้นก็ฉันนั้นสำ�หรับ
โภคทรัพย์ที่เกิดขึ้นโดยชอบอย่างน้ีแล้ว  ย่อมมีทางเจริญ
๔ ประการ คือ :-

(๑)  ความไม่เป็นนกั เลงหญงิ
(๒)  ความไม่เปน็ นักเลงสรุ า
(๓)  ความไม่เปน็ นกั เลงการพนัน
(๔)  ความมีมติ รสหายเพ่อื นฝูงท่ีดงี าม.

อฏฺ ก. อ.ํ ๒๓/๒๘๙-๒๙๓/๑๔๔.

40 พุทธวจน

๑๒
อบายมขุ ๖ (ทางเสื่อมแหง่ ทรัพย์ ๖ ทาง)

คหบดีบตุ ร ! อริยสาวก  ไม่เสพทางเส่ือม
แห่งโภคทรัพย์ ๖ ทาง (อบายมุข ๖) คือ :-

(๑)  การประกอบเนืองๆ  ซึ่งการดื่มนำ้�เมา
คือ  สุราและเมรัย  อันเป็นท่ีตั้งแห่งความประมาท 
เปน็ ทางเสอื่ มแห่งโภคทรัพย,์

(๒)  การประกอบเนืองๆ  ซ่ึงการเที่ยวไป
ในตรอกต่างๆ  ในเวลากลางคืน  เป็นทางเส่ือมแห่ง
โภคทรพั ย์,

(๓)  การเท่ียวไปในที่ชุมนุมแห่งความเมา
(สมชชฺ าภจิ รณ)  เปน็ ทางเส่อื มแห่งโภคทรัพย,์

(๔)  การประกอบเนืองๆ ซ่ึงการพนนั อันเปน็
ที่ตัง้ แหง่ ความประมาท  เปน็ ทางเสอ่ื มแหง่ โภคทรัพย,์

(๕)  การประกอบเนืองๆ  ซ่ึงการคบคนช่ัว
เป็นมติ ร  เป็นทางเสื่อมแหง่ โภคทรพั ย์,

(๖)  การประกอบเนืองๆ  ซ่งึ ความเกียจคร้าน
เป็นทางเสื่อมแห่งโภคทรพั ย์.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 41

โทษของอบายมขุ แตล่ ะข้อ

คหบดบี ตุ ร ! โทษในการประกอบเนืองๆ ซ่ึง
การดม่ื น�ำ้ เมา คอื สรุ าและเมรยั อนั เปน็ ทต่ี ง้ั แหง่ ความประมาท
มี ๖ ประการ คอื :-

(๑)  ความเส่อื มทรัพย์อนั ผดู้ ื่มพึงเหน็ เอง
(๒)  กอ่ การทะเลาะวิวาท
(๓)  เป็นบ่อเกิดแห่งโรค
(๔)  เป็นเหตุเสียชอ่ื เสยี ง
(๕)  เปน็ เหตุไม่รูจ้ ักละอาย
(๖)  เป็นเหตุทอนก�ำ ลงั ปญั ญา
คหบดบี ตุ ร ! เหลา่ นีแ้ ล คอื โทษ ๖ ประการ
ในการประกอบเนอื งๆ ซง่ึ การดม่ื น�ำ้ เมา คอื สรุ าและเมรยั
อันเปน็ ทต่ี ัง้ แห่งความประมาท.
คหบดีบตุ ร ! โทษในการประกอบเนอื งๆ ซ่งึ
การเทีย่ วไปในตรอกต่างๆ ในเวลากลางคืน มี ๖ ประการ
คือ :-
(๑)  ผนู้ ัน้ ชอื่ ว่าไม่คมุ้ ครอง ไม่รักษาตัว
(๒)  ผนู้ น้ั ชอ่ื วา่ ไมค่ มุ้ ครอง ไมร่ กั ษาบตุ รภรรยา

42 พุทธวจน

(๓)  ผนู้ น้ั ชอ่ื วา่   ไมค่ มุ้ ครอง  ไมร่ กั ษาทรพั ยส์ มบตั ิ
(๔)  ผู้นั้นชื่อว่า เป็นที่ระแวงของคนอื่น
(๕)  ค�ำ พดู อนั ไมเ่ ปน็ จรงิ ในทน่ี น้ั ๆ ยอ่ มปรากฏในผนู้ น้ั
(๖)  เหตแุ หง่ ทกุ ขเ์ ปน็ อนั มาก  ยอ่ มแวดลอ้ มผนู้ น้ั
คหบดีบตุ ร ! เหลา่ นีแ้ ล คอื โทษ ๖ ประการ
ในการประกอบเนอื งๆ ซึ่งการเทยี่ วไปในตรอกต่างๆ
ในเวลากลางคนื .
คหบดบี ตุ ร ! โทษในการเท่ียวไปในท่ีชุมนุม
แห่งความเมา มี ๖ ประการ คอื :-
(๑)  ร�ำ ทไี่ หน ไปทน่ี น่ั
(๒)  ขบั รอ้ งทีไ่ หน ไปท่ีนน่ั
(๓)  ประโคมท่ีไหน ไปทน่ี ัน่
(๔)  เสภาทีไ่ หน ไปท่ีนัน่
(๕)  เพลงทไี่ หน ไปทนี่ น่ั
(๖)  เถดิ เทิงทีไ่ หน ไปทีน่ ัน่
คหบดบี ตุ ร ! เหลา่ นแี้ ล คอื โทษ ๖ ประการ
ในการเทีย่ วไปในทช่ี มุ นุมแห่งความเมา.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 43

คหบดีบุตร ! โทษในการประกอบเนืองๆ  ซ่งึ
การพนนั อนั เปน็ ทต่ี ง้ั แหง่ ความประมาท มี ๖ ประการ คอื :-

(๑)  ผ้ชู นะยอ่ มกอ่ เวร
(๒)  ผู้แพ้ยอ่ มเสยี ดายทรัพยท์ เ่ี สยี ไป
(๓)  ย่อมเสื่อมทรัพยใ์ นปจั จุบัน
(๔)  ถ้อยคำ�ของคนเล่นการพนัน  ซึ่งไปพูดในท่ี
ประชุมฟงั ไม่ขน้ึ
(๕)  ถูกมติ ร อมาตย์หม่นิ ประมาท
(๖)  ไมม่ ใี ครประสงคจ์ ะแตง่ งานดว้ ย  เพราะเหน็ วา่  
ชายนักเลงเลน่ การพนัน  ไม่สามารถจะเลยี้ งภรรยาได้
คหบดบี ุตร ! เหล่าน้ีแล คอื โทษ ๖ ประการ
ในการประกอบเนืองๆ  ซ่ึงการพนันอันเป็นท่ีตั้งแห่ง
ความประมาท.
คหบดบี ุตร ! โทษในการประกอบเนอื งๆ ซง่ึ
การคบคนชั่วเป็นมิตร มี ๖ ประการ คือ :-
(๑)  นำ�ใหเ้ ป็นนกั เลงการพนัน
(๒)  นำ�ใหเ้ ปน็ นกั เลงเจ้าชู้
(๓)  นำ�ใหเ้ ปน็ นกั เลงเหล้า
(๔)  น�ำ ใหเ้ ป็นคนลวงผอู้ ่นื ดว้ ยของปลอม

44 พุทธวจน

(๕)  น�ำ ใหเ้ ป็นคนโกงเขาซ่ึงหน้า
(๖)  นำ�ใหเ้ ปน็ คนหวั ไม้
คหบดบี ตุ ร ! เหล่าน้ีแล คอื โทษ ๖ ประการ
ในการประกอบเนืองๆ ซ่ึงการคบคนช่วั เปน็ มิตร.
คหบดบี ตุ ร ! โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่ง
ความเกียจครา้ น มี ๖ ประการ คอื :-
(๑)  ชอบอ้างวา่ หนาวนกั แล้วไมท่ �ำ การงาน
(๒)  ชอบอ้างวา่ รอ้ นนัก แลว้ ไม่ทำ�การงาน
(๓)  ชอบอา้ งวา่ เวลาเยน็ แลว้ แลว้ ไมท่ �ำ การงาน
(๔)  ชอบอ้างวา่ ยังเชา้ อยู่ แลว้ ไมท่ �ำ การงาน
(๕)  ชอบอา้ งว่า หวิ นัก แล้วไม่ทำ�การงาน
(๖)  ชอบอ้างวา่ กระหายนกั แล้วไมท่ ำ�การงาน
เมอ่ื เขามากไปด้วยการอ้างเลศ ผลดั ผ่อนการงาน
อย่อู ย่างน้ ี โภคทรัพย์ท่ยี ังไม่เกิดก็ไม่เกิดข้นึ   ท่เี กิดข้นึ แล้ว 
ก็ถงึ ความสน้ิ ไป.
คหบดีบตุ ร ! เหล่านแี้ ล คอื โทษ ๖ ประการ
ในการประกอบเนอื งๆ ซ่งึ ความเกยี จคร้าน.

ปา. ที. ๑๑/๑๙๖-๑๙๘/๑๗๘-๑๘๔.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 45

๑๓
การบรโิ ภคกามคณุ ทง้ั ๕ อยา่ งไมม่ โี ทษ

ภิกษทุ ง้ั หลาย ! กามคุณเหลา่ น้มี ี ๕ อยา่ ง.
๕ อยา่ ง อย่างไรเลา่ ?  ๕ อย่าง คอื :-
รปู ทเ่ี หน็ ดว้ ยตา, เสยี งทฟ่ี งั ดว้ ยห,ู กลน่ิ ทด่ี มดว้ ย
จมกู , รสทล่ี ม้ิ ดว้ ยลน้ิ และโผฏฐพั พะทส่ี มั ผสั ดว้ ยผวิ กาย
อันเปน็ สิง่ ทนี่ ่าปรารถนา น่ารกั ใคร่ นา่ พอใจ มลี กั ษณะ
น่ารัก  เป็นที่เข้าไปต้ังอาศัยอยู่แห่งความใคร่  เป็นที่ตั้ง
แห่งความกำ�หนัด.  ภิกษุทั้งหลาย !  กามคุณมี  ๕  อย่าง
เหลา่ นแี้ ล.
ภกิ ษุท้งั หลาย ! ชนเหลา่ ใด จะเป็นสมณะหรอื
พราหมณ์กต็ าม ตดิ อกตดิ ใจ สยบอยู่ เมาหมกอยู่ ใน
กามคณุ ๕ อย่างเหล่านีแ้ ลว้ ไม่มองเหน็ ส่วนทเี่ ปน็ โทษ
ไม่เป็นผู้รู้แจ่มแจ้งในอุบายเป็นเครื่องออกไปจากทุกข์
ทำ�การบริโภคกามคุณทั้ง ๕ นั้นอยู่; ชนเหล่านั้น อัน
คนทง้ั หลายพงึ เขา้ ใจเถดิ วา่ เปน็ ผถู้ งึ ความพนิ าศยอ่ ยยบั
แลว้ แตม่ ารผมู้ บี าปตอ้ งการจะท�ำ ตามอ�ำ เภอใจอยา่ งใด
ดังนี.้

46 พุทธวจน

ภิกษทุ ั้งหลาย ! เปรียบได้ดังเน้ือป่าท่ีติดบ่วง
นอนจมอยใู่ นกองบว่ ง ในลกั ษณะทใ่ี ครๆ พงึ เขา้ ใจไดว้ า่
มนั จะถงึ ซง่ึ ความพนิ าศยอ่ ยยบั   เปน็ ไปตามความประสงค์
ของพรานทกุ ประการ, เมอ่ื พรานมาถงึ เขา้ มนั จะหนไี ปไหน
ไมพ่ ้นเลย ดงั น,ี้   ฉันใดก็ฉันนัน้ .

ภิกษุทงั้ หลาย ! ส่วนชนเหลา่ ใด จะเปน็ สมณะ
หรอื พราหมณ์ก็ตาม ไมต่ ดิ ใจ ไมส่ ยบอยู่ ไมเ่ มาหมกอยู่
ในกามคุณ ๕ เหลา่ นแ้ี ลว้ มองเห็นสว่ นท่ีเป็นโทษอยู่
เป็นผู้รู้แจ่มแจ้งในอุบายเป็นเครื่องออกไปจากทุกข์
บรโิ ภคกามคณุ ทง้ั ๕ นน้ั อย;ู่ ชนเหลา่ นน้ั อนั คนทง้ั หลาย
พึงเข้าใจได้อย่างน้ีว่า  เป็นผู้ไม่ถึงความพินาศย่อยยับ 
ไปตามความประสงคข์ องมารผมู้ บี าปแตอ่ ยา่ งใด ดงั น.้ี

ภิกษทุ ง้ั หลาย ! เปรียบเหมือนเน้ือป่าตัวท่ี
ไมต่ ดิ บว่ ง แมน้ อนจมอยบู่ นกองบว่ ง มนั กเ็ ปน็ สตั วท์ ใ่ี ครๆ
พงึ เขา้ ใจไดว้ า่ เปน็ สตั วท์ ไ่ี มถ่ งึ ความพนิ าศยอ่ ยยบั ไปตาม
ความประสงค์ของพรานแต่อยา่ งใด, เมือ่ พรานมาถึงเขา้
มันจะหลีกหนไี ปไดต้ ามที่ตอ้ งการ ดังน้,ี ฉนั ใดกฉ็ ันน้นั .

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 47

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! (อีกอยา่ งหนึง่ ) เปรียบเหมือน
เนอ้ื ปา่ เทย่ี วไปในปา่ กวา้ ง เดนิ อยกู่ ส็ งา่ งาม ยนื อยกู่ ส็ งา่ งาม
หมอบอยกู่ ส็ งา่ งาม นอนอยกู่ ส็ งา่ งาม. 

เพราะเหตไุ รเลา่ ?
ภิกษุทั้งหลาย !  เพราะเหตุวา่ เนือ้ ป่านั้นยังไมม่ า
สู่คลองแห่งจักษขุ องพราน,  ข้อน้ีฉนั ใด;
ภกิ ษุทัง้ หลาย ! ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน  :
สงัดแล้วจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย  เข้าถึงซ่ึง
ปฐมฌาณ อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก
แลว้ แลอย.ู่   ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !  ภกิ ษนุ ้ี เรากลา่ ววา่ ไดท้ �ำ มาร
ใหเ้ ปน็ ผตู้ าบอดไมม่ รี อ่ งรอย  ก�ำ จดั เสยี แลว้ ซง่ึ จกั ษแุ หง่ มาร 
ไปแลว้ สูท่ ซ่ี ง่ึ มารผ้มู บี าปมองไม่เหน็ .

(ตอ่ ไปน้ี ได้ตรสั ถงึ การบรรลุ ทตุ ยิ ฌาน-ตตยิ ฌาน-
จตุตถฌาน-อากาสานัญจายตนะ-วิญญาณัญจายตนะ-
อากิญจัญญายตนะ-เนวสัญญานาสัญญายตนะ  โดยนัย
เดียวกันกับการบรรลุปฐมฌาน  เป็นลำ�ดับไป,  จนกระทั่งถึง
สญั ญาเวทยติ นิโรธ โดยข้อความสบื ต่อไปวา่ :-)

48 พุทธวจน

ภิกษทุ ั้งหลาย ! ยง่ิ ไปกวา่ นน้ั อกี : ภกิ ษกุ า้ วลว่ ง
เนวสญั ญานาสญั ญายตนะโดยประการทง้ั ปวง เขา้ ถงึ ซง่ึ
สญั ญาเวทยติ นโิ รธ แลว้ แลอย.ู่ อนง่ึ เพราะเหน็ แลว้ ดว้ ย
ปญั ญา  อาสวะทง้ั หลายของเธอก็สิน้ ไปรอบ.

ภิกษทุ ง้ั หลาย ! ภิกษุนี้เรากล่าวว่า  ได้ทำ�มาร
ใหเ้ ปน็ ผตู้ าบอด ไมม่ รี อ่ งรอย ก�ำ จดั เสยี แลว้ ซง่ึ จกั ษแุ หง่ มาร
ไปแลว้ สทู่ ซ่ี ง่ึ มารผมู้ บี าปมองไมเ่ หน็ , ไดข้ า้ มแลว้ ซง่ึ ตณั หา
ในโลก.  ภิกษุนั้นยืนอยู่ก็สง่างาม  เดินอยู่ก็สง่างาม
น่งั อยู่ก็สง่างาม  นอนอยู่ก็สง่างาม.

เพราะเหตไุ รเล่า ?
ภิกษุท้ังหลาย ! เพราะเหตุว่า  ภิกษุนั้นไม่ได้
มาสู่คลองแห่งอำ�นาจของมารผู้มบี าป,  ดงั นี้แล.

มู. ม. ๑๒/๓๓๑-๓๓๓/๓๒๗-๓๒๘.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 49

๑๔
หลักการพูด

ภิกษุท้งั หลาย ! วาจาอนั ประกอบดว้ ยองค์ ๕
ประการ เปน็ วาจาสภุ าษติ ไมเ่ ปน็ วาจาทพุ ภาษติ เปน็ วาจา
ไม่มีโทษและวิญญชู นไมต่ เิ ตียน.

องค์ ๕ ประการ อยา่ งไรเลา่ ?
๕ ประการ คอื :-
(๑)  กลา่ วแลว้ ควรแกเ่ วลา (กาเลน ภาสติ า โหต)ิ ,
(๒)  กล่าวแล้วตามสจั จจ์ ริง (สจจฺ ภาสติ า โหติ),
(๓)  กลา่ วแลว้ อยา่ งออ่ นหวาน (สณหฺ า ภาสติ า โหต)ิ ,
(๔)  กล่าวแล้วอย่างประกอบด้วยประโยชน์
    (อตถฺ สญหฺ ิตา ภาสติ า โหติ),
(๕)  กล่าวแล้วดว้ ยเมตตาจิต
    (เมตตฺตจตเฺ ตน ภาสติ า โหติ).
ภกิ ษุทั้งหลาย ! วาจาอันประกอบด้วยองค์ ๕
ประการ เหลา่ นแ้ี ล เปน็ วาจาสภุ าษติ ไมเ่ ปน็ วาจาทพุ ภาษติ
เปน็ วาจาไม่มีโทษและวญิ ญชู นไม่ติเตียน.

ปญจฺ ก. อํ. ๒๒/๒๗๑/๑๙๘.

50 พุทธวจน

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 51

๑๕
ลักษณะการพดู ของตถาคต

ราชกมุ าร ! ตถาคตรชู้ ัดซงึ่ วาจาใด อนั ไม่จริง
ไม่แท้  ไม่ประกอบด้วยประโยชน์  และไม่เป็นที่รัก
ที่พึงใจของผ้อู นื่   ตถาคตย่อม ไม่กลา่ ววาจาน้นั .

ตถาคตรชู้ ดั ซึ่งวาจาใด อนั จรงิ อันแท้ แต่ไม่
ประกอบด้วยประโยชน์และไม่เป็นท่รี ักท่พี ึงใจของผ้อู ่นื  
ตถาคตย่อม ไมก่ ล่าววาจานัน้ .

ตถาคตร้ชู ัดซึ่งวาจาใด อันจรงิ อันแท้ ประกอบ
ดว้ ยประโยชน์ แตไ่ มเ่ ปน็ ทร่ี กั ทพ่ี งึ ใจของผอู้ น่ื ตถาคตยอ่ ม
เลอื กให้เหมาะกาล เพอ่ื กลา่ ววาจานนั้ .

ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด  อันไม่จริง  ไม่แท้
ไม่ประกอบดว้ ยประโยชน์ แต่เปน็ ทร่ี กั ที่พงึ ใจของผอู้ นื่
ตถาคตยอ่ ม ไมก่ ลา่ ววาจาน้ัน.

ตถาคตรูช้ ดั ซง่ึ วาจาใด อันจริง อันแท้ แต่ไม่
ประกอบด้วยประโยชน์ แต่กเ็ ปน็ ทร่ี ักทพี่ ึงใจของผ้อู ื่น
ตถาคตยอ่ ม ไม่กล่าววาจานัน้ .

52 พุทธวจน

ตถาคตรู้ชัดซง่ึ วาจาใด อันจรงิ อนั แท้ ประกอบ
ด้วยประโยชน์และเป็นท่ีรักท่ีพึงใจของผู้อื่น  ตถาคต
ย่อมเป็นผู้ รจู้ ักกาละที่เหมาะ เพื่อกลา่ ววาจานัน้ .

ม. ม. ๑๓/๙๑/๙๔.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 53

๑๖
ลักษณะการพูดของสัตบรุ ษุ

ภกิ ษุท้งั หลาย ! บุคคลประกอบดว้ ยธรรม ๔
ประการ เป็นทรี่ ้กู ันวา่ เป็นสัตบรุ ษุ .

๔ ประการ อย่างไรเลา่ ? ๔ ประการ คอื :-
(๑) ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ! สัตบุรุษในกรณีน้ี แม้มี
ใครถามถึง ความไมด่ ีของบุคคลอน่ื ก็ไม่เปดิ เผยให้
ปรากฏจะกล่าวทำ�ไมถึงเมื่อไม่ถูกใครถาม; ก็เมื่อถูก
ใครถามถงึ ความไมด่ ีของบุคคลอนื่ ก็น�ำ เอาปญั หาไป
ท�ำ ให้หลกี เล้ียวลดหย่อนลง กล่าวความไม่ดีของผู้อนื่
อยา่ งไมพ่ สิ ดารเตม็ ท.่ี ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ขอ้ นพ้ี งึ รกู้ นั เถดิ วา่
คนคนน้ี เปน็ สตั บุรุษ.
(๒) ภิกษทุ งั้ หลาย ! สัตบุรุษอย่างอ่ืนยังมีอีก
คอื แม้ไม่ถกู ใครถามถงึ ความดีของบคุ คลอ่ืน ก็ยงั
นำ�มาเปิดเผยให้ปรากฏ  จะต้องกล่าวทำ�ไมถึงเมื่อถูก
ใครถาม;  ก็เมื่อถูกใครถามถึงความดีของบุคคลอ่ืน
ก็นำ�เอาปัญหาไปทำ�ให้ไม่หลีกเล้ียวลดหย่อน  กล่าว
ความดีของผู้อ่ืนโดยพิสดารบริบูรณ์.  ภิกษุท้ังหลาย !
ขอ้ นีพ้ ึงรู้กันเถิดว่า คนคนนี้ เปน็ สตั บุรษุ .

54 พุทธวจน

(๓) ภิกษทุ ัง้ หลาย ! สัตบุรุษอย่างอื่นยังมีอีก
คือ แม้ไมม่ ีใครถามถึง ความไม่ดีของตน ก็ยงั นำ�มา
เปดิ เผยใหป้ รากฏ ท�ำ ไมจะตอ้ งกลา่ วถงึ เมอ่ื ถกู ถามเลา่ ;
กเ็ มอ่ื ถกู ใครถามถงึ ความไมด่ ขี องตน กไ็ มน่ �ำ เอาปญั หา
ไปหาทางทำ�ให้ลดหย่อนบิดพลิ้ว  แต่กล่าวความไม่ดี
ของตนโดยพสิ ดารเตม็ ท.่ี   ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !  ขอ้ นพ้ี งึ รกู้ นั
เถิดวา่ คนคนน้ี เป็น สัตบรุ ษุ .

(๔) ภิกษทุ งั้ หลาย ! สัตบุรุษอย่างอ่ืนยังมีอีก
คอื แมม้ ใี ครถามถงึ ความดขี องตน กไ็ มเ่ ปดิ เผยใหป้ รากฏ 
ทำ�ไมจะตอ้ งกลา่ วถงึ เม่ือไมถ่ ูกใครถามเลา่ ; ก็เม่อื ถูก
ใครถามถึงความดีของตน  ก็นำ�เอาปัญหาไปกระทำ�
ให้ลดหย่อนหลีกเลี้ยวเสีย  กล่าวความดีของตนโดย
ไม่พิสดารเต็มท่ี.  ภิกษุทั้งหลาย !  ข้อน้ีพึงรู้กันเถิดว่า
คนคนนี้ เป็น สตั บรุ ุษ.

ภิกษทุ ้งั หลาย ! บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม
๔ ประการ เหล่านี้แล เป็นทร่ี กู้ ันว่า เป็น สตั บุรษุ .

จตุกกฺ . อํ. ๒๑/๑๐๐/๗๓.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 55

๑๗
ลกั ษณะการพูดของอสตั บุรษุ

ภิกษุทง้ั หลาย ! บุคคลประกอบด้วยธรรม 
๔ ประการ เป็นท่ีรู้กันว่า เปน็ อสัตบรุ ษุ .

๔ ประการ อยา่ งไรเลา่ ? ๔ ประการ คอื :-
(๑) ภกิ ษุท้ังหลาย ! อสตั บรุ ษุ ในกรณีน้ี แม้
ไมม่ ใี ครถามถงึ ความไมด่ ขี องบคุ คลอน่ื กน็ �ำ มาเปดิ เผย
ใหป้ รากฏ ไมต่ อ้ งกลา่ วถงึ เมอ่ื ถกู ใครถาม; กเ็ มอ่ื ถกู ใคร
ถามถึง  ความไม่ดีของบุคคลอื่น  ก็นำ�เอาปัญหาไป
ท�ำ ใหไ้ มม่ ที างหลกี เลย้ี วลดหยอ่ น  แลว้ กลา่ วความไมด่ ี
ของผู้อืน่ อยา่ งเตม็ ทโ่ี ดยพสิ ดาร.  ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! ขอ้ นี้
พึงรกู้ นั เถดิ วา่ คนคนน้ี เป็น อสตั บรุ ษุ .
(๒) ภิกษุทัง้ หลาย ! อสตั บรุ ษุ อยา่ งอน่ื ยงั มอี กี
คอื แมถ้ กู ใครถามถงึ ความดขี องบคุ คลอน่ื กไ็ มเ่ ปดิ เผย
ให้ปรากฏ  ไม่ต้องกล่าวถึงเม่ือไม่ถูกใครถาม;  ก็เม่ือ
ถูกใครถามถึงความดีของบุคคลอ่ืน  ก็นำ�เอาปัญหา
ไปทำ�ให้ลดหย่อนไขว้เขว  แล้วกล่าวความดีของผู้อ่ืน
อยา่ งไมพ่ สิ ดารเตม็ ท.่ี ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ขอ้ นพ้ี งึ รกู้ นั เถดิ วา่
คนคนน้ี เป็น อสตั บรุ ุษ.

56 พุทธวจน

(๓) ภกิ ษุทง้ั หลาย ! อสตั บรุ ษุ อยา่ งอน่ื ยงั มอี กี
คือ  แม้ถูกใครถามถึง  ความไม่ดีของตน  ก็ปกปิด
ไมเ่ ปดิ เผยใหป้ รากฏ ไมต่ อ้ งกลา่ วถงึ เมอ่ื ไมถ่ กู ใครถาม;
กเ็ มอื่ ถูกใครถามถงึ ความไม่ดีของตน ก็น�ำ เอาปญั หา
ไปท�ำ ใหล้ ดหยอ่ นไขว้เขว แล้วกล่าวความไม่ดขี องตน
อยา่ งไมพ่ สิ ดารเตม็ ท.่ี ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ขอ้ นพ้ี งึ รกู้ นั เถดิ วา่
คนคนน ี้ เป็น  อสตั บรุ ุษ.

(๔) ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! อสตั บรุ ษุ อยา่ งอน่ื ยงั มอี กี
คือ แมไ้ ม่มใี ครถามถงึ ความดขี องตน กน็ ำ�มาโออ้ วด
เปิดเผย  จะต้องกล่าวท�ำ ไมถงึ เมือ่ ถกู ใครถาม;  กเ็ ม่ือ
ถูกใครถามถึงความดีของตน  ก็นำ�เอาปัญหาไปทำ�ให้
ไมล่ ดหยอ่ นหลกี เลย้ี ว  กลา่ วความดขี องตนอยา่ งเตม็ ที่
โดยพสิ ดาร. ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ขอ้ นพ้ี งึ รกู้ นั เถดิ วา่ คนคนน้ี
เปน็ อสัตบุรุษ.

ภิกษุท้งั หลาย ! บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม
๔ ประการเหล่านแี้ ล เป็นที่ร้กู นั ว่า เปน็ อสัตบรุ ษุ .  

จตกุ ฺก. อ.ํ ๒๑/๑๐๐/๗๓.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 57

๑๘
อยา่ หเู บา

(๑) อย่าถือเอาวา่ จรงิ เพราะเหตสุ กั วา่
ฟงั ตามๆ กนั มา (อนสุ ฺสว)
(๒) อยา่ ถือเอาว่าจริง เพราะเหตสุ ักว่า
กระท�ำ ตามๆ กันมา (ปรมปฺ ร)
(๓) อยา่ ถอื เอาว่าจริง เพราะเหตสุ ักวา่
เล่าลือกันอยู่ (อิติกริ )
(๔) อยา่ ถือเอาว่าจริง เพราะเหตสุ กั ว่า
มีทีอ่ ้างในปฎิ ก (ปิฏกสมปฺ ทาย)
(๕) อย่าถอื เอาวา่ จริง เพราะเหตสุ ักวา่
การใชเ้ หตผุ ลทางตรรกคาดคะเน (ตกกฺ เหต)ุ
(๖) อย่าถือเอาวา่ จรงิ เพราะเหตสุ ักวา่
การใช้เหตุผลทางนยั ะสนั นิษฐาน (นยเหตุ)

58 พุทธวจน

(๗) อย่าถือเอาว่าจรงิ เพราะเหตสุ ักวา่
การตรึกตามอาการ (อาการปริวติ กกฺ )
(๘) อย่าถอื เอาวา่ จรงิ เพราะเหตุสกั วา่
ทนตอ่ การเพ่งแห่งทิฏฐิ (ทิฏฺ นิ ชิ ฺฌานกขฺ นตฺ ิ)
(๙) อยา่ ถอื เอาวา่ จริง เพราะเหตสุ กั วา่
ฟงั ดนู า่ เชื่อ (ภพพฺ รูปตา)
(๑๐) อยา่ ถือเอาว่าจรงิ เพราะเหตุสักว่า
สมณะผู้พดู เปน็ ครูของตน (สมโณ โน คร)ุ .

ติก. อ.ํ ๒๐/๒๔๑-๒๔๘/๕๐๕.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 59

๑๙
เขา้ ใจธรรมเพยี งบทเดียว

กเ็ พียงพอ

คามณิ !
... เพราะเหตุว่า
ถึงแม้เขาจะเขา้ ใจธรรม
ทเ่ี ราแสดงสักบทเดยี ว
นั่นกย็ งั จะเปน็ ไปเพื่อประโยชนเ์ กือ้ กลู
และความสุขแก่ชนท้งั หลายเหล่าน้ัน
ตลอดกาลนาน.

สฬา. ส.ํ ๑๘/๓๘๙/๖๐๕.

60 พุทธวจน

๒๐
ให้เป็นผหู้ นกั แนน่

ราหุล ! เธอจงอบรมจิตให้เสมอด้วยแผ่นดิน
(ปฐวี)  เถิด  เมื่อเธออบรมจิตให้เสมอด้วยแผ่นดินอยู่,
ผัสสะท้ังหลายท่ีน่าพอใจและไม่น่าพอใจอันเกิดขึ้นแล้ว
จกั ไมก่ ลมุ้ รมุ จติ ตง้ั อย.ู่ ราหลุ ! เปรยี บเหมอื นเมอ่ื คนเขา
ทง้ิ ของสะอาดบา้ ง  ไมส่ ะอาดบา้ ง  ทง้ิ คถู บา้ ง  ทง้ิ มตู รบา้ ง
ท้ิงนำ้�ลายบ้าง  หนองบ้าง  โลหิตบ้าง  ลงบนแผ่นดิน
แผ่นดินก็ไม่รู้สึกอึดอัดระอารังเกียจ  ด้วยส่ิงเหล่าน้ัน,
นฉ้ี นั ใด; ราหลุ ! เธอจงอบรมจติ ใหเ้ สมอดว้ ยแผน่ ดนิ เถดิ
เมอ่ื เธออบรมจิตให้เสมอด้วยแผ่นดนิ อยู่, ผัสสะทงั้ หลาย
ที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจอันเกิดข้ึนแล้ว  จักไม่กลุ้มรุม
จติ ต้งั อย ู่ ฉนั นน้ั เหมอื นกัน.

ราหุล ! เธอจงอบรมจติ ใหเ้ สมอดว้ ยน�ำ้ (อาโป)
เถดิ เม่ือเธออบรมจติ ให้เสมอด้วยน�้ำ อย,ู่ ผสั สะทง้ั หลาย
ท่ีน่าพอใจและไม่น่าพอใจอันเกิดข้ึนแล้ว  จักไม่กลุ้มรุม
จิตต้ังอยู่.  ราหุล !  เปรียบเหมือนเมื่อคนเขาล้างของ
สะอาดบ้าง  ไม่สะอาดบ้าง  ล้างคูถบ้าง  ล้างมูตรบ้าง

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 61

น�ำ้ ลายบา้ ง  หนองบา้ ง  โลหติ บา้ ง  ลงในน�ำ้   น�ำ้ กไ็ มร่ สู้ กึ
อดึ อดั ระอารงั เกียจ ด้วยสิ่งเหลา่ น้ัน, นี้ฉนั ใด; ราหลุ  !
เธอจงอบรมจติ ใหเ้ สมอดว้ ยน�ำ้ เถดิ เมอ่ื เธออบรมจติ ใหเ้ สมอ
ด้วยนำ้�อยู่,  ผัสสะท้ังหลายท่ีน่าพอใจและไม่น่าพอใจ
อนั เกดิ ขน้ึ แลว้   จกั ไมก่ ลมุ้ รมุ จติ ตง้ั อย ู่ ฉนั นน้ั เหมอื นกนั .

ราหุล ! เธอจงอบรมจติ ใหเ้ สมอดว้ ยไฟ (เตโช)
เถิด เมื่อเธออบรมจติ ให้เสมอด้วยไฟอยู่, ผัสสะทัง้ หลาย
ที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจอันเกิดข้ึนแล้ว  จักไม่กลุ้มรุม
จติ ตง้ั อย.ู่ ราหลุ ! เปรยี บเหมอื นเมอ่ื คนทง้ิ ของสะอาดบา้ ง
ไม่สะอาดบา้ ง ทิง้ คถู บ้าง ทง้ิ มตู รบ้าง น้�ำ ลายบ้าง หนอง
บ้าง โลหติ บา้ ง ลงไปใหม้ ันไหม้ ไฟกไ็ มร่ ู้สกึ อดึ อดั ระอา
รงั เกยี จ ดว้ ยสง่ิ เหลา่ นน้ั , นฉ้ี นั ใด; ราหลุ  ! เธอจงอบรมจติ
ให้เสมอด้วยไฟเถดิ เมอ่ื เธออบรมจติ ใหเ้ สมอดว้ ยไฟอย,ู่
ผัสสะท้ังหลายท่ีน่าพอใจและไม่น่าพอใจอันเกิดขึ้นแล้ว
จักไมก่ ลุ้มรมุ จิตต้ังอย ู่ ฉนั น้นั เหมอื นกัน.

ราหลุ ! เธอจงอบรมจติ ใหเ้ สมอดว้ ยลม (วาโย)
เถดิ เมื่อเธออบรมจิตให้เสมอด้วยลมอย่,ู ผัสสะท้ังหลาย
ท่ีน่าพอใจและไม่น่าพอใจอันเกิดข้ึนแล้ว  จักไม่กลุ้มรุม

62 พุทธวจน

จิตต้งั อย.ู่ ราหุล ! เปรียบเหมือนลมพัดผ่านไปในของ
สะอาดบา้ ง ไมส่ ะอาดบ้าง คูถบา้ ง มตู รบา้ ง น�ำ้ ลายบา้ ง
หนองบา้ ง โลหิตบ้าง ลมกไ็ มร่ ู้สึกอดึ อดั ระอารังเกยี จ
ดว้ ยสงิ่ เหลา่ นั้น, น้ฉี ันใด; ราหลุ  ! เธอจงอบรมจติ ให้
เสมอด้วยลมเถิด  เมื่อเธออบรมจิตให้เสมอด้วยลมอยู่,
ผัสสะทั้งหลายท่ีน่าพอใจและไม่น่าพอใจอันเกิดข้ึนแล้ว
จักไมก่ ลุม้ รุมจิตตัง้ อยู่  ฉนั นน้ั เหมอื นกัน.

ราหุล ! เธอจงอบรมจิตให้เสมอด้วยอากาศ
เถดิ เมอ่ื เธออบรมจติ ใหเ้ สมอดว้ ยอากาศอย,ู่ ผสั สะทง้ั หลาย
ที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจอันเกิดขึ้นแล้ว  จักไม่กลุ้มรุม
จิตตง้ั อยู.่ ราหุล ! เปรยี บเหมือนอากาศ เป็นสิ่งมไิ ด้
ตั้งอย่เู ฉพาะในที่ไรๆ  น้ฉี ันใด; ราหลุ  ! เธอจงอบรมจติ
ให้เสมอด้วยอากาศเถิด  เมื่อเธออบรมจิตให้เสมอด้วย
อากาศอยู่,  ผัสสะท้ังหลายท่ีน่าพอใจและไม่น่าพอใจ
อนั เกิดขน้ึ แล้ว จกั ไมก่ ลมุ้ รมุ จติ ตง้ั อยู่ ฉนั นน้ั เหมอื นกนั .

ม. ม. ๑๓/๑๓๘-๑๔๐/๑๔๐-๑๔๔.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 63

๒๑
ลาภสักการะและเสียงเยินยอ
เปน็ อนั ตรายแม้แตพ่ ระอรหนั ต์

ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! ลาภสักการะและเสียงเยินยอ
เป็นอันตรายที่ทารณุ แสบเผด็ หยาบคาย ต่อการบรรลุ
พระนพิ พานอนั เปน็ ธรรมเกษมจากโยคะ ไมม่ ธี รรมอน่ื ยง่ิ กวา่ .

ภิกษทุ ั้งหลาย ! เรากล่าว  “ลาภสักการะและ
เสียงเยินยอ  ว่าเป็นอันตราย  แม้แก่ภิกษุผู้เป็นอรหันต์
ส้ินอาสวะแลว้ ” ดังน.ี้

คร้ันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังน้ี,  ท่านพระอานนท์
ได้ทูลถามข้ึนว่า  “ลาภสักการะและเสียงเยินยอ  เป็นอันตราย
แกภ่ ิกษุผสู้ ิ้นอาสวะแล้ว ชนดิ ไรเล่า พระเจ้าขา้ ?” ดงั น้.ี

อานนท์ ! เราหาได้กล่าวลาภสักการะและ
เสยี งเยนิ ยอ วา่ เปน็ อนั ตรายตอ่ เจโตวมิ ตุ ตอิ นั ไมก่ ลบั ก�ำ เรบิ
แล้วไม่.

อานนท์ ! แต่เรากล่าวลาภสักการะและเสยี ง
เยนิ ยอ วา่ เปน็ อนั ตรายตอ่ การอยเู่ ปน็ สขุ ในทฏิ ฐธรรมน้ี
ซงึ่ ภิกษผุ ูอ้ ยู่ดว้ ยความไมป่ ระมาท มคี วามเพยี รเผากิเลส
มตี นสง่ ไปแลว้ ในธรรมเครื่องสงบ ไดล้ ถุ งึ แลว้ .

64 พุทธวจน

อานนท์ ! ลาภสักการะและเสียงเยินยอเป็น
อันตรายท่ีทารุณ  แสบเผ็ด  หยาบคายต่อการบรรลุ
พระนพิ พานอนั เปน็ ธรรมเกษมจากโยคะ ไมม่ ธี รรมอน่ื ยง่ิ กวา่
ดว้ ยอาการอยา่ งน.้ี

อานนท์ ! เพราะฉะนน้ั ในเรอ่ื งนพ้ี วกเธอทง้ั หลาย
พึงสำ�เหนียกใจไวอ้ ย่างนว้ี ่า

“เราท้งั หลาย จกั ไมเ่ ย่ือใยในลาภสักการะและ
เสยี งเยนิ ยอทเ่ี กิดขนึ้ .

อนง่ึ ลาภสกั การะและเสยี งเยนิ ยอทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้
ต้องไมม่ าหอ่ หุ้มอยู่ท่จี ิตของเรา” ดงั นี้.

อานนท์ ! พวกเธอทั้งหลาย พึงส�ำ เหนียกใจไว้
อยา่ งนแ้ี ล.

นิทาน. ส.ํ ๑๖/๒๘๐/๕๘๐.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 65

๒๒
ลกั ษณะของผูม้ สี ติและสัมปชัญญะ

ภกิ ษุทั้งหลาย !
ภกิ ษุเปน็ ผมู้ ีสตเิ ป็นอยา่ งไรเล่า ?

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ภิกษใุ นกรณนี ี้ เป็นผูเ้ ห็นกาย
ในกายอยเู่ ปน็ ประจ�ำ มคี วามเพยี รเผากเิ ลส มสี มั ปชญั ญะ
มสี ติ  ก�ำ จดั อภชิ ฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้;

เป็นผู้เห็นเวทนาในเวทนาท้ังหลายอยู่เป็น
ประจ�ำ ...;

เป็นผู้เห็นจติ ในจิตอยเู่ ป็นประจำ� ...;
เป็นผู้เห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ�
มีความเพยี รเผากเิ ลส มีสัมปชัญญะ มสี ติ ก�ำ จดั อภิชฌา
และโทมนัสในโลกออกเสยี ได้.

ภิกษุทง้ั หลาย !
อย่างน้ีแล เรยี กวา่ ภกิ ษุเป็นผมู้ สี ต.ิ

66 พุทธวจน

ภกิ ษุทัง้ หลาย !
ภกิ ษเุ ปน็ ผู้มีสัมปชัญญะ เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุท้ังหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้  เป็นผู้รู้ตัว
รอบคอบในการกา้ วไปข้างหน้า การถอยกลับไปข้างหลัง,
การแลดู การเหลียวด,ู การคู้ การเหยียด, การทรงสงั ฆาฏิ
บาตร จวี ร, การฉัน การดม่ื การเค้ียว การลิ้ม, การถา่ ย
อจุ จาระ ปสั สาวะ, การไป การหยุด, การน่ัง การนอน,
การหลับ การตืน่ , การพูด การนงิ่ .
ภกิ ษทุ ้งั หลาย !
อย่างนแ้ี ล เรียกว่า ภิกษุเปน็ ผ้มู สี มั ปชัญญะ.

สฬา. ส.ํ ๑๘/๒๖๐/๓๗๔-๓๘๑.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 67

๒๓
สง่ิ ทพ่ี ระศาสดาถอื วา่ เปน็ ความอศั จรรย์

อานนท์ !
เพราะเหตนุ น้ั ในเรอ่ื งน ้ี เธอพงึ จ�ำ   สง่ิ อนั นา่ อศั จรรย์
ไมเ่ คยมมี าแต่กอ่ นของตถาคตขอ้ น้ีไว.้
อานนท์ !
ในกรณนี ี้คือ :-
เวทนา เปน็ ของแจม่ แจ้งแก่ตถาคต
แลว้ จงึ เกดิ ขน้ึ แลว้ จงึ ตง้ั อยู่ แลว้ จงึ ดบั ไป
สัญญา เปน็ ของแจม่ แจ้งแกต่ ถาคต
แลว้ จงึ เกดิ ขน้ึ แลว้ จงึ ตง้ั อยู่ แลว้ จงึ ดบั ไป
วติ ก เป็นของแจ่มแจ้งแก่ตถาคต
แลว้ จงึ เกดิ ขน้ึ แลว้ จงึ ตง้ั อยู่ แลว้ จงึ ดบั ไป
อานนท์ !
เธอจงทรงจ�ำ สง่ิ อนั นา่ อศั จรรยไ์ มเ่ คยมมี าแตก่ อ่ น
ของตถาคตขอ้ นแ้ี ล.

อุปร.ิ ม. ๑๔/๒๕๔/๓๗๙.

68 พุทธวจน

๒๔
จติ อธษิ ฐานการงาน

อานนท์ ! ฐานะท่ีตั้งแห่งอนุสสติ มีเท่าไร ?

“มี ๕ อย่าง พระเจ้าข้า !”.

ดลี ะ ดีละ อานนท์ ! ถ้าอยา่ งนั้น
เธอจงทรงจำ� ฐานะที่ตั้งแห่งอนุสสติที่ ๖ นี้ไว้
คือ ภกิ ษใุ นกรณีน้ี

มสี ต ิ กา้ วไป
มีสติ ถอยกลับ
มสี ต ิ ยืนอยู่
มสี ติ นง่ั อยู่
มีสติ สำ�เร็จการนอนอยู่
มีสต ิ อธิษฐานการงาน
อานนท์ ! น้เี ปน็ ฐานะท่ตี ง้ั แห่งอนสุ สติ 
ซงึ่ เม่อื บคุ คลเจริญกระท�ำ ให้มากแลว้  
ยอ่ มเปน็ ไปเพ่อื สตสิ ัมปชญั ญะ.

ฉกกฺ . อํ. ๒๒/๓๖๓/๓๐๐.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 69

๒๕
การตง้ั จติ ก่อนนอน

อานนท์ !
ถ้าเม่ือภกิ ษุนัน้ ... จิตนอ้ มไปเพอ่ื การนอน,

เธอก็ นอนด้วยการต้งั ใจว่า
“บาปอกศุ ลธรรมทง้ั หลาย กล่าวคือ อภิชฌา
และโทมนัส จกั ไมไ่ หลไปตามเราผูน้ อนอยู่ ดว้ ยอาการ
อยา่ งนี้” ดังนี้ :

ในกรณอี ยา่ งน้ี
ภกิ ษุน้นั ช่ือว่า เปน็ ผูม้ คี วามรู้สึกตวั ท่ัวพร้อม
ในกรณีแห่งการนอนน้ัน.

อปุ ร.ิ ม. ๑๔/๒๓๘/๓๔๘.

70 พุทธวจน

๒๖
มืดมา...สวา่ งไป
สว่างมา...ก็ยงั คงสว่างไป

มหาราช ! ก็อย่างไร  บุคคลช่ือว่าเป็นผู้มืด
แลว้ กลบั สวา่ งต่อไป.

มหาราช ! บคุ คลบางคนในโลกนี้ เปน็ คนเกิด
มาภายหลงั ในตระกูลอันต่�ำ ทราม คือในตระกลู จัณฑาล
ตระกูลพราน ตระกูลจกั สาน ตระกูลทำ�รถ หรือตระกลู
เทหยากเยือ่ ซง่ึ เปน็ คนยากจน มีขา้ วและน�้ำ น้อย เปน็ อยู่
ฝดื เคือง มอี าหารและเครือ่ งนงุ่ ห่มหาไดโ้ ดยยาก เขาเป็น
ผู้มผี ิวพรรณทราม ไม่น่าดู เตยี้ คอ่ ม ข้ีโรค ตาบอด งอ่ ย
กระจอก มตี วั ตะแคงข้าง ไมค่ ่อยจะมขี ้าว นำ้� เครื่องนุ่งห่ม
ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลบู ไล้ ที่นอน
ที่อยู่  และประทีปโคมไฟ  แม้กระน้ัน  เขาก็ประพฤติ
สจุ ริตดว้ ยกาย วาจา ใจ คร้ันเขาประพฤติสจุ รติ ดว้ ยกาย
วาจา  ใจแล้ว  ครั้นตายไป  ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.
มหาราช !  บรุ ษุ พงึ ข้นึ จากแผน่ ดนิ สบู่ ลั ลังก์ หรือพงึ ขึน้

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 71

จากบัลลังก์สู่หลังม้า  หรือพึงข้ึนจากหลังม้าสู่คอช้าง
หรือพึงข้ึนจากคอช้างสู่ปราสาท  แม้ฉันใด  มหาราช !  
ตถาคตย่อมกลา่ วว่า บุคคลนีม้ ีอปุ ไมยฉันนนั้ .

มหาราช ! อยา่ งนแ้ี ล บคุ คลชอ่ื วา่ เปน็ ผมู้ ดื แลว้
กลับสว่างตอ่ ไป.

มหาราช ! กอ็ ย่างไร บคุ คลชอ่ื วา่ เป็นผูส้ วา่ ง
แลว้ คงสวา่ งตอ่ ไป

มหาราช ! บุคคลบางคนในโลกนี้ เปน็ คนเกดิ
มาภายหลังในตระกูลสูง  คือในสกุลกษัตริย์มหาศาล
สกุลพราหมณ์มหาศาล  หรือสกุลคหบดีมหาศาล  อัน
มั่งคั่ง  มีทรัพย์มาก  มีโภคะมาก  มีทองและเงินพอตัว
มอี ุปกรณแ์ ห่งทรพั ยพ์ อตวั มที รัพย์และขา้ วเปลือกพอตัว
เขามรี ปู งาม นา่ ดู นา่ เลอ่ื มใส ประกอบดว้ ยความเกลย้ี งเกลา
แหง่ ผวิ พรรณอยา่ งยง่ิ ร�ำ่ รวยดว้ ยขา้ ว ดว้ ยน�ำ้ เครอ่ื งนงุ่ หม่
ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครือ่ งลูบไล้ ทน่ี อน
ทีอ่ ยู่ และประทีปโคมไฟ เขายอ่ มประพฤติสจุ ริตด้วย
กาย วาจา ใจ ครั้นเขาประพฤติสจุ ริตด้วยกาย วาจา ใจ
แลว้ คร้ันตายไป ย่อมเข้าถึงสคุ ติโลกสวรรค์. มหาราช !

72 พุทธวจน

บุรุษพึงก้าวไปด้วยดีจากบัลลังก์ส่บู ัลลังก์  หรือพึงก้าวไป
ด้วยดีจากหลังม้าสู่หลังม้า  หรือพึงก้าวไปด้วยดีจาก
คอช้างสู่คอช้าง  หรือพึงก้าวไปด้วยดีจากปราสาทสู่
ปราสาท แม้ฉันใด มหาราช !  ตถาคตยอ่ มกล่าววา่
บุคคลนี้มีอปุ ไมยฉนั นัน้ .

มหาราช ! อย่างนแ้ี ล บุคคลชอื่ วา่ เป็นผ้สู ว่าง
แล้วคงสวา่ งต่อไป.

สคา. สํ. ๑๕/๑๓๖-๑๓๘/๓๙๓-๓๙๗.

ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 73

๒๗
เหตขุ องความสามคั คแี ละความแตกแยก

ภิกษทุ งั้ หลาย ! ในทิศใดพวกภิกษุ  มีความ
พรอ้ มเพรยี งกนั มคี วามบนั เทงิ ตอ่ กนั และกนั ไมท่ ะเลาะ
ววิ าทกนั เขา้ กนั ไดส้ นทิ เหมอื นน�ำ้ นมกบั น�ำ้ มองดกู นั ดว้ ย
สายตาแหง่ ความรักอยู่;  ภิกษทุ ง้ั หลาย !  ทศิ นั้น  เป็น
ท่ีผาสุกแก่เรา  แม้ต้องเดินไป  (อย่างเหน็ดเหนื่อย)  จะ
ปว่ ยกล่าวไปไย ถงึ การท่เี พียงแต่นึกถึง. ในกรณีน้ี เรา
เช่อื แน่แก่ใจวา่ เปน็ เพราะภกิ ษุเหลา่ น้นั ได้ละท้ิงธรรม
๓  อย่างเสียแล้ว  และพากันมาถือกระทำ�ให้มากใน
ธรรม ๓ อย่าง.

ธรรม ๓ อยา่ ง อะไรบา้ งเลา่ ทเ่ี ธอละทง้ิ เสยี แลว้ ?
๓ อยา่ ง คือ :-
๑.  กามวติ ก ความตรึกในกาม
๒.  พ๎ยาปาทวติ ก ความตรึกในทางมุง่ ร้าย
๓.  วิหิงสาวิตก  ความตรึกท่ีก่อให้เกิดความ
ล�ำ บากทง้ั แกต่ นและผูอ้ ื่น
ธรรม ๓ อยา่ งเหล่านแ้ี ล ท่พี วกภกิ ษเุ หลา่ นั้น
ละทง้ิ เสยี แล้ว.

74 พุทธวจน

กธ็ รรม ๓ อย่าง อยา่ งไรเล่า ท่ีพวกภิกษเุ หล่านน้ั
พากันมาถือ กระท�ำ เพิ่มพูนใหม้ าก ?

๓ อยา่ ง คอื :-
๑.  เนกขัมมวิตก  ความตรึกในการหลีกออก
จากความพวั พันในกาม
๒.  อัพ๎ยาปาทวิตก  ความตรึกในการไม่ทำ�
ความมงุ่ รา้ ย
๓.  อวิหิงสาวิตก  ความตรึกในการไม่ทำ�ตน
และผู้อืน่ ให้ลำ�บาก
ธรรม ๓ อยา่ ง เหลา่ นี้แล ท่ีพวกภิกษเุ หล่าน้นั
พากนั มาถือ กระทำ�เพ่ิมพูนใหม้ าก.

ภิกษทุ ้ังหลาย ! ในทศิ ใด พวกภิกษุ มีความ
พร้อมเพรียงกัน  มีความบันเทิงต่อกันและกัน  ไม่
ทะเลาะวิวาทกัน  เข้ากันและกันได้สนิทเหมือนน้ำ�นม
กับนำ้�  มองดูกันและกันด้วยสายตาแห่งความรักอยู่;
ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! ทศิ น้ันเป็นที่ผาสกุ แกเ่ รา แม้ตอ้ งเดินไป
(อยา่ งเหนด็ เหนอ่ื ย) จะปว่ ยกลา่ วไปไยถงึ การทเ่ี พยี งแตน่ กึ ถงึ .


Click to View FlipBook Version