ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 175
(๓) ภกิ ษพุ จิ ารณาเหน็ ชดั แจง้ วา่ “บดั น้ี ขา้ วกลา้
งามดี บิณฑะ (ก้อนขา้ ว) หาได้ง่าย เป็นการสะดวกท่ีจะ
ยังชีวิตให้เป็นไปด้วยความพยายามแสวงหาบิณฑบาต;
แต่จะมีสักคราวหนึ่งที่ ภิกษาหายาก ข้าวกล้าเสียหาย
บณิ ฑะหาไดย้ าก ไมเ่ ป็นการสะดวกท่ีจะยังชีวติ ให้เป็นไป
ดว้ ยความพยายามแสวงหาบิณฑบาต, เมอ่ื ภิกษาหายาก
ที่ใดภิกษาหาง่าย คนทั้งหลายก็อพยพกันไปท่ีน้ัน, เม่ือ
เป็นเช่นน้นั ความอยูค่ ลกุ คลปี ะปนกันในหมู่คนกจ็ ะมขี ึน้
เมอ่ื มกี ารคลกุ คลปี ะปนกนั ในหมคู่ น จะมนสกิ ารถงึ ค�ำ สอน
ของทา่ นผรู้ ทู้ ง้ั หลายนน้ั ไมท่ �ำ ไดส้ ะดวกเลย. กอ่ นแตส่ ง่ิ อนั
ไมเ่ ปน็ ทต่ี อ้ งการ ไมน่ า่ ใคร่ ไมน่ า่ ชอบใจ (คอื ภกิ ษาหายาก)
นน้ั จะมาถงึ เรา เราจะรบี ท�ำ ความเพยี ร เพอ่ื ถงึ สง่ิ ทย่ี งั ไมถ่ งึ
เพื่อบรรลสุ ิ่งทย่ี ังไมบ่ รรลุ เพอื่ ท�ำ ใหแ้ จ้งส่ิงทย่ี ังไม่ท�ำ ให้
แจง้ เสยี โดยเรว็ ซง่ึ เปน็ สง่ิ ทท่ี �ำ ใหผ้ ถู้ งึ แลว้ จกั อยเู่ ปน็ ผาสกุ
แม้ในคราวที่เกิดทุพภิกขภัย” ดังน้ี. ภิกษุท้ังหลาย !
ขอ้ อ่ืนยังมอี ีก :
176 พุทธวจน
(๔) ภกิ ษพุ จิ ารณาเหน็ ชดั แจง้ วา่ “บดั น้ีคนทง้ั หลาย
สมคั รสมานช่นื บานตอ่ กัน ไมว่ วิ าทกนั เขา้ กนั ไดด้ จุ ด่ัง
นมผสมกบั น้�ำ มองแลกันดว้ ยสายตาแหง่ คนทีร่ กั ใคร่กัน
เป็นอยู่; แต่จะมีสักคราวหน่ึงท่ี ภัย คือโจรป่ากำ�เริบ
ชาวชนบทผู้ขึ้นอยู่ในอาณาจักรแตกกระจัดกระจาย
แยกยา้ ยกนั ไป, เมอ่ื มภี ยั เชน่ น้ี ทใ่ี ดปลอดภยั คนทง้ั หลาย
ก็อพยพกันไปท่ีนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ความอยู่คลุกคลี
ปะปนกนั ในหมคู่ นกจ็ ะมขี น้ึ เมอ่ื มกี ารอยคู่ ลกุ คลปี ะปนกนั
ในหมู่คน จะมนสิการถึงคำ�สอนของท่านผู้รู้ท้ังหลายน้ัน
ไม่ทำ�ได้สะดวกเลย : ก่อนแต่สิ่งอันไม่เป็นที่ต้องการ
ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ (คือโจรภัย) นั้น จะมาถึงเรา
เราจะรีบทำ�ความเพียร เพ่ือถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อ
บรรลุส่ิงท่ียังไม่บรรลุ เพื่อทำ�ให้แจ้งส่ิงที่ยังไม่ทำ�ให้
แจ้งเสียโดยเร็ว ซึ่งเป็นส่ิงที่ทำ�ให้ผู้ถึงแล้ว จักอยู่เป็น
ผาสกุ แม้ในคราวท่ีเกดิ โจรภัย” ดงั นี.้ ภกิ ษทุ ้ังหลาย !
ขอ้ อ่นื ยงั มีอกี :
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 177
(๕) ภกิ ษพุ ิจารณาเห็นชดั แจง้ ว่า “บัดนี้ สงฆ์
สามคั คปี รองดองกนั ไมว่ วิ าทกนั มอี เุ ทศเดยี วกนั อยเู่ ปน็
ผาสุก; แต่จะมีสักคราวหนึ่งที่สงฆ์แตกกัน, เม่ือสงฆ์
แตกกนั แลว้ จะมนสกิ ารถงึ ค�ำ สอนของทา่ นผรู้ ทู้ ง้ั หลาย
นน้ั ไมท่ �ำ ไดส้ ะดวกเลย : ก่อนแตส่ ง่ิ อันไมเ่ ปน็ ทตี่ ้องการ
ไมน่ า่ ใคร่ ไม่น่าชอบใจ (คือสงฆแ์ ตกกัน) นั้นจะมาถึงเรา
เราจะรีบท�ำ ความเพียร เพื่อถึงสิง่ ท่ยี งั ไม่ถึง เพอ่ื บรรลุ
ส่ิงที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำ�ให้แจ้งส่ิงท่ียังไม่ทำ�ให้แจ้งเสีย
โดยเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำ�ให้ผู้ถึงแล้ว จักอยู่เป็นผาสุก
แม้ในคราวเมอื่ สงฆแ์ ตกกัน” ดงั น้ี.
ภิกษุท้ังหลาย !
ภยั ในอนาคต ๕ ประการเหลา่ น้แี ล
ซงึ่ ภกิ ษุผู้มองเหน็ อยู่
ควรแท้ที่จะเปน็ ผไู้ มป่ ระมาท
มคี วามเพยี รเผากเิ ลส
มตี นสง่ ไปแลว้ ในการทำ�เช่นน้นั อยตู่ ลอดไป,
เพ่ือถึงสิ่งทีย่ งั ไมถ่ ึง
เพื่อบรรลุสง่ิ ทย่ี ังไมบ่ รรลุ
เพอ่ื ท�ำ ใหแ้ จ้งส่งิ ทยี่ ังไมท่ �ำ ให้แจ้งเสยี โดยเรว็ .
ปญฺจก. อ.ํ ๒๒/๑๑๗/๗๘.
178 พุทธวจน
๖๕
วธิ แี ก้ความหดหู่
ภกิ ษุทง้ั หลาย !
กส็ มยั ใด จิตหดหู่
สมยั นน้ั มใิ ชก่ าล เพอ่ื เจรญิ ปสั สทั ธสิ มั โพชฌงค์
มิใชก่ าล เพื่อเจริญสมาธสิ ัมโพชฌงค์
มใิ ช่กาล เพือ่ เจริญอเุ บกขาสัมโพชฌงค์.
ข้อน้ันเพราะเหตุไร ?
เพราะจติ หดหู่ จติ ทห่ี ดหนู่ น้ั ยากทจ่ี ะใหต้ ง้ั ขน้ึ ได้
ดว้ ยธรรมเหลา่ นั้น.
เปรียบเหมือนบุรุษต้องการจะก่อไฟดวงน้อยให้
ลุกโพลง เขาจึงใสห่ ญ้าสด โคมยั สด ไมส้ ด พน่ นำ�้ และ
โรยฝุ่นลงในไฟนน้ั บรุ ุษนั้นจะสามารถก่อไฟดวงนอ้ ยให้
ลกุ โพลงขน้ึ ได้หรอื หนอ ?
“ไมไ่ ดเ้ ลย พระเจา้ ข้า !”.
ฉันนัน้ เหมือนกัน...
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 179
ภกิ ษทุ งั้ หลาย !
สมยั ใด จติ หดหู่
สมยั นน้ั เปน็ กาล เพอ่ื เจรญิ ธมั มวจิ ยสมั โพชฌงค์
เป็นกาล เพอื่ เจรญิ วิรยิ สมั โพชฌงค์
เป็นกาล เพอ่ื เจริญปตี ิสมั โพชฌงค.์
ข้อนนั้ เพราะเหตุไร ?
เพราะจิตหดหู่ จิตท่ีหดหู่นั้นให้ตั้งข้ึนได้ง่าย
ดว้ ยธรรมเหล่านน้ั .
เปรียบเหมือนบุรุษต้องการจะก่อไฟดวงน้อยให้
ลกุ โพลง เขาจงึ ใสห่ ญา้ แหง้ โคมยั แหง้ ไมแ้ หง้ เอาปากเปา่
และไมโ่ รยฝนุ่ ในไฟนน้ั บรุ ษุ นน้ั สามารถจะกอ่ ไฟดวงนอ้ ย
ให้ลุกโพลงขึ้นไดห้ รือหนอ ?
“ได้ พระเจ้าขา้ !”.
ฉนั น้นั เหมือนกนั ...
มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๕๕/๕๖๘.
180 พุทธวจน
๖๖
วิธีแกค้ วามฟงุ้ ซ่าน
ภิกษทุ ้ังหลาย !
สมัยใด จติ ฟุ้งซา่ น
สมยั นน้ั มใิ ชก่ าล เพอ่ื เจรญิ ธมั มวจิ ยสมั โพชฌงค์
มิใชก่ าล เพื่อเจรญิ วริ ยิ สัมโพชฌงค์
มิใชก่ าล เพื่อเจริญปตี สิ ัมโพชฌงค์.
ขอ้ นน้ั เพราะเหตไุ ร ?
เพราะจิตฟ้งุ ซา่ น จติ ที่ฟงุ้ ซ่านนน้ั ยากท่ีจะให้
สงบได้ดว้ ยธรรมเหล่านน้ั .
เปรียบเหมือนบุรุษต้องการจะดับไฟกองใหญ่
เขาจงึ ใส่หญ้าแห้ง โคมัยแหง้ ไม้แห้ง เอาปากเปา่ และไม่
โรยฝุน่ ลงไปในกองไฟใหญ่น้ัน บุรุษนน้ั สามารถจะดบั ไฟ
กองใหญ่ไดห้ รอื หนอ ?
“ไม่ได้เลย พระเจ้าขา้ !”
ฉนั นัน้ เหมือนกนั …
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 181
ภิกษุทง้ั หลาย !
สมัยใด จิตฟงุ้ ซา่ น
สมยั นน้ั เปน็ กาล เพอ่ื เจรญิ ปสั สทั ธสิ มั โพชฌงค์
เปน็ กาล เพอ่ื เจรญิ สมาธิสัมโพชฌงค์
เป็นกาล เพื่อเจริญอเุ บกขาสัมโพชฌงค์.
ข้อนั้นเพราะเหตไุ ร ?
เพราะจิตฟุ้งซ่าน จิตท่ีฟุ้งซ่านนั้น ให้สงบได้
งา่ ยดว้ ยธรรมเหลา่ นั้น.
เปรียบเหมือนบุรุษต้องการจะดับไฟกองใหญ่
เขาจึงใส่หญา้ สด โคมัยสด ไมส้ ด พ่นน้ำ� และโรยฝุ่นลงใน
กองไฟใหญน่ น้ั บรุ ษุ นน้ั จะสามารถดบั กองไฟกองใหญน่ น้ั
ได้หรอื หนอ ?
“ได้ พระเจา้ ข้า !”.
ฉนั นน้ั เหมอื นกนั ...
ภกิ ษทุ ้งั หลาย !
เรากล่าว “สต”ิ แลวา่ มปี ระโยชน์ในที่ทัง้ ปวง.
มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๕๕/๕๖๘.
การทําสมาธิ
และ
อานิสงสของการทําสมาธิ
184 พุทธวจน
๖๗
สมาธิภาวนา ๔ ประเภท
ภกิ ษุท้ังหลาย ! สมาธภิ าวนา ๔ อยา่ ง เหลา่ น้ี
มีอย่.ู
๔ อย่าง อยา่ งไรเล่า ? ๔ อย่าง คอื :-
ภกิ ษุทง้ั หลาย ! มี สมาธภิ าวนา อันบคุ คลเจริญ
กระท�ำ ให้มากแลว้ ยอ่ มเป็นไปเพอื่
๑. ความอยเู่ ปน็ สขุ ในปจั จบุ นั (ทฏิ ธมมฺ สขุ วหิ าร)
๒. การไดเ้ ฉพาะซ่ึงญาณทสั สนะ
(าณทสฺสนปฏลิ าภ)
๓. สตสิ มั ปชญั ญะ (สตสิ มฺปชญฺ)
๔. ความสิ้นแหง่ อาสวะ (อาสวกฺขย)
ภิกษทุ ั้งหลาย ! สมาธภิ าวนา อนั เจรญิ กระท�ำ
ใหม้ ากแลว้ ยอ่ มเปน็ ไปเพอ่ื ความอยเู่ ปน็ สขุ ในทฏิ ฐธรรม
นน้ั เป็นอยา่ งไรเล่า ?
ภิกษทุ งั้ หลาย ! ภิกษุในกรณีน้ี สงัดแลว้ จากกาม
ท้ังหลาย สงัดแลว้ จากธรรมทีเ่ ป็นอกุศลทั้งหลาย เขา้ ถึง
ปฐมฌาน ประกอบดว้ ยวิตกวิจาร มปี ตี แิ ละสขุ อันเกิด
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 185
จากวิเวก แล้วแลอยู่; เพราะความท่ีวิตกวิจารทั้งสอง
ระงบั ลง เขา้ ถงึ ทตุ ิยฌาน เปน็ เคร่อื งผ่องใสแห่งใจใน
ภายใน ใหส้ มาธิเป็นธรรมอันเอกผุดมขี นึ้ ไมม่ ีวติ ก ไม่มี
วิจาร มีแตป่ ตี แิ ละสขุ อนั เกิดจากสมาธิ แล้วแลอย;ู่ อนึง่
เพราะความจางคลายไปแหง่ ปตี ิ ยอ่ มเปน็ ผอู้ ยอู่ เุ บกขา มสี ติ
และสัมปชัญญะ และย่อมเสวยสุขด้วยนามกาย ชนิดท่ี
พระอรยิ เจา้ ทัง้ หลาย ย่อมกลา่ วสรรเสริญผ้นู น้ั วา่ “เป็นผู้
อยอู่ ุเบกขา มีสติ อยู่เปน็ ปกตสิ ุข” ดังนี้ เขา้ ถงึ ตตยิ ฌาน
แลว้ แลอย;ู่ เพราะละสุขเสียได้ และเพราะละทุกขเ์ สียได้
เพราะความดบั ไปแหง่ โสมนสั และโทมนสั ทง้ั สองในกาลกอ่ น
เข้าถึง จตตุ ถฌาน ไมม่ ที ุกขไ์ ม่มสี ขุ มแี ตค่ วามท่ีสตเิ ป็น
ธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะอเุ บกขา แล้วแลอย่.ู
ภิกษทุ ้ังหลาย ! น้ีคือสมาธิภาวนา อันเจริญ
กระทำ�ให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพ่ือความอยู่เป็นสุขใน
ทฏิ ฐธรรม.
ภกิ ษุท้งั หลาย ! สมาธภิ าวนา อนั เจรญิ กระท�ำ
ใหม้ ากแลว้ ยอ่ มเปน็ ไปเพอ่ื การไดเ้ ฉพาะซง่ึ ญาณทสั สนะ
นน้ั เป็นอย่างไรเล่า ?
186 พุทธวจน
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษใุ นกรณีน้ี กระท�ำ ไว้ในใจ
ซ่งึ อาโลกสญั ญา อธษิ ฐานทิวาสัญญา ว่ากลางวันฉันใด
กลางคนื ฉนั น้นั , กลางคืนฉันใด กลางวันฉันน้ัน, เธอมจี ติ
อนั เปดิ แล้วดว้ ยอาการอย่างน้ี ไมม่ อี ะไรหอ่ ห้มุ ยังจติ ที่มี
แสงสว่างทว่ั พรอ้ ม ให้เจริญอยู.่
ภิกษุท้งั หลาย ! น้ีคือ สมาธิภาวนา อันเจริญ
กระทำ�ให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพ่ือการได้เฉพาะซึ่ง
ญาณทัสสนะ.
ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! สมาธิภาวนา อันเจรญิ กระทำ�
ให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพ่ือสติสัมปชัญญะน้ัน เป็น
อยา่ งไรเลา่ ?
ภิกษุทง้ั หลาย ! ภิกษใุ นกรณนี ้ี เวทนา เกดิ ข้นึ
(หรือ) ต้งั อยู่ (หรือ) ดบั ไป กเ็ ป็นท่ีแจ่มแจง้ แก่ภิกษ;ุ
สญั ญา เกดิ ข้ึน (หรอื ) ตง้ั อยู่ (หรอื ) ดับไป กเ็ ป็นท่แี จ่มแจ้ง
แกภ่ ิกษ;ุ วิตกเกดิ ขน้ึ (หรือ) ต้งั อยู่ (หรอื ) ดับไป กเ็ ปน็ ที่
แจม่ แจง้ แกภ่ ิกษ.ุ
ภิกษุท้ังหลาย ! นี้คือสมาธิภาวนา อันเจริญ
กระท�ำ ให้มากแล้ว ยอ่ มเปน็ ไปเพ่ือสตสิ มั ปชัญญะ.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 187
ภกิ ษุท้ังหลาย ! สมาธิภาวนา อนั เจริญกระท�ำ
ให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นแห่งอาสวะนั้น
เป็นอย่างไรเล่า ?
ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! ภกิ ษใุ นกรณนี ้ี มปี กตติ ามเหน็
ความตงั้ ขึ้นและเสื่อมไปในอปุ าทานขันธท์ ง้ั ห้า วา่ รูป
เป็นอย่างนี้ ความเกิดขนึ้ แห่งรูปเป็นอย่างนี้ ความดบั ไป
แห่งรูปเป็นอย่างนี้; เวทนาเป็นอย่างน้ี ความเกิดข้ึน
แหง่ เวทนาเปน็ อยา่ งน้ี ความดบั ไปแหง่ เวทนาเปน็ อยา่ งน;้ี
สัญญาเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาเป็นอย่างน้ี
ความดับไปแห่งสัญญาเป็นอย่างน้ี; สังขารเป็นอย่างนี้
ความเกดิ ขน้ึ แหง่ สงั ขารเปน็ อยา่ งน ้ี ความดบั ไปแหง่ สงั ขาร
เปน็ อยา่ งน;้ี วญิ ญาณเปน็ อยา่ งน้ี ความเกดิ ขน้ึ แหง่ วญิ ญาณ
เปน็ อยา่ งน้ี ความดับไปแหง่ วญิ ญาณเป็นอยา่ งน้ี; ดังนี.้
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้คือ สมาธิภาวนา อันเจริญ
กระท�ำ ใหม้ ากแลว้ ยอ่ มเปน็ ไปเพ่อื ความสิ้นแหง่ อาสวะ.
ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! เหล่านี้แล คือ สมาธิภาวนา
๔ อย่าง.
จตุกฺก. อ.ํ ๒๑/๕๗/๔๑.
188 พุทธวจน
๖๘
อานุภาพของสมาธิ (นัยที่ ๑)
ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอจงเจริญสมาธเิ ถิด.
ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! ภกิ ษผุ มู้ จี ติ ตง้ั มน่ั เปน็ สมาธแิ ลว้
ยอ่ มรู้ไดต้ ามทเ่ี ปน็ จริง ซง่ึ อะไรเล่า ?
รู้ได้ตามเป็นจริงซ่ึงความจริงอันประเสริฐว่า
“นเ้ี ปน็ ทกุ ข,์ นเ้ี ปน็ เหตใุ หเ้ กดิ ทกุ ข,์ นเ้ี ปน็ ความดบั ไมเ่ หลอื
แห่งทุกข์, และน้ีเป็นทางดำ�เนินให้ถึงความดับไม่เหลือ
แหง่ ทกุ ข”์ ดังนี้.
ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! พวกเธอจงเจริญสมาธเิ ถิด.
ภกิ ษุทงั้ หลาย ! ภกิ ษผุ มู้ จี ติ ตง้ั มน่ั เปน็ สมาธแิ ลว้
ย่อมร้ไู ดต้ ามที่เป็นจรงิ .
ภิกษุท้งั หลาย ! เพราะเหตนุ น้ั ในกรณนี ้ี พวกเธอ
พึงกระทำ�ความเพียรเพ่ือให้รู้ว่า “น้ีเป็นทุกข์, น้ีเป็น
เหตุให้เกิดทุกข์, นี้เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์,
และนี้เป็นทางดำ�เนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์”
ดงั นีเ้ ถดิ .
มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๐/๑๖๕๔.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 189
๖๙
อานภุ าพของสมาธิ (นัยท่ี ๒)
ภิกษุทงั้ หลาย ! พวกเธอท้ังหลาย จงเจริญ
สมาธเิ ถิด.
ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! ภกิ ษผุ มู้ จี ติ เปน็ สมาธติ ง้ั มน่ั แลว้
ยอ่ มรชู้ ดั ตามทเ่ี ปน็ จรงิ กภ็ กิ ษนุ น้ั ยอ่ มรชู้ ดั ตามทเ่ี ปน็ จรงิ
ซึง่ อะไรเล่า ?
ภกิ ษนุ น้ั ยอ่ มรชู้ ดั ตามทเ่ี ปน็ จรงิ ซง่ึ ความเกดิ ขน้ึ
และความดับไปแห่งรูป ...แห่งเวทนา ...แห่งสัญญา
...แห่งสังขารทั้งหลาย ...แหง่ วิญญาณ.
ภิกษทุ งั้ หลาย ! ก็การเกิดข้ึนแห่งรูป ...แห่ง
เวทนา ...แหง่ สญั ญา ...แหง่ สงั ขารทง้ั หลาย ...แหง่ วญิ ญาณ
เปน็ อย่างไรเลา่ ?
ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! ภกิ ษใุ นกรณนี ้ี ยอ่ มเพลดิ เพลนิ
ย่อมพรำ่�สรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ ภิกษุน้นั ย่อม
เพลดิ เพลนิ ยอ่ มพร�ำ่ สรรเสรญิ ยอ่ มเมาหมกอยู่ ซง่ึ อะไรเลา่ ?
ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! ภิกษุน้ัน ย่อมเพลิดเพลิน
ย่อมพรำ่�สรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ซ่ึงรูป เม่อื ภิกษุน้นั
190 พุทธวจน
เพลดิ เพลนิ พร�ำ่ สรรเสรญิ เมาหมกอยซู่ ง่ึ รปู , ความเพลนิ
(นนั ท)ิ ยอ่ มเกดิ ขน้ึ ความเพลนิ ใด ในรปู , ความเพลนิ นน้ั
คือ อุปาทาน เพราะอุปาทานของภิกษุน้ัน เป็นปัจจัย
จงึ มภี พ; เพราะมภี พ เปน็ ปจั จยั จงึ มชี าต;ิ เพราะมชี าติ
เปน็ ปจั จยั , ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทกุ ขะ โทมนสั
อปุ ายาสทง้ั หลาย จงึ เกดิ ขน้ึ ครบถว้ น : ความเกดิ ขน้ึ พรอ้ ม
แหง่ กองทกุ ข์ท้งั สิน้ นี้ ยอ่ มม ี ดว้ ยอาการอย่างน.้ี
ภิกษทุ ง้ั หลาย ! ภิกษุน้ัน ย่อมเพลิดเพลิน
ย่อมพรำ่�สรรเสรญิ ย่อมเมาหมกอย่ซู ง่ึ เวทนา ... ความ
เกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการ
อยา่ งนี้.
ภิกษุทง้ั หลาย ! ภิกษุน้ัน ย่อมเพลิดเพลิน
ย่อมพร�่ำ สรรเสริญ ยอ่ มเมาหมกอยู่ซง่ึ สญั ญา ... ความ
เกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นน้ี ย่อมมี ด้วยอาการ
อยา่ งน.้ี
ภกิ ษุทงั้ หลาย ! ภิกษุน้ัน ย่อมเพลิดเพลิน
ยอ่ มพร�ำ่ สรรเสรญิ ยอ่ มเมาหมกอยซู่ ง่ึ สงั ขารทง้ั หลาย ...
ความเกิดข้ึนพร้อมแห่งกองทุกข์ท้ังสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วย
อาการอย่างน.้ี
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 191
ภิกษทุ ง้ั หลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน
ยอ่ มพร�ำ่ สรรเสรญิ ยอ่ มเมาหมกอยซู่ ง่ึ วญิ ญาณ เมอ่ื ภกิ ษุ
นน้ั เพลิดเพลิน พรำ�่ สรรเสรญิ เมาหมกอยซู่ ึง่ วิญญาณ,
ความเพลิน (นนั ท)ิ ยอ่ มเกิดขึ้น ความเพลนิ ใด ใน
วญิ ญาณ, ความเพลินนน้ั คือ อปุ าทาน เพราะอปุ าทาน
ของภกิ ษุน้นั เปน็ ปัจจัย จงึ มภี พ; เพราะมภี พเปน็ ปัจจยั
จงึ มีชาต;ิ เพราะมชี าติเปน็ ปัจจัย, ชรา มรณะ โสกะ
ปริเทวะ ทุกขะ โทมนสั อปุ ายาสทง้ั หลาย จึงเกดิ ขึ้น
ครบถ้วน : ความเกดิ ข้นึ พรอ้ มแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้
ยอ่ มม ี ดว้ ยอาการอย่างนี้.
ภิกษทุ ั้งหลาย ! น้ีคือ ความเกิดขึ้นแห่งรูป
...แหง่ เวทนา ...แห่งสญั ญา ...แหง่ สังขารทัง้ หลาย ...แหง่
วิญญาณ.
ภกิ ษุท้ังหลาย ! กค็ วามดบั แหง่ รปู ...แหง่ เวทนา
...แห่งสัญญา ...แห่งสังขารท้ังหลาย ...แห่งวิญญาณ
เปน็ อย่างไรเลา่ ?
ภกิ ษุท้ังหลาย ! ภิ ก ษุ ใ น ก ร ณี น้ี ย่ อ ม ไ ม่
เพลิดเพลิน ย่อมไมพ่ ร�่ำ สรรเสรญิ ย่อมไมเ่ มาหมกอยู่
192 พุทธวจน
ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พรำ่�สรรเสริญ
ยอ่ มไมเ่ มาหมกอยู ่ ซึ่งอะไรเล่า ?
ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! ภิกษุน้ัน ย่อมไม่เพลิดเพลิน
ยอ่ มไม่พร�ำ่ สรรเสรญิ ยอ่ มไมเ่ มาหมกอยซู่ ง่ึ รูป เมื่อภิกษุ
นน้ั ไม่เพลิดเพลนิ ไมพ่ รำ�่ สรรเสรญิ ไมเ่ มาหมกอยู่ซงึ่ รูป,
ความเพลนิ (นนั ท)ิ ใด ในรปู , ความเพลนิ นน้ั ยอ่ มดบั ไป
เพราะความดับแห่งความเพลินของภิกษุน้ัน จึงมี
ความดับแหง่ อุปาทาน, เพราะมคี วามดบั แหง่ อุปาทาน
จึงมคี วามดบั แหง่ ภพ; เพราะมคี วามดับแหง่ ภพ จงึ มี
ความดบั แหง่ ชาต;ิ เพราะมคี วามดบั แหง่ ชาต,ิ ชรามรณะ
โสกะ ปรเิ ทวะ ทกุ ขะ โทมนสั อปุ ายาสทง้ั หลาย จงึ ดบั สน้ิ :
ความดบั ลงแหง่ กองทกุ ขท์ ง้ั สน้ิ น้ี ยอ่ มมี ดว้ ยอาการอยา่ งน.้ี
ภกิ ษุท้ังหลาย ! ภิกษุน้ัน ย่อมไม่เพลิดเพลิน
ย่อมไม่พรำ�่ สรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ซ่ึงเวทนา ...
ความดบั ลงแหง่ กองทกุ ขท์ ง้ั สน้ิ น้ี ยอ่ มมี ดว้ ยอาการอยา่ งน.้ี
ภิกษทุ ง้ั หลาย ! ภิกษุน้ัน ย่อมไม่เพลิดเพลิน
ย่อมไม่พรำ�่ สรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอย่ซู ่งึ สัญญา ...
ความดบั ลงแหง่ กองทกุ ขท์ ง้ั สน้ิ น้ี ยอ่ มมี ดว้ ยอาการอยา่ งน.้ี
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 193
ภิกษุทัง้ หลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน
ย่อมไม่พรำ่�สรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ซ่ึงสังขาร
ทง้ั หลาย ... ความดบั ลงแหง่ กองทกุ ข์ทั้งสิ้นน้ี ย่อมมี
ด้วยอาการอย่างนี้.
ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! ภิกษุน้ัน ย่อมไม่เพลิดเพลิน
ยอ่ มไมพ่ รำ่�สรรเสริญ ยอ่ มไม่เมาหมกอยซู่ ่ึงวิญญาณ เม่อื
ภกิ ษนุ น้ั ไมเ่ พลดิ เพลนิ ไมพ่ ร�ำ่ สรรเสรญิ ไมเ่ มาหมกอยซู่ ง่ึ
วญิ ญาณ, ความเพลนิ (นนั ท)ิ ใด ในวญิ ญาณ, ความเพลนิ
นน้ั ยอ่ มดบั ไป เพราะความดบั แหง่ ความเพลนิ ของภกิ ษุ
นน้ั จงึ มคี วามดบั แหง่ อปุ าทาน, เพราะมคี วามดบั แหง่
อปุ าทาน จงึ มคี วามดบั แหง่ ภพ; เพราะมคี วามดบั แหง่ ภพ
จงึ มคี วามดบั แหง่ ชาต;ิ เพราะมคี วามดบั แหง่ ชาต,ิ ชรา
มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทกุ ขะ โทมนัส อุปายาสทง้ั หลาย
จึงดับส้ิน : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นน้ี ย่อมมี
ด้วยอาการอยา่ งนี้.
ภิกษทุ ั้งหลาย ! นีค้ ือ ความดบั แห่งรูป ...แห่ง
เวทนา ...แหง่ สัญญา ...แห่งสังขารท้ังหลาย ...แห่ง
วิญญาณ, ดังน้ี แล.
ขนฺธ. ส.ํ ๑๗/๑๘/๒๗.
194 พุทธวจน
๗๐
แมเ้ พยี งปฐมฌาน ก็ชื่อว่า
เปน็ ท่หี ลบพน้ ภยั จากมาร
(พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสข้อความปรารภ
การสงครามระหว่างเทวดากับอสรู ... ถ้าฝา่ ยใดแพถ้ กู ไล่
ตดิ ตามไปจนถงึ ภพเป็นท่อี ยู่แหง่ ตน กจ็ ะพ้นจากการถูก
ไล่ตดิ ตาม แลว้ ตรัสต่อไปอกี วา่ :)
ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น : ในสมัยใด
ภกิ ษุสงดั จากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าถึงปฐมฌาน
อนั มวี ติ กมวี จิ าร มปี ตี แิ ละสขุ อนั เกดิ จากวเิ วกแลว้ แลอย;ู่
ภิกษุทั้งหลาย ! ในสมัยน้ัน ภิกษุย่อมคิดอย่างน้ีว่า
“ในการน้ี เรามีตนอันถึงแล้ว ซ่ึงท่ีต้านทานสำ�หรับ
สัตวผ์ กู้ ลวั อยู่ มารจะไม่ทำ�อะไรได”้ . ภกิ ษทุ ั้งหลาย !
แม้มารผู้มีบาป ก็คิดอย่างนี้ว่า “ในการนี้ ภิกษุมีตน
อันถึงแล้ว ซ่ึงท่ีต้านทานสำ�หรับสัตว์ผู้กลัวอยู่ เราจะทำ�
อะไรไม่ได”้ ....
(ในกรณีแห่งทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน
ก็ได้ตรสั ข้อความท�ำ นองเดยี วกัน).
นวก. อ.ํ ๒๓/๔๕๐-๔๕๓/๒๔๓.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 195
๗๑
สมาธิระงบั ความรัก-เกลยี ด
ทีม่ ีอยตู่ ามธรรมชาติ
ภิกษทุ ง้ั หลาย ! ธรรมารมณ์ทั้งหลายเหล่าน้ี
ย่อมเกดิ อยู่เป็น ๔ ประการ.
๔ ประการอย่างไรเล่า ? ๔ ประการ คือ :-
ความรกั เกดิ จากความรัก,
ความเกลยี ดเกิดจากความรัก,
ความรกั เกิดจากความเกลียด,
ความเกลียดเกิดจากความเกลียด.
(ดูรายละเอยี ดได้ในเรื่อง “ว่าด้วยความรัก ๔ แบบ” หน้า ๒๓)
ภิกษุทง้ั หลาย ! สมัยใด ภิกษุสงัดจากกาม
สงดั จากอกศุ ลธรรม เขา้ ถงึ ปฐมฌาน อนั มวี ติ กวจิ าร มปี ตี ิ
และสขุ อันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู;่ สมยั นั้น ความรักใด
ท่ีเกิดจากความรัก ความรักน้ันก็ไม่มี, ความเกลียดใด
ที่เกิดจากความรัก ความเกลียดน้ันก็ไม่มี, ความรักใด
ทเ่ี กดิ จากความเกลยี ด ความรกั นน้ั กไ็ มม่ ,ี ความเกลยี ดใด
ทีเ่ กิดจากความเกลยี ด ความเกลียดน้นั กไ็ ม่มี.
196 พุทธวจน
ภิกษุทง้ั หลาย ! สมยั ใด ภกิ ษุ เขา้ ถงึ ทตุ ยิ ฌาน
... ตตยิ ฌาน ... จตุตถฌาน ... แลว้ แลอยู่; สมยั นนั้
ความรักใดท่ีเกิดจากความรัก ความรักน้ันก็ไม่มี,
ความเกลยี ดใดทเ่ี กดิ จากความรกั ความเกลยี ดนน้ั กไ็ มม่ ,ี
ความรักใดท่ีเกิดจากความเกลียด ความรักนั้นก็ไม่มี,
ความเกลียดใดที่เกิดจากความเกลียด ความเกลียดนั้น
กไ็ ม่มี.
จตกุ กฺ . อ.ํ ๒๑/๒๙๐-๒๙๒/๒๐๐.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 197
๗๒
ความส�ำ คญั ของสมถะและวปิ ัสสนา
ภิกษุทงั้ หลาย ! ธรรม ๒ อย่างเหลา่ น้ี เป็นส่วน
แห่งวิชชา (ความรแู้ จ้ง). ๒ อยา่ ง อะไรเลา่ ?
๒ อยา่ ง คือ สมถะ และ วิปัสสนา
ภิกษทุ ้งั หลาย !
สมถะ เมอ่ื อบรมแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร ?
อบรมแลว้ จิตจะเจรญิ
จติ เจริญแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร ?
เจริญแล้ว จะละราคะได้.
ภกิ ษุทงั้ หลาย !
วปิ สั สนาเลา่ เมอ่ื เจรญิ แลว้ จะไดป้ ระโยชนอ์ ะไร ?
เจริญแลว้ ปญั ญาจะเจรญิ
ปญั ญาเจริญแลว้ จะไดป้ ระโยชนอ์ ะไร ?
เจรญิ แล้ว จะละอวชิ ชาได้ แล.
ทกุ . อ.ํ ๒๐/๗๗/๒๕๗.
198 พุทธวจน
๗๓
ผกู้ ำ�ลงั โนม้ เอยี งไปสนู่ พิ พาน
ภกิ ษุทงั้ หลาย ! ค ง ค า น ที ลุ่ ม ไ ป ท า ง ทิ ศ
ตะวันออก ลาดไปทางทิศตะวันออก เทไปทางทิศ
ตะวันออก ขอ้ นฉี้ ันใด;
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ภิกษุเจริญฌานทั้ง ๔ อยู่
กระท�ำ ฌานทง้ั ๔ ใหม้ ากอยู่ กย็ อ่ มเปน็ ผลู้ มุ่ ไปทางนพิ พาน
ลาดไปทางนพิ พาน เทไปทางนพิ พาน ฉนั นน้ั กเ็ หมอื นกนั .
ภิกษุท้ังหลาย ! ภิกษุเจริญฌานทั้ง ๔ อยู่
กระท�ำ ฌานทง้ั ๔ ใหม้ ากอยู่ ยอ่ มเปน็ ผลู้ มุ่ ไปทางนพิ พาน
ลาดไปทางนพิ พาน เทไปทางนพิ พาน เปน็ อยา่ งไรเลา่ ?
ภิกษุทัง้ หลาย ! ภิกษุในกรณีน้ี สงัดแล้วจาก
กามท้ังหลาย สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึง
ปฐมฌาน อนั มวี ิตก วจิ าร มีปีติและสขุ อนั เกดิ จากวเิ วก
แล้วแลอย่;ู
เพราะความที่วิตก วิจารท้ังสองระงับลง เข้าถึง
ทุติยฌาน เป็นเคร่ืองผ่องใสใจในภายใน ให้สมาธิ
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 199
เป็นธรรมอันเอก ผุดมีขน้ึ ไม่มีวิตก ไม่มวี จิ าร มีแตป่ ตี ิ
และสุข อันเกิดจากสมาธิ แลว้ แลอยู;่
อนง่ึ เพราะความจางคลายไปแห่งปตี ิ ยอ่ มเปน็
ผอู้ ยอู่ เุ บกขา มสี ตแิ ละสมั ปชญั ญะ และยอ่ มเสวยความสขุ
ด้วยนามกาย ชนิดที่พระอริยเจ้าท้ังหลาย ย่อมกล่าว
สรรเสรญิ ผนู้ น้ั วา่ “เปน็ ผอู้ ยอู่ เุ บกขา มสี ติ อยเู่ ปน็ ปกตสิ ขุ ”
ดังน้ ี เข้าถงึ ตตยิ ฌาน แลว้ แลอยู;่
เพราะละสุขเสียได้ และเพราะละทุกข์เสียได้
เพราะความดบั ไปแหง่ โสมนสั และโทมนสั ทง้ั สอง ในกาลกอ่ น
เขา้ ถึง จตตุ ถฌาน อนั ไมม่ ีทกุ ขไ์ มม่ ีสุข มีแตค่ วามทีส่ ติ
เปน็ ธรรมชาติบริสทุ ธ์ิ เพราะอเุ บกขา แล้วแลอย่.ู
ภกิ ษุทงั้ หลาย ! อยา่ งนแ้ี ล ภกิ ษเุ จรญิ ฌานทง้ั ๔
อยู่ กระทำ�ฌานทงั้ ๔ ให้มากอยู่ ยอ่ มเปน็ ผลู้ ุ่มไปทาง
นพิ พาน ลาดไปทางนพิ พาน เทไปทางนิพพาน.
มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๙๒/๑๓๐๑-๑๓๐๒.
200 พุทธวจน
๗๔
อานิสงสส์ งู สดุ แห่งอานาปานสติ
๒ ประการ
ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! อานาปานสติอันบุคคลเจริญ
กระทำ�ให้มากแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ก็
อานาปานสติ อันบุคคลเจรญิ แลว้ อยา่ งไร กระท�ำ ใหม้ าก
แลว้ อย่างไร จึงมผี ลใหญ่ มีอานสิ งส์ใหญ่ ?
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ในกรณีน้ี ภิกษุไปแล้วสู่ป่า
หรือโคนไม้ หรือเรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ
ตั้งกายตรง ดำ�รงสติเฉพาะหนา้ เธอนน้ั มสี ตหิ ายใจเขา้
มสี ติหายใจออก :
เม่ือหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว,
เมื่อหายใจออกยาว กร็ ูช้ ัดว่าเราหายใจออกยาว;
เม่ือหายใจเข้าส้ัน ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าส้ัน,
เม่ือหายใจออกส้นั ก็รู้ชดั วา่ เราหายใจออกส้ัน;
เธอยอ่ มท�ำ การฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ ม
เฉพาะซ่ึงกายท้ังปวง (สพฺพกายปฏิสํเวที) หายใจเข้า”,
วา่ “เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ มเฉพาะซง่ึ กายทง้ั ปวง หายใจออก”;
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 201
เธอย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้ทำ�
กายสังขารให้รำ�งับ (ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ) หายใจเข้า”,
ว่า “เราเปน็ ผูท้ ำ�กายสังขารให้ร�ำ งับ หายใจออก”;
เธอยอ่ มท�ำ การฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผรู้ ้พู ร้อม
เฉพาะซง่ึ ปตี ิ (ปตี ปิ ฏสิ เํ วท)ี หายใจเขา้ ”, วา่ “เราเป็นผรู้ ู้
พร้อมเฉพาะซ่ึงปีต ิ หายใจออก”;
เธอยอ่ มท�ำ การฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ ม
เฉพาะซ่ึงสุข (สขุ ปฏิสํเวท)ี หายใจเขา้ ”, ว่า “เราเป็นผู้รู้
พร้อมเฉพาะซ่งึ สุข หายใจออก”;
เธอย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผ้รู ้พู ร้อม
เฉพาะซึ่งจิตตสังขาร (จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที) หายใจเข้า”,
ว่า “เราเปน็ ผู้รูพ้ รอ้ มเฉพาะซึ่งจติ ตสังขาร หายใจออก”;
เธอย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้ทำ�
จติ ตสงั ขารใหร้ �ำ งบั (ปสสฺ มภฺ ย ํ จติ ตฺ สงขฺ าร)ํ หายใจเขา้ ”, วา่
“เราเป็นผูท้ ำ�จติ ตสังขารให้ร�ำ งบั หายใจออก”;
เธอยอ่ มท�ำ การฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ ม
เฉพาะซึ่งจิต (จิตฺตปฏิสํเวที) หายใจเข้า”, ว่า “เราเป็น
ผู้ร้พู รอ้ มเฉพาะซ่ึงจิต หายใจออก”;
202 พุทธวจน
เธอย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้ทำ�จิต
ให้ปราโมทย์ยิ่ง (อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ) หายใจเข้า”, ว่า
“เราเป็นผทู้ ำ�จิตใหป้ ราโมทยย์ ง่ิ หายใจออก”;
เธอย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้ทำ�จิต
ใหต้ ้งั มนั่ (สมาทหํ จิตตฺ ํ) หายใจเข้า”, วา่ “เราเป็นผูท้ ำ�จติ
ใหต้ ัง้ มั่น หายใจออก”;
เธอย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้ทำ�จิต
ใหป้ ลอ่ ยอยู่ (วโิ มจยํ จติ ตฺ )ํ หายใจเขา้ ”, วา่ “เราเปน็ ผทู้ �ำ จติ
ใหป้ ล่อยอยู่ หายใจออก”;
เธอยอ่ มทำ�การฝึกหดั ศึกษาวา่ “เราเปน็ ผูเ้ ห็นซ่ึง
ความไมเ่ ทย่ี งอยเู่ ปน็ ประจ�ำ (อนจิ จฺ านปุ สสฺ )ี หายใจเขา้ ”, วา่
“เราเปน็ ผเู้ หน็ ซง่ึ ความไมเ่ ทย่ี งอยเู่ ปน็ ประจ�ำ หายใจออก”;
เธอยอ่ มท�ำ การฝกึ หดั ศึกษาว่า “เราเป็นผูเ้ หน็ ซง่ึ
ความจางคลายอยเู่ ปน็ ประจ�ำ (วริ าคานปุ สสฺ )ี หายใจเขา้ ”, วา่
“เราเปน็ ผเู้ หน็ ซง่ึ ความจางคลายอยเู่ ปน็ ประจ�ำ หายใจออก”;
เธอย่อมท�ำ การฝึกหดั ศึกษาว่า “เราเป็นผูเ้ หน็ ซ่ึง
ความดบั ไมเ่ หลอื อยเู่ ปน็ ประจ�ำ (นโิ รธานปุ สสฺ )ี หายใจเขา้ ”,ว่า
“เราเปน็ ผเู้ หน็ ซง่ึ ความดบั ไมเ่ หลอื อยเู่ ปน็ ประจ�ำ หายใจออก”;
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 203
เธอย่อมท�ำ การฝึกหัดศกึ ษาวา่ “เราเป็นผู้เหน็ ซ่ึง
ความสลดั คนื อยเู่ ปน็ ประจ�ำ (ปฏนิ สิ สฺ คคฺ านปุ สสฺ )ี หายใจเขา้ ”,
วา่ “เราเปน็ ผเู้ หน็ ซง่ึ ความสลดั คนื อยเู่ ปน็ ประจ�ำ หายใจออก”;
ภิกษุทัง้ หลาย ! อานาปานสติ อนั บุคคลเจรญิ
แล้ว กระทำ�ให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมมีผลใหญ่
มีอานสิ งส์ใหญ่
ภิกษทุ ้งั หลาย ! เมอ่ื อานาปานสติ อนั บคุ คลเจรญิ
ทำ�ให้มากแล้วอยู่อย่างน้ี ผลอานิสงส์อย่างใดอย่างหน่ึง
ในบรรดาผล ๒ ประการ เป็นสิง่ ทีห่ วงั ได้;
คือ อรหตั ตผลในปจั จบุ นั
หรอื วา่ ถ้ายงั มีอุปาทิเหลอื อยู่ กจ็ กั เปน็ อนาคามี.
มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๓๙๖-๓๙๗/๑๓๑๑-๑๓๑๓.
204 พุทธวจน
๗๕
อานาปานสตริ ะงับได้ซึ่งอกศุ ลทงั้ หลาย
(ทรงปรารภเหตุท่ีภิกษุท้ังหลายได้ฆ่าตัวตายบ้าง
ฆ่ากนั และกนั บ้าง เนื่องจากเกิดความอดึ อัดระอา เกลยี ด
กายของตน เพราะการปฏบิ ตั ิอสุภภาวนา จงึ ได้ทรงแสดง
อานาปานสติสมาธิแกภ่ ิกษุเหล่าน้นั )
ภิกษุทั้งหลาย !
อานาปานสติสมาธินี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว
ทำ�ให้มากแล้ว ย่อมเป็นของรำ�งับ เป็นของประณีต
เป็นของเย็น เป็นสุขวิหาร และย่อมยังอกุศลธรรม
อันเป็นบาป อันเกิดขึ้นแล้ว และเกิดขึ้นแล้ว ให้
อันตรธานไป ให้รำ�งับไป โดยควรแก่ฐานะ.
ภกิ ษทุ ้ังหลาย !
เปรียบเหมือนฝุ่นธุลีฟุ้งขึ้นแห่งเดือนสุดท้าย
ของฤดูร้อน ฝนหนักท่ีผิดฤดูตกลงมา ย่อมทำ�ฝุ่นธุลี
เหลา่ นน้ั ใหอ้ นั ตรธานไป ใหร้ �ำ งบั ไปได้ โดยควรแกฐ่ านะ,
ขอ้ นี้ฉันใด;
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 205
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !
อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำ�ให้
มากแลว้ กเ็ ปน็ ของระงบั เปน็ ของประณตี เปน็ ของเยน็
เปน็ สขุ วหิ าร และยอ่ มยงั อกศุ ลธรรมอนั เปน็ บาป ทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้
และเกดิ ขน้ึ แลว้ ใหอ้ นั ตรธานไป โดยควรแกฐ่ านะได้ ฉนั นน้ั .
มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๔๐๗/๑๓๕๒-๑๓๕๔.
206 พุทธวจน
๗๖
เจรญิ อานาปานสติ
ช่อื วา่ ไม่เหนิ ห่างจากฌาน
ภิกษุทง้ั หลาย !
ถา้ ภิกษุ เจริญอานาปานสติ
แม้ชั่วกาลเพยี งลัดนว้ิ มือ
ภกิ ษนุ ้เี รากลา่ วว่า
อยู่ไมเ่ หนิ ห่างจากฌาน
ท�ำ ตามค�ำ สอนของพระศาสดา
ปฏิบัตติ ามโอวาท
ไมฉ่ นั บิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปลา่
ก็จะปว่ ยกลา่ วไปไยถงึ
ผกู้ ระท�ำ ใหม้ ากซ่ึง อานาปานสติ นนั้ เลา่ .
เอก. อ.ํ ๒๐/๕๕/๒๒๔.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 207
๗๗
ลมหายใจก็คือ “กาย”
ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! สมยั ใด ภกิ ษุ
เมอ่ื หายใจเขา้ ยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว,
เม่ือหายใจออกยาว ก็ร้ชู ดั ว่าเราหายใจออกยาว;
เม่ือหายใจเขา้ สัน้ ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าส้ัน,
เมือ่ หายใจออกส้ัน กร็ ูช้ ดั ว่าเราหายใจออกสั้น;
เธอย่อมทำ�การฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผูร้ พู้ ร้อม
เฉพาะซ่งึ กายท้ังปวง หายใจเข้า”, ว่า “เราเปน็ ผ้รู ูพ้ ร้อม
เฉพาะซ่ึงกายทัง้ ปวง หายใจออก”;
เธอย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้ทำ�
กายสังขารให้รำ�งับ หายใจเข้า”, ว่า “เราเป็นผู้ทำ�
กายสงั ขารให้ร�ำ งบั หายใจออก”;
ภิกษทุ ง้ั หลาย ! สมยั นั้น ภกิ ษนุ น้ั ชอ่ื ว่า เป็นผู้
เหน็ กายในกายอยเู่ ปน็ ประจ�ำ เปน็ ผมู้ คี วามเพยี รเผากเิ ลส
มสี มั ปชญั ญะ มสี ติ น�ำ อภชิ ฌาและโทมนสั ในโลกออกเสยี ได.้
208 พุทธวจน
ภกิ ษุท้ังหลาย ! เราย่อมกล่าวลมหายใจเข้า
และลมหายใจออก วา่ เปน็ กายอนั หนง่ึ ๆ ในกายทง้ั หลาย.
ภิกษุทง้ั หลาย ! เพราะเหตนุ น้ั ในกรณนี ้ี ภกิ ษนุ น้ั
ยอ่ มชอ่ื วา่ เปน็ ผเู้ หน็ กายในกายอยเู่ ปน็ ประจ�ำ มคี วามเพยี ร
เผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำ�อภิชฌาและโทมนัส
ในโลกออกเสยี ได.้
อปุ ริ. ม. ๑๔/๑๙๕/๒๘๙.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 209
๗๘
ผเู้ จริญอานาปานสติ
ยอ่ มชื่อว่าเจรญิ กายคตาสติ
ภิกษุท้งั หลาย ! ในกรณนี ี้ ภกิ ษุไปแล้วสปู่ ่า หรือ
โคนไม้ หรอื เรอื นวา่ งกต็ าม นง่ั คขู้ าเขา้ มาโดยรอบ ตง้ั กายตรง
ด�ำ รงสตเิ ฉพาะหนา้ เธอนน้ั มสี ตหิ ายใจเขา้ มสี ตหิ ายใจออก :
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว,
เมอ่ื หายใจออกยาว ก็ร้ชู ดั วา่ เราหายใจออกยาว;
เม่ือหายใจเข้าส้ัน ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น,
เม่ือหายใจออกส้นั กร็ ชู้ ัดวา่ เราหายใจออกสน้ั ;
เธอยอ่ มทำ�การฝกึ หดั ศึกษาว่า “เราเป็นผรู้ พู้ ร้อม
เฉพาะซงึ่ กายทงั้ ปวง หายใจเข้า”, วา่ “เราเปน็ ผู้รูพ้ ร้อม
เฉพาะซ่ึงกายทั้งปวง หายใจออก”;
เธอย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้ทำ�
กายสงั ขารใหร้ �ำ งบั หายใจเขา้ ”, วา่ “เราเปน็ ผทู้ �ำ กายสงั ขาร
ใหร้ �ำ งับ หายใจออก”;
210 พุทธวจน
เมื่อภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร
มีตนส่งไปแล้วในการทำ�เช่นน้ันอยู่ ย่อมละความระลึก
และความด�ำ รอิ นั อาศยั เรือนเสียได.้
เพราะละความระลกึ และความด�ำ รนิ น้ั ได้ จติ ของเธอ
ก็ต้งั อยดู่ ว้ ยดี สงบรำ�งบั อยดู่ ว้ ยดี เป็นธรรมเอกผดุ มขี ้นึ
เปน็ สมาธิอยใู่ นภายในนน่ั เทยี ว.
ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! แม้อย่างน้ี ภิกษุนั้นก็ช่ือว่า
เจรญิ กายคตาสติ.
อุปร.ิ ม. ๑๔/๒๐๔/๒๙๔
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 211
๗๙
ลักษณะของผ้เู จริญกายคตาสติ
ภิกษุท้ังหลาย ! ขอ้ อน่ื ยงั มอี กี : ภกิ ษุ เมอ่ื เดนิ อยู่
ยอ่ มรชู้ ดั วา่ “เราเดนิ อย”ู่ , เมอ่ื ยนื ยอ่ มรชู้ ดั วา่ “เรายนื อย”ู่ ,
เมอ่ื นง่ั ยอ่ มรชู้ ดั วา่ “เรานง่ั อย”ู่ , เมอ่ื นอน ยอ่ มรชู้ ดั วา่
“เรานอนอยู่”; เธอ ตั้งกายไว้ด้วยอาการอย่างใดๆ
ย่อมรู้ท่ัวถงึ กายนั้น ดว้ ยอาการอย่างนั้นๆ …
ภิกษทุ ั้งหลาย ! ข้ออืน่ ยงั มีอีก : ภิกษยุ อ่ มเปน็
ผมู้ ปี กตทิ �ำ ความรสู้ กึ ตวั ทว่ั พรอ้ ม ในการกา้ วไปขา้ งหนา้
ในการถอยกลับข้างหลัง. เป็นผู้มีปกติทำ�ความรู้สึกตัว
ท่ัวพร้อมในการแลดู ในการเหลียวดู. เป็นผู้มีปกติ
ความรู้สกึ ตวั ทว่ั พร้อม ในการคู้ ในการเหยยี ด (อวัยวะ).
เป็นผมู้ ปี กตทิ �ำ ความรู้สึกตวั ทว่ั พร้อม ในการทรงสงั ฆาฏิ
บาตร จีวร. เป็นผู้มีปกติทำ�ความรู้สึกตัวท่ัวพร้อม
ในการกิน การดม่ื การเคีย้ ว การล้มิ . เป็นผมู้ ีปกตทิ �ำ
ความรู้สึกตัวท่ัวพร้อม ในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ.
เป็นผ้มู ีปกตทิ �ำ ความรสู้ ึกตัวทั่วพร้อม ในการไป การหยุด
การนัง่ การนอน การหลบั การตนื่ การพูด การน่งิ .
212 พุทธวจน
เมอ่ื ภกิ ษนุ น้ั เปน็ ผไู้ มป่ ระมาท มคี วามเพยี ร มตี น
ส่งไปแล้วในการทำ�เช่นน้ันอยู่ ย่อมละความระลึกและ
ความดำ�ริอันอาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความระลึกและ
ความด�ำ รนิ น้ั ได้ จิตของเธอกต็ งั้ อยูด่ ว้ ยดี สงบร�ำ งบั อยู่
ดว้ ยดี เปน็ ธรรมอนั เอกผุดมขี ้นึ เปน็ สมาธิอยใู่ นภายใน
น่นั เทียว.
ภิกษทุ งั้ หลาย ! แม้อย่างนี้ ภิกษุน้ันก็ช่ือว่า
เจริญกายคตาสติ …
ภิกษทุ ้ังหลาย ! กายคตาสติ อันภิกษุรูปใด
รูปหนึ่ง เจริญแล้ว กระทำ�ให้มากแล้ว กุศลธรรม
อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ซง่ึ เปน็ ไปในสว่ นวชิ ชา ยอ่ มหยง่ั ลงใน
ภายในของภิกษุน้ัน เปรียบเหมือนมหาสมุทรอันผู้ใด
ผู้หน่ึงถูกต้องด้วยใจแล้ว แม่น้ำ�น้อยสายใดสายหนึ่ง
ซ่ึงไหลไปสูส่ มทุ ร ยอ่ มหย่งั ลงในภายในของผู้นัน้ ฉะนั้น.
(นอกจากน้ียงั ได้ตรสั ถึงการเจรญิ อสภุ ะ ตามท่มี ีปรากฏ
ในมหาสตปิ ฏั ฐานสตู ร (มหา. ท.ี ๑๐/๓๒๕-๓๒๘/๒๗๗-๒๘๘.)
และการเจริญฌานทง้ั ๔ โดยตรสั ว่าการกระทำ�เช่นน้ี ก็เปน็ เจรญิ
กายคตาสตเิ ชน่ กัน).
อุปร.ิ ม. ๑๔/๒๐๔-๒๑๑/๒๙๕-๓๐๗
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 213
๘๐
การต้งั จิตในกายคตาสติ
เป็นเสาหลกั อยา่ งดขี องจิต
ลกั ษณะของผไู้ ม่ต้ังจติ อยกู่ บั กาย
ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษจับสัตว์หก
ชนดิ อนั มีทอ่ี ยูอ่ าศัยตา่ งกัน มีทีเ่ ทีย่ วหากนิ ตา่ งกนั มาผกู
รวมกนั ดว้ ยเชอื กอนั มน่ั คง; คอื เขาจบั งมู าผกู ดว้ ยเชอื กเหนยี ว
เส้นหน่ึง, จบั จระเข้, จบั นก, จบั สนุ ขั บ้าน, จบั สนุ ขั จิ้งจอก,
จับลงิ มาผกู ดว้ ยเชอื กเหนียวเส้นหนงึ่ ๆ แล้วผูกรวมเข้า
ด้วยกันเป็นปมเดียวในทา่ มกลาง ปล่อยแลว้ .
ภกิ ษุท้งั หลาย ! ครง้ั นน้ั สตั วเ์ หลา่ นน้ั ทง้ั หกชนดิ
มีทอ่ี าศัยและที่เท่ยี วต่างๆ กัน กย็ ้ือแย่งฉุดดงึ กนั เพอ่ื จะ
ไปส่ทู อี่ าศัยที่เทยี่ วของตนๆ : งจู ะเข้าจอมปลวก, จระเข้
จะลงน�ำ้ , นกจะบนิ ขนึ้ ไปในอากาศ, สนุ ัขจะเขา้ บา้ น,
สุนัขจงิ้ จอกจะไปปา่ ช้า, ลิงกจ็ ะไปป่า ครัน้ เหนอ่ื ยลา้ กนั
ทง้ั หกสตั วแ์ ลว้ สตั วใ์ ดมกี �ำ ลงั กวา่ สตั วน์ อกนน้ั กต็ อ้ งถกู ลาก
ตดิ ตามไปตามอ�ำ นาจของสัตวน์ ้นั ขอ้ นีฉ้ นั ใด;
214 พุทธวจน
ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ! ภิกษุใด ไม่อบรมทำ�ให้มาก
ในกายคตาสตแิ ล้ว
ตา ก็จะฉุดเอาภิกษุน้ันไปหารูปท่ีน่าพอใจ,
รูปทีไ่ มน่ ่าพอใจกก็ ลายเปน็ สิ่งทเ่ี ธอรูส้ กึ อดึ อัดขยะแขยง;
ห ู ก็จะฉุดเอาภิกษุน้ันไปหาเสียงที่น่าฟัง,
เสียงทไ่ี ม่นา่ ฟังกก็ ลายเป็นสงิ่ ที่เธอรู้สึกอึดอดั ขยะแขยง;
จมูก กจ็ ะฉดุ เอาภกิ ษนุ น้ั ไปหากลน่ิ ทน่ี า่ สดู ดม,
กลน่ิ ทไ่ี มน่ า่ สดู ดมกก็ ลายเปน็ สง่ิ ทเ่ี ธอรสู้ กึ อดึ อดั ขยะแขยง;
ล้นิ ก็จะฉุดเอาภิกษุน้ันไปหารสที่ชอบใจ,
รสทไ่ี ม่ชอบใจกก็ ลายเป็นสิ่งที่เธอรู้สกึ อึดอดั ขยะแขยง;
กาย กจ็ ะฉดุ เอาภกิ ษนุ น้ั ไปหาสมั ผสั ทย่ี ว่ั ยวนใจ,
สมั ผสั ทไ่ี มย่ ว่ั ยวนใจกก็ ลายเปน็ สง่ิ ทเ่ี ธอรสู้ กึ อดึ อดั ขยะแขยง;
ใจ กจ็ ะฉดุ เอาภกิ ษนุ น้ั ไปหาธรรมารมณท์ ถ่ี กู ใจ,
ธรรมารมณท์ ไ่ี มถ่ กู ใจกก็ ลายเปน็ สง่ิ ทเ่ี ธอรสู้ กึ อดึ อดั ขยะแขยง;
ข้อนี้กฉ็ นั นนั้ เหมือนกัน.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 215
ลกั ษณะของผตู้ ้ังจิตอยกู่ บั กาย
ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษจับสัตว์หก
ชนิด อันมที ี่อยอู่ าศยั ตา่ งกัน มที ี่เท่ียวหากนิ ตา่ งกัน มาผกู
รวมกนั ด้วยเชอื กอันม่นั คง คือ เขาจับงมู าผกู ด้วยเชอื ก
เหนียวเสน้ หนง่ึ , จับจระเข,้ จับนก, จับสุนขั บ้าน, จบั สนุ ขั
จง้ิ จอกและจบั ลงิ มาผกู ดว้ ยเชอื กเหนยี วเสน้ หนง่ึ ๆ ครน้ั แลว้
น�ำ ไปผกู ไวก้ บั เสาเขื่อนหรือเสาหลกั อีกตอ่ หน่งึ .
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ครง้ั นน้ั สตั วท์ ง้ั หกชนดิ เหลา่ นน้ั
มีทอี่ าศัยและทีเ่ ท่ียวต่างๆ กนั กย็ ือ้ แย่งฉุดดึงกัน เพ่อื จะ
ไปสู่ท่อี าศยั ที่เทย่ี วของตนๆ : งจู ะเขา้ จอมปลวก, จระเข้
จะลงน้ำ�, นกจะบินขึ้นไปในอากาศ, สุนัขจะเข้าบ้าน,
สุนัขจงิ้ จอกจะไปป่าชา้ , ลิงก็จะไปป่า.
ภกิ ษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล ความเป็นไป
ภายในของสตั วท์ ง้ั หกชนดิ เหลา่ นน้ั มแี ตค่ วามเมอ่ื ยลา้ แลว้ ;
ในกาลนน้ั มนั ทง้ั หลายกจ็ ะพงึ เขา้ ไปยนื เจา่ นง่ั เจา่ นอนเจา่
อยขู่ า้ งเสาเข่อื นหรือเสาหลกั นั้นเอง ขอ้ น้ฉี นั ใด;
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ภิกษุใด ได้อบรมทำ�ให้มาก
ในกายคตาสติแลว้
216 พุทธวจน
ตา ก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุน้ันไปหารูปท่ีน่าพอใจ,
รปู ทไ่ี มน่ า่ พอใจกไ็ มเ่ ป็นสง่ิ ทเ่ี ธอรสู้ กึ อดึ อัดขยะแขยง;
ห ู ก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุน้ันไปหาเสียงท่ีน่าฟัง,
เสียงทไ่ี ม่น่าฟงั ก็ไมเ่ ป็นสงิ่ ท่ีเธอรู้สกึ อดึ อัดขยะแขยง;
จมูก กจ็ ะไมฉ่ ดุ เอาภกิ ษนุ น้ั ไปหากลน่ิ ทน่ี า่ สดู ดม,
กลน่ิ ทไ่ี มน่ า่ สดู ดมกไ็ มเ่ ปน็ สง่ิ ทเ่ี ธอรสู้ กึ อดึ อดั ขยะแขยง;
ลิน้ ก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุน้ันไปหารสท่ีชอบใจ,
รสทไี่ ม่ชอบใจกไ็ มเ่ ป็นสิ่งทีเ่ ธอรสู้ ึกอึดอัดขยะแขยง;
กาย ก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุน้ันไปหาสัมผัสท่ี
ยั่วยวนใจ, สัมผัสที่ไม่ยั่วยวนใจก็ไม่เป็นส่ิงที่เธอรู้สึก
อึดอัดขยะแขยง;
ใจ ก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุน้ันไปหาธรรมารมณ์ที่
ถกู ใจ, ธรรมารมณท์ ่ไี ม่ถูกใจก็ไมเ่ ปน็ สงิ่ ท่ีเธอรู้สกึ อึดอดั
ขยะแขยง; ข้อนก้ี ฉ็ ันนน้ั เหมอื นกนั
ภิกษทุ ้ังหลาย !
คำ�ว่า “เสาเขอ่ื น หรอื เสาหลกั ” น้ี
เปน็ ค�ำ เรียกแทนชอื่ แห่ง กายคตาสติ.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 217
ภิกษทุ ัง้ หลาย ! เพราะฉะนนั้ ในเรอ่ื งนี้
พวกเธอท้ังหลายพงึ ส�ำ เหนียกใจไว้ว่า
“กายคตาสติ ของเราทัง้ หลาย
จักเป็นสง่ิ ท่ีเราอบรม
กระทำ�ใหม้ าก
กระทำ�ให้เป็นยานเคร่ืองน�ำ ไป
กระทำ�ใหเ้ ป็นของท่ีอาศัยได้
เพยี รตัง้ ไวเ้ นืองๆ
เพยี รเสรมิ สร้างโดยรอบคอบ
เพยี รปรารภสม่ำ�เสมอดว้ ยดี” ดังน้ี.
ภกิ ษทุ ั้งหลาย !
พวกเธอทั้งหลาย พึงสำ�เหนียกใจไว้ด้วยอาการ
อย่างน้ี แล.
สฬา. ส.ํ ๑๘/๒๔๖,๒๔๘/๓๔๘,๓๕๐.
218 พุทธวจน
๘๑
ให้ตงั้ จติ ในกายคตาสติ
เสมอื นเตา่ หดอวยั วะไวใ้ นกระดอง
ภิกษทุ ้ังหลาย ! เรอ่ื งเคยมมี าแตก่ อ่ น:เตา่ ตวั หนง่ึ
เทย่ี วหากนิ ตามรมิ ล�ำ ธารในตอนเยน็ , สนุ ขั จง้ิ จอกตวั หนง่ึ
กเ็ ทย่ี วหากนิ ตามรมิ ล�ำ ธารในตอนเยน็ เชน่ เดยี วกนั เตา่ ตวั น้ี
ไดเ้ หน็ สนุ ขั จง้ิ จอกซง่ึ เทย่ี วหากนิ (เดนิ เขา้ มา) แตไ่ กล, ครน้ั แลว้
จงึ หดอวยั วะท้ังหลาย มศี รี ษะเปน็ ที่ ๕ เขา้ ในกระดอง
ของตนเสีย เป็นผขู้ วนขวายนอ้ ยนิ่งอยู่ แม้สนุ ัขจิ้งจอก
กไ็ ดเ้ หน็ เตา่ ตวั ทเ่ี ทย่ี วหากนิ นน้ั แตไ่ กลเหมอื นกนั , ครน้ั แลว้
จึงเดนิ ตรงเขา้ ไปทเ่ี ต่า คอยชอ่ งอยู่ว่า “เมอ่ื ไรหนอเตา่ จัก
โผล่อวัยวะส่วนใดส่วนหน่ึงออกในบรรดาอวัยวะทั้งหลาย
มีศีรษะเป็นที่ ๕ แล้ว จักกัดอวยั วะสว่ นน้ัน คร่าเอาออก
มากินเสีย” ดงั น.ี้
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ตลอดเวลาทเ่ี ตา่ ไมโ่ ผลอ่ วยั วะ
ออกมา สุนัขจิง้ จอกก็ไมไ่ ด้โอกาสตอ้ งหลีกไปเอง;
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 219
ภิกษทุ ง้ั หลาย ! ฉนั ใดก็ฉนั นน้ั : มารผ้ใู จบาป
ก็คอยช่องต่อพวกเธอท้ังหลายติดต่อไม่ขาดระยะอยู่
เหมอื นกนั วา่ “ถา้ อยา่ งไร เราคงไดช้ อ่ ง ไมท่ างตา กท็ างหู
หรือทางจมกู หรือทางลนิ้ หรอื ทางกาย หรอื ทางใจ”,
ดงั น้.ี
ภกิ ษุทัง้ หลาย ! เพราะฉะนน้ั ในเรอ่ื งน้ี พวกเธอ
ทง้ั หลาย จงเปน็ ผคู้ มุ้ ครองทวารในอนิ ทรยี ท์ ง้ั หลายอยเู่ ถดิ ;
ไดเ้ ห็นรปู ด้วยตา, ได้ฟังเสียงดว้ ยหู,
ไดด้ มกลน่ิ ดว้ ยจมกู , ได้ล้มิ รสดว้ ยล้ิน,
ไดส้ มั ผสั โผฏฐพั พะดว้ ยกาย,
หรือไดร้ ู้ธรรมารมณด์ ว้ ยใจแล้ว
จงอย่าไดถ้ ือเอาโดยลกั ษณะท่ีเปน็ การรวบถอื ทั้งหมด,
อยา่ ไดถ้ อื เอาโดยลกั ษณะทเ่ี ปน็ การแยกถอื เปน็ สว่ นๆ เลย,
สิง่ ที่เปน็ บาปอกศุ ล คือ อภชิ ฌา และโทมนสั
จะพงึ ไหลไปตามบคุ คลผไู้ มส่ �ำ รวม ตา หู จมกู ลน้ิ กาย ใจ
เพราะการไม่ส�ำ รวมอนิ ทรีย์เหล่าใด เปน็ เหตุ.
220 พุทธวจน
พวกเธอท้งั หลาย
จงปฏิบัตเิ พ่ือการปดิ กน้ั อนิ ทรีย์นั้นไว,้
พวกเธอทง้ั หลาย จงรกั ษาและถึงความส�ำ รวม
ตา หู จมกู ลน้ิ กาย ใจ เถดิ .
ภิกษทุ งั้ หลาย ! ในกาลใด พวกเธอท้ังหลาย
จักเป็นผู้คุม้ ครองทวารในอินทรียท์ ้ังหลายอยู;่ ในกาลนั้น
มารผใู้ จบาป จักไมไ่ ดช้ ่องแม้จากพวกเธอทัง้ หลาย และ
จกั ตอ้ งหลีกไปเอง, เหมือนสุนัขจิ้งจอกไม่ได้ชอ่ งจากเต่า
ก็หลีกไปเอง ฉะนนั้ .
“เตา่ หดอวยั วะไว้ในกระดอง ฉนั ใด,
ภิกษุพึงต้งั มโนวติ ก (ความตรติ รึกทางใจ) ไว้ใน
กระดอง ฉนั นน้ั
เป็นผ้ทู ีต่ ัณหาและทฏิ ฐไิ ม่อิงอาศัยได,้
ไม่เบยี ดเบียนผ้อู น่ื ,
ไม่กล่าวร้ายต่อใครทั้งหมด,
เป็นผูด้ บั สนทิ แลว้ ” ดงั น้ีแล.
สฬา. สํ. ๑๘/๒๒๒/๓๒๐.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 221
๘๒
ใหต้ ้ังจติ ในกายคตาสติ
เสมอื นบรุ ุษผูถ้ อื หม้อน�้ำ มนั
ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! เปรียบเหมือนหมู่มหาชนได้
ทราบข่าววา่ มนี างงามในชนบท พงึ ประชมุ กัน ก็นางงาม
ในชนบทนัน้ นา่ ดูอย่างย่งิ ในการฟอ้ นร�ำ นา่ ดอู ย่างย่ิงใน
การขับร้อง หมมู่ หาชนได้ทราบข่าววา่ นางงามในชนบท
จะฟ้อนรำ�ขับร้อง พึงประชุมกันยิ่งข้ึนกว่าประมาณ
ครง้ั นน้ั บรุ ษุ ผอู้ ยากเปน็ อยไู่ มอ่ ยากตาย ปรารถนาความสขุ
เกลยี ดทกุ ข์ พึงมากล่าวกบั หมมู่ หาชนนน้ั อยา่ งนวี้ า่ บุรุษ
ผู้เจริญ ! ท่านพึงนำ�ภาชนะน้ำ�มันอันเต็มเปี่ยมน้ีไปใน
ระหว่างท่ปี ระชมุ ใหญก่ ับนางงามในชนบท และจักมีบุรษุ
เงอ้ื ดาบตามบุรษุ ผู้นำ�หมอ้ นำ้�มันนัน้ ไปข้างหลังๆ บอกวา่
ทา่ นจกั ท�ำ น�ำ้ มนั นน้ั หกแมห้ นอ่ ยหนง่ึ ในทใ่ี ด ศรี ษะของทา่ น
จักขาดตกลงไปในท่ีน้ันทีเดียว
ภกิ ษุทง้ั หลาย ! เธอท้ังหลาย จะสำ�คัญความ
ขอ้ น้นั เปน็ ไฉน ? บุรษุ ผู้นั้นจะไม่ใสใ่ จภาชนะน�ำ้ มนั โนน้
แลว้ พึงประมาทในภายนอกเทยี วหรือ ?
“ไม่เป็นอยา่ งน้ัน พระเจ้าข้า !”.
222 พุทธวจน
ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! เราทำ�อุปมานี้ เพื่อให้เข้าใจ
เน้ือความนี้ชัดขึ้น เน้ือความในข้อน้ีมีอย่างนี้แล คำ�ว่า
ภาชนะน้ำ�มันอันเต็มเปย่ี ม เป็นชอ่ื ของกายคตาสต.ิ
ภิกษุท้ังหลาย ! เพราะเหตนุ น้ั แหละ เธอทง้ั หลาย
พงึ ศกึ ษาอยา่ งนว้ี า่ กายคตาสติ จกั เปน็ ของอนั เราเจรญิ แลว้
กระท�ำ ใหม้ ากแลว้ กระท�ำ ใหเ้ ปน็ ดงั ยานกระท�ำ ใหเ้ ปน็ ทต่ี ง้ั
กระท�ำ ไม่หยุด สง่ั สมแล้ว ปรารภดแี ลว้ .
ภิกษุท้งั หลาย ! เธอทง้ั หลายพงึ ศกึ ษาอยา่ งน้ี แล.
มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๒๖๖/๗๖๓.
ฉบับ ๙ ปฐมธรรม 223
๘๓
อานสิ งสข์ องการเจริญกายคตาสติ
ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! ชนเหลา่ ใด ไมบ่ รโิ ภคกายคตาสติ
ชนเหล่าน้นั ช่อื วา่ ย่อมไมบ่ ริโภคอมตะ;
ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! ชนเหล่าใด บริโภคกายคตาสติ
ชนเหลา่ น้นั ชอ่ื วา่ ยอ่ มบรโิ ภคอมตะ;
ภิกษทุ ัง้ หลาย !
กายคตาสติอันชนเหลา่ ใดไมส่ อ้ งเสพแลว้
อมตะชอ่ื วา่ อนั ชนเหลา่ นน้ั ไมส่ อ้ งเสพแลว้ ;
ภิกษทุ ัง้ หลาย !
กายคตาสติอนั ชนเหลา่ ใดส้องเสพแลว้
อมตะชอ่ื ว่าอนั ชนเหลา่ น้นั สอ้ งเสพแลว้ ;
ภิกษุทง้ั หลาย !
กายคตาสติอนั ชนเหลา่ ใดเบ่ือแลว้
อมตะช่อื วา่ อันชนเหลา่ นัน้ เบื่อแลว้ ;
ภิกษุทงั้ หลาย !
กายคตาสตอิ ันชนเหล่าใดชอบใจแล้ว
อมตะชือ่ ว่าอนั ชนเหล่านัน้ ชอบใจแล้ว.
เอก. อํ. ๒๐/๕๙/๒๓๕,๒๓๙.
224 พุทธวจน
๘๔
การด�ำ รงสมาธจิ ติ
เม่อื ถูกเบียดเบยี นทางวาจา
ภิกษุทัง้ หลาย ! ทางแห่งถ้อยคำ�ที่บุคคลอ่ืน
จะพงึ กลา่ วหาเธอ ๕ อยา่ งเหลา่ น้ี มอี ยู่ คอื :-
๑. กลา่ วโดยกาลหรือโดยมิใช่กาล
๒. กล่าวโดยเรอื่ งจรงิ หรือโดยเร่ืองไม่จรงิ
๓. กลา่ วโดยออ่ นหวานหรือโดยหยาบคาย
๔. กลา่ วดว้ ยเรอ่ื งมปี ระโยชนห์ รอื ไมม่ ปี ระโยชน์
๕. กล่าวดว้ ยมจี ิตเมตตาหรอื มีโทสะในภายใน
ภิกษุทัง้ หลาย ! เม่ือเขากล่าวอยู่อย่างน้ัน
ในกรณนี ้ันๆ เธอพงึ ทำ�การสำ�เหนยี กอย่างนีว้ ่า
“จติ ของเราจักไมแ่ ปรปรวน,
เราจกั ไมก่ ลา่ ววาจาอันเป็นบาป
เราจักเป็นผู้มจี ิตเอน็ ดเู ก้ือกลู
มจี ติ ประกอบดว้ ยเมตตา ไมม่ โี ทสะในภายในอย,ู่
จกั มจี ติ สหรคตดว้ ยเมตตาแผไ่ ปยงั บคุ คลนน้ั อยู่