The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ม.2 ภาคเรียนที่ 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ฤทธิเดช สกุลซ้ง, 2022-11-06 06:03:59

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ม.2 ภาคเรียนที่ 2

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ม.2 ภาคเรียนที่ 2

แผนการจัดการเรียนรู้

หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 5 เร่ือง กลอนดอกสรอ้ ยรำพงึ ในปา่ ชา้

รหัส ท ๒๒๑๐๒ ชอ่ื รายวิชา ภาษาไทย กล่มุ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย

ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๒ ภาคเรยี นที่ ๒ เวลา ๓ ชว่ั โมง

มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ท ๕.๑ เขา้ ใจและแสดงความคดิ เหน็ วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทย

อย่างเห็นคณุ ค่าและนำมาประยกุ ตใ์ ช้ในชีวติ จริง

ตวั ชี้วัด
ท ๕.๑ ม. ๒/๑ สรุปเนอ้ื หาวรรณคดีและวรรณกรรมทอี่ ่านในระดบั ท่ียากขนึ้
ม. ๒/๖ วเิ คราะหแ์ ละวจิ ารณ์วรรณคดี วรรณกรรม และวรรณกรรมท้องถ่ินท่อี ่าน

พรอ้ มยกเหตผุ ลประกอบ
ม. ๒/๗ ท่องจำบทอาขยานตามทีก่ ำหนดและบทรอ้ ยกรองทมี่ ีคณุ คา่ ตามความสนใจ

สาระสำคัญ / ความคดิ รวบยอด

ชั่วโมงท่ี ๑
การถอดคำประพันธ์ คอื การเก็บความจากคำประพนั ธม์ าเขียนใหม่เปน็ ภาษาร้อยแก้ว

ท่สี ละสลวย โดยตอ้ งคงเนอ้ื ความเดิมไว้ ซ่ึงกอ่ นทน่ี ักเรยี นจะสรุปเนื้อหาจากวรรณคดีไดน้ น้ั จำเป็นจะต้องถอด
ความจากร้อยกรองเปน็ รอ้ ยแก้วเสยี ก่อน เพื่อใหส้ ะดวกต่อการสรปุ เน้ือหาวรรณคดี

ช่ัวโมงท่ี ๒

สรุปเนือ้ หาวรรณคดี คอื การสรุปเร่อื งราวจากการฟงั หรอื การอ่าน ผู้ฟังหรือผอู้ ่านจะตอ้ งจับใจความ
และสรุปใจความสำคัญของเรื่อง เพ่อื ทจี่ ะเปน็ พื้นฐานของการพูด หรือการเขียนสรปุ ความตอ่ ไป โดยจะต้องจับ

ประเด็นให้ไดว้ ่า ใคร ทำอะไร ทไี่ หน เม่อื ไร อย่างไร
ชว่ั โมงท่ี 3
การวเิ คราะหค์ ุณค่าจากวรรณคดี คอื การพจิ ารณา แยกแยะและประเมนิ คา่ โดยแสดงความคิดเห็น

อภิปรายข้อเท็จจริงใหผ้ อู้ น่ื ทราบวา่ ใครเป็นผู้แตง่ เป็นเรอื่ งเกี่ยวกับอะไร มปี ระโยชนอ์ ย่างไร มปี ระโยชนต์ ่อใคร ผู้
วิเคราะหม์ ีความเหน็ อยา่ งไร เรื่องทอ่ี ่านมคี ุณคา่ ด้านใด และแต่ละดา้ นสามารถนำไปประยกุ ตใ์ ห้เกดิ ประโยชน์ต่อ

ชีวติ ประจำวันอย่างไร

สาระการเรียนรู้/เน้อื หายอ่ ย
ชว่ั โมงที่ ๑
ความรู้ (K)
นกั เรียนมีความรู้ความเข้าใจในหลักการถอดคำประพนั ธ์

ทกั ษะ/กระบวนการ (P)
นกั เรยี นสามารถถอดคำประพันธจ์ ากกลอนดอกสรอ้ ยรำพงึ ในปา่ ช้าไดถ้ กู ต้องตามหลกั การ

คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
นักเรียนสามารถนำความรู้จากการเรยี นไปเปน็ แนวทางในการถอดคำประพันธ์วรรณคดเี รอื่ งอืน่

ๆ ในอนาคตได้
ช่ัวโมงท่ี ๒
ความรู้ (K)
นกั เรยี นมคี วามรู้ ความเขา้ ใจในการสรปุ เนอื้ หาวรรณคดี
ทกั ษะ/กระบวนการ (P)
นกั เรยี นสามารถสรุปเน้อื หาจากกลอนดอกสร้อยรำพงึ ในป่าชา้ ได้ถูกตอ้ งตามหลักการ
คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
นักเรยี นสามารถนำความร้จู ากการเรียนไปเป็นแนวทางในการเขยี นสรปุ เนื้อหา

จากวรรณคดเี รอื่ งอน่ื ๆ ในการเรียนระดับตอ่ ไปได้
ช่วั โมงท่ี 3
ความรู้ (K)
นักเรียนมคี วามรูค้ วามเข้าใจในหลักการวิเคราะห์คุณค่าจากวรรณคดี
ทกั ษะ/กระบวนการ (P)
นกั เรยี นสามารถวเิ คราะห์คณุ ค่าจากกลอนดอกสร้อยรำพงึ ในปา่ ช้าได้ถูกตอ้ ง
คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ (A)
นกั เรียนสามารถนำความรู้จากการเรียนไปเป็นแนวทางในวเิ คราะห์คณุ ค่าในวรรณคดี

เรอ่ื งอ่นื ๆ ในการเรียนระดบั ต่อไปได้

จดุ เน้นสู่การพฒั นาคณุ ภาพผู้เรยี น
ทกั ษะในศตวรรษท่ี 21 ( 3R8C )

Reading (อ่านออก)

(W) Riting (เขยี นได้)

(A) Rithemetics (คิดเลขเป็น)

ทกั ษะด้านการคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณและทกั ษะในการแกไ้ ขปัญหา (Critical Thinking and
Problem Solving)

ทักษะดา้ นการสรา้ งสรรค์ และนวตั กรรม (Creativity and Innovation)

ทกั ษะด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทศั น์ (Cross-cultural
Understanding)

ทักษะดา้ นความร่วมมือ การทำงานเปน็ ทมี และภาวะผู้นำ (Collaboration, Teamwork
and Leadership)

ทกั ษะดา้ นการสอื่ สาร สารสนเทศและรู้เท่าทันสอื่ (Communications, Information, and
Media Literacy)

ทักษะดา้ นคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สาร (Computing and ICT

Literacy)

ทักษะอาชีพ และทกั ษะการเรียนรู้ (Career and Learning)

ทักษะการเปลย่ี นแปลง (Change)

การประเมนิ ผลรวบยอด
ชนิ้ งานหรือภาระงาน
ชัว่ โมงที่ ๑

กจิ กรรม ถอดถ้อยร้อยเรียง
ชัว่ โมงท่ี ๒

ใบงานเรอื่ ง สรุปเน้ือหาจากกลอนดอกสรอ้ ยรำพึงในป่าชา้
ชั่วโมงที่ 3

ใบงานเรื่อง วเิ คราะห์คุณค่าจากกลอนดอกสรอ้ ยรำพึงในปา่ ช้า

กจิ กรรมการเรยี นรู้

ช่วั โมงที่ ๑
ขั้นนำ
ครูเปิดวดิ ีโอ “กลอนดอกสร้อยรำพงึ ในปา่ ช้า” ให้นกั เรียนดู และใหน้ ักเรียนแสดงความคดิ เหน็

โตต้ อบกับครู (K)
ขน้ั สอน

๑. ครแู จกใบความรแู้ ละให้ความรู้กบั นกั เรยี น เรื่อง การถอดคำประพันธ์ จากนั้นครอู ธบิ าย
ความหมายของการถอดคำประพนั ธ์ หลักการถอดคำประพนั ธ์ และครูยกตวั อยา่ งการถอด
คำประพนั ธใ์ หน้ ักเรียนดู เพ่อื ให้นกั เรียนเข้าใจหลักการถอดคำประพนั ธ์มากขนึ้ (K)

๒. ครูใหแ้ บ่งนักเรียนออกเป็น 3 กลุ่ม กลมุ่ ละ 5 คน ทำกิจกรรม “ถอดถอ้ ย รอ้ ยเรียง” โดยให้
นกั เรยี นถอดคำประพันธจ์ ากกลอนดอกสรอ้ ยรำพึงในปา่ ชา้ ท่ีครกู ำหนดให้ถกู ตอ้ งตามหลักการ (K, P, A)

๓. ครูให้นักเรยี นออกมานำเสนอหน้าช้ันเรียนทกุ กลุ่ม เพือ่ เปน็ การแลกเปลี่ยนเน้อื หาซึง่ กนั และ
กนั จากน้นั ครแู ละนักเรียนรว่ มกนั เสนอแนะรายละเอียดเพ่ิมเติม (P, A)

ขน้ั สรปุ

ครแู ละนักเรียนรว่ มกันสรุปกจิ กรรม “ถอดถ้อย รอ้ ยเรยี ง” เปน็ กจิ กรรมทใ่ี ห้นักเรยี นถอดคำ
ประพันธ์จากกลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า ใหถ้ ูกต้องตามหลกั การ สะทอ้ นผลว่านกั เรียนมีความรคู้ วามเขา้ ใจใน

หลักการถอดคำประพนั ธ์ สามารถถอดคำประพนั ธใ์ หถ้ กู ต้องตามหลักการ และสามารถนำความรู้ทไ่ี ดจ้ ากการเรยี น
เร่ือง การถอดคำประพันธ์ ไปเปน็ แนวทางในการถอดคำประพันธ์จากวรรณคดีเรือ่ งอนื่ ๆ ในอนาคตได้ (K, P, A)

ชว่ั โมงท่ี 2
ขนั้ นำ
ครูให้นักเรียนออกมาเล่าเนอ้ื เร่ืองจากกลอนดอกสร้อยรำพึงในปา่ ชา้ อยา่ งครา่ ว ๆ จากการถอด

คำประพันธใ์ นช่ัวโมงที่แล้ว จากน้ันครใู ห้นักเรียนถามคำถามท่นี กั เรยี นสงสัยเพ่อื เป็นการแลกเปลี่ยนความรูซ้ ง่ึ กนั
และกัน

ขน้ั สอน
๑. ครูแจกใบความรู้และให้ความรูก้ ับนักเรยี นเรื่อง สรปุ เนื้อหาวรรณคดี จากนนั้ ครอู ธิบาย

ความหมายของการสรปุ เนือ้ หา หลักการสรปุ เนื้อหา และครยู กตวั อย่างการสรปุ เนื้อหาวรรณคดี เพื่อใหน้ ักเรยี น
เข้าใจการสรปุ เนอื้ หาท่ถี กู ต้องตามหลกั การมากยง่ิ ขึน้ (K)

๒. ครใู ห้นักเรยี นทำใบงาน เรอื่ ง สรปุ เน้ือหาจากกลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าชา้ โดยให้นักเรยี น
เขียนสรุปเนือ้ หาจากกลอนรำพึงในป่าช้าท่ีครูพาถอดคำประพันธม์ าให้ถกู ต้องตามหลักการ (K, P, A)

๓. ครใู ห้นกั เรียนออกมานำเสนอหน้าชน้ั เรยี น โดยเลอื กจากการสุ่มจากสญั ลกั ษณด์ า้ นหลงั
ใบงาน จำนวน 1 คน จากน้นั ครแู ละนักเรยี นร่วมกันเสนอแนะรายละเอยี ดเพิ่มเตมิ (P, A)

ขั้นสรุป
ครแู ละนักเรยี นรว่ มกันสรปุ ใบงาน สรปุ เนอ้ื หาจากกลอนดอกสร้อยรำพงึ ในปา่ ชา้ เปน็ ใบงานที่ให้

นักเรยี นสรปุ เน้อื หาวรรณคดีใหถ้ กู ตอ้ งตามหลักการ สะท้อนผลวา่ นกั เรียนมีความรคู้ วามเขา้ ใจในหลักการสรปุ
เนื้อหาจากวรรณคดี สามารถสรปุ เนือ้ หาจากวรรณคดีได้ และสามารถนำความรู้จากการเรียนไปเขียนสรุปเนือ้ หา
จากวรรณคดเี รื่องอ่ืน ๆ ในการเรียนระดบั ต่อไปได้ (K, P, A)

ชว่ั โมงท่ี 3
ข้ันนำ
ครกู ลา่ วทักทายนกั เรียน แลว้ ครูใช้คำถาม“นักเรยี นคิดว่าวรรณคดี สะทอ้ นวถิ ชี วี ิตและวฒั นธรรม

ของคนในสมยั ก่อนหรือไม่ อย่างไร” จากนน้ั ให้นักเรยี นแสดงความคิดเหน็ โตต้ อบกบั ครู (K)
ขั้นสอน
๑. ครแู จกใบความรู้ ให้ความรู้กบั นักเรียนเรื่อง วิเคราะห์คุณค่าจากวรรณคดี จากนน้ั ครอู ธบิ าย

ความหมายของวิเคราะห์คุณค่าจากวรรณคดี หลักการวเิ คราะห์คณุ ค่าจากวรรณคดี และครูยกตัวอย่างการ
วิเคราะหค์ ุณคา่ จากวรรณคดี เพื่อให้นกั เรยี นเขา้ ใจการวเิ คราะห์คณุ ค่า
จากวรรณคดีที่ถกู ต้องตามหลกั การมากยงิ่ ข้นึ (K)

๒. ครูใหน้ ักเรียนทำใบงาน เรอื่ ง วเิ คราะหค์ ุณคา่ จากกลอนดอกสรอ้ ยรำพึงในป่าช้า โดยให้
นกั เรียนวเิ คราะห์คณุ ค่าจากกลอนรำพึงในป่าชา้ ให้ถกู ต้อง (K, P, A)

๓. ครใู ห้นกั เรียนออกมานำเสนอหนา้ ชนั้ เรียน โดยเลือกจากการส่มุ สัญลกั ษณ์ดา้ นหลงั ใบงาน
จำนวน 1 คน จากน้นั ครูและนกั เรยี นรว่ มกนั เสนอแนะรายละเอยี ดเพิ่มเติม (P, A)

ขัน้ สรุป
ครูและนักเรียนร่วมกนั สรปุ ใบงาน วเิ คราะห์คุณค่าจากกลอนดอกสร้อยรำพงึ ในป่าช้า

เป็นใบงานท่ีใหน้ กั เรียนวเิ คราะห์คุณค่าจากวรรณคดีใหถ้ กู ตอ้ งตามหลกั การ สะทอ้ นผลวา่ นักเรยี นมีความรู้ความ
เขา้ ใจในการวิเคราะหค์ ุณค่าจากวรรณคดี สามารถวิเคราะคุณคา่ จากวรรณคดีได้ และสามารถนำความรู้จากการ
เรยี นเรอ่ื ง วิเคราะห์คุณค่าจากวรรณคดี ไปเปน็ แนวทางในวิเคราะหค์ ณุ ค่าในวรรณคดเี รื่องอ่ืน ๆ ในการเรยี นระดับ

ตอ่ ไปได้ (K, P, A)

การวดั ผลประเมินผล เครื่องมอื เกณฑก์ ารประเมิน
ชั่วโมงท่ี 1 กจิ กรรมถอดถ้อยร้อยเรยี ง
ผา่ นเกณฑก์ ารประเมิน
วิธีการ รอ้ ยละ ๕๐

ประเมนิ กจิ กรรมถอดถ้อย รอ้ ยเรยี ง ใช้วิธวี ดั ผลจากการ
ทำกจิ กรรมของนกั เรยี นแตล่ ะคน โดยมปี ระเด็นในการ
วดั ผล ได้แก่ ถอดความได้ตรงกับความหมายเดมิ
จบั ใจความได้ถูกตอ้ งว่าข้อความน้นั กลา่ วถงึ อะไร
สามารถนำคำสามัญทมี่ ีความหมายตรงกันมาแทนได้
ใช้สรรพนามบรุ ษุ ท่ี 1, 2 หรอื 3 ตามบทประพันธ์
และลำดับเนอื้ ความตามบทเดิม (ประเดน็ ของแตล่ ะคน)
จากนั้นนำผลการประเมนิ มาเปน็ ข้อมูลในการปรบั ปรงุ
และพฒั นานกั เรียน และการจัดการเรยี นการสอนของครู
ในครัง้ ต่อ ๆ ไป

ชวั่ โมงท่ี ๒ เครือ่ งมือ เกณฑ์การประเมิน

วิธกี าร ใบงานเรื่อง สรุปเน้อื หาจาก ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ
กลอนดอกสรอ้ ยรำพงึ ในปา่ ร้อยละ ๕๐
ประเมนิ ใบงานเรอ่ื ง สรุปเน้ือหาจากกลอนดอกสร้อยรำพึง ชา้
ในป่าชา้ ใช้วิธีวดั ผลจากการทำใบงานของนักเรยี นแตล่ ะ
คน โดยมีประเด็นในการวดั ผล ไดแ้ ก่ จบั ใจความสำคัญได้
อย่างถกู ต้อง สรปุ เนือ้ หาได้ตรงตามคำประพันธ์ เขียนสรปุ
ดว้ ยภาษาท่ีสละสลวย ไพเราะและเป็นสำนวนภาษาของ
ตนเอง ลำดับเรอ่ื งราวได้อย่างถูกตอ้ ง และแทนสรรพนาม
บุรุษท่ี 1, 2 และ 3 ได้อยา่ งถูกต้อง (ประเดน็ ของแตล่ ะ
คน) จากนั้นนำผลการประเมนิ มาเปน็ ขอ้ มลู ในการ
ปรับปรงุ
และพฒั นานักเรยี น และการจดั การเรียนการสอนของครู
ในครงั้ ต่อ ๆ ไป

ช่ัวโมงท่ี 3

วิธกี าร เครอื่ งมือ เกณฑก์ ารประเมิน

ประเมินใบงานเร่ือง วิเคราะหค์ ุณคา่ จากกลอน ใบงานเรอื่ ง วิเคราะหค์ ณุ ค่า ผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ

ดอกสรอ้ ยรำพึงในปา่ ชา้ ใช้วิธวี ัดผลจากการทำใบงาน จากกลอนดอกสรอ้ ยรำพึงในป่า รอ้ ยละ ๕๐

ของนักเรยี นแต่ละคน โดยมีประเดน็ ในการวัดผล ไดแ้ ก่ ช้า

วเิ คราะห์คณุ ค่าได้ถูกตอ้ งตรงตามประเภท เขียน

วิเคราะห์ด้วยภาษาท่ีสละสลวย ลำดับการเขียนได้

ถกู ต้อง วเิ คราะห์ดว้ ยความสมเหตุสมผล และผลงาน

สะอาดเรียบร้อย (ประเด็นของแตล่ ะคน) จากนั้นนำผล

การประเมนิ มาเป็นขอ้ มลู ในการปรับปรุงและพฒั นา

นักเรยี น และการจัดการเรยี นการสอน

ของครใู นครัง้ ตอ่ ๆ ไป

สอ่ื การเรยี นรู้
ช่ัวโมงท่ี ๑
๑. ใบความรูเ้ รอื่ ง การถอดคำประพันธ์

๒. ใบงานเรือ่ ง ถอดถ้อย ร้อยเรียง
3. วดิ โี อ “กลอนดอกสรอ้ ยรำพงึ ในป่าชา้ ”

ชว่ั โมงท่ี 2
1.ใบความรู้เร่อื ง สรุปเนื้อหาวรรณคดี

2. ใบความรู้เร่ือง สรปุ เนอื้ หาจากกลอนดอกสร้อยรำพงึ ในปา่ ชา้
ช่วั โมงที่ 3

๑. ใบความรู้เร่ือง การวเิ คราะห์คุณค่าจากวรรณคดี
๒. ใบงานเรื่อง วเิ คราะหค์ ุณค่าจากกลอนดอกสร้อยรำพงึ ในป่าชา้

บันทกึ ผลหลงั การจดั การเรยี นรู้
๑. ผลการจดั การเรียนรู้
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
๒. ปญั หาและอปุ สรรค
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
๓. แนวทางการแก้ไขปญั หา
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
๔. ข้อเสนอแนะ
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................

ลงชือ่ .................................................
(นายฤทธเิ ดช สกลุ ซ้ง)
วนั ท.ี่ ............./......................./...............

ใบความรู้
เร่ือง การถอดคำประพนั ธ์

การถอดคำประพันธ์ คอื การเก็บความจากคำประพันธ์มาเขียนใหมเ่ ปน็ ภาษาร้อยแกว้

ท่ีสละสลวย โดยตอ้ งคงเนื้อความเดมิ ไว้ ซ่ึงก่อนทน่ี ักเรียนจะสรุปเนือ้ หาจากวรรณคดไี ดน้ ัน้ จำเป็นจะต้องถอด
ความจากรอ้ ยกรองเปน็ รอ้ ยแกว้ เสยี ก่อน เพือ่ ให้สะดวกตอ่ การสรุปเนือ้ หาวรรณคดี

หลกั การถอดคำประพนั ธ์

หลักการถอดคำประพันธ์ ประกอบไปดว้ ย
1. อา่ นข้อความน้นั ใหจ้ บ จบั ใจความใหถ้ กู ต้องวา่ ขอ้ ความนั้นกล่าวถึงอะไร
2. คำศัพท์ต่าง ๆ ต้องหาคำสามญั ท่มี คี วามหมายตรงกันมาแทน
3. การถอดคำศพั ท์ไมใ่ ชอ่ ธิบายความ จึงต้องเขยี นใหต้ รงกับความหมายเดมิ อย่าเพมิ่ ความหมายหรอื

เรื่องใหม่ให้เกินจากตอนเรอ่ื งเดิม
4. ตอ้ งถอดความใหไ้ ด้ลักษณะเดิมของคำประพันธ์นั้น ๆ
5. หากไม่อาจหาคำใดท่มี คี วามหมายดีและตรงกบั คำในบทเดิมกไ็ ดใ้ ชค้ ำในบทเดิม
6. ถ้าบทประพนั ธเ์ ป็นรอ้ ยแก้วท่มี ีประโยคซบั ซ้อนยดื ยาวตอ้ งพยายามแยกประโยคน้นั ออกเปน็ ประโยค

ง่าย ๆ
7. ถ้าในบทประพนั ธใ์ ชส้ รรพนามบรุ ษุ ท่ี 1 2 หรอื 3 ในบทท่ีถกู ถอดให้คงใช้สรรพนามเดมิ
8. ควรลำดับเนื้อความตามบทเดมิ อย่าสลบั ความเป็นอย่างอ่ืน

ตวั อยา่ ง แต่ดวงเนตรแดงดูดังสุริย์ฉาย
ไมค่ ลาดเคล่อื นเหมอื นองคพ์ ระทรงเดช มีเขี้ยวคลา้ ยชนนมี ศี ักดา

ทรงกำลงั ดังพระยาคชาพลาย

ถอดคำประพันธไ์ ด้ดังน้ี

ไมผ่ ดิ เพย้ี น เหมอื นพระอภยั มณี แตด่ วงตาดแู ดงเหมอื นแสงของพระอาทติ ย์ มีพละกำลังอย่าง
พระยาช้าง มเี ข้ยี วเหมือนกบั แมท่ ีม่ ีอำนาจ

ใบความรู้

เรื่อง สรุปเน้อื หาวรรณคดี

สรุปเนอ้ื หาวรรณคดี คือ การสรุปเรอื่ งราวจากการฟงั หรอื การอา่ น ผู้ฟงั หรอื ผอู้ ่านจะต้อง
จบั ใจความและสรปุ ใจความสำคัญของเรอ่ื ง เพือ่ ท่ีจะเป็นพืน้ ฐานของการพดู หรือการเขยี นสรุปความต่อไป โดย
จะต้องจบั ประเด็นใหไ้ ด้ว่า ใคร ทำอะไร ทีไ่ หน เมอื่ ไร อยา่ งไร

หลักการสรปุ เนือ้ หาวรรณคดี

๑. ตง้ั จดุ มุ่งหมายในการอ่านหรือฟังใหช้ ดั เจน ว่าอา่ นหรือฟังไปทำไมและวรรณคดีเรื่องนัน้
เปน็ เร่อื งใด

๒. ในกรณที อ่ี ่านควรเรอ่ื งราวอยา่ งครา่ ว ๆ พอเข้าใจ และเก็บใจความสำคัญของแตล่ ะย่อหนา้
ส่วนการฟงั ใหฟ้ งั อยา่ งตงั้ ใจและพยายามจินตนาการเหตกุ ารณ์ที่เกดิ ข้ึนในเรอ่ื ง ซึ่งถา้ จะให้ดีควรมกี ารจดบันทกึ
เหตุการณ์ท่ีสำคญั ของเรอ่ื งไวด้ ว้ ย

๓. เม่อื อา่ นจบใหต้ ้ังคำถามกับตนเองวา่ เรื่องท่ีอา่ นมีใคร ทำอะไร ที่ไหน เมือ่ ไหรแ่ ละอย่างไร
๔. นำสิ่งท่ีไดม้ าเขียนหรือเลา่ สรุป โดยเรียบเรยี งใจความสำคญั ใหม่ดว้ ยสำนวนของตนเองเพือ่ ใหเ้ กิดความ
สละสลวย
➢ วธิ ีการสรุปเน้อื หาวรรณคดี

วธิ สี รปุ เนอ้ื หาจากเรอ่ื งทอ่ี ่านขน้ึ อย่กู บั ความชอบว่าจะทำอยา่ งไร เช่น ขีดเส้นใต้ หรอื ตีเส้นล้อม
กรอบข้อความสำคญั การใช้สีตา่ ง ๆ แสดงความสำคญั มากนอ้ ยของขอ้ ความ การทำบนั ทึกยอ่ กเ็ ป็นขบวนการส่วน
หนึ่งของการสรปุ เนอ้ื หาท่ดี แี ละไดผ้ ล แต่ผอู้ ่านควรสรุปเรอื่ งด้วยภาษาและสำนวนของตนเอง ไมค่ วรสรุปเรอ่ื งดว้ ย
การตดั เอาความสำคญั มาเรยี งต่อกนั เพราะวิธีนี้อาจทำให้ผอู้ ่านพลาดสาระสำคัญบางตอนไป อนั เป็นเหตุให้การ
ตคี วามผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้
ตัวอย่าง

นทิ านเรื่อง กระตา่ ยกับเตา่
ณ ปา่ ใหญ่แห่งหน่ึง กระตา่ ยตวั หนึง่ มกั ชอบโออ้ วดว่าตนเป็นผทู้ ่วี ่งิ ได้เรว็ ท่สี ุด อยู่มาวันหนงึ่ กระต่ายเห็น
เต่ากำลงั คลานตว้ มเตี้ยมอย่างช้า ๆ กระต่ายจงึ หัวเราะเยาะแล้วพูดวา่ “น่เี จา้ เต่า ถา้ เจา้ เดนิ ช้าอยา่ งน้ี แล้วเม่อื ไร
จะกลบั ถึงบ้านละ่ นี่” เตา่ จึงตอบกลับไปในทันทวี ่า “ถงึ ข้าจะเดนิ ช้า แตข่ ้าก็กลับถึงบา้ นทกุ วัน เรามาลองว่ิงแขง่
กนั มยั้ ล่ะ แล้วข้าจะเอาชนะเจา้ ให้ด”ู กระต่ายน้ันมน่ั ใจวา่ เตา่ ไม่มที างเอาชนะตนไดเ้ ปน็ แนจ่ งึ รับคำท้า วันรุ่งขนึ้
สัตว์ต่าง ๆ กพ็ รอ้ มใจพากันมาดูการวงิ่ แขง่ ขันระหว่างกระต่ายกับเตา่ เม่อื การแข่งขนั ไดเ้ ริม่ ขนึ้ กระต่ายว่งิ อยา่ งสุด
ฝเี ท้าเพื่อไปใหถ้ งึ เสน้ ชัย ส่วนเต่าก็พยายามคลานไปเรื่อย ๆ ในขณะที่กระต่ายวิ่งไปจนใกลจ้ ะถงึ เส้นชัยแลว้ กค็ ิดว่า
ถึงอย่างไรเสยี ตนกต็ ้องเป็นผู้ชนะแนน่ อน กระตา่ ยจงึ นัง่ พกั อยู่ใต้ต้นไมแ้ ละเผลอหลบั ไป ส่วนเต่ากค็ ลานต้วมเต้ียม
จนมาถงึ เส้นชัย กระตา่ ยเมื่อตนื่ ขึ้นมาก็มองซา้ ยมองขวาแลว้ รีบวง่ิ ไปยังเส้นชัยด้วยความเรว็ แต่ก็สายเกินไปเสยี
แลว้ เพราะสัตวป์ า่ ท้ังหลายกำลงั แสดงความยินดีกบั เต่าท่ีเป็นผชู้ นะ

จากนทิ านขา้ งตน้ สรปุ เน้ือหาไดว้ า่
กระต่ายเห็นเต่าเดนิ ต้วมเตี้ยมจึงหวั เราะเยาะ เตา่ จงึ ทา้ กระต่ายว่ิงแขง่ เมอ่ื การแข่งขันได้เริ่มขน้ึ

กระต่ายวง่ิ ไปจนใกลถ้ ึงเส้นชัยก็ชะลา่ ใจจึงพกั อยใู่ ตต้ น้ ไมแ้ ละเผลอหลับ เต่าที่ค่อยคลานจงึ เขา้ เสน้ ชัย
และเปน็ ผชู้ นะ

ใบความรู้
เรือ่ ง การวิเคราะห์คุณคา่ ของวรรณคดี

การวเิ คราะหค์ ุณค่าจากวรรณคดี คอื การพจิ ารณา แยกแยะและประเมนิ คา่ โดยแสดง
ความคิดเหน็ อภิปรายขอ้ เทจ็ จรงิ ให้ผูอ้ ่นื ทราบว่าใครเปน็ ผูแ้ ตง่ เปน็ เร่ืองเก่ียวกับอะไร มปี ระโยชน์อย่างไร
มีประโยชน์ต่อใคร ผูว้ เิ คราะห์มคี วามเห็นอย่างไร เรื่องทอ่ี า่ นมีคณุ คา่ ดา้ นใด และแต่ละด้านสามารถนำไปประยุกต์
ให้เกดิ ประโยชน์ต่อชีวติ ประจำวนั อยา่ งไร

หลกั การวิเคราะห์คุณค่าจากวรรณคดี

การวิเคราะหค์ ุณค่าของวรรณคดี แบ่งเปน็ 4 ประเภท ไดแ้ ก่
๑. คณุ ค่าด้านเนือ้ หา การพิจารณาเนอ้ื หาท่ีให้คุณประโยชน์ ซ่งึ ผู้อา่ นควรอ่านอย่างมีวิจารณญาณ

หาคณุ คา่ ของวรรณคดอี ยา่ งมหี ลกั เกณฑ์ สำหรับแนวทางในการวิเคราะหค์ ุณคา่ ดา้ นเน้อื หา
มหี ลายประการ ดังนี้

๑.๑ ควรพจิ ารณาวา่ ผู้แตง่ มีจดุ ม่งุ หมายอยา่ งไร เนื้อเร่ืองมแี นวคิดให้คำสอน คติธรรม
ข้อเตอื นใจ หรอื ให้แนวทางในการดำเนนิ ชีวิตอย่างไร

๑.๒ พิจารณาภาพสะทอ้ นของสังคม วถิ ีชวี ิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี
ความเชอื่ และค่านยิ มตา่ ง ๆ ในสมัยของผู้แต่ง

๑.๓ พิจารณาคุณค่าในดา้ นความรู้ที่จะชว่ ยเสริมสรา้ งสติปญั ญาแกผ่ อู้ ่าน
๒. คณุ ค่าด้านวรรณศลิ ป์ คือ ความไพเราะของบทประพันธ์ คำว่า “วรรณศลิ ป”์ หมายถึง ลักษณะ
ดีเดน่ ทางดา้ นวธิ ีแต่ง การเลือกใช้ถ้อยคำ สำนวน ลีลา ประโยค และความเรียงต่าง ๆ ทปี่ ระณีตงดงาม หรือมี
รสชาติเหมาะสมกับเน้ือเรอ่ื งเปน็ อย่างดี ทำให้คนอ่านไดร้ ับผลในทางอารมณ์ความรู้สกึ เชน่ เกิดความ
สดชื่น เบิกบาน ขบขัน เพลดิ เพลิน ขบคิด เศร้าโศก ปลกุ ใจ หรอื เกิดอารมณ์ตามที่ผเู้ ขียนต้องการสร้างใหเ้ กดิ ข้นึ
ในตวั ผูอ้ า่ น

2.1 การใช้ถ้อยคำ พิจารณาการเลอื กใชค้ ำท่ีส่ืออารมณ์ ความรู้สึกไดอ้ ย่างงดงาม เหมาะสมกบั
เนื้อเรอ่ื งและฐานะของตัวละคร

2.2 การใชโ้ วหาร ภาพพจน์ พจิ ารณาถงึ สำนวนโวหาร หรอื ภาพพจน์ทีท่ ำให้เกิดความรู้สึกคล้อย
ตาม

2.3 การเล่นเสียง พิจารณาถึงเสียงของคำประพนั ธ์
2.4 ลีลาการประพันธ์ พิจารณาจากรสในวรรณคดี
๓. คุณคา่ ด้านสังคม วรรณคดีและวรรณกรรมจะสะทอ้ นใหเ้ หน็ สภาพของสังคมและวรรณคดที ี่ดี
สามารถจรรโลงสังคมได้อกี ด้วย
4. ขอ้ คดิ ท่สี ามารถนำไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจำวัน ผู้อา่ นสามารถนำแนวคดิ
และประสบการณ์จากเรอื่ งทอ่ี ่านไปประยุกต์ใช้หรือแก้ปัญหาในชวี ิตประจำวนั ได้

ใบกิจกรรม
“ถอดถ้อย ร้อยเรยี ง”

คำชแ้ี จง ใหน้ ักเรยี นถอดคำประพนั ธจ์ ากกลอนดอกสรอ้ ยรำพงึ ในปา่ ชา้ ที่ครูกำหนดใหถ้ ูกต้องตามหลกั การ

ถอดคำประพนั ธ์

............................................................................................................................. ..........................................................
.......................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..........................................................
............................................................................................................................. ..........................................................
................................................................................................................................................................. ......................
.......................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ......................................................... .
............................................................................................................................. ..........................................................
.......................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..........................................................
............................................................................................................................. ..........................................................
................................................................................................................................................................ .......................

ถอดคำประพันธ์

ชื่อ.....................................................................................................................ชัน้ ....................เลขท.่ี ..................

ใบงาน
สรปุ เน้ือหาจากกลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าชา้

คำช้ีแจง ใหน้ กั เรยี นสรุปเนือ้ หาจากกลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า

............................................................................................................................. ..........................................................
.......................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..........................................................
............................................................................................................................. ..........................................................
................................................................................................................................................................. ......................
.......................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ......................................................... .
............................................................................................................................. ..........................................................
.......................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..........................................................
............................................................................................................................. ..........................................................
................................................................................................................................................................ .......................
........................................................................................................... ............................................................................
............................................................................................................................. ....................................................... ...
............................................................................................................................. ..........................................................
.......................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..........................................................
............................................................................................................................. ..........................................................
.............................................................................................................................................................. .........................
.......................................................................................................... .............................................................................

ช่อื .....................................................................................................................ช้ัน....................เลขที่...................

ใบงาน
เร่ือง วเิ คราะหค์ ุณคา่ จากกลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าชา้

คำชี้แจง ให้นักเรยี นวิเคราะหค์ ณุ คา่ จากกลอนรำพึงในป่าชา้ ใหถ้ ูกตอ้ ง พรอ้ มทัง้ ยกตวั อย่างบทประพันธ์ประกอบ

1. คุณคา่ ด้านเนอื้ หา

............................................................................................................................. .........................................
.......................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..........................................................
............................................................................................................................. ..........................................................
.....................................................................................................................................................

2. คุณคา่ ดา้ นวรรณศลิ ป์

............................................................................................................................. .........................................
............................................................................................................................. ..........................................................
...................................................................................................................................................................... .................
.................................................................................................................. .....................................................................
............................................................................................................................. ........................

3. คุณคา่ ดา้ นสังคม

............................................................................................................................................. .........................
.......................................................................................................... .............................................................................
............................................................................................................................. ...................................................... ....
............................................................................................................................. ..........................................................
.....................................................................................................................................................

4. ขอ้ คิดทส่ี ามารถนำไปประยกุ ต์ใชใ้ นชีวติ ประจำวนั

............................................................................................................................ ..........................................
............................................................................................................................. ..........................................................
............................................................................................................................................................ ...........................
........................................................................................................ ...............................................................................
............................................................................................................................. ........................

ชือ่ .....................................................................................................................ชัน้ ....................เลขที.่ ..................

แบบประเมนิ กจิ กรรมถอดถอ้ ย ร้อยเรียง
นักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 2

รายการประเมิน

รวม สรปุ ผล
ชอ่ื -สกลุ ๑. ถอดความไ ้ดตรง ักบความหมายเ ิดม
๒. ัจบใจความไ ้ด ูถก ้ตองว่า ้ขอความ ้ันน
ก ่ลาว ึถงอะไร
๓. สามารถนำคำสา ัมญท่ี ีมความหมาย
ตรง ักนมาแทนไ ้ด
๔. ใ ้ชสรรพนาม ุบ ุรษท่ี 1 2 ห ืรอ 3
ตามบทประพัน ์ธ
๕. ลำ ัดบเ ้ืนอความตามบทเ ิดม

๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๑๐ ผ่าน ไมผ่ า่ น

หมายเหตุ : เกณฑ์การทำใบงาน ต้องได้คะแนนรอ้ ยละ ๕๐ คือ ๕ คะแนนขน้ึ ไป จากคะแนนเต็ม ๑๐ จงึ จะถือวา่
ผ่านเกณฑ์

แบบประเมินใบงาน สรุปเนอื้ หาจากกลอนดอกสร้อยรำพึงในปา่
นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 2

รายการประเมิน

ชอ่ื -สกุล ๑. ัจบใจความสำคัญไ ้ดอย่าง ูถก ้ตอง รวม สรปุ ผล
๒. ส ุรปเ ้ืนอหาไ ้ดตรงตามคำประพัน ์ธ
๓. เ ีขยนสรุป ้ดวยภาษาที่สละสลวย
ไพเราะ เป็นสำนวนภาษาของตนเอง
๔. ลำ ัดบเ ืร่องราวไ ้ดอย่าง ูถก ้ตอง
๕. แทนสรรพนาม ุบ ุรษที่ 1, 2 และ 3
ไ ้ดอ ่ยาง ูถก ้ตอง

๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๑๐ ผา่ น ไมผ่ า่ น

หมายเหตุ : เกณฑ์การทำใบงาน ต้องได้คะแนนรอ้ ยละ ๕๐ คอื ๕ คะแนนข้ึนไป จากคะแนนเตม็ ๑๐ จงึ จะถอื ว่า
ผ่านเกณฑ์

แบบประเมินใบงาน วเิ คราะห์คณุ คา่ จากกลอนดอกสร้อยรำพึงในป่า
นกั เรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2

รายการประเมนิ

ชอ่ื -สกลุ ๑. วิเคราะห์คุณค่าไ ้ด ูถก ้ตองตรงตาม รวม สรปุ ผล
ประเภท
๒. เ ีขยนวิเคราะห์ ้ดวยภาษาที่
สละสลวย
๓. ลำ ัดบการเ ีขยนไ ้ด ูถก ้ตองไ ่ม ัสบสน
๔. วิเคราะห์ ้ดวยความสมเห ุตสมผล
๕. ผลงานสะอาดเรียบ ้รอย

๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๑๐ ผา่ น ไม่ผ่าน

หมายเหตุ : เกณฑ์การทำใบงาน ต้องได้คะแนนรอ้ ยละ ๕๐ คือ ๕ คะแนนขึน้ ไป จากคะแนนเตม็ ๑๐ จงึ จะถอื วา่
ผ่านเกณฑ์

เกณฑ์การประเมิน เกณฑก์ ารตัดสนิ ระดับคณุ ภาพ ผลการประเมิน

๙ - ๑๐ คะแนน ดีมาก ผ่าน
๗ - ๘ คะแนน ดี ผา่ น
๕ - ๖ คะแนน ผา่ น
๓ - ๔ คะแนน ปานกลาง ไม่ผ่าน
๐ - ๒ คะแนน พอใช้ ไม่ผ่าน
ปรบั ปรุง

เกณฑ์การประเมินกจิ กรรม ถอดถ้อย ร้อยเรยี ง

รายละเอียดการประเมนิ ระดับคะแนน

๒๑

๑. ถอดความไดต้ รงกับ สามารถถอดใจความได้ตรงกับ สามารถถอดใจความได้ตรงกับ

ความหมายเดิม ความหมายเดิม ไมผ่ ิดเพย้ี นไปจาก ความหมายเดมิ อาจจะมผี ิดเพ้ยี นไป

คำประพันธ์ จากคำประพนั ธ์บา้ งเล็กนอ้ ย

๒. จับใจความไดถ้ ูกต้องว่า สามารถจับใจความไดถ้ ูกตอ้ ง สามารถจับใจความไดว้ ่าขอ้ ความนน้ั

ขอ้ ความนั้นกลา่ วถึงอะไร วา่ ขอ้ ความน้ันกล่าวถงึ อะไร มีใคร กล่าวถงึ อะไร มีใคร ทำอะไร

ทำอะไร ทีไ่ หน อยา่ งไร มใี จความ ทไ่ี หน อยา่ งไร แตย่ ังมีใจความสำคัญ

สำคญั ครบถว้ น ไมค่ รบถ้วน

๓. สามารถนำคำสามัญทมี่ ี สามารถนำคำสามญั ท่มี ีความหมาย สามารถนำคำสามญั ท่มี ีความหมาย

ความหมายตรงกันมาแทนได้ ตรงกันมาแทนได้ โดยทค่ี วามนนั้ ยัง ตรงกันมาแทนได้ แตค่ วามนนั้ อาจ

มีเน้ือความตามเดมิ มเี น้ือความไมต่ รงตามเดมิ

๔. ใช้สรรพนามบรุ ุษที่ 1 2 สามารถใชส้ รรพนามบรุ ษุ ท่ี 1 2 สามารถใช้สรรพนามบุรุษท่ี 1 2

หรอื 3 ตามบทประพันธ์ หรือ 3 ตามบทประพันธ์ไดถ้ ูกต้อง หรือ 3 ตามบทประพันธ์ได้ แต่

อาจจะมบั สน และใช้ไม่ถูกบา้ ง

เล็กน้อย

๕. ลำดับเนอ้ื ความตามบทเดิม สามารถลำดับเนื้อความได้ตามบท สามารถลำดบั เน้อื ความได้ตามบท

เดิม ไมส่ บั สน วกไปวนมา เดิม แตอ่ าจสับสน วกไปวนมาบา้ ง

เกณฑ์การประเมินใบงาน สรปุ เนอื้ หาจากกลอนดอกสร้อยรำพึงในปา่

รายละเอียดการประเมิน ระดับคะแนน

๒๑

๑. จับใจความสำคญั ไดอ้ ยา่ ง สามารถจับใจความสำคัญได้อยา่ ง สามารถจับใจความสำคญั ได้ สรุปได้

ถูกตอ้ ง ถูกตอ้ ง สรปุ ไดว้ า่ ใคร ทำอะไร ท่ี ว่าใคร ทำอะไร ท่ไี หน เมื่อไหร่

ไหน เม่อื ไหร่ อยา่ งไร อยา่ งไร แตอ่ าจจะไมค่ รบถ้วน

สมบรู ณ์

๒. สรปุ เน้อื หาไดต้ รงตามคำ สามารถสรปุ เน้อื หาไดต้ รงตามคำ สามารถสรปุ เนอ้ื หาได้ตรงตามคำ

ประพันธ์ ประพนั ธ์ ไม่ผดิ เพยี้ นไปจากเดมิ ประพันธ์ อาจมีผดิ เพย้ี นไปจากเดมิ

เลก็ นอ้ ย

๓. เขียนสรปุ ดว้ ยภาษาท่ี สามารถเขียนสรุปด้วยภาษาที่ สามารถเขยี นสรปุ ด้วยภาษาที่

สละสลวย ไพเราะและเป็น สละสลวย ไพเราะและเป็นสำนวน สละสลวย แตอ่ าจเขียนไม่เปน็

สำนวนภาษาของตนเอง ภาษาของตนเอง สำนวนภาษาของตนเอง

๔. ลำดบั เรื่องราวได้อย่าง สามารถลำดับเรื่องราวได้เป็นอย่าง สามารถลำดับเร่อื งราวได้เป็นอย่างดี

ถกู ต้อง ดี ถูกต้องตรงตามเนือ้ เรือ่ ง ไม่ ถกู ต้องตรงตามเน้อื เร่ือง แต่อาจมี

สบั สนวกไปวนมา สบั สนวกไปวนมาบ้าง

๕. แทนสรรพนามบุรษุ ที่ 1, 2 สามารถใชส้ รรพนามบรุ ุษที่ 1 2 สามารถใช้สรรพนามบรุ ุษที่ 1 2

และ 3 ได้อย่างถูกต้อง หรือ 3 ตามบทประพันธ์ได้ถูกตอ้ ง หรอื 3 ตามบทประพนั ธ์ได้ แต่

อาจจะมับสน และใช้ไมถ่ ูกบ้าง

เลก็ นอ้ ย

เกณฑ์การประเมินใบงาน วิเคราะห์คณุ คา่ จากกลอนดอกสรอ้ ยรำพึงในป่า

รายละเอียดการประเมิน ระดับคะแนน

๒๑

๑. วิเคราะห์คุณค่าไดถ้ ูกต้อง สามารถวิเคราะห์คุณคา่ ได้ถกู ต้อง สามารถถอดใจความไดต้ รงกับ

ตรงตามประเภท ตรงตามประเภท ความหมายเดมิ อาจจะมีผดิ เพีย้ นไป

จากคำประพนั ธ์บา้ งเลก็ น้อย

๒. เขียนวเิ คราะหด์ ว้ ยภาษาที่ สามารถเขยี นวเิ คราะห์ด้วยภาษาที่ สามารถเขียนวิเคราะหด์ ว้ ยภาษาที่

สละสลวย สละสลวย ไพเราะ ใชค้ ำได้ สละสลวย แต่ยังไม่ไพเราะ และใช้คำ

เหมาะสมกับการวิเคราะห์ ไมค่ ่อยเหมาะสมกับการวิเคราะห์

๓. ลำดับการเขียนไดถ้ ูกต้องไม่ สามารถลำดับการเขยี นไดถ้ ูกตอ้ ง สามารถลำดับการเขยี นไดถ้ กู ต้อง แต่

สับสน ไมส่ บั สน วกไปวกมา อาจมีความสบั สน วกไปวกมาบ้าง

๔. วิเคราะหด์ ้วยความ สามารถวิเคราะห์คุณค่าได้ สามารถวิเคราะห์คณุ ค่าได้

สมเหตสุ มผล สมเหตุสมผล ไม่เกินความเปน็ จริง สมเหตุสมผล แต่อาจเกนิ ความเป็น

๕. ผลงานสะอาดเรยี บร้อย และสามารถใหเ้ หตุและผลท่ี จรงิ ไปบา้ ง สามารถให้เหตแุ ละผลที่
น่าเชื่อถือได้ นา่ เชอื่ ถอื

ผลงานมีความสะอาดเรยี บร้อย ไม่ ผลงานมคี วามสะอาดเรยี บรอ้ ย
มรี อยเป้ือน มีรอยเปื้อนเลก็ น้อย

แผนการจดั การเรียนรู้

หน่วยการเรียนรูท้ ี่ ๓ ลิขิตอักษรา เรื่อง การเขยี นจดหมายกิจธรุ ะ

รหสั วชิ า ท ๒๒๑๐๒ ชือ่ รายวิชา ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย

ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี ๒ ภาคเรยี นท่ี ๒ เวลา 1 ชั่วโมง

มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐาน ท 2.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขียนสอ่ื สาร เขยี นเรยี งความ ย่อความ และเขยี นเรอ่ื งราวใน
รูปแบบตา่ ง ๆ เขยี นรายงานขอ้ มูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นควา้
อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ

ตวั ชี้วัด
ท 2.๑ ม. ๒/๖ เขียนจดหมายกิจธรุ ะ

สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด
จดหมายกจิ ธุระ คอื จดหมายที่เขยี นติดตอ่ ส่อื สารกันระหวา่ งบคุ คล หน่วยงาน หรือองค์กรตา่ ง ๆ

เพ่อื แจง้ เร่อื งการงานหรือเร่อื งสว่ นตัว โดยตอ้ งไมเ่ ก่ียวขอ้ งกบั ธรุ กิจการค้า เชน่ จดหมายลาป่วย จดหมายลากิจ

จดหมายขอความร่วมมือหรือขอความช่วยเหลอื (การขอความอนุเคราะห)์
จากองคก์ รหรือหนว่ ยงานตา่ ง ๆ เปน็ ตน้

สาระการเรียนร/ู้ เน้ือหายอ่ ย
ความรู้(K)

นักเรยี นมคี วามรู้ ความเข้าใจในส่วนประกอบของจดหมายกจิ ธรุ ะ
ทกั ษะ/กระบวนการ (P)

นักเรียนสามารถบอกส่วนประกอบของจดหมายกจิ ธรุ ะไดอ้ ย่างถูกต้อง

คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ (A)
นักเรียนสามารถนำความรู้จากการเรยี นเร่ือง จดหมายกจิ ธรุ ะ ไปเปน็ แนวทางใน

การเขียนจดหมายกจิ ธุระในการเรยี นระดับต่อไปได้

จุดเนน้ ส่กู ารพัฒนาคณุ ภาพผเู้ รียน
ทกั ษะในศตวรรษท่ี 21 ( 3R8C )

Reading (อ่านออก)

(W) Riting (เขยี นได)้

(A) Rithemetics (คิดเลขเป็น)

ทกั ษะด้านการคิดอย่างมีวจิ ารณญาณและทกั ษะในการแกไ้ ขปญั หา (Critical Thinking and
Problem Solving)

ทกั ษะด้านการสรา้ งสรรค์ และนวตั กรรม (Creativity and Innovation)

ทักษะดา้ นความเข้าใจความต่างวฒั นธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (Cross-cultural
Understanding)

ทกั ษะด้านความรว่ มมือ การทำงานเป็นทีมและภาวะผู้นำ (Collaboration, Teamwork
and Leadership)

ทกั ษะดา้ นการส่อื สาร สารสนเทศและรูเ้ ท่าทันสือ่ (Communications, Information, and
Media Literacy)

ทกั ษะด้านคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สาร (Computing and ICT

Literacy)

ทกั ษะอาชีพ และทักษะการเรยี นรู้ (Career and Learning)

ทักษะการเปล่ยี นแปลง (Change)

การประเมนิ ผลรวบยอด
ชน้ิ งานหรือภาระงาน
ใบงาน เรอื่ ง ส่วนประกอบของจดหมายกิจธุระ

กิจกรรมการเรียนรู้

ขน้ั นำ
ครูกล่าวทกั ทายนักเรยี น แล้วครใู ช้คำถาม “นักเรียนเคยเขียนจดหมายหรือไม่” จากนั้นใหน้ กั เรยี น

แสดงความคิดเหน็ โตต้ อบกับครู (K)
ข้นั สอน
๑. ครแู จกใบความรู้และให้ความรกู้ บั นักเรียน เรือ่ ง การเขียนจดหมายกิจธรุ ะ

จากนน้ั ครูอธบิ ายความหมายของการเขยี นจดหมายกิจธรุ ะและสว่ นประกอบของจดหมายกจิ ธุระ จากนน้ั ครู
ยกตวั อยา่ งการเขียนจดหมายกจิ ธุระ เพือ่ ใหน้ ักเรียนเข้าใจถึงความหมายและสว่ นประกอบของจดหมายกิจธุระ

มากยงิ่ ขึน้ (K)
๒. ครใู หน้ กั เรยี นทำใบงาน เร่ือง ส่วนประกอบของจดหมายกิจธุระ โดยใหน้ กั เรยี นเตมิ สว่ นประกอบ

ของจดหมายกจิ ธุระลงในใบงานท่ีครแู จกใหใ้ หถ้ ูกต้อง (P, K)

๓. ครใู ห้นักเรียนออกมานำเสนอหน้าช้ันเรยี น โดยเลือกจากสญั ลักษณท์ ี่ครูทำไว้ด้านหลงั ใบงาน
จำนวน 1 คน จากน้ันครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั เสนอแนะรายละเอียดเพ่มิ เติม (P, A)

ขน้ั สรุป
ครูและนักเรียนรว่ มกันสรปุ ใบงาน “สว่ นประกอบของจดหมายกจิ ธุระ” เปน็ ใบงาน

ที่ให้นกั เรยี นเติมส่วนประกอบของจดหมายกิจธุระลงในใบงานที่ครแู จกให้ใหถ้ ูกตอ้ ง สะท้อนผลได้วา่ นกั เรียนมี

ความรคู้ วามเข้าใจในความหมาย และสามารถเติมสว่ นประกอบของจดหมายกิจธรุ ะได้

และสามารถนำความรู้ท่ีไดจ้ ากการเรยี น เรอ่ื ง การเขียนจดหมายกจิ ธุระ ไปเปน็ แนวทางในการเขยี นจดหมายกิจ

ธรุ ะในการเรยี นระดบั ต่อไปได้ (K, P, A)

การวัดผลประเมินผล

วิธกี าร เครอื่ งมอื เกณฑก์ ารประเมิน

ตรวจใบงาน เรอ่ื ง สว่ นประกอบของจดหมาย ใบงาน เร่ือง สว่ นประกอบ ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ

กจิ ธรุ ะ ใชว้ ธิ ีวัดผลจากการทำใบงานของ ของจดหมาย รอ้ ยละ ๕๐

นกั เรยี นแตล่ ะคน โดยมปี ระเด็นในการวัดผล

คอื ความถูกตอ้ งของส่วนประกอบจดหมาย

กิจธรุ ะ (ประเดน็ ของแต่ละคน) จากนนั้ นำผล

การประเมินมาเปน็ ขอ้ มูลในการปรับปรงุ และ

พฒั นานักเรยี น และการจัดการเรยี นการสอน

ของครูในคร้ังต่อ ๆ ไป

ส่ือการเรียนรู้
๑. ใบความรู้ เรอ่ื ง การเขียนจดหมายกจิ ธุระ
๒. ใบงาน เรอ่ื ง สว่ นประกอบของจดหมายกิจธรุ ะ

ขอ้ เสนอแนะของหวั หน้าสถานศกึ ษาหรือผทู้ ี่ไดร้ ับมอบหมาย (ตรวจสอบ,นเิ ทศ,เสนอแนะ,รับรอง)
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................

ลงชื่อ................................................................
(...............................................................)
วันท.่ี ........../...................../...........

บันทกึ ผลหลังการจดั การเรียนรู้
๑. ผลการจดั การเรยี นรู้
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
๒. ปญั หาและอปุ สรรค
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
๓. แนวทางการแก้ไขปัญหา
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๔. ขอ้ เสนอแนะ
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................

ลงชอ่ื .................................................
(นายฤทธิเดช สกุลซ้ง)
วันท่ี............../......................./...............

ใบความรู้
เรอื่ ง การเขยี นจดหมายกิจธรุ ะ

จดหมายกจิ ธุระ คือ จดหมายทเี่ ขยี นติดต่อสอื่ สารกนั ระหวา่ งบุคคล หน่วยงาน หรอื องคก์ รตา่ ง ๆ เพอ่ื
แจ้งเรือ่ งการงานหรือเรื่องส่วนตัว โดยต้องไม่เก่ียวข้องกับธรุ กจิ การค้า เชน่ จดหมายลาปว่ ย จดหมายลากิจ
จดหมายขอความร่วมมอื หรือขอความช่วยเหลอื (การขอความอนเุ คราะห)์
จากองคก์ รหรอื หน่วยงานต่าง ๆ เปน็ ต้น จดหมายกจิ ธุระแบ่งตามลกั ษณะของการเขียนเป็น ๒ ประเภทใหญ่ คือ
การเขยี นแบบเป็นทางการและการเขยี นแบบไม่เป็นทางการ

ส่วนประกอบของจดหมายกิจธรุ ะ

ตวั อย่างจดหมายกิจธุระ (แบบทางการ)

.............( 2 ).............. .....................( 1 )...................
.............................................

…………..( 3 )....................

...( 4 )... ..................................................................

..( 5 ).... ...................................................................

…( 6 ) .............. ...........................................................

.......( 7 )..........................................................................................................
...............................................................................................................................................
........................................................................................................................................

.............( 8 )...........................................................................................
...............................................................................................................................................

…………….( 9 )............................

(....................... ( 10 ).............................)
.......................( 11 )........................

......................( 12 )..............................................
...........................................................................

๑) ส่วนประกอบตอนตน้ ได้แก่
• ท่อี ยขู่ องผเู้ ขียน หรอื หนว่ ยงานท่ีสงั กดั จะเขยี นด้านมุมบนกระดาษทางขวา แสดงให้ผ้อู ่านเห็นท่ีอยู่

หรอื หน่วยงานของผู้เขยี น ( 1 )
• วนั เดือน ปที เ่ี ขียน เป็นการแสดงใหเ้ หน็ ถงึ วันท่ีเขยี นจดหมาย ( 3 )
• เลขท่ีหนังสอื (จะมีเฉพาะจดหมายแบบทางการ) จะอยมู่ มุ ดา้ นซา้ ย เอาไวใ่ สเ่ ลขทห่ี นงั สอื ทอี่ อก

จากหน่วยราชการ ด้านหน้า / จะใสเ่ ลขฉบบั ว่าเปน็ ฉบบั ทเี่ ทา่ ไร สว่ นหลงั / จะใส่ปี พ.ศ ( 2 )
• เรื่อง คือ เรอื่ งท่จี ะเขยี น เพอื่ ให้ผูอ้ า่ นทราบว่าผู้เขยี นต้องการสอื่ สารเรือ่ งอะไร เชน่

ขอความอนเุ คราะหเ์ ชิญวิทยากร ขอขอบคุณ เป็นต้น ( 4 )
• คำขึ้นต้น เชน่ เรยี น…. ( 5 )
• สิ่งท่สี ง่ มาด้วย (ถา้ มี) คอื เอกสารที่แนบมาพร้อมจดหมาย เชน่ กำหนดการ ตารางงาน เป็นต้น ( 6

)

๒) สว่ นเนื้อความ ไดแ้ ก่
• ย่อหน้าเน้ือความ มักบอกสาเหตุของการเขียนจดหมาย ( 7 )
• ยอ่ หน้าคำจบเน้ือความ เป็นการเขียนเพอ่ื บอกหรอื วัตถุประสงค์ของจดหมายอยา่ งชัดเจน ( 8 )

๓) ส่วนประกอบตอนท้าย ไดแ้ ก่
• คำลงท้าย เชน่ ขอแสดงความนับถือ ดว้ ยความเคารพอยา่ งสูง เป็นต้น ( 9 )
• ลายมอื ชือ่ ของผู้เขียนจดหมาย หรือผทู้ มี่ ีตำแหนง่ สงู สดุ ในองค์กร ( 10 )
• ตำแหนง่ ของผเู้ ขยี นจดหมาย ( 11 )
• ข้อมลู เพมิ่ เตมิ /ขอ้ มูลการติดต่อ (ถ้ามี) ข้อมูลเพ่ือใหผ้ ู้อา่ นจดหมายสามารถตดิ ตอ่ ประสานงาน หรือ

ติดต่อกลบั ได้ ( 12 )

ใบความรู้
เรื่อง หลกั การเขยี นจดหมายกิจธรุ ะ

หลกั การเขยี นจดหมายกิจธุระ คอื แนวทางการเขยี นจดหมายกจิ ธุระในถกู ตอ้ งตามรปู แบบของการเขยี น ท่ี

จะตอ้ งมสี ่วนประกอบในการเขยี นจดหมายกิจธุระอยา่ งครบถ้วน และสามารถเลอื กใช้ภาษาให้ถูกต้อง เหมาะสม
กบั สถานการณ์

หลกั การเขียนจดหมายกจิ ธุระ มีดงั นี้

1. เขียนให้ครบตามสว่ นประกอบของจดหมายกิจธุระ (เวน้ แต่สง่ิ ที่แนบมาดว้ ยหรือขอ้ มูลการติดต่อท่ี
มหี รือไมก่ ็ได)้

2. ใช้ภาษาแบบแผน (ภาษาระดับทางการ) ในการเขียนจดหมาย ใช้ขอ้ ความกะทดั รัด ครอบคลุม
ชดั เจน และตรงไปตรงมา

3. ใชถ้ อ้ ยคำหรือเลอื กสรรคำมาใชไ้ ดอ้ ย่างเหมาะสมกับโอกาส สถานการณ์ และ

ความสมั พันธร์ ะหว่างบคุ คล
4. คำขึ้นตน้ คำลงทา้ ย และเน้ือความจะต้องสอดคลอ้ งสมั พันธก์ นั เพ่ือใหผ้ ู้อ่านเข้าใจ

วตั ถุประสงค์ท่ีเขียน
5. จดหมายจะตอ้ งสะอาด เรียบร้อย ไมม่ ีคำท่เี ขียนผิด ไม่มรี อยลบ

ขอ้ ควรระวัง ไมค่ วรใช้อกั ษรยอ่ ในการเขียนจดหมายกิจธรุ ะ

การใชถ้ ้อยคำ
จดหมายท่ีตอ้ งใชถ้ อ้ ยคำในการเขยี นให้ถูกต้องเหมาะสม กบั ประเภทของจดหมายและผรู้ บั จดหมายด้วย

หลักการใชถ้ ้อยคำสำหรบั การเขยี นจดหมาย ซึ่งการใช้คำขน้ึ ตน้ และคำลงท้ายจดหมายส่วนตวั ให้เหมาะสมและ

ถูกต้องตามแบบแผน มีดงั น้ี
1. การใช้คำขน้ึ ต้นและคำลงท้ายจดหมายส่วนตวั การเขียนจดหมาย สว่ นตัวไมม่ ีขอ้ กำหนดเกย่ี วกับ

การใชค้ ำข้นึ ต้นและคำลงท้ายท่ีตายตวั เพียงแตเ่ ลือกใชใ้ ห้เหมาะสมเท่าน้นั คำข้นึ ต้นและ
ลงทา้ ยสำหรับบุคคลท่วั ไป มีแนวทางสำหรับเป็นตัวอย่างให้เลอื กใชด้ ังนี้

บคุ คลท่ตี ดิ ตอ่ คำขน้ึ ต้น คำลงท้าย
กราบเทา้ …ทีเ่ คารพอยา่ งสูง
ญาติผู้ใหญ่ เชน่ พอ่ แม่ ปู่ ย่า ตา กราบเทา้ ด้วยความเคารพ
ยาย อยา่ งสูงหรือกราบมาด้วย
ความเคารพรกั อย่างยง่ิ

ญาตลิ ำดบั รองลงมา เชน่ ลงุ ป้า กราบ......ที่เคารพ กราบมาด้วยความเคารพ

น้า อา กราบ.......ท่ีเคารพอย่างสูง ด้วยความเคารพ

ดว้ ยความเคารพอย่างสูง

พห่ี รอื ญาตชิ น้ั พี่ พ.่ี .....ทรี่ ัก ด้วยความรกั
ครู อาจารยห์ รอื ผู้บงั คบั บัญชา ถงึ ......ทีร่ ัก หรอื รกั หรอื คดิ ถงึ
.......เพอ่ื นรัก หรอื หรอื รักและคดิ ถึง
..........นอ้ งรัก
ด้วยความเคารพอย่างสูง
กราบเรยี น…ทเ่ี คารพอย่าง
สูง ด้วยความเคารพ

ผบู้ งั คบั บญั ชาระดับใกลต้ ัวผู้เขยี น เรียน……..ทเ่ี คารพ

๒. คำขึน้ ตน้ และคำลงท้ายหนงั สอื ราชการ การใช้คำขึ้นต้นและคำลงท้าย หนังสือราชการ ตอ้ งเป็นไป
ตามระเบียบงานสารบรรณของทางราชการ

ผู้รบั หนงั สือ คำขึน้ ตน้ คำลงทา้ ย
ประธานองคมนตรี
นายกรฐั มนตรี กราบเรยี น ขอแสดงความนบั ถืออยา่ งย่ิง
ประธานรฐั สภา
ประธานสภาผู้แทนราษฎร เรยี น ขอแสดงความนับถอื
ประธานวุฒิสภา นมสั การ ขอนมัสการด้วยความเคารพ
ประธานศาลฎกี า อย่างสงู
ศาลรัฐธรรมนญู ขอนมัสการด้วยความเคารพ
ประธานศาลปกครองสูงสดุ
ประธานกรรมการเลอื กต้ัง
ประธานกรรมการสทิ ธิมนษุ ยชนแห่งชาติ
ประธานกรรมการปอ้ งกันและปราบปราม
การทจุ ริตแห่งชาติ
ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
ผู้ตรวจการแผน่ ดนิ ของรฐั สภา
รัฐบรุ ษุ

ขา้ ราชการตำแหน่งอืน่ ทุกตำแหนง่ และ
บคุ คลทวั่ ไป

พระภิกษสุ งฆ์ชนั้ พระราชาคณะ
พระภกิ ษุสงฆ์ท่มี ใิ ชพ่ ระราชาคณะ

❖ ตวั อยา่ งจดหมายกิจธุระ
1. แบบไม่เปน็ ทางการ

2. แบบทางการ

ใบงาน
เร่ือง ส่วนประกอบของจดหมายกจิ ธุระ

คำชีแ้ จง ให้นักเรียนเตมิ สว่ นประกอบของจดหมายกิจธรุ ะลงในใบงานท่ีครูแจกให้ใหถ้ กู ตอ้ ง

( 2 )...................................... ( 1 )................................................
.............................................

( 3 ).....…………......................

...( 4 )... ..................................................................

..( 5 ).... ...................................................................

…( 6 ) .............. ...........................................................

.......( 7 )..........................................................................................................
...............................................................................................................................................
........................................................................................................................................

.............( 8 )...........................................................................................
...............................................................................................................................................

( 9 )............................................................

( ( 10 )..........................................................)
( 11 )........................................................

( 12 )......................................................
...........................................................................

ช่อื .....................................................................................................................ชั้น....................เลขที่...................

แผนการจดั การเรยี นรู้

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๔ เรือ่ ง การเขยี นรายงานศึกษาคน้ ควา้

รหัส ท ๒๒๑๐2 ช่อื รายวชิ า ภาษาไทย กลุม่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย

ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๒ ภาคเรียนที่ 2 เวลา ๒ ชั่วโมง

มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ
และเขยี นเร่ืองราวในรปู แบบตา่ ง ๆ เขียนรายงานขอ้ มลู สารสนเทศ และรายงานการศึกษาคน้ ควา้
อย่างมีประสทิ ธิภาพ

ตัวช้วี ดั
ท ๒.๑ ม.๒/๕ เขียนรายงานการศกึ ษาคน้ ควา้

สาระสำคัญ / ความคดิ รวบยอด

การเขียนรายงาน คือ การนำเสนอผลงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีระเบียบ โดยมีการอ้างอิงหลักฐาน
อย่างมรี ะเบยี บแบบแผน การใชภ้ าษาในการเขยี นรายงานควรสน้ั กะทดั รดั ส่ือความหมายได้ชดั เจน

สาระการเรยี นรู้

ชวั่ โมงที่ ๑
ความรู้ (K)
นกั เรียนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเขยี นรายงาน

ทักษะ/กระบวนการ (P)
นักเรียนสามารถอธิบายหลกั การของการเขียนรายงานได้อยา่ งถกู ตอ้ ง

คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
นกั เรียนสามารถนำความรูท้ ไ่ี ด้จากเรอ่ื งการเขยี นรายงานไปเปน็ แนวทางในการเขยี นงานประเภท

อน่ื ๆ ได้

ชั่วโมงท่ี ๒
ความรู้ (K)

นกั เรยี นมคี วามรู้ความเขา้ ใจในเรอื่ งข้นั ตอนการเขยี นรายงาน
ทกั ษะ/กระบวนการ (P)

นกั เรยี นสามารถเขียนรายงานไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง

คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
นักเรียนสามารถนำความรู้ทไ่ี ด้จากเร่ืองการเขยี นรายงานไปเป็นแนวทางในการเขียนงานประเภท

อ่ืน ๆ ได้

จุดเนน้ สกู่ ารพฒั นาคุณภาพผู้เรยี น
ทกั ษะในศตวรรษที่ 21 ( 3R8C )

Reading (อา่ นออก)

(W) Riting (เขียนได้)

(A) Rithemetics (คิดเลขเปน็ )

ทักษะด้านการคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณและทกั ษะในการแก้ไขปัญหา (Critical Thinking and
Problem Solving)

ทกั ษะดา้ นการสรา้ งสรรค์ และนวตั กรรม (Creativity and Innovation)

ทักษะดา้ นความเข้าใจความต่างวฒั นธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์ (Cross-cultural
Understanding)

ทกั ษะด้านความร่วมมือ การทำงานเปน็ ทีมและภาวะผู้นำ (Collaboration, Teamwork
and Leadership)

ทกั ษะดา้ นการส่ือสาร สารสนเทศและรู้เท่าทนั ส่ือ (Communications, Information, and
Media Literacy)

ทกั ษะดา้ นคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร (Computing and ICT

Literacy)

ทักษะอาชีพ และทกั ษะการเรยี นรู้ (Career and Learning)

ทกั ษะการเปลย่ี นแปลง (Change)

การประเมนิ ผลรวบยอด
ชนิ้ งานหรอื ภาระงาน
ใบงาน เรอ่ื ง การเขียนรายงานศึกษาคน้ ควา้

กิจกรรมการเรียนรู้
ชว่ั โมงที่ ๑
ข้นั นำ

ครูกล่าวทักทายนักเรียนและสนทนาซักถามร่วมกันในประเด็นการพูดในโอกาสต่าง ๆ ในการ
ดำรงชีวิตประจำวนั เม่ือครูซกั ถามนักเรยี นเสร็จส้นิ จากน้นั ครูโยงเนื้อหาเขา้ สู่บทเรยี น (K, P)

ขั้นสอน
๑. ครแู จกใบความรู้ เรอื่ ง การเขียนรายงานศึกษาค้นคว้า พรอ้ มกบั สอนเก่ียวกับ ความหมาย

หลักการ วธิ ีการ และยกตัวอยา่ งประกอบ จากนั้นครูต้งั คำถามเรอ่ื งการเขยี นรายงานศกึ ษาคน้ คว้า เพือ่ ทดสอบ

ความเข้าใจในเนอ้ื หากอ่ นเข้าสู่การทำใบงาน(K)

๒. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม ๗ กลุ่ม กลุ่มละเท่า ๆ กัน แล้วเพื่อให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกับสรุป
ความรู้ และศึกษาตวั อย่าง การเขียนรายงานการศกึ ษาคน้ ควา้ ในหนงั สือเรยี น (K, P)

๓. ครูอธบิ ายเก่ียวกับขอ้ ปฏบิ ัติ หรือการนำเนอการศึกษาค้นคว้าเพม่ิ เตมิ เพอื่ ใหน้ กั เรียนสามารถ
นำไปปฏิบัตไิ ด้อย่างถูกต้อง (K, P, A)

ข้นั สรุป
ครสู รุปกิจกรรม เร่ือง การเขียนรายงานศึกษาคน้ ควา้ ซึ่งเป็นกจิ กรรมท่ีนักเรียนได้นำเอาความรู้มาใช้

ในการทำกิจกรรม ทำให้เกิดทักษะการเขยี นได้อย่างเหมาะสม ซึง่ สะท้อนให้เห็นว่านักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจใน

เรื่องการเขียนรายงานศึกษาค้นคว้า และสามารถเขียนงานประเภทอื่นได้ ทำให้นักเรียนเกิดองค์ความรู้ และนำ
ความรู้ทีไ่ ดไ้ ปเป็นแนวทางการเขยี นในระดับท่ีสูงขนึ้ ต่อไป (P, A)

ช่ัวโมงที่ ๒
ขัน้ นำ

ครูกล่าวทักทายนักเรียน พร้อมกับทบทวนความรู้เรื่อง การเขียนรายงานศึกษาค้นคว้า เมื่อครู
ซกั ถามนักเรียนเสรจ็ สนิ้ จากนนั้ ครโู ยงเนอื้ หาเขา้ สบู่ ทเรียน (K, P)

ขน้ั สอน
๑. ครูแจกใบความรู้ เรอื่ ง การเขียนรายงานศกึ ษาคน้ คว้า พรอ้ มกบั อธิบายและยกตวั อยา่ ง

ประกอบ จากนนั้ ครตู งั้ คำถามเรอ่ื งการเขยี น เพื่อทดสอบความเข้าใจในเนอ้ื หากอ่ นเข้าส่กู ารทำใบงาน (K)

๒. ครแู จกใบงาน เรือ่ ง การเขียนรายงานศึกษาค้นคว้า ซ่งึ เปน็ ใบงานรายกลุ่ม ครอู ธิบายคำชี้แจงให้
นกั เรียนเข้าใจในชน้ิ งาน

๓. ครูและนกั เรยี นรว่ มกันสรุปในประเดน็ การทำใบงานด้านจดุ บกพร่อง และข้อดีเกี่ยวกับการเขียน
รายงานศกึ ษาค้นคว้า เพอ่ื แนะแนวทางใหน้ กั เรียนเกิดความเขา้ ใจเพิ่มมากขึน้

ขั้นสรปุ

ครูสรปุ กิจกรรม เรอื่ ง การเขยี นรายงานศึกษาคน้ ควา้ ซึ่งเปน็ กิจกรรมทน่ี ักเรียนไดน้ ำเอาความรู้มา
ใช้ในการทำกิจกรรม ทำให้เกิดทักษะการเขียนได้อย่างเหมาะสม ซ่งึ สะท้อนให้เห็นว่านักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจ

ในเรอ่ื งการเขียนรายงานศกึ ษาค้นคว้า หลกั การในการเขียนรายงาน และสามารถนำความรู้ท่ไี ด้ไปเป็นแนวทางการ
เขียนในระดบั ทสี่ ูงขน้ึ ต่อไป (P, A)

การวัดผลประเมนิ ผล

วิธกี าร เคร่ืองมือ เกณฑก์ ารประเมิน

ประเมินใบงาน เรื่อง การเขยี นรายงานศึกษาค้นควา้ ใบงานเรอ่ื ง การเขียนรายงาน ผา่ นเกณฑ์การประเมิน

ใช้วิธวี ดั ผลจากการทำกจิ กรรมของนกั เรียนแต่ละคน ศกึ ษาค้นควา้ รอ้ ยละ ๕๐

โดยมีประเดน็ ในการวัดผล ได้แก่ ความรคู้ วามเข้าใจเรือ่ ง

การเขยี นรายงานศกึ ษาคน้ คว้า สามารถเขียนรายงาน

ศึกษาคน้ คว้า ตรงประเด็น การใชภ้ าษา

และความสะอาดเรียบรอ้ ย (ประเดน็ ของแตล่ ะคน)
จากน้ันนำผลการประเมนิ มาเปน็ ข้อมูลในการปรบั ปรุง
และพฒั นานกั เรียน และการจัดการเรียนการสอนของครู
ในครงั้ ตอ่ ๆ ไป

ส่ือการเรียนรู้
๑. ใบความรู้ เร่ือง การเขียนรายงานศกึ ษาคน้ ควา้
๒. ช้ินงาน เรอ่ื ง การเขยี นรายงานศกึ ษาค้นคว้า

ขอ้ เสนอแนะของหวั หนา้ สถานศึกษาหรอื ผู้ทไ่ี ด้รบั มอบหมาย (ตรวจสอบ,นเิ ทศก์,เสนอแนะ,รบั รอง)
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................

ลงชอ่ื ................................................................
(...............................................................)
วนั ท่ี.........../...................../...........

บนั ทกึ ผลหลังการจัดการเรียนรู้
๑. ผลการจัดการเรียนรู้
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
๒. ปญั หาและอุปสรรค
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
๓. แนวทางการแก้ไขปัญหา
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๔. ขอ้ เสนอแนะ
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................

ลงชื่อ.................................................
(นายฤทธเิ ดช สกลุ ซ้ง)
วนั ที.่ ............./......................./...............

เกณฑ์การประเมนิ ใบงาน เรอ่ื ง การเขียนรายงานศกึ ษาค้นคว้า

รายการประเมิน ระดับคะแนน

๒๑

ความรูค้ วามเข้าใจเรื่อง มีความรคู้ วามเข้าใจเกี่ยวกบั การเขยี น ไม่คอ่ ยมีความรคู้ วามเขา้ ใจ

การเขยี นรายงานศึกษา รายงานศกึ ษาค้นควา้ เปน็ อย่างดี เกีย่ วกบั การเขียนรายงานศึกษา

ค้นคว้า คน้ คว้าเทา่ ทค่ี วร

สามารถเขยี นรายงาน สามารถการเขียนรายงานศกึ ษาคน้ คว้า ไมส่ ามารถการเขยี นรายงาน

ศกึ ษาคน้ คว้า ไดถ้ ูกตอ้ งตามหลักการ ศึกษาคน้ คว้าไดถ้ กู ต้องตาม

หลกั การ

ตรงประเด็น สามารถเขียนการเขยี นรายงานศกึ ษา ไมส่ ามารถเขียนการเขยี นรายงาน

คน้ ควา้ ได้ถูกตอ้ ง ตรงประเดน็ กบั ศกึ ษาค้นคว้าไดถ้ กู ตอ้ ง ตรง

เนื้อหาท่ีอา่ น ประเดน็ กับเน้อื หาทีอ่ า่ นได้ดี

เท่าที่ควร

การใช้ภาษา สามารถเขียนคำและเรียบเรียงประโยค ไมส่ ามารถเขยี นคำและเรียบเรยี ง

ได้อย่างถูกตอ้ ง ประโยคได้อย่างถูกต้อง

ความสะอาดเรยี บรอ้ ย ใบกิจกรรมมคี วามสะอาด เขียนได้ ใบกจิ กรรมไมค่ อ่ ยสะอาด การ

อย่างเป็นระเบียบเรยี บรอ้ ย เขยี นไม่มีความเป็นระเบียบ

เรยี บรอ้ ย

หมายเหตุ : เกณฑ์การทำใบงาน ตอ้ งไดค้ ะแนนร้อยละ ๕๐ คอื ๕ คะแนนข้นึ ไป จากคะแนนเตม็ ๑๐

จงึ จะถอื วา่ ผ่านเกณฑ์

เกณฑก์ ารประเมิน เกณฑ์การตัดสินระดบั คุณภาพ ผลการประเมิน

๙-๑๐ คะแนน ดีมาก ผา่ น
๗-๘ คะแนน ดี ผ่าน
๕-๖ คะแนน ผ่าน
๓-๔ คะแนน ปานกลาง ไมผ่ า่ น
๐-๒ คะแนน พอใช้ ไม่ผ่าน
ปรบั ปรุง

แบบประเมินใบงาน เร่อื ง การเขียนรายงานศกึ ษาค้นคว้า ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ ๒
คำชีแ้ จง ให้ผูป้ ระเมินทำเครือ่ งหมาย √ ลงในชอ่ งคะแนน

รายการประเมิน

ชื่อ-สกลุ ความ ู้รความเข้าใจเ ่ืรองการเ ีขยน รวม สรปุ ผล
รายงาน ึศกษา ้คนค ้วา

สามารถเ ีขยนรายงาน ึศกษา
้คนค ้วา

ตรงประเด็น
การใ ้ชภาษา
ความสะอาดเ ีรยบ ้รอย

๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๑๐ ผา่ น ไมผ่ ่าน

ใบความรู้
เรื่อง การเขียนรายงานการศึกษาคน้ ควา้

รายงาน คือ เร่อื งราวที่ไดจ้ ากการศึกษาค้นควา้ เรื่องใดเรอ่ื งหนึง่ อย่างละเอยี ด แล้วนำมาเรียบเรยี งขนึ้
ใหม่ อาจนำเสนอด้วยการเขียนหรอื การพดู ก็ได้

การเขยี นรายงาน คอื การนำเสนอผลงานการศกึ ษาค้นคว้าอย่างมรี ะเบียบ โดยมีการอ้างอิงหลักฐาน
อย่างมีระเบียบแบบแผน การใช้ภาษาในการเขยี นรายงานควรส้นั กะทัดรดั ส่ือความหมายได้ชัดเจน

ส่วนประกอบของการเขียนรายงานการศกึ ษาคน้ คว้า

มอี งค์ประกอบสำคัญ ๓ ส่วน คอื สว่ นนำ สว่ นเนอ้ื เรอื่ ง และสว่ นท้าย
๑. ส่วนนำ ประกอบด้วย
๑.๑ หน้าปก คอื ปกหุ้มรายงานปกหน้าและปกหลงั ในหน้าปกควรจะเขียนช่ือเรอื่ ง เสนอผู้ใด ช่อื

และขอ้ มูลผู้เขียนรายงาน ภาคการศกึ ษา และปกี ารศกึ ษา
1.2 ใบรองปก เป็นกระดาษ 1 แผ่นอยู่ถัดจากปกนอก
1.3 ปกใน คอื ส่วนทห่ี ยดุ ทำจากใบรองปกปกในมขี อ้ ความทกุ อย่างเหมือนกับปกนอก
1.4 คำนำ คอื คำนำคือข้อความทผ่ี ้เู ขียนอธบิ ายชแ้ี จงสาเหตุหรือวตั ถปุ ระสงค์ ขอบขา่ ยของเร่ืองท่ี

ทำรายงาน ประโยชน์ทผ่ี อู้ ่านจะไดร้ ับ และคําขอบคณุ ผูท้ ม่ี สี ว่ นชว่ ยเหลอื ในการทำรายงาน
1.5 สารบัญ เป็นส่วนทบี่ อกให้ผอู้ า่ นทราบวา่ รายงานนมี้ ีเน้ือหาอะไรบ้าง การเขียนสารบัญตอ้ งเรียง

ตามลำดับเรอ่ื ง ต้งั แตเ่ ร่อื งของเรอ่ื งจนถงึ บทสุดท้าย และบรรณาณุกรม และมกี ารระบุหนา้ เรือ่ งตา่ ง ๆ
2. สว่ นเนื้อเรอื่ ง เป็นการรายงานเน้ือหาทีไ่ ด้จากการศึกษาคน้ คว้าผู้เขียนรายงานจะตอ้ งเขยี นเนอ้ื เร่อื ง

โดยเรยี งลำดับหวั ข้อใหเ้ หมาะสมซึง่ จำนวนบทในการเขียนรายงานนั้นขนึ้ อยู่กบั ความเหมาะสมแต่ส่วนใหญน่ ยิ ม 3
ถึง 5 บทเมอ่ื นำเสนอเนื้อหาแลว้ ตอ้ งเขียนบทสรุปของการศึกษาคน้ คว้าเพื่อใหผ้ อู้ ่านเข้าใจแจม่ แจ้งอาจมี
ขอ้ เสนอแนะเพ่ือเป็นประโยชนต์ ่อผู้ที่สนใจค้นควา้ ตอ่ ไป

3. ส่วนท้าย เป็นสว่ นทีท่ ำให้รายงานมคี วามน่าเชื่อถือ และสมบรู ณ์ ประกอบดว้ ย
๓.๑ บรรณานุกรม คือ รายช่ือเอกสารประกอบการค้นคว้าทั้งหมด การเขียนบรรณานกุ รม

ประกอบด้วย
ผ้แู ต่ง. ชือ่ หนงั สอื . คร้ังท่ีพิมพ์. สถานท่ีพิมพ์ : ผู้จัดพิมพ์, ปที ่ีพมิ พ์

ใบงานเรือ่ ง การเขียนรายงานการศกึ ษาค้นควา้
คำชแ้ี จง ใหน้ กั เรยี นเขียนรายงานการศกึ ษาค้นคว้าตามหวั ข้อท่ีครูกำหนด โดยมคี วามยาวไม่ต่ำกว่า 3 – 5
หนา้

หัวข้อในการศึกษาศึกษา “การแพร่ระบาดของโควิด 19”

แผนการจดั การเรียนรู้

หน่วยการเรยี นรู้ท่ี ๑ เร่ือง การเขียนวเิ คราะห์และวิจารณ์

รหัส ท ๒๒๑๐๒ ชอ่ื รายวิชา ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๒
ภาคเรยี นท่ี ๒ เวลา ๒ ช่ัวโมง

มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียน เขียนส่ือสาร เขยี นเรยี งความ ย่อความ
และเขียนเรื่องราวในรปู แบบตา่ ง ๆ เขยี นรายงานขอ้ มูลสารสนเทศ และรายงานการศึกษาคน้ คว้า
อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ

ตวั ชี้วัด
ท ๒.๑ ม.๒/๗ เขยี นวเิ คราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้ ความคิดเห็น หรือโต้แยง้ ในเร่อื ง

ท่ีอ่านอย่างมเี หตุผล

สาระสำคญั / ความคิดรวบยอด
ชั่วโมงท่ี ๑
การเขยี นวิเคราะห์ คอื การเขยี นท่ีม่งุ การแยกแยะ แจกแจงข้อมูลออกเปน็ สว่ นยอ่ ยทีม่ คี วามสัมพันธ์

ขั้นตอนการเขยี นวิเคราะห์นั้น ผู้เขยี นตอ้ งการแยกแยะขอ้ มลู เพอ่ื แสดงใหเ้ หน็ วา่ แต่ละส่วนมลี กั ษณะอยา่ งไร และมี
ความสมั พนั ธ์เกี่ยวเน่อื งกันอย่างไร ซงึ่ จะชว่ ยใหผ้ เู้ ขยี นเกิดความเข้าใจสงิ่ ทเ่ี ขยี นนำเสนอได้ดี

การเขียนวิจารณ์ คอื การเขยี นท่ีมุ่งนำเสนอความคดิ เหน็ เชงิ ติชมต่อเรื่องท่ีฟังและดตู ามมมุ มองของ
ผู้เขยี น ซงึ่ การวิจารณ์จะตอ้ งปฏิบัตติ ามหลักการวิจารณท์ ่ีดี เช่น ศึกษาเรอ่ื งน้ันมาเปน็ อย่างดี ใช้เหตุผลในการ
วิเคราะห์และแสดงความคิดเหน็ ไมน่ ำความรู้สึกส่วนตัวมาเก่ียวข้องและวิจารณ์เฉพาะผลงาน ไมก่ ล่าวพาดพิงเรื่อง
สว่ นตัวของบคุ คลใด

ชั่วโมงที่ ๒
หลักการวเิ คราะห์วิจารณง์ านเขยี น คอื การดูเนื้อหาว่ามีความถูกต้อง น่าเชอ่ื ถือเพยี งใด

ดูการใช้ภาษาว่าเขียนสะกดคำได้ถกู ตอ้ ง เหมาะสมกับเนอ้ื เรอื่ งหรอื ไม่ ถ้าเปน็ งานเขียนบทรอ้ ยกรองต้องดวู ่าใช้
สัมผสั นอก สมั ผัสใน ถูกต้องตามลกั ษณะคำประพันธ์หรือไม่ มีการใชค้ ำให้เหน็ ภาพเพียงใด
ดูการเรยี บเรียงประโยค การใชค้ ำศพั ท์ทางวชิ าการ และดกู ารใช้สำนวนโวหาร ตอ้ งสอดคล้องกับรูปแบบการ
นำเสนอและเนอื้ หา ดูการเสนอแนวคิดของผู้เขยี นวา่ ผเู้ ขยี นต้องการนำเสนอแนวคิดอย่างไร สอดคล้องกบั เนือ้ หา
หรือไม่

สาระการเรียนรู้/เน้อื หาย่อย
ชั่วโมงที่ ๑
ความรู้ (K)
นกั เรยี นมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจในความหมายของการเขยี นวิเคราะห์และวจิ ารณ์

ทักษะ/กระบวนการ (P)
นักเรยี นสามารถบอกเนื้อเรื่องของการเขียนวิเคราะหแ์ ละวจิ ารณ์ได้อย่างถกู ตอ้ ง

คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ (A)
นกั เรียนนำความร้เู กี่ยวกับการเขียนวเิ คราะหแ์ ละวิจารณ์ไปเปน็ พ้ืนฐานในการวเิ คราะห์งานประเภท

ต่าง ๆ
ช่ัวโมงท่ี ๒
ความรู้ (K)

นกั เรยี นมคี วามรู้ความเข้าใจในหลักการของการเขียนวเิ คราะหแ์ ละวิจารณ์
ทกั ษะ/กระบวนการ (P)

นักเรียนสามารถบอกการเขียนวเิ คราะหแ์ ละวิจารณ์ไดอ้ ย่างถกู ต้อง
คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ (A)

นักเรียนนำความรูเ้ กย่ี วกบั การเขยี นวิเคราะหแ์ ละวิจารณ์ไปเปน็ พ้ืนฐานในการวเิ คราะห์งานประเภท

ตา่ ง ๆ

จดุ เนน้ สกู่ ารพัฒนาคณุ ภาพผเู้ รียน
ทักษะในศตวรรษท่ี 21 ( 3R8C )

Reading (อ่านออก)

(W) Riting (เขยี นได)้

(A) Rithemetics (คิดเลขเป็น)

ทกั ษะด้านการคดิ อย่างมวี ิจารณญาณและทกั ษะในการแก้ไขปญั หา (Critical Thinking and
Problem Solving)

ทกั ษะด้านการสรา้ งสรรค์ และนวัตกรรม (Creativity and Innovation)

ทักษะด้านความเข้าใจความต่างวฒั นธรรม ตา่ งกระบวนทศั น์ (Cross-cultural
Understanding)

ทักษะดา้ นความรว่ มมือ การทำงานเป็นทมี และภาวะผนู้ ำ (Collaboration, Teamwork
and Leadership)

ทกั ษะดา้ นการสื่อสาร สารสนเทศและรูเ้ ท่าทนั สื่อ (Communications, Information, and
Media Literacy)

ทกั ษะดา้ นคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร (Computing and ICT

Literacy)

ทักษะอาชีพ และทกั ษะการเรยี นรู้ (Career and Learning)

ทกั ษะการเปลยี่ นแปลง (Change)

การประเมนิ ผลรวบยอด
ช้ินงานหรือภาระงาน
ใบงาน เร่อื ง หลักการวเิ คราะห์วิจารณ์

กจิ กรรมการเรียนรู้
ชว่ั โมงท่ี ๑
ขั้นนำ
ครกู ลา่ วทักทายนกั เรยี นและสนทนาซกั ถามรว่ มกันในประเด็นการวิเคราะห์และวจิ ารณ์

ในชวี ิตประจำวนั เมอ่ื ครซู ักถามนกั เรียนเสร็จสิน้ จากนนั้ ครูโยงเนอ้ื หาเขา้ สบู่ ทเรียน (K, P)
ขน้ั สอน
ครูแจกใบความรู้ เรือ่ ง การเขียนวิเคราะหแ์ ละวิจารณ์ พร้อมกบั ใหค้ วามร้เู กย่ี วกบั ความหมาย การ

เขยี นวเิ คราะห์และวิจารณ์ (K) ประกอบกบั ยกตัวอยา่ ง พร้อมทัง้ สอดแทรกคำถาม เพอื่ ใหน้ ักเรยี นมคี วาม
กระตอื รอื ร้น (P)

ขน้ั สรุป
ครูและนกั เรยี นรว่ มกนั สรุปเรอื่ ง การเขียนวิเคราะหแ์ ละวจิ ารณ์ ซึ่งเป็นเร่ืองท่ีให้นกั เรียนวิเคราะห์

และวจิ ารณ์ไดอ้ ย่างถกู ต้อง จากน้ันครสู รปุ เพ่มิ เติมว่า การเขียนวิเคราะห์และวจิ ารณ์ คอื
การเขยี นท่มี ่งุ การแยกแยะ แจกแจงขอ้ มูลออกเป็นส่วนย่อยที่มีความสมั พนั ธข์ ้ันตอนการเขียนวิเคราะห์ ผเู้ ขยี น
ต้องการแยกแยะขอ้ มูลเพอื่ แสดงใหเ้ หน็ วา่ แต่ละส่วนมลี ักษณะอยา่ งไร และมีความสมั พันธ์เกี่ยวเน่ืองกนั อย่างไร ซง่ึ
จะชว่ ยใหผ้ ้เู ขียนเกิดความเขา้ ใจสงิ่ ทีเ่ ขียนนำเสนอได้ดี การเขยี นวิจารณ์ คือ การเขยี นทม่ี งุ่ นำเสนอความคดิ เหน็
เชิงตชิ มตอ่ เรอ่ื งที่ฟงั และดตู ามมุมมองของผู้เขยี น ซงึ่ การวิจารณจ์ ะตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามหลักการวจิ ารณ์ท่ีดี เช่น ศึกษา
เรอ่ื งนน้ั มาเปน็ อย่างดี ใชเ้ หตผุ ลในการวเิ คราะหแ์ ละแสดงความคิดเหน็ ไมน่ ำความรสู้ ึกสว่ นตัวมาเกี่ยวขอ้ งและ
วิจารณเ์ ฉพาะผลงาน ไม่กล่าวพาดพิงเรื่องสว่ นตวั ของบคุ คลใด จากท่นี ักเรียนได้เรียน ทำให้นักเรยี นมคี วามรู้ความ
เข้าใจเกี่ยวกับความหมาย ลักษณะการเขียนวเิ คราะห์และวิจารณ์ ทำให้นกั เรยี นเกดิ องค์ความรู้การเขยี นวเิ คราะห์
และวิจารณ์ไปเปน็ พน้ื ฐานในการวเิ คราะหง์ านประเภทตา่ ง ๆ ได้ (K, P, A)

ชั่วโมงท่ี ๒
ขัน้ นำ
ครกู ล่าวทักทายนกั เรยี นและสนทนาซักถามร่วมกนั ในประเดน็ หลกั การการวิเคราะห์

และวจิ ารณ์ในชวี ิตประจำวนั เมือ่ ครูซกั ถามนักเรียนเสรจ็ ส้ิน จากน้ันครูโยงเน้อื หาเข้าสู่บทเรยี น (K, P)
ขน้ั สอน
๑. ครแู จกใบความรู้ เร่ือง หลกั การเขยี นวิเคราะหแ์ ละวจิ ารณ์ พรอ้ มกับให้ความรเู้ กยี่ วกับ

ความหมาย หลกั การการวิเคราะห์ข่าวสารจากส่ือ (K) ประกอบกับยกตัวอยา่ ง พรอ้ มทง้ั สอดแทรกคำถาม เพอ่ื ให้
นักเรยี นมคี วามกระตือรอื รน้ (P)

๒. ครูแจกใบงาน เรอ่ื ง หลักการเขยี นวิเคราะห์และวิจารณ์ ซ่งึ เปน็ ใบงานรายบคุ คล จากนน้ั ครู
อธิบายคำชี้แจงใหน้ ักเรียนเขา้ ใจในชน้ิ งาน (K, P)

๓. ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันเฉลยใบงาน เร่ือง หลกั การเขียนวิเคราะหแ์ ละวจิ ารณ์ จากนนั้ ครคู ำแนะนำ
เพ่ิมเตมิ เกี่ยวกบั การวิเคราะห์ วิจารณ์ เพอ่ื เกดิ ความเข้าใจเพ่มิ มากข้นึ

ขน้ั สรปุ
ครูและนกั เรียนร่วมกันสรุปกิจกรรม เร่ือง หลกั การเขียนวเิ คราะห์และวิจารณ์ ซึ่งเป็นใบงานที่ให้

นักเรียนแต่ละกล่มุ ได้รว่ มกนั เขียนวเิ คราะห์และวจิ ารณ์ได้อย่างถูกต้อง สะท้อนให้เห็นว่านกั เรียนมีการเขยี น
วิเคราะหแ์ ละวจิ ารณ์ไปเปน็ พน้ื ฐานในการวเิ คราะห์งานประเภทตา่ ง ๆ ได้เป็นอยา่ งดี สามารถนำความร้ไู ปเปน็
แนวทางในการจับใจความสำคญั เรอื่ งอน่ื ๆ ได้ (K, P, A)

การวัดผลประเมินผล เคร่อื งมือ เกณฑ์การประเมนิ

วธิ กี าร ใบงาน เรื่อง หลักการเขยี นวเิ คราะห์ ผา่ นเกณฑก์ ารประเมิน
และวิจารณ์ ร้อยละ ๕๐
ประเมนิ ใบงาน เรอื่ ง หลักการเขียนวเิ คราะห์
และวิจารณ์ ใช้วธิ ีวดั ผลจากการทำใบงานของ
นกั เรยี นแตล่ ะคน โดยมีประเด็นในการวัดผล
ได้แก่ ความรคู้ วามเข้าใจเกย่ี วกบั หลกั การ
เขยี นวิเคราะหแ์ ละวิจารณ์ ตอบคำถาม
เก่ยี วกบั หลักการเขยี นวิเคราะหแ์ ละวิจารณ์
ความสวยงามของตวั หนังสอื ความเป็น
ระเบยี บเรยี บร้อย และความสะอาดเรียบรอ้ ย
(ประเดน็ ของแตล่ ะคน) จากนน้ั นำผลการ
ประเมินมาเป็นข้อมลู ในการปรบั ปรุงและ
พฒั นานกั เรยี น และการจัดการเรยี นการสอน
ของครูในครง้ั ตอ่ ๆ ไป

สอ่ื การเรยี นรู้
๑. ใบความรู้ เร่ือง การเขยี นวเิ คราะหแ์ ละวจิ ารณ์
๒. ใบงาน เร่อื ง หลกั การเขียนวเิ คราะหแ์ ละวิจารณ์

ข้อเสนอแนะของหวั หน้าสถานศกึ ษาหรือผ้ทู ่ีไดร้ บั มอบหมาย (ตรวจสอบ,นเิ ทศ,เสนอแนะ,รับรอง)
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................

ลงช่อื ................................................................
(...............................................................)
วนั ท.่ี ........../...................../...........

บนั ทึกผลหลงั การจัดการเรียนรู้
๑. ผลการจดั การเรยี นรู้
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
๒. ปัญหาและอปุ สรรค
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
๓. แนวทางการแก้ไขปญั หา
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๔. ข้อเสนอแนะ
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................

ลงชือ่ .................................................
(นายฤทธิเดช สกุลซ้ง)
วันที่............../......................./...............

เกณฑ์การประเมินใบงาน เรื่อง หลกั การเขยี นวิเคราะห์และวจิ ารณ์

รายการประเมนิ ระดบั คะแนน

ความรคู้ วามเขา้ ใจเกี่ยวกับ ๒ คะแนน ๑ คะแนน
หลกั การเขยี นวเิ คราะห์และ
วิจารณ์ มคี วามร้คู วามเข้าใจเกยี่ วกบั มีความรคู้ วามเข้าใจเกี่ยวกับ
ตอบคำถามเก่ยี วกบั
หลักการเขยี นวิเคราะห์และ หลักการเขียนวิเคราะห์และ หลักการเขียนวิเคราะห์และ
วิจารณ์
ความสวยงามของตัวหนงั สือ วิจารณ์ วิจารณ์ เล็กน้อย

ความเป็นระเบียบเรยี บร้อย สามารถตอบคำถามเกี่ยวกบั สามารถเขยี นตอบคำถาม

ความสะอาดเรียบรอ้ ย หลักการเขยี นวิเคราะหแ์ ละ เกี่ยวกับหลกั การเขียนวเิ คราะห์

วิจารณ์ ถกู ตอ้ ง และวิจารณ์ ได้

ตวั หนังสอื มคี วามสวยงาม ตัวหนังสอื ไม่คอ่ ยสวยงาม

เรยี บรอ้ ย เรยี บร้อย

มีความเป็นระเบียบเรียบรอ้ ย ไมค่ ่อยมีความเป็นระเบียบ
เรยี บรอ้ ย

มีความสะอาดเรยี บร้อยดีมาก มีความสะอาดเรยี บรอ้ ย

หมายเหตุ : เกณฑก์ ารทำใบงาน ตอ้ งได้คะแนนร้อยละ ๕๐ คอื ๕ คะแนนขึน้ ไป จากคะแนนเต็ม ๑๐

จงึ จะถือวา่ ผา่ นเกณฑ์

เกณฑก์ ารประเมนิ เกณฑ์การตัดสินระดบั คณุ ภาพ ผลการประเมนิ

๙-๑๐ คะแนน ดีมาก ผา่ น
๗-๘ คะแนน ดี ผ่าน
๕-๖ คะแนน ผ่าน
๓-๔ คะแนน ปานกลาง ไมผ่ ่าน
๐-๒ คะแนน พอใช้ ไม่ผา่ น
ปรับปรุง

ช่อื -สกลุ

๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๑๐ ผ่าน ไมผ่ ่าน ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ แบบประเมนิ ใบงาน เร่อื ง หลกั การเขียนวิเคราะห์และวิจารณ์
หลกั การเขียนวเิ คราะหแ์ ละวิจารณ์ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒

ตอบคำถามเกยี่ วกบั รายการประเมนิ
หลกั การเขยี นวิเคราะหแ์ ละวิจารณ์

ความสวยงามของตวั หนงั สือ

ความเปน็ ระเบียบเรียบร้อย

ความสะอาดเรียบรอ้ ย

รวม สรปุ ผล

ใบความรู้ เรอื่ ง การเขยี นวเิ คราะหแ์ ละวิจารณ์

การเขียนวิเคราะห์ คอื การเขียนท่มี ุ่งการแยกแยะ แจกแจงขอ้ มูลออกเป็นสว่ นย่อยทม่ี ีความสัมพนั ธ์
ขั้นตอนการเขียนวเิ คราะห์นัน้ ผูเ้ ขยี นต้องการแยกแยะข้อมลู เพอ่ื แสดงให้เห็นวา่ แต่ละส่วนมีลักษณะอย่างไร และมี
ความสัมพันธเ์ กีย่ วเน่ืองกันอย่างไร ซง่ึ จะช่วยให้ผู้เขียนเกิดความเข้าใจสิง่ ที่เขียนนำเสนอไดด้ ี

การเขยี นวจิ ารณ์ คือ การเขียนท่มี ่งุ นำเสนอความคดิ เหน็ เชงิ ติชมตอ่ เรื่องทีฟ่ ังและดตู ามมุมมองของ
ผู้เขียน ซง่ึ การวจิ ารณจ์ ะต้องปฏบิ ตั ิตามหลักการวิจารณท์ ี่ดี เช่น ศึกษาเร่อื งนั้นมาเปน็ อย่างดี ใช้เหตุผลในการ
วิเคราะห์และแสดงความคิดเห็น ไม่นำความร้สู กึ ส่วนตัวมาเก่ียวข้องและวิจารณ์เฉพาะผลงาน ไม่กล่าวพาดพงิ เร่ือง
สว่ นตัวของบคุ คลใด

หลกั การวิเคราะห์วิจารณ์งานเขียน

1. ดูเนอ้ื หาว่ามีความถกู ตอ้ ง นา่ เช่ือถอื เพยี งใด
2. ดูการใช้ภาษาวา่ เขียนสะกดคำได้ถูกต้อง เหมาะสมกับเน้อื เร่อื งหรือไม่
3. ถา้ เป็นงานเขียนบทร้อยกรองต้องดวู ่าใชส้ ัมผสั นอก สัมผัสใน ถูกต้องตามลักษณะคำประพนั ธห์ รอื ไม่ มกี าร
ใช้คำใหเ้ ห็นภาพเพยี งใด
4. ดูการเรียบเรยี งประโยค การใช้คำศพั ทท์ างวชิ าการ และดูการใช้สำนวนโวหาร ตอ้ งสอดคล้องกบั รปู แบบ
การนำเสนอและเนอ้ื หา
5. ดกู ารเสนอแนวคิดของผเู้ ขยี นว่าผ้เู ขยี นต้องการนำเสนอแนวคิดอยา่ งไร สอดคลอ้ งกบั เนื้อหาหรอื ไม่

การใช้ภาษา ควรพจิ ารณาประเดน็ ตอ่ ไปนี้
๑. การใชค้ ำตอ้ งเขียนสะกดคำใหถ้ กู ตอ้ งมคี วามหมายเหมาะสมกับเรอื่ ง ถา้ เป็นบทร้อยกรองควรพิจารณาเร่ือง

การสัมผสั นอก สมั ผัสใน วา่ มีความถกู ตอ้ งตามลักษณะคำประพันธ์หรอื ไม่ นอกจากน้ี ควรพจิ ารณาดา้ นความงาม
ทางวรรณศลิ ปว์ า่ ในบทร้อยกรองนนั้ ใชค้ ำที่ทำใหเ้ หน็ ภาพเพยี งใด

๒. การเรยี บเรยี งประโยคหรือข้อความเขา้ ใจง่าย ส่อื ความหมายชดั เจน เรียงลำดบั เน้อื หาไมส่ ับสน
๓. การใช้คำศัพท์ทางวชิ าการ
๔. การใช้สำนวนโวหาร ต้องสอดคล้องกับรปู แบบการนำเสนอและเน้อื หา เชน่ พรรณนาโวหารเหมาะสำหรบั
การเขียนนวนิยาย หรอื บทความท่องเที่ยวท่ีมุ่งเน้นใหผ้ อู้ า่ นสะเทอื นอารมณ์ เกดิ ความประทบั ใจ บรรยายโวหาร
เหมาะสำหรบั งานเขยี นสารคดี

ใบงาน เรอ่ื ง หลกั การเขยี นวิเคราะหแ์ ละวจิ ารณ์

คำช้แี จง ให้นกั เรยี นตอบคำถามตอ่ ไปนี้
๑. การวเิ คราะห์ คอื
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................

๒. การวจิ ารณ์ คือ
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................

๓. หลักการวิจารณ์งานเขียน คอื
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....

ช่อื -สกลุ .......................................................................................... ช้ัน ................... เลขท่ี ...............


Click to View FlipBook Version