แผนการจดั การเรียนรู้
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๒ เรือ่ ง การคดั ลายมอื
รหัส ท ๒๒๑๐2 รายวชิ า ภาษาไทย กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี ๒ ภาคเรยี นที่ 2 เวลา ๒ ชว่ั โมง
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใชก้ ระบวนการเขยี น เขียนส่ือสาร เขยี นเรียงความ ย่อความ
และเขยี นเรือ่ งราวในรปู แบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศ และรายงานการศกึ ษาค้นควา้
อย่างมปี ระสิทธภิ าพ
ตัวชวี้ ัด
ท ๒.๑ ม.๒/๑ คดั ลายมือตวั บรรจงครงึ่ บรรทัดบรรทดั
สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด
การคัดลายมือ หมายถึง การฝึกเขยี นตวั หนงั สอื ท่ีมีลกั ษณะเฉพาะใหถ้ กู ต้อง ซึง่ การฝึกคัดลายมอื จะชว่ ย
ทำให้ผ้เู ขียนเขียนหนงั สือไดอ้ ย่างสวยงาม และเป็นระเบียบเรียบรอ้ ย
สาระการเรียนรู้/เนอ้ื หาย่อย
ความรู้ (K)
นักเรียนมคี วามรคู้ วามเข้าใจในเรื่องการคัดลายมือ
ทกั ษะ/ความคดิ รวบยอด (P)
นักเรียนสามารถคัดลายมอื ตามรูปแบบไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง
คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
นักเรียนสามารถนำความรู้เร่ือง การคดั ลายมอื ไปเป็นพื้นฐานในการเขียนหนงั สือ
ไดอ้ ยา่ งสวยงาม และเปน็ ระเบยี บเรียบร้อย
จุดเน้นส่กู ารพฒั นาคณุ ภาพผูเ้ รียน
ทักษะในศตวรรษที่ 21 ( 3R8C )
Reading (อ่านออก)
(W) Riting (เขียนได)้
(A) Rithemetics (คิดเลขเป็น)
ทกั ษะดา้ นการคดิ อย่างมีวิจารณญาณและทกั ษะในการแกไ้ ขปญั หา (Critical Thinking and
Problem Solving)
ทกั ษะดา้ นการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม (Creativity and Innovation)
ทักษะดา้ นความเข้าใจความต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทศั น์ (Cross-cultural
Understanding)
ทกั ษะดา้ นความร่วมมอื การทำงานเป็นทมี และภาวะผนู้ ำ (Collaboration, Teamwork
and Leadership)
ทักษะด้านการส่อื สาร สารสนเทศและรเู้ ท่าทันสื่อ (Communications, Information, and
Media Literacy)
ทกั ษะดา้ นคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สาร (Computing and ICT
Literacy)
ทกั ษะอาชพี และทักษะการเรยี นรู้ (Career and Learning)
ทักษะการเปลย่ี นแปลง (Change)
การประเมนิ ผลรวบยอด
ชน้ิ งานหรอื ภาระงาน
ใบงานเรือ่ ง คดั ลายมอื ตัวบรรจงคร่งึ บรรทัด
กิจกรรมการเรียนรู้
ช่วั โมงท่ี ๑
ข้ันนำ
ครกู ล่าวทกั ทายนักเรียน พรอ้ มสร้างความสนใจโดยพานกั เรียนฝึกการบริหารมอื
โดยวิธีการกำ - แบมอื ยืดแขนผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ใหน้ ักเรยี นใช้วิธกี ำ - แบมือประมาณ 5 - 10 ครงั้
ตามจงั หวะเพลง จากนน้ั ครูโยงเน้ือหาเข้าสบู่ ทเรยี น (K, P)
ขน้ั สอน
๑. ครูแจกใบความรู้ เร่อื ง การคัดลาย พรอ้ มให้ความรู้เก่ียวกบั การความหมาย ตัวอักษรแบบ
กระทรวงศกึ ษาธิการ วิธีการ หลักการของการคดั ลายมอื และหลักการเขยี นเสน้ พ้นื ฐาน
ตัวพยัญชนะไทย (K)
๒. เมอื่ ใหค้ วามร้เู สร็จสนิ้ ครูใหน้ ักเรียนทำใบงาน “เขียนคัดลายมอื ตัวบรรจงคร่ึงบรรทัด” ก่อน
เร่มิ คัดลายมอื ครูได้แนะนำนักเรียนวา่ ขณะคดั ลายมือ หากนกั เรียนมอี าการปวดเกรง็ มือให้นักเรียนใชว้ ธิ ีกำ - แบ
มือประมาณ 5 - 10 คร้ัง โดยบทในการคัดลายมือจะนำมาจากหนังสือเรยี น
“กาพยห์ อ่ โคลงประพาสธารทองแดง” (K, P)
๓. ครูและนักเรยี นร่วมกนั อภิปรายเพิ่มเตมิ เก่ยี วกบั การคัดลายมอื เพื่อแนะแนวทาง
ให้นักเรยี นเกดิ ความเขา้ ใจเพ่ิมมากขนึ้ (K)
ขน้ั สรุป
ครูและนักเรยี นรว่ มกนั สรปุ กิจกรรมเร่อื ง การคดั ลายมอื ซ่ึงเป็นกจิ กรรมให้นกั เรียนทำใบงานเร่อื ง
เขยี นคดั ลายมือตวั บรรจงครงึ่ บรรทัด สะทอ้ นให้เห็นว่านกั เรียนมีความเข้าใจในเนือ้ หา
การคดั ลายมอื และสามารถนำความรู้ เรอ่ื ง การคดั ลายมอื ไปเปน็ พ้ืนฐานในการเขียนหนังสอื ได้อย่างสวยงาม และ
เป็นระเบียบเรียบร้อย (K, P, A)
ชวั่ โมงท่ี ๒
ข้นั นำ
ครูกล่าวทักทายนกั เรยี นและสนทนาซกั ถามทบทวนความร้รู ว่ มกันในประเดน็
การคดั ลายมือ เมอ่ื ครซู กั ถามเสร็จสิน้ จากน้ันครูโยงเนือ้ หาเข้าสูบ่ ทเรียน (K, P)
ข้ันสอน
๑. ครูให้นักเรยี นแบ่งกลุม่ ๖ กล่มุ กลมุ่ ละเท่า ๆ กนั โดยให้นักเรยี นนำผลงานการคดั ลายมอื ทีค่ รู
มอบหมายให้ในชัว่ โมงเรยี นมาแลกเปลยี่ นให้เพื่อนแต่ละกล่มุ ดู และร่วมแสดงความคดิ เหน็ เกยี่ วกบั ผลงานของ
เพอ่ื น และตรวจสอบความถกู ตอ้ ง เพื่อให้นักเรียนสามารถปรับปรงุ แกไ้ ขผลงาน
ของตนเองได้
๒. เมือ่ เสรจ็ ส้นิ ครูให้นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ คัดเลือกสมาชกิ ในกลุ่มทค่ี ดั ลายมอื ถูกต้องและสวยงาม
ออกมานำเสนอผลงานหนา้ ชัน้ เรยี นพร้อมกบั ใหเ้ พือ่ นในกลมุ่ รว่ มแสดงความคดิ เห็นว่าทำไมถงึ เลอื กผลงานช้ินน้ี (K,
P)
๓. ครูและนกั เรยี นรว่ มกันอภิปรายเพิ่มเตมิ เกยี่ วกบั การคัดลายมอื เพื่อแนะแนวทางให้นกั เรียน
เกิดความเข้าใจเพ่มิ มากข้นึ (K)
ขั้นสรปุ
ครูและนักเรียนร่วมกันสรปุ กิจกรรมเรื่อง การคัดลายมือ สำหรบั กิจกรรมการทำใบงาน “เขยี นคัด
ลายมอื ตัวบรรจงครึ่งบรรทัด” ซ่งึ เป็นกิจกรรมที่ให้นกั เรียนไดค้ ดั ลายมอื สะท้อนให้เหน็ ว่านักเรยี นมีความเข้าใจใน
เนอ้ื หาการคดั ลายมอื และสามารถนำความรู้ เรอื่ ง การคัดลายมือไปเป็นพ้ืนฐานในการเขียนหนังสอื ไดอ้ ย่าง
สวยงาม และเปน็ ระเบียบเรยี บรอ้ ย (K, P, A)
การวดั ผลประเมินผล เกณฑก์ ารประเมนิ
วิธกี าร เคร่ืองมอื ผา่ นเกณฑก์ ารประเมิน
ร้อยละ ๕๐
๑. ตรวจใบงาน เรอื่ ง การคดั ลายมือตวั บรรจงครึง่ ใบงาน เร่อื ง การคดั ลายมอื ตวั
บรรทัด ใชว้ ธิ ีวัดผลจากการทำใบงานของนักเรียนแต่ บรรจงครง่ึ บรรทัด
ละคน โดยมปี ระเดน็ ในการวดั ผล ได้แก่ ความรคู้ วาม
เข้าใจในเรื่องการคัดลายมือ สามารถคดั ลายมอื
ตามรูปแบบไดถ้ ูกตอ้ ง สะกดคำได้ถูกต้อง การเขียน
ขา้ มคำหรือเพ่ิมคำ และความเรียบร้อยของผลงาน
จากนั้นนำผลการประเมินไปเป็นขอ้ มูลในการ
ปรบั ปรุงเพ่อื พัฒนานกั เรยี นและการจดั การเรยี นการ
สอนของครใู นครงั้ ต่อ ๆ ไป
สอ่ื การเรียนรู้
๑. หนงั สอื เรียน หลกั ภาษาและการใชภ้ าษาไทย ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ ๒ หน้า ๗๔
๒. ใบความรเู้ รือ่ ง การคัดลายมือ
๓. ใบงาน เรือ่ ง การคดั ลายมอื ตวั บรรจงครึง่ บรรทดั
บนั ทึกผลหลงั การจัดการเรียนรู้
1. ผลการจัดการเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………..................................................................................................................................
................................................................................................................
……………………………………………………………………………..............................................................................
2. ปญั หาและอปุ สรรค
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………..............................................................................................
....................................................................................................................................................
3. แนวทางการแก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………....................................................................................................................................................
..............................................................................................
4. ขอ้ เสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………..............................................................................................
....................................................................................................................................................
ลงชอ่ื ………………………………….………………
()
วันท่…ี ……../………………/………
เกณฑ์การประเมินใบงานเร่ือง คดั ลายมอื ตวั บรรจงครึง่ บรรทัด
รายการประเมนิ ระดับคะแนน
ความรู้ความเขา้ ใจ ๒๑
ในเรอ่ื งการคัดลายมือ
สามารถปฏิบตั ิตามวธิ ีการ ไม่สามารถปฏิบตั ิตามวธิ ีการคัด
สามารถคดั ลายมอื
ตามรปู แบบ คัดพยญั ชนะไทย ท้งั สัดส่วน และการ พยญั ชนะไทย
ได้ถกู ตอ้ ง
วางไดอ้ ย่างถูกต้อง พร้อมทงั้ ปฏิบัตติ น และหลกั การคดั ลายมอื ได้
สะกดคำได้ถูกต้อง ตามหลกั การไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
การเขยี นข้ามคำหรือเพ่ิมคำ สามารถคัดลายมอื ไดต้ รงตามรปู แบบ สามารถคัดลายมอื ไม่ตรงตาม
ถกู ตอ้ ง และขนาดตัวอกั ษรสมำ่ เสมอ รูปแบบ ตวั อักษรไมส่ มำ่ เสมอ
ความเรยี บร้อย ระยะห่างของตวั อกั ษรเทา่ กนั และระยะหา่ งของตวั อกั ษรไม่
ของผลงาน เทา่ กนั เป็นสว่ นใหญ่
เขียนสะกดคำไดถ้ ูกต้องทุกคำ
เขียนสะกดคำได้ถกู ตอ้ ง มากกวา่
ไมเ่ ขียนขา้ มคำหรอื เพิ่มคำ รอ้ ยละ ๕0 แตน่ อ้ ยกวา่ ร้อยละ
๘๐ ของคำทัง้ หมด
เขยี นข้ามคำหรอื เพ่มิ คำ ๑-๒
แหง่
เขยี นสม่ำเสมอ เป็นระเบียบสะอาด เขียนไมส่ มำ่ เสมอ มีรอยแกไ้ ข
คำผิดไม่สะอาด
หมายเหตุ : เกณฑ์การทำใบงาน ต้องได้คะแนนรอ้ ยละ ๕๐ คือ ๕ คะแนนขึ้นไป จากคะแนนเตม็ ๑๐
จึงจะถือวา่ ผ่านเกณฑ์
เกณฑ์การประเมิน เกณฑก์ ารตัดสนิ ระดบั คณุ ภาพ ผลการประเมนิ
๙-๑๐ คะแนน ดมี าก ผา่ น
๗-๘ คะแนน ดี ผ่าน
๕-๖ คะแนน ผ่าน
๓-๔ คะแนน ปานกลาง ไมผ่ ่าน
๐-๒ คะแนน พอใช้ ไม่ผา่ น
ปรบั ปรุง
แบบประเมนิ ใบกจิ กรรม เร่ือง คัดลายมอื ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี ๒
คำชี้แจง ให้ผปู้ ระเมนิ ทำเครื่องหมาย √ ลงในช่องคะแนน
รายการประเมนิ
ชอื่ -สกลุ ความ ู้รความเ ้ขาใจในเ ่ืรองการ ัคด รวม สรปุ ผล
ลาย ืมอ
สามารถคัดลาย ืมอตาม ูรปแบบ
ไ ้ด ูถก ้ตอง
สะกดคำไ ้ด ูถก ้ตอง
การเขียนข้ามคำห ืรอเพ่ิมคำ
ความเ ีรยบ ้รอยของผลงาน
๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๑๐ ผ่าน ไมผ่ ่าน
ใบความรู้ เร่อื ง การคดั ลายมอื
การคดั ลายมือ คือ การฝึกเขียนตวั หนงั สอื ท่ีมลี ักษณะเฉพาะใหถ้ ูกตอ้ ง ซึ่งการฝกึ คัดลายมอื จะชว่ ยทำให้
ผ้เู ขียนเขียนหนังสือได้อย่างสวยงาม และเปน็ ระเบียบเรยี บรอ้ ย
วธิ ีการคัดพยญั ชนะไทยแบบหวั กลมตัวมน
1. สดั ส่วนของพยญั ชนะ กำหนดเป็น 4 สว่ น
๒. ลักษณะการวาง
ลักษณะ ชอ่ งแบ่งส่วน
หวั กลม 1 สว่ น
หาง ป ฝ ฟ เสน้ ตรงยาวไมเ่ กิน 3 สว่ น
สว่ นลา่ งของ ฎ ฏ ฐ เลยตวั อกั ษรลงมา 2 ส่วน
เชญิ ญ อยใู่ นสว่ นท่ี 1 ล่าง
ไส้ ษ อยใู่ นส่วนท่ี 2
สระ ไ- ใ- โ- สงู เลยตัวอักษรขน้ึ ไปไมเ่ กนิ 3 สว่ น
สระ -อุ -อู อยใู่ ตต้ วั อักษร ไมเ่ กนิ 3 สว่ น
สระและเคร่ืองหมายบนทุกตวั อยทู่ ่สี ว่ น 2 และ 3
หลักการคัดลายมอื
1. นงั่ ตัวตรง เขยี นด้วยมอื ขวา ส่วนมือซา้ ยวางบนกระดาษทีจ่ ะเขียน
เพ่ือไมใ่ ห้กระดาษเล่อื นไปมา
๒. สายตาหา่ งจากกระดาษที่เขียนประมาณ ๑ ฟุต
๓. จบั ดินสอหรือปากกาให้ถูก โดยดินสอหรือปากกาจะอย่ทู นี่ วิ้ หวั แมม่ อื กบั นิ้วชี้
๔. การเขียนตวั อกั ษรให้เขยี นใหถ้ ูกส่วน
๕. การวางพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ สระทกุ ตวั มตี ำแหน่งซงึ่ สมั พนั ธก์ บั พยญั ชนะ เชน่
๕.1 สระทอ่ี ยู่หน้าพยัญชนะ ได้แก่ เ- แ- โ- ใ- ไ-
๕.2 สระท่ีอยู่หลังพยัญชนะ ไดแ้ ก่ -ะ –า
๕.3 สระทอ่ี ยู่เหนือพยญั ชนะ ไดแ้ ก่ - ิ - ี - ึ -
๕.4 ไม้หนั อากาศ ( - ) ไมไ้ ต่คู้ ( - ) นคิ หิต ( - ํ ) จะวางเหนอื พยญั ชนะตรงกลาง
๕.5 สระทอี่ ยใู่ ตพ้ ยัญชนะ ได้แก่- ุ –
หลกั การเขยี นเสน้ พนื้ ฐานตวั พยัญชนะไทย
1. การเขยี นเส้นดงิ่
2. การเขยี นเสน้ ต้งั
3. การเขยี นเสน้ ทแยงลง
4. การเขยี นเส้นทแยงขึ้น
5. การเขยี นเส้นทแยงขน้ึ และทแยงลงตอ่ เนื่องกนั
6. การเขยี นเสน้ แนวนอน
7. การเขียนเส้นโคง้ คว่ำ
8. การเขียนเส้นโค้งหงาย
9. การเขยี นเส้นวงกลมทวนเข็มนาฬกิ า
10. การเขยี นเสน้ วงกลมตามเขม็ นาฬิกา
ใบงาน เขยี นคดั ลายมือตัวบรรจงครงึ่ บรรทัด
คำช้แี จง : ใหน้ กั เรยี นเขยี นคดั ลายมือตัวบรรจงคร่ึงบรรทัด ใหถ้ กู ตอ้ งตามรปู แบบของกระทรวงศึกษาธกิ าร
ช่ือ-สกลุ .............................................................................ชั้น................เลขท.ี่ ..........
แผนการจัดการเรียนรู้
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ ๔ เร่อื ง การแตง่ คำประพนั ธป์ ระเภทกลอนสุภาพ
รหัสวิชา ท ๒๒๑๐2 ชื่อรายวชิ า ภาษาไทย กลุม่ สาระการเรยี นรู้ ภาษาไทย
ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ ๒ ภาคเรียนท่ี 2 เวลา 1 ชว่ั โมง
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลงั ของ
ภาษา ภมู ปิ ัญญาทางภาษาและรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบตั ขิ องชาติ
ตัวช้ีวัด
ท ๔.๑ ม.๒/๓ แตง่ บทร้อยกรอง
สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด
การแต่งคำประพันธป์ ระเภทกลอนสุภาพ คอื กลอนสุภาพเปน็ คำประพนั ธ์อกี ชนดิ หนงึ่ ท่ไี ด้รับความนยิ ม
กนั ทว่ั ไป เพราะเปน็ ร้อยกรองชนิดทีม่ ีความเรียบเรียงง่ายต่อการสือ่ ความหมาย และสามารถสอื่ ไดอ้ ยา่ งไพเราะ ซง่ึ
กลอนแปดมีการกำหนดพยางค์และสัมผสั บทหน่ึงมี ๔ วรรค วรรคทหี่ น่งึ เรยี กวรรคสดับ วรรคทสี่ องเรยี กวรรครบั
วรรคทส่ี ามเรยี กวรรครอง วรรคท่สี ่ีเรยี กวรรคสง่ แต่ละวรรคมแี ปดคำ จึงเรียกวา่ กลอนแปดหรือกลอนสภุ าพ
สาระการเรียนรู/้ เนื้อหายอ่ ย
ความรู้ (K)
นกั เรียนมีความรู้ความเขา้ ใจหลกั การแตง่ คำประพนั ธ์ประเภทกลอนสุภาพ
ทกั ษะ/กระบวนการ (P)
นักเรียนสามารถแตง่ คำประพันธ์ประเภทกลอนสุภาพได้
คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (A)
นักเรยี นสามารถนำความรทู้ ่ีไดจ้ ากการแตง่ คำประพนั ธ์ประเภทสภุ าพไปใช้เป็นแนวทางในการแตง่ คำ
ประพันธป์ ระเภทอน่ื ๆ ได้
จุดเน้นสกู่ ารพัฒนาคณุ ภาพผเู้ รียน
ทักษะในศตวรรษท่ี 21 ( 3R8C )
Reading (อา่ นออก)
(W) Riting (เขยี นได้)
(A) Rithemetics (คิดเลขเป็น)
ทกั ษะดา้ นการคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณและทกั ษะในการแก้ไขปญั หา (Critical Thinking and
Problem Solving)
ทักษะด้านการสรา้ งสรรค์ และนวัตกรรม (Creativity and Innovation)
ทกั ษะด้านความเข้าใจความต่างวฒั นธรรม ต่างกระบวนทศั น์ (Cross-cultural
Understanding)
ทกั ษะด้านความร่วมมือ การทำงานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ ำ (Collaboration, Teamwork and
Leadership)
ทักษะดา้ นการส่อื สาร สารสนเทศและรู้เท่าทนั สอ่ื (Communications, Information, and
Media Literacy)
ทกั ษะดา้ นคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร (Computing and ICT
Literacy)
ทกั ษะอาชพี และทกั ษะการเรยี นรู้ (Career and Learning)
ทกั ษะการเปลย่ี นแปลง (Change)
การประเมนิ ผลรวบยอด
ภาระงาน/ช้ินงาน
ใบงาน แต่งถอ้ ยรอ้ ยความ
กจิ กรรมการเรยี นรู้
ข้นั นำ
ครูเปิดวดี โี อ “กลอนสุภาพ” จากนนั้ ครใู ชค้ ำถาม “นกั เรยี นเคยไดย้ ินคำประพนั ธ์ประเภทน้ีหรอื ไม”่
จากนัน้ ครูใหน้ ักเรียนแสดงความคดิ เห็นโตต้ อบกับครู (K, P)
ขน้ั สอน
๑. ครอู ธบิ ายความรู้เรอื่ ง “การแต่งคำประพนั ธป์ ระเภทกลอนสุภาพ” โดยอธบิ ายในสว่ นของ
ความหมาย หลกั การ และลกั ษณะฉันทลักษณต์ ามลกั ษณะบงั คบั ของกลอนสภุ าพ (K)
๒. ครใู หน้ ักเรยี นทำกจิ กรรม “กลอนสภุ าพ” โดยใหน้ ักเรยี นในชั้นเรียนรว่ มกนั แต่ง
บทร้อยกรองประเภทกลอนแปด โดยให้ชว่ ยกนั แตง่ คนละคำ ซง่ึ ตอ้ งคำนึงถึงฉนั ทลักษณ์ของกลอนแปด จากนั้นครู
แจกใบงาน “แต่งถอ้ ยร้อยความ” โดยให้นักเรยี นแบง่ กลมุ่ ละ 3 – 4 คน แต่งกลอนสภุ าพ
กลมุ่ ละ 3 บท (K, P)
3. ครูใหน้ กั เรียนร่วมกันอา่ นบทร้อยกรองทน่ี กั เรียนรว่ มกันแตง่ จากนัน้ ครเู สนอแนะรายละเอียด
เพมิ่ เติม
ข้นั สรปุ
ครูให้นักเรยี นรว่ มกันสรปุ การทำกิจกรรมกลอนสุภาพ และใบงาน แตง่ ถอ้ ยรอ้ ยความ
ซง่ึ เปน็ กิจกรรมทใ่ี หน้ กั เรยี นแตล่ ะกลุ่มได้ทำกจิ กรรมแต่งกลอนเปน็ เรื่องราวได้อย่างถูกตอ้ ง สะท้อนผลวา่ นกั เรยี นมี
ความรคู้ วามเข้าใจเก่ียวกบั การแต่งคำประพนั ธป์ ระเภทกลอน และสามารถนำความรไู้ ปเปน็ แนวทางในการแตง่ คำ
ประพันธป์ ระเภทอื่น ๆ ได้ (K, P, A)
การวัดผลประเมนิ ผล
วิธกี าร เครื่องมือ เกณฑก์ ารประเมนิ
ประเมินใบงาน เรือ่ ง แต่งถอ้ ยร้อยความ ใชว้ ธิ ีวัดผลจาก ใบงาน แต่งถอ้ ยร้อยความ ผา่ นเกณฑก์ ารประเมิน
การทำใบงานของนักเรียนแตล่ ะคน โดยมปี ระเดน็ ในการ รอ้ ยละ ๕๐
วดั ผล ได้แก่ ความรคู้ วามเขา้ ใจหลักการแตง่ คำประพนั ธ์
ประเภทกลอนสุภาพ สามารถอธบิ ายหลักการแตง่ คำ
ประพันธ์ประเภทกลอนสุภาพได้ ความถูกต้องของ
ฉันทลกั ษณ์ การเลอื กสรรคำ และความไพเราะ
(ประเด็นของแตล่ ะคน) จากน้ันนำผลการประเมนิ
มาเปน็ ขอ้ มูลในการปรับปรงุ และพัฒนานกั เรยี น
และการจดั การเรยี นการสอนของครูในครัง้ ต่อ ๆ ไป
ส่ือการเรยี นรู้
๑. ใบความรู้ การแตง่ คำประพันธป์ ระเภทกลอนสภุ าพ
2. ใบงาน เรอ่ื ง แต่งถ้อยร้อยความ
ข้อเสนอแนะของหัวหน้าสถานศกึ ษาหรือผู้ท่ีได้รับมอบหมาย (ตรวจสอบ,นเิ ทศก์,เสนอแนะ,รับรอง)
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
ลงชอื่ ................................................................
(...............................................................)
วนั ที่.........../...................../...........
บนั ทกึ ผลหลังการจัดการเรียนรู้
๑. ผลการจัดการเรียนรู้
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
๒. ปญั หาและอุปสรรค
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
๓. แนวทางการแก้ไขปัญหา
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๔. ขอ้ เสนอแนะ
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................
ลงชื่อ.................................................
(นายฤทธเิ ดช สกลุ ซ้ง)
วนั ที.่ ............./......................./...............
เกณฑ์การประเมินใบงาน
เรือ่ ง “แต่งถอ้ ยรอ้ ยความ”
รายการประเมนิ ระดับคะแนน
๒๑
ความรคู้ วามเขา้ ใจหลกั การ มีความรคู้ วามเขา้ ใจหลกั การแต่งคำ ไมม่ คี วามรคู้ วามเข้าใจหลกั การ
แตง่ คำประพันธป์ ระเภท
กลอนสุภาพ ประพันธ์ประเภทกลอนสุภาพเป็น แตง่ คำประพนั ธ์ประเภทกลอน
อยา่ งดี สุภาพเทา่ ท่ีควร
สามารถอธบิ ายหลักการแต่งคำ สามารถอธบิ ายหลกั การแตง่ คำ ไมส่ ามารถอธิบายหลกั การแตง่ คำ
ประพนั ธ์ประเภทกลอนสุภาพ ประพันธป์ ระเภทกลอนสุภาพได้ ประพนั ธป์ ระเภทกลอนสภุ าพได้
ได้ อย่างถูกต้อง
ความถูกต้องของฉนั ทลกั ษณ์ แต่งกลอนสภุ าพได้ถูกตอ้ งตาม แต่งกลอนสภุ าพไม่ถกู ตอ้ งตาม
ลักษณะบังคับของนิราศ ลักษณะบงั คบั ๕ จดุ ข้นึ ไป
การเลอื กสรรคำ สามารถเลอื กสรรคำไดถ้ กู ต้องและ มีการเลือกสรรคำไมเ่ หมาะสมกบั
เหมาะสมกับเน้ือหา เนอื้ หา
ความไพเราะ แต่งกลอนสุภาพได้อย่างไพเราะและ แตง่ กลอนสภุ าพไดไ้ ม่ไพเราะ
ตรงประเด็นกับชือ่ เร่อื ง เทา่ ทคี่ วรและมเี น้อื หามไมต่ รง
ประเดน็ กับชอื่ เรอ่ื ง
หมายเหตุ : เกณฑก์ ารทำใบงาน ต้องได้คะแนนร้อยละ ๕๐ คือ ๕ คะแนนข้นึ ไป จากคะแนนเต็ม ๑๐ จึงจะถือวา่
ผ่านเกณฑ์
เกณฑ์การประเมิน เกณฑ์การตัดสนิ ระดับคณุ ภาพ ผลการประเมิน
๙-๑๐ คะแนน ดีมาก ผ่าน
๗-๘ คะแนน ดี ผา่ น
๕-๖ คะแนน ผ่าน
๓-๔ คะแนน ปานกลาง ไมผ่ ่าน
๐-๒ คะแนน พอใช้ ไมผ่ า่ น
ปรับปรุง
แบบประเมนิ ใบงานชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี ๒
“แตง่ ถอ้ ยร้อยความ”
รายการประเมิน
รวม สรปุ ผล
กลมุ่ ที่/สมาชิก ความ ู้รความเ ้ขาใจการแต่งคำ
ประพันธ์ประเภทนิราศ
สามารถอธิบายห ัลกการแต่งคำ
ประพันธ์ประเภทนิราศไ ้ด
ความ ูถก ้ตองของ ัฉนทลักษณ์
การเลือกสรรคำ
ความไพเราะ
๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๑๐ ผ่าน ไมผ่ า่ น
กลุม่ ที่ ๑
๑.
๒.
๓.
๔.
๕.
กลุ่มท่ี ๒
๑.
๒.
๓.
๔.
๕.
กลมุ่ ที่ ๓
๑.
๒.
๓.
๔.
๕.
ใบความรู้
เรอ่ื ง การแตง่ คำประพันธ์ประเภทกลอนสุภาพ
ความหมาย
กลอนสภุ าพ เป็นกลอนประเภทหน่งึ ซงึ่ ลักษณะคำประพันธข์ องภาษาไทย ทเี่ รยี บเรียงเขา้ เป็นคณะ ใช้
ถอ้ ยคำและทำนองเรยี บ ๆ ซง่ึ นับไดว้ า่ กลอนสภุ าพเป็นกลอนหลกั ของกลอนทั้งหมด เพราะเป็นพื้นฐานของกลอน
หลายชนิด หากเข้าใจกลอนสภุ าพ ก็สามารถเข้าใจกลอนอนื่ ๆ ไดง้ ่ายขึน้
ลกั ษณะของคำประพันธ์
บทบทหน่งึ มี ๔ วรรค
วรรคท่หี นง่ึ เรียกวรรคสดบั
วรรคที่สองเรยี กวรรครับ
วรรคทส่ี ามเรยี กวรรครอง
วรรคท่ีสี่เรียกวรรคสง่ แตล่ ะวรรคมีแปดคำ จงึ เรียกวา่ กลอนแปด
การบงั คับสัมผสั
สัมผสั นอก ให้มีสมั ผัสระหวา่ งคำสุดท้ายวรรคหน้ากับคำทีส่ ามของวรรคหลังของทุกบาท และใหม้ สี ัมผัส
ระหว่างบาทคอื คำสุดท้ายของวรรคทสี่ องสัมผัสกับคำสุดท้ายวรรคทีส่ าม สว่ นสมั ผัสระหว่างบท กำหนดใหค้ ำ
สดุ ทา้ ยของบทแรก สมั ผสั กบั คำสดุ ท้ายวรรคท่ีสองของบทถดั ไป
สมั ผัสใน ไมบ่ ังคับ แตห่ ากจะให้กลอนสละสลวยควรมสี ัมผัสระหวา่ งคำท่ีสามกับคำท่ีส่ี หรือระหว่างคำที่
หา้ กับคำที่หกหรอื คำทีเ่ จ็ดของแตล่ ะวรรค
ข้อบังคับ เรอ่ื งการกำหนดเสยี งวรรณยุกต์ ในคำสุดทา้ ยของแต่ละวรรค มีดงั นี้
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑ ใช้เสยี ง สามญั เอก โท ตรี จัตวา แต่ไมน่ ยิ มเสยี งสามญั
คำสุดทา้ ยของวรรคที่ ๒ ห้ามใชเ้ สียง สามัญ หรอื ตรี นิยมใช้เสียง จตั วา เป็นส่วนมาก
คำสุดทา้ ยของวรรคที่ ๓ ห้ามใช้เสยี ง เอก โท จตั วา นิยมใชเ้ สยี ง สามัญ หรือ ตรี
คำสดุ ทา้ ยของวรรคที่ ๔ ห้ามใช้เสียง เอก โท จัตวา นยิ มใช้เสียง สามญั หรือ ตรี
แผนผังกลอนสภุ าพ
ตวั อย่าง กลอนหน่ึงบทส่ีวรรคกรองอักษร
กลอนสุภาพพึงจำมกี ำหนด อาจยงิ่ หย่อนเจด็ หรือเกา้ เข้าหลักการ
วรรคละแปดพยางคน์ ับศพั ท์สนุ ทร
หา้ แห่งคำคล้องจองตอ้ งสัมผัส สลับจัดรับรองส่งประสงค์สมาน
เสยี งสูงต่ำต้องเรียงเยยี่ งโบราณ
เปน็ กลอนกานท์ครบครนั ฉนั ท์นเ้ี อย
ฐะปะนยี ์ นาครทรรพ
ม.ล.บญุ เหลือ เทพสวุ รรณ ประพันธ์
ใบงาน
เรือ่ ง แต่งถอ้ ยร้อยความ
คำช้แี จง : ใหน้ ักเรยี นแต่ละกล่มุ แตง่ กลอนสุภาพ 3 บท เกย่ี วกับโรงเรียนพรอ้ มทง้ั ตงั้ ชือ่ เร่ืองใหเ้ หมาะสม
..................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
สมาชกิ กลมุ่
๑.........................................................................................เลขที่............ ชน้ั ...........
๒.........................................................................................เลขที่............ ชนั้ ...........
๓.........................................................................................เลขที่............ ชัน้ ...........
๔.........................................................................................เลขที่............ ชั้น ...........
๕.........................................................................................เลขที่............ ชั้น ...........
๖.........................................................................................เลขที่............ ช้ัน ...........
แผนการจัดการเรยี นรู้
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี ๑ เร่อื ง การโนม้ น้าวใจ
รหสั ท ๒๒๑๐2 รายวิชา ภาษาไทย กลุม่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ ๒ ภาคเรยี นที่ ๒ เวลา ๒ ชั่วโมง
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และ
ความรู้สกึ ในโอกาสตา่ ง ๆ อย่างมีวจิ ารณญาณและสร้างสรรค์
ตัวช้วี ัด
ท ๓.๑ ม.๒/๔ การพูดในโอกาสต่าง ๆ ได้ตรงตามวตั ถปุ ระสงค์
สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด
ชว่ั โมงที่ ๑
การโน้มน้าวใจ หมายถึง การพยายามของผู้ส่งสารที่ต้องการจะเปลี่ยนความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม
ตลอดจนการกระทำของบคุ คลอนื่ ๆ โดยใชก้ ลวิธีต่าง ๆ มาสนับสนนุ ใหเ้ กดิ การยอมรบั
หรือเปลย่ี นแปลงตามจดุ ประสงคข์ องผู้สง่ สาร ซ่งึ มีท้ังดา้ นบวกและด้านลบ
ชวั่ โมงที่ ๒
หลกั การโนม้ นา้ วใจ หมายถงึ การทำให้ผ้ฟู ังเชือ่ และเหน็ คุณค่าหรือทำตามท่ีผู้โน้มนา้ วใจช้แี จงและ
ชกั นำ ว่าจะไดร้ ับผลทีต่ อบสนองความตอ้ งการข้นั พนื้ ฐานของตนเอง โดยผู้โนม้ น้าวใจ
ควรตระหนกั ถงึ ประเด็นของการนำเสนอเหตผุ ลเพ่ือใหผ้ ฟู้ งั เขา้ ใจ เห็นความสำคญั และยอมรบั
การโน้มนา้ วนน้ั
สาระการเรียนร/ู้ เน้อื หาย่อย
ชั่วโมงที่ ๑
ความรู้(K)
นกั เรียนมคี วามร้คู วามเข้าใจความหมายของการโน้มน้าวใจ
ทกั ษะ/กระบวนการ (P)
นกั เรียนสามารถอธิบายความหมายการโนม้ น้าวใจได้
คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
นักเรยี นสามารถนำความรู้จากการเรียนการโน้มนา้ วใจไปเป็นแนวทางในการอา่ น
โน้มนา้ วใจเรือ่ งอน่ื ๆ ในชีวติ ประจำวนั ได้
ชัว่ โมงท่ี ๒
ความรู้(K)
นักเรียนมคี วามร้คู วามเขา้ ใจหลกั การของการโน้มน้าวใจ
ทกั ษะ/กระบวนการ (P)
นกั เรียนสามารถพดู โนม้ นา้ วได้ถูกตอ้ งตามหลักการ
คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
นกั เรยี นสามารถนำความร้จู ากการเรียนการโน้มนา้ วใจไปเป็นแนวทางในการอา่ น
โนม้ น้าวใจเร่ืองอน่ื ๆ ในชวี ิตประจำวนั ได้
จุดเน้นสกู่ ารพัฒนาคณุ ภาพผู้เรียน
ทักษะในศตวรรษท่ี 21 ( 3R8C )
Reading (อ่านออก)
(W) Riting (เขียนได)้
(A) Rithemetics (คิดเลขเป็น)
ทักษะด้านการคดิ อยา่ งมวี ิจารณญาณและทกั ษะในการแก้ไขปญั หา (Critical Thinking and
Problem Solving)
ทกั ษะดา้ นการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม (Creativity and Innovation)
ทักษะด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์ (Cross-cultural
Understanding)
ทกั ษะด้านความรว่ มมือ การทำงานเป็นทมี และภาวะผู้นำ (Collaboration, Teamwork
and Leadership)
ทกั ษะดา้ นการสือ่ สาร สารสนเทศและรู้เท่าทันส่ือ (Communications, Information, and
Media Literacy)
ทักษะดา้ นคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร (Computing and ICT
Literacy)
ทกั ษะอาชีพ และทักษะการเรยี นรู้ (Career and Learning)
ทักษะการเปล่ยี นแปลง (Change)
การประเมินผลรวบยอด
ช้ินงานหรือภาระงาน
ช่ัวโมงท่ี 1
ใบงาน เรอ่ื ง การพดู โน้มน้าวใจ
ช่วั โมงที่ 2
ใบกิจกรรม การพดู โนม้ น้าวใจ
กิจกรรมการเรียนรู้
ชั่วโมงท่ี ๑
ขัน้ นำ
ครกู ล่าวทักทายนกั เรยี นและสนทนาซกั ถามร่วมกันในประเดน็ การโน้มนา้ วใจ
ในการดำรงชีวิตประจำวัน เมื่อครูซักถามนักเรียนเสร็จสิ้น จากนั้นครูโยงเนื้อหาเข้าสู่บทเรียน (K, P)
ขนั้ สอน
๑. ครแู จกใบความรเู้ รอ่ื ง การโน้มน้าวใจ พร้อมให้ความรู้เก่ยี วกบั ความหมายวตั ถุประสงคข์ อง
การโนม้ น้าวใจ ประกอบกับยกตัวอย่าง พร้อมท้ังสอดแทรกคำถาม (K, P)
๒. ครูใหน้ กั เรยี นทำใบงานเรอ่ื ง การโนม้ น้าวใจ โดยให้นักเรียนอธบิ ายความหมาย
ของการโนม้ นา้ วใจและวัตถุประสงคข์ องการโนม้ นา้ วใจ เพอื่ ใหน้ กั เรยี นเกิดกระบวนการเรียนรู้
และเขา้ ใจในความหมายและวัตถปุ ระสงคข์ องการโนม้ นา้ วใจมากย่ิงข้ึน (K, P)
๓. ครูและนกั เรียนรว่ มกันเฉลยใบงาน จากนนั้ ครูใหค้ ำแนะนำเพิม่ เตมิ เพือ่ ใหเ้ กิด
ความเข้าใจมากขึ้น
ข้ันสรปุ
ครูและนกั เรียนรว่ มกนั สรุปใบงานเรื่อง การโนม้ นา้ วใจ ซึง่ เป็นใบงานทใ่ี หน้ ักเรียนอธบิ าย
ความหมายของการโน้มน้าวใจและวัตถปุ ระสงค์ของการโนม้ นา้ วใจ สะท้อนผลว่านักเรียน
มีความเขา้ ใจในเนือ้ หาการโน้มน้าวใจ สามารถอธิบาย และสามารถนำความรู้ เรอ่ื ง การโนม้ นา้ มใจ
ไปเปน็ แนวทางในการอา่ นโนม้ น้าวใจเรอ่ื งอ่ืน ๆ ในชีวติ ประจำวนั ได้ (A)
ช่วั โมงที่ ๒
ขน้ั นำ
ครูกล่าวทกั ทายนักเรยี น แล้วให้เปิดวีดโี อ “7 - Eleven : บพุ เฟ่เมนูแซ่บ” ใหน้ ักเรียนดู แล้วครู
ใช้คำถาม “หลังจากนักเรียนฟังโฆษณาน้ีแล้ว นักเรียนมีความรู้สึกอยากกินอาหารในโฆษณานี้หรือไม่ อย่างไร”
และคำถาม “นักเรียนคิดว่าการพูดโน้มน้าวใจนั้น มีหลักการพูดหรือไม่” จากนั้นให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น
โตต้ อบกบั ครู (K)
ขนั้ สอน
๑. ครูแจกใบความร้เู รอื่ ง หลักการโนม้ นา้ วใจ (K) ประกอบกับยกตัวอยา่ ง พรอ้ มทัง้ สอดแทรก
คำถามเพอ่ื ให้นกั เรยี นมีความกระตือรือร้น (P)
๒. ครใู หน้ ักเรยี นทำกิจกรรมการพดู โน้มน้าวใจ โดยให้นักเรียนรณรงค์เรอื่ งท่ีตนเองสนใจ จากนั้น
ให้นักเรยี นเขยี นลงในใบกิจกรรม แลว้ เตรยี มตวั ออกมานำเสนอหน้าชน้ั เรยี น
๓. ครูให้นักเรียนแต่ละคนออกมาพดู โน้มน้าวใจตามสคลิปที่ตนเองเขียนไว้ในใบงาน จากนั้นครู
และนกั เรยี นชว่ ยกนั ให้ข้อเสนอแนะเพม่ิ เติม (K, P, A)
ขั้นสรุป
ครูและนักเรยี นรว่ มกนั สรปุ กิจกรรมเรอื่ ง หลกั การพูดโนม้ น้าวใจ ซึง่ เป็นใบงานที่ใหน้ กั เรยี นฝกึ
การพูดโน้มนา้ วใจใหถ้ กู ต้องตามหลกั การ จากการทำกจิ กรรมสะท้อนผลวา่ นกั เรียนมีความรคู้ วามเข้าใจ สามารถ
โนม้ น้าวใจได้ และสามารถนำความรู้ เร่อื ง หลกั การการโน้มนา้ มใจ ไปเปน็ แนวทางในการอา่ นโน้มน้าวใจเรื่องอน่ื
ๆ ในชีวิตประจำวนั ได้ (A)
การวดั ผลประเมนิ ผล เคร่อื งมอื เกณฑ์การประเมนิ
ชัว่ โมงท่ี 1
ใบงานเร่ือง การพูดโนม้ นา้ วใจ ผ่านเกณฑ์การประเมิน
วธิ ีการ
ร้อยละ ๕๐
ประเมนิ ใบงานเรื่อง การพูดโน้มน้าวใจ ใชว้ ิธีวดั ผล
จากการทำกจิ กรรมของนกั เรียนแตล่ ะคน โดยมี
ประเด็นในการวดั ผล ไดแ้ ก่ ความถูกต้องของ
ความหมายและวตั ถปุ ระสงค์การพดู โน้มนา้ วใจ
(ประเด็นของแตล่ ะคน) จากนั้นนำผลการประเมิน
มาเป็นข้อมูลในการปรบั ปรงุ และพฒั นานกั เรียน
และการจัดการเรียนการสอนของครูในครั้งตอ่ ๆ ไป
ชัว่ โมงที่ ๒ เครอ่ื งมือ เกณฑก์ ารประเมนิ
ใบกจิ กรรม การพดู โนม้ น้าวใจ
วธิ กี าร ผ่านเกณฑก์ ารประเมิน
รอ้ ยละ ๕๐
ประเมินกจิ กรรม การพูดโนม้ นา้ วใจ ใชว้ ิธีวดั ผลจาก
การทำใบงานของนกั เรียนแต่ละคน โดยมปี ระเดน็ ใน
การวัดผล ได้แก่ ความรคู้ วามเข้าใจเรือ่ งการพดู โน้ม
นา้ วใจ สามารถการพดู โนม้ นา้ วใจได้
ตรงประเด็น การใช้นำ้ เสยี งบคุ ลกิ ท่าทางมารยาทใน
การพูด ภาษาท่ีใชใ้ นการพูดถูกตอ้ ง (ประเดน็ ของแต่
ละคน) จากนั้นนำผลการประเมนิ มาเปน็ ขอ้ มูลในการ
ปรบั ปรงุ และพฒั นานกั เรยี น และการจดั การเรียนการ
สอนของครใู นครงั้ ต่อ ๆ ไป
สอื่ การเรยี นรู้
ช่วั โมงที่ 1
๑. ใบความรู้ เรือ่ ง การพูดโน้มนา้ วใจ
๒. ใบงาน เร่ือง การพูดโนม้ นา้ วใจ
ชัว่ โมงที่ 2
1. ใบความรเู้ รื่องหลกั การโนม้ น้าวใจ
2. ใบกจิ กรรม การพดู โนม้ นา้ วใจ
3. วิดีโอ “7 - Eleven : บุพเฟเ่ มนูแซ่บ”
ข้อเสนอแนะของหวั หนา้ สถานศึกษาหรือผูท้ ่ีไดร้ บั มอบหมาย (ตรวจสอบ,นเิ ทศ,เสนอแนะ,รบั รอง)
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
ลงชื่อ................................................................
(...............................................................)
วนั ท่ี.........../...................../...........
บนั ทึกผลหลงั การจัดการเรยี นรู้
๑. ผลการจดั การเรยี นรู้
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
๒. ปัญหาและอุปสรรค
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
๓. แนวทางการแก้ไขปัญหา
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๔. ข้อเสนอแนะ
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................
ลงชื่อ.................................................
(นายฤทธิเดช สกลุ ซง้ )
วันท่.ี ............./......................./...............
รายการประเมิน เกณฑ์การประเมิน ใบงาน เรื่อง การพดู โนม้ น้าวใจ
ระดบั คะแนน
๒๑
ความรคู้ วามเข้าใจเร่ือง มีความรู้ความเข้าใจเกีย่ วกบั การพูดโน้ม ไมค่ ่อยมีความรคู้ วามเข้าใจเก่ียวกับ
การพูดโนม้ น้าวใจ นา้ มใจเป็นอย่างดี มีความรคู้ วามเข้าใจเกี่ยวกบั การพดู
โนม้ น้ามใจเปน็ อยา่ งดีเทา่ ทค่ี วร
สามารถการพูดโนม้ นา้ ว สามารถพดู สรุปใจความสำคัญได้ถกู ต้อง ไมส่ ามารถพดู สรปุ ใจความสำคญั ได้
ใจได้ ตามหลักการ
ถกู ต้องตามหลักการ
ตรงประเดน็ สามารถพดู สรปุ ใจความสำคัญไดถ้ ูกตอ้ ง ไม่สามารถพูดสรปุ ใจความสำคัญได้
ตรงประเดน็ กับเน้อื หาท่ีอ่าน ถูกตอ้ ง ตรงประเด็นกบั เนอ้ื หาท่ี
อ่านได้ดีเท่าที่ควร
การใช้นำ้ เสียงบุคลิก พดู เสยี งดงั ชดั เจน นำ้ เสียงเปน็ ธรรมชาติ พดู เสียงเบา ไมช่ ัดเจน น้ำเสียงไม่
ท่าทางมารยาทในการพดู บุคลกิ เรยี บร้อยและมมี ารยาทในการพดู เป็นธรรมชาติ บคุ ลกิ ไมด่ ีและไม่มีมี
มารยาทในการพูด
ภาษาที่ใชใ้ นการพดู ใชภ้ าษาทางการ ใชค้ ำสุภาพ ใชภ้ าษาไม่ทางการ ใช้คำไม่สุภาพ
หมายเหตุ : เกณฑก์ ารทำใบงาน ต้องไดค้ ะแนนร้อยละ ๕๐ คอื ๕ คะแนนข้ึนไป จากคะแนนเต็ม ๑๐
จงึ จะถือว่าผา่ นเกณฑ์
เกณฑก์ ารประเมิน เกณฑก์ ารตัดสนิ ระดบั คณุ ภาพ ผลการประเมิน
๙-๑๐ คะแนน ดมี าก ผา่ น
๗-๘ คะแนน ดี ผ่าน
๕-๖ คะแนน ผ่าน
๓-๔ คะแนน ปานกลาง ไม่ผ่าน
๐-๒ คะแนน พอใช้ ไมผ่ า่ น
ปรับปรงุ
ชื่อ-สกลุ
๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๑๐ ผ่าน ไมผ่ ่าน ความรคู้ วามเข้าใจเรอื่ งการพดู แบบประเมนิ ใบงานเรอื่ ง การพดู โน้มน้าวใจ
โน้มน้าวใจ ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี ๒
รายการประเมนิ
สสามารถการพดู โนม้ น้าวใจได้
รวม สรุปผล
ตรงประเด็น
การใชน้ ำ้ เสยี งบุคลิกท่าทางมารยาท
ในการพดู
ภาษาทใี่ ชใ้ นการพูด
ใบความรู้ เร่ือง การพูดโนม้ นา้ มใจ
การโน้มนา้ วใจ หมายถงึ การโน้มน้าวใจ หมายถึง การพยายามของผสู้ ง่ สารทตี่ ้องการจะเปลี่ยนความ
เช่อื ทัศนคติ ค่านิยม ตลอดจนการกระทำของบคุ คลอ่นื ๆ โดยใชก้ ลวิธีตา่ ง ๆ มาสนบั สนนุ ใหเ้ กิดการยอมรับหรือ
เปลยี่ นแปลงตามจดุ ประสงค์ของผู้ส่งสาร ซงึ่ มที งั้ ดา้ นบวกและด้านลบ
วัตถุประสงคข์ องการพดู โนม้ น้าวใจ
๑. เพอ่ื ชกั นำหรอื โน้มนา้ วใจใหเ้ กดิ ความเชอื่ ถอื ศรัทธา
๒. เพื่อกระตุ้นหรือเร้าใจให้เหน็ ความสำคัญของส่ิงใดสงิ่ หนึ่ง
๓. เพอื่ ปลุกใจให้เกดิ ความสำนกึ และปฏิบัตอิ ย่างใดอย่างหนึง่
๔. เพื่อให้ผ้รู ับสารเกิดความรู้ ความเขา้ ใจ มีความเหน็ คลอ้ ยตามและนำไปปฏิบตั ิ
หลกั การพดู โนม้ น้าวใจ
หลกั การพูดโน้มน้าวใจ หมายถงึ การทำใหผ้ ฟู้ งั เชื่อและเหน็ คุณค่าหรือทำตามท่ีผ้โู น้มน้าวใจช้ีแจงและ
ชกั นำ วา่ จะได้รบั ผลทีต่ อบสนองความตอ้ งการขนั้ พื้นฐานของตนเอง โดยผโู้ นม้ น้าวใจควรตระหนกั ถงึ ประเด็นของ
การนำเสนอเหตุผลเพอื่ ให้ผฟู้ งั เข้าใจ เห็นความสำคญั และยอมรบั การโนม้ นา้ วนน้ั
หลกั การพูดโน้มน้าวใจ
หลักกการพูดโน้มน้าวใจ มหี ลกั การอยู่ ๖ ประการ ไดแ้ ก่
๑. การแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความนา่ เชื่อถอื
๒. การแสดงให้เหน็ ความจรงิ
๓. การแสดงให้เหน็ ความรู้สกึ และอารมณร์ ่วม
๔. การแสดงใหเ้ หน็ ทางเลอื กทง้ั ดา้ นดแี ละดา้ นเสีย
๕. การสร้างความสขุ ใหแ้ กผ่ ้รู บั สาร
๖. การเร้าใหเ้ กดิ อารมณอ์ ย่างแรงกลา้
ใบงาน เรอื่ ง การพูดโนม้ นา้ วใจ
คำช้ีแจง : ใหน้ กั เรยี นเขยี นความหมายการพดู โนม้ น้าวใจ และอธบิ ายวัตถุประสงค์การโน้มน้าวใจมาให้สมบูรณ์
๑. การโนม้ นา้ วใจ หมายถึง
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
๒. วตั ถุประสงคข์ องการโน้มนา้ วใจ
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
ชอ่ื -สกุล ........................................................................................ ชั้น ................ เลขที่.....................
ใบกิจกรรม
การพูดโน้มน้าวใจ
คำช้แี จง ใหน้ ักเรียนเขียนรณรงคเ์ รื่องทตี่ นเองสนใจเพอ่ื โนม้ น้าวใจผอู้ ื่นมา 1 เร่อื ง ความยาว
ไมต่ ่ำกวา่ 10 บรรทัด
เร่อื ง..................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
ชอ่ื -สกลุ ........................................................................................ ชั้น ................ เลขที่....................
แผนการจดั การเรียนรู้
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี ๕ เรื่อง การพดู นำเสนอเรอื่ ง
รหัส ท ๒๒๑๐2 ชือ่ รายวชิ า ภาษาไทย กล่มุ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
ช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ ๒
ภาคเรยี นท่ี 2 เวลา ๒ ชั่วโมง
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด
และความรู้สกึ ในโอกาสต่าง ๆ อยา่ งมวี จิ ารณญาณและสรา้ งสรรค์
ตวั ชว้ี ดั
ท ๓.๑ ม.๒/๔ พูดในโอกาสต่าง ๆ ไดต้ รงตามวตั ถุประสงค์
สาระสำคญั / ความคิดรวบยอด
ชัว่ โมงที่ ๑
การพูดนำเสนอเรอ่ื ง คือ การศึกษาค้นคว้าจากแหลง่ เรยี นรู้ตา่ ง ๆ มีลักษณะการพดู ให้ความรู้รูปแบบ
หนึ่ง ซึ่งนักเรียนต้องคำนึงถงึ การนำเสนอขอ้ มูลอย่างถกู ต้องตามทีไ่ ด้ศึกษาค้นคว้ามาส่วนขอ้ คิดเหน็ เพิม่ เตมิ จาก
การศึกษานั้น ควรแยกไวต้ อนท้าย ไมน่ ำมาปนกนั เพราะจะทำใหผ้ ฟู้ ังเกดิ ความสบั สนและอาจเข้าใจผิดได้
ชว่ั โมงท่ี ๒
หลักการการพูดนำเสนอเรื่อง คือ ศึกษาค้นคว้าเรื่องที่นำมาพูดอย่างละเอียด พูดรายงานอย่างเป็น
ลำดับต่อเนื่อง การพูดรายงานเรื่องที่ศึกษาค้นคว้า ผู้พูดต้องมีความน่าเชื่อถือ รักษามารยาททางวิชาการอย่าง
เคร่งครัด ควรมีการอ้างอิงท่ีมาและให้เกียรติในการระบุช่ือเจ้าของข้อมูลเสมอ และเปดิ โอกาสใหผ้ ฟู้ ังได้ซักถาม เพื่อ
เป็นการยำ้ ความเข้าใจในความร้ทู ผี่ ้ฟู งั ได้รับรู้
สาระการเรียนรู้
ชว่ั โมงที่ ๑
ความรู้ (K)
นักเรียนมคี วามร้คู วามเข้าใจในเร่ืองการพดู นำเสนอเร่อื ง
ทกั ษะ/กระบวนการ (P)
นักเรยี นสามารถอธบิ ายการพูดนำเสนอเรอ่ื งได้อยา่ งถูกตอ้ ง
คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ (A)
นักเรียนสามารถนำความรู้ที่ได้จากเรื่องการพูดนำเสนอเรื่องไปเป็นแนวทางในการสื่อสารใน
ชีวิตประจำวนั ได้อย่างถูกต้อง
ชั่วโมงที่ ๒
ความรู้ (K)
นกั เรียนมีความรูค้ วามเข้าใจในเรือ่ งหลักการการพูดนำเสนอเร่อื งได้
ทกั ษะ/กระบวนการ (P)
นกั เรียนสามารถหลักการการพูดนำเสนอเรอ่ื งไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
นักเรียนสามารถนำความรู้ท่ีไดจ้ ากเรือ่ งการพูดนำเสนอเร่ืองไปเปน็ แนวทาง
ในการสือ่ สารในชีวติ ประจำวันไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
จุดเนน้ สกู่ ารพฒั นาคณุ ภาพผูเ้ รียน
ทกั ษะในศตวรรษที่ 21 ( 3R8C )
Reading (อ่านออก)
(W) Riting (เขยี นได)้
(A) Rithemetics (คิดเลขเปน็ )
ทักษะดา้ นการคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณและทักษะในการแก้ไขปัญหา
(Critical Thinking and Problem Solving)
ทักษะดา้ นการสรา้ งสรรค์ และนวตั กรรม (Creativity and Innovation)
ทักษะดา้ นความเข้าใจความต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (Cross-cultural
Understanding)
ทักษะดา้ นความร่วมมือ การทำงานเปน็ ทีมและภาวะผู้นำ (Collaboration, Teamwork
and Leadership)
ทกั ษะด้านการส่ือสาร สารสนเทศและรเู้ ท่าทันส่อื (Communications, Information, and
Media Literacy)
ทกั ษะด้านคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สาร (Computing and ICT
Literacy)
ทกั ษะอาชพี และทกั ษะการเรียนรู้ (Career and Learning)
ทักษะการเปลีย่ นแปลง (Change)
การประเมินผลรวบยอด
ชน้ิ งานหรอื ภาระงาน
๑. ใบงาน เร่อื ง การพูดนำเสนอเร่ือง
๒. นำเสนอใบงาน เรื่อง หลกั การการพูดนำเสนอเร่อื ง
กิจกรรมการเรยี นรู้
ชวั่ โมงท่ี ๑
ข้ันนำ
ครูกลา่ วทกั ทายนกั เรียนและสนทนาซักถามร่วมกนั ในประเด็นการพดู นำเสนอเรอื่ ง
ในการดำรงชวี ติ ประจำวนั เม่อื ครูซกั ถามนักเรยี นเสรจ็ ส้นิ จากนัน้ ครูโยงเนือ้ หาเขา้ สบู่ ทเรียน (K, P)
ขั้นสอน
๑. ครูแจกใบความรู้ เรือ่ ง การพูดนำเสนอเร่ือง พรอ้ มกับสอนเกย่ี วกบั ความหมาย หลักการ
วิธกี าร และยกตวั อยา่ งประกอบ จากนนั้ ครูตัง้ คำถามเรือ่ งการพูดนำเสนอเรอื่ งเพื่อทดสอบความเข้าใจในเนอ้ื หา
กอ่ นเขา้ สู่การทำใบงาน(K)
๒. ครูอธิบายให้นกั เรยี นเหน็ ถึงความสำคญั ของการพูดและการเลือกใช้ภาษาใหถ้ กู ต้องเหมาะสม
จากนั้นครูช้ีแจงให้นักเรียนทราบว่า การพูดในชีวิตประจำวัน นักเรียนจงึ ควรศึกษาหลักการพูดและฝึกฝนการพูด
จนเกดิ ทกั ษะท่ดี ี
ขน้ั สรปุ
ครูสรุปกิจกรรม เรื่องการพูดนำเสนอเรื่อง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นักเรียนได้นำเอาความรู้มาใช้ในการ
ทำกิจกรรม ทำให้เกดิ ทักษะการพูดนำเสนอเร่ืองได้อย่างเหมาะสม ซง่ึ สะทอ้ นใหเ้ ห็นว่านักเรยี นมีความรู้ ความเข้าใจ
ในเรื่องการพูดนำเสนอเรื่องอีกทั้งครูเสนอแนะในการทำกิจกรรมของนักเรียนเพิ่มเติม เพื่อให้นักเรียนสามารถนำ
ความรู้ทไ่ี ด้ไปพัฒนาตอ่ ไปใหด้ ยี ิ่งข้ึน (K, P, A)
ช่ัวโมงที่ ๒
ข้ันนำ
ครูกล่าวทักทายนักเรียน พร้อมกับทบทวนความรู้เรื่อง การพูดนำเสนอเรื่องในการดำรงชีวิต
ประจำวัน เม่ือครซู ักถามนกั เรียนเสรจ็ ส้ิน จากนนั้ ครโู ยงเนื้อหาเขา้ สูบ่ ทเรยี น (K, P)
ขน้ั สอน
๑. ครูแจกใบความรู้ เรื่องการพูดนำเสนอเรอ่ื งพรอ้ มกับอธิบายและยกตวั อย่างประกอบ จากนน้ั
ครตู งั้ คำถามเรื่องการพดู นำเสนอเร่ืองเพอื่ ทดสอบความเขา้ ใจในเนอ้ื หาก่อนเข้าส่กู ารทำใบงาน (K)
๒. ครูแจกใบงาน เรื่อง การพูดนำเสนอเร่ืองซงึ่ เป็นใบงานรายบุคคล ครอู ธิบายคำชแ้ี จงให้นักเรียน
เข้าใจในช้นิ งาน
๓. ครูและนักเรียนรว่ มกันสรปุ ในประเดน็ การทำใบงานด้านจุดบกพร่อง และข้อดีเก่ยี วกบั การพูด
นำเสนอเรอื่ งเพือ่ แนะแนวทางใหน้ กั เรียนเกดิ ความเข้าใจเพมิ่ มากขนึ้
ขัน้ สรปุ
ครูสรุปกิจกรรม เรื่อง การพูดนำเสนอเรื่องซึ่งเป็นกิจกรรมที่นักเรียนได้นำเอาความรู้มาใช้ในการ
ทำกจิ กรรม ทำใหเ้ กดิ ทกั ษะการพูดนำเสนอเรือ่ งได้อย่างเหมาะสม ซ่ึงสะท้อนให้เห็นว่านักเรยี น
มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการพูดนำเสนอเรื่องอีกทั้งครูเสนอแนะในการทำกิจกรรมของนักเรียนเพิ่มเติม เพื่อให้
นักเรยี นสามารถนำความรทู้ ไ่ี ด้ไปพัฒนาตอ่ ไปให้ดียิง่ ข้ึน (K, P, A)
การวัดผลประเมินผล เครือ่ งมอื เกณฑก์ ารประเมิน
ใบงาน เรอื่ ง การพูดนำเสนอเรอ่ื ง
วธิ ีการ ผา่ นเกณฑ์การประเมิน
รอ้ ยละ ๕๐
ตรวจใบงาน เรื่อง การพดู นำเสนอเรอื่ ง ใชว้ ิธี
วดั ผลจากการทำใบงานของนกั เรยี นแต่ละคน
โดยมปี ระเดน็ ในการวดั ผล คอื ความรู้ความ
เข้าใจเรือ่ งการพดู นำเสนอเร่อื ง สามารถเขียน
หลกั การการพูดนำเสนอเรอ่ื ง ตรงประเดน็
การใช้ภาษา ความสะอาดเรียบรอ้ ย (ประเด็น
ของแต่ละคน) จากน้ันนำผลการประเมนิ มา
เป็นข้อมลู ในการปรบั ปรุงและพัฒนานกั เรียน
และการจัดการเรียนการสอนของครูในคร้ัง
ตอ่ ๆ ไป
สื่อการเรยี นรู้
๑. ใบความรู้ เรอื่ ง การพดู นำเสนอเรือ่ ง
๒. ใบงาน เรื่อง การพูดนำเสนอเร่ือง
ข้อเสนอแนะของหัวหน้าสถานศึกษาหรอื ผู้ทไี่ ด้รับมอบหมาย (ตรวจสอบ,นเิ ทศ,เสนอแนะ,รับรอง)
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................
ลงชื่อ................................................................
(...............................................................)
วันท.ี่ ........../...................../...........
บนั ทึกผลหลังการจดั การเรยี นรู้
๑. ผลการจดั การเรียนรู้
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
๒. ปญั หาและอุปสรรค
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
๓. แนวทางการแกไ้ ขปญั หา
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๔. ข้อเสนอแนะ
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................
ลงช่ือ.................................................
(นายฤทธเิ ดช สกลุ ซ้ง)
วนั ท่ี............../......................./...............
เกณฑ์การประเมิน ใบงาน เรือ่ ง การพูดนำเสนอเรือ่ ง
รายการประเมิน ระดบั คะแนน
๒๑
ความรู้ความเขา้ ใจเรือ่ ง มีความรคู้ วามเข้าใจเกี่ยวกับการพูด ไม่คอ่ ยมีความรูค้ วามเขา้ ใจ
การพูดนำเสนอเรอ่ื ง นำเสนอเร่อื งเป็นอยา่ งดี เกย่ี วกบั การการพูดนำเสนอเรื่อง
เท่าท่ีควร
สามารถเขียนหลักการ สามารถพูดนำเสนอเร่อื งไดถ้ กู ตอ้ งตาม ไมส่ ามารถการพดู นำเสนอเร่อื งได้
การพดู นำเสนอเรื่อง หลักการ ถกู ตอ้ งตามหลักการ
ตรงประเดน็ สามารถเขียนการพูดนำเสนอเรื่องได้ ไม่สามารถเขยี นการพูดนำเสนอ
ถกู ตอ้ ง ตรงประเด็นกบั เน้ือหาทอ่ี ่าน เร่อื งไดถ้ ูกต้อง ตรงประเดน็ กับ
เนอื้ หาทอ่ี ่านไดด้ ีเทา่ ท่ีควร
การใชภ้ าษา สามารถเขยี นคำและเรยี บเรียงประโยค ไม่สามารถเขียนคำและเรยี บเรยี ง
ไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง ประโยคได้อย่างถกู ตอ้ ง
ความสะอาดเรยี บรอ้ ย ใบกจิ กรรมมีความสะอาด เขียนได้ ใบกจิ กรรมไมค่ ่อยสะอาด การ
อย่างเป็นระเบยี บเรียบรอ้ ย เขียนไม่มคี วามเป็นระเบียบ
เรยี บรอ้ ย
หมายเหตุ : เกณฑ์การทำใบงาน ตอ้ งไดค้ ะแนนรอ้ ยละ ๕๐ คือ ๕ คะแนนขึน้ ไป จากคะแนนเต็ม ๑๐
จึงจะถอื วา่ ผ่านเกณฑ์
เกณฑ์การประเมิน เกณฑ์การตัดสนิ ระดบั คุณภาพ ผลการประเมนิ
๙-๑๐ คะแนน ดีมาก ผา่ น
๗-๘ คะแนน ดี ผ่าน
๕-๖ คะแนน ผ่าน
๓-๔ คะแนน ปานกลาง ไม่ผา่ น
๐-๒ คะแนน พอใช้ ไมผ่ ่าน
ปรับปรุง
แบบประเมินใบงาน เร่ือง การพดู นำเสนอเรอื่ ง ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๒
คำชี้แจง ให้ผู้ประเมนิ ทำเครอื่ งหมาย √ ลงในชอ่ งคะแนน
รายการประเมิน
ชือ่ -สกุล ความ ู้รความเ ้ขาใจเ ่ืรองการพูด รวม สรุปผล
นำเสนอเ ื่รอง
สามารถเ ีขยนห ัลกการการพูด
นำเสนอเ ื่รอง
ตรงประเด็น
การใช้ภาษา
ความสะอาดเ ีรยบ ้รอย
๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๑๐ ผ่าน ไม่ผ่าน
ใบความรู้
เรือ่ ง การพดู นำเสนอเรือ่ ง
ความหมาย
การพูดนำเสนอเรื่อง คือ การศึกษาค้นคว้าจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ มีลักษณะการพูดใหค้ วามรูร้ ูปแบบ
หนึ่ง ซึ่งนักเรียนต้องคำนึงถึงการนำเสนอขอ้ มลู อย่างถกู ต้องตามที่ไดศ้ ึกษาค้นคว้ามาส่วนขอ้ คิดเห็นเพิ่มเตมิ จาก
การศกึ ษานนั้ ควรแยกไวต้ อนท้าย ไมน่ ำมาปนกัน เพราะจะทำให้ผู้ฟังเกิดความสบั สนและอาจเขา้ ใจผดิ ได้
หลกั การการพูดนำเสนอเรื่อง คอื ศึกษาคน้ คว้าเรื่องทน่ี ำมาพูดอย่างละเอยี ด พดู รายงานอย่างเป็นลำดับ
ต่อเนื่อง การพูดรายงานเรื่องที่ศึกษาค้นคว้า ผู้พูดต้องมีความน่าเชื่อถือ รักษามารยาททางวิชาการอย่างเคร่งครัด
ควรมกี ารอ้างอิงท่ีมาและให้เกียรติในการระบุชือ่ เจ้าของข้อมูลเสมอ และเปิดโอกาสให้ผู้ฟังไดซ้ ักถาม เพื่อเป็นการย้ำ
ความเข้าใจในความรู้ทผี่ ฟู้ งั ไดร้ ับรู้
ขอ้ ควรปฏบิ ตั ใิ นการพดู รายงานที่ดี
๑. ศึกษาค้นคว้าเรื่องที่นำมาพูดอย่างละเอียด แล้วเลือกหัวข้อสำคัญมาพูดนำเสนอ โดยกำหนดเนื้อหา
การพดู ให้เหมาะสมกับเวลา ส่วนใหญ่จะครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
๑.๑ ความเปน็ มาหรือความสำคัญของการศึกษาค้นควา้
๑.๒ วตั ุประสงค์ในการศึกษาค้นคว้า
๑.๓ วธิ ดี ำเนนิ การศึกษาค้นคว้า
๑.๔ เนื้อหาสาระจากการศึกษาค้นคว้า
๑.๕ ขอ้ สรปุ ของการศึกษาค้นคว้า และประโยชนท์ ไี่ ด้รบั
๒. พดู รายงานอยา่ งเป็นลำดับตอ่ เนือ่ ง
๓. การพูดรายงานเรื่องที่ศึกษาค้นคว้า ผู้พูดต้องมีความน่าเชื่อถือ รักษามารยาททางวิชาการอย่าง
เครง่ ครดั ควรมกี ารอ้างองิ ทมี่ าและใหเ้ กียรติในการระบุช่ือเจ้าของขอ้ มูลเสมอ
๔. เปดิ โอกาสให้ผู้ฟังได้ซกั ถาม เพ่อื เปน็ การย้ำความเข้าใจในความร้ทู ่ีผฟู้ งั ไดร้ ับรู้
ใบงาน
เรอื่ ง การพูดนำเสนอเร่ือง
คำช้แี จง ให้นักเรยี นเขียนบทพดู การนำเสนอเรื่องท่ีนกั เรียนสนใจถูกต้อง
...................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………
ช่ือ-สกลุ .......................................................................................................... ชั้น .......... เลขท่ี ..............
แผนการจดั การเรียนรู้
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๒ เร่ือง การพูดสรุปใจความสำคัญจากสื่อ
รหสั ท ๒๒๑๐๒ ชือ่ รายวิชา ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒
ภาคเรยี นท่ี ๒ เวลา ๑ ช่ัวโมง
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟงั และดอู ยา่ งมวี ิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และความรู้สกึ
ในโอกาสตา่ ง ๆ อยา่ งมวี ิจารณญาณลสร้างสรรค์
ตวั ช้วี ัด
ท ๓.๑ ม.๒/๑ พูดสรุปใจความสำคญั ของเร่อื งทีฟ่ งั และดู
สาระสำคญั / ความคดิ รวบยอด
การพุดสรุปใจความ คือ การพูดย่อความและสรุปใจความสำคัญของเรื่องที่ฟังและดูจากสื่อ
ต่าง ๆ เช่น สื่อออนไลน์ สื่อวิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ ผู้เรียนควรศึกษาขั้นตอนการพูดสรุปใจความสำคัญ
และการพูดแบบย่อความ ซึ่งจะทำให้ผูเ้ รยี นเกิดประโยชน์และรูห้ ลักในการจับใจความสำคัญและการเล่าเรื่องย่อ
ของเรื่องทีฟ่ งั และดู และสามารถถ่ายทอดด้วยการเลา่ เร่ืองทใ่ี ช้ภาษาทีเ่ รียบเรียงอยา่ งสละสลวย และเขา้ ใจง่าย
สาระการเรยี นรู้/เนอื้ หายอ่ ย
ความรู้ (K)
นักเรียนมคี วามรคู้ วามเข้าใจในเรือ่ งหลกั การพูดสรุปใจความสำคญั จากสอ่ื ได้
ทกั ษะ/กระบวนการอา่ น (P)
นกั เรียนสามารถพดู สรปุ ใจความสำคัญของเร่อื งทีฟ่ งั และดไู ด้
คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (A)
นกั เรียนนำความรเู้ กี่ยวกบั การพูดสรุปใจความสำคัญไปเปน็ แนวทางในการพูดจบั ใจความสำคัญประเภท
อ่นื ๆ ในชวี ติ ประจำได้
จดุ เนน้ สู่การพัฒนาคณุ ภาพผ้เู รียน
ทกั ษะในศตวรรษท่ี 21 ( 3R8C )
Reading (อ่านออก)
(W) Riting (เขยี นได้)
(A) Rithemetics (คิดเลขเปน็ )
ทักษะด้านการคิดอย่างมีวจิ ารณญาณและทักษะในการแกไ้ ขปัญหา (Critical Thinking and
Problem Solving)
ทกั ษะด้านการสร้างสรรค์ และนวตั กรรม (Creativity and Innovation)
ทกั ษะด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์ (Cross-cultural
Understanding)
ทักษะดา้ นความรว่ มมอื การทำงานเป็นทมี และภาวะผ้นู ำ (Collaboration, Teamwork
and Leadership)
ทกั ษะดา้ นการส่ือสาร สารสนเทศและรเู้ ท่าทันสือ่ (Communications, Information, and
Media Literacy)
ทกั ษะด้านคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สาร (Computing and ICT
Literacy)
ทักษะอาชพี และทกั ษะการเรียนรู้ (Career and Learning)
ทกั ษะการเปลย่ี นแปลง (Change)
การประเมินผลรวบยอด
ชน้ิ งานหรอื ภาระงาน
ใบกจิ กรรม เรือ่ ง การพดู จบั ใจความสำคัญ
กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นนำ
๑. ครูกล่าวทักทายนักเรียน และร่วมสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับการรับสื่อต่าง ๆ ใน
ชีวิตประจำวัน จากนั้นครูซักถามเกี่ยวกับละครทางโทรทัศน์ การ์ตูนหรือภาพยนตร์ ที่ออกอากาศ
แลว้ ให้นักเรยี นเล่าถงึ ละครท่นี ักเรยี นชอบ
๒. ครอู ธบิ ายถงึ การเลา่ ละครของนกั เรียนวา่ เปน็ การเลา่ ย่อ ๆ ตอนทน่ี กั เรียนเหน็ ว่าสำคญั โดยไมเ่ ล่า
ละเอียดตลอดทง้ั เร่อื งจากนน้ั ครูโยงเน้อื หาเขา้ สู่บทเรยี น (K, P)
ขั้นสอน
๑. ครูแจกใบความรู้ เรอื่ ง การพดู สรปุ ใจความสำคัญ พร้อมกับให้ความรู้เกีย่ วกบั ความหมาย แนว
ปฏบิ ตั ิ และใหค้ วามรูเ้ กีย่ วกับความหมาย หลกั การพดู จับใจความสำคญั (K) ประกอบกับยกตัวอย่าง พร้อมทง้ั
สอดแทรกคำถาม เพื่อใหน้ ักเรยี นมีความกระตือรอื รน้ (P)
๒. ครใู ห้นกั เรยี นแบ่งกลมุ่ กลุม่ ละเท่า ๆ กัน เพ่อื ทำใบกิจกรรม
๓. ครแู จกใบกจิ กรรม เรอ่ื ง การพดู สรปุ ใจความสำคญั ซึง่ เป็นใบงานรายกล่มุ จากนนั้ ครูอธบิ ายคำ
ชีแ้ จงให้นกั เรียนเข้าใจในช้ินงาน (K, P)
๔. ครูและนกั เรยี นร่วมกนั เฉลยใบงาน เร่อื ง การพดู สรปุ ใจความสำคัญ จากนั้นครคู ำแนะนำเพม่ิ เตมิ
เก่ียวกบั การอ่านเพอื่ เกดิ ความเข้าใจเพมิ่ มากขน้ึ
ข้นั สรุป
๑. ครูและนกั เรียนรว่ มกนั สรปุ กจิ กรรม เร่อื ง การพูดสรุปใจความสำคัญ ซึง่ เป็นใบกิจกรรมท่ีให้
นกั เรียนแตล่ ะกล่มุ ไดร้ ว่ มกันพดู สรุปใจความสำคัญได้อย่างถูกตอ้ ง สำหรับใบกิจกรรม
เรอ่ื ง การพดู สรปุ ใจความสำคัญ เปน็ ใบงานทีใ่ ห้นักเรียนไดน้ ำเอาความร้แู ละใชค้ วามคดิ ในการทำใบกจิ กรรม
สามารถนำความร้ไู ปเป็นแนวทางในการพดู สรปุ ใจความสำคญั เรอื่ งอื่น ๆ ได้ (K, P, A)
การวดั ผลประเมินผล
วิธีการ เครอื่ งมอื เกณฑ์การประเมนิ
ประเมนิ ใบกจิ กรรม เรอ่ื ง การพดู สรุปใจความสำคัญ ใบกิจกรรม เรอื่ ง การพูดสรุป ผ่านเกณฑก์ ารประเมนิ
จากการทำกจิ กรรมของนักเรียนแตล่ ะคน โดยมี ใจความสำคญั รอ้ ยละ ๕๐
ประเดน็ ในการวดั ผล ไดแ้ ก่ ความรู้ความเข้าใจเร่ือง
พดู สรุปใจความสำคัญ สามารถพดู สรปุ ใจความสำคญั
ได้ ตรงประเด็น การใชน้ ำ้ เสียง บคุ ลกิ ท่าทางมารยาท
ในการพูด และภาษาท่ีใช้ในการพูด (ประเด็นของแต่
ละคน) จากนนั้ นำผลการประเมนิ มาเปน็ ขอ้ มูลในการ
ปรบั ปรุงและพัฒนานกั เรียน และการจัดการเรียน
การสอนของครใู นคร้ังต่อ ๆ ไป
ส่ือการเรยี นรู้
๑. หนงั สอื เรียนหลกั ภาษาและการใช้ภาษา ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๒
๒. ใบความรู้ เรื่อง การพดู สรปุ ใจความสำคญั
๓. ใบกิจกรรม เรอ่ื ง การพูดสรปุ ใจความสำคัญ
๔. หนังสัน้ เรื่อง ครผู ูส้ อนด้วยหวั ใจ (From The Heart) : หนังครู 7- Eleven
จากส่อื Youtube
ขอ้ เสนอแนะของหวั หนา้ สถานศึกษาหรอื ผู้ทีไ่ ดร้ บั มอบหมาย (ตรวจสอบ,นเิ ทศ,เสนอแนะ,รบั รอง)
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
ลงช่ือ................................................................
(...............................................................)
วันท่ี.........../...................../...........
บนั ทกึ ผลหลังการจัดการเรียนรู้
๑. ผลการจัดการเรียนรู้
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
๒. ปญั หาและอุปสรรค
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
๓. แนวทางการแก้ไขปัญหา
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๔. ขอ้ เสนอแนะ
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................
ลงชื่อ.................................................
(นายฤทธเิ ดช สกลุ ซ้ง)
วนั ที.่ ............./......................./...............
เกณฑก์ ารประเมิน ใบงาน เรอ่ื ง การพดู สรปุ จบั ใจความสำคญั
รายการประเมนิ ระดับคะแนน
๒๑
ความรู้ความเขา้ ใจเรอ่ื ง มีความรู้ความเข้าใจเก่ยี วกบั พดู สรุป ไมค่ อ่ ยมคี วามรูค้ วามเข้าใจ
พูดสรปุ ใจความสำคญั ใจความสำคญั เป็นอย่างดี เกีย่ วกับพูดสรุปใจความสำคญั
เท่าที่ควร
สามารถพดู สรุป สามารถพูดสรปุ ใจความสำคัญได้
ใจความสำคญั ได้ ถูกต้องตามหลกั การ ไม่สามารถพูดสรปุ ใจความสำคญั
ได้ถกู ต้องตามหลกั การ
ตรงประเดน็ สามารถพดู สรปุ ใจความสำคญั ได้
ถกู ตอ้ ง ตรงประเด็นกับเนอ้ื หาท่อี า่ น ไมส่ ามารถพดู สรปุ ใจความสำคญั
ไดถ้ กู ต้อง ตรงประเด็นกับเนอื้ หา
การใชน้ ำ้ เสยี ง พูดเสยี งดัง ชดั เจน นำ้ เสยี งเป็น ท่ีอา่ นได้ดเี ท่าที่ควร
บุคลิกท่าทาง ธรรมชาติ บคุ ลกิ เรียบรอ้ ยและมี
มารยาทในการพดู มารยาทในการพดู พูดเสยี งเบา ไม่ชัดเจน น้ำเสยี งไม่
เปน็ ธรรมชาติ บคุ ลกิ ไมด่ ีและไม่มี
ภาษาทใ่ี ช้ในการพดู ใชภ้ าษาทางการ ใชค้ ำสภุ าพ มมี ารยาทในการพดู
ใช้ภาษาไม่ทางการ ใช้คำไมส่ ภุ าพ
หมายเหตุ : เกณฑ์การทำใบงาน ต้องได้คะแนนรอ้ ยละ ๕๐ คือ ๕ คะแนนขน้ึ ไป จากคะแนนเตม็ ๑๐
จึงจะถือว่าผ่านเกณฑ์
เกณฑ์การประเมนิ เกณฑก์ ารตัดสนิ ระดับคณุ ภาพ ผลการประเมนิ
๙-๑๐ คะแนน ดมี าก ผา่ น
๗-๘ คะแนน ดี ผา่ น
๕-๖ คะแนน ผา่ น
๓-๔ คะแนน ปานกลาง ไมผ่ ่าน
๐-๒ คะแนน พอใช้ ไมผ่ ่าน
ปรับปรงุ
ช่ือ-สกลุ
๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๑๐ ผ่าน ไมผ่ ่าน ความร้คู วามเข้าใจเรื่องพูดสรปุ แบบประเมนิ ใบงาน เร่ือง การพดู สรปุ ใจความสำคัญ
ใจความสำคญั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๒
รายการประเมนิ
สามารถพดู สรปุ ใจความสำคัญได้
รวม สรุปผล
ตรงประเด็น
การใชน้ ำ้ เสยี งบคุ ลิกทา่ ทาง
มารยาทในการพูด
ภาษาทใ่ี ชใ้ นการพูด
ใบความรู้ เรือ่ ง การพูดสรุปใจความสำคัญ
ความหมายของการสรปุ ความ
การสรปุ ความ คอื การหยบิ ยกเอาความคิดหลักหรือประเด็นที่สำคญั ของเรอื่ งมากล่าวย้ำให้เด่นชัด โดยใช้
ประโยคสนั้ ๆแลว้ เรยี บเรียงให้เป็นระเบยี บ
มารยาทในการฟังและดู
๑. มองสบตาผูพ้ ูด ไม่มองออกนอกหอ้ งหรอื มองไปท่ีอ่ืนอนั เปน็ การแสดงว่าไม่สนใจเร่อื งท่ีพูดและไม่เอา
หนงั สอื ไปอา่ นขณะทีฟ่ ังหรอื ดู
๒. รกั ษาความสงบ ไมส่ ง่ เสียงรบกวนผู้อน่ื
๓. แสดงกิริยาอาการที่เหมาะสม วัยรุ่นไมค่ วรนั่งเกี้ยวพาราสีกันในที่สาธารณชนท่ีต้องการความสงบใน
การฟังและการดู เพราะนอกจากจะรบกวนสายตาคนอื่นแล้วยังเป็นการแสดงกิริยาที่ขัดตอ่ ขนบธรรมเนียมของ
ไทยอกี ด้วย
๔. ในการดูภาพไมค่ วรขีดเขยี นหรอื ฉีกภาพซ่ึงแสดงถงึ ความไม่มีวฒั นธรรมทดี่ ีงาม
หลกั การฟงั และดูเพ่อื สรุปความและจับประเด็น
การฟังและดูเพื่อจับใจความสำคัญและสรุปความ เป็นทักษะเบื้องต้นทีท่ ุกคนจะต้องฝกึ ฝน ผู้รับสารต้อง
ติดตามฟังและดูเรื่องราวโดยตลอด ดังนั้นจึงต้องมีสมาธิในการฟังและสามารถแยกแยะได้ว่าข้อความใดเป็น
ใจความสำคัญ และข้อความใดเป็นพลความ ถ้าเข้าใจเรื่องราวได้โดยตลอดแล้ว ย่อมจดจำเรื่องราวที่ฟังและ
สามารถถา่ ยทอดให้คนอ่นื ฟงั ได้ด้วย
การฟงั เพอื่ จับใจความสำคญั และใจความรองและรายละเอียดของเรอื่ งมวี ิธีการฟัง ดังน้ี
๑. ฟังเรื่องราวให้เขา้ ใจพยายามจับใจความสำคัญของเรื่องเป็นตอน ๆ ว่าเรื่องอะไร ใคร ทำอะไร ที่
ไหน เม่อื ไร อย่างไร
๒. ฟังเร่อื งราวทเี่ ปน็ ใจความสำคัญแล้วหารายละเอียดของเรื่องที่เป็นลกั ษณะปลีกย่อยของใจความสำคัญ
หรอื ท่ีเป็นสว่ นขยายใจความสำคัญ
สรปุ ความโดยรวบรวมเนื้อหาสาระสำคญั อยา่ งครบถว้ น
วธิ ีการสรุปความจากการฟงั นัน้ จะตอ้ งคน้ หาใหพ้ บว่าสารใดเป็นความคิดสำคญั ในเรอ่ื งน้ัน ๆ แล้วสรุปไว้
เฉพาะใจความสำคัญ โดยเขียนชอ่ื เรื่อง ผพู้ ดู โอกาสท่ีฟัง วัน เวลา และสถานทท่ี ีไ่ ดฟ้ งั หรือดูไวเ้ ป็นหลักฐานเคร่ือง
เตือนความทรงจำต่อไป
การฟังและดูเพื่อจับใจความสำคัญและสรุปความ เป็นการฟังในชีวิตประจำวันเพื่อใหไ้ ด้สาระสำคัญของ
เรื่องที่ฟงั เช่น ฟังการสนทนา ฟังเรือ่ งราวข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ฟังโทรศัพท์ ฟังประกาศ ฟังการบรรยาย ฟังการ
อภิปราย ฟังการเลา่ เร่อื ง เป็นต้น
วธิ สี รปุ ความตามลำดับข้นั
๑. ขน้ั อา่ น ฟงั และดู
- อา่ น ฟงั และดใู หเ้ ข้าใจอย่างน้อย ๒ รอบ เพือ่ ให้ได้แนวคิดทีส่ ำคัญ
๒. ขน้ั คิด
- คดิ เป็นคำถามวา่ อะไรเป็นจดุ สำคญั ของเรอ่ื ง
- คิดต่อไปวา่ จุดสำคัญของเรื่องมีความสมั พนั ธก์ ับสิง่ ใดบ้าง จดสิ่งนัน้ ๆ ไวเ้ ปน็ ข้อความส้ัน ๆ
-คิดวิธที จ่ี ะเขียนสรปุ ความใหก้ ะทัดรัดและชัดเจน
๓. ขน้ั เขียน
- เขียนร่างขอ้ ความสน้ั ๆ ทีจ่ ดไว้
- ขดั เกลาและตบแต่งร่างขอ้ ความท่ีสรุปให้เปน็ ภาษาท่ดี ีสอ่ื ความหมายไดแ้ จม่ แจ้งชัดเจน
ตวั อย่างการสรุปความ เร่ือง เราคอื บทเรยี นของเดก็
การศึกษาเปน็ เรือ่ งสำคญั ของชีวิต ทกุ คนเกิดมาจะโง่ จะฉลาด จะดจี ะช่ัวขน้ึ อย่กู บั การศึกษา พ่อแมท่ กุ คน
ปรารถนาจะใหบ้ ตุ รหลานของตนเป็นคนดี จนถงึ กับยอมทนลำบากตรากตรำทำการงานหาทรพั ย์สินเงินทองมาเป็น
ค่าใช้จ่าย เพ่อื การศกึ ษาของบตุ รหลาน นับวา่ เปน็ หน้าที่และสิง่ ที่ควรไดร้ ับการยกยอ่ งในการเสียสละนนั้
แต่ยังมีสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิตเด็กก็ คือ บทเรียนอันเป็นจรยิ ศึกษาซึ่งเกิดจากการปฏิบัตติ ัวของพ่อแม่
ผปู้ กครองของเด็ก นัน่ คือการประพฤตปิ ฏบิ ัติดีงาม เพราะสิ่งทเี่ ดก็ ได้ยนิ ได้ฟงั ไดร้ ูไ้ ด้เห็นจากพ่อแม่ผู้ปกครองของ
ตน เช่น การพูดจาไพเราะ การงานเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นบทเรียนอย่างสำคญั ที่จะซึมซาบ
เขา้ ไปในจติ ใจของเด็กดยี ่ิงกวา่ หนงั สอื บทเรยี นอื่น ๆ น้ันเป็นการให้การศึกษาทม่ี ีค่ายิง่ เป็นการปลูกสร้างนิสัยที่ดี
ใหแ้ ก่เดก็
ถา้ พ่อแม่ผู้ปกครองเปน็ คนดี มนี สิ ยั ดี เออื้ เฟือ้ เผ่ือแผ่ มีเมตตา มคี วามยตุ ธิ รรม มีความรกั ความสามัคคีใน
ครอบครัว เป็นแบบอยา่ งที่ดีก็จะทำให้เด็กเอาอยา่ งในทางดีเปน็ คนดีของพ่อแม่ ผู้ปกครอง สมความปรารถนาทุก
ประการถ้าปรารถนาดหี วังดีต่อบุตรหลาน อย่าเพยี งแต่จะให้ทนุ การศกึ ษาอย่างเดยี วต้องทำตนให้เป็นตัวอย่างท่ีดี
เป็นบทเรียนที่มีค่าของบุตรหลานด้วยแล้ว ความปรารถนาของเราก็จะสมหวัง: จาก “แสงธรรม” ของมูลนิธิ
ก.ศ.ม.
การสรุปความ
๑. ขั้นอ่าน ฟังและคิด จบั แนวคดิ ไดด้ ังนี้ “พอ่ แม่ หาเงินทองมาใหล้ ูกเรียนอย่างเดียวยงั ไม่พอต้องปฏิบัติ
ตนเป็นตัวอยา่ งทดี่ ีแกล่ กู ดว้ ยจึงจะนับวา่ ได้ใหก้ ารศึกษาทีถ่ ูกตอ้ งแก่ลกู ”
๒. ขั้นเขยี น
๒.๑ ขอ้ ความท่จี ดไวช้ ว่ ยจำ “การศึกษา เร่อื งสำคัญ – คนจะดีจะชั่ว โง่ ฉลาดเพราะการศึกษา พ่อแม่
หาเงินมาให้ลูกเรียนเสียสละควรยกย่องสิ่งทีม่ ีค่าตอ่ เด็ก – บทเรียนจรยิ ศึกษา คุณธรรม การปฏิบัติตนดงี าม เป็น
ตวั อยา่ งทดี่ รี ักลกู ตอ้ งทำใหเ้ ปน็ ตวั อย่างทด่ี ดี ว้ ย”
๒.๒ ข้อความทีส่ รปุ แล้ว “การศึกษามีความสำคญั ต่อชีวติ เด็ก เพราะสามารถทำให้เด็กฉลาดและเป็น
คนดไี ด้ พ่อแมท่ ่ีรกั ลูกอยากให้ลุกเปน็ คนดนี นั้ ไมค่ วรจะพอใจเพียงการทำหน้าทห่ี าเงนิ มาใหล้ กู เรยี นเท่าน้ันแต่ควร
คำนงึ ถงึ บทเรียนจรยิ ศึกษาอันมีคุณค่ายิ่งตอ่ ชีวติ ของเดก็ อนั ได้แก่ การที่พ่อแม่เปน็ ผู้มีคุณธรรมและปฏิบัติตนเป็น
แบบอย่างในทางที่ดงี ามแกล่ กู ดว้ ย”
ใบงาน เร่อื ง การพดู สรุปใจความสำคญั
คำช้แี จง : ใหน้ ักเรียนเขยี นแสดงความคิดเหน็
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
สมาชิกในกลุ่ม
ชือ่ -สกุล ............................................................................................. ชั้น ..................... เลขที่ ................
ชอ่ื -สกุล ............................................................................................. ช้นั ..................... เลขที่ ................
ชอ่ื -สกุล ............................................................................................. ชนั้ ..................... เลขท่ี ................
ชอ่ื -สกุล ............................................................................................. ช้ัน ..................... เลขที่ ................ชอ่ื -สกลุ
............................................................................................. ชั้น ..................... เลขที่ ................
ชอ่ื -สกุล ............................................................................................. ชน้ั ..................... เลขท่ี ................
ชื่อ-สกลุ ............................................................................................. ช้ัน ..................... เลขท่ี ................
ชื่อ-สกลุ ............................................................................................. ชนั้ ..................... เลขที่ ................
ช่อื -สกลุ ............................................................................................. ชั้น ..................... เลขที่ ................